ความสำคัญของน้ำต่อพืช 1.  น้ำเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในเซลล์พืช ใบพืชล้มลุกจะมีน้ำประกอบอยู่มากกว่าพืชยืนต้น 2.  น้ำช่วยให้เซลล์พืชเต่ง ทำให้เซลล์มีรูปร่างคงตัว เมื่อพืชขาดน้ำทำให้เหี่ยวเฉาในพืชยังช่วยให้เกิดการเปิดปิดของปากใบ และการเคลื่อนไหวของพืชด้วย 3.  น้ำเป็นตัวทำละลาย เช่น ละลายแร่ธาตุต่าง ๆ เกิดการลำเลียงแร่ธาตุของพืช 4.  น้ำเป็นตัวร่วมในปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ ซึ่งมีความสำคัญในกระบวนการเมแทบอลิซึม เช่น การย่อยแป้งเป็นน้ำตาล การสังเคราะห์ด้วยแสง 5.  น้ำทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิของเซลล์ และลำต้นพืช โดยทั่วไปพืชอยู่กลางแจ้งตลอดเวลา ดังนั้นจึงได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์จำนวนมาก การคายน้ำของพืชช่วยในการระบายความร้อนให้พืช
1.  การดูดน้ำของราก  น้ำและแร่ธาตุที่รากดูดซึมจากดินที่บริเวณส่วนปลายของรากที่เรียกว่า  บริเวณขนราก   (Root hair zone)   จะมีขนรากจำนวนมาก  ทำให้เพิ่มพื้นที่ผิวที่สัมผัสกับน้ำซึ่งแทรกตัวอยู่ในช่องว่างภายในดินได้เป็นจำนวนมาก ขนรากดูดน้ำโดยกระบวนการ  ออสโมซิส  (Osmosis)
2.  โครงสร้างที่ทำหน้าที่ในการลำเลียงน้ำ การที่น้ำและแร่ธาตุที่รากดูดซึมจากดินจะผ่านเซลล์ชั้นนอกคือ  เอพิเดอร์มิส  เข้าสู่เซลล์ชั้นใน คือ  คอร์เทกซ์  เอนโดเดอร์มิส  และ ไซเลมของราก   โดยอาศัย  การลำเลียงทางด้านข้าง   (Lateral transport)   โดย มี   2  วิธี 2.1  อะโพพลาสต์   (Apoplast) 2.2  ซิมพลาสต์   (Simplast)
2.1  อะโพพลาสต์   (Apoplast)   คือ การที่น้ำและแร่ธาตุผ่านจาก  เซลล์หนึ่งไปยังเซลล์หนึ่ง  โดย  ผ่านช่องว่างระหว่างผนังเซลล์ในชั้นคอร์เทกซ์ และผ่าน เซลล์ที่ไม่มีชีวิต   ( ยกเว้นเอนโดเดอร์มิส )  คือ เทรคีด และเวสเซล 2.2  ซิมพลาสต์   (Simplast)   คือ การที่น้ำและแร่ธาตุผ่านจาก  เซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง  โดย  ผ่านทางไซโทพลาซึมที่เชื่อมต่อกันและทะลุไปอีกเซลล์หนึ่งโดยผ่านทางพลาสโมเดสมาตา   (Plasmodesmata)   ดังนั้นการที่น้ำและแร่ธาตุสามารถผ่านไปจึงเป็นการผ่านชั้นเยื่อหุ้มเซลล์เท่านั้น เมื่อน้ำและแร่ธาตุเคลื่อนมาถึง เอนโดเดอร์มิสซึ่งมี  แคสพาเรียนสตริป   (Casparian strip)  กั้นอยู่ที่ผนังเซลล์ น้ำและแร่ธาตุจะผ่านไปตามผนังเซลล์ไม่ได้ จึงต้องใช้ วิ ธีซิมพลาสต์  ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ของเอนโดเดอร์มิส เข้าสู่ไซโทพลาซึม แล้วจึงเข้าสู่  สตีล  จนถึง  ไซเลม  แร่ธาตุที่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์จึงถูก  คัดเลือก   (Select)   โดย  เยื่อหุ้มเซลล์
 
สรุปขั้นตอนการลำเลียงน้ำและแร่ธาตุผ่านทางด้านข้างของราก 1.  เมื่อน้ำและแร่ธาตุผ่านขนรากของชั้น  เอพิเดอร์มิสของราก  ซึ่งเข้าได้ทั้ง   2   วิธี คือ วิธีอะโพพลาสต์  ผ่านผนังเซลล์ของแต่ละเซลล์  และ วิธีซิมพลาสต์  ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เข้าสู่ไซโทพลาซึม 2.  ถ้าการลำเลียงนั้นเข้าทาง อะโพพลาสต์ น้ำและแร่ธาตุบางส่วนจะลำเลียงเข้าเซลล์ของ  เอพิเดอร์มิส  และ คอร์เทกซ์ โดยวิธี ซิมพลาสต์ 3.  น้ำและแร่ธาตุที่เข้าสู่ เอนโดเดอร์มิสทางผนังเซลล์   ( วิธีอะโพพลาสต์ )  จะไม่สามารถผ่าน  แคสพาเรียนสตริป  ของเอนโดเดอร์มิสไปได้โดยวิธีอะโพพลาสต์ จึงใช้วิธีซิมพลาสต์ เพื่อผ่าน เยื่อหุ้มเซลล์ของ เอนโดเดอร์มิส 4.  เซลล์ของเอนโดเดอร์มิส และเซลล์ในชั้นสตีล ส่งน้ำและแร่ธาตุเข้าสู่ไซเลม ไซเลมประกอบด้วย เทรคีดและเวสเซล ซึ่งเป็นเซลล์ที่ตายแล้ว ไม่มีโพรโทพลาซึมเหลือแต่ผนังเซลล์และช่องว่าง  ลูเมน   (Lumen)   เมื่อน้ำและแร่ธาตุเข้าสู่ ไซเลมจึงเปลี่ยนจาก วิธีซิมพลาสต์ เป็นอะโพพลาสต์  หลังจากนั้นจะลำเลียงขึ้นสู่ลำต้นเข้าสู่ท่อลำเลียงคือ ไซเลม แล้วพืชจะลำเลียงน้ำต่อไปยังส่วนต่าง ๆ ทั้งยอด ลำต้น กิ่ง และใบ เพื่อส่งน้ำไปให้ทุก ๆ เซลล์ของต้นพืช
3.  ปัจจัยควบคุมการลำเลียงน้ำ 3.1  ปริมาณน้ำในดิน  เมื่อน้ำในดินมีปริมาณมากพอ อัตราการดูดน้ำของรากจะมีมากตามไปด้วย แต่ถ้ามีปริมาณน้ำในดินมากเกินไปจนเกิดการท่วมขังอยู่ที่โคนต้นพืชมากจนเกินไป อัตราการดูดน้ำก็จะลดน้อยลง เพราะ 3.2  อุณหภูมิในดิน  อุณหภูมิในดินมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลำเลียงน้ำด้วยอุณหภูมิในดินต้องไม่สูงหรือต่ำเกินไป  3.3  สารละลายในดิน  การที่สารละลายในดินมีความเข้มข้นสูงมากไปทำให้พืชต้องสูญเสียน้ำให้กับดิน  3.4  อากาศในดิน  เพราะรากต้องการออกซิเจนไปใช้ในกระบวนการเมแทบอลิซึม
4.  กลไกการลำเลียงน้ำของพืช  กลไกที่พืชใช้ในการลำเลียงน้ำจากรากไปยังส่วนต่าง ๆ  เช่น  แรงดันราก   (Root pressure)  แรงดึงจากการคายน้ำ   (Transpiration pull)   เป็นต้น
4.1  แรงดันราก   (Root pressure)  เมื่อพืชดูดน้ำทางรากตลอดเวลา ทำให้ปริมาณน้ำในรากมีจำนวนมากขึ้น จนเกิดแรงดัน  ถ้าตัดลำต้นในระดับสูงกว่าดินในกระถาง   1-2  เซนติเมตร ที่บริเวณรอยตัดจะเห็นของเหลวซึมออกมา นำมาต่อกับเครื่องมือ  มาโนมิเตอร์   (Manometer)   ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดความดันทำให้สามารถคำนวณหาแรงดันรากได้ 4.2  แรงดึงเนื่องจากการคายน้ำ   (Ttranspiration pull)  โจเซฟ โบห์ม  (Josef Bohm)   ได้ทดลองต้มน้ำในบีกเกอร์ให้ร้อน เพื่อทำให้น้ำในหม้อดินเผาซึ่งเป็น หม้อพรุนร้อนขึ้น ทำให้ ฟองอากาศในหลอดคะปิลลารีถูกไล่ออก ไป เมื่อเอาบีกเกอร์ที่มีน้ำร้อนออก ทำให้น้ำมีอยู่เต็มหลอดคะปิลลารี เมื่อตั้งทิ้งไว้สักระยะหนึ่งน้ำจะระเหยออกไปจากหม้อพรุน  ทำให้ระดับปรอทขึ้นไปได้สูงถึง   100  เซนติเมตร
 
เนื่องจากน้ำมีแรงดึงดูด ระหว่างโมเลกุลของน้ำด้วยกันเอง ที่เรียกว่า  โคฮีชัน  (Cohesion)   จึงสามารถที่จะดึงน้ำให้ไหลไปตามท่อได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ขาดตอน  เมื่อน้ำในหม้อพรุนระเหยออกไป น้ำในโมเลกุลถัดไปจึงถูกดูดตามไปอย่างต่อเนื่อง
ไซเลมเป็นท่อลำเลียงของพืชที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดเล็ก เปรียบเหมือนหลอดคะปิลารี ซึ่งมีแรงดึงดูดระหว่าง โมเลกุลของน้ำ กับ ผนังด้านข้างของหลอด  เรียกว่า  แอดฮีชัน   (Adhesion)   ทำให้น้ำเคลื่อนที่ขึ้นไปในหลอดเล็ก ๆ นี้ได้สูงกว่าหลอดที่มีรูใหญ่กว่า กระบวนการนี้เรียกว่า  คะปิลลารีแอคชัน   (Capillary action) คะปิลลารีแอคชัน  จึงเป็นกระบวนการหนึ่งของการลำเลียงน้ำในท่อไซเลมรวมทั้งเมื่อพืชคายน้ำออกทางปากใบ ทำให้เกิด 1.  แรงดึงในท่อไซเลม  ดึงน้ำขึ้นสู่ลำต้นและใบได้ รากจึงเกิดแรงดึงน้ำจากดินเข้ามาในท่อไซเลมได้ เมื่อพืชคายน้ำออกทางใบทำให้เกิดแรงดึงน้ำขึ้นตามท่อไซเลม แรงดึงนี้เรียกว่า  แรงดึงเนื่องจากการคายน้ำ   (Transpiration pull)   และโมเลกุลของน้ำมีแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลที่เรียกว่า  โคฮีชัน   (Cohesion)   ทำให้การไหลของน้ำในท่อไซเลมจึงต่อเนื่องกันได้  2.  หากไซเลมเกิดมีฟองอากาศเข้าไปแทรกอยู่ด้วยเหตุใดก็ตามจะทำให้ การลำเลียงน้ำในท่อไซเลมช้ากว่าเดิม  หรือหยุดชะงักได้ ดังนั้นการตัดดอกไม้เพื่อปักในแจกัน เพื่อไม่ให้ดอกไม้เหี่ยวเฉาเร็วมักนิยมตัดโคนกิ่งดอกไม้ออกอีกเล็กน้อย ก่อนจะไปปักแจกัน โดยการนำไป ตัดใต้ผิวน้ำ แล้วรีบจุ่มกิ่งไม้นั้นลงในแจกันที่มีน้ำ
 
 
กิจกรรมที่ ...... การลำเลียงนำของพืช ความแตกต่างของการลำเลียงแบบซิมพลาสต์และอะโพพลาสต์คืออะไร จงลำดับทิศทางการลำเลียงน้ำจากขนรากสู่ไซเลม รากพืชทำหน้าที่ดูดน้ำ แต่ถ้าน้ำมากเกินไปอาจทำให้พืชตายได้ เป็นเพราะเหตุใด พันธะไฮโดรเจนระหว่างโมเลกุลน้ำเรียกว่าแรง ....... ปัจจัยใดบ้างที่ทำให้เกิดคะปิลลารีแอคชัน เพราะเหตุใดน้ำจารากจึงสามารถเคลื่อนที่ขึ้นสู่ยอดได้

การลำเลียงน้ำของพืช

  • 1.
  • 2.
    ความสำคัญของน้ำต่อพืช 1. น้ำเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในเซลล์พืช ใบพืชล้มลุกจะมีน้ำประกอบอยู่มากกว่าพืชยืนต้น 2. น้ำช่วยให้เซลล์พืชเต่ง ทำให้เซลล์มีรูปร่างคงตัว เมื่อพืชขาดน้ำทำให้เหี่ยวเฉาในพืชยังช่วยให้เกิดการเปิดปิดของปากใบ และการเคลื่อนไหวของพืชด้วย 3. น้ำเป็นตัวทำละลาย เช่น ละลายแร่ธาตุต่าง ๆ เกิดการลำเลียงแร่ธาตุของพืช 4. น้ำเป็นตัวร่วมในปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ ซึ่งมีความสำคัญในกระบวนการเมแทบอลิซึม เช่น การย่อยแป้งเป็นน้ำตาล การสังเคราะห์ด้วยแสง 5. น้ำทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิของเซลล์ และลำต้นพืช โดยทั่วไปพืชอยู่กลางแจ้งตลอดเวลา ดังนั้นจึงได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์จำนวนมาก การคายน้ำของพืชช่วยในการระบายความร้อนให้พืช
  • 3.
    1. การดูดน้ำของราก น้ำและแร่ธาตุที่รากดูดซึมจากดินที่บริเวณส่วนปลายของรากที่เรียกว่า บริเวณขนราก (Root hair zone) จะมีขนรากจำนวนมาก ทำให้เพิ่มพื้นที่ผิวที่สัมผัสกับน้ำซึ่งแทรกตัวอยู่ในช่องว่างภายในดินได้เป็นจำนวนมาก ขนรากดูดน้ำโดยกระบวนการ ออสโมซิส (Osmosis)
  • 4.
    2. โครงสร้างที่ทำหน้าที่ในการลำเลียงน้ำการที่น้ำและแร่ธาตุที่รากดูดซึมจากดินจะผ่านเซลล์ชั้นนอกคือ เอพิเดอร์มิส เข้าสู่เซลล์ชั้นใน คือ คอร์เทกซ์ เอนโดเดอร์มิส และ ไซเลมของราก โดยอาศัย การลำเลียงทางด้านข้าง (Lateral transport) โดย มี 2 วิธี 2.1 อะโพพลาสต์ (Apoplast) 2.2 ซิมพลาสต์ (Simplast)
  • 5.
    2.1 อะโพพลาสต์ (Apoplast) คือ การที่น้ำและแร่ธาตุผ่านจาก เซลล์หนึ่งไปยังเซลล์หนึ่ง โดย ผ่านช่องว่างระหว่างผนังเซลล์ในชั้นคอร์เทกซ์ และผ่าน เซลล์ที่ไม่มีชีวิต ( ยกเว้นเอนโดเดอร์มิส ) คือ เทรคีด และเวสเซล 2.2 ซิมพลาสต์ (Simplast) คือ การที่น้ำและแร่ธาตุผ่านจาก เซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง โดย ผ่านทางไซโทพลาซึมที่เชื่อมต่อกันและทะลุไปอีกเซลล์หนึ่งโดยผ่านทางพลาสโมเดสมาตา (Plasmodesmata) ดังนั้นการที่น้ำและแร่ธาตุสามารถผ่านไปจึงเป็นการผ่านชั้นเยื่อหุ้มเซลล์เท่านั้น เมื่อน้ำและแร่ธาตุเคลื่อนมาถึง เอนโดเดอร์มิสซึ่งมี แคสพาเรียนสตริป (Casparian strip) กั้นอยู่ที่ผนังเซลล์ น้ำและแร่ธาตุจะผ่านไปตามผนังเซลล์ไม่ได้ จึงต้องใช้ วิ ธีซิมพลาสต์ ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ของเอนโดเดอร์มิส เข้าสู่ไซโทพลาซึม แล้วจึงเข้าสู่ สตีล จนถึง ไซเลม แร่ธาตุที่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์จึงถูก คัดเลือก (Select) โดย เยื่อหุ้มเซลล์
  • 6.
  • 7.
    สรุปขั้นตอนการลำเลียงน้ำและแร่ธาตุผ่านทางด้านข้างของราก 1. เมื่อน้ำและแร่ธาตุผ่านขนรากของชั้น เอพิเดอร์มิสของราก ซึ่งเข้าได้ทั้ง 2 วิธี คือ วิธีอะโพพลาสต์ ผ่านผนังเซลล์ของแต่ละเซลล์ และ วิธีซิมพลาสต์ ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เข้าสู่ไซโทพลาซึม 2. ถ้าการลำเลียงนั้นเข้าทาง อะโพพลาสต์ น้ำและแร่ธาตุบางส่วนจะลำเลียงเข้าเซลล์ของ เอพิเดอร์มิส และ คอร์เทกซ์ โดยวิธี ซิมพลาสต์ 3. น้ำและแร่ธาตุที่เข้าสู่ เอนโดเดอร์มิสทางผนังเซลล์ ( วิธีอะโพพลาสต์ ) จะไม่สามารถผ่าน แคสพาเรียนสตริป ของเอนโดเดอร์มิสไปได้โดยวิธีอะโพพลาสต์ จึงใช้วิธีซิมพลาสต์ เพื่อผ่าน เยื่อหุ้มเซลล์ของ เอนโดเดอร์มิส 4. เซลล์ของเอนโดเดอร์มิส และเซลล์ในชั้นสตีล ส่งน้ำและแร่ธาตุเข้าสู่ไซเลม ไซเลมประกอบด้วย เทรคีดและเวสเซล ซึ่งเป็นเซลล์ที่ตายแล้ว ไม่มีโพรโทพลาซึมเหลือแต่ผนังเซลล์และช่องว่าง ลูเมน (Lumen) เมื่อน้ำและแร่ธาตุเข้าสู่ ไซเลมจึงเปลี่ยนจาก วิธีซิมพลาสต์ เป็นอะโพพลาสต์ หลังจากนั้นจะลำเลียงขึ้นสู่ลำต้นเข้าสู่ท่อลำเลียงคือ ไซเลม แล้วพืชจะลำเลียงน้ำต่อไปยังส่วนต่าง ๆ ทั้งยอด ลำต้น กิ่ง และใบ เพื่อส่งน้ำไปให้ทุก ๆ เซลล์ของต้นพืช
  • 8.
    3. ปัจจัยควบคุมการลำเลียงน้ำ3.1 ปริมาณน้ำในดิน เมื่อน้ำในดินมีปริมาณมากพอ อัตราการดูดน้ำของรากจะมีมากตามไปด้วย แต่ถ้ามีปริมาณน้ำในดินมากเกินไปจนเกิดการท่วมขังอยู่ที่โคนต้นพืชมากจนเกินไป อัตราการดูดน้ำก็จะลดน้อยลง เพราะ 3.2 อุณหภูมิในดิน อุณหภูมิในดินมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลำเลียงน้ำด้วยอุณหภูมิในดินต้องไม่สูงหรือต่ำเกินไป 3.3 สารละลายในดิน การที่สารละลายในดินมีความเข้มข้นสูงมากไปทำให้พืชต้องสูญเสียน้ำให้กับดิน 3.4 อากาศในดิน เพราะรากต้องการออกซิเจนไปใช้ในกระบวนการเมแทบอลิซึม
  • 9.
    4. กลไกการลำเลียงน้ำของพืช กลไกที่พืชใช้ในการลำเลียงน้ำจากรากไปยังส่วนต่าง ๆ เช่น แรงดันราก (Root pressure) แรงดึงจากการคายน้ำ (Transpiration pull) เป็นต้น
  • 10.
    4.1 แรงดันราก (Root pressure) เมื่อพืชดูดน้ำทางรากตลอดเวลา ทำให้ปริมาณน้ำในรากมีจำนวนมากขึ้น จนเกิดแรงดัน ถ้าตัดลำต้นในระดับสูงกว่าดินในกระถาง 1-2 เซนติเมตร ที่บริเวณรอยตัดจะเห็นของเหลวซึมออกมา นำมาต่อกับเครื่องมือ มาโนมิเตอร์ (Manometer) ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดความดันทำให้สามารถคำนวณหาแรงดันรากได้ 4.2 แรงดึงเนื่องจากการคายน้ำ (Ttranspiration pull) โจเซฟ โบห์ม (Josef Bohm) ได้ทดลองต้มน้ำในบีกเกอร์ให้ร้อน เพื่อทำให้น้ำในหม้อดินเผาซึ่งเป็น หม้อพรุนร้อนขึ้น ทำให้ ฟองอากาศในหลอดคะปิลลารีถูกไล่ออก ไป เมื่อเอาบีกเกอร์ที่มีน้ำร้อนออก ทำให้น้ำมีอยู่เต็มหลอดคะปิลลารี เมื่อตั้งทิ้งไว้สักระยะหนึ่งน้ำจะระเหยออกไปจากหม้อพรุน ทำให้ระดับปรอทขึ้นไปได้สูงถึง 100 เซนติเมตร
  • 11.
  • 12.
    เนื่องจากน้ำมีแรงดึงดูด ระหว่างโมเลกุลของน้ำด้วยกันเอง ที่เรียกว่า โคฮีชัน (Cohesion) จึงสามารถที่จะดึงน้ำให้ไหลไปตามท่อได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ขาดตอน เมื่อน้ำในหม้อพรุนระเหยออกไป น้ำในโมเลกุลถัดไปจึงถูกดูดตามไปอย่างต่อเนื่อง
  • 13.
    ไซเลมเป็นท่อลำเลียงของพืชที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดเล็ก เปรียบเหมือนหลอดคะปิลารี ซึ่งมีแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของน้ำ กับ ผนังด้านข้างของหลอด เรียกว่า แอดฮีชัน (Adhesion) ทำให้น้ำเคลื่อนที่ขึ้นไปในหลอดเล็ก ๆ นี้ได้สูงกว่าหลอดที่มีรูใหญ่กว่า กระบวนการนี้เรียกว่า คะปิลลารีแอคชัน (Capillary action) คะปิลลารีแอคชัน จึงเป็นกระบวนการหนึ่งของการลำเลียงน้ำในท่อไซเลมรวมทั้งเมื่อพืชคายน้ำออกทางปากใบ ทำให้เกิด 1. แรงดึงในท่อไซเลม ดึงน้ำขึ้นสู่ลำต้นและใบได้ รากจึงเกิดแรงดึงน้ำจากดินเข้ามาในท่อไซเลมได้ เมื่อพืชคายน้ำออกทางใบทำให้เกิดแรงดึงน้ำขึ้นตามท่อไซเลม แรงดึงนี้เรียกว่า แรงดึงเนื่องจากการคายน้ำ (Transpiration pull) และโมเลกุลของน้ำมีแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลที่เรียกว่า โคฮีชัน (Cohesion) ทำให้การไหลของน้ำในท่อไซเลมจึงต่อเนื่องกันได้ 2. หากไซเลมเกิดมีฟองอากาศเข้าไปแทรกอยู่ด้วยเหตุใดก็ตามจะทำให้ การลำเลียงน้ำในท่อไซเลมช้ากว่าเดิม หรือหยุดชะงักได้ ดังนั้นการตัดดอกไม้เพื่อปักในแจกัน เพื่อไม่ให้ดอกไม้เหี่ยวเฉาเร็วมักนิยมตัดโคนกิ่งดอกไม้ออกอีกเล็กน้อย ก่อนจะไปปักแจกัน โดยการนำไป ตัดใต้ผิวน้ำ แล้วรีบจุ่มกิ่งไม้นั้นลงในแจกันที่มีน้ำ
  • 14.
  • 15.
  • 16.
    กิจกรรมที่ ...... การลำเลียงนำของพืชความแตกต่างของการลำเลียงแบบซิมพลาสต์และอะโพพลาสต์คืออะไร จงลำดับทิศทางการลำเลียงน้ำจากขนรากสู่ไซเลม รากพืชทำหน้าที่ดูดน้ำ แต่ถ้าน้ำมากเกินไปอาจทำให้พืชตายได้ เป็นเพราะเหตุใด พันธะไฮโดรเจนระหว่างโมเลกุลน้ำเรียกว่าแรง ....... ปัจจัยใดบ้างที่ทำให้เกิดคะปิลลารีแอคชัน เพราะเหตุใดน้ำจารากจึงสามารถเคลื่อนที่ขึ้นสู่ยอดได้