More Related Content
PDF
Microsoft power point ปฏิกิริยาเคมี PDF
PDF
เอกสารประกอบการสอน เรื่องวิวัฒนาการ PDF
PDF
PDF
PDF
การหายใจระดับเซลล์ Cellular respiration PDF
What's hot
PDF
บทที่ 5 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม1 PDF
ตัวอย่างชื่อโครงงานวิทยาศาสตร์ PDF
Power point การถ่ายทอดทางพันธุกรรม PDF
PDF
ใบงานที่ 1 ธาตุและสารประกอบ PDF
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ๋ทางการเรียน หน่วย งานและพลังงาน PDF
ใบความรู้+แผนการสอนและใบกิจกรรม ประถม4-6 เรื่อง วรจรไฟฟ้า+ป.6+290+dltvscip6+P... PDF
Aแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การถ่ายโอนพลังงานความร้อน PDF
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ 2 ชั้น ม.1 ชุดที่ 1 PDF
PDF
เกณฑ์การให้คะแนนข้อสอบวิทยาศาสตร์ ชุดที่ 2 PDF
PDF
PPTX
การแลกเปลี่ยนแก๊ส การคายน้ำ และการลำเลียงสารในพืช PDF
PDF
แบบทดสอบความหลากหลายทางชีวภาพ PDF
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธฺื๋ทางการเรียน หน่วย พลังงานไฟฟ้า PPT
PPTX
DOCX
แบบทดสอบ บทที่ 4 ระบบนิเวศ Similar to วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
PDF
PDF
แผนการสอน เรื่องวิวัฒนาการ PDF
แนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการ PPT
PDF
แนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการ PDF
Evolution แก้ไขล่าสุดนักเรียน PDF
Evolution Plan : การคัดเลือกตามธรรมชาติ PDF
PPTX
การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม PDF
บทที่ 19 วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต PPT
PPTX
วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตกกกกกกกกกกกกกกกก PPT
PDF
PDF
PDF
วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต (Evaluation).pdf PDF
PDF
DOCX
ทฤษฎีวิวัฒนาการ คือแนวคิดของนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามจะอธิบายว่าวิวัฒนาการมีจริ... PDF
วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
- 1.
วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
(Evolution)
ทฤษฎีวิวัฒนาการ
1.ทฤษฏีของลามาร์ค (Jean Lamarck)
1.กฎแห่งการใช้ และไม่ใช้ (law of use and
disuse) มีใจความสาคัญว่า
“ลักษณะของสิ่งมีชีวิตผันแปรได้ตามสภาพแวดล้อมอวัยวะใดที่ใช้อยู่บ่อ
ยๆย่อมขยายใหญ่ขึ้น ส่วนอวัยวะใดที่ไม่ได้ใช้จะค่อยๆลดขนาด
อ่อนแอลงและหายไปในที่สุด”
2. กฎแห่งการถ่ายทอดลักษณะที่เกิดขึ้นใหม่ (law of inheritance
of acquired characteristics) มีใจความว่า
“ลักษณะที่ได้มาใหม่หรือเสียไปโดยอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม
โดยการใช้และไม่ใช้จะคงอยู่และสามารถถ่ายทอดลักษณะที่เกิดใหม่นี้ไ
ปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ต่อไปได้”
ตัวอย่างของสิ่งมีชีวิตที่ลามาร์คยกมาอ้างอิง ได้แก่
พวกนกน้า
โดยกล่าวว่านกที่หากินบนบกจะไม่มีแผ่นพังผืดหนังต่อระหว่างนิ้วเท้า
ส่วนนกที่หากินในน้ามีความต้องการใช้เท้าโบกพัดน้าสาหรับการเคลื่อ
นที่ผิวหนังระหว่างนิ้วเท้า
จึงขยายออกต่อกันเป็นแผ่นและลักษณะนี้ถ่ายทอดไปสู่ รุ่นลูกหลานได้
- 2.
- 3.
- 4.
- 5.
- 6.
- 7.
4.สิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมที่สุดเท่านั้นที่อยู่รอด(survival the fittest)
และดารง เผ่าพันธุ์ของตนไว้และทาให้เกิด
การคัดเลือกตามธรรมชาติเกิดความแตกต่าง
ไปจากสปีชีส์เดิมมากขึ้นจนเกิดสปีชีส์ใหม่ สิ่งมีชีวิตที่จะอยู่รอด
ไม่จาเป็นต้องเป็น สิ่งมีชีวิต ที่แข็งแรงที่สุด
แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมมากที่สุด
ในกรณียีราฟคอยาวนั้น อธิบายตามทฤษฎีของดาร์วินได้ว่า ยีราฟมี
บรรพบุรุษ ที่คอสั้นแต่เกิดมี variation ที่มีคอยาวขึ้น
ซึ่งสามารถหาอาหาร พวกใบไม้ได้ดี
กว่าตัวพวกคอสั้นและถ่ายทอดลักษณะ คอยาวไปให้ลูกหลาน ได้
ส่วนพวกคอสั้นหาอาหารได้ไม่ดีหรือแย่งอาหาร
สู้พวกคอยาวไม่ได้ในที่สุดก็จะตายไป จึงทาให้
ในปัจจุบันมีแต่ยีราฟคอยาวเท่านั้น
- 8.
- 9.
- 10.
คือขณะเป็นตัวอ่อนจะมีช่องเหง
3.หลักฐานจากรูปร่าง -Homologous structureโครง
เช่นปีกนกกับปีกค้างคาว
-
โครงสร้างเกิดจากต่างบรรพบุร
4.หลักฐานจากการศึกษาชีววิทยาในระดับโมเลกุล DNA เป็นตัวกาหนดโครงสร้างข
ของสิ่งมีชีวิตปัจจุบันมีการตรวจ
จะศึกษาจากโปรตีน
5.หลักฐานทางสรีรวิทยา ศึกษาลักษณะเนื้อเยื่อและของเห
6.หลักฐานทางภูมิศาสตร์ของสิ่งมีชีวิต
ภูมิอากาศและภูมิประเทศเป็นตัว
และสัตว์แตกต่างกันไปโดยอยู่ก
- 11.
- 12.
- 13.
วิวัฒนาการมาก คือ มิวเทชันที่เกิดกับเซลล์สืบพันธุ์
เนื่องจากสามารถถ่ายทอดไปสู่รุ่นต่อๆไปได้
มิวเทชันทาให้เกิดการแปรผันทางพันธุกรรม
3.การอพยพเข้าและการอพยพออก
สิ่งมีชีวิตบางชนิดมีการอพยพเข้าหรือออกของสมาชิก ส่งผลให้
มีการหมุนเวียนพันธุกรรมหรือที่เรียกว่า การไหลของยีน (gene flow)
เกิดขึ้นระหว่าง ประชากรย่อยๆ
ซึ่งการอพยพจะทาให้สัดส่วนของอัลลีลเปลี่ยนแปลงไป
ในประชากรที่มีขนาดใหญ่มากๆ
การอพยพเข้าหรืออพยพออกของสมาชิก
อาจจะเกือบไม่มีผลต่อสัดส่วนของยีนในกลุ่มประชากรเลย
แต่ถ้าประชากรมีขนาดเล็ก
เมื่อมีสมาชิกอพยพออกไปทาให้กลุ่มประชากรสูญเสียยีนบางส่วน
ทาให้มีโอกาสในการถ่ายทอดหรือแลกเปลี่ยนยีนกับกลุ่มยีนนั้นน้อยลงไ
ป หรือไม่มีโอกาสเลยในทางกลับกัน การอพยพเข้าของประชากร
ในกลุ่มประชากรขนาดเล็ก จะทาให้เกิดการเพิ่มพูนบางส่วน
หรือบางยีนใหม่เข้ามาในประชากร
มีผลทาให้เกิดความแปรผันทางพันธุกรรมของประชากร
- 14.
4.ขนาดของประชากร
การเปลี่ยนแปลงขนาดของประชากร
มีบทบาทสาคัญต่อการเปลี่ยนแปลงความถี่ยีนและโครงสร้างของ ยีนพูล
(gene pool)ซึ่งเกิดจากโอกาส หรือความบังเอิญ หรือจากภัยธรรมชาติ
ประชากรที่มี ขนาดใหญ่และมีการผสมพันธุ์แบบสุ่ม
จะไม่พบว่ามีการเปลี่ยนแปลง ความถี่ของยีน มากมายอย่าง มีนัยสาคัญ
แต่ถ้าเป็นประชากรขนาดเล็กจะมีผลอย่างมาก
การเปลี่ยนแปลงผกผันทางพันธุกรรม
อย่างฉับพลันอย่างไม่มีทิศทางแน่นอน
หรือการเปลี่ยนแปลงความถี่ของยีนอย่างฉับพลันโดยเหตุบังเอิญ
ตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นแบบสุ่ม
ไม่สามารถคาดการณ์ทิศทางการเปลี่ยนแปลงความถี่ของยีนได้แน่นอน
เช่นนี้เรียกว่า เจเนติก ดริฟต์(genetic drift)
เป็นกลไกที่สาคัญอย่างหนึ่งที่ทาให้ความถี่ของยีน มีการเบี่ยงเบน
จนเกิดการเปลี่ยนแปลง ความถี่ของยีน
ตัวอย่างของปรากฏการณ์นี้ได้แก่วิวัฒนาการ
ของสัตว์ชนิดใหม่ที่เกิดขึ้นตามหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก
ดังตัวอย่างของแมลงหวี่ชนิดต่างๆ ที่เกิดบนหมู่เกาะฮาวาย
- 15.
- 16.
สปีชีส์ หมายถึง กลุ่มหรือประชากรของสิ่งมีชีวิตที่มีกลุ่มยีน(gene
pool) ร่วมกัน โดยที่ สมาชิกของประชากรนั้น
สามารถถ่ายทอดยีนหรือทาให้เกิดยีนโฟล์วระหว่างกันและกันได้
(หมายถึง ผสมพันธุ์กันได้และมีลูกไม่เป็นหมัน)
กลไกแบ่งแยกทางการสืบพันธุ์แยกได้2 ระดับ คือ
1. กลไกการแบ่งแยกก่อนระยะไซโกต
เป็นกลไกที่ป้องกันไม่ให้เซลล์สืบพันธุ์จากทั้ง 2 สปีชีส์ได้มาสัมผัสกัน
เนื่องจาก - เวลาในการผสมพันธุ์แตกต่างกัน
- สภาพนิเวศวิทยาที่ต่างกัน เช่น
กบที่อาศัยในสระน้ากับพวกที่อาศัยในหนองบึงใหญ่
- พฤติกรรมการเกี้ยวพาราสีที่ต่างกัน เช่น
มีสัญญาณหรือฟีโรโมนที่ต่างกัน
- โครงสร้างอวัยวะสืบพันธุ์แตกต่างกัน
- สรีรวิทยาของเซลล์สืบพันธุ์ที่แตกต่างกัน เช่น ละอองเรณู
ของมะม่วงไปตกบนยอดเกสรตัว
เมียของมะกรูด จะไม่สามารถผสมกันได้
2. กลไกการแบ่งแยกระยะหลังไซโกต
- ลูกผสมตาย (hybrid inviability) ก่อนที่จะถึงวัยเจริญพันธุ์
- ลูกผสมเป็นหมัน(hybrid sterillty)ส่วนมากมักเกิดกับเพศผู้
- ลูกผสมล้มเหลว (hybrid breakdouwn) ลูกผสม F1
มีความอ่อนแอ ให้กาเนิดลูกผสม รุ่น
F2 ได้แต่มักตาย ในระยะแรกของการเจริญ หรือเป็นหมัน
โพลีพลอยด์(Polyploidy)
หมายถึงการเพิ่มจานวนชุดของโครโมโซมจาก 2n 3n 4n ฯลฯ
- 17.
ทาให้เกิดสิ่งมีชีวิตใหม่ ๆ (Speciesใหม่ ๆ)
เป็นผลดีในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรเช่น ได้ผลไม้ที่มีผลใหญ่
การเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการในประชากรของสิ่งมีชีวิตมี 2 รูปแบบ คือ
1.
ประชากรมีการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการแบบค่อยเป็นค่อยไปจนแตกต่าง
จากประชากรเดิม คือ สิ่งมีชีวิต สปีชีส์หนึ่ง
เปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการไปเป็นสปีชีส์ใหม่เรียกว่าวิวัฒนาการสายตรง
หรืออะนาเจเนซิส (anagenesis)
2. ประชากรหนึ่งอาจเติบโตและแตกแยกออกเป็นประชากร ย่อยๆ
ตามโครงสร้างทางพันธุกรรม ที่แตกต่างกัน
จนกระทั่งแยกออกเป็นยีนพูลที่ต่างกันกลายเป็นสปีชีส์ที่ต่างกัน เรียกว่า
การแยกแขนงสปีชีส์หรือสปีชีส์เอชัน (speciation) หรือคลาโดเจเนซิส
(Cladogenesis)
วิวัฒนาการของมนุษย์ (Human Evolution)
- 18.
Australopithecus
ระดับ : ลิงวานรที่คล้ายลิงและคล้ายมนุษย์(prehuman)
ขนาดของสมอง: 450-700 ลบ.ซม.
เครื่องมือที่ใช้ : เป็นวัสดุต่าง ๆ ในธรรมชาติ
Homo habilis
ระดับ : บรรพบุรุษมนุษย์ (ancestral man)
ขนาดของสมอง : 680-800 ลบ.ซม.
เครื่องมือที่ใช้ : ประดิษฐ์เครื่องมือหินกระเทาะ
เป็นที่เชื่อว่าบรรพบุรุษมนุษย์อาจใช้ไม้ กระดูก
หรือเขาสัตว์เป็นเครื่องมือนอกจากหินกระเทาะด้วย
Homo erectus
ระดับ : มนุษย์แรกเริ่ม (early man)
ขนาดของสมอง : 750-1,200 ลบ.ซม.
เครื่องมือที่ใช้ :
ใช้ขวานหินไม่มีด้ามในยุคหินเก่าอยู่ในถ้าและรู้จักใช้ไฟ
H.s.neanderthalensis
ระดับ : มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล (Neanderthal man)
ขนาดของสมอง : 1,450 ลบ.ซม.
เครื่องมือที่ใช้ : ใช้หินเหล็กไฟ ทาขวานหิน และมีด้าม
ในยุคกลางหินเก่า
H.s.sapiens
ระดับ : มนุษย์ปัจจุบันโครมันยอง (Cro-Magnon man)
- 19.
ขนาดของสมอง : 1,350-1,500ลบ.ซม.
เครื่องมือที่ใช้ : รู้จักใช้เครื่องมือ ทาด้วยกระดูก ในยุคปลายหินเก่า
และประดิษฐ์เครื่องมือต่าง ๆ ขึ้นในยุคหินกลางและยุคหินใหม่ เช่น มีด
ขวาน ค้อน จอบ ฯลฯ
วิวัฒนาการมนุษย์
มีวิวัฒนาการเริ่มต้นจากซากดึกดาบรรพ์ที่อยู่ในสปีชีส์ออสตาโลพิเทคัส
อาฟฟาเรนซีส(Australopithecus afarensis)
มีวิวัฒนาการต่อไปเป็นสายจีนีสโฮโม(Homo)
ซึ่งมีวิวัฒนาการต่อไปเป็นมนุษย์
วิวัฒนาการของมนุษย์ Australopithecus afarensis คือ
1. A.afarensis
เป็นสปีชีส์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดของจีนัสออสตราโลพิเทคัส
- ฟัน ขนาดใหญ่กว่ามนุษย์ปัจจุบัน
กินผลไม้เป็นอาหารสามารถกัดกินเมล็ดพืชที่มีเปลือกแข็งได้
- ขนาดสมอง ใกล้เคียงกับลิงอุรังอุรัง
- โครงกระดูกที่ค่อนข้างสมบูรณ์
- รูปร่างของ A afarensis
มีรูปร่างกึ่งกลางระหว่างมนุษย์กับลิงซิมแพนซี
- 20.
2. Homo habilisมีวิวัฒนาการต่อจาก A.afarensis
และวิวัฒนาการต่อไปเป็น H.erecutus
3. Homo erectus ซากดึกดาบรรพ์ที่พบที่เกาะชวา เรียกว่ามนุษย์ชวา
พบที่ประเทศจีนเรียกว่ามนุษย์ ปักกิ่งมีรูปร่างใหญ่
กระดูกใหญ่แข็งแรงกว่ามนุษย์ปัจจุบัน สมองใหญ่ขึ้นประมาณ800-
1,000 รู้จักใช้เครื่องมือหิน รู้จักใช้ไฟในการทาอาหาร
มีการสร้างที่พักมีสังคมแบบล่าสัตว์
4. Homo sapiens มีวิวัฒนาการแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ มนุษย์ยุคแรก
(Archaic Humans) และมนุษย์ยุคใหม่ (Modern Human)ขนาดสมอง
1,300 cm3 รูปร่างเตี้ยสั้นกว่ามนุษย์ปัจจุบัน
น้าหนักมากและแข็งแรงกว่าอยู่ได้ในสภาพอากาศหนาวเย็นการเปลี่ยน
แปลงจากมนุษย์ยุคแรกเป็นมนุษย์ ยุคใหม่มนุษย์
ยุคใหม่ร่างกายเล็กกว่า มีวิวัฒนธรรมที่เจริญกว่ามาก
อาศัยวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมมาช่วยทาให้อยู่รอดและแพร่พันธุ์ได้ดี
ขนาดสมองของมนุษย์เป็นไปอย่างก้าวกระโดด
ขนาดสมองมีส่วนเกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการทางด้านวัฒนธรรม
ทาให้สามารถถ่ายทอดพฤติกรรมจากรุ่นหนึ่งไปอีกชั่วรุ่นหนึ่งดัดแปลง
พฤติกรรมและนาเอาวัตถุรอบ ๆ
ตัวมาดัดแปลงให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองได้
มีความสามารถในการอยู่รอดได้สูง
- 22.
- 23.