วันอาสาฬหบูชา
วันขึ้น   ๑๕   ค่ำ   เดือน   ๘   นับเป็นวันที่สำคัญในประวัติศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนา   คือวันที่พระพุทธองค์ทรง แสดงธรรมเทศนาหรือหลักธรรมที่ทรงตรัสรู้   เป็นครั้งแรกแก่เบญจวัคคีย์ทั้ง   ๕   ณ   มฤคทายวัน   ตำบลอิสิปตนะ เมืองพาราณสี   ในชมพูทวีปสมัยโบราณซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในประเทศอินเดีย   ด้วยพระพุทธองค์ทรงเปรียบดังผู้ทรง เป็นธรรมราชา   ก็ทรงบันลือธรรมเภรียังล้อแห่งธรรมให้หมุนรุดหน้า   เริ่มต้นแผ่ขยายอาณาจักรแห่งธรรม   นำความ ร่มเย็นและความสงบสุขมาให้แก่หมู่ประชา   ดังนั้น   ธรรมเทศนาที่ทรงแสดงครั้งแรกจึงได้ชื่อว่า   ธัมมจักกัปปวัตตน สูตร   แปลว่า   พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรม   หรือพระสูตรแห่งการแผ่ขยายธรรมจักร   กล่าวคือดินแดนแห่งธรรม   วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘
    “ อาสาฬหบูชา ”   ( อา - สาน - หะ - บู - ชา / อา - สาน - ละ - หะ - บู - ชา )   ประกอบด้วยคำ   ๒   คำ   คือ   อาสาฬห   ( เดือน   ๘   ทางจันทรคติ )  กับบูชา   ( การบูชา )  เมื่อรวมกันจึงแปลว่า   การบูชาในเดือน   ๘   หรือการบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในเดือน   ๘   หรือเรียกให้เต็มว่า   อาสาฬหบูรณมีบูชา       โดยสรุป   วันอาสาฬหบูชา   แปลว่า   การบูชาในวันเพ็ญ   เดือน   ๘   หรือ   การบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในวันเพ็ญ   เดือน   ๘   คือ   ๑ .  เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา ๒ .  เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเริ่มประกาศพระศาสนา ๓ .  เป็นวันที่เกิดอริยสงฆ์ครั้งแรกคือการที่ท่านโกณฑัญญะรู้แจ้งเห็นธรรม   เป็นพระโสดาบัน   จัดเป็นอริยบุคคลท่านแรกในอริยสงฆ์ ๔ .  เป็นวันที่เกิดพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา   คือ   การที่ท่านโกณฑัญญะขอบรรพชาและ   ได้บวชเป็นพระภิกษุ   หลังจากฟังปฐมเทศนาและบรรลุธรรมแล้ว ๕ .  เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงได้ปฐมสาวกคือ   การที่ท่านโกณฑัญญะนั้น   ได้บรรลุธรรม   และบวชเป็นพระภิกษุ   จึงเป็นสาวกรูปแรกของพระพุทธเจ้า        เมื่อเปรียบกับวันสำคัญอื่น   ๆ   ในพระพุทธศาสนา   บางทีเรียกวันอาสาฬหบูชา   นี้ว่า   วันพระสงฆ์   ( คือวันที่เริ่มเกิดมีพระสงฆ์ )  ความหมายของวันอาสาฬหบูชา
เมื่อ   ๒๕๐๐   กว่าปีมาแล้วนั้นชมพูทวีปในสมัยโบราณ   กำลังย่างเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความเจริญก้าวหน้า รุ่งเรืองเฟื่องฟูทุกด้านและมีคนหลายประเภททั้งชนผู้มั่งคั่งร่ำรวย   นักบวชที่พัฒนาความเชื่อและ   ข้อปฏิบัติทางศาสนา   เพื่อให้ผู้ร่ำรวยได้ประกอบพิธกรรมแก่ตนเต็มที่   ผู้เบื่อหน่ายชีวิตที่วนเวียน   ในอำนาจและโภคสมบัติที่ออกบวช   หรือบางพวกก็แสวงหาคำตอบที่เป็นทางรอกพ้นด้วยการคิดปรัชญาต่าง   ๆ   เกี่ยวกับเรื่องที่เหลือวิสัยและไม่อาจพิสูจน์ได้บ้าง   พระพุทธเจ้าจึงทรงอุบัติในสภาพเช่นนี้   และดำเนินชีพเช่นนี้ด้วยแต่เมื่อทรงพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นขาดแก่นสาน   ไม่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง   แก่ตนเองและผู้อื่น   จึงทรงคิดหาวิธีแก้ไขด้วยการทดลองต่าง   ๆ   โดยละทิ้งราชสมบัติ   และอิสริยศแล้วออกผนวช   บำเพ็ญตนนานถึง   ๖   ปี   ก็ไม่อาจพบทางแก้ได้   ต่อมาจึงได้ทางค้นพบ   มัชฌิมาปฏิปทา   หรือทางสายกลาง   เมื่อทรงปฏิบัติตามมรรคานี้ก็ได้ค้นพบสัจธรรมที่นำคุณค่า   แท้จริงมาสู่ชีวิต   อันเรียกว่า   อริยสัจ   ๔   ประการ   ในวันเพ็ญเดือน   ๖   ก่อนพุทธศก   ๔๔   ปี   ที่เรียกว่า   การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า   จากนั้นทรงงานประกาศศาสนาโดยทรงดำริหาทางที่ได้ผลดีและรวดเร็ว   คือ   เริ่มสอนแก่ผู้มีพื้นฐานภูมิปัญญาดีที่รู้แจ้งคำสอนได้อย่างรวดเร็วและสามารถนำไปชี้แจงอธิบาย   ให้ผู้อื่นเข้ามาได้อย่างกว้างขวาง   จึงมุ่งไปพบนักบวช   ๕   รูป   หรือเบญจวัคคีย์   และได้แสดงธรรม   เทศนาเป็นครั้งแรกในวันเพ็ญ   เดือน   ๘
หลังจาก   สมเด็จพระพุทธองค์   ได้ตรัสรู้ในวันเพ็ญ   เดือน   6  แล้ว   ได้ทรงใช้เวลาทบทวนสัจธรรมและทรงคำนึงว่าธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้นี้ลึกซึ้งมาก   ยากที่ผู้อื่นจะรู้ตาม   แต่อาศัยพระกรุณานี้เป็นที่ตั้ง   จึงทรงพิจารณาแบ่ง บุคคลออกเป็น  4  ประเภท ( บัว  4  เหล่า )   คือ   ๑ .  อุคฆฏิตัญญู   ดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ   ๒ .  วิปัจจิตัญญู   ดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำ ๓ .  เนยยะ   ดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ   ๔ .  ปทปรมะ   ดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ   ระลึกอาฬารดาบสและอุททกดาบสว่า   มีกิเลสเบาบางสามารถตรัสรู้ได้ทันที   แต่ท่านทั้ง   2  ได้ตายแล้ว   จึงทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์   ได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์   ทั้ง   5  คือ   โกณฑัญญะ   วัปปะ   ภัททิยะ   มหานามะและอัสชิ   ซึ่งล้วนแล้วแต่   เป็นผู้อุปฐากพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งยังทรงบำเพ็ญทุกข์กิริยาอยู่   พระธรรมที่   พระพุทธองค์ทรงเทศนาในครั้งนี้มี   ชื่อ   ธรรมจักกัปปวัตนสูตร   ซึ่งมี   อริยสัจ   ๔   หรือความจริงอันประเสริฐ   ๔   ประการได้แก่   ๑ .  ทุกข์   ความไม่สบายกาย   ไม่สบายใจ   ๒ .  สมุทัย   เหตุให้เกิดทุกข์   ๓ .  นิโรธ   ความดับทุกข์   ๔ .  มรรค   ข้อปฎิบัติให้ถึงความดับทุกข์                  
ปรากฏการณ์สำคัญในวันอาสาฬหบูชา ปรากฏการณ์สำคัญ   ๆ   ในวันนี้มีถึง   4  ประการ   ด้วยกันคือ   1.  เป็นวันแรกที่พระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนา   2.  เป็นวันแรกที่พระพุทธองค์ทรงได้ปฐมสาวก   3.  เป็นวันแรกที่พระสงฆ์เกิดขึ้นในโลก   4.  เป็นวันแรกที่บังเกิดรัตนะครบสาม   เป็นพระรัตนตรัย   คือ   พระพุทธรัตนะ   พระธรรมรัตนะ   พระสังฆรัตนะ                                                                  
ใจความสำคัญของปฐมเทศนา ในการแสดงแสดงปฐมเทศนาครั้งแรกของพระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักธรรมสำคัญ   ๒   ประการคือ ก .  มัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลาง   เป็นข้อปฏิบัติที่เป็นกลาง   ๆ   ถูกต้องและเหมาะสมที่จะให้บรรลุถึงจุดหมายได้   มิใช่การดำเนินชีวิตที่เอียงสุด   ๒   อย่าง   หรืออย่างหนึ่งอย่างใด   คือ     ๑ .  การหมกหมุ่นในความสุขทางกาย   มัวเมาในรูป   รส   กลิ่น   เสียง   รวมความเรียกว่า   เป็นการหลงเพลิดเพลินหมกหมุ่นในกามสุข   หรือ   กามสุขัลลิกานุโยค     ๒ .  การสร้างความลำบากแก่ตนดำเนินชีวิตอย่างเลื่อนลอย   เช่น   บำเพ็ญตบะการทรมานตน   คอยพึ่งอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์   เป็นต้น   การดำเนินชีวิตแบบที่ก่อความทุกข์ให้ตนเหนื่อยแรงกาย   แรงสมอง   แรงความคิด   รวมเรียกว่า   อัตตกิลมถานุโยค ดังนั้นเพื่อละเว้นห่างจากการปฏิบัติทางสุดเหล่านี้   ต้องใช้ทางสายกลาง   ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา   โดยมีหลักปฏิบัติเป็นองค์ประกอบ   ๘   ประการ   เรียกว่า   อริยอัฏฐังคิกมัคค์   หรือ   มรรคมีองค์   ๘   ได้แก่        ๑ .  สัมมาทิฏฐิ   เห็นชอบ   คือ   รู้เข้าใจถูกต้อง   เห็นตามที่เป็นจริง       ๒ .  สัมมาสังกัปปะ   ดำริชอบ   คือ   คิดสุจริตตั้งใจทำสิ่งที่ดีงาม       ๓ .  สัมมาวาจา   เจรจาชอบ   คือ   กล่าวคำสุจริต       ๔ .  สัมมากัมมันตะ   กระทำชอบ   คือ   ทำการที่สุจริต       ๕ .  สัมมาอาชีวะ   อาชีพชอบ   คือ   ประกอบสัมมาชีพหรืออาชีพที่สุจริต       ๖ .  สัมมาวายามะ   พยายามชอบ   คือ   เพียรละชั่วบำเพ็ญดี       ๗ .  สัมมาสติ   ระลึกชอบ   คือ   ทำการด้วยจิตสำนึกเสมอ   ไม่เผลอพลาด       ๘ .  สัมมาสมาธิ   ตั้งจิตมั่นชอบ   คือ   คุมจิตให้แน่วแน่มั่นคงไม่ฟุ้งซ่าน                
ข .  อริยสัจ   ๔   แปลว่า   ความจริงอันประเสริฐของอริยะ   ซึ่งคือ   บุคคลที่ห่างไกลจากกิเลส   ได้แก่     ๑ .  ทุกข์   ได้แก่   ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์   บุคคลต้องกำหนดรู้ให้เท่าทันตามความเป็นจริงว่ามันคืออะไร   ต้องยอมรับรู้กล้าสู้หน้าปัญหา   กล้าเผชิญความจริง   ต้องเข้าใจในสภาวะโลกว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง   มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น   ไม่ยึดติด      ๒ .  สมุทัย   ได้แก่   เหตุเกิดแห่งทุกข์   หรือสาเหตุของปัญหา   ตัวการสำคัญของทุกข์   คือ   ตัณหาหรือเส้นเชือกแห่งความอยากซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัยอื่น   ๆ    ๓ .  นิโรธ   ได้แก่   ความดับทุกข์   เริ่มด้วยชีวิตที่อิสระ   อยู่อย่างรู้เท่าทันโลกและชีวิต   ดำเนินชีวิตด้วยการใช้ปัญญา        ๔ .  มรรค   ได้แก่   กระบวนวิธีแห้งการแก้ปัญหา   อันได้แก่   มรรคมีองค์   ๘   ประการดังกล่าวข้างต้น ใจความสำคัญของปฐมเทศนา(ต่อ) ผ   ล   จ   า   ก   ก   า   ร   แ   ส   ด   ง   ป   ฐ   ม   เท   ศ   น   า         เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแล้ว   ปรากฏว่าโกณฑัญญะผู้เป็นหัวหน้าเบญจวัคคีย์ได้เกิดเข้าใจธรรม   เรียกว่า   เกิดดวงตาแห่งธรรมหรือธรรมจักษุ   บรรลุเป็นโสดาบัน   จึงทูลขอบรรพชาและถือเป็นพระภิกษุสาวก   รูปแรกในพระพุทธศาสนา   มีชื่อว่า   อัญญาโกณฑัญญะ                                
พิธีกรรมที่กระทำในวันอาสาฬหบูชา พิธีกรรมที่กระทำในวันนี้   โดยทั่วไป   คือ   ทำบุญ   ตักบาตร   รักษาศีล   เวียนเทียน   ฟังพระธรรมเทศนา   ( ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร )   และสวดมนต์ ดังนั้นในวันนี้จึงถือว่า   พุทธศาสนิกชนควรได้รับประโยชน์   ที่เป็นสาระสำคัญจากอาสาฬหบูชา   กล่าวคือ   ควรทบทวนระลึกเตือนใจสำรวจตนว่า   ชีวิตเราได้เจริญงอกงามขึ้นด้วยความเป็นอยู่อย่างผู้รู้เท่าทันโลกและชีวิตนี้บ้างแล้วเพียงใด   เรายังดำเนินชีวิตอยู่อย่างลุ่มหลงมัวเมา   หรือมีจิตใจอิสระปลอดโปร่งผ่องใสบ้างแล้วเพียงใด
วันวิสาขบูชา
วันวิสาขบูชา ต ร ง กั บ วั น ขึ้ น ๑ ๕ ค่ำ เ ดื อ น ๖  ความหมาย คำว่า  " วิสาขบูชา "  หมายถึงการบูชาในวันเพ็ญเดือน ๖ วิสาขบูชา ย่อมาจาก  "  วิสาขปุรณมีบูชา  "   แปลว่า  "  การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ  "   ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ มีเดือน ๘ สองหน ก็เลื่อนไปเป็นกลางเดือน ๗  ความสำคัญ วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ คือเกิด ได้ตรัสรู้ คือสำเร็จ ได้ปรินิพพาน คือ ดับ เกิดขึ้นตรงกันทั้ง ๓ คราวคือ   ๑ .  เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติที่พระราชอุทยานลุมพินีวัน ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับเทวทหะ เมื่อเช้าวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี        ๒ .  เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าเมื่อพระชนมายุ ๓๕ พรรษา ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ในตอนเช้ามืดวันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี หลังจากออกผนวชได้ ๖ ปี ปัจจุบันสถานที่ตรัสรู้แห่งนี้เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหารของอินเดีย       ๓ .  หลังจากตรัสรู้แล้ว ได้ประกาศพระศาสนา และโปรดเวไนยสัตว์ ๔๕ ปี พระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา ก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน เมื่อวันอังคาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง ณ สาลวโนทยาน ของมัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ  ( ปัจจุบันอยู่ในเมือง กุสีนคระ )  แคว้นอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย        นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ที่เหตุการณ์ทั้ง ๓ เกี่ยวกับวิถีชีวิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีช่วงระยะเวลาห่างกันนับเวลาหลายสิบปี บังเอิญเกิดขึ้นในวันเพ็ญเดือน ๖ ดังนั้นเมื่อถึงวันสำคัญ เช่นนี้ ชาวพุทธทั้งคฤหัสถ์ และบรรพชิตได้พร้อมใจกันประกอบพิธีบูชาพระพุทธองค์เป็นการพิเศษ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ พระปัญญาธิคุณ และพระบริสุทธิคุณ ของพระองค์ท่าน ผู้เป็นดวงประทีปของโลก
หลักสำคัญที่ควรนำมาปฏิบัติ 1.  ความกตัญญู คือความรู้อุปการคุณที่มีผู้ทำไว้ก่อน เป็นคุณธรรมคู่กับความกตเวที คือ การตอบแทนอุปการคุณที่ผู้อื่นทำไว้นั้น  2.  อริยสัจ ๔ คือ ความจริงอันประเสริฐ หมายถึงความจริงของชีวิตที่ ไม่ผันแปร เกิดมีได้แก่ทุกคน มี ๔ ประการ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค 3.  ความไม่ประมาท ความไม่ประมาทคือ การมีสติเสมอทั้ง ขณะทำขณะพูด  และขณะคิด สติคือการระลึกได้ ในภาคปฎิบัติเพื่อนำ มาใช้ในชีวิตประจำวัน  หมายถึง การระลึกรู้ทันการเคลื่อนไหว ของอิริยาบถ ๔ คือ เดิน ยืน นั่ง นอน การฝึกให้เกิดสติทำได้โดยตั้งสติกำหนดการเคลื่อนไหวของอริยาบท กล่าวคือ  ระลึกทันทั้งในขณะ ยืน เดิน นั่ง และนอน รวมทั้ง ระลึกรู้ทัน ในขณะพูดคิด  และขณะทำงานต่างๆ เมื่อทำได้อย่างนี้ก็ชื่อว่า มีความไม่ประมาท
กิจกรรมของวันวิสาขบูชา 1.  จัดงานส่งเสริมพระพุทธศาสนาที่บริเวณท้องสนามหลวงเป็นประจำทุกปี แต่ละปีมีกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาหลากหลายหน่วยงาน ทั้งทางราชการ และเอกชนทั้งฝ่ายบรรพชิต และคฤหัสถ์ ร่วมกันจัดงานอันยิ่งใหญ่สร้างความศรัทธาให้แก่พุทธศาสนิกชนบำเพ็ญกุศล มีการทำบุญตักบาตร ให้ทานรักษาศีลฟังธรรม สนทนาธรรม เวียนเทียน เจริญภาวนาเป็นที่ประทับใจยิ่งนัก  2.  สถานที่จัดกิจกรรมในวันวิสาขบูชาที่ยิ่งใหญ่อีกแห่งหนึ่งก็คือ ณ บริเวณพุทธมณฑล ซึ่งมีหน่วยงานกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับประชาชนทั่วไป ได้จัดกิจกรรมปฎิบัติธรรมทั้งฝ่าย พระสงฆ์ และฆราวาส มีจำนวนหลายหมื่นได้ร่วมทำบุญตักบาตรให้ทานรักษาศีล ฟังธรรม สนทนาธรรม และเจริญภาวนาแผ่เมตตาถวายเป๋นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน เนื่องในวโรกาสที่พระองค์ทรงมีพระชนมายุครบ ๗๒ พรรษา และในวันวิสาขบูชา ณ บริเวณพุทธมณฑลนี้เอง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานทรงเวียนเทียนทุกปีด้วย
3.  พระสงฆ์ผู้จัดรายการธรรม ทางสถานีวิทยุ เกือบทุกรายการทั่วประเทศเมื่อถึงสำคัญ คือวันวิสาขบูชาเช่นนี้ ก็มี  การประชาสัมพันธ์เชิญชวนพุทธศาสนิกชนบำเพ็ญกุศล เป็นกรณีพิเศษ คือ บรรพชาอุปสมบทนาคหมู่ และบวช เนกขัมมะ เพื่อปฎิบัติธรรมถวายเป็นพุทธ บูชะ ธรรมบูชา เป็นการช่วยสนับสนุน ส่งเสริม สร้างความสงบสุขให้แก่บุคคลและสร้างความสามัคคีธรรมให้แก่สังคม ตลอดถึงประเทศชาติอีกด้วย
วันมาฆบูชา
วันมาฆบูชา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๓ " มาฆะ "   เป็นชื่อของเดือน ๓ มาฆบูชานั้น ย่อมาจากคำว่า " มาฆบุรณมี "  แปลว่าการบูชาพระในวันเพ็ญ เดือน ๓ วันมาฆบูชาจึงตรงกับวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๓ แต่ถ้าปีใดมีเดือน อธิกมาส คือมีเดือน ๘ สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ เป็นวันสำคัญวันหนึ่ง ในวันพุทธศาสนา คือวันที่มีการประชุมสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพุทธศาสนา ที่เรียกว่า  " จาตุรงคสันนิบาต "  และเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงโอวาทปฎิโมกข์ แก่พระสงฆ์สาวกเป็นครั้งแรก ณ เวฬุวันวิหารกรุงราชคฤห์เพื่อให้พระสงฆ์นำไปประพฤติปฏิบัติ เพื่อจะยังพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป คำว่า  " จาตุรงคสันนิบาต "  แยกศัพท์ได้ดังนี้ คือ  " จาตุร "  แปลว่า ๔  " องค์ "  แปลว่า ส่วน  " สันนิบาต "  แปลว่า ประชุม ฉะนั้นจาตุรงคสันนิบาตจึงหมายความว่า  " การประชุมด้วยองค์ ๔ "  กล่าวคือมีเหตุการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นพร้อมกันในวันนี้ คือ ๑ .   เป็นวันที่ พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า จำนวน ๑ , ๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกันที่เวฬุวันวิหารในกรุงราชคฤห์ โดยมิได้นัดหมาย ๒ .   พระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ล้วนเป็น  " เอหิภิกขุอุปสัมปทา "  คือเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น ๓ .   พระภิกษุสงฆ์ทุกองค์ที่ได้มาประชุมในครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นผุ้ได้บรรลุพระอรหันต์แล้วทุก ๆองค์ ๔ .   เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงกำลังเสวยมาฆฤกษ     การปฎิบัติตนสำหรับพุทธศาสนาในวันนี้ก็คือ การทำบุญ ตักบาตรในตอนเช้า หรือไม่ก็จัดหาอาหารคาวหวานไปทำบุญฟังเทศน์ที่วัด ตอนบ่ายฟังพระแสดงพระธรรมเทศนา ในตอนกลางคืน จะพากันนำดอกไม้ ธูปเทียน ไปที่วัดเพื่อชุมนุมกันทำพิธีเวียนเทียน รอบพระอุโบสถ พร้อมกับพระภิกษุสงฆ์โดยเจ้าอาวาสจะนำว่า นะโม ๓ จบ จากนั้นกล่าวคำ ถวาย ดอกไม้ธูปเทียน ทุกคนว่าตาม จบแล้วเดิน เวียนขวา ตลอดเวลาให้ระลึกถึง พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ จนครบ ๓ รอบ แล้วนำดอกไม้ ธูปเทียนไปปักบูชาตามที่ทางวัด เตรียมไว้ เป็นอันเสร็จพิธี
กิจกรรมที่ควรปฏิบัติ ๑ .  ทำบุญใส่บาตร ๒ .  ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรม และฟังพระธรรมเทศนา ๓ .  ไปเวียนเทียนที่วัด ๔ .  ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการ
วันเข้าพรรษา
ประวัติวันเข้าพรรษา ต ร ง กั บ วั น แ ร ม ๑ ค่ำ เ ดื อ น ๘   เข้าพรรษา "  แปลว่า  " พักฝน "  หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝน  โดยเหตุที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์และเผยแผ่พระธรรม คำสั่งสอนแก่ประชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำ แม้ในฤดูฝน  ชาวบ้านจึงตำหนิว่าไปเหยียบข้าวกล้าและพืชอื่นๆ จนเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงวางระเบียบการ จำพรรษาให้พระภิกษุอยู่ประจำที่ตลอด  3  เดือน ในฤดูฝน คือ เริ่มตั้งแต่วันแรม  1  ค่ำ เดือน  8  ของทุกปี  ถ้าปีใดมีเดือน  8  สองครั้ง ก็เลื่อนมาเป็นวันแรม  1  ค่ำเดือนแปดหลัง และออกพรรษาในวันขึ้น  15  ค่ำ  เดือน  11 เว้นแต่มีกิจธุระเจ้าเป็นซึ่งเมื่อเดินทางไปแล้วไม่สามารถจะกลับได้ในเดียวนั้น ก็ทรงอนุญาตให้ไปแรมคืนได้ คราวหนึ่งไม่เกิน  7  คืนเรียกว่า สัตตาหะ หากเกินกำหนดนี้ถือว่าไม่ได้รับ
ประโยชน์ แห่งการจำพรรษา จัดว่าพรรษาขาด ระหว่างเดินทางก่อนหยุดเข้าพรรษา หากพระ ภิกษุสงฆ์เข้ามาทันในหมู่บ้านหรือในเมืองก็พอจะหาที่พักพิงได้ตามสมควร แต่ถ้ามาไม่ทัน ก็ต้องพึ่งโคนไม้ใหญ่เป็นที่พักแรม ชาวบ้านเห็นพระได้รับความลำบากเช่นนี้ จึงช่วยกัน ปลูกเพิง เพื่อให้ท่านได้อาศัยพักฝน รวมกันหลาย ๆองค์ ที่พักดังกล่าวนี้เรียกว่า  " วิหาร "  แปลว่าที่อยู่สงฆ์ เมื่อหมดแล้ว พระสงฆ์ท่านออกจาริกตามกิจของท่านครั้งถึงหน้า ฝนใหม่ท่านก็กลับมาพักอีกเพราะสะดวกดี แต่บางท่านอยู่ประจำเลย บางทีเศรษฐีมีจิตศัรทธา เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ก็เลือกหาสถานที่สงบเงียบไม่ห่างไกลจากชุมชนนัก  สร้างที่พัก เรียกว่า  " อาราม "  ให้เป็นที่อยู่ของสงฆ์ดังเช่นปัจจุบันนี้  โดยปรกติเครื่องใช้สอยของพระตามพุทธานุญาตให้มีประจำตัวนั้น มีเพียงอัฏฐบริขารอันได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร รัดประคด หม้อกรองน้ำ และมีดโกน  และกว่าพระท่านจะหาที่พักแรมได้ บางทีก็ถูกฝนต้นฤดูเปียกปอนมา  ชาวบ้านที่ใจบุญจึงถวายผ้าอาบน้ำฝนสำหรับให้ท่านได้ผลัดเปลี่ยน และถวายของจำเป็นแก่กิจ ประจำวันของท่านเป็นพิเศษในเข้าพรรษานับเป็นเหตุให้มีประเพณีทำบุญเนื่องในวันนี้สืบมา
ประเพณีหล่อเทียนพรรษา เป็นประเพณีที่กระทำกันเมื่อใกล้ถึงฤดูเข้าพรรษาซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระภิกษุจะต้องอยู่ประจำวัด ตลอด ๓ เดือนมาตั้งแต่โบราณกาล การหล่อเทียนเข้าพรรษานี้มีอยู่เป็นประจำ ทุกปีเพราะใน ระยะเข้าพรรษานี้ พระภิกษุจะต้องมีการสวดมนต์ทำวัตรทุกเช้าเย็นและในการนี้จะต้องมีธูป  เทียนจุดบูชาด้วย พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จึงพร้อมใจกันหล่อเทียนเข้าพรรษาสำหรับ ให้พระภิกษุจุดเป็น การกุศลทานอย่างหนึ่งเพราะเชื่อกันว่าใน  การให้ทานด้วยแสงสว่าง จะมีอานิสงส์เพิ่มพูนปัญญาหูตาสว่างไสว ตามชนบทการหล่อเทียนเข้าพรรษาทำกันอย่างเอิกเกริกสนุกสนานมากเมื่อหล่อเสร็จแล้วก็จะมีการแห่แหนรอบ พระอุโบสถ ๓ รอบ แล้วนำไปบูชาพระตลอดระยะเวลา ๓ เดือนบางแห่งก็มีการประกวดการตกแต่งมี การแห่แหนรอบเมืองด้วยริ้วขบวนที่สวยงามและถือว่าเป็นงานประจำปีทีเดียว ในวันนั้นจะมีการร่วมกันทำบุญตักบาตรถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ เป็นการร่วมกุศลกันในหมู่บ้านนั้น
กิจกรรมต่างๆในวันเข้าพรรษา ร่วมกิจกรรมทำเทียนจำนำพรรษา  ร่วมกิจกรรมถวายผ้าอาบน้ำฝน และจตุปัจจัย  แก่ภิษุสามเณร  ๓ .  ร่วมทำบุญ ตักบาตร ฟังธรรมเทศนา รักษาอุโบสถศีล ๔ .  อธิษฐาน งดเว้นอบายมุขต่างๆ
ประเภทของวันเข้าพรรษา การเข้าพรรษาแบ่งได้เป็น  2  ประเภท [1]  คือ   ปุริมพรรษา   ( เขียนอีกอย่างว่า  บุริมพรรษา )  คือ การเข้าพรรษาแรก เริ่มตั้งแต่วันแรม  1  ค่ำ  เดือน  8 ( สำหรับปีอธิกมาสคือ มีเดือน  8  สองหน จะเริ่มในวันแรม  1  ค่ำ เดือน  8  หลัง )  จนถึง วันขึ้น  15  ค่ำ เดือน  11  หลังจากออกพรรษาแล้ว พระที่อยู่จำพรรษาครบ  3  เดือน ก็มีสิทธิที่จะรับ กฐิน ซึ่งมีช่วงเวลาเพียงหนึ่งเดือน นับตั้งแต่วันแรม  1  ค่ำ เดือน  11  ถึงขึ้น  15  ค่ำ เดือน  12  ปัจฉิมพรรษา  คือ การเข้าพรรษาหลัง ใช้ในกรณีที่พระภิกษุต้องเดินทางไกลหรือมีเหตุสุดวิสัย ทำให้กลับมาเข้าพรรษาแรกในวันแรม  1  ค่ำ เดือน  8  ไม่ทัน ต้องรอไปเข้าพรรษาหลัง คือวันแรม  1  ค่ำ เดือน  9  แล้วจะไปออกพรรษาในวันขึ้น  15  ค่ำ เดือน  12  ซึ่งเป็นวันหมดเขตทอดกฐินพอดี ดังนั้นพระภิกษุที่เข้าปัจฉิมพรรษาจึงไม่มีโอกาสได้รับกฐิน แต่ก็ได้พรรษาเช่นเดียวกับพระที่เข้าปุริมพรรษาเหมือนกัน
ประโยชน์ในการเข้าพรรษาของพระภิกษุ 1. ช่วงเข้าพรรษานั้นเป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านประกอบอาชีพทำไร่นา ดังนั้นการกำหนดให้ภิกษุสงฆ์หยุดการเดินทางจาริกไปในสถานที่ต่างๆ ก็จะช่วยให้พันธุ์พืชของต้นกล้า หรือสัตว์เล็กสัตว์น้อย ไม่ได้รับความเสียหายจากการเดินธุดงค์  2. หลังจากเดินทางจาริกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนามาเป็นเวลา  8 - 9  เดือน ก็เป็นช่วงที่ให้พระภิกษุสงฆ์ได้หยุดพักผ่อน  3. เป็นเวลาที่พระภิกษุสงฆ์จะได้ประพฤติปฏิบัติธรรมสำหรับตนเอง และศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยตลอดจนเตรียมการสั่งสอนให้กับประชาชนเมื่อถึง วันออกพรรษา  4. เพื่อจะได้มีโอกาสอบรมสั่งสอนและบวชให้กับ กุลบุตร ผู้มีอายุครบบวช อันเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป
การปฎิบัติตนในวันเข้าพรรษา แม้การเข้าพรรษาจะเป็นเรื่องของภิกษุแต่พุทธศาสนิกชนก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำบุญ รักษาศีล และชำระจิตใจให้ผ่องใส ในวันนี้หรือก่อนวันนี้หนึ่งวัน พุทธศาสนิกชนมักจะจัดเครื่องสักการะเช่น ดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน เป็นต้น มาถวายพระภิกษุ สามเณรที่ตนเคารพนับถือ หรือมีการช่วยพระทำความสะอาดเสนาสนะ ซ่อมแซมกุฏิวิหารและอื่นๆ พอถึงวันเข้าพรรษาก็จะไปร่วมทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ ฟังธรรมและรักษาอุโบสถศีลกันที่วัด บางคนอาจตั้งใจงดเว้นอบายมุขต่างๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น งดเสพสุรา งดฆ่าสัตว์ เป็นต้น
วันออกพรรณษา ต ร ง กั บ วั น ขึ้ น ๑ ๕ ค่ำ เ ดื อ น ๑ ๑
วันออกพรรษา   คือวันสิ้นสุดระยะการจำพรรษา หรือออกจากการอยู่ประจำที่ในฤดูฝนซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ วันออกพรรษานี้  เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  " วันมหาปวารณา "  คำว่า " ปวารณา " แปลว่า  " อนุญาต "  หรือ  " ยอมให้ "  คือ เป็นวันที่เปิดโอกาสให้พระภิกษุสงฆ์ด้วยกัน ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ ในข้อที่ผิดพลั้งล่วงเกินระหว่างที่จำพรรษาอยู่ด้วยกัน ในวันออกพรรษานี้กิจที่ชาวบ้านมักจะกระทำก็คือ การบำเพ็ญกุศล เช่น ทำบุญตักบาตร จัดดอกไม้ ธูป เทียน ไปบูชาพระที่วัด และฟังพระธรรมเทศนา ของที่ชาวพุทธนิยมนำไปใส่บาตรในวันนี้ก็คือ ข้าวต้ม มัดไต้ และข้าวต้มลูกโยน และการร่วมกุศลกรรมการ  " ตักบาตรเทโว "  คำว่า  " เทโว "  ย่อมาจาก " เทโวโรหน "  แปลว่าการเสด็จจากเทวโลกการตักบาตรเทโว จึงเป็นการระลึกถึงวันที่ พระพุทธองค์เสด็จกลับจากการโปรด พระพุทธมารดาในเทวโลก ประเพณีการทำบุญกุศล เนื่องในวันออกพรรษานี้ ทุกวัดในประเทศไทย ก็มีพิธีเหมือนกันหมด จะผิดกันก็เพียงแต่สถานที่ ที่สมมติว่าเป็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เท่านั้น
วันออกพรรษา   เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาวันหนึ่ง ระบุตามปฏิทินจันทรคติไทยเป็นวันขึ้น  15  ค่ำ เดือน  11  ถัดจากวันออกพรรษา  1  วัน พุทธศาสนิกชนนิยมไปทำบุญตักบาตรครั้งใหญ่ เรียกว่า ตักบาตรเทโว หรือ  ตักบาตรเทโวโรหนะ  สืบเนื่องจากพุทธประวัติที่ว่า ในวันออกพรรษา พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงจากเทวโลก กลับจากการโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นอกหากนี้แล้วพุทธศาสนิกชนยังนิยมไปฟังธรรมและรักษาอุโบสถศีล  ( ศีลแปด )  ด้วย
วันออกพรรษา คือ วันที่สิ้นสุดระยะการจำพรรษาเป็นเวลา  3  เดือน  ( นับแต่วันเข้าพรรษา )  เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  " วันมหาปวารณา "  คำว่า " ปวารณา " แปลว่า  " อนุญาต "  หรือ  " ยอมให้ "  ในวันออกพรรษานี้พระสงฆ์จะประกอบพิธีทำสังฆกรรมใหญ่ เรียกว่า  มหาปวารณา  เป็นการเปิดโอกาสให้ภิกษุว่ากล่าวตักเตือนกันได้ เพราะในระหว่างเข้าพรรษา พระสงฆ์บางรูปอาจมีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข การให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนได้ ทำให้ได้รู้ข้อบกพร่องของตน และยังเปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัยซึ่งกันและกันด้วย นอกจากนี้พุทธศาสนิกชนยังร่วมกันทอดกฐิน ในระยะเวลา  1  เดือนหลังออกพรรษา มีทั้ง  จุลกฐิน  และ  มหากฐิน  อย่างไรก็ดี ในแต่ละท้องถิ่นยังมีประเพณีอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น การแข่งเรือ การเทศน์มหาชาติ เป็นต้น  ความสำคัญของวันออกพรรษา
ในหมู่ชาวไทยและชาวลาวริมฝั่งแม่น้ำโขง เชื่อว่าในช่วงวันออกพรรษา จะเกิดปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคขึ้นในเวลากลางคืน ที่จังหวัดหนองคาย ในวันออกพรรษานี้กิจที่ชาวบ้านมักจะกระทำก็คือ การบำเพ็ญกุศล เช่น ทำบุญตักบาตร จัดดอกไม้ ธูป เทียน ไปบูชาพระที่วัด และฟังพระธรรมเทศนา ของที่ชาวพุทธนิยมนำไปใส่บาตรในวันนี้ก็คือ ข้าวต้มมัดไต้ และข้าวต้มลูกโยน และการร่วมกุศลกรรมการ  " ตักบาตรเทโว "  คำว่า  " เทโว "  ย่อมาจาก " เทโวโรหน "  แปลว่าการเสด็จจากเทวโลกการตักบาตรเทโว จึงเป็นการระลึกถึงวันที่ พระพุทธองค์เสด็จกลับจากการโปรด พระพุทธมารดาในเทวโลก ประเพณีการทำบุญกุศล เนื่องในวันออกพรรษานี้ ทุกวัดในประเทศไทย ก็มีพิธีเหมือนกันหมด จะผิดกันก็เพียงแต่สถานที่ ที่สมมติว่าเป็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เท่านั้น
กิจกรรมต่างๆที่ควรปฎิบัติในวันออกพรรษา ๑ .  ทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับ   ๒ .  ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา    ๓ .  ร่วมกุศลธรรม  " ตักบาตรเทโว "    ๔ .  ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและ สถานที่ ราชการและ ประดับธงชาติและธงธรรมจักรตามวัดและสถาน ที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา   ๕ .  ตามสถานที่ราชการ สถานที่ศึกษาและที่วัด ควรจัดให้มีนิทรรศการ  การบรรยาย หรือ บรรยายธรรม เกี่ยวกับวันออกพรรษาฯลฯ เพื่อให้ ความรู้แก่ประชาชนและผู้สนใจทั่วไป
เพิ่มเติมกิจกรรมวันออกพรรษา ประเพณีตักบาตรเทโว วัดสะแกกรัง อุทัยธานี   ที่ขบวนพระภิกษุเดินลงมาที่วัดสะแกกรัง หรือวัดสังกัสรัตนคีรี ในจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งตั้งอยู่บนเชิงเขาสูง พิธีตักบาตรเทโวที่วัดนี้บรรดาพระภิกษุจะพากันเดินขบวนลงมาจากบนเขา มาตามบันไดดูเหลืองอร่ามงามจับตา โดยมีบรรดาพุทธศาสนิกชนจะพากันใส่บาตรตามเชิงบันไดเรื่อยมาจนถึงพื้นล่าง
วัน ธรรม สวนะ
วันธรรมสวนะหรือวันพระ วันธรรมสวนะ ( อ่านว่า วัน - ทำ - มะ - สะ - วะ - นะ )   คือ วันกำหนดประชุมฟังธรรมของพุทธ บริษัท ที่เรียกเป็นคำสามัญโดยทั่วไปว่า  " วันพระ " "  เป็นประเพณีนิยมของพุทธ บริษัทที่ได้ปฏิบัติสืบเนื่องกันมาแล้วแต่ครั้งพุทธกาล โดยถือว่า การฟังธรรมตามกาล ที่กำหนดเป็นประจำไว้ ย่อมก่อให้เกิดสติปัญญาและสิริมงคลแก่ผู้ฟัง อย่างน้อย ได้รับธรรมสวนานิสงส์อยู่เสมอ วันกำหนดฟังธรรมนี้ พระพุทธเจ้าทรงปัญญัติไว้ ในเดือนหนึ่ง ๆ ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม รวม ๔ วัน ได้แก่ ๑ .  วันขึ้น ๘ ค่ำ  ๒ .  วันขึ้น ๑๕ ค่ำ  ๓ .  วันแรม ๘ ค่ำ  ๔ . วันแรม ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำ  ( หากตรงกับเดือนขาด เป็น แรม ๑๔ ค่ำ  ) ของทุกเดือน วันทั้ง ๔ นี้ ถือกันว่า เป็นวันกำหนดประชุมฟังธรรมโดยปกติ และนิยมเป็น วันรักษาปกติอุโบสถสำหรับฆราวาสผู้ต้องการอบรมกุศลอีกด้วยวันธรรมสวนะนี้  พุทธบริษัทได้ปฏิบัติสืบเนื่องกันมาแต่ครั้งสมัยพุทธกาล จนกระทั่งปัจจุบัน
ประวัติความเป็นมาของวันธรรมสวนะ ประวัติความเป็นมาของวันธรรมสวนะ          ในสมัยพุทธกาล พระเจ้าพิมพิสาร ได้เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และกราบทูลว่า  " นักบวชศาสนาอื่น เขามีวันประชุมสนทนาเกี่ยวกับหลักธรรม คำสั่งสอนในศาสนาของเขา แต่ว่าในศาสนาพุทธยังไม่มี“ พระพุทธองค์จึงทรงอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์ประชุมสนทนาและแสดงพระธรรมเทศนาแก่ประชาชน ในวัน ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำ และ ๑๕ค่ำ พุทธศาสนิกชนจึงถือเอาวันดังกล่าวเป็นวัน ธรรมสวนะ เพื่อกำหนดให้มีการประชุมพร้อมเพรียงกันฟังธรรม    ในสมัยพุทธกาล  ( พุทธกาล = สมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ )  นั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประชุมพระสงฆ์สาวกเพื่อทรงสั่งสอนธรรม การประชุมสงฆ์วึ่งเป็นสาวกของพระพุทธองค์นั้น ก็ได้นัดหมายไปประชุมกัน และจะมีพระสงฆ์รูปหนึ่งเป็นผู้สวดพระปาฏิโมกข์ พระภิกษุทุกรูปก็จะนั่งฟังด้วยอาการอันสำรวม และตั้งใจจนกระทั่งจบคำว่า  " สวนะ "  แปลว่า การฟัง ,  และคำว่า  " ธรรมสวนะ "  แปลว่า การฟังธรรม นั่นคือ วันธรรมสวนะ ก็แปลว่า กำหนดประชุมฟังธรรม หรือพูดตามภาษาชาวบ้านทั่วไปว่า วันไปฟังเทศน์กันนั่นเอง อนึ่ง วันพระ ในทางศาสนาก็ยังได้เรียกว่า วันอุโบสถ ซึ่งแปลว่า วันจำศีลของอุบาสกอุบาสิกาผู้ต้องการบุญกุสลเป็นกรณีพิเศษ พิธีของชาวบ้าน โดยพุทธศาสนิกชนก็จะไปร่วมทำบุญตักบาตร ถวายอาหารหวานคาวแด่พระสงฆ์ สมาทานศีล  ( รับศีล )  และฟังพระธรรมเทศนาที่วัดในวันธรรมสวนะนี้ ชาวบ้านก็จะพละเว้นการประพฤติกิจที่เป็นบาปต่าง ๆ การสมาทานศีลในวันนี้ เช่น รับศีล ๕ หรือ ศีล ๘ ซึ่งเรียกว่า อุโบสถศีล พระสงฆ์จะได้แสดงพระธรรมเทศนา หรือ ธรรมสากัจฉา หรือ สนทนาธรรมกัน ซึ่งนับว่าเกิดเป็นประโยชน์แก่ผู้ฟังเป็นอย่างยิ่ง เพราะความมุ่งหมายและเหตุผลมีเช่นนี้ การประชุมฟังธรรมในวันธรรมสวนะจึงมีพิธีกรรมที่ต้องปฏิบัติเกิดขึ้น โดยนิยมเป็นระเบียบปฏิบัติซึ่งเรียกกันว่าขั้นตอนพิธีกรรม
พิธีกรรม พิธีกรรมที่นิยมปฏิบัติในวันธรรมสวนะ ในวันธรรมสวนะตอนเช้า ประมาณ ๙ . ๐๐ นาฬิกา พระภิกษุสามเณรอุบาสกอุบาสิกา ประชุมพร้อมกันในสถานที่กำหนดแสดงธรรมจะเป็น โรงอุโบสถ วิหาร ศาลาการเปรียญ ภายในวัด หรือ พุทธสถานสมาคม แห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้ จัดให้นั่งกันตามที่เป็นส่วนสัดเรียบร้อย  มีพระพุทธรูปและที่บูชาประดิษฐานอยู่เบื้องหน้าจัดให้มีสง่าตามสมควร ๒ .  เมื่อพร้อมกันแล้วภิกษุสามเณรเริ่มทำวัตรเช้า ตามแบบนิยมซึ่งทั่ว ๆ ไปใช้ระเบียบ คือ ก  )  นำบูชาพระรัตนตรัย  ( อรหํ สมฺมาสมฺพุทโธ ภคฺวา ....) ข  )  สวด ปุพพภาคนมการ  ( นโม ...) ค  )  สวด พุทฺธาภิถุติ  ( โย โส ตถาคโต ...)   ฆ )  สวด ธมฺมาภิถุติ  ( โย โส สฺวากฺขาโต ...)   ง  )  สวด สงฺฆาภิถุติ  ( โย โส สุปฏิปนฺโน ...)   จ  )  สวด รตนตฺตยปฺปณามคาถา และ สงฺเวคปริกิตฺตนปา   ต่อ  ( พุทฺโธ สุสุทฺโธ ...)   ๓ .  เมื่อภิกษุสามเณรทำวัตรจบเพียงนี้ อุบาสกอุบาสิกาเริ่มทำวัตรตามบทซึ่งกล่าวแล้วในเรื่องพิธีรักษาอุโบสถ   
  ๔ .  เสร็จพิธีทำวัตร หัวหน้าอุบาสก หรืออุบาสิกาประกาศอุโบสถ พระธรรมกถึกขึ้นธรรมาสน์    ๕ .  เมื่อจบประกาศอุโบสถแล้ว อุบาสกอุบาสิกาทั้งหมด คุกเข่าประณมมือกล่าวคำอาราธนาอุโบสถศีลพร้อมกัน พระธรรมกถึกให้ศีล ๘ เป็น อุโบสถศีลเต็มที่ แต่ถ้าผู้ใดมีอุตสาหะจะรักษาเพียงศีล ๕ เท่านั้น ก็รับสมาทานเพียง ๕ ข้อ ในระหว่าง ข้อที่ ๓ ซึ่งพระธรรมกถึกให้ด้วยบทว่า  อพฺรหฺมจริยา ....  พึงรับสมาทานว่า กาเมสุมิจฺฉาจารา ....  เสีย และรับต่อไปจนครบ ๕ ข้อ เมื่อครบแล้วก็กราบ ๓ ครั้ง ลงนั่งราบไม่ต้องรับต่อไป   ๖ .  ต่อจากรับศีลแล้ว พระธรรมกถึกแสดงธรรม ระหว่างแสดงธรรมพึงประณมมือฟังด้วยความตั้งใจจนจบ   ๗ .  เมื่อเทศน์จบแล้ว หัวหน้านำกล่าวสาธุการตามแบบที่กล่าวในเรื่องพิธีรักษาอุโบสถ จบแล้วเป็นอันเสร็จ พิธีประชุมฟังธรรมตอนเช้า จะกลับบ้านหรือจะอยู่ฟังธรรมในตอนบ่ายก็แล้วแต่อัธยาศัย
วันอัฐมีบูชา
ความสำคัญ โดยที่วันอัฏฐมีคือวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ เป็นวันที่มีเหตุการณ์สำคัญทางพระพุทธศาสนา ถือเป็นวันที่ตรงกับวันที่ตรงกับวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระเป็นวันที่ชาวพุทธต้องวิปโยค และสูญเสียพระบรมสรีระแห่งองค์พระบรมศาสดา ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงยิ่ง และเป็นวันควรแสดงธรรมสังเวชและระลึกถึงพระพุทธคุณให้สำเร็จเป็นพุทธานุสสติภาวนามัยกุศล
ประวัติความเป็นมา   พิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ หลังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานใต้ต้นสาละในราตรี ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ พวกเจ้ามัลกษัตริย์ จัดบูชาด้วย ของหอม ดอกไม้ และเครื่องดนตรีทุกชนิด ที่มีอยู่ ใน เมืองกุสินารา ตลอด ๗ วัน แล้วให้เจ้ามัลละระดับ หัวหน้า ๘ คน สรงเกล้า  นุ่งห่มผ้าใหม่ อัญเชิญพระสรีระไปทางทิศตะวันออก  ของพระนคร เพื่อถวาย พระเพลิง

วันอาสาฬหบูชา

  • 1.
  • 2.
    วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ นับเป็นวันที่สำคัญในประวัติศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนา คือวันที่พระพุทธองค์ทรง แสดงธรรมเทศนาหรือหลักธรรมที่ทรงตรัสรู้ เป็นครั้งแรกแก่เบญจวัคคีย์ทั้ง ๕   ณ มฤคทายวัน ตำบลอิสิปตนะ เมืองพาราณสี ในชมพูทวีปสมัยโบราณซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในประเทศอินเดีย ด้วยพระพุทธองค์ทรงเปรียบดังผู้ทรง เป็นธรรมราชา ก็ทรงบันลือธรรมเภรียังล้อแห่งธรรมให้หมุนรุดหน้า เริ่มต้นแผ่ขยายอาณาจักรแห่งธรรม นำความ ร่มเย็นและความสงบสุขมาให้แก่หมู่ประชา ดังนั้น ธรรมเทศนาที่ทรงแสดงครั้งแรกจึงได้ชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตตน สูตร แปลว่า พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรม หรือพระสูตรแห่งการแผ่ขยายธรรมจักร กล่าวคือดินแดนแห่งธรรม วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘
  • 3.
        “อาสาฬหบูชา ” ( อา - สาน - หะ - บู - ชา / อา - สาน - ละ - หะ - บู - ชา ) ประกอบด้วยคำ ๒ คำ คือ อาสาฬห ( เดือน ๘ ทางจันทรคติ ) กับบูชา ( การบูชา ) เมื่อรวมกันจึงแปลว่า การบูชาในเดือน ๘ หรือการบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในเดือน ๘ หรือเรียกให้เต็มว่า อาสาฬหบูรณมีบูชา       โดยสรุป วันอาสาฬหบูชา แปลว่า การบูชาในวันเพ็ญ เดือน ๘ หรือ การบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในวันเพ็ญ เดือน ๘ คือ ๑ . เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา ๒ . เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเริ่มประกาศพระศาสนา ๓ . เป็นวันที่เกิดอริยสงฆ์ครั้งแรกคือการที่ท่านโกณฑัญญะรู้แจ้งเห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน จัดเป็นอริยบุคคลท่านแรกในอริยสงฆ์ ๔ . เป็นวันที่เกิดพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา คือ การที่ท่านโกณฑัญญะขอบรรพชาและ ได้บวชเป็นพระภิกษุ หลังจากฟังปฐมเทศนาและบรรลุธรรมแล้ว ๕ . เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงได้ปฐมสาวกคือ การที่ท่านโกณฑัญญะนั้น ได้บรรลุธรรม และบวชเป็นพระภิกษุ จึงเป็นสาวกรูปแรกของพระพุทธเจ้า        เมื่อเปรียบกับวันสำคัญอื่น ๆ ในพระพุทธศาสนา บางทีเรียกวันอาสาฬหบูชา นี้ว่า วันพระสงฆ์ ( คือวันที่เริ่มเกิดมีพระสงฆ์ ) ความหมายของวันอาสาฬหบูชา
  • 4.
    เมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้วนั้นชมพูทวีปในสมัยโบราณ กำลังย่างเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความเจริญก้าวหน้า รุ่งเรืองเฟื่องฟูทุกด้านและมีคนหลายประเภททั้งชนผู้มั่งคั่งร่ำรวย นักบวชที่พัฒนาความเชื่อและ ข้อปฏิบัติทางศาสนา เพื่อให้ผู้ร่ำรวยได้ประกอบพิธกรรมแก่ตนเต็มที่ ผู้เบื่อหน่ายชีวิตที่วนเวียน ในอำนาจและโภคสมบัติที่ออกบวช หรือบางพวกก็แสวงหาคำตอบที่เป็นทางรอกพ้นด้วยการคิดปรัชญาต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่เหลือวิสัยและไม่อาจพิสูจน์ได้บ้าง พระพุทธเจ้าจึงทรงอุบัติในสภาพเช่นนี้ และดำเนินชีพเช่นนี้ด้วยแต่เมื่อทรงพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นขาดแก่นสาน ไม่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง แก่ตนเองและผู้อื่น จึงทรงคิดหาวิธีแก้ไขด้วยการทดลองต่าง ๆ โดยละทิ้งราชสมบัติ และอิสริยศแล้วออกผนวช บำเพ็ญตนนานถึง ๖ ปี ก็ไม่อาจพบทางแก้ได้ ต่อมาจึงได้ทางค้นพบ มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง เมื่อทรงปฏิบัติตามมรรคานี้ก็ได้ค้นพบสัจธรรมที่นำคุณค่า แท้จริงมาสู่ชีวิต อันเรียกว่า อริยสัจ ๔ ประการ ในวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศก ๔๔ ปี ที่เรียกว่า การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จากนั้นทรงงานประกาศศาสนาโดยทรงดำริหาทางที่ได้ผลดีและรวดเร็ว คือ เริ่มสอนแก่ผู้มีพื้นฐานภูมิปัญญาดีที่รู้แจ้งคำสอนได้อย่างรวดเร็วและสามารถนำไปชี้แจงอธิบาย ให้ผู้อื่นเข้ามาได้อย่างกว้างขวาง จึงมุ่งไปพบนักบวช ๕ รูป หรือเบญจวัคคีย์ และได้แสดงธรรม เทศนาเป็นครั้งแรกในวันเพ็ญ เดือน ๘
  • 5.
    หลังจาก สมเด็จพระพุทธองค์ ได้ตรัสรู้ในวันเพ็ญ เดือน 6 แล้ว ได้ทรงใช้เวลาทบทวนสัจธรรมและทรงคำนึงว่าธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้นี้ลึกซึ้งมาก ยากที่ผู้อื่นจะรู้ตาม แต่อาศัยพระกรุณานี้เป็นที่ตั้ง จึงทรงพิจารณาแบ่ง บุคคลออกเป็น 4 ประเภท ( บัว 4 เหล่า ) คือ ๑ . อุคฆฏิตัญญู ดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ ๒ . วิปัจจิตัญญู ดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำ ๓ . เนยยะ ดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ๔ . ปทปรมะ ดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ ระลึกอาฬารดาบสและอุททกดาบสว่า มีกิเลสเบาบางสามารถตรัสรู้ได้ทันที แต่ท่านทั้ง 2 ได้ตายแล้ว จึงทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ ได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ ทั้ง 5 คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะและอัสชิ ซึ่งล้วนแล้วแต่ เป็นผู้อุปฐากพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งยังทรงบำเพ็ญทุกข์กิริยาอยู่ พระธรรมที่ พระพุทธองค์ทรงเทศนาในครั้งนี้มี ชื่อ ธรรมจักกัปปวัตนสูตร ซึ่งมี อริยสัจ ๔ หรือความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการได้แก่ ๑ . ทุกข์ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ๒ . สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ ๓ . นิโรธ ความดับทุกข์ ๔ . มรรค ข้อปฎิบัติให้ถึงความดับทุกข์                
  • 6.
    ปรากฏการณ์สำคัญในวันอาสาฬหบูชา ปรากฏการณ์สำคัญ ๆ ในวันนี้มีถึง 4 ประการ ด้วยกันคือ 1. เป็นวันแรกที่พระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนา 2. เป็นวันแรกที่พระพุทธองค์ทรงได้ปฐมสาวก 3. เป็นวันแรกที่พระสงฆ์เกิดขึ้นในโลก 4. เป็นวันแรกที่บังเกิดรัตนะครบสาม เป็นพระรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ                                                                
  • 7.
    ใจความสำคัญของปฐมเทศนา ในการแสดงแสดงปฐมเทศนาครั้งแรกของพระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักธรรมสำคัญ ๒ ประการคือ ก . มัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลาง เป็นข้อปฏิบัติที่เป็นกลาง ๆ ถูกต้องและเหมาะสมที่จะให้บรรลุถึงจุดหมายได้ มิใช่การดำเนินชีวิตที่เอียงสุด ๒ อย่าง หรืออย่างหนึ่งอย่างใด คือ     ๑ . การหมกหมุ่นในความสุขทางกาย มัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง รวมความเรียกว่า เป็นการหลงเพลิดเพลินหมกหมุ่นในกามสุข หรือ กามสุขัลลิกานุโยค     ๒ . การสร้างความลำบากแก่ตนดำเนินชีวิตอย่างเลื่อนลอย เช่น บำเพ็ญตบะการทรมานตน คอยพึ่งอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น การดำเนินชีวิตแบบที่ก่อความทุกข์ให้ตนเหนื่อยแรงกาย แรงสมอง แรงความคิด รวมเรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค ดังนั้นเพื่อละเว้นห่างจากการปฏิบัติทางสุดเหล่านี้ ต้องใช้ทางสายกลาง ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา โดยมีหลักปฏิบัติเป็นองค์ประกอบ ๘ ประการ เรียกว่า อริยอัฏฐังคิกมัคค์ หรือ มรรคมีองค์ ๘ ได้แก่        ๑ . สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ คือ รู้เข้าใจถูกต้อง เห็นตามที่เป็นจริง       ๒ . สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือ คิดสุจริตตั้งใจทำสิ่งที่ดีงาม       ๓ . สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือ กล่าวคำสุจริต       ๔ . สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ คือ ทำการที่สุจริต       ๕ . สัมมาอาชีวะ อาชีพชอบ คือ ประกอบสัมมาชีพหรืออาชีพที่สุจริต       ๖ . สัมมาวายามะ พยายามชอบ คือ เพียรละชั่วบำเพ็ญดี       ๗ . สัมมาสติ ระลึกชอบ คือ ทำการด้วยจิตสำนึกเสมอ ไม่เผลอพลาด       ๘ . สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ คือ คุมจิตให้แน่วแน่มั่นคงไม่ฟุ้งซ่าน                
  • 8.
    ข . อริยสัจ ๔ แปลว่า ความจริงอันประเสริฐของอริยะ ซึ่งคือ บุคคลที่ห่างไกลจากกิเลส ได้แก่     ๑ . ทุกข์ ได้แก่ ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ บุคคลต้องกำหนดรู้ให้เท่าทันตามความเป็นจริงว่ามันคืออะไร ต้องยอมรับรู้กล้าสู้หน้าปัญหา กล้าเผชิญความจริง ต้องเข้าใจในสภาวะโลกว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ไม่ยึดติด      ๒ . สมุทัย ได้แก่ เหตุเกิดแห่งทุกข์ หรือสาเหตุของปัญหา ตัวการสำคัญของทุกข์ คือ ตัณหาหรือเส้นเชือกแห่งความอยากซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัยอื่น ๆ    ๓ . นิโรธ ได้แก่ ความดับทุกข์ เริ่มด้วยชีวิตที่อิสระ อยู่อย่างรู้เท่าทันโลกและชีวิต ดำเนินชีวิตด้วยการใช้ปัญญา      ๔ . มรรค ได้แก่ กระบวนวิธีแห้งการแก้ปัญหา อันได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ ประการดังกล่าวข้างต้น ใจความสำคัญของปฐมเทศนา(ต่อ) ผ ล จ า ก ก า ร แ ส ด ง ป ฐ ม เท ศ น า       เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแล้ว ปรากฏว่าโกณฑัญญะผู้เป็นหัวหน้าเบญจวัคคีย์ได้เกิดเข้าใจธรรม เรียกว่า เกิดดวงตาแห่งธรรมหรือธรรมจักษุ บรรลุเป็นโสดาบัน จึงทูลขอบรรพชาและถือเป็นพระภิกษุสาวก รูปแรกในพระพุทธศาสนา มีชื่อว่า อัญญาโกณฑัญญะ                                
  • 9.
    พิธีกรรมที่กระทำในวันอาสาฬหบูชา พิธีกรรมที่กระทำในวันนี้ โดยทั่วไป คือ ทำบุญ ตักบาตร รักษาศีล เวียนเทียน ฟังพระธรรมเทศนา ( ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ) และสวดมนต์ ดังนั้นในวันนี้จึงถือว่า พุทธศาสนิกชนควรได้รับประโยชน์ ที่เป็นสาระสำคัญจากอาสาฬหบูชา กล่าวคือ ควรทบทวนระลึกเตือนใจสำรวจตนว่า ชีวิตเราได้เจริญงอกงามขึ้นด้วยความเป็นอยู่อย่างผู้รู้เท่าทันโลกและชีวิตนี้บ้างแล้วเพียงใด เรายังดำเนินชีวิตอยู่อย่างลุ่มหลงมัวเมา หรือมีจิตใจอิสระปลอดโปร่งผ่องใสบ้างแล้วเพียงใด
  • 10.
  • 11.
    วันวิสาขบูชา ต รง กั บ วั น ขึ้ น ๑ ๕ ค่ำ เ ดื อ น ๖ ความหมาย คำว่า " วิสาขบูชา " หมายถึงการบูชาในวันเพ็ญเดือน ๖ วิสาขบูชา ย่อมาจาก " วิสาขปุรณมีบูชา " แปลว่า " การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ " ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ มีเดือน ๘ สองหน ก็เลื่อนไปเป็นกลางเดือน ๗ ความสำคัญ วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ คือเกิด ได้ตรัสรู้ คือสำเร็จ ได้ปรินิพพาน คือ ดับ เกิดขึ้นตรงกันทั้ง ๓ คราวคือ ๑ . เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติที่พระราชอุทยานลุมพินีวัน ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับเทวทหะ เมื่อเช้าวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี       ๒ . เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าเมื่อพระชนมายุ ๓๕ พรรษา ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ในตอนเช้ามืดวันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี หลังจากออกผนวชได้ ๖ ปี ปัจจุบันสถานที่ตรัสรู้แห่งนี้เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหารของอินเดีย       ๓ . หลังจากตรัสรู้แล้ว ได้ประกาศพระศาสนา และโปรดเวไนยสัตว์ ๔๕ ปี พระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา ก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน เมื่อวันอังคาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง ณ สาลวโนทยาน ของมัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ ( ปัจจุบันอยู่ในเมือง กุสีนคระ ) แคว้นอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย       นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ที่เหตุการณ์ทั้ง ๓ เกี่ยวกับวิถีชีวิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีช่วงระยะเวลาห่างกันนับเวลาหลายสิบปี บังเอิญเกิดขึ้นในวันเพ็ญเดือน ๖ ดังนั้นเมื่อถึงวันสำคัญ เช่นนี้ ชาวพุทธทั้งคฤหัสถ์ และบรรพชิตได้พร้อมใจกันประกอบพิธีบูชาพระพุทธองค์เป็นการพิเศษ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ พระปัญญาธิคุณ และพระบริสุทธิคุณ ของพระองค์ท่าน ผู้เป็นดวงประทีปของโลก
  • 12.
    หลักสำคัญที่ควรนำมาปฏิบัติ 1. ความกตัญญู คือความรู้อุปการคุณที่มีผู้ทำไว้ก่อน เป็นคุณธรรมคู่กับความกตเวที คือ การตอบแทนอุปการคุณที่ผู้อื่นทำไว้นั้น 2. อริยสัจ ๔ คือ ความจริงอันประเสริฐ หมายถึงความจริงของชีวิตที่ ไม่ผันแปร เกิดมีได้แก่ทุกคน มี ๔ ประการ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค 3. ความไม่ประมาท ความไม่ประมาทคือ การมีสติเสมอทั้ง ขณะทำขณะพูด และขณะคิด สติคือการระลึกได้ ในภาคปฎิบัติเพื่อนำ มาใช้ในชีวิตประจำวัน หมายถึง การระลึกรู้ทันการเคลื่อนไหว ของอิริยาบถ ๔ คือ เดิน ยืน นั่ง นอน การฝึกให้เกิดสติทำได้โดยตั้งสติกำหนดการเคลื่อนไหวของอริยาบท กล่าวคือ ระลึกทันทั้งในขณะ ยืน เดิน นั่ง และนอน รวมทั้ง ระลึกรู้ทัน ในขณะพูดคิด และขณะทำงานต่างๆ เมื่อทำได้อย่างนี้ก็ชื่อว่า มีความไม่ประมาท
  • 13.
    กิจกรรมของวันวิสาขบูชา 1. จัดงานส่งเสริมพระพุทธศาสนาที่บริเวณท้องสนามหลวงเป็นประจำทุกปี แต่ละปีมีกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาหลากหลายหน่วยงาน ทั้งทางราชการ และเอกชนทั้งฝ่ายบรรพชิต และคฤหัสถ์ ร่วมกันจัดงานอันยิ่งใหญ่สร้างความศรัทธาให้แก่พุทธศาสนิกชนบำเพ็ญกุศล มีการทำบุญตักบาตร ให้ทานรักษาศีลฟังธรรม สนทนาธรรม เวียนเทียน เจริญภาวนาเป็นที่ประทับใจยิ่งนัก 2. สถานที่จัดกิจกรรมในวันวิสาขบูชาที่ยิ่งใหญ่อีกแห่งหนึ่งก็คือ ณ บริเวณพุทธมณฑล ซึ่งมีหน่วยงานกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับประชาชนทั่วไป ได้จัดกิจกรรมปฎิบัติธรรมทั้งฝ่าย พระสงฆ์ และฆราวาส มีจำนวนหลายหมื่นได้ร่วมทำบุญตักบาตรให้ทานรักษาศีล ฟังธรรม สนทนาธรรม และเจริญภาวนาแผ่เมตตาถวายเป๋นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน เนื่องในวโรกาสที่พระองค์ทรงมีพระชนมายุครบ ๗๒ พรรษา และในวันวิสาขบูชา ณ บริเวณพุทธมณฑลนี้เอง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานทรงเวียนเทียนทุกปีด้วย
  • 14.
    3. พระสงฆ์ผู้จัดรายการธรรมทางสถานีวิทยุ เกือบทุกรายการทั่วประเทศเมื่อถึงสำคัญ คือวันวิสาขบูชาเช่นนี้ ก็มี การประชาสัมพันธ์เชิญชวนพุทธศาสนิกชนบำเพ็ญกุศล เป็นกรณีพิเศษ คือ บรรพชาอุปสมบทนาคหมู่ และบวช เนกขัมมะ เพื่อปฎิบัติธรรมถวายเป็นพุทธ บูชะ ธรรมบูชา เป็นการช่วยสนับสนุน ส่งเสริม สร้างความสงบสุขให้แก่บุคคลและสร้างความสามัคคีธรรมให้แก่สังคม ตลอดถึงประเทศชาติอีกด้วย
  • 15.
  • 16.
    วันมาฆบูชา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ค่ำเดือน ๓ " มาฆะ " เป็นชื่อของเดือน ๓ มาฆบูชานั้น ย่อมาจากคำว่า " มาฆบุรณมี " แปลว่าการบูชาพระในวันเพ็ญ เดือน ๓ วันมาฆบูชาจึงตรงกับวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๓ แต่ถ้าปีใดมีเดือน อธิกมาส คือมีเดือน ๘ สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ เป็นวันสำคัญวันหนึ่ง ในวันพุทธศาสนา คือวันที่มีการประชุมสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพุทธศาสนา ที่เรียกว่า " จาตุรงคสันนิบาต " และเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงโอวาทปฎิโมกข์ แก่พระสงฆ์สาวกเป็นครั้งแรก ณ เวฬุวันวิหารกรุงราชคฤห์เพื่อให้พระสงฆ์นำไปประพฤติปฏิบัติ เพื่อจะยังพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป คำว่า " จาตุรงคสันนิบาต " แยกศัพท์ได้ดังนี้ คือ " จาตุร " แปลว่า ๔ " องค์ " แปลว่า ส่วน " สันนิบาต " แปลว่า ประชุม ฉะนั้นจาตุรงคสันนิบาตจึงหมายความว่า " การประชุมด้วยองค์ ๔ " กล่าวคือมีเหตุการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นพร้อมกันในวันนี้ คือ ๑ . เป็นวันที่ พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า จำนวน ๑ , ๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกันที่เวฬุวันวิหารในกรุงราชคฤห์ โดยมิได้นัดหมาย ๒ . พระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ล้วนเป็น " เอหิภิกขุอุปสัมปทา " คือเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น ๓ . พระภิกษุสงฆ์ทุกองค์ที่ได้มาประชุมในครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นผุ้ได้บรรลุพระอรหันต์แล้วทุก ๆองค์ ๔ . เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงกำลังเสวยมาฆฤกษ   การปฎิบัติตนสำหรับพุทธศาสนาในวันนี้ก็คือ การทำบุญ ตักบาตรในตอนเช้า หรือไม่ก็จัดหาอาหารคาวหวานไปทำบุญฟังเทศน์ที่วัด ตอนบ่ายฟังพระแสดงพระธรรมเทศนา ในตอนกลางคืน จะพากันนำดอกไม้ ธูปเทียน ไปที่วัดเพื่อชุมนุมกันทำพิธีเวียนเทียน รอบพระอุโบสถ พร้อมกับพระภิกษุสงฆ์โดยเจ้าอาวาสจะนำว่า นะโม ๓ จบ จากนั้นกล่าวคำ ถวาย ดอกไม้ธูปเทียน ทุกคนว่าตาม จบแล้วเดิน เวียนขวา ตลอดเวลาให้ระลึกถึง พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ จนครบ ๓ รอบ แล้วนำดอกไม้ ธูปเทียนไปปักบูชาตามที่ทางวัด เตรียมไว้ เป็นอันเสร็จพิธี
  • 17.
    กิจกรรมที่ควรปฏิบัติ ๑ . ทำบุญใส่บาตร ๒ . ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรม และฟังพระธรรมเทศนา ๓ . ไปเวียนเทียนที่วัด ๔ . ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการ
  • 18.
  • 19.
    ประวัติวันเข้าพรรษา ต รง กั บ วั น แ ร ม ๑ ค่ำ เ ดื อ น ๘ เข้าพรรษา " แปลว่า " พักฝน " หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝน โดยเหตุที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์และเผยแผ่พระธรรม คำสั่งสอนแก่ประชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำ แม้ในฤดูฝน ชาวบ้านจึงตำหนิว่าไปเหยียบข้าวกล้าและพืชอื่นๆ จนเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงวางระเบียบการ จำพรรษาให้พระภิกษุอยู่ประจำที่ตลอด 3 เดือน ในฤดูฝน คือ เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองครั้ง ก็เลื่อนมาเป็นวันแรม 1 ค่ำเดือนแปดหลัง และออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เว้นแต่มีกิจธุระเจ้าเป็นซึ่งเมื่อเดินทางไปแล้วไม่สามารถจะกลับได้ในเดียวนั้น ก็ทรงอนุญาตให้ไปแรมคืนได้ คราวหนึ่งไม่เกิน 7 คืนเรียกว่า สัตตาหะ หากเกินกำหนดนี้ถือว่าไม่ได้รับ
  • 20.
    ประโยชน์ แห่งการจำพรรษา จัดว่าพรรษาขาดระหว่างเดินทางก่อนหยุดเข้าพรรษา หากพระ ภิกษุสงฆ์เข้ามาทันในหมู่บ้านหรือในเมืองก็พอจะหาที่พักพิงได้ตามสมควร แต่ถ้ามาไม่ทัน ก็ต้องพึ่งโคนไม้ใหญ่เป็นที่พักแรม ชาวบ้านเห็นพระได้รับความลำบากเช่นนี้ จึงช่วยกัน ปลูกเพิง เพื่อให้ท่านได้อาศัยพักฝน รวมกันหลาย ๆองค์ ที่พักดังกล่าวนี้เรียกว่า " วิหาร " แปลว่าที่อยู่สงฆ์ เมื่อหมดแล้ว พระสงฆ์ท่านออกจาริกตามกิจของท่านครั้งถึงหน้า ฝนใหม่ท่านก็กลับมาพักอีกเพราะสะดวกดี แต่บางท่านอยู่ประจำเลย บางทีเศรษฐีมีจิตศัรทธา เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ก็เลือกหาสถานที่สงบเงียบไม่ห่างไกลจากชุมชนนัก สร้างที่พัก เรียกว่า " อาราม " ให้เป็นที่อยู่ของสงฆ์ดังเช่นปัจจุบันนี้ โดยปรกติเครื่องใช้สอยของพระตามพุทธานุญาตให้มีประจำตัวนั้น มีเพียงอัฏฐบริขารอันได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร รัดประคด หม้อกรองน้ำ และมีดโกน และกว่าพระท่านจะหาที่พักแรมได้ บางทีก็ถูกฝนต้นฤดูเปียกปอนมา ชาวบ้านที่ใจบุญจึงถวายผ้าอาบน้ำฝนสำหรับให้ท่านได้ผลัดเปลี่ยน และถวายของจำเป็นแก่กิจ ประจำวันของท่านเป็นพิเศษในเข้าพรรษานับเป็นเหตุให้มีประเพณีทำบุญเนื่องในวันนี้สืบมา
  • 21.
    ประเพณีหล่อเทียนพรรษา เป็นประเพณีที่กระทำกันเมื่อใกล้ถึงฤดูเข้าพรรษาซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระภิกษุจะต้องอยู่ประจำวัด ตลอด๓ เดือนมาตั้งแต่โบราณกาล การหล่อเทียนเข้าพรรษานี้มีอยู่เป็นประจำ ทุกปีเพราะใน ระยะเข้าพรรษานี้ พระภิกษุจะต้องมีการสวดมนต์ทำวัตรทุกเช้าเย็นและในการนี้จะต้องมีธูป เทียนจุดบูชาด้วย พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จึงพร้อมใจกันหล่อเทียนเข้าพรรษาสำหรับ ให้พระภิกษุจุดเป็น การกุศลทานอย่างหนึ่งเพราะเชื่อกันว่าใน การให้ทานด้วยแสงสว่าง จะมีอานิสงส์เพิ่มพูนปัญญาหูตาสว่างไสว ตามชนบทการหล่อเทียนเข้าพรรษาทำกันอย่างเอิกเกริกสนุกสนานมากเมื่อหล่อเสร็จแล้วก็จะมีการแห่แหนรอบ พระอุโบสถ ๓ รอบ แล้วนำไปบูชาพระตลอดระยะเวลา ๓ เดือนบางแห่งก็มีการประกวดการตกแต่งมี การแห่แหนรอบเมืองด้วยริ้วขบวนที่สวยงามและถือว่าเป็นงานประจำปีทีเดียว ในวันนั้นจะมีการร่วมกันทำบุญตักบาตรถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ เป็นการร่วมกุศลกันในหมู่บ้านนั้น
  • 22.
    กิจกรรมต่างๆในวันเข้าพรรษา ร่วมกิจกรรมทำเทียนจำนำพรรษา ร่วมกิจกรรมถวายผ้าอาบน้ำฝน และจตุปัจจัย แก่ภิษุสามเณร ๓ . ร่วมทำบุญ ตักบาตร ฟังธรรมเทศนา รักษาอุโบสถศีล ๔ . อธิษฐาน งดเว้นอบายมุขต่างๆ
  • 23.
    ประเภทของวันเข้าพรรษา การเข้าพรรษาแบ่งได้เป็น 2 ประเภท [1] คือ ปุริมพรรษา ( เขียนอีกอย่างว่า บุริมพรรษา ) คือ การเข้าพรรษาแรก เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ( สำหรับปีอธิกมาสคือ มีเดือน 8 สองหน จะเริ่มในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 หลัง ) จนถึง วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หลังจากออกพรรษาแล้ว พระที่อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือน ก็มีสิทธิที่จะรับ กฐิน ซึ่งมีช่วงเวลาเพียงหนึ่งเดือน นับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ปัจฉิมพรรษา คือ การเข้าพรรษาหลัง ใช้ในกรณีที่พระภิกษุต้องเดินทางไกลหรือมีเหตุสุดวิสัย ทำให้กลับมาเข้าพรรษาแรกในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ไม่ทัน ต้องรอไปเข้าพรรษาหลัง คือวันแรม 1 ค่ำ เดือน 9 แล้วจะไปออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ซึ่งเป็นวันหมดเขตทอดกฐินพอดี ดังนั้นพระภิกษุที่เข้าปัจฉิมพรรษาจึงไม่มีโอกาสได้รับกฐิน แต่ก็ได้พรรษาเช่นเดียวกับพระที่เข้าปุริมพรรษาเหมือนกัน
  • 24.
    ประโยชน์ในการเข้าพรรษาของพระภิกษุ 1. ช่วงเข้าพรรษานั้นเป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านประกอบอาชีพทำไร่นาดังนั้นการกำหนดให้ภิกษุสงฆ์หยุดการเดินทางจาริกไปในสถานที่ต่างๆ ก็จะช่วยให้พันธุ์พืชของต้นกล้า หรือสัตว์เล็กสัตว์น้อย ไม่ได้รับความเสียหายจากการเดินธุดงค์ 2. หลังจากเดินทางจาริกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนามาเป็นเวลา 8 - 9 เดือน ก็เป็นช่วงที่ให้พระภิกษุสงฆ์ได้หยุดพักผ่อน 3. เป็นเวลาที่พระภิกษุสงฆ์จะได้ประพฤติปฏิบัติธรรมสำหรับตนเอง และศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยตลอดจนเตรียมการสั่งสอนให้กับประชาชนเมื่อถึง วันออกพรรษา 4. เพื่อจะได้มีโอกาสอบรมสั่งสอนและบวชให้กับ กุลบุตร ผู้มีอายุครบบวช อันเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป
  • 25.
    การปฎิบัติตนในวันเข้าพรรษา แม้การเข้าพรรษาจะเป็นเรื่องของภิกษุแต่พุทธศาสนิกชนก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำบุญ รักษาศีลและชำระจิตใจให้ผ่องใส ในวันนี้หรือก่อนวันนี้หนึ่งวัน พุทธศาสนิกชนมักจะจัดเครื่องสักการะเช่น ดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน เป็นต้น มาถวายพระภิกษุ สามเณรที่ตนเคารพนับถือ หรือมีการช่วยพระทำความสะอาดเสนาสนะ ซ่อมแซมกุฏิวิหารและอื่นๆ พอถึงวันเข้าพรรษาก็จะไปร่วมทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ ฟังธรรมและรักษาอุโบสถศีลกันที่วัด บางคนอาจตั้งใจงดเว้นอบายมุขต่างๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น งดเสพสุรา งดฆ่าสัตว์ เป็นต้น
  • 26.
    วันออกพรรณษา ต รง กั บ วั น ขึ้ น ๑ ๕ ค่ำ เ ดื อ น ๑ ๑
  • 27.
    วันออกพรรษา คือวันสิ้นสุดระยะการจำพรรษา หรือออกจากการอยู่ประจำที่ในฤดูฝนซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ วันออกพรรษานี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า " วันมหาปวารณา " คำว่า " ปวารณา " แปลว่า " อนุญาต " หรือ " ยอมให้ " คือ เป็นวันที่เปิดโอกาสให้พระภิกษุสงฆ์ด้วยกัน ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ ในข้อที่ผิดพลั้งล่วงเกินระหว่างที่จำพรรษาอยู่ด้วยกัน ในวันออกพรรษานี้กิจที่ชาวบ้านมักจะกระทำก็คือ การบำเพ็ญกุศล เช่น ทำบุญตักบาตร จัดดอกไม้ ธูป เทียน ไปบูชาพระที่วัด และฟังพระธรรมเทศนา ของที่ชาวพุทธนิยมนำไปใส่บาตรในวันนี้ก็คือ ข้าวต้ม มัดไต้ และข้าวต้มลูกโยน และการร่วมกุศลกรรมการ " ตักบาตรเทโว " คำว่า " เทโว " ย่อมาจาก " เทโวโรหน " แปลว่าการเสด็จจากเทวโลกการตักบาตรเทโว จึงเป็นการระลึกถึงวันที่ พระพุทธองค์เสด็จกลับจากการโปรด พระพุทธมารดาในเทวโลก ประเพณีการทำบุญกุศล เนื่องในวันออกพรรษานี้ ทุกวัดในประเทศไทย ก็มีพิธีเหมือนกันหมด จะผิดกันก็เพียงแต่สถานที่ ที่สมมติว่าเป็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เท่านั้น
  • 28.
    วันออกพรรษา เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาวันหนึ่ง ระบุตามปฏิทินจันทรคติไทยเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ถัดจากวันออกพรรษา 1 วัน พุทธศาสนิกชนนิยมไปทำบุญตักบาตรครั้งใหญ่ เรียกว่า ตักบาตรเทโว หรือ ตักบาตรเทโวโรหนะ สืบเนื่องจากพุทธประวัติที่ว่า ในวันออกพรรษา พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงจากเทวโลก กลับจากการโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นอกหากนี้แล้วพุทธศาสนิกชนยังนิยมไปฟังธรรมและรักษาอุโบสถศีล ( ศีลแปด ) ด้วย
  • 29.
    วันออกพรรษา คือ วันที่สิ้นสุดระยะการจำพรรษาเป็นเวลา 3 เดือน ( นับแต่วันเข้าพรรษา ) เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า " วันมหาปวารณา " คำว่า " ปวารณา " แปลว่า " อนุญาต " หรือ " ยอมให้ " ในวันออกพรรษานี้พระสงฆ์จะประกอบพิธีทำสังฆกรรมใหญ่ เรียกว่า มหาปวารณา เป็นการเปิดโอกาสให้ภิกษุว่ากล่าวตักเตือนกันได้ เพราะในระหว่างเข้าพรรษา พระสงฆ์บางรูปอาจมีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข การให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนได้ ทำให้ได้รู้ข้อบกพร่องของตน และยังเปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัยซึ่งกันและกันด้วย นอกจากนี้พุทธศาสนิกชนยังร่วมกันทอดกฐิน ในระยะเวลา 1 เดือนหลังออกพรรษา มีทั้ง จุลกฐิน และ มหากฐิน อย่างไรก็ดี ในแต่ละท้องถิ่นยังมีประเพณีอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น การแข่งเรือ การเทศน์มหาชาติ เป็นต้น ความสำคัญของวันออกพรรษา
  • 30.
    ในหมู่ชาวไทยและชาวลาวริมฝั่งแม่น้ำโขง เชื่อว่าในช่วงวันออกพรรษา จะเกิดปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคขึ้นในเวลากลางคืนที่จังหวัดหนองคาย ในวันออกพรรษานี้กิจที่ชาวบ้านมักจะกระทำก็คือ การบำเพ็ญกุศล เช่น ทำบุญตักบาตร จัดดอกไม้ ธูป เทียน ไปบูชาพระที่วัด และฟังพระธรรมเทศนา ของที่ชาวพุทธนิยมนำไปใส่บาตรในวันนี้ก็คือ ข้าวต้มมัดไต้ และข้าวต้มลูกโยน และการร่วมกุศลกรรมการ " ตักบาตรเทโว " คำว่า " เทโว " ย่อมาจาก " เทโวโรหน " แปลว่าการเสด็จจากเทวโลกการตักบาตรเทโว จึงเป็นการระลึกถึงวันที่ พระพุทธองค์เสด็จกลับจากการโปรด พระพุทธมารดาในเทวโลก ประเพณีการทำบุญกุศล เนื่องในวันออกพรรษานี้ ทุกวัดในประเทศไทย ก็มีพิธีเหมือนกันหมด จะผิดกันก็เพียงแต่สถานที่ ที่สมมติว่าเป็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เท่านั้น
  • 31.
    กิจกรรมต่างๆที่ควรปฎิบัติในวันออกพรรษา ๑ . ทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับ   ๒ . ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา   ๓ . ร่วมกุศลธรรม " ตักบาตรเทโว "    ๔ . ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและ สถานที่ ราชการและ ประดับธงชาติและธงธรรมจักรตามวัดและสถาน ที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา   ๕ . ตามสถานที่ราชการ สถานที่ศึกษาและที่วัด ควรจัดให้มีนิทรรศการ การบรรยาย หรือ บรรยายธรรม เกี่ยวกับวันออกพรรษาฯลฯ เพื่อให้ ความรู้แก่ประชาชนและผู้สนใจทั่วไป
  • 32.
    เพิ่มเติมกิจกรรมวันออกพรรษา ประเพณีตักบาตรเทโว วัดสะแกกรังอุทัยธานี ที่ขบวนพระภิกษุเดินลงมาที่วัดสะแกกรัง หรือวัดสังกัสรัตนคีรี ในจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งตั้งอยู่บนเชิงเขาสูง พิธีตักบาตรเทโวที่วัดนี้บรรดาพระภิกษุจะพากันเดินขบวนลงมาจากบนเขา มาตามบันไดดูเหลืองอร่ามงามจับตา โดยมีบรรดาพุทธศาสนิกชนจะพากันใส่บาตรตามเชิงบันไดเรื่อยมาจนถึงพื้นล่าง
  • 33.
  • 34.
    วันธรรมสวนะหรือวันพระ วันธรรมสวนะ (อ่านว่า วัน - ทำ - มะ - สะ - วะ - นะ ) คือ วันกำหนดประชุมฟังธรรมของพุทธ บริษัท ที่เรียกเป็นคำสามัญโดยทั่วไปว่า " วันพระ " " เป็นประเพณีนิยมของพุทธ บริษัทที่ได้ปฏิบัติสืบเนื่องกันมาแล้วแต่ครั้งพุทธกาล โดยถือว่า การฟังธรรมตามกาล ที่กำหนดเป็นประจำไว้ ย่อมก่อให้เกิดสติปัญญาและสิริมงคลแก่ผู้ฟัง อย่างน้อย ได้รับธรรมสวนานิสงส์อยู่เสมอ วันกำหนดฟังธรรมนี้ พระพุทธเจ้าทรงปัญญัติไว้ ในเดือนหนึ่ง ๆ ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม รวม ๔ วัน ได้แก่ ๑ . วันขึ้น ๘ ค่ำ ๒ . วันขึ้น ๑๕ ค่ำ ๓ . วันแรม ๘ ค่ำ ๔ . วันแรม ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำ ( หากตรงกับเดือนขาด เป็น แรม ๑๔ ค่ำ ) ของทุกเดือน วันทั้ง ๔ นี้ ถือกันว่า เป็นวันกำหนดประชุมฟังธรรมโดยปกติ และนิยมเป็น วันรักษาปกติอุโบสถสำหรับฆราวาสผู้ต้องการอบรมกุศลอีกด้วยวันธรรมสวนะนี้ พุทธบริษัทได้ปฏิบัติสืบเนื่องกันมาแต่ครั้งสมัยพุทธกาล จนกระทั่งปัจจุบัน
  • 35.
    ประวัติความเป็นมาของวันธรรมสวนะ ประวัติความเป็นมาของวันธรรมสวนะ         ในสมัยพุทธกาล พระเจ้าพิมพิสาร ได้เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และกราบทูลว่า " นักบวชศาสนาอื่น เขามีวันประชุมสนทนาเกี่ยวกับหลักธรรม คำสั่งสอนในศาสนาของเขา แต่ว่าในศาสนาพุทธยังไม่มี“ พระพุทธองค์จึงทรงอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์ประชุมสนทนาและแสดงพระธรรมเทศนาแก่ประชาชน ในวัน ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำ และ ๑๕ค่ำ พุทธศาสนิกชนจึงถือเอาวันดังกล่าวเป็นวัน ธรรมสวนะ เพื่อกำหนดให้มีการประชุมพร้อมเพรียงกันฟังธรรม    ในสมัยพุทธกาล ( พุทธกาล = สมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ) นั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประชุมพระสงฆ์สาวกเพื่อทรงสั่งสอนธรรม การประชุมสงฆ์วึ่งเป็นสาวกของพระพุทธองค์นั้น ก็ได้นัดหมายไปประชุมกัน และจะมีพระสงฆ์รูปหนึ่งเป็นผู้สวดพระปาฏิโมกข์ พระภิกษุทุกรูปก็จะนั่งฟังด้วยอาการอันสำรวม และตั้งใจจนกระทั่งจบคำว่า " สวนะ " แปลว่า การฟัง , และคำว่า " ธรรมสวนะ " แปลว่า การฟังธรรม นั่นคือ วันธรรมสวนะ ก็แปลว่า กำหนดประชุมฟังธรรม หรือพูดตามภาษาชาวบ้านทั่วไปว่า วันไปฟังเทศน์กันนั่นเอง อนึ่ง วันพระ ในทางศาสนาก็ยังได้เรียกว่า วันอุโบสถ ซึ่งแปลว่า วันจำศีลของอุบาสกอุบาสิกาผู้ต้องการบุญกุสลเป็นกรณีพิเศษ พิธีของชาวบ้าน โดยพุทธศาสนิกชนก็จะไปร่วมทำบุญตักบาตร ถวายอาหารหวานคาวแด่พระสงฆ์ สมาทานศีล ( รับศีล ) และฟังพระธรรมเทศนาที่วัดในวันธรรมสวนะนี้ ชาวบ้านก็จะพละเว้นการประพฤติกิจที่เป็นบาปต่าง ๆ การสมาทานศีลในวันนี้ เช่น รับศีล ๕ หรือ ศีล ๘ ซึ่งเรียกว่า อุโบสถศีล พระสงฆ์จะได้แสดงพระธรรมเทศนา หรือ ธรรมสากัจฉา หรือ สนทนาธรรมกัน ซึ่งนับว่าเกิดเป็นประโยชน์แก่ผู้ฟังเป็นอย่างยิ่ง เพราะความมุ่งหมายและเหตุผลมีเช่นนี้ การประชุมฟังธรรมในวันธรรมสวนะจึงมีพิธีกรรมที่ต้องปฏิบัติเกิดขึ้น โดยนิยมเป็นระเบียบปฏิบัติซึ่งเรียกกันว่าขั้นตอนพิธีกรรม
  • 36.
    พิธีกรรม พิธีกรรมที่นิยมปฏิบัติในวันธรรมสวนะ ในวันธรรมสวนะตอนเช้าประมาณ ๙ . ๐๐ นาฬิกา พระภิกษุสามเณรอุบาสกอุบาสิกา ประชุมพร้อมกันในสถานที่กำหนดแสดงธรรมจะเป็น โรงอุโบสถ วิหาร ศาลาการเปรียญ ภายในวัด หรือ พุทธสถานสมาคม แห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้ จัดให้นั่งกันตามที่เป็นส่วนสัดเรียบร้อย มีพระพุทธรูปและที่บูชาประดิษฐานอยู่เบื้องหน้าจัดให้มีสง่าตามสมควร ๒ . เมื่อพร้อมกันแล้วภิกษุสามเณรเริ่มทำวัตรเช้า ตามแบบนิยมซึ่งทั่ว ๆ ไปใช้ระเบียบ คือ ก ) นำบูชาพระรัตนตรัย ( อรหํ สมฺมาสมฺพุทโธ ภคฺวา ....) ข ) สวด ปุพพภาคนมการ ( นโม ...) ค ) สวด พุทฺธาภิถุติ ( โย โส ตถาคโต ...)   ฆ ) สวด ธมฺมาภิถุติ ( โย โส สฺวากฺขาโต ...)   ง ) สวด สงฺฆาภิถุติ ( โย โส สุปฏิปนฺโน ...)   จ ) สวด รตนตฺตยปฺปณามคาถา และ สงฺเวคปริกิตฺตนปา ต่อ ( พุทฺโธ สุสุทฺโธ ...)   ๓ . เมื่อภิกษุสามเณรทำวัตรจบเพียงนี้ อุบาสกอุบาสิกาเริ่มทำวัตรตามบทซึ่งกล่าวแล้วในเรื่องพิธีรักษาอุโบสถ  
  • 37.
      ๔ . เสร็จพิธีทำวัตร หัวหน้าอุบาสก หรืออุบาสิกาประกาศอุโบสถ พระธรรมกถึกขึ้นธรรมาสน์   ๕ . เมื่อจบประกาศอุโบสถแล้ว อุบาสกอุบาสิกาทั้งหมด คุกเข่าประณมมือกล่าวคำอาราธนาอุโบสถศีลพร้อมกัน พระธรรมกถึกให้ศีล ๘ เป็น อุโบสถศีลเต็มที่ แต่ถ้าผู้ใดมีอุตสาหะจะรักษาเพียงศีล ๕ เท่านั้น ก็รับสมาทานเพียง ๕ ข้อ ในระหว่าง ข้อที่ ๓ ซึ่งพระธรรมกถึกให้ด้วยบทว่า อพฺรหฺมจริยา .... พึงรับสมาทานว่า กาเมสุมิจฺฉาจารา .... เสีย และรับต่อไปจนครบ ๕ ข้อ เมื่อครบแล้วก็กราบ ๓ ครั้ง ลงนั่งราบไม่ต้องรับต่อไป   ๖ . ต่อจากรับศีลแล้ว พระธรรมกถึกแสดงธรรม ระหว่างแสดงธรรมพึงประณมมือฟังด้วยความตั้งใจจนจบ   ๗ . เมื่อเทศน์จบแล้ว หัวหน้านำกล่าวสาธุการตามแบบที่กล่าวในเรื่องพิธีรักษาอุโบสถ จบแล้วเป็นอันเสร็จ พิธีประชุมฟังธรรมตอนเช้า จะกลับบ้านหรือจะอยู่ฟังธรรมในตอนบ่ายก็แล้วแต่อัธยาศัย
  • 38.
  • 39.
    ความสำคัญ โดยที่วันอัฏฐมีคือวันแรม ๘ค่ำ เดือน ๖ เป็นวันที่มีเหตุการณ์สำคัญทางพระพุทธศาสนา ถือเป็นวันที่ตรงกับวันที่ตรงกับวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระเป็นวันที่ชาวพุทธต้องวิปโยค และสูญเสียพระบรมสรีระแห่งองค์พระบรมศาสดา ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงยิ่ง และเป็นวันควรแสดงธรรมสังเวชและระลึกถึงพระพุทธคุณให้สำเร็จเป็นพุทธานุสสติภาวนามัยกุศล
  • 40.
    ประวัติความเป็นมา   พิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพหลังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานใต้ต้นสาละในราตรี ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ พวกเจ้ามัลกษัตริย์ จัดบูชาด้วย ของหอม ดอกไม้ และเครื่องดนตรีทุกชนิด ที่มีอยู่ ใน เมืองกุสินารา ตลอด ๗ วัน แล้วให้เจ้ามัลละระดับ หัวหน้า ๘ คน สรงเกล้า นุ่งห่มผ้าใหม่ อัญเชิญพระสรีระไปทางทิศตะวันออก ของพระนคร เพื่อถวาย พระเพลิง