บทที่ ๓
กระบวนการพัฒนาสังขารในพระพุทธศาสนาเถรวาท
ในบทนี้จะได้ศึกษากระบวนการพัฒนาสังขารตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและอรรถกถา
เพื่อให้ทราบว่า กระบวนพัฒนาสังขารเป็นอย่างไร เพื่อจะได้นําเอาข้อมูลที่ได้จากการศึกษาไปเป็น
แนวทางในการศึกษาวิเคราะห์กระบวนการทํางานของสังขารเพื่อนําไปสู่การบรรลุธรรมในบท
ต่อไป
๓.๑ กระบวนการพัฒนาสังขารในพระไตรปิฎกและอรรถกถา
จากหลักฐานในพระไตรปิฎกตอนที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ใหม่ๆได้เสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์
ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ในที่นี้พระองค์ทรงแสดงให้เห็นอริยสัจสี่ก่อน คือให้
รู้จัก ทุกข์ สาเหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ คําว่า ทุกข์ ในที่นี้
พระองค์หมายถึง การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ สมุทัย สาเหตุแห่งทุกข์ คือ ตัณหา ความทะยาน
อยากในกามคุณ ความทุกข์เหล่านี้จะดับลงได้ด้วยการดับสาเหตุของทุกข์โดยการปฏิบัติตามวิธีการ
คือปฏิบัติตามมรรคมีองค์๘ประการในการแสดงพระธรรมเทศนาครั้งแรกนี้ทําให้อัญญาโกณฑัญญะ
ผู้ที่มีอายุมากกว่าปัญญจวัคคีย์อื่นๆ ได้บรรลุธรรม0
๑
หลังจากนั้นพระองค์ให้ปัญจวัคคีย์ที่เหลืออบรมจิตใจเพื่อรอความแก่กล้าของอินทรีย์
หรือสังขารก่อน เมื่อรอเวลาพอสมควรแล้ว พระองค์จึงแสดงเรื่องไตรลักษณ์ ลักษณะที่มีความ
เสมอกัน ๓ ประการของสังขาร คือ สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนที่
แท้จริง การแสดงพระธรรมเทศนาครั้งนี้ พระองค์ใช้วิธีการ ถาม ตอบ กับปัญจวัคคีย์เช่น พระองค์
ตรัสถามว่า สังขาร เที่ยง หรือไม่เที่ยง พวกปัญจวัคคีย์กราบทูลว่า ไม่เที่ยง พระองค์ถามต่อไปว่า
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุข พวกปัญจวัคคีย์กราบทูลว่า เป็นทุกข์ พระองค์ถามให้
พวกปัญจวัคคีย์ตอบไปอย่างนี้จนครบ ๕ ขันธ์นับตั้งแต่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร ไปจนถึงวิญญาณ
ในการแสดงพระธรรมเทศนาครั้งนี้ทําให้พวกปัญจวัคคีย์บรรลุเป็นพระอรหันต์ครบทุกรูป1
๒
๑
ดูรายละเอียดใน วิ.ม. (ไทย) ๔/๑๓-๑๙/๒๐-๒๗.
๒
ดูรายละเอียดใน วิ. ม. (ไทย) ๔/๒๐-๒๔/๒๗-๓๑.
๔๘
จากนั้นมาไม่นานมีลูกชายของเศรษฐีคนหนึ่ง ชื่อว่า ยสะเกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตการ
ครองเรือน จึงหนีออกจากบ้านในตอนกลางคืน เขาเดินเปล่งอุทานมาว่า ที่นี่ยุ่งหนอ ที่นี่วุ่นวาย
หนอ ขณะที่เขาเดินไปป่าอิสิปตนมฤคทายวันนั้น เป็นเวลาใกล้รุ่ง พระพุทธองค์กําลังเสด็จเดิน
จงกรมอยู่ได้ยินเสียงของเขา พระองค์จึงเรียกให้เขาเข้าไปหาด้วยบอกว่า เชิญมาที่นี่ ที่นี่ไม่ยุ่ง ที่นี่
ไม่วุ่นวาย ยสะเดินเข้าไปหาพระพุทธองค์แล้ว พระองค์ได้แสดงพระธรรมเทศนาเรื่อง อนุปุพพีกถา
เป็นการกล่าวถึง การให้ทาน การรักษาศีล การไปเกิดในสวรรค์ โทษของการเสพกามคุณใน
สวรรค์ จากนั้นกล่าวถึงอานิสงส์ของการออกบวช เมื่อจบพระธรรมเทศนา ยสะ ได้ดวงตาเห็น
ธรรมคือได้สําเร็จเป็นพระโสดาบัน เมื่อตอนสายของวันนั้น บิดาของยสะ ไม่เห็นลูกชายจึงออก
ตามหา ไปพบพระพุทธองค์ในที่เดียวกันพระองค์แสดงพระธรรมเทศนาเนื้อความเหมือนกันให้ฟัง
เมื่อจบพระธรรมเทศนาแล้ว ยสะ ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ส่วนบิดาได้บรรลุโสดาบัน จากนั้นทั้ง
สองพ่อลูกได้กราบทูลนิมนต์พระพุทธองค์พร้อมด้วยพระปัญจวัคคีย์ไปรับภัตตาหารที่บ้านของตน
เมื่อเสร็จภัตกิจแล้วพระองค์แสดงพระธรรมเทศนากัณฑ์เดียวกันนี้ให้แก่ภรรยาของอุบาสกทั้งสอง
ฟังเมื่อจบพระธรรมเทศนา อุบาสิกาทั้งสองนั้นได้บรรลุโสดาบันเหมือนกัน2
๓
เนื้อความจากพระสูตรที่ได้กล่าวมานี้ แสดงให้เห็นถึงกระบวนการพัฒนาสังขารที่พระ
พุทธองค์ทรงใช้ในการสอน แบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย คือฝ่ายผู้สอน และฝ่ายผู้เรียน ฝ่ายผู้สอนคือพระ
พุทธองค์ได้เห็นกระบวนการสอนของพระพุทธองค์อยู่หลายวิธี หลายขั้นตอน ดังนี้
๑) ทรงชี้ให้เห็นปัญหาหรือเห็นทุกข์ก่อน เปรียบเหมือนชี้ให้คนไข้รู้จักก่อนว่าตัวเอง
เป็นโรคอะไร เมื่อรู้แล้วจึง แนะนําให้หาสาเหตุของปัญหา หรือของทุกข์ เมื่อรู้จักสาเหตุแล้ว จึง
แนะนําวิธีแก้ปัญหาหรือแก้ทุกข์ให้ วิธีนั้นก็คือ อิรยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ
สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
๒) ทรงรอเวลาหรือความพร้อมของผู้ฟังหรือผู้เรียนก่อน ขั้นตอนนี้เหมือนกับหมอ
รักษาคนไข้ว่าคนไข้พร้อมที่จะรับการรักษาหรือยัง พระธรรมเทศนาของพระองค์เปรียบเหมือนยา
รักษาโรค
๓) ทรงเลือกพระธรรมเทศนาให้เหมาะกับผู้เรียนหรือผู้ฟัง เช่น ทรงแสดงอริยสัจสี่แก่
พวกปัญจวัคคีย์ แต่ทรงเลือกอนุปุพพีกถา แก่ ยสะ และบิดา มารดา พร้อมด้วยภรรยาของเขา
ฝ่ายผู้ฟังได้เห็นว่า กระบวนการพัฒนาสังขารของผู้ฟัง อาศัยเหตุ ๒ อย่าง คือ เหตุใน
อดีตและเหตุในปัจจุบัน เหตุในอดีต ได้แก่ เคยได้สร้างสมอบรมบารมีมาก่อน หลายภพหลายชาติ
๓
ดูรายละเอียดใน วิ. ม. (ไทย) ๔/๒๕-๓๐/๓๑-๓๙.
๔๙
เรียกตามศัพท์พระพุทธศาสนาว่า ปุพเพกตปุญญตา เหตุในปัจจุบัน ได้แก่ การวางตนไว้ดี คือ
ดําเนินชีวิตถูกตามทํานองคลองธรรม ภาษาบาลีว่า อัตตสัมมาปณิธิ ที่ว่าเคยทําเหตุไว้ในอดีต
เพราะว่าแต่ละรูป แต่ละคน มีประวัติอันยาวนานเกี่ยวกับการสร้างบุญบารมี เช่น อัญญาโกณฑัญญะ
เคย ได้ทําบุญและอธิษฐานต่อพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าปทุมุตตระไว้ว่า ขอให้ได้บรรลุธรรมใน
พระศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งก่อนกว่าสาวกคนอื่น3
๔
ยสกุลบุตร เคยบําเพ็ญอสุภ
สัญญามาก่อน ตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าองค์ก่อนเหมือนกัน4
๕
จากหลักการของอริยสัจสี่ที่พระองค์ทรงค้นพบนี้ พระองค์จึงวางเป็นหลักในการ
พัฒนาจิตวิญญาณของสาวกสืบต่อมา จะเห็นหลักฐานเหล่านี้ปรากฏในพระไตรปิฎกและอรรถกถา
หลายแห่ง อริยมรรคมีองค์ ๘ เมื่อย่อลงให้สั้น ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า
ไตรสิกขา จึงกล่าวได้ว่ากระบวนการพัฒนาสังขารในพระไตรปิฎก พระพุทธองค์ได้วางหลัก
ไตรสิกขาไว้ได้แก่ ศีลสิกขา จิตตสิกขา ปัญญาสิกขา หรือเรียกสั้นๆ ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เหตุผลที่
พระองค์ได้วางหลักไตรสิกขาไว้ก็เพราะต้องการให้ผู้ศึกษาเป็นคนดีก่อน จึงสอนเรื่องปัญญาให้
เพราะถ้าคนไม่ดีมีปัญญาเขาก็จะนําเอาปัญญาไปสร้างความเดือดร้อนให้ทั้งตนเองและคนอื่น เพราะ
ขาดการยับยั้งชั่งใจ เพราะคนที่มีปัญญาแต่ไม่มีศีล และสมาธิคอยควบคุมจะหาทางเอาเปรียบคนอื่น
เป็นคนแข็งกระด้าง ก้าวร้าวไม่ยําเกรงผู้อื่น
ในส่วนของศีลสิกขา หรือศีล พระองค์ได้วางหลักที่ต่อมามีการจัดหมวดหมู่เรียกว่า
ปาริสุทธิศีล ๔ ประการไว้ได้แก่ ปาฏิโมกขสังวรศีล คือการสํารวมระวังในศีลหรือสิกขาบทที่มาใน
พระปาฏิโมกข์สําหรับพระภิกษุมีทั้งหมด ๒๒๗ สิกขาบท มีปาราชิก ๔ เป็นต้น อินทรียสังวรศีล
ได้แก่ การสํารวมอินทรีย์ คือสํารวมระวังอายตนะภายใน ๖ อย่าง มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และ
อายตนะภายนอก ๖ อย่าง มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ อาชีวปาริสุทธิศีล ได้แก่ การเลี้ยง
ชีพที่บริสุทธิ์ กล่าวคือไม่หลอกลวงคนอื่นเลี้ยงชีพ ปัจจัยสันนิสสิตศีล ได้แก่การสํารวมระวังใน
การใช้สอยปัจจัยสี่ มีการบริโภคภัตตาหารเป็นต้น ให้รู้จักประมาณหรือความพอดีในการบริโภคใช้
สอยปัจจัยนั้นๆ
ในส่วนของจิตตสิกขาหรือสมาธิ พระองค์ได้วางหลักการฝึกจิตไว้หลายอย่างเรียกว่า
“สมถกรรมฐาน” แปลว่า กรรมฐานที่ทําให้จิตใจสงบระงับจากกิเลสชั่วคราว มีอานาปานสติ
กรรมฐาน อนุสสติกรรมฐาน อสุภะกรรมฐาน เป็นต้น
๔
ดูรายละเอียดใน ขุ.อป. (ไทย) ๓๒/๕๙๖/๙๑, ขุ.อป.อ. (ไทย) ๑/๓๐๖-๓๑๐, ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑/๕๔.
๕
ดูรายละเอีดยใน ขุ.อป. (ไทย) ๓๓/๑-๒๘/๓๓๕-๓๓๙, ขุ.อป.อ. (ไทย) ๒/๒๕๓-๒๕๗, ขุ.ธ.อ.
(ไทย) ๑/๕๔.
๕๐
ในส่วนของปัญญาสิกขาหรือปัญญา พระองค์ได้วางหลักการฝึกจิตเพื่อให้เกิดปัญญา
หรือให้ปัญญาเกิดขึ้นเรียกว่า “วิปัสสนากรรมฐาน” แปลว่ากรรมฐานที่ทําให้เห็นแจ้งคือเห็น
ธรรมชาติของจิตใจแจ่มแจ้งขึ้น มีมหาสติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น สําหรับหมวดธรรมที่เป็นบาทฐานของ
ปัญญาหรือของวิปัสสนานั้น พระพุทธองค์ได้วางหมวดธรรมเหล่านี้คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ
๑๘ อินทรีย์๒๒ และอริยสัจ ๔ ในบรรดาหมวดธรรมเหล่านี้ สามารถนํามาปฏิบัติเฉพาะหมวดใด
หมวดหนึ่งก็สามารถทําให้บรรลุธรรมได้หรือสามารถทําให้ธรรมะหมวดอื่นๆบริบูรณ์ไปด้วย
ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค พระพุทธโฆสเถระ ได้วางโครงสร้างตามแนวพระไตรปิฎก คือ
ได้วางหลักศีลสมาธิ ปัญญาตามลําดับแต่มีรายละเอียดเพิ่มเข้ามา ท่านแต่งคัมภีร์นี้จากพระพุทธพจน์
หนึ่งคาถาที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบแก่เทวดาที่มาทูลถามปัญหาซึ่งมีใจความว่า
หมู่สัตว์ยุ่งทั้งภายใน ยุ่งทั้งภายนอก
ถูกความยุ่งพาให้นุงนังแล้ว ข้าแต่พระโคดม
เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ว่า
ใครพึงแก้ความยุ่งนี้ได้5
๖
พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบเป็นคาถาว่า
นรชนผู้มีปัญญา เห็นภัยในสังสารวัฏ
ดํารงอยู่ในศีลแล้ว เจริญจิตและปัญญา
มีความเพียร มีปัญญาเครื่องบริหาร
นั้นพึงแก้ความยุ่งนี้ได้6
๗
จากเนื้อความพระคาถานี้เอง พระพุทธโฆสเถระได้นํามาเป็นกระบวนการพัฒนาสังขาร
โดยเริ่มต้นด้วยหลักของศีล ในส่วนของศีลท่านได้ตั้งปัญหาขึ้นไว้เพื่อค้นหาคําตอบด้วยตนเอง ท่าน
ตั้งปัญหาว่า อะไรชื่อว่าศีล ที่ชื่อว่าศีล เพราะอรรถว่ากระไร อะไร เป็นลักษณะ เป็นรส เป็นอาการ
ปรากฏและเป็นปทัฏฐานของศีล ศีลมีอานิสงส์อย่างไร ศีลนี้มีกี่อย่าง อะไรเป็นความเศร้าหมองของ
ศีล และ อะไรเป็นความผ่องแผ้วของศีล7
๘
ยกตัวอย่างการแก้ปัญหาว่า อะไร ชื่อว่าศีล ท่านแก้ว่า
ธรรมทั้งหลายมีเจตนาเป็นต้นของบุคคลผู้งดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น และของบุคคลผู้บําเพ็ญ
๖
สํ. ส. (ไทย) ๑๕/๒๓/๒๖, วิสุทฺธิ. (ไทย) ๑/๑.
๗
สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๒๓/๒๗, วิสุทธิ. (ไทย) ๑/๑.
“สีเล ปติฏฺฐาย นโร สป�ฺโญ, จิตฺตํป�ฺญ�ฺจ ภาวยํ.
อาตาปี นิปโก ภิกฺขุ, โส อิมํวิชฏเย ชฏํ.”
๘
วิสุทฺธิ. (ไทย) ๖/๙.
๕๑
วัตตปฏิบัติ ชื่อว่าศีล โดยท่านอ้างถึงคําพูดวิสัชนาของพระสารีบุตรเถระมาสนับสนุนคําวิสัชนาของ
ท่าน พระสารีบุตรกล่าวไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคว่า เจตนาชื่อว่าศีล เจตสิกชื่อว่าศีล สังวรชื่อว่า
ศีล การไม่ล่วงละเมิดชื่อว่าศีล8
๙
เมื่อแก้ปัญหาข้อนี้จบแล้วท่านก็แก้ปัญหาข้ออื่นๆ ต่อไปโดยนําเอา
หลักฐานในพระไตรปิฎกมาสนับสนุนความคิดของท่านไม่ได้คิดเอาเองโดยปราศจากหลักฐานเดิม
การพัฒนาในขั้นของสมาธิท่านได้นํากระบวนการพัฒนาโดยเริ่มต้นด้วยการให้ปฏิบัติ
สมถกรรมฐานที่ปรากฏในพระไตรปิฎก แต่ก่อนที่จะนําเสนอประเภทของสมถกรรมฐานเหล่านั้น
ท่านได้ตั้งปัญหาขึ้นเหมือนกับที่ตั้งปัญหาในส่วนของศีลเช่นเดียวกัน เมื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับสมาธิ
จบแล้วท่านจึงแสดงประเภทของกรรมฐานต่อไป สมถกรรมฐานที่ท่านแนะนําไว้ในคัมภีร์
วิสุทธิมรรคมีอยู่ ๔๐ อย่างด้วยกัน ประกอบด้วย กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ อนุสสติ ๑๐ พรหมวิหาร ๔
อารุปปะ ๔ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัฏฐาน ๑9
๑๐
การพัฒนาสังขารในส่วนของปัญญาในเบื้องต้นท่านได้ตั้งปัญหาขึ้นมาเหมือนกับสอง
หัวข้อแรกว่า อะไรชื่อว่าปัญญา ที่ชื่อว่าปัญญาเพราะอรรถว่าอะไร ลักษณะ กิจ ผล เหตุใกล้ ของ
ปัญญานั้น เป็นอย่างไร ปัญญามีกี่อย่าง จะเจริญปัญญาอย่างไร และการเจริญปัญญามีอานิสงส์
อย่างไร จากนั้นท่านก็วิสัชนาปัญหาเหล่านี้ไปตามลําดับ ยกตัวอย่างมาให้ดูสักเล็กน้อย ก่อนอื่น
ท่านออกตัวว่า ปัญญามีหลายอย่างถ้าจะพูดหมดทุกอย่างก็จะทําให้เสียเวลา จะพูดเอาเฉพาะปัญญา
ที่ประสงค์เอาในการแต่งคัมภีร์นี้ว่า วิปัสสนาญาณที่ประกอบด้วยกุศลจิตชื่อว่า ปัญญา ปัญหาข้อที่
๒ ว่า อะไรชื่อว่าปัญญา ท่านแก้ว่า ความรู้ชัด คือรู้โดยประการต่างๆ พิเศษกว่าความหมายรู้และ
ความรู้แจ้ง ซึ่งหัวข้อเหล่านี้ท่านแสดงไว้ในขันธนิเทศ เนื้อหาส่วนใหญ่พูดถึงขันธ์ ๕ กระบวนการ
ต่อไปเป็นอายตนธาตุนิเทศ พูดถึงอายตนะ ๑๒ และธาตุ ๑๘ ประการ จากนั้นเป็นอินทริยสัจจนิเทศ
พูดถึงอินทรีย์๒๒กับอริยสัจ๔จากนั้นเป็นปัญญาภูมินิเทศพูดถึงปฏิจจสมุปบาท สุดท้ายท่านพูดถึง
วิสุทธิ ๗ โดยเริ่มด้วยทิฏฐิวิสุทธินิเทศ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทา-
ญาณทัสสนวิสุทธิ ญาณทัสสนวิสุทธิ และสุดท้ายพูดถึงอานิสงส์ของการเจริญภาวนา
สรุปว่า ในพระไตรปิฎกและอรรถกถาเน้นการพัฒนาสังขารระดับโลกุตระตามหลัก
ไตรสิกขาหรืออริยมรรค มุ่งการบรรลุมรรคผลนิพพาน ในขณะเดียวกันพระองค์ก็ไม่ทรงละเลยการ
พัฒนาสังขารระดับโลกิยะสําหรับกัลยาณปุถุชนซึ่งจะเป็นบาทฐานของการพัฒนาระดับโลกุตระ
ต่อไป การพัฒนาสังขารระดับโลกิยะและระดับโลกุตตระ จะกล่าวในหัวข้อถัดไป
๙
ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๓๙/๖๐.
๑๐
วิสุทฺธิ. (ไทย) ๔๗/๑๘๒.
๕๒
๓.๒ เป้ าหมายของการพัฒนาสังขารในพระพุทธศาสนา
เป้าหมายในการพัฒนาสังขารตามหลักพระพุทธศาสนา ได้แก่ ประโยชน์ที่จะพึงได้รับ
จากการพัฒนาซึ่งมีทั้งประโยชน์ตน ประโยชน์คนอื่น และประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ซึ่งสามารถจัดแบ่ง
ประโยชน์ได้ ๒ ระดับคือ ระดับโลกิยะ และระดับโลกุตตระ มีรายละเอียด ดังนี้
ประโยชน์ตน ได้แก่ ความเป็นอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ถูกต้องตามหลักคําสอนของ
พระพุทธศาสนา ไม่ถูกกิเลสรบกวนจิตใจมากนัก ไม่เป็นทาสของกิเลส ดําเนินชีวิตด้วยความไม่
ประมาท มีธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึกของจิตใจ ในระดับโลกิยะ มีทั้งประโยชน์ในปัจจุบันและ
ประโยชน์ในอนาคต หรือประโยชน์ในโลกนี้กับประโยชน์ในโลกหน้าหลังจากตายแล้ว เรียกว่า
ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์และสัมปรายิกัตถประโยชน์ ระดับโลกุตตระคือพ้นจากกิเลสโดยเด็ดขาด
เป็นพระอริยบุคคลตั้งแต่ขั้นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และอรหันต์
ประโยชน์คนอื่น เป็นเป้าหมายสําคัญของพระพุทธศาสนา จะเห็นได้จากพุทธประวัติตอน
ที่พระองค์ทรงส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนาใหม่ๆ ในพรรษาแรกพระองค์ทรงเน้นว่า ให้แต่
ละรูปไปคนเดียวห้ามไปด้วยกัน เพราะตอนนั้นพระสาวกมีน้อย ทรงกําชับว่า ให้เที่ยวไปเพื่อ
ประโยชน์เพื่อความสุข เพื่อเกื้อกูลแก่มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก จาก
หลักฐานในพุทธประวัติพระพุทธองค์ไม่ทรงคํานึงถึงความเหน็ดเหนื่อยของพระองค์เมื่อมีเวไนย
บุคคลที่จะได้บรรลุธรรมถึงแม้จะอยู่ไกลแค่ไหนพระองค์ก็จะรีบเสด็จไปโปรดคนนั้น เช่น
พระองค์เสด็จไปต้อนรับพระมหากัสสปเถระในวันที่ท่านออกบวชสิ้นระยะทาง ๓ คาวุต เสด็จ
ดําเนินไปสิ้นระยะทางเกิน ๓๐๐ โยชน์ เพื่อแสดงธรรมที่ฝั่งแม่นํ้าคงคา ให้พระเจ้ามหากัปปินะ
พร้อม ทั้งบริวารดํารงอยู่ในอรหัตตผล ในเวลาหลังภัตคราวหนึ่ง ได้เสด็จดําเนินสิ้นระยะทาง ๔๕
โยชน์ เพื่อตรัสธรรมีกถาตลอด ๓ ยาม ในที่อยู่ของนายช่างหม้อ เพื่อโปรดปุกกุสาติหลังจากจบการ
แสดงธรรมปุกกุสาติได้บรรลุอนาคามิผล เสด็จดําเนินไป ๒,๐๐๐ โยชน์ เพื่ออนุเคราะห์วนวาสี
สามเณร เสด็จดําเนินไป ๖๐ โยชน์เพื่อแสดงธรรมแก่พระขทิรวนิยเถระ10
๑๑
จากตัวอย่างที่ยกมานี้แสดงให้เห็นความมีพระมหากรุณาของพระองค์ที่มุ่งหวังประโยชน์
คนอื่นโดยไม่ทรงคํานึงถึงความเหน็ดเหนื่อยของพระองค์
ส่วนประโยชน์ทั้งสองฝ่ายคือประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นนั้น จะเห็นได้จากการที่
พระองค์ทรงวางหลักการพัฒนาสังขารทั้งส่วนที่เป็นของปัจเจกบุคคลและส่วนที่เป็นของสังคม
ตามหัวข้อว่าด้วยระดับขั้นของการพัฒนาสังขารที่จะศึกษาต่อไป
๑๑
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน ม.มู.อ. (ไทย) ๒/๓๘.
๕๓
๓.๓ ระดับขั้นการพัฒนาสังขารตามทรรศนะของพระพุทธศาสนา
เมื่อมีบุคคลหลายพวก หลายระดับ จุดประสงค์หรือเป้ าหมายของคนแต่ละพวกจึง
แตกต่างกัน พวกบรรพชิตต้องการความหลุดพ้นจากทุกข์โดยสิ้นเชิง ส่วนพวกฆราวาสต้องการให้
ความทุกข์ลดน้อยลง ดังนั้น พระองค์จึงวางหลักการการพัฒนาสังขารของคน ๒ กลุ่มนี้ต่างกัน คือ
สําหรับฆราวาส เน้นระดับโลกียะ แต่พระองค์ก็ไม่ได้ปิดกั้นระดับโลกุตตระสําหรับฆราวาส ตาม
หลักฐานในพระไตรปิฎกและอรรถกถาจะเห็นว่า ฆราวาสได้บรรลุเป็นอริยบุคคลระดับโสดาบัน
จนถึงอนาคามี หลายคน เช่น นางวิสาขา มหาอุบาสิกา ได้บรรลุโสดาบันตั้งแต่อายุ ๗ ปี1 1
๑๒
วิสาขะ
อุบาสก ได้บรรลุอนาคามี เป็นต้น1 2
๑๓
ส่วนพวกบรรพชิต เน้นระดับโลกุตตระ ระดับโลกียะ
พระองค์ได้วางหลักธรรมตามที่กล่าวแล้วในหัวข้อที่ผ่านมา ส่วนระดับโลกุตตระ พระองค์วางหลัก
สมถวิปัสสนากรรมฐานไว้และหลักธรรมอื่นๆ รวมทั้งข้อปฏิบัติคือวินัยหรือสิกขาบทต่างๆ สําหรับ
พระสงฆ์ โดยมีความสัมพันธ์กันในลักษณะที่การพัฒนาสังขารระดับโลกียะจะเป็นบาทฐานของ
การพัฒนาสังขารในระดับโลกุตระ
อย่างไรก็ตาม เครื่องมือสําคัญที่ใช้ในการพัฒนาทั้งสองระดับนี้ยังเป็นไตรสิกขา
เหมือนเดิม ต่างกันแต่ความเข้มข้นของการปฏิบัติ เท่านั้น โดยแบ่งเป็นระดับขั้นเป็น ๓ ขั้น คือ ๑)
ระดับพื้นฐาน ได้แก่ ศีล ๒) ระดับกลาง ได้แก่ สมาธิ ๓) ระดับสูง ได้แก่ ปัญญา13
๑๔
ซึ่งรายละเอียด
ของเรื่องนี้จะกล่าวในหัวข้อต่อไป ในที่นี้จะนํามากล่าวพอเป็นแนวทาง ดังนี้
๓.๓.๑ ขั้นโลกียะ
เพื่อให้ผู้เรียนมีความเป็นอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข และปลอดภัย ไม่ถูกเอารัดเอา
เปรียบหรือไม่ถูกคนอื่นรังแก พระพุทธองค์ได้วางหลักการพัฒนาไว้แบ่งตามประเภทของบุคคล คือ
บรรพชิตและคฤหัสถ์ ดังนี้
การพัฒนาระดับปัจเจกบุคคล มุ่งเน้นให้แต่ละบุคคลพัฒนาตนเองตามกรอบที่พระองค์
ได้วางไว้ ตั้งแต่ระดับโลกียะ คือระดับธรรมดาของโลกมนุษย์ที่จะพึงพัฒนาตนเองตาม
กําลังสติปัญญา จนถึงระดับโลกุตระ คือระดับเหนือโลกได้แก่การพัฒนาจนยกจิตใจให้อยู่เหนือ
การควบคุมของโลก จากเนื้อความในธัมมจักกัปปวัตนสูตรและในอนัตตลักขณสูตรที่พระองค์ใช้
สอนพวกปัญจวัคคีย์กับสอนยสกุลบุตร บิดา มารดาและภรรยาของเขานั้นทําให้ทราบว่า ระดับการ
๑๒
ดูรายละเอียดใน ขุ.ธ.อ. (บาลี) ๑/๑๕๗/๑๗๑, ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑/๒๑๔-๒๓๒.
๑๓
ดูรายละเอียดใน ขุ.เถรี.อ. (บาลี) ๑๒/๑๑-๑๕, ขุ.เถรี.อ. (ไทย) ๑๒/๑๑-๑๓.
๑๔
ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๕/๒๖๙, องฺ.อฏฺฐก. (ไทย) ๒๓/๓๖/๒๙๔.
๕๔
รับรู้ของแต่ละคนไม่เท่ากันและพระธรรมเทศนาที่ทรงแสดงจึงแตกต่างกัน จากเรื่องนี้ทําให้ทราบ
ว่า ความหลากหลายของผู้ฟัง วิธีการสอนจึงแตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะกับผู้ฟัง การใช้วิธีเลือก
บทเรียนที่เหมาะกับผู้เรียนเป็นวิธีที่ประสบความสําเร็จทั้งผู้สอนและผู้เรียน ดังตัวอย่างที่กล่าว
มาแล้วนั้น แต่เมื่อมีคนเป็นจํานวนมาก พระองค์ไม่สามารถที่จะสอนได้ทุกคน พระองค์จึงได้วาง
หลักการไว้เพื่อให้สาวกนําไปปฏิบัติด้วยตนเอง ทั้งในระดับโลกียะและโลกุตตระ
หลักการที่พระพุทธองค์ทรงแนะนําในการพัฒนาระดับโลกียะมี ๓ ระดับด้วยกัน คือ
ระดับเบื้องต้น ได้แก่ “การให้ทาน” เป็นการขจัดความตระหนี่ ความเห็นแก่ตัวออกจากจิตใจก่อน
ระดับกลาง ได้แก่ “การรักษาศีล” เมื่อขจัดความตระหนี่ ความเห็นแก่ตัวได้แล้ว จิตใจเริ่มสะอาด
ปลอดโปร่งมากขึ้น จิตใจจะเกิดความรัก ความเมตตา ต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์อื่น มีความ
เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น ความคิดที่จะฆ่า จะทําร้ายเพื่อนมนุษย์ย่อมลดน้อยลง ศีลก็เกิดขึ้นในจิตใจ
โดยอัตโนมัติ การพัฒนาระดับนี้จึงเรียกว่า การรักษาศีล เมื่อรักษาศีลได้ระดับหนึ่งแล้ว จิตใจเริ่มตั้ง
มั่นแน่วแน่ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบ เช่น เมื่อมีเหตุการณ์ที่จะทําให้เกิดความโกรธ
ความพยาบาท ความอาฆาตขึ้น จิตใจก็รู้ทัน สามารถระงับยับยั้งไว้ได้ จิตใจที่อยู่ในระดับนี้เรียกว่า
ระดับ “ภาวนา” การพัฒนาทั้ง ๓ ระดับนี้ เรียกว่า หลักบุญกิริยาวัตถุ14
๑๕
การพัฒนาสังขารระดับโลกียะแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มเป้าหมาย คือ เพื่อบรรพชิตและเพื่อ
คฤหัสถ์
ก. หลักการเพื่อบรรพชิต
หลักการเพื่อบรรพชิตแบ่งออกเป็น ๒ ระดับ คือ ระดับปัจเจกบุคคล และระดับสังคม
ดังนี้
ระดับปัจเจกบุคคล หรือส่วนตัว พระองค์วางหลัก กฎ ระเบียบเพื่อความสะดวกแก่การ
ประพฤติพรหมจรรย์ หลักพื้นฐานทั่วไปคือ นิสสัย ๔ อกรณียกิจ ๔ รวมเรียกว่าอนุศาสน์ ๘
ประการ1 5
๑๖
ที่บรรพชิตจะต้องปฏิบัติตลอดชีวิต นิสสัย ๔ เป็นคําสั่งสอนเพื่อนําไปปฏิบัติ ได้แก่
บรรพชิตต้องบิณฑบาตเลี้ยงชีพ ต้องอยู่ตามป่า เขา โคนไม้ เรือนว่าง ที่เป็นสัปปายะแก่การ
ประพฤติพรหมจรรย์หรือการปฏิบัติสมณธรรมเพื่อการบรรลุคุณธรรมเบื้องสูงที่เป็นเป้าหมายสูงสุด
ของพระพุทธศาสนา คือพระนิพพาน หรือความหมดกิเลสอาสวะทั้งหลาย อกรณียกิจ ๔ เป็นข้อ
๑๕
ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๕/๒๖๙, องฺ.อฏฺฐก. (ไทย) ๒๓/๓๖/๒๙๔.
๑๖
ดูรายละเอียดใน สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส, นวโกวาท, พิมพ์ครั้งที่ ๓๘,
(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๔๗๙), หน้า ๔.
๕๕
ห้ามไม่ให้ประพฤติ ถ้าขืนทําลงไปจะขาดจากความเป็นภิกษุ ไม่เจริญก้าวหน้าในการประพฤติ
พรหมจรรย์ได้แก่ ไม่ให้เสพเมถุน ทั้งกับมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน ไม่ให้ลักขโมยสิ่งของของคน
อื่น มีราคาเกิน ๕ มาสก หรือเทียบอัตราเงินไทย คือ ๑ บาท ไม่ให้ฆ่ามนุษย์ และไม่ให้พูดอวดคุณ
วิเศษที่ไม่มีอยู่ในตัวเอง เช่น พูดว่า ได้บรรลุฌาน อภิญญา ได้บรรลุโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี
เป็นต้น
หลักการเพื่อนําไปพัฒนาตนเองให้เกิดความองอาจกล้าหาญ ได้แก่ เวสารัชชกรณธรรม
๕ ประการ คือ สัทธา ศีล พาหุสัจจะ วิริยารัมภะ ปัญญา16
๑๗
อริยทรัพย์ ทรัพย์ภายใน ๗ ประการ คือ
สัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ จาคะ ปัญญา17
๑๘
อริยทรัพย์อีกนัยหนึ่ง คือ ๑) เป็นผู้ไม่มุ่งลาภ
๒) เป็นผู้ไม่มุ่งสักการะ ๓) เป็นผู้ไม่มุ่งชื่อเสียง ๔) เป็นผู้มีหิริ ๕) เป็นผู้มีโอตตัปปะ ๖) เป็นผู้
มักน้อย18
๑๙
สรุปแล้วหลักการทั้งสองนี้แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนแรก เป็นข้อปฏิบัติ ส่วนที่
สอง เป็นข้อห้าม
ระดับสังคมหรือระดับสงฆ์ พระองค์วางหลัก อปริหานิยธรรม คือหลักปฏิบัติเพื่อ
ความเจริญของหมู่คณะ รายละเอียดของหมวดธรรมนี้ ได้แก่ ให้มีการประชุมปรึกษาหารือกันบ่อย
ๆ เมื่อประชุมกันก็ให้พร้อมเพรียงกันหรือให้ประชุมพร้อมกันเลิกพร้อมกัน ไม่บัญญัติสิ่งที่พระ
ศาสดาไม่บัญญัติ ไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว ให้พากันสมาทานศึกษาในสิกขาบทตามที่ได้
บัญญัติไว้ ให้เคารพยําเกรงพระเถระผู้มีพรรษายุกาลมากกว่า เชื่อฟังถ้อยคําของท่าน ปฏิบัติตามที่
ท่านแนะนําสั่งสอน ไม่ตกไปในอํานาจของตัณหาที่เกิดขึ้นในจิตใจ ให้ยินดีในการอยู่ป่าที่เหมาะ
แก่การประพฤติปฏิบัติสมณธรรม ให้ตั้งความปรารถนาไว้ในใจว่า ขอให้เพื่อนพรหมจารีผู้มีศีลที่
ยังไม่มาสู่วัดหรือที่อยู่ของตนขอให้มา ที่มาแล้วขอให้อยู่อย่างมีความสุข1 9
๒๐
หลักอปริหานิยธรรม
อีกนัยหนึ่ง คือ ๑) สมบูรณ์ด้วยศีล ๒) คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๓) รู้จักประมาณในการ
บริโภค ๔) ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่เนืองๆ20
๒๑
อีกนัยหนึ่ง คือ ๑) ความเป็นผู้ไม่ชอบการ
งาน ๒) ความเป็นผู้ไม่ชอบการพูดคุย ๓) ความเป็นผู้ไม่ชอบการนอนหลับ ๔) ความเป็นผู้ไม่
๑๗
องฺ.ป�ฺจก. (ไทย) ๒๒/๑๕๘/๒๖๒.
๑๘
ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๓๐/๓๓๑.
๑๙
องฺ.สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๑/๒.
๒๐
ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๓๖/๘๑-๘๓, องฺ.สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๒๓/๓๗-๓๘.
๒๑
องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๓๗/๖๐.
๕๖
ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่ ๕) ความเป็นผู้ว่าง่าย ๖) ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร (มิตรดี)2 1
๒๒
หลัก
สัปปุริสธรรม คือหลักปฏิบัติของสัตบุรุษ ได้แก่ การเป็นคนรู้จักกาลเทศะ รู้จักสถานที่ รู้จักบุคคลที่
ตนจะปฏิบัติต่ออย่างเหมาะสม เป็นต้น22
๒๓
หลักสาราณียธรรม เป็นหลักธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยกัน
อย่างมีความสุขไม่เอารัดเอาเปรียบกัน ให้อยู่ด้วยกันด้วยความรักความเมตตาต่อกัน เอื้อเฟื้อแก่กัน
เป็นต้น23
๒๔
ข. หลักการเพื่อคฤหัสถ์
หลักการเพื่อคฤหัสถ์แบ่งออกเป็น ๒ ระดับ คือ ระดับปัจเจกบุคคลและระดับสังคม ซึ่ง
ทั้ง ๒ ระดับนี้ใช้หลักการพัฒนาอย่างเดียวกัน คือ ศีล ๕ ได้แก่ การไม่ทําร้าย เบียดเบียนกัน ไม่ลัก
ขโมยทรัพย์สินของกัน ไม่ละเมิดสิทธิในคนรักของคนอื่น ไม่พูดโกหกหลอกลวงกัน ไม่หมกมุ่น
กับการเสพสิ่งมึนเมาต่างๆ มีสุราเมรัย เป็นต้น2 4
๒๕
ฆราวาสธรรม หลักธรรมที่ผู้อยู่ครองเรือนควร
ประพฤติ ได้แก่ สัจจะ ความซื่อสัตย์ต่อกันระหว่างสามีกับภรรยา บิดามารดากับบุตร นายกับ
ลูกน้อง เพื่อนกับเพื่อน เป็นต้น ทมะ และขันติ ความอดทน อดกลั้น ต่อความลําบากทางกาย และ
ทางใจ จาคะ การสละแบ่งปันสิ่งของ ทรัพย์สินเงินทอง ที่ควรจะแบ่งปันแก่กัน ตลอดจนสละ
อารมณ์ที่ทําให้จิตใจเศร้าหมอง ขุ่นมัว ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา2 5
๒๖
สังคหวัตถุ วัตถุเป็นเครื่อง
สงเคราะห์กันและกัน ได้แก่ การให้ทาน การพูดจาด้วยถ้อยคําไพเราะ ใช้วจีสุจริต เว้นวจีทุจริต
อัตถจริยา การทําประโยชน์แก่กัน สมานัตตตา วางตนให้พอเหมาะพอควรแก่ฐานะ ไม่หลงระเริง
เมื่อประสบความสําเร็จ ไม่เศร้าโศกเซื่องซึมเมื่อผิดหวัง26
๒๗
ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ หลักการเพื่อ
ประโยชน์ในปัจจุบันคือในชาตินี้ ประกอบด้วย อุฏฐานสัมปทา ความขยัน ในการประกอบอาชีพ
การงาน อารักขสัมปทา รู้จักรักษาทรัพย์ที่หามาได้ กัลยาณมิตตตารู้จักคบมิตรหรือคบเพื่อน สมชีวิตา
เลี้ยงชีพให้พอประมาณแก่ฐานะ ไม่ฟุ่มเฟือยฟุ้ งเฟ้ อเกินไป และไม่ประหยัดมัธยัสถ์จนทําให้ตน
และคนใกล้ชิดลําบาก27
๒๘
สัมปรายิกัตถประโยชน์ ประโยชน์ในภายหน้าหรือประโยชน์ที่จะได้รับ
เมื่อตายไปแล้ว หลักในพระพุทธศาสนาสอนว่า ชาติหน้ามีจริง สิ่งจะติดตามผู้ที่ตายไปแล้วคือบุญ
๒๒
องฺ.ฉกฺก. (ไทย) ๒๒/๒๒/๔๕๒-๔๕๓.
๒๓
ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๓๐/๓๓๓.
๒๔
ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๙๒/๕๓๑-๕๓๒, ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๕๔/๕๙-๖๐.
๒๕
สํ.สฬา. (ไทย) ๑๘/๓๐๓/๓๒๕.
๒๖
สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๒๔๖/๓๕๔.
๒๗
ขุ.ชา. (ไทย) ๒๘/๑๗๘/๘๓.
๒๘
องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๓/๕๔/๓๔๐-๓๔๑.
๕๗
กุศลที่เคยทําไว้ตั้งแต่ตอนยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นพระองค์จึงวางหลักสัมปรายิกัตถประโยชน์ไว้เพื่อเป็น
ทรัพย์สินที่ผู้ตายไปจะได้รับ ได้แก่ สัทธา ศีล จาคะ ปัญญา28
๒๙
เมื่อกล่าวโดยสรุป หลักการทั้งสองนี้ ใช้หลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา โดย
แบ่งเป็น ๓ ระดับ ดังที่กล่าวแล้ว ต่อไปนี้จะได้กล่าวถึงรายละเอียดของการพัฒนาทั้ง ๓ ขั้นนี้
โดยสังเขปดังนี้
(๑). ขั้นพื้นฐาน (ศีล)
การพัฒนาสังขารระดับพื้นฐาน คือ การพัฒนาขั้นศีลธรรม จริยธรรม ได้แก่การพัฒนา
พฤติกรรมทางกาย วาจา ใจ ให้เป็นไปในทางที่เหมาะสมแก่ฐานะของตน เช่น การพัฒนาพฤติกรรม
ของนักเรียนให้เป็นคนมีระเบียบวินัยในการเข้าห้องเรียนตามเวลา การตั้งใจฟังครูสอน ไม่เล่น
ซุกซนในขณะที่ครูสอน ไม่ส่งเสียงดัง รู้จักการใช้ถ้อยคําที่เหมาะสมกับคนที่ตัวเองสื่อสารด้วย
เช่น พูดกับพ่อแม่ ครู อาจารย์ เพื่อน ฝูง เป็นต้น การพัฒนาจิตใจให้เป็นคนอ่อนน้อม อ่อนโยน มี
เมตตา กรุณา ต่อคนอื่น สัตว์อื่น ไม่เบียดเบียนตนเองและคนอื่น
การพัฒนาสังขารระดับนี้ เป็นการพัฒนามุ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์จากสัตว์
ทั่วไป กล่าวโดยทั่วไป มนุษย์และสัตว์ต่างมีสิ่งหนึ่งร่วมกันคือสัญชาตญาณ การที่มนุษย์แตกต่าง
จากสัตว์อื่นๆ ก็คือรู้จักว่าอะไรชั่ว หรือดี หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็มีศีลนั่นเอง ดังนั้นเป้ าหมายระดับนี้
จึงมุ่งที่จะพัฒนาพฤติกรรมของมนุษย์ให้เป็นไปในทางดีงาม มีการดํารงชีพในทางที่สุจริต มี
ระเบียบวินัยมีกิริยามารยาทงดงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้ าหมายของพฤติกรรมระดับศีลนี้ เน้นการ
ไม่เบียดเบียนหรือการอยู่ร่วมกันด้วยดีโดยสงบสุขในสังคม กล่าวคือ การไม่ประทุษร้ายต่อชีวิตและ
ร่างกาย การไม่ละเมิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของกันและกัน การไม่ละเมิดต่อของรัก ไม่ประทุษร้าย
จิตใจลบหลู่เกียรติทําลายวงศ์ตระกูลของกันและกัน การไม่หักรานลิดรอนผลประโยชน์กันด้วยวิธี
ประทุษร้ายทางวาจา และการไม่ซํ้าเติมตนเองด้วยสิ่งเสพติด ซึ่งทําให้เสื่อมทรามเสียสติสัมปชัญญะ
ที่เป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งป้ องกันจากความผิดพลาดเสียหายและคุ้มตัวไว้ในคุณความดี นอกจากนี้
เป้ าหมายของพฤติกรรมระดับนี้ ยังเน้นให้บุคคลรู้จักพยายามฝึกตนเพิ่มขึ้นในด้านการงดเว้นสิ่ง
หรูหราฟุ่มเฟือย บํารุงบําเรอปรนเปรอความสุขต่างๆ และหัดให้เป็นคนอยู่อย่างเรียบง่าย ด้วยการ
รักษาอุโบสถ ถือศีล ๘ ตลอดจนศีล ๑๐ ประการ ตามโอกาส หรือปฏิบัติในทางบวก เช่น ขวนขวาย
ช่วยเหลือรับใช้ร่วมมือและบริการต่างๆ (ไวยาวัจกรรม)๓๐
๒๙
องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๓/๕๔/๓๔๓-๓๔๔.
๓๐
พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺโต), พุทธธรรม, (ฉบับปรับปรุงและขยายความ), หน้า ๕๙๗.
๕๘
(๒). ขั้นกลาง (สมาธิ)
การพัฒนาสังขารระดับกลาง คือ การพัฒนาพฤติกรรมที่สูงขึ้นมาอีกหน่อย สามารถ
เป็นแบบอย่างแก่คนอื่นได้ เป็นการพัฒนาสังขารในส่วนของ สติ ปัญญา จนนําสติ ปัญญามาใช้ใน
การประกอบกิจการงานต่างๆ ให้บรรลุความสําเร็จตามที่ตนปรารถนาได้ และในขณะเดียวกันก็ให้
เป็นไปเพื่อความเจริญทั้งแก่ตนเองและคนอื่นด้วย ไม่ใช่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองและคนอื่น
การพัฒนาสังขารระดับนี้ ทําให้รู้จักอดทน อดกลั้น ข่มจิตตนเอง ไม่ให้ลุแก่อํานาจของกิเลส
ปรับตัวเองให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ดําเนินชีวิตตามหลักของอริยมรรค ในฝ่ายของสมาธิ
คือ สัมมาวายามะ มีความพากเพียรชอบ คือใฝ่ศึกษาหาความรู้และประสบการณ์ต่างๆ ให้ตัวเอง
ประกอบอาชีพที่สุจริต สัมมาสติ มีความระลึกชอบ คือหมั่นฝึกฝนอบรมตนให้เป็นคนตื่นตัวอยู่
เสมอไม่เป็นคนเฉื่อยชาจับจดเซื่องซึมสัมมาสมาธิ มีความตั้งใจมั่นชอบ คือมีความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อ
ต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้นในชีวิต ไม่รอให้โชคหรือวาสนาช่วย แต่เป็นผู้สร้างโชคและวาสนาขึ้นมาเอง
(๓). ขั้นสูง (ปัญญา)
การพัฒนาสังขารระดับนี้มุ่งเน้นให้พฤติกรรมของบุคคลมีความประณีตด้านภายในมาก
ขึ้น หลังจากเป้ าหมายระดับศีลช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านกายหรือภายนอกแล้ว กล่าวคือ ให้
รู้จักปรับปรุงพฤติกรรมของตนเอง ด้วยการอบรมจิตใจให้เจริญขึ้นด้วยคุณธรรมต่างๆ ให้เข้มแข็ง
มั่นคงหนักแน่น และให้มีปัญญารู้เท่าทันความเป็นไปของสังขาร หรือพูดอีกนัยหนึ่งว่ารู้เท่าทันโลก
และชีวิต หรือมีโลกทัศน์และชีวทัศน์ที่ถูกต้อง นอกจากนี้เป้ าหมายของการแสดงพฤติกรรมระดับ
ปัญญา ยังอยู่ที่การให้เพียรละกิเลส เพียรอบรมปลูกฝังกุศลธรรม โดยดําเนินตามหลักทางสายกลาง
(มัชฌิมาปฏิปทา) มีสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ สัมมาสังกัปปะ ความดําริชอบ ที่เป็นหมวดปัญญา
ในอริยมรรคมีองค์๘ ประการ ซึ่งเป็นวิธีการและข้อปฏิบัติที่เน้นสําหรับการฝึกฝนจิตและปัญญาคือ
การแสวงหาปัญญาและชําระจิตใจด้วยการสดับธรรม (รวมทั้งอ่าน) ที่เรียกว่าธรรมสวนะ การแสดง
ธรรม สนทนาธรรม การแก้ไขปลูกฝังความเชื่อ ความเห็น ความเข้าใจให้ถูกต้อง การเจริญเมตตา
และการควบคุมขัดเกลากิเลส เป็นต้น
อีกนัยหนึ่ง การพัฒนาสังขารระดับสูง คือการพัฒนาสังขารที่จัดอยู่ในหมวด พลธรรม
๕ หรืออินทรีย์๕ ประกอบด้วย สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา3 0
๓๑
การพัฒนาขั้นนี้ไม่ได้มุ่งถึงความ
ถูกต้องหรือความผิดของพฤติกรรมแต่เป็นการพัฒนาเพื่อมุ่งความหลุดพ้นจากขันธ์ ๕ โดยเน้นการ
๓๑
สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๔๗๑-๔๘๐/๒๘๒-๒๙๑.
๕๙
พัฒนาสติเป็นตัวนํา รูปแบบของการพัฒนาสังขารในระดับนี้ใช้หลักสติปัฏฐาน ๔ เป็นแกนกลาง
โดยใช้ฝึกสติให้รู้เท่าทันอาการที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หรือกําหนดรู้อารมณ์ปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม การแยกพูดเป็น ๓ เรื่อง ๓ ระดับนี้ไม่ได้หมายความว่าแยกปฏิบัติกันอย่าง
เด็ดขาด เช่น ในขั้นต้นไม่ต้องปฏิบัติสมาธิและปัญญาเลย ที่จริง ยังต้องปฏิบัติอยู่เพียงแต่เป็นการ
ปฏิบัติในระดับน้อยหรือระดับตํ่า ทั้งนี้เป็นเพราะการปฏิบัติที่ถูกต้อง จําต้องอาศัยหลักธรรมหลาย
อย่างมา เสริมกัน
๓.๓.๒ ขั้นโลกุตตระ
การพัฒนาสังขารในขั้นนี้พระพุทธองค์เน้นการบรรลุธรรมเป็นหลัก มีทั้งฆราวาสและ
บรรพชิตที่มีอินทรีย์แก่กล้าสามารถฟังธรรมหรือปฏิบัติธรรมแล้วบรรลุคุณธรรมเบื้องสูง ขั้นนี้
พระองค์ทรงวางหลักของไตรสิกขาเหมือนกัน แต่เป็นไตรสิกขาในขั้นสูงกว่าหลักไตรสิกขาขั้นสูง
หรือขั้นอุกฤษฏ์ เป็นไตรสิกขาในอริยวินัย เช่น หลักของศีล ได้แก่ จาตุปาริสุทธิศีล ๔ ประการ
หลักของสมาธิ ได้แก่ กรรมฐาน ๔๐ อย่าง หลักของปัญญา ได้แก่ วิปัสสนาภาวนา หรือวิปัสสนา
กรรมฐาน รายละเอียดของหลักการเหล่านี้จะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป
๓.๔ การพัฒนาสังขารตามหลักไตรสิกขา
หลักไตรสิกขา ถือว่าเป็นหัวใจสําคัญของระบบการศึกษาทางด้านพระพุทธศาสนาที่
พระพุทธองค์ได้วางเอาไว้มีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา บ้าง
เรียกสั้นๆ ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา บ้าง หลักเหล่านี้พระพุทธองค์วางไว้เพื่อให้สาวกนําไปฝึกฝน
พัฒนาตนเอง เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสทั้งหลายที่หมักดองอยู่ในสันดานตน โดยตั้งอยู่บน
พื้นฐานทางสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทา ภิกษุผู้ไม่สมาทานศึกษาไตรสิกขา พระพุทธองค์ตรัสว่า
เปรียบเหมือนลาในฝูงโค พระองค์ทรงอธิบายว่า ลาเดินตามฝูงโคไปข้างหลังพลางร้องว่า เราเป็นโค
เราเป็นโค แต่เสียงของมัน ตัวของมัน รอยเท้าของมันก็ยังเป็นลาอยู่ ฉันใด ภิกษุผู้ไม่ได้สมาทาน
ศึกษาในไตรสิกขาคืออธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา แม้จะเดินไปตามหลังหมู่ภิกษุและ
ปฏิญาณตนว่า เราเป็นภิกษุ เราเป็นภิกษุ แต่เขาก็ไม่ได้สมาทานศึกษาอธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา
อธิปัญญาสิกขา เหมือนภิกษุอื่น เพียงแต่ติดตามไปข้างหลังเท่านั้น ฉันนั้น31
๓๒
เนื้อความจากพระสูตร
นี้แสดงให้เห็นว่า ความเป็นภิกษุจะสมบูรณ์ได้หรือเป็นภิกษุตามพุทธประสงค์ต้องสมาทานศึกษา
ตามหลักไตรสิกขาตามสติปัญญาของตน
๓๒
องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๘๓/๓๐๙.
๖๐
ดังนั้น เพื่อให้เข้าใจการพัฒนาสังขารตามหลักไตรสิกขาดังกล่าวนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นจะ
ได้ศึกษาในรายละเอียดของแต่ละสิกขาไปตามลําดับ
๓.๔.๑ การพัฒนาสังขารตามหลักศีล
ศีล เป็นหลักเบื้องต้นในการฝึกหัดกาย วาจา ใจ ให้เรียบร้อย ในพระพุทธศาสนา มีคน
หลายวรรณะเข้ามาบวชเป็นสาวก แต่ละคนล้วนแต่มีวิชาความรู้แตกต่างกัน ได้รับการฝึกฝนอบรม
มาต่างกัน ถ้าแต่ละคนปฏิบัติตามลัทธิเดิมของตน ก็จะทําให้หมู่คณะที่อยู่ร่วมกันไม่เป็นระเบียบ
เพราะต่างคนต่างทําในสิ่งที่ตนเคยปฏิบัติมา เพื่อความมีระเบียบเรียบร้อยของหมู่คณะพระพุทธองค์
จึงทรงบัญญัติข้อที่พระสาวกต้องปฏิบัติและพึงปฏิบัติร่วมกัน เรียกว่า พระวินัย หรือ ศีล ซึ่งรวมทั้ง
ที่เป็นสิกขาบทและข้อวัตรต่างๆ เมื่อพระสาวกได้รับการฝึกหัด กาย วาจา ใจ ให้เป็นไปในทิศทาง
เดียวกันแล้ว ก็ทําให้หมู่คณะเป็นอยู่เรียบร้อยสวยงาม เป็นที่เลื่อมใสของผู้พบเห็น เมื่อหมู่คณะเป็น
ระเบียบเรียบร้อยแล้วจะฝึกสอนเรื่องใดๆ ผู้แนะนําสั่งสอนก็ทําได้ง่าย และผู้เรียนที่มีระเบียบวินัย
เรียนด้วยความเคารพและตั้งใจย่อมเข้าใจในสิ่งที่เรียนได้ง่าย ศีลจึงเป็นพื้นฐานสําคัญในการพัฒนา
สังขาร ในพลสูตร พระพุทธองค์ทรงเปรียบศีลเหมือนแผ่นดินเป็นที่ยืนของบุคคลผู้ที่จะทํางานด้วย
กําลังให้สําเร็จลุล่วงตามความปรารถนา ดังพระพุทธพจน์ว่า “ภิกษุทั้งหลาย การงานที่พึงทําด้วย
กําลังทั้งหมด บุคคลต้องอาศัยแผ่นดิน ดํารงอยู่บนแผ่นดินจึงทําได้ แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น
เหมือนกัน อาศัยศีล ดํารงอยู่ในศีลแล้ว เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ทําอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้มาก”๓๓
ศีลเป็นเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย3 3
๓๔
สังขารที่จัดอยู่ในหมวดศีล คือ วิรัติเจตสิก ๓ ประการ
ได้แก่ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ซึ่งสังขารเหล่านี้จัดอยู่ในอริยมรรคมีองค์ ๘
ประการ สงเคราะห์เข้าในอธิศีลสิกขา เมื่อสังขารเหล่านี้ได้รับการพัฒนาแล้ว เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้
สังขารเหล่าอื่นที่อยู่ในองค์มรรคนอกนี้ได้รับการพัฒนาไปด้วย สังขารเหล่านี้พระพุทธองค์เปรียบ
เหมือนแสงอรุณของพระอาทิตย์ในยามเช้า ดังเนื้อความที่ปรากฏในสีลสัมปทาทิสุตตปัญจกะว่า
“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อดวงอาทิตย์กําลังจะอุทัย ย่อมมีแสงอรุณขึ้นมาก่อน เป็นบุพนิมิต ฉันใด สีล
สัมปทา34
๓๕
ก็เป็นตัวนํา เป็นบุพนิมิตเพื่อความเกิดขึ้นแห่งอริยมรรค มีองค์๘ ฉันนั้น”๓๖
พระองค์ยัง
๓๓
สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๑๔๙/๗๘.
๓๔
สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๓๘๑-๓๘๓/๒๓๖-๒๓๙.
๓๕
สีลสัมปทา(ความถึงพร้อมด้วยศีล)ในที่นี้หมายถึงปาริสุทธิศีล ๔;สํ.ม.อ.(บาลี)๓/๔๙-๖๒/๑๙๖)
๓๖
สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๕๐-๕๔/๔๔.
๖๑
ตรัสต่อไปว่า ผู้ที่มีศีลบริบูรณ์คุณธรรมเหล่านี้คือ ฉันทะ อัตตะ ทิฏฐิ อัปปมาทะ ก็จะบริบูรณ์ด้วย3 6
๓๗
ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยศีลย่อมไม่ประสบภัยอันตรายจากการสํารวมในศีล เปรียบเหมือนกษัตริย์ผู้ได้รับ
มูรธาภิเษกเป็นพระราชา กําจัดข้าศึกได้แล้ว ย่อมไม่ประสบภัยอันตรายจากข้าศึก ภิกษุผู้สมบูรณ์
ด้วยอริยสีลขันธ์ย่อมเสวยสุขอันไม่มีโทษในภายใน37
๓๘
ในอัสสลายนสูตร กล่าวถึงมาณพ ๒ คนเป็น
พี่น้องกัน คนหนึ่งได้รับการศึกษาดี แต่เป็นคนทุศีล คนหนึ่งไม่ได้รับการศึกษาแต่เป็นคนมีศีล คนที่
มีศีลจะได้รับการเชื้อเชิญให้บริโภคก่อนในงานเลี้ยงต่างๆ มีงานเลี้ยงของผู้มีศรัทธาเป็นต้น38
๓๙
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นความสําคัญของศีล ต่อไปนี้จะได้ศึกษารายละเอียดของสังขาร
ทั้ง ๓ อย่างนี้ คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ต่อไป
ก. การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาวาจา
สัมมาวาจาคือเจตนาเป็นเหตุเว้นจากมุสาวาท(พูดเท็จ) เจตนาเป็นเหตุเว้นจากปิสุณาวาจา
(พูดส่อเสียด) เจตนาเป็นเหตุเว้นจากผรุสวาจา (พูดคําหยาบ) เจตนาเป็นเหตุเว้นจากสัมผัปปลาปะ
(พูดเพ้อเจ้อ)๔๐
จากพระพุทธพจน์ตรงนี้ทําให้ทราบว่า การพัฒนาสัมมาวาจาก็คือ พัฒนาตัวเจตนา
ซึ่งเป็นตัวนําไปสู่การพูดจริง พูดคํามีสาระ สุภาพอ่อนโยน เป็นคําพูดที่ประกอบด้วยประโยชน์ทั้ง
สองฝ่ายคือทั้งผู้พูดและผู้ฟัง บางครั้งอาจจะมีการพูดถ้อยคําที่เลี่ยงความจริงบ้างแต่ก็เพียงเพื่อให้
ผู้ฟังได้รับประโยชน์เท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น การที่พระพุทธองค์ใช้คําพูดที่เป็นอุบายให้พระนันทะ
พระอนุชาต่างพระมารดา คลายความคิดถึงเจ้าสาวที่รอคอยอยู่ด้วยรับรองว่าจะนํานางฟ้ ามาเป็น
ภรรยา ถ้าลืมเรื่องเจ้าสาวและตั้งใจปฏิบัติธรรม ทําให้พระนันทะตั้งใจปฏิบัติสมณธรรมจนได้
บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์40
๔๑
การใช้คําพูดเลี่ยงอย่างนี้ไม่จัดว่าเป็นการพูดมุสา หรือพูดเท็จเพราะ
ไม่ได้มุ่งหมายให้ผู้ฟังเสียประโยชน์แต่เป็นความมุ่งหวังให้ผู้ฟังได้ประโยชน์ จัดเป็นสัมมาวาจาได้
ตัวอย่างการใช้อุบายลักษณะเช่นนี้ปรากฏอยู่ในคัมภีร์อรรถกถาธรรมบทหลายแห่ง เช่น เรื่อง นาง
๓๗
สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๕๐-๕๔/๔๔, ฉันทสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยฉันทะ) ในที่นี้หมายถึงความ
พอใจคือความต้องการที่จะทําความดี, อัตตสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยตน) ในที่นี้หมายถึงความเป็นผู้มีจิต
สมบูรณ์, ทิฏฐิสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ) ในที่นี้หมายถึงความถึงพร้อมด้วยญาณ, อัปปมาทสัมปทา (ความ
ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท) ในที่นี้หมายถึงความถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท อันเป็นเหตุให้บรรลุธรรม; สํ.
ม.อ. ๓/๔๙-๖๒/๑๙๖.
๓๘
ที.สี. (ไทย) ๙/๔๐๑/๑๗๐.
๓๙
ดูรายละเอียดใน ม.ม. (ไทย) ๑๓/๔๐๙/๕๑๑.
๔๐
ที.ม.(ไทย) ๑๐/๔๐๒/๓๓๕-๓๓๖, สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๘/๑๑, อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๒๐๕/๑๗๒.
๔๑
ดูรายละเอียดใน ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑/๖๓-๖๙.
๖๒
กีสาโคตรมี ที่บุตรชายเสียชีวิต แต่นางไม่ยอมรับว่าลูกเสียชีวิต จึงพยายามจะหาหมอและยาที่
สามารถรักษาลูกของตนให้ฟื้นคืนได้จนในที่สุดได้มาพบพระพุทธเจ้า พระองค์จึงใช้อุบายให้นาง
ไปนําเอาเมล็ดพันธ์ผักกาดจากบ้านที่ไม่เคยมีคนตายมาปรุงยา แต่นางก็หาไม่ได้และได้สติกลับคืน
มาเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์จึงแสดงพระธรรมเทศนาให้ฟัง นางได้ฟังแล้วคลายความเศร้าโศก
เพราะบุตรลงได้ แล้วขออุปสมบทเป็นภิกษุณี อยู่ต่อมานางก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์4 1
๔๒
อีกเรื่อง
หนึ่ง คือ เรื่องโจรเคราแดง โจรคนนี้เคยฆ่าคนมามากเพราะได้รับตําแหน่งเพชฌฆาต ต่อมาทางการ
ให้เกษียณอายุเพราะร่างกายอ่อนกําลังลงไม่สามารถจะประหารโจรให้ตายด้วยการฟันคอครั้งเดียว
เหมือนเมื่อก่อนต้องฟันซํ้าหลายครั้งทําให้ผู้ถูกประหารทรมาน เมื่อได้ฟังธรรมจากพระสารีบุตรเถระ
ก็ไม่ สามารถรวบรวมสมาธิให้เป็นหนึ่งได้เพราะคิดถึงแต่บาปกรรมคือการฆ่าคนที่ตนทํามาเป็น
เวลายาวนาน พระเถระจึงใช้คําพูดเป็นอุบายเพื่อให้เขาคลายความวิตกกังวลด้วยการถามว่า ที่ฆ่าคน
เป็นจํานวนมากนั้นเขาฆ่าเองหรือมีคนอื่นสั่งให้ฆ่า เขาตอบว่า มีคนอื่นสั่งให้ฆ่า พระเถระจึงกล่าว
ว่า ถ้าคนอื่นสั่งให้ฆ่าก็ไม่เป็นบาป คําพูดของพระเถระทําให้เขาดีใจว่า ตนไม่เป็นบาปจึงเริ่มมี
สมาธิตั้งใจฟังธรรม จนได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน42
๔๓
จากตัวอย่างทั้ง ๓ เรื่องนี้ จะเห็นว่า สัมมาวาจาเป็นวาจาที่มุ่งประโยชน์แก่ผู้ฟังถึงแม้ว่า
คําพูดนั้นจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในเบื้องต้นแต่ก็ทําให้ผู้ฟังคลายความเศร้าโศก ความวิตกกังวลได้
ต่างจากมิจฉาวาจา ที่มุ่งให้ผู้ฟังเสียประโยชน์ ถึงแม้คําพูดนั้นจะเป็นคําพูดที่สุภาพอ่อนโยนด้วยลีลา
และนํ้าเสียงของผู้พูดแต่มีเจตนาร้ายต่อผู้ฟัง เช่น มีเจตนาจะฆ่าใครสักคนหนึ่งให้ตายไป สั่งให้คน
อื่นฆ่าเขาโดยใช้คําสุภาพอ่อนโยนว่า ช่วยทําให้เขานอนอย่างสบายเถิด คําพูดอย่างนี้จัดเป็นมิจฉาวาจา
สัมมาวาจา มีทั้งระดับต้นและระดับสูง ตัวอย่างดังกล่าวมานั้นจัดเป็นสัมมาวาจาระดับต้น ส่วน
สัมมาวาจาระดับสูง ได้แก่ สัมมาวาจาในองค์มรรค คือวิรตีสัมมาวาจา การงดเว้นจากวจีทุจริต ๔
อย่างโดยเด็ดขาด4 3
๔๔
เป็นสัมมาวาจาในขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน หมายความว่า ในขณะที่
ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน การใช้วาจา บริกรรมกรรมฐาน เช่น พองหนอ ยุบหนอ ปวดหนอ คิด
หนอ เป็นต้น จัดเป็นสัมมาวาจาในองค์มรรคเพราะเป็นวาจากําหนดอารมณ์ปรมัตถ์ สัมมาวาจาเป็น
๔๒
ดูรายละเอียดใน ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑/๒๑๖-๒๑๙.
๔๓
ดูรายละเอียดใน ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑/๒๑๖-๒๑๙.
๔๔
พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ),วิปัสสนากรรมฐาน ภาค ๒ : ว่าด้วย มหาสติปัฏฐาน,
(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ บริษัท สหธรรมิก จํากัด, ๒๕๔๘), หน้า ๕๖๑.
๖๓
เรื่องของเจตนาเป็นเหตุงดเว้น ไม่ได้มุ่งถึงการพูดคําจริงและคําที่มีประโยชน์ซึ่งเป็นพฤติกรรมทาง
กายและวาจาที่แสดงออกมาในภายนอก44
๔๕
จากเนื้อหาสาระที่ได้ศึกษามานี้สรุปได้ว่า การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาวาจา ๒
ระดับนี้สามารถพัฒนาได้ดังนี้ คือ การพัฒนาสัมมาวาจาระดับต้น ได้แก่ การงดเว้นจากวจีทุจริต ๔
อย่างแล้วเจริญวจีสุจริต ๔ รวมถึงการใช้กุศโลบายต่างๆ เพื่อช่วยให้ผู้ฟังได้รับประโยชน์ด้วย ส่วน
การพัฒนาสัมมาวาจาระดับสูง ได้แก่ การใช้วาจาบริกรรมบทพระกรรมฐานขณะเจริญวิปัสสนา
กรรมฐาน เช่น การบริกรรมว่า พองหนอ ยุบหนอ คิดหนอ ปวดหนอ เป็นต้น
ข. การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมากัมมันตะ
สัมมากัมมันตะ คือ เจตนาเป็นเหตุเว้นจากปาณาติบาต (การฆ่าสัตว์) เจตนาเป็นเหตุเว้น
จาก อทินนาทาน (การลักทรัพย์) เจตนาเป็นเหตุเว้นจากอพรหมจรรย์(พฤติกรรมอันเป็นข้าศึกต่อ
พรหมจรรย์)๔๖
จากพระพุทธพจน์ตรงนี้จะเห็นว่า สัมมากัมมันตะ มีนัยคล้ายกันกับสัมมาวาจา
มุ่งเอาตัวเจตนาเป็นตัวนําไปสู่การงดเว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน และอพรหมจรรย์ พระพุทธ
พจน์ที่ยกมานี้ต่างกันจากพระพุทธพจน์ในมหาสติปัฏฐานสูตรและในสัจจวิภังคสูตร เล็กน้อย
กล่าวคือ ในพระสูตรทั้งสองนี้ สองข้อแรกมีความหมายเหมือนกัน ส่วนข้อที่ ๓ เป็นเจตนาเป็นเหตุ
เว้นจากการประพฤติผิดในกาม4 6
๔๗
เมื่อพิจารณาแล้วพระสูตรเหล่านี้พระองค์คงจะเน้นไปที่ผู้ฟัง
เป็นสําคัญเพราะในมหาสติปัฏฐานสูตร พระองค์ตรัสแก่ชาวกุรุที่เป็นผู้ครองเรือน ส่วนในวิภังคสูตร
พระองค์ตรัสแก่หมู่ภิกษุ ตามพระวินัยแล้วภิกษุไม่สามารถจะเสพเมถุนอยู่แล้ว พระองค์จึงได้ตรัส
ให้เว้นจากอพรหมจรรย์เลย แต่ชาวบ้านทั่วไปยังสามารถมีเพศสัมพันธ์กับภรรยา หรือสามีของตน
อยู่เพียงแต่ห้ามไม่ให้ประพฤติล่วงเกินภรรยาหรือสามีของคนอื่นเท่านั้น ส่วนคัมภีร์วิภังค์47
๔๘
ไม่ได้
ปรารภบุคคลประเภทไหน แต่เนื้อความเหมือนกับในมหาสติปัฏฐานสูตรและสัจจวิภังคสูตร จาก
หลักฐานตรงนี้พระองค์คงจะเน้นไปที่ประชาชนทั่วไปเป็นหลัก เพราะถ้าคนทั่วไปไม่งดเว้นข้อนี้จะ
ทําให้สังคมวุ่นวายไม่สงบ เมื่อจิตใจหวาดระแวงก็จะทําให้การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นไปได้
ยาก ไม่สามารถบรรลุผลตามที่ต้องการ
๔๕
วัชระ งามจิตรเจริญ, พุทธศาสนาเถรวาท, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๒), หน้า ๔๐๐.
๔๖
สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๘/๑๑.
๔๗
ที.ม.(ไทย) ๑๐/๔๐๒/๓๓๕-๓๓๖, ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๓๗๕/๔๒๒,อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๒๐๕/๑๗๒.
๔๘
อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๒๐๕/๑๗๒.
๖๔
สัมมากัมมันตะมีทั้งระดับเบื้องต้นและระดับสูง ในระดับเบื้องต้นหมายถึงการทําความ
ดีทางกายและการเว้นจากกายทุจริต ๓ คือ การไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ และการไม่ประพฤติผิดใน
กาม ซึ่งเป็นศีล ๓ ข้อแรกในศีล ๕ และถ้าถือศีล ๘ ก็จะต้องงดเว้นอพรหมจรรย์(การปฏิบัติอันเป็น
ข้าศึกต่อพรหมจรรย์) คือการงดเว้นเรื่องเพศสัมพันธ์อย่างเด็ดขาด กล่าวโดยย่อสัมมากัมมันตะก็คือ
การทํากายสุจริตและการงดเว้นกายทุจริต4 8
๔๙
และวิรตีสัมมากัมมันตะ จัดเป็นระดับสูง คือจัดเป็น
สัมมากัมมันตะในองค์มรรค4 9
๕๐
สัมมากัมมันตะระดับสูงมุ่งการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นหรือการ
ทําลายกิเลสอย่างจริงจัง50
๕๑
เพราะในขณะเจริญวิปัสสนากรรมฐานผู้ปฏิบัติย่อมงดเว้นจากกายทุจริต
๓ อย่างเหล่านี้โดยปริยายอยู่แล้ว51
๕๒
วิรตีสัมมากัมมันตะ มีรายละเอียดที่ควรศึกษาเพิ่มเติมคือคําว่า วิรตี หรือ วิรัติ ซึ่งแปลว่า
งดเว้น มีอยู่๓ อย่าง คือ สัมปัตตวิรัติ สมาทานวิรัติ และสมุจเฉทวิรัติ สัมปัตตวิรัติ ได้แก่ งดเว้นใน
ขณะที่ประจวบเข้า หมายความว่า ได้พบวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งการละเมิดศีลเข้า แต่ไม่ละเมิด
ยกตัวอย่าง เช่น นาย ก. เดินไปพบสิ่งของที่เขาวางไว้ไม่มีเจ้าของเฝ้าอยู่สามารถหยิบเอามาเป็นของ
ตนได้ แต่ไม่ทําเพราะเกรงว่าศีลจะขาด ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า สัมปัตตวิรัติ
สมาทานวิรัติ ได้แก่ การงดเว้นด้วยการสมาทาน คือเมื่อได้สมาทานศีลแล้ว ก็ไม่ละเมิด
ศีลข้อนั้นๆ เช่น นาย ก. ได้สมาทานศีลข้ออทินนาทานแล้ว เดินไปพบสิ่งของที่เขาวางไว้ ไม่มี
เจ้าของเฝ้าอยู่ สามารถหยิบเอามาเป็นของตนได้ แต่ไม่ทําเพราะได้สมาทานศีลข้อนี้แล้ว
สมุจเฉทวิรัติ งดเว้นโดยเด็ดขาด ได้แก่ งดเว้นเพราะอํานาจอริยมรรค ซึ่งเกิดจากการ
เจริญวิปัสสนากรรมฐานจนถึงมรรคญาณอย่างเดียวเท่านั้น5 2
๕๓
วิรตีสัมมากัมมันตะ จัดเป็น
สัมมากัมมันตะในองค์มรรคได้ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับวิรัติทั้ง ๓ อย่างนี้ สมุจเฉทวิรัตินี้เท่านั้นจึง
จัดเป็นองค์มรรคได้เพราะในบุพพภาคมรรคได้ปรมัตถ์เป็นอารมณ์ ในอริยมรรคก็มีนิพพานเป็น
อารมณ์53
๕๔
๔๙
วัชระ งามจิตรเจริญ, พุทธศาสนาเถรวาท, พิมพ์ครั้งที่ ๒, หน้า ๔๐๑.
๕๐
พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ), อุดมวิชา, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร :
บริษัท สหธรรมิก จํากัด, ๒๕๓๙), หน้า ๘๑.
๕๑
วัชระ งามจิตรเจริญ, พุทธศาสนาเถรวาท, พิมพ์ครั้งที่ ๒, หน้า ๔๐๑.
๕๒
เรื่องเดียวกัน, หน้า ๔๐๑.
๕๓
พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ), คําบรรยายวิปัสสนากรรมฐาน, (กรุงเทพมหานคร
: บริษัท ประยูรวงศ์พริ้นท์ติ้ง จํากัด, ๒๕๓๙), หน้า ๑๐๔๖.
๕๔
เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๐๔๖.
๖๕
จากเนื้อความที่ได้ศึกษามานี้พอสรุปเป็ นแนวทางการพัฒนาสังขารตามแนว
สัมมากัมมันตะได้ดังนี้คือ การพัฒนาสัมมากัมมันตะระดับต้น ได้แก่ การงดเว้นจากกายทุจริต ๓
คือ การไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม แล้วเจริญกายสุจริต ๓ อย่างที่ตรงกันข้ามกับ
กายทุจริต ๓ นี้ หรือการปฏิบัติตามวิรัติ ๒ อย่างเบื้องต้น คือ สัมปัตตวิรัติ งดเว้นในขณะที่ประสบ
กับวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งการล่วงละเมิด และสมาทานวิรัติ งดเว้นด้วยอํานาจของการสมาทาน
ส่วนการพัฒนาสัมมากัมมันตะในระดับสูงคือการงดเว้นกายทุจริตเจริญกายสุจริต
ในขณะเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพราะในขณะเจริญวิปัสสนากรรมฐานผู้ปฏิบัติย่อมงดเว้นจากกาย
ทุจริต ๓ อย่างโดยปริยายอยู่แล้ว
ค. การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาอาชีวะ
ความหมายของสัมมาอาชีวะที่ปรากฏในมหาสติปัฏฐานสูตรและวิภังคสูตรมีใจความว่า
สัมมาอาชีวะ คือการละมิจฉาอาชีวะ สําเร็จการเลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะ5 4
๕๕
คัมภีร์วิภังค์ ในพระ
อภิธรรม อธิบายว่า สัมมาอาชีวะ หมายถึง ความงด ความเว้น ความเว้นขาด เจตนาเป็นเหตุเว้น
จากมิจฉาชีพ การไม่ทํา การเลิกทํา การไม่ล่วงละเมิด การไม่ลํ้าเขต การกําจัด ต้นเหตุ(แห่ง
มิจฉาชีพ)55
๕๖
ความหมายของสัมมาอาชีวะจากหลักฐานในพระไตรปิฎกทั้งสองคัมภีร์นี้ โดยใจความ
แล้วไม่ต่างกัน แต่ในพระอภิธรรมจะเน้นความเข้มข้นมากกว่าเล็กน้อยตรงที่ว่า เว้นขาดคือให้งดเว้น
อย่างเด็ดขาด จากหลักฐานตรงนี้พอจะตีความได้ว่า สัมมาอาชีวะก็มี ๒ ระดับเช่นเดียวกัน คือระดับ
เบื้องต้นและระดับสูง หรือระดับโลกิยะและโลกุตตระ ระดับโลกิยะน่าจะหมายถึง การเลี้ยงชีพชอบ
กล่าวคือ การดํารงชีวิตด้วยความถูกต้อง เหมาะควรและปราศจากมลทิน ไม่ประกอบมิจฉาอาชีพ56
๕๗
การเลี้ยงชีพชอบหรือการประกอบอาชีพอะไรก็ได้ที่สุจริตและไม่ผิดศีลธรรม ไม่ใช่อาชีพที่คดโกง
หลอกลวงผู้อื่นและไม่ใช่อาชีพที่เบียดเบียนหรือมีอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ5 7
๕๘
หรือการเลี้ยงชีพที่
ถูกกฎหมาย ถูกทํานองคลองธรรม เว้นมิจฉาอาชีวะ ๕ อย่างตามที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ใน
วณิชชาสูตร ได้แก่ เว้นจากการค้าขายอาวุธ เว้นจากการค้าขายสัตว์ (รวมถึงมนุษย์ด้วย) เว้นจาก
การค้าขายเนื้อ (รวมถึงการเลี้ยงสัตว์ไว้ฆ่าเอาเนื้อขายด้วย) เว้นจากการค้าขายของมึนเมา (รวมถึงยา
๕๕
ที.ม.(ไทย) ๑๐/๔๐๒/๓๓๕-๓๓๖, สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๘/๑๑.
๕๖
อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๒๐๖/๑๗๔.
๕๗
พระกัมมัฏฐานาจริยะ พระปัณฑิตาภิวงศ์, รู้แจ้งในชาตินี้, พิมพ์ครั้งที่ ๘, (กรุงเทพมหานคร : โรง
พิมพ์ บริษัท สหธรรมิก จํากัด, ๒๕๕๑), หน้า ๓๓๘-๓๓๙.
๕๘
วัชระ งามจิตรเจริญ, พุทธศาสนาเถรวาท, พิมพ์ครั้งที่ ๒, หน้า ๔๐๒.
๖๖
เสพติดทุกชนิดด้วย) เว้นจากการค้าขายยาพิษ5 8
๕๙
ส่วนสัมมาอาชีวะระดับสูงอาจจะหมายถึง
สัมมาอาชีวะในคัมภีร์วิภังค์ในพระอภิธรรม และมติของนักปราชญ์ในสมัยต่อมาที่จัดวิรตี
สัมมาอาชีวะเป็นสัมมาอาชีวะในระดับสูงหรือสัมมาอาชีวะในองค์มรรค คือเป็นอยู่ชอบด้วยการงด
เว้นอย่างเด็ดขาดจากทุจริต ๗ ประการ (กายทุจริต ๓ วจีทุจริต ๔)59
๖๐
มุ่งเอาเจตนาเป็นเหตุงดเว้นจาก
มิจฉาอาชีวะที่เกิดในขณะเจริญวิปัสสนากรรมฐาน60
๖๑
จากเนื้อความหลักฐานที่กล่าวมานี้พอสรุปได้ว่า การพัฒนาสังขารตามแนว
สัมมาอาชีวะระดับเบื้องต้นมุ่งเอาเจตนาที่งดเว้นมิจฉาชีพ และการกําจัดต้นเหตุแห่งมิจฉาชีพเป็น
สําคัญ โดยใจความก็คือการกําจัดกิเลสอย่างหยาบนั่นเองเพราะกิเลสเป็นต้นเหตุแห่งการกระทําชั่ว
ทั้งปวง ส่วนการพัฒนาสัมมาอาชีวะระดับสูงคือการเจริญวิปัสสนากรรมฐานเพราะขณะที่ปฏิบัติ
วิปัสสนากรรมฐานผู้ปฏิบัติได้งดเว้นจากมิจฉาอาชีวะโดยเด็ดขาดอยู่แล้วเพราะเลี้ยงชีพด้วยอาหาร
บิณฑบาตที่ได้รับจากการบิณฑบาตและการจัดสรรให้จากกัลยาณมิตรเท่านั้น ไม่ได้ประกอบอาชีพ
อื่นที่ขัดต่ออริยมรรค
๓.๔.๒ การพัฒนาสังขารตามหลักสมาธิ
สมาธิ คือความตั้งใจมั่น แน่วแน่อยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เมื่อจิตใจตั้งมั่นแล้วจะ
เกิดปัญญารู้สภาวธรรมหมวดต่างๆ เช่น ขันธ์ ๕ ธาตุ ๑๘ อริยสัจ ๔ เป็นต้น ตามความเป็นจริง ดัง
หลักฐานที่ปรากฏในสมาธิสูตร สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สฬายตนวรรค และมหาวารวรรคว่า
“ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิเถิด ภิกษุผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง”๖๒
ส่วน
รายละเอียดแตกต่างกันดังนี้ คือในขันธวารวรรคอธิบายต่อไปว่า รู้ชัดความเกิดและความดับของ
ขันธ์ ๕ คือ ความเกิดความดับของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในสฬายตนวรรคอธิบายว่า รู้
ชัดไตรลักษณ์คือรู้ว่า จักขุไม่เที่ยง รูปไม่เที่ยง จักขุวิญญาณไม่เที่ยง จักขุสัมผัสไม่เที่ยง เป็นต้น
ส่วนในมหาวารวรรค อธิบายว่า รู้ชัดอริยสัจ คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และหนทาง
ให้ถึงความดับทุกข์
สมาธิ จากหลักฐานเหล่านี้แสดงว่า เป็นสมาธิระดับสัมมาสมาธิหรือสมาธิในองค์มรรค
เป็นขณิกสมาธิที่ใช้กับการเจริญวิปัสสนากรรมฐานเพื่อให้เกิดปัญญา ไม่ใช่สมาธิระดับอัปปนาที่ใช้
๕๙
องฺ.ป�ฺจก. (ไทย) ๒๒/๑๗๗/๒๙๕.
๖๐
พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ), วิปัสสนากรรมฐาน ภาค ๒, หน้า ๕๗๒.
๖๑
วัชระ งามจิตรเจริญ, พุทธศาสนาเถรวาท, พิมพ์ครั้งที่ ๒, หน้า ๔๐๒.
๖๒
สํ.ข. (ไทย) ๑๗/๕/๑๗, สํ.สฬา. (ไทย) ๑๘/๙๙/๑๑๐, สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๑๐๗๑/๕๘๓.
๖๗
กับสมถกรรมฐานเพื่อให้เกิดฌาน สมาธิในไตรสิกขา รวมเอาองค์มรรคทั้ง ๓ คือ สัมมาวายามะ
สัมมาสติ สัมมาสมาธิเข้าไว้ด้วยกัน ดังนั้น การพัฒนาสังขารตามหลักสมาธิ จึงต้องพัฒนาตามแนว
อริยมรรคทั้ง ๓ องค์นี้ ซึ่งแต่ละอย่างมีรายละเอียดโดยสังเขปดังนี้
ก. การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาวายามะ
สัมมาวายามะ คือ ความเพียรชอบ ตามความหมายในพระสูตรว่า การสร้างฉันทะ
พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่น เพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น
เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อทํากุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เพื่อความดํารงอยู่ ไม่
เลือนหาย ภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้น6 2
๖๓
ในคัมภีร์อภิธรรม ตอน
อภิธรรมภาชนีย์ อธิบายว่า สัมมาวายามะ หมายถึง การปรารภความเพียรทางใจ และ
วิริยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค6 3
๖๔
เมื่อพิจารณาจากพระไตรปิฎกทั้งสอง
คัมภีร์นี้ ความหมายในพระสูตรอาจหมายถึงสัมมาวายามะระดับต้นเพราะต้องใช้ความเพียรป้ องกัน
บาป ละบาปแล้วทํากุศลให้เกิดขึ้นแล้วประคับประคองรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญงอกงามยิ่งๆ
ขึ้น ส่วนความหมายในพระอภิธรรมอาจจะหมายถึงสัมมาวายามะระดับสูง เพราะเป็นการทําความ
เพียรทางใจซึ่งตีความได้ว่าได้ผ่านการละบาปอกุศลต่างๆและบําเพ็ญกุศลในระดับหนึ่งแล้วไม่มี
อกุศลมารบกวนจิตใจมุ่งจะใช้ความเพียรเพื่อบรรลุธรรมอย่างเดียว
ดังนั้น การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาวายามะระดับต้น ก็คือการป้ องกันบาปหรือ
ความชั่วต่างๆ ทางกาย วาจา ใจ ไม่ให้เกิดขึ้นและละบาปที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไปหรือลดน้อยลง
แล้วทําบุญ หรือกุศลให้เกิดขึ้น เจริญขึ้นตามกําลังของวิริยะ ความเพียร ส่วนการพัฒนา
สัมมาวายามะระดับสูง คือการใช้ความเพียรขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งเป็นความเพียรที่
สามารถเผากิเลสให้เร่าร้อนจนหลุดออกจากจิตใจทีละน้อยๆ ตามกําลังของความเพียร
ข. การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาสติ
สัมมาสติ คือการระลึกชอบ ความหมายในพระสูตรคือการระลึกชอบในสติปัฏฐาน ๔
ได้แก่ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่
พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กําจัดอภิชฌาและ
๖๓
ที.ม. (ไทย) ๑๐/๔๐๒/๓๓๕-๓๓๖, สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๘/๑๒.
๖๔
อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๒๐๖/๑๗๕.
๖๘
โทมนัสในโลกได้6 4
๖๕
ความหมายจากพระสูตรนี้จะเห็นว่า มีองค์ประกอบสําคัญอยู่ ๓ ประการใน
การระลึกชอบ คือ มีความเพียร (อาตาปี) มีสัมปชัญญะ (สัมปชาโน) มีสติ (สติมา) จัดเป็น ๒ ระดับ
เช่นเดียวกัน คือ ระดับต้นและระดับสูง สัมมาสติระดับต้น ได้แก่ ระลึกชอบก่อนที่จะทํา จะพูด จะ
คิด อะไรลงไป เพื่อป้องกันความผิดพลาดหรือถ้าจะผิดพลาดบ้างก็ให้น้อยที่สุด เป็นการพัฒนาสติที่
นํามาใช้ในชีวิตประจําวัน ช่วยให้การทํางานมีประสิทธิภาพมากขึ้น สัมมาสติระดับสูงคือการระลึก
รู้ให้ทันอารมณ์ปัจจุบันขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน คือให้ระลึกรู้อาการเคลื่อนไหวของร่างกาย
ตามอิริยาบถ เช่น การยืน การเดิน การนั่ง การนอน การกิน การดื่ม เป็นต้น การพัฒนาสังขารตาม
แนวสัมมาสตินี้ถือว่าสําคัญมากเพราะการระลึกรู้ทันอารมณ์ปัจจุบันขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
เท่ากับเป็นการปฏิบัติ ธรรมทั้งหมดที่สนับสนุนการบรรลุธรรมคือโพธิปักขิยธรรม ๗ หมวด
จํานวน ๓๗ ประการ ๑๔ องค์ธรรม รายละเอียดขององค์ธรรมเหล่านี้จะได้กล่าวถึงในตอนว่าด้วย
ผลที่เกิดจากการพัฒนาสังขารตามหลักไตรสิกขาข้างหน้า เมื่อสติได้รับการพัฒนาจนสมบูรณ์เต็มที่
แล้วจะทําให้องค์ธรรมทั้ง ๑๔ ประการนี้เกิดขึ้นพร้อมกันในมรรคจิตขณะจิตเดียว แล้วจะทําลาย
กิเลสทั้งหลายอย่างเด็ดขาดไม่สามารถจะเกิดขึ้นมาได้อีก นอกจากนั้นยังเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่คุณ
วิเศษอย่างอื่นด้วยเช่น ได้อภิญญา หูทิพย์ตาทิพย์เป็นต้น มีหลักปรากฏในกัปปสหัสสสูตรว่า พระ
อนุรุทธเถระได้อภิญญาเพราะเจริญสติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์6 5
๖๖
คัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค อธิบาย
สัมมาสติ ตอนว่าด้วยญาณกถา สุตมยญาณนิทเทสว่า เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัมมาสติ เพราะมี
สภาวะตั้งมั่น องค์มรรคอีก ๗ อย่างก็มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอํานาจแห่งสัมมาสติ6 6
๖๗
จาก
หลักฐานตรงนี้แสดงว่า การพัฒนาสติอย่างเดียวเท่ากับได้พัฒนาสังขารทั้งหมดไปพร้อมกัน
สรุปว่า การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาสติก็คือการตั้งสติทุกครั้งก่อนที่จะทํา จะพูด จะ
คิด และการมีสติทุกครั้งที่เคลื่อนไหวอิริยาบถขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
ค. การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาสมาธิ
สัมมาสมาธิ คือ ความตั้งใจมั่นชอบ หมายความว่า มีใจจดจ่ออยู่กับอารมณ์ปัจจุบันอย่าง
แน่วแน่จนทําให้เกิดฌาน ความหมายตามที่ปรากฏในพระสูตร คือ ความสงัดจากกามและอกุศล
ธรรมทั้งหลายแล้วบรรลุปฐมฌาน ที่มี วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา (สมาธิ) เมื่อวิตก วิจาร
ระงับไปจึงบรรลุทุติยฌาน ที่มีปีติ และสุขอันเกิดจากสมาธิ เมื่อปีติจางคลายไป มีสติ สัมปชัญญะจึง
๖๕
ที.ม. (ไทย) ๑๐/๔๐๒/๓๓๕-๓๓๖, สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๘/๑๒.
๖๖
สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๑๐๙/๔๔๒.
๖๗
ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๒๔/๔๐.
๖๙
ได้บรรลุตติยฌาน เสวยสุขทางกาย จากนั้นความสุขความทุกข์ดับหายไปได้บรรลุจตุตถฌาน มีสติ
บริสุทธิ์เพราะวางเฉยในอารมณ์ต่างๆ ได้67
๖๘
จากความหมายตรงนี้ สัมมาสมาธิก็คือสมาธิที่ใช้ในการ
เจริญสมถกรรมฐานที่ทําให้เกิดฌานจัดเป็นสัมมาสมาธิระดับกลาง ส่วนสัมมาสมาธิในพระอภิธรรม
ตอนอภิธรรมภาชนีย์ อธิบายว่า สัมมาสมาธิ หมายถึง ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดํารงอยู่ และ
สมาธิสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค6 8
๖๙
ซึ่งแสดงว่า สัมมาสมาธิในพระอภิธรรม
จัดเป็นสัมมาสมาธิระดับสูง และสัมมาสมาธิก็เป็นองค์ธรรมแห่งการบรรลุธรรมได้ สมกับสมาธิใน
สมาธิสูตรที่นําเสนอไว้แล้วในตอนต้นนั้น
อีกอย่างหนึ่งอาจกล่าวได้ว่า สัมมาสมาธิในพระสูตรและในพระอภิธรรมเป็นสมาธิของ
ผู้ปฏิบัติเพื่อการบรรลุธรรมขั้นใดขั้นหนึ่ง ส่วนสัมมาสมาธิที่นําไปใช้ในชีวิตประจําวันคงไม่ถึงกับ
ได้ฌานที่เกิดจากการปฏิบัติสมถกรรมฐาน และญาณที่เกิดจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน แต่
เป็นสมาธิที่เกิดจากการฝึกฝนอบรมกับสิ่งนั้นๆ เป็นเวลานานคือคลุกคลีอยู่กับสิ่งนั้นตลอดจนจิตใจ
ตั้งมั่นอยู่กับสิ่งนั้นก็ถือว่าเป็นการฝึกสมาธิเพราะในจูฬเวทัลลสูตร มีเนื้อความตอนหนึ่งที่พระนาง
ธัมมทินนาเถรีตอบปัญหาของวิสาขะอุบาสกว่า ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งเป็นสมาธิ6 9
๗๐
เช่น ช่าง
ตัดผม คลุกคลีศึกษาเรียนรู้วิธีตัดผม การออกแบบทรงผม อยู่ตลอดจึงทําให้เขามีจิตใจจดจ่อกับงาน
ที่ทําอย่างมีความสุขจัดเป็นสมาธิได้ ดังนั้น สัมมาสมาธิจึงสามารถจัดเป็นขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้น
สูงตามลําดับ มีหลักฐานปรากฏในสัมมาสมาธิสูตรอังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาตว่า องค์ประกอบอีก
อย่างหนึ่งที่จะทําให้บรรลุสัมมาสมาธิคือต้องประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ คือ ต้องเป็นผู้อดทน
ต่อรูป อดทนต่อเสียง อดทนต่อกลิ่น อดทนต่อรส อดทนต่อโผฏฐัพพะ7 0
๗๑
ถ้าไม่ประกอบด้วย
ธรรม ๕ ประการนี้ก็ไม่สามารถบรรลุสัมมาสมาธิได้ จากพระสูตรนี้แสดงว่า ความหมายของ
สัมมาสมาธิอีกอย่างหนึ่งก็คือความอดทนต่อกามคุณทั้ง ๕ ดังกล่าวนั้น ไม่ปล่อยใจให้หลงใหลไป
กับ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน กลิ่นที่ได้ดม รสที่ได้ลิ้ม และสัมผัสที่ได้กระทบ มีหลักฐานที่ปรากฏใน
ชนวสภสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรคว่า บริขารหรือบริวารของสัมมาสมาธิคืออริยมรรคอีก ๗ ข้อ มี
สัมมาทิฏฐิ เป็นต้นจนถึงสัมมาสติ เป็นที่สุด7 1
๗๒
เนื้อความจากพระสูตรนี้สอดคล้องกับคําอธิบาย
สัมมาสมาธิในพระอภิธรรมที่จัดสมาธิเป็นองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้อย่างหนึ่งในโพชฌงค์ ๗
๖๘
ดูรายละเอียดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๔๐๒/๓๓๕-๓๓๖, สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๘/๑๓.
๖๙
อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๒๐๖/๑๗๕.
๗๐
ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๖๒/๕๐๓.
๗๑
องฺ.ป�ฺจก. (ไทย) ๒๒/๑๑๓/๑๙๑.
๗๒
ที.ม. (ไทย) ๑๐/๒๙๐/๒๒๔.
๗๐
ประการ ในจูฬเวทัลลสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ จัดให้สติปัฏฐานเป็นนิมิตของสมาธิ
สัมมัปปธาน ๔ เป็นเครื่องสนับสนุนสมาธิ72
๗๓
จากเนื้อความที่ได้ศึกษามานี้พอสรุปได้ว่า การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาสมาธิ มี ๓
ระดับ คือ ระดับต้น ปานกลาง และระดับสูง ระดับต้นใช้กับการประกอบอาชีพในชีวิตประจําวัน
พัฒนาด้วยการเอาใจใส่ จดจ่ออยู่กับสิ่งนั้นนานๆ จนเกิดความชํานาญ ระดับปานกลาง คือการเจริญ
สมถกรรมฐานเพื่อให้บรรลุฌานระดับต่างๆ ตั้งแต่ปฐมฌานจนถึงจตุตถฌาน และระดับสูงคือการ
เจริญวิปัสสนากรรมฐานเพื่อให้บรรลุญาณตามลําดับ
๓.๔.๓ การพัฒนาสังขารตามหลักปัญญา
ในบรรดาไตรสิกขา ปัญญา ถือว่าสําคัญที่สุดเพราะปัญญาเท่านั้นจะนําไปสู่การตรัสรู้
อริยสัจตามความเป็นจริง พระพุทธองค์ได้ตรัสสรรเสริญปัญญาไว้หลายแห่งต่างกาลต่างวาระกัน
เช่น ตรัสว่า “ป�ฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก”๗๔
“ ป�ฺญา นรานํ รตนํ
ปัญญา เป็นรัตนะของนรชน”๗๕
เป็นต้น ปัจจัยที่สําคัญในการพัฒนาปัญญาที่ขาดไม่ได้ตั้งแต่
เริ่มแรกของการพัฒนาไปจนถึงขั้นสุดท้ายได้แก่ ปรโตโฆสะ และโยนิโสมนสิการ7 5
๗๖
ปรโตโฆสะ
แยกออกเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนที่เป็นบุคคลโดยตรง เช่น บิดามารดา ครู อาจารย์ผู้เป็นกัลยาณมิตร
คอยแนะนําตักเตือน ในสิ่งที่ดีงามก่อให้เกิดความรู้หรือปัญญา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปัจจัยภายนอก
ส่วนที่สองได้แก่ คัมภีร์ต่าง ๆ ที่บันทึกคําสอนของท่านผู้รู้ทั้งหลาย เช่น ตํารับตํารา หรือหนังสือ
เรียน เป็นต้น เป็นแหล่งความรู้ที่เป็นประโยชน์เมื่อได้อ่านแล้วจะทําให้เกิดปัญญา
โยนิโสมนสิการ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปัจจัยภายใน ได้แก่การพิจารณาไตร่ตรอง
ใคร่ครวญสิ่งที่ได้รับฟังมาจากบิดามารดา ครูอาจารย์นั้น หรือที่ได้อ่านมานั้นตามกําลังสติปัญญา ก็
จะทําให้เกิดปัญญาเพิ่มขึ้น เช่น ได้ยินบิดามารดาบอกว่า การดื่มสุราไม่ดีเพราะจะทําให้สูญเสียการ
ทรงตัว สติจะอ่อนกําลังไม่สามารถควบคุมความคิดหรืออวัยวะร่างกายของตนให้อยู่ในสภาวะปกติ
ได้ เมื่อได้รับฟังมาอย่างนี้แล้ว ก็นําไปคิดไตร่ตรองต่อว่า เพราะเหตุไร สุราจึงมีฤทธิ์ทําให้คนที่ดื่ม
เป็นอย่างนั้น ก็ต้องไปศึกษาต่อว่า สุราประกอบด้วยสารอะไรบ้าง หรือว่า สุราทํามาจากอะไร เมื่อ
๗๓
ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๖๒/๕๐๓.
๗๔
สํ.ส. (บาลี) ๑๕/๘๐/๓๓. สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๘๐/๘๕.
๗๕
สํ.ส. (บาลี) ๑๕/๕๑-๕๒/๒๖, สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๕๑/๖๗.
๗๖
องฺ.ทุก. (ไทย) ๒๐/๑๒๗/๑๑๕, องฺ.ทุก.อ. (ไทย) ๒/๑๒๗/๕๓.
๗๑
คิดพิจารณาอย่างนี้แล้วก็จะทราบข้อเท็จจริงของสุรา ความรู้ที่ได้ก็กลายเป็นปัญญา ที่เกิดขึ้นด้วย
โยนิโสมนสิการ
ในปัญญาสูตร อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต7 6
๗๗
มีเนื้อความเกี่ยวกับเหตุเกิดของปัญญา
ความเจริญงอกงาม ของปัญญาที่เกิดขึ้นแล้ว ๘ ประการ สรุปใจความได้ดังนี้
(๑) อาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูซึ่งเป็นที่
เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรัก และความเคารพไว้อย่างแรงกล้า
(๒) เมื่ออาศัยพระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจรรย์ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูแล้ว เข้าไปหา แล้ว
ไต่ถามเป็นครั้งคราวว่า ภาษิตและเนื้อความแห่งภาษิตนี้ เป็นอย่างไร ท่าน เหล่านั้น ย่อมเปิดเผยข้อ
ที่ยังไม่ได้เปิดเผย ทําให้แจ้งข้อที่ยังได้ไม่ทําให้แจ้ง บรรเทาความสงสัยในธรรมอันน่าสงสัยแก่เธอ
(๓) เธอฟังธรรมแล้ว ทําความความสงบ ๒ อย่าง คือความสงบกายและความสงบจิตให้
ถึงพร้อม
(๔) เป็นผู้มีศีล สํารวมในปาฏิโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติ เห็นภัยใน
โทษแม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
(๕) เป็นพหูสูต ทรงจําสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมากทรงจําไว้คล่อง ปากขึ้นใจ
แทงตลอดด้วยดี ด้วยทิฐิธรรมทั้งหลาย อันงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ประกาศพรหมจรรย์
พร้อมทั้งอรรถะ และพยัญชนะ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ สิ้นเชิง
(๖) ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความพร้อมมูลแห่งกุศลธรรม เป็นผู้มี
กําลัง มีความบากบั่นมั่นคง เอาใจใส่ไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรม
(๗) เข้าประชุมสงฆ์ ไม่พูดเรื่องต่างๆ ที่ไม่มีประโยชน์ แสดงธรรมเองบ้างย่อมเชื้อเชิญ
ให้ผู้อื่นแสดงบ้าง ไม่ดูหมิ่น เป็นผู้นิ่งอย่างอริยเจ้า
(๘) เธอพิจารณาเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า รูป ความ
เกิดขึ้นแห่งรูป ความดับแห่งรูป เป็นดังนี้ เวทนา…สัญญา…สังขาร….. วิญญาณ ความเกิดขึ้นแห่ง
วิญญาณ ความดับแห่งวิญญาณ เป็นดังนี้
พระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้เพื่อความเจริญแห่งปัญญา ๔ ประการ ที่ปรากฏในทีฆนิกาย
ปาฏิกวรรค ได้แก่ ๑) สัปปุริสูสังเสวะ การคบสัตบุรุษ ๒) สัทธัมมัสสวนะ การฟังคําสอนของท่าน
๓) โยนิโสมนสิการ การทําไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย ๔) ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ การปฏิบัติธรรม
๗๗
ดูรายละเอียดใน องฺ.อฏฺฐก. (ไทย) ๒๓/๒/๑๙๖-๑๙๘.
๗๒
สมควรแก่ธรรม7 7
๗๘
ธรรม ๔ ประการนี้ เป็นทางนําไปสู่ความเจริญในการสร้างสรรค์เพื่อให้เกิด
ปัญญา หรือเป็นวิธีการปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญา นอกจากนี้ยังมีพระพุทธพจน์ที่ตรัสถึงเรื่องบ่อเกิด
ของปัญญาไว้๓ ประการ คือ ๑) สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การสดับเล่าเรียน ๒) จินตามยปัญญา
ปัญญาเกิดแต่การคิดพิจารณาหาเหตุผล ๓) ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การลงมือปฏิบัติ78
๗๙
ส่วนปัญญาที่จะพัฒนาในที่นี้คือสัมมาทิฏฐิ ที่เป็นองค์มรรค ซึ่งจัดอยู่ในหมวดปัญญา
ในไตรสิกขา
ก. การพัฒนาตามแนวสัมมาทิฏฐิ
สัมมาทิฏฐิ คือ ความรู้ในทุกข์ความรู้ในทุกขสมุทัย (เหตุเกิดทุกข์) ความรู้ในทุกขนิโรธ
(ความดับทุกข์) ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับทุกข์) ๘๐
ความหมาย
ของสัมมาทิฏฐิจากพระพุทธพจน์นี้ จะเห็นว่า สัมมาทิฏฐิในที่นี้หมายถึงการรู้เข้าใจอริยสัจ ๔ อย่าง
แจ่มแจ้ง ความหมายของสัมมาทิฏฐิ ที่ปรากฏใน วิภังคสูตร สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค หมายถึง
ความรู้ในอริยสัจ ๔ คือรู้เรื่องทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และหนทางที่นําไปสู่ความดับ
ทุกข์80
๘๑
เหมือนกับความหมายของสัมมาทิฏฐิในมหาสติปัฏฐานสูตร ในทีฆนิกาย มหาวรรคข้างบน
นั้น เหมือนกับความหมายของอธิปัญญาสิกขาในปฐมสิกขัตตยสูตรและทุติยสิกขัตตยสูตร ในอัง
คุตตรนิกาย ติกนิบาต8 1
๘๒
พระพุทธพจน์อีกแห่งหนึ่งให้ความหมายของสัมมาทิฏฐิว่า สัมมาทิฏฐิมี
๒ อย่าง คือ สัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลคืออุปธิ สัมมาทิฏฐิอันเป็นอริยะ ที่ไม่
มีอาสวะ เป็นโลกุตตระ เป็นองค์แห่งมรรค8 2
๘๓
จะเห็นว่า ความหมายของสัมมาทิฏฐิ จากพระพุทธ
พจน์ทั้งสองแห่งนี้ สามารถจัดสัมมาทิฏฐิออกเป็น๒ระดับคือระดับเบื้องต้นหรือระดับโลกิยะ และ
ระดับสูงหรือระดับโลกุตตระ สัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ จัดเป็นระดับโลกิยะ ส่วนสัมมาทิฏฐิที่รู้
อริยสัจ ๔ และที่เป็นอริยะไม่มีอาสวะ จัดเป็นระดับโลกุตตระ
๗๘
ที.ปา. (ไทย) ๑๑/ ๒๔๐/๑๘๒.
๗๙
ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๒๘/๒๗๑.
๘๐
ที.ม. (ไทย) ๑๐/๔๐๒/๓๓๕.
๘๑
สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๘/๑๑.
๘๒
องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๙๐/๓๑๙.
๘๓
ที.ม. (ไทย) ๑๐/๔๐๒/๓๓๕, ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๑๓๖/๑๗๕-๑๗๖.
๗๓
ในระดับต้นอาจกล่าวได้ว่า อธิปัญญาสิกขาหมายถึงปัญญาคือความรู้ที่ถูกต้องตามความ
เป็นจริงในเรื่องเกี่ยวกับโลกและชีวิตที่ผู้ศึกษาคําสอนของพระพุทธเจ้าได้ตระหนักรู้และเป็นเหตุให้
ดําเนินชีวิตอยู่ในศีลธรรมจรรยาอันดีงาม83
๘๔
ในมหาจัตตารีสกสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ อธิบาย สัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ
ต่อไปว่า ได้แก่ ความเห็นว่า ทานที่ให้แล้วมีผล ยัญที่บูชาแล้วมีผล การเซ่นสรวงที่เซ่นสรวงแล้วมี
ผล ผลวิบากแห่งกรรมที่ทําดีและทําชั่วมี โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามีคุณ บิดามีคุณ สัตว์ที่เป็น
โอปปาติกะมี สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติปฏิบัติชอบทําให้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่ง
เองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งก็มีอยู่ในโลก ส่วนสัมมาทิฏฐิอันเป็นอริยะ ที่ไม่มีอาสวะอธิบายว่า คือ
ปัญญา ปัญญินทรีย์ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์84
๘๕
เป็นปัญญาที่ได้รับการฝึกฝนอบรมดีแล้ว
จากการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน สัมมาทิฏฐิเป็นหัวหน้าองค์มรรคทั้ง ๗ ทั้งระดับโลกิยะและ
โลกุตตระ คือผู้มีสัมมาทิฏฐิแล้วจึงมีสัมมาสังกัปปะที่พอเหมาะ ผู้มีสัมมาสังกัปปะจึงมีสัมมาวาจา
ตามลําดับจนถึงสัมมาสมาธิ8 5
๘๖
ปัจจัยสําคัญในการพัฒนาปัญญามี ๒ อย่าง คือ ปรโตโฆสะและ
โยนิโสมนสิการ8 6
๘๗
ดังที่กล่าวไว้แล้วในเบื้องต้นนั้น พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้แบ่ง
สัมมาทิฏฐิออกเป็น ๒ ระดับคือ โลกียสัมมาทิฏฐิ และโลกุตตรสัมมาทิฏฐิ โลกียสัมมาทิฏฐิ เป็น
ความเห็นชอบระดับโลกีย์ คือ ยังเนื่องในโลก ขึ้นต่อโลก ได้แก่ ความเห็น ความเชื่อ ความเข้าใจ
เกี่ยวกับโลกและชีวิตที่ถูกต้องตามหลักแห่งความดี เป็นไปตามคลองธรรม หรือสอดคล้องกับ
ศีลธรรม สัมมาทิฏฐิประเภทนี้เกิดจาก ปรโตโฆสะ คือปัจจัยภายนอก หรือองค์ประกอบทางสังคม
ด้วยอาศัยศรัทธาเป็นเครื่องชักนํา8 7
๘๘
โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ คือความเห็นชอบระดับโลกุตตระ คือ
เหนือโลก ไม่ขึ้นต่อโลก ได้แก่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกและชีวิตถูกต้องตามความเป็นจริง
หรือเข้าใจตามสภาวะของธรรมชาติ สัมมาทิฏฐิประเภทนี้เกิดจาก โยนิโสมนสิการ ซึ่งเป็น
องค์ประกอบภายใน หรือปัจจัยภายในตัวบุคคล88
๘๙
พระพุทธพจน์ในราหุลสูตร ในขุททกนิกาย สุตตนิบาต พระพุทธองค์ตรัสสอนพระ
ราหุลขณะที่พระราหุลยังไม่ได้บรรลุธรรมข้อแรกที่พระองค์ตรัสสอน คือ ให้พระราหุล คบ
๘๔
วัชระ งามจิตรเจริญ, พุทธศาสนาเถรวาท, พิมพ์ครั้งที่ ๒, หน้า ๔๑๐.
๘๕
ที.ม. (ไทย) ๑๐/๔๐๒/๓๓๕, ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๑๓๖/๑๗๕-๑๗๖.
๘๖
ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๑๔๑/๑๘๐.
๘๗
องฺ.ทุก. (ไทย) ๒๐/๑๒๗/๑๑๕, องฺ.ทุก.อ. (ไทย) ๒/๑๒๗/๕๓.
๘๘
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, (ฉบับปรับปรุงและขยายความ), หน้า ๗๓๗.
๘๙
เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๓๘.
๗๔
กัลยาณมิตร8 9
๙๐
ในกัลยาณมิตตสูตร ในสังยุตตนิกาย มหาวารวรรค มีเนื้อความปรากฏว่า ภิกษุผู้มี
กัลยาณมิตร จะเจริญอริยมรรคมีองค์๘ อันเป็นธรรมเครื่องจํากัด ราคะ โทสะ โมหะ เป็นที่สุด9 0
๙๑
ใน
โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตร มีเนื้อความปรากฏว่า โยนิโสมนสิการสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการ
คิดในใจโดยแยบคาย) เป็นบุพพนิมิตรเพื่อความเกิดขึ้นแห่งอริยมรรคมีองค์๘9 1
๙๒
ปัจจัยทั้งสองอย่าง
นี้คือกัลยาณมิตรและโยนิโสมนสิการ ย่อมสนับสนุนซึ่งกันและกันสําหรับคนสามัญซึ่งมีปัญญาไม่
แก่กล้า ย่อมต้องอาศัยการแนะนําชักจูงจากผู้อื่น และคล้อยไปตามคําแนะนําชักจูงที่ฉลาดได้ง่าย92
๙๓
คัมภีร์มโนรถปูรณี แบ่งสัมมาทิฏฐิออกเป็น ๕ อย่าง คือ
๑. กัมมัสสกตสัมมาทิฏฐิ (สัมมาทิฏฐิในความที่สัตว์มีกรรมเป็นของๆ ตน)
๒. ฌานสัมมาทิฏฐิ (สัมมาทิฏฐิในในฌาน)
๓. วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ (สัมมาทิฏฐิในวิปัสสนา)
๔. มัคคสัมมาทิฏฐิ (สัมมาทิฏฐิในมรรค)
๕. ผลสัมมาทิฏฐิ (สัมมาทิฏฐิในผล)๙๔
ส่วนคัมภีร์ปปัญจสูทนี แบ่งสัมมาทิฏฐิออกเป็น ๕ ประการ คือ
๑. วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ
๒. กัมมัสสกตาสัมมาทิฏฐิ
๓. มัคคสัมมาทิฏฐิ
๔. ผลสัมมาทิฏฐิ
๕. ปัจจเวกขณสัมมาทิฏฐิ94
๙๕
อรรถกถาทั้งสองแห่งนี้ได้จัดสัมมาทิฏฐิไว้ ๕ ประการ เหมือนกัน แต่มีรายละเอียด
แตกต่างกันเล็กน้อย คือ อรรถกถาเอกกนิบาต จัดฌานสัมมาทิฏฐิอยู่ในอันดับที่สอง แต่ในอรรถกถา
มัชฌิมนิกาย ไม่มีฌานสัมมาทิฏฐิ แต่จัดปัจจเวกขณสัมมาทิฏฐิไว้เป็นข้อสุดท้าย นอกนั้นเหมือน
ต่างกันแต่อันดับเท่านั้น เมื่อนําเอาสัมมาทิฏฐิทั้งสองมารวมกันจึงได้สัมมาทิฏฐิ ๖ ประการ ซึ่ง
๙๐
ดูรายละเอียดใน ขุ.สุตฺต. (ไทย) ๒๕/๓๔๑/๕๗๙.
๙๑
ดูรายละเอียดใน สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๕๖/๔๖.
๙๒
ดูรายละเอียดใน สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๕๖/๔๔.
๙๓
พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺโต), พุทธธรรม, (ฉบับปรับปรุงและขยายความ), หน้า ๖๒๒.
๙๔
องฺ.เอก.อ. (ไทย) ๑/๓๐๕/๒๙๕.
๙๕
ม.อุ.อ (ไทย) ๔/๑๔๒/๘๔.
๗๕
สามารถเรียงอันดับใหม่ดังนี้ กัมมัสสกตาสัมมาทิฏฐิ ฌานสัมมาทิฏฐิ วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ มัคค
สัมมาทิฏฐิ ผลสัมมาทิฏฐิ และปัจจเวกขณสัมมาทิฏฐิ
จากเนื้อความที่ได้ศึกษามานี้พอจะประมวลเป็นข้อสรุปเพื่อนํามาเป็นแนวทางในการ
พัฒนาสังขารตามแนวสัมมาทิฏฐิทั้ง ๒ ระดับนี้ได้ดังนี้
สัมมาทิฏฐิ ระดับโลกิยะสามารถพัฒนาได้ด้วยการคบหาสัตบุรุษผู้เป็นกัลยาณมิตรคอย
แนะนําตักเตือนในสิ่งที่ดีงาม เป็นประโยชน์ก่อให้เกิดผลในทางบวกทั้งแก่ตนเองและสังคม ซึ่ง
อาศัยศรัทธาที่มีต่อกัลยาณมิตรเป็นตัวชักนํา เพราะถ้าเกิดศรัทธาแล้วจะรับฟังคําสอนด้วยความ
เคารพและนําไปปฏิบัติตามอย่างจริงจัง ดังเนื้อความปรากฏในมหาปัญญาสูตร สังยุตตนิกาย มหา
วารวรรคว่า การคบสัตบุรุษ หรือกัลยาณมิตรแล้ว จะได้ฟังธรรมคําสอนจากท่าน จากนั้นใช้โยนิโส
มนสิการ พิจารณาไตร่ตรองให้ดีแล้ว นําไปปฏิบัติตามสมควรแก่ธรรมนั้น9 5
๙๖
ในกัลยาณมิตตสูตร
สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค พระพุทธองค์ตรัสว่า กัลยาณมิตรเป็นตัวนํา เป็นบุพพนิมิตเพื่อความ
เกิดขึ้นแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘ โดยเปรียบเทียบกับดวงอาทิตย์ที่กําลังจะขึ้น ย่อมมีแสงอรุณขึ้นมา
เป็นบุพพนิมิตก่อน ฉะนั้น96
๙๗
หลักฐานจากพระสูตรทั้งสองนี้จะเห็นว่า ปรโตโฆสะ เสียงจากคนอื่น
คือกัลยาณมิตรมีความสําคัญต่อการพัฒนาปัญญาอย่างยิ่ง ดังนั้น การพัฒนาสังขารตามแนว
สัมมาทิฏฐินี้ต้องเข้าหากัลยาณมิตรก่อน คนที่เป็นกัลยาณมิตรในที่นี้ไม่ได้หมายถึงคนดีอย่างเดียว
แต่หมายถึงผู้ที่เพียบพร้อมด้วยสติปัญญา เป็นผู้คงแก่เรียน สามารถสั่งสอน แนะนํา ในทางที่ถูกที่
ควรได้ส่วนคุณสมบัติของผู้ที่เป็นกัลยาณมิตรต้องเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยทิฏฐมิกัตถประโยชน์ คือ
เป็นคนขยัน รู้จักรักษาทรัพย์ที่หามาได้ คบมิตรดี และดําเนินชีวิตเหมาะสมกับฐานะของตน และ
สัมปรายิกัตถประโยชน์ คือ มีศรัทธา ความเชื่อ มีศีล มีจาคะ การเสียสละแบ่งปัน และวางตนเสมอ
ต้นเสมอปลาย97
๙๘
มีสัปปุริสธรรม ๗ ประการ คือ
๑) เป็นธัมมัญ�ู (ผู้รู้จักเหตุ)
๒) เป็นอัตถัญ�ู (ผู้รู้จักผล)
๓) เป็นอัตตัญ�ู (ผู้รู้จักตน)
๔) เป็นมัตตัญ�ู (ผู้รู้จักประมาณ)
๙๖
สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๑๐๕๘/๕๗๙.
๙๗
สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๔๙/๑๑.
๙๘
สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๓๘๐/๑๒๖, องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๔๒/๕๙, องฺ.ป�ฺจก. (ไทย) ๒๒/๔๓/๕๓,
ขุ.อิติ. (ไทย) ๒๕/๒๐๑/๒๔๒.
๗๖
๕) เป็นกาลัญ�ู (ผู้รู้จักกาลเวลา)
๖) เป็นปริสัญ�ู (ผู้รู้จักชุมชน)
๗) เป็นปุคคลัญ�ู (ผู้รู้จักบุคคล)98
๙๙
มีกัลยาณมิตตธรรม ๗ ประการ คือ
๑) ปิโย น่ารัก ๒) ครุ น่าเคารพ
๓) ภาวนีโย น่ายกย่อง ๔) วัตตา รู้จักพูดให้ได้ผล คือพูดเป็น
๕) วจนักขโม อดทนต่อถ้อยคํา ๖) คัมภีรัญจะ กถัง กัตตา เป็นผู้พูดถ้อยคําลึกซึ้งได้
๗) โน จัฏฐาเน นิโยชเย ไม่แนะนําในสิ่งที่ไม่ควร99
๑๐๐
ผู้ที่มีคุณสมบัติเหล่านี้สามารถแนะนํา สั่งสอนให้ผู้เรียนเป็นคนดีมีปัญญาและไม่หลง
ทาง ผู้เรียนสามารถเข้าไปคบหาได้อย่างปลอดภัย การได้รับฟังเรื่องราวที่ดีมีประโยชน์จาก
กัลยาณมิตรบ่อย ๆ จะช่วยให้ผู้เรียนรู้จักใช้โยนิโสมนสิการ ทีละน้อย ค่อยเป็นค่อยไปในที่สุดก็จะ
สามารถสร้างโยนิโสมนสิการขึ้นมาได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องอาศัยกัลยาณมิตรอีกต่อไป ใน
กระบวนการพัฒนาปัญญา ความมีกัลยาณมิตรจัดเป็นระดับความเจริญปัญญาในขั้นศรัทธา เพราะ
เมื่อมีศรัทธาต่อกัลยาณมิตรแล้วย่อมจะตั้งใจเล่าเรียนคําสอนด้วยความเคารพ เมื่อเล่าเรียนด้วยความ
ตั้งใจด้วยความเคารพแล้วจะเป็นเหตุปัจจัยให้คุณสมบัติที่ดีงามเกิดขึ้นแก่ผู้เรียน สิ่งที่เป็นอกุศล
ความชั่วจะเสื่อมหายไป100
๑๐๑
จะเป็นผู้มีศีล สํารวมในอินทรีย์มีพฤติกรรมเรียบร้อยงดงาม1 0 1
๑๐๒
จะเป็น
ผู้ตั้งใจทําความเพียรเพื่อละอกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่ย่อท้อในการทําความดีและจะเป็นผู้มีปัญญาที่
เป็นอริยะสามารถกําจัดกิเลสให้หมดไปได้ในที่สุด102
๑๐๓
ส่วนการพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกุตตระ ต้องอาศัยการปฏิบัติ
วิปัสสนากรรมฐานจนเกิดวิปัสสนาญาณขั้นต่างๆ มีนามรูปปริเฉทญาณ รู้นามรูปตามความเป็นจริง
แยกรูปแยกนามออกจากกันได้เห็นไตรลักษณ์คือความไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา เป็นต้นจนถึง
มรรคญาณและผลญาณตามลําดับ
๙๙
ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๓๐/๓๓๓.
๑๐๐
องฺ.สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๓๗/๕๗, วิสุทฺธิ. (ไทย) ๔๒/๑๖๑.
๑๐๑
องฺ.เอก. (ไทย) ๒๐/๗๒/๒๐.
๑๐๒
ขุ.อิติ. (ไทย) ๒๕/๑๙๕/๒๓๗.
๑๐๓
องฺ.นวก. (ไทย) ๒๓/๒๐๕/๓๖๕, ขุ.อุ. (ไทย) ๒๕/๘๘/๑๒๗.
๗๗
ข. กระบวนการพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาสังกัปปะ
สัมมาสังกัปปะ คือ ความดําริในเนกขัมมะ (การออกจากกาม) ความดําริในอพยาบาท
(ความไม่พยาบาท) ความดําริในอวิหิงสา (การไม่เบียดเบียน)๑๐๔
จากพระพุทธพจน์ตรงนี้แสดงให้
เห็นว่า คําว่า สัมมาสังกัปปะ ความดําริชอบ ระดับสูง เพราะการที่บุคคลจะดําริออกจากกามได้ต้อง
เห็นโทษในกามเสียก่อน การไม่พยาบาทและการไม่เบียดเบียนคนอื่นก็เช่นเดียวกัน คนที่ไม่คิด
พยาบาทคนอื่นไม่คิดเบียดเบียนคนอื่น ต้องเห็นโทษของความพยาบาทและความเบียดเบียนมาก่อน
พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ) อธิบายว่า ดําริชอบ หมายความว่าดําริอยู่ในศีล สมาธิ
ปัญญา คือสามารถยกจิตขึ้นสู่มหากุศล และสามารถยังจิตให้ตั้งมั่นอยู่กับสติปัฏฐานทั้ง ๔ ได้ด้วย
การบริกรรมภาวนา ท่านอธิบายต่อไปว่า สัมมาสังกัปปะมี ๒ อย่าง คือ โลกียสัมมาสังกัปปะ
และโลกุตตรสัมมาสังกัปปะ ความดําริชอบที่เป็นโลกิยะ มี ๒ อย่าง คือ ความดําริชอบของบุคคล
ธรรมดาสามัญ และความดําริชอบของนักปฏิบัติธรรม ความดําริชอบของบุคคลธรรมดาสามัญ มี
บัญญัติต่างๆ เป็นอารมณ์ เช่น ดําริในการกระทําทางกายว่า จะไม่ให้บาปอกุศลคือความประพฤติชั่ว
ต่างๆ มีฆ่าสัตว์ลักทรัพย์ประพฤติผิดประเวณี เป็นต้น เกิดขึ้น ความดําริชอบของนักปฏิบัติธรรม
มีปรมัตถ์คือรูปนามเป็นอารมณ์ โดยองค์ธรรม ได้แก่ วิสุทธิ ๖ ข้อข้างต้น คือ สีลวิสุทธิ ความ
บริสุทธิ์แห่งศีล จิตตวิสุทธิ ความบริสุทธิ์หมดจดแห่งจิต ทิฏฐิวิสุทธิ ความบริสุทธิ์หมดจด
แห่งทิฏฐิ กังขาวิตรณวิสุทธิ ความบริสุทธิ์หมดจดเพราะข้ามพ้นความสงสัยในรูปนามเสียได้ มัค
คามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ มีความรู้ความเห็นอันบริสุทธิ์หมดจด คือรู้ทางถูก รู้ทางผิด และปฏิปทา
ญาณทัสสนวิสุทธิ มีความรู้ความเห็นอันบริสุทธิ์หมดจด ดําเนินไปตามลําดับๆ 1 0 4
๑๐๕
ในระดับต้น
ความดําริเหล่านี้เป็นความดําริที่เกิดในชีวิตประจําวันของคนทั่วไป เช่น เมื่อไปประสบกับกามคุณ
ที่เย้ายวนใจก็คิดที่จะหลีกออกห่าง หรือเมื่อถูกผู้อื่นทําร้ายเบียดเบียนก็ไม่คิดที่จะเบียดเบียน
กลับคืน สัมมาสังกัปปะในระดับนี้เกิดเป็นครั้งคราวไม่ต่อเนื่องและไม่มาพร้อมกับองค์มรรคอื่นๆ
ในขณะเดียวกัน จึงไม่สามารถส่งผลให้เกิดปัญญาญาณจนทําลายกิเลสได้ แต่เป็นพื้นฐานสําหรับ
การปฏิบัติในขั้นสูงยิ่งขึ้น1 0 5
๑๐๖
ความดําริชอบที่เป็นโลกุตตระ ได้แก่ วิสุทธิที่ ๗ คือ ญาณทัสสน-
วิสุทธิ มีความรู้ความเห็นอันบริสุทธิ์หมดจด ได้แก่ มรรค ๔ คือ โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค
อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค106
๑๐๗
ในระดับสูงสัมมาสังกัปปะหมายถึงความคิดหรือสภาพจิตที่
๑๐๔
สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๘/๑๑.
๑๐๕
พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ), วิปัสสนากรรมฐาน ภาค ๒, หน้า ๕๔๗-๕๔๙.
๑๐๖
วัชระ งามจิตรเจริญ, พุทธศาสนาเถรวาท, พิมพ์ครั้งที่ ๒, หน้า ๔๑๔.
๑๐๗
พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ), วิปัสสนากรรมฐาน ภาค ๒, หน้า ๕๔๙.
๗๘
เกิดในขณะเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพราะจิตที่เกิดในขณะรับรู้นามรูปและความจริงที่เกี่ยวข้องมี
ไตรลักษณ์เป็นต้นเป็นจิตที่ออกจากความคิดเรื่องการเสพกาม (กามวิตก) ความคิดเรื่องความ
พยาบาท (พยาบาทวิตก) และความคิดที่จะเบียดเบียน (วิหิงสาวิตก) คือไม่มีความคิดชั่วเหล่านี้107
๑๐๘
จากข้อมูลที่ได้ศึกษามานี้สามารถนํามาเป็นแนวทางพัฒนาสังขารตามแนวสัมมา
สังกัปปะได้ดังนี้ คือ การพัฒนาสัมมาสังกัปปะระดับต้นได้แก่ ๑) การดําริออกจากกามคุณ ๕ คือ
รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่มากระทบใจหรือมาเย้ายวนใจชวนให้เกิดความหลงใหล ๒) ไม่คิด
พยาบาทปองร้ายผู้ที่เบียดเบียนปองร้ายเรา เจริญเมตตาและกรุณาในคนเหล่านั้นตามสมควรแก่อัตต
ภาพ การพัฒนาระดับสูง ได้แก่ การเจริญวิปัสสนากรรมฐานจนเกิดปัญญาเห็นโทษของกาม
ทั้งหลายแล้วเกิดความเบื่อหน่ายไม่หวนกลับมาสู่กามทั้งหลายอีกต่อไป
สรุปผลที่ได้จากการศึกษาการพัฒนาสังขารตามหลักไตรสิกขาคือ เพื่อให้เข้าใจ
รายละเอียดของแต่ละสิกขา จึงแยกออกศึกษาเป็นหัวข้อดังกล่าวมานี้ การศึกษาแต่ละหัวข้อของ
ไตรสิกขานี้อาจจะทําให้เข้าใจว่าการพัฒนาไตรสิกขาต้องพัฒนาไปแต่ละสิกขาตามลําดับ ในความ
เป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ การพัฒนาไตรสิกขานี้ สามารถพัฒนาไปพร้อมกันได้ คือเมื่อสิกขาอย่าง
ใดอย่างหนึ่งได้รับการพัฒนาสิกขาอีก ๒ อย่างนอกนี้ก็ได้รับการพัฒนาไปด้วย ทั้ง ๓ อย่างมีความ
เชื่อมโยงถึงกันแต่ละอย่างต่างก็เป็นฐานของกันและกันจนถึงการบรรลุมรรค ผล นิพพาน อันเป็น
เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาสังขารในพระพุทธศาสนา ดังเนื้อความที่ปรากฏในมหาปรินิพพาน
สูตรว่า สมาธิอันบุคคลอบรมโดยมีศีลเป็นฐาน ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ปัญญาอันบุคคล
อบรมโดยมีสมาธิเป็นฐานย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก จิตอันบุคคลอบรมโดยมีปัญญาเป็นฐาน
ย่อมหลุดพ้นโดยชอบจากอาสวะทั้งหลาย คือ กามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ”๑๐๙
๓.๕ ไตรสิกขาที่เป็นกุศลกรรมบถและเป็นองค์มรรค
การพัฒนาตามหลักไตรสิกขามีหลายระดับคือระดับที่เป็นกุศลกรรมบถ กับระดับที่เป็น
อริยมรรค เพื่อให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้นผู้วิจัยจะอธิบายระดับการพัฒนาทั้ง ๒ ระดับ ดังนี้ คือ ระดับ
กุศลกรรมบถ ๑๐ และระดับที่เป็นองค์ของมรรค ต่อไปนี้จะได้แยกอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการให้
เห็นว่า อย่างไหนเป็นกุศลกรรมบถ อย่างไหนเป็นองค์มรรค เริ่มด้วยอริยมรรคข้อแรก สัมมาทิฏฐิ
ความเห็นชอบ ความเห็นชอบอย่างไร เป็นกุศลกรรมบถ ความเห็นชอบอย่างไร เป็นองค์มรรค
๑๐๘
วัชระ งามจิตรเจริญ, พุทธศาสนาเถรวาท, พิมพ์ครั้งที่ ๒, หน้า ๔๑๔-๔๑๕.
๑๐๙
ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๔๓/๘๙, ๑๔๗/๙๒.
๗๙
ประการแรก ความเห็นว่า การทําบุญให้ทาน การรักษาศีล การเห็นว่า การมีเมตตาต่อ
คนอื่น สัตว์อื่นเป็นบุญ เป็นกุศล เป็นต้น เหล่านี้ จัดว่าเป็นสัมมาทิฏฐิที่เป็นกุศลกรรมบถ
ประการที่สอง ความเห็นว่า นี้เป็นทุกข์ นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ นี้เป็นความดับทุกข์ นี้
เป็นทางหรือวิธีการให้ถึงความดับทุกข์ อย่างนี้จัดเป็น สัมมาทิฏฐิ ที่เป็นองค์มรรค
ความดําริว่า จะทําบุญให้ทาน จะรักษาศีล จะปฏิบัติธรรม เป็นต้น จัดเป็นสัมมา
สังกัปปะที่เป็นกุศลกรรมบถ ส่วนความดําริที่จะหาทางออกจากกามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส
โผฏฐัพพะ (การสัมผัสถูกต้องทางกาย) จัดเป็นสัมมาสังกัปปะที่เป็นองค์มรรค
การเจรจาด้วยถ้อยคําที่ไพเราะอ่อนหวาน สุภาพอ่อนโยน เว้นจากการพูดเท็จ พูด
ส่อเสียด พูดคําหยาบ พูดเพ้อเจ้อ จัดเป็นสัมมาวาจาที่เป็นกุศลลกรรมบถ ส่วนการบริกรรมภาวนา
เช่นว่า ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ พองหนอ ยุบหนอ ปวดหนอ เป็นต้น จัดเป็นสัมมาวาจาที่เป็น
องค์มรรค เพราะเป็นการใช้วาจาที่ประกอบด้วยองค์ ๓ อันเป็นองค์คุณของวิปัสสนา เหตุผลที่ว่า
เป็นสัมมาวาจาในองค์มรรคเพราะขณะที่กําหนดอยู่นั้นไม่มีการกล่าวมุสาวาท ไม่มีการกล่าวคํา
หยาบ ไม่มีการพูดส่อเสียด ไม่มีการพูดเพ้อเจ้อ
การประพฤติสุจริตทางกาย ๓ อย่าง คือ การงดเว้นจากการทําปาณาติบาต อทินนาทาน
กาเมสุ มิจฉาจาร จัดเป็นสัมมากัมมันตะที่เป็นกุศลกรรมบถ การปฏิบัติธรรมตามแนวสติปัฏฐาน
คือการเดินจงกรม การนั่งกรรมฐาน คอยดูอารมณ์ปัจจุบัน เป็นสัมมากัมมันตะที่เป็นองค์มรรค
การประกอบอาชีพตามทํานองคลองธรรมไม่ทําผิดกฎศีลธรรมและกฎหมายบ้านเมือง
หรือการเว้นจากมิจฉาวณิช ๕ ประการที่พระพุทธองค์ทรงห้ามไว้จัดเป็นสัมมาอาชีวะที่เป็นกุศล
กรรมบถ การเลี้ยงชีวิตด้วยอาหารบิณฑบาตที่ได้มาจากการเที่ยวบิณฑบาต หรือการฉันอาหารหรือ
รับประทานอาหารตามที่เขาจัดให้ที่เพียงพอต่อการดํารงชีวิตอยู่ได้เพื่อการปฏิบัติธรรม จัดเป็น
สัมมาอาชีวะที่เป็นองค์มรรค
การใช้ความเพียรในการประกอบอาชีพการงานต่าง ๆ เช่น การใช้ความเพียรประกอบ
กิจการค้าขาย การใช้ความเพียรในการศึกษาเล่าเรียนวิชาการต่าง ๆ จัดเป็นสัมมาวายามะที่เป็นกุศล
กรรมบถ การใช้ความเพียรเพื่อป้องกันไม่ทําบาป การใช้ความเพียรละบาปที่เกิดขึ้นในใจแล้ว การ
ใช้ความเพียรในการทําความดีหรือทําบุญให้เกิดขึ้นในใจ และการใช้ความเพียรในการรักษาความดี
หรือบุญกุศลที่เกิดขึ้นในใจให้เจริญงอกงามยิ่ง ๆ ขึ้น จัดเป็นสัมมาวายามะที่เป็นองค์มรรค
การระลึกถึงเรื่องที่ดีเป็ นบุญเป็นกุศลก็ดี การระลึกถึงการงานต่าง ๆ ก็ดี จัดเป็น
สัมมาสติที่เป็นกุศลกรรมบถ การระลึกรู้อารมณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นขณะที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
เช่น ระลึกรู้อาการพอง อาการยุบ การเดิน การยืน การนั่ง การนอน เป็นต้น จัดเป็นสัมมาสติที่เป็น
องค์มรรค
๘๐
การตั้งใจจดจ่ออยู่กับกิจการงานต่าง ๆ ที่กําลังทําอยู่ เช่น การตั้งใจอ่านหนังสือ ทํา
รายงาน ทําการบ้าน ทํางานวิจัย เป็นต้น จัดเป็นสัมมาสติที่เป็นกุศลกรรมบถ การตั้งใจมั่นจดจ่ออยู่
กับอารมณ์ปัจจุบันขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เช่น จดจ่ออยู่กับอาการพอง อาการยุบ การ
ย่างเท้า เหยียบเท้า เป็นต้น จัดเป็นสัมมาสมาธิที่เป็นองค์มรรค
สรุปสาระสําคัญของการพัฒนาสังขารตามหลักไตรสิกขาที่เป็นกุศลกรรมบถและเป็น
องค์มรรคคือ การดําเนินชีวิตตามหลักอริยมรรคระดับเบื้องต้นเป็นกุศลกรรมบถ การดําเนินชีวิต
ตามหลักอริยมรรคระดับสูงคือในขณะที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นองค์มรรค พระธรรมธีรราช
มหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ) พระเถระที่เป็นนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาและเป็นผู้สอนการ
ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน แบบ พอง ยุบ ก็อธิบายลักษณะเดียวกันนี้ ดังที่ท่าน
อธิบายไว้ในตอนว่าด้วยสัมมาอาชีวะ สรุปใจความได้ว่า คําว่า เลี้ยงชีพชอบ นี้ ถ้าหมายความว่า มี
อาชีพอันบริสุทธิ์คือไม่ผิดศีลธรรม ไม่ผิดกฎหมาย เช่น ชาวนาก็ทําไร่ไถนาไปตามหน้าที่ของตน
ชาวสวนก็ทําสวนปลูกผลไม้ต่างๆ มีส้ม ทุเรียน มะพร้าว เงาะ เป็นต้น ข้าราชการทหาร ตํารวจ ก็ทํา
หน้าที่ของตนตามวินัย ตามตัวบทกฎหมาย ชื่อว่าเป็นผู้มีอาชีพชอบ อาชีพอย่างนี้จัดเป็นกรรมบถ
มีบัญญัติเป็นอารมณ์ จัดเข้าในมรรค ๘ ไม่ได้1 0 9
๑๑๐
ส่วนการกําหนดพอง ยุบ ขณะที่ปฏิบัติวิปัสสนา
กรรมฐานอยู่นั้นไม่ได้ล่วงละเมิดในกายทุจริต ๓ วจีทุจริต ๔ จัดเป็นสัมมาอาชีวะในองค์มรรค110
๑๑๑
๓.๖ ผลที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาสังขารตามหลักไตรสิกขา
๓.๖.๑ ญาณ ๑๖
วิปัสสนาญาณ เป็นผลของวิปัสสนากรรมฐาน ตามแนวสติปัฏฐาน ๔ และวิสุทธิ ๗ ซึ่ง
หมายถึง ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นว่าขันธ์ ๕ เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ เห็นประจักษ์แจ้งซึ่ง
ไตรลักษณ์แห่งรูปและนาม โดยอาศัยวิปัสสนากรรมฐานเป็นฐานในการฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิด
วิปัสสนาญาณ หรือที่เรียกว่า โสฬสญาณ นั้นมีเนื้อหาสาระปรากฏใน ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
ที่ว่าด้วย ญาณ ๗๓111
๑๑๒
ซึ่งท่านพระสารีบุตรได้อธิบายสาระสําคัญของโสฬสญาณไว้แต่ไม่ระบุชื่อ
ญาณ เหมือนที่ปรากฏในคัมภีร์วิสุทธิมรรคที่เรียงวิปัสสนาญาณตามลําดับทั้ง ๑๖ ขั้น ฉะนั้น
๑๑๐
พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ), วิปัสสนากรรมฐาน ภาค ๒ : ว่าด้วยมหาสติปัฏฐาน ,
(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ บริษัท สหธรรมิก จํากัด, ๒๕๔๘), หน้า ๕๗๗-๕๗๘.
๑๑๑
พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ), คําบรรยายวิปัสสนากรรมฐาน, (กรุงเทพมหานคร :
บริษัท ประยูรวงศ์พริ้นท์ติ้ง จํากัด, ๒๕๕๐), หน้า ๒๑๓.
๑๑๒
ขุ.ป. (ไทย) ๓๑ /๑-๗๓/๑-๖.
๘๑
ความหมายและที่มาของญาณปรากฏทั้งในพระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถาอย่างครบถ้วน เพียงแต่
บางญาณถูกจัดรวม เข้าเป็นหมวดหมู่กัน และบางญาณก็ถูกเรียกชื่อแตกต่างกันออกไป วิปัสสนา
ญาณทั้ง ๑๖ ที่เกิดจากผลของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ซึ่งเป็นเส้นทาง
ตรงสู่พระนิพพาน มีดังต่อไปนี้112
๑๑๓
๑) นามรูปปริจเฉทญาณ ปัญญาที่กําหนดจนเห็นรูปและนามว่าเป็นคนละสิ่งคนละส่วน
ซึ่งไม่ได้ปนกันจนแยกกันไม่ได้ญาณนี้เริ่มต้นมาจาก ธัมมัฏฐิติญาณ (ปัญญาของการกําหนดปัจจัย
แห่งนามรูป) นามรูปปริจเฉทญาณถึงแม้จะมิได้ปรากฏในพระไตรปิฎก คัมภีร์ขุททกนิกาย
ปฏิสัมภิทามรรค1 1 3
๑๑๔
แต่ในคัมภีร์พระไตรปิฎกอรรถกถาได้ขยาย ธัมมัฏฐิติญาณออกเป็น นามรูป
ปริจเฉท และ ปัจจัยปริคคหญาณ โดยให้ชื่อของญาณที่ ๑ นี้ว่า “นามรูปววัตถานญาณ” ที่หมายถึง
การกําหนดธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นล้วนแต่สําเร็จด้วยการกําหนดปัจจัยอย่างเดียว เพราะว่าธรรมที่
อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น อันพระโยคีบุคคลไม่ได้กําหนดแล้วก็ไม่สามารถ จะทําการกําหนดปัจจัยได้
ฉะนั้นพึงทราบว่า นามรูปววัตถานญาณ อันเป็นเหตุแห่งปัจจยปริคคหญาณนั้นสําเร็จก่อนแล้วโดย
จัดเป็นญาณหนึ่งที่เกิดขึ้นทันทีขณะกําหนดปัจจัยแห่งรูปนาม เพราะมีจิตตั้งมั่น ไม่หลงในสมาธิฝ่าย
เดียว แต่ปฏิบัติด้วยสมาธิกับปัญญา ให้เป็นธรรมคู่กันของ สมถะและวิปัสสนา1 1 4
๑๑๕
ส่วนในคัมภีร์
วิสุทธิมรรคนั้นได้ใช้ชื่อญาณ ที่ ๑ นี้ว่า “นามรูปววัฏฐาน หรือ สังขารปริจเฉท”๑๑๖
โดยให้
ความหมายเหมือนกัน กล่าวคืออัตตาตัวตนที่แท้จริงไม่มีเลย เมื่อว่าโดยปรมัตถธรรม (ความจริงแท้)
มีแต่เพียงรูปนามเท่านั้น สําหรับผู้ที่เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน เมื่อได้ถึงญาณนี้ก็จะเข้าใจแจ่มแจ้ง
ด้วยตนเองว่า อัตตาตัวตนเป็นเพียงสภาวธรรม ไม่ยึดมั่นว่ามีอัตตาตัวตน (เป็นของเรา เราเป็นนั่น
นั่นเป็นอัตตาของเรา) หากยึดตามหลักพระพุทธศาสนา ความเห็นเช่นนี้จัดเป็น ทิฏฐิวิสุทธิ คือมี
ความเห็นที่บริสุทธิ์ตามวิสุทธิ ๗ ในวิสุทธิมรรค
ลักษณะและสภาวะ ของนามรูปปริจเฉทญาณ เช่น พองกับยุบเป็นคนละอัน พองเป็นรูป
รู้เป็นนาม ขวาย่างเป็นรูปรู้เป็นนาม และรวมถึงความรู้ในการแยกรูป แยกนาม ทางทวารทั้ง ๕ เช่น
๑๑๓
ขุนสรรพกิจโกศล (โกวิท ปัทมะสุนทร), ผู้รวบรวม, คู่มือการศึกษาพระอภิธรรม ปริจเฉทที่ ๙
ปกิณณกสังคหวิภาค, หน้า ๗๗-๗๙, พระศรีวรญาณ (บุญชิต ญาณสํวโร), “หลักการปฏิบัติพระกัมมัฏฐานใน
พระไตรปิฎก”, เก็บเพชรจากคัมภีร์พระไตรปิฎก, ๒๕๔๒, หน้า ๓๑๔-๓๑๙.
๑๑๔
ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๔๕/๗๐.
๑๑๕
ขุ.ป.อ. (ไทย) ๖๘/๕๐.
๑๑๖
วิสุทฺธิ.(ไทย) ๖๖๓/๙๔๘.
๘๒
เวลาตาเห็นรูป ตากับสีเป็นรูป เห็นเป็นนาม เช่นเดียวกับ ทางหู จมูก ลิ้น และ กาย (เย็นร้อน อ่อน
แข็ง ตึง และไหว)๑๑๗
๒)ปัจจยปริคคหญาณปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นถึงปัจจัยที่ให้เกิดรูปเกิดนามคือรูปเกิดจาก
กรรม จิต อุตุ อาหาร ส่วนนามเกิดจากอารมณ์วัตถุ ญาณนี้มาจากคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
โดยมีเนื้อหาสาระตรงกับชื่อ ธัมมัฏฐิติญาณ (ปัญญาในการกําหนดปัจจัย หรือ ญาณในการกําหนด
ที่ตั้งแห่งธรรม) ที่เป็นญาณที่ ๔ ใน ญาณ ๗๓ และแต่เดิมมิได้เรียกชื่อว่า ปัจจยปริคคหญาณ1 1 7
๑๑๘
ต่อมาคัมภีร์อรรถกถา ได้ขยายความและแยก ธัมมัฏฐิติญาณออกเป็น ญาณที่ ๑ และ ๒ ของ
วิปัสสนาญาณ ๑๖ โดยกําหนดชื่อ ปัจจยปริคคหญาณ ณ ที่นั้น1 1 8
๑๑๙
ในญาณนี้ ท่านพระสารีบุตรได้
นําเอาปฏิจจสมุปบาทมาจําแนกไว้ว่าเมื่อผู้ปฏิบัติถึงญาณนี้ก็จะทราบชัดถึงสรรพสิ่งล้วนเกิดมาตาม
เหตุปัจจัยตามหลักปฏิจจสมุปบาท และสําหรับผู้ปฏิบัติที่เคยนับถือในพระผู้สร้างโลก (God) เมื่อ
ปฏิบัติมาถึงญาณนี้ ก็จะปฏิเสธเรื่องพระผู้สร้างโลกโดยสิ้นเชิง
ลักษณะและสภาวะ ของ ปัจจยปริคคหญาณ มีดังนี้
(๑) บางครั้งรูปเป็นเหตุ นามเป็นผล เช่น ท้องพองขึ้นก่อนแล้วใจจึงวิ่งไปกําหนดทีหลัง
(๒) บางครั้งนามเป็นเหตุ รูปเป็นผล เช่น ใจวิ่งไปคอยอยู่ก่อนแล้ว ท้องจึงพองขึ้นทีหลัง
(๓) พองยุบกับจิตที่กําหนดไปพร้อมๆ กัน
(๔) พองครั้งหนึ่ง มี ๒ ระยะ คือ ต้นพอง สุดพอง119
๑๒๐
๓) สัมมสนญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นไตรลักษณ์ คือ ความเกิดดับของรูปนาม แต่ที่
รู้ว่ารูปนามดับไปก็เพราะเห็นรูปนามใหม่เกิดสืบต่อแทนขึ้นมาแล้ว เห็นอย่างนี้เรียกว่าสันตติยังไม่
ขาดและยังอาศัยจินตามยปัญญาอยู่ อีกนัยหนึ่งว่า สัมมสนญาณ เป็นญาณที่ยกรูปนามขึ้นสู่ไตร
ลักษณ์ ญาณนี้ปรากฏในพระไตรปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๕ ของญาณ ๗๓)๑๒๑
สาระสําคัญของญาณนี้ก็คือ ผู้ปฏิบัติรู้ว่ารูปนามดับไป และเห็นรูปนามใหม่เกิดขึ้นสืบต่อกันไปแต่
สันตติยังไม่ขาดเพราะเป็นเพียงความรู้ด้วยจินตาญาณ
ลักษณะและสภาวะของสัมมสนญาณ มีดังนี้
๑๑๗
พระเทพสิทธิมุนี (โชดก ป.๙), คู่มือสอบอารมณ์กัมมัฏฐาน, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหา
จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๑), หน้า ๓.
๑๑๘
ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๔๕/๗๐.
๑๑๙
ขุ.ป.อ. (ไทย) ๖๘/๕๐.
๑๒๐
พระเทพสิทธิมุนี (โชดก ป.๙), คู่มือสอบอารมณ์กัมมัฏฐาน, หน้า ๔-๕.
๑๒๑
ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๔๘/๗๔, ขุ.ป.อ. (ไทย) ๖๘/๕๑-๕๓.
๘๓
(๑) เห็นแสงแสว่าง เห็นพระพุทธรูป ขนลุก พอกําหนด รู้หนอ หรือ เห็นหนอ จน
หายไป
(๒) พองหรือยุบ ครั้งหนึ่ง เห็นเป็น ๓ ระยะ คือ ต้น กลาง และ สุดพอง
(๓) มีนิมิตมาก แต่พอกําหนด เห็นหนอ นิมิตจะค่อยๆ หายไป
(๔) พองยุบ หายไป
(๕) พองยุบ ไวบ้าง แผ่วเบาบ้าง อึดอัด แน่นๆ บ้าง
(๖) เกิด วิปัสสนูปกิเลส หรือ อุปกิเลส ๑๐121
๑๒๒
๔) อุทยัพพยญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นไตรลักษณ์ชัดเจน โดยสันตติขาดคือ เห็น
รูปนามดับไปในทันทีที่ดับ และเห็นรูปนามเกิดขึ้นในขณะที่เกิด หมายความว่า เห็นทันทั้งในขณะที่
เกิดและขณะที่ดับ อุทยัพพยญาณนี้ยังจําแนกได้เป็น ๒ คือ ตรุณอุทยัพพยญาณ เป็นญาณที่ยังอ่อน
อยู่ และ พลวอุทยัพพยญาณ เป็นญาณที่แก่กล้าแล้ว ชื่อญาณนี้ปรากฏทั้งในพระไตรปิฎก
คัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๖ ของ ญาณ ๗๓)๑๒๓
และ ในคัมภีร์อรรถกถา1 2 3
๑๒๔
สาระสําคัญของญาณนี้ก็คือ ญาณนี้แบ่งออกเป็น ๒ ช่วง ญาณช่วงที่ ๑ เป็นญาณระดับอ่อน (ตรุณะ)
ช่วงที่ ๒ เป็นญาณระดับแก่ (พลวะ) ในระดับอ่อนผู้ปฏิบัติกําหนดรู้สภาวะต่างๆ ของรูปนามแล้ว
เห็นชัดว่าสภาวะดับหายไปเร็วขึ้นกว่าเดิม แม้แต่เวทนาที่เกิดขึ้นเมื่อกําหนดไปก็หายเร็วขึ้น สภาวะ
จิตก็เป็นสมาธิที่ดีในญาณระดับนี้ ผู้ปฏิบัติมักจะเห็นสภาวะที่แปลกๆ มีภาพปรากฏให้เห็น มีแสง
สว่างเข้ามาปรากฏอยู่บ่อยๆ (โอภาส) เนื่องจากผู้ปฏิบัติไม่เคยเห็นแสงสว่าง เช่นนี้มาก่อนก็อาจจะ
เอาใจใส่ดู หรืออาจจะเข้าใจผิดว่าตนเองได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน ก็เป็นได้ภาวะเช่นนี้เรียกว่า
วิปัสสนูปกิเลส ถ้าผู้ปฏิบัติเข้าใจผิดพลาดเพราะขาดกัลยาณมิตรและคิดว่าตนเองได้บรรลุ มรรค ผล
นิพพาน ก็จะพลาดโอกาสที่จะได้ผลการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานในระดับสูงต่อไป การปฏิบัติใน
ขั้นนี้จะเป็นเครื่องทดสอบว่าผู้ปฏิบัติได้ปฏิบัติถูกหรือไม่ ในความเป็นจริงผู้ปฏิบัติในขั้นนี้ยังไม่
สามารถกําหนดให้เห็นไตรลักษณ์ได้แจ่มแจ้ง เพราะจิตมักจะถูกวิปัสสนูปกิเลสเข้าครอบงําอยู่เสมอ
เมื่อผู้ปฏิบัติได้กัลยาณมิตรก็จะสามารถฟัน ฝ่าเอาชนะวิปัสสนูปกิเลสได้ ทําให้การปฏิบัติดําเนิน
ต่อไป ครั้นปฏิบัติมาถึงญาณระดับ อุทยัพพยญาณอย่างแก่ (พลวะ) ผู้ปฏิบัติจึงจะสามารถกําหนด
รูปนาม เห็นไตรลักษณ์ ตามความเป็นจริง
ลักษณะและสภาวะ ของ อุทยัพพยญาณ ที่เห็นความเกิดดับ ชัด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ มีดังนี้
๑๒๒
พระเทพสิทธิมุนี (โชดก ป.๙), คู่มือสอบอารมณ์กัมมัฏฐาน, หน้า ๘.
๑๒๓
ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๔๙-๕๐/๗๗-๘๑.
๑๒๔
ดูรายละเอียดใน ขุ.ป.อ. (ไทย) ๖๘/๕๑-๕๓.
๘๔
(๑) เห็น พอง ยุบ เป็น ๒-๓-๔-๕-๖ ระยะ
(๒) เวทนา ต่างๆ หายไปรวดเร็ว กําหนดเพียง ครั้งเดียว หรือสอง สามครั้ง ก็หายไป
(๓) กําหนดได้ชัดเจน
(๔) นิมิต ต่างๆ หายไปเร็ว
(๕) ต้นพอง สุดพอง ต้นยุบ สุดยุบ ปรากฏชัดดี
(๕) นักปฏิบัติตั้งใจกําหนดติดต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย ดุจด้ายสนเข็ม124
๑๒๕
๕) ภังคญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นความดับแต่อย่างเดียว เพราะความดับของรูป
นามเป็นสิ่งที่ตื่นเต้นกว่าความเกิด ญาณนี้อยู่ในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๗ ของ
ญาณ ๗๓) โดยมิได้เรียกชื่อว่า ภังคญาณ เพียงแต่ให้ความหมายว่าเป็นปัญญาเห็นความแตกไป
เท่านั้น1 2 5
๑๒๖
แต่ในคัมภีร์อรรถกถาได้แสดงและให้ชื่อญาณนี้ว่า “ภังคานุปัสสนาญาณ”๑๒๗
ซึ่ง
สาระสําคัญของญาณนี้ก็คืออารมณ์ที่เป็นบัญญัติหายไป และจะทําให้ผู้ปฏิบัติเห็นอารมณ์ที่เป็น
ปรมัตถ์ชัดเจนขึ้น
ลักษณะและสภาวะของภังคญาณ คือ
(๑) สุดพอง สุดยุบ ปรากฏชัดดี
(๒) พอง ยุบ นั่ง ถูก หายไป
(๓) คล้ายกับไม่ได้กําหนดอะไรเลย
(๔) พอง-ยุบ กับ จิตผู้รู้หายไปๆ แต่จะเห็นว่า รูปหายไปก่อน จิตหายไปทีหลัง ที่จริงนั้น
หายไปพร้อมกัน เพราะ จิตก่อนหายไป จิตหลังรู้
(๕) กําหนดไม่ค่อยได้ดี เพราะล่วง อารมณ์บัญญัติ มีแต่อารมณ์ปรมัตถ์
(๖) บางครั้งมีแต่ พอง-ยุบ ตัวตนหายไป
(๗) อารมณ์กับจิตหายไปพร้อมกัน
(๘) บางคนพองยุบหายไปนานหลายวัน จนเบื่อก็มี ต้องให้เดินจงกรมมากๆ127
๑๒๘
๖) ภยญาณ บ้างก็เรียกว่า ภยตูปัฏฐานญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นว่า รูปนามนี้เป็น
ภัย เป็นที่น่ากลัวเหมือนคนกลัวสัตว์ร้าย เช่น เสือ เป็นต้น ในคัมภีร์ขุททกนิกายปฏิสัมภิทามรรค
(ญาณที่ ๘ ของ ญาณ ๗๓) คือ อาทีนวญาณ ซึ่งเป็นญาณที่รวม ๖, ๗ และ ๘ ของวิปัสสนาญาณ ๑๖
๑๒๕
พระเทพสิทธิมุนี (โชดก ป.๙), คู่มือสอบอารมณ์กัมมัฏฐาน, หน้า ๒๑-๒๓.
๑๒๖
ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๕๑-๕๒/๘๒-๘๔.
๑๒๗
ขุ.ป.อ. (ไทย) ๖๘/๕๕-๕๖.
๑๒๘
พระเทพสิทธิมุนี (โชดก ป.๙), คู่มือสอบอารมณ์กัมมัฏฐาน, หน้า ๒๔-๒๕.
๘๕
ไว้ด้วยกัน1 2 8
๑๒๙
ส่วนในคัมภีร์อรรถกถา ได้แยกแสดง ภยญาณ ไว้เป็น ญาณแรกใน ๓ ญาณ ของ
อาทีนวญาณ1 2 9
๑๓๐
สาระสําคัญของญาณนี้ก็คือ ผู้ปฏิบัติมักเห็นสภาพของร่างกายที่มีแต่เพียงกระดูก
ขาวโพลน กระบอกตากลวงโบ๋ น่าเกลียดน่ากลัวยิ่งนักจนเกิดความรู้สึกว่าไม่อยากได้รูปนามอีก
ต่อไปเพราะถ้าได้มาอีกรูปนามก็จะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้อีกต่อไป
ลักษณะและสภาวะของ ภยญาณ คือ
(๑) อารมณ์ที่กําหนดกับจิตที่รู้ ทันกัน ติดกัน หายไปพร้อมกัน
(๒) เห็นรูปนามหายไป ดับไป สูญไป
(๓) บางคนนึกถึงเพื่อน ญาติ แล้ว ร้องไห้ก็มี
(๔) บางคนกลัวมาก เห็นอะไรๆ ก็กลัว ดุจเป็นคนบ้า
(๕) เห็นว่ารูปนามนี้ไม่มีสาระแก่นสารอะไรเลย
(๖) ไม่ยินดี ไม่สนุกสนาน เพียงพิจารณาว่า รู้สึก น่ากลัว แต่ไม่ใช่กลัวจริงๆ ก็มี130
๑๓๑
๗) อาทีนวญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นว่ารูปนามนี้เป็นโทษ เหมือนผู้ที่เห็นไฟกําลัง
ไหม้เรือนตนอยู่ จึงคิดหนีจากเรือนนั้น ญาณนี้ปรากฏทั้งในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
(ญาณที่ ๘ ของ ญาณ ๗๓) และ ในคัมภีร์อรรถกถา131
๑๓๒
สาระสําคัญของญาณนี้ก็คือ ผู้ปฏิบัติจะเห็น
ร่างกายที่ค่อยๆ พองขึ้นอืดที่บริเวณท้อง ลําตัว แขน หลังมือ หลังเท้า เป็นต้นสักระยะหนึ่งอาการ
พองอืดก็จะค่อยๆ ยุบลงตามปกติ
ลักษณะและสภาวะของ อาทีนวญาณ คือ
(๑) พอง-ยุบ หายไปทีละนิดๆ
(๒) เห็นว่ารูปนามไม่ดี น่าเบื่อหน่าย จะกําหนดอะไร ก็ไม่เห็นมีอะไรดี
(๓) รูปนามปรากฏเร็ว แต่กําหนดได้ดีอยู่
(๔) รู้สึกว่าปฏิบัติไม่ดีเหมือนวันก่อนๆ
(๕) ตั้งสติกําหนดลงไปที่ใดก็มีแต่ของไม่ดี ไม่สวย เห็นแต่ทุกข์โทษไปเสียหมด
(๖) เกิดตาสว่างขึ้นมาว่า รูป นาม เป็นของ ไม่น่าชอบใจ บัดนี้รู้ความจริง ตาสว่างขึ้น
จากความเพียรในการเจริญวิปัสสนานั่นเอง132
๑๓๓
๑๒๙
ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๕๓/๘๔-๘๖.
๑๓๐
ขุ.ป.อ. (ไทย) ๖๘/๕๖.
๑๓๑
พระเทพสิทธิมุนี (โชดก ป.๙), คู่มือสอบอารมณ์กัมมัฏฐาน, หน้า ๓๑-๓๒.
๑๓๒
ขุ.ป.อ. (ไทย) ๖๘/๕๖-๖๐.
๑๓๓
พระเทพสิทธิมุนี (โชดก ป.๙), คู่มือสอบอารมณ์กัมมัฏฐาน, หน้า ๓๕-๓๗.
๘๖
๘) นิพพิทาญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นว่าเกิดเบื่อหน่ายในรูปนาม และในปัญจขันธ์
ญาณนี้ปรากฏทั้งในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๘ ของญาณ ๗๓) และ ในคัมภีร์
อรรถกถา133
๑๓๔
สาระสําคัญของญาณนี้คือผู้ปฏิบัติจะรู้สึกเบื่อหน่ายต่อรูปนาม และเป็นความรู้สึกที่
เกิดขึ้นจากการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานล้วนๆ มิใช่เกิดเพราะนึกคิดเอาเอง
ลักษณะและสภาวะของ นิพพิทาญาณ คือ
(๑) เกิดเบื่อหน่าย ขยะแขยงในอารมณ์นั้นๆ หาความยินดีสักนิดก็ไม่มี
(๒) เดี๋ยวนี้รู้ว่า เบื่อจริงๆ เป็นอย่างไร แต่ยังกําหนดได้ดีอยู่
(๓) รู้สึกว่า ภพภูมิ ต่างๆ ไม่เห็นมีอะไรดีเลย ใจน้อมไป เอียงไปสู่พระนิพพาน
(๔) กําหนดรูปนามไม่เพลิดเพลินเลย รู้สึกเบื่ออาหาร นอน น้อย พูดน้อย
(๕) ไม่อยากพูดจา หรือ พบเห็น ใครๆ อยากอยู่คนเดียวในห้องเท่านั้น
(๖) รู้สึกหงอยเหงาเศร้าๆ ไม่เบิกบาน ไม่ร่าเริง ไม่อยากแต่งเนื้อแต่งตัว
(๖) เบื่อหน่ายต่อการปฏิบัติวิปัสสนายิ่งนัก บางคนถึงกับคิดเลิกปฏิบัติก็มี134
๑๓๕
ข้อควรจําและควรสังเกต ในระหว่าง ภยญาณ อาทีนวญาณ และ นิพพิทาญาณ ผู้ปฏิบัติ
อาจจะบอกได้ถูกต้องครบทั้ง ๓ ญาณก็มี แต่บางคนบอกได้เพียง ๒ ญาณ หรือ ๑ ญาณเท่านั้นก็มี ถ้า
บอกได้ชัดเจนอย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นอันใช้ได้ถูกต้อง
๙) มุญจิตุกัมยตาญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นว่าใคร่จะหนีจากรูปนาม ใคร่จะพ้น
จากปัญจขันธ์ เปรียบดังปลาเป็นๆ ที่ใคร่จะพ้นจากที่ดอนที่แห้ง ญาณนี้ปรากฏทั้งในคัมภีร์ขุททก-
นิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๙ ของ ญาณ ๗๓) ซึ่งได้รวม วิปัสสนาญาณที่ ๙, ๑๐ และ ๑๑ ไว้
ด้วยกันในญาณ สังขารุเปกขาญาณ1 3 5
๑๓๖
แต่ในคัมภีร์อรรถกถา ได้ใช้ชื่อและแยกมุญจิตุกัมยตาญาณ
ออกมาอย่างชัดเจน136
๑๓๗
ส่วนสาระสําคัญของญาณนี้ก็คือผู้ปฏิบัติอยากหลุดพ้นจากรูปนาม บางครั้ง
ผู้ปฏิบัติเกิดอาการคันอย่างรุนแรง บางครั้งก็เกิดทุกขเวทนาอย่างแรงกล้า จนอยากหนีไปให้พ้นจาก
รูปนาม แต่ก็ไม่ได้หนีไปไหน ยังคงเจริญวิปัสสนาต่อไปอีก
ลักษณะและสภาวะของ มุญจิตุกัมยตาญาณ คือ
(๑) กําหนดได้ไม่ดี อยากเลิก อยากหนี อยากออก ไม่อยากทํา ใจหงุดหงิด
(๒) บางคนคิดกลับบ้าน นึกว่าตนหมดบุญวาสนาบารมีแล้ว “ถึงญาณม้วนเสื่อแล้ว”
๑๓๔
ขุ.ป.อ. (ไทย) ๖๘/๕๗.
๑๓๕
พระเทพสิทธิมุนี (โชดก ป.๙), คู่มือสอบอารมณ์กัมมัฏฐาน, หน้า ๓๘-๔๑.
๑๓๖
ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๕๔/๘๖-๘๗.
๑๓๗
ขุ.ป.อ. (ไทย) ๖๘/๖๑-๖๔.
๘๗
(๓) มีเวทนารบกวนมาก เห็นขาดหายเป็นท่อนๆ เสี่ยงๆ
(๔) คันยุบๆ ยิบๆ หลายที่ จนเหลือที่จะอดกลั้นได้
(๔) จิตอยากหนี อยากหลุด อยากพ้นไป เพราะมีทุกข์มาคอยก่อกวน
(๕) ได้เห็นความเสื่อม กับ ได้รับเวทนา ที่เป็นสังขารทุกข์ จนเป็นเหตุให้จิตเริ่มน้อมไป
เอียงไปสู่พระนิพพานทันที
(๖) ไม่ต้องการอยากได้รูปนามอีกต่อไปแล้ว อยากจะออกไปจากภพภูมิ137
๑๓๘
๑๐) ปฏิสังขาญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นเพื่อหาทางที่จะหนี โดยหาอุบายที่จะเปลื้อง
ตนให้พ้นจากปัญจขันธ์ ญาณนี้ปรากฏทั้งในขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๙ ของ ญาณ
๗๓) แต่ในคัมภีร์อรรถกถา ได้แสดงชื่อญาณและแยกเรียกออกเป็น ปฏิสังขาญาณ1 3 8
๑๓๙
ส่วน
สาระสําคัญของญาณนี้ ก็คือ ผู้ปฏิบัติได้เห็นไตรลักษณ์ชัดเจนที่สุดกว่าทุกญาณที่ผ่านมาและการที่
ได้หยั่งรู้ไตรลักษณ์มีประโยชน์มากเพราะใช้เพื่อจะได้ยกจิตขึ้นสู่ไตรลักษณ์ต่อไป
ลักษณะและสภาวะของ ปฏิสังขาญาณ คือ
(๑) มีอาการดุจเข็มแทง เหมือนมีเหล็กแหลมมาจี้ตามร่างกาย
(๒) มีอาการซึมๆ ตัวแข็งดุจเข้าผลสมาบัติ แต่ใจยังรู้อยู่
(๓) บางทีมีอาการตึงๆ หนักๆ ร้อนทั้งตัว อึดอัด เหมือนใจจะขาด
(๔) ไม่สามารถจะกําหนดได้อย่างกระฉับกระเฉง
(๕) ผู้ปฏิบัติต้องมีจิตหนักแน่นต่อการกําหนด ยอมสู้ตาย ไม่ท้อถอย จิตที่ลังเลจะค่อยๆ
คลายลง อารมณ์กับจิตก็จะคืนสู่สภาพเดิม
(๖) ต้องย้อนกลับไปพิจารณาพระไตรลักษณ์อีกเพราะคือหนทางเดียวที่จะเข้าไปสู่พระ
นิพพาน
(๗) ต้องใช้วิริยะอุตสาหะอย่างเคร่งครัดเพื่อปลุกตนให้ปฏิบัติต่อกันไปดุจด้ายสนเข็ม
(๘) เมื่อถึงญาณนี้จะไม่มีใจรวนเรคิดจะเลิกปฏิบัติเหมือนญาณที่ผ่านมา ตั้งใจจริงปฏิบัติ
จริง สู้ตาย
(๙) ผู้ปฏิบัติย่อมเห็น ความว่างเปล่า โดยทาง ทวาร ๖ และ ขันธ์ ๕139
๑๔๐
๑๑) สังขารุเปกขาญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นว่าจะหนีไม่พ้นจึงเฉยอยู่ไม่ยินดียินร้าย
ดุจบุรุษอันเพิกเฉยในภริยาที่ทิ้งขว้างหย่าร้างกันแล้ว ญาณนี้ปรากฏทั้งในคัมภีร์ขุททกนิกาย
๑๓๘
พระเทพสิทธิมุนี (โชดก ป.๙), คู่มือสอบอารมณ์กัมมัฏฐาน, หน้า ๔๒-๔๖.
๑๓๙
อ้างแล้ว.
๑๔๐
พระเทพสิทธิมุนี (โชดก ป.๙), คู่มือสอบอารมณ์กัมมัฏฐาน, หน้า ๔๖-๔๙.
๘๘
ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๙ ของ ญาณ ๗๓) และ ในคัมภีร์อรรถกถา สาระสําคัญของญาณนี้ก็คือผู้
ปฏิบัติจะมีจิตใจสงบวางเฉยไม่มีทุกขเวทนารบกวน และสามารถกําหนดสภาวะต่างๆ ได้ดียิ่ง ผู้
ปฏิบัติได้เห็นคุณค่าของการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นอย่างมาก เมื่อสังขารุเปกขาญาณถึงที่สุด
แล้ว ญาณนี้มีชื่ออีกอย่างว่า สิขาปัตตสังขารุเปกขา140
๑๔๑
ลักษณะและสภาวะของ สังขารุเปกขาญาณ คือ
(๑) ไม่ยินดียินร้าย กําหนดรูปนามได้ง่ายที่สุด สมํ่าเสมอ ไม่เผลอจากรูปนาม
(๒) รู้สึกเพลิดเพลิน จนลืมเวลาไปก็มี ไม่อยากไปไหน หรือพบเห็นใคร และไม่นึกคิด
อะไรทั้งสิ้น นิวรณ์ทั้งหลายสงบลง เพราะสมาธิดีใจสงบแน่วแน่ไปได้นานๆ
(๓) รูปนามไม่ค่อยเห็นชัดแต่กําหนดได้ดี มีใจสงบดีเป็นที่สุด ความเพียรไม่ลดถอยลง
(๔) ไม่ฟุ้งซ่าน รําคาญใจ แม้จะมีเสียงมารบกวน
(๕) เวทนาไม่มารบกวน โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็หาย จะหายไปได้โดยเด็ดขาดบ้าง เช่น
โรคอัมพาต โรคประสาท โรคหืด โรคกระเพาะ โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น บางโรคหายไป
ชั่วคราวก็มี หรือ บางโรคหายไปเลยจริงๆ ก็มี
(๖) จิตไม่หลงออกไปหาอารมณ์อื่น แน่วแน่อยู่กับรูปนาม ไม่จําเป็นต้องเปลี่ยนอิริยาบถ
นึกว่านั่งครู่เดียว แต่ที่แท้นั่งได้นานอยู่141
๑๔๒
ในระหว่าง มุญจิตุกัมยตาญาณ ปฏิสังขาญาณ สังขารุเปกขาญาณ ทั้ง ๓ นี้ แท้จริงโดย
ใจความเป็นอันเดียวกัน แต่ต่างกันแค่พยัญชนะเท่านั้นโดยแบ่งออกเป็น อ่อน กลาง และสูง
๑๒) อนุโลมญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นให้คล้อยไปตาม อริยสัจจญาณนี้ เรียกว่า สัจ
จานุโลมิกญาณ ก็ได้ญาณนี้ได้ปรากฏในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ที่เรียกว่า ขันติญาณ
142
๑๔๓
ส่วนชื่อ อนุโลมญาณ ปรากฏและแสดงอยู่ในคัมภีร์อรรถกถา143
๑๔๔
ในญาณนี้ผู้ปฏิบัติจะพิจารณา
รูปนามว่าเป็นไตรลักษณ์ตั้งแต่ อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ถึง สังขารุเปกขาญาณ เหมือน
พระมหากษัตริย์ทรงสดับการวินิจฉัยคดีของตุลาการ ๘ ท่านแล้วมีพระราชวินิจฉัยอนุโลมตามคํา
วินิจฉัยของตุลาการทั้ง ๘ ท่านนั้น ดังนั้น สัจจานุโลมิกญาณ (อนุโลมญาณ) จึงตรงกับ ขันติญาณ
(ญาณที่ ๔๑ ของ ญาณ ๗๓) ในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ดังที่พระสารีบุตรนําธรรม
๑๔๑
พระมหาสีสยาดอ, โสภณมหาเถระ, วิปัสสนาชุนี, แปลโดย จํารูญ ธรรมดา, (กรุงเทพมหานคร :
โรงพิมพ์ทิพยวิสุทธิ์, ๒๕๔๐), หน้า ๓๕๑.
๑๔๒
พระเทพสิทธิมุนี (โชดก ป.๙), คู่มือสอบอารมณ์กัมมัฏฐาน, หน้า ๕๒-๕๕.
๑๔๓
ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๙๒/๑๕๓.
๑๔๔
ขุ.ป.อ. (ไทย) ๖๘๖๖-๖๗.
๘๙
๒๐๑ ประการมาจําแนกเป็นขันติญาณ เช่น รูปที่รู้ชัดโดยความไม่เที่ยงเป็นทุกข์และเป็นอนัตตา รูป
ใด ๆ ที่พระโยคาวจรรู้ชัดแล้วรูปนั้น ๆ พระโยคาวจรย่อมพอใจ เพราะฉะนั้นปัญญาที่รู้ชัดจึงชื่อว่า
ขันติญาณ (ญาณในความพอใจ)
เนื่องจากว่าญาณนี้อยู่ติดกับอริยมรรค จึงมีชื่ออีกอย่างว่า วุฏฐานคามินีวิปัสสนา
หมายถึง วิปัสสนาที่กําลังจะเข้าถึงอริยมรรค ส่วนสังขารุเปกขาญาณ อนุโลมญาณ และโคตรภูญาณ
ทั้ง ๓ นั้นมีความต่อเนื่องเป็นวิถีเดียวกันกับมรรคจึงเรียกว่า วุฏฐานคามินี144
๑๔๕
ลักษณะและสภาวะของ อนุโลมญาณ คือ
(๑) อาการพอง-ยุบ จะปรากฏเร็วเข้า ๆ แล้วก็ดับวูบลงไป และจะรู้ชัดว่า ดับตอนพอง
หรือ ตอนยุบ ซึ่งนี่คือ อาการนี้สําหรับผู้ที่เคยให้ทานรักษาศีลมา โดยจะผ่านทาง อนิจจัง
(๒) เวลากําหนดอาการพอง-ยุบ จะรู้สึกแน่นอึดอัด เมื่อกําหนดไป ๆ ก็จะดับวูบลงไป
ซึ่งนี่คือ อาการสําหรับผู้เคยเจริญสมถ สมาธิเป็นฐานมาก่อนโดยจะผ่านทางทุกขัง
(๓) พอง-ยุบ สมํ่าเสมอกัน แผ่วเบา แล้วก็ดับวูบลงไป ซึ่งคืออาการสําหรับผู้ที่เคยสะสม
บารมีทางการเจริญวิปัสสนามาก่อนโดยจะผ่านทางอนัตตา145
๑๔๖
๑๓) โคตรภูญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นพระนิพพาน ที่ตัดขาดจากโคตรปุถุชนเป็น
โคตรอริยชน ญาณนี้ปรากฏในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๑๐ ของญาณ ๗๓)๑๔๗
สาระสําคัญของญาณนี้ก็คือ สภาวะจิตของผู้ปฏิบัติได้มีนิพพานเป็นอารมณ์ข้ามพ้นโคตรปุถุชน
บรรลุถึงอริยชนโดยไม่หวนกลับมาอีก ความจริงญาณนี้แม้มีนิพพานเป็นอารมณ์แต่ก็ไม่สามารถที่
จะทําลายกิเลสได้หมด เปรียบเหมือนบุรุษที่มาเข้าเฝ้าพระราชา ได้เห็นพระราชาแล้วแต่ที่ไกล เมื่อมี
คนมาถามว่า คุณได้เห็นพระราชาหรือยัง เขาก็ตอบว่า ยัง เพราะเขายังไม่ได้เข้าเฝ้า และทํากิจในราช
สํานักได้เสร็จสิ้นฉันใดก็ฉันนั้น
๑๔) มรรคญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นพระนิพพาน และตัดขาดจากกิเลสเป็น
สมุจเฉทประหาณ ญาณนี้ปรากฏในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๑๖ ของญาณ
๗๓)๑๔๘
สาระสําคัญของญาณนี้ก็คือ ผู้ปฏิบัติได้เสวยนิพพานเป็นอารมณ์เป็นครั้งแรก เห็นแจ้ง
นิโรธสัจด้วยปัญญาของตนเอง รูปนามดับไปในญาณนี้ หมดความสงสัยในพระรัตนตรัยโดยสิ้นเชิง
๑๔๕
พระมหาสีสยาดอ, โสภณมหาเถระ, วิปัสสนาชุนี, แปลโดย จํารูญ ธรรมดา, หน้า ๓๕๑-๓๕๒.
๑๔๖
พระเทพสิทธิมุนี (โชดก ป.๙), คู่มือสอบอารมณ์กัมมัฏฐาน, หน้า ๕๘-๕๙.
๑๔๗
ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๕๙/๙๔.
๑๔๘
ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๖๑/๙๙.
๙๐
มีศีล ๕ มั่นคงเป็นนิจ กิเลสดับไปในญาณนี้แม้มีโลภะ โทสะ โมหะอยู่ แต่จางหายไปได้เร็วพลัน
สามารถปิดอบายภูมิได้อย่างเด็ดขาด
๑๕) ผลญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นพระนิพพาน โดยเสวยผลแห่งสันติสุขญาณนี้
ปรากฏในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๑๒ ของ ญาณ ๗๓)๑๔๙
สาระสําคัญของ
ญาณนี้ก็คือ ผู้ปฏิบัติถึงญาณนี้แม้กิเลสจะถูกประหารไปได้อย่างเด็ดขาดด้วยมรรคญาณ แต่อํานาจ
ของกิเลสก็ยังเหลืออยู่ เช่นเดียวกับที่เอานํ้าไปรดไอร้อนที่เหลืออยู่ในพื้นที่ไฟไหม้ แต่ไฟนั้นดับ
แล้ว การประหารกิเลสด้วยผลญาณก็มีนัยเช่นนี้
๑๖) ปัจจเวกขณญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นใน มรรคจิต, ผลจิต, นิพพาน,กิเลสที่ละ
แล้ว และกิเลสที่ยังคงเหลืออยู่ ญาณนี้ปรากฏในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค(ญาณที่ ๑๔
ของ ญาณ ๗๓)๑๕๐
สาระสําคัญของญาณนี้ก็คือ ผู้ปฏิบัติได้พิจารณากิเลสที่ตนละได้และที่ตนยังละ
ไม่ได้ สําหรับกิเลสที่ยังละไม่ได้ผู้ปฏิบัติก็จะมุ่งหน้าเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานเพื่อที่จะได้บรรลุ
คุณธรรมที่สูงขึ้นไปจนกว่าจะสําเร็จเป็นพระอรหันต์
ในวิปัสสนาญาณ ๑๖ ตั้งแต่ญาณที่ ๓ สัมมสนญาณ จนถึงญาณที่ ๑๒ อนุโลมญาณรวม
๑๐ญาณนี้เรียกว่าวิปัสสนาญาณเพราะสัมมสนญาณนั้นเริ่มเห็นพระไตรลักษณ์แล้ว บางแห่งก็จัดว่า
วิปัสสนาญาณมีเพียง ๙ คือ นับตั้งแต่ญาณที่ ๔ อุทยัพพยญาณ จนถึงญาณที่ ๑๒ อนุโลมญาณ เพราะ
อุทยัพพยญาณเป็นญาณแรกที่รู้เห็นพระไตรลักษณ์ และกลุ่มญาณหรือปัญญาเหล่านี้จึงถูกจัดว่าเป็น
ภาวนามยปัญญา หรือ ปัญญาที่เป็นเส้นทางสู่พระนิพพาน
๓.๗.๒ โพธิปักขิยธรรม ๓๗
ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า การปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐาน ๔ เพียงข้อเดียวก็สามารถบรรลุ
ธรรมได้คือการปฏิบัติตามหลักอานาปานปัพพะ ข้อเดียวให้บริบูรณ์ ก็จะทําให้กายานุปัสสนาสติ
ปัฏฐาน บริบูรณ์ เมื่อกายานุปัสสนาบริบูรณ์สติปัฏฐานข้ออื่น ๆ ก็บริบูรณ์ตามไปด้วย เมื่อสติปัฏ
ฐาน ๔ บริบูรณ์ จะทําให้โพชฌงค์ ๗ ประการบริบูรณ์ โพชฌงค์ ๗ บริบูรณ์แล้วจะทําให้ วิชชา
และวิมุตติบริบูรณ์ คือถึงความหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย กลายเป็นพระอรหันต์150
๑๕๑
ทั้งหมดนี้ก็คือ
โพธิปักขิยธรรมได้เกิดขึ้นพร้อมกันในขณะที่มรรคจิตหรือมรรคญาณเกิดขึ้นนั่นเอง ส่วนในขณะ
๑๔๙
ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๖๓/๑๐๒.
๑๕๐
ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๖๕/๑๐๖.
๑๕๑
ดูรายละเอียดใน ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๑๔๗/๑๘๗.
๙๑
ผลจิต โพธิปักขิยธรรมเกิดขึ้นพร้อมกัน ๓๓ อย่าง เว้นสัมมัปปธาน ๔1 5 1
๑๕๒
แต่ว่าตามหลักทฤษฎี
แล้ว สติปัฏฐาน ๔ เป็นหมวดธรรม หมวดหนึ่งในบรรดาหมวดธรรมทั้ง ๗ หมวดธรรมของโพธิ
ปักขิยธรรม จากหลักฐานนี้สรุปได้ว่า โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ไม่ได้แยกกันปฏิบัติแต่ถ้าผู้
ปฏิบัติยึดเอาหมวดธรรมหมวดใดหมวดหนึ่งใน ๗ หมวดนั้นมาปฏิบัติเท่ากับว่าได้ปฏิบัติโพธิปักขิย
ธรรมทั้ง ๓๗ ประการพร้อมกัน ในที่นี้จะได้ศึกษาหมวดธรรมทั้ง ๗ หมวดนั้นพอสังเขป ดังนี้
พระพุทธองค์ได้แสดงความสําคัญของโพธิปักขิยธรรม ดังที่ปรากฏในอัคคัญญสูตรว่า
ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ กษัตริย์ผู้สํารวมกาย สํารวมวาจา สํารวมใจ อาศัยการ
เจริญโพธิปักขิยธรรม ๗ หมวดแล้ว จะปรินิพพานในโลกนี้ทีเดียว
แม้พราหมณ์ผู้สํารวมกาย สํารวมวาจา สํารวมใจ อาศัยการเจริญโพธิปักขิยธรรม ๗ หมวด
แล้ว จะปรินิพพานในโลกนี้ทีเดียว
แม้แพศย์ผู้สํารวมกาย สํารวมวาจา สํารวมใจ อาศัยการเจริญโพธิปักขิยธรรม ๗ หมวด
แล้ว จะปรินิพพานในโลกนี้ทีเดียว
แม้ศูทรผู้สํารวมกาย สํารวมวาจา สํารวมใจ อาศัยการเจริญโพธิปักขิยธรรม ๗ หมวดแล้ว
จะปรินิพพานในโลกนี้ทีเดียว
แม้สมณะผู้สํารวมกาย สํารวมวาจา สํารวมใจ อาศัยการเจริญโพธิปักขิยธรรม ๗ หมวด
แล้ว จะปรินิพพานในโลกนี้ทีเดียว 152
๑๕๓
เนื้อความจากพระสูตรนี้มีนัยที่จะวิเคราะห์ให้เห็นถึงที่มาของโพธิปักขิยธรรม ๓๗
ประการ ว่าธรรมทั้งหลายเหล่านี้มาประชุมรวมตัวเป็นธรรมสามัคคีโดยพร้อมเพรียงกันในมรรคจิต
ขณะเดียวได้อย่างไร จะเริ่มต้นด้วยการศึกษาองค์ประกอบของโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ว่ามีธรรม
อะไรเข้าประกอบบ้างและธรรมแต่ละอย่างมีความหมายโดยสังเขปเช่นไร พร้อมทั้งหาองค์ธรรม1 5 3
๑๕๔
ของธรรมทั้ง ๓๗ ประการนี้ โพธิปักขิยธรรมประกอบด้วยธรรม ๗ หมวดได้แก่ ๑) สติปัฏฐาน ๔
๒)สัมมัปปธาน๔ ๓)อิทธิบาท๔ ๔)อินทรีย์๕ ๕)พละ๕ ๖)โพชฌงค์๗ ๗)มรรคมีองค์๘154
๑๕๕
๑๕๒
วิสุทฺธิ. (ไทย) ๘๒๔/๑๑๑๑.
๑๕๓
ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๑๓๘/๑๐๑.
๑๕๔
องค์ธรรม คือ สภาวธรรมอันเป็นธาตุแท้ของธรรมชาติ เป็นสภาวะที่มีอยู่โดยปรมัตถ์
๑๕๕
ดูรายละเอียดใน ม.อุ.อ. (บาลี) ๓/๓๕/๑๙, ขุ.ธ.อ. (บาลี) ๒/๖๑, องฺ.ทสก.ฏีกา (บาลี) ๓/๑๑๓-
๑๑๖/๔๓๙.
๙๒
คัมภีร์วิสุทธิมรรค ได้แสดงองค์ธรรมของโพธิปักขิยธรรมที่ไม่ซํ้ากันว่า มี ๑๔ อย่าง155
๑๕๖
จะได้ศึกษาไปตามลําดับและพิจารณาหรือสกัดเอาเฉพาะองค์ธรรมที่ไม่ซํ้ากันออกมา ดังต่อไปนี้
สติปัฏฐาน ๔ คือการตั้งสติตามรู้อารมณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นขณะเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
คือ กําหนดรู้ฐานทั้ง ๔ ได้แก่ ฐานกาย พิจารณาดูความเคลื่อนไหวของกายขณะที่ ยืน เดิน นั่ง นอน
รวมถึงอิริยาบถย่อยต่างๆ มีการคู้เหยียด กิน ดื่ม เป็นต้น ฐานเวทนา ความรู้สึก พิจารณาดูความรู้สึก
ที่เกิดขึ้นขณะที่ปฏิบัติ เช่น ความรู้สึกสบาย ไม่สบาย หรือเฉยๆ เป็นต้น ฐานจิต พิจารณาดูอาการ
ของจิต เช่น จิตคิดถึงอารมณ์ต่างๆ มีความโกรธ ความอาฆาต ความยินดี ไม่ยินดี ความชอบใจ ไม่
ชอบใจ เป็นต้น ฐานธรรม ยกเอาหมวดธรรมต่างๆ มีขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นต้นมาพิจารณา
เพื่อให้เกิดปัญญารู้ชัดตามความเป็นจริง องค์ธรรมของสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้ ได้แก่ สติเจตสิก156
๑๕๗
สัมมัปปธาน ๔ คือการตั้งความเพียรเพื่อป้องกันไม่ให้อกุศลธรรมทั้งหลายเกิดขึ้น เพียร
ละอกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นให้หมดไป เพียรทํากุศลธรรมทั้งหลายให้เกิดขึ้นและเพียรรักษา
กุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญยิ่งขึ้นไป องค์ธรรมของสัมมัปปธานทั้ง ๔ นี้ ได้แก่ วิริย
เจตสิก157
๑๕๘
อิทธิบาท ๔ คือธรรมที่เป็นฐานนําไปสู่ความสําเร็จกิจที่ปรารถนาหรือที่กําลังทําอยู่
ประกอบด้วย ฉันทะ ความยินดีพอใจในงานที่ทําอยู่องค์ธรรมได้แก่ ฉันทเจตสิก วิริยะ ความเพียร
พยายามทํางานที่ทําอยู่ไม่ทอดธุระกลางครัน องค์ธรรมได้แก่ วิริยเจตสิก จิตตะ ความตั้งใจมุ่งมั่น
จดจ่ออยู่กับงานที่ทํา องค์ธรรมได้แก่ กุศลจิต ๒๑ ดวง วีมังสา พิจารณาไตร่ตรองหาวิธีทํางานให้
สําเร็จตามความตั้งใจไว้องค์ธรรม ได้แก่ ปัญญาเจตสิกา158
๑๕๙
อินทรีย์๕ คือความเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน ๕ อย่าง ได้แก่ สัทธา เป็นใหญ่ในความ
เชื่อ หมายความว่า ถ้าเป็นความเชื่อสัทธา จะเป็นหัวหน้าไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าสัทธา องค์ธรรมได้แก่
สัทธาเจตสิก วิริยะ เป็นใหญ่ในเรื่องความเพียร องค์ธรรมได้แก่ วิริยเจตสิก สติ เป็นใหญ่ในเรื่อง
ความระลึกรู้อารมณ์และนําเอาอารมณ์ที่เคยรู้ในครั้งก่อนออกมาใช้ประโยชน์ได้ องค์ธรรมได้แก่
สติเจตสิก สมาธิ เป็นใหญ่ในเรื่องความตั้งใจมั่นไม่หวั่นไหวเมื่อมีอารมณ์มากระทบ องค์ธรรม
ได้แก่ เอกัคคตาเจตสิก ปัญญา เป็นใหญ่ในเรื่องความรู้ชัดธรรมชาติตามความเป็นจริง องค์ธรรม
ได้แก่ปัญญาเจตสิก159
๑๖๐
๑๕๖
ดูรายละเอียดใน วิสุทฺธิ. (ไทย) ๘๒๖/๑๑๑๓.
๑๕๗
ดูรายละเอียดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๒-๔๐๕/๓๐๑-๓๔๐.
๑๕๘
ดูรายละเอียดใน องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๒๗๕/๓๙๐, อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๓๙๐-๔๒๖/๓๒๘-๓๓๗.
๑๕๙
ดูรายละเอียดใน องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๒๗๖/๓๙๑, อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๔๓๑-๔๖๑/๓๔๒-๓๕๓.
๑๖๐
องฺ.ป�ฺจก. (ไทย) ๒๑/๑๕๑/๒๑๔.
๙๓
พละ ๕ ก็คืออินทรีย์๕ ที่ได้รับการพัฒนาจนเกิดกําลังในหน้าที่หลักของตนสามารถ
ทําลายกิเลสที่เกิดขึ้นในขณะปัจจุบันได้อย่างรวดเร็ว อุปมาเหมือนคนธรรมดาที่ได้รับการฝึกอบรม
ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนชํานาญในเรื่องนั้นๆ เช่น เป็นนักมวย นักกีฑา เป็นต้น องค์ธรรมก็เหมือนกัน
กับอินทรีย์๕ คือ สัทธาเจตสิก วิริยเจตสิก สติเจตสิก เอกัคคตาเจตสิก ปัญญาเจตสิก160
๑๖๑
โพชฌงค์ ๗ คือองค์ธรรมแห่งการบรรลุธรรมหรือการตรัสรู้ ประกอบด้วยสติ ความ
ระลึกได้องค์ธรรมได้แก่สติเจตสิก ธัมมวิจยะ ความการพิจารณาธรรมค้นคว้าธรรม องค์ธรรมได้แก่
ปัญญาเจตสิก วิริยะ ความเพียรความขยันในการปฏิบัติธรรม องค์ธรรมได้แก่ วิริยเจตสิก ปีติ ความ
อิ่มเอิบใจ องค์ธรรมได้แก่ ปี ติเจตสิก ปัสสัทธิ ความสงบ องค์ธรรมได้แก่ กายปัสสัทธิ
จิตตปัสสัทธิ สมาธิ ความตั้งใจมั่น องค์ธรรมได้แก่ เอกัคคตาเจตสิก อุเบกขา ความวางเฉยใน
อารมณ์ทั้งหลายไม่ตกไปสู่อํานาจของธรรมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง องค์ธรรมได้แก่ ตัตรมัชฌัตตตาเจตสิก
161
๑๖๒
อริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ทางที่นําไปสู่การบรรลุหรือการตรัสรู้อันประเสริฐ
ประกอบด้วย สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ได้แก่เห็นว่า บาปมี บุญมี ทําดีได้ดี ทําชั่วได้ชั่ว บิดามารดา
มีบุญคุณจริง คุณของพระรัตนตรัยมีจริง เป็นต้น องค์ธรรมได้แก่ ปัญญาเจตสิก สัมมาสังกัปปะ
ความดําริชอบ ได้แก่ ดําริออกจากกามทั้งหลาย ดําริในความไม่พยาบาท ดําริในความไม่เบียดเบียน
คนอื่นสัตว์อื่น องค์ธรรมได้แก่ วิตกเจตสิก สัมมาวาจา การพูดจาชอบ คือเว้นจากวจีทุจริต ๔
ประกอบวจีสุจริต ๔ อย่าง คือไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคําหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ องค์ธรรม
ได้แก่ สัมมาวาจาเจตสิก สัมมากัมมันตะ การประกอบการงานชอบ คือ เว้นกายทุจริต ๓ ประกอบ
กายสุจริต ๓ อย่าง ได้แก่ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์คนอื่น ไม่ประพฤติผิดในกาม องค์ธรรมได้แก่
สัมมากัมมันตเจตสิ สัมมาอาชีวะ การประกอบอาชีพชอบ คือเว้นมิจฉาอาชีพ ประกอบสัมมาอาชีพ
คืออาชีพที่ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม ได้แก่ ไม่ค้าขายมนุษย์ไม่ค้าขายยาพิษ เป็นต้น องค์ธรรม
ได้แก่ สัมมาอาชีวเจตสิก สัมมาวายามะ ความเพียรชอบได้แก่ความเพียรในสัมมัปปธาน ๔ ที่ได้
ศึกษามาแล้ว องค์ธรรมได้แก่ วิริยเจตสิก สัมมาสติ ความระลึกชอบ คือระลึกในสติปัฏฐาน ๔ ที่ได้
ศึกษามาแล้วนั้น องค์ธรรมได้แก่ สติเจตสิก สัมมาสมาธิ ความตั้งใจชอบ คือตั้งใจจดจ่อต่องานที่ทํา
อยู่ไม่หวั่นไหวไขว้เขวเมื่อมีอารมณ์ที่เป็นข้าศึกมากระทบ องค์ธรรมได้แก่ เอกัคคตาเจตสิก162
๑๖๓
๑๖๑
องฺ.ป�ฺจก. (ไทย) ๒๑/๑๕๒/๒๑๔.
๑๖๒
ดูรายละเอียดใน ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๓๐/๓๓๑, อภิ.วิ. (ไทย) ๓๔/๔๖๖-๔๘๕/๓๕๘-๓๗๑.
๑๖๓
ดูรายละเอียดใน ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๓๓/๓๓๙-๓๔๐, อภิ.วิ. (ไทย) ๓๔/๔๘๖-๔๙๙/๓๗๑-๓๗๘.
๙๔
การที่ผู้วิจัยจัดองค์ธรรมประจําหมวดธรรมทั้ง ๗ นี้ ได้ยึดตามแนวคัมภีร์วิสุทธิมรรค
และตามแนวทางที่นักปราชญ์ฝ่ายอภิธรรมได้จัดไว้163
๑๖๔
เมื่อนําองค์ธรรมของธรรมทั้ง ๗ หมวด มา
จัดสรรเอาเฉพาะที่ไม่ซํ้ากันจึงได้ องค์ธรรมหรือสังขารหรือเจตสิก ๑๔ อย่าง ซึ่งประกอบกับ
โลกุตตรจิต ดังนี้ สติเจตสิก วิริยะเจตสิก ฉันทะเจตสิก ปัญญาเจตสิก สัทธาเจตสิก เอกัคคตา
เจตสิก ปีติเจตสิก กายปัสสัทธิเจตสิก จิตตปัสสัทธิเจตสิก ตัตตรมัชฌัตตตาเจตสิก วิตกเจตสิก
สัมมาวาจาเจตสิก สัมมากัมมันตเจตสิก สัมมาอาชีวเจตสิก
จากที่ได้ศึกษาวิเคราะห์มานี้จะเห็นว่า สังขารหรือเจตสิกทั้ง ๑๔ อย่างนี้ เป็นเจตสิกที่
เข้าประกอบกับมรรคจิต ทั้ง ๔ ด้วย ทุกครั้งที่มรรคจิตเกิดขึ้น ทุกครั้งที่มรรคจิตเกิดขึ้นโพธิปักขิย
ธรรมทั้ง ๓๗ ประการก็ต้องเกิดขึ้นด้วยและนี่ก็คือ เหตุที่มาแห่งโพธิปักขิยธรรม ๓๗ อันเป็น
สามัคคีธรรมหรือมัคคสมังคีในมรรคจิตทั้ง ๔ นั่นเอง เมื่อแยกหัวข้อหมวดธรรมทั้ง ๗ หมวดออก
ศึกษารายละเอียดอย่างนี้ อาจทําให้เข้าใจว่า โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการนี้ ต้องปฏิบัติไปที่ละ
อย่าง คือ ปฏิบัติตามหมวดธรรมหนึ่งจบแล้วจึงปฏิบัติตามหมวดธรรมอื่นต่อไป ในทางปฏิบัติหา
เป็นเช่นนั้นไม่ ผู้ปฏิบัติจะยกเอาธรรมะข้อใดข้อหนึ่งในจํานวน ๓๗ ประการนี้มาปฏิบัติ ก็ถือว่า ได้
ปฏิบัติธรรมะที่เหลือครบทุกข้อไปพร้อมกัน ดังพระพุทธพจน์ที่ปรากฏในอานาปานัสสติสูตรว่า
ภิกษุทั้งหลาย ในภิกษุสงฆ์นี้ มีภิกษุผู้บําเพ็ญความเพียรในการเจริญอานาปานสติอยู่
อานาปานสติที่ภิกษุเจริญ ทําให้มากแล้ว ย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก อานาปานสติที่ภิกษุ
เจริญ ทําให้มากแล้ว ย่อมทําสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์ สติปัฏฐาน ๔ ที่ภิกษุเจริญ ทําให้มาก
แล้ว ย่อมทําโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ โพชฌงค์ ๗ ที่ภิกษุเจริญ ทําให้มากแล้ว ย่อมทําวิชชา
และวิมุตติให้บริบูรณ์164
๑๖๕
คําว่า เจริญอานาปานสติ ในที่นี้อาจจะสงสัยว่า อานาปานสติ ไม่จัดอยู่ในหมวดธรรม ๗
หมวดในโพธิปักขิยธรรม๓๗ประการ อันที่จริงการเจริญอานาปานสติ ก็คือการเจริญกายานุปัสสนา
ในสติปัฏฐาน ๔ นั่นเอง
สรุปใจความจากการศึกษาหลักการพัฒนาสังขารในพระพุทธศาสนาได้ดังนี้คือ การ
พัฒนาสังขารโดยภาพรวมได้แก่การพัฒนาตามหลักไตรสิกขา คือ พัฒนาตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา
๑๖๔
ดูรายละเอียดใน วิสุทฺธิ. (ไทย) ๘๒๔/๑๑๑๒-๑๑๑๓ และใน อภิธรรมมหาวิทยาลัยแห่งประเทศ
ไทย วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร, คู่มือศึกษาอภิธรรม ๙ ปริจเฉท, (ฉบับพกพา), ม.ป.ท., ม.ป.ป., หน้า
๓๓๑-๓๓๙.
๑๖๕
ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๑๔๗/๑๘๗.
๙๕
โดยยึดตามแนวอริยมรรคมีองค์๘ ประการได้แก่ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ จัดเป็น
ศีล สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ จัดเป็นสมาธิ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ จัดเป็นปัญญา
การพัฒนาสังขารตามแนวอริยมรรคแต่ละอย่างมี ๒ ระดับคือระดับต้นและระดับสูง การพัฒนา
ระดับต้นจัดเป็นกุศลกรรมบถ เพราะมีบัญญัติเป็นอารมณ์ การพัฒนาระดับสูงจัดเป็นองค์มรรค
เพราะมีปรมัตถ์เป็นอารมณ์กล่าวคือการพัฒนาขณะเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จะได้สรุปผลแต่ละข้อ
ไปตามลําดับดังนี้
การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาวาจา ๒ ระดับนี้สามารถพัฒนาได้ดังนี้ คือ ระดับต้น
ได้แก่ การงดเว้นจากวจีทุจริต ๔ อย่างแล้วเจริญวจีสุจริต ๔ รวมถึงการใช้กุศโลบายต่างๆ เพื่อช่วย
ให้ผู้ฟังได้รับประโยชน์ด้วย ระดับสูง ได้แก่ การใช้วาจาบริกรรมบทพระกรรมฐานขณะเจริญ
วิปัสสนากรรมฐาน เช่น การบริกรรมว่า พองหนอ ยุบหนอ คิดหนอ ปวดหนอ เป็นต้น
การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมากัมมันตะระดับต้น ได้แก่ การงดเว้นจากกายทุจริต ๓
คือ การไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม แล้วเจริญกายสุจริต ๓ อย่างที่ตรงกันข้ามกับ
กายทุจริต ๓ นี้ หรือการปฏิบัติตามวิรัติ ๒ อย่างเบื้องต้น คือ สัมปัตตวิรัติ งดเว้นในขณะที่ประสบ
กับวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งการล่วงละเมิด และสมาทานวิรัติ งดเว้นด้วยอํานาจของการสมาทาน ส่วน
การพัฒนาสัมมากัมมันตะในระดับสูงคือการงดเว้นกายทุจริตเจริญกายสุจริตในขณะเจริญวิปัสสนา
กรรมฐาน เพราะในขณะเจริญวิปัสสนากรรมฐานผู้ปฏิบัติย่อมงดเว้นจากกายทุจริต ๓ อย่างโดย
ปริยายอยู่แล้ว
การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาอาชีวะระดับเบื้องต้นมุ่งเอาเจตนาที่งดเว้นมิจฉาชีพ
และการกําจัดต้นเหตุแห่งมิจฉาชีพเป็นสําคัญ โดยใจความก็คือการกําจัดกิเลสอย่างหยาบนั่นเอง
เพราะกิเลสเป็นต้นเหตุแห่งการกระทําชั่วทั้งปวง ส่วนการพัฒนาสัมมาอาชีวะระดับสูงคือการเจริญ
วิปัสสนากรรมฐานเพราะขณะที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานผู้ปฏิบัติได้งดเว้นจากมิจฉาอาชีวะโดย
เด็ดขาดเพราะเลี้ยงชีพด้วยอาหารบิณฑบาตที่ได้รับจากการบิณฑบาตและการจัดสรรให้จาก
กัลยาณมิตรเท่านั้น ไม่ได้ประกอบอาชีพอื่นที่ขัดต่ออริยมรรค
การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาวายามะระดับต้น คือการป้ องกันบาปหรือความชั่ว
ต่างๆ ทางกาย วาจา ใจ ไม่ให้เกิดขึ้นและละบาปที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไปหรือลดน้อยลงแล้วทําบุญ
หรือกุศลให้เกิดขึ้น เจริญขึ้นตามกําลังของวิริยะ ความเพียร ส่วนการพัฒนาสัมมาวายามะระดับสูง
คือการใช้ความเพียรขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งเป็นความเพียรที่สามารถเผากิเลสให้เร่าร้อน
จนหลุดออกจากจิตใจทีละน้อยๆ ตามกําลังของความเพียร
การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาสติคือการตั้งสติทุกครั้งก่อนที่จะทํา จะพูด จะคิด และ
การมีสติทุกครั้งที่เคลื่อนไหวอิริยาบถขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
๙๖
การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาสมาธิ มี ๓ ระดับ คือ ระดับต้น ปานกลาง และระดับสูง
ระดับต้นใช้กับการประกอบอาชีพในชีวิตประจําวัน พัฒนาด้วยการเอาใจใส่ จดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น
นานๆ จนเกิดความชํานาญ ระดับปานกลาง คือการเจริญสมถกรรมฐานเพื่อให้บรรลุฌานระดับ
ต่างๆ ตั้งแต่ปฐมฌานจนถึงจตุตถฌาน และระดับสูงคือการเจริญวิปัสสนากรรมฐานเพื่อให้บรรลุ
ญาณตามลําดับ
สัมมาทิฏฐิ ระดับโลกิยะพัฒนาด้วยการคบหาสัตบุรุษผู้เป็นกัลยาณมิตรคอยแนะนํา
ตักเตือนในสิ่งที่ดีงาม เป็นประโยชน์ก่อให้เกิดผลในทางบวกทั้งแก่ตนเองและสังคม ซึ่งอาศัย
ศรัทธาที่มีต่อกัลยาณมิตรเป็นตัวชักนํา เพราะถ้าเกิดศรัทธาแล้วจะรับฟังคําสอนด้วยความเคารพ
และนําไปปฏิบัติตามอย่างจริงจัง จากนั้นใช้โยนิโสมนสิการ พิจารณาไตร่ตรองให้ดีแล้ว นําไป
ปฏิบัติตามสมควรแก่ธรรมนั้น
ส่วนการพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกุตตระ ต้องอาศัยการปฏิบัติ
วิปัสสนากรรมฐานจนเกิดวิปัสสนาญาณขั้นต่างๆ มีนามรูปปริเฉทญาณ รู้นามรูปตามความเป็นจริง
แยกรูปแยกนามออกจากกันได้เห็นไตรลักษณ์คือความไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา เป็นต้นจนถึง
มรรคญาณและผลญาณตามลําดับ
การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาสังกัปปะ ระดับต้นได้แก่ การดําริออกจากกามคุณ ๕
คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่มากระทบใจหรือมาเย้ายวนใจชวนให้เกิดความหลงใหล ไม่คิด
พยาบาทปองร้ายผู้ที่เบียดเบียนปองร้ายเรา เจริญเมตตาและกรุณาในคนเหล่านั้นตามสมควรแก่
อัตตภาพ การพัฒนาระดับสูง ได้แก่ การเจริญวิปัสสนากรรมฐานจนเกิดปัญญาเห็นโทษของกาม
ทั้งหลายแล้วเกิดความเบื่อหน่ายไม่หวนกลับมาสู่กามทั้งหลายอีกต่อไป

บทที่ ๓ ใหม่

  • 1.
    บทที่ ๓ กระบวนการพัฒนาสังขารในพระพุทธศาสนาเถรวาท ในบทนี้จะได้ศึกษากระบวนการพัฒนาสังขารตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและอรรถกถา เพื่อให้ทราบว่า กระบวนพัฒนาสังขารเป็นอย่างไรเพื่อจะได้นําเอาข้อมูลที่ได้จากการศึกษาไปเป็น แนวทางในการศึกษาวิเคราะห์กระบวนการทํางานของสังขารเพื่อนําไปสู่การบรรลุธรรมในบท ต่อไป ๓.๑ กระบวนการพัฒนาสังขารในพระไตรปิฎกและอรรถกถา จากหลักฐานในพระไตรปิฎกตอนที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ใหม่ๆได้เสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ในที่นี้พระองค์ทรงแสดงให้เห็นอริยสัจสี่ก่อน คือให้ รู้จัก ทุกข์ สาเหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ คําว่า ทุกข์ ในที่นี้ พระองค์หมายถึง การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ สมุทัย สาเหตุแห่งทุกข์ คือ ตัณหา ความทะยาน อยากในกามคุณ ความทุกข์เหล่านี้จะดับลงได้ด้วยการดับสาเหตุของทุกข์โดยการปฏิบัติตามวิธีการ คือปฏิบัติตามมรรคมีองค์๘ประการในการแสดงพระธรรมเทศนาครั้งแรกนี้ทําให้อัญญาโกณฑัญญะ ผู้ที่มีอายุมากกว่าปัญญจวัคคีย์อื่นๆ ได้บรรลุธรรม0 ๑ หลังจากนั้นพระองค์ให้ปัญจวัคคีย์ที่เหลืออบรมจิตใจเพื่อรอความแก่กล้าของอินทรีย์ หรือสังขารก่อน เมื่อรอเวลาพอสมควรแล้ว พระองค์จึงแสดงเรื่องไตรลักษณ์ ลักษณะที่มีความ เสมอกัน ๓ ประการของสังขาร คือ สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนที่ แท้จริง การแสดงพระธรรมเทศนาครั้งนี้ พระองค์ใช้วิธีการ ถาม ตอบ กับปัญจวัคคีย์เช่น พระองค์ ตรัสถามว่า สังขาร เที่ยง หรือไม่เที่ยง พวกปัญจวัคคีย์กราบทูลว่า ไม่เที่ยง พระองค์ถามต่อไปว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุข พวกปัญจวัคคีย์กราบทูลว่า เป็นทุกข์ พระองค์ถามให้ พวกปัญจวัคคีย์ตอบไปอย่างนี้จนครบ ๕ ขันธ์นับตั้งแต่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร ไปจนถึงวิญญาณ ในการแสดงพระธรรมเทศนาครั้งนี้ทําให้พวกปัญจวัคคีย์บรรลุเป็นพระอรหันต์ครบทุกรูป1 ๒ ๑ ดูรายละเอียดใน วิ.ม. (ไทย) ๔/๑๓-๑๙/๒๐-๒๗. ๒ ดูรายละเอียดใน วิ. ม. (ไทย) ๔/๒๐-๒๔/๒๗-๓๑.
  • 2.
    ๔๘ จากนั้นมาไม่นานมีลูกชายของเศรษฐีคนหนึ่ง ชื่อว่า ยสะเกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตการ ครองเรือนจึงหนีออกจากบ้านในตอนกลางคืน เขาเดินเปล่งอุทานมาว่า ที่นี่ยุ่งหนอ ที่นี่วุ่นวาย หนอ ขณะที่เขาเดินไปป่าอิสิปตนมฤคทายวันนั้น เป็นเวลาใกล้รุ่ง พระพุทธองค์กําลังเสด็จเดิน จงกรมอยู่ได้ยินเสียงของเขา พระองค์จึงเรียกให้เขาเข้าไปหาด้วยบอกว่า เชิญมาที่นี่ ที่นี่ไม่ยุ่ง ที่นี่ ไม่วุ่นวาย ยสะเดินเข้าไปหาพระพุทธองค์แล้ว พระองค์ได้แสดงพระธรรมเทศนาเรื่อง อนุปุพพีกถา เป็นการกล่าวถึง การให้ทาน การรักษาศีล การไปเกิดในสวรรค์ โทษของการเสพกามคุณใน สวรรค์ จากนั้นกล่าวถึงอานิสงส์ของการออกบวช เมื่อจบพระธรรมเทศนา ยสะ ได้ดวงตาเห็น ธรรมคือได้สําเร็จเป็นพระโสดาบัน เมื่อตอนสายของวันนั้น บิดาของยสะ ไม่เห็นลูกชายจึงออก ตามหา ไปพบพระพุทธองค์ในที่เดียวกันพระองค์แสดงพระธรรมเทศนาเนื้อความเหมือนกันให้ฟัง เมื่อจบพระธรรมเทศนาแล้ว ยสะ ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ส่วนบิดาได้บรรลุโสดาบัน จากนั้นทั้ง สองพ่อลูกได้กราบทูลนิมนต์พระพุทธองค์พร้อมด้วยพระปัญจวัคคีย์ไปรับภัตตาหารที่บ้านของตน เมื่อเสร็จภัตกิจแล้วพระองค์แสดงพระธรรมเทศนากัณฑ์เดียวกันนี้ให้แก่ภรรยาของอุบาสกทั้งสอง ฟังเมื่อจบพระธรรมเทศนา อุบาสิกาทั้งสองนั้นได้บรรลุโสดาบันเหมือนกัน2 ๓ เนื้อความจากพระสูตรที่ได้กล่าวมานี้ แสดงให้เห็นถึงกระบวนการพัฒนาสังขารที่พระ พุทธองค์ทรงใช้ในการสอน แบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย คือฝ่ายผู้สอน และฝ่ายผู้เรียน ฝ่ายผู้สอนคือพระ พุทธองค์ได้เห็นกระบวนการสอนของพระพุทธองค์อยู่หลายวิธี หลายขั้นตอน ดังนี้ ๑) ทรงชี้ให้เห็นปัญหาหรือเห็นทุกข์ก่อน เปรียบเหมือนชี้ให้คนไข้รู้จักก่อนว่าตัวเอง เป็นโรคอะไร เมื่อรู้แล้วจึง แนะนําให้หาสาเหตุของปัญหา หรือของทุกข์ เมื่อรู้จักสาเหตุแล้ว จึง แนะนําวิธีแก้ปัญหาหรือแก้ทุกข์ให้ วิธีนั้นก็คือ อิรยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ๒) ทรงรอเวลาหรือความพร้อมของผู้ฟังหรือผู้เรียนก่อน ขั้นตอนนี้เหมือนกับหมอ รักษาคนไข้ว่าคนไข้พร้อมที่จะรับการรักษาหรือยัง พระธรรมเทศนาของพระองค์เปรียบเหมือนยา รักษาโรค ๓) ทรงเลือกพระธรรมเทศนาให้เหมาะกับผู้เรียนหรือผู้ฟัง เช่น ทรงแสดงอริยสัจสี่แก่ พวกปัญจวัคคีย์ แต่ทรงเลือกอนุปุพพีกถา แก่ ยสะ และบิดา มารดา พร้อมด้วยภรรยาของเขา ฝ่ายผู้ฟังได้เห็นว่า กระบวนการพัฒนาสังขารของผู้ฟัง อาศัยเหตุ ๒ อย่าง คือ เหตุใน อดีตและเหตุในปัจจุบัน เหตุในอดีต ได้แก่ เคยได้สร้างสมอบรมบารมีมาก่อน หลายภพหลายชาติ ๓ ดูรายละเอียดใน วิ. ม. (ไทย) ๔/๒๕-๓๐/๓๑-๓๙.
  • 3.
    ๔๙ เรียกตามศัพท์พระพุทธศาสนาว่า ปุพเพกตปุญญตา เหตุในปัจจุบันได้แก่ การวางตนไว้ดี คือ ดําเนินชีวิตถูกตามทํานองคลองธรรม ภาษาบาลีว่า อัตตสัมมาปณิธิ ที่ว่าเคยทําเหตุไว้ในอดีต เพราะว่าแต่ละรูป แต่ละคน มีประวัติอันยาวนานเกี่ยวกับการสร้างบุญบารมี เช่น อัญญาโกณฑัญญะ เคย ได้ทําบุญและอธิษฐานต่อพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าปทุมุตตระไว้ว่า ขอให้ได้บรรลุธรรมใน พระศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งก่อนกว่าสาวกคนอื่น3 ๔ ยสกุลบุตร เคยบําเพ็ญอสุภ สัญญามาก่อน ตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าองค์ก่อนเหมือนกัน4 ๕ จากหลักการของอริยสัจสี่ที่พระองค์ทรงค้นพบนี้ พระองค์จึงวางเป็นหลักในการ พัฒนาจิตวิญญาณของสาวกสืบต่อมา จะเห็นหลักฐานเหล่านี้ปรากฏในพระไตรปิฎกและอรรถกถา หลายแห่ง อริยมรรคมีองค์ ๘ เมื่อย่อลงให้สั้น ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ไตรสิกขา จึงกล่าวได้ว่ากระบวนการพัฒนาสังขารในพระไตรปิฎก พระพุทธองค์ได้วางหลัก ไตรสิกขาไว้ได้แก่ ศีลสิกขา จิตตสิกขา ปัญญาสิกขา หรือเรียกสั้นๆ ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เหตุผลที่ พระองค์ได้วางหลักไตรสิกขาไว้ก็เพราะต้องการให้ผู้ศึกษาเป็นคนดีก่อน จึงสอนเรื่องปัญญาให้ เพราะถ้าคนไม่ดีมีปัญญาเขาก็จะนําเอาปัญญาไปสร้างความเดือดร้อนให้ทั้งตนเองและคนอื่น เพราะ ขาดการยับยั้งชั่งใจ เพราะคนที่มีปัญญาแต่ไม่มีศีล และสมาธิคอยควบคุมจะหาทางเอาเปรียบคนอื่น เป็นคนแข็งกระด้าง ก้าวร้าวไม่ยําเกรงผู้อื่น ในส่วนของศีลสิกขา หรือศีล พระองค์ได้วางหลักที่ต่อมามีการจัดหมวดหมู่เรียกว่า ปาริสุทธิศีล ๔ ประการไว้ได้แก่ ปาฏิโมกขสังวรศีล คือการสํารวมระวังในศีลหรือสิกขาบทที่มาใน พระปาฏิโมกข์สําหรับพระภิกษุมีทั้งหมด ๒๒๗ สิกขาบท มีปาราชิก ๔ เป็นต้น อินทรียสังวรศีล ได้แก่ การสํารวมอินทรีย์ คือสํารวมระวังอายตนะภายใน ๖ อย่าง มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และ อายตนะภายนอก ๖ อย่าง มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ อาชีวปาริสุทธิศีล ได้แก่ การเลี้ยง ชีพที่บริสุทธิ์ กล่าวคือไม่หลอกลวงคนอื่นเลี้ยงชีพ ปัจจัยสันนิสสิตศีล ได้แก่การสํารวมระวังใน การใช้สอยปัจจัยสี่ มีการบริโภคภัตตาหารเป็นต้น ให้รู้จักประมาณหรือความพอดีในการบริโภคใช้ สอยปัจจัยนั้นๆ ในส่วนของจิตตสิกขาหรือสมาธิ พระองค์ได้วางหลักการฝึกจิตไว้หลายอย่างเรียกว่า “สมถกรรมฐาน” แปลว่า กรรมฐานที่ทําให้จิตใจสงบระงับจากกิเลสชั่วคราว มีอานาปานสติ กรรมฐาน อนุสสติกรรมฐาน อสุภะกรรมฐาน เป็นต้น ๔ ดูรายละเอียดใน ขุ.อป. (ไทย) ๓๒/๕๙๖/๙๑, ขุ.อป.อ. (ไทย) ๑/๓๐๖-๓๑๐, ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑/๕๔. ๕ ดูรายละเอีดยใน ขุ.อป. (ไทย) ๓๓/๑-๒๘/๓๓๕-๓๓๙, ขุ.อป.อ. (ไทย) ๒/๒๕๓-๒๕๗, ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑/๕๔.
  • 4.
    ๕๐ ในส่วนของปัญญาสิกขาหรือปัญญา พระองค์ได้วางหลักการฝึกจิตเพื่อให้เกิดปัญญา หรือให้ปัญญาเกิดขึ้นเรียกว่า “วิปัสสนากรรมฐาน”แปลว่ากรรมฐานที่ทําให้เห็นแจ้งคือเห็น ธรรมชาติของจิตใจแจ่มแจ้งขึ้น มีมหาสติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น สําหรับหมวดธรรมที่เป็นบาทฐานของ ปัญญาหรือของวิปัสสนานั้น พระพุทธองค์ได้วางหมวดธรรมเหล่านี้คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์๒๒ และอริยสัจ ๔ ในบรรดาหมวดธรรมเหล่านี้ สามารถนํามาปฏิบัติเฉพาะหมวดใด หมวดหนึ่งก็สามารถทําให้บรรลุธรรมได้หรือสามารถทําให้ธรรมะหมวดอื่นๆบริบูรณ์ไปด้วย ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค พระพุทธโฆสเถระ ได้วางโครงสร้างตามแนวพระไตรปิฎก คือ ได้วางหลักศีลสมาธิ ปัญญาตามลําดับแต่มีรายละเอียดเพิ่มเข้ามา ท่านแต่งคัมภีร์นี้จากพระพุทธพจน์ หนึ่งคาถาที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบแก่เทวดาที่มาทูลถามปัญหาซึ่งมีใจความว่า หมู่สัตว์ยุ่งทั้งภายใน ยุ่งทั้งภายนอก ถูกความยุ่งพาให้นุงนังแล้ว ข้าแต่พระโคดม เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ว่า ใครพึงแก้ความยุ่งนี้ได้5 ๖ พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบเป็นคาถาว่า นรชนผู้มีปัญญา เห็นภัยในสังสารวัฏ ดํารงอยู่ในศีลแล้ว เจริญจิตและปัญญา มีความเพียร มีปัญญาเครื่องบริหาร นั้นพึงแก้ความยุ่งนี้ได้6 ๗ จากเนื้อความพระคาถานี้เอง พระพุทธโฆสเถระได้นํามาเป็นกระบวนการพัฒนาสังขาร โดยเริ่มต้นด้วยหลักของศีล ในส่วนของศีลท่านได้ตั้งปัญหาขึ้นไว้เพื่อค้นหาคําตอบด้วยตนเอง ท่าน ตั้งปัญหาว่า อะไรชื่อว่าศีล ที่ชื่อว่าศีล เพราะอรรถว่ากระไร อะไร เป็นลักษณะ เป็นรส เป็นอาการ ปรากฏและเป็นปทัฏฐานของศีล ศีลมีอานิสงส์อย่างไร ศีลนี้มีกี่อย่าง อะไรเป็นความเศร้าหมองของ ศีล และ อะไรเป็นความผ่องแผ้วของศีล7 ๘ ยกตัวอย่างการแก้ปัญหาว่า อะไร ชื่อว่าศีล ท่านแก้ว่า ธรรมทั้งหลายมีเจตนาเป็นต้นของบุคคลผู้งดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น และของบุคคลผู้บําเพ็ญ ๖ สํ. ส. (ไทย) ๑๕/๒๓/๒๖, วิสุทฺธิ. (ไทย) ๑/๑. ๗ สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๒๓/๒๗, วิสุทธิ. (ไทย) ๑/๑. “สีเล ปติฏฺฐาย นโร สป�ฺโญ, จิตฺตํป�ฺญ�ฺจ ภาวยํ. อาตาปี นิปโก ภิกฺขุ, โส อิมํวิชฏเย ชฏํ.” ๘ วิสุทฺธิ. (ไทย) ๖/๙.
  • 5.
    ๕๑ วัตตปฏิบัติ ชื่อว่าศีล โดยท่านอ้างถึงคําพูดวิสัชนาของพระสารีบุตรเถระมาสนับสนุนคําวิสัชนาของ ท่านพระสารีบุตรกล่าวไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคว่า เจตนาชื่อว่าศีล เจตสิกชื่อว่าศีล สังวรชื่อว่า ศีล การไม่ล่วงละเมิดชื่อว่าศีล8 ๙ เมื่อแก้ปัญหาข้อนี้จบแล้วท่านก็แก้ปัญหาข้ออื่นๆ ต่อไปโดยนําเอา หลักฐานในพระไตรปิฎกมาสนับสนุนความคิดของท่านไม่ได้คิดเอาเองโดยปราศจากหลักฐานเดิม การพัฒนาในขั้นของสมาธิท่านได้นํากระบวนการพัฒนาโดยเริ่มต้นด้วยการให้ปฏิบัติ สมถกรรมฐานที่ปรากฏในพระไตรปิฎก แต่ก่อนที่จะนําเสนอประเภทของสมถกรรมฐานเหล่านั้น ท่านได้ตั้งปัญหาขึ้นเหมือนกับที่ตั้งปัญหาในส่วนของศีลเช่นเดียวกัน เมื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับสมาธิ จบแล้วท่านจึงแสดงประเภทของกรรมฐานต่อไป สมถกรรมฐานที่ท่านแนะนําไว้ในคัมภีร์ วิสุทธิมรรคมีอยู่ ๔๐ อย่างด้วยกัน ประกอบด้วย กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ อนุสสติ ๑๐ พรหมวิหาร ๔ อารุปปะ ๔ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัฏฐาน ๑9 ๑๐ การพัฒนาสังขารในส่วนของปัญญาในเบื้องต้นท่านได้ตั้งปัญหาขึ้นมาเหมือนกับสอง หัวข้อแรกว่า อะไรชื่อว่าปัญญา ที่ชื่อว่าปัญญาเพราะอรรถว่าอะไร ลักษณะ กิจ ผล เหตุใกล้ ของ ปัญญานั้น เป็นอย่างไร ปัญญามีกี่อย่าง จะเจริญปัญญาอย่างไร และการเจริญปัญญามีอานิสงส์ อย่างไร จากนั้นท่านก็วิสัชนาปัญหาเหล่านี้ไปตามลําดับ ยกตัวอย่างมาให้ดูสักเล็กน้อย ก่อนอื่น ท่านออกตัวว่า ปัญญามีหลายอย่างถ้าจะพูดหมดทุกอย่างก็จะทําให้เสียเวลา จะพูดเอาเฉพาะปัญญา ที่ประสงค์เอาในการแต่งคัมภีร์นี้ว่า วิปัสสนาญาณที่ประกอบด้วยกุศลจิตชื่อว่า ปัญญา ปัญหาข้อที่ ๒ ว่า อะไรชื่อว่าปัญญา ท่านแก้ว่า ความรู้ชัด คือรู้โดยประการต่างๆ พิเศษกว่าความหมายรู้และ ความรู้แจ้ง ซึ่งหัวข้อเหล่านี้ท่านแสดงไว้ในขันธนิเทศ เนื้อหาส่วนใหญ่พูดถึงขันธ์ ๕ กระบวนการ ต่อไปเป็นอายตนธาตุนิเทศ พูดถึงอายตนะ ๑๒ และธาตุ ๑๘ ประการ จากนั้นเป็นอินทริยสัจจนิเทศ พูดถึงอินทรีย์๒๒กับอริยสัจ๔จากนั้นเป็นปัญญาภูมินิเทศพูดถึงปฏิจจสมุปบาท สุดท้ายท่านพูดถึง วิสุทธิ ๗ โดยเริ่มด้วยทิฏฐิวิสุทธินิเทศ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทา- ญาณทัสสนวิสุทธิ ญาณทัสสนวิสุทธิ และสุดท้ายพูดถึงอานิสงส์ของการเจริญภาวนา สรุปว่า ในพระไตรปิฎกและอรรถกถาเน้นการพัฒนาสังขารระดับโลกุตระตามหลัก ไตรสิกขาหรืออริยมรรค มุ่งการบรรลุมรรคผลนิพพาน ในขณะเดียวกันพระองค์ก็ไม่ทรงละเลยการ พัฒนาสังขารระดับโลกิยะสําหรับกัลยาณปุถุชนซึ่งจะเป็นบาทฐานของการพัฒนาระดับโลกุตระ ต่อไป การพัฒนาสังขารระดับโลกิยะและระดับโลกุตตระ จะกล่าวในหัวข้อถัดไป ๙ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๓๙/๖๐. ๑๐ วิสุทฺธิ. (ไทย) ๔๗/๑๘๒.
  • 6.
    ๕๒ ๓.๒ เป้ าหมายของการพัฒนาสังขารในพระพุทธศาสนา เป้าหมายในการพัฒนาสังขารตามหลักพระพุทธศาสนาได้แก่ ประโยชน์ที่จะพึงได้รับ จากการพัฒนาซึ่งมีทั้งประโยชน์ตน ประโยชน์คนอื่น และประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ซึ่งสามารถจัดแบ่ง ประโยชน์ได้ ๒ ระดับคือ ระดับโลกิยะ และระดับโลกุตตระ มีรายละเอียด ดังนี้ ประโยชน์ตน ได้แก่ ความเป็นอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ถูกต้องตามหลักคําสอนของ พระพุทธศาสนา ไม่ถูกกิเลสรบกวนจิตใจมากนัก ไม่เป็นทาสของกิเลส ดําเนินชีวิตด้วยความไม่ ประมาท มีธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึกของจิตใจ ในระดับโลกิยะ มีทั้งประโยชน์ในปัจจุบันและ ประโยชน์ในอนาคต หรือประโยชน์ในโลกนี้กับประโยชน์ในโลกหน้าหลังจากตายแล้ว เรียกว่า ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์และสัมปรายิกัตถประโยชน์ ระดับโลกุตตระคือพ้นจากกิเลสโดยเด็ดขาด เป็นพระอริยบุคคลตั้งแต่ขั้นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และอรหันต์ ประโยชน์คนอื่น เป็นเป้าหมายสําคัญของพระพุทธศาสนา จะเห็นได้จากพุทธประวัติตอน ที่พระองค์ทรงส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนาใหม่ๆ ในพรรษาแรกพระองค์ทรงเน้นว่า ให้แต่ ละรูปไปคนเดียวห้ามไปด้วยกัน เพราะตอนนั้นพระสาวกมีน้อย ทรงกําชับว่า ให้เที่ยวไปเพื่อ ประโยชน์เพื่อความสุข เพื่อเกื้อกูลแก่มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก จาก หลักฐานในพุทธประวัติพระพุทธองค์ไม่ทรงคํานึงถึงความเหน็ดเหนื่อยของพระองค์เมื่อมีเวไนย บุคคลที่จะได้บรรลุธรรมถึงแม้จะอยู่ไกลแค่ไหนพระองค์ก็จะรีบเสด็จไปโปรดคนนั้น เช่น พระองค์เสด็จไปต้อนรับพระมหากัสสปเถระในวันที่ท่านออกบวชสิ้นระยะทาง ๓ คาวุต เสด็จ ดําเนินไปสิ้นระยะทางเกิน ๓๐๐ โยชน์ เพื่อแสดงธรรมที่ฝั่งแม่นํ้าคงคา ให้พระเจ้ามหากัปปินะ พร้อม ทั้งบริวารดํารงอยู่ในอรหัตตผล ในเวลาหลังภัตคราวหนึ่ง ได้เสด็จดําเนินสิ้นระยะทาง ๔๕ โยชน์ เพื่อตรัสธรรมีกถาตลอด ๓ ยาม ในที่อยู่ของนายช่างหม้อ เพื่อโปรดปุกกุสาติหลังจากจบการ แสดงธรรมปุกกุสาติได้บรรลุอนาคามิผล เสด็จดําเนินไป ๒,๐๐๐ โยชน์ เพื่ออนุเคราะห์วนวาสี สามเณร เสด็จดําเนินไป ๖๐ โยชน์เพื่อแสดงธรรมแก่พระขทิรวนิยเถระ10 ๑๑ จากตัวอย่างที่ยกมานี้แสดงให้เห็นความมีพระมหากรุณาของพระองค์ที่มุ่งหวังประโยชน์ คนอื่นโดยไม่ทรงคํานึงถึงความเหน็ดเหนื่อยของพระองค์ ส่วนประโยชน์ทั้งสองฝ่ายคือประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นนั้น จะเห็นได้จากการที่ พระองค์ทรงวางหลักการพัฒนาสังขารทั้งส่วนที่เป็นของปัจเจกบุคคลและส่วนที่เป็นของสังคม ตามหัวข้อว่าด้วยระดับขั้นของการพัฒนาสังขารที่จะศึกษาต่อไป ๑๑ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน ม.มู.อ. (ไทย) ๒/๓๘.
  • 7.
    ๕๓ ๓.๓ ระดับขั้นการพัฒนาสังขารตามทรรศนะของพระพุทธศาสนา เมื่อมีบุคคลหลายพวก หลายระดับจุดประสงค์หรือเป้ าหมายของคนแต่ละพวกจึง แตกต่างกัน พวกบรรพชิตต้องการความหลุดพ้นจากทุกข์โดยสิ้นเชิง ส่วนพวกฆราวาสต้องการให้ ความทุกข์ลดน้อยลง ดังนั้น พระองค์จึงวางหลักการการพัฒนาสังขารของคน ๒ กลุ่มนี้ต่างกัน คือ สําหรับฆราวาส เน้นระดับโลกียะ แต่พระองค์ก็ไม่ได้ปิดกั้นระดับโลกุตตระสําหรับฆราวาส ตาม หลักฐานในพระไตรปิฎกและอรรถกถาจะเห็นว่า ฆราวาสได้บรรลุเป็นอริยบุคคลระดับโสดาบัน จนถึงอนาคามี หลายคน เช่น นางวิสาขา มหาอุบาสิกา ได้บรรลุโสดาบันตั้งแต่อายุ ๗ ปี1 1 ๑๒ วิสาขะ อุบาสก ได้บรรลุอนาคามี เป็นต้น1 2 ๑๓ ส่วนพวกบรรพชิต เน้นระดับโลกุตตระ ระดับโลกียะ พระองค์ได้วางหลักธรรมตามที่กล่าวแล้วในหัวข้อที่ผ่านมา ส่วนระดับโลกุตตระ พระองค์วางหลัก สมถวิปัสสนากรรมฐานไว้และหลักธรรมอื่นๆ รวมทั้งข้อปฏิบัติคือวินัยหรือสิกขาบทต่างๆ สําหรับ พระสงฆ์ โดยมีความสัมพันธ์กันในลักษณะที่การพัฒนาสังขารระดับโลกียะจะเป็นบาทฐานของ การพัฒนาสังขารในระดับโลกุตระ อย่างไรก็ตาม เครื่องมือสําคัญที่ใช้ในการพัฒนาทั้งสองระดับนี้ยังเป็นไตรสิกขา เหมือนเดิม ต่างกันแต่ความเข้มข้นของการปฏิบัติ เท่านั้น โดยแบ่งเป็นระดับขั้นเป็น ๓ ขั้น คือ ๑) ระดับพื้นฐาน ได้แก่ ศีล ๒) ระดับกลาง ได้แก่ สมาธิ ๓) ระดับสูง ได้แก่ ปัญญา13 ๑๔ ซึ่งรายละเอียด ของเรื่องนี้จะกล่าวในหัวข้อต่อไป ในที่นี้จะนํามากล่าวพอเป็นแนวทาง ดังนี้ ๓.๓.๑ ขั้นโลกียะ เพื่อให้ผู้เรียนมีความเป็นอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข และปลอดภัย ไม่ถูกเอารัดเอา เปรียบหรือไม่ถูกคนอื่นรังแก พระพุทธองค์ได้วางหลักการพัฒนาไว้แบ่งตามประเภทของบุคคล คือ บรรพชิตและคฤหัสถ์ ดังนี้ การพัฒนาระดับปัจเจกบุคคล มุ่งเน้นให้แต่ละบุคคลพัฒนาตนเองตามกรอบที่พระองค์ ได้วางไว้ ตั้งแต่ระดับโลกียะ คือระดับธรรมดาของโลกมนุษย์ที่จะพึงพัฒนาตนเองตาม กําลังสติปัญญา จนถึงระดับโลกุตระ คือระดับเหนือโลกได้แก่การพัฒนาจนยกจิตใจให้อยู่เหนือ การควบคุมของโลก จากเนื้อความในธัมมจักกัปปวัตนสูตรและในอนัตตลักขณสูตรที่พระองค์ใช้ สอนพวกปัญจวัคคีย์กับสอนยสกุลบุตร บิดา มารดาและภรรยาของเขานั้นทําให้ทราบว่า ระดับการ ๑๒ ดูรายละเอียดใน ขุ.ธ.อ. (บาลี) ๑/๑๕๗/๑๗๑, ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑/๒๑๔-๒๓๒. ๑๓ ดูรายละเอียดใน ขุ.เถรี.อ. (บาลี) ๑๒/๑๑-๑๕, ขุ.เถรี.อ. (ไทย) ๑๒/๑๑-๑๓. ๑๔ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๕/๒๖๙, องฺ.อฏฺฐก. (ไทย) ๒๓/๓๖/๒๙๔.
  • 8.
    ๕๔ รับรู้ของแต่ละคนไม่เท่ากันและพระธรรมเทศนาที่ทรงแสดงจึงแตกต่างกัน จากเรื่องนี้ทําให้ทราบ ว่า ความหลากหลายของผู้ฟังวิธีการสอนจึงแตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะกับผู้ฟัง การใช้วิธีเลือก บทเรียนที่เหมาะกับผู้เรียนเป็นวิธีที่ประสบความสําเร็จทั้งผู้สอนและผู้เรียน ดังตัวอย่างที่กล่าว มาแล้วนั้น แต่เมื่อมีคนเป็นจํานวนมาก พระองค์ไม่สามารถที่จะสอนได้ทุกคน พระองค์จึงได้วาง หลักการไว้เพื่อให้สาวกนําไปปฏิบัติด้วยตนเอง ทั้งในระดับโลกียะและโลกุตตระ หลักการที่พระพุทธองค์ทรงแนะนําในการพัฒนาระดับโลกียะมี ๓ ระดับด้วยกัน คือ ระดับเบื้องต้น ได้แก่ “การให้ทาน” เป็นการขจัดความตระหนี่ ความเห็นแก่ตัวออกจากจิตใจก่อน ระดับกลาง ได้แก่ “การรักษาศีล” เมื่อขจัดความตระหนี่ ความเห็นแก่ตัวได้แล้ว จิตใจเริ่มสะอาด ปลอดโปร่งมากขึ้น จิตใจจะเกิดความรัก ความเมตตา ต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์อื่น มีความ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น ความคิดที่จะฆ่า จะทําร้ายเพื่อนมนุษย์ย่อมลดน้อยลง ศีลก็เกิดขึ้นในจิตใจ โดยอัตโนมัติ การพัฒนาระดับนี้จึงเรียกว่า การรักษาศีล เมื่อรักษาศีลได้ระดับหนึ่งแล้ว จิตใจเริ่มตั้ง มั่นแน่วแน่ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบ เช่น เมื่อมีเหตุการณ์ที่จะทําให้เกิดความโกรธ ความพยาบาท ความอาฆาตขึ้น จิตใจก็รู้ทัน สามารถระงับยับยั้งไว้ได้ จิตใจที่อยู่ในระดับนี้เรียกว่า ระดับ “ภาวนา” การพัฒนาทั้ง ๓ ระดับนี้ เรียกว่า หลักบุญกิริยาวัตถุ14 ๑๕ การพัฒนาสังขารระดับโลกียะแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มเป้าหมาย คือ เพื่อบรรพชิตและเพื่อ คฤหัสถ์ ก. หลักการเพื่อบรรพชิต หลักการเพื่อบรรพชิตแบ่งออกเป็น ๒ ระดับ คือ ระดับปัจเจกบุคคล และระดับสังคม ดังนี้ ระดับปัจเจกบุคคล หรือส่วนตัว พระองค์วางหลัก กฎ ระเบียบเพื่อความสะดวกแก่การ ประพฤติพรหมจรรย์ หลักพื้นฐานทั่วไปคือ นิสสัย ๔ อกรณียกิจ ๔ รวมเรียกว่าอนุศาสน์ ๘ ประการ1 5 ๑๖ ที่บรรพชิตจะต้องปฏิบัติตลอดชีวิต นิสสัย ๔ เป็นคําสั่งสอนเพื่อนําไปปฏิบัติ ได้แก่ บรรพชิตต้องบิณฑบาตเลี้ยงชีพ ต้องอยู่ตามป่า เขา โคนไม้ เรือนว่าง ที่เป็นสัปปายะแก่การ ประพฤติพรหมจรรย์หรือการปฏิบัติสมณธรรมเพื่อการบรรลุคุณธรรมเบื้องสูงที่เป็นเป้าหมายสูงสุด ของพระพุทธศาสนา คือพระนิพพาน หรือความหมดกิเลสอาสวะทั้งหลาย อกรณียกิจ ๔ เป็นข้อ ๑๕ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๕/๒๖๙, องฺ.อฏฺฐก. (ไทย) ๒๓/๓๖/๒๙๔. ๑๖ ดูรายละเอียดใน สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส, นวโกวาท, พิมพ์ครั้งที่ ๓๘, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๔๗๙), หน้า ๔.
  • 9.
    ๕๕ ห้ามไม่ให้ประพฤติ ถ้าขืนทําลงไปจะขาดจากความเป็นภิกษุ ไม่เจริญก้าวหน้าในการประพฤติ พรหมจรรย์ได้แก่ไม่ให้เสพเมถุน ทั้งกับมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน ไม่ให้ลักขโมยสิ่งของของคน อื่น มีราคาเกิน ๕ มาสก หรือเทียบอัตราเงินไทย คือ ๑ บาท ไม่ให้ฆ่ามนุษย์ และไม่ให้พูดอวดคุณ วิเศษที่ไม่มีอยู่ในตัวเอง เช่น พูดว่า ได้บรรลุฌาน อภิญญา ได้บรรลุโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี เป็นต้น หลักการเพื่อนําไปพัฒนาตนเองให้เกิดความองอาจกล้าหาญ ได้แก่ เวสารัชชกรณธรรม ๕ ประการ คือ สัทธา ศีล พาหุสัจจะ วิริยารัมภะ ปัญญา16 ๑๗ อริยทรัพย์ ทรัพย์ภายใน ๗ ประการ คือ สัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ จาคะ ปัญญา17 ๑๘ อริยทรัพย์อีกนัยหนึ่ง คือ ๑) เป็นผู้ไม่มุ่งลาภ ๒) เป็นผู้ไม่มุ่งสักการะ ๓) เป็นผู้ไม่มุ่งชื่อเสียง ๔) เป็นผู้มีหิริ ๕) เป็นผู้มีโอตตัปปะ ๖) เป็นผู้ มักน้อย18 ๑๙ สรุปแล้วหลักการทั้งสองนี้แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนแรก เป็นข้อปฏิบัติ ส่วนที่ สอง เป็นข้อห้าม ระดับสังคมหรือระดับสงฆ์ พระองค์วางหลัก อปริหานิยธรรม คือหลักปฏิบัติเพื่อ ความเจริญของหมู่คณะ รายละเอียดของหมวดธรรมนี้ ได้แก่ ให้มีการประชุมปรึกษาหารือกันบ่อย ๆ เมื่อประชุมกันก็ให้พร้อมเพรียงกันหรือให้ประชุมพร้อมกันเลิกพร้อมกัน ไม่บัญญัติสิ่งที่พระ ศาสดาไม่บัญญัติ ไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว ให้พากันสมาทานศึกษาในสิกขาบทตามที่ได้ บัญญัติไว้ ให้เคารพยําเกรงพระเถระผู้มีพรรษายุกาลมากกว่า เชื่อฟังถ้อยคําของท่าน ปฏิบัติตามที่ ท่านแนะนําสั่งสอน ไม่ตกไปในอํานาจของตัณหาที่เกิดขึ้นในจิตใจ ให้ยินดีในการอยู่ป่าที่เหมาะ แก่การประพฤติปฏิบัติสมณธรรม ให้ตั้งความปรารถนาไว้ในใจว่า ขอให้เพื่อนพรหมจารีผู้มีศีลที่ ยังไม่มาสู่วัดหรือที่อยู่ของตนขอให้มา ที่มาแล้วขอให้อยู่อย่างมีความสุข1 9 ๒๐ หลักอปริหานิยธรรม อีกนัยหนึ่ง คือ ๑) สมบูรณ์ด้วยศีล ๒) คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๓) รู้จักประมาณในการ บริโภค ๔) ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่เนืองๆ20 ๒๑ อีกนัยหนึ่ง คือ ๑) ความเป็นผู้ไม่ชอบการ งาน ๒) ความเป็นผู้ไม่ชอบการพูดคุย ๓) ความเป็นผู้ไม่ชอบการนอนหลับ ๔) ความเป็นผู้ไม่ ๑๗ องฺ.ป�ฺจก. (ไทย) ๒๒/๑๕๘/๒๖๒. ๑๘ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๓๐/๓๓๑. ๑๙ องฺ.สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๑/๒. ๒๐ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๓๖/๘๑-๘๓, องฺ.สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๒๓/๓๗-๓๘. ๒๑ องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๓๗/๖๐.
  • 10.
    ๕๖ ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่ ๕) ความเป็นผู้ว่าง่าย๖) ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร (มิตรดี)2 1 ๒๒ หลัก สัปปุริสธรรม คือหลักปฏิบัติของสัตบุรุษ ได้แก่ การเป็นคนรู้จักกาลเทศะ รู้จักสถานที่ รู้จักบุคคลที่ ตนจะปฏิบัติต่ออย่างเหมาะสม เป็นต้น22 ๒๓ หลักสาราณียธรรม เป็นหลักธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยกัน อย่างมีความสุขไม่เอารัดเอาเปรียบกัน ให้อยู่ด้วยกันด้วยความรักความเมตตาต่อกัน เอื้อเฟื้อแก่กัน เป็นต้น23 ๒๔ ข. หลักการเพื่อคฤหัสถ์ หลักการเพื่อคฤหัสถ์แบ่งออกเป็น ๒ ระดับ คือ ระดับปัจเจกบุคคลและระดับสังคม ซึ่ง ทั้ง ๒ ระดับนี้ใช้หลักการพัฒนาอย่างเดียวกัน คือ ศีล ๕ ได้แก่ การไม่ทําร้าย เบียดเบียนกัน ไม่ลัก ขโมยทรัพย์สินของกัน ไม่ละเมิดสิทธิในคนรักของคนอื่น ไม่พูดโกหกหลอกลวงกัน ไม่หมกมุ่น กับการเสพสิ่งมึนเมาต่างๆ มีสุราเมรัย เป็นต้น2 4 ๒๕ ฆราวาสธรรม หลักธรรมที่ผู้อยู่ครองเรือนควร ประพฤติ ได้แก่ สัจจะ ความซื่อสัตย์ต่อกันระหว่างสามีกับภรรยา บิดามารดากับบุตร นายกับ ลูกน้อง เพื่อนกับเพื่อน เป็นต้น ทมะ และขันติ ความอดทน อดกลั้น ต่อความลําบากทางกาย และ ทางใจ จาคะ การสละแบ่งปันสิ่งของ ทรัพย์สินเงินทอง ที่ควรจะแบ่งปันแก่กัน ตลอดจนสละ อารมณ์ที่ทําให้จิตใจเศร้าหมอง ขุ่นมัว ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา2 5 ๒๖ สังคหวัตถุ วัตถุเป็นเครื่อง สงเคราะห์กันและกัน ได้แก่ การให้ทาน การพูดจาด้วยถ้อยคําไพเราะ ใช้วจีสุจริต เว้นวจีทุจริต อัตถจริยา การทําประโยชน์แก่กัน สมานัตตตา วางตนให้พอเหมาะพอควรแก่ฐานะ ไม่หลงระเริง เมื่อประสบความสําเร็จ ไม่เศร้าโศกเซื่องซึมเมื่อผิดหวัง26 ๒๗ ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ หลักการเพื่อ ประโยชน์ในปัจจุบันคือในชาตินี้ ประกอบด้วย อุฏฐานสัมปทา ความขยัน ในการประกอบอาชีพ การงาน อารักขสัมปทา รู้จักรักษาทรัพย์ที่หามาได้ กัลยาณมิตตตารู้จักคบมิตรหรือคบเพื่อน สมชีวิตา เลี้ยงชีพให้พอประมาณแก่ฐานะ ไม่ฟุ่มเฟือยฟุ้ งเฟ้ อเกินไป และไม่ประหยัดมัธยัสถ์จนทําให้ตน และคนใกล้ชิดลําบาก27 ๒๘ สัมปรายิกัตถประโยชน์ ประโยชน์ในภายหน้าหรือประโยชน์ที่จะได้รับ เมื่อตายไปแล้ว หลักในพระพุทธศาสนาสอนว่า ชาติหน้ามีจริง สิ่งจะติดตามผู้ที่ตายไปแล้วคือบุญ ๒๒ องฺ.ฉกฺก. (ไทย) ๒๒/๒๒/๔๕๒-๔๕๓. ๒๓ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๓๐/๓๓๓. ๒๔ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๙๒/๕๓๑-๕๓๒, ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๕๔/๕๙-๖๐. ๒๕ สํ.สฬา. (ไทย) ๑๘/๓๐๓/๓๒๕. ๒๖ สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๒๔๖/๓๕๔. ๒๗ ขุ.ชา. (ไทย) ๒๘/๑๗๘/๘๓. ๒๘ องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๓/๕๔/๓๔๐-๓๔๑.
  • 11.
    ๕๗ กุศลที่เคยทําไว้ตั้งแต่ตอนยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นพระองค์จึงวางหลักสัมปรายิกัตถประโยชน์ไว้เพื่อเป็น ทรัพย์สินที่ผู้ตายไปจะได้รับ ได้แก่สัทธา ศีล จาคะ ปัญญา28 ๒๙ เมื่อกล่าวโดยสรุป หลักการทั้งสองนี้ ใช้หลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา โดย แบ่งเป็น ๓ ระดับ ดังที่กล่าวแล้ว ต่อไปนี้จะได้กล่าวถึงรายละเอียดของการพัฒนาทั้ง ๓ ขั้นนี้ โดยสังเขปดังนี้ (๑). ขั้นพื้นฐาน (ศีล) การพัฒนาสังขารระดับพื้นฐาน คือ การพัฒนาขั้นศีลธรรม จริยธรรม ได้แก่การพัฒนา พฤติกรรมทางกาย วาจา ใจ ให้เป็นไปในทางที่เหมาะสมแก่ฐานะของตน เช่น การพัฒนาพฤติกรรม ของนักเรียนให้เป็นคนมีระเบียบวินัยในการเข้าห้องเรียนตามเวลา การตั้งใจฟังครูสอน ไม่เล่น ซุกซนในขณะที่ครูสอน ไม่ส่งเสียงดัง รู้จักการใช้ถ้อยคําที่เหมาะสมกับคนที่ตัวเองสื่อสารด้วย เช่น พูดกับพ่อแม่ ครู อาจารย์ เพื่อน ฝูง เป็นต้น การพัฒนาจิตใจให้เป็นคนอ่อนน้อม อ่อนโยน มี เมตตา กรุณา ต่อคนอื่น สัตว์อื่น ไม่เบียดเบียนตนเองและคนอื่น การพัฒนาสังขารระดับนี้ เป็นการพัฒนามุ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์จากสัตว์ ทั่วไป กล่าวโดยทั่วไป มนุษย์และสัตว์ต่างมีสิ่งหนึ่งร่วมกันคือสัญชาตญาณ การที่มนุษย์แตกต่าง จากสัตว์อื่นๆ ก็คือรู้จักว่าอะไรชั่ว หรือดี หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็มีศีลนั่นเอง ดังนั้นเป้ าหมายระดับนี้ จึงมุ่งที่จะพัฒนาพฤติกรรมของมนุษย์ให้เป็นไปในทางดีงาม มีการดํารงชีพในทางที่สุจริต มี ระเบียบวินัยมีกิริยามารยาทงดงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้ าหมายของพฤติกรรมระดับศีลนี้ เน้นการ ไม่เบียดเบียนหรือการอยู่ร่วมกันด้วยดีโดยสงบสุขในสังคม กล่าวคือ การไม่ประทุษร้ายต่อชีวิตและ ร่างกาย การไม่ละเมิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของกันและกัน การไม่ละเมิดต่อของรัก ไม่ประทุษร้าย จิตใจลบหลู่เกียรติทําลายวงศ์ตระกูลของกันและกัน การไม่หักรานลิดรอนผลประโยชน์กันด้วยวิธี ประทุษร้ายทางวาจา และการไม่ซํ้าเติมตนเองด้วยสิ่งเสพติด ซึ่งทําให้เสื่อมทรามเสียสติสัมปชัญญะ ที่เป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งป้ องกันจากความผิดพลาดเสียหายและคุ้มตัวไว้ในคุณความดี นอกจากนี้ เป้ าหมายของพฤติกรรมระดับนี้ ยังเน้นให้บุคคลรู้จักพยายามฝึกตนเพิ่มขึ้นในด้านการงดเว้นสิ่ง หรูหราฟุ่มเฟือย บํารุงบําเรอปรนเปรอความสุขต่างๆ และหัดให้เป็นคนอยู่อย่างเรียบง่าย ด้วยการ รักษาอุโบสถ ถือศีล ๘ ตลอดจนศีล ๑๐ ประการ ตามโอกาส หรือปฏิบัติในทางบวก เช่น ขวนขวาย ช่วยเหลือรับใช้ร่วมมือและบริการต่างๆ (ไวยาวัจกรรม)๓๐ ๒๙ องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๓/๕๔/๓๔๓-๓๔๔. ๓๐ พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺโต), พุทธธรรม, (ฉบับปรับปรุงและขยายความ), หน้า ๕๙๗.
  • 12.
    ๕๘ (๒). ขั้นกลาง (สมาธิ) การพัฒนาสังขารระดับกลางคือ การพัฒนาพฤติกรรมที่สูงขึ้นมาอีกหน่อย สามารถ เป็นแบบอย่างแก่คนอื่นได้ เป็นการพัฒนาสังขารในส่วนของ สติ ปัญญา จนนําสติ ปัญญามาใช้ใน การประกอบกิจการงานต่างๆ ให้บรรลุความสําเร็จตามที่ตนปรารถนาได้ และในขณะเดียวกันก็ให้ เป็นไปเพื่อความเจริญทั้งแก่ตนเองและคนอื่นด้วย ไม่ใช่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองและคนอื่น การพัฒนาสังขารระดับนี้ ทําให้รู้จักอดทน อดกลั้น ข่มจิตตนเอง ไม่ให้ลุแก่อํานาจของกิเลส ปรับตัวเองให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ดําเนินชีวิตตามหลักของอริยมรรค ในฝ่ายของสมาธิ คือ สัมมาวายามะ มีความพากเพียรชอบ คือใฝ่ศึกษาหาความรู้และประสบการณ์ต่างๆ ให้ตัวเอง ประกอบอาชีพที่สุจริต สัมมาสติ มีความระลึกชอบ คือหมั่นฝึกฝนอบรมตนให้เป็นคนตื่นตัวอยู่ เสมอไม่เป็นคนเฉื่อยชาจับจดเซื่องซึมสัมมาสมาธิ มีความตั้งใจมั่นชอบ คือมีความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อ ต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้นในชีวิต ไม่รอให้โชคหรือวาสนาช่วย แต่เป็นผู้สร้างโชคและวาสนาขึ้นมาเอง (๓). ขั้นสูง (ปัญญา) การพัฒนาสังขารระดับนี้มุ่งเน้นให้พฤติกรรมของบุคคลมีความประณีตด้านภายในมาก ขึ้น หลังจากเป้ าหมายระดับศีลช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านกายหรือภายนอกแล้ว กล่าวคือ ให้ รู้จักปรับปรุงพฤติกรรมของตนเอง ด้วยการอบรมจิตใจให้เจริญขึ้นด้วยคุณธรรมต่างๆ ให้เข้มแข็ง มั่นคงหนักแน่น และให้มีปัญญารู้เท่าทันความเป็นไปของสังขาร หรือพูดอีกนัยหนึ่งว่ารู้เท่าทันโลก และชีวิต หรือมีโลกทัศน์และชีวทัศน์ที่ถูกต้อง นอกจากนี้เป้ าหมายของการแสดงพฤติกรรมระดับ ปัญญา ยังอยู่ที่การให้เพียรละกิเลส เพียรอบรมปลูกฝังกุศลธรรม โดยดําเนินตามหลักทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) มีสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ สัมมาสังกัปปะ ความดําริชอบ ที่เป็นหมวดปัญญา ในอริยมรรคมีองค์๘ ประการ ซึ่งเป็นวิธีการและข้อปฏิบัติที่เน้นสําหรับการฝึกฝนจิตและปัญญาคือ การแสวงหาปัญญาและชําระจิตใจด้วยการสดับธรรม (รวมทั้งอ่าน) ที่เรียกว่าธรรมสวนะ การแสดง ธรรม สนทนาธรรม การแก้ไขปลูกฝังความเชื่อ ความเห็น ความเข้าใจให้ถูกต้อง การเจริญเมตตา และการควบคุมขัดเกลากิเลส เป็นต้น อีกนัยหนึ่ง การพัฒนาสังขารระดับสูง คือการพัฒนาสังขารที่จัดอยู่ในหมวด พลธรรม ๕ หรืออินทรีย์๕ ประกอบด้วย สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา3 0 ๓๑ การพัฒนาขั้นนี้ไม่ได้มุ่งถึงความ ถูกต้องหรือความผิดของพฤติกรรมแต่เป็นการพัฒนาเพื่อมุ่งความหลุดพ้นจากขันธ์ ๕ โดยเน้นการ ๓๑ สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๔๗๑-๔๘๐/๒๘๒-๒๙๑.
  • 13.
    ๕๙ พัฒนาสติเป็นตัวนํา รูปแบบของการพัฒนาสังขารในระดับนี้ใช้หลักสติปัฏฐาน ๔เป็นแกนกลาง โดยใช้ฝึกสติให้รู้เท่าทันอาการที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หรือกําหนดรู้อารมณ์ปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การแยกพูดเป็น ๓ เรื่อง ๓ ระดับนี้ไม่ได้หมายความว่าแยกปฏิบัติกันอย่าง เด็ดขาด เช่น ในขั้นต้นไม่ต้องปฏิบัติสมาธิและปัญญาเลย ที่จริง ยังต้องปฏิบัติอยู่เพียงแต่เป็นการ ปฏิบัติในระดับน้อยหรือระดับตํ่า ทั้งนี้เป็นเพราะการปฏิบัติที่ถูกต้อง จําต้องอาศัยหลักธรรมหลาย อย่างมา เสริมกัน ๓.๓.๒ ขั้นโลกุตตระ การพัฒนาสังขารในขั้นนี้พระพุทธองค์เน้นการบรรลุธรรมเป็นหลัก มีทั้งฆราวาสและ บรรพชิตที่มีอินทรีย์แก่กล้าสามารถฟังธรรมหรือปฏิบัติธรรมแล้วบรรลุคุณธรรมเบื้องสูง ขั้นนี้ พระองค์ทรงวางหลักของไตรสิกขาเหมือนกัน แต่เป็นไตรสิกขาในขั้นสูงกว่าหลักไตรสิกขาขั้นสูง หรือขั้นอุกฤษฏ์ เป็นไตรสิกขาในอริยวินัย เช่น หลักของศีล ได้แก่ จาตุปาริสุทธิศีล ๔ ประการ หลักของสมาธิ ได้แก่ กรรมฐาน ๔๐ อย่าง หลักของปัญญา ได้แก่ วิปัสสนาภาวนา หรือวิปัสสนา กรรมฐาน รายละเอียดของหลักการเหล่านี้จะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป ๓.๔ การพัฒนาสังขารตามหลักไตรสิกขา หลักไตรสิกขา ถือว่าเป็นหัวใจสําคัญของระบบการศึกษาทางด้านพระพุทธศาสนาที่ พระพุทธองค์ได้วางเอาไว้มีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา บ้าง เรียกสั้นๆ ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา บ้าง หลักเหล่านี้พระพุทธองค์วางไว้เพื่อให้สาวกนําไปฝึกฝน พัฒนาตนเอง เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสทั้งหลายที่หมักดองอยู่ในสันดานตน โดยตั้งอยู่บน พื้นฐานทางสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทา ภิกษุผู้ไม่สมาทานศึกษาไตรสิกขา พระพุทธองค์ตรัสว่า เปรียบเหมือนลาในฝูงโค พระองค์ทรงอธิบายว่า ลาเดินตามฝูงโคไปข้างหลังพลางร้องว่า เราเป็นโค เราเป็นโค แต่เสียงของมัน ตัวของมัน รอยเท้าของมันก็ยังเป็นลาอยู่ ฉันใด ภิกษุผู้ไม่ได้สมาทาน ศึกษาในไตรสิกขาคืออธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา แม้จะเดินไปตามหลังหมู่ภิกษุและ ปฏิญาณตนว่า เราเป็นภิกษุ เราเป็นภิกษุ แต่เขาก็ไม่ได้สมาทานศึกษาอธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา เหมือนภิกษุอื่น เพียงแต่ติดตามไปข้างหลังเท่านั้น ฉันนั้น31 ๓๒ เนื้อความจากพระสูตร นี้แสดงให้เห็นว่า ความเป็นภิกษุจะสมบูรณ์ได้หรือเป็นภิกษุตามพุทธประสงค์ต้องสมาทานศึกษา ตามหลักไตรสิกขาตามสติปัญญาของตน ๓๒ องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๘๓/๓๐๙.
  • 14.
    ๖๐ ดังนั้น เพื่อให้เข้าใจการพัฒนาสังขารตามหลักไตรสิกขาดังกล่าวนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นจะ ได้ศึกษาในรายละเอียดของแต่ละสิกขาไปตามลําดับ ๓.๔.๑ การพัฒนาสังขารตามหลักศีล ศีลเป็นหลักเบื้องต้นในการฝึกหัดกาย วาจา ใจ ให้เรียบร้อย ในพระพุทธศาสนา มีคน หลายวรรณะเข้ามาบวชเป็นสาวก แต่ละคนล้วนแต่มีวิชาความรู้แตกต่างกัน ได้รับการฝึกฝนอบรม มาต่างกัน ถ้าแต่ละคนปฏิบัติตามลัทธิเดิมของตน ก็จะทําให้หมู่คณะที่อยู่ร่วมกันไม่เป็นระเบียบ เพราะต่างคนต่างทําในสิ่งที่ตนเคยปฏิบัติมา เพื่อความมีระเบียบเรียบร้อยของหมู่คณะพระพุทธองค์ จึงทรงบัญญัติข้อที่พระสาวกต้องปฏิบัติและพึงปฏิบัติร่วมกัน เรียกว่า พระวินัย หรือ ศีล ซึ่งรวมทั้ง ที่เป็นสิกขาบทและข้อวัตรต่างๆ เมื่อพระสาวกได้รับการฝึกหัด กาย วาจา ใจ ให้เป็นไปในทิศทาง เดียวกันแล้ว ก็ทําให้หมู่คณะเป็นอยู่เรียบร้อยสวยงาม เป็นที่เลื่อมใสของผู้พบเห็น เมื่อหมู่คณะเป็น ระเบียบเรียบร้อยแล้วจะฝึกสอนเรื่องใดๆ ผู้แนะนําสั่งสอนก็ทําได้ง่าย และผู้เรียนที่มีระเบียบวินัย เรียนด้วยความเคารพและตั้งใจย่อมเข้าใจในสิ่งที่เรียนได้ง่าย ศีลจึงเป็นพื้นฐานสําคัญในการพัฒนา สังขาร ในพลสูตร พระพุทธองค์ทรงเปรียบศีลเหมือนแผ่นดินเป็นที่ยืนของบุคคลผู้ที่จะทํางานด้วย กําลังให้สําเร็จลุล่วงตามความปรารถนา ดังพระพุทธพจน์ว่า “ภิกษุทั้งหลาย การงานที่พึงทําด้วย กําลังทั้งหมด บุคคลต้องอาศัยแผ่นดิน ดํารงอยู่บนแผ่นดินจึงทําได้ แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น เหมือนกัน อาศัยศีล ดํารงอยู่ในศีลแล้ว เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ทําอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้มาก”๓๓ ศีลเป็นเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย3 3 ๓๔ สังขารที่จัดอยู่ในหมวดศีล คือ วิรัติเจตสิก ๓ ประการ ได้แก่ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ซึ่งสังขารเหล่านี้จัดอยู่ในอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ สงเคราะห์เข้าในอธิศีลสิกขา เมื่อสังขารเหล่านี้ได้รับการพัฒนาแล้ว เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ สังขารเหล่าอื่นที่อยู่ในองค์มรรคนอกนี้ได้รับการพัฒนาไปด้วย สังขารเหล่านี้พระพุทธองค์เปรียบ เหมือนแสงอรุณของพระอาทิตย์ในยามเช้า ดังเนื้อความที่ปรากฏในสีลสัมปทาทิสุตตปัญจกะว่า “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อดวงอาทิตย์กําลังจะอุทัย ย่อมมีแสงอรุณขึ้นมาก่อน เป็นบุพนิมิต ฉันใด สีล สัมปทา34 ๓๕ ก็เป็นตัวนํา เป็นบุพนิมิตเพื่อความเกิดขึ้นแห่งอริยมรรค มีองค์๘ ฉันนั้น”๓๖ พระองค์ยัง ๓๓ สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๑๔๙/๗๘. ๓๔ สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๓๘๑-๓๘๓/๒๓๖-๒๓๙. ๓๕ สีลสัมปทา(ความถึงพร้อมด้วยศีล)ในที่นี้หมายถึงปาริสุทธิศีล ๔;สํ.ม.อ.(บาลี)๓/๔๙-๖๒/๑๙๖) ๓๖ สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๕๐-๕๔/๔๔.
  • 15.
    ๖๑ ตรัสต่อไปว่า ผู้ที่มีศีลบริบูรณ์คุณธรรมเหล่านี้คือ ฉันทะอัตตะ ทิฏฐิ อัปปมาทะ ก็จะบริบูรณ์ด้วย3 6 ๓๗ ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยศีลย่อมไม่ประสบภัยอันตรายจากการสํารวมในศีล เปรียบเหมือนกษัตริย์ผู้ได้รับ มูรธาภิเษกเป็นพระราชา กําจัดข้าศึกได้แล้ว ย่อมไม่ประสบภัยอันตรายจากข้าศึก ภิกษุผู้สมบูรณ์ ด้วยอริยสีลขันธ์ย่อมเสวยสุขอันไม่มีโทษในภายใน37 ๓๘ ในอัสสลายนสูตร กล่าวถึงมาณพ ๒ คนเป็น พี่น้องกัน คนหนึ่งได้รับการศึกษาดี แต่เป็นคนทุศีล คนหนึ่งไม่ได้รับการศึกษาแต่เป็นคนมีศีล คนที่ มีศีลจะได้รับการเชื้อเชิญให้บริโภคก่อนในงานเลี้ยงต่างๆ มีงานเลี้ยงของผู้มีศรัทธาเป็นต้น38 ๓๙ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นความสําคัญของศีล ต่อไปนี้จะได้ศึกษารายละเอียดของสังขาร ทั้ง ๓ อย่างนี้ คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ต่อไป ก. การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาวาจา สัมมาวาจาคือเจตนาเป็นเหตุเว้นจากมุสาวาท(พูดเท็จ) เจตนาเป็นเหตุเว้นจากปิสุณาวาจา (พูดส่อเสียด) เจตนาเป็นเหตุเว้นจากผรุสวาจา (พูดคําหยาบ) เจตนาเป็นเหตุเว้นจากสัมผัปปลาปะ (พูดเพ้อเจ้อ)๔๐ จากพระพุทธพจน์ตรงนี้ทําให้ทราบว่า การพัฒนาสัมมาวาจาก็คือ พัฒนาตัวเจตนา ซึ่งเป็นตัวนําไปสู่การพูดจริง พูดคํามีสาระ สุภาพอ่อนโยน เป็นคําพูดที่ประกอบด้วยประโยชน์ทั้ง สองฝ่ายคือทั้งผู้พูดและผู้ฟัง บางครั้งอาจจะมีการพูดถ้อยคําที่เลี่ยงความจริงบ้างแต่ก็เพียงเพื่อให้ ผู้ฟังได้รับประโยชน์เท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น การที่พระพุทธองค์ใช้คําพูดที่เป็นอุบายให้พระนันทะ พระอนุชาต่างพระมารดา คลายความคิดถึงเจ้าสาวที่รอคอยอยู่ด้วยรับรองว่าจะนํานางฟ้ ามาเป็น ภรรยา ถ้าลืมเรื่องเจ้าสาวและตั้งใจปฏิบัติธรรม ทําให้พระนันทะตั้งใจปฏิบัติสมณธรรมจนได้ บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์40 ๔๑ การใช้คําพูดเลี่ยงอย่างนี้ไม่จัดว่าเป็นการพูดมุสา หรือพูดเท็จเพราะ ไม่ได้มุ่งหมายให้ผู้ฟังเสียประโยชน์แต่เป็นความมุ่งหวังให้ผู้ฟังได้ประโยชน์ จัดเป็นสัมมาวาจาได้ ตัวอย่างการใช้อุบายลักษณะเช่นนี้ปรากฏอยู่ในคัมภีร์อรรถกถาธรรมบทหลายแห่ง เช่น เรื่อง นาง ๓๗ สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๕๐-๕๔/๔๔, ฉันทสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยฉันทะ) ในที่นี้หมายถึงความ พอใจคือความต้องการที่จะทําความดี, อัตตสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยตน) ในที่นี้หมายถึงความเป็นผู้มีจิต สมบูรณ์, ทิฏฐิสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ) ในที่นี้หมายถึงความถึงพร้อมด้วยญาณ, อัปปมาทสัมปทา (ความ ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท) ในที่นี้หมายถึงความถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท อันเป็นเหตุให้บรรลุธรรม; สํ. ม.อ. ๓/๔๙-๖๒/๑๙๖. ๓๘ ที.สี. (ไทย) ๙/๔๐๑/๑๗๐. ๓๙ ดูรายละเอียดใน ม.ม. (ไทย) ๑๓/๔๐๙/๕๑๑. ๔๐ ที.ม.(ไทย) ๑๐/๔๐๒/๓๓๕-๓๓๖, สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๘/๑๑, อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๒๐๕/๑๗๒. ๔๑ ดูรายละเอียดใน ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑/๖๓-๖๙.
  • 16.
    ๖๒ กีสาโคตรมี ที่บุตรชายเสียชีวิต แต่นางไม่ยอมรับว่าลูกเสียชีวิตจึงพยายามจะหาหมอและยาที่ สามารถรักษาลูกของตนให้ฟื้นคืนได้จนในที่สุดได้มาพบพระพุทธเจ้า พระองค์จึงใช้อุบายให้นาง ไปนําเอาเมล็ดพันธ์ผักกาดจากบ้านที่ไม่เคยมีคนตายมาปรุงยา แต่นางก็หาไม่ได้และได้สติกลับคืน มาเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์จึงแสดงพระธรรมเทศนาให้ฟัง นางได้ฟังแล้วคลายความเศร้าโศก เพราะบุตรลงได้ แล้วขออุปสมบทเป็นภิกษุณี อยู่ต่อมานางก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์4 1 ๔๒ อีกเรื่อง หนึ่ง คือ เรื่องโจรเคราแดง โจรคนนี้เคยฆ่าคนมามากเพราะได้รับตําแหน่งเพชฌฆาต ต่อมาทางการ ให้เกษียณอายุเพราะร่างกายอ่อนกําลังลงไม่สามารถจะประหารโจรให้ตายด้วยการฟันคอครั้งเดียว เหมือนเมื่อก่อนต้องฟันซํ้าหลายครั้งทําให้ผู้ถูกประหารทรมาน เมื่อได้ฟังธรรมจากพระสารีบุตรเถระ ก็ไม่ สามารถรวบรวมสมาธิให้เป็นหนึ่งได้เพราะคิดถึงแต่บาปกรรมคือการฆ่าคนที่ตนทํามาเป็น เวลายาวนาน พระเถระจึงใช้คําพูดเป็นอุบายเพื่อให้เขาคลายความวิตกกังวลด้วยการถามว่า ที่ฆ่าคน เป็นจํานวนมากนั้นเขาฆ่าเองหรือมีคนอื่นสั่งให้ฆ่า เขาตอบว่า มีคนอื่นสั่งให้ฆ่า พระเถระจึงกล่าว ว่า ถ้าคนอื่นสั่งให้ฆ่าก็ไม่เป็นบาป คําพูดของพระเถระทําให้เขาดีใจว่า ตนไม่เป็นบาปจึงเริ่มมี สมาธิตั้งใจฟังธรรม จนได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน42 ๔๓ จากตัวอย่างทั้ง ๓ เรื่องนี้ จะเห็นว่า สัมมาวาจาเป็นวาจาที่มุ่งประโยชน์แก่ผู้ฟังถึงแม้ว่า คําพูดนั้นจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในเบื้องต้นแต่ก็ทําให้ผู้ฟังคลายความเศร้าโศก ความวิตกกังวลได้ ต่างจากมิจฉาวาจา ที่มุ่งให้ผู้ฟังเสียประโยชน์ ถึงแม้คําพูดนั้นจะเป็นคําพูดที่สุภาพอ่อนโยนด้วยลีลา และนํ้าเสียงของผู้พูดแต่มีเจตนาร้ายต่อผู้ฟัง เช่น มีเจตนาจะฆ่าใครสักคนหนึ่งให้ตายไป สั่งให้คน อื่นฆ่าเขาโดยใช้คําสุภาพอ่อนโยนว่า ช่วยทําให้เขานอนอย่างสบายเถิด คําพูดอย่างนี้จัดเป็นมิจฉาวาจา สัมมาวาจา มีทั้งระดับต้นและระดับสูง ตัวอย่างดังกล่าวมานั้นจัดเป็นสัมมาวาจาระดับต้น ส่วน สัมมาวาจาระดับสูง ได้แก่ สัมมาวาจาในองค์มรรค คือวิรตีสัมมาวาจา การงดเว้นจากวจีทุจริต ๔ อย่างโดยเด็ดขาด4 3 ๔๔ เป็นสัมมาวาจาในขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน หมายความว่า ในขณะที่ ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน การใช้วาจา บริกรรมกรรมฐาน เช่น พองหนอ ยุบหนอ ปวดหนอ คิด หนอ เป็นต้น จัดเป็นสัมมาวาจาในองค์มรรคเพราะเป็นวาจากําหนดอารมณ์ปรมัตถ์ สัมมาวาจาเป็น ๔๒ ดูรายละเอียดใน ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑/๒๑๖-๒๑๙. ๔๓ ดูรายละเอียดใน ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑/๒๑๖-๒๑๙. ๔๔ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ),วิปัสสนากรรมฐาน ภาค ๒ : ว่าด้วย มหาสติปัฏฐาน, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ บริษัท สหธรรมิก จํากัด, ๒๕๔๘), หน้า ๕๖๑.
  • 17.
    ๖๓ เรื่องของเจตนาเป็นเหตุงดเว้น ไม่ได้มุ่งถึงการพูดคําจริงและคําที่มีประโยชน์ซึ่งเป็นพฤติกรรมทาง กายและวาจาที่แสดงออกมาในภายนอก44 ๔๕ จากเนื้อหาสาระที่ได้ศึกษามานี้สรุปได้ว่า การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาวาจา๒ ระดับนี้สามารถพัฒนาได้ดังนี้ คือ การพัฒนาสัมมาวาจาระดับต้น ได้แก่ การงดเว้นจากวจีทุจริต ๔ อย่างแล้วเจริญวจีสุจริต ๔ รวมถึงการใช้กุศโลบายต่างๆ เพื่อช่วยให้ผู้ฟังได้รับประโยชน์ด้วย ส่วน การพัฒนาสัมมาวาจาระดับสูง ได้แก่ การใช้วาจาบริกรรมบทพระกรรมฐานขณะเจริญวิปัสสนา กรรมฐาน เช่น การบริกรรมว่า พองหนอ ยุบหนอ คิดหนอ ปวดหนอ เป็นต้น ข. การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมากัมมันตะ สัมมากัมมันตะ คือ เจตนาเป็นเหตุเว้นจากปาณาติบาต (การฆ่าสัตว์) เจตนาเป็นเหตุเว้น จาก อทินนาทาน (การลักทรัพย์) เจตนาเป็นเหตุเว้นจากอพรหมจรรย์(พฤติกรรมอันเป็นข้าศึกต่อ พรหมจรรย์)๔๖ จากพระพุทธพจน์ตรงนี้จะเห็นว่า สัมมากัมมันตะ มีนัยคล้ายกันกับสัมมาวาจา มุ่งเอาตัวเจตนาเป็นตัวนําไปสู่การงดเว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน และอพรหมจรรย์ พระพุทธ พจน์ที่ยกมานี้ต่างกันจากพระพุทธพจน์ในมหาสติปัฏฐานสูตรและในสัจจวิภังคสูตร เล็กน้อย กล่าวคือ ในพระสูตรทั้งสองนี้ สองข้อแรกมีความหมายเหมือนกัน ส่วนข้อที่ ๓ เป็นเจตนาเป็นเหตุ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม4 6 ๔๗ เมื่อพิจารณาแล้วพระสูตรเหล่านี้พระองค์คงจะเน้นไปที่ผู้ฟัง เป็นสําคัญเพราะในมหาสติปัฏฐานสูตร พระองค์ตรัสแก่ชาวกุรุที่เป็นผู้ครองเรือน ส่วนในวิภังคสูตร พระองค์ตรัสแก่หมู่ภิกษุ ตามพระวินัยแล้วภิกษุไม่สามารถจะเสพเมถุนอยู่แล้ว พระองค์จึงได้ตรัส ให้เว้นจากอพรหมจรรย์เลย แต่ชาวบ้านทั่วไปยังสามารถมีเพศสัมพันธ์กับภรรยา หรือสามีของตน อยู่เพียงแต่ห้ามไม่ให้ประพฤติล่วงเกินภรรยาหรือสามีของคนอื่นเท่านั้น ส่วนคัมภีร์วิภังค์47 ๔๘ ไม่ได้ ปรารภบุคคลประเภทไหน แต่เนื้อความเหมือนกับในมหาสติปัฏฐานสูตรและสัจจวิภังคสูตร จาก หลักฐานตรงนี้พระองค์คงจะเน้นไปที่ประชาชนทั่วไปเป็นหลัก เพราะถ้าคนทั่วไปไม่งดเว้นข้อนี้จะ ทําให้สังคมวุ่นวายไม่สงบ เมื่อจิตใจหวาดระแวงก็จะทําให้การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นไปได้ ยาก ไม่สามารถบรรลุผลตามที่ต้องการ ๔๕ วัชระ งามจิตรเจริญ, พุทธศาสนาเถรวาท, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๒), หน้า ๔๐๐. ๔๖ สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๘/๑๑. ๔๗ ที.ม.(ไทย) ๑๐/๔๐๒/๓๓๕-๓๓๖, ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๓๗๕/๔๒๒,อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๒๐๕/๑๗๒. ๔๘ อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๒๐๕/๑๗๒.
  • 18.
    ๖๔ สัมมากัมมันตะมีทั้งระดับเบื้องต้นและระดับสูง ในระดับเบื้องต้นหมายถึงการทําความ ดีทางกายและการเว้นจากกายทุจริต ๓คือ การไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ และการไม่ประพฤติผิดใน กาม ซึ่งเป็นศีล ๓ ข้อแรกในศีล ๕ และถ้าถือศีล ๘ ก็จะต้องงดเว้นอพรหมจรรย์(การปฏิบัติอันเป็น ข้าศึกต่อพรหมจรรย์) คือการงดเว้นเรื่องเพศสัมพันธ์อย่างเด็ดขาด กล่าวโดยย่อสัมมากัมมันตะก็คือ การทํากายสุจริตและการงดเว้นกายทุจริต4 8 ๔๙ และวิรตีสัมมากัมมันตะ จัดเป็นระดับสูง คือจัดเป็น สัมมากัมมันตะในองค์มรรค4 9 ๕๐ สัมมากัมมันตะระดับสูงมุ่งการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นหรือการ ทําลายกิเลสอย่างจริงจัง50 ๕๑ เพราะในขณะเจริญวิปัสสนากรรมฐานผู้ปฏิบัติย่อมงดเว้นจากกายทุจริต ๓ อย่างเหล่านี้โดยปริยายอยู่แล้ว51 ๕๒ วิรตีสัมมากัมมันตะ มีรายละเอียดที่ควรศึกษาเพิ่มเติมคือคําว่า วิรตี หรือ วิรัติ ซึ่งแปลว่า งดเว้น มีอยู่๓ อย่าง คือ สัมปัตตวิรัติ สมาทานวิรัติ และสมุจเฉทวิรัติ สัมปัตตวิรัติ ได้แก่ งดเว้นใน ขณะที่ประจวบเข้า หมายความว่า ได้พบวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งการละเมิดศีลเข้า แต่ไม่ละเมิด ยกตัวอย่าง เช่น นาย ก. เดินไปพบสิ่งของที่เขาวางไว้ไม่มีเจ้าของเฝ้าอยู่สามารถหยิบเอามาเป็นของ ตนได้ แต่ไม่ทําเพราะเกรงว่าศีลจะขาด ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า สัมปัตตวิรัติ สมาทานวิรัติ ได้แก่ การงดเว้นด้วยการสมาทาน คือเมื่อได้สมาทานศีลแล้ว ก็ไม่ละเมิด ศีลข้อนั้นๆ เช่น นาย ก. ได้สมาทานศีลข้ออทินนาทานแล้ว เดินไปพบสิ่งของที่เขาวางไว้ ไม่มี เจ้าของเฝ้าอยู่ สามารถหยิบเอามาเป็นของตนได้ แต่ไม่ทําเพราะได้สมาทานศีลข้อนี้แล้ว สมุจเฉทวิรัติ งดเว้นโดยเด็ดขาด ได้แก่ งดเว้นเพราะอํานาจอริยมรรค ซึ่งเกิดจากการ เจริญวิปัสสนากรรมฐานจนถึงมรรคญาณอย่างเดียวเท่านั้น5 2 ๕๓ วิรตีสัมมากัมมันตะ จัดเป็น สัมมากัมมันตะในองค์มรรคได้ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับวิรัติทั้ง ๓ อย่างนี้ สมุจเฉทวิรัตินี้เท่านั้นจึง จัดเป็นองค์มรรคได้เพราะในบุพพภาคมรรคได้ปรมัตถ์เป็นอารมณ์ ในอริยมรรคก็มีนิพพานเป็น อารมณ์53 ๕๔ ๔๙ วัชระ งามจิตรเจริญ, พุทธศาสนาเถรวาท, พิมพ์ครั้งที่ ๒, หน้า ๔๐๑. ๕๐ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ), อุดมวิชา, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท สหธรรมิก จํากัด, ๒๕๓๙), หน้า ๘๑. ๕๑ วัชระ งามจิตรเจริญ, พุทธศาสนาเถรวาท, พิมพ์ครั้งที่ ๒, หน้า ๔๐๑. ๕๒ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๔๐๑. ๕๓ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ), คําบรรยายวิปัสสนากรรมฐาน, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท ประยูรวงศ์พริ้นท์ติ้ง จํากัด, ๒๕๓๙), หน้า ๑๐๔๖. ๕๔ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๐๔๖.
  • 19.
    ๖๕ จากเนื้อความที่ได้ศึกษามานี้พอสรุปเป็ นแนวทางการพัฒนาสังขารตามแนว สัมมากัมมันตะได้ดังนี้คือ การพัฒนาสัมมากัมมันตะระดับต้นได้แก่ การงดเว้นจากกายทุจริต ๓ คือ การไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม แล้วเจริญกายสุจริต ๓ อย่างที่ตรงกันข้ามกับ กายทุจริต ๓ นี้ หรือการปฏิบัติตามวิรัติ ๒ อย่างเบื้องต้น คือ สัมปัตตวิรัติ งดเว้นในขณะที่ประสบ กับวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งการล่วงละเมิด และสมาทานวิรัติ งดเว้นด้วยอํานาจของการสมาทาน ส่วนการพัฒนาสัมมากัมมันตะในระดับสูงคือการงดเว้นกายทุจริตเจริญกายสุจริต ในขณะเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพราะในขณะเจริญวิปัสสนากรรมฐานผู้ปฏิบัติย่อมงดเว้นจากกาย ทุจริต ๓ อย่างโดยปริยายอยู่แล้ว ค. การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาอาชีวะ ความหมายของสัมมาอาชีวะที่ปรากฏในมหาสติปัฏฐานสูตรและวิภังคสูตรมีใจความว่า สัมมาอาชีวะ คือการละมิจฉาอาชีวะ สําเร็จการเลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะ5 4 ๕๕ คัมภีร์วิภังค์ ในพระ อภิธรรม อธิบายว่า สัมมาอาชีวะ หมายถึง ความงด ความเว้น ความเว้นขาด เจตนาเป็นเหตุเว้น จากมิจฉาชีพ การไม่ทํา การเลิกทํา การไม่ล่วงละเมิด การไม่ลํ้าเขต การกําจัด ต้นเหตุ(แห่ง มิจฉาชีพ)55 ๕๖ ความหมายของสัมมาอาชีวะจากหลักฐานในพระไตรปิฎกทั้งสองคัมภีร์นี้ โดยใจความ แล้วไม่ต่างกัน แต่ในพระอภิธรรมจะเน้นความเข้มข้นมากกว่าเล็กน้อยตรงที่ว่า เว้นขาดคือให้งดเว้น อย่างเด็ดขาด จากหลักฐานตรงนี้พอจะตีความได้ว่า สัมมาอาชีวะก็มี ๒ ระดับเช่นเดียวกัน คือระดับ เบื้องต้นและระดับสูง หรือระดับโลกิยะและโลกุตตระ ระดับโลกิยะน่าจะหมายถึง การเลี้ยงชีพชอบ กล่าวคือ การดํารงชีวิตด้วยความถูกต้อง เหมาะควรและปราศจากมลทิน ไม่ประกอบมิจฉาอาชีพ56 ๕๗ การเลี้ยงชีพชอบหรือการประกอบอาชีพอะไรก็ได้ที่สุจริตและไม่ผิดศีลธรรม ไม่ใช่อาชีพที่คดโกง หลอกลวงผู้อื่นและไม่ใช่อาชีพที่เบียดเบียนหรือมีอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ5 7 ๕๘ หรือการเลี้ยงชีพที่ ถูกกฎหมาย ถูกทํานองคลองธรรม เว้นมิจฉาอาชีวะ ๕ อย่างตามที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ใน วณิชชาสูตร ได้แก่ เว้นจากการค้าขายอาวุธ เว้นจากการค้าขายสัตว์ (รวมถึงมนุษย์ด้วย) เว้นจาก การค้าขายเนื้อ (รวมถึงการเลี้ยงสัตว์ไว้ฆ่าเอาเนื้อขายด้วย) เว้นจากการค้าขายของมึนเมา (รวมถึงยา ๕๕ ที.ม.(ไทย) ๑๐/๔๐๒/๓๓๕-๓๓๖, สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๘/๑๑. ๕๖ อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๒๐๖/๑๗๔. ๕๗ พระกัมมัฏฐานาจริยะ พระปัณฑิตาภิวงศ์, รู้แจ้งในชาตินี้, พิมพ์ครั้งที่ ๘, (กรุงเทพมหานคร : โรง พิมพ์ บริษัท สหธรรมิก จํากัด, ๒๕๕๑), หน้า ๓๓๘-๓๓๙. ๕๘ วัชระ งามจิตรเจริญ, พุทธศาสนาเถรวาท, พิมพ์ครั้งที่ ๒, หน้า ๔๐๒.
  • 20.
    ๖๖ เสพติดทุกชนิดด้วย) เว้นจากการค้าขายยาพิษ5 8 ๕๙ ส่วนสัมมาอาชีวะระดับสูงอาจจะหมายถึง สัมมาอาชีวะในคัมภีร์วิภังค์ในพระอภิธรรมและมติของนักปราชญ์ในสมัยต่อมาที่จัดวิรตี สัมมาอาชีวะเป็นสัมมาอาชีวะในระดับสูงหรือสัมมาอาชีวะในองค์มรรค คือเป็นอยู่ชอบด้วยการงด เว้นอย่างเด็ดขาดจากทุจริต ๗ ประการ (กายทุจริต ๓ วจีทุจริต ๔)59 ๖๐ มุ่งเอาเจตนาเป็นเหตุงดเว้นจาก มิจฉาอาชีวะที่เกิดในขณะเจริญวิปัสสนากรรมฐาน60 ๖๑ จากเนื้อความหลักฐานที่กล่าวมานี้พอสรุปได้ว่า การพัฒนาสังขารตามแนว สัมมาอาชีวะระดับเบื้องต้นมุ่งเอาเจตนาที่งดเว้นมิจฉาชีพ และการกําจัดต้นเหตุแห่งมิจฉาชีพเป็น สําคัญ โดยใจความก็คือการกําจัดกิเลสอย่างหยาบนั่นเองเพราะกิเลสเป็นต้นเหตุแห่งการกระทําชั่ว ทั้งปวง ส่วนการพัฒนาสัมมาอาชีวะระดับสูงคือการเจริญวิปัสสนากรรมฐานเพราะขณะที่ปฏิบัติ วิปัสสนากรรมฐานผู้ปฏิบัติได้งดเว้นจากมิจฉาอาชีวะโดยเด็ดขาดอยู่แล้วเพราะเลี้ยงชีพด้วยอาหาร บิณฑบาตที่ได้รับจากการบิณฑบาตและการจัดสรรให้จากกัลยาณมิตรเท่านั้น ไม่ได้ประกอบอาชีพ อื่นที่ขัดต่ออริยมรรค ๓.๔.๒ การพัฒนาสังขารตามหลักสมาธิ สมาธิ คือความตั้งใจมั่น แน่วแน่อยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เมื่อจิตใจตั้งมั่นแล้วจะ เกิดปัญญารู้สภาวธรรมหมวดต่างๆ เช่น ขันธ์ ๕ ธาตุ ๑๘ อริยสัจ ๔ เป็นต้น ตามความเป็นจริง ดัง หลักฐานที่ปรากฏในสมาธิสูตร สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สฬายตนวรรค และมหาวารวรรคว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิเถิด ภิกษุผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง”๖๒ ส่วน รายละเอียดแตกต่างกันดังนี้ คือในขันธวารวรรคอธิบายต่อไปว่า รู้ชัดความเกิดและความดับของ ขันธ์ ๕ คือ ความเกิดความดับของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในสฬายตนวรรคอธิบายว่า รู้ ชัดไตรลักษณ์คือรู้ว่า จักขุไม่เที่ยง รูปไม่เที่ยง จักขุวิญญาณไม่เที่ยง จักขุสัมผัสไม่เที่ยง เป็นต้น ส่วนในมหาวารวรรค อธิบายว่า รู้ชัดอริยสัจ คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และหนทาง ให้ถึงความดับทุกข์ สมาธิ จากหลักฐานเหล่านี้แสดงว่า เป็นสมาธิระดับสัมมาสมาธิหรือสมาธิในองค์มรรค เป็นขณิกสมาธิที่ใช้กับการเจริญวิปัสสนากรรมฐานเพื่อให้เกิดปัญญา ไม่ใช่สมาธิระดับอัปปนาที่ใช้ ๕๙ องฺ.ป�ฺจก. (ไทย) ๒๒/๑๗๗/๒๙๕. ๖๐ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ), วิปัสสนากรรมฐาน ภาค ๒, หน้า ๕๗๒. ๖๑ วัชระ งามจิตรเจริญ, พุทธศาสนาเถรวาท, พิมพ์ครั้งที่ ๒, หน้า ๔๐๒. ๖๒ สํ.ข. (ไทย) ๑๗/๕/๑๗, สํ.สฬา. (ไทย) ๑๘/๙๙/๑๑๐, สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๑๐๗๑/๕๘๓.
  • 21.
    ๖๗ กับสมถกรรมฐานเพื่อให้เกิดฌาน สมาธิในไตรสิกขา รวมเอาองค์มรรคทั้ง๓ คือ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิเข้าไว้ด้วยกัน ดังนั้น การพัฒนาสังขารตามหลักสมาธิ จึงต้องพัฒนาตามแนว อริยมรรคทั้ง ๓ องค์นี้ ซึ่งแต่ละอย่างมีรายละเอียดโดยสังเขปดังนี้ ก. การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาวายามะ สัมมาวายามะ คือ ความเพียรชอบ ตามความหมายในพระสูตรว่า การสร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่น เพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อทํากุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เพื่อความดํารงอยู่ ไม่ เลือนหาย ภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้น6 2 ๖๓ ในคัมภีร์อภิธรรม ตอน อภิธรรมภาชนีย์ อธิบายว่า สัมมาวายามะ หมายถึง การปรารภความเพียรทางใจ และ วิริยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค6 3 ๖๔ เมื่อพิจารณาจากพระไตรปิฎกทั้งสอง คัมภีร์นี้ ความหมายในพระสูตรอาจหมายถึงสัมมาวายามะระดับต้นเพราะต้องใช้ความเพียรป้ องกัน บาป ละบาปแล้วทํากุศลให้เกิดขึ้นแล้วประคับประคองรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญงอกงามยิ่งๆ ขึ้น ส่วนความหมายในพระอภิธรรมอาจจะหมายถึงสัมมาวายามะระดับสูง เพราะเป็นการทําความ เพียรทางใจซึ่งตีความได้ว่าได้ผ่านการละบาปอกุศลต่างๆและบําเพ็ญกุศลในระดับหนึ่งแล้วไม่มี อกุศลมารบกวนจิตใจมุ่งจะใช้ความเพียรเพื่อบรรลุธรรมอย่างเดียว ดังนั้น การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาวายามะระดับต้น ก็คือการป้ องกันบาปหรือ ความชั่วต่างๆ ทางกาย วาจา ใจ ไม่ให้เกิดขึ้นและละบาปที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไปหรือลดน้อยลง แล้วทําบุญ หรือกุศลให้เกิดขึ้น เจริญขึ้นตามกําลังของวิริยะ ความเพียร ส่วนการพัฒนา สัมมาวายามะระดับสูง คือการใช้ความเพียรขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งเป็นความเพียรที่ สามารถเผากิเลสให้เร่าร้อนจนหลุดออกจากจิตใจทีละน้อยๆ ตามกําลังของความเพียร ข. การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาสติ สัมมาสติ คือการระลึกชอบ ความหมายในพระสูตรคือการระลึกชอบในสติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กําจัดอภิชฌาและ ๖๓ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๔๐๒/๓๓๕-๓๓๖, สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๘/๑๒. ๖๔ อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๒๐๖/๑๗๕.
  • 22.
    ๖๘ โทมนัสในโลกได้6 4 ๖๕ ความหมายจากพระสูตรนี้จะเห็นว่า มีองค์ประกอบสําคัญอยู่๓ ประการใน การระลึกชอบ คือ มีความเพียร (อาตาปี) มีสัมปชัญญะ (สัมปชาโน) มีสติ (สติมา) จัดเป็น ๒ ระดับ เช่นเดียวกัน คือ ระดับต้นและระดับสูง สัมมาสติระดับต้น ได้แก่ ระลึกชอบก่อนที่จะทํา จะพูด จะ คิด อะไรลงไป เพื่อป้องกันความผิดพลาดหรือถ้าจะผิดพลาดบ้างก็ให้น้อยที่สุด เป็นการพัฒนาสติที่ นํามาใช้ในชีวิตประจําวัน ช่วยให้การทํางานมีประสิทธิภาพมากขึ้น สัมมาสติระดับสูงคือการระลึก รู้ให้ทันอารมณ์ปัจจุบันขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน คือให้ระลึกรู้อาการเคลื่อนไหวของร่างกาย ตามอิริยาบถ เช่น การยืน การเดิน การนั่ง การนอน การกิน การดื่ม เป็นต้น การพัฒนาสังขารตาม แนวสัมมาสตินี้ถือว่าสําคัญมากเพราะการระลึกรู้ทันอารมณ์ปัจจุบันขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เท่ากับเป็นการปฏิบัติ ธรรมทั้งหมดที่สนับสนุนการบรรลุธรรมคือโพธิปักขิยธรรม ๗ หมวด จํานวน ๓๗ ประการ ๑๔ องค์ธรรม รายละเอียดขององค์ธรรมเหล่านี้จะได้กล่าวถึงในตอนว่าด้วย ผลที่เกิดจากการพัฒนาสังขารตามหลักไตรสิกขาข้างหน้า เมื่อสติได้รับการพัฒนาจนสมบูรณ์เต็มที่ แล้วจะทําให้องค์ธรรมทั้ง ๑๔ ประการนี้เกิดขึ้นพร้อมกันในมรรคจิตขณะจิตเดียว แล้วจะทําลาย กิเลสทั้งหลายอย่างเด็ดขาดไม่สามารถจะเกิดขึ้นมาได้อีก นอกจากนั้นยังเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่คุณ วิเศษอย่างอื่นด้วยเช่น ได้อภิญญา หูทิพย์ตาทิพย์เป็นต้น มีหลักปรากฏในกัปปสหัสสสูตรว่า พระ อนุรุทธเถระได้อภิญญาเพราะเจริญสติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์6 5 ๖๖ คัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค อธิบาย สัมมาสติ ตอนว่าด้วยญาณกถา สุตมยญาณนิทเทสว่า เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัมมาสติ เพราะมี สภาวะตั้งมั่น องค์มรรคอีก ๗ อย่างก็มีรสเป็นอย่างเดียวกันด้วยอํานาจแห่งสัมมาสติ6 6 ๖๗ จาก หลักฐานตรงนี้แสดงว่า การพัฒนาสติอย่างเดียวเท่ากับได้พัฒนาสังขารทั้งหมดไปพร้อมกัน สรุปว่า การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาสติก็คือการตั้งสติทุกครั้งก่อนที่จะทํา จะพูด จะ คิด และการมีสติทุกครั้งที่เคลื่อนไหวอิริยาบถขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ค. การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิ คือ ความตั้งใจมั่นชอบ หมายความว่า มีใจจดจ่ออยู่กับอารมณ์ปัจจุบันอย่าง แน่วแน่จนทําให้เกิดฌาน ความหมายตามที่ปรากฏในพระสูตร คือ ความสงัดจากกามและอกุศล ธรรมทั้งหลายแล้วบรรลุปฐมฌาน ที่มี วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา (สมาธิ) เมื่อวิตก วิจาร ระงับไปจึงบรรลุทุติยฌาน ที่มีปีติ และสุขอันเกิดจากสมาธิ เมื่อปีติจางคลายไป มีสติ สัมปชัญญะจึง ๖๕ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๔๐๒/๓๓๕-๓๓๖, สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๘/๑๒. ๖๖ สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๑๐๙/๔๔๒. ๖๗ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๒๔/๔๐.
  • 23.
    ๖๙ ได้บรรลุตติยฌาน เสวยสุขทางกาย จากนั้นความสุขความทุกข์ดับหายไปได้บรรลุจตุตถฌานมีสติ บริสุทธิ์เพราะวางเฉยในอารมณ์ต่างๆ ได้67 ๖๘ จากความหมายตรงนี้ สัมมาสมาธิก็คือสมาธิที่ใช้ในการ เจริญสมถกรรมฐานที่ทําให้เกิดฌานจัดเป็นสัมมาสมาธิระดับกลาง ส่วนสัมมาสมาธิในพระอภิธรรม ตอนอภิธรรมภาชนีย์ อธิบายว่า สัมมาสมาธิ หมายถึง ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดํารงอยู่ และ สมาธิสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค6 8 ๖๙ ซึ่งแสดงว่า สัมมาสมาธิในพระอภิธรรม จัดเป็นสัมมาสมาธิระดับสูง และสัมมาสมาธิก็เป็นองค์ธรรมแห่งการบรรลุธรรมได้ สมกับสมาธิใน สมาธิสูตรที่นําเสนอไว้แล้วในตอนต้นนั้น อีกอย่างหนึ่งอาจกล่าวได้ว่า สัมมาสมาธิในพระสูตรและในพระอภิธรรมเป็นสมาธิของ ผู้ปฏิบัติเพื่อการบรรลุธรรมขั้นใดขั้นหนึ่ง ส่วนสัมมาสมาธิที่นําไปใช้ในชีวิตประจําวันคงไม่ถึงกับ ได้ฌานที่เกิดจากการปฏิบัติสมถกรรมฐาน และญาณที่เกิดจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน แต่ เป็นสมาธิที่เกิดจากการฝึกฝนอบรมกับสิ่งนั้นๆ เป็นเวลานานคือคลุกคลีอยู่กับสิ่งนั้นตลอดจนจิตใจ ตั้งมั่นอยู่กับสิ่งนั้นก็ถือว่าเป็นการฝึกสมาธิเพราะในจูฬเวทัลลสูตร มีเนื้อความตอนหนึ่งที่พระนาง ธัมมทินนาเถรีตอบปัญหาของวิสาขะอุบาสกว่า ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งเป็นสมาธิ6 9 ๗๐ เช่น ช่าง ตัดผม คลุกคลีศึกษาเรียนรู้วิธีตัดผม การออกแบบทรงผม อยู่ตลอดจึงทําให้เขามีจิตใจจดจ่อกับงาน ที่ทําอย่างมีความสุขจัดเป็นสมาธิได้ ดังนั้น สัมมาสมาธิจึงสามารถจัดเป็นขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้น สูงตามลําดับ มีหลักฐานปรากฏในสัมมาสมาธิสูตรอังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาตว่า องค์ประกอบอีก อย่างหนึ่งที่จะทําให้บรรลุสัมมาสมาธิคือต้องประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ คือ ต้องเป็นผู้อดทน ต่อรูป อดทนต่อเสียง อดทนต่อกลิ่น อดทนต่อรส อดทนต่อโผฏฐัพพะ7 0 ๗๑ ถ้าไม่ประกอบด้วย ธรรม ๕ ประการนี้ก็ไม่สามารถบรรลุสัมมาสมาธิได้ จากพระสูตรนี้แสดงว่า ความหมายของ สัมมาสมาธิอีกอย่างหนึ่งก็คือความอดทนต่อกามคุณทั้ง ๕ ดังกล่าวนั้น ไม่ปล่อยใจให้หลงใหลไป กับ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน กลิ่นที่ได้ดม รสที่ได้ลิ้ม และสัมผัสที่ได้กระทบ มีหลักฐานที่ปรากฏใน ชนวสภสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรคว่า บริขารหรือบริวารของสัมมาสมาธิคืออริยมรรคอีก ๗ ข้อ มี สัมมาทิฏฐิ เป็นต้นจนถึงสัมมาสติ เป็นที่สุด7 1 ๗๒ เนื้อความจากพระสูตรนี้สอดคล้องกับคําอธิบาย สัมมาสมาธิในพระอภิธรรมที่จัดสมาธิเป็นองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้อย่างหนึ่งในโพชฌงค์ ๗ ๖๘ ดูรายละเอียดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๔๐๒/๓๓๕-๓๓๖, สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๘/๑๓. ๖๙ อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๒๐๖/๑๗๕. ๗๐ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๖๒/๕๐๓. ๗๑ องฺ.ป�ฺจก. (ไทย) ๒๒/๑๑๓/๑๙๑. ๗๒ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๒๙๐/๒๒๔.
  • 24.
    ๗๐ ประการ ในจูฬเวทัลลสูตร มัชฌิมนิกายมูลปัณณาสก์ จัดให้สติปัฏฐานเป็นนิมิตของสมาธิ สัมมัปปธาน ๔ เป็นเครื่องสนับสนุนสมาธิ72 ๗๓ จากเนื้อความที่ได้ศึกษามานี้พอสรุปได้ว่า การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาสมาธิ มี ๓ ระดับ คือ ระดับต้น ปานกลาง และระดับสูง ระดับต้นใช้กับการประกอบอาชีพในชีวิตประจําวัน พัฒนาด้วยการเอาใจใส่ จดจ่ออยู่กับสิ่งนั้นนานๆ จนเกิดความชํานาญ ระดับปานกลาง คือการเจริญ สมถกรรมฐานเพื่อให้บรรลุฌานระดับต่างๆ ตั้งแต่ปฐมฌานจนถึงจตุตถฌาน และระดับสูงคือการ เจริญวิปัสสนากรรมฐานเพื่อให้บรรลุญาณตามลําดับ ๓.๔.๓ การพัฒนาสังขารตามหลักปัญญา ในบรรดาไตรสิกขา ปัญญา ถือว่าสําคัญที่สุดเพราะปัญญาเท่านั้นจะนําไปสู่การตรัสรู้ อริยสัจตามความเป็นจริง พระพุทธองค์ได้ตรัสสรรเสริญปัญญาไว้หลายแห่งต่างกาลต่างวาระกัน เช่น ตรัสว่า “ป�ฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก”๗๔ “ ป�ฺญา นรานํ รตนํ ปัญญา เป็นรัตนะของนรชน”๗๕ เป็นต้น ปัจจัยที่สําคัญในการพัฒนาปัญญาที่ขาดไม่ได้ตั้งแต่ เริ่มแรกของการพัฒนาไปจนถึงขั้นสุดท้ายได้แก่ ปรโตโฆสะ และโยนิโสมนสิการ7 5 ๗๖ ปรโตโฆสะ แยกออกเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนที่เป็นบุคคลโดยตรง เช่น บิดามารดา ครู อาจารย์ผู้เป็นกัลยาณมิตร คอยแนะนําตักเตือน ในสิ่งที่ดีงามก่อให้เกิดความรู้หรือปัญญา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปัจจัยภายนอก ส่วนที่สองได้แก่ คัมภีร์ต่าง ๆ ที่บันทึกคําสอนของท่านผู้รู้ทั้งหลาย เช่น ตํารับตํารา หรือหนังสือ เรียน เป็นต้น เป็นแหล่งความรู้ที่เป็นประโยชน์เมื่อได้อ่านแล้วจะทําให้เกิดปัญญา โยนิโสมนสิการ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปัจจัยภายใน ได้แก่การพิจารณาไตร่ตรอง ใคร่ครวญสิ่งที่ได้รับฟังมาจากบิดามารดา ครูอาจารย์นั้น หรือที่ได้อ่านมานั้นตามกําลังสติปัญญา ก็ จะทําให้เกิดปัญญาเพิ่มขึ้น เช่น ได้ยินบิดามารดาบอกว่า การดื่มสุราไม่ดีเพราะจะทําให้สูญเสียการ ทรงตัว สติจะอ่อนกําลังไม่สามารถควบคุมความคิดหรืออวัยวะร่างกายของตนให้อยู่ในสภาวะปกติ ได้ เมื่อได้รับฟังมาอย่างนี้แล้ว ก็นําไปคิดไตร่ตรองต่อว่า เพราะเหตุไร สุราจึงมีฤทธิ์ทําให้คนที่ดื่ม เป็นอย่างนั้น ก็ต้องไปศึกษาต่อว่า สุราประกอบด้วยสารอะไรบ้าง หรือว่า สุราทํามาจากอะไร เมื่อ ๗๓ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๖๒/๕๐๓. ๗๔ สํ.ส. (บาลี) ๑๕/๘๐/๓๓. สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๘๐/๘๕. ๗๕ สํ.ส. (บาลี) ๑๕/๕๑-๕๒/๒๖, สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๕๑/๖๗. ๗๖ องฺ.ทุก. (ไทย) ๒๐/๑๒๗/๑๑๕, องฺ.ทุก.อ. (ไทย) ๒/๑๒๗/๕๓.
  • 25.
    ๗๑ คิดพิจารณาอย่างนี้แล้วก็จะทราบข้อเท็จจริงของสุรา ความรู้ที่ได้ก็กลายเป็นปัญญา ที่เกิดขึ้นด้วย โยนิโสมนสิการ ในปัญญาสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต7 6 ๗๗ มีเนื้อความเกี่ยวกับเหตุเกิดของปัญญา ความเจริญงอกงาม ของปัญญาที่เกิดขึ้นแล้ว ๘ ประการ สรุปใจความได้ดังนี้ (๑) อาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูซึ่งเป็นที่ เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรัก และความเคารพไว้อย่างแรงกล้า (๒) เมื่ออาศัยพระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจรรย์ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูแล้ว เข้าไปหา แล้ว ไต่ถามเป็นครั้งคราวว่า ภาษิตและเนื้อความแห่งภาษิตนี้ เป็นอย่างไร ท่าน เหล่านั้น ย่อมเปิดเผยข้อ ที่ยังไม่ได้เปิดเผย ทําให้แจ้งข้อที่ยังได้ไม่ทําให้แจ้ง บรรเทาความสงสัยในธรรมอันน่าสงสัยแก่เธอ (๓) เธอฟังธรรมแล้ว ทําความความสงบ ๒ อย่าง คือความสงบกายและความสงบจิตให้ ถึงพร้อม (๔) เป็นผู้มีศีล สํารวมในปาฏิโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติ เห็นภัยใน โทษแม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย (๕) เป็นพหูสูต ทรงจําสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมากทรงจําไว้คล่อง ปากขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดี ด้วยทิฐิธรรมทั้งหลาย อันงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถะ และพยัญชนะ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ สิ้นเชิง (๖) ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความพร้อมมูลแห่งกุศลธรรม เป็นผู้มี กําลัง มีความบากบั่นมั่นคง เอาใจใส่ไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรม (๗) เข้าประชุมสงฆ์ ไม่พูดเรื่องต่างๆ ที่ไม่มีประโยชน์ แสดงธรรมเองบ้างย่อมเชื้อเชิญ ให้ผู้อื่นแสดงบ้าง ไม่ดูหมิ่น เป็นผู้นิ่งอย่างอริยเจ้า (๘) เธอพิจารณาเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า รูป ความ เกิดขึ้นแห่งรูป ความดับแห่งรูป เป็นดังนี้ เวทนา…สัญญา…สังขาร….. วิญญาณ ความเกิดขึ้นแห่ง วิญญาณ ความดับแห่งวิญญาณ เป็นดังนี้ พระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้เพื่อความเจริญแห่งปัญญา ๔ ประการ ที่ปรากฏในทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ได้แก่ ๑) สัปปุริสูสังเสวะ การคบสัตบุรุษ ๒) สัทธัมมัสสวนะ การฟังคําสอนของท่าน ๓) โยนิโสมนสิการ การทําไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย ๔) ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ การปฏิบัติธรรม ๗๗ ดูรายละเอียดใน องฺ.อฏฺฐก. (ไทย) ๒๓/๒/๑๙๖-๑๙๘.
  • 26.
    ๗๒ สมควรแก่ธรรม7 7 ๗๘ ธรรม ๔ประการนี้ เป็นทางนําไปสู่ความเจริญในการสร้างสรรค์เพื่อให้เกิด ปัญญา หรือเป็นวิธีการปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญา นอกจากนี้ยังมีพระพุทธพจน์ที่ตรัสถึงเรื่องบ่อเกิด ของปัญญาไว้๓ ประการ คือ ๑) สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การสดับเล่าเรียน ๒) จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การคิดพิจารณาหาเหตุผล ๓) ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การลงมือปฏิบัติ78 ๗๙ ส่วนปัญญาที่จะพัฒนาในที่นี้คือสัมมาทิฏฐิ ที่เป็นองค์มรรค ซึ่งจัดอยู่ในหมวดปัญญา ในไตรสิกขา ก. การพัฒนาตามแนวสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ คือ ความรู้ในทุกข์ความรู้ในทุกขสมุทัย (เหตุเกิดทุกข์) ความรู้ในทุกขนิโรธ (ความดับทุกข์) ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับทุกข์) ๘๐ ความหมาย ของสัมมาทิฏฐิจากพระพุทธพจน์นี้ จะเห็นว่า สัมมาทิฏฐิในที่นี้หมายถึงการรู้เข้าใจอริยสัจ ๔ อย่าง แจ่มแจ้ง ความหมายของสัมมาทิฏฐิ ที่ปรากฏใน วิภังคสูตร สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค หมายถึง ความรู้ในอริยสัจ ๔ คือรู้เรื่องทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และหนทางที่นําไปสู่ความดับ ทุกข์80 ๘๑ เหมือนกับความหมายของสัมมาทิฏฐิในมหาสติปัฏฐานสูตร ในทีฆนิกาย มหาวรรคข้างบน นั้น เหมือนกับความหมายของอธิปัญญาสิกขาในปฐมสิกขัตตยสูตรและทุติยสิกขัตตยสูตร ในอัง คุตตรนิกาย ติกนิบาต8 1 ๘๒ พระพุทธพจน์อีกแห่งหนึ่งให้ความหมายของสัมมาทิฏฐิว่า สัมมาทิฏฐิมี ๒ อย่าง คือ สัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลคืออุปธิ สัมมาทิฏฐิอันเป็นอริยะ ที่ไม่ มีอาสวะ เป็นโลกุตตระ เป็นองค์แห่งมรรค8 2 ๘๓ จะเห็นว่า ความหมายของสัมมาทิฏฐิ จากพระพุทธ พจน์ทั้งสองแห่งนี้ สามารถจัดสัมมาทิฏฐิออกเป็น๒ระดับคือระดับเบื้องต้นหรือระดับโลกิยะ และ ระดับสูงหรือระดับโลกุตตระ สัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ จัดเป็นระดับโลกิยะ ส่วนสัมมาทิฏฐิที่รู้ อริยสัจ ๔ และที่เป็นอริยะไม่มีอาสวะ จัดเป็นระดับโลกุตตระ ๗๘ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/ ๒๔๐/๑๘๒. ๗๙ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๒๘/๒๗๑. ๘๐ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๔๐๒/๓๓๕. ๘๑ สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๘/๑๑. ๘๒ องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๙๐/๓๑๙. ๘๓ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๔๐๒/๓๓๕, ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๑๓๖/๑๗๕-๑๗๖.
  • 27.
    ๗๓ ในระดับต้นอาจกล่าวได้ว่า อธิปัญญาสิกขาหมายถึงปัญญาคือความรู้ที่ถูกต้องตามความ เป็นจริงในเรื่องเกี่ยวกับโลกและชีวิตที่ผู้ศึกษาคําสอนของพระพุทธเจ้าได้ตระหนักรู้และเป็นเหตุให้ ดําเนินชีวิตอยู่ในศีลธรรมจรรยาอันดีงาม83 ๘๔ ในมหาจัตตารีสกสูตร มัชฌิมนิกายมูลปัณณาสก์ อธิบาย สัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ ต่อไปว่า ได้แก่ ความเห็นว่า ทานที่ให้แล้วมีผล ยัญที่บูชาแล้วมีผล การเซ่นสรวงที่เซ่นสรวงแล้วมี ผล ผลวิบากแห่งกรรมที่ทําดีและทําชั่วมี โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามีคุณ บิดามีคุณ สัตว์ที่เป็น โอปปาติกะมี สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติปฏิบัติชอบทําให้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่ง เองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งก็มีอยู่ในโลก ส่วนสัมมาทิฏฐิอันเป็นอริยะ ที่ไม่มีอาสวะอธิบายว่า คือ ปัญญา ปัญญินทรีย์ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์84 ๘๕ เป็นปัญญาที่ได้รับการฝึกฝนอบรมดีแล้ว จากการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน สัมมาทิฏฐิเป็นหัวหน้าองค์มรรคทั้ง ๗ ทั้งระดับโลกิยะและ โลกุตตระ คือผู้มีสัมมาทิฏฐิแล้วจึงมีสัมมาสังกัปปะที่พอเหมาะ ผู้มีสัมมาสังกัปปะจึงมีสัมมาวาจา ตามลําดับจนถึงสัมมาสมาธิ8 5 ๘๖ ปัจจัยสําคัญในการพัฒนาปัญญามี ๒ อย่าง คือ ปรโตโฆสะและ โยนิโสมนสิการ8 6 ๘๗ ดังที่กล่าวไว้แล้วในเบื้องต้นนั้น พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้แบ่ง สัมมาทิฏฐิออกเป็น ๒ ระดับคือ โลกียสัมมาทิฏฐิ และโลกุตตรสัมมาทิฏฐิ โลกียสัมมาทิฏฐิ เป็น ความเห็นชอบระดับโลกีย์ คือ ยังเนื่องในโลก ขึ้นต่อโลก ได้แก่ ความเห็น ความเชื่อ ความเข้าใจ เกี่ยวกับโลกและชีวิตที่ถูกต้องตามหลักแห่งความดี เป็นไปตามคลองธรรม หรือสอดคล้องกับ ศีลธรรม สัมมาทิฏฐิประเภทนี้เกิดจาก ปรโตโฆสะ คือปัจจัยภายนอก หรือองค์ประกอบทางสังคม ด้วยอาศัยศรัทธาเป็นเครื่องชักนํา8 7 ๘๘ โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ คือความเห็นชอบระดับโลกุตตระ คือ เหนือโลก ไม่ขึ้นต่อโลก ได้แก่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกและชีวิตถูกต้องตามความเป็นจริง หรือเข้าใจตามสภาวะของธรรมชาติ สัมมาทิฏฐิประเภทนี้เกิดจาก โยนิโสมนสิการ ซึ่งเป็น องค์ประกอบภายใน หรือปัจจัยภายในตัวบุคคล88 ๘๙ พระพุทธพจน์ในราหุลสูตร ในขุททกนิกาย สุตตนิบาต พระพุทธองค์ตรัสสอนพระ ราหุลขณะที่พระราหุลยังไม่ได้บรรลุธรรมข้อแรกที่พระองค์ตรัสสอน คือ ให้พระราหุล คบ ๘๔ วัชระ งามจิตรเจริญ, พุทธศาสนาเถรวาท, พิมพ์ครั้งที่ ๒, หน้า ๔๑๐. ๘๕ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๔๐๒/๓๓๕, ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๑๓๖/๑๗๕-๑๗๖. ๘๖ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๑๔๑/๑๘๐. ๘๗ องฺ.ทุก. (ไทย) ๒๐/๑๒๗/๑๑๕, องฺ.ทุก.อ. (ไทย) ๒/๑๒๗/๕๓. ๘๘ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, (ฉบับปรับปรุงและขยายความ), หน้า ๗๓๗. ๘๙ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๓๘.
  • 28.
    ๗๔ กัลยาณมิตร8 9 ๙๐ ในกัลยาณมิตตสูตร ในสังยุตตนิกายมหาวารวรรค มีเนื้อความปรากฏว่า ภิกษุผู้มี กัลยาณมิตร จะเจริญอริยมรรคมีองค์๘ อันเป็นธรรมเครื่องจํากัด ราคะ โทสะ โมหะ เป็นที่สุด9 0 ๙๑ ใน โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตร มีเนื้อความปรากฏว่า โยนิโสมนสิการสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการ คิดในใจโดยแยบคาย) เป็นบุพพนิมิตรเพื่อความเกิดขึ้นแห่งอริยมรรคมีองค์๘9 1 ๙๒ ปัจจัยทั้งสองอย่าง นี้คือกัลยาณมิตรและโยนิโสมนสิการ ย่อมสนับสนุนซึ่งกันและกันสําหรับคนสามัญซึ่งมีปัญญาไม่ แก่กล้า ย่อมต้องอาศัยการแนะนําชักจูงจากผู้อื่น และคล้อยไปตามคําแนะนําชักจูงที่ฉลาดได้ง่าย92 ๙๓ คัมภีร์มโนรถปูรณี แบ่งสัมมาทิฏฐิออกเป็น ๕ อย่าง คือ ๑. กัมมัสสกตสัมมาทิฏฐิ (สัมมาทิฏฐิในความที่สัตว์มีกรรมเป็นของๆ ตน) ๒. ฌานสัมมาทิฏฐิ (สัมมาทิฏฐิในในฌาน) ๓. วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ (สัมมาทิฏฐิในวิปัสสนา) ๔. มัคคสัมมาทิฏฐิ (สัมมาทิฏฐิในมรรค) ๕. ผลสัมมาทิฏฐิ (สัมมาทิฏฐิในผล)๙๔ ส่วนคัมภีร์ปปัญจสูทนี แบ่งสัมมาทิฏฐิออกเป็น ๕ ประการ คือ ๑. วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ ๒. กัมมัสสกตาสัมมาทิฏฐิ ๓. มัคคสัมมาทิฏฐิ ๔. ผลสัมมาทิฏฐิ ๕. ปัจจเวกขณสัมมาทิฏฐิ94 ๙๕ อรรถกถาทั้งสองแห่งนี้ได้จัดสัมมาทิฏฐิไว้ ๕ ประการ เหมือนกัน แต่มีรายละเอียด แตกต่างกันเล็กน้อย คือ อรรถกถาเอกกนิบาต จัดฌานสัมมาทิฏฐิอยู่ในอันดับที่สอง แต่ในอรรถกถา มัชฌิมนิกาย ไม่มีฌานสัมมาทิฏฐิ แต่จัดปัจจเวกขณสัมมาทิฏฐิไว้เป็นข้อสุดท้าย นอกนั้นเหมือน ต่างกันแต่อันดับเท่านั้น เมื่อนําเอาสัมมาทิฏฐิทั้งสองมารวมกันจึงได้สัมมาทิฏฐิ ๖ ประการ ซึ่ง ๙๐ ดูรายละเอียดใน ขุ.สุตฺต. (ไทย) ๒๕/๓๔๑/๕๗๙. ๙๑ ดูรายละเอียดใน สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๕๖/๔๖. ๙๒ ดูรายละเอียดใน สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๕๖/๔๔. ๙๓ พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺโต), พุทธธรรม, (ฉบับปรับปรุงและขยายความ), หน้า ๖๒๒. ๙๔ องฺ.เอก.อ. (ไทย) ๑/๓๐๕/๒๙๕. ๙๕ ม.อุ.อ (ไทย) ๔/๑๔๒/๘๔.
  • 29.
    ๗๕ สามารถเรียงอันดับใหม่ดังนี้ กัมมัสสกตาสัมมาทิฏฐิ ฌานสัมมาทิฏฐิวิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ มัคค สัมมาทิฏฐิ ผลสัมมาทิฏฐิ และปัจจเวกขณสัมมาทิฏฐิ จากเนื้อความที่ได้ศึกษามานี้พอจะประมวลเป็นข้อสรุปเพื่อนํามาเป็นแนวทางในการ พัฒนาสังขารตามแนวสัมมาทิฏฐิทั้ง ๒ ระดับนี้ได้ดังนี้ สัมมาทิฏฐิ ระดับโลกิยะสามารถพัฒนาได้ด้วยการคบหาสัตบุรุษผู้เป็นกัลยาณมิตรคอย แนะนําตักเตือนในสิ่งที่ดีงาม เป็นประโยชน์ก่อให้เกิดผลในทางบวกทั้งแก่ตนเองและสังคม ซึ่ง อาศัยศรัทธาที่มีต่อกัลยาณมิตรเป็นตัวชักนํา เพราะถ้าเกิดศรัทธาแล้วจะรับฟังคําสอนด้วยความ เคารพและนําไปปฏิบัติตามอย่างจริงจัง ดังเนื้อความปรากฏในมหาปัญญาสูตร สังยุตตนิกาย มหา วารวรรคว่า การคบสัตบุรุษ หรือกัลยาณมิตรแล้ว จะได้ฟังธรรมคําสอนจากท่าน จากนั้นใช้โยนิโส มนสิการ พิจารณาไตร่ตรองให้ดีแล้ว นําไปปฏิบัติตามสมควรแก่ธรรมนั้น9 5 ๙๖ ในกัลยาณมิตตสูตร สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค พระพุทธองค์ตรัสว่า กัลยาณมิตรเป็นตัวนํา เป็นบุพพนิมิตเพื่อความ เกิดขึ้นแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘ โดยเปรียบเทียบกับดวงอาทิตย์ที่กําลังจะขึ้น ย่อมมีแสงอรุณขึ้นมา เป็นบุพพนิมิตก่อน ฉะนั้น96 ๙๗ หลักฐานจากพระสูตรทั้งสองนี้จะเห็นว่า ปรโตโฆสะ เสียงจากคนอื่น คือกัลยาณมิตรมีความสําคัญต่อการพัฒนาปัญญาอย่างยิ่ง ดังนั้น การพัฒนาสังขารตามแนว สัมมาทิฏฐินี้ต้องเข้าหากัลยาณมิตรก่อน คนที่เป็นกัลยาณมิตรในที่นี้ไม่ได้หมายถึงคนดีอย่างเดียว แต่หมายถึงผู้ที่เพียบพร้อมด้วยสติปัญญา เป็นผู้คงแก่เรียน สามารถสั่งสอน แนะนํา ในทางที่ถูกที่ ควรได้ส่วนคุณสมบัติของผู้ที่เป็นกัลยาณมิตรต้องเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยทิฏฐมิกัตถประโยชน์ คือ เป็นคนขยัน รู้จักรักษาทรัพย์ที่หามาได้ คบมิตรดี และดําเนินชีวิตเหมาะสมกับฐานะของตน และ สัมปรายิกัตถประโยชน์ คือ มีศรัทธา ความเชื่อ มีศีล มีจาคะ การเสียสละแบ่งปัน และวางตนเสมอ ต้นเสมอปลาย97 ๙๘ มีสัปปุริสธรรม ๗ ประการ คือ ๑) เป็นธัมมัญ�ู (ผู้รู้จักเหตุ) ๒) เป็นอัตถัญ�ู (ผู้รู้จักผล) ๓) เป็นอัตตัญ�ู (ผู้รู้จักตน) ๔) เป็นมัตตัญ�ู (ผู้รู้จักประมาณ) ๙๖ สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๑๐๕๘/๕๗๙. ๙๗ สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๔๙/๑๑. ๙๘ สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๓๘๐/๑๒๖, องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๔๒/๕๙, องฺ.ป�ฺจก. (ไทย) ๒๒/๔๓/๕๓, ขุ.อิติ. (ไทย) ๒๕/๒๐๑/๒๔๒.
  • 30.
    ๗๖ ๕) เป็นกาลัญ�ู (ผู้รู้จักกาลเวลา) ๖)เป็นปริสัญ�ู (ผู้รู้จักชุมชน) ๗) เป็นปุคคลัญ�ู (ผู้รู้จักบุคคล)98 ๙๙ มีกัลยาณมิตตธรรม ๗ ประการ คือ ๑) ปิโย น่ารัก ๒) ครุ น่าเคารพ ๓) ภาวนีโย น่ายกย่อง ๔) วัตตา รู้จักพูดให้ได้ผล คือพูดเป็น ๕) วจนักขโม อดทนต่อถ้อยคํา ๖) คัมภีรัญจะ กถัง กัตตา เป็นผู้พูดถ้อยคําลึกซึ้งได้ ๗) โน จัฏฐาเน นิโยชเย ไม่แนะนําในสิ่งที่ไม่ควร99 ๑๐๐ ผู้ที่มีคุณสมบัติเหล่านี้สามารถแนะนํา สั่งสอนให้ผู้เรียนเป็นคนดีมีปัญญาและไม่หลง ทาง ผู้เรียนสามารถเข้าไปคบหาได้อย่างปลอดภัย การได้รับฟังเรื่องราวที่ดีมีประโยชน์จาก กัลยาณมิตรบ่อย ๆ จะช่วยให้ผู้เรียนรู้จักใช้โยนิโสมนสิการ ทีละน้อย ค่อยเป็นค่อยไปในที่สุดก็จะ สามารถสร้างโยนิโสมนสิการขึ้นมาได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องอาศัยกัลยาณมิตรอีกต่อไป ใน กระบวนการพัฒนาปัญญา ความมีกัลยาณมิตรจัดเป็นระดับความเจริญปัญญาในขั้นศรัทธา เพราะ เมื่อมีศรัทธาต่อกัลยาณมิตรแล้วย่อมจะตั้งใจเล่าเรียนคําสอนด้วยความเคารพ เมื่อเล่าเรียนด้วยความ ตั้งใจด้วยความเคารพแล้วจะเป็นเหตุปัจจัยให้คุณสมบัติที่ดีงามเกิดขึ้นแก่ผู้เรียน สิ่งที่เป็นอกุศล ความชั่วจะเสื่อมหายไป100 ๑๐๑ จะเป็นผู้มีศีล สํารวมในอินทรีย์มีพฤติกรรมเรียบร้อยงดงาม1 0 1 ๑๐๒ จะเป็น ผู้ตั้งใจทําความเพียรเพื่อละอกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่ย่อท้อในการทําความดีและจะเป็นผู้มีปัญญาที่ เป็นอริยะสามารถกําจัดกิเลสให้หมดไปได้ในที่สุด102 ๑๐๓ ส่วนการพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกุตตระ ต้องอาศัยการปฏิบัติ วิปัสสนากรรมฐานจนเกิดวิปัสสนาญาณขั้นต่างๆ มีนามรูปปริเฉทญาณ รู้นามรูปตามความเป็นจริง แยกรูปแยกนามออกจากกันได้เห็นไตรลักษณ์คือความไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา เป็นต้นจนถึง มรรคญาณและผลญาณตามลําดับ ๙๙ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๓๐/๓๓๓. ๑๐๐ องฺ.สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๓๗/๕๗, วิสุทฺธิ. (ไทย) ๔๒/๑๖๑. ๑๐๑ องฺ.เอก. (ไทย) ๒๐/๗๒/๒๐. ๑๐๒ ขุ.อิติ. (ไทย) ๒๕/๑๙๕/๒๓๗. ๑๐๓ องฺ.นวก. (ไทย) ๒๓/๒๐๕/๓๖๕, ขุ.อุ. (ไทย) ๒๕/๘๘/๑๒๗.
  • 31.
    ๗๗ ข. กระบวนการพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาสังกัปปะ สัมมาสังกัปปะ คือความดําริในเนกขัมมะ (การออกจากกาม) ความดําริในอพยาบาท (ความไม่พยาบาท) ความดําริในอวิหิงสา (การไม่เบียดเบียน)๑๐๔ จากพระพุทธพจน์ตรงนี้แสดงให้ เห็นว่า คําว่า สัมมาสังกัปปะ ความดําริชอบ ระดับสูง เพราะการที่บุคคลจะดําริออกจากกามได้ต้อง เห็นโทษในกามเสียก่อน การไม่พยาบาทและการไม่เบียดเบียนคนอื่นก็เช่นเดียวกัน คนที่ไม่คิด พยาบาทคนอื่นไม่คิดเบียดเบียนคนอื่น ต้องเห็นโทษของความพยาบาทและความเบียดเบียนมาก่อน พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ) อธิบายว่า ดําริชอบ หมายความว่าดําริอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา คือสามารถยกจิตขึ้นสู่มหากุศล และสามารถยังจิตให้ตั้งมั่นอยู่กับสติปัฏฐานทั้ง ๔ ได้ด้วย การบริกรรมภาวนา ท่านอธิบายต่อไปว่า สัมมาสังกัปปะมี ๒ อย่าง คือ โลกียสัมมาสังกัปปะ และโลกุตตรสัมมาสังกัปปะ ความดําริชอบที่เป็นโลกิยะ มี ๒ อย่าง คือ ความดําริชอบของบุคคล ธรรมดาสามัญ และความดําริชอบของนักปฏิบัติธรรม ความดําริชอบของบุคคลธรรมดาสามัญ มี บัญญัติต่างๆ เป็นอารมณ์ เช่น ดําริในการกระทําทางกายว่า จะไม่ให้บาปอกุศลคือความประพฤติชั่ว ต่างๆ มีฆ่าสัตว์ลักทรัพย์ประพฤติผิดประเวณี เป็นต้น เกิดขึ้น ความดําริชอบของนักปฏิบัติธรรม มีปรมัตถ์คือรูปนามเป็นอารมณ์ โดยองค์ธรรม ได้แก่ วิสุทธิ ๖ ข้อข้างต้น คือ สีลวิสุทธิ ความ บริสุทธิ์แห่งศีล จิตตวิสุทธิ ความบริสุทธิ์หมดจดแห่งจิต ทิฏฐิวิสุทธิ ความบริสุทธิ์หมดจด แห่งทิฏฐิ กังขาวิตรณวิสุทธิ ความบริสุทธิ์หมดจดเพราะข้ามพ้นความสงสัยในรูปนามเสียได้ มัค คามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ มีความรู้ความเห็นอันบริสุทธิ์หมดจด คือรู้ทางถูก รู้ทางผิด และปฏิปทา ญาณทัสสนวิสุทธิ มีความรู้ความเห็นอันบริสุทธิ์หมดจด ดําเนินไปตามลําดับๆ 1 0 4 ๑๐๕ ในระดับต้น ความดําริเหล่านี้เป็นความดําริที่เกิดในชีวิตประจําวันของคนทั่วไป เช่น เมื่อไปประสบกับกามคุณ ที่เย้ายวนใจก็คิดที่จะหลีกออกห่าง หรือเมื่อถูกผู้อื่นทําร้ายเบียดเบียนก็ไม่คิดที่จะเบียดเบียน กลับคืน สัมมาสังกัปปะในระดับนี้เกิดเป็นครั้งคราวไม่ต่อเนื่องและไม่มาพร้อมกับองค์มรรคอื่นๆ ในขณะเดียวกัน จึงไม่สามารถส่งผลให้เกิดปัญญาญาณจนทําลายกิเลสได้ แต่เป็นพื้นฐานสําหรับ การปฏิบัติในขั้นสูงยิ่งขึ้น1 0 5 ๑๐๖ ความดําริชอบที่เป็นโลกุตตระ ได้แก่ วิสุทธิที่ ๗ คือ ญาณทัสสน- วิสุทธิ มีความรู้ความเห็นอันบริสุทธิ์หมดจด ได้แก่ มรรค ๔ คือ โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค106 ๑๐๗ ในระดับสูงสัมมาสังกัปปะหมายถึงความคิดหรือสภาพจิตที่ ๑๐๔ สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๘/๑๑. ๑๐๕ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ), วิปัสสนากรรมฐาน ภาค ๒, หน้า ๕๔๗-๕๔๙. ๑๐๖ วัชระ งามจิตรเจริญ, พุทธศาสนาเถรวาท, พิมพ์ครั้งที่ ๒, หน้า ๔๑๔. ๑๐๗ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ), วิปัสสนากรรมฐาน ภาค ๒, หน้า ๕๔๙.
  • 32.
    ๗๘ เกิดในขณะเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพราะจิตที่เกิดในขณะรับรู้นามรูปและความจริงที่เกี่ยวข้องมี ไตรลักษณ์เป็นต้นเป็นจิตที่ออกจากความคิดเรื่องการเสพกาม (กามวิตก)ความคิดเรื่องความ พยาบาท (พยาบาทวิตก) และความคิดที่จะเบียดเบียน (วิหิงสาวิตก) คือไม่มีความคิดชั่วเหล่านี้107 ๑๐๘ จากข้อมูลที่ได้ศึกษามานี้สามารถนํามาเป็นแนวทางพัฒนาสังขารตามแนวสัมมา สังกัปปะได้ดังนี้ คือ การพัฒนาสัมมาสังกัปปะระดับต้นได้แก่ ๑) การดําริออกจากกามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่มากระทบใจหรือมาเย้ายวนใจชวนให้เกิดความหลงใหล ๒) ไม่คิด พยาบาทปองร้ายผู้ที่เบียดเบียนปองร้ายเรา เจริญเมตตาและกรุณาในคนเหล่านั้นตามสมควรแก่อัตต ภาพ การพัฒนาระดับสูง ได้แก่ การเจริญวิปัสสนากรรมฐานจนเกิดปัญญาเห็นโทษของกาม ทั้งหลายแล้วเกิดความเบื่อหน่ายไม่หวนกลับมาสู่กามทั้งหลายอีกต่อไป สรุปผลที่ได้จากการศึกษาการพัฒนาสังขารตามหลักไตรสิกขาคือ เพื่อให้เข้าใจ รายละเอียดของแต่ละสิกขา จึงแยกออกศึกษาเป็นหัวข้อดังกล่าวมานี้ การศึกษาแต่ละหัวข้อของ ไตรสิกขานี้อาจจะทําให้เข้าใจว่าการพัฒนาไตรสิกขาต้องพัฒนาไปแต่ละสิกขาตามลําดับ ในความ เป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ การพัฒนาไตรสิกขานี้ สามารถพัฒนาไปพร้อมกันได้ คือเมื่อสิกขาอย่าง ใดอย่างหนึ่งได้รับการพัฒนาสิกขาอีก ๒ อย่างนอกนี้ก็ได้รับการพัฒนาไปด้วย ทั้ง ๓ อย่างมีความ เชื่อมโยงถึงกันแต่ละอย่างต่างก็เป็นฐานของกันและกันจนถึงการบรรลุมรรค ผล นิพพาน อันเป็น เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาสังขารในพระพุทธศาสนา ดังเนื้อความที่ปรากฏในมหาปรินิพพาน สูตรว่า สมาธิอันบุคคลอบรมโดยมีศีลเป็นฐาน ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ปัญญาอันบุคคล อบรมโดยมีสมาธิเป็นฐานย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก จิตอันบุคคลอบรมโดยมีปัญญาเป็นฐาน ย่อมหลุดพ้นโดยชอบจากอาสวะทั้งหลาย คือ กามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ”๑๐๙ ๓.๕ ไตรสิกขาที่เป็นกุศลกรรมบถและเป็นองค์มรรค การพัฒนาตามหลักไตรสิกขามีหลายระดับคือระดับที่เป็นกุศลกรรมบถ กับระดับที่เป็น อริยมรรค เพื่อให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้นผู้วิจัยจะอธิบายระดับการพัฒนาทั้ง ๒ ระดับ ดังนี้ คือ ระดับ กุศลกรรมบถ ๑๐ และระดับที่เป็นองค์ของมรรค ต่อไปนี้จะได้แยกอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการให้ เห็นว่า อย่างไหนเป็นกุศลกรรมบถ อย่างไหนเป็นองค์มรรค เริ่มด้วยอริยมรรคข้อแรก สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ความเห็นชอบอย่างไร เป็นกุศลกรรมบถ ความเห็นชอบอย่างไร เป็นองค์มรรค ๑๐๘ วัชระ งามจิตรเจริญ, พุทธศาสนาเถรวาท, พิมพ์ครั้งที่ ๒, หน้า ๔๑๔-๔๑๕. ๑๐๙ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๔๓/๘๙, ๑๔๗/๙๒.
  • 33.
    ๗๙ ประการแรก ความเห็นว่า การทําบุญให้ทานการรักษาศีล การเห็นว่า การมีเมตตาต่อ คนอื่น สัตว์อื่นเป็นบุญ เป็นกุศล เป็นต้น เหล่านี้ จัดว่าเป็นสัมมาทิฏฐิที่เป็นกุศลกรรมบถ ประการที่สอง ความเห็นว่า นี้เป็นทุกข์ นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ นี้เป็นความดับทุกข์ นี้ เป็นทางหรือวิธีการให้ถึงความดับทุกข์ อย่างนี้จัดเป็น สัมมาทิฏฐิ ที่เป็นองค์มรรค ความดําริว่า จะทําบุญให้ทาน จะรักษาศีล จะปฏิบัติธรรม เป็นต้น จัดเป็นสัมมา สังกัปปะที่เป็นกุศลกรรมบถ ส่วนความดําริที่จะหาทางออกจากกามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (การสัมผัสถูกต้องทางกาย) จัดเป็นสัมมาสังกัปปะที่เป็นองค์มรรค การเจรจาด้วยถ้อยคําที่ไพเราะอ่อนหวาน สุภาพอ่อนโยน เว้นจากการพูดเท็จ พูด ส่อเสียด พูดคําหยาบ พูดเพ้อเจ้อ จัดเป็นสัมมาวาจาที่เป็นกุศลลกรรมบถ ส่วนการบริกรรมภาวนา เช่นว่า ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ พองหนอ ยุบหนอ ปวดหนอ เป็นต้น จัดเป็นสัมมาวาจาที่เป็น องค์มรรค เพราะเป็นการใช้วาจาที่ประกอบด้วยองค์ ๓ อันเป็นองค์คุณของวิปัสสนา เหตุผลที่ว่า เป็นสัมมาวาจาในองค์มรรคเพราะขณะที่กําหนดอยู่นั้นไม่มีการกล่าวมุสาวาท ไม่มีการกล่าวคํา หยาบ ไม่มีการพูดส่อเสียด ไม่มีการพูดเพ้อเจ้อ การประพฤติสุจริตทางกาย ๓ อย่าง คือ การงดเว้นจากการทําปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุ มิจฉาจาร จัดเป็นสัมมากัมมันตะที่เป็นกุศลกรรมบถ การปฏิบัติธรรมตามแนวสติปัฏฐาน คือการเดินจงกรม การนั่งกรรมฐาน คอยดูอารมณ์ปัจจุบัน เป็นสัมมากัมมันตะที่เป็นองค์มรรค การประกอบอาชีพตามทํานองคลองธรรมไม่ทําผิดกฎศีลธรรมและกฎหมายบ้านเมือง หรือการเว้นจากมิจฉาวณิช ๕ ประการที่พระพุทธองค์ทรงห้ามไว้จัดเป็นสัมมาอาชีวะที่เป็นกุศล กรรมบถ การเลี้ยงชีวิตด้วยอาหารบิณฑบาตที่ได้มาจากการเที่ยวบิณฑบาต หรือการฉันอาหารหรือ รับประทานอาหารตามที่เขาจัดให้ที่เพียงพอต่อการดํารงชีวิตอยู่ได้เพื่อการปฏิบัติธรรม จัดเป็น สัมมาอาชีวะที่เป็นองค์มรรค การใช้ความเพียรในการประกอบอาชีพการงานต่าง ๆ เช่น การใช้ความเพียรประกอบ กิจการค้าขาย การใช้ความเพียรในการศึกษาเล่าเรียนวิชาการต่าง ๆ จัดเป็นสัมมาวายามะที่เป็นกุศล กรรมบถ การใช้ความเพียรเพื่อป้องกันไม่ทําบาป การใช้ความเพียรละบาปที่เกิดขึ้นในใจแล้ว การ ใช้ความเพียรในการทําความดีหรือทําบุญให้เกิดขึ้นในใจ และการใช้ความเพียรในการรักษาความดี หรือบุญกุศลที่เกิดขึ้นในใจให้เจริญงอกงามยิ่ง ๆ ขึ้น จัดเป็นสัมมาวายามะที่เป็นองค์มรรค การระลึกถึงเรื่องที่ดีเป็ นบุญเป็นกุศลก็ดี การระลึกถึงการงานต่าง ๆ ก็ดี จัดเป็น สัมมาสติที่เป็นกุศลกรรมบถ การระลึกรู้อารมณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นขณะที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เช่น ระลึกรู้อาการพอง อาการยุบ การเดิน การยืน การนั่ง การนอน เป็นต้น จัดเป็นสัมมาสติที่เป็น องค์มรรค
  • 34.
    ๘๐ การตั้งใจจดจ่ออยู่กับกิจการงานต่าง ๆ ที่กําลังทําอยู่เช่น การตั้งใจอ่านหนังสือ ทํา รายงาน ทําการบ้าน ทํางานวิจัย เป็นต้น จัดเป็นสัมมาสติที่เป็นกุศลกรรมบถ การตั้งใจมั่นจดจ่ออยู่ กับอารมณ์ปัจจุบันขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เช่น จดจ่ออยู่กับอาการพอง อาการยุบ การ ย่างเท้า เหยียบเท้า เป็นต้น จัดเป็นสัมมาสมาธิที่เป็นองค์มรรค สรุปสาระสําคัญของการพัฒนาสังขารตามหลักไตรสิกขาที่เป็นกุศลกรรมบถและเป็น องค์มรรคคือ การดําเนินชีวิตตามหลักอริยมรรคระดับเบื้องต้นเป็นกุศลกรรมบถ การดําเนินชีวิต ตามหลักอริยมรรคระดับสูงคือในขณะที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นองค์มรรค พระธรรมธีรราช มหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ) พระเถระที่เป็นนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาและเป็นผู้สอนการ ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน แบบ พอง ยุบ ก็อธิบายลักษณะเดียวกันนี้ ดังที่ท่าน อธิบายไว้ในตอนว่าด้วยสัมมาอาชีวะ สรุปใจความได้ว่า คําว่า เลี้ยงชีพชอบ นี้ ถ้าหมายความว่า มี อาชีพอันบริสุทธิ์คือไม่ผิดศีลธรรม ไม่ผิดกฎหมาย เช่น ชาวนาก็ทําไร่ไถนาไปตามหน้าที่ของตน ชาวสวนก็ทําสวนปลูกผลไม้ต่างๆ มีส้ม ทุเรียน มะพร้าว เงาะ เป็นต้น ข้าราชการทหาร ตํารวจ ก็ทํา หน้าที่ของตนตามวินัย ตามตัวบทกฎหมาย ชื่อว่าเป็นผู้มีอาชีพชอบ อาชีพอย่างนี้จัดเป็นกรรมบถ มีบัญญัติเป็นอารมณ์ จัดเข้าในมรรค ๘ ไม่ได้1 0 9 ๑๑๐ ส่วนการกําหนดพอง ยุบ ขณะที่ปฏิบัติวิปัสสนา กรรมฐานอยู่นั้นไม่ได้ล่วงละเมิดในกายทุจริต ๓ วจีทุจริต ๔ จัดเป็นสัมมาอาชีวะในองค์มรรค110 ๑๑๑ ๓.๖ ผลที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาสังขารตามหลักไตรสิกขา ๓.๖.๑ ญาณ ๑๖ วิปัสสนาญาณ เป็นผลของวิปัสสนากรรมฐาน ตามแนวสติปัฏฐาน ๔ และวิสุทธิ ๗ ซึ่ง หมายถึง ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นว่าขันธ์ ๕ เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ เห็นประจักษ์แจ้งซึ่ง ไตรลักษณ์แห่งรูปและนาม โดยอาศัยวิปัสสนากรรมฐานเป็นฐานในการฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิด วิปัสสนาญาณ หรือที่เรียกว่า โสฬสญาณ นั้นมีเนื้อหาสาระปรากฏใน ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ที่ว่าด้วย ญาณ ๗๓111 ๑๑๒ ซึ่งท่านพระสารีบุตรได้อธิบายสาระสําคัญของโสฬสญาณไว้แต่ไม่ระบุชื่อ ญาณ เหมือนที่ปรากฏในคัมภีร์วิสุทธิมรรคที่เรียงวิปัสสนาญาณตามลําดับทั้ง ๑๖ ขั้น ฉะนั้น ๑๑๐ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ), วิปัสสนากรรมฐาน ภาค ๒ : ว่าด้วยมหาสติปัฏฐาน , (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ บริษัท สหธรรมิก จํากัด, ๒๕๔๘), หน้า ๕๗๗-๕๗๘. ๑๑๑ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ), คําบรรยายวิปัสสนากรรมฐาน, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท ประยูรวงศ์พริ้นท์ติ้ง จํากัด, ๒๕๕๐), หน้า ๒๑๓. ๑๑๒ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑ /๑-๗๓/๑-๖.
  • 35.
    ๘๑ ความหมายและที่มาของญาณปรากฏทั้งในพระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถาอย่างครบถ้วน เพียงแต่ บางญาณถูกจัดรวม เข้าเป็นหมวดหมู่กันและบางญาณก็ถูกเรียกชื่อแตกต่างกันออกไป วิปัสสนา ญาณทั้ง ๑๖ ที่เกิดจากผลของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ซึ่งเป็นเส้นทาง ตรงสู่พระนิพพาน มีดังต่อไปนี้112 ๑๑๓ ๑) นามรูปปริจเฉทญาณ ปัญญาที่กําหนดจนเห็นรูปและนามว่าเป็นคนละสิ่งคนละส่วน ซึ่งไม่ได้ปนกันจนแยกกันไม่ได้ญาณนี้เริ่มต้นมาจาก ธัมมัฏฐิติญาณ (ปัญญาของการกําหนดปัจจัย แห่งนามรูป) นามรูปปริจเฉทญาณถึงแม้จะมิได้ปรากฏในพระไตรปิฎก คัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค1 1 3 ๑๑๔ แต่ในคัมภีร์พระไตรปิฎกอรรถกถาได้ขยาย ธัมมัฏฐิติญาณออกเป็น นามรูป ปริจเฉท และ ปัจจัยปริคคหญาณ โดยให้ชื่อของญาณที่ ๑ นี้ว่า “นามรูปววัตถานญาณ” ที่หมายถึง การกําหนดธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นล้วนแต่สําเร็จด้วยการกําหนดปัจจัยอย่างเดียว เพราะว่าธรรมที่ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น อันพระโยคีบุคคลไม่ได้กําหนดแล้วก็ไม่สามารถ จะทําการกําหนดปัจจัยได้ ฉะนั้นพึงทราบว่า นามรูปววัตถานญาณ อันเป็นเหตุแห่งปัจจยปริคคหญาณนั้นสําเร็จก่อนแล้วโดย จัดเป็นญาณหนึ่งที่เกิดขึ้นทันทีขณะกําหนดปัจจัยแห่งรูปนาม เพราะมีจิตตั้งมั่น ไม่หลงในสมาธิฝ่าย เดียว แต่ปฏิบัติด้วยสมาธิกับปัญญา ให้เป็นธรรมคู่กันของ สมถะและวิปัสสนา1 1 4 ๑๑๕ ส่วนในคัมภีร์ วิสุทธิมรรคนั้นได้ใช้ชื่อญาณ ที่ ๑ นี้ว่า “นามรูปววัฏฐาน หรือ สังขารปริจเฉท”๑๑๖ โดยให้ ความหมายเหมือนกัน กล่าวคืออัตตาตัวตนที่แท้จริงไม่มีเลย เมื่อว่าโดยปรมัตถธรรม (ความจริงแท้) มีแต่เพียงรูปนามเท่านั้น สําหรับผู้ที่เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน เมื่อได้ถึงญาณนี้ก็จะเข้าใจแจ่มแจ้ง ด้วยตนเองว่า อัตตาตัวตนเป็นเพียงสภาวธรรม ไม่ยึดมั่นว่ามีอัตตาตัวตน (เป็นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา) หากยึดตามหลักพระพุทธศาสนา ความเห็นเช่นนี้จัดเป็น ทิฏฐิวิสุทธิ คือมี ความเห็นที่บริสุทธิ์ตามวิสุทธิ ๗ ในวิสุทธิมรรค ลักษณะและสภาวะ ของนามรูปปริจเฉทญาณ เช่น พองกับยุบเป็นคนละอัน พองเป็นรูป รู้เป็นนาม ขวาย่างเป็นรูปรู้เป็นนาม และรวมถึงความรู้ในการแยกรูป แยกนาม ทางทวารทั้ง ๕ เช่น ๑๑๓ ขุนสรรพกิจโกศล (โกวิท ปัทมะสุนทร), ผู้รวบรวม, คู่มือการศึกษาพระอภิธรรม ปริจเฉทที่ ๙ ปกิณณกสังคหวิภาค, หน้า ๗๗-๗๙, พระศรีวรญาณ (บุญชิต ญาณสํวโร), “หลักการปฏิบัติพระกัมมัฏฐานใน พระไตรปิฎก”, เก็บเพชรจากคัมภีร์พระไตรปิฎก, ๒๕๔๒, หน้า ๓๑๔-๓๑๙. ๑๑๔ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๔๕/๗๐. ๑๑๕ ขุ.ป.อ. (ไทย) ๖๘/๕๐. ๑๑๖ วิสุทฺธิ.(ไทย) ๖๖๓/๙๔๘.
  • 36.
    ๘๒ เวลาตาเห็นรูป ตากับสีเป็นรูป เห็นเป็นนามเช่นเดียวกับ ทางหู จมูก ลิ้น และ กาย (เย็นร้อน อ่อน แข็ง ตึง และไหว)๑๑๗ ๒)ปัจจยปริคคหญาณปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นถึงปัจจัยที่ให้เกิดรูปเกิดนามคือรูปเกิดจาก กรรม จิต อุตุ อาหาร ส่วนนามเกิดจากอารมณ์วัตถุ ญาณนี้มาจากคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค โดยมีเนื้อหาสาระตรงกับชื่อ ธัมมัฏฐิติญาณ (ปัญญาในการกําหนดปัจจัย หรือ ญาณในการกําหนด ที่ตั้งแห่งธรรม) ที่เป็นญาณที่ ๔ ใน ญาณ ๗๓ และแต่เดิมมิได้เรียกชื่อว่า ปัจจยปริคคหญาณ1 1 7 ๑๑๘ ต่อมาคัมภีร์อรรถกถา ได้ขยายความและแยก ธัมมัฏฐิติญาณออกเป็น ญาณที่ ๑ และ ๒ ของ วิปัสสนาญาณ ๑๖ โดยกําหนดชื่อ ปัจจยปริคคหญาณ ณ ที่นั้น1 1 8 ๑๑๙ ในญาณนี้ ท่านพระสารีบุตรได้ นําเอาปฏิจจสมุปบาทมาจําแนกไว้ว่าเมื่อผู้ปฏิบัติถึงญาณนี้ก็จะทราบชัดถึงสรรพสิ่งล้วนเกิดมาตาม เหตุปัจจัยตามหลักปฏิจจสมุปบาท และสําหรับผู้ปฏิบัติที่เคยนับถือในพระผู้สร้างโลก (God) เมื่อ ปฏิบัติมาถึงญาณนี้ ก็จะปฏิเสธเรื่องพระผู้สร้างโลกโดยสิ้นเชิง ลักษณะและสภาวะ ของ ปัจจยปริคคหญาณ มีดังนี้ (๑) บางครั้งรูปเป็นเหตุ นามเป็นผล เช่น ท้องพองขึ้นก่อนแล้วใจจึงวิ่งไปกําหนดทีหลัง (๒) บางครั้งนามเป็นเหตุ รูปเป็นผล เช่น ใจวิ่งไปคอยอยู่ก่อนแล้ว ท้องจึงพองขึ้นทีหลัง (๓) พองยุบกับจิตที่กําหนดไปพร้อมๆ กัน (๔) พองครั้งหนึ่ง มี ๒ ระยะ คือ ต้นพอง สุดพอง119 ๑๒๐ ๓) สัมมสนญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นไตรลักษณ์ คือ ความเกิดดับของรูปนาม แต่ที่ รู้ว่ารูปนามดับไปก็เพราะเห็นรูปนามใหม่เกิดสืบต่อแทนขึ้นมาแล้ว เห็นอย่างนี้เรียกว่าสันตติยังไม่ ขาดและยังอาศัยจินตามยปัญญาอยู่ อีกนัยหนึ่งว่า สัมมสนญาณ เป็นญาณที่ยกรูปนามขึ้นสู่ไตร ลักษณ์ ญาณนี้ปรากฏในพระไตรปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๕ ของญาณ ๗๓)๑๒๑ สาระสําคัญของญาณนี้ก็คือ ผู้ปฏิบัติรู้ว่ารูปนามดับไป และเห็นรูปนามใหม่เกิดขึ้นสืบต่อกันไปแต่ สันตติยังไม่ขาดเพราะเป็นเพียงความรู้ด้วยจินตาญาณ ลักษณะและสภาวะของสัมมสนญาณ มีดังนี้ ๑๑๗ พระเทพสิทธิมุนี (โชดก ป.๙), คู่มือสอบอารมณ์กัมมัฏฐาน, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๑), หน้า ๓. ๑๑๘ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๔๕/๗๐. ๑๑๙ ขุ.ป.อ. (ไทย) ๖๘/๕๐. ๑๒๐ พระเทพสิทธิมุนี (โชดก ป.๙), คู่มือสอบอารมณ์กัมมัฏฐาน, หน้า ๔-๕. ๑๒๑ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๔๘/๗๔, ขุ.ป.อ. (ไทย) ๖๘/๕๑-๕๓.
  • 37.
    ๘๓ (๑) เห็นแสงแสว่าง เห็นพระพุทธรูปขนลุก พอกําหนด รู้หนอ หรือ เห็นหนอ จน หายไป (๒) พองหรือยุบ ครั้งหนึ่ง เห็นเป็น ๓ ระยะ คือ ต้น กลาง และ สุดพอง (๓) มีนิมิตมาก แต่พอกําหนด เห็นหนอ นิมิตจะค่อยๆ หายไป (๔) พองยุบ หายไป (๕) พองยุบ ไวบ้าง แผ่วเบาบ้าง อึดอัด แน่นๆ บ้าง (๖) เกิด วิปัสสนูปกิเลส หรือ อุปกิเลส ๑๐121 ๑๒๒ ๔) อุทยัพพยญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นไตรลักษณ์ชัดเจน โดยสันตติขาดคือ เห็น รูปนามดับไปในทันทีที่ดับ และเห็นรูปนามเกิดขึ้นในขณะที่เกิด หมายความว่า เห็นทันทั้งในขณะที่ เกิดและขณะที่ดับ อุทยัพพยญาณนี้ยังจําแนกได้เป็น ๒ คือ ตรุณอุทยัพพยญาณ เป็นญาณที่ยังอ่อน อยู่ และ พลวอุทยัพพยญาณ เป็นญาณที่แก่กล้าแล้ว ชื่อญาณนี้ปรากฏทั้งในพระไตรปิฎก คัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๖ ของ ญาณ ๗๓)๑๒๓ และ ในคัมภีร์อรรถกถา1 2 3 ๑๒๔ สาระสําคัญของญาณนี้ก็คือ ญาณนี้แบ่งออกเป็น ๒ ช่วง ญาณช่วงที่ ๑ เป็นญาณระดับอ่อน (ตรุณะ) ช่วงที่ ๒ เป็นญาณระดับแก่ (พลวะ) ในระดับอ่อนผู้ปฏิบัติกําหนดรู้สภาวะต่างๆ ของรูปนามแล้ว เห็นชัดว่าสภาวะดับหายไปเร็วขึ้นกว่าเดิม แม้แต่เวทนาที่เกิดขึ้นเมื่อกําหนดไปก็หายเร็วขึ้น สภาวะ จิตก็เป็นสมาธิที่ดีในญาณระดับนี้ ผู้ปฏิบัติมักจะเห็นสภาวะที่แปลกๆ มีภาพปรากฏให้เห็น มีแสง สว่างเข้ามาปรากฏอยู่บ่อยๆ (โอภาส) เนื่องจากผู้ปฏิบัติไม่เคยเห็นแสงสว่าง เช่นนี้มาก่อนก็อาจจะ เอาใจใส่ดู หรืออาจจะเข้าใจผิดว่าตนเองได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน ก็เป็นได้ภาวะเช่นนี้เรียกว่า วิปัสสนูปกิเลส ถ้าผู้ปฏิบัติเข้าใจผิดพลาดเพราะขาดกัลยาณมิตรและคิดว่าตนเองได้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน ก็จะพลาดโอกาสที่จะได้ผลการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานในระดับสูงต่อไป การปฏิบัติใน ขั้นนี้จะเป็นเครื่องทดสอบว่าผู้ปฏิบัติได้ปฏิบัติถูกหรือไม่ ในความเป็นจริงผู้ปฏิบัติในขั้นนี้ยังไม่ สามารถกําหนดให้เห็นไตรลักษณ์ได้แจ่มแจ้ง เพราะจิตมักจะถูกวิปัสสนูปกิเลสเข้าครอบงําอยู่เสมอ เมื่อผู้ปฏิบัติได้กัลยาณมิตรก็จะสามารถฟัน ฝ่าเอาชนะวิปัสสนูปกิเลสได้ ทําให้การปฏิบัติดําเนิน ต่อไป ครั้นปฏิบัติมาถึงญาณระดับ อุทยัพพยญาณอย่างแก่ (พลวะ) ผู้ปฏิบัติจึงจะสามารถกําหนด รูปนาม เห็นไตรลักษณ์ ตามความเป็นจริง ลักษณะและสภาวะ ของ อุทยัพพยญาณ ที่เห็นความเกิดดับ ชัด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ มีดังนี้ ๑๒๒ พระเทพสิทธิมุนี (โชดก ป.๙), คู่มือสอบอารมณ์กัมมัฏฐาน, หน้า ๘. ๑๒๓ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๔๙-๕๐/๗๗-๘๑. ๑๒๔ ดูรายละเอียดใน ขุ.ป.อ. (ไทย) ๖๘/๕๑-๕๓.
  • 38.
    ๘๔ (๑) เห็น พองยุบ เป็น ๒-๓-๔-๕-๖ ระยะ (๒) เวทนา ต่างๆ หายไปรวดเร็ว กําหนดเพียง ครั้งเดียว หรือสอง สามครั้ง ก็หายไป (๓) กําหนดได้ชัดเจน (๔) นิมิต ต่างๆ หายไปเร็ว (๕) ต้นพอง สุดพอง ต้นยุบ สุดยุบ ปรากฏชัดดี (๕) นักปฏิบัติตั้งใจกําหนดติดต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย ดุจด้ายสนเข็ม124 ๑๒๕ ๕) ภังคญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นความดับแต่อย่างเดียว เพราะความดับของรูป นามเป็นสิ่งที่ตื่นเต้นกว่าความเกิด ญาณนี้อยู่ในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๗ ของ ญาณ ๗๓) โดยมิได้เรียกชื่อว่า ภังคญาณ เพียงแต่ให้ความหมายว่าเป็นปัญญาเห็นความแตกไป เท่านั้น1 2 5 ๑๒๖ แต่ในคัมภีร์อรรถกถาได้แสดงและให้ชื่อญาณนี้ว่า “ภังคานุปัสสนาญาณ”๑๒๗ ซึ่ง สาระสําคัญของญาณนี้ก็คืออารมณ์ที่เป็นบัญญัติหายไป และจะทําให้ผู้ปฏิบัติเห็นอารมณ์ที่เป็น ปรมัตถ์ชัดเจนขึ้น ลักษณะและสภาวะของภังคญาณ คือ (๑) สุดพอง สุดยุบ ปรากฏชัดดี (๒) พอง ยุบ นั่ง ถูก หายไป (๓) คล้ายกับไม่ได้กําหนดอะไรเลย (๔) พอง-ยุบ กับ จิตผู้รู้หายไปๆ แต่จะเห็นว่า รูปหายไปก่อน จิตหายไปทีหลัง ที่จริงนั้น หายไปพร้อมกัน เพราะ จิตก่อนหายไป จิตหลังรู้ (๕) กําหนดไม่ค่อยได้ดี เพราะล่วง อารมณ์บัญญัติ มีแต่อารมณ์ปรมัตถ์ (๖) บางครั้งมีแต่ พอง-ยุบ ตัวตนหายไป (๗) อารมณ์กับจิตหายไปพร้อมกัน (๘) บางคนพองยุบหายไปนานหลายวัน จนเบื่อก็มี ต้องให้เดินจงกรมมากๆ127 ๑๒๘ ๖) ภยญาณ บ้างก็เรียกว่า ภยตูปัฏฐานญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นว่า รูปนามนี้เป็น ภัย เป็นที่น่ากลัวเหมือนคนกลัวสัตว์ร้าย เช่น เสือ เป็นต้น ในคัมภีร์ขุททกนิกายปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๘ ของ ญาณ ๗๓) คือ อาทีนวญาณ ซึ่งเป็นญาณที่รวม ๖, ๗ และ ๘ ของวิปัสสนาญาณ ๑๖ ๑๒๕ พระเทพสิทธิมุนี (โชดก ป.๙), คู่มือสอบอารมณ์กัมมัฏฐาน, หน้า ๒๑-๒๓. ๑๒๖ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๕๑-๕๒/๘๒-๘๔. ๑๒๗ ขุ.ป.อ. (ไทย) ๖๘/๕๕-๕๖. ๑๒๘ พระเทพสิทธิมุนี (โชดก ป.๙), คู่มือสอบอารมณ์กัมมัฏฐาน, หน้า ๒๔-๒๕.
  • 39.
    ๘๕ ไว้ด้วยกัน1 2 8 ๑๒๙ ส่วนในคัมภีร์อรรถกถาได้แยกแสดง ภยญาณ ไว้เป็น ญาณแรกใน ๓ ญาณ ของ อาทีนวญาณ1 2 9 ๑๓๐ สาระสําคัญของญาณนี้ก็คือ ผู้ปฏิบัติมักเห็นสภาพของร่างกายที่มีแต่เพียงกระดูก ขาวโพลน กระบอกตากลวงโบ๋ น่าเกลียดน่ากลัวยิ่งนักจนเกิดความรู้สึกว่าไม่อยากได้รูปนามอีก ต่อไปเพราะถ้าได้มาอีกรูปนามก็จะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้อีกต่อไป ลักษณะและสภาวะของ ภยญาณ คือ (๑) อารมณ์ที่กําหนดกับจิตที่รู้ ทันกัน ติดกัน หายไปพร้อมกัน (๒) เห็นรูปนามหายไป ดับไป สูญไป (๓) บางคนนึกถึงเพื่อน ญาติ แล้ว ร้องไห้ก็มี (๔) บางคนกลัวมาก เห็นอะไรๆ ก็กลัว ดุจเป็นคนบ้า (๕) เห็นว่ารูปนามนี้ไม่มีสาระแก่นสารอะไรเลย (๖) ไม่ยินดี ไม่สนุกสนาน เพียงพิจารณาว่า รู้สึก น่ากลัว แต่ไม่ใช่กลัวจริงๆ ก็มี130 ๑๓๑ ๗) อาทีนวญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นว่ารูปนามนี้เป็นโทษ เหมือนผู้ที่เห็นไฟกําลัง ไหม้เรือนตนอยู่ จึงคิดหนีจากเรือนนั้น ญาณนี้ปรากฏทั้งในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๘ ของ ญาณ ๗๓) และ ในคัมภีร์อรรถกถา131 ๑๓๒ สาระสําคัญของญาณนี้ก็คือ ผู้ปฏิบัติจะเห็น ร่างกายที่ค่อยๆ พองขึ้นอืดที่บริเวณท้อง ลําตัว แขน หลังมือ หลังเท้า เป็นต้นสักระยะหนึ่งอาการ พองอืดก็จะค่อยๆ ยุบลงตามปกติ ลักษณะและสภาวะของ อาทีนวญาณ คือ (๑) พอง-ยุบ หายไปทีละนิดๆ (๒) เห็นว่ารูปนามไม่ดี น่าเบื่อหน่าย จะกําหนดอะไร ก็ไม่เห็นมีอะไรดี (๓) รูปนามปรากฏเร็ว แต่กําหนดได้ดีอยู่ (๔) รู้สึกว่าปฏิบัติไม่ดีเหมือนวันก่อนๆ (๕) ตั้งสติกําหนดลงไปที่ใดก็มีแต่ของไม่ดี ไม่สวย เห็นแต่ทุกข์โทษไปเสียหมด (๖) เกิดตาสว่างขึ้นมาว่า รูป นาม เป็นของ ไม่น่าชอบใจ บัดนี้รู้ความจริง ตาสว่างขึ้น จากความเพียรในการเจริญวิปัสสนานั่นเอง132 ๑๓๓ ๑๒๙ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๕๓/๘๔-๘๖. ๑๓๐ ขุ.ป.อ. (ไทย) ๖๘/๕๖. ๑๓๑ พระเทพสิทธิมุนี (โชดก ป.๙), คู่มือสอบอารมณ์กัมมัฏฐาน, หน้า ๓๑-๓๒. ๑๓๒ ขุ.ป.อ. (ไทย) ๖๘/๕๖-๖๐. ๑๓๓ พระเทพสิทธิมุนี (โชดก ป.๙), คู่มือสอบอารมณ์กัมมัฏฐาน, หน้า ๓๕-๓๗.
  • 40.
    ๘๖ ๘) นิพพิทาญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นว่าเกิดเบื่อหน่ายในรูปนามและในปัญจขันธ์ ญาณนี้ปรากฏทั้งในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๘ ของญาณ ๗๓) และ ในคัมภีร์ อรรถกถา133 ๑๓๔ สาระสําคัญของญาณนี้คือผู้ปฏิบัติจะรู้สึกเบื่อหน่ายต่อรูปนาม และเป็นความรู้สึกที่ เกิดขึ้นจากการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานล้วนๆ มิใช่เกิดเพราะนึกคิดเอาเอง ลักษณะและสภาวะของ นิพพิทาญาณ คือ (๑) เกิดเบื่อหน่าย ขยะแขยงในอารมณ์นั้นๆ หาความยินดีสักนิดก็ไม่มี (๒) เดี๋ยวนี้รู้ว่า เบื่อจริงๆ เป็นอย่างไร แต่ยังกําหนดได้ดีอยู่ (๓) รู้สึกว่า ภพภูมิ ต่างๆ ไม่เห็นมีอะไรดีเลย ใจน้อมไป เอียงไปสู่พระนิพพาน (๔) กําหนดรูปนามไม่เพลิดเพลินเลย รู้สึกเบื่ออาหาร นอน น้อย พูดน้อย (๕) ไม่อยากพูดจา หรือ พบเห็น ใครๆ อยากอยู่คนเดียวในห้องเท่านั้น (๖) รู้สึกหงอยเหงาเศร้าๆ ไม่เบิกบาน ไม่ร่าเริง ไม่อยากแต่งเนื้อแต่งตัว (๖) เบื่อหน่ายต่อการปฏิบัติวิปัสสนายิ่งนัก บางคนถึงกับคิดเลิกปฏิบัติก็มี134 ๑๓๕ ข้อควรจําและควรสังเกต ในระหว่าง ภยญาณ อาทีนวญาณ และ นิพพิทาญาณ ผู้ปฏิบัติ อาจจะบอกได้ถูกต้องครบทั้ง ๓ ญาณก็มี แต่บางคนบอกได้เพียง ๒ ญาณ หรือ ๑ ญาณเท่านั้นก็มี ถ้า บอกได้ชัดเจนอย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นอันใช้ได้ถูกต้อง ๙) มุญจิตุกัมยตาญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นว่าใคร่จะหนีจากรูปนาม ใคร่จะพ้น จากปัญจขันธ์ เปรียบดังปลาเป็นๆ ที่ใคร่จะพ้นจากที่ดอนที่แห้ง ญาณนี้ปรากฏทั้งในคัมภีร์ขุททก- นิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๙ ของ ญาณ ๗๓) ซึ่งได้รวม วิปัสสนาญาณที่ ๙, ๑๐ และ ๑๑ ไว้ ด้วยกันในญาณ สังขารุเปกขาญาณ1 3 5 ๑๓๖ แต่ในคัมภีร์อรรถกถา ได้ใช้ชื่อและแยกมุญจิตุกัมยตาญาณ ออกมาอย่างชัดเจน136 ๑๓๗ ส่วนสาระสําคัญของญาณนี้ก็คือผู้ปฏิบัติอยากหลุดพ้นจากรูปนาม บางครั้ง ผู้ปฏิบัติเกิดอาการคันอย่างรุนแรง บางครั้งก็เกิดทุกขเวทนาอย่างแรงกล้า จนอยากหนีไปให้พ้นจาก รูปนาม แต่ก็ไม่ได้หนีไปไหน ยังคงเจริญวิปัสสนาต่อไปอีก ลักษณะและสภาวะของ มุญจิตุกัมยตาญาณ คือ (๑) กําหนดได้ไม่ดี อยากเลิก อยากหนี อยากออก ไม่อยากทํา ใจหงุดหงิด (๒) บางคนคิดกลับบ้าน นึกว่าตนหมดบุญวาสนาบารมีแล้ว “ถึงญาณม้วนเสื่อแล้ว” ๑๓๔ ขุ.ป.อ. (ไทย) ๖๘/๕๗. ๑๓๕ พระเทพสิทธิมุนี (โชดก ป.๙), คู่มือสอบอารมณ์กัมมัฏฐาน, หน้า ๓๘-๔๑. ๑๓๖ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๕๔/๘๖-๘๗. ๑๓๗ ขุ.ป.อ. (ไทย) ๖๘/๖๑-๖๔.
  • 41.
    ๘๗ (๓) มีเวทนารบกวนมาก เห็นขาดหายเป็นท่อนๆเสี่ยงๆ (๔) คันยุบๆ ยิบๆ หลายที่ จนเหลือที่จะอดกลั้นได้ (๔) จิตอยากหนี อยากหลุด อยากพ้นไป เพราะมีทุกข์มาคอยก่อกวน (๕) ได้เห็นความเสื่อม กับ ได้รับเวทนา ที่เป็นสังขารทุกข์ จนเป็นเหตุให้จิตเริ่มน้อมไป เอียงไปสู่พระนิพพานทันที (๖) ไม่ต้องการอยากได้รูปนามอีกต่อไปแล้ว อยากจะออกไปจากภพภูมิ137 ๑๓๘ ๑๐) ปฏิสังขาญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นเพื่อหาทางที่จะหนี โดยหาอุบายที่จะเปลื้อง ตนให้พ้นจากปัญจขันธ์ ญาณนี้ปรากฏทั้งในขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๙ ของ ญาณ ๗๓) แต่ในคัมภีร์อรรถกถา ได้แสดงชื่อญาณและแยกเรียกออกเป็น ปฏิสังขาญาณ1 3 8 ๑๓๙ ส่วน สาระสําคัญของญาณนี้ ก็คือ ผู้ปฏิบัติได้เห็นไตรลักษณ์ชัดเจนที่สุดกว่าทุกญาณที่ผ่านมาและการที่ ได้หยั่งรู้ไตรลักษณ์มีประโยชน์มากเพราะใช้เพื่อจะได้ยกจิตขึ้นสู่ไตรลักษณ์ต่อไป ลักษณะและสภาวะของ ปฏิสังขาญาณ คือ (๑) มีอาการดุจเข็มแทง เหมือนมีเหล็กแหลมมาจี้ตามร่างกาย (๒) มีอาการซึมๆ ตัวแข็งดุจเข้าผลสมาบัติ แต่ใจยังรู้อยู่ (๓) บางทีมีอาการตึงๆ หนักๆ ร้อนทั้งตัว อึดอัด เหมือนใจจะขาด (๔) ไม่สามารถจะกําหนดได้อย่างกระฉับกระเฉง (๕) ผู้ปฏิบัติต้องมีจิตหนักแน่นต่อการกําหนด ยอมสู้ตาย ไม่ท้อถอย จิตที่ลังเลจะค่อยๆ คลายลง อารมณ์กับจิตก็จะคืนสู่สภาพเดิม (๖) ต้องย้อนกลับไปพิจารณาพระไตรลักษณ์อีกเพราะคือหนทางเดียวที่จะเข้าไปสู่พระ นิพพาน (๗) ต้องใช้วิริยะอุตสาหะอย่างเคร่งครัดเพื่อปลุกตนให้ปฏิบัติต่อกันไปดุจด้ายสนเข็ม (๘) เมื่อถึงญาณนี้จะไม่มีใจรวนเรคิดจะเลิกปฏิบัติเหมือนญาณที่ผ่านมา ตั้งใจจริงปฏิบัติ จริง สู้ตาย (๙) ผู้ปฏิบัติย่อมเห็น ความว่างเปล่า โดยทาง ทวาร ๖ และ ขันธ์ ๕139 ๑๔๐ ๑๑) สังขารุเปกขาญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นว่าจะหนีไม่พ้นจึงเฉยอยู่ไม่ยินดียินร้าย ดุจบุรุษอันเพิกเฉยในภริยาที่ทิ้งขว้างหย่าร้างกันแล้ว ญาณนี้ปรากฏทั้งในคัมภีร์ขุททกนิกาย ๑๓๘ พระเทพสิทธิมุนี (โชดก ป.๙), คู่มือสอบอารมณ์กัมมัฏฐาน, หน้า ๔๒-๔๖. ๑๓๙ อ้างแล้ว. ๑๔๐ พระเทพสิทธิมุนี (โชดก ป.๙), คู่มือสอบอารมณ์กัมมัฏฐาน, หน้า ๔๖-๔๙.
  • 42.
    ๘๘ ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๙ของ ญาณ ๗๓) และ ในคัมภีร์อรรถกถา สาระสําคัญของญาณนี้ก็คือผู้ ปฏิบัติจะมีจิตใจสงบวางเฉยไม่มีทุกขเวทนารบกวน และสามารถกําหนดสภาวะต่างๆ ได้ดียิ่ง ผู้ ปฏิบัติได้เห็นคุณค่าของการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นอย่างมาก เมื่อสังขารุเปกขาญาณถึงที่สุด แล้ว ญาณนี้มีชื่ออีกอย่างว่า สิขาปัตตสังขารุเปกขา140 ๑๔๑ ลักษณะและสภาวะของ สังขารุเปกขาญาณ คือ (๑) ไม่ยินดียินร้าย กําหนดรูปนามได้ง่ายที่สุด สมํ่าเสมอ ไม่เผลอจากรูปนาม (๒) รู้สึกเพลิดเพลิน จนลืมเวลาไปก็มี ไม่อยากไปไหน หรือพบเห็นใคร และไม่นึกคิด อะไรทั้งสิ้น นิวรณ์ทั้งหลายสงบลง เพราะสมาธิดีใจสงบแน่วแน่ไปได้นานๆ (๓) รูปนามไม่ค่อยเห็นชัดแต่กําหนดได้ดี มีใจสงบดีเป็นที่สุด ความเพียรไม่ลดถอยลง (๔) ไม่ฟุ้งซ่าน รําคาญใจ แม้จะมีเสียงมารบกวน (๕) เวทนาไม่มารบกวน โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็หาย จะหายไปได้โดยเด็ดขาดบ้าง เช่น โรคอัมพาต โรคประสาท โรคหืด โรคกระเพาะ โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น บางโรคหายไป ชั่วคราวก็มี หรือ บางโรคหายไปเลยจริงๆ ก็มี (๖) จิตไม่หลงออกไปหาอารมณ์อื่น แน่วแน่อยู่กับรูปนาม ไม่จําเป็นต้องเปลี่ยนอิริยาบถ นึกว่านั่งครู่เดียว แต่ที่แท้นั่งได้นานอยู่141 ๑๔๒ ในระหว่าง มุญจิตุกัมยตาญาณ ปฏิสังขาญาณ สังขารุเปกขาญาณ ทั้ง ๓ นี้ แท้จริงโดย ใจความเป็นอันเดียวกัน แต่ต่างกันแค่พยัญชนะเท่านั้นโดยแบ่งออกเป็น อ่อน กลาง และสูง ๑๒) อนุโลมญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นให้คล้อยไปตาม อริยสัจจญาณนี้ เรียกว่า สัจ จานุโลมิกญาณ ก็ได้ญาณนี้ได้ปรากฏในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ที่เรียกว่า ขันติญาณ 142 ๑๔๓ ส่วนชื่อ อนุโลมญาณ ปรากฏและแสดงอยู่ในคัมภีร์อรรถกถา143 ๑๔๔ ในญาณนี้ผู้ปฏิบัติจะพิจารณา รูปนามว่าเป็นไตรลักษณ์ตั้งแต่ อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ถึง สังขารุเปกขาญาณ เหมือน พระมหากษัตริย์ทรงสดับการวินิจฉัยคดีของตุลาการ ๘ ท่านแล้วมีพระราชวินิจฉัยอนุโลมตามคํา วินิจฉัยของตุลาการทั้ง ๘ ท่านนั้น ดังนั้น สัจจานุโลมิกญาณ (อนุโลมญาณ) จึงตรงกับ ขันติญาณ (ญาณที่ ๔๑ ของ ญาณ ๗๓) ในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ดังที่พระสารีบุตรนําธรรม ๑๔๑ พระมหาสีสยาดอ, โสภณมหาเถระ, วิปัสสนาชุนี, แปลโดย จํารูญ ธรรมดา, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ทิพยวิสุทธิ์, ๒๕๔๐), หน้า ๓๕๑. ๑๔๒ พระเทพสิทธิมุนี (โชดก ป.๙), คู่มือสอบอารมณ์กัมมัฏฐาน, หน้า ๕๒-๕๕. ๑๔๓ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๙๒/๑๕๓. ๑๔๔ ขุ.ป.อ. (ไทย) ๖๘๖๖-๖๗.
  • 43.
    ๘๙ ๒๐๑ ประการมาจําแนกเป็นขันติญาณ เช่นรูปที่รู้ชัดโดยความไม่เที่ยงเป็นทุกข์และเป็นอนัตตา รูป ใด ๆ ที่พระโยคาวจรรู้ชัดแล้วรูปนั้น ๆ พระโยคาวจรย่อมพอใจ เพราะฉะนั้นปัญญาที่รู้ชัดจึงชื่อว่า ขันติญาณ (ญาณในความพอใจ) เนื่องจากว่าญาณนี้อยู่ติดกับอริยมรรค จึงมีชื่ออีกอย่างว่า วุฏฐานคามินีวิปัสสนา หมายถึง วิปัสสนาที่กําลังจะเข้าถึงอริยมรรค ส่วนสังขารุเปกขาญาณ อนุโลมญาณ และโคตรภูญาณ ทั้ง ๓ นั้นมีความต่อเนื่องเป็นวิถีเดียวกันกับมรรคจึงเรียกว่า วุฏฐานคามินี144 ๑๔๕ ลักษณะและสภาวะของ อนุโลมญาณ คือ (๑) อาการพอง-ยุบ จะปรากฏเร็วเข้า ๆ แล้วก็ดับวูบลงไป และจะรู้ชัดว่า ดับตอนพอง หรือ ตอนยุบ ซึ่งนี่คือ อาการนี้สําหรับผู้ที่เคยให้ทานรักษาศีลมา โดยจะผ่านทาง อนิจจัง (๒) เวลากําหนดอาการพอง-ยุบ จะรู้สึกแน่นอึดอัด เมื่อกําหนดไป ๆ ก็จะดับวูบลงไป ซึ่งนี่คือ อาการสําหรับผู้เคยเจริญสมถ สมาธิเป็นฐานมาก่อนโดยจะผ่านทางทุกขัง (๓) พอง-ยุบ สมํ่าเสมอกัน แผ่วเบา แล้วก็ดับวูบลงไป ซึ่งคืออาการสําหรับผู้ที่เคยสะสม บารมีทางการเจริญวิปัสสนามาก่อนโดยจะผ่านทางอนัตตา145 ๑๔๖ ๑๓) โคตรภูญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นพระนิพพาน ที่ตัดขาดจากโคตรปุถุชนเป็น โคตรอริยชน ญาณนี้ปรากฏในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๑๐ ของญาณ ๗๓)๑๔๗ สาระสําคัญของญาณนี้ก็คือ สภาวะจิตของผู้ปฏิบัติได้มีนิพพานเป็นอารมณ์ข้ามพ้นโคตรปุถุชน บรรลุถึงอริยชนโดยไม่หวนกลับมาอีก ความจริงญาณนี้แม้มีนิพพานเป็นอารมณ์แต่ก็ไม่สามารถที่ จะทําลายกิเลสได้หมด เปรียบเหมือนบุรุษที่มาเข้าเฝ้าพระราชา ได้เห็นพระราชาแล้วแต่ที่ไกล เมื่อมี คนมาถามว่า คุณได้เห็นพระราชาหรือยัง เขาก็ตอบว่า ยัง เพราะเขายังไม่ได้เข้าเฝ้า และทํากิจในราช สํานักได้เสร็จสิ้นฉันใดก็ฉันนั้น ๑๔) มรรคญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นพระนิพพาน และตัดขาดจากกิเลสเป็น สมุจเฉทประหาณ ญาณนี้ปรากฏในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๑๖ ของญาณ ๗๓)๑๔๘ สาระสําคัญของญาณนี้ก็คือ ผู้ปฏิบัติได้เสวยนิพพานเป็นอารมณ์เป็นครั้งแรก เห็นแจ้ง นิโรธสัจด้วยปัญญาของตนเอง รูปนามดับไปในญาณนี้ หมดความสงสัยในพระรัตนตรัยโดยสิ้นเชิง ๑๔๕ พระมหาสีสยาดอ, โสภณมหาเถระ, วิปัสสนาชุนี, แปลโดย จํารูญ ธรรมดา, หน้า ๓๕๑-๓๕๒. ๑๔๖ พระเทพสิทธิมุนี (โชดก ป.๙), คู่มือสอบอารมณ์กัมมัฏฐาน, หน้า ๕๘-๕๙. ๑๔๗ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๕๙/๙๔. ๑๔๘ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๖๑/๙๙.
  • 44.
    ๙๐ มีศีล ๕ มั่นคงเป็นนิจกิเลสดับไปในญาณนี้แม้มีโลภะ โทสะ โมหะอยู่ แต่จางหายไปได้เร็วพลัน สามารถปิดอบายภูมิได้อย่างเด็ดขาด ๑๕) ผลญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นพระนิพพาน โดยเสวยผลแห่งสันติสุขญาณนี้ ปรากฏในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๑๒ ของ ญาณ ๗๓)๑๔๙ สาระสําคัญของ ญาณนี้ก็คือ ผู้ปฏิบัติถึงญาณนี้แม้กิเลสจะถูกประหารไปได้อย่างเด็ดขาดด้วยมรรคญาณ แต่อํานาจ ของกิเลสก็ยังเหลืออยู่ เช่นเดียวกับที่เอานํ้าไปรดไอร้อนที่เหลืออยู่ในพื้นที่ไฟไหม้ แต่ไฟนั้นดับ แล้ว การประหารกิเลสด้วยผลญาณก็มีนัยเช่นนี้ ๑๖) ปัจจเวกขณญาณ ปัญญาที่กําหนดจนรู้เห็นใน มรรคจิต, ผลจิต, นิพพาน,กิเลสที่ละ แล้ว และกิเลสที่ยังคงเหลืออยู่ ญาณนี้ปรากฏในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค(ญาณที่ ๑๔ ของ ญาณ ๗๓)๑๕๐ สาระสําคัญของญาณนี้ก็คือ ผู้ปฏิบัติได้พิจารณากิเลสที่ตนละได้และที่ตนยังละ ไม่ได้ สําหรับกิเลสที่ยังละไม่ได้ผู้ปฏิบัติก็จะมุ่งหน้าเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานเพื่อที่จะได้บรรลุ คุณธรรมที่สูงขึ้นไปจนกว่าจะสําเร็จเป็นพระอรหันต์ ในวิปัสสนาญาณ ๑๖ ตั้งแต่ญาณที่ ๓ สัมมสนญาณ จนถึงญาณที่ ๑๒ อนุโลมญาณรวม ๑๐ญาณนี้เรียกว่าวิปัสสนาญาณเพราะสัมมสนญาณนั้นเริ่มเห็นพระไตรลักษณ์แล้ว บางแห่งก็จัดว่า วิปัสสนาญาณมีเพียง ๙ คือ นับตั้งแต่ญาณที่ ๔ อุทยัพพยญาณ จนถึงญาณที่ ๑๒ อนุโลมญาณ เพราะ อุทยัพพยญาณเป็นญาณแรกที่รู้เห็นพระไตรลักษณ์ และกลุ่มญาณหรือปัญญาเหล่านี้จึงถูกจัดว่าเป็น ภาวนามยปัญญา หรือ ปัญญาที่เป็นเส้นทางสู่พระนิพพาน ๓.๗.๒ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า การปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐาน ๔ เพียงข้อเดียวก็สามารถบรรลุ ธรรมได้คือการปฏิบัติตามหลักอานาปานปัพพะ ข้อเดียวให้บริบูรณ์ ก็จะทําให้กายานุปัสสนาสติ ปัฏฐาน บริบูรณ์ เมื่อกายานุปัสสนาบริบูรณ์สติปัฏฐานข้ออื่น ๆ ก็บริบูรณ์ตามไปด้วย เมื่อสติปัฏ ฐาน ๔ บริบูรณ์ จะทําให้โพชฌงค์ ๗ ประการบริบูรณ์ โพชฌงค์ ๗ บริบูรณ์แล้วจะทําให้ วิชชา และวิมุตติบริบูรณ์ คือถึงความหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย กลายเป็นพระอรหันต์150 ๑๕๑ ทั้งหมดนี้ก็คือ โพธิปักขิยธรรมได้เกิดขึ้นพร้อมกันในขณะที่มรรคจิตหรือมรรคญาณเกิดขึ้นนั่นเอง ส่วนในขณะ ๑๔๙ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๖๓/๑๐๒. ๑๕๐ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๖๕/๑๐๖. ๑๕๑ ดูรายละเอียดใน ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๑๔๗/๑๘๗.
  • 45.
    ๙๑ ผลจิต โพธิปักขิยธรรมเกิดขึ้นพร้อมกัน ๓๓อย่าง เว้นสัมมัปปธาน ๔1 5 1 ๑๕๒ แต่ว่าตามหลักทฤษฎี แล้ว สติปัฏฐาน ๔ เป็นหมวดธรรม หมวดหนึ่งในบรรดาหมวดธรรมทั้ง ๗ หมวดธรรมของโพธิ ปักขิยธรรม จากหลักฐานนี้สรุปได้ว่า โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ไม่ได้แยกกันปฏิบัติแต่ถ้าผู้ ปฏิบัติยึดเอาหมวดธรรมหมวดใดหมวดหนึ่งใน ๗ หมวดนั้นมาปฏิบัติเท่ากับว่าได้ปฏิบัติโพธิปักขิย ธรรมทั้ง ๓๗ ประการพร้อมกัน ในที่นี้จะได้ศึกษาหมวดธรรมทั้ง ๗ หมวดนั้นพอสังเขป ดังนี้ พระพุทธองค์ได้แสดงความสําคัญของโพธิปักขิยธรรม ดังที่ปรากฏในอัคคัญญสูตรว่า ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ กษัตริย์ผู้สํารวมกาย สํารวมวาจา สํารวมใจ อาศัยการ เจริญโพธิปักขิยธรรม ๗ หมวดแล้ว จะปรินิพพานในโลกนี้ทีเดียว แม้พราหมณ์ผู้สํารวมกาย สํารวมวาจา สํารวมใจ อาศัยการเจริญโพธิปักขิยธรรม ๗ หมวด แล้ว จะปรินิพพานในโลกนี้ทีเดียว แม้แพศย์ผู้สํารวมกาย สํารวมวาจา สํารวมใจ อาศัยการเจริญโพธิปักขิยธรรม ๗ หมวด แล้ว จะปรินิพพานในโลกนี้ทีเดียว แม้ศูทรผู้สํารวมกาย สํารวมวาจา สํารวมใจ อาศัยการเจริญโพธิปักขิยธรรม ๗ หมวดแล้ว จะปรินิพพานในโลกนี้ทีเดียว แม้สมณะผู้สํารวมกาย สํารวมวาจา สํารวมใจ อาศัยการเจริญโพธิปักขิยธรรม ๗ หมวด แล้ว จะปรินิพพานในโลกนี้ทีเดียว 152 ๑๕๓ เนื้อความจากพระสูตรนี้มีนัยที่จะวิเคราะห์ให้เห็นถึงที่มาของโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ว่าธรรมทั้งหลายเหล่านี้มาประชุมรวมตัวเป็นธรรมสามัคคีโดยพร้อมเพรียงกันในมรรคจิต ขณะเดียวได้อย่างไร จะเริ่มต้นด้วยการศึกษาองค์ประกอบของโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ว่ามีธรรม อะไรเข้าประกอบบ้างและธรรมแต่ละอย่างมีความหมายโดยสังเขปเช่นไร พร้อมทั้งหาองค์ธรรม1 5 3 ๑๕๔ ของธรรมทั้ง ๓๗ ประการนี้ โพธิปักขิยธรรมประกอบด้วยธรรม ๗ หมวดได้แก่ ๑) สติปัฏฐาน ๔ ๒)สัมมัปปธาน๔ ๓)อิทธิบาท๔ ๔)อินทรีย์๕ ๕)พละ๕ ๖)โพชฌงค์๗ ๗)มรรคมีองค์๘154 ๑๕๕ ๑๕๒ วิสุทฺธิ. (ไทย) ๘๒๔/๑๑๑๑. ๑๕๓ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๑๓๘/๑๐๑. ๑๕๔ องค์ธรรม คือ สภาวธรรมอันเป็นธาตุแท้ของธรรมชาติ เป็นสภาวะที่มีอยู่โดยปรมัตถ์ ๑๕๕ ดูรายละเอียดใน ม.อุ.อ. (บาลี) ๓/๓๕/๑๙, ขุ.ธ.อ. (บาลี) ๒/๖๑, องฺ.ทสก.ฏีกา (บาลี) ๓/๑๑๓- ๑๑๖/๔๓๙.
  • 46.
    ๙๒ คัมภีร์วิสุทธิมรรค ได้แสดงองค์ธรรมของโพธิปักขิยธรรมที่ไม่ซํ้ากันว่า มี๑๔ อย่าง155 ๑๕๖ จะได้ศึกษาไปตามลําดับและพิจารณาหรือสกัดเอาเฉพาะองค์ธรรมที่ไม่ซํ้ากันออกมา ดังต่อไปนี้ สติปัฏฐาน ๔ คือการตั้งสติตามรู้อารมณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นขณะเจริญวิปัสสนากรรมฐาน คือ กําหนดรู้ฐานทั้ง ๔ ได้แก่ ฐานกาย พิจารณาดูความเคลื่อนไหวของกายขณะที่ ยืน เดิน นั่ง นอน รวมถึงอิริยาบถย่อยต่างๆ มีการคู้เหยียด กิน ดื่ม เป็นต้น ฐานเวทนา ความรู้สึก พิจารณาดูความรู้สึก ที่เกิดขึ้นขณะที่ปฏิบัติ เช่น ความรู้สึกสบาย ไม่สบาย หรือเฉยๆ เป็นต้น ฐานจิต พิจารณาดูอาการ ของจิต เช่น จิตคิดถึงอารมณ์ต่างๆ มีความโกรธ ความอาฆาต ความยินดี ไม่ยินดี ความชอบใจ ไม่ ชอบใจ เป็นต้น ฐานธรรม ยกเอาหมวดธรรมต่างๆ มีขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นต้นมาพิจารณา เพื่อให้เกิดปัญญารู้ชัดตามความเป็นจริง องค์ธรรมของสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้ ได้แก่ สติเจตสิก156 ๑๕๗ สัมมัปปธาน ๔ คือการตั้งความเพียรเพื่อป้องกันไม่ให้อกุศลธรรมทั้งหลายเกิดขึ้น เพียร ละอกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นให้หมดไป เพียรทํากุศลธรรมทั้งหลายให้เกิดขึ้นและเพียรรักษา กุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญยิ่งขึ้นไป องค์ธรรมของสัมมัปปธานทั้ง ๔ นี้ ได้แก่ วิริย เจตสิก157 ๑๕๘ อิทธิบาท ๔ คือธรรมที่เป็นฐานนําไปสู่ความสําเร็จกิจที่ปรารถนาหรือที่กําลังทําอยู่ ประกอบด้วย ฉันทะ ความยินดีพอใจในงานที่ทําอยู่องค์ธรรมได้แก่ ฉันทเจตสิก วิริยะ ความเพียร พยายามทํางานที่ทําอยู่ไม่ทอดธุระกลางครัน องค์ธรรมได้แก่ วิริยเจตสิก จิตตะ ความตั้งใจมุ่งมั่น จดจ่ออยู่กับงานที่ทํา องค์ธรรมได้แก่ กุศลจิต ๒๑ ดวง วีมังสา พิจารณาไตร่ตรองหาวิธีทํางานให้ สําเร็จตามความตั้งใจไว้องค์ธรรม ได้แก่ ปัญญาเจตสิกา158 ๑๕๙ อินทรีย์๕ คือความเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน ๕ อย่าง ได้แก่ สัทธา เป็นใหญ่ในความ เชื่อ หมายความว่า ถ้าเป็นความเชื่อสัทธา จะเป็นหัวหน้าไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าสัทธา องค์ธรรมได้แก่ สัทธาเจตสิก วิริยะ เป็นใหญ่ในเรื่องความเพียร องค์ธรรมได้แก่ วิริยเจตสิก สติ เป็นใหญ่ในเรื่อง ความระลึกรู้อารมณ์และนําเอาอารมณ์ที่เคยรู้ในครั้งก่อนออกมาใช้ประโยชน์ได้ องค์ธรรมได้แก่ สติเจตสิก สมาธิ เป็นใหญ่ในเรื่องความตั้งใจมั่นไม่หวั่นไหวเมื่อมีอารมณ์มากระทบ องค์ธรรม ได้แก่ เอกัคคตาเจตสิก ปัญญา เป็นใหญ่ในเรื่องความรู้ชัดธรรมชาติตามความเป็นจริง องค์ธรรม ได้แก่ปัญญาเจตสิก159 ๑๖๐ ๑๕๖ ดูรายละเอียดใน วิสุทฺธิ. (ไทย) ๘๒๖/๑๑๑๓. ๑๕๗ ดูรายละเอียดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๒-๔๐๕/๓๐๑-๓๔๐. ๑๕๘ ดูรายละเอียดใน องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๒๗๕/๓๙๐, อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๓๙๐-๔๒๖/๓๒๘-๓๓๗. ๑๕๙ ดูรายละเอียดใน องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๒๗๖/๓๙๑, อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๔๓๑-๔๖๑/๓๔๒-๓๕๓. ๑๖๐ องฺ.ป�ฺจก. (ไทย) ๒๑/๑๕๑/๒๑๔.
  • 47.
    ๙๓ พละ ๕ ก็คืออินทรีย์๕ที่ได้รับการพัฒนาจนเกิดกําลังในหน้าที่หลักของตนสามารถ ทําลายกิเลสที่เกิดขึ้นในขณะปัจจุบันได้อย่างรวดเร็ว อุปมาเหมือนคนธรรมดาที่ได้รับการฝึกอบรม ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนชํานาญในเรื่องนั้นๆ เช่น เป็นนักมวย นักกีฑา เป็นต้น องค์ธรรมก็เหมือนกัน กับอินทรีย์๕ คือ สัทธาเจตสิก วิริยเจตสิก สติเจตสิก เอกัคคตาเจตสิก ปัญญาเจตสิก160 ๑๖๑ โพชฌงค์ ๗ คือองค์ธรรมแห่งการบรรลุธรรมหรือการตรัสรู้ ประกอบด้วยสติ ความ ระลึกได้องค์ธรรมได้แก่สติเจตสิก ธัมมวิจยะ ความการพิจารณาธรรมค้นคว้าธรรม องค์ธรรมได้แก่ ปัญญาเจตสิก วิริยะ ความเพียรความขยันในการปฏิบัติธรรม องค์ธรรมได้แก่ วิริยเจตสิก ปีติ ความ อิ่มเอิบใจ องค์ธรรมได้แก่ ปี ติเจตสิก ปัสสัทธิ ความสงบ องค์ธรรมได้แก่ กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ สมาธิ ความตั้งใจมั่น องค์ธรรมได้แก่ เอกัคคตาเจตสิก อุเบกขา ความวางเฉยใน อารมณ์ทั้งหลายไม่ตกไปสู่อํานาจของธรรมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง องค์ธรรมได้แก่ ตัตรมัชฌัตตตาเจตสิก 161 ๑๖๒ อริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ทางที่นําไปสู่การบรรลุหรือการตรัสรู้อันประเสริฐ ประกอบด้วย สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ได้แก่เห็นว่า บาปมี บุญมี ทําดีได้ดี ทําชั่วได้ชั่ว บิดามารดา มีบุญคุณจริง คุณของพระรัตนตรัยมีจริง เป็นต้น องค์ธรรมได้แก่ ปัญญาเจตสิก สัมมาสังกัปปะ ความดําริชอบ ได้แก่ ดําริออกจากกามทั้งหลาย ดําริในความไม่พยาบาท ดําริในความไม่เบียดเบียน คนอื่นสัตว์อื่น องค์ธรรมได้แก่ วิตกเจตสิก สัมมาวาจา การพูดจาชอบ คือเว้นจากวจีทุจริต ๔ ประกอบวจีสุจริต ๔ อย่าง คือไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคําหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ องค์ธรรม ได้แก่ สัมมาวาจาเจตสิก สัมมากัมมันตะ การประกอบการงานชอบ คือ เว้นกายทุจริต ๓ ประกอบ กายสุจริต ๓ อย่าง ได้แก่ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์คนอื่น ไม่ประพฤติผิดในกาม องค์ธรรมได้แก่ สัมมากัมมันตเจตสิ สัมมาอาชีวะ การประกอบอาชีพชอบ คือเว้นมิจฉาอาชีพ ประกอบสัมมาอาชีพ คืออาชีพที่ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม ได้แก่ ไม่ค้าขายมนุษย์ไม่ค้าขายยาพิษ เป็นต้น องค์ธรรม ได้แก่ สัมมาอาชีวเจตสิก สัมมาวายามะ ความเพียรชอบได้แก่ความเพียรในสัมมัปปธาน ๔ ที่ได้ ศึกษามาแล้ว องค์ธรรมได้แก่ วิริยเจตสิก สัมมาสติ ความระลึกชอบ คือระลึกในสติปัฏฐาน ๔ ที่ได้ ศึกษามาแล้วนั้น องค์ธรรมได้แก่ สติเจตสิก สัมมาสมาธิ ความตั้งใจชอบ คือตั้งใจจดจ่อต่องานที่ทํา อยู่ไม่หวั่นไหวไขว้เขวเมื่อมีอารมณ์ที่เป็นข้าศึกมากระทบ องค์ธรรมได้แก่ เอกัคคตาเจตสิก162 ๑๖๓ ๑๖๑ องฺ.ป�ฺจก. (ไทย) ๒๑/๑๕๒/๒๑๔. ๑๖๒ ดูรายละเอียดใน ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๓๐/๓๓๑, อภิ.วิ. (ไทย) ๓๔/๔๖๖-๔๘๕/๓๕๘-๓๗๑. ๑๖๓ ดูรายละเอียดใน ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๓๓/๓๓๙-๓๔๐, อภิ.วิ. (ไทย) ๓๔/๔๘๖-๔๙๙/๓๗๑-๓๗๘.
  • 48.
    ๙๔ การที่ผู้วิจัยจัดองค์ธรรมประจําหมวดธรรมทั้ง ๗ นี้ได้ยึดตามแนวคัมภีร์วิสุทธิมรรค และตามแนวทางที่นักปราชญ์ฝ่ายอภิธรรมได้จัดไว้163 ๑๖๔ เมื่อนําองค์ธรรมของธรรมทั้ง ๗ หมวด มา จัดสรรเอาเฉพาะที่ไม่ซํ้ากันจึงได้ องค์ธรรมหรือสังขารหรือเจตสิก ๑๔ อย่าง ซึ่งประกอบกับ โลกุตตรจิต ดังนี้ สติเจตสิก วิริยะเจตสิก ฉันทะเจตสิก ปัญญาเจตสิก สัทธาเจตสิก เอกัคคตา เจตสิก ปีติเจตสิก กายปัสสัทธิเจตสิก จิตตปัสสัทธิเจตสิก ตัตตรมัชฌัตตตาเจตสิก วิตกเจตสิก สัมมาวาจาเจตสิก สัมมากัมมันตเจตสิก สัมมาอาชีวเจตสิก จากที่ได้ศึกษาวิเคราะห์มานี้จะเห็นว่า สังขารหรือเจตสิกทั้ง ๑๔ อย่างนี้ เป็นเจตสิกที่ เข้าประกอบกับมรรคจิต ทั้ง ๔ ด้วย ทุกครั้งที่มรรคจิตเกิดขึ้น ทุกครั้งที่มรรคจิตเกิดขึ้นโพธิปักขิย ธรรมทั้ง ๓๗ ประการก็ต้องเกิดขึ้นด้วยและนี่ก็คือ เหตุที่มาแห่งโพธิปักขิยธรรม ๓๗ อันเป็น สามัคคีธรรมหรือมัคคสมังคีในมรรคจิตทั้ง ๔ นั่นเอง เมื่อแยกหัวข้อหมวดธรรมทั้ง ๗ หมวดออก ศึกษารายละเอียดอย่างนี้ อาจทําให้เข้าใจว่า โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการนี้ ต้องปฏิบัติไปที่ละ อย่าง คือ ปฏิบัติตามหมวดธรรมหนึ่งจบแล้วจึงปฏิบัติตามหมวดธรรมอื่นต่อไป ในทางปฏิบัติหา เป็นเช่นนั้นไม่ ผู้ปฏิบัติจะยกเอาธรรมะข้อใดข้อหนึ่งในจํานวน ๓๗ ประการนี้มาปฏิบัติ ก็ถือว่า ได้ ปฏิบัติธรรมะที่เหลือครบทุกข้อไปพร้อมกัน ดังพระพุทธพจน์ที่ปรากฏในอานาปานัสสติสูตรว่า ภิกษุทั้งหลาย ในภิกษุสงฆ์นี้ มีภิกษุผู้บําเพ็ญความเพียรในการเจริญอานาปานสติอยู่ อานาปานสติที่ภิกษุเจริญ ทําให้มากแล้ว ย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก อานาปานสติที่ภิกษุ เจริญ ทําให้มากแล้ว ย่อมทําสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์ สติปัฏฐาน ๔ ที่ภิกษุเจริญ ทําให้มาก แล้ว ย่อมทําโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ โพชฌงค์ ๗ ที่ภิกษุเจริญ ทําให้มากแล้ว ย่อมทําวิชชา และวิมุตติให้บริบูรณ์164 ๑๖๕ คําว่า เจริญอานาปานสติ ในที่นี้อาจจะสงสัยว่า อานาปานสติ ไม่จัดอยู่ในหมวดธรรม ๗ หมวดในโพธิปักขิยธรรม๓๗ประการ อันที่จริงการเจริญอานาปานสติ ก็คือการเจริญกายานุปัสสนา ในสติปัฏฐาน ๔ นั่นเอง สรุปใจความจากการศึกษาหลักการพัฒนาสังขารในพระพุทธศาสนาได้ดังนี้คือ การ พัฒนาสังขารโดยภาพรวมได้แก่การพัฒนาตามหลักไตรสิกขา คือ พัฒนาตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา ๑๖๔ ดูรายละเอียดใน วิสุทฺธิ. (ไทย) ๘๒๔/๑๑๑๒-๑๑๑๓ และใน อภิธรรมมหาวิทยาลัยแห่งประเทศ ไทย วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร, คู่มือศึกษาอภิธรรม ๙ ปริจเฉท, (ฉบับพกพา), ม.ป.ท., ม.ป.ป., หน้า ๓๓๑-๓๓๙. ๑๖๕ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๑๔๗/๑๘๗.
  • 49.
    ๙๕ โดยยึดตามแนวอริยมรรคมีองค์๘ ประการได้แก่ สัมมาวาจาสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ จัดเป็น ศีล สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ จัดเป็นสมาธิ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ จัดเป็นปัญญา การพัฒนาสังขารตามแนวอริยมรรคแต่ละอย่างมี ๒ ระดับคือระดับต้นและระดับสูง การพัฒนา ระดับต้นจัดเป็นกุศลกรรมบถ เพราะมีบัญญัติเป็นอารมณ์ การพัฒนาระดับสูงจัดเป็นองค์มรรค เพราะมีปรมัตถ์เป็นอารมณ์กล่าวคือการพัฒนาขณะเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จะได้สรุปผลแต่ละข้อ ไปตามลําดับดังนี้ การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาวาจา ๒ ระดับนี้สามารถพัฒนาได้ดังนี้ คือ ระดับต้น ได้แก่ การงดเว้นจากวจีทุจริต ๔ อย่างแล้วเจริญวจีสุจริต ๔ รวมถึงการใช้กุศโลบายต่างๆ เพื่อช่วย ให้ผู้ฟังได้รับประโยชน์ด้วย ระดับสูง ได้แก่ การใช้วาจาบริกรรมบทพระกรรมฐานขณะเจริญ วิปัสสนากรรมฐาน เช่น การบริกรรมว่า พองหนอ ยุบหนอ คิดหนอ ปวดหนอ เป็นต้น การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมากัมมันตะระดับต้น ได้แก่ การงดเว้นจากกายทุจริต ๓ คือ การไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม แล้วเจริญกายสุจริต ๓ อย่างที่ตรงกันข้ามกับ กายทุจริต ๓ นี้ หรือการปฏิบัติตามวิรัติ ๒ อย่างเบื้องต้น คือ สัมปัตตวิรัติ งดเว้นในขณะที่ประสบ กับวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งการล่วงละเมิด และสมาทานวิรัติ งดเว้นด้วยอํานาจของการสมาทาน ส่วน การพัฒนาสัมมากัมมันตะในระดับสูงคือการงดเว้นกายทุจริตเจริญกายสุจริตในขณะเจริญวิปัสสนา กรรมฐาน เพราะในขณะเจริญวิปัสสนากรรมฐานผู้ปฏิบัติย่อมงดเว้นจากกายทุจริต ๓ อย่างโดย ปริยายอยู่แล้ว การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาอาชีวะระดับเบื้องต้นมุ่งเอาเจตนาที่งดเว้นมิจฉาชีพ และการกําจัดต้นเหตุแห่งมิจฉาชีพเป็นสําคัญ โดยใจความก็คือการกําจัดกิเลสอย่างหยาบนั่นเอง เพราะกิเลสเป็นต้นเหตุแห่งการกระทําชั่วทั้งปวง ส่วนการพัฒนาสัมมาอาชีวะระดับสูงคือการเจริญ วิปัสสนากรรมฐานเพราะขณะที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานผู้ปฏิบัติได้งดเว้นจากมิจฉาอาชีวะโดย เด็ดขาดเพราะเลี้ยงชีพด้วยอาหารบิณฑบาตที่ได้รับจากการบิณฑบาตและการจัดสรรให้จาก กัลยาณมิตรเท่านั้น ไม่ได้ประกอบอาชีพอื่นที่ขัดต่ออริยมรรค การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาวายามะระดับต้น คือการป้ องกันบาปหรือความชั่ว ต่างๆ ทางกาย วาจา ใจ ไม่ให้เกิดขึ้นและละบาปที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไปหรือลดน้อยลงแล้วทําบุญ หรือกุศลให้เกิดขึ้น เจริญขึ้นตามกําลังของวิริยะ ความเพียร ส่วนการพัฒนาสัมมาวายามะระดับสูง คือการใช้ความเพียรขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งเป็นความเพียรที่สามารถเผากิเลสให้เร่าร้อน จนหลุดออกจากจิตใจทีละน้อยๆ ตามกําลังของความเพียร การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาสติคือการตั้งสติทุกครั้งก่อนที่จะทํา จะพูด จะคิด และ การมีสติทุกครั้งที่เคลื่อนไหวอิริยาบถขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
  • 50.
    ๙๖ การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาสมาธิ มี ๓ระดับ คือ ระดับต้น ปานกลาง และระดับสูง ระดับต้นใช้กับการประกอบอาชีพในชีวิตประจําวัน พัฒนาด้วยการเอาใจใส่ จดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น นานๆ จนเกิดความชํานาญ ระดับปานกลาง คือการเจริญสมถกรรมฐานเพื่อให้บรรลุฌานระดับ ต่างๆ ตั้งแต่ปฐมฌานจนถึงจตุตถฌาน และระดับสูงคือการเจริญวิปัสสนากรรมฐานเพื่อให้บรรลุ ญาณตามลําดับ สัมมาทิฏฐิ ระดับโลกิยะพัฒนาด้วยการคบหาสัตบุรุษผู้เป็นกัลยาณมิตรคอยแนะนํา ตักเตือนในสิ่งที่ดีงาม เป็นประโยชน์ก่อให้เกิดผลในทางบวกทั้งแก่ตนเองและสังคม ซึ่งอาศัย ศรัทธาที่มีต่อกัลยาณมิตรเป็นตัวชักนํา เพราะถ้าเกิดศรัทธาแล้วจะรับฟังคําสอนด้วยความเคารพ และนําไปปฏิบัติตามอย่างจริงจัง จากนั้นใช้โยนิโสมนสิการ พิจารณาไตร่ตรองให้ดีแล้ว นําไป ปฏิบัติตามสมควรแก่ธรรมนั้น ส่วนการพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกุตตระ ต้องอาศัยการปฏิบัติ วิปัสสนากรรมฐานจนเกิดวิปัสสนาญาณขั้นต่างๆ มีนามรูปปริเฉทญาณ รู้นามรูปตามความเป็นจริง แยกรูปแยกนามออกจากกันได้เห็นไตรลักษณ์คือความไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา เป็นต้นจนถึง มรรคญาณและผลญาณตามลําดับ การพัฒนาสังขารตามแนวสัมมาสังกัปปะ ระดับต้นได้แก่ การดําริออกจากกามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่มากระทบใจหรือมาเย้ายวนใจชวนให้เกิดความหลงใหล ไม่คิด พยาบาทปองร้ายผู้ที่เบียดเบียนปองร้ายเรา เจริญเมตตาและกรุณาในคนเหล่านั้นตามสมควรแก่ อัตตภาพ การพัฒนาระดับสูง ได้แก่ การเจริญวิปัสสนากรรมฐานจนเกิดปัญญาเห็นโทษของกาม ทั้งหลายแล้วเกิดความเบื่อหน่ายไม่หวนกลับมาสู่กามทั้งหลายอีกต่อไป