More Related Content
PDF
บทที่3การสืบพันธุ์เจริญเติบโตพืชดอก PDF
Evolution แก้ไขล่าสุดนักเรียน PDF
เอกสารประกอบการสอน เรื่อง พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีดีเอ็นเอ PDF
บทที่ 15 การถ่ายทอดทางพันธุกรรม (2) PDF
Lesson5animalgrowth kr uwichai62 PDF
พันธุศาสตร์และเทคโนโลยีทางDna PDF
PDF
เรื่องพันธุศาสตร์ genetics ตอนที่ 1 What's hot
PDF
PDF
PDF
แบบทดสอบ เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม PDF
PDF
บทที่ 4 โครโมโซมและสารพันธุกรรม PDF
ระบบย่อยอาหาร - Digestive system PDF
การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมตามกฎเมนเดล by pitsanu duangkartok PDF
PDF
การสืบพันธุ์ของพืชดอกโครงสร้างดอก PDF
ใบงานที่ 13 การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส PDF
บทที่ 15 การถ่ายทอดทางพันธุกรรม PDF
เฉลยแบบฝึกหัด17.5โครงสร้างdna PPTX
DOCX
แบบทดสอบก่อนเรียนความหลากหลายทางชีวภาพ PDF
PDF
PDF
ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแอลลีล DOCX
แบบทดสอบ บทที่ 4 ระบบนิเวศ PDF
PDF
Viewers also liked
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
อาณาจักรมอเนอรา โปรติสตา ฟังไจ PPT
PDF
PDF
PDF
PDF
PPT
PPT
PPT
PPTX
PPTX
PPT
PPTX
PDF
Similar to กำเนิดสปีชีส์
PDF
PDF
PDF
เอกสารประกอบการสอน พันธุศาสตร์ PDF
แนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการ PDF
แนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการ PDF
ข้อสอบกลางภาค ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 ชั้น ม.6 PDF
PDF
บฝ.การกำหนดเพศและยีนที่เกี่ยวเนื่องกับเพศ DOCX
PDF
PDF
Lesson4animalrepro kr uwichai62 PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
More from Wan Ngamwongwan
PDF
dnaกับลักษณะทางพันธุกรรมม.5 PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
หน่วยที่2สิ่งมีชีวิตและการดำรงชีวิตบริเวณชายหาด PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PPTX
PDF
กำเนิดสปีชีส์
- 1.
Species ทางชีววิทยา
และ
การเกิด Species ใหม่
ครูฉวีวรรณ นาคบุตร โรงเรียนบ้านสวน(จั่นอนุสรณ์) ชลบุรี
- 2.
นกหัวขวานเขียวป่าไผ่ นกหัวขวานเขียวหัวดา นกหัวขวานเขียวตะโพกแดง
นกในภาพมีลักษณะคล้ายคลึงกัน
แต่จัดว่าเป็นคนละสปีชส์เพราะเหตุใด
ี
ฉวีวรรณ นาคบุตร
- 3.
สปีชส์ (species)
ี หมายถึง กลุ่มสิ่งมีชีวิตที่เรา
เห็นว่ามีความคล้ายคลึงกันมาก ดังเช่น สปีชส์ "พัฟฟิน"
ี
(Puffin) หมายถึง นกกลุมหนึ่งที่พบทั่วไปในแถบแอตแลนติก
่
เหนือ พัฟฟินผสมพันธุในโพรงบนพื้นดิน และมีจะงอยปาก
์
หลายสี ตีนสีสม และมีท่าเดินน่าขบขัน คาอธิบายเช่นนีมี
้ ้
ประโยชน์ แต่นักวิวัฒนาการแยกสิ่งมีชีวิตออกเป็นสปีชีสได้ด้วย ์
วิธีที่ง่ายกว่านี้มาก กล่าวคือ สิ่งมีชีวิตสปีชีสเ์ ดียวกัน จะต้อง
ผสมพันธุ์กนได้และมีลูกด้วยกันได้ พัฟฟินจะผสมกับพัฟฟินด้วย
ั
กันเอง มิใช่กบนกชนิดอื่น เช่น เรเซอร์บิลล์ (razorbill) หรือ
ั
กิลลิมอต (guillemot) ดังนันนกเหล่านี้จึงเป็นนกต่างสปีชีส์
้
ไปจากพัฟฟิน
ฉวีวรรณ นาคบุตร
- 4.
- 5.
- 6.
- 7.
กลไกการแยกทางสืบพันธุ์ก่อนระยะไซโกต
เป็นกลไกที่ป้องกันไม่ให้เซลล์สืบพันธุ์จากสิ่งมีชีวิตต่างสปีชีสกัน
์
ได้มาผสมพันธุ์กัน กลไกเหล่านี้ได้แก่
1. ถิ่นที่อยูอาศัย สิงมีชีวิตต่างสปีชีสกันทีอาศัยในถิ่นที่อยู่
่ ่ ์ ่
ต่างกัน เช่น กบป่า อาศัยอยู่ในแอ่งน้าซึ่งเป็นแหล่งน้าจืดขนาดเล็ก
ส่วนกบบูลฟรอกอาศัยอยูในหนองน้าหรือบึงขนาดใหญ่ที่มีน้า
่
ตลอดปี กบทั้งสองสปีชีสนี้มีลักษณะรูปร่างใกล้เคียงกันมากแต่
์
อาศัยและผสมพันธุ์ในแหล่งน้าที่แตกต่างกันทาให้ไม่มีโอกาสได้จับ
คู่ผสมพันธุกัน์
ฉวีวรรณ นาคบุตร
- 8.
กบป่า (Wood frog;Rana sylvatica )
กบบูลฟรอก (Lithobates catesbeianus)
ฉวีวรรณ นาคบุตร
- 9.
- 10.
3. ช่วงเวลาในการผสมพันธุ์ อาจเป็นวันฤดูกาล หรือ
ช่วงเวลาของการผสมพันธุ์ ตัวอย่างเช่น แมลงหวี่
Drosophila pseudoobscura
มีช่วงเวลาเหมาะสมในการผสมพันธุ์ในตอนบ่าย แต่
Drosophila persimilis จะมีช่วงเวลาที่เหมาะสมใน
ตอนเช้า ทาให้ไม่มีโอกาสในการผสมพันธุ์กันได้
ฉวีวรรณ นาคบุตร
- 11.
4. โครงสร้างของอวัยวะสืบพันธุ์ สิ่งมีชีวิตต่างสปีชีสกนจะมีขนาดและ
์ั
รูปร่างของอวัยวะสืบพันธุ์แตกต่างกันทาให้ไม่สามารถผสมพันธุ์กันได้
เช่น โครงสร้างของดอกไม้บางชนิดมีลักษณะสอดคล้องกับลักษณะของแมลง
หรือสัตว์บางชนิด ทาให้แมลงหรือสัตว์นั้นๆถ่ายละอองเรณูเฉพาะพืชในสปีชีส์
เดียวกันเท่านั้น
โครงสร้างของดอกไม้ที่แตกต่างกัน
ก. กลีบดอกที่มีขนาดเหมาะสมกับชนิดของผึ้งตัวเล็ก
ข. กลีบดอกที่มีขนาดใหญ่ และเกสรตัวผู้ที่ยาวเหมาะสมกับชนิดของผึ้งตัวใหญ่
ฉวีวรรณ นาคบุตร
- 12.
5. สรีรวิทยาของเซลล์สบพันธุ์
ื
เมื่อเซลล์สืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตต่างสปีชส์กันมีโอกาสมาพบกัน แต่ไม่
ี
สามารถปฎิสนธิกันได้ อาจเป็นเพราะอสุจิไม่สามารถอยู่ภายในร่างกายเพศ
เมียได้ หรืออสุจิไม่สามารถสลายสารเคมีที่หุ้มเซลล์ไข่ของสิ่งมีชีวิตต่าง
สปีชส์ได้
ี
ฉวีวรรณ นาคบุตร
- 13.
2. กลไกการแยกทางสืบพันธ์ระยะหลังไซโกต
. กลไกการแบ่งแยกระยะหลังไซโกตเมื่อกลไกการแบ่งแยกในระดับแรกไม่
อาจป้องกันการผสมพันธุ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต 2 สปีชีส์ (hybridization)ไว้ได้
เกิดการผสมข้ามสปีชีสและเกิดลูกผสม (hybrid) ที่เป็นตัวเต็มวัย แต่ยีนโฟลว์
์
ระหว่างสปีชีสทั้ง 2 จะไม่เกิด เพราะไซโกตหรือลูกผสมมีองค์ประกอบของยีน
์
(genome = จีโนม) ไม่สอดคล้องกัน เกิดความผิดปกติขึ้นกับลูกผสมคือ
2. 1. ลูกผสมตายก่อนถึงวัยเจริญพันธุ์ เช่น การผสมพันธุ์
กบ (Rana spp.) ต่างสปีชีสกัน พบว่าจะมีการตายของตัว
์
อ่อนในระยะต่างๆกัน และไม่สามารถ เจริญเติบโตเป็นตัว
เต็มวัยได้
ฉวีวรรณ นาคบุตร
- 14.
2. 2. ลูกผสมเป็นหมัน
เช่น ล่อ เกิดจากการผสมระหว่างม้ากับลา แต่ล่อเป็นหมันไม่สามารถ
ให้กาเนิดลูกในรุ่นต่อไปได้
ม้า ลา ล่อ
ฉวีวรรณ นาคบุตร
- 15.
ม้ามีโครโมโซมจานวน 64โครโมโซม ส่วนลามีจานวน
โครโมโซม 62 โครโมโซม นักเรียนคิดว่าล่อควรมีจานวนโครโมโซม
เท่าใด และเพราะเหตุใดล่อจึงเป็นหมัน
ล่อเกิดจากเซลล์สืบพันธุ์ของม้าที่มีจานวน
ตอบ 32 โครโมโซม และเซลล์สบพันธุ์ของลาที่มี
ื
จานวน 31 โครโมโซม ดังนั้นล่อจะมี
โครโมโซม 63 โครโมโซม ล่อเป็นหมัน
เพราะในการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสเพื่อสร้าง
เซลล์สืบพันธุ์ โครโมโซมของม้ากับลาจะไม่
มาเข้าคู่กัน ทาให้ได้เซลล์สืบพันธุ์ทผิดปกติ
ี่
ฉวีวรรณ นาคบุตร
- 16.
- 17.
2.3. ลูกผสมล้มเหลว
เช่น การผสมระหว่างดอกทานตะวัน(Layia spp.) 2 สปีชีส์
พบว่า ลูกผสมที่เกิดขึ้นสามารถเจริญเติบโต และให้ลูกผสมในรุ่น
F1 ได้ แต่ในรุ่น F2 เริ่มอ่อนแอและเป็นหมันประมาณร้อยละ 80
และ จะปรากฏเช่นนี้ในรุ่นต่อๆไป
ฉวีวรรณ นาคบุตร
- 18.
- 19.
การเกิดสปีชสใหม่ี ์
สิ่งมีชีวิตสปีชีส์เดียวกันเมื่อแบ่งกันอยู่เป็นกลุ่มย่อยๆ
ด้วยสาเหตุจากสภาพภูมิศาสตร์หรือเหตุใดๆก็ตามแล้ว มี
ผลให้เกิดการผสมพันธุ์เฉพาะภายในกลุ่ม ไม่ผสมพันธุ์ข้าม
กลุ่มซึ่งอาจมีผลมาจากการปรับเปลียนพฤติกรรมในการ
่
สืบพันธุ์ การหาอาหารและอื่นๆ กรณีนี้ ลักษณะของ
สิ่งมีชีวิตในประชากรแต่ละกลุ่มจะเปลี่ยนไปจนกลายเป็น
สปีชีสใหม่ขึ้น เมื่อกลับมารวมกันอีกครั้งก็ไม่ผสมพันธุ์กัน
์
หรือผสมพันธ์อาจได้ลูกที่เป็นหมัน
ฉวีวรรณ นาคบุตร
- 20.
ฉวีวรรณ นาคบุตร
1. การเกิดสปีชสใหม่จากการแบ่งแยกทางภูมศาสตร์
ี ์ ิ
กลไกการเกิดสปีชีสใหม่ลักษณะนี้ เกิดจากประชากรดั้งเดิมในรุ่น
์
บรรพบุรุษที่เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เมื่อมีอุปสรรคมาขวางกั้น
เช่น ภูเขา แม่น้า ทะเล เป็นต้น ทาให้ประชากรในรุ่นบรรพบุรุษที่เคย
อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เกิดการแบ่งแยกออกจากกันเป็นประชากร
ย่อยๆและไม่ค่อยมีการถ่ายเทเคลื่อนย้ายยีนระหว่างกัน ประกอบกับ
ประชากรแต่ละแห่งต่างก็มีการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบทางพันธุกรรม
ไปตามทิศทางการคัดเลือกโดยธรรมชาติจนกระทั่งเกิดเป็นสปีชีสใหม่ ์
- 21.
- 22.
การเกิดสปีชีสใหม่ในลักษณะแบบนี้เป็นกระบวนการค่อยเป็นค่อยไป
์
อาจใช้เวลานานนับเป็นพัน ๆ หรือล้าน ๆ รุ่น เช่น กระรอก 2
สปีชีสในรัฐอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกัน
์
มาก แต่พบว่าอาศัยอยู่บริเวณขอบเหว แต่ละด้านของแกรนด์แคนยอน
ซึ่งเป็นหุบผาที่ลึกและกว้าง นักชีววิทยาเชื่อกันว่ากระรอก 2 สปีชีสนี้
์
เคยอยูในสปีชีสเ์ ดียวกันมาก่อน ที่จะเกิดการแยกของแผ่นดินขึ้น
่
ฉวีวรรณ นาคบุตร
- 23.
- 24.
- 25.
- 26.
- 27.
การเกิดสปีชีสใหม่ลักษณะนี้เห็นได้ชัดเจนใน
์
วิวัฒนาการของพืช เช่น การเกิดพอลิพลอยดี
ของพืชในการเพิ่มจานวนชุดของโครโมโซม
พอลิพลอยดีเกิดจากความผิดปกติของกระบวนการแบ่งเซลล์
แบบไมโอซิสในการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ ทาให้เซลล์สืบพันธุ์
มีจานวนโครโมโซม 2 ชุด (2n) เมื่อเซลล์สบพันธุ์นี้เกิดการ
ื
ปฏิสนธิจะได้ไซโกตที่มีจานวนโครโมโซมมากกว่า 2 ชุด
เช่น มีโครโมโซม 3 ชุด (3n) หรือมีโครโมโซม 4 ชุด (4n)
เป็นต้น การเกิดพอลิพลอยดีอาจเกิดจากสิ่งมีชีวิตสปีชีสเ์ ดียวกัน
หรือสิ่งมีชีวิตต่างสปีชีสกัน
์
ฉวีวรรณ นาคบุตร
- 28.
- 29.
ผักกาดแดง กะหล่าปลี
รุ่น P (18 โครโมโซม) (18 โครโมโซม)
รุ่น F1
ลูกผสม
เซลล์สืบพันธุ์ 36 โครโมโซม
} 18 โครโมโซม
(ผักกาดแดง 9
กะหล่าปลี 9)
18 โครโมโซม (ผักกาดแดง 18 กะหล่าปลี 18) เซลล์สืบพันธุ์
(ผักกาดแดง 9 18 โครโมโซม
กะหล่าปลี 9) (ผักกาดแดง 9
รุ่น F2 กะหล่าปลี 9)
ลูกผสม
การเกิดพอลิพลอยดีในสิ่งมีชีวิตต่างสปีชีส์กัน
ฉวีวรรณ นาคบุตร
- 30.
คาร์ปิเชงโกนักพันธุศาสตร์ชาวรัสเซียซึ่งได้ผสมพันธุผักกาดแดง ซึ่ง
์
มีจานวนโครโมโซม 18 โครโมโซม (2n = 18)
กับกระหล่าปลีซึ่งมีจานวนโครโมโซม 18 โครโมโซม (2n = 18)
เท่ากัน พบว่าลูกผสมที่เกิดขึ้นในรุ่น F1 มีขนาดแข็งแรง
แต่ไม่สามารถผสมพันธุ์ต่อไปได้ แต่ลูกผสมในรุ่น F1 บางต้นสามารถ
ผสมพันธุ์กันและได้ลูกผสมในรุ่น F2 ซึ่งมีโอกาสเกิดได้น้อยมาก
เมื่อนาลูกผสมในรุ่น F2 มาตรวจดูโครโมโซมพบว่ามีจานวนโครโมโซม
36 โครโมโซม (2n = 36) และไม่เป็นหมัน
ฉวีวรรณ นาคบุตร
- 31.
ถึงแม้ว่าการเกิดสปีชีสใหม่แบบพอลิพลอยดีในสัตว์จะพบได้
์
น้อยกว่าในพืช แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้
อย่างไรก็ตามยังมีกลไกอื่นอีกที่สามารถทาให้สัตว์เกิดสปีชีส์
ใหม่ แม้ว่าจะยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกับบรรพบุรุษ เช่น การ
เปลี่ยนแปลงยีนเพียงไม่กี่ยีนในตัวต่อซึ่งเป็นแมลงช่วยในการผสม
เกสรของพืชพวกมะเดื่อ ทาให้ตัวต่อที่มียีนเปลี่ยนแปลง เลือกไป
อาศัยอยู่ในต้นมะเดื่อสปีชีส์ใหม่ทาให้ไม่มีโอกาสได้พบและผสมกับ
ตัวต่อประชากรเดิม แต่จะได้พบและผสมกับตัวต่อที่มียีน
เปลี่ยนแปลงเหมือนกัน จนกระทั่งเกิดตัวต่อ 2 สปีชีสที่อาศัยอยู่
์
ในบริเวณเดียวกันในที่สุด
ฉวีวรรณ นาคบุตร
- 32.
- 33.
- 34.
การดื้อสารฆ่าแมลง
มนุษย์ใช้สารเคมีกาจัดแมลงกันมานาน แม้ว่า
สารเคมีที่ใช้จะได้ผล แต่ความเป็นพิษของสารเคมียังตกค้าง
อยู่ในสภาพแวดล้อมและก่อให้เกิดปัญหาทางด้านมลพิษ
อย่างมาก การใช้ยาฆ่าแมลงครั้งแรกอาจกาจัดแมลงได้ผล
แมลงตายเกือบหมด แต่แมลงบางตัวมียีนต้านทานต่อสาร
ฆ่าแมลงจะมีชีวิตรอดและให้กาเนิดลูกหลานที่มียีนต้านทาน
ต่อสารฆ่าแมลงในประชากรมากขึ้น ทาให้แมลงดื้อยา
จนต้องเปลี่ยนชนิดของยาฆ่าแมลงใหม่
ฉวีวรรณ นาคบุตร
- 35.
การดื้อยาปฏิชวนะ ี
การใช้ยาปฏิชีวนะทาให้แบคทีเรียบางสายพันธุ์ตายไป
บางสายพันธุสามารถต้านทานได้ และมีชีวิตอยู่รอดและสืบทอด
์
ไปยังรุ่นต่อไปเจริญขึ้นมาแทนที่ ทาให้มีการดื้อต่อยาปฏิชีวนะ
เพิ่มขึ้น นักวิทยาศาสตร์จึงต้องคิดยาตัวใหม่ขึ้น ในขณะเดียวกัน
กับที่แบคทีเรียมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางพันธุกรรมใน
ประชากรให้ต้านทานยาปฏิชีวนะด้วยเช่นกัน การดื้อยานอกจาก
จะเกิดในระหว่างที่มีการใช้ยาปฏิชีวนะรักษาโรคแล้ว ยังเกิดจาก
การได้รบยาปฏิชีวนะที่ติดมากับอาหารได้อีกด้วย
ั
ฉวีวรรณ นาคบุตร
- 36.
- 37.
- 38.
นักเรียนคิดว่าควรปฏิบัติตนอย่างไรเพื่อป้องกันการดื้อยาของ
แบคทีเรีย
รับประทานยาปฏิชีวนะให้ครบตามที่แพทย์สั่งเพื่อป้องกันการดื้อยา
ตอบ
ของแบคทีเรีย
นักเรียนคิดว่าการดื้อยาของแบคทีเรียเป็นกลไกการ
เกิดวิวัฒนาการหรือไม่ เพราะเหตุใด
ตอบ เป็น เนื่องจากแบคทีเรียที่ไม่มียีนต้านทานต่อยาปฏิชีวนะจะตายไป
ขณะที่แบคทีเรียที่มียีนต้านทานยาปฏิชีวนะจะยังคงมีชีวิตอยู่และสืบ
ทอดลักษณะดังกล่าวนี้ไปยังรุนต่อๆไป ทาให้แบคทีเรียมีลักษณะ
่
ที่เปลี่ยนแปลงไป หรือเกิดวิวัฒนาการ ฉวีวรรณ นาคบุตร
- 39.