Recommended
PDF
พันธุศาสตร์และเทคโนโลยีทางDna
PDF
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีDna
PDF
PDF
เฉลยแบบฝึกหัด17.5โครงสร้างdna
PDF
PDF
PPT
PDF
PDF
PDF
บทที่ 4 โครโมโซมและสารพันธุกรรม
PDF
บทที่ 6 เทคโนโลยีดีเอ็นเอ
PPTX
ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 6
PDF
4 กฎรวมแก๊ส กฎแก๊สอุดมคติ
PDF
Microsoft power point ปฏิกิริยาเคมี
PDF
PDF
บทที่ 15 การถ่ายทอดทางพันธุกรรม
PDF
PDF
PDF
เอกสารประกอบการสอน เรื่องวิวัฒนาการ
PDF
การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช
PDF
PDF
PDF
เอกสารประกอบการเรียน เคมีอินทรีย์ 2
PDF
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ยีนและโครโมโซม
PDF
PDF
PDF
PDF
ใบความรู้เรื่องเซลล์ของสิ่งมีชีวิต1
PDF
PDF
ถอดคำประพันธ์มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี
More Related Content
PDF
พันธุศาสตร์และเทคโนโลยีทางDna
PDF
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีDna
PDF
PDF
เฉลยแบบฝึกหัด17.5โครงสร้างdna
PDF
PDF
PPT
PDF
What's hot
PDF
PDF
บทที่ 4 โครโมโซมและสารพันธุกรรม
PDF
บทที่ 6 เทคโนโลยีดีเอ็นเอ
PPTX
ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 6
PDF
4 กฎรวมแก๊ส กฎแก๊สอุดมคติ
PDF
Microsoft power point ปฏิกิริยาเคมี
PDF
PDF
บทที่ 15 การถ่ายทอดทางพันธุกรรม
PDF
PDF
PDF
เอกสารประกอบการสอน เรื่องวิวัฒนาการ
PDF
การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช
PDF
PDF
PDF
เอกสารประกอบการเรียน เคมีอินทรีย์ 2
PDF
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ยีนและโครโมโซม
PDF
PDF
PDF
PDF
ใบความรู้เรื่องเซลล์ของสิ่งมีชีวิต1
Viewers also liked
PDF
PDF
ถอดคำประพันธ์มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี
PDF
หลอดเลือดและส่วนประกอบของเลือด
PDF
PPTX
พระเวสสันดร กัณฑ์มัทรี 30 35
PDF
ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแอลลีล
PDF
PDF
โครงสร้างที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊สของคน
PDF
PDF
PDF
PDF
แนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการ
PDF
PDF
PDF
PPTX
PDF
Similar to dnaกับลักษณะทางพันธุกรรมม.5
PPTX
PDF
ข้อสอบปลายภาค ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555 ชั้น ม.6
PDF
PDF
Gene and chromosome update
PPTX
PDF
PDF
PPT
PDF
อนูพันธุศาสตร์ (Molecular Genetics)
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
ยีนและโครโมโซม ม.6/2 กลุ่มที่2 โรงเรียนมัธยมวัดใหม่กรงทองในพระราชูปถัมภ์ฯ
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
DOCX
More from Wan Ngamwongwan
PDF
PDF
PDF
หน่วยที่2สิ่งมีชีวิตและการดำรงชีวิตบริเวณชายหาด
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PPTX
dnaกับลักษณะทางพันธุกรรมม.5 1. 2. การเรียงลาดับคู่เบสมีความแตกต่างกันหลายแบบ ทาให้ DNA แต่ละโมเลกุล
แตกต่างกันที่ลาดับและจานวนของคู่เบสทั้งที่มีเบสเพียง 4 ชนิด คือ เบสA
เบส T เบส C และ เบส G
จึงเป็นไปได้ว่าความแตกต่างกันทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตอยู่ที่ลาดับและ
จานวนของเบสใน DNA หลักฐานที่ DNA เกี่ยวข้องกับการแสดงลักษณะ
ทางพันธุกรรม
จากการศึกษาโครงสร้างของ DNA ที่ผ่านมาพบว่าโครงสร้างของ DNA
ประกอบด้วยพอลินิวคลีโอไทด์สองสายที่มีความยาวนับเป็นพันเป็นหมื่นคู่เบส
ฉวีวรรณ นาคบุตร
3. 4. ใน พ.ศ.2500 วี เอ็ม อินแกรม (V.M.Ingram) ได้ทาการทดลอง
เปรียบเทียบฮีโมโกลบินของคนปกติกับคนที่เป็นโรคโลหิตจางชนิด
ซิกเคิลเซลล์ ซึ่งเป็นโรคที่ถ่ายทอดโดยยีนด้อยตามกฎของเมนเดล
เขาพบว่า ฮีโมโกลบินของคนที่มีเซลล์เม็ดเลือดแดงปกติจะแตกต่างจาก
ฮีโมโกลบินของคนที่เป็นโรคโลหิตจางชนิดซิกเคิลเซลล์
ฉวีวรรณ นาคบุตร
5. โดยมีการเรียงตัวของกรดอะมิโนต่างกัน 1 ตัว กล่าวคือ
กรดอะมิโนลาดับที่ 6 ของสายพอลิเพปไทด์สายบีตาของ
คนปกติเป็นกรดกลูตามิก(Glutamic acid) แต่คนที่เป็น
โรคโลหิตจางชนิดซิกเคิลเซลล์เป็นกรดอะมิโนชนิด วาลีน
(Valine) โดยที่กรดอะมิโนตัวอื่นๆเหมือนกันหมด
ฉวีวรรณ นาคบุตร
6. 7. อาการของโรค :: Sickle cell disease
เป็นภาวะความผิดปกติตั้งแต่กาเนิดของ hemoglobin เป็นสาเหตุให้
เซลล์เม็ดเลือดแดง กลายเป็น C-shaped ซึ่งโดยปกติแล้วตัว
เม็ดเลือดแดง(RBC)จะมีความยืดหยุ่นได้ระดับหนึ่ง เพื่อง่ายต่อ
การเคลื่อนที่ไปยังหลอดเลือดต่างๆส่วนปลาย ซึ่งจะมีขนาดเล็ก
และคดเคี้ยว แต่ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ ตัว RBC จะเสียความยืดหยุ่นไป
ทาให้เกิดการอุดตันของRBC ในหลอดเลือดบริเวณต่างๆ อีกทั้ง
Sickle cell จะตายและแตกง่ายกว่าเซลล์ปกติ ทาให้เกิดภาวะโลหิตจาง
ฉวีวรรณ นาคบุตร
8. 9. จากการสืบค้นรวบข้อมูล อภิปรายอธิบายและวิเคราะห์เกี่ยวกับโรค
โลหิตจางชนิดซิกเคิลเซลล์ควรสรุปได้ว่า
1. DNA มีความสัมพันธ์กับลักษณะทางพันธุกรรม
2. การเปลี่ยนแปลงของ DNA ทาให้การสังเคราะห์โปรตีนฮีโมโกลบิล
ผิดปกติคือกรดอะมิโนในพอลิเพปไทด์สายบีต้าสายหนึ่งของฮีโมโกลบิน
ต่างไปจากปกติเม็ดเลือดแดงจึงมีลักษณะเป็นรูปเคียว นาออกซิเจนได้
น้อยลงเกิดเป็นโรคโลหิตจางชนิดซิกเคิลเซลล์ แสดงว่าการเรียงลาดับ
กรดอะมิโน แม้ผิดพลาดเพียงเล็กน้อยทาให้ลักษณะทางพันธุกรรม
เปลี่ยนไปด้วย แสดงว่า DNA ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต
ฉวีวรรณ นาคบุตร
10. 11. 12. RNA เป็นกรดนิวคลีอิกชนิดหนึ่ง มีองค์ประกอบหลัก
คล้ายกับดีเอ็นเอ คือประกอบด้วยนิวคลีโอไทด์เชื่อมต่อ
กันเป็นสายยาว RNA มีโครงสร้างเป็นสายเดี่ยว
ประกอบด้วย เบส 4 ชนิด (อะดีนีน :A , กวานีน :G
ไซโทซีน : C และ ยูราซิล : U ไม่พบเบสไทมีน : T )
น้าตาลไรโบส และหมู่ฟอสเฟต
กรดไรโบนิวคลีอิก (ribonucleic acid: RNA)
ฉวีวรรณ นาคบุตร
13. 14. นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส
2 คน คือ ฟรองซัว จาค็อป
(Franeois Jacop) และ
จาค โมนอด (Jacques
Monod) ได้มีข้อเสนอว่า
RNA เป็นตัวกลางที่อยู่
ระหว่าง DNA กับไรโบโชม
ตามสมมุติฐาน ดังภาพ
DNA
mRNA
นิวเคลียสไซโทพลาซึม
ไรโบโซม
โปรตีน
ฉวีวรรณ นาคบุตร
15. RNA เป็นตัวกลางนี้เรียกว่า mRNA ( messenger RNA ) จะ
เป็นตัวนาข้อมูลทางพันธุกรรมจาก DNA ไปยังไรโบโซม ซึ่งได้รับ
การยืนยันจากนักวิทยาศาสตร์ 2 คน คือ เจราร์ด เฮอร์วิทซ์
(Jerard Hurwitz)และ เจ เจ เฟอร์ธ (J.J. Furth)เกี่ยวกับที่อยู่
และการทาหน้าที่ของ mRNA กระบวนการสังเคราะห์โปรตีนจึง
ประกอบด้วยการสังเคราะห์ RNA จาก DNA แม่พิมพ์ และการ
สังเคราะห์ที่ไรโบโซม
ฉวีวรรณ นาคบุตร
16. ฉวีวรรณ นาคบุตร
นักวิทยาศาสตร์ พบว่า เซลล์ที่มีการผลิตโปรตีนจานวน
มากจะประกอบไปด้วย RNA จานวนมาก RNA มี
คุณสมบัติทางเคมีคล้ายคลึงกับ DNA แต่ RNA มีเพียง
เส้นเดียว ไม่ใช่สองเส้น สิ่งนี้ทาให้นักวิทยาศาสตร์แปลก
ใจว่า RNA เกี่ยวข้องกับการผลิตโปรตีนในไซโทพลาซึม
อย่างไร ??
17. 18. 19. การสังเคราะห์ RNA โดยมี DNA เป็นแม่พิมพ์จะคล้ายกับการ
สังเคราะห์ DNA แต่การสังเคราะห์ RNA ใช้ DNA เพียงสาย
เดียวเป็นแม่พิมพ์ ใช้เอ็นไซม์ อาร์เอ็นเอ พอลิเมอเรส (RNA
polymerase) และ ไรโบนิวคลีโอไทด์ 4 ชนิด คือ
ไรโบนิวคลีโอไทด์ที่มีเบส A ไรโบนิวคลีโอไทด์ที่มีเบส C
ไรโบนิวคลีโอไทด์ที่มีเบส G และ ไรโบนิวคลีโอไทด์ที่มีเบส U
ฉวีวรรณ นาคบุตร
20. เอนไซม์อาร์เอ็นเอ พอลิเมอเรส จะเข้าไปจับกับ DNA ตรง
บริเวณที่จะสังเคราะห์ RNA ทาให้พันธะไฮโดรเจนระหว่างคู่เบส
สลาย พอลินิวคลีโอไทด์ 2 สายของ DNA จะคลายเกลียวแยก
ออกจากกัน โดยมีสายใดสายหนึ่งเป็นแม่พิมพ์
การสังเคราะห์ RNA มีขั้นตอนดังนี้
ขั้นเริ่มต้น
ฉวีวรรณ นาคบุตร
21. 22. 23. 24. จากการสังเคราะห์ RNA ดังกล่าว ข้อมูล
ทางพันธุกรรมใน DNA ได้ถ่ายทอดให้กับ
RNA เรียกกระบวนการนี้ว่า การถอดรหัส
หรือ ทรานสคริปชัน (Transcription )
ฉวีวรรณ นาคบุตร
26. 27. RNA เป็นกรดนิวคลีอิกชนิดหนึ่ง มีองค์ประกอบหลัก
คล้ายกับดีเอ็นเอ คือประกอบด้วยนิวคลีโอไทด์เชื่อมต่อ
กันเป็นสายยาว RNA มีโครงสร้างเป็นสายเดี่ยว
ประกอบด้วย เบส 4 ชนิด (อะดีนีน :A , กวานีน :G
ไซโทซีน : C และ ยูราซิล : U ไม่พบเบสไทมีน : T )
น้าตาลไรโบส และหมู่ฟอสเฟต
กรดไรโบนิวคลีอิก (ribonucleic acid: RNA)
ฉวีวรรณ นาคบุตร
28. 29. RNA ในเซลล์มีปริมาณมากมาย มากกว่า DNA 5-10 เท่า
หน้าที่หลักเกี่ยวข้องกับ กระบวนการสังเคราะห์โปรตีน RNA ใน
เซลล์ส่วนใหญ่เป็นสายเดี่ยว (single standed) เนื่องจาก
RNA ต้องมีโครงสร้างสามมิติที่ถูกต้องสาหรับทาหน้าที่ภายใน
เซลล์ดังนั้น RNA อาจจะเสียสภาพได้ด้วยความร้อน และpHสูงๆ
เช่นเดียวกับ DNA แต่โครงสร้างส่วนที่เป็นเกลียวเป็นช่วงสั้นๆ
เท่านั้น จึงทาให้เสียสภาพได้ง่ายกว่า DNA
ฉวีวรรณ นาคบุตร
30. 31. ภายในเซลล์มี RNA 3 ชนิด ดังนี้
1. เมสเซนเจอร์อาร์เอ็นเอ หรือ เอ็มอาร์เอ็นเอ
( messenger RNA : mRNA) เป็นอาร์เอ็นเอที่ได้จาก
กระบวนการถอดรหัส ( transcription ) ของสายใด
สายหนึ่งของดีเอ็นเอ ซึ่งจะทาหน้าที่เป็นรหัสพันธุกรรมที่
ใช้ในการสังเคราะห์โปรตีน
ฉวีวรรณ นาคบุตร
32. 2. ทรานสเฟอร์อาร์เอ็นเอ หรือ ทีอาร์เอ็นเอ
( transfer RNA : tRNA) อาร์เอ็นเอชนิดนี้ผลิต
จากดีเอ็นเอเช่นเดียวกัน ทาหน้าที่ในการนากรด
อะมิโนต่างๆ ไปยังไรโบโซม ซึ่งเป็นแหล่งที่มีการ
สังเคราะห์โปรตีน ในไซโทพลาซึม
ฉวีวรรณ นาคบุตร
34. 3. ไรโบโซมอลอาร์เอ็นเอ หรือ อาร์อาร์เอ็นเอ
(ribosomal RNA : rRNA ) อาร์เอ็นเอชนิดนี้ผลิตจาก
ดีเอ็นเอโดยกระบวนการถอดรหัสเช่นเดียวกัน แต่ทาหน้าที่
เป็นองค์ประกอบของไรโบโซมโดยอาร์เอ็นเอรวมกับโปรตีน
กลายเป็น หน่วยของไรโบโซม
ฉวีวรรณ นาคบุตร
35. 36. 37. 38. จานวน 16 แบบนี้ ไม่เพียงพอที่จะเป็นรหัสให้แก่กรดอะมิโน
ซึ่งมีประมาณ 20 ชนิด ถ้ามีนิวคลีโอไทด์ 3 โมเลกุลเรียงต่อ
กัน ลาดับเบส 4 ตัวนี้ จะแตกต่างกันเท่ากับ 43 = 64 แบบ
ซึ่งเกินกว่าจานวนชนิดของกรดอะมิโนที่มีอยู่
ฉวีวรรณ นาคบุตร
39. รหัสพันธุกรรมที่ประกอบด้วยนิวคลีโอไทด์ 3 โมเลกุลเรียงกัน
(tripet code) ตามลาดับใน mRNA เป็น 1 รหัส เรียกว่า
โคดอน (codon) แต่ละโคดอนสื่อความหมายสาหรับ
กรดอะมิโน 1 ชนิด
ส่วนลาดับเบสของ tRNA ที่เข้าคู่กับลาดับเบสของโคดอนใน
mRNA เรียกว่า แอนติโคดอน (anticodon)
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดสามารถใช้รหัสเหล่านี้แปลความหมายจาก mRNA
เป็นกรดอะมิโนเหมือนๆกัน รหัสพันธุกรรมนี้มีความเป็นสากล
ฉวีวรรณ นาคบุตร
40. 41. 42. mRNAจะถูกส่งออก มาที่ไซโทพลาซึม โดยmRNAจะนารหัสพันธุกรรม
ไปสู่การสังเคราะห์โปรตีน โดยการทางานของไรโบโซม ร่วมกับ tRNA
ที่ทาหน้าที่นากรดอะมิโน มาเรียงต่อกัน ตามรหัสพันธุกรรมของ
mRNA ไรโบโซมหน่วยเล็ก จะเข้าไปจับกับ mRNA ก่อน ต่อจากนั้น
tRNA โมเลกุลแรกนากรดอะมิโนเข้าจับกับ mRNA ในไรโบโซม แล้ว
ไรโบโซมหน่วยใหญ่จึงจะเข้าจับ ต่อจาก นั้น tRNA โมเลกุลที่สองจะเข้า
จับกับ mRNA อีกตาแหน่งหนึ่ง จนกระทั่งไรโบโซมเคลื่อนที่ไปพบ
รหัสที่ทาหน้าที่หยุดการสังเคราะห์โปรตีน ไรโบโซม ก็จะแยกออกจาก
mRNA การสังเคราะห์โปรตีนจึงสี้นสุดลง เรียกกระบวนการนี้ว่า
การแปลรหัสพันธุกรรม (Translation)
ฉวีวรรณ นาคบุตร
43. 44. 45. ฉวีวรรณ นาคบุตร
1. กระบวนการเริ่มต้น (Initiation)
ไรโบโซมหน่วยย่อยขนาดเล็ก และปัจจัยเริ่มต้น ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยามาจับ
กับ mRNA กรดอะมิโนเมไทโอนีน ที่มีหมู่ฟอร์มิลที่ปลายสุด
(N-formylmethionine: f-met) เป็นกรดอะมิโนตัวแรกที่ tRNA นามายัง
รหัสหรือโคดอนเริ่มต้น AUG ของ mRNA
46. 47. ฉวีวรรณ นาคบุตร
2. กระบวนการต่อสาย (Elongation)
tRNA โมเลกุลที่ 2 ที่มีแอนติโคดอนเข้าคู่กับโคดอนถัดไปของ
mRNA นากรดอะมิโนตัวที่ 2 เข้ามาเรียงต่อกับ กรดอะมิโนตัวแรก
แล้วสร้างพันธะเพปไทด์เชื่อมระหว่างกรดอะมิโนทั้งสอง
48. 49. 50. 51. 52. 54. 55. 56. 57. 58. ทาหน้าที่เป็นองค์ประกอบของโครงสร้าง เช่น คอลลาเจน และ
เคอราทิน ในสัตว์ โปรตีนที่ผนังเซลล์ของพืช และโปรตีนที่เยื่อหุ้ม
เซลล์ของสัตว์ และโปรตีนที่เป็นองค์ประกอบของไรโบโซม
ทาหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว เช่น แอกทินและไมโอซินใน
กล้ามเนื้อของคน ทูบูลินซึ่งมีบทบาทในการเคลื่อนไหวของซิเลียหรือ
แฟลเจลลาในสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว
บทบาทหน้าที่ของโปรตีน
ฉวีวรรณ นาคบุตร
59. 60. 61. 62. 63.