โครงสร้างที่ใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง
ครูนุชนารถ ด้วงสงค์
โครงสร้างที่ใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง
Epidermis
Mesophyll
Vascular bundle
Stroma lamella
โครงสร้างของคลอโรพลาสต์
 มีเยื่อหุ้ม 2 ชั้น
 รูปร่างกลมรี ยาว ประมาณ 5 ไมโครเมตร กว้าง 2
ไมโครเมตร หนา 1-2 ไมโครเมตร
 ภายในมีสโตรมาซึ่งมีเอนไซม์สาหรับตรึง CO2
 มีเยื่อไทลาคอยด์ซ้อนทับไปมาเป็นแนวตั้ง เรียกว่า กรานุม
 มีสโตรมาลาเมลลา
 มีลูเมนซึ่งเป็นของเหลวอยู่ภายในไทลาคอยด์
สารสีในปฏิกิริยาแสง
การดูดกลืนแสงของคลอโรฟิลล์เอ คลอโรฟิลล์บี และแคโรทีนอย
อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชในช่วงความยาวคลื่นต่าง ๆ
ชนิดของสิ่งมีชีวิต คลอโรฟิลล์
a b c d
แคโรทีนอยด์ ไฟโคบิลิน แบคทีรีโอคลอโรฟิลล์
a b c d
กรีนแบคทีเรีย - - - - + - + - + หรือ +
ไซยาโนแบคทีเรีย + - - - + +
สาหร่ายสีแดง + - - + + +
สาหร่ายสีน้าตาล + - + - + -
สาหร่ายสีเขียว + + - - + -
มอส + + - - + -
เฟิน + + - - + -
พืชมีดอก + + - - + -
ตารางแสดงรงควัตถุที่ใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
ในสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ
หมายเหตุ + หมายถึง มี - หมายถึง ไม่มี
ใบไม้ที่มีสารสีชนิดต่าง ๆ
สารสีที่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ
1. คลอโรฟิลด์
- มี 2 ชนิด คือ คลอโรฟิลล์เอและคลอโรฟิลล์บี
- พบในพืชและสาหร่ายสีเขียว
2. แคโรทีนอยด์เป็นสารประกอบประเภทลิพิด ประกอบด้วยสาร 2 ชนิด คือ
- แคโรทีนเป็นสารสีแดงหรือสีส้ม
- แซนโทฟิลล์เป็นสารสีเหลืองหรือน้าตาล
- แคโรทีนอยด์มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่สังเคราะห์ด้วยแสงได้
3. ไฟโคบิลิน
- มีในสาหร่ายสีแดงและไซยาโนแบคทีเรีย
- ประกอบด้วยไฟโคอีรีทริน ดูดแสงสีเหลืองและเขียว
และไฟโคไซยานินดูดแสงสีเหลืองและส้ม
หน้าที่ของสารสี
o กลุ่มสารสีฝังตัวอยู่ในกลุ่มของโปรตีนบนเยื่อไทลาคอยด์
o สารสีทาหน้าที่รับพลังงานแสงแล้วส่งต่อไปตามลาดับจนใน
ที่สุดให้คลอโรฟิลล์เอโมเลกุลพิเศษ ที่เป็นศูนย์กลางปฏิกิริยาของ
ระบบแสง(reaction center )อีกต่อหนึ่ง
o กลุ่มสารสีที่ทาหน้าที่รับและส่งพลังงานแสงเหล่านี้ เรียกว่า
แอนเทนนา ( antenna )
การส่งต่อพลังงานแสงจากโมเลกุลของสารสีต่าง ๆ ไปยัง
คลอโรฟิลล์ เอ โมเลกุลพิเศษ ได้อย่างไร
o โมเลกุลของสารสีดูดพลังงานแสง
ทาให้อิเล็กตรอนที่อยู่ในสภาพปกติ
ถูกกระตุ้นให้อยู่ในสภาพเร่งเร้า
o อิเล็กตรอนจะถ่ายทอดพลังงาน
เร่งเร้าจากโมเลกุลของสารสีหนึ่ง
ไปยังโมเลกุลของสารสีอื่น
o โมเลกุลของคลอโรฟิลล์ เอ
ก็จะรับพลังงานที่ถ่ายทอด
มาจากโมเลกุลของสารสีด้วย
o NADP+ มารับอิเล็กตรอนที่หลุด
จากคลอโรฟิลล์ เอ กลายเป็น NADPH
การส่งต่อพลังงานแสงจากโมเลกุลของสารสีไปยังคลอโรฟิลล์ เอ
o ประกอบด้วย โปรตีน ตัวรับอิเล็กตรอน ตัวถ่ายทอดอิเล็กตรอน
และแอนเทนนา
o ระบบแสง I หรือ PSI
เป็นระบบแสงที่มีคลอโรฟิลล์ เอ ซึ่งเป็นศูนย์กลาง
ปฏิกิริยารับพลังงานแสงได้ดีที่สุดที่ความยาวคลื่น 700 นาโนเมตร
เรียกว่า P700
o ระบบแสง II หรือ PSII
มีคลอโรฟิลล์ เอ เป็นศูนย์กลางปฏิกิริยารับพลังงานแสง
ได้ดีที่ความยาวคลื่น 680 นาโนเมตร เรียกระบบแสงนี้ว่า P680
ระบบแสง (Photosystem : PS)
ปฏิกิริยาแสง
ปฏิกิริยาแสง เป็นกระบวนการเปลี่ยนพลังงานแสง
ให้เป็นพลังงานเคมีที่พืชสามารถนาไปใช้ได้ในรูป ATP
และ NADPH กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นที่เยื่อไทลาคอยด์
พืชมีการเปลี่ยนพลังงานแสงมาเป็นพลังงานเคมีในโมเลกุลของ
ATP และ NADPH ได้อย่างไร
โครงสร้างบนเยื่อไทลาคอยด์
 สารสีในแอนเทนนามีการถ่ายทอดพลังงานจากสารสีโมเลกุลหนึ่ง
ไปยังโมเลกุลหนึ่งจนถึงโมเลกุลของคลอโรฟิลล์ เอ
 พลังงานที่ถ่ายทอดมากระตุ้นให้อิเล็กตรอนของคลอโรฟิลล์ เอ
มีพลังงานสูงขึ้นและถ่ายทอดอิเล็กตรอนไปยังตัวรับอิเล็กตรอน
เป็นการเปลี่ยนพลังงานแสงให้มาอยู่ในรูปพลังงานเคมี
การถ่ายทอดอิเล็กตรอน
การถ่ายทอดอิเล็กตรอน
การถ่ายทอดอิเล็กตรอนเกิดได้ 2 ลักษณะ คือ
1. non – cyclic electron transfer
2. cyclic electron transfer
Non-cyclic e- transfer
Fd = Ferridoxin
Pc = Plastocyanin
Pq = Plastoquinone
photolysis
NON-CYCLIC ELECTRON TRANSFER: ได้ ATP, NADPH
สรุปการถ่ายทอดอิเล็กตรอนแบบไม่เป็นวัฏจักร
Cyclic e- transfer: ได้  ATP
Fd = Ferridoxin
Pc = Plastocyanin
Pq = Plastoquinone
เปรียบเทียบการถ่ายทอดอิเล็กตรอนแบบเป็นวัฏจักรและแบบไม่เป็นวัฏจักร
(cyclic electron transfer ) (non-cyclic electron
transfer )
1. e- ที่หลุดออกจากคลอโรฟิลล์ของ PSI
จะกลับสู่ที่เดิม
1. e- จะไม่กลับมาที่เดิม แต่จะมี e-
จาก PSII มาแทนที่
2. มีการสร้าง ATP 1 แห่ง 2. มีการสร้าง ATP 2 แห่ง
3. ไม่มีการสร้าง NADPH + H+ 3. มีการสร้าง NADPH + H+
4. ไม่มี O2 เกิดขึ้น 4. มี O2 เกิดขึ้น
5. ใช้รงควัตถุระบบ 1 เท่านั้น 5. ใช้รงควัตถุระบบ 1 และ 2
6. ไม่มีกระบวนการ Photolysis 6. มีกระบวนการ Photolysis
7. ผลรวมได้ ATP 7. . ผลรวมได้ATP , NADPH + H+ , O2

โครงสร้างคลอโรพลาส