แผนบริหารการสอนบทที่ 2
หัวขอเนื้อหาประจําบท
1. ความหมายของเภสัชวิทยา
2. เภสัชจลนศาสตร
3. เภสัชพลศาสตร
4. คําศัพททางเภสัชวิทยาที่ควรทราบ
5. ผลเสียจากการใชยา
วัตถุประสงคเชิงพฤติกรรม
เมื่อนักศึกษาไดศึกษาจบบทที่ 2 แลว นักศึกษาควรมีความสามารถดังตอไปนี้
1. อธิบายความหมายของคําวาเภสัชวิทยา เภสัชจลนศาสตร และเภสัชพลศาสตรได
2. เปรียบเทียบแตกตางระหวางเภสัชจลนศาสตร และเภสัชพลศาสตรได
3. อธิบายกระบวนการทางเภสัชจลนศาสตรได
4. อธิบายหลักการออกฤทธิ์ของยาได
5. ประเมินความปลอดภัยในการใชยาได
6. เปรียบเทียบแตกตางของการเกิดพิษจากการใชยาแบบตาง ๆ ได
7. อธิบายคําศัพททางเภสัชวิทยาที่ควรทราบได
วิธีสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน
วิธีสอนและกิจกรรมการเรียนการสอนประจําบทที่ 2 ประกอบดวยรายละเอียดดังนี้
1. บรรยายตามเนื้อหา โดยใชโปรแกรมการนําเสนอ (power point) ประกอบคําอธิบาย
2. ชมวิดีโอคลิป เรื่อง เภสัชจลนศาสตร
3. อภิปรายเกี่ยวกับวิธีการใชยาที่สงผลตอเภสัชจลนศาสตรของยา และการออกฤทธิ์ของยา
ที่นักศึกษาเคยใช
4. รวมกันสรุปประเด็นสําคัญของการเรียน
5. มอบหมายงานใหนักศึกษาทําใบงาน เรื่อง เภสัชจลนศาสตรและเภสัชพลศาสตร
สื่อการเรียนการสอน
1. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา เภสัชวิทยาเบื้องตน บทที่ 2 หลักการทางเภสัชวิทยา
2. โปรแกรมนําเสนอ เรื่อง หลักการทางเภสัชวิทยา
22
3. วิดีโอคลิป เรื่อง เภสัชจลนศาสตร
วิธีวัดผลและการประเมินผล
1. สังเกตพฤติกรรมผูเรียน
1.1 พฤติกรรมความตรงตอเวลาในการเขาเรียน
1.2 พฤติกรรมการมีสวนรวมแสดงความคิดเห็นของผูเรียนในระหวางเรียน
2. ประเมินผลงานที่มอบหมาย
2.1 ใบงาน
23
บทที่ 2
หลักการทางเภสัชวิทยา
การใชยาโดยทั่วไปมีวัตถุประสงคเพื่อปองกัน รักษา และควบคุมอาการของโรค ดังนั้นจึง
จําเปนตองมีปริมาณยาที่เพียงพอและเหมาะสมไปถึงอวัยวะเปาหมายเพื่อใหเกิดผลในการรักษาและ
ไมเกิดพิษ การใชยาใหเกิดประสิทธิภาพสูงสุดไดควรตองมีความรูพื้นฐานเกี่ยวกับทางดานเภสัชวิทยา
ซึ่งจะทําใหเขาใจกลไกการออกฤทธิ์ของยา รวมถึงกระบวนการที่เปนตัวกําหนดความเร็วและปริมาณ
ยาที่ไปยังตําแหนงออกฤทธิ์ เพื่อประโยชนในการใชยาใหเปนไปตามแผนการรักษา
ความหมายของเภสัชวิทยา
เภสัชวิทยา (Pharmacology) เปนการศึกษาเกี่ยวกับยาซึ่งประกอบดวยองคความรูทางดาน
เภสัชจลนศาสตร (Pharmacokinetics) และเภสัชพลศาสตร (Pharmacodyamics) ไดแก การศึกษา
สิ่งที่รางกายกระทําตอยาและศึกษาผลของยาที่มีตอรางกาย ทั้งนี้องคความรูดังกลาวจะทําใหบุคลากร
ทางดานสุขภาพมีความรูเกี่ยวกับยา มีความเขาใจเหตุผลในการใหยาผูปวย รวมถึงมีความรูเพื่อสังเกต
ผลที่เกิดขึ้นจากการใชยาและใหคําแนะนําการใชยาที่ถูกตอง เพื่อชวยใหการใชยานั้นเปนไปตาม
วัตถุประสงคและมีประสิทธิภาพ
เภสัชจลนศาสตร
เภสัชจลนศาสตร เปนองคความรูที่ศึกษาความเปนไปของยาเมื่อเขาสูรางกาย โดยพิจารณา
จากสิ่งที่รางกายไดกระทําตอยาที่ไดรับหรือกระบวนการที่รางกายจัดการกับยา ซึ่งประกอบดวย การ
ดูดซึมของยาเขาสูรางกาย การกระจายตัวของยา การเปลี่ยนแปลงยา และการขับถายยาออกจาก
รางกาย โดยที่กระบวนการเหลานี้รวมกับขนาดยาที่ใหจะเปนสิ่งที่กําหนดถึงความเขมขนของยาใน
บริเวณที่ยาไปออกฤทธิ์ และเปนตัวกําหนดถึงความสําเร็จในการรักษา เพราะหากความเขมขนของยา
ต่ําเกินไปอาจทําใหไมเห็นผลในการรักษา หรือความเขมขนของยาที่สูงเกินไปอาจทําใหเกิดพิษจากยา
ได อัตราเร็ว ปริมาณยาที่ไปยังตําแหนงออกฤทธิ์ และระยะเวลาที่ยาอยูในรางกายขึ้นอยูกับกระบวน
การทางเภสัชจลนศาสตร 4 กระบวนการ ดังนี้
24
1. การดูดซึมยา
การดูดซึมยา (Drug absorption) เปนกระบวนการที่ยาจะถูกดูดซึมจากตําแหนงที่ไดรับ
ยาเขาสูระบบไหลเวียนเลือด จัดเปนกระบวนการแรกที่มีความสําคัญสําหรับการใหยาทุกวิธี ยกเวน
การฉีดยาเขาหลอดเลือดดําที่ไมตองอาศัยการดูดซึมยา อัตราการดูดซึมยาจะแตกตางกันไปตามวิธี
การบริหารยา ดังนี้
1.1 การใหยาโดยการรับประทาน ยาจะถูกดูดซึมมากที่สุดบริเวณลําไสเล็ก โดยมีปจจัยที่
สงผลตอการดูดซึมยาในทางเดินอาหาร ไดแก
1.1.1 การเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร (Gastrointestinal motility) เนื่องจาก
บริเวณที่มีการดูดซึมยาสูงอยูที่ลําไสเล็ก ดังนั้นหากยามีการเดินทางมายังลําไสเล็กไดเร็วการดูดซึมยา
ก็จะเกิดขึ้นไดเร็ว เพราะฉะนั้นการไดรับยาที่มีผลตอการทํางานของระบบทางเดินอาหารก็อาจลดหรือ
เพิ่มการดูดซึมยาได
1.1.2 การไหลเวียนเลือดผานระบบทางเดินอาหาร (Splanchnic blood flow)
หากระบบทางเดินอาหารมีการไหลเวียนเลือดดียาก็จะถูกดูดซึมไดดี
1.1.3 ขนาดอนุภาคของยาและตํารับยา (Particle size and formulation) มี
ความสําคัญตอการดูดซึมยา แมวาจะเปนยาชนิดเดียวกันและขนาดยาที่เทากัน เมื่อใหในผูปวยคน
เดียวกัน แตเปนยาที่มีขนาดและสูตรตํารับที่แตกตาง ก็อาจทําใหการดูดซึมมีความแตกตางกันได
1.1.4 ปจจัยทางดานฟสิกสและเคมีของยา (Physicochemical factor) พบวา
อาหารหรือยาบางชนิดอาจมีคุณสมบัติที่รบกวนตอการดูดซึมยาชนิดอื่น เชน หากรับประทานนม
รวมกับการใชยา Tetracycline ซึ่งตัวยาจะจับกับแคลเซียมและสงผลใหการดูดซึมยาลดลง
1.2 การใหยาโดยการอมใตลิ้น เปนการดูดซึมยาโดยตรง ซึ่งยาที่ถูกดูดซึมผานวิธีนี้จะเขา
สูระบบไหลเวียนเลือดไดโดยไมตองผานไปที่ตับกอน จึงไมเกิดการทําลายยาครั้งแรกที่ตับ (First pass
metabolism) เหมือนการใหยาโดยการรับประทาน
1.3 การใหยาทางทวารหนัก ใชในกรณีที่ตองการใหยาออกฤทธิ์เฉพาะที่ แตการดูดซึมยา
โดยวิธีการนี้จะไมแนนอน
1.4 การใหยาผานผิวหนัง โดยทั่วไปยาจะถูกดูดซึมจากผิวหนังผานเขาสูระบบไหลเวียน
เลือดไดนอยมาก ยกเวนยาบางชนิดที่สามารถละลายในไขมันไดสูงอาจถูกดูดซึมได
1.5 การใหยาโดยการสูดดม วิธีการนี้ทําใหไดระดับยาในเลือดสูงขึ้นอยางรวดเร็ว เพราะ
ปอดมีพื้นที่ผิวของการดูดซึมและมีการไหลเวียนของเลือดมาก รวมถึงยาบางชนิดที่ตองการใหออก
ฤทธิ์บริเวณหลอดลมหรือทางเดินหายใจโดยตรง เมื่อใหยาโดยการสูดดมก็จะชวยลดผลขางเคียงทั่ว
รางกายลงได
25
1.6 การฉีดยาเขาทางหลอดเลือดดํา เปนวิธีการใหยาที่ไดผลรวดเร็วที่สุด เนื่องจากยา
สามารถเขาสูระบบไหลเวียนเลือดไดโดยตรง
ทั้งนี้ อัตราการดูดซึมยาสามารถพิจารณาจากคา Bioavailability ซึ่งเปนคาที่แสดงถึง
อัตราเร็วและปริมาณยาที่จะไปถึงตําแหนงออกฤทธิ์ ดังนั้นหากพบวาคาดังกลาวสูงแสดงวายาถูกดูด
ซึมไดดีและมีปริมาณยาไปยังตําแหนงออกฤทธิ์สูงเมื่อเทียบกับขนาดยาที่ให สําหรับการดูดซึมยาที่ให
โดยการรับประทาน เมื่อยาถูกดูดซึมจากทางเดินอาหารจะเขาสูระบบไหลเวียนเลือด portal system
ซึ่งตองเขาไปที่ตับกอนไปยังตําแหนงออกฤทธิ์ และภายในตับจะมีเอนไซมที่สามารถทําลายยาสงผลให
ยาที่จะไปออกฤทธิ์มีปริมาณลดลง เรียกวาการเกิด First pass metabolism คาอัตราการดูดซึมยาจึง
อาจต่ํากวาการใหยาโดยวิธีอื่น
ภาพที่ 2.1 การเกิด First pass metabolism
ที่มา : Ritter, et. al. 2008 : 29
2. การกระจายตัวของยา
การกระจายตัวของยา (Drug distribution) เปนกระบวนการหลังจากที่ยาเขาสูระบบ
ไหลเวียนเลือดแลว ยาจะมีการกระจายตัวไปยังสวนตาง ๆ ของรางกาย โดยที่การกระจายตัวของยา
นั้นขึ้นอยูกับปจจัยทางดานสรีรวิทยา หรือคุณสมบัติทางฟสิกสและเคมีของยา ซึ่งการกระจายตัวของ
ยาในชวงแรกจะขึ้นกับปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจและการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะที่มีเลือดไป
เลี้ยงมาก เชน ตับ ไต สมอง และหัวใจ สวนอวัยวะอื่น ๆ เชน กลามเนื้อ ผิวหนัง เนื้อเยื่อไขมัน ยาจะ
กระจายตัวไปถึงในระยะตอมา ทั้งนี้ปจจัยที่มีผลตอการกระจายตัวของยา ไดแก
2.1 ความสามารถในการเคลื่อนที่ผานหลอดเลือดฝอยของยา พบวาสวนมากยากระจาย
26
ตัวไดอยางรวดเร็ว เนื่องจากเยื่อหุมเซลลของหลอดเลือดฝอยมีความสามารถในการยอมใหสารตาง ๆ
ซึมผานไดงาย ยกเวน สารที่ละลายในไขมันไดนอย สารที่มีการแตกตัวเปนประจุ หรือสารที่มีขนาด
ใหญ ซึ่งซึมผานไดยากทําใหการกระจายตัวของยาถูกจํากัด
2.2 การจับกับสารอื่นของยา (Drug binding) ยาที่กระจายตัวอยูในระบบไหลเวียนเลือด
จะอยูทั้งในรูปอิสระ (Free form) และไมอิสระหรือจับกับสารอื่น (Bound form) โดยยาที่อยูในรูป
อิสระเทานั้นที่จะสามารถกระจายตัวไปยังสวนตาง ๆ ได ดังนั้นหากยาใดมีการจับกับโปรตีนในเลือด
สูงจะทําใหการกระจายตัวไปยังตําแหนงที่ออกฤทธิ์ไดชา สําหรับโปรตีนในเลือดที่มีบทบาทสําคัญใน
การจับกับยาและมีผลตอการกระจายตัวของยามากที่สุดคือ อัลบูมิน (Albumin)
2.3 ความสามารถของยาในการละลายในน้ําและไขมัน ยาที่ละลายในไขมันไดดีอาจถูก
เก็บสะสมในไขมัน ซึ่งทําหนาที่เหมือนเปนแหลงสะสมยาและคอนขางเสถียร เนื่องจากมีการไหลเวียน
เลือดต่ํา
3. การเปลี่ยนแปลงยา
การเปลี่ยนแปลงยา (Drug metabolism) เปนกระบวนการหลังจากที่ยาไปยังตําแหนง
ออกฤทธิ์และมีผลตออวัยวะเปาหมายแลว ยาจะเขาสูกระบวนการเปลี่ยนแปลงยาโดยอาศัยปฏิกิริยา
ทางเคมีระหวางยากับเอนไซมตาง ๆ เพื่อเปลี่ยนยาใหเปนเมแทบอไลต (Metabolite) ที่มีความเปน
ขั้วสูงขึ้น สงผลทําใหยามีความสามารถในการละลายในไขมันลดลง ความสามารถในการดูดซึมลดลง
และถูกกําจัดออกไปทางไตไดดีขึ้น
3.1 ปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงยา สามารถแบงออกเปน 2 ระยะ ไดแก
3.1.1 ปฏิกิริยาระยะที่ 1 (Phase I reaction) ระยะนี้ยาจะถูกทําปฏิกิริยาตาง ๆ
โดยอาศัยเอนไซมจากตับ โดยปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น เชน เกิดการสูญเสียอิเล็กตรอนจากโมเลกุลของยา
(Oxidation) การไดรับอิเล็กตรอนของโมเลกุลยา (Reduction) หรือปฏิกิริยาที่มีน้ําเปนตัวสลาย
โมเลกุลของยา (Hydrolysis) ผลที่เกิดขึ้นกับยาคือ ทําใหมีความเปนขั้วมากขึ้น อาจจะทําใหยาหมด
ฤทธิ์ มีฤทธิ์ลดลง หรือมีฤทธิ์มากขึ้นก็ได
3.1.2 ปฏิกิริยาระยะที่ 2 (Phase II reaction) ระยะนี้จะเกิดปฏิกิริยาการรวมตัว
ของยากับสารประกอบในรางกาย (Conjugation) ซึ่งเปนการเติมเขาไปยังโมเลกุลของยา ผลที่เกิด
ขึ้นกับยาคือ ยาละลายในไขมันไดลดลง การกระจายตัวของยาลดลง และออกฤทธิ์ไดนอยลง ทําใหยา
ถูกขับออกจากรางกายไดดีขึ้น สารประกอบในรางกาย เชน กรดกลูโคโรนิค (Glucoronic acid)
ซัลเฟต (Sulfate) กลูตาไธโอน (Glutathione) เปนตน
27
ภาพที่ 2.2 ปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงยา
ที่มา : Ritter, et. al. 2008 : 25.
3.2 ปจจัยที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงยา
3.2.1 การเหนี่ยวนําเอนไซม (Enzyme Induction) เปนการชักนําใหเอนไซมที่ใชใน
การเปลี่ยนแปลงยาออกฤทธิ์เพิ่มขึ้น โดยที่สารเคมีจากสิ่งแวดลอมและยาบางชนิดสามารถเหนี่ยวนํา
ทําใหเกิดการสรางเอนไซมที่ใชเปลี่ยนแปลงยาได ซึ่งการที่มีเอนไซมเพิ่มขึ้นจะทําใหอัตราการเปลี่ยน
แปลงของยาเพิ่มขึ้นและเร็วขึ้น หากเปนเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวยาที่ออกฤทธิ์ ก็อาจทําใหมีโอกาส
เกิดความเปนพิษไดมากขึ้น หรืออาจทําใหระดับยาในเลือดลดลงอยางรวดเร็ว และทําใหยาหมดฤทธิ์
เร็วได ยาหรือสารเคมีที่มีฤทธิ์เปนสารเหนี่ยวนําเอนไซม เชน Carbamazepine ควันบุหรี่ เปนตน
3.2.2 การยับยั้งเอนไซม (Enzyme Inhibition) เปนการยับยั้งเอนไซมที่ใชในการ
เปลี่ยนแปลงยา สงผลใหระดับยาเพิ่มสูงขึ้นมีฤทธิ์ยาวนานขึ้น ซึ่งอาจกอใหเกิดอาการไมพึงประสงค
จากตัวยาเองได ยาหรือสารเคมีที่มีฤทธิ์เปนสารยับยั้งเอนไซม เชน Cimetidine Ketoconazole เปน
ตน
3.2.3 ความแตกตางทางพันธุกรรม (Genetic polymorphisms) เปนปจจัยหนึ่งที่
ทําใหแตละบุคคล มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงยาแตกตางกันไป
3.2.4 โรคหรือความผิดปกติที่ตับ ตับเปนอวัยวะหลักในการเปลี่ยนแปลงยา หากตับ
มีพยาธิสภาพหรือทําหนาที่ไดไมสมบูรณ รวมทั้งการไหลเวียนเลือดที่ตับลดลง อาจสงผลตอกระบวน
28
การเปลี่ยนแปลงยาได เชน โรคตับอักเสบ (Hepatitis) ตับแข็ง (Cirrhosis) เปนตน โรคดังกลาวทําให
การเปลี่ยนแปลงยาเกิดขึ้นไดนอยลง ซึ่งจะลดลงมากนอยเพียงใดขึ้นอยูกับความรุนแรงของโรค
3.2.5 อายุ ปจจัยดานอายุมีผลตอความสามารถในการเปลี่ยนแปลงยาโดยเฉพาะ
อยางยิ่งในทารกแรกเกิดและผูสูงอายุ สําหรับทารกแรกเกิดจะเปลี่ยนแปลงยาโดยปฏิกิริยาระยะที่ 1
เกิดไดในอัตราที่ชากวาผูใหญมาก และยังไมสามารถเปลี่ยนแปลงยาโดยปฏิกิริยาระยะที่ 2 ได สวน
ผูสูงอายุการไหลเวียนเลือดที่ตับและการทํางานของเอนไซมจากตับลดลง สงผลใหความสามารถใน
การเปลี่ยนแปลงยาลดลงได
4. การขับถายยา
การขับถายยา (Drug excretion) รางกายสามารถกําจัดยาออกทางปสสาวะโดยอาศัย
การทํางานของไตเปนหลัก ยาที่ถูกกําจัดออกจากรางกายจะอยูในรูปที่ถูกเปลี่ยนแปลงแลวหรืออยูใน
รูปเดิมก็ได โดยสารที่มีคุณสมบัติในการละลายน้ําจะถูกกําจัดออกไดดีกวาสารที่ละลายในไขมัน ดังนั้น
ยาตองถูกทําใหเปนสารที่สามารถละลายน้ําไดกอนจึงจะถูกขับออกมาได
ไตเปนอวัยวะที่มีความสําคัญกับการขับถายยาออกจากรางกายทางปสสาวะ โดยอาศัย
การทํางานที่ประกอบดวย 3 กระบวนการ คือ การกรองที่โกลเมอรูลัส (Glomerular filtration) การ
หลั่งสารที่หลอดไตฝอย (Tubular reabsorption) และการดูดกลับที่หลอดไตฝอย (Tubular
secretion) ทําใหยาถูกขับออกจากรางกายทางปสสาวะได สวนการขับถายยาออกโดยวิธีอื่น ๆ ไดแก
ทางเหงื่อ น้ําลาย น้ําตา น้ํานม การขับถายยาจะเปนการแพรของยาผานเซลลเยื่อบุผิวของตอมตาง ๆ
ซึ่งยาที่ถูกขับออกโดยวิธีเหลานี้มีปริมาณนอยมาก การขับยาออกทางอุจจาระโดยผานมากับน้ําดีที่
หลั่งมาจากตับ และการขับยาออกทางลมหายใจออกโดยอาศัยการทํางานของปอดมักพบกับการใชยา
ที่เปนกาซหรือของเหลวที่ระเหยได เชน ยาสลบ แอลกอฮอล เปนตน
เภสัชพลศาสตร
เภสัชพลศาสตร (Pharmacodyamic) เปนองคความรูที่เกี่ยวของกับผลของยาที่กระทําหรือ
ออกฤทธิ์ตอรางกาย โดยศึกษาความสัมพันธระหวางความเขมขนของยาในตําแหนงที่ออกฤทธิ์และ
การตอบสนองตอการรักษา ซึ่งเกี่ยวของกับผลของยาตอรางกายทั้งทางดานชีวเคมี และสรีรวิทยาที่ยา
ไปมีผลเปลี่ยนแปลงการทํางานของรางกายทั้งในดานที่พึงประสงคและไมพึงประสงค
29
1. กลไกการออกฤทธิ์ของยา
กลไกการออกฤทธิ์ของยา (Mechanism of drug action) สามารถแบงตามลักษณะการ
จับกับตัวรับ (Receptors) ไดเปน 2 ประเภท ดังนี้
1.1 การออกฤทธิ์ของยาโดยไมผานตัวรับ เปนกลไกการออกฤทธิ์ของยาที่อาศัยคุณสมบัติ
ทางกายภาพหรือเคมีของยา การออกฤทธิ์มักไมมีความจําเพาะตอชนิดของเนื้อเยื่อ และตองการตัวยา
ออกฤทธิ์ปริมาณมาก โดยเกิดจากการที่ยาทําปฏิกิริยาเคมีกับสารในรางกายแลวเกิดผลรักษาทันที
เชน อาศัยฤทธิ์ที่เปนดางของยาลดกรดในกระเพาะอาหาร ฤทธิ์ที่มีคุณสมบัติในการดูดซับของยาผง
ถาน (Activated carbon) เปนตน
1.2 การออกฤทธิ์ของยาโดยผานตัวรับ เปนกลไกการออกฤทธิ์ของยาสวนใหญ โมเลกุล
ของตัวรับที่สําคัญคือโปรตีนซึ่งเปนเปาหมายที่สําคัญในการออกฤทธิ์ของยาหลายชนิด โดยยาจะมี
ความจําเพาะตอตัวรับสูง ออกฤทธิ์ไดแมในความเขมขนต่ํา และการเปลี่ยนแปลงโครงสรางเคมีของยา
อาจมีผลตอฤทธิ์ยา โดยปกติภายในรางกายจะมีตัวรับหลายชนิด ยาจะไปออกฤทธิ์โดยเลือกจับกับตัว
รับอยางจําเพาะเจาะจงแลวเกิดเปนสารประกอบใหม (Drug - receptor complex) ซึ่งสารประกอบ
ที่เกิดขึ้นนี้จะชักนําใหเกิดผลทางสรีรวิทยาของรางกายและมีผลตอการรักษาโรค ยาที่สามารถจับกับ
ตัวรับไดดีจะเปนยาที่มีความแรงสูง กลาวคือใชยาเพียงเล็กนอยก็ออกฤทธิ์ไดดี แตหากเพิ่มขนาดของ
ยามากขึ้นจนตัวรับถูกจับหมดก็ไมไดเพิ่มผลในการรักษาแตอยางใด และอาจกอใหเกิดพิษกับรางกาย
ได การจับของยากับตัวรับจะทําใหเกิดผลทางเภสัชวิทยาตามชนิดของตัวรับนั้น ๆ โดยยาที่เขาจับกับ
ตัวรับสามารถแบงเปน 2 ลักษณะ ไดแก
1.2.1 Agonist คือยาที่เมื่อจับเขากับตัวรับแลวเกิดการกระตุนตัวรับนั้น และกอให
เกิดฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาขึ้น
1.2.2 Antagonist คือยาที่เมื่อจับกับตัวรับแลวไมทําใหเกิดการกระตุน แตจะไป
ยับยั้งหรือปองกันการจับของตัวรับกับ Agonist อื่น
2. ความสัมพันธระหวางขนาดยาและการตอบสนองของยา
ความสัมพันธระหวางขนาดยาและการตอบสนองของยา พบวาการออกฤทธิ์ของยา
เกิดขึ้นตั้งแตในระดับของเซลลเปาหมาย เมื่อเซลลเปาหมายมีการตอบสนองจํานวนมากเพียงพอ
จะทําใหเห็นการตอบสนองของเนื้อเยื่อและระบบ โดยความสัมพันธระหวางขนาดยาและการตอบ
สนองของเซลล พิจารณาไดจากคาดังตอไปนี้
2.1 Potency คือความแรงของยาที่ทําใหเนื้อเยื่อเปาหมายตอบสนอง มักใชเปรียบเทียบ
ระหวางยาตางชนิดกัน ซึ่งวัดไดจากความแตกตางของขนาดยาที่ใชแลวทําใหไดผลหรือฤทธิ์ที่เทากัน
30
โดยที่ยาใดที่ใชความเขมขนของยานอยกวาแตใหผลตอบสนองเทากับยาอื่น แสดงวายานั้นมีความแรง
มากกวา
2.2 Maximum Efficacy คือความสามารถในการชักนําใหเกิดการตอบสนองสูงสุดของ
ยา เนื่องจากยาแมออกฤทธิ์ตอตัวรับชนิดเดียวกัน แตอาจชักนําใหเกิดผลสนองสูงสุดไดไมเทากัน ยาที่
สามารถใหผลสนองสูงกวา ถือวามีประสิทธิภาพมากกวา
3. ปฏิกิริยาระหวางกันของยา
ปฏิกิริยาระหวางกันของยา เปนเหตุการณที่พบไดเมื่อใชยาตัวหนึ่งรวมกับยาหรือสารอีก
ตัวหนึ่งในชวงเวลาเดียวกันหรือใกลเคียงกัน ซึ่งอาจสงผลที่ดีหรือผลเสียตอรางกายได กลไกการเกิด
ปฏิกิริยาระหวางยา เชน การดูดซึมของยาตัวหนึ่งลดลงเนื่องจากไปจับกับสารประกอบอื่น ยาตัวหนึ่ง
มีผลเรงหรือยับยั้งการขับถายยาอีกชนิด ยาแยงจับที่ตัวรับตัวเดียวกัน เปนตน โดยผลที่เกิดขึ้นจาก
ปฏิกิริยาระหวางยาสามารถแบง เปน 2 ประเภทใหญ ไดดังนี้
3.1. การเสริมฤทธิ์กันของยา (Enhancement of Drug Effects) เปนปฏิกิริยาที่สงผล
ทําใหตัวยาออกฤทธิ์เพิ่มขึ้น แบงไดเปน 3 ลักษณะดังนี้
3.1.1 Additive effects ปฏิกิริยาระหวางยาที่ทําใหผลของยาเพิ่มขึ้น เทากับ
ผลรวมของฤทธิ์ยาเมื่อใชเดี่ยว ๆ เชน ยา A ทําใหเกิดผลเทากับ 1 และยา B ทําใหเกิดผลเทากับ 1
เมื่อใชยา ยา A และยา B รวมกันจะทําใหเกิดผลเทากับ 1+1 = 2
3.1.2 Synergistic effect ปฏิกิริยาระหวางยาที่ทําใหผลของยาเพิ่มขึ้น มากกวา
ผลรวมของฤทธิ์ยาเมื่อใชเดี่ยว ๆ หลายเทา เชน ยา A ทําใหเกิดผลเทากับ 1 และยา B ทําใหเกิดผล
เทากับ 1 เมื่อใชยา A และยา B รวมกันจะทําใหเกิดผลเทากับ 1+1 = 3
3.1.3 Potentiation ปฏิกิริยาระหวางยาที่เกิดจากการที่ยาตัวหนึ่งที่เมื่อใชเดี่ยว ๆ
จะไมเกิดผลสนอง แตเมื่อใชรวมกับยาอีกตัวหนึ่งจะเสริมฤทธิ์ของยาตัวที่สองนั้น เชน ยา C ทําให
เกิดผลเทากับ 0 และยา A ทําใหเกิดผลเทากับ 1 เมื่อใชรวมกันจะทําใหเกิดผลเทากับ 0+1 = 2
ตารางที่ 2.1 ตัวอยางยาที่มีการเสริมฤทธิ์กันแบบตาง ๆ
ชนิดของการเสริมฤทธิ์ ตัวอยางยา ผลที่เกิดขึ้น
Additive effect Diazepam + Alcohol งวงซึมมากขึ้น
Synergistic effect Sulfamethoxazole + Trimetroprim ออกฤทธิ์ฆาเชื้อไดดีขึ้น
Potentiation Clavunic acid + Amoxicillin ออกฤทธิ์ฆาเชื้อดื้อยากลุม
เพนนิซิลินไดดีขึ้น
31
3.2 การตานฤทธิ์กันของยา (Drug Antagonisms) เปนปฏิกิริยาที่สงผลขัดขวางการออก
ฤทธิ์ของยา แบงไดเปน 3 ลักษณะดังนี้
3.2.1 การตานฤทธิ์กันทางเคมี (Chemical antagonism) เปนการตานฤทธิ์ที่เกิด
ขึ้นเมื่อยา 2 ชนิดเกิดปฏิกิริยาเคมีตอกัน ทําใหยาตัวหนึ่งหมดฤทธิ์และไมสามารถไปออกฤทธิ์ได
3.2.2 การตานฤทธิ์กันทางสรีรวิทยา (Physiological antagonism) เปนการตาน
ฤทธิ์ระหวางยาที่จับกับตัวรับที่แตกตางกัน แตมีการตานฤทธิ์กันไดเนื่องจากใหผลทางสรีรวิทยาที่ตรง
ขามกัน
3.2.3 การตานฤทธิ์กันทางเภสัชวิทยา (Pharmacological antagonism) เปนการ
ตานฤทธิ์ซึ่งเกิดจากยาที่เปน antagonist ไปจับกับตัวรับทําใหยาที่เปน agonist เขาจับกับตัวรับตัว
เดียวกันไมได เมื่อ agonist จับกับตัวรับไดลดลงจึงเกิดผลสนองลดลง
ตารางที่ 2.2 ตัวอยางยาที่มีการตานฤทธิ์กันแบบตาง ๆ
ชนิดของการตานฤทธิ์ ตัวอยางยา ผลที่เกิดขึ้น
Chemical antagonism EDTA + ตะกั่ว เกิดสารประกอบเชิงซอน
ตะกั่วถูกขับออกจากรางกาย
ได
Physiological antagonism Histamine + Adrenaline Histamine ทําใหหลอดลม
หดตัว สวน Adrenaline ทํา
ใหหลอดลมขยายตัว
Pharmacological antagonism Histamine +
Chlorphenilamine
Histamine ถูกหลั่งออกมา
ทําใหเกิดอาการแพ สวน
Chlorphenilamine เปนยา
ตานฮีสตามีน ทําใหลด
อาการแพได
ความสัมพันธระหวางเภสัชจลนศาสตรและเภสัชพลศาสตร
ความสัมพันธระหวางเภสัชจลนศาสตรและเภสัชพลศาสตรนั้น เกิดขึ้นเมื่อใหยาเขาสูรางกาย
ในรูปแบบตาง ๆ โดยเฉพาะเมื่อใหยาเม็ดรับประทานจะมีการแตกตัวของยา (Disintegration) เปน
เม็ดเล็กๆ (Granule) และกลายเปนอนุภาคเล็กๆ (Small particle) จากนั้นยาจะถูกละลาย
32
(Dissolution) โดยน้ําและอุณหภูมิภายในรางกาย แลวถูกดูดซึมจากผนังลําไสเขาสูกระแสเลือด ยาที่
ถูกดูดซึมจะอยูในรูปยาอิสระและรูปยาที่มีการจับกับโปรตีนในพลาสมา โดยยาที่อยูในรูปอิสระเทานั้น
จะการกระจายไปตามสวนตาง ๆ ของรางกาย หรือไปยังตําแหนงออกฤทธิ์ ยาจะสงผลใหเกิดฤทธิ์ตอ
รางกายเกิดการตอบสนองของรางกายตอยา โดยฤทธิ์ของยานี้มีทั้งประโยชนในการรักษา และอาจเกิด
ผลขางเคียงหรือผลไมพึงประสงคได หลังจากออกฤทธิ์แลวยาจะถูกสงมาที่ตับและเกิดกระบวนการ
เปลี่ยนแปลงยา แลวจึงถูกขับออกจากรางกาย
ภาพที่ 2.3 ความสัมพันธระหวางกระบวนการทางเภสัชจลนศาสตรและเภสัชพลศาสตร
ที่มา : Katzung, Masters and Trevor. 2012 : 38.
คําศัพททางเภสัชวิทยาที่ควรทราบ
Clearance คือปริมาตรของเหลวในรางกายที่ถูกทําใหปราศจากยาใน 1 หนวยเวลา ซึ่งเปน
คาที่แสดงถึงความสามารถของรางกายในการกําจัดยา
Volume of distribution คือปริมาตรการกระจายตัวของยา ซึ่งเปนคาที่แสดงถึง
ปริมาตรของเหลวที่ยากระจายตัวไปอยู
Bioavailability คืออัตราเร็วและปริมาณยาที่ถูกดูดซึมเขากระแสเลือด ซึ่งเปนคาที่แสดงถึง
สัดสวนของยาที่ถูกดูดซึมจนสามารถเขาสูระบบไหลเวียนเลือดทั่วรางกายได
Onset of action คือระยะเวลาที่ยาเริ่มออกฤทธิ์ โดยเริ่มนับจากเวลาที่ใหยาจนกระทั่งเวลา
ที่ยาออกฤทธิ์ หากยาใดมีระยะเวลาที่เริ่มออกฤทธิ์สั้นแสดงวายานั้นเริ่มออกฤทธิ์เร็ว
33
Duration of action คือชวงเวลาที่ยาสามารถออกฤทธิ์ โดยเริ่มนับจากเวลาที่ยาเริ่มออก
ฤทธิ์จนถึงยาหมดฤทธิ์ หากยาใดมีชวงเวลาในการออกฤทธิ์สั้นแสดงวายานั้นหมดฤทธิ์เร็ว
Half life (T1/2) คือคาครึ่งชีวิต ซึ่งเปนคาที่แสดงถึงระยะเวลาที่ยาลดระดับความเขมขนใน
เลือดลงครึ่งหนึ่ง หากยาตัวใดมีคาครึ่งชีวิตสั้นแสดงวายานั้นจะถูกขับออกจากรางกายเร็วมากขึ้น
Affinity คือความเหนียวแนนของการจับกันระหวางยากับตัวรับ หากยาใดที่มีความเหนียว
แนนในการจับกับตัวรับสูง เมื่อจับกับตัวรับแลวจะแยกตัวออกไดชา
Efficacy คือประสิทธิภาพของยา เปนความสามารถของยาในการชักนําใหเซลลเกิดการตอบ
สนอง โดยยาที่มีประสิทธิภาพจะสามารถชักนําใหเซลลตอบสนองไดซึ่งก็คือยาที่มีลักษณะเปน
agonist ในขณะที่ยาที่แมจะมีความสามารถในการจับตัวรับแตไมมี efficacy จะไมสามารถกระตุน
ตัวรับชักนําใหเกิดการตอบสนองของเซลล ยาดังกลาวจึงมีคุณสมบัติเปน antagonist สําหรับยาที่
สามารถกระตุนตัวรับไดแตไมเกิดผลสูงสูด (Maximum response) จัดวาเปน partial agonist สวน
ยาที่กระตุนใหเกิดผลสนองสูงสุดจัดเปน full agonist
Mean lethal dose (LD50) คือคาความเขมของยาหรือขนาดของยาที่ทําใหกลุมตัวอยาง
รอยละ 50 ไดรับพิษจากยา หรือทําใหตาย
Mean effective dose (ED50) คือคาความเขมของยาหรือขนาดของยาที่ทําใหกลุมตัวอยาง
รอยละ 50 เห็นผลในการรักษาตามสรรพคุณยา
Therapeutic Index (TI) คือชวงที่ใหผลในการรักษา เปนตัวเลขที่บงบอกถึงความปลอดภัย
ในการใชยา หากคาดังกลาวนอยแสดงวาขนาดของยาที่เห็นผลในการรักษาและขนาดของยาที่ทําให
เกิดพิษมีคาใกลเคียงกันตองระมัดระวังการใชยานี้
ผลเสียจากการใชยา
สรรพคุณของยาเกิดจากการที่ยาไปปรับเปลี่ยนการทํางานของรางกาย ซึ่งการเปลี่ยนแปลง
ดังกลาวอาจทําใหเกิดผลเสียหรือสิ่งที่ไมพึงประสงคขึ้น ผลเสียดังกลาวอาจเปนอาการเฉพาะที่ หรือ
อาการทั้งระบบได ผลเสียจากการใชยาสามารถแบงเปน 3 ลักษณะดังนี้
1. อาการขางเคียง
อาการขางเคียง (Side effect) เปนอาการหรือผลขางเคียงที่ไมตองการ เกิดจากการใช
ยาชนิดนั้น ๆ ในขนาดปกติที่ใหผลการรักษา เมื่อหยุดใชยาอาการขางเคียงจะหายไป สาเหตุสวนใหญ
เกิดจากการที่ยาไมมีผลเฉพาะเจาะจงกับอวัยวะเปาหมายที่ตองการรักษา แตยายังไปมีผลตออวัยวะ
อื่นที่ไมตองการใหยาออกฤทธิ์ดวย เชน ยาแกแพมีอาการขางเคียงทําใหงวงนอนเนื่องจากออกฤทธิ์กด
34
ระบบประสาทสวนกลาง ยาแกปวดและตานการอักเสบกลุม NSAIDs มีอาการขางเคียงทําใหเกิดการ
ระคายเคืองกระเพาะอาหารเนื่องจากยาไปมีผลรบกวนการสรางเมือก (Mucous) ของกระเพาะ
อาหาร เปนตน อาการขางเคียงเปนสิ่งที่สามารถคาดการณไดวาจะเกิดอะไรขึ้นซึ่งสามารถลดความ
รุนแรงหรือวางแผนแกไขได หากผูใชยามีความเขาใจเกี่ยวกับผลขางเคียงของยาที่ใช เชน ยาที่มีผล
ระคายเคืองกระเพาะอาหาร ควรรับประทานหลังอาหารทันทีพรอมกับดื่มน้ําตามมาก ๆ เปนตน
2. อาการไมพึงประสงค
อาการไมพึงประสงค (Adverse effect) เปนอาการหรือผลจากยาซึ่งไมตองการใหเกิด
ระหวางการรักษา ซึ่งกอใหเกิดอันตรายตอรางกายและอาจถึงแกชีวิต อาจเกิดจากการใชยาเกินขนาด
หรือใชเปนเวลานาน รางกายกําจัดยาออกไมทันทําใหยาคางอยูในรางกายมาก เชน ยาแอสไพรินกับ
การเกิดเลือดออกในกระเพาะอาหาร
3. การแพยา
การแพยา (Allergy) เปนปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากกลไกการตอบสนองของระบบภูมิคุมกัน
เมื่อรางกายเคยไดรับยานั้นมากอนแลวสรางภูมิคุมกันขึ้นตอตานกับยานั้น ตอมาเมื่อไดรับยานั้นอีก
ครั้งจึงเกิดการแพยาขึ้น ไมสามารถคาดการณไดลวงหนาวาผูใดจะแพยาตัวไหน
อาการแพยา อาจเกิดทันทีทันใดหรือคอยเปนคอยไปก็ได และไมขึ้นกับขนาดของยาแม
ไดรับยาเพียงเล็กนอยก็อาจมีอาการได เชน เชน ผื่น คัน ผิวลอก บวมบริเวณใบหนา แสบรอนผิว
หลอดลมตีบ หลอดเลือดขยายตัว ความดันโลหิตต่ํา จนมีอาการมากอาจเกิดภาวะช็อคและอาจ
เสียชีวิตได เรียกวา Anaphylactic shock หากมีการอาการแพอยางรุนแรงจนผิวหนังมีการลอกเปอย
ทั้งตัว คลายถูกไฟลวก ผิวหนังผุพอง เปนหนอง ปากเปอย ตาอักเสบ ทอปสสาวะอักเสบเรียกกลุม
อาการนี้วา Steven-Johnson Syndrome ทั้งนี้หากพบวามีอาการแพยาควรหยุดยาทันทีและรีบ
กลับมาพบแพทย เพื่อรักษาอาการแพยาที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นควรสอบถามชื่อยา พกบัตรแพยาติดตัว
ไวเสมอ และแจงบุคลากรทางการแพทยทุกครั้งเมื่อตองใชยา
สรุป
เภสัชวิทยาเปนการศึกษาปฏิสัมพันธระหวางยากับรางกาย โดยพิจารณาสิ่งที่รางกายกระทํา
ตอยาและฤทธิ์ของยาที่มีตอรางกาย ซึ่งเปนองคความรูทางดานเภสัชจลนศาสตรและเภสัชพลศาสตร
ยาในปจจุบันสวนใหญมีกลไกการออกฤทธิ์โดยไปจับกับตัวรับซึ่งเปนโมเลกุลที่อยูบนอวัยวะเปาหมาย
แลวชักนําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงการทํางานของรางกายจึงเห็นผลในการรักษา ซึ่งการเปลี่ยนแปลง
35
ดังกลาวอาจทําใหเกิดผลที่ไมตองการ เชน อาการขางเคียง หรืออาการไมพึงประสงคได ดังนั้นหาก
ผูใชยามีความรูก็จะสามารถปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการใชยาได
คําถามทบทวน
1. จงอธิบายความหมายของเภสัชวิทยา เภสัชจลนศาสตร และเภสัชพลศาสตร
2. การศึกษาฤทธิ์ของยาที่มีตอรางกาย เปนองคความรูดานใด
3. เภสัชจลนศาสตรประกอบดวยกี่กระบวนการ อะไรบาง
4. ยาสวนใหญมีกลไกการออกฤทธิ์แบบใด
5. หากตองการประเมินความปลอดภัยในการใชยา ควรพิจารณาจากคาใด
6. ลักษณะของอาการขางเคียงแตกตางจากอาการไมพึงประสงคอยางไร
7. จงอธิบายความหมายของคําวา Affinity และ Efficacy
8. จงอธิบายความหมายของคําวา Agonist, Partial agonist และ Antagonist พรอมทั้ง
ระบุความแตกตาง
9. จงอธิบายการเสริมฤทธิ์กันและการขัดขวางการออกฤทธิ์แบบตางๆ มาพอสังเขป
เอกสารอางอิง
Kutzung, Bertram G., Susan B. Masters and Anthony J. Trevor. (2012). Basic & Clinical
Pharmacology. 12th
ed. San Francisco : McGraw-Hill.
Ritter, James M., et al. (2008). A Textbook of Clinical Pharmacology and
Therapeutics. 5th
ed. London : Hodder Arnold.

บทที่ 2 หลักการพื้นฐานทางเภสัชวิทยา

  • 1.
    แผนบริหารการสอนบทที่ 2 หัวขอเนื้อหาประจําบท 1. ความหมายของเภสัชวิทยา 2.เภสัชจลนศาสตร 3. เภสัชพลศาสตร 4. คําศัพททางเภสัชวิทยาที่ควรทราบ 5. ผลเสียจากการใชยา วัตถุประสงคเชิงพฤติกรรม เมื่อนักศึกษาไดศึกษาจบบทที่ 2 แลว นักศึกษาควรมีความสามารถดังตอไปนี้ 1. อธิบายความหมายของคําวาเภสัชวิทยา เภสัชจลนศาสตร และเภสัชพลศาสตรได 2. เปรียบเทียบแตกตางระหวางเภสัชจลนศาสตร และเภสัชพลศาสตรได 3. อธิบายกระบวนการทางเภสัชจลนศาสตรได 4. อธิบายหลักการออกฤทธิ์ของยาได 5. ประเมินความปลอดภัยในการใชยาได 6. เปรียบเทียบแตกตางของการเกิดพิษจากการใชยาแบบตาง ๆ ได 7. อธิบายคําศัพททางเภสัชวิทยาที่ควรทราบได วิธีสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน วิธีสอนและกิจกรรมการเรียนการสอนประจําบทที่ 2 ประกอบดวยรายละเอียดดังนี้ 1. บรรยายตามเนื้อหา โดยใชโปรแกรมการนําเสนอ (power point) ประกอบคําอธิบาย 2. ชมวิดีโอคลิป เรื่อง เภสัชจลนศาสตร 3. อภิปรายเกี่ยวกับวิธีการใชยาที่สงผลตอเภสัชจลนศาสตรของยา และการออกฤทธิ์ของยา ที่นักศึกษาเคยใช 4. รวมกันสรุปประเด็นสําคัญของการเรียน 5. มอบหมายงานใหนักศึกษาทําใบงาน เรื่อง เภสัชจลนศาสตรและเภสัชพลศาสตร สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา เภสัชวิทยาเบื้องตน บทที่ 2 หลักการทางเภสัชวิทยา 2. โปรแกรมนําเสนอ เรื่อง หลักการทางเภสัชวิทยา
  • 2.
    22 3. วิดีโอคลิป เรื่องเภสัชจลนศาสตร วิธีวัดผลและการประเมินผล 1. สังเกตพฤติกรรมผูเรียน 1.1 พฤติกรรมความตรงตอเวลาในการเขาเรียน 1.2 พฤติกรรมการมีสวนรวมแสดงความคิดเห็นของผูเรียนในระหวางเรียน 2. ประเมินผลงานที่มอบหมาย 2.1 ใบงาน
  • 3.
    23 บทที่ 2 หลักการทางเภสัชวิทยา การใชยาโดยทั่วไปมีวัตถุประสงคเพื่อปองกัน รักษาและควบคุมอาการของโรค ดังนั้นจึง จําเปนตองมีปริมาณยาที่เพียงพอและเหมาะสมไปถึงอวัยวะเปาหมายเพื่อใหเกิดผลในการรักษาและ ไมเกิดพิษ การใชยาใหเกิดประสิทธิภาพสูงสุดไดควรตองมีความรูพื้นฐานเกี่ยวกับทางดานเภสัชวิทยา ซึ่งจะทําใหเขาใจกลไกการออกฤทธิ์ของยา รวมถึงกระบวนการที่เปนตัวกําหนดความเร็วและปริมาณ ยาที่ไปยังตําแหนงออกฤทธิ์ เพื่อประโยชนในการใชยาใหเปนไปตามแผนการรักษา ความหมายของเภสัชวิทยา เภสัชวิทยา (Pharmacology) เปนการศึกษาเกี่ยวกับยาซึ่งประกอบดวยองคความรูทางดาน เภสัชจลนศาสตร (Pharmacokinetics) และเภสัชพลศาสตร (Pharmacodyamics) ไดแก การศึกษา สิ่งที่รางกายกระทําตอยาและศึกษาผลของยาที่มีตอรางกาย ทั้งนี้องคความรูดังกลาวจะทําใหบุคลากร ทางดานสุขภาพมีความรูเกี่ยวกับยา มีความเขาใจเหตุผลในการใหยาผูปวย รวมถึงมีความรูเพื่อสังเกต ผลที่เกิดขึ้นจากการใชยาและใหคําแนะนําการใชยาที่ถูกตอง เพื่อชวยใหการใชยานั้นเปนไปตาม วัตถุประสงคและมีประสิทธิภาพ เภสัชจลนศาสตร เภสัชจลนศาสตร เปนองคความรูที่ศึกษาความเปนไปของยาเมื่อเขาสูรางกาย โดยพิจารณา จากสิ่งที่รางกายไดกระทําตอยาที่ไดรับหรือกระบวนการที่รางกายจัดการกับยา ซึ่งประกอบดวย การ ดูดซึมของยาเขาสูรางกาย การกระจายตัวของยา การเปลี่ยนแปลงยา และการขับถายยาออกจาก รางกาย โดยที่กระบวนการเหลานี้รวมกับขนาดยาที่ใหจะเปนสิ่งที่กําหนดถึงความเขมขนของยาใน บริเวณที่ยาไปออกฤทธิ์ และเปนตัวกําหนดถึงความสําเร็จในการรักษา เพราะหากความเขมขนของยา ต่ําเกินไปอาจทําใหไมเห็นผลในการรักษา หรือความเขมขนของยาที่สูงเกินไปอาจทําใหเกิดพิษจากยา ได อัตราเร็ว ปริมาณยาที่ไปยังตําแหนงออกฤทธิ์ และระยะเวลาที่ยาอยูในรางกายขึ้นอยูกับกระบวน การทางเภสัชจลนศาสตร 4 กระบวนการ ดังนี้
  • 4.
    24 1. การดูดซึมยา การดูดซึมยา (Drugabsorption) เปนกระบวนการที่ยาจะถูกดูดซึมจากตําแหนงที่ไดรับ ยาเขาสูระบบไหลเวียนเลือด จัดเปนกระบวนการแรกที่มีความสําคัญสําหรับการใหยาทุกวิธี ยกเวน การฉีดยาเขาหลอดเลือดดําที่ไมตองอาศัยการดูดซึมยา อัตราการดูดซึมยาจะแตกตางกันไปตามวิธี การบริหารยา ดังนี้ 1.1 การใหยาโดยการรับประทาน ยาจะถูกดูดซึมมากที่สุดบริเวณลําไสเล็ก โดยมีปจจัยที่ สงผลตอการดูดซึมยาในทางเดินอาหาร ไดแก 1.1.1 การเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร (Gastrointestinal motility) เนื่องจาก บริเวณที่มีการดูดซึมยาสูงอยูที่ลําไสเล็ก ดังนั้นหากยามีการเดินทางมายังลําไสเล็กไดเร็วการดูดซึมยา ก็จะเกิดขึ้นไดเร็ว เพราะฉะนั้นการไดรับยาที่มีผลตอการทํางานของระบบทางเดินอาหารก็อาจลดหรือ เพิ่มการดูดซึมยาได 1.1.2 การไหลเวียนเลือดผานระบบทางเดินอาหาร (Splanchnic blood flow) หากระบบทางเดินอาหารมีการไหลเวียนเลือดดียาก็จะถูกดูดซึมไดดี 1.1.3 ขนาดอนุภาคของยาและตํารับยา (Particle size and formulation) มี ความสําคัญตอการดูดซึมยา แมวาจะเปนยาชนิดเดียวกันและขนาดยาที่เทากัน เมื่อใหในผูปวยคน เดียวกัน แตเปนยาที่มีขนาดและสูตรตํารับที่แตกตาง ก็อาจทําใหการดูดซึมมีความแตกตางกันได 1.1.4 ปจจัยทางดานฟสิกสและเคมีของยา (Physicochemical factor) พบวา อาหารหรือยาบางชนิดอาจมีคุณสมบัติที่รบกวนตอการดูดซึมยาชนิดอื่น เชน หากรับประทานนม รวมกับการใชยา Tetracycline ซึ่งตัวยาจะจับกับแคลเซียมและสงผลใหการดูดซึมยาลดลง 1.2 การใหยาโดยการอมใตลิ้น เปนการดูดซึมยาโดยตรง ซึ่งยาที่ถูกดูดซึมผานวิธีนี้จะเขา สูระบบไหลเวียนเลือดไดโดยไมตองผานไปที่ตับกอน จึงไมเกิดการทําลายยาครั้งแรกที่ตับ (First pass metabolism) เหมือนการใหยาโดยการรับประทาน 1.3 การใหยาทางทวารหนัก ใชในกรณีที่ตองการใหยาออกฤทธิ์เฉพาะที่ แตการดูดซึมยา โดยวิธีการนี้จะไมแนนอน 1.4 การใหยาผานผิวหนัง โดยทั่วไปยาจะถูกดูดซึมจากผิวหนังผานเขาสูระบบไหลเวียน เลือดไดนอยมาก ยกเวนยาบางชนิดที่สามารถละลายในไขมันไดสูงอาจถูกดูดซึมได 1.5 การใหยาโดยการสูดดม วิธีการนี้ทําใหไดระดับยาในเลือดสูงขึ้นอยางรวดเร็ว เพราะ ปอดมีพื้นที่ผิวของการดูดซึมและมีการไหลเวียนของเลือดมาก รวมถึงยาบางชนิดที่ตองการใหออก ฤทธิ์บริเวณหลอดลมหรือทางเดินหายใจโดยตรง เมื่อใหยาโดยการสูดดมก็จะชวยลดผลขางเคียงทั่ว รางกายลงได
  • 5.
    25 1.6 การฉีดยาเขาทางหลอดเลือดดํา เปนวิธีการใหยาที่ไดผลรวดเร็วที่สุดเนื่องจากยา สามารถเขาสูระบบไหลเวียนเลือดไดโดยตรง ทั้งนี้ อัตราการดูดซึมยาสามารถพิจารณาจากคา Bioavailability ซึ่งเปนคาที่แสดงถึง อัตราเร็วและปริมาณยาที่จะไปถึงตําแหนงออกฤทธิ์ ดังนั้นหากพบวาคาดังกลาวสูงแสดงวายาถูกดูด ซึมไดดีและมีปริมาณยาไปยังตําแหนงออกฤทธิ์สูงเมื่อเทียบกับขนาดยาที่ให สําหรับการดูดซึมยาที่ให โดยการรับประทาน เมื่อยาถูกดูดซึมจากทางเดินอาหารจะเขาสูระบบไหลเวียนเลือด portal system ซึ่งตองเขาไปที่ตับกอนไปยังตําแหนงออกฤทธิ์ และภายในตับจะมีเอนไซมที่สามารถทําลายยาสงผลให ยาที่จะไปออกฤทธิ์มีปริมาณลดลง เรียกวาการเกิด First pass metabolism คาอัตราการดูดซึมยาจึง อาจต่ํากวาการใหยาโดยวิธีอื่น ภาพที่ 2.1 การเกิด First pass metabolism ที่มา : Ritter, et. al. 2008 : 29 2. การกระจายตัวของยา การกระจายตัวของยา (Drug distribution) เปนกระบวนการหลังจากที่ยาเขาสูระบบ ไหลเวียนเลือดแลว ยาจะมีการกระจายตัวไปยังสวนตาง ๆ ของรางกาย โดยที่การกระจายตัวของยา นั้นขึ้นอยูกับปจจัยทางดานสรีรวิทยา หรือคุณสมบัติทางฟสิกสและเคมีของยา ซึ่งการกระจายตัวของ ยาในชวงแรกจะขึ้นกับปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจและการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะที่มีเลือดไป เลี้ยงมาก เชน ตับ ไต สมอง และหัวใจ สวนอวัยวะอื่น ๆ เชน กลามเนื้อ ผิวหนัง เนื้อเยื่อไขมัน ยาจะ กระจายตัวไปถึงในระยะตอมา ทั้งนี้ปจจัยที่มีผลตอการกระจายตัวของยา ไดแก 2.1 ความสามารถในการเคลื่อนที่ผานหลอดเลือดฝอยของยา พบวาสวนมากยากระจาย
  • 6.
    26 ตัวไดอยางรวดเร็ว เนื่องจากเยื่อหุมเซลลของหลอดเลือดฝอยมีความสามารถในการยอมใหสารตาง ๆ ซึมผานไดงายยกเวน สารที่ละลายในไขมันไดนอย สารที่มีการแตกตัวเปนประจุ หรือสารที่มีขนาด ใหญ ซึ่งซึมผานไดยากทําใหการกระจายตัวของยาถูกจํากัด 2.2 การจับกับสารอื่นของยา (Drug binding) ยาที่กระจายตัวอยูในระบบไหลเวียนเลือด จะอยูทั้งในรูปอิสระ (Free form) และไมอิสระหรือจับกับสารอื่น (Bound form) โดยยาที่อยูในรูป อิสระเทานั้นที่จะสามารถกระจายตัวไปยังสวนตาง ๆ ได ดังนั้นหากยาใดมีการจับกับโปรตีนในเลือด สูงจะทําใหการกระจายตัวไปยังตําแหนงที่ออกฤทธิ์ไดชา สําหรับโปรตีนในเลือดที่มีบทบาทสําคัญใน การจับกับยาและมีผลตอการกระจายตัวของยามากที่สุดคือ อัลบูมิน (Albumin) 2.3 ความสามารถของยาในการละลายในน้ําและไขมัน ยาที่ละลายในไขมันไดดีอาจถูก เก็บสะสมในไขมัน ซึ่งทําหนาที่เหมือนเปนแหลงสะสมยาและคอนขางเสถียร เนื่องจากมีการไหลเวียน เลือดต่ํา 3. การเปลี่ยนแปลงยา การเปลี่ยนแปลงยา (Drug metabolism) เปนกระบวนการหลังจากที่ยาไปยังตําแหนง ออกฤทธิ์และมีผลตออวัยวะเปาหมายแลว ยาจะเขาสูกระบวนการเปลี่ยนแปลงยาโดยอาศัยปฏิกิริยา ทางเคมีระหวางยากับเอนไซมตาง ๆ เพื่อเปลี่ยนยาใหเปนเมแทบอไลต (Metabolite) ที่มีความเปน ขั้วสูงขึ้น สงผลทําใหยามีความสามารถในการละลายในไขมันลดลง ความสามารถในการดูดซึมลดลง และถูกกําจัดออกไปทางไตไดดีขึ้น 3.1 ปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงยา สามารถแบงออกเปน 2 ระยะ ไดแก 3.1.1 ปฏิกิริยาระยะที่ 1 (Phase I reaction) ระยะนี้ยาจะถูกทําปฏิกิริยาตาง ๆ โดยอาศัยเอนไซมจากตับ โดยปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น เชน เกิดการสูญเสียอิเล็กตรอนจากโมเลกุลของยา (Oxidation) การไดรับอิเล็กตรอนของโมเลกุลยา (Reduction) หรือปฏิกิริยาที่มีน้ําเปนตัวสลาย โมเลกุลของยา (Hydrolysis) ผลที่เกิดขึ้นกับยาคือ ทําใหมีความเปนขั้วมากขึ้น อาจจะทําใหยาหมด ฤทธิ์ มีฤทธิ์ลดลง หรือมีฤทธิ์มากขึ้นก็ได 3.1.2 ปฏิกิริยาระยะที่ 2 (Phase II reaction) ระยะนี้จะเกิดปฏิกิริยาการรวมตัว ของยากับสารประกอบในรางกาย (Conjugation) ซึ่งเปนการเติมเขาไปยังโมเลกุลของยา ผลที่เกิด ขึ้นกับยาคือ ยาละลายในไขมันไดลดลง การกระจายตัวของยาลดลง และออกฤทธิ์ไดนอยลง ทําใหยา ถูกขับออกจากรางกายไดดีขึ้น สารประกอบในรางกาย เชน กรดกลูโคโรนิค (Glucoronic acid) ซัลเฟต (Sulfate) กลูตาไธโอน (Glutathione) เปนตน
  • 7.
    27 ภาพที่ 2.2 ปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงยา ที่มา: Ritter, et. al. 2008 : 25. 3.2 ปจจัยที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงยา 3.2.1 การเหนี่ยวนําเอนไซม (Enzyme Induction) เปนการชักนําใหเอนไซมที่ใชใน การเปลี่ยนแปลงยาออกฤทธิ์เพิ่มขึ้น โดยที่สารเคมีจากสิ่งแวดลอมและยาบางชนิดสามารถเหนี่ยวนํา ทําใหเกิดการสรางเอนไซมที่ใชเปลี่ยนแปลงยาได ซึ่งการที่มีเอนไซมเพิ่มขึ้นจะทําใหอัตราการเปลี่ยน แปลงของยาเพิ่มขึ้นและเร็วขึ้น หากเปนเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวยาที่ออกฤทธิ์ ก็อาจทําใหมีโอกาส เกิดความเปนพิษไดมากขึ้น หรืออาจทําใหระดับยาในเลือดลดลงอยางรวดเร็ว และทําใหยาหมดฤทธิ์ เร็วได ยาหรือสารเคมีที่มีฤทธิ์เปนสารเหนี่ยวนําเอนไซม เชน Carbamazepine ควันบุหรี่ เปนตน 3.2.2 การยับยั้งเอนไซม (Enzyme Inhibition) เปนการยับยั้งเอนไซมที่ใชในการ เปลี่ยนแปลงยา สงผลใหระดับยาเพิ่มสูงขึ้นมีฤทธิ์ยาวนานขึ้น ซึ่งอาจกอใหเกิดอาการไมพึงประสงค จากตัวยาเองได ยาหรือสารเคมีที่มีฤทธิ์เปนสารยับยั้งเอนไซม เชน Cimetidine Ketoconazole เปน ตน 3.2.3 ความแตกตางทางพันธุกรรม (Genetic polymorphisms) เปนปจจัยหนึ่งที่ ทําใหแตละบุคคล มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงยาแตกตางกันไป 3.2.4 โรคหรือความผิดปกติที่ตับ ตับเปนอวัยวะหลักในการเปลี่ยนแปลงยา หากตับ มีพยาธิสภาพหรือทําหนาที่ไดไมสมบูรณ รวมทั้งการไหลเวียนเลือดที่ตับลดลง อาจสงผลตอกระบวน
  • 8.
    28 การเปลี่ยนแปลงยาได เชน โรคตับอักเสบ(Hepatitis) ตับแข็ง (Cirrhosis) เปนตน โรคดังกลาวทําให การเปลี่ยนแปลงยาเกิดขึ้นไดนอยลง ซึ่งจะลดลงมากนอยเพียงใดขึ้นอยูกับความรุนแรงของโรค 3.2.5 อายุ ปจจัยดานอายุมีผลตอความสามารถในการเปลี่ยนแปลงยาโดยเฉพาะ อยางยิ่งในทารกแรกเกิดและผูสูงอายุ สําหรับทารกแรกเกิดจะเปลี่ยนแปลงยาโดยปฏิกิริยาระยะที่ 1 เกิดไดในอัตราที่ชากวาผูใหญมาก และยังไมสามารถเปลี่ยนแปลงยาโดยปฏิกิริยาระยะที่ 2 ได สวน ผูสูงอายุการไหลเวียนเลือดที่ตับและการทํางานของเอนไซมจากตับลดลง สงผลใหความสามารถใน การเปลี่ยนแปลงยาลดลงได 4. การขับถายยา การขับถายยา (Drug excretion) รางกายสามารถกําจัดยาออกทางปสสาวะโดยอาศัย การทํางานของไตเปนหลัก ยาที่ถูกกําจัดออกจากรางกายจะอยูในรูปที่ถูกเปลี่ยนแปลงแลวหรืออยูใน รูปเดิมก็ได โดยสารที่มีคุณสมบัติในการละลายน้ําจะถูกกําจัดออกไดดีกวาสารที่ละลายในไขมัน ดังนั้น ยาตองถูกทําใหเปนสารที่สามารถละลายน้ําไดกอนจึงจะถูกขับออกมาได ไตเปนอวัยวะที่มีความสําคัญกับการขับถายยาออกจากรางกายทางปสสาวะ โดยอาศัย การทํางานที่ประกอบดวย 3 กระบวนการ คือ การกรองที่โกลเมอรูลัส (Glomerular filtration) การ หลั่งสารที่หลอดไตฝอย (Tubular reabsorption) และการดูดกลับที่หลอดไตฝอย (Tubular secretion) ทําใหยาถูกขับออกจากรางกายทางปสสาวะได สวนการขับถายยาออกโดยวิธีอื่น ๆ ไดแก ทางเหงื่อ น้ําลาย น้ําตา น้ํานม การขับถายยาจะเปนการแพรของยาผานเซลลเยื่อบุผิวของตอมตาง ๆ ซึ่งยาที่ถูกขับออกโดยวิธีเหลานี้มีปริมาณนอยมาก การขับยาออกทางอุจจาระโดยผานมากับน้ําดีที่ หลั่งมาจากตับ และการขับยาออกทางลมหายใจออกโดยอาศัยการทํางานของปอดมักพบกับการใชยา ที่เปนกาซหรือของเหลวที่ระเหยได เชน ยาสลบ แอลกอฮอล เปนตน เภสัชพลศาสตร เภสัชพลศาสตร (Pharmacodyamic) เปนองคความรูที่เกี่ยวของกับผลของยาที่กระทําหรือ ออกฤทธิ์ตอรางกาย โดยศึกษาความสัมพันธระหวางความเขมขนของยาในตําแหนงที่ออกฤทธิ์และ การตอบสนองตอการรักษา ซึ่งเกี่ยวของกับผลของยาตอรางกายทั้งทางดานชีวเคมี และสรีรวิทยาที่ยา ไปมีผลเปลี่ยนแปลงการทํางานของรางกายทั้งในดานที่พึงประสงคและไมพึงประสงค
  • 9.
    29 1. กลไกการออกฤทธิ์ของยา กลไกการออกฤทธิ์ของยา (Mechanismof drug action) สามารถแบงตามลักษณะการ จับกับตัวรับ (Receptors) ไดเปน 2 ประเภท ดังนี้ 1.1 การออกฤทธิ์ของยาโดยไมผานตัวรับ เปนกลไกการออกฤทธิ์ของยาที่อาศัยคุณสมบัติ ทางกายภาพหรือเคมีของยา การออกฤทธิ์มักไมมีความจําเพาะตอชนิดของเนื้อเยื่อ และตองการตัวยา ออกฤทธิ์ปริมาณมาก โดยเกิดจากการที่ยาทําปฏิกิริยาเคมีกับสารในรางกายแลวเกิดผลรักษาทันที เชน อาศัยฤทธิ์ที่เปนดางของยาลดกรดในกระเพาะอาหาร ฤทธิ์ที่มีคุณสมบัติในการดูดซับของยาผง ถาน (Activated carbon) เปนตน 1.2 การออกฤทธิ์ของยาโดยผานตัวรับ เปนกลไกการออกฤทธิ์ของยาสวนใหญ โมเลกุล ของตัวรับที่สําคัญคือโปรตีนซึ่งเปนเปาหมายที่สําคัญในการออกฤทธิ์ของยาหลายชนิด โดยยาจะมี ความจําเพาะตอตัวรับสูง ออกฤทธิ์ไดแมในความเขมขนต่ํา และการเปลี่ยนแปลงโครงสรางเคมีของยา อาจมีผลตอฤทธิ์ยา โดยปกติภายในรางกายจะมีตัวรับหลายชนิด ยาจะไปออกฤทธิ์โดยเลือกจับกับตัว รับอยางจําเพาะเจาะจงแลวเกิดเปนสารประกอบใหม (Drug - receptor complex) ซึ่งสารประกอบ ที่เกิดขึ้นนี้จะชักนําใหเกิดผลทางสรีรวิทยาของรางกายและมีผลตอการรักษาโรค ยาที่สามารถจับกับ ตัวรับไดดีจะเปนยาที่มีความแรงสูง กลาวคือใชยาเพียงเล็กนอยก็ออกฤทธิ์ไดดี แตหากเพิ่มขนาดของ ยามากขึ้นจนตัวรับถูกจับหมดก็ไมไดเพิ่มผลในการรักษาแตอยางใด และอาจกอใหเกิดพิษกับรางกาย ได การจับของยากับตัวรับจะทําใหเกิดผลทางเภสัชวิทยาตามชนิดของตัวรับนั้น ๆ โดยยาที่เขาจับกับ ตัวรับสามารถแบงเปน 2 ลักษณะ ไดแก 1.2.1 Agonist คือยาที่เมื่อจับเขากับตัวรับแลวเกิดการกระตุนตัวรับนั้น และกอให เกิดฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาขึ้น 1.2.2 Antagonist คือยาที่เมื่อจับกับตัวรับแลวไมทําใหเกิดการกระตุน แตจะไป ยับยั้งหรือปองกันการจับของตัวรับกับ Agonist อื่น 2. ความสัมพันธระหวางขนาดยาและการตอบสนองของยา ความสัมพันธระหวางขนาดยาและการตอบสนองของยา พบวาการออกฤทธิ์ของยา เกิดขึ้นตั้งแตในระดับของเซลลเปาหมาย เมื่อเซลลเปาหมายมีการตอบสนองจํานวนมากเพียงพอ จะทําใหเห็นการตอบสนองของเนื้อเยื่อและระบบ โดยความสัมพันธระหวางขนาดยาและการตอบ สนองของเซลล พิจารณาไดจากคาดังตอไปนี้ 2.1 Potency คือความแรงของยาที่ทําใหเนื้อเยื่อเปาหมายตอบสนอง มักใชเปรียบเทียบ ระหวางยาตางชนิดกัน ซึ่งวัดไดจากความแตกตางของขนาดยาที่ใชแลวทําใหไดผลหรือฤทธิ์ที่เทากัน
  • 10.
    30 โดยที่ยาใดที่ใชความเขมขนของยานอยกวาแตใหผลตอบสนองเทากับยาอื่น แสดงวายานั้นมีความแรง มากกวา 2.2 MaximumEfficacy คือความสามารถในการชักนําใหเกิดการตอบสนองสูงสุดของ ยา เนื่องจากยาแมออกฤทธิ์ตอตัวรับชนิดเดียวกัน แตอาจชักนําใหเกิดผลสนองสูงสุดไดไมเทากัน ยาที่ สามารถใหผลสนองสูงกวา ถือวามีประสิทธิภาพมากกวา 3. ปฏิกิริยาระหวางกันของยา ปฏิกิริยาระหวางกันของยา เปนเหตุการณที่พบไดเมื่อใชยาตัวหนึ่งรวมกับยาหรือสารอีก ตัวหนึ่งในชวงเวลาเดียวกันหรือใกลเคียงกัน ซึ่งอาจสงผลที่ดีหรือผลเสียตอรางกายได กลไกการเกิด ปฏิกิริยาระหวางยา เชน การดูดซึมของยาตัวหนึ่งลดลงเนื่องจากไปจับกับสารประกอบอื่น ยาตัวหนึ่ง มีผลเรงหรือยับยั้งการขับถายยาอีกชนิด ยาแยงจับที่ตัวรับตัวเดียวกัน เปนตน โดยผลที่เกิดขึ้นจาก ปฏิกิริยาระหวางยาสามารถแบง เปน 2 ประเภทใหญ ไดดังนี้ 3.1. การเสริมฤทธิ์กันของยา (Enhancement of Drug Effects) เปนปฏิกิริยาที่สงผล ทําใหตัวยาออกฤทธิ์เพิ่มขึ้น แบงไดเปน 3 ลักษณะดังนี้ 3.1.1 Additive effects ปฏิกิริยาระหวางยาที่ทําใหผลของยาเพิ่มขึ้น เทากับ ผลรวมของฤทธิ์ยาเมื่อใชเดี่ยว ๆ เชน ยา A ทําใหเกิดผลเทากับ 1 และยา B ทําใหเกิดผลเทากับ 1 เมื่อใชยา ยา A และยา B รวมกันจะทําใหเกิดผลเทากับ 1+1 = 2 3.1.2 Synergistic effect ปฏิกิริยาระหวางยาที่ทําใหผลของยาเพิ่มขึ้น มากกวา ผลรวมของฤทธิ์ยาเมื่อใชเดี่ยว ๆ หลายเทา เชน ยา A ทําใหเกิดผลเทากับ 1 และยา B ทําใหเกิดผล เทากับ 1 เมื่อใชยา A และยา B รวมกันจะทําใหเกิดผลเทากับ 1+1 = 3 3.1.3 Potentiation ปฏิกิริยาระหวางยาที่เกิดจากการที่ยาตัวหนึ่งที่เมื่อใชเดี่ยว ๆ จะไมเกิดผลสนอง แตเมื่อใชรวมกับยาอีกตัวหนึ่งจะเสริมฤทธิ์ของยาตัวที่สองนั้น เชน ยา C ทําให เกิดผลเทากับ 0 และยา A ทําใหเกิดผลเทากับ 1 เมื่อใชรวมกันจะทําใหเกิดผลเทากับ 0+1 = 2 ตารางที่ 2.1 ตัวอยางยาที่มีการเสริมฤทธิ์กันแบบตาง ๆ ชนิดของการเสริมฤทธิ์ ตัวอยางยา ผลที่เกิดขึ้น Additive effect Diazepam + Alcohol งวงซึมมากขึ้น Synergistic effect Sulfamethoxazole + Trimetroprim ออกฤทธิ์ฆาเชื้อไดดีขึ้น Potentiation Clavunic acid + Amoxicillin ออกฤทธิ์ฆาเชื้อดื้อยากลุม เพนนิซิลินไดดีขึ้น
  • 11.
    31 3.2 การตานฤทธิ์กันของยา (DrugAntagonisms) เปนปฏิกิริยาที่สงผลขัดขวางการออก ฤทธิ์ของยา แบงไดเปน 3 ลักษณะดังนี้ 3.2.1 การตานฤทธิ์กันทางเคมี (Chemical antagonism) เปนการตานฤทธิ์ที่เกิด ขึ้นเมื่อยา 2 ชนิดเกิดปฏิกิริยาเคมีตอกัน ทําใหยาตัวหนึ่งหมดฤทธิ์และไมสามารถไปออกฤทธิ์ได 3.2.2 การตานฤทธิ์กันทางสรีรวิทยา (Physiological antagonism) เปนการตาน ฤทธิ์ระหวางยาที่จับกับตัวรับที่แตกตางกัน แตมีการตานฤทธิ์กันไดเนื่องจากใหผลทางสรีรวิทยาที่ตรง ขามกัน 3.2.3 การตานฤทธิ์กันทางเภสัชวิทยา (Pharmacological antagonism) เปนการ ตานฤทธิ์ซึ่งเกิดจากยาที่เปน antagonist ไปจับกับตัวรับทําใหยาที่เปน agonist เขาจับกับตัวรับตัว เดียวกันไมได เมื่อ agonist จับกับตัวรับไดลดลงจึงเกิดผลสนองลดลง ตารางที่ 2.2 ตัวอยางยาที่มีการตานฤทธิ์กันแบบตาง ๆ ชนิดของการตานฤทธิ์ ตัวอยางยา ผลที่เกิดขึ้น Chemical antagonism EDTA + ตะกั่ว เกิดสารประกอบเชิงซอน ตะกั่วถูกขับออกจากรางกาย ได Physiological antagonism Histamine + Adrenaline Histamine ทําใหหลอดลม หดตัว สวน Adrenaline ทํา ใหหลอดลมขยายตัว Pharmacological antagonism Histamine + Chlorphenilamine Histamine ถูกหลั่งออกมา ทําใหเกิดอาการแพ สวน Chlorphenilamine เปนยา ตานฮีสตามีน ทําใหลด อาการแพได ความสัมพันธระหวางเภสัชจลนศาสตรและเภสัชพลศาสตร ความสัมพันธระหวางเภสัชจลนศาสตรและเภสัชพลศาสตรนั้น เกิดขึ้นเมื่อใหยาเขาสูรางกาย ในรูปแบบตาง ๆ โดยเฉพาะเมื่อใหยาเม็ดรับประทานจะมีการแตกตัวของยา (Disintegration) เปน เม็ดเล็กๆ (Granule) และกลายเปนอนุภาคเล็กๆ (Small particle) จากนั้นยาจะถูกละลาย
  • 12.
    32 (Dissolution) โดยน้ําและอุณหภูมิภายในรางกาย แลวถูกดูดซึมจากผนังลําไสเขาสูกระแสเลือดยาที่ ถูกดูดซึมจะอยูในรูปยาอิสระและรูปยาที่มีการจับกับโปรตีนในพลาสมา โดยยาที่อยูในรูปอิสระเทานั้น จะการกระจายไปตามสวนตาง ๆ ของรางกาย หรือไปยังตําแหนงออกฤทธิ์ ยาจะสงผลใหเกิดฤทธิ์ตอ รางกายเกิดการตอบสนองของรางกายตอยา โดยฤทธิ์ของยานี้มีทั้งประโยชนในการรักษา และอาจเกิด ผลขางเคียงหรือผลไมพึงประสงคได หลังจากออกฤทธิ์แลวยาจะถูกสงมาที่ตับและเกิดกระบวนการ เปลี่ยนแปลงยา แลวจึงถูกขับออกจากรางกาย ภาพที่ 2.3 ความสัมพันธระหวางกระบวนการทางเภสัชจลนศาสตรและเภสัชพลศาสตร ที่มา : Katzung, Masters and Trevor. 2012 : 38. คําศัพททางเภสัชวิทยาที่ควรทราบ Clearance คือปริมาตรของเหลวในรางกายที่ถูกทําใหปราศจากยาใน 1 หนวยเวลา ซึ่งเปน คาที่แสดงถึงความสามารถของรางกายในการกําจัดยา Volume of distribution คือปริมาตรการกระจายตัวของยา ซึ่งเปนคาที่แสดงถึง ปริมาตรของเหลวที่ยากระจายตัวไปอยู Bioavailability คืออัตราเร็วและปริมาณยาที่ถูกดูดซึมเขากระแสเลือด ซึ่งเปนคาที่แสดงถึง สัดสวนของยาที่ถูกดูดซึมจนสามารถเขาสูระบบไหลเวียนเลือดทั่วรางกายได Onset of action คือระยะเวลาที่ยาเริ่มออกฤทธิ์ โดยเริ่มนับจากเวลาที่ใหยาจนกระทั่งเวลา ที่ยาออกฤทธิ์ หากยาใดมีระยะเวลาที่เริ่มออกฤทธิ์สั้นแสดงวายานั้นเริ่มออกฤทธิ์เร็ว
  • 13.
    33 Duration of actionคือชวงเวลาที่ยาสามารถออกฤทธิ์ โดยเริ่มนับจากเวลาที่ยาเริ่มออก ฤทธิ์จนถึงยาหมดฤทธิ์ หากยาใดมีชวงเวลาในการออกฤทธิ์สั้นแสดงวายานั้นหมดฤทธิ์เร็ว Half life (T1/2) คือคาครึ่งชีวิต ซึ่งเปนคาที่แสดงถึงระยะเวลาที่ยาลดระดับความเขมขนใน เลือดลงครึ่งหนึ่ง หากยาตัวใดมีคาครึ่งชีวิตสั้นแสดงวายานั้นจะถูกขับออกจากรางกายเร็วมากขึ้น Affinity คือความเหนียวแนนของการจับกันระหวางยากับตัวรับ หากยาใดที่มีความเหนียว แนนในการจับกับตัวรับสูง เมื่อจับกับตัวรับแลวจะแยกตัวออกไดชา Efficacy คือประสิทธิภาพของยา เปนความสามารถของยาในการชักนําใหเซลลเกิดการตอบ สนอง โดยยาที่มีประสิทธิภาพจะสามารถชักนําใหเซลลตอบสนองไดซึ่งก็คือยาที่มีลักษณะเปน agonist ในขณะที่ยาที่แมจะมีความสามารถในการจับตัวรับแตไมมี efficacy จะไมสามารถกระตุน ตัวรับชักนําใหเกิดการตอบสนองของเซลล ยาดังกลาวจึงมีคุณสมบัติเปน antagonist สําหรับยาที่ สามารถกระตุนตัวรับไดแตไมเกิดผลสูงสูด (Maximum response) จัดวาเปน partial agonist สวน ยาที่กระตุนใหเกิดผลสนองสูงสุดจัดเปน full agonist Mean lethal dose (LD50) คือคาความเขมของยาหรือขนาดของยาที่ทําใหกลุมตัวอยาง รอยละ 50 ไดรับพิษจากยา หรือทําใหตาย Mean effective dose (ED50) คือคาความเขมของยาหรือขนาดของยาที่ทําใหกลุมตัวอยาง รอยละ 50 เห็นผลในการรักษาตามสรรพคุณยา Therapeutic Index (TI) คือชวงที่ใหผลในการรักษา เปนตัวเลขที่บงบอกถึงความปลอดภัย ในการใชยา หากคาดังกลาวนอยแสดงวาขนาดของยาที่เห็นผลในการรักษาและขนาดของยาที่ทําให เกิดพิษมีคาใกลเคียงกันตองระมัดระวังการใชยานี้ ผลเสียจากการใชยา สรรพคุณของยาเกิดจากการที่ยาไปปรับเปลี่ยนการทํางานของรางกาย ซึ่งการเปลี่ยนแปลง ดังกลาวอาจทําใหเกิดผลเสียหรือสิ่งที่ไมพึงประสงคขึ้น ผลเสียดังกลาวอาจเปนอาการเฉพาะที่ หรือ อาการทั้งระบบได ผลเสียจากการใชยาสามารถแบงเปน 3 ลักษณะดังนี้ 1. อาการขางเคียง อาการขางเคียง (Side effect) เปนอาการหรือผลขางเคียงที่ไมตองการ เกิดจากการใช ยาชนิดนั้น ๆ ในขนาดปกติที่ใหผลการรักษา เมื่อหยุดใชยาอาการขางเคียงจะหายไป สาเหตุสวนใหญ เกิดจากการที่ยาไมมีผลเฉพาะเจาะจงกับอวัยวะเปาหมายที่ตองการรักษา แตยายังไปมีผลตออวัยวะ อื่นที่ไมตองการใหยาออกฤทธิ์ดวย เชน ยาแกแพมีอาการขางเคียงทําใหงวงนอนเนื่องจากออกฤทธิ์กด
  • 14.
    34 ระบบประสาทสวนกลาง ยาแกปวดและตานการอักเสบกลุม NSAIDsมีอาการขางเคียงทําใหเกิดการ ระคายเคืองกระเพาะอาหารเนื่องจากยาไปมีผลรบกวนการสรางเมือก (Mucous) ของกระเพาะ อาหาร เปนตน อาการขางเคียงเปนสิ่งที่สามารถคาดการณไดวาจะเกิดอะไรขึ้นซึ่งสามารถลดความ รุนแรงหรือวางแผนแกไขได หากผูใชยามีความเขาใจเกี่ยวกับผลขางเคียงของยาที่ใช เชน ยาที่มีผล ระคายเคืองกระเพาะอาหาร ควรรับประทานหลังอาหารทันทีพรอมกับดื่มน้ําตามมาก ๆ เปนตน 2. อาการไมพึงประสงค อาการไมพึงประสงค (Adverse effect) เปนอาการหรือผลจากยาซึ่งไมตองการใหเกิด ระหวางการรักษา ซึ่งกอใหเกิดอันตรายตอรางกายและอาจถึงแกชีวิต อาจเกิดจากการใชยาเกินขนาด หรือใชเปนเวลานาน รางกายกําจัดยาออกไมทันทําใหยาคางอยูในรางกายมาก เชน ยาแอสไพรินกับ การเกิดเลือดออกในกระเพาะอาหาร 3. การแพยา การแพยา (Allergy) เปนปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากกลไกการตอบสนองของระบบภูมิคุมกัน เมื่อรางกายเคยไดรับยานั้นมากอนแลวสรางภูมิคุมกันขึ้นตอตานกับยานั้น ตอมาเมื่อไดรับยานั้นอีก ครั้งจึงเกิดการแพยาขึ้น ไมสามารถคาดการณไดลวงหนาวาผูใดจะแพยาตัวไหน อาการแพยา อาจเกิดทันทีทันใดหรือคอยเปนคอยไปก็ได และไมขึ้นกับขนาดของยาแม ไดรับยาเพียงเล็กนอยก็อาจมีอาการได เชน เชน ผื่น คัน ผิวลอก บวมบริเวณใบหนา แสบรอนผิว หลอดลมตีบ หลอดเลือดขยายตัว ความดันโลหิตต่ํา จนมีอาการมากอาจเกิดภาวะช็อคและอาจ เสียชีวิตได เรียกวา Anaphylactic shock หากมีการอาการแพอยางรุนแรงจนผิวหนังมีการลอกเปอย ทั้งตัว คลายถูกไฟลวก ผิวหนังผุพอง เปนหนอง ปากเปอย ตาอักเสบ ทอปสสาวะอักเสบเรียกกลุม อาการนี้วา Steven-Johnson Syndrome ทั้งนี้หากพบวามีอาการแพยาควรหยุดยาทันทีและรีบ กลับมาพบแพทย เพื่อรักษาอาการแพยาที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นควรสอบถามชื่อยา พกบัตรแพยาติดตัว ไวเสมอ และแจงบุคลากรทางการแพทยทุกครั้งเมื่อตองใชยา สรุป เภสัชวิทยาเปนการศึกษาปฏิสัมพันธระหวางยากับรางกาย โดยพิจารณาสิ่งที่รางกายกระทํา ตอยาและฤทธิ์ของยาที่มีตอรางกาย ซึ่งเปนองคความรูทางดานเภสัชจลนศาสตรและเภสัชพลศาสตร ยาในปจจุบันสวนใหญมีกลไกการออกฤทธิ์โดยไปจับกับตัวรับซึ่งเปนโมเลกุลที่อยูบนอวัยวะเปาหมาย แลวชักนําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงการทํางานของรางกายจึงเห็นผลในการรักษา ซึ่งการเปลี่ยนแปลง
  • 15.
    35 ดังกลาวอาจทําใหเกิดผลที่ไมตองการ เชน อาการขางเคียงหรืออาการไมพึงประสงคได ดังนั้นหาก ผูใชยามีความรูก็จะสามารถปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการใชยาได คําถามทบทวน 1. จงอธิบายความหมายของเภสัชวิทยา เภสัชจลนศาสตร และเภสัชพลศาสตร 2. การศึกษาฤทธิ์ของยาที่มีตอรางกาย เปนองคความรูดานใด 3. เภสัชจลนศาสตรประกอบดวยกี่กระบวนการ อะไรบาง 4. ยาสวนใหญมีกลไกการออกฤทธิ์แบบใด 5. หากตองการประเมินความปลอดภัยในการใชยา ควรพิจารณาจากคาใด 6. ลักษณะของอาการขางเคียงแตกตางจากอาการไมพึงประสงคอยางไร 7. จงอธิบายความหมายของคําวา Affinity และ Efficacy 8. จงอธิบายความหมายของคําวา Agonist, Partial agonist และ Antagonist พรอมทั้ง ระบุความแตกตาง 9. จงอธิบายการเสริมฤทธิ์กันและการขัดขวางการออกฤทธิ์แบบตางๆ มาพอสังเขป เอกสารอางอิง Kutzung, Bertram G., Susan B. Masters and Anthony J. Trevor. (2012). Basic & Clinical Pharmacology. 12th ed. San Francisco : McGraw-Hill. Ritter, James M., et al. (2008). A Textbook of Clinical Pharmacology and Therapeutics. 5th ed. London : Hodder Arnold.