ใบความรู้
                                      เรือง การคายนําของพืช




           การคายนําของพืชเป็ นการขจัดนําส่ วนเกินออกสู่ ภายนอกเมือรากพืชดูดนําเข้าไปจะถูก
ลําเลียงไปตามท่อลําเลียงนํา และส่ วนต่าง ๆ ของพืช ซึ งจะมีนาเพียงบางส่ วนเท่านันทีถูกใช้ไปใน
                                                              ํ
กระบวนการต่าง ๆ เช่น การสังเคราะห์ดวยแสงของพืชนําส่ วนใหญ่จะถูกขับออกมาสู่ ภายนอก
                                         ้
การคายนําส่ วนใหญ่จะเกิดขึนทีใบเป็ น เนืองจากใบมีท่อลําเลียงนํา และท่อลําเลียงอาหาร เซลล์ที
ผิวใบไม่ได้เรี ยงตัวชิดกันไปทังหมด แต่จะมีรูเล็ก ๆ จํานวนมากเรี ยกว่า รู ใบ หรื อ ปากใบ บริ เวณ
ใต้ปากใบ จะมีช่องว่างหรื อโพรงอากาศเมือนําจากท่อลําเลียงนําแพร่ ออกมาทีเซลล์ของผิวใบ
                                                        ่
แล้วก็จะแพร่ ออกทางปากใบในรู ปของไอนํา ปากใบอยูระหว่างเซลล์คุม 2 เซลล์ ทําหน้าทีควบคุมการ
ปิ ดเปิ ดของปากใบ เป็ นทางผ่านเข้าออกของนํา และเป็ นทางเข้าของแก๊สคาร์ บอนไดออกไซด์ เพือใช้
ในการสังเคราะห์ดวยแสง และเป็ นทางออกของแก๊สออกซิ เจนทีเกิดขึนด้วย สําหรับพืชทีมีใบจมอยูใน
                     ้                                                                             ่
นํา เช่น สาหร่ าย จะไม่มีปากใบ ปากใบหรื อรู ใบพบมากทีบริ เวณท้องใบมากกว่าด้านหลังของใบ เพือ
ลดการสู ญเสี ยนํา การคายนําของพืชนอกจากจะเกิดขึนทีบริ เวณปากใบแล้ว ทีผิวใบและบริ เวณรอย
แตกของลําต้นและกิง ก็เกิดขึนได้ แต่นอยมาก
                                       ้
          การคายนําของพืช แบ่งเป็ น 2 วิธีคือ
             1. การคายนําในรู ปของไอนํา เกิดได้ 3 ลักษณะ ดังนี
                1.1 การคายนําทางปากใบ เรี ยกว่า สโตมาทอล ทรานสพิเรชัน (stomatal transpiration)
เป็ นการคายนําทีเกิดขึนมากถึง 90%
                   ลักษณะของปากใบ ปากใบของพืชประกอบด้วยช่องเล็กๆ ในเนือเยือชันนอกสุ ด
ของใบ เรี ยกว่าชันเอพิเดอร์ มีส (epidermis layer) ) เซลล์ชนนีเป็ นชันทีอยูนอกสุ ดปกคลุมส่ วนทีอยู่
                                                           ั              ่
ข้างในทังทางด้านบน คือ เอพิเดอร์ มิสด้านบน (upper epidermis) และทางด้านล่าง คือเอพิเดอร์ มิส
                                   ั                      ่ ้
ด้านล่าง (lower epidermis) เซลล์ชนนีไม่มีคลอโรฟี ลล์อยูดวย จึงทําให้สังเคราะห์ดวยแสงไม่ได้
                                                                                      ้
เซลล์เอพิเดอร์ มิสบางเซลล์เปลียนแปลงไปทําหน้าทีเป็ น เซลล์คุม (guard cell) อยูดวยกันเป็ นคู่
                                                                                  ่ ้
มีรูปร่ างคล้ายเมล์ดถัวแดงประกบกัน ผนังด้านในของเซลล์คุมหนากว่าผนังเซลล์ดานนอกระหว่าง
                                                                         ้
                                                            ่
เซลล์คุมเป็ นปากใบ (stomata) พบว่าทางด้านล่างของใบมีปากใบอยูมากกว่าทางด้านบน




                                       ลักษณะของเซลล์ คุม

                   เซลล์ คุม (guard cell) ทําหน้าทีปิ ดและเปิ ดปากใบ เซลล์คุมแตกต่างจากเซลล์
                                             ่ ้
เอพิเดอร์ มิสอืนคือเซลล์คุมมีคลอโรฟี ลล์อยูดวย จึงสามารถสังเคาระห์ดวยแสงได้และการสังเคราะห์
                                                                       ้
ด้วยแสงนีเป็ นกลไกสําคัญทีทําให้เกิดการเปิ ดปิ ดของปากใบ การคายนําและการลําเลียงสารของพืช
ผิวของเซลล์ชนเอพิเดอร์ มิสมีสารพวกขีผึง เรี ยกว่า คิวทิน ฉาบอยูช่วยป้ องกันการระเหยของนํา
               ั                                                  ่
ออกจากผิวใบปากใบพืช




                                เซลล์ คุมและการเปิ ดปิ ดของปากใบ

             1.2 การคายนําทางผิวใบ บริ เวณผิวใบมีคิวทิน (Cuticular transpiration) เป็ นสารคล้าย
              ่
ขีผึงเคลือบอยูจึงทําให้พืชคายนําทางผิวใบเพียง 10%
1.3 การคายนําทางเลนติเซล (Lenticular transpiration) เป็ นการคายนําออกทางรอยแตก
ทีผิวของลําต้น กิง ที เรี ยกว่า เลนติเซล (lenticels) ซึ งเกิดขึนน้อยมาก




                                        เลนติเซล (lenticels)
                    ทีมา : http://www.csdl.tamu.edu/FLORA/tfplab/vegchar.htm

       2. การคายนําในรู ปหยดนํา เป็ นการคายนําในรู ปหยดนําเล็ก ๆ ทางรู เปิ ดเล็ก ๆ ตามปลายเส้น
ใบทีขอบใบทีเรี ยกว่า โฮดาโธด (hydathode) การคายนํานี เรี ยกว่า กัตเตชัน (guttation) ซึ งเกิดขึนเมือ
อากาศมีความชืนมาก ๆ อุณหภูมิตาและลมสงบ
                               ํ




                                        กัตเตชัน (guttation)
        ทีมา : http://www.school.net.th/library/create-web/10000/science/10000-6597.html
ปัจจัยทีมีผลต่ อการคายนํา
           อุณหภูมิ ขณะทีปากใบเปิ ดถ้าอุณหภูมิของอากาศสู งขึน อากาศจะแห้ง นําจะแพร่ ออกจาก
ปากใบมากขึน ทําให้พืชขาดนํามากขึน
           ความชื น ถ้าความชืนในอากาศลดลงปริ มาณนําในใบและในอากาศแตกต่างกันมากขึน จึงทํา
ให้ไอนําแพร่ ออกจากปากใบมากขึน เกิดการคายนําเพิมมากขึน
           ลม ลมทีพัดผ่านใบไม้จะทําให้ความกดอากาศทีบริ เวณผิวใบลดลง ไอนําบริ เวณปากใบจะ
แพร่ ออกสู่ อากาศได้มากขึน และขณะทีลมเคลือนผ่านผิวใบจะนําความชืนไปกับอากาศด้วย ไอนําจาก
ปากใบก็จะแพร่ ได้มากขึนเช่นกัน แต่ถาลมพัดแรงเกินไปปากใบก็จะปิ ด
                                     ้
                                                              ั
           สภาพนําในดิน การเปิ ดปิ ดของปากใบมีความสัมพันธ์กบสภาพของนําในดินมากกว่าสภาพ
ของนําในใบพืช เมือดินมีนาน้อยลงและพืชเริ มขาดแคลนนํา พืชจะสังเคราะห์กรดแอบไซซิ ก (abscisic
                            ํ
acid) หรื อ ABA มีผลทําให้ปากใบปิ ดการคายนําจึงลดลง
           ความเข้ มของแสง ขณะทีพืชได้รับนําอย่างเพียงพอปากใบจะเปิ ดมากเมือความเข้มแสงสู งขึน
และปากใบจะเปิ ดน้อยลงเมือความเข้มของแสงลดลง เนืองจากความเข้มของแสงเกียวข้องกับอัตราการ
สังเคราะห์ดวยแสงซึ งมีผลต่อการเปลียนแปลงความเข้มข้นของคาร์ บอนไดออกไซด์ นําตาล ไอออน
             ้
                              ่
และสารอินทรี ยบางชนิ ดทีอยูในเซลล์คุม ดังนันเมือความเข้มข้นของแสงมากขึนจะเป็ นผลให้การคาย
                 ์
นําในใบมาก แต่ในบางกรณี ถึงแม้ความเข้มของแสงมากแต่นาในดินน้อย พืชเริ มขาดนําปากใบจะปิ ด
                                                          ํ
           โดยทัวไปปากใบพืชจะเปิ ดในเวลากลางวันเพือนําคาร์ บอนไดออกไซด์ไปใช้ในการ
สังเคราะห์ดวยแสงและปิ ดในเวลากลางคืน แต่พืชอวบนํา เช่น กระบองเพชรทีเจริ ญในทีแห้งแล้ง
               ้
ปากใบจะเปิ ดในเวลากลางคืน และปิ ดในเวลากลางวันเพือลดการสู ญเสี ยนํา ในเวลากลางคืนพืช
ตระกูลนีจะตรึ งคาร์ บอนไดออกไซด์แล้วเปลียนเป็ นกรดอินทรี ยเ์ ก็บสะสมไว้ในแวคิลโอล ในเวลา
กลางวันพืชจะนําคาร์ บอนไดออกไซด์จากกรดอินทรี ยมาใช้ในการสังเคราะห์ดวยแสง พืชบางชนิดยังมี
                                                    ์                   ้
การปรับโครงสร้างให้มีประสิ ทธิ ภาพในการดูดนํา โดยมีรากแผ่ขยายเป็ นบริ เวณกว้างหรื อมีรากหยังลึก
ลงไปในดิน เช่น หญ้าแฝก พืชบางชนิดลําต้นและใบอวบนําเพือสะสมนํา มีขนปกคลุมปากใบจํานวน
มาก มีคิวทินหนาทีผิวใบ รู ปร่ างของใบมีขนาดเล็กลงหรื อเปลียนไปเป็ นหนาม บางชนิ ดมีโครงสร้าง
ทีช่วยลดการคายนํา เช่น ปากใบอยู่ตํากว่ าระดับผิวใบ เช่น ปากใบของต้นยีโถ

การคายน้ำของพืช

  • 1.
    ใบความรู้ เรือง การคายนําของพืช การคายนําของพืชเป็ นการขจัดนําส่ วนเกินออกสู่ ภายนอกเมือรากพืชดูดนําเข้าไปจะถูก ลําเลียงไปตามท่อลําเลียงนํา และส่ วนต่าง ๆ ของพืช ซึ งจะมีนาเพียงบางส่ วนเท่านันทีถูกใช้ไปใน ํ กระบวนการต่าง ๆ เช่น การสังเคราะห์ดวยแสงของพืชนําส่ วนใหญ่จะถูกขับออกมาสู่ ภายนอก ้ การคายนําส่ วนใหญ่จะเกิดขึนทีใบเป็ น เนืองจากใบมีท่อลําเลียงนํา และท่อลําเลียงอาหาร เซลล์ที ผิวใบไม่ได้เรี ยงตัวชิดกันไปทังหมด แต่จะมีรูเล็ก ๆ จํานวนมากเรี ยกว่า รู ใบ หรื อ ปากใบ บริ เวณ ใต้ปากใบ จะมีช่องว่างหรื อโพรงอากาศเมือนําจากท่อลําเลียงนําแพร่ ออกมาทีเซลล์ของผิวใบ ่ แล้วก็จะแพร่ ออกทางปากใบในรู ปของไอนํา ปากใบอยูระหว่างเซลล์คุม 2 เซลล์ ทําหน้าทีควบคุมการ ปิ ดเปิ ดของปากใบ เป็ นทางผ่านเข้าออกของนํา และเป็ นทางเข้าของแก๊สคาร์ บอนไดออกไซด์ เพือใช้ ในการสังเคราะห์ดวยแสง และเป็ นทางออกของแก๊สออกซิ เจนทีเกิดขึนด้วย สําหรับพืชทีมีใบจมอยูใน ้ ่ นํา เช่น สาหร่ าย จะไม่มีปากใบ ปากใบหรื อรู ใบพบมากทีบริ เวณท้องใบมากกว่าด้านหลังของใบ เพือ ลดการสู ญเสี ยนํา การคายนําของพืชนอกจากจะเกิดขึนทีบริ เวณปากใบแล้ว ทีผิวใบและบริ เวณรอย แตกของลําต้นและกิง ก็เกิดขึนได้ แต่นอยมาก ้ การคายนําของพืช แบ่งเป็ น 2 วิธีคือ 1. การคายนําในรู ปของไอนํา เกิดได้ 3 ลักษณะ ดังนี 1.1 การคายนําทางปากใบ เรี ยกว่า สโตมาทอล ทรานสพิเรชัน (stomatal transpiration) เป็ นการคายนําทีเกิดขึนมากถึง 90% ลักษณะของปากใบ ปากใบของพืชประกอบด้วยช่องเล็กๆ ในเนือเยือชันนอกสุ ด ของใบ เรี ยกว่าชันเอพิเดอร์ มีส (epidermis layer) ) เซลล์ชนนีเป็ นชันทีอยูนอกสุ ดปกคลุมส่ วนทีอยู่ ั ่ ข้างในทังทางด้านบน คือ เอพิเดอร์ มิสด้านบน (upper epidermis) และทางด้านล่าง คือเอพิเดอร์ มิส ั ่ ้ ด้านล่าง (lower epidermis) เซลล์ชนนีไม่มีคลอโรฟี ลล์อยูดวย จึงทําให้สังเคราะห์ดวยแสงไม่ได้ ้ เซลล์เอพิเดอร์ มิสบางเซลล์เปลียนแปลงไปทําหน้าทีเป็ น เซลล์คุม (guard cell) อยูดวยกันเป็ นคู่ ่ ้
  • 2.
    มีรูปร่ างคล้ายเมล์ดถัวแดงประกบกัน ผนังด้านในของเซลล์คุมหนากว่าผนังเซลล์ดานนอกระหว่าง ้ ่ เซลล์คุมเป็ นปากใบ (stomata) พบว่าทางด้านล่างของใบมีปากใบอยูมากกว่าทางด้านบน ลักษณะของเซลล์ คุม เซลล์ คุม (guard cell) ทําหน้าทีปิ ดและเปิ ดปากใบ เซลล์คุมแตกต่างจากเซลล์ ่ ้ เอพิเดอร์ มิสอืนคือเซลล์คุมมีคลอโรฟี ลล์อยูดวย จึงสามารถสังเคาระห์ดวยแสงได้และการสังเคราะห์ ้ ด้วยแสงนีเป็ นกลไกสําคัญทีทําให้เกิดการเปิ ดปิ ดของปากใบ การคายนําและการลําเลียงสารของพืช ผิวของเซลล์ชนเอพิเดอร์ มิสมีสารพวกขีผึง เรี ยกว่า คิวทิน ฉาบอยูช่วยป้ องกันการระเหยของนํา ั ่ ออกจากผิวใบปากใบพืช เซลล์ คุมและการเปิ ดปิ ดของปากใบ 1.2 การคายนําทางผิวใบ บริ เวณผิวใบมีคิวทิน (Cuticular transpiration) เป็ นสารคล้าย ่ ขีผึงเคลือบอยูจึงทําให้พืชคายนําทางผิวใบเพียง 10%
  • 3.
    1.3 การคายนําทางเลนติเซล (Lenticulartranspiration) เป็ นการคายนําออกทางรอยแตก ทีผิวของลําต้น กิง ที เรี ยกว่า เลนติเซล (lenticels) ซึ งเกิดขึนน้อยมาก เลนติเซล (lenticels) ทีมา : http://www.csdl.tamu.edu/FLORA/tfplab/vegchar.htm 2. การคายนําในรู ปหยดนํา เป็ นการคายนําในรู ปหยดนําเล็ก ๆ ทางรู เปิ ดเล็ก ๆ ตามปลายเส้น ใบทีขอบใบทีเรี ยกว่า โฮดาโธด (hydathode) การคายนํานี เรี ยกว่า กัตเตชัน (guttation) ซึ งเกิดขึนเมือ อากาศมีความชืนมาก ๆ อุณหภูมิตาและลมสงบ ํ กัตเตชัน (guttation) ทีมา : http://www.school.net.th/library/create-web/10000/science/10000-6597.html
  • 4.
    ปัจจัยทีมีผลต่ อการคายนํา อุณหภูมิ ขณะทีปากใบเปิ ดถ้าอุณหภูมิของอากาศสู งขึน อากาศจะแห้ง นําจะแพร่ ออกจาก ปากใบมากขึน ทําให้พืชขาดนํามากขึน ความชื น ถ้าความชืนในอากาศลดลงปริ มาณนําในใบและในอากาศแตกต่างกันมากขึน จึงทํา ให้ไอนําแพร่ ออกจากปากใบมากขึน เกิดการคายนําเพิมมากขึน ลม ลมทีพัดผ่านใบไม้จะทําให้ความกดอากาศทีบริ เวณผิวใบลดลง ไอนําบริ เวณปากใบจะ แพร่ ออกสู่ อากาศได้มากขึน และขณะทีลมเคลือนผ่านผิวใบจะนําความชืนไปกับอากาศด้วย ไอนําจาก ปากใบก็จะแพร่ ได้มากขึนเช่นกัน แต่ถาลมพัดแรงเกินไปปากใบก็จะปิ ด ้ ั สภาพนําในดิน การเปิ ดปิ ดของปากใบมีความสัมพันธ์กบสภาพของนําในดินมากกว่าสภาพ ของนําในใบพืช เมือดินมีนาน้อยลงและพืชเริ มขาดแคลนนํา พืชจะสังเคราะห์กรดแอบไซซิ ก (abscisic ํ acid) หรื อ ABA มีผลทําให้ปากใบปิ ดการคายนําจึงลดลง ความเข้ มของแสง ขณะทีพืชได้รับนําอย่างเพียงพอปากใบจะเปิ ดมากเมือความเข้มแสงสู งขึน และปากใบจะเปิ ดน้อยลงเมือความเข้มของแสงลดลง เนืองจากความเข้มของแสงเกียวข้องกับอัตราการ สังเคราะห์ดวยแสงซึ งมีผลต่อการเปลียนแปลงความเข้มข้นของคาร์ บอนไดออกไซด์ นําตาล ไอออน ้ ่ และสารอินทรี ยบางชนิ ดทีอยูในเซลล์คุม ดังนันเมือความเข้มข้นของแสงมากขึนจะเป็ นผลให้การคาย ์ นําในใบมาก แต่ในบางกรณี ถึงแม้ความเข้มของแสงมากแต่นาในดินน้อย พืชเริ มขาดนําปากใบจะปิ ด ํ โดยทัวไปปากใบพืชจะเปิ ดในเวลากลางวันเพือนําคาร์ บอนไดออกไซด์ไปใช้ในการ สังเคราะห์ดวยแสงและปิ ดในเวลากลางคืน แต่พืชอวบนํา เช่น กระบองเพชรทีเจริ ญในทีแห้งแล้ง ้ ปากใบจะเปิ ดในเวลากลางคืน และปิ ดในเวลากลางวันเพือลดการสู ญเสี ยนํา ในเวลากลางคืนพืช ตระกูลนีจะตรึ งคาร์ บอนไดออกไซด์แล้วเปลียนเป็ นกรดอินทรี ยเ์ ก็บสะสมไว้ในแวคิลโอล ในเวลา กลางวันพืชจะนําคาร์ บอนไดออกไซด์จากกรดอินทรี ยมาใช้ในการสังเคราะห์ดวยแสง พืชบางชนิดยังมี ์ ้ การปรับโครงสร้างให้มีประสิ ทธิ ภาพในการดูดนํา โดยมีรากแผ่ขยายเป็ นบริ เวณกว้างหรื อมีรากหยังลึก ลงไปในดิน เช่น หญ้าแฝก พืชบางชนิดลําต้นและใบอวบนําเพือสะสมนํา มีขนปกคลุมปากใบจํานวน มาก มีคิวทินหนาทีผิวใบ รู ปร่ างของใบมีขนาดเล็กลงหรื อเปลียนไปเป็ นหนาม บางชนิ ดมีโครงสร้าง ทีช่วยลดการคายนํา เช่น ปากใบอยู่ตํากว่ าระดับผิวใบ เช่น ปากใบของต้นยีโถ