ภญ.กนิษฐา
เตรียมอมรวุฒิ
กลุ่มงาน
เภสัชกรรม
หัวข้อเรื่อง
ความหมายของยา
รูปแบบยา และวิธีการบริหารยา
เภสัชจลนศาสตร์ (Pharmacokinetic)
เภสัชพลศาสตร์ (Pharmacodynamic)
อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา (Adverse Drug
Reaction)
อันตรกิริยาระหว่างยา (Drug-Drug Interaction)
สิ่งที่ควรทราบเมื่อต้องใช้ยา
ข้อควรปฏิบัติเมื่อต้องใช้ยา
ความหมายของยา
ตามพระราชบัญญัติยา พุทธศักราช 2522 ได้
 ให้ความหมายว่า “ ”ยา  หมายถึง วัตถุที่มุ่งหมาย
สำาหรับใช้ในการวินิจฉัย บำาบัด บรรเทา รักษา
หรือป้องกันโรค หรือความเจ็บป่วยของมนุษย์
 หรือสัตว์ รวมทั้งใช้บำารุง และเสริมสร้างสุขภาพ
ร่างกายและจิตใจ
ยาเม็ด ยาเม็ดเคลือบ ยา
แคปซูลยาในรูปแบบของแข็ง เช่น ยาเม็ด (tablet) ซึ่ง
จะมีทั้งที่เคลือบหรือไม่เคลือบ ยาเม็ดที่ต้องเคี้ยว
ยาเม็ดที่ค่อยๆปลดปล่อยตัวยา (sustained
release)
ยาเม็ด ยาเม็ดเคลือบ ยา
แคปซูล
MR (modified release) เป็นรูปแบบที่มีการ
ควบคุมการปลดปล่อยยาด้วยวัตถุประสงค์ให้มี
ระดับยาคงที่ในช่วงระยะเวลาที่นานขึ้น ซึ่ง
ถือว่าเป็นคำาเรียกที่มีความหมายรวมทั้ง
CR (controlled release),
XL และ ER ย่อมาจาก extended release
SR (sustained release)
PL (prolonged release)
ยาเม็ด ยาเม็ดเคลือบ ยา
แคปซูล
ปัญหาหลักของการใช้ยาเม็ดรูปแบบ modified
release คือการใช้ยาไม่ถูกวิธีของผู้ป่วย ผู้ป่วย
บางรายนำาเม็ดยาไปหัก บด แบ่งหรือเคี้ยว
ทำาให้เม็ดยาสูญเสียการควบคุมการปลด
ปล่อยยาออกจากเม็ดยา และอาจทำาให้ผู้
ป่วยได้รับยาเกินขนาดจนนำาไปสู่อาการ
พิษหรืออาการไม่พึงประสงค์จากยาได้
ตัวอย่างยาเม็ดรูปแบบ
modified release
Alfuzosin (Xatral XL tablet)
Nifedipine (Adalat CR)
Omeprazole (Losec MUPS/Miracid)
Clarithromycin (Klacid MR)
ยาเม็ดหรือแคปซูลชนิด
ปลดปล่อยตัวยาสำาคัญ
ออกมาอย่างช้าๆ หรือ
ชนิดที่เลื่อนเวลาปลด
ปล่อยตัวยาสำาคัญออก
จากรูปแบบยา ต้องกลืน
ไปทั้งเม็ดหรือแคปซูล
พร้อมนำ้าสะอาด 1 แก้ว
ห้ามบด หรือเคี้ยวเม็ดยา
ยารับประทานชนิดนำ้า
ยารับประทานชนิดนำ้า ยาแขวนตะกอน หรือ
แขวนละออง จะต้องเขย่าขวดก่อนรินยาเสมอ
เพื่อให้ตัวยาสำาคัญกระจายตัวอย่างสมำ่าเสมอ
ใช้ช้อนตวงยาหรือถ้วยตวงยา
1 ช้อนชา เท่ากับ 5 ซีซี
1 ช้อนโต๊ะ เท่ากับ 3 ช้อนชา หรือ 15 ซีซี
1 ออนซ์ เท่ากับ 30 ซีซี
การเทียบปริมาตรยานำ้า
ยาผง
ยาผง สำาหรับรับประทานต้องนำาผงยาผสมนำ้า
ก่อนดื่ม ควรใช้ตามที่ระบุบนฉลาก เช่น ยาผง
เกลือแร่ทดแทนการสูญเสียนำ้าและเกลือแร่เมื่อ
ท้องเสีย
ผสมยา 1 ซองกับนำ้าต้มสุกที่เย็นแล้ว 1 แก้ว คน
ให้ละลายแล้วจิบบ่อยๆ ห้ามเก็บค้างคืน
ยาผง
ยาผงที่ใช้เป็นยาระบาย ให้นำาผงยาผสมนำ้า
ต้มสุกที่เย็นแล้ว 1 แก้วและดื่มทันที พร้อมดื่มนำ้า
ตามอีก 1 แก้ว ไม่ควรตั้งทิ้งไว้นาน เพราะยาจะ
พองตัวมากและข้นหนืดมากไป
ยาอม
ยาอม หากเป็นยาอมใต้ลิ้น ให้วางยาไว้ใต้ลิ้น
ให้ยาถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดผ่านทางหลอด
เลือดในช่องปาก
ยาอมแก้เจ็บคอ หรือยาอมแก้การติดเชื้อราใน
ปาก ให้นำาเม็ดยาวางไว้บนลิ้น อมไว้ให้ค่อยๆ
ละลายในปาก
ยาทา / ยาทาถูนวด
ยาทาผิวหนัง มักเป็นรูปแบบครีม เจล หรือขี้ผึ้ง
ก่อนใช้ควรทำาความสะอาดผิวหนังบริเวณที่
ต้องการ จากนั้นบีบยาลงไปพอประมาณ แล้วทา
ให้ยาแผ่ไปบางๆ บนผิวหนัง
ยาทา / ยาทาถูนวด
ยาทาถูนวด อาจเป็นยาครีม เจล หรือขี้ผึ้ง ใช้
แก้อาการปวดเมื่อย ซึ่งหลังจากทายาแล้ว ต้องถู
และนวดผิวหนังบริเวณนั้นด้วย เพื่อให้เกิดความ
ร้อน จึงช่วยแก้อาการปวดเมื่อยได้
ยาหยอดตา/ยาป้ายตา
ยาหยอดตา เป็นยานำ้าทำาให้ปราศจากเชื้อ ยา
ป้ายตาก็เป็นยาที่ถูกทำาให้ปราศจากเชื้อ ทั้งยา
หยอดตาและป้ายตา บางชนิดต้องเก็บในตู้เย็น
ซึ่งขึ้นอยู่กับตัวยาสำาคัญ ก่อนใช้ต้องล้างมือให้
สะอาด
หยอดยา 1 หยด หรือป้ายยา 1 เซนติเมตร ลงไป
ในกระพุ้งเปลือกตาล่าง โดยไม่ให้ปลายหลอด
สัมผัสกับตา ยาหยอดตาและยาป้ายตาที่เปิดใช้
แล้ว ควรใช้ภายใน 1 เดือน
หยอดตา ป้ายตา
ยาหยอดหู
ยาหยอดหู ยาหยอดจมูก ยาพ่นจมูก เป็นยาที่
ต้องการให้ออกฤทธิ์เฉพาะที่หู หรือ จมูก เท่านั้น
ควรใช้ยาตามจำานวนครั้งที่ระบุบนฉลากยา การ
ใช้มากเกินไปไม่ช่วยให้ดีขึ้น
ยาสูดพ่นเข้าทางปาก
ยาสูดพ่นเข้าทางปาก เป็นรูปแบบยาที่มีวิธีใช้
พิเศษ ใช้รักษาโรคหอบหืดและโรคปอดอุดกั้น
เรื้อรัง โดยให้ออกฤทธิ์เฉพาะที่ที่บริเวณ
หลอดลม ต้องฝึกวิธีใช้ให้ถูกต้อง จึงจะได้ยา
เข้าไปยังหลอดลม
ยาเหน็บ/สวนทวารหนัก
ยาเหน็บ/สวนทวารหนัก ใช้เพื่อรักษาริดสีดวง
ทวาร หรือ เป็นยาระบาย ขึ้นอยู่ว่าตัวยาสำาคัญ
ยาเหน็บทวารหนักมีส่วนประกอบเป็นขี้ผึ้งเป็น
ส่วนใหญ่ จึงต้องแช่ในตู้เย็น เพื่อให้คงรูปร่าง
แท่ง
เมื่อจะใช้ให้นำาออกจากตู้เย็น ปล่อยไว้สักพัก
แล้วฉีกกระดาษหุ้มออก จุ่มยาลงในนำ้าสะอาด
แล้วสอดยาเข้าในทวารหนัก หลังจากสอดยา
แล้วให้นอนต่อสัก 15 นาที จึงลุกขึ้น
ยาเหน็บช่องคลอด
ยาเหน็บช่องคลอด เป็นยาเม็ดแข็ง ไม่ต้องเก็บ
ในตู้เย็น ใช้รักษาอาการตกขาวในผู้หญิง ควร
จุ่มเม็ดยาลงในนำ้าสะอาด ก่อนเหน็บยาเข้าใน
ช่องคลอด เพื่อให้สอดเม็ดยาได้ง่ายขึ้น หลังจาก
สอดยาแล้วให้นอนต่อสัก 15 นาที จึงลุกขึ้น
ยาแผ่นแปะ
ยาแผ่นแปะผิวหนังใช้ในจุดประสงค์ต่างๆ เช่น
ใช้แก้ปวด ใช้ในผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอกจากโรค
หัวใจ ใช้เป็นฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิงวัยหมด
ประจำาเดือน ใช้ช่วยอดบุหรี่
วิธีใช้ยาแผ่นแปะคือติดแผ่นยาทั้งแผ่น และใช้
ตามระยะเวลาที่ระบุไว้การแปะแผ่นยาบนผิวหนัง
ให้แปะบนผิวหนังที่สะอาด ไม่มีเหงื่อ
ไม่มีขน
ยาฉีด
ยาฉีดเป็นยาปราศจากเชื้อ
หลักการใช้ยา
ใช้ยาให้ถูกต้อง
ถูกโรค
ถูกคน
ถูกยา
ถูกขนาด
ถูกวิธี
ถูกเวลา
หลักการใช้ยา:ถูกโรค / ถูก
คน
ถูกโรค/ถูกคน ไม่ควรนำายาของผู้อื่นมารับ
ประทานเพราะอาการที่คล้ายกันอาจมาจากโรค
ที่ต่างกันได้ โดยเฉพาะยาที่รักษาโรคเรื้อรัง เช่น
เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
หากต้องการซื้อยารักษาตนเอง ควรให้ข้อมูลแก่
เภสัชกรว่า ใครคือผู้ใช้ยา ชาย หญิง อายุ นำ้า
หนัก (หากทราบ) ประวัติการเจ็บป่วย การแพ้ยา
แพ้อาหาร
หลักการใช้ยา : ถูกยา
ถูกยา ก่อนใช้ยาอ่านฉลากก่อนทุกครั้ง เพื่อ
ยืนยันว่าเป็นยาที่ใช้รักษาตรงตามที่ต้องการ
หรือยาของตนเอง และยานั้นยังสามารถใช้ได้
ยังไม่เสื่อมคุณภาพ
หลักการใช้ยา:ถูกขนาด
ถูกขนาด ไม่ควรลดหรือเพิ่มขนาดยาเอง และ
ยาบางชนิดรักษาได้หลายโรค ขนาดยาที่ใช้
แตกต่างไปตามโรค การเพิ่มลดขนาดยาจึงเป็น
อันตราย
หลักการใช้ยา:ถูกวิถี
ทาง&เทคนิค
การใช้ยาที่ต้องการทักษะการใช้เทคนิคพิเศษ
เช่นยาพ่นสูด ยาเหล่านี้ต้องให้เภสัชกรแนะนำา
การใช้ที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันการใช้ยาไม่ได้ผล
หลักการใช้ยา:ถูกวิถี
ทาง&เทคนิค
ยาที่ต้องการทักษะการใช้พิเศษ หากยังไม่เคย
ใช้ หรือหากไม่มั่นใจว่าใช้ถูกหรือไม่ ควร
สอบถามวิธีใช้ยาที่ถูกต้อง เช่น ยาหยอด
หู/ตา/จมูก ขี้ผึ้งป้ายตา ยาอมใต้ลิ้น ยาเหน็บช่อง
คลอด ยาสวนทวารหนัก
หลักการใช้ยา:ถูกเวลา
ถูกเวลา ยาบางชนิดใช้เมื่อมีอาการ ไม่จำาเป็น
ต้องก่อนหรือหลังอาหาร แต่ยาส่วนมากจะใช้รับ
ประทานตามมื้ออาหาร เพราะง่ายในการจำา
ยาหลังอาหาร สามารถรับประทานหลังมื้อ
อาหารได้ทันที ยาเหล่านี้อาหารช่วยในการดูด
ซึม หรือลดการระคายเคืองของยาต่อกระเพาะ
อาหาร
หลักการใช้ยา:ถูกเวลา
ยาก่อนอาหาร สามารถรับประทาน
ก่อนมื้ออาหารอย่างน้อยครึ่ง-
1ชั่วโมง เนื่องจากยาเหล่านี้มักไม่
ทนกรดในกระเพาะอาหารที่จะหลั่ง
ออกมาเมื่อมีอาหาร
ยาก่อนนอน ควรทิ้งเวลาห่างจาก
มื้อเย็น อย่างน้อย 2 ชั่วโมง
Pharmacokinetics
การเปลี่ยนแปลงยาและการ
ขจัดยา
อาการไม่พึงประสงค์จาก
การใช้ยา
อาการไม่พึงประสงค์จาก
ยาอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา เป็นผลของ
ยามีผลต่อร่างกาย และเป็นผลที่ไม่ได้ต้องการให้
เกิดขึ้น โดยเกิดขึ้นที่ขนาดการใช้ยาปกติ
อาการที่เกิดอาจไม่รุนแรง เช่น ผื่นคัน อาเจียน
ปวดท้อง หรือรุนแรง เช่นแพ้ยาเฉียบพลัน หรือ
มีพิษต่ออวัยวะสำาคัญโดยที่เกิดขี้นอย่างช้าๆเช่น
ต่อตับ ต่อไต
Pharmacodynamics
Drug Interaction
 ข้อควรทราบเกี่ยวกับยา
ยาฉีดไม่ได้ดีกว่ายารับประทานเสมอ
 ไป
          ยาฉีดเป็นยาที่ใช้ในกรณีที่ไม่
สามารถใช้ยารับประทานได้ หรือจะต้องได้รับยา
ในระดับสูงทันทีเท่านั้น เนื่องจากตัวยาจะมีความ
รุนแรงในการรักษามากกว่าและแก้ไขได้ยากหาก
 เกิดการผิดพลาดในการใช้
  ยาแพงไม่ได้ดีกว่าเสมอไป
          ราคาของยาไม่ได้บ่งชี้ถึง
คุณภาพของยา เพราะบางครั้งยาตัวเดียวกันอาจ
ข้อควรทราบเกี่ยวกับ
 ยา
  ยาความแรงสูงไม่ได้เหมาะกับทุกคน
          ยาขนาดความแรงสูงไม่ใช่ยาที่
ดีกว่ายาความแรงน้อยกว่า เพราะถึงแม้ว่าจะใช้
ยาขนาดความแรงสูงแต่ถ้าไม่ใช่ยาที่รักษาได้
ตรงอาการก็ไม่สามารถหายป่วยได้
 
ยาตัวใหม่อาจส่งผลข้างเคียงได้
มากกว่า 
          หลายคนอาจจะคิดว่ายาตัวใหม่
จะสามารถรักษาอาการเจ็บป่วยได้ดีกว่า แต่ใน
สิ่งที่ควรทราบเมื่อต้องใช้ยา
ชื่อยา
ข้อบ่งใช้ของยา
วิธีบริหารยา
ขนาดยาที่ใช้
ระยะเวลาที่ต้องใช้ยา
ผลของยา / ข้อควรระวังในการใช้ยา
การเก็บรักษายา
ข้อควรปฏิบัติเมื่อต้องใช้ยา
เมื่อรับบริการด้านการรักษาพยาบาลทุกครั้ง ทุก
ที่ ควรให้ข้อมูลว่าแพ้ยา หรือแพ้อาหารอะไร
หรือไม่
หากมีประวัติแพ้ยา ให้พกบัตรแพ้ยาที่ทางโรง
พยาบาลออกให้ติดตัวไว้
ข้อควรปฏิบัติเมื่อต้องใช้ยา
อ่านฉลากและคำาแนะนำา ข้อบ่งใช้ให้ละเอียด
ศึกษาวิธีการใช้ยา ปริมาณที่ใช้ และระยะใน
การใช้ยา รวมทั้งตรวจดูวันผลิตและหมดอายุ
ให้ดี เพื่อป้องการใช้ยาหมดอายุ
ปฏิบัติตามคำาแนะนำาในการใช้ยา หรือคำาสั่ง
จากแพทย์และเภสัชกรอย่างเคร่งครัด ไม่ควร
 เพิ่มหรือลดยาเองโดยไม่จำาเป็น
           
ข้อควรปฏิบัติเมื่อต้องใช้ยา
หากเกิดอาการผิดปกติ เช่น มีผื่นขึ้นตามตัว
ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน หายใจลำาบาก ควร
หยุดใช้ยาและแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทันที เพื่อ
 ป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงมากขึ้น
ผู้ที่มีโรคประจำาตัว หญิงตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วง
ให้นมบุตร และผู้ที่เป็นโรคตับ โรคไต ควร
 ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา
ความรู้ทั่วไปเรื่องยา (ภญกนิษฐา) 19/6/58

ความรู้ทั่วไปเรื่องยา (ภญกนิษฐา) 19/6/58