อาณาจักรสิ่งมีชีวิต
ตอน อาณาจักรฟังไจ
(Kingdom Fungi)
อาณาจักรฟังไจ (Kingdom Fungi)
หมายถึงสิ่งมีชีวิตพวกเห็ดรา ตัวอย่างเช่น ราขนมปัง ยีสต์ ราเขียว ราดา เห็ด
ต่าง ๆ มีบทบาทสาคัญในระบบนิเวศโดยทาหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลายอินทรีย์สาร
ทาให้มีการหมุนเวียนในระบบนิเวศ
กำเนิดฟังไจ
มีการค้นพบหลักฐานซากดึกดาบรรพ์ของฟังไจที่มีอายุมาก
ที่สุดประมาณ 460 ล้านปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดี่ยวกับที่พืชเริ่มมี
วิวัฒนาการมาดารงชีวิตบนบก อีกทั้งซากดึกดาบรรพ์ของพืชมี
เนื้อเยื่อลาเลียงในช่วงปลายยุคซิลูเรียนนั้นพบว่ามี ไมคอร์ไร
ซา (mycorrhizae) ที่กลายเป็นซากดึกดาบรรพ์อยู่ด้วย ดังนั้นอาจ
ว่าพืชได้ถือกาเนิดมาบนพื้นดินในระยะเวลาใกล้เคียงกันกับฟังไจ จาก
การวิเคราะห์ลาดับเบสของฟังไจ พบว่าฟังไจ
ประกอบด้วย 4 ไฟลัม โดยพบว่าฟังไจมีความสัมพันธ์ทาง
วิวัฒนาการที่ใกล้ชิดกับสัตว์มากกว่าพืช
ลักษณะของสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรฟังไจ
 1. เซลล์เป็นแบบ Eucaryotic cell มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส
 2. ไม่มีคลอโรฟิลล์ ดารงชีวิตเป็นผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ที่เน่าเปื่อย
 3. โครงสร้างของเซลล์เป็นเซลล์แบบยูคาริโอต มีผนังเซลล์คล้ายพืช (มีองค์ประกอบเป็น
เซลลูโลสและไคทิน) แต่ไม่มีคลอโรฟิลล์ ดังนั้นสร้างอาหารเองไม่ได้ดารงชีวิตแบบปรสิตหรือ
แบบภาวะ
มีการย่อยสลาย หรือบางชนิดอยู่ร่วมกับสาหร่ายที่ต้องพึ่งพา(ไลเคน)
 4. มีทั้งเซลล์เดียวและเป็นเส้นใยเล็กเรียกว่าไฮฟา (Hypha) รวมกลุ่ม เรียกว่าขยุ้มรา (mycelium)
ลักษณะของเส้นใยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด
4.1 เส้นใยมีผนังกั้น (Septate hypha)
4.2 เส้นใยที่ไม่มีผนังกั้น (Nonseptatehypha or coencytic hypha)
 5. ส่วนใหญ่สืบพันธุ์โดยการสร้างสปอร์
การสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรฟังไจ
 1. Fragmentation เกิดจากเส้นใยหักเป็นส่วน ๆแต่ละส่วนเรียก oidia สามารถเจริญเป็นเส้นใย
ใหม่ได้
 2. Budding การแตกหน่อ เป็นการที่เซลล์แบ่งออกเป็นหน่อขนาดเล็กและนิวเคลียสของเซลล์แม่
แบ่งออกเป็นสองนิวเคลียสนิวเคลียสอันหนึ่งจะเคลื่อนย้ายไปเป็นนิวเคลียสของหน่อ เมื่อหน่อ
เจริญเต็มที่จะคอดเว้าขาดจากกัน หน่อที่หลุดออกมาจะเจริญต่อไปได้ เรียกหน่อที่ได้นี้ว่า
Blastosporeพบการสืบพันธุ์แบบนี้ในยีสต์ทั่วไป
 3. Fission การแบ่งตัวออกเป็น 2 ส่วน แต่ละเซลล์จะคอดเว้าตรงกลางและหลุดออกจากกันเป็น
2 เซลล์พบในยีสต์บางชนิดเท่านั้น
 4. การสร้างสปอร์แบบไม่อาศัยเพศ เป็นการสืบพันธุ์แบบไม่มีเพศที่พบมากที่สุดสปอร์แต่ละ
ชนิดจะมีชื่อและวิธีสร้างที่แตกต่างกันไป
สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรนี้ แบ่งเป็น 4 ไฟลัม
 1. ไฟลัมไซโกไมโคตา (Phylum Zygomycota)
 2. ไฟลัมแอสโคไมโคตา (Phylum Ascomycota)
 3. ไฟลัมเบสิดิโอไมโคตา (Phylum Basidiomycota)
 4. ไฟลัมดิวเทดโรไมโคตา (Phylum Deuteromycota)
ไฟลัมไซโกไมโคตา (Phylum Zygomycota)
ไฟลัมไซโกไมโคตา (Phylum Zygomycota)
ราที่มีวิวัฒนาการต่าสุด
ลักษณะ
1. เซลล์เดี่ยวเจริญอยู่ในน้า บนบก และซากพืชซากสัตว์
2. เส้นใยชนิดไม่มีผนังกั้น
3. ต้องการความชื้น
4. ดารงชีวิตแบบปรสิต(Parasite) และผู้ย่อยสลาย (saprophyte)
5. การสืบพันธุ์
- แบบไม่อาศัยเพศ สร้างสปอร์ เรียกว่า sporangiospore
- แบบอาศัยเพศ สร้างสปอร์ เรียกว่า zygospore
ประโยชน์
1. Rhizopus oryzae ผลิตแอลกอฮอล์
2. R. nigricans ผลิตกรดฟูตริก
โทษ
ทาให้เกิดโรคในพืชและสัตว์
ภาพแสดงวงชีวิตของ Zygomycetes
ดิวิชันแอสโคไมโคตา (Ascomycota)
ไฟลัมแอสโคไมโคตา (Phylum Ascomycota)
Ascomycota จัดเป็นไฟลัมที่ใหญ่ที่สุด จากข้อมูลในปี พ . ศ . 2544 พบว่า Ascomycetes
มีถึง 32,267 ชนิด (species),
ลักษณะ
1. เซลล์เดียว ได้แก่ ยีสต์นอกนั้นเป็นพวกมีเส้นใยมีผนังกั้นและเป็นราคล้ายถ้วย (cup fungi)
2. ดารงชีวิตบนบก
3. การสืบพันธุ์
- แบบไม่อาศัยเพศ สร้างสปอร์เรียกว่า conidia ที่ปลายไฮฟา ส่วนยีสต์จะแตกหน่อ
- แบบอาศัยเพศ สร้างสปอร์ ที่มีชื่อว่า ascospore อยู่ในถุงเรียกว่า ascus
ประโยชน์
1. Saccharomyces cerevisiae ใช้ผลิตแอลกอฮอล์และมีโปรตีนสูง
2. Monascus sp. ใช้ผลิตข้าวแดงและเต้าหู้ยี้
โทษ เกิดโรคกับคนและสัตว์
Phylum Ascomycota
แบ่งออกเป็น
 I Class Archiascomycetes
 II Order Saccharomycetales the ascomycetous yeasts
 III Filamentous Ascomycetes Order Eurotiales and related species
 IV Pyrenomycetes Ascomycetes with perithecia
 V Ascomycetes with apothecia (Discomycetes)
 VI Ascomycetes with ascostroma (Loculoascomycetes)
 VII Other Ascomycetes Order Erysiphales
ภาพแสดงวงชีวิตของ Ascomycetes
ไฟลัมเบสิดิโอไมโคตา (Phylum Basidiomycota)
ไฟลัมเบสิดิโอไมโคตา (Phylum Basidiomycota)
สร้างเบสิดิโอสปอร์(basidiospores)ได้แก่ เห็ดที่กินเป็นอาหารได้และมี
ความสาคัญทางเศรษฐกิจ ตัวอย่าง เห็ดฟาง (volvariclla volvacea) เห็ดหอม
(Lentinula edodes) เห็ดหูหนู เห็ดนางรม เห็ดเป๋ าฮื้อ เห็ดแชมปิญอง เห็ดกระดุม
เป็นฟังไจที่มีความสาคัญมากกลุ่มหนึ่ง ทั้งในแง่ที่มีประโยชน์ และในแง่ที่มีโทษก่อ
ความเสียหายร้ายแรง เช่น ราสนิมและราเขม่า ก่อความเสียหายให้กับผลผลิตได้
ตัวอย่างฟังไจใน Phylum นี้เช่น เห็ดรังนก เห็ดร่างแห เห็ดหิ้ง เห็ดปะการัง
ลักษณะ
1. เส้นใยมีผนังกั้นและรวมตัวอัดแน่นเป็นแท่งคล้ายลาต้น เช่น ดอกเห็ด
2. การสืบพันธุ์
- แบบไม่อาศัยเพศ สร้างสปอร์เรียกว่า codiosporeใน conidia
- แบบอาศัยเพศ สร้างสปอร์ที่สร้างโดยอาศัยเพศสร้างบนอวัยวะคล้ายกระบองหรือเบสิ
เดียม (basidium) เรียกว่า แบสิดิโอสปอร์ (basidiospore)
ประโยชน์ ใช้เป็นแหล่งอาหาร
โทษ
1. ทาให้เกิดโรคในพืช เช่น ราสนิม ราเขม่า
2. เห็ดรา มีสารพิษเข้าทาลายระบบประสาท ทางเดินอาหาร ตับ หัวใจ
ฟังไจในไฟลัม Basidiomycota ที่สำคัญ
ได้แก่ Order / กลุ่ม ดังนี้
 Order Agaricales
 Order Gasteromycetes
 Order Aphyllophorale
 Order Uredinales
 Order Ustilaginales
 Order basidiomycetous yeast
ภำพแสดงวงชีวิตของ Basidiomycetes
ไฟลัมดิวเทดโรไมโคตา (Phylum Deuteromycota)
เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า fungi imperfecti หมายถึง กลุ่มของราหลายชนิดที่ไม่พบว่ามีการสืบพันธุ์แบบ
อาศัยเพศได้แก่ ราที่นามาผลิตเพนิซิลลิน(Penicilium sp.) ราที่ใช้ผลิตกรดซิตริก (Aspergilus niger) รวมทั้งรา
ที่ใช้ผลิตเนยแข็ง ราที่ทาให้เกิดโรคกลากเกลื้อน เท้าเปื่อย
ลักษณะ
1. เส้นใยมีผนังกั้น
2. สืบพันธุ์ไม่แบบอาศัยเพศเท่านั้น โดยสร้างสปอร์ที่เรียกว่า โคนิเดีย (conidia) จึงเรียกราในกลุ่มนี้ว่า
Fungi Imperfecti
3. แต่หากเมื่อใดมีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศจะไปอยู่ใน Ascomycetes และ Basidiomycetes
ประโยชน์
1. Penicillium chrysogernum ใช้ผลิตยาปฏิชีวนะเพนิซิลลิน
2. Aspergillus wendtii ใช้ผลิตเต้าเจี้ยว
3. A. oryzae ใช้ผลิตเหล้าสาเก
โทษ
1. ทาให้เกิดโรคในพืช 2. สร้างสารพิษ 3. ทาให้เกิดโรคในคน เช่น กลาก โรคเท้าเปื่อยหรือฮ่องกงฟุต
บทบำทหน้ำที่ของฟังไจ
- ฟังไจดารงชีวิตเป็นผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ ทาให้เกิดการหมุนเวียนของสาร
คาร์บอน ไนโตรเจนและสารอื่นๆในระบบนิเวศในปัจจุบันได้นาฟังไจมาใช้ประโยชน์ทางการค้า
และเศรษฐกิจหลายอย่าง เช่น นาไปใช้ย่อยสลายขยะมูลฝอยและสารอินทรีย์ต่างๆและยังนาสาร
บางอย่างที่ยังมีประโยชน์นากลับมาใช้ใหม่ นอกจากนี้ยังมีการเพาะและนาเห็ดหลายชนิดมา
ประกอบอาหาร
เช่น เห็ดฟาง เห็ดหูหนู เห็ดนางฟ้า เห็ดหอม เห็ดเป๋ าฮื้อ เป็นต้น
- ทางด้านอุตสาหกรรมได้นายีสต์มาใช้ทาขนมปังและผลิตเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หลาย
ชนิด เช่น เบียร์และไวน์
รวมทั้งผลิตอาหารเสริมเพื่อเพิ่มวิตามิน B_12 และผลิตกรดซิตริกจากรา Aspergillusniger ทาง
การแพทย์ได้นาราเพนิซิลเลียม (Penicillium sp.) มาผลิตเป็นจยาปฏิชีวนะเพนิซิลลิน เพื่อใช้รักษา
โรคที่เกิดจากแบคทีเรีย
- ฟังไจไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ที่เป็นปรสิตก่อให้เกิดโรคต่างๆในพืช เช่น โรคไหม้ในมันฝ
รัง โรคราน้าค้างในองุ่น โรคราสนิม เป็นต้น ราแอสเพอจิลลัส (Aspergillus flavus) ที่
พบในเมล็ดถั่วและธัญพืชจะสร้างสารพิษอะฟลาทอกซิน (aflatoxin) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
ถ้าสะสมในร่างกายมากๆทาให้เกิดโรคมะเร็งในตับได้ ฟังไจบางชนิดสามารถนาสารพิษมา
ผลิตทอกซอยด์ (toxoid) ใช้ในการรักษาโรคความดันเลือดสูง
- ในคนและสัตว์มี่ฟังไจเป็นปรสิตและทาให้เกิดโรคประมาณ 50 สปีซีส์เท่านั้น แต่มีขอบเขต
และความรุนแรงของโรคที่กว้าง เช่น โรคราที่เท้า โรคราที่ปอดหรือเชื้อราที่เข้าไป
เจริญเติบโตในสมองซึ่งมีความรุนแรงถึงตายได้
*** นอกจากนี้ รายังมีผลต่อเศรษฐกิจโดยการทาให้อาหารและผลไม้เน่าเสีย และ
ทาลายเครื่องใช้อุปกรณ์และสิ่งปลูกสร้างที่ทาจากไม้โดยเฉพาะในบริเวณเขตร้อนชื้น ซึ่ง
เป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของฟังไจ
ฟังไจที่ให้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม
 P. roquefortiและ P. camembertiใช้ปนกับเนย ทาให้รสชาติและคุณภาพดี
 Aspergilluswendtii ใช้ในการทาเต้าเจี้ยว
 A. oryzae ใช้ทาเหล้า กระแช่ อุ ฯลฯ
 A. niger ใช้ผลิตกรดซิตริก
 Saccharomyces cerevisiae( Yeast ) ใช้หมักเหล้า เบียร์ และการทาขนมปงัฯลฯ
 S. carlsbergensisใช้ทาอุตสาหกรรมเหล้า เบียร์
 S. rouxii ใช้ผลิตซีอิ๊ว
 Candida milleriใช้ทาขนมปัง
 Rhizopus nigricans ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตกรดฟูมาริก
 R. oryzae ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตแอลกอฮอล์
 -R. nodusus ใช้ผลิตกรดแลกติก
 Gibberillafujikuroi ใช้ผลิตฮอร์โมนพืช คือ Gibberillinเร่งการเจริญของพืช
ฟังไจที่เป็นโทษ
 Aspergillus fumigatus ทาให้เกิดการติดเชื้อในปอด
 Phytophthora infestans ทาให้เกิดโรคที่มันฝรั่ง
 Clavicep purpleea ทาให้เกิดโรคแก่ข้าวไรน์ สร้างสารพิษ ชื่อ Exotoxin ต่อคนและสัตว์
 Plasmopara viticola ทาให้เกิดโรคราน้าค้างกับองุ่น
 Albugo candida ทาให้เกิดโรคราสนิมกับกะหล่า
 Trichophyton rubrum ทาให้เกิดเล็บกุด
 Epidermophyton sp. ทาให้เกิดโรคง่ามนิ้วมือเปื่อย
 Microsporum audouinii ทาให้เกิดกลาก
 Aspergillus flavus ผลิตสารพิษชื่อ Aflatoxin ชอบอยู่ตามถั่ว และธัญพืชบางชนิด ทาให้เกิดโรคมะเร็งที่ตับ
 Amanitia muscaria มีสารพิษ muscarine กระตุ้นการทางานของระบบประสาทพาราซิมพาเธติคซึ่งเป็น
ระบบประสาทอัตโนมัติ ทาให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน รูม่านตาหดแคบอุจจาระร่วง หายใจไม่สะดวก
 Amanitia phalloides มีสารพิษ amanitin ทาลายเซลล์ของอวัยวะต่าง ๆ ได้ดี โดยเฉพาะตับ หัวใจและไต
ทาให้เกิดอาการอาเจียนอย่างรุนแรงและอุจจาระร่วง ต่อมาเกิดเป็นตะคริว ความดันโลหิตลดต่าและตาย
ในที่สุด
 Melassezia furfur ทาให้เกิดเกลื้อน
 Symchytrium endobioticum ทาให้มะละกอแคระแกรน
 Pythium aphanidermatum ทาให้เกิดการเน่าของรากและลาต้นของมะละกอ
 Pseudallescheria boydii ทาให้เกิดเชื้อราในสมอง รักษาโดยใช้ยาโวริโคนา (Voricona)
 Candida albicans ทาให้เกิดโรคในคน

อาณาจักรฟังไจ

  • 1.
  • 2.
    อาณาจักรฟังไจ (Kingdom Fungi) หมายถึงสิ่งมีชีวิตพวกเห็ดราตัวอย่างเช่น ราขนมปัง ยีสต์ ราเขียว ราดา เห็ด ต่าง ๆ มีบทบาทสาคัญในระบบนิเวศโดยทาหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลายอินทรีย์สาร ทาให้มีการหมุนเวียนในระบบนิเวศ
  • 3.
    กำเนิดฟังไจ มีการค้นพบหลักฐานซากดึกดาบรรพ์ของฟังไจที่มีอายุมาก ที่สุดประมาณ 460 ล้านปีซึ่งเป็นช่วงเวลาเดี่ยวกับที่พืชเริ่มมี วิวัฒนาการมาดารงชีวิตบนบก อีกทั้งซากดึกดาบรรพ์ของพืชมี เนื้อเยื่อลาเลียงในช่วงปลายยุคซิลูเรียนนั้นพบว่ามี ไมคอร์ไร ซา (mycorrhizae) ที่กลายเป็นซากดึกดาบรรพ์อยู่ด้วย ดังนั้นอาจ ว่าพืชได้ถือกาเนิดมาบนพื้นดินในระยะเวลาใกล้เคียงกันกับฟังไจ จาก การวิเคราะห์ลาดับเบสของฟังไจ พบว่าฟังไจ ประกอบด้วย 4 ไฟลัม โดยพบว่าฟังไจมีความสัมพันธ์ทาง วิวัฒนาการที่ใกล้ชิดกับสัตว์มากกว่าพืช
  • 4.
    ลักษณะของสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรฟังไจ  1. เซลล์เป็นแบบEucaryotic cell มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส  2. ไม่มีคลอโรฟิลล์ ดารงชีวิตเป็นผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ที่เน่าเปื่อย  3. โครงสร้างของเซลล์เป็นเซลล์แบบยูคาริโอต มีผนังเซลล์คล้ายพืช (มีองค์ประกอบเป็น เซลลูโลสและไคทิน) แต่ไม่มีคลอโรฟิลล์ ดังนั้นสร้างอาหารเองไม่ได้ดารงชีวิตแบบปรสิตหรือ แบบภาวะ มีการย่อยสลาย หรือบางชนิดอยู่ร่วมกับสาหร่ายที่ต้องพึ่งพา(ไลเคน)  4. มีทั้งเซลล์เดียวและเป็นเส้นใยเล็กเรียกว่าไฮฟา (Hypha) รวมกลุ่ม เรียกว่าขยุ้มรา (mycelium) ลักษณะของเส้นใยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด 4.1 เส้นใยมีผนังกั้น (Septate hypha) 4.2 เส้นใยที่ไม่มีผนังกั้น (Nonseptatehypha or coencytic hypha)  5. ส่วนใหญ่สืบพันธุ์โดยการสร้างสปอร์
  • 5.
    การสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรฟังไจ  1. Fragmentationเกิดจากเส้นใยหักเป็นส่วน ๆแต่ละส่วนเรียก oidia สามารถเจริญเป็นเส้นใย ใหม่ได้  2. Budding การแตกหน่อ เป็นการที่เซลล์แบ่งออกเป็นหน่อขนาดเล็กและนิวเคลียสของเซลล์แม่ แบ่งออกเป็นสองนิวเคลียสนิวเคลียสอันหนึ่งจะเคลื่อนย้ายไปเป็นนิวเคลียสของหน่อ เมื่อหน่อ เจริญเต็มที่จะคอดเว้าขาดจากกัน หน่อที่หลุดออกมาจะเจริญต่อไปได้ เรียกหน่อที่ได้นี้ว่า Blastosporeพบการสืบพันธุ์แบบนี้ในยีสต์ทั่วไป  3. Fission การแบ่งตัวออกเป็น 2 ส่วน แต่ละเซลล์จะคอดเว้าตรงกลางและหลุดออกจากกันเป็น 2 เซลล์พบในยีสต์บางชนิดเท่านั้น  4. การสร้างสปอร์แบบไม่อาศัยเพศ เป็นการสืบพันธุ์แบบไม่มีเพศที่พบมากที่สุดสปอร์แต่ละ ชนิดจะมีชื่อและวิธีสร้างที่แตกต่างกันไป
  • 6.
    สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรนี้ แบ่งเป็น 4ไฟลัม  1. ไฟลัมไซโกไมโคตา (Phylum Zygomycota)  2. ไฟลัมแอสโคไมโคตา (Phylum Ascomycota)  3. ไฟลัมเบสิดิโอไมโคตา (Phylum Basidiomycota)  4. ไฟลัมดิวเทดโรไมโคตา (Phylum Deuteromycota)
  • 7.
    ไฟลัมไซโกไมโคตา (Phylum Zygomycota) ไฟลัมไซโกไมโคตา(Phylum Zygomycota) ราที่มีวิวัฒนาการต่าสุด ลักษณะ 1. เซลล์เดี่ยวเจริญอยู่ในน้า บนบก และซากพืชซากสัตว์ 2. เส้นใยชนิดไม่มีผนังกั้น 3. ต้องการความชื้น 4. ดารงชีวิตแบบปรสิต(Parasite) และผู้ย่อยสลาย (saprophyte) 5. การสืบพันธุ์ - แบบไม่อาศัยเพศ สร้างสปอร์ เรียกว่า sporangiospore - แบบอาศัยเพศ สร้างสปอร์ เรียกว่า zygospore ประโยชน์ 1. Rhizopus oryzae ผลิตแอลกอฮอล์ 2. R. nigricans ผลิตกรดฟูตริก โทษ ทาให้เกิดโรคในพืชและสัตว์
  • 8.
  • 9.
    ดิวิชันแอสโคไมโคตา (Ascomycota) ไฟลัมแอสโคไมโคตา (PhylumAscomycota) Ascomycota จัดเป็นไฟลัมที่ใหญ่ที่สุด จากข้อมูลในปี พ . ศ . 2544 พบว่า Ascomycetes มีถึง 32,267 ชนิด (species), ลักษณะ 1. เซลล์เดียว ได้แก่ ยีสต์นอกนั้นเป็นพวกมีเส้นใยมีผนังกั้นและเป็นราคล้ายถ้วย (cup fungi) 2. ดารงชีวิตบนบก 3. การสืบพันธุ์ - แบบไม่อาศัยเพศ สร้างสปอร์เรียกว่า conidia ที่ปลายไฮฟา ส่วนยีสต์จะแตกหน่อ - แบบอาศัยเพศ สร้างสปอร์ ที่มีชื่อว่า ascospore อยู่ในถุงเรียกว่า ascus
  • 10.
    ประโยชน์ 1. Saccharomyces cerevisiaeใช้ผลิตแอลกอฮอล์และมีโปรตีนสูง 2. Monascus sp. ใช้ผลิตข้าวแดงและเต้าหู้ยี้ โทษ เกิดโรคกับคนและสัตว์
  • 11.
    Phylum Ascomycota แบ่งออกเป็น  IClass Archiascomycetes  II Order Saccharomycetales the ascomycetous yeasts  III Filamentous Ascomycetes Order Eurotiales and related species  IV Pyrenomycetes Ascomycetes with perithecia  V Ascomycetes with apothecia (Discomycetes)  VI Ascomycetes with ascostroma (Loculoascomycetes)  VII Other Ascomycetes Order Erysiphales
  • 12.
  • 13.
    ไฟลัมเบสิดิโอไมโคตา (Phylum Basidiomycota) ไฟลัมเบสิดิโอไมโคตา(Phylum Basidiomycota) สร้างเบสิดิโอสปอร์(basidiospores)ได้แก่ เห็ดที่กินเป็นอาหารได้และมี ความสาคัญทางเศรษฐกิจ ตัวอย่าง เห็ดฟาง (volvariclla volvacea) เห็ดหอม (Lentinula edodes) เห็ดหูหนู เห็ดนางรม เห็ดเป๋ าฮื้อ เห็ดแชมปิญอง เห็ดกระดุม เป็นฟังไจที่มีความสาคัญมากกลุ่มหนึ่ง ทั้งในแง่ที่มีประโยชน์ และในแง่ที่มีโทษก่อ ความเสียหายร้ายแรง เช่น ราสนิมและราเขม่า ก่อความเสียหายให้กับผลผลิตได้ ตัวอย่างฟังไจใน Phylum นี้เช่น เห็ดรังนก เห็ดร่างแห เห็ดหิ้ง เห็ดปะการัง
  • 14.
    ลักษณะ 1. เส้นใยมีผนังกั้นและรวมตัวอัดแน่นเป็นแท่งคล้ายลาต้น เช่นดอกเห็ด 2. การสืบพันธุ์ - แบบไม่อาศัยเพศ สร้างสปอร์เรียกว่า codiosporeใน conidia - แบบอาศัยเพศ สร้างสปอร์ที่สร้างโดยอาศัยเพศสร้างบนอวัยวะคล้ายกระบองหรือเบสิ เดียม (basidium) เรียกว่า แบสิดิโอสปอร์ (basidiospore) ประโยชน์ ใช้เป็นแหล่งอาหาร โทษ 1. ทาให้เกิดโรคในพืช เช่น ราสนิม ราเขม่า 2. เห็ดรา มีสารพิษเข้าทาลายระบบประสาท ทางเดินอาหาร ตับ หัวใจ
  • 15.
    ฟังไจในไฟลัม Basidiomycota ที่สำคัญ ได้แก่Order / กลุ่ม ดังนี้  Order Agaricales  Order Gasteromycetes  Order Aphyllophorale  Order Uredinales  Order Ustilaginales  Order basidiomycetous yeast
  • 16.
  • 17.
    ไฟลัมดิวเทดโรไมโคตา (Phylum Deuteromycota) เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าfungi imperfecti หมายถึง กลุ่มของราหลายชนิดที่ไม่พบว่ามีการสืบพันธุ์แบบ อาศัยเพศได้แก่ ราที่นามาผลิตเพนิซิลลิน(Penicilium sp.) ราที่ใช้ผลิตกรดซิตริก (Aspergilus niger) รวมทั้งรา ที่ใช้ผลิตเนยแข็ง ราที่ทาให้เกิดโรคกลากเกลื้อน เท้าเปื่อย ลักษณะ 1. เส้นใยมีผนังกั้น 2. สืบพันธุ์ไม่แบบอาศัยเพศเท่านั้น โดยสร้างสปอร์ที่เรียกว่า โคนิเดีย (conidia) จึงเรียกราในกลุ่มนี้ว่า Fungi Imperfecti 3. แต่หากเมื่อใดมีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศจะไปอยู่ใน Ascomycetes และ Basidiomycetes ประโยชน์ 1. Penicillium chrysogernum ใช้ผลิตยาปฏิชีวนะเพนิซิลลิน 2. Aspergillus wendtii ใช้ผลิตเต้าเจี้ยว 3. A. oryzae ใช้ผลิตเหล้าสาเก โทษ 1. ทาให้เกิดโรคในพืช 2. สร้างสารพิษ 3. ทาให้เกิดโรคในคน เช่น กลาก โรคเท้าเปื่อยหรือฮ่องกงฟุต
  • 18.
    บทบำทหน้ำที่ของฟังไจ - ฟังไจดารงชีวิตเป็นผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ ทาให้เกิดการหมุนเวียนของสาร คาร์บอนไนโตรเจนและสารอื่นๆในระบบนิเวศในปัจจุบันได้นาฟังไจมาใช้ประโยชน์ทางการค้า และเศรษฐกิจหลายอย่าง เช่น นาไปใช้ย่อยสลายขยะมูลฝอยและสารอินทรีย์ต่างๆและยังนาสาร บางอย่างที่ยังมีประโยชน์นากลับมาใช้ใหม่ นอกจากนี้ยังมีการเพาะและนาเห็ดหลายชนิดมา ประกอบอาหาร เช่น เห็ดฟาง เห็ดหูหนู เห็ดนางฟ้า เห็ดหอม เห็ดเป๋ าฮื้อ เป็นต้น - ทางด้านอุตสาหกรรมได้นายีสต์มาใช้ทาขนมปังและผลิตเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หลาย ชนิด เช่น เบียร์และไวน์ รวมทั้งผลิตอาหารเสริมเพื่อเพิ่มวิตามิน B_12 และผลิตกรดซิตริกจากรา Aspergillusniger ทาง การแพทย์ได้นาราเพนิซิลเลียม (Penicillium sp.) มาผลิตเป็นจยาปฏิชีวนะเพนิซิลลิน เพื่อใช้รักษา โรคที่เกิดจากแบคทีเรีย
  • 19.
    - ฟังไจไม่น้อยกว่าร้อยละ 30ที่เป็นปรสิตก่อให้เกิดโรคต่างๆในพืช เช่น โรคไหม้ในมันฝ รัง โรคราน้าค้างในองุ่น โรคราสนิม เป็นต้น ราแอสเพอจิลลัส (Aspergillus flavus) ที่ พบในเมล็ดถั่วและธัญพืชจะสร้างสารพิษอะฟลาทอกซิน (aflatoxin) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ถ้าสะสมในร่างกายมากๆทาให้เกิดโรคมะเร็งในตับได้ ฟังไจบางชนิดสามารถนาสารพิษมา ผลิตทอกซอยด์ (toxoid) ใช้ในการรักษาโรคความดันเลือดสูง - ในคนและสัตว์มี่ฟังไจเป็นปรสิตและทาให้เกิดโรคประมาณ 50 สปีซีส์เท่านั้น แต่มีขอบเขต และความรุนแรงของโรคที่กว้าง เช่น โรคราที่เท้า โรคราที่ปอดหรือเชื้อราที่เข้าไป เจริญเติบโตในสมองซึ่งมีความรุนแรงถึงตายได้ *** นอกจากนี้ รายังมีผลต่อเศรษฐกิจโดยการทาให้อาหารและผลไม้เน่าเสีย และ ทาลายเครื่องใช้อุปกรณ์และสิ่งปลูกสร้างที่ทาจากไม้โดยเฉพาะในบริเวณเขตร้อนชื้น ซึ่ง เป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของฟังไจ
  • 20.
    ฟังไจที่ให้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม  P. roquefortiและP. camembertiใช้ปนกับเนย ทาให้รสชาติและคุณภาพดี  Aspergilluswendtii ใช้ในการทาเต้าเจี้ยว  A. oryzae ใช้ทาเหล้า กระแช่ อุ ฯลฯ  A. niger ใช้ผลิตกรดซิตริก  Saccharomyces cerevisiae( Yeast ) ใช้หมักเหล้า เบียร์ และการทาขนมปงัฯลฯ  S. carlsbergensisใช้ทาอุตสาหกรรมเหล้า เบียร์  S. rouxii ใช้ผลิตซีอิ๊ว  Candida milleriใช้ทาขนมปัง  Rhizopus nigricans ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตกรดฟูมาริก  R. oryzae ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตแอลกอฮอล์  -R. nodusus ใช้ผลิตกรดแลกติก  Gibberillafujikuroi ใช้ผลิตฮอร์โมนพืช คือ Gibberillinเร่งการเจริญของพืช
  • 21.
    ฟังไจที่เป็นโทษ  Aspergillus fumigatusทาให้เกิดการติดเชื้อในปอด  Phytophthora infestans ทาให้เกิดโรคที่มันฝรั่ง  Clavicep purpleea ทาให้เกิดโรคแก่ข้าวไรน์ สร้างสารพิษ ชื่อ Exotoxin ต่อคนและสัตว์  Plasmopara viticola ทาให้เกิดโรคราน้าค้างกับองุ่น  Albugo candida ทาให้เกิดโรคราสนิมกับกะหล่า  Trichophyton rubrum ทาให้เกิดเล็บกุด  Epidermophyton sp. ทาให้เกิดโรคง่ามนิ้วมือเปื่อย  Microsporum audouinii ทาให้เกิดกลาก  Aspergillus flavus ผลิตสารพิษชื่อ Aflatoxin ชอบอยู่ตามถั่ว และธัญพืชบางชนิด ทาให้เกิดโรคมะเร็งที่ตับ
  • 22.
     Amanitia muscariaมีสารพิษ muscarine กระตุ้นการทางานของระบบประสาทพาราซิมพาเธติคซึ่งเป็น ระบบประสาทอัตโนมัติ ทาให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน รูม่านตาหดแคบอุจจาระร่วง หายใจไม่สะดวก  Amanitia phalloides มีสารพิษ amanitin ทาลายเซลล์ของอวัยวะต่าง ๆ ได้ดี โดยเฉพาะตับ หัวใจและไต ทาให้เกิดอาการอาเจียนอย่างรุนแรงและอุจจาระร่วง ต่อมาเกิดเป็นตะคริว ความดันโลหิตลดต่าและตาย ในที่สุด  Melassezia furfur ทาให้เกิดเกลื้อน  Symchytrium endobioticum ทาให้มะละกอแคระแกรน  Pythium aphanidermatum ทาให้เกิดการเน่าของรากและลาต้นของมะละกอ  Pseudallescheria boydii ทาให้เกิดเชื้อราในสมอง รักษาโดยใช้ยาโวริโคนา (Voricona)  Candida albicans ทาให้เกิดโรคในคน