บทที่ 9                                                                                                 ณัฐพงษ บุญปอง
                                                                                                      ระบบตอมไรทอ

9.1 ตอมไรทอและฮอรโมน
           รางกายของคนเรามีตอมที่หลั่งสารเคมีและของเหลวอยูหลายตอม ซึ่งแบงออกเปน 2 ชนิด คือ
           1. ตอมมีทอ (exocrine gland) เปนตอมที่สรางสารเคมีแลวมีทอลําเลียงสิ่งที่ผลิตขึ้นออกมาภายนอกได เชน
ตอมน้ําลาย ตอมน้ําตา ตอมเหงื่อ ตับ ตอมน้ําเมือกในโพรงจมูก ฯลฯ
           2. ตอมไรทอ (endocrine gland) เปนตอมที่มีหนาที่สรางสารเคมีที่เรียกวา ฮอรโมน (hormone) แลวถูกลําเลียง
ไปออกฤทธิ์จําเพาะที่อวัยวะเปาหมาย (target organ) โดยอาศัยระบบหมุนเวียนโลหิต เชน ตอมใตสมอง ตอมไธรอยด
ตอมพาราไธรอยด ตอมหมวกไต ฯลฯ

           ** หมายเหตุ        ตับออน (pancreas) เปนไดทั้งตอมมีทอและตอมไรทอ เพราะสามารถสรางไดทั้งเอนไซม
(มีทอนําออก) และฮอรโมน (ไมมีทอนําออก)
                              อัณฑะ (Testis) และรังไข (Ovary) ถือไดวาเปนทั้งตอมมีทอ (สรางเซลลสืบพันธุมีทอ
นําออก) และตอมไรทอสรางฮอรโมน (อาศัยระบบหมุนเวียนโลหิต)

              แหลงสรางฮอรโมน มีดังนี้
                        1. ฮอรโมนจากตอม (glandular hormone หรือ True hormone) เปนฮอรโมนแทจริงที่ผลิตขึ้นโดย
ตอมไรทอตาง ๆ เชน ไธรอกซิน (thyroxin) โพรเจสเทอโรน (progesterone) โพรแลกทิน (prolactin) ฯลฯ
                        2. ฮอรโมนจากเนื้อเยื่อ (tissue hormone) เปนฮอรโมนที่สรางจากเนื้อเยื่อกลุมใดกลุมหนึ่งของอวัยวะ
บางอยาง เชน ฮอรโมนที่ผนังลําไส (pancreozymin) ฮอรโมนจากผนังกระเพาะอาหาร (gastrin) และฮอรโมนจากไต
(erythropoietin)
                        3. ฮอรโมนประสาท (neurohormone) เปนฮอรโมนที่สรางมาจากบริเวณของระบบประสาทสวนกลาง
(CNS) เชน บริเวณสมองสวนไฮโพธาลามัส (hypothalamus) จะมีเซลลประสาทที่สรางฮอรโมนได เรียกวา เซลลนิวโร
ซีครีทอรี (neurosecretory cell) สรางฮอรโมนออกซิโทซิน (oxytocin) วาโซเพรสซิน (vasopressin) สวนนอรอะดรีนาลีน
(noradrenaline) สรางจากปลายประสาท sympathetic ของ ANS ซึ่งทั้งหมดเปนฮอรโมนประสาท
              ประเภทของฮอรโมน แบงออกเปน 4 ประเภท คือ
                        1. ฮอรโมนประเภทเพปไทด (Peptide hormone) เปนสารประกอบประเภทโปรตีนหรือโพลีเพปไทด
สายสั้น ๆ เชน GH TSH และ insulin ฮอรโมนพวกนี้จะมีผลออกฤทธิ์ที่เยื่อหุมเซลลของอวัยวะเปาหมาย (target organ)
                        2. ฮอรโมนประเภทเอมีน (Amine hormone) เปนสารประเภทอนุพันธของกรดอะมิโน จะออกฤทธิ์
ที่เยื่อหุมเซลลของอวัยวะเปาหมาย เชน adrenaline และ noradrenaline
                        3. ฮอรโมนประเภทสเทอรอยด (Steroid hormone) เปนฮอรโมนที่มีโครงสรางทางเคมีเปนวง (ring)
สามารถเขาไปจับกับ receptor ที่ cytoplasm ในเซลลของอวัยวะเปาหมาย และไปออกฤทธิ์ในนิวเคลียสที่โครโมโซม
เชน ฮอรโมนจากตอมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) อัณฑะ และรังไข
                        4. ฮอรโมนประเภทกรดไขมัน (Fatty acid hormone) เปนสารประกอบของกรดไขมัน ไดแก
prostaglandin (พบใน semen และสรางจากเนื้อเยื่อตาง ๆ) มีผลทําใหกลามเนื้อหดตัว หลอดเลือดหดตัว (สาเหตุของ
การปวดศีรษะ) และ JH ของแมลง
การควบคุมการทํางานของอวัยวะเปาหมาย 3 ชนิด
        1. ฮอรโมนจากตอมหรือเนื้อเยื่อ แพรเขาสูกระแสเลือด ไปควบคุมอวัยวะเปาหมายที่อยูไกล
        2. ใชฮอรโมนประสาทจากเซลลประสาท แพรเขาสูกระแสเลือด ไปควบคุมอวัยวะเปาหมายซึ่งอยูไกล
        3. ใชสารสื่อประสาท จากปลายแอกซอนกระตุนอวัยวะเปาหมาย

           ** หมายเหตุ        อวัยวะเปาหมาย (target organ) จะมีหนวยรับ (receptor) ที่เจาะจงกับฮอรโมนแตละชนิด
จึงเปนสาเหตุใหฮอรโมนแตละชนิดไปออกฤทธิ์ที่อวัยวะเปาหมายนั้น ๆ ไดอยางเจาะจง

ผลของฮอรโมนตอ Target organ
          1. การซึมของสารผานเซลล
          2. อัตรา metabolism ของเซลล
          3. เพิ่ม cAMP เพื่อควบคุมเอนไซมซึ่งมีผลตอ metabolism
          4. การสราง RNA และโปรตีนของเซลล
คุณสมบัติของฮอรโมน มีดังนี้
          1. เปนสารเคมีพวกโปรตีน เอมีน สเทอรอยด หรือกรดไขมัน ซึ่งสรางจากตอมไรทอหรือเนื้อเยื่อกลุมใดกลุมหนึ่ง
          2. มีอวัยวะเปาหมายที่แนนอน (ใชกลไกแบบยอนกลับ)
          3. มีผลทางสรีรวิทยาในปริมาณต่ํา (พบในเลือดในปริมาณต่ํา) ยาวนาน และกลวางขวาง
          4. อายุสั้น นอยกวา 1 ชั่วโมง (ถูกทําลายที่ตับเมื่อหมดอายุ)
บทบาทหรือหนาที่ของฮอรโมน มีดังนี้
          1. ควบคุมกระบวนการ metabolism ตาง ๆ ภายในรางกาย เชน ควบคุม metabolism ของคารโบไฮเดรต
โปรตีน ไขมัน และเกลือแรตาง ๆ
          2. ควบคุมความสมดุลของสภาวะตาง ๆ ในรางกาย เชน ควบคุมสมดุลของอุณหภูมิรางกาย น้ําตาล น้ํา เกลือแร
ตาง ๆ และแรงดันเลือด
          3. ควบคุมการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต
          4. ควบคุมเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ การคลอดบุตร และการหลั่งน้ํานม
          5. ควบคุมเกี่ยวกับการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตใหเขากับสภาพแวดลอม
ตอมไรทอที่สําคัญของคนเรา
                                                       1. ตอมไพเนียล (Pineal gland)
                                                      2. ตอมใตสมอง (Pituitary gland)
                                                       3. ตอมไธรอยด (Thyroid gland)
                                                       4. ตอมพาราไธรอยด (Parathyroid gland)
                                                       5. ตอมไธมัส (Thymus gland)
                                                       6. ตอมไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส (Islets of Langerhans)
                                                       7. ตอมหมวกไต (Adrenal gland)
                                                       8. รังไข (Ovary)
                                                                                     อวัยวะสืบพันธุ (Gonad)
                                                       9. อัณฑะ (Testis)
                                                                   * ตอมไรทอที่จําเปนมาก ถาขาดแลวตาย คือ 4, 6, และ 7
                                                      (ตอมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex))

                                                                                                                        2
ในป พ.ศ. 2391 (ค.ศ. 1848) นักสรีรวิทยาชาวเยอรมันชื่อ อารโนล เอ เบอรโธลด (Arnold A. Berthold) ได
ทดลองตั ดอั ณ ฑะของไกตั ว ผู อ อก ปรากฏวา ไกยั ง เจริ ญ เติ บ โตไปตามปกติ แตมี ลั ก ษณะคล า ยไก ตัว เมีย มากกว า คื อ
หงอนและเหนียงคอมีขนาดเล็กลง เมื่อทําการทดสอบใหมโดยนําเอาอัณฑะจากไกอีกตัวใสเขาไปใหม ปรากฏวาระยะตอมา
จะมีหลอดเลือดมาหลอเลี้ยงบริเวณอัณ ฑะ พบวาหงอนและเหนียงไกเจริญขยายขึ้นคลา ยลักษณะของไกตัวผูตามเดิม
ปจจุบันเราทราบวาอัณฑะจะหลั่งฮอรโมนออกมาและผานทางระบบเลือดไปมีผลตอการพัฒนาลักษณะที่เกี่ยวกับเพศตาง ๆ
ของสิ่งมีชีวต
            ิ

ศึกษาภาพที่ 9-1 ผลการทดลองศึกษาเจริญของหงอนและเหนียงคอของไกเพศผู (ชีววิทยา เลม 3 หนา 68 สสวท.)
1. หลังจากไกถูกตัดอัณฑะออก ผลจะเปนอยางไร?
ตอบ...................................................................................................................................................................................
2. เมื่อนําอัณฑะใหมมาปลูกใหเหมือนเดิม จะมีผลอยางไร?
ตอบ...................................................................................................................................................................................
3. ผลของขอ 1 และ 2 นาจะมาจากการทํางานของสารใด
ตอบ...................................................................................................................................................................................
4. สารจากอัณฑะถูกสงไปยังหงอนและเหนียงคอโดยทางใด
ตอบ...................................................................................................................................................................................

จุดกําเนิดของตอมไรทอ
              ตอมไรทอ (endocrine gland) เปนตอมที่ทําหนาที่ในการสรางฮอรโมน และปลอยสูกระแสเลือด เสนเลือดที่นํา
เลือดออกจากตอมไรทอจึงมีความสําคัญมาก เพราะเปนตัวนําฮอรโมนออกจากตอม ตอมไรทอมีการเปลี่ยนแปลงมาจาก
เนื้อเยื่อทั้ง 3 ชั้น คือ ectoderm mesoderm และ endoderm ดังตาราง
       ชื่อตอมไรทอ                 เจริญมาจากเนื้อเยื่อชั้นใดของเอ็มบริโอ                  อายุที่ตอมเริ่มเกิด (สัปดาห)             อายุที่ตอมเจริญสมบูรณ (สัปดาห)
Pituitary                                         Ectoderm                                                    4                                          16
Adrenal medulla                                   Ectoderm                                                    5                                           7
Pineal                                            Ectoderm                                                    7                                          11
Adrenal cortex                                   Mesoderm                                                     5                                           7
Gonads                                           Mesoderm                                                     6                                           8
Thyroid                                          Endoderm                                                  3.5                                           12
Parathyroid                                      Endoderm                                                     7                                           9
Islets of Langerhans                             Endoderm                                                    12                                          14


ลักษณะกลุมเซลลที่รวมอยูในตอมประเภทสรางสารเสทอรอยดและสารโปรตีน
        ตอมประเภทสรางสารสเทอรอยด (steroid) และสารโปรตีน จะมีลักษณะกลุมเซลล ดังตาราง
         ออรแกเนลล (organell)                                                 สารสเทอรอยด                                                      สารโปรตีน
Endoplasmic reticulum                                                                  SER                                                            RER
Mitochondria                                                                  เปนทอน (tubular)                                            แบบเรียว (lamella)
Lysosome                                                                           มีรงควัตถุ                                                   ไมมีรงควัตถุ
Membrane                                                                    ไมมีเยื่อหุมรอบแกรนูล                                         มีเยื่อหุมรอบแกรนูล
Lipid droplet                                                           มีไขมันสะสมในไซโทพลาสซึม                                     ไมมีไขมันสะสมในไซโทพลาสซึม



                                                                                                                                                                                    3
** หมายเหตุ         ตอมไรทอที่เจริญจากเนื้อเยื่อชั้นนอก จะสรางฮอรโมนพวกเอมีน โปรตีน หรือพอลิเพปไทด
                              ตอมไรทอที่เจริญจากเนื้อเยื่อชั้นกลาง จะสรางฮอรโมนพวกสเทอรอยด
                              ตอมไรทอที่เจริญจากเนื้อเยื่อชั้นใน จะสรางฮอรโมนพวกเอมีน โปรตีน หรือพอลิเพปไทด

9.2 ตอมใตสมอง (Hypophysis หรือ Pituitary gland)
         ตอมใตสมองเปนตอมที่มีลักษณะเปนกอนสีเทาแกมแดง ขนาดเทาเมล็ดถั่ว อยูใตสมองสวนไฮโพธาลามัส ถือเปน
หัวใจของตอมไรทอ (Master gland) เพราะควบคุมการสรางฮอรโมนของตอมไรทออื่น ๆ อีกหลายตอม แบงเปน 3 สวน คือ




            1. ตอมใตสมองสวนหนา (anterior lobe หรือ pars distalis) เปนสวนที่ไมไดเกิดมาจากเนื้อเยื่อประสาท เปน
สวนที่มีขนาดใหญ ประกอบดวยเซลลหลายประเภท สรางฮอรโมนหลายชนิด
            2. ตอมใตสมองสวนกลาง (intermediate lobe หรือ pars intermedia) เปนสวนที่มีขนาดเล็กมาก (ในคน) แต
ในสัตวมีกระดูกสันหลังชั้นต่ําจะมีขนาดใหญกวาและทํางานเดนชัดมากกวา
            3. ตอมใตสมองสวนหลัง (posterior lobe หรือ pars nervosa หรือ neurohypophysis) เปนสวนที่เจริญมาจาก
เนื้อเยื่อประสาทที่ยื่นลงมาจากสมองสวนไฮโพธาลามัส ไมมีสวนในการสรางฮอรโมน แตจะทําหนาที่เก็บฮอรโมนที่สรางจาก
neurosecretory cell ของ hypothalamus

ความสัมพันธระหวางสมองไฮโพธาลามัสและตอมใตสมอง
         - ตอมใตสมองสวนหนาถูกควบคุมโดยฮอรโมนประสาทจาก hypothalamus
         - ตอมใตสมองสวนหลังถูกควบคุมโดยกระแสประสาทจาก hypothalamus (เปนที่เก็บฮอรโมนประสาท เรียกวา
Neurohumal organ ไดแก oxytocin และ vasopressin)

ตอมใตสมองสวนหนา
          เปนสวนที่สําคัญที่สุด ประกอบดวยเซลลหลายประเภท โดยเซลลแตละประเภทจะสรางฮอรโมนเฉพาะชนิด ซึ่งทุก
ชนิดเปนสารประกอบประเภทโปรตีน ไดแก
A. Growth hormone (GH) หรือ Somatotrophic hormone (STH)
          Target organ: เซลลรางกายทั่ว ๆ ไป กลามเนื้อ และกระดูก
          Function:              - ควบคุมการเจริญเติบโตของรางกายใหเปนไปตามปกติ
                                 - ควบคุม metabolism ของคารโบไฮเดรต และไขมัน


                                                                                                                     4
- เพิ่มอัตราการสรางโปรตีนภายในเซลล (ลําเลียงกรดอะมิโนเขาสูเซลล)
                                - เพิ่มระดับน้ําตาลภายในเลือด (ลดการใชกลูโคสของเซลล)
            ความผิดปกติ:
      วัย                          นอยเกินไป                                       มากเกินไป
                  เตี้ยแคระ สมสวน สติปญญาปกติ (Dwarfism)      รางกายสูงใหญผิดปกติ (Gigantism) รักษาสมดุล
     เด็ก
                                                                ตาง ๆ ในรางกายไมใหอายุสั้น
                  โรคผอมแห ง ระดั บ น้ํ า ตาลในเลื อ ดต่ํ า ทน กระดูกแขน-ขา ขากรรไกร และคาง จะยืดยาว ใหญ
    ผูใหญ       ความเครี ย ดทางอารมณ ไ ด น อ ยกว า คนปกติ กวาปกติ มือเทาโต (Acromegaly)
                  (Simmond’s disease)




                                                                Acromegaly 




                                                     Dwarfism & Gigantism


           * ถารางกายมี GH มากเกินไป (ในวัยผูใหญ) จะทําใหสวนกระดูกแขน-ขา ขากรรไกร และคาง จะยืดยาวใหญกวา
ปกติ มือเทาโต เกงกาง จมูกใหญ ฟนแตละซี่จะใหญและหาง ริมฝปากหนา ระดับน้ําตาลในเลือดสูง ทนตอความตึงเครียดได
นอย (เชนเดียวกับคนที่เปนโรค Gigantism) เรียกวา Acromegaly

            ** หมายเหตุ         ความเครียด ขณะอดอาหารและการออกกําลังกาย กระตุนการหลั่งฮอรโมน GH

B. Gonadotrophic hormone หรือ Gonadotrophin (Gn)
        1. Luteinizing hormone (LH) หรือ Interstitial cell stimulating hormone (ICSH)
                 Target organ: อวัยวะสืบพันธุของเพศชาย (อัณฑะ) และเพศหญิง (รังไข)
                 Function:

  ในเพศชาย                                กระตุน
                           LH                                    Interstitial cell
                                          ควบคุม
                                                                                                             หลั่ง
            การเจริญของ sperm ระยะหลัง                         ลักษณะเพศชาย                   Testosterone




                                                                                                                     5
ในเพศหญิง                                 กระตุน
                          LH                                        กระตุนการเกิด Corpus luteum
                                            ควบคุม
                                                                   ทําใหมีการตกไขจาก follicle                        หลั่ง

                                                                ควบคุม                  Progesterone
                   การเจริญของ Endometrium layer
                                                                                          Estrogen


           2. Follicle Stimulating hormone (FSH)
                     Target organ: อวัยวะสืบพันธุของเพศชาย (อัณฑะ) และเพศหญิง (รังไข)
                     Function:

  ในเพศชาย                             กระตุน                                                   สราง
                         FSH                          การเจริญของ seminiferous tubules                          Sperm


  ในเพศหญิง              FSH
                                            กระตุน
                                                                    การเจริญของ Graafian follicle
                                                                                                                       หลั่ง
                                                                               ควบคุม
                                                   ลักษณะเพศหญิง                              Estrogen


C. Prolactin หรือ Lactogenic hormone (LTH)
         Target organ: ตอมน้ํานม
         Function:          ในเพศหญิง กระตุนการเจริญของตอมน้ํานม และการสรางน้ํานม ทําใหมารดารักลูก อยาก
ดูแลและปกปองลูกออน เรียกไดวาฮอรโมนสัญชาตญาณของการเปนแม (maternal instinct) จะหลั่งออกมามากในมารดาที่
ใหนมทารก
                            ในเพศชาย ยั ง ไม ท ราบหน า ที่ แ น ชั ด แต มี ร ายงานว า โพรแลกทิ น อาจทํ า หน า ที่ ร ว มกั น
endrogen มีผลไปกระตุนอวัยวะที่เกี่ยวของกับการสืบพันธุ เชน กระตุนตอมลูกหมาก ตอมสรางน้ําเลี้ยงอสุจิ และทอนําอสุจิ

D. Adrenocorticotrophin หรือ Adrenocoritcotrophic hormone (ACTH)
         Target organ: ตอมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex)
         Function:         - กระตุนตอมหมวกไตสวนนอกใหเจริญเติบโต และสรางฮอรโมนหลั่งออกมา
                           - มีผลตอการเปลี่ยนแปลงสีตัวของสัตวเลือดเย็น โดยทําใหสีเขมขึ้น (คลายฮอรโมน MSH
จากตอมใตสมองสวนกลาง)
                           - ฮอรโมน ACTH สัมพันธกับ Endorphins มาก (สรางจากตอมใตสมองสวนหนา) จะหลั่ง
มากขณะเครียดหรือออกกําลัง




                                                                                                                               6
** หมายเหตุ           การหลั่งฮอรโมน ACTH นั้น อยูภายใตการควบคุมของฮอรโมน Glucocorticoid ในเลือด
ถามีมากจะไปยับยั้ง แตถามีนอยจะมีผลไปกระตุนการหลั่งฮอรโมน ความเครียดตาง ๆ มีผลไปกระตุนการหลั่ง ACTH ดวย
โดยผานทางสมองสวน hypothalamus

E. Thyroid stimulating hormone (TSH)
         Target organ: ตอมไธรอยด
         Function:        กระตุนการสรางและหลั่งฮอรโมนจากตอมไธรอยดใหเปนไปตามปกติ

       ** หมายเหตุ            การเจริญของตอมไธรอยดที่ผิดปกติ ที่เรียกวา คอพอก (Goiter) นาจะเกิดจากฮอรโมน
TSH กระตุนมากเกินไป




ตอมใตสมองสวนกลาง
          เปนสวนที่มีขนาดเล็ก ทําหนาที่สรางฮอรโมน Melanocyte stimulating hormone (MSH) ซึ่งทําหนาที่ทําให
รงควัตถุภายในเซลลผิวหนังของสัตวเลือดเย็น เชน ปลา กบ และสัตวเลื้อยคลาน กระจายออกไปทั่วเซลลทําใหสีผิวเขมขึ้น

          ** หมายเหตุ       ในสัตวเลือดอุน ยังไมทราบหนาที่ของฮอรโมน MSH แนชัด แตเนื่องจากมีโครงสรางทางเคมี
เหมือนสวนหนึ่งของโมเลกุลของฮอรโมน ACTH จึงเชื่อกันวาอาจมีหนาที่บางอยางคลายกัน

ตอมใตสมองสวนหลัง
           เปนสวนของเนื้อเยื่อประสาทที่มีกลุมปลายแอกซอนของเซลลประสาท จากสมองสวน hypothalamus ซึ่งเปน
เซลลประสาทชนิดพิเศษที่ทําหนาที่สรางฮอรโมนที่เรียกวา เซลลนิวโรซิครีทอรี (neurosecretory cell) โดยจะปลอยฮอรโมน
ที่ปลายแอกซอน (axon terminal) ในตอมใตสมองสวนหลัง จากนั้นจะถูกนําไปสูสวนตาง ๆ ของรางกายโดยกระแสเลือด
ดังนั้นตอมใตสมองสวนหลังจึงทําหนาที่ เก็บฮอรโมนประสาทที่สรางจากสมองสวน hypothalamus (ไมมีสวนในการสราง
ฮอรโมน) ไดแก oxytocin และ vasopressin


                                                                                                                  7
A. Oxytocin
        Target organ:        กลามเนื้อเรียบของอวัยวะภายใน
        Function:            - ทําใหกลามเนื้อมดลูกบีบตัว ขับทารกออกมาขณะคลอดบุตร
                             - กระตุนกลามเนื้อรอบ ๆ ตอมน้ํานมใหบีบตัว ขับน้ํานมออกมา
                             - ชวยในการหลั่งอสุจิและการเคลื่อนที่ของตัวอสุจิในปกมดลูก

           ** หมายเหตุ       หญิงที่คลอดบุตรยาก แพทยจะฉีดฮอรโมน oxytocin กระตุนใหมดลูกบับตัวอยางแรง
เพื่อขับทารกออกมาได
                         ฮอรโมน oxytocin จะหลั่งออกมามากในขณะใกลคลอด ถาหลั่งออกมานอยจะทําใหการ
คลอดบุตรยาก และขณะตั้งครรภ ควรมีระดับฮอรโมนต่ํา ถามีมากจะทําใหเกิดการแทงบุตรได

B. Vasopressin หรือ Antidiuretic hormone (ADH)
          Target organ: ทอหนวยไตและหลอดเลือด
          Function:           จะควบคุมการดูดน้ํากลับที่ทอหนวยไตดานไกล (Distal convoluted tubules) และทอรวม
(Collecting duct) ทําใหหลอดเลือดแดงเล็ก ๆ (arteriole) บีบตัว ความดันเลือดสูงขึ้น ถาขาดฮอรโมนนี้รางกายจะไม
สามารถสงวนน้ําไว ทําใหปสสาวะบอยและมีน้ํามากกวาปกติ เรียกอาการนี้วา เบาจืด (diabetes insipidus)

         ** หมายเหตุ         ฮอรโมน Vasopressin หรือ ADH หรือเปนฮอรโมนที่ปองกันการขับปสสาวะออกมามาก
เกินไป
                             ฮอรโมน ADH ใชฉีดใหกับคนไขหลังผาตัด เพื่อเพิ่มแรงดันเลือดใหสูงขึ้น
                             การหลั่งฮอรโมน ADH ถูกควบคุมโดยระดับความดันเลือด คือจะหลั่งออกมามากเมื่อมีมี
ความดันเลือดสูง (เลือดมีความเขมขนมาก) ทอหนวยไตดูดน้ํากลับมากขึ้น ปสสาวะนอยลง เชน ขณะเดินทางไกล ใหเอา
เกลือผสมน้ํา ปสสาวะจะนอยลง
                             สภาพอารมณที่ตึงเครียดและสารนิโคทิน มีผลทําใหการหลั่ง ADH เพิ่มขึ้น ทําใหปสสาวะ
นอยลง แตแอลกอฮอลจะมีผลตรงขาม คือ ยับยั้งการหลั่ง ADH ทําใหมีการสรางปสสาวะเพิ่มมากขึ้น

*** ขอควรทราบเพิ่มเติม
          - ตอมใตสมองสวนหนาไดชื่อวา Master gland เพราะควบคุมการหลั่งฮอรโมนของตอมไรทออีกหลายชนิด เชน
ควบคุมตอมไธรอยด ตอมหมวกไตชั้นนอก อัณฑะ และรังไข
          - ตอมใตสมองสวนหนา เปนตอมที่มีชนิดของเซลลสรางฮอรโมนหลายชนิดที่สุดและมีขนาดใหญกวาตอมใตสมอง
สวนกลางและสวนหลัง
          - GH มีผลทําใหรางกายเจริญเติบโต เนื่องจากไปเพิ่มอัตราการขนสงกรดอะมิโนเขาสูเซลล เพื่อการสังเคราะห
โปรตีน คลายกับผลของฮอรโมนอินซูลิน GH จะหลั่งออกมามากขณะหลับมากกวาขณะตื่น และยังมากในยามที่รางกาย
ตองการพลังงาน เชน ขณะอดอาหาร ขณะน้ําตาลในเลือดนอย และขณะรางกายไดรับการกระตุนทางประสาท เพื่อเพิ่มระดับ
น้ําตาลในเลือด ซึ่งมีผลตรงขามกับฮอรโมน insulin
          - Oxytocin และ Vasopressin ไดชื่อวาเปนฮอรโมนประสาท (Neurohormone) สรางมาจากสมองสวน
hypothalamus


                                                                                                               8
สรุปสาระสําคัญ
1. ตอมใตสมองเปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อชั้น........................................................................
2. ตอมใตสมองสวน........................เปนสวนที่ใหญที่สุดของตอมใตสมอง
3. ฮอรโมน..............................ควบคุมการเจริญของกระดูก โดยกระตุนการทํางานของเซลลสรางกระดูก ทําใหกระดูกยาวขึ้น
4. มีน้ําตาลในเลือดนอยกวาคนปกติ รางกายตานทานตอความเครียดตาง ๆ อารมณไมดีเทากัน ปกติผิวหนังเหี่ยวยน
รางกายผอมมาก และแกเร็วกวาปกติ เปนอาการของโรค..................................................เนื่องจากขาดฮอรโมน....................
5. ....................................................เปนฮอรโมนที่มีฤทธิ์กระตุนอวัยวะสืบพันธุ
6. MSH มีผลตอปลา สัตวสะเทินน้ําสะเทินบก และสัตวเลื้อยคลาน คือ...............................................................................
..........................................................................................................................................................................................
7. ฮอรโมน...................................................ทําใหสีผิวเขมขึ้นมีโครงสรางคลายกับฮอรโมนที่กระตุนเมลาโนไซต (MSH)
8. การกระตุนการเจริญของตอมน้ํานมใหสรางน้ํานม เพื่อเลี้ยงดูตัวออนหลังคลอดเปนผลมาจากการควบคุมของฮอรโมน
......................................................................................
9. สมชายมีอาการของโรคเบาจืด เปนผลมาจากการขาดฮอรโมน.........................................................
10. ออกซิโทซิน ถาหลั่งออกมามากในขณะที่ยังไมครบกําหนดคลอด จะมีผล คือ................................................

9.3 ตอมไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส (Islets of Langerhans)
           ป พ.ศ. 2411 พอล แลงเกอรฮานส (Paul Langerhans) แหงมหาลัยไฟเบิรก ประเทศเยอรมัน พบวาในตับออนมี
กลุมเซลลที่แตกตางจากเนื้อเยื่อสวนใหญของตับออน ซึ่งกระจายอยูเปนหยอม ๆ ในกลุมเซลลนี้มีเสนเลือดมาหลอเลี้ยงมาก
ภายหลังจึงไดเรียกกลุมเซลลนี้เพื่อเปนการใหเกียรติแกผูคนพบวา ไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส (Islets of Langerhans)
           ในป พ.ศ. 2432 โยฮันน วอน เมอริง (Johann von Mering) และ ออสการ มินคอฟสกิ (Oscar Minkovski)
ไดพบวาการตัดตับออนของสุนัขมีผลตอการยอยไขมัน เปนเบาหวาน และตายใน 2 สัปดาห และพบฮอรโมนกลูคากอน
(glucagon) จากตับออน
           ตอมาในป พ.ศ. 2463 เอฟ จี แบนติง (F. G. Banting) ศัลยแพทยชาวแคนาดาและ ซี เอช เบสต (C. H. Best)
นิสิตแพทยแหงมหาลัยโตรอนโต พบวา Islets of Langerhans ผลิตสารควบคุมระดับน้ําตาลในเลือด และจากการมัดทอตับ
ออน พบวาตับออนไมสามารถหลั่งเอนไซมออกมาได แตตอม Islets ยังคงทํางานปกติ ตอมาสามารถสกัดฮอรโมนอินซูลิน
(insulin) ออกมาได สามารถชวยรักษาอาการเบาหวานของสุนัขได
           ตอม Islets of Langerhans เปนกลุมเซลลเล็ก ๆ จํานวนมากกระจายอยูเปนหยอม ๆ ในตับออน เปนตอมไรทอ
ที่มีขนาดเล็กที่สุด และจํานวนมากที่สุด (ประมาณ 2 ลานตอม) เสนผานศูนยกลางประมาณ 200-300 ไมครอน

ตอม Islets of Langerhans ประกอบดวยเซลล 2 ชนิด คือ
          1. แอลฟาเซลล (-cell) เปนเซลลขนาดใหญ มีจํานวนนอยมาก และอยูดานนอก
                   Target organ: ตับ
                   Function:           - สรางฮอรโมนกลูคากอน (glucagon)
                                       - กระตุนให glycogen จากตับและกลามเนื้อ เปลี่ยนไปเปน glucose แลวปลอย
ออกสูกระแสเลือด




                                                                                                                                                                                       9
2. เบตาเซลล (-cell) เปนเซลลขนาดเล็ก มีจํานวนมาก และอยูดานใน
                    Target organ: เซลลตับและกลามเนื้อ
                    Function:           - สรางฮอรโมนอินซูลิน (insulijn)
                                        - ปรับระดับน้ําตาลกลูโคสในเลือดใหเปนปกติ
                                        - ทําใหมีการใชกลูโคสในเนื้อเยื่อมากขึ้น
                                        - ชวยใหน้ําตาลในเลือกกลับเขาไปในเซลลและสังเคราะหเปน glycogen สะสมไว
ที่ตับและกลามเนื้อ




ความผิดปกติเนื่องจากฮอรโมนอินซูลิน
        - ถารางกายขาดอินซูลิน จะทําใหรางกายไมสามารถนําน้ําตาลมาใชประโยชนได น้ําตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นเกิด
โรคเบาหวาน (diabetes mellitus)
        - ถารางกายสรางอินซูลินมากเกินไป จะมีผลทําใหระดับน้ําตาลในเลือดต่ําลง สมองขาดอาหาร เกิดการชอคได

*** เสริมสาระ ***
           โรคเบาหวาน (diabetes mellitus) เปนโรคที่รูจักกันมานานแลว สาเหตุของการเกิดโรคนี้ยังไมทราบแนชัด แต
นาจะมีสวนเกี่ยวของกับโครงสรางบางสวนของตับออน
           ตับออน (pancreas) จัดเปนอวัยวะที่มีทั้งตอมที่มีทอและไมมีทอ เพราะตอมมีทอทําหนาที่สรางน้ํายอย สวนตอม
ไรทอทําหนาที่สรางฮอรโมน คนไขที่เปนโรคเบาหวานจะมีระดับน้ําตาลในเลือดสูงกวาคนปกติ ปจจุบันพบวาโรคเบาหวานมี
2 แบบ คือ แบบแรก รางกายสรางอินซูลินไมไดเลย ตองไดรับการฉีดอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ําตาลในเลือด แบบที่สอง
รางกายสรางอินซูลินไดแตไมสังเคราะหตัวรับอินซูลิน อินซูลินจึงทํางานไมได คนปวยมักเปนแบบที่สองนี้มากถึง 90%
ของผูปวยที่เปนโรคเบาหวาน
           สาเหตุ เกิดจากความอวน เนื่องจากเนื้อเยื่อมีการตอบสนองตอฮอรโมน ผูสูงอายุ ตับออนจะสังเคราะหและหลั่ง
ฮอรโมนอินซูลินไมได ตับออนไดรับการกระทบกระเทือน เชน ตับออนอักเสบเนื่องจากการดื่มสุรา เกิดการติดเชื้อไวรัส เชน




                                                                                                                      10
คางทูม หัดเยอรมัน ยางบางชนิด มีผล เชน ยาขับปสสาวะ ยาคุมกําเนิด การตั้งครรภ เนื่องจากฮอรโมนที่รกมีผลยับยั้งการ
ทํางานของฮอรโมนอินซูลิน
          อาการของคนที่เปนโรคเบาหวาน น้ําหนักจะลด ภูมิคุมกันต่ํา สมองและหัวใจโต ทํางานไดไมเต็มที่ และถาเปนแผล
จะรักษายากและหายชา ทั้งนี้เนื่องมาจากรางกายใชคารโบไฮเดรตไมได ทําใหตองดึงไขมันและโปรตีนมาใชสันดาปแทน จึงมี
ผลใหรางกายเกิดภาวะกรดมาก (acidosis) ทําใหเกิดอาการตาง ๆ ตามมาภายหลัง ปสสาวะบอย เนื่องจากกระบวนการกรอง
น้ําตาลในเลือดสูง คอแหง เปนผลจากภาวะขาดอินซูลิน รางกายไมสามารถนําพลังงานไปใช หิวบอย ทานจุ เนื่องจากรางกาย
ขาดพลังงาน
          การแปลผลระดับน้ําตาล           ในผูใหญ คาปกตินอยกวา 110 mg/dl
                                         ในเด็ก คาปกตินอยกวา 130 mg/dl
                                         ในหญิงมีครรภ คาปกติโฟลิน 105 mg/dl
          ถาการตรวจเลือดหลังอดอาหาร 6 ชั่วโมง ระดับน้ําตาลเกิน 110 mg./เลือด 100 cc ก็บอกไดวาผูปวยเปน
โรคเบาหวาน
          ถาผลการตรวจเลือดไมเดนชัด เชน ตรวจน้ําตาลไดเกิน 110 mg พอตรวจซ้ําไมเกิน หรือตรวจพบน้ําตาลใน
ปสสาวะแตน้ําตาลในเลือดนอยกวา 110 mg. เราก็จะทําการตรวจดูระดับน้ําตาลในเลือดหลังรับประทานกลูโคส 75-100 g.
วิธีทดสอบนี้เราเรียกวา Glucose Tolerance Test (GTT) ถาเกิน 2 ชั่วโมงหลังรับประทานน้ําตาลกลูโคสระดับน้ําตาลใน
เลือดเกิน 140 mg./เลือด 100 cc. ก็หมายความวาผูปวยนั้นเปนเบาหวาน แตยังเปนนอยอยู ที่เราเรียก เบาหวานแอบแฝง
(Latent DM)
          การรักษา ผูปวยที่เปนโรคนี้จะตองไปตรวจปริมาณน้ําตาลในเลือดเปนประจํา การตรวจเลือดนี้ตองตรวจกอน
รับประทานอาหาร เพราะน้ําตาลในเลือดจะสูงสุดเมื่อภายหลังกินอาหารไปแลว 2-4 ชั่วโมง
          ในปจจุบัน แพทยจะใชอินซูลินในการรักษาผูปวย ซึ่งสามารถสกัดไดจากการทําพันธุวิศวกรรม โดยกานถายยีน
ที่สามารถผลิตฮอรโมนอินซูลินเขากับยีนของแบคทีเรียพวก E. coli จึงทําใหสามารถผลิตฮอรโมนอินซูลินเพื่อตอบสนอง
ความตองการไดมากขึ้น

ความผิดปกติเนื่องจากขาดฮอรโมนกลูคากอน
        การขาดฮอรโมนกลูคากอน ไมมีผลทําใหเกิดโรคที่สําคัญเหมือนขาดอินซูลิน เพราะมีฮอรโมนจากแหลงอื่นทําหนาที่
ทดแทนไดหลายแหลง

*** ขอควรทราบเพิ่มเติม
          - กอนตรวจเลือด แพทยจะหามผูปวยหรือผูที่ตองการตรวจเลือดตองงดอาหารเสียกอน เพราะวาปริมาณน้ําตาลใน
เลือดจะสูงกวาปกติ ในระยะ 2-4 ชั่วโมง หลังจากกินอาหาร (ทําใหผลตรวจผิดพลาด)
          - ตับออน (pancreas) ถือไดวาเปนทั้งตอมที่มีทอและตอมไรทอ
          - ระดับน้ําตาลในเลือดของคนปกติจะไมเกิน 100 mg./เลือด 100 cm3
          - เซลลที่สรางน้ํายอยของตับออน เรียกวา Acinaus cell (F-cell)
          - เซลลที่อยูรอบ ๆ ไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส เรียกวา -cell ซึ่งเปนเซลลของตอมมีทอ ทําหนาที่สรางเอนไซม



                                                                                                                   11
สรุปสาระสําคัญ
1. อวัยวะที่เปนทั้งตอมมีทอและตอมไรทอ เชน
          1.1.............................................                      1.2.....................................        1.3..........................................
2. พิจารณาปฏิกิริยาตอไปนี้
                                                          1                                                                     หมายเลข 1 คือ................................
     น้ําตาลในเลือด                                                                   ไกลโคเจนในตับ                             หมายเลข 2 คือ................................
                                                          2

3. ฮอรโมน...................................... เปน catabolic hormone เพราะ................................................................................
4. เมื่อฉีดอินซูลินเขาไปในเลือดคน จะทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลง คือ....................................................................................
5. ถารางกายสรางอินซูลินมากเกินไปจะมีผลทําให................................................................................................................
6. แพทยจะไมเพิ่มความเขมขนของฮอรโมนอินซูลนดวยการใหรับประทาน เพราะ.................................................................
                                                                          ิ
7. ฮอรโมน........................................................................ชวยในการเจริญเติบโตเหมือนกับ GH จากตอมใตสมองสวนหนา
8. กอนตรวจเลือดแพทยจะหามผูปวยหรือผูที่ตองการตรวจเลือดตองอดอาหารหลังเที่ยงคืน เพราะ.......................................
..........................................................................................................................................................................................
9. การทดสอบฮอรโมนกลูคากอนไมมีผลทําใหเกิดโรคที่สําคัญเหมือนจาดอินซูลิน เพราะ.......................................................
..........................................................................................................................................................................................
10. การหลั่งอินซูลินและกลูคากอนขึ้นอยูกับ........................................................................................................................
11. ศึกษากราฟแสดงระดับน้ําตาลในเลือด

                                                                                                คนที่เปนเบาหวาน                                ..............
                                                                                                คนที่กินอาหาร (ปกติ)                            ..............
                                                                                                คนที่กําลังออกกําลังกาย                         ..............
                                                                                                คนที่เปนลม                                     ..............

9.4 ตอมหมวกไต (Adrenal gland)
           ตอมหมวกไตมีลักษณะเปนตอมขนาดเล็กรูปสามเหลี่ยมครอบอยูดานบนของไตทั้ง 2 ขาง ประกอบดวยเนื้อเยื่อ 2
ชั้นที่แตกตางกันและแยกออกจากกันอยางชัดเจน คือ
                     1. เนื้อเยื่อชั้นนอก เรียกวา อะดรีนัลคอรเทกซ (adrenal cortex)
                     2. เนื้อเยื่อชั้นใน เรียกวา อะดรีนัสเมดุลลา (adrenal medulla)

          ก. Adrenal cortex เปนตอมที่จําเปนตอการคงอยูของชีวิต อยูภายใตการควบคุม
ของฮอรโมน ACTH จากตอมใตสมองสวนหนา สรางฮอรโมนประเภทสเตอรอยด มากกวา
50 ชนิด แบงออกเปน 3 กลุม คือ
                     1. กลูโคคอรติคอยด (glucocorticoid) มีหนาที่สําคัญ คือ
                               - ควบคุม metabolism ของคารโบไฮเดรต โดยการเปลี่ยน glycogen ในตับและกลามเนื้อ
เปน glucose (ทําใหระดับน้ําตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น)
                               - เพิ่มอัตราการสลายตัวของโปรตีนและไขมัน


                                                                                                                                                                                     12
- ตอตานอาการแพของเนื้อเยื่อ คือ ปองกันการทําหนาที่ของ lysosome ไมใหเกิดการ
ยอยสลายตัวเอง (ในวงการแพทยใชเปนยาลดการอักเสบ และรักษาโรคภูมิแพตาง ๆ)
                                - Ex. Cortisol และ Cortisone
                     2. มิเนอราโลคอรติคอยด (mineralocorticoid) มีหนาที่สําคัญ คือ
                                - ควบคุมสมดุลของน้ําและเกลือแรตาง ๆ
                                - บางตัวก็สามารถควบคุม metabolism ของคารโบไฮเดรต
                                - Ex. Aldosterone โดยทําหนาที่ดูดกลับ Na+ และ Cl- ภายในทอไต (ควบคุมสมดุลของ
โซเดียมในเลือด)
                                *** ถาขาด aldosterone โซเดียมจะถูกขับออกทางไตเขาไปในปสสาวะมาก มีผลทําให
รางกายขาดน้ํา เรียกวา เบาเค็ม
                     3. คอรติคอล เซ็กส ฮอรโมน (cortical sex hormone)
                                - กระตุนใหมีลักษณะทางเพศที่สมบูรณ (secondary sexual characteristics) เชน
                                          ชาย       มีหนวดเครา เสียงหาว Etc.
                                          หญิง มีสะโพกผาย เสียงเล็กแหลม ทรวงออกขยาย
ความผิดปกติที่เกิดจากฮอรโมนที่สรางจาก Adrenal cortex
          ถาขาดฮอรโมนจากตอมหมวกไตสวนนอก จะทําใหเกิดโรคแอดดิสัน (Addison’s disease) มีอาการซูบผอม
ออนเพลีย กลามเนื้อออนเปลี้ย (เพราะ metabolism ของคารโบไฮเดรตผิดปกติ) ความดันเลือดและน้ําตาลในเลือดมักต่ํา
กระเพาะและลําไสทํางานไมปกติ
          ถาฮอรโมนจากตอมหมวกไตสวนนอกมากเกินไป จะทําใหเกิดโรคคูชิง (Cushing’s syndrome) มีอาการ
ออนเพลีย ผิวหนังตกกระ อวน กินจุ หนากลมเหมือนพระจันทร (moon face) หนาแดง ผมรง มีไขมันสะสมตามตัวและ
หนาทอง ความดันโลหิตสูง น้ําตาลในเลือดสูงเหมือนคนเปนเบาหวาน
                                                                 Addison’s disease 
                                Cushing’s syndrome




         ** หมายเหตุ          ความเครียดทางอารมณ มีผลตอศูนยประสาทในสมองสวนไฮโพธาลามัส ทําใหหลั่งฮอรโมน
ประสาทแกระตุนตอมใตสมองใหหลั่งฮอรโมน ACTH ออกมากระตุนการสรางและหลั่งฮอรโมนจากตอมหมวกไตชั้นนอก
(Adrenal cortex) ใหหลั่งฮอรโมนคอรติซอลออกมา เพื่อเพิ่มระดับน้ําตาลในเลือด สมองไมเปนอันตราย

         ผลของความเครียดและความเจ็บปวดตอการหลั่งฮอรโมนคอรติซอลจากตอมหมวกไตชั้นนอก จากการศึกษาพบวา
หลังจากขาหัก 2-3 ชั่วโมง ตอมหมวกไตชั้นนอกจะหลั่งฮฮรโมนคอรติซอลเพื่อเพิ่มเขาสูกระแสเลือดอยางรวดเร็ว




                                                                                                              13
ข. Adrenal medulla เปนตอมที่อยูภายใตการควบคุมของระบบประสาทซิมพาเธทิก สรางฮอรโมน 2 ชนิด คือ
                    1. Adrenalin หรือ Epinephrine
                              Target organ: ตับ กลามเนื้อหัวใจ และกลามเนื้อเรียบ
                              Function:         - กระตุนตับและกลามเนื้อใหเปลี่ยน glycogen เปน glucose เขาสู
กระแสเลือด ทําใหระดับน้ําตาลในเลือดสูงขึ้น
                                                - ทําใหรางกายพรอมตอการหนีภัยหรือตอสูกัยออันตรายตาง ๆ อยาง
กระทันหันหรือเมื่อเผชิญกับสถานการณยามฉุกเฉิน (Emergency hormone)
                                                - ทําใหมีแรงมากขณะตกใจ
                                                - เพื่อเพิ่มอัตราการเตนของหัวใจ
                                                - ทําใหความดันโลหิตสูงขึ้น
                                                - แตทําใหเสนเลือด arteriole ที่อวัยวะตาง ๆ ขยายตัว

         ** หมายเหตุ        Adrenalin - สามารถนํามาใชในการหามเลืด เนื่องจากสามารถทําใหเลืออดเปนลิ่ม ๆ
                                        - นํามาใชในการรักษาโรคหืด คือฉีดใหคนไขเพื่อขยายหลอดลมใหหายใจคลอง
และสะดวกขึ้น รักษาโรคหัวใจ (กรณีหัวใจเตนชา)
                   2. Noradrenalin หรือ Norepinephrine
                            Target organ: ตับ กลามเนื้อเรียบ และกลามเนื้อหัวใจ
                            Function:




                                                                                                              14

บทที่ 9 ระบบต่อมไร้ท่อ

  • 1.
    บทที่ 9 ณัฐพงษ บุญปอง ระบบตอมไรทอ 9.1 ตอมไรทอและฮอรโมน รางกายของคนเรามีตอมที่หลั่งสารเคมีและของเหลวอยูหลายตอม ซึ่งแบงออกเปน 2 ชนิด คือ 1. ตอมมีทอ (exocrine gland) เปนตอมที่สรางสารเคมีแลวมีทอลําเลียงสิ่งที่ผลิตขึ้นออกมาภายนอกได เชน ตอมน้ําลาย ตอมน้ําตา ตอมเหงื่อ ตับ ตอมน้ําเมือกในโพรงจมูก ฯลฯ 2. ตอมไรทอ (endocrine gland) เปนตอมที่มีหนาที่สรางสารเคมีที่เรียกวา ฮอรโมน (hormone) แลวถูกลําเลียง ไปออกฤทธิ์จําเพาะที่อวัยวะเปาหมาย (target organ) โดยอาศัยระบบหมุนเวียนโลหิต เชน ตอมใตสมอง ตอมไธรอยด ตอมพาราไธรอยด ตอมหมวกไต ฯลฯ ** หมายเหตุ ตับออน (pancreas) เปนไดทั้งตอมมีทอและตอมไรทอ เพราะสามารถสรางไดทั้งเอนไซม (มีทอนําออก) และฮอรโมน (ไมมีทอนําออก) อัณฑะ (Testis) และรังไข (Ovary) ถือไดวาเปนทั้งตอมมีทอ (สรางเซลลสืบพันธุมีทอ นําออก) และตอมไรทอสรางฮอรโมน (อาศัยระบบหมุนเวียนโลหิต) แหลงสรางฮอรโมน มีดังนี้ 1. ฮอรโมนจากตอม (glandular hormone หรือ True hormone) เปนฮอรโมนแทจริงที่ผลิตขึ้นโดย ตอมไรทอตาง ๆ เชน ไธรอกซิน (thyroxin) โพรเจสเทอโรน (progesterone) โพรแลกทิน (prolactin) ฯลฯ 2. ฮอรโมนจากเนื้อเยื่อ (tissue hormone) เปนฮอรโมนที่สรางจากเนื้อเยื่อกลุมใดกลุมหนึ่งของอวัยวะ บางอยาง เชน ฮอรโมนที่ผนังลําไส (pancreozymin) ฮอรโมนจากผนังกระเพาะอาหาร (gastrin) และฮอรโมนจากไต (erythropoietin) 3. ฮอรโมนประสาท (neurohormone) เปนฮอรโมนที่สรางมาจากบริเวณของระบบประสาทสวนกลาง (CNS) เชน บริเวณสมองสวนไฮโพธาลามัส (hypothalamus) จะมีเซลลประสาทที่สรางฮอรโมนได เรียกวา เซลลนิวโร ซีครีทอรี (neurosecretory cell) สรางฮอรโมนออกซิโทซิน (oxytocin) วาโซเพรสซิน (vasopressin) สวนนอรอะดรีนาลีน (noradrenaline) สรางจากปลายประสาท sympathetic ของ ANS ซึ่งทั้งหมดเปนฮอรโมนประสาท ประเภทของฮอรโมน แบงออกเปน 4 ประเภท คือ 1. ฮอรโมนประเภทเพปไทด (Peptide hormone) เปนสารประกอบประเภทโปรตีนหรือโพลีเพปไทด สายสั้น ๆ เชน GH TSH และ insulin ฮอรโมนพวกนี้จะมีผลออกฤทธิ์ที่เยื่อหุมเซลลของอวัยวะเปาหมาย (target organ) 2. ฮอรโมนประเภทเอมีน (Amine hormone) เปนสารประเภทอนุพันธของกรดอะมิโน จะออกฤทธิ์ ที่เยื่อหุมเซลลของอวัยวะเปาหมาย เชน adrenaline และ noradrenaline 3. ฮอรโมนประเภทสเทอรอยด (Steroid hormone) เปนฮอรโมนที่มีโครงสรางทางเคมีเปนวง (ring) สามารถเขาไปจับกับ receptor ที่ cytoplasm ในเซลลของอวัยวะเปาหมาย และไปออกฤทธิ์ในนิวเคลียสที่โครโมโซม เชน ฮอรโมนจากตอมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) อัณฑะ และรังไข 4. ฮอรโมนประเภทกรดไขมัน (Fatty acid hormone) เปนสารประกอบของกรดไขมัน ไดแก prostaglandin (พบใน semen และสรางจากเนื้อเยื่อตาง ๆ) มีผลทําใหกลามเนื้อหดตัว หลอดเลือดหดตัว (สาเหตุของ การปวดศีรษะ) และ JH ของแมลง
  • 2.
    การควบคุมการทํางานของอวัยวะเปาหมาย 3 ชนิด 1. ฮอรโมนจากตอมหรือเนื้อเยื่อ แพรเขาสูกระแสเลือด ไปควบคุมอวัยวะเปาหมายที่อยูไกล 2. ใชฮอรโมนประสาทจากเซลลประสาท แพรเขาสูกระแสเลือด ไปควบคุมอวัยวะเปาหมายซึ่งอยูไกล 3. ใชสารสื่อประสาท จากปลายแอกซอนกระตุนอวัยวะเปาหมาย ** หมายเหตุ อวัยวะเปาหมาย (target organ) จะมีหนวยรับ (receptor) ที่เจาะจงกับฮอรโมนแตละชนิด จึงเปนสาเหตุใหฮอรโมนแตละชนิดไปออกฤทธิ์ที่อวัยวะเปาหมายนั้น ๆ ไดอยางเจาะจง ผลของฮอรโมนตอ Target organ 1. การซึมของสารผานเซลล 2. อัตรา metabolism ของเซลล 3. เพิ่ม cAMP เพื่อควบคุมเอนไซมซึ่งมีผลตอ metabolism 4. การสราง RNA และโปรตีนของเซลล คุณสมบัติของฮอรโมน มีดังนี้ 1. เปนสารเคมีพวกโปรตีน เอมีน สเทอรอยด หรือกรดไขมัน ซึ่งสรางจากตอมไรทอหรือเนื้อเยื่อกลุมใดกลุมหนึ่ง 2. มีอวัยวะเปาหมายที่แนนอน (ใชกลไกแบบยอนกลับ) 3. มีผลทางสรีรวิทยาในปริมาณต่ํา (พบในเลือดในปริมาณต่ํา) ยาวนาน และกลวางขวาง 4. อายุสั้น นอยกวา 1 ชั่วโมง (ถูกทําลายที่ตับเมื่อหมดอายุ) บทบาทหรือหนาที่ของฮอรโมน มีดังนี้ 1. ควบคุมกระบวนการ metabolism ตาง ๆ ภายในรางกาย เชน ควบคุม metabolism ของคารโบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และเกลือแรตาง ๆ 2. ควบคุมความสมดุลของสภาวะตาง ๆ ในรางกาย เชน ควบคุมสมดุลของอุณหภูมิรางกาย น้ําตาล น้ํา เกลือแร ตาง ๆ และแรงดันเลือด 3. ควบคุมการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต 4. ควบคุมเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ การคลอดบุตร และการหลั่งน้ํานม 5. ควบคุมเกี่ยวกับการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตใหเขากับสภาพแวดลอม ตอมไรทอที่สําคัญของคนเรา 1. ตอมไพเนียล (Pineal gland) 2. ตอมใตสมอง (Pituitary gland) 3. ตอมไธรอยด (Thyroid gland) 4. ตอมพาราไธรอยด (Parathyroid gland) 5. ตอมไธมัส (Thymus gland) 6. ตอมไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส (Islets of Langerhans) 7. ตอมหมวกไต (Adrenal gland) 8. รังไข (Ovary) อวัยวะสืบพันธุ (Gonad) 9. อัณฑะ (Testis) * ตอมไรทอที่จําเปนมาก ถาขาดแลวตาย คือ 4, 6, และ 7 (ตอมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex)) 2
  • 3.
    ในป พ.ศ. 2391(ค.ศ. 1848) นักสรีรวิทยาชาวเยอรมันชื่อ อารโนล เอ เบอรโธลด (Arnold A. Berthold) ได ทดลองตั ดอั ณ ฑะของไกตั ว ผู อ อก ปรากฏวา ไกยั ง เจริ ญ เติ บ โตไปตามปกติ แตมี ลั ก ษณะคล า ยไก ตัว เมีย มากกว า คื อ หงอนและเหนียงคอมีขนาดเล็กลง เมื่อทําการทดสอบใหมโดยนําเอาอัณฑะจากไกอีกตัวใสเขาไปใหม ปรากฏวาระยะตอมา จะมีหลอดเลือดมาหลอเลี้ยงบริเวณอัณ ฑะ พบวาหงอนและเหนียงไกเจริญขยายขึ้นคลา ยลักษณะของไกตัวผูตามเดิม ปจจุบันเราทราบวาอัณฑะจะหลั่งฮอรโมนออกมาและผานทางระบบเลือดไปมีผลตอการพัฒนาลักษณะที่เกี่ยวกับเพศตาง ๆ ของสิ่งมีชีวต ิ ศึกษาภาพที่ 9-1 ผลการทดลองศึกษาเจริญของหงอนและเหนียงคอของไกเพศผู (ชีววิทยา เลม 3 หนา 68 สสวท.) 1. หลังจากไกถูกตัดอัณฑะออก ผลจะเปนอยางไร? ตอบ................................................................................................................................................................................... 2. เมื่อนําอัณฑะใหมมาปลูกใหเหมือนเดิม จะมีผลอยางไร? ตอบ................................................................................................................................................................................... 3. ผลของขอ 1 และ 2 นาจะมาจากการทํางานของสารใด ตอบ................................................................................................................................................................................... 4. สารจากอัณฑะถูกสงไปยังหงอนและเหนียงคอโดยทางใด ตอบ................................................................................................................................................................................... จุดกําเนิดของตอมไรทอ ตอมไรทอ (endocrine gland) เปนตอมที่ทําหนาที่ในการสรางฮอรโมน และปลอยสูกระแสเลือด เสนเลือดที่นํา เลือดออกจากตอมไรทอจึงมีความสําคัญมาก เพราะเปนตัวนําฮอรโมนออกจากตอม ตอมไรทอมีการเปลี่ยนแปลงมาจาก เนื้อเยื่อทั้ง 3 ชั้น คือ ectoderm mesoderm และ endoderm ดังตาราง ชื่อตอมไรทอ เจริญมาจากเนื้อเยื่อชั้นใดของเอ็มบริโอ อายุที่ตอมเริ่มเกิด (สัปดาห) อายุที่ตอมเจริญสมบูรณ (สัปดาห) Pituitary Ectoderm 4 16 Adrenal medulla Ectoderm 5 7 Pineal Ectoderm 7 11 Adrenal cortex Mesoderm 5 7 Gonads Mesoderm 6 8 Thyroid Endoderm 3.5 12 Parathyroid Endoderm 7 9 Islets of Langerhans Endoderm 12 14 ลักษณะกลุมเซลลที่รวมอยูในตอมประเภทสรางสารเสทอรอยดและสารโปรตีน ตอมประเภทสรางสารสเทอรอยด (steroid) และสารโปรตีน จะมีลักษณะกลุมเซลล ดังตาราง ออรแกเนลล (organell) สารสเทอรอยด สารโปรตีน Endoplasmic reticulum SER RER Mitochondria เปนทอน (tubular) แบบเรียว (lamella) Lysosome มีรงควัตถุ ไมมีรงควัตถุ Membrane ไมมีเยื่อหุมรอบแกรนูล มีเยื่อหุมรอบแกรนูล Lipid droplet มีไขมันสะสมในไซโทพลาสซึม ไมมีไขมันสะสมในไซโทพลาสซึม 3
  • 4.
    ** หมายเหตุ ตอมไรทอที่เจริญจากเนื้อเยื่อชั้นนอก จะสรางฮอรโมนพวกเอมีน โปรตีน หรือพอลิเพปไทด ตอมไรทอที่เจริญจากเนื้อเยื่อชั้นกลาง จะสรางฮอรโมนพวกสเทอรอยด ตอมไรทอที่เจริญจากเนื้อเยื่อชั้นใน จะสรางฮอรโมนพวกเอมีน โปรตีน หรือพอลิเพปไทด 9.2 ตอมใตสมอง (Hypophysis หรือ Pituitary gland) ตอมใตสมองเปนตอมที่มีลักษณะเปนกอนสีเทาแกมแดง ขนาดเทาเมล็ดถั่ว อยูใตสมองสวนไฮโพธาลามัส ถือเปน หัวใจของตอมไรทอ (Master gland) เพราะควบคุมการสรางฮอรโมนของตอมไรทออื่น ๆ อีกหลายตอม แบงเปน 3 สวน คือ 1. ตอมใตสมองสวนหนา (anterior lobe หรือ pars distalis) เปนสวนที่ไมไดเกิดมาจากเนื้อเยื่อประสาท เปน สวนที่มีขนาดใหญ ประกอบดวยเซลลหลายประเภท สรางฮอรโมนหลายชนิด 2. ตอมใตสมองสวนกลาง (intermediate lobe หรือ pars intermedia) เปนสวนที่มีขนาดเล็กมาก (ในคน) แต ในสัตวมีกระดูกสันหลังชั้นต่ําจะมีขนาดใหญกวาและทํางานเดนชัดมากกวา 3. ตอมใตสมองสวนหลัง (posterior lobe หรือ pars nervosa หรือ neurohypophysis) เปนสวนที่เจริญมาจาก เนื้อเยื่อประสาทที่ยื่นลงมาจากสมองสวนไฮโพธาลามัส ไมมีสวนในการสรางฮอรโมน แตจะทําหนาที่เก็บฮอรโมนที่สรางจาก neurosecretory cell ของ hypothalamus ความสัมพันธระหวางสมองไฮโพธาลามัสและตอมใตสมอง - ตอมใตสมองสวนหนาถูกควบคุมโดยฮอรโมนประสาทจาก hypothalamus - ตอมใตสมองสวนหลังถูกควบคุมโดยกระแสประสาทจาก hypothalamus (เปนที่เก็บฮอรโมนประสาท เรียกวา Neurohumal organ ไดแก oxytocin และ vasopressin) ตอมใตสมองสวนหนา เปนสวนที่สําคัญที่สุด ประกอบดวยเซลลหลายประเภท โดยเซลลแตละประเภทจะสรางฮอรโมนเฉพาะชนิด ซึ่งทุก ชนิดเปนสารประกอบประเภทโปรตีน ไดแก A. Growth hormone (GH) หรือ Somatotrophic hormone (STH) Target organ: เซลลรางกายทั่ว ๆ ไป กลามเนื้อ และกระดูก Function: - ควบคุมการเจริญเติบโตของรางกายใหเปนไปตามปกติ - ควบคุม metabolism ของคารโบไฮเดรต และไขมัน 4
  • 5.
    - เพิ่มอัตราการสรางโปรตีนภายในเซลล (ลําเลียงกรดอะมิโนเขาสูเซลล) - เพิ่มระดับน้ําตาลภายในเลือด (ลดการใชกลูโคสของเซลล) ความผิดปกติ: วัย นอยเกินไป มากเกินไป เตี้ยแคระ สมสวน สติปญญาปกติ (Dwarfism) รางกายสูงใหญผิดปกติ (Gigantism) รักษาสมดุล เด็ก ตาง ๆ ในรางกายไมใหอายุสั้น โรคผอมแห ง ระดั บ น้ํ า ตาลในเลื อ ดต่ํ า ทน กระดูกแขน-ขา ขากรรไกร และคาง จะยืดยาว ใหญ ผูใหญ ความเครี ย ดทางอารมณ ไ ด น อ ยกว า คนปกติ กวาปกติ มือเทาโต (Acromegaly) (Simmond’s disease) Acromegaly   Dwarfism & Gigantism * ถารางกายมี GH มากเกินไป (ในวัยผูใหญ) จะทําใหสวนกระดูกแขน-ขา ขากรรไกร และคาง จะยืดยาวใหญกวา ปกติ มือเทาโต เกงกาง จมูกใหญ ฟนแตละซี่จะใหญและหาง ริมฝปากหนา ระดับน้ําตาลในเลือดสูง ทนตอความตึงเครียดได นอย (เชนเดียวกับคนที่เปนโรค Gigantism) เรียกวา Acromegaly ** หมายเหตุ ความเครียด ขณะอดอาหารและการออกกําลังกาย กระตุนการหลั่งฮอรโมน GH B. Gonadotrophic hormone หรือ Gonadotrophin (Gn) 1. Luteinizing hormone (LH) หรือ Interstitial cell stimulating hormone (ICSH) Target organ: อวัยวะสืบพันธุของเพศชาย (อัณฑะ) และเพศหญิง (รังไข) Function: ในเพศชาย กระตุน LH Interstitial cell ควบคุม หลั่ง การเจริญของ sperm ระยะหลัง ลักษณะเพศชาย Testosterone 5
  • 6.
    ในเพศหญิง กระตุน LH กระตุนการเกิด Corpus luteum ควบคุม ทําใหมีการตกไขจาก follicle หลั่ง ควบคุม Progesterone การเจริญของ Endometrium layer Estrogen 2. Follicle Stimulating hormone (FSH) Target organ: อวัยวะสืบพันธุของเพศชาย (อัณฑะ) และเพศหญิง (รังไข) Function: ในเพศชาย กระตุน สราง FSH การเจริญของ seminiferous tubules Sperm ในเพศหญิง FSH กระตุน การเจริญของ Graafian follicle หลั่ง ควบคุม ลักษณะเพศหญิง Estrogen C. Prolactin หรือ Lactogenic hormone (LTH) Target organ: ตอมน้ํานม Function: ในเพศหญิง กระตุนการเจริญของตอมน้ํานม และการสรางน้ํานม ทําใหมารดารักลูก อยาก ดูแลและปกปองลูกออน เรียกไดวาฮอรโมนสัญชาตญาณของการเปนแม (maternal instinct) จะหลั่งออกมามากในมารดาที่ ใหนมทารก ในเพศชาย ยั ง ไม ท ราบหน า ที่ แ น ชั ด แต มี ร ายงานว า โพรแลกทิ น อาจทํ า หน า ที่ ร ว มกั น endrogen มีผลไปกระตุนอวัยวะที่เกี่ยวของกับการสืบพันธุ เชน กระตุนตอมลูกหมาก ตอมสรางน้ําเลี้ยงอสุจิ และทอนําอสุจิ D. Adrenocorticotrophin หรือ Adrenocoritcotrophic hormone (ACTH) Target organ: ตอมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) Function: - กระตุนตอมหมวกไตสวนนอกใหเจริญเติบโต และสรางฮอรโมนหลั่งออกมา - มีผลตอการเปลี่ยนแปลงสีตัวของสัตวเลือดเย็น โดยทําใหสีเขมขึ้น (คลายฮอรโมน MSH จากตอมใตสมองสวนกลาง) - ฮอรโมน ACTH สัมพันธกับ Endorphins มาก (สรางจากตอมใตสมองสวนหนา) จะหลั่ง มากขณะเครียดหรือออกกําลัง 6
  • 7.
    ** หมายเหตุ การหลั่งฮอรโมน ACTH นั้น อยูภายใตการควบคุมของฮอรโมน Glucocorticoid ในเลือด ถามีมากจะไปยับยั้ง แตถามีนอยจะมีผลไปกระตุนการหลั่งฮอรโมน ความเครียดตาง ๆ มีผลไปกระตุนการหลั่ง ACTH ดวย โดยผานทางสมองสวน hypothalamus E. Thyroid stimulating hormone (TSH) Target organ: ตอมไธรอยด Function: กระตุนการสรางและหลั่งฮอรโมนจากตอมไธรอยดใหเปนไปตามปกติ ** หมายเหตุ การเจริญของตอมไธรอยดที่ผิดปกติ ที่เรียกวา คอพอก (Goiter) นาจะเกิดจากฮอรโมน TSH กระตุนมากเกินไป ตอมใตสมองสวนกลาง เปนสวนที่มีขนาดเล็ก ทําหนาที่สรางฮอรโมน Melanocyte stimulating hormone (MSH) ซึ่งทําหนาที่ทําให รงควัตถุภายในเซลลผิวหนังของสัตวเลือดเย็น เชน ปลา กบ และสัตวเลื้อยคลาน กระจายออกไปทั่วเซลลทําใหสีผิวเขมขึ้น ** หมายเหตุ ในสัตวเลือดอุน ยังไมทราบหนาที่ของฮอรโมน MSH แนชัด แตเนื่องจากมีโครงสรางทางเคมี เหมือนสวนหนึ่งของโมเลกุลของฮอรโมน ACTH จึงเชื่อกันวาอาจมีหนาที่บางอยางคลายกัน ตอมใตสมองสวนหลัง เปนสวนของเนื้อเยื่อประสาทที่มีกลุมปลายแอกซอนของเซลลประสาท จากสมองสวน hypothalamus ซึ่งเปน เซลลประสาทชนิดพิเศษที่ทําหนาที่สรางฮอรโมนที่เรียกวา เซลลนิวโรซิครีทอรี (neurosecretory cell) โดยจะปลอยฮอรโมน ที่ปลายแอกซอน (axon terminal) ในตอมใตสมองสวนหลัง จากนั้นจะถูกนําไปสูสวนตาง ๆ ของรางกายโดยกระแสเลือด ดังนั้นตอมใตสมองสวนหลังจึงทําหนาที่ เก็บฮอรโมนประสาทที่สรางจากสมองสวน hypothalamus (ไมมีสวนในการสราง ฮอรโมน) ไดแก oxytocin และ vasopressin 7
  • 8.
    A. Oxytocin Target organ: กลามเนื้อเรียบของอวัยวะภายใน Function: - ทําใหกลามเนื้อมดลูกบีบตัว ขับทารกออกมาขณะคลอดบุตร - กระตุนกลามเนื้อรอบ ๆ ตอมน้ํานมใหบีบตัว ขับน้ํานมออกมา - ชวยในการหลั่งอสุจิและการเคลื่อนที่ของตัวอสุจิในปกมดลูก ** หมายเหตุ หญิงที่คลอดบุตรยาก แพทยจะฉีดฮอรโมน oxytocin กระตุนใหมดลูกบับตัวอยางแรง เพื่อขับทารกออกมาได ฮอรโมน oxytocin จะหลั่งออกมามากในขณะใกลคลอด ถาหลั่งออกมานอยจะทําใหการ คลอดบุตรยาก และขณะตั้งครรภ ควรมีระดับฮอรโมนต่ํา ถามีมากจะทําใหเกิดการแทงบุตรได B. Vasopressin หรือ Antidiuretic hormone (ADH) Target organ: ทอหนวยไตและหลอดเลือด Function: จะควบคุมการดูดน้ํากลับที่ทอหนวยไตดานไกล (Distal convoluted tubules) และทอรวม (Collecting duct) ทําใหหลอดเลือดแดงเล็ก ๆ (arteriole) บีบตัว ความดันเลือดสูงขึ้น ถาขาดฮอรโมนนี้รางกายจะไม สามารถสงวนน้ําไว ทําใหปสสาวะบอยและมีน้ํามากกวาปกติ เรียกอาการนี้วา เบาจืด (diabetes insipidus) ** หมายเหตุ ฮอรโมน Vasopressin หรือ ADH หรือเปนฮอรโมนที่ปองกันการขับปสสาวะออกมามาก เกินไป ฮอรโมน ADH ใชฉีดใหกับคนไขหลังผาตัด เพื่อเพิ่มแรงดันเลือดใหสูงขึ้น การหลั่งฮอรโมน ADH ถูกควบคุมโดยระดับความดันเลือด คือจะหลั่งออกมามากเมื่อมีมี ความดันเลือดสูง (เลือดมีความเขมขนมาก) ทอหนวยไตดูดน้ํากลับมากขึ้น ปสสาวะนอยลง เชน ขณะเดินทางไกล ใหเอา เกลือผสมน้ํา ปสสาวะจะนอยลง สภาพอารมณที่ตึงเครียดและสารนิโคทิน มีผลทําใหการหลั่ง ADH เพิ่มขึ้น ทําใหปสสาวะ นอยลง แตแอลกอฮอลจะมีผลตรงขาม คือ ยับยั้งการหลั่ง ADH ทําใหมีการสรางปสสาวะเพิ่มมากขึ้น *** ขอควรทราบเพิ่มเติม - ตอมใตสมองสวนหนาไดชื่อวา Master gland เพราะควบคุมการหลั่งฮอรโมนของตอมไรทออีกหลายชนิด เชน ควบคุมตอมไธรอยด ตอมหมวกไตชั้นนอก อัณฑะ และรังไข - ตอมใตสมองสวนหนา เปนตอมที่มีชนิดของเซลลสรางฮอรโมนหลายชนิดที่สุดและมีขนาดใหญกวาตอมใตสมอง สวนกลางและสวนหลัง - GH มีผลทําใหรางกายเจริญเติบโต เนื่องจากไปเพิ่มอัตราการขนสงกรดอะมิโนเขาสูเซลล เพื่อการสังเคราะห โปรตีน คลายกับผลของฮอรโมนอินซูลิน GH จะหลั่งออกมามากขณะหลับมากกวาขณะตื่น และยังมากในยามที่รางกาย ตองการพลังงาน เชน ขณะอดอาหาร ขณะน้ําตาลในเลือดนอย และขณะรางกายไดรับการกระตุนทางประสาท เพื่อเพิ่มระดับ น้ําตาลในเลือด ซึ่งมีผลตรงขามกับฮอรโมน insulin - Oxytocin และ Vasopressin ไดชื่อวาเปนฮอรโมนประสาท (Neurohormone) สรางมาจากสมองสวน hypothalamus 8
  • 9.
    สรุปสาระสําคัญ 1. ตอมใตสมองเปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อชั้น........................................................................ 2. ตอมใตสมองสวน........................เปนสวนที่ใหญที่สุดของตอมใตสมอง 3.ฮอรโมน..............................ควบคุมการเจริญของกระดูก โดยกระตุนการทํางานของเซลลสรางกระดูก ทําใหกระดูกยาวขึ้น 4. มีน้ําตาลในเลือดนอยกวาคนปกติ รางกายตานทานตอความเครียดตาง ๆ อารมณไมดีเทากัน ปกติผิวหนังเหี่ยวยน รางกายผอมมาก และแกเร็วกวาปกติ เปนอาการของโรค..................................................เนื่องจากขาดฮอรโมน.................... 5. ....................................................เปนฮอรโมนที่มีฤทธิ์กระตุนอวัยวะสืบพันธุ 6. MSH มีผลตอปลา สัตวสะเทินน้ําสะเทินบก และสัตวเลื้อยคลาน คือ............................................................................... .......................................................................................................................................................................................... 7. ฮอรโมน...................................................ทําใหสีผิวเขมขึ้นมีโครงสรางคลายกับฮอรโมนที่กระตุนเมลาโนไซต (MSH) 8. การกระตุนการเจริญของตอมน้ํานมใหสรางน้ํานม เพื่อเลี้ยงดูตัวออนหลังคลอดเปนผลมาจากการควบคุมของฮอรโมน ...................................................................................... 9. สมชายมีอาการของโรคเบาจืด เปนผลมาจากการขาดฮอรโมน......................................................... 10. ออกซิโทซิน ถาหลั่งออกมามากในขณะที่ยังไมครบกําหนดคลอด จะมีผล คือ................................................ 9.3 ตอมไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส (Islets of Langerhans) ป พ.ศ. 2411 พอล แลงเกอรฮานส (Paul Langerhans) แหงมหาลัยไฟเบิรก ประเทศเยอรมัน พบวาในตับออนมี กลุมเซลลที่แตกตางจากเนื้อเยื่อสวนใหญของตับออน ซึ่งกระจายอยูเปนหยอม ๆ ในกลุมเซลลนี้มีเสนเลือดมาหลอเลี้ยงมาก ภายหลังจึงไดเรียกกลุมเซลลนี้เพื่อเปนการใหเกียรติแกผูคนพบวา ไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส (Islets of Langerhans) ในป พ.ศ. 2432 โยฮันน วอน เมอริง (Johann von Mering) และ ออสการ มินคอฟสกิ (Oscar Minkovski) ไดพบวาการตัดตับออนของสุนัขมีผลตอการยอยไขมัน เปนเบาหวาน และตายใน 2 สัปดาห และพบฮอรโมนกลูคากอน (glucagon) จากตับออน ตอมาในป พ.ศ. 2463 เอฟ จี แบนติง (F. G. Banting) ศัลยแพทยชาวแคนาดาและ ซี เอช เบสต (C. H. Best) นิสิตแพทยแหงมหาลัยโตรอนโต พบวา Islets of Langerhans ผลิตสารควบคุมระดับน้ําตาลในเลือด และจากการมัดทอตับ ออน พบวาตับออนไมสามารถหลั่งเอนไซมออกมาได แตตอม Islets ยังคงทํางานปกติ ตอมาสามารถสกัดฮอรโมนอินซูลิน (insulin) ออกมาได สามารถชวยรักษาอาการเบาหวานของสุนัขได ตอม Islets of Langerhans เปนกลุมเซลลเล็ก ๆ จํานวนมากกระจายอยูเปนหยอม ๆ ในตับออน เปนตอมไรทอ ที่มีขนาดเล็กที่สุด และจํานวนมากที่สุด (ประมาณ 2 ลานตอม) เสนผานศูนยกลางประมาณ 200-300 ไมครอน ตอม Islets of Langerhans ประกอบดวยเซลล 2 ชนิด คือ 1. แอลฟาเซลล (-cell) เปนเซลลขนาดใหญ มีจํานวนนอยมาก และอยูดานนอก Target organ: ตับ Function: - สรางฮอรโมนกลูคากอน (glucagon) - กระตุนให glycogen จากตับและกลามเนื้อ เปลี่ยนไปเปน glucose แลวปลอย ออกสูกระแสเลือด 9
  • 10.
    2. เบตาเซลล (-cell)เปนเซลลขนาดเล็ก มีจํานวนมาก และอยูดานใน Target organ: เซลลตับและกลามเนื้อ Function: - สรางฮอรโมนอินซูลิน (insulijn) - ปรับระดับน้ําตาลกลูโคสในเลือดใหเปนปกติ - ทําใหมีการใชกลูโคสในเนื้อเยื่อมากขึ้น - ชวยใหน้ําตาลในเลือกกลับเขาไปในเซลลและสังเคราะหเปน glycogen สะสมไว ที่ตับและกลามเนื้อ ความผิดปกติเนื่องจากฮอรโมนอินซูลิน - ถารางกายขาดอินซูลิน จะทําใหรางกายไมสามารถนําน้ําตาลมาใชประโยชนได น้ําตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นเกิด โรคเบาหวาน (diabetes mellitus) - ถารางกายสรางอินซูลินมากเกินไป จะมีผลทําใหระดับน้ําตาลในเลือดต่ําลง สมองขาดอาหาร เกิดการชอคได *** เสริมสาระ *** โรคเบาหวาน (diabetes mellitus) เปนโรคที่รูจักกันมานานแลว สาเหตุของการเกิดโรคนี้ยังไมทราบแนชัด แต นาจะมีสวนเกี่ยวของกับโครงสรางบางสวนของตับออน ตับออน (pancreas) จัดเปนอวัยวะที่มีทั้งตอมที่มีทอและไมมีทอ เพราะตอมมีทอทําหนาที่สรางน้ํายอย สวนตอม ไรทอทําหนาที่สรางฮอรโมน คนไขที่เปนโรคเบาหวานจะมีระดับน้ําตาลในเลือดสูงกวาคนปกติ ปจจุบันพบวาโรคเบาหวานมี 2 แบบ คือ แบบแรก รางกายสรางอินซูลินไมไดเลย ตองไดรับการฉีดอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ําตาลในเลือด แบบที่สอง รางกายสรางอินซูลินไดแตไมสังเคราะหตัวรับอินซูลิน อินซูลินจึงทํางานไมได คนปวยมักเปนแบบที่สองนี้มากถึง 90% ของผูปวยที่เปนโรคเบาหวาน สาเหตุ เกิดจากความอวน เนื่องจากเนื้อเยื่อมีการตอบสนองตอฮอรโมน ผูสูงอายุ ตับออนจะสังเคราะหและหลั่ง ฮอรโมนอินซูลินไมได ตับออนไดรับการกระทบกระเทือน เชน ตับออนอักเสบเนื่องจากการดื่มสุรา เกิดการติดเชื้อไวรัส เชน 10
  • 11.
    คางทูม หัดเยอรมัน ยางบางชนิดมีผล เชน ยาขับปสสาวะ ยาคุมกําเนิด การตั้งครรภ เนื่องจากฮอรโมนที่รกมีผลยับยั้งการ ทํางานของฮอรโมนอินซูลิน อาการของคนที่เปนโรคเบาหวาน น้ําหนักจะลด ภูมิคุมกันต่ํา สมองและหัวใจโต ทํางานไดไมเต็มที่ และถาเปนแผล จะรักษายากและหายชา ทั้งนี้เนื่องมาจากรางกายใชคารโบไฮเดรตไมได ทําใหตองดึงไขมันและโปรตีนมาใชสันดาปแทน จึงมี ผลใหรางกายเกิดภาวะกรดมาก (acidosis) ทําใหเกิดอาการตาง ๆ ตามมาภายหลัง ปสสาวะบอย เนื่องจากกระบวนการกรอง น้ําตาลในเลือดสูง คอแหง เปนผลจากภาวะขาดอินซูลิน รางกายไมสามารถนําพลังงานไปใช หิวบอย ทานจุ เนื่องจากรางกาย ขาดพลังงาน การแปลผลระดับน้ําตาล ในผูใหญ คาปกตินอยกวา 110 mg/dl ในเด็ก คาปกตินอยกวา 130 mg/dl ในหญิงมีครรภ คาปกติโฟลิน 105 mg/dl ถาการตรวจเลือดหลังอดอาหาร 6 ชั่วโมง ระดับน้ําตาลเกิน 110 mg./เลือด 100 cc ก็บอกไดวาผูปวยเปน โรคเบาหวาน ถาผลการตรวจเลือดไมเดนชัด เชน ตรวจน้ําตาลไดเกิน 110 mg พอตรวจซ้ําไมเกิน หรือตรวจพบน้ําตาลใน ปสสาวะแตน้ําตาลในเลือดนอยกวา 110 mg. เราก็จะทําการตรวจดูระดับน้ําตาลในเลือดหลังรับประทานกลูโคส 75-100 g. วิธีทดสอบนี้เราเรียกวา Glucose Tolerance Test (GTT) ถาเกิน 2 ชั่วโมงหลังรับประทานน้ําตาลกลูโคสระดับน้ําตาลใน เลือดเกิน 140 mg./เลือด 100 cc. ก็หมายความวาผูปวยนั้นเปนเบาหวาน แตยังเปนนอยอยู ที่เราเรียก เบาหวานแอบแฝง (Latent DM) การรักษา ผูปวยที่เปนโรคนี้จะตองไปตรวจปริมาณน้ําตาลในเลือดเปนประจํา การตรวจเลือดนี้ตองตรวจกอน รับประทานอาหาร เพราะน้ําตาลในเลือดจะสูงสุดเมื่อภายหลังกินอาหารไปแลว 2-4 ชั่วโมง ในปจจุบัน แพทยจะใชอินซูลินในการรักษาผูปวย ซึ่งสามารถสกัดไดจากการทําพันธุวิศวกรรม โดยกานถายยีน ที่สามารถผลิตฮอรโมนอินซูลินเขากับยีนของแบคทีเรียพวก E. coli จึงทําใหสามารถผลิตฮอรโมนอินซูลินเพื่อตอบสนอง ความตองการไดมากขึ้น ความผิดปกติเนื่องจากขาดฮอรโมนกลูคากอน การขาดฮอรโมนกลูคากอน ไมมีผลทําใหเกิดโรคที่สําคัญเหมือนขาดอินซูลิน เพราะมีฮอรโมนจากแหลงอื่นทําหนาที่ ทดแทนไดหลายแหลง *** ขอควรทราบเพิ่มเติม - กอนตรวจเลือด แพทยจะหามผูปวยหรือผูที่ตองการตรวจเลือดตองงดอาหารเสียกอน เพราะวาปริมาณน้ําตาลใน เลือดจะสูงกวาปกติ ในระยะ 2-4 ชั่วโมง หลังจากกินอาหาร (ทําใหผลตรวจผิดพลาด) - ตับออน (pancreas) ถือไดวาเปนทั้งตอมที่มีทอและตอมไรทอ - ระดับน้ําตาลในเลือดของคนปกติจะไมเกิน 100 mg./เลือด 100 cm3 - เซลลที่สรางน้ํายอยของตับออน เรียกวา Acinaus cell (F-cell) - เซลลที่อยูรอบ ๆ ไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส เรียกวา -cell ซึ่งเปนเซลลของตอมมีทอ ทําหนาที่สรางเอนไซม 11
  • 12.
    สรุปสาระสําคัญ 1. อวัยวะที่เปนทั้งตอมมีทอและตอมไรทอ เชน 1.1............................................. 1.2..................................... 1.3.......................................... 2. พิจารณาปฏิกิริยาตอไปนี้ 1 หมายเลข 1 คือ................................ น้ําตาลในเลือด ไกลโคเจนในตับ หมายเลข 2 คือ................................ 2 3. ฮอรโมน...................................... เปน catabolic hormone เพราะ................................................................................ 4. เมื่อฉีดอินซูลินเขาไปในเลือดคน จะทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลง คือ.................................................................................... 5. ถารางกายสรางอินซูลินมากเกินไปจะมีผลทําให................................................................................................................ 6. แพทยจะไมเพิ่มความเขมขนของฮอรโมนอินซูลนดวยการใหรับประทาน เพราะ................................................................. ิ 7. ฮอรโมน........................................................................ชวยในการเจริญเติบโตเหมือนกับ GH จากตอมใตสมองสวนหนา 8. กอนตรวจเลือดแพทยจะหามผูปวยหรือผูที่ตองการตรวจเลือดตองอดอาหารหลังเที่ยงคืน เพราะ....................................... .......................................................................................................................................................................................... 9. การทดสอบฮอรโมนกลูคากอนไมมีผลทําใหเกิดโรคที่สําคัญเหมือนจาดอินซูลิน เพราะ....................................................... .......................................................................................................................................................................................... 10. การหลั่งอินซูลินและกลูคากอนขึ้นอยูกับ........................................................................................................................ 11. ศึกษากราฟแสดงระดับน้ําตาลในเลือด คนที่เปนเบาหวาน .............. คนที่กินอาหาร (ปกติ) .............. คนที่กําลังออกกําลังกาย .............. คนที่เปนลม .............. 9.4 ตอมหมวกไต (Adrenal gland) ตอมหมวกไตมีลักษณะเปนตอมขนาดเล็กรูปสามเหลี่ยมครอบอยูดานบนของไตทั้ง 2 ขาง ประกอบดวยเนื้อเยื่อ 2 ชั้นที่แตกตางกันและแยกออกจากกันอยางชัดเจน คือ 1. เนื้อเยื่อชั้นนอก เรียกวา อะดรีนัลคอรเทกซ (adrenal cortex) 2. เนื้อเยื่อชั้นใน เรียกวา อะดรีนัสเมดุลลา (adrenal medulla) ก. Adrenal cortex เปนตอมที่จําเปนตอการคงอยูของชีวิต อยูภายใตการควบคุม ของฮอรโมน ACTH จากตอมใตสมองสวนหนา สรางฮอรโมนประเภทสเตอรอยด มากกวา 50 ชนิด แบงออกเปน 3 กลุม คือ 1. กลูโคคอรติคอยด (glucocorticoid) มีหนาที่สําคัญ คือ - ควบคุม metabolism ของคารโบไฮเดรต โดยการเปลี่ยน glycogen ในตับและกลามเนื้อ เปน glucose (ทําใหระดับน้ําตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น) - เพิ่มอัตราการสลายตัวของโปรตีนและไขมัน 12
  • 13.
    - ตอตานอาการแพของเนื้อเยื่อ คือปองกันการทําหนาที่ของ lysosome ไมใหเกิดการ ยอยสลายตัวเอง (ในวงการแพทยใชเปนยาลดการอักเสบ และรักษาโรคภูมิแพตาง ๆ) - Ex. Cortisol และ Cortisone 2. มิเนอราโลคอรติคอยด (mineralocorticoid) มีหนาที่สําคัญ คือ - ควบคุมสมดุลของน้ําและเกลือแรตาง ๆ - บางตัวก็สามารถควบคุม metabolism ของคารโบไฮเดรต - Ex. Aldosterone โดยทําหนาที่ดูดกลับ Na+ และ Cl- ภายในทอไต (ควบคุมสมดุลของ โซเดียมในเลือด) *** ถาขาด aldosterone โซเดียมจะถูกขับออกทางไตเขาไปในปสสาวะมาก มีผลทําให รางกายขาดน้ํา เรียกวา เบาเค็ม 3. คอรติคอล เซ็กส ฮอรโมน (cortical sex hormone) - กระตุนใหมีลักษณะทางเพศที่สมบูรณ (secondary sexual characteristics) เชน ชาย มีหนวดเครา เสียงหาว Etc. หญิง มีสะโพกผาย เสียงเล็กแหลม ทรวงออกขยาย ความผิดปกติที่เกิดจากฮอรโมนที่สรางจาก Adrenal cortex ถาขาดฮอรโมนจากตอมหมวกไตสวนนอก จะทําใหเกิดโรคแอดดิสัน (Addison’s disease) มีอาการซูบผอม ออนเพลีย กลามเนื้อออนเปลี้ย (เพราะ metabolism ของคารโบไฮเดรตผิดปกติ) ความดันเลือดและน้ําตาลในเลือดมักต่ํา กระเพาะและลําไสทํางานไมปกติ ถาฮอรโมนจากตอมหมวกไตสวนนอกมากเกินไป จะทําใหเกิดโรคคูชิง (Cushing’s syndrome) มีอาการ ออนเพลีย ผิวหนังตกกระ อวน กินจุ หนากลมเหมือนพระจันทร (moon face) หนาแดง ผมรง มีไขมันสะสมตามตัวและ หนาทอง ความดันโลหิตสูง น้ําตาลในเลือดสูงเหมือนคนเปนเบาหวาน Addison’s disease  Cushing’s syndrome ** หมายเหตุ ความเครียดทางอารมณ มีผลตอศูนยประสาทในสมองสวนไฮโพธาลามัส ทําใหหลั่งฮอรโมน ประสาทแกระตุนตอมใตสมองใหหลั่งฮอรโมน ACTH ออกมากระตุนการสรางและหลั่งฮอรโมนจากตอมหมวกไตชั้นนอก (Adrenal cortex) ใหหลั่งฮอรโมนคอรติซอลออกมา เพื่อเพิ่มระดับน้ําตาลในเลือด สมองไมเปนอันตราย ผลของความเครียดและความเจ็บปวดตอการหลั่งฮอรโมนคอรติซอลจากตอมหมวกไตชั้นนอก จากการศึกษาพบวา หลังจากขาหัก 2-3 ชั่วโมง ตอมหมวกไตชั้นนอกจะหลั่งฮฮรโมนคอรติซอลเพื่อเพิ่มเขาสูกระแสเลือดอยางรวดเร็ว 13
  • 14.
    ข. Adrenal medullaเปนตอมที่อยูภายใตการควบคุมของระบบประสาทซิมพาเธทิก สรางฮอรโมน 2 ชนิด คือ 1. Adrenalin หรือ Epinephrine Target organ: ตับ กลามเนื้อหัวใจ และกลามเนื้อเรียบ Function: - กระตุนตับและกลามเนื้อใหเปลี่ยน glycogen เปน glucose เขาสู กระแสเลือด ทําใหระดับน้ําตาลในเลือดสูงขึ้น - ทําใหรางกายพรอมตอการหนีภัยหรือตอสูกัยออันตรายตาง ๆ อยาง กระทันหันหรือเมื่อเผชิญกับสถานการณยามฉุกเฉิน (Emergency hormone) - ทําใหมีแรงมากขณะตกใจ - เพื่อเพิ่มอัตราการเตนของหัวใจ - ทําใหความดันโลหิตสูงขึ้น - แตทําใหเสนเลือด arteriole ที่อวัยวะตาง ๆ ขยายตัว ** หมายเหตุ Adrenalin - สามารถนํามาใชในการหามเลืด เนื่องจากสามารถทําใหเลืออดเปนลิ่ม ๆ - นํามาใชในการรักษาโรคหืด คือฉีดใหคนไขเพื่อขยายหลอดลมใหหายใจคลอง และสะดวกขึ้น รักษาโรคหัวใจ (กรณีหัวใจเตนชา) 2. Noradrenalin หรือ Norepinephrine Target organ: ตับ กลามเนื้อเรียบ และกลามเนื้อหัวใจ Function: 14