วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6
ครูกิ่งกาญจน์ สมจิตต์
การโน้มน้าวใจ
การโน้มน้าวใจ
คือ การพยายามเปลี่ยนแปลง ความเชื่อ
ทัศนคติ การกระทาของบุคคลอื่นด้วยกลวิธีที่
เหมาะสม ให้มีผลกระทบใจผู้นั้น จนเกิดการ
ยอมรับและเปลี่ยนตามผู้โน้มน้าวใจต้องการ
วัตถุประสงค์ของการโน้มน้าวใจ
 1. เพื่อชักนาหรือโน้มน้าวใจให้เกิดความเชื่อถือ ศรัทธา
ในเรื่องที่พูดหรือเขียน เช่น การชักนาให้ทาประกันชีวิต การ
โฆษณาคุณภาพของสินค้า การโน้มน้าวใจให้ศรัทธาในศาสนา
เป็ นต้น
วัตถุประสงค์ของการโน้มน้าวใจ
 2. เพื่อกระตุ้นหรือเร้าใจให้เห็นความสาคัญของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
เช่น การพูดให้เห็นความสาคัญของป่าไม้ การพูดให้เห็น
ความสาคัญของวัฒนธรรมไทย การเขียนให้ประทับใจในการ
ทางานอย่างเสียสละของตารวจตระเวนชายแดน เป็นต้น
วัตถุประสงค์ของการโน้มน้าวใจ
 3. เพื่อปลุกใจให้เกิดความสานึกและปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง
 เช่น การปลุกใจให้รักชาติ การปลุกใจใช้สินค้าไทย การปลุกใจ
ให้รวมพลังสามัคคีเป็นต้น
วัตถุประสงค์ของการโน้มน้าวใจ
 4. เพื่อให้ผู้รับสารเกิดความรู้ ความเข้าใจ มีความเห็นคล้อย
ตามและนาไปปฏิบัติ
เช่น การโน้มน้าวใจให้รู้จักการวางแผนครอบครัว การโน้ม
น้าวใจให้รู้จักใช้ถุงยางอนามัยเพื่อ ป้ องกันการติดเชื้อ
เอดส์ การเชิญชวนให้เลิกสูบบุหรี่ เป็ นต้น
หลักจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจ
 ทฤษฎีการจูงใจของมาสโลว์ (Maslow’sTheory of
Human Motivation)
ทฤษฎีการจูงใจของมาสโลว์ หรือที่เรียกกันว่าทฤษฎีลาดับ
ความต้องการ (Hierarchy of NeedsTheory)
เป็ นทฤษฎีการจูงใจที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง
มาสโลว์ ได้สรุปลักษณะการจูงใจไว้ว่า การจูงใจจะเป็ นไป
ตามลาดับของความต้องการอย่างมีระเบียบ ซึ่งลาดับขั้น
ของความต้องการนี้แบ่งออกเป็ น 5 ขั้น ดังนี้
ทฤษฎีการจูงใจของมาสโลว์
 1. ความต้องการพื้นฐานทางร่างกาย (The
Physiological Needs)
ความต้องการในขั้นนี้ เป็ นความต้องการเพื่อการมีชีวิตอยู่
เช่น ต้องการอาหาร อากาศ เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย เป็ นต้น
ทฤษฎีการจูงใจของมาสโลว์
 2. ความต้องการความมั่นคง ปลอดภัย (The safety
Needs)
มนุษย์ต้องการความปลอดภัย และความมั่นคงในชีวิต เล่น
ความปลอดภัยจากอุบัติเหตุ โรคร้าย หรือจากภัยต่างๆ และ
ความมั่นคงทางจิตใจ เช่น ความมั่นคงในการประกอบอาชีพ
ทฤษฎีการจูงใจของมาสโลว์
 3. ความต้องการความรักและการเป็ นเจ้าของ(The
Belongingness and Love Need)
ได้แก่ความต้องการที่จะเข้าร่วมและได้รับการยอมรับจาก
สังคม ความเป็ นมิตร และการยอมรับ และความรัก จาก
เพื่อนร่วมงาน รวมทั้งความเป็ นเจ้าของ
ทฤษฎีการจูงใจของมาสโลว์
 4. ความต้องการเกียรติยศชื่อเสียง (The Esteem
Needs)
ความต้องการนี้มีความสาคัญมากในการทางาน ได้แก่ ความ
ต้องการได้รับความยกย่องนับถือ และความต้องการมีชื่อเสียง
การมีสถานภาพที่ดี มีตาแหน่งอันเป็ นที่ยอมรับโดยทั่ว การมี
ความรู้สึกว่าตนเองเป็ นบุคคลสาคัญ
ทฤษฎีการจูงใจของมาสโลว์
 5. ความต้องการความสาเร็จในชีวิต (The Need for Self -
Actualization)
 เป็ นความต้องการขั้นสูงสุด มนุษย์ต้องการพัฒนาตนเองให้มีการ
เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นเรื่อยไป ทาให้ตัวเองดีเด่นที่สุด เป็ นคนที่มี
ความคิดสร้างสรรค์เก่งที่สุด เป็ นต้น มนุษย์จะแสวงหาความต้องการ
ในขั้นนี้ก็เมื่อความต้องการทั้ง4ประการข้างต้นได้รับการตอบสนอง
แล้ว
กลวิธีในการโน้มน้าวใจ
 1. การแสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือของบุคคลผู้โน้มน้าวใจ
โดยธรรมดาบุคคล ที่มีคุณลักษณะ 3 ประการ คือ มีความรู้จริง
มีคุณธรรม และมีความปรารถนาดี ต่อผู้อื่น ย่อมได้รับความ
เชื่อถือ จากบุคคลทั่วไป
 2. การแสดงให้เห็น ตามกระบวนการของเหตุผลผู้โน้มน้าวใจ
ต้องแสดงให้เห็นว่า เรื่องที่ตนกาลัง โน้มน้าวใจมีเหตุผลหนัก
แน่น และมีคุณค่าควร แก่การยอมรับ อย่างแท้จริง
กลวิธีในการโน้มน้าวใจ
 3. การแสดงให้เห็นถึงความรู้สึก และอารมณ์ร่วม บุคคลที่มี
อารมณ์ร่วมกันคล้อยตามกัน ได้ง่ายกว่าบุคคล ที่มีความรู้สึก
อคติต่อกัน เมื่อใดที่ผู้โน้มน้าวใจ ค้นพบ และแสดงอารมณ์ร่วม
ออกมา การโน้มน้าวใจก็จะประสบความสาเร็จ
 4. การแสดงให้เห็นทางเลือกทั้งด้านดีและด้านเสีย ผู้โน้มน้าว
ใจต้องโน้มน้าวผู้รับสารให้เชื่อถือ หรือปฏิบัติเฉพาะทางที่ตน
ต้องการ โดยชี้ให้เห็นว่าสิ่งนั้น มีด้านที่เป็ นโทษ อย่างไร ด้านที่
เป็ นคุณอย่างไร
กลวิธีในการโน้มน้าวใจ
 5. การสร้างความสุขให้แก่ผู้รับสาร การเปลี่ยนบรรยากาศ ให้
ผ่อนคลายด้วยอารมณ์ขัน จะทาให้ผู้รับสารเปลี่ยนสภาพจากการ
ต่อต้านมาเป็ นความรู้สึกกลาง ๆ พร้อมที่จะคล้อยตามได้
 6. การเร้าให้เกิดอารมณ์อย่างแรงกล้า เมื่อมนุษย์เกิดอารมณ์
ขึ้นอย่างแรงกล้า ไม่ว่าดีใจ เสียใจ โกรธแค้น อารมณ์เหล่านี้
มักจะทาให้มนุษย์ไม่ใช้เหตุผลอย่างถี่ถ้วน พิจารณาถึงความ
ถูกต้องเหมาะควร เมื่อมีการตัดสินใจ ก็อาจจะคล้อยไปตามที่ผู้
โน้มน้าวใจเสนอแนะได้ง่าย
ศิลปะการโน้มน้าวจิตใจ
 1. จงให้ความสนใจแก่ผู้นั้น หรือกลุ่มนั้นอย่างจริงใจ ท่านจะ
ได้รับการต้อนรับและสนใจ จากทุกคนทุกหนแห่ง นักบริการที่ดี
ไม่ควรพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับตนเอง แต่จงให้ความสนใจแก่เขา
และเรื่องที่ เกี่ยวกับเขา แสดงออกไปทั้งทางกิริยา วาจา และใจ

ศิลปะการโน้มน้าวจิตใจ
 2. ความยิ้มแย้ม เป็ นเงื่อนไขสาคัญในการสร้างความประทับใจ
ให้แก่ทุกคนเมื่อแรกพบ
ศิลปะการโน้มน้าวจิตใจ
 3. จงจาชื่อผู้ที่มาติดต่อให้ได้และใช้เรียกได้อย่างถูกต้อง เพราะ
ทุกคนจะรู้สึกว่าคาพูดที่ไพเราะที่สุด และมีความหมายสาคัญยิ่ง
สาหรับเขา ก็คือ ชื่อของเขานั่นเอง
ศิลปะการโน้มน้าวจิตใจ
 4. จงเป็ นนักฟังที่ดี ด้วยการให้ความสนใจเรื่องที่เขาพูดและยั่วยุ
ให้เขาพูดเรื่องเกี่ยวกับตัวเขาไปเรื่อย ๆ ตามความพอใจของเขา


ศิลปะการโน้มน้าวจิตใจ
 5. จงพูดในเรื่องที่เขากาลังสนใจ ได้แก่เรื่องที่เขากาลังคลั่งไคล้
เรื่องที่เกี่ยวกับความรู้ ความชานาญ ของเขาเองเรื่องที่เขากาลัง
ภาคภูมิใจ หรือเรื่องที่เขาพึ่งได้รับความตื่นเต้นมาใหม่ ๆ
ศิลปะการโน้มน้าวจิตใจ
 6. จงทาให้เขารู้สึกว่าเขาเป็ นคนสาคัญ หรือชี้ให้เห็นจุดสาคัญ
ดีเด่นในตัวเขาและจงทาเช่นนั้น ด้วยความจริงใจ ทุกคนจะรู้สึก
ชอบท่านทันที เพราะทุกคนชอบยอ และชอบที่มีใครยกย่อง แม้
จะเป็ นยอกันต่อหน้าที่ก็ตามที
ศิลปะการโน้มน้าวจิตใจ
ควรใช้ภาษาในเชิงเสนอแนะ ขอร้อง วิงวอน หรือ
เร้าใจ ซึ่งในการใช้ถ้อยคาให้เกิดน้าเสียงดังกล่าว
จะต้องเลือกใช้คาที่สื่อความหมายตามที่ต้องการ
โดยคานึงถึง จังหวะและความนุ่นนวล ในน้าเสียง
ลักษณะของสารโน้มน้าวใจ
 1. คาเชิญชวน เป็ นการแนะนาให้ช่วยกันกระทาการ อย่างใด อย่างหนึ่ง
เพื่อให้เกิด ประโยชน์ส่วนรวม มักจะพบในการเขียนคาขวัญ แถลงการณ์
เพลงปลุกใจ บทความปลุกใจ หรือการพูดในโอกาสต่าง ๆ ใบประกาศ
แผ่นปลิว โปสเตอร์ หรือเป็ นการบอกกล่าว ทางวิทยุ โทรทัศน์ ผู้ส่งสาร
จะบอกจุดประสงค์ อย่างชัดเจนและชี้ให้เห็นประโยชน์รวมทั้งบอกวิธี
ปฏิบัติด้วย โดยโน้มน้าวให้เกิดความภาคภูมิใจว่าถ้าปฏิบัติตามคาเชิญ
ชวนจะเป็ นผู้ทาประโยชน์แก่ส่วนรวม เช่น การพูดปลุกใจให้ประชาชนรัก
ชาติ พูดจูงใจให้ประชาชนออกไป ลงคะแนนเสียง เลือกตั้งสมาชิก
ผู้แทนราษฎร พูดโน้มน้าวใจให้คนบริจาคโลหิต พูดโน้มน้าวใจ ให้คนซื้อ
สินค้า ที่ตนเองจาหน่าย พูดโน้มน้าวในใจให้ประชาชนช่วยกันรักษา
สิ่งแวดล้อม เป็ นต้น
ลักษณะของสารโน้มน้าวใจ
 2. โฆษณาสินค้า หรือ โฆษณาบริการ มีลักษณะดังนี้
 2.1 ใช้ถ้อยคาที่แปลกใหม่ สะดุดหู สะดุดตา ผู้รับสาร
 2.2 ใช้ประโยค หรือวลีสั้น ๆ ที่ทาให้ผู้อื่นรับรู้ได้อย่างฉับพลัน
 2.3 เนื้อหาจะแสดงให้เห็นถึงคุณภาพอันดีเลิศของสินค้า หรือ
บริการ
 2.4 ใช้กลวิธีโน้มน้าวใจโดยชี้ให้เห็นประโยชน์ของสินค้า
 2.5 เนื้อหาของสารโฆษณามักขาดเหตุผลที่หนักแน่นรัดกุม
 2.6 การนาเสนอสารใช้วิธีโฆษณาตามสื่อต่าง ๆ ซ้า ๆ หลายวัน
ลักษณะของสารโน้มน้าวใจ
 3. โฆษณาชวนเชื่อ
หลักในการเขียนโน้มน้าวใจ
 1. การวิเคราะห์ผู้อ่าน ผู้เขียนจะต้องวิเคราะห์ผู้อ่านว่า มี
ลักษณะอย่างไร เช่น เพศ วัย การศึกษา อาชีพ ฐานะทาง
เศรษฐกิจ ฐานะทางสังคม และค่านิยม เป็ นต้น การวิเคราะห์
ผู้อ่านจะช่วย ให้ผู้เขียนสามารถกาหนด เนื้อหาและกลวิธีการ
นาเสนอได้อย่างเหมาะสม
หลักในการเขียนโน้มน้าวใจ
 2. การใช้หลักจิตวิทยา ผู้เขียนจะต้องอาศัยหลักจิตวิทยาในการ
เขียนโน้มน้าวใจเป็ นอย่างมาก เนื่องจากผู้เขียนต้องทาความ
เข้าใจธรรมชาติ ความสนใจ และความต้องการของผู้อ่าน ว่า
น่าจะเป็ น ไปในทิศทางใด แล้วจึงนามาเป็ นประโยชน์ในการ
เขียนโน้มน้าวใจต่อไป
หลักในการเขียนโน้มน้าวใจ
 3. การให้เหตุผล ผู้เขียนต้องพยายามหาเหตุผลมาสนับสนุน
ความคิดเห็นของตน เหตุผลที่นามาอ้างนั้นควรน่าเชื่อถือ มี
น้าหนักเพียงพอ และเป็ นไปได้ในทางปฏิบัติ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่าน
เชื่อถือ และยอมรับ ตลอดจนมีปฏิกิริยาตอบสนองความต้องการ
ของผู้เขียน
หลักในการเขียนโน้มน้าวใจ
 4. การใช้ภาษา ภาษาทีใช้ในการเขียนโน้มน้าวใจควรเป็ นภาษาที่
เร้าอารมณ์และความรู้สึกของผู้อ่าน ดังนั้นผู้เขียนจึงต้องมีศิลปะ
ในการใช้ภาษา คือ รู้จักเลือกสรรถ้อยคาที่สื่อความหมายได้
ชัดเจน ก่อให้เกิดภาพ และกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของผู้อ่าน
การพูดโน้มน้าวใจ
 การพูดโน้มน้าวใจเป็ นพฤติกรรมการสื่อสารอย่างหนึ่ง คือ การใช้
ความพยายามเปลี่ยนความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม และการกระทา
ของบุคคลอื่น โดยใช้กลวิธีที่เหมาะสมให้มีผลกระทบใจบุคคล ทั้ง
โดยใช้วัจนภาษาและอวัจนภาษา จนเกิดการยอมรับและยอมเปลี่ยน
ตามที่ผู้โน้มน้าวใจประสงค์ หลักการสาคัญของการพูดโน้มน้าวใจ
ได้แก่ การทาให้มนุษย์ประจักษ์ว่า ถ้าเชื่อและเห็นคุณค่า หรือทา
ตามที่ ผู้โน้มน้าวใจชี้แจงหรือชักนาแล้ว ก็จะได้รับผลที่ตอบสนอง
ความต้องการขั้นพื้นฐานของตนนั่นเอง แต่ตราบใดที่ความประจักษ์
ชัดยังไม่เกิดขึ้น ก็ยังถือว่าการโน้มน้าวใจยังไม่สัมฤทธิ์ผล ดังนั้นผู้
โน้มน้าวใจควรได้ตระหนักถึงประเด็นของการนาเสนอเหตุผลเพื่อให้
ผู้รับสารเข้าใจ เห็นความสาคัญและยอมรับการโน้มน้าวใจ
การเขียนคาขวัญโน้มน้าวใจ
 คาขวัญ คือ คาพูดที่กล่าวให้เป็ นข้อคิดหรือแนวทางปฏิบัติเนื่อง
ในกรณีใดกรณีหนึ่ง หรือโอกาสใดโอกาสหนึ่ง เป็ นข้อความเตือน
ให้ระลึกถึงหน้าที่การงาน และความประพฤติต่าง ๆ หรือ
การปลูกฝังหรือเปลี่ยนแปลงทัศนคติต่อสถาบัน หรือเพื่อผนึก
ความคิดรวบยอดของสินค้า
ลักษณะคาขวัญที่ดี
 คาขวัญที่ดีคือ คาขวัญที่กระทบใจผู้รับสาร ทาให้ผู้รับสารสนใจ
และจดจาคาขวัญได้ทันที
 และ/หรือ เป็ นการอ้างเตือนผู้รับสารไม่ให้ลืมข้อเด่นในคาขวัญ
นั้น เช่น ชื่อสินค้า บุคลิกของสินค้า และข้อมูลที่ต้องการเสนอ
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสื่อที่ใช้ ตาแหน่งคาขวัญในสื่อ อวัจนภาษาด้าน
ตัวอักษร สี และที่สาคัญ ได้แก่ วัตถุประสงค์ในการสร้างคาขวัญ
นั้น ๆ
การเขียนคาขวัญโน้มน้าวใจมีหลักดังนี้
 1. เขียนให้ตรงจุดมุ่งหมาย ตรงตามประเด็นที่ต้องการก่อน
เขียนคาขวัญโน้มน้าวใจในเรื่องใด ๆ ผู้เขียนต้องทาความเข้าใจ
จุดมุ่งหมายให้ถ่องแท้เสียก่อน เช่น “ไม่มีครู ก็ไม่รู้วิชา” “ชาว
ตรังใจกว้าง สร้างแต่ความดี” “ตารวจอยู่ที่ไหน ประชาอุ่นใจ
ที่นั่น” “อากาศเป็ นพิษ ชีวิตเป็ นภัย” “ปตท. พลังไทย เพื่อ
ไทย” “ขับรถระวังคน ข้ามถนนระวังรถ” เป็ นต้น
การเขียนคาขวัญโน้มน้าวใจมีหลักดังนี้
 2. เป็ นถ้อยคาที่สั้น กะทัดรัด อาจมีจานวนคาตั้งแต่ 2 คาขึ้นไป
อาจเป็ นประโยค เดียวหรือสองประโยคที่สัมพันธ์กัน หรืออาจมีเพียง
1 วรรค ถึง 4 วรรค เช่น
“ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ อดทน”
“ช่วยราษฎร์ เสริมรัฐ ยืนหยัดยุติธรรม”
“การบินไทยรักคุณเท่าฟ้ า”
“ยามศึกเรารบ ยามสงบเราพัฒนา”
“อากาศเป็ นพิษ ชีวิตจะสั้น ต้นไม้เท่านั้น
ทั้งกันทั้งแก้” เป็ นต้น
การเขียนคาขวัญโน้มน้าวใจมีหลักดังนี้
 3. มีใจสมบูรณ์ ชัดเจน ไม่คลุมเครือ มีใจความสาคัญหรือ
เป้ าหมายในคาขวัญเพียงประการเดียว เพื่อให้ผู้รับสารจาได้ง่าย
ไม่สับสน เช่น “คุ้มค่าทุกนาที ดูทีวีสีช่องสาม” “วันพระ ชาว
พุทธ หยุดเหล้า” “ไทยสมุทรยึดมั่นคาสัญญา” “บ้านเมือง
สวย ด้วยมือเรา” “ขับเร็วชิดขวา ขับช้าชิดซ้าย” เป็ นต้น
การเขียนคาขวัญโน้มน้าวใจมีหลักดังนี้
 4. เขียนด้วยถ้อยคาภาษาง่าย ๆ มีการเล่นคา เล่นสัมผัส และมี
ช่วงจังหวะที่เหมาะสม เพื่อความไพเราะและจดจาได้ง่าย เช่น
“งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข”
“ยุงแขยง แมลงขยาด เมื่ออาทขยับ”
“ครองตน ครองคน ครองงาน”
“ยิ้มเดียว เคี้ยวเพลิน”
“หลงทางเสียเวลา หลงติดยาเสียอนาคต”
“คาดเข็มขัดนิรภัย ปลอดภัยตลอดเส้นทาง” เป็ นต้น
การเขียนคาขวัญโน้มน้าวใจมีหลักดังนี้
 5. หากเป็ นคาขวัญโฆษณาสินค้า น่าจะมีชื่อสินค้าอยู่ในคาขวัญ
นั้นด้วย เช่น
“ต้องโค้กซิ”
“เป๊ บซี่ดีที่สุด”
“ชาร์ป ก้าวล้าไปในอนาคต”
“สวมแพน แสนเพลิน” เป็ นต้น
โฆษณาชวนเชื่อ
 แบ่งเป็ น 2 ชนิด คือ
 1. โฆษณาชวนเชื่อทางการค้า
 2. โฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง
กลวิธีการโฆษณาชวนเชื่อ
 1. ตราชื่อ
 เป็ นกลวิธีที่เบนความสนใจของผู้รับสารไปจากเหตุผลและ
ข้อเท็จจริงเพื่อให้หมดความเชื่อถือในตัวบุคคลหรือสถาบันฝ่ าย
ตรงข้าม โดยหาคาพูดมาใช้เรียกฝ่ ายตรงกันข้ามเพื่อเร้าอารมณ์
ของผู้รับสาร เช่น คาว่า
 ผู้คลั่งลัทธิ
 ฝ่ ายซ้าย ฝ่ ายขวา
 พวกหัวรุนแรง
 คนแก่ พวกไดโนเสาร์
กลวิธีการโฆษณาชวนเชื่อ
 2. ใช้ถ้อยคาหรูหรา
 มักใช้ถ้อยคาหรือเรียบเรียงข้อความขึ้นให้ผูกพันกับความคิด
หลักการ บุคคล สถาบัน หรืออุดมการณ์ และด้วยอานาจของ
ถ้อยคาและข้อความนั้น ทาให้ผู้อื่นเกิดความเชื่อถือเลื่อมใสใน
ความคิดของบุคคล สถาบันหรืออุดมการณ์นั้นๆ โดยไม่ใช้
ความคิดหรือเหตุผลตรวจสอบความถูกต้องที่แท้จริง หรือความ
สมเหตุสมผลของเนื้อหานั้นๆอีกเช่นกัน
กลวิธีการโฆษณาชวนเชื่อ
 3. อ้างบุคคลหรือสถาบัน
 ใช้วิธีอ้างถึงสถาบันหรือบุคคลที่ทรงคุณวุฒิ ทรงเกียรติ หรือเป็ น
ที่เคารพนับถือ ผู้โฆษณาชวนเชื่อเลือกนามาอ้างเพื่อทาให้ผู้ได้
ฟังเกิดทัศนคติที่ดี หรือเกิดความนิยมชมชอบนโยบาย หลักการ
หรืออุดมการณ์ของตน ผู้รับสารเมื่อได้ยินได้ฟังชื่อเหล่านั้นด้วย
ความเลื่อมใสที่มีอยู่แล้วก็พลอยเชื่อถือโดยไม่หยุดยั้งคิด
พิจารณา จึงตกหลุมพรางของนักโฆษณา
กลวิธีการโฆษณาชวนเชื่อ
 4. ทาเหมือนชาวบ้านธรรมดา
 ผู้โฆษณาชวนเชื่อจะเชื่อมโยงตนเองและหลักการหรือความคิด
ของตนให้เข้าไปผูกพันกับชาวบ้าน หรือความคิดของชาวบ้าน
ธรรมดาๆเพื่อแสดงตนให้เห็นว่าตนเป็ นพวกเดียวกับชน
เหล่านั้น
กลวิธีการโฆษณาชวนเชื่อ
 5. อ้างแต่ที่ประโยชน์ตน
 ผู้โฆษณาชวนเชื่อจะเลือกนาแต่เฉพาะแง่มุมที่เป็ นประโยชน์แก่
ฝ่ ายตนมากล่าวเท่านั้น แต่พยายามกลบเกลื่อนแง่อื่นที่เป็ นโทษ
แก่ฝ่ ายตนไม่ให้ผู้ฟังมีโอกาสทราบได้
กลวิธีการโฆษณาชวนเชื่อ
 6. อ้างคนส่วนใหญ่
 ผู้โฆษณาชวนเชื่อพยายามชักจูงให้ผู้รับสารเกิดความตระหนักว่า
บุคคลอื่นๆจานวนมากมายพากันเชื่อ ประพฤติปฏิบัติอยู่ใน
แนวทางใดทางหนึ่ง ดังนั้นผู้รับสารก็ควรเชื่อหรือประพฤติปฏิบัติ
ด้วย ถ้าใครยังลังเลสงสัยไม่ยอมรับหลักการก็จะกลายเป็ นผิด
แปลกจากคนอื่นๆ
การโน้มน้าวใจ
การโน้มน้าวใจ
การโน้มน้าวใจ

การโน้มน้าวใจ

  • 1.
    วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่6 ครูกิ่งกาญจน์ สมจิตต์ การโน้มน้าวใจ
  • 2.
    การโน้มน้าวใจ คือ การพยายามเปลี่ยนแปลง ความเชื่อ ทัศนคติการกระทาของบุคคลอื่นด้วยกลวิธีที่ เหมาะสม ให้มีผลกระทบใจผู้นั้น จนเกิดการ ยอมรับและเปลี่ยนตามผู้โน้มน้าวใจต้องการ
  • 3.
    วัตถุประสงค์ของการโน้มน้าวใจ  1. เพื่อชักนาหรือโน้มน้าวใจให้เกิดความเชื่อถือศรัทธา ในเรื่องที่พูดหรือเขียน เช่น การชักนาให้ทาประกันชีวิต การ โฆษณาคุณภาพของสินค้า การโน้มน้าวใจให้ศรัทธาในศาสนา เป็ นต้น
  • 4.
    วัตถุประสงค์ของการโน้มน้าวใจ  2. เพื่อกระตุ้นหรือเร้าใจให้เห็นความสาคัญของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่นการพูดให้เห็นความสาคัญของป่าไม้ การพูดให้เห็น ความสาคัญของวัฒนธรรมไทย การเขียนให้ประทับใจในการ ทางานอย่างเสียสละของตารวจตระเวนชายแดน เป็นต้น
  • 5.
    วัตถุประสงค์ของการโน้มน้าวใจ  3. เพื่อปลุกใจให้เกิดความสานึกและปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การปลุกใจให้รักชาติ การปลุกใจใช้สินค้าไทย การปลุกใจ ให้รวมพลังสามัคคีเป็นต้น
  • 6.
    วัตถุประสงค์ของการโน้มน้าวใจ  4. เพื่อให้ผู้รับสารเกิดความรู้ความเข้าใจ มีความเห็นคล้อย ตามและนาไปปฏิบัติ เช่น การโน้มน้าวใจให้รู้จักการวางแผนครอบครัว การโน้ม น้าวใจให้รู้จักใช้ถุงยางอนามัยเพื่อ ป้ องกันการติดเชื้อ เอดส์ การเชิญชวนให้เลิกสูบบุหรี่ เป็ นต้น
  • 7.
    หลักจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจ  ทฤษฎีการจูงใจของมาสโลว์ (Maslow’sTheoryof Human Motivation) ทฤษฎีการจูงใจของมาสโลว์ หรือที่เรียกกันว่าทฤษฎีลาดับ ความต้องการ (Hierarchy of NeedsTheory) เป็ นทฤษฎีการจูงใจที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง มาสโลว์ ได้สรุปลักษณะการจูงใจไว้ว่า การจูงใจจะเป็ นไป ตามลาดับของความต้องการอย่างมีระเบียบ ซึ่งลาดับขั้น ของความต้องการนี้แบ่งออกเป็ น 5 ขั้น ดังนี้
  • 8.
    ทฤษฎีการจูงใจของมาสโลว์  1. ความต้องการพื้นฐานทางร่างกาย(The Physiological Needs) ความต้องการในขั้นนี้ เป็ นความต้องการเพื่อการมีชีวิตอยู่ เช่น ต้องการอาหาร อากาศ เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย เป็ นต้น
  • 9.
    ทฤษฎีการจูงใจของมาสโลว์  2. ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย (The safety Needs) มนุษย์ต้องการความปลอดภัย และความมั่นคงในชีวิต เล่น ความปลอดภัยจากอุบัติเหตุ โรคร้าย หรือจากภัยต่างๆ และ ความมั่นคงทางจิตใจ เช่น ความมั่นคงในการประกอบอาชีพ
  • 10.
    ทฤษฎีการจูงใจของมาสโลว์  3. ความต้องการความรักและการเป็นเจ้าของ(The Belongingness and Love Need) ได้แก่ความต้องการที่จะเข้าร่วมและได้รับการยอมรับจาก สังคม ความเป็ นมิตร และการยอมรับ และความรัก จาก เพื่อนร่วมงาน รวมทั้งความเป็ นเจ้าของ
  • 11.
    ทฤษฎีการจูงใจของมาสโลว์  4. ความต้องการเกียรติยศชื่อเสียง(The Esteem Needs) ความต้องการนี้มีความสาคัญมากในการทางาน ได้แก่ ความ ต้องการได้รับความยกย่องนับถือ และความต้องการมีชื่อเสียง การมีสถานภาพที่ดี มีตาแหน่งอันเป็ นที่ยอมรับโดยทั่ว การมี ความรู้สึกว่าตนเองเป็ นบุคคลสาคัญ
  • 12.
    ทฤษฎีการจูงใจของมาสโลว์  5. ความต้องการความสาเร็จในชีวิต(The Need for Self - Actualization)  เป็ นความต้องการขั้นสูงสุด มนุษย์ต้องการพัฒนาตนเองให้มีการ เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นเรื่อยไป ทาให้ตัวเองดีเด่นที่สุด เป็ นคนที่มี ความคิดสร้างสรรค์เก่งที่สุด เป็ นต้น มนุษย์จะแสวงหาความต้องการ ในขั้นนี้ก็เมื่อความต้องการทั้ง4ประการข้างต้นได้รับการตอบสนอง แล้ว
  • 13.
    กลวิธีในการโน้มน้าวใจ  1. การแสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือของบุคคลผู้โน้มน้าวใจ โดยธรรมดาบุคคลที่มีคุณลักษณะ 3 ประการ คือ มีความรู้จริง มีคุณธรรม และมีความปรารถนาดี ต่อผู้อื่น ย่อมได้รับความ เชื่อถือ จากบุคคลทั่วไป  2. การแสดงให้เห็น ตามกระบวนการของเหตุผลผู้โน้มน้าวใจ ต้องแสดงให้เห็นว่า เรื่องที่ตนกาลัง โน้มน้าวใจมีเหตุผลหนัก แน่น และมีคุณค่าควร แก่การยอมรับ อย่างแท้จริง
  • 14.
    กลวิธีในการโน้มน้าวใจ  3. การแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกและอารมณ์ร่วม บุคคลที่มี อารมณ์ร่วมกันคล้อยตามกัน ได้ง่ายกว่าบุคคล ที่มีความรู้สึก อคติต่อกัน เมื่อใดที่ผู้โน้มน้าวใจ ค้นพบ และแสดงอารมณ์ร่วม ออกมา การโน้มน้าวใจก็จะประสบความสาเร็จ  4. การแสดงให้เห็นทางเลือกทั้งด้านดีและด้านเสีย ผู้โน้มน้าว ใจต้องโน้มน้าวผู้รับสารให้เชื่อถือ หรือปฏิบัติเฉพาะทางที่ตน ต้องการ โดยชี้ให้เห็นว่าสิ่งนั้น มีด้านที่เป็ นโทษ อย่างไร ด้านที่ เป็ นคุณอย่างไร
  • 15.
    กลวิธีในการโน้มน้าวใจ  5. การสร้างความสุขให้แก่ผู้รับสารการเปลี่ยนบรรยากาศ ให้ ผ่อนคลายด้วยอารมณ์ขัน จะทาให้ผู้รับสารเปลี่ยนสภาพจากการ ต่อต้านมาเป็ นความรู้สึกกลาง ๆ พร้อมที่จะคล้อยตามได้  6. การเร้าให้เกิดอารมณ์อย่างแรงกล้า เมื่อมนุษย์เกิดอารมณ์ ขึ้นอย่างแรงกล้า ไม่ว่าดีใจ เสียใจ โกรธแค้น อารมณ์เหล่านี้ มักจะทาให้มนุษย์ไม่ใช้เหตุผลอย่างถี่ถ้วน พิจารณาถึงความ ถูกต้องเหมาะควร เมื่อมีการตัดสินใจ ก็อาจจะคล้อยไปตามที่ผู้ โน้มน้าวใจเสนอแนะได้ง่าย
  • 16.
    ศิลปะการโน้มน้าวจิตใจ  1. จงให้ความสนใจแก่ผู้นั้นหรือกลุ่มนั้นอย่างจริงใจ ท่านจะ ได้รับการต้อนรับและสนใจ จากทุกคนทุกหนแห่ง นักบริการที่ดี ไม่ควรพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับตนเอง แต่จงให้ความสนใจแก่เขา และเรื่องที่ เกี่ยวกับเขา แสดงออกไปทั้งทางกิริยา วาจา และใจ 
  • 17.
    ศิลปะการโน้มน้าวจิตใจ  2. ความยิ้มแย้มเป็ นเงื่อนไขสาคัญในการสร้างความประทับใจ ให้แก่ทุกคนเมื่อแรกพบ
  • 18.
    ศิลปะการโน้มน้าวจิตใจ  3. จงจาชื่อผู้ที่มาติดต่อให้ได้และใช้เรียกได้อย่างถูกต้องเพราะ ทุกคนจะรู้สึกว่าคาพูดที่ไพเราะที่สุด และมีความหมายสาคัญยิ่ง สาหรับเขา ก็คือ ชื่อของเขานั่นเอง
  • 19.
    ศิลปะการโน้มน้าวจิตใจ  4. จงเป็นนักฟังที่ดี ด้วยการให้ความสนใจเรื่องที่เขาพูดและยั่วยุ ให้เขาพูดเรื่องเกี่ยวกับตัวเขาไปเรื่อย ๆ ตามความพอใจของเขา  
  • 20.
    ศิลปะการโน้มน้าวจิตใจ  5. จงพูดในเรื่องที่เขากาลังสนใจได้แก่เรื่องที่เขากาลังคลั่งไคล้ เรื่องที่เกี่ยวกับความรู้ ความชานาญ ของเขาเองเรื่องที่เขากาลัง ภาคภูมิใจ หรือเรื่องที่เขาพึ่งได้รับความตื่นเต้นมาใหม่ ๆ
  • 21.
    ศิลปะการโน้มน้าวจิตใจ  6. จงทาให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นคนสาคัญ หรือชี้ให้เห็นจุดสาคัญ ดีเด่นในตัวเขาและจงทาเช่นนั้น ด้วยความจริงใจ ทุกคนจะรู้สึก ชอบท่านทันที เพราะทุกคนชอบยอ และชอบที่มีใครยกย่อง แม้ จะเป็ นยอกันต่อหน้าที่ก็ตามที
  • 22.
    ศิลปะการโน้มน้าวจิตใจ ควรใช้ภาษาในเชิงเสนอแนะ ขอร้อง วิงวอนหรือ เร้าใจ ซึ่งในการใช้ถ้อยคาให้เกิดน้าเสียงดังกล่าว จะต้องเลือกใช้คาที่สื่อความหมายตามที่ต้องการ โดยคานึงถึง จังหวะและความนุ่นนวล ในน้าเสียง
  • 23.
    ลักษณะของสารโน้มน้าวใจ  1. คาเชิญชวนเป็ นการแนะนาให้ช่วยกันกระทาการ อย่างใด อย่างหนึ่ง เพื่อให้เกิด ประโยชน์ส่วนรวม มักจะพบในการเขียนคาขวัญ แถลงการณ์ เพลงปลุกใจ บทความปลุกใจ หรือการพูดในโอกาสต่าง ๆ ใบประกาศ แผ่นปลิว โปสเตอร์ หรือเป็ นการบอกกล่าว ทางวิทยุ โทรทัศน์ ผู้ส่งสาร จะบอกจุดประสงค์ อย่างชัดเจนและชี้ให้เห็นประโยชน์รวมทั้งบอกวิธี ปฏิบัติด้วย โดยโน้มน้าวให้เกิดความภาคภูมิใจว่าถ้าปฏิบัติตามคาเชิญ ชวนจะเป็ นผู้ทาประโยชน์แก่ส่วนรวม เช่น การพูดปลุกใจให้ประชาชนรัก ชาติ พูดจูงใจให้ประชาชนออกไป ลงคะแนนเสียง เลือกตั้งสมาชิก ผู้แทนราษฎร พูดโน้มน้าวใจให้คนบริจาคโลหิต พูดโน้มน้าวใจ ให้คนซื้อ สินค้า ที่ตนเองจาหน่าย พูดโน้มน้าวในใจให้ประชาชนช่วยกันรักษา สิ่งแวดล้อม เป็ นต้น
  • 24.
    ลักษณะของสารโน้มน้าวใจ  2. โฆษณาสินค้าหรือ โฆษณาบริการ มีลักษณะดังนี้  2.1 ใช้ถ้อยคาที่แปลกใหม่ สะดุดหู สะดุดตา ผู้รับสาร  2.2 ใช้ประโยค หรือวลีสั้น ๆ ที่ทาให้ผู้อื่นรับรู้ได้อย่างฉับพลัน  2.3 เนื้อหาจะแสดงให้เห็นถึงคุณภาพอันดีเลิศของสินค้า หรือ บริการ  2.4 ใช้กลวิธีโน้มน้าวใจโดยชี้ให้เห็นประโยชน์ของสินค้า  2.5 เนื้อหาของสารโฆษณามักขาดเหตุผลที่หนักแน่นรัดกุม  2.6 การนาเสนอสารใช้วิธีโฆษณาตามสื่อต่าง ๆ ซ้า ๆ หลายวัน
  • 25.
  • 26.
    หลักในการเขียนโน้มน้าวใจ  1. การวิเคราะห์ผู้อ่านผู้เขียนจะต้องวิเคราะห์ผู้อ่านว่า มี ลักษณะอย่างไร เช่น เพศ วัย การศึกษา อาชีพ ฐานะทาง เศรษฐกิจ ฐานะทางสังคม และค่านิยม เป็ นต้น การวิเคราะห์ ผู้อ่านจะช่วย ให้ผู้เขียนสามารถกาหนด เนื้อหาและกลวิธีการ นาเสนอได้อย่างเหมาะสม
  • 27.
    หลักในการเขียนโน้มน้าวใจ  2. การใช้หลักจิตวิทยาผู้เขียนจะต้องอาศัยหลักจิตวิทยาในการ เขียนโน้มน้าวใจเป็ นอย่างมาก เนื่องจากผู้เขียนต้องทาความ เข้าใจธรรมชาติ ความสนใจ และความต้องการของผู้อ่าน ว่า น่าจะเป็ น ไปในทิศทางใด แล้วจึงนามาเป็ นประโยชน์ในการ เขียนโน้มน้าวใจต่อไป
  • 28.
    หลักในการเขียนโน้มน้าวใจ  3. การให้เหตุผลผู้เขียนต้องพยายามหาเหตุผลมาสนับสนุน ความคิดเห็นของตน เหตุผลที่นามาอ้างนั้นควรน่าเชื่อถือ มี น้าหนักเพียงพอ และเป็ นไปได้ในทางปฏิบัติ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่าน เชื่อถือ และยอมรับ ตลอดจนมีปฏิกิริยาตอบสนองความต้องการ ของผู้เขียน
  • 29.
    หลักในการเขียนโน้มน้าวใจ  4. การใช้ภาษาภาษาทีใช้ในการเขียนโน้มน้าวใจควรเป็ นภาษาที่ เร้าอารมณ์และความรู้สึกของผู้อ่าน ดังนั้นผู้เขียนจึงต้องมีศิลปะ ในการใช้ภาษา คือ รู้จักเลือกสรรถ้อยคาที่สื่อความหมายได้ ชัดเจน ก่อให้เกิดภาพ และกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของผู้อ่าน
  • 30.
    การพูดโน้มน้าวใจ  การพูดโน้มน้าวใจเป็ นพฤติกรรมการสื่อสารอย่างหนึ่งคือ การใช้ ความพยายามเปลี่ยนความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม และการกระทา ของบุคคลอื่น โดยใช้กลวิธีที่เหมาะสมให้มีผลกระทบใจบุคคล ทั้ง โดยใช้วัจนภาษาและอวัจนภาษา จนเกิดการยอมรับและยอมเปลี่ยน ตามที่ผู้โน้มน้าวใจประสงค์ หลักการสาคัญของการพูดโน้มน้าวใจ ได้แก่ การทาให้มนุษย์ประจักษ์ว่า ถ้าเชื่อและเห็นคุณค่า หรือทา ตามที่ ผู้โน้มน้าวใจชี้แจงหรือชักนาแล้ว ก็จะได้รับผลที่ตอบสนอง ความต้องการขั้นพื้นฐานของตนนั่นเอง แต่ตราบใดที่ความประจักษ์ ชัดยังไม่เกิดขึ้น ก็ยังถือว่าการโน้มน้าวใจยังไม่สัมฤทธิ์ผล ดังนั้นผู้ โน้มน้าวใจควรได้ตระหนักถึงประเด็นของการนาเสนอเหตุผลเพื่อให้ ผู้รับสารเข้าใจ เห็นความสาคัญและยอมรับการโน้มน้าวใจ
  • 31.
    การเขียนคาขวัญโน้มน้าวใจ  คาขวัญ คือคาพูดที่กล่าวให้เป็ นข้อคิดหรือแนวทางปฏิบัติเนื่อง ในกรณีใดกรณีหนึ่ง หรือโอกาสใดโอกาสหนึ่ง เป็ นข้อความเตือน ให้ระลึกถึงหน้าที่การงาน และความประพฤติต่าง ๆ หรือ การปลูกฝังหรือเปลี่ยนแปลงทัศนคติต่อสถาบัน หรือเพื่อผนึก ความคิดรวบยอดของสินค้า
  • 32.
    ลักษณะคาขวัญที่ดี  คาขวัญที่ดีคือ คาขวัญที่กระทบใจผู้รับสารทาให้ผู้รับสารสนใจ และจดจาคาขวัญได้ทันที  และ/หรือ เป็ นการอ้างเตือนผู้รับสารไม่ให้ลืมข้อเด่นในคาขวัญ นั้น เช่น ชื่อสินค้า บุคลิกของสินค้า และข้อมูลที่ต้องการเสนอ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสื่อที่ใช้ ตาแหน่งคาขวัญในสื่อ อวัจนภาษาด้าน ตัวอักษร สี และที่สาคัญ ได้แก่ วัตถุประสงค์ในการสร้างคาขวัญ นั้น ๆ
  • 33.
    การเขียนคาขวัญโน้มน้าวใจมีหลักดังนี้  1. เขียนให้ตรงจุดมุ่งหมายตรงตามประเด็นที่ต้องการก่อน เขียนคาขวัญโน้มน้าวใจในเรื่องใด ๆ ผู้เขียนต้องทาความเข้าใจ จุดมุ่งหมายให้ถ่องแท้เสียก่อน เช่น “ไม่มีครู ก็ไม่รู้วิชา” “ชาว ตรังใจกว้าง สร้างแต่ความดี” “ตารวจอยู่ที่ไหน ประชาอุ่นใจ ที่นั่น” “อากาศเป็ นพิษ ชีวิตเป็ นภัย” “ปตท. พลังไทย เพื่อ ไทย” “ขับรถระวังคน ข้ามถนนระวังรถ” เป็ นต้น
  • 34.
    การเขียนคาขวัญโน้มน้าวใจมีหลักดังนี้  2. เป็นถ้อยคาที่สั้น กะทัดรัด อาจมีจานวนคาตั้งแต่ 2 คาขึ้นไป อาจเป็ นประโยค เดียวหรือสองประโยคที่สัมพันธ์กัน หรืออาจมีเพียง 1 วรรค ถึง 4 วรรค เช่น “ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ อดทน” “ช่วยราษฎร์ เสริมรัฐ ยืนหยัดยุติธรรม” “การบินไทยรักคุณเท่าฟ้ า” “ยามศึกเรารบ ยามสงบเราพัฒนา” “อากาศเป็ นพิษ ชีวิตจะสั้น ต้นไม้เท่านั้น ทั้งกันทั้งแก้” เป็ นต้น
  • 35.
    การเขียนคาขวัญโน้มน้าวใจมีหลักดังนี้  3. มีใจสมบูรณ์ชัดเจน ไม่คลุมเครือ มีใจความสาคัญหรือ เป้ าหมายในคาขวัญเพียงประการเดียว เพื่อให้ผู้รับสารจาได้ง่าย ไม่สับสน เช่น “คุ้มค่าทุกนาที ดูทีวีสีช่องสาม” “วันพระ ชาว พุทธ หยุดเหล้า” “ไทยสมุทรยึดมั่นคาสัญญา” “บ้านเมือง สวย ด้วยมือเรา” “ขับเร็วชิดขวา ขับช้าชิดซ้าย” เป็ นต้น
  • 36.
    การเขียนคาขวัญโน้มน้าวใจมีหลักดังนี้  4. เขียนด้วยถ้อยคาภาษาง่ายๆ มีการเล่นคา เล่นสัมผัส และมี ช่วงจังหวะที่เหมาะสม เพื่อความไพเราะและจดจาได้ง่าย เช่น “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” “ยุงแขยง แมลงขยาด เมื่ออาทขยับ” “ครองตน ครองคน ครองงาน” “ยิ้มเดียว เคี้ยวเพลิน” “หลงทางเสียเวลา หลงติดยาเสียอนาคต” “คาดเข็มขัดนิรภัย ปลอดภัยตลอดเส้นทาง” เป็ นต้น
  • 37.
    การเขียนคาขวัญโน้มน้าวใจมีหลักดังนี้  5. หากเป็นคาขวัญโฆษณาสินค้า น่าจะมีชื่อสินค้าอยู่ในคาขวัญ นั้นด้วย เช่น “ต้องโค้กซิ” “เป๊ บซี่ดีที่สุด” “ชาร์ป ก้าวล้าไปในอนาคต” “สวมแพน แสนเพลิน” เป็ นต้น
  • 38.
    โฆษณาชวนเชื่อ  แบ่งเป็ น2 ชนิด คือ  1. โฆษณาชวนเชื่อทางการค้า  2. โฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง
  • 39.
    กลวิธีการโฆษณาชวนเชื่อ  1. ตราชื่อ เป็ นกลวิธีที่เบนความสนใจของผู้รับสารไปจากเหตุผลและ ข้อเท็จจริงเพื่อให้หมดความเชื่อถือในตัวบุคคลหรือสถาบันฝ่ าย ตรงข้าม โดยหาคาพูดมาใช้เรียกฝ่ ายตรงกันข้ามเพื่อเร้าอารมณ์ ของผู้รับสาร เช่น คาว่า  ผู้คลั่งลัทธิ  ฝ่ ายซ้าย ฝ่ ายขวา  พวกหัวรุนแรง  คนแก่ พวกไดโนเสาร์
  • 40.
    กลวิธีการโฆษณาชวนเชื่อ  2. ใช้ถ้อยคาหรูหรา มักใช้ถ้อยคาหรือเรียบเรียงข้อความขึ้นให้ผูกพันกับความคิด หลักการ บุคคล สถาบัน หรืออุดมการณ์ และด้วยอานาจของ ถ้อยคาและข้อความนั้น ทาให้ผู้อื่นเกิดความเชื่อถือเลื่อมใสใน ความคิดของบุคคล สถาบันหรืออุดมการณ์นั้นๆ โดยไม่ใช้ ความคิดหรือเหตุผลตรวจสอบความถูกต้องที่แท้จริง หรือความ สมเหตุสมผลของเนื้อหานั้นๆอีกเช่นกัน
  • 41.
    กลวิธีการโฆษณาชวนเชื่อ  3. อ้างบุคคลหรือสถาบัน ใช้วิธีอ้างถึงสถาบันหรือบุคคลที่ทรงคุณวุฒิ ทรงเกียรติ หรือเป็ น ที่เคารพนับถือ ผู้โฆษณาชวนเชื่อเลือกนามาอ้างเพื่อทาให้ผู้ได้ ฟังเกิดทัศนคติที่ดี หรือเกิดความนิยมชมชอบนโยบาย หลักการ หรืออุดมการณ์ของตน ผู้รับสารเมื่อได้ยินได้ฟังชื่อเหล่านั้นด้วย ความเลื่อมใสที่มีอยู่แล้วก็พลอยเชื่อถือโดยไม่หยุดยั้งคิด พิจารณา จึงตกหลุมพรางของนักโฆษณา
  • 42.
    กลวิธีการโฆษณาชวนเชื่อ  4. ทาเหมือนชาวบ้านธรรมดา ผู้โฆษณาชวนเชื่อจะเชื่อมโยงตนเองและหลักการหรือความคิด ของตนให้เข้าไปผูกพันกับชาวบ้าน หรือความคิดของชาวบ้าน ธรรมดาๆเพื่อแสดงตนให้เห็นว่าตนเป็ นพวกเดียวกับชน เหล่านั้น
  • 43.
    กลวิธีการโฆษณาชวนเชื่อ  5. อ้างแต่ที่ประโยชน์ตน ผู้โฆษณาชวนเชื่อจะเลือกนาแต่เฉพาะแง่มุมที่เป็ นประโยชน์แก่ ฝ่ ายตนมากล่าวเท่านั้น แต่พยายามกลบเกลื่อนแง่อื่นที่เป็ นโทษ แก่ฝ่ ายตนไม่ให้ผู้ฟังมีโอกาสทราบได้
  • 44.
    กลวิธีการโฆษณาชวนเชื่อ  6. อ้างคนส่วนใหญ่ ผู้โฆษณาชวนเชื่อพยายามชักจูงให้ผู้รับสารเกิดความตระหนักว่า บุคคลอื่นๆจานวนมากมายพากันเชื่อ ประพฤติปฏิบัติอยู่ใน แนวทางใดทางหนึ่ง ดังนั้นผู้รับสารก็ควรเชื่อหรือประพฤติปฏิบัติ ด้วย ถ้าใครยังลังเลสงสัยไม่ยอมรับหลักการก็จะกลายเป็ นผิด แปลกจากคนอื่นๆ