ภูมิปัญญาภาษาไทย โวหารภาพพจน์
ภูมิปัญญาภาษาไทยนิยมใช้โวหารต่างๆ หลายชนิดด้วยกัน  เพื่อเป็นสื่อในการถ่ายทอดอารมณ์  ความรู้สึก ความคิด ความฝัน หรือความรู้ของผู้แต่งไปยังผู้อ่าน หรือเป็นเครื่องช่วยขยายเนื้อความให้ ชัดเจนยิ่งขึ้น หรือช่วยทำให้ผู้อ่านเกิดมโนภาพคล้อยตามผู้แต่งไปด้วย  โวหารที่ผู้แต่งใช้เพื่อให้เกิด  “ภาพพจน์”  มีวิธีการ  ดังต่อไปนี้
1.  อุปมาอุปไมย  ( Simile ) 1.  อุปมาอุปไมย  ( Simile ) คือ  การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งว่าเหมือนอีสิ่งหนึ่ง  สังเกตได้จากการใช้คำที่มีความหมายว่า  “เหมือน”  เช่น  ดุจ ประดุจ ดัง ดั่ง เพี้ยง เพียง พ่าง ปูน เฉก เช่น ครุวนา เหมือน อย่าง เล่ห์ ประเล่ห์ กล ดูราว ประหนึ่ง ราวกับ คล้าย เป็นต้น  เป็นคำเชื่อม  เช่น (1)  รวดเร็ว  ดุจ  กามนิตหนุ่ม (2)  เงียบ  เหมือน  ป่าช้า (3)  โอ้ว่าอนิจจาความรัก  เพื่องประจักษ์  ดัง  สายน้ำไหล (4)  สูงระหงทรงเพรียวเรียวลูด  งามละม้าย  คล้าย  อูฐกะหลาป๋า   พิศหัวจรดเท้าเข้าแต่ตา  สองแก้มกัลยา  ดัง  ลูกยอ   พิศขนง  เหมือน  กงเขาดีดฝ้าย จมูกดูละม้ายคล้ายพร้าขอ
2.  อุปลักษณ์  ( Metaphor ) คือ  การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง  หรือการเปรียบของสองสิ่งว่าเป็นสิ่งเดียวกัน  หรือเท่ากันทุกประการ  มี  3  ลักษณะ  คือ (1)  ใช้คำ  “เป็น  ,  เท่า  ,  คือ”  ในการเปรียบ  เช่น ลูก  เป็น  ดวงใจของแม่   ปากเล็ก  เท่า  รูเข็ม  ปัญญา  คือ  ดาบสู้ ดัสกร (2)  ใช้คำที่จะเปรียบเป็นซ้อนลงข้างหน้า  เช่น ไฟ โทสะ  (  โทสะเป็นไฟ  ) ทะเล ภูผา  (  ภูผาเป็นทะเล  ) เพชร น้ำค้าง  (  น้ำค้างคือเพชร  ) คลื่น สิขร  (  สิขรคือคลื่น  ) (3)  ใช้กลุ่มคำนั้นในการแสดงการเปรียบเป็น  เช่น พิณพาทย์ไพร กล่อมขับสำหรับดง  ( เปรียบเสียงในธรรมชาติเป็นพิณพาทย์ไพร ) พิณฟ้า ราตรี  ธรณีสุโนกเนา  ( เปรียบเสียงนกร้องเป็นพิณฟ้า )
3.  อติพจน์  ( Hyperbole ) หรือโวหารเกินจริง  เป็นการพรรณนาภาพ  หรืออารมณ์ที่เกินความจริง  เพื่อช่วยให้  ผู้อ่านเกิดจินตนาการที่กว้างไกลและแปลกใหม่กว่าธรรมดา  เช่น   ร้องไห้จนน้ำตา เป็นสายเลือด   การบินไทยรักคุณ เท่าฟ้า เราบินข้ามโลกมาชั่วลัด นิ้วมือเดียว
4.  บุคลาธิษฐาน  หรือ บุคคลวัต   ( Personification )   บุคลาธิษฐาน  มาจากคำว่า  บุคคล  +  อธิษฐาน  คือ  อธิษฐานให้กลายเป็นบุคคล  หมายถึง  ภาพพจน์ที่กล่าวถึงสิ่งที่ไม่มีชีวิต  ไม่มีวิญญาณ  ไม่มีความคิดหรือสิ่งมีชีวิตที่มิใช่มนุษย์ทำกริยา  เสมือนเป็น  สิ่งมีชีวิตมีวิญญาณมีความรู้สึกนึกคิด  เช่น (1)  ดาวเรืองไกวกิ่ง ทักทาย กุหลาบแดง  แต่กุหลาบสาวดู เหมือนจะมองไม่เห็น เพราะ  เจ้าหล่อนมัวแต่ หัวเราะระริกรื่น  เอียงแก้ม หลบผีเสื้อหนุ่มอยู่พัลวัน (2)  ปางลูกทุกข์ฤดี  ธรณีเศร้าใจ  ปางลูกร้องไห้  ธรณี ไห้หวน (3)  วันนี้แพรสีแสดของแดดกล้า ห่ม ทุ่งหญ้าป่าเขา อย่างเหงาหงอย โดยแรงลมริ้วฝุ่นหมุนตัวลอย เราค่อยค่อยคว้างหล่น ซบ บนดิน (  สันติ  ธนะเลิศ , “ รำพึงแห่งใบไม้”  )
5.  ปฏิวาทะ ปฏิพากษ์  หรือวิภาษ  ( Oxymoron )   คือ  การใช้คำที่มีความหมายขัดแย้งกันนำมาเข้าคู่กันได้อย่างกลมกลืน  ทั้งนี้เพื่อสร้างอารมณ์สะเทือนใจ  และให้สารลึกซึ้งกินใจ  เช่น (1)  เสียง น้ำซึ่งกระซิบสาด ปราศจากเสียง   ( เสียง  กับ  ปราศจากเสียง  เป็นปฏิพากย์กัน  ) (2)  ไฟฟ้า สว่าง   แต่ลูกรู้สึก มืด จนน่าใจหาย  ( สว่าง  กับ  มืด  เป็นปฏิพากย์กัน  ) (3)  ความ ขมขื่น อัน หวานชื่น   ( ขมขื่น  กับ  หวานชื่น  เป็นปฏิพากย์กัน  ) *  นอกจากนี้  คำซ้อนเพื่อความหมายที่นำคำที่มีความหมายตรงกันข้ามกันมาซ้อนกัน  เช่น  ยินดียินร้าย  สุกดิบ  คู่คี่  ตัดต่อ  ยังจัดอยู่ในโวหารภาพพจน์เชิงปฏิพากย์นี้
6.  ปฏิพจน์  ( Antithesis ) คือ การใช้คำที่มีความหมายตรงข้ามกันในลักษณะแย้งหรือถ่วงความ เช่น สวยอย่างร้ายกาจ  ดีเป็นบ้า  เช่น วิปริตผิดวิสัยหรือไทยเอ๋ย เมืองเราเคยครองสุขกลับทุกข์เศร้า เคยชุ่มเย็นยิ่งกลุ้มรุ่มร้อนเร้า  คอยกรีดเข้าแทนถล่มร่มไม้บัง ชีวิตถูกของแพงแล้งน้ำจิต และอากาศเป็นพิษคิดแล้วคลั่ง ความชั่วหยาบ บาป บ้า ตีตราดัง  ยี่ห้อสังคมทู่ของหมู่เรา (  ข้าวยากหมากแพง  :  จินตนา  ปิ่นเฉลียว  )
7.  ปฏิปุจฉา  ( Rhetorical – question ) เป็นศิลปะการใช้คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบของผู้แต่ง  เพราะมุ่งจะให้คำถามนั้นเป็นสื่อนำความคิดของผู้อ่าน  หรือเป็นเครื่องเรียกร้องความสนใจของผู้อ่านมากกว่าต้องการคำตอบ  เช่น ท่านเป็นเทพเทวาอารักษ์หรือ หรือท่านคือคนธรรพ์อันสุขศรี หรือเป็นยักษ์อสุราอสุรี หรือท่านนี้คือมนุษย์บุรุษใด (  ดังนี้เถิด  :  เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์  )
8.  อุทาหรณ์  ( Analogy ) เป็นวิธีการเปรียบเทียบเรื่องราว  เหตุการณ์  หรือความคิดสองอย่างที่มีความหมายต่างกันว่าคล้ายกัน  โดยการยกข้อความที่เชื่อว่าง่ายแก่การเข้าใจมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผู้แต่งต้องการจะเสนอ  มักจะนิยมใช้สุภาษิต  คำพังเพย  หรือเพลงกล่อมเด็ก  เพื่อช่วยสรุปใจความสำคัญ  หรือช่วยสร้างบรรยากาศของเรื่อง  การเปรียบเทียบแบบนี้จะต่างจากวิธีเปรียบเทียบแบบอุปมาอุปไมยตรงที่โวหารอุปมาอุปไมย เป็นการเปรียบเทียบคำ  แต่โวหารอุทาหรณ์เป็นการเปรียบเทียบข้อความ  เช่น ชีวิตตนจนบัดนี้ไม่มีแผก   สวะที่รอแตกตามกระแส เริ่มละลายเริ่มเพียรเริ่มเปลี่ยนแปร  ต่อตัวเองตั้งข้อแม้ – แก้สังคม แสวงหาอย่างสับสนบนทางผ่าน หลายวิญญาณปนเปประเสประสม หลายแนวทางได้ค้นคว้ามาลองชม  หากเหมือนงมเงาใส่ในธารา (  ความในใจจากภูเขา  :  จิระนันท์  พิตรปรีชา  )
9.  สัทพจน์  ( Onomatopoeia ) เป็นการนำเสียงที่ได้ยินตามธรรมชาติมาใช้บรรยายให้เกิดมโนถาพแก่ผู้อ่านเช่น กรอบแกรบ  หวิวหวิว  ออดแอด  หึ่งหึ่ง  เป็นต้น  เช่น ไผ่ซออ้อเอียดเบียดออด ลมลอดไล่เลี้ยวเรียวไผ่ ออดแอดแอดออดยอดไกว แพใบลำน้ำลำคลอง (  บนพรมใบไผ่  :  เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์  )
10.  สัญลักษณ์  ( Symbol ) คือ การเปรียบเทียบที่เรียกสิ่งหนึ่งสิ่งใด โดยใช้คำอื่นแทนคำที่ใช้เรียกนั้นเกิดจากการเปรียบเทียบและตีความ  ซึ่งใช้กันมานานเป็นที่เข้าใจโดยทั่วไป  เช่น ดอกกุหลาบแดง หมายถึง ความรัก สีขาว หมายถึง ความดี  /  ความบริสุทธิ์ กา  หมายถึง ผู้ต่ำต้อยยากจน  ตราชู หมายถึง ความยุติธรรม
11.  การกล่าวถึงความขัดกันเข้าคู่กัน  หรือปฏิภาคพจน์  หรืออรรถวิภาษ  ( Paradox ) เป็นวิธีการกล่าวถึงข้อความที่มีความขัดกัน  เพื่อให้เป็นเครื่องดึงความสนใจของผู้อ่านอีกวิธีหนึ่ง  เพราะความตรงกันข้ามดังกล่าวนี้  อาจจะดูเหมือนว่าไม่น่าเป็นไปได้แต่ก็เป็นไปแล้ว  ทำนอง  “น้ำร้อนปลาเป็น  น้ำเย็นปลาตาย”  ตัวอย่างเช่น  เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์  กล่าวถึงการตายของจิตร  ภูมิศักดิ์  ว่าแม้ชีวิตจิตร  จะถูกทำลายไปพร้อมกับกาลเวลาที่ผ่านไปก็จริง  แต่ชื่อเสียงของจิตร  กลับเป็นที่ประจักษ์แก่ตาคนทั่วไปมากยิ่งขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านเลยไปด้วย  เช่น กาลเวลา ฆ่า จิตร  ภูมิศักดิ์ กาลเวลาก็ตระหนักประจักษ์ค่า กาลเวลา ฆ่า คนดีทุกที่มา แต่เวลาก็ทูนเทิด เชิดคนดี (  ใบไม้ป่า  :  เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์  )
12.  การกล่าวเท้าความ  หรือปฏิรูปพจน์  ( Allusion ) เป็นวิธีการเขียนแบบหนึ่ง  ที่ผู้แต่งนิยมอ้างถึงบุคคลหรือเหตุการณ์หรือพฤติกรรม  หรือ  ข้อความที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายดีแล้ว  เพื่อเปรียบเทียบกับตัวผู้แต่ง  หรือพฤติกรรมบางประการ  จะได้ช่วยโยงความคิดให้แก่ผู้อ่านและทำให้เข้าใจเรื่องราวได้ถูกต้องและรวดเร็วยิ่งขึ้น  เช่น  อังคาร  กัลยาณพงศ์  กล่าวตัดพ้อว่าทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนเกิดมาคู่กันทั้งสิ้น  เช่น  เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์  เกิดมาคู่กับ  เจ้าฟ้าสังวาลย์  แมลงภู่ผึ้งเกิดมาคู่กับดอกไม้  แต่เหตุไฉนตัวเองกลับไร้คู่  เช่น  ธรรมาธิเบศร์มหากวี มีหญิงสังวาลย์เป็นมิ่งขวัญ มอดม้วยด้วยแรงรักนั้น ทุกชีวันพบคู่ชม แม้แต่บุหงาลดาวัลย์ อัศจรรย์ผึ้งภู่สู่สม ฟ้าเมตตามิกล้าให้ระทม บรมสุขทุกจุลินทรีย์ แต่ฟ้าปั้นฉันเดียว เปล่าเปลี่ยวใจไฉนฉะนี้ หนวกบอดใบ้เสียก็ดี ควรมีฤาหฤทัย (  ฟ้าปั้นฉันเดียว  :  อังคาร  กัลยาณพงศ์  )
13.  อาวัตพากย์  ( Synesthesia ) คือ  โวหารที่ใช้คำเรียกผลของการสัมผัสที่ผิดไปจากธรรมดา  เพื่อเรียกร้องความสนใจจาก  ผู้อ่าน  เช่น  ตามปกติเราใช้คำว่า  “รส”  เรียกผลการสัมผัสจากลิ้น  ใช้คำว่า  “กลิ่น”  เรียกผลสัมผัสจากจมูก  เป็นต้น  แต่การใช้โวหารแบบอาวัตพากย์นี้ผู้แต่งเจตนาจะใช้ภาษาให้ดูเหมือนผิดไปจากการใช้คำตามธรรมดา  เพื่อให้คำดังกล่าวนี้เป็นจุดกระทบใจของผู้อ่าน  เช่น  ลายสือขวัญหลั่งไหล หอม ย่อมเป็นกาพย์กลอนอันเฉิดฉาย พร้อมคติธรรมลึกซึ้งคมคาย ซ่อนไว้ประเสริฐสวยด้วยอารมณ์ (  กาพย์กลอน  :  อังคาร  กัลยาณพงศ์  ) *  ในที่นี้  อังคาร  ใช้คำว่า  “หอม”  ซึ่งเป็นคำแทนผลการสัมผัสทางจมูกกับตัวหนังสือ  เพื่อ  ดึงดูดความสนใจจากผู้อ่าน
14.  การเลี่ยงคำ  หรือสมพจนัย หรืออนุนามนัย  ( Syneccoche ) เป็นโวหารที่กล่าวถึงเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งของจำนวนเต็ม  แต่มีความหมายคลุมหมดทุกส่วน  เช่น  อังคาร  กัลยาณพงศ์  กล่าวถึงชีวิตที่อดอยากแร้นแค้นของตนไว้ในลำนำภูกระดึง  โดยใช้คำว่า  “ไส้”  ซึ่งเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายมาใช้เป็นคำแทนตัวเองว่า เกิดเป็นกวีที่โซโง่เขลา เบาปัญญาเอกาน้ำตาไหล รักรู้ปรัชญาศึกษาไป จน ไส้ แห้งฐานะยากจน (  ลำนำภูกระดึง  :  อังคาร  กัลยาณพงศ์  )
นำเสนอโดย นายทศพล  พิลาบุตร คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาการสอนภาษาไทย 473050055-8

Thai1

  • 1.
  • 2.
    ภูมิปัญญาภาษาไทยนิยมใช้โวหารต่างๆ หลายชนิดด้วยกัน เพื่อเป็นสื่อในการถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความฝัน หรือความรู้ของผู้แต่งไปยังผู้อ่าน หรือเป็นเครื่องช่วยขยายเนื้อความให้ ชัดเจนยิ่งขึ้น หรือช่วยทำให้ผู้อ่านเกิดมโนภาพคล้อยตามผู้แต่งไปด้วย โวหารที่ผู้แต่งใช้เพื่อให้เกิด “ภาพพจน์” มีวิธีการ ดังต่อไปนี้
  • 3.
    1. อุปมาอุปไมย ( Simile ) 1. อุปมาอุปไมย ( Simile ) คือ การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งว่าเหมือนอีสิ่งหนึ่ง สังเกตได้จากการใช้คำที่มีความหมายว่า “เหมือน” เช่น ดุจ ประดุจ ดัง ดั่ง เพี้ยง เพียง พ่าง ปูน เฉก เช่น ครุวนา เหมือน อย่าง เล่ห์ ประเล่ห์ กล ดูราว ประหนึ่ง ราวกับ คล้าย เป็นต้น เป็นคำเชื่อม เช่น (1) รวดเร็ว ดุจ กามนิตหนุ่ม (2) เงียบ เหมือน ป่าช้า (3) โอ้ว่าอนิจจาความรัก เพื่องประจักษ์ ดัง สายน้ำไหล (4) สูงระหงทรงเพรียวเรียวลูด งามละม้าย คล้าย อูฐกะหลาป๋า พิศหัวจรดเท้าเข้าแต่ตา สองแก้มกัลยา ดัง ลูกยอ พิศขนง เหมือน กงเขาดีดฝ้าย จมูกดูละม้ายคล้ายพร้าขอ
  • 4.
    2. อุปลักษณ์ ( Metaphor ) คือ การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง หรือการเปรียบของสองสิ่งว่าเป็นสิ่งเดียวกัน หรือเท่ากันทุกประการ มี 3 ลักษณะ คือ (1) ใช้คำ “เป็น , เท่า , คือ” ในการเปรียบ เช่น ลูก เป็น ดวงใจของแม่ ปากเล็ก เท่า รูเข็ม ปัญญา คือ ดาบสู้ ดัสกร (2) ใช้คำที่จะเปรียบเป็นซ้อนลงข้างหน้า เช่น ไฟ โทสะ ( โทสะเป็นไฟ ) ทะเล ภูผา ( ภูผาเป็นทะเล ) เพชร น้ำค้าง ( น้ำค้างคือเพชร ) คลื่น สิขร ( สิขรคือคลื่น ) (3) ใช้กลุ่มคำนั้นในการแสดงการเปรียบเป็น เช่น พิณพาทย์ไพร กล่อมขับสำหรับดง ( เปรียบเสียงในธรรมชาติเป็นพิณพาทย์ไพร ) พิณฟ้า ราตรี ธรณีสุโนกเนา ( เปรียบเสียงนกร้องเป็นพิณฟ้า )
  • 5.
    3. อติพจน์ ( Hyperbole ) หรือโวหารเกินจริง เป็นการพรรณนาภาพ หรืออารมณ์ที่เกินความจริง เพื่อช่วยให้ ผู้อ่านเกิดจินตนาการที่กว้างไกลและแปลกใหม่กว่าธรรมดา เช่น ร้องไห้จนน้ำตา เป็นสายเลือด การบินไทยรักคุณ เท่าฟ้า เราบินข้ามโลกมาชั่วลัด นิ้วมือเดียว
  • 6.
    4. บุคลาธิษฐาน หรือ บุคคลวัต ( Personification ) บุคลาธิษฐาน มาจากคำว่า บุคคล + อธิษฐาน คือ อธิษฐานให้กลายเป็นบุคคล หมายถึง ภาพพจน์ที่กล่าวถึงสิ่งที่ไม่มีชีวิต ไม่มีวิญญาณ ไม่มีความคิดหรือสิ่งมีชีวิตที่มิใช่มนุษย์ทำกริยา เสมือนเป็น สิ่งมีชีวิตมีวิญญาณมีความรู้สึกนึกคิด เช่น (1) ดาวเรืองไกวกิ่ง ทักทาย กุหลาบแดง แต่กุหลาบสาวดู เหมือนจะมองไม่เห็น เพราะ เจ้าหล่อนมัวแต่ หัวเราะระริกรื่น เอียงแก้ม หลบผีเสื้อหนุ่มอยู่พัลวัน (2) ปางลูกทุกข์ฤดี ธรณีเศร้าใจ ปางลูกร้องไห้ ธรณี ไห้หวน (3) วันนี้แพรสีแสดของแดดกล้า ห่ม ทุ่งหญ้าป่าเขา อย่างเหงาหงอย โดยแรงลมริ้วฝุ่นหมุนตัวลอย เราค่อยค่อยคว้างหล่น ซบ บนดิน ( สันติ ธนะเลิศ , “ รำพึงแห่งใบไม้” )
  • 7.
    5. ปฏิวาทะปฏิพากษ์ หรือวิภาษ ( Oxymoron ) คือ การใช้คำที่มีความหมายขัดแย้งกันนำมาเข้าคู่กันได้อย่างกลมกลืน ทั้งนี้เพื่อสร้างอารมณ์สะเทือนใจ และให้สารลึกซึ้งกินใจ เช่น (1) เสียง น้ำซึ่งกระซิบสาด ปราศจากเสียง ( เสียง กับ ปราศจากเสียง เป็นปฏิพากย์กัน ) (2) ไฟฟ้า สว่าง แต่ลูกรู้สึก มืด จนน่าใจหาย ( สว่าง กับ มืด เป็นปฏิพากย์กัน ) (3) ความ ขมขื่น อัน หวานชื่น ( ขมขื่น กับ หวานชื่น เป็นปฏิพากย์กัน ) * นอกจากนี้ คำซ้อนเพื่อความหมายที่นำคำที่มีความหมายตรงกันข้ามกันมาซ้อนกัน เช่น ยินดียินร้าย สุกดิบ คู่คี่ ตัดต่อ ยังจัดอยู่ในโวหารภาพพจน์เชิงปฏิพากย์นี้
  • 8.
    6. ปฏิพจน์ ( Antithesis ) คือ การใช้คำที่มีความหมายตรงข้ามกันในลักษณะแย้งหรือถ่วงความ เช่น สวยอย่างร้ายกาจ ดีเป็นบ้า เช่น วิปริตผิดวิสัยหรือไทยเอ๋ย เมืองเราเคยครองสุขกลับทุกข์เศร้า เคยชุ่มเย็นยิ่งกลุ้มรุ่มร้อนเร้า คอยกรีดเข้าแทนถล่มร่มไม้บัง ชีวิตถูกของแพงแล้งน้ำจิต และอากาศเป็นพิษคิดแล้วคลั่ง ความชั่วหยาบ บาป บ้า ตีตราดัง ยี่ห้อสังคมทู่ของหมู่เรา ( ข้าวยากหมากแพง : จินตนา ปิ่นเฉลียว )
  • 9.
    7. ปฏิปุจฉา ( Rhetorical – question ) เป็นศิลปะการใช้คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบของผู้แต่ง เพราะมุ่งจะให้คำถามนั้นเป็นสื่อนำความคิดของผู้อ่าน หรือเป็นเครื่องเรียกร้องความสนใจของผู้อ่านมากกว่าต้องการคำตอบ เช่น ท่านเป็นเทพเทวาอารักษ์หรือ หรือท่านคือคนธรรพ์อันสุขศรี หรือเป็นยักษ์อสุราอสุรี หรือท่านนี้คือมนุษย์บุรุษใด ( ดังนี้เถิด : เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ )
  • 10.
    8. อุทาหรณ์ ( Analogy ) เป็นวิธีการเปรียบเทียบเรื่องราว เหตุการณ์ หรือความคิดสองอย่างที่มีความหมายต่างกันว่าคล้ายกัน โดยการยกข้อความที่เชื่อว่าง่ายแก่การเข้าใจมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผู้แต่งต้องการจะเสนอ มักจะนิยมใช้สุภาษิต คำพังเพย หรือเพลงกล่อมเด็ก เพื่อช่วยสรุปใจความสำคัญ หรือช่วยสร้างบรรยากาศของเรื่อง การเปรียบเทียบแบบนี้จะต่างจากวิธีเปรียบเทียบแบบอุปมาอุปไมยตรงที่โวหารอุปมาอุปไมย เป็นการเปรียบเทียบคำ แต่โวหารอุทาหรณ์เป็นการเปรียบเทียบข้อความ เช่น ชีวิตตนจนบัดนี้ไม่มีแผก สวะที่รอแตกตามกระแส เริ่มละลายเริ่มเพียรเริ่มเปลี่ยนแปร ต่อตัวเองตั้งข้อแม้ – แก้สังคม แสวงหาอย่างสับสนบนทางผ่าน หลายวิญญาณปนเปประเสประสม หลายแนวทางได้ค้นคว้ามาลองชม หากเหมือนงมเงาใส่ในธารา ( ความในใจจากภูเขา : จิระนันท์ พิตรปรีชา )
  • 11.
    9. สัทพจน์ ( Onomatopoeia ) เป็นการนำเสียงที่ได้ยินตามธรรมชาติมาใช้บรรยายให้เกิดมโนถาพแก่ผู้อ่านเช่น กรอบแกรบ หวิวหวิว ออดแอด หึ่งหึ่ง เป็นต้น เช่น ไผ่ซออ้อเอียดเบียดออด ลมลอดไล่เลี้ยวเรียวไผ่ ออดแอดแอดออดยอดไกว แพใบลำน้ำลำคลอง ( บนพรมใบไผ่ : เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ )
  • 12.
    10. สัญลักษณ์ ( Symbol ) คือ การเปรียบเทียบที่เรียกสิ่งหนึ่งสิ่งใด โดยใช้คำอื่นแทนคำที่ใช้เรียกนั้นเกิดจากการเปรียบเทียบและตีความ ซึ่งใช้กันมานานเป็นที่เข้าใจโดยทั่วไป เช่น ดอกกุหลาบแดง หมายถึง ความรัก สีขาว หมายถึง ความดี / ความบริสุทธิ์ กา หมายถึง ผู้ต่ำต้อยยากจน ตราชู หมายถึง ความยุติธรรม
  • 13.
    11. การกล่าวถึงความขัดกันเข้าคู่กัน หรือปฏิภาคพจน์ หรืออรรถวิภาษ ( Paradox ) เป็นวิธีการกล่าวถึงข้อความที่มีความขัดกัน เพื่อให้เป็นเครื่องดึงความสนใจของผู้อ่านอีกวิธีหนึ่ง เพราะความตรงกันข้ามดังกล่าวนี้ อาจจะดูเหมือนว่าไม่น่าเป็นไปได้แต่ก็เป็นไปแล้ว ทำนอง “น้ำร้อนปลาเป็น น้ำเย็นปลาตาย” ตัวอย่างเช่น เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กล่าวถึงการตายของจิตร ภูมิศักดิ์ ว่าแม้ชีวิตจิตร จะถูกทำลายไปพร้อมกับกาลเวลาที่ผ่านไปก็จริง แต่ชื่อเสียงของจิตร กลับเป็นที่ประจักษ์แก่ตาคนทั่วไปมากยิ่งขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านเลยไปด้วย เช่น กาลเวลา ฆ่า จิตร ภูมิศักดิ์ กาลเวลาก็ตระหนักประจักษ์ค่า กาลเวลา ฆ่า คนดีทุกที่มา แต่เวลาก็ทูนเทิด เชิดคนดี ( ใบไม้ป่า : เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ )
  • 14.
    12. การกล่าวเท้าความ หรือปฏิรูปพจน์ ( Allusion ) เป็นวิธีการเขียนแบบหนึ่ง ที่ผู้แต่งนิยมอ้างถึงบุคคลหรือเหตุการณ์หรือพฤติกรรม หรือ ข้อความที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายดีแล้ว เพื่อเปรียบเทียบกับตัวผู้แต่ง หรือพฤติกรรมบางประการ จะได้ช่วยโยงความคิดให้แก่ผู้อ่านและทำให้เข้าใจเรื่องราวได้ถูกต้องและรวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น อังคาร กัลยาณพงศ์ กล่าวตัดพ้อว่าทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนเกิดมาคู่กันทั้งสิ้น เช่น เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ เกิดมาคู่กับ เจ้าฟ้าสังวาลย์ แมลงภู่ผึ้งเกิดมาคู่กับดอกไม้ แต่เหตุไฉนตัวเองกลับไร้คู่ เช่น ธรรมาธิเบศร์มหากวี มีหญิงสังวาลย์เป็นมิ่งขวัญ มอดม้วยด้วยแรงรักนั้น ทุกชีวันพบคู่ชม แม้แต่บุหงาลดาวัลย์ อัศจรรย์ผึ้งภู่สู่สม ฟ้าเมตตามิกล้าให้ระทม บรมสุขทุกจุลินทรีย์ แต่ฟ้าปั้นฉันเดียว เปล่าเปลี่ยวใจไฉนฉะนี้ หนวกบอดใบ้เสียก็ดี ควรมีฤาหฤทัย ( ฟ้าปั้นฉันเดียว : อังคาร กัลยาณพงศ์ )
  • 15.
    13. อาวัตพากย์ ( Synesthesia ) คือ โวหารที่ใช้คำเรียกผลของการสัมผัสที่ผิดไปจากธรรมดา เพื่อเรียกร้องความสนใจจาก ผู้อ่าน เช่น ตามปกติเราใช้คำว่า “รส” เรียกผลการสัมผัสจากลิ้น ใช้คำว่า “กลิ่น” เรียกผลสัมผัสจากจมูก เป็นต้น แต่การใช้โวหารแบบอาวัตพากย์นี้ผู้แต่งเจตนาจะใช้ภาษาให้ดูเหมือนผิดไปจากการใช้คำตามธรรมดา เพื่อให้คำดังกล่าวนี้เป็นจุดกระทบใจของผู้อ่าน เช่น ลายสือขวัญหลั่งไหล หอม ย่อมเป็นกาพย์กลอนอันเฉิดฉาย พร้อมคติธรรมลึกซึ้งคมคาย ซ่อนไว้ประเสริฐสวยด้วยอารมณ์ ( กาพย์กลอน : อังคาร กัลยาณพงศ์ ) * ในที่นี้ อังคาร ใช้คำว่า “หอม” ซึ่งเป็นคำแทนผลการสัมผัสทางจมูกกับตัวหนังสือ เพื่อ ดึงดูดความสนใจจากผู้อ่าน
  • 16.
    14. การเลี่ยงคำ หรือสมพจนัย หรืออนุนามนัย ( Syneccoche ) เป็นโวหารที่กล่าวถึงเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งของจำนวนเต็ม แต่มีความหมายคลุมหมดทุกส่วน เช่น อังคาร กัลยาณพงศ์ กล่าวถึงชีวิตที่อดอยากแร้นแค้นของตนไว้ในลำนำภูกระดึง โดยใช้คำว่า “ไส้” ซึ่งเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายมาใช้เป็นคำแทนตัวเองว่า เกิดเป็นกวีที่โซโง่เขลา เบาปัญญาเอกาน้ำตาไหล รักรู้ปรัชญาศึกษาไป จน ไส้ แห้งฐานะยากจน ( ลำนำภูกระดึง : อังคาร กัลยาณพงศ์ )
  • 17.
    นำเสนอโดย นายทศพล พิลาบุตร คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาการสอนภาษาไทย 473050055-8