การปรับตวของพชเพอรับแสง
                 ั    ื ื่


          จุดประสงค์ เพือให้ นักเรียนสามารถ
                           ่
สื บค้ นข้ อมูล สํ ารวจ วิเคราะห์ อภิปรายและสรุ ป
เกียวกับการปรับตัวของพืชเพือรับแสงมาใช้ ใน
   ่                             ่
กระบวนการสั งเคราะห์ ด้วยแสง
การปรับโครงสร้างของใบเพอรับแสง
                                     ื่

        พืชจําเป็ นต้ องปรับโครงสร้ างของใบให้ เอื ้ออํานวยในการรับ
แสงให้ ได้ มาก ใบพืชที่อยูในบริ เวณป่ าเขตร้ อนจะมีชนเอพเิ ดอร์มิส
                            ่                           ั้
ท่ีอยด้านนอกสุดทําหน้ าที่คล้ ายเลนส์รวมแสง ทําให้ แสงส่องไปถง
     ู่                                                           ึ
คลอโรพลาสต์และมีความเข้ มของแสงสูงกว่าแสงภายนอกใบ แสง
ส่วนหนึงจะถูกดูดซับโดยสารสีในคลอโรพลาสต์ของเซลล์แพลเิ ซด
        ่
(palisade cell)
การปรับโครงสร้างของใบเพอรับแสง
                                  ื่

และแสงส่วนที่เหลือจะสามารถผ่านลงไปถึงชันเซลล์ด้านล่าง ได้
                                           ้
โดยผ่านช่องระหว่างคลอโรพลาสต์และช่องระหว่างเซลล์สวนชัน  ่ ้
สปั นจีมีโซฟิ ลล์ (spongy cell) ที่อยูด้านล่างมีรูปร่าง
                                     ่
หลากหลายและมีช่องว่างระหว่างเซลล์มาก รอยต่อระหว่าง
อากาศและนํ ้าที่เคลือบผนังเซลล์ช่วยสะท้ อนแสงไปได้ หลาย
ทิศทาง และเพิ่มโอกาสที่แสงจะถูกดูดซับโดยสารสีในเซลล์มากขึ ้น
เอพิเดอมิสบริ เวณผิวใบ
      - ทําหน้ าที่รวมแสงให้ สองถึงคลอโร-พลาสต์
                               ่
      - แสงสีช่วงความยาวคลื่นสีเขียวจะถูกสะท้ อนโดย
คลอโรฟิ ลล์ทําให้ เราสามารถเห็นใบไม้ เป็ นสีเขียว
      - เอพิเดอมิสบางบริเวณจะเปลี่ยนเป็ นปากใบเพื่อรักษา
สมดุลนํ ้าในลําต้ น เช่น ผิวใบของผักตบชวา
      - พืชในเขตแห้ งแล้ งจะมีคิวทิเคิลหนา มีปากใบน้ อย ใบ
มีขนาดเล็ก
พืชที่ขึ ้นในที่แห้ งแล้ ง ความเข้ มของแสงสูง อุณหภูมิสง ชัน
                                                                ู ้
เอพเดอร์มิส มีการปรับโครงสร้ างพิเศษเพิ่มความหนาของชันคิวทิ
    ิ                                                         ้
เคิล (ประกอบด้ วยไข) เพื่อช่วยในการสะท้ อนแสง ลดการดูดซับ
แสงของใบ ช่วยลดอุณหภูมิและมีขนปกคลุมปากใบเพื่อลด
การคายนํ ้า
        ใบพืชที่อยูในที่กลางแจ้ ง มีการปรับตัวโดยลักษณะผิวใบ
                     ่
   อาจมีความหนา มัน เพื่อปองกันการสูญเสียนํ ้า และการจัดเรี ยง
                                    ้
   ตัวของใบอาจมีทิศทางที่หลีกเลี่ยงการได้ รับแสงที่มีความเข้ ม
   แสงสูงโดยตรง มีการปรับโครงสร้ างโดยพื ้นที่ของใบ และ
   ปริ มาณคลอโรฟิ ลล์ตํ่า ชันแพลิเซดเป็ นรูปแท่ง 2 ชัน
                                  ้                      ้
ส่วนพืชที่ขึ ้นอยูในที่ร่มจะมีชนคิวทิเคิล(บางกว่าพืชที่ได้ รับ
                                  ่       ั้
แสงมากผิวบาง ไม่มน) ดังนันแสงที่สองลงมาที่ใบพืชจึงส่องผ่าน
                           ั        ้        ่
มาที่ชนคิวทิเคิลไปที่ชนเอพิเดอร์มิสได้ งายกว่า จึงสามารถเพิ่ม
        ั้                     ั้              ่
ความเข้ มของแสงที่สองไปยังคลอโรพลาสต์ นอกจากนี ้การ
                             ่
จัดเรี ยงตัวของใบอาจมีทิศทางที่กางใบออกเพื่อให้ ได้ รับแสงเต็มที่
และมีการปรับโครงสร้ างโดยพื ้นที่ของใบและปริ มาณคลอโรฟิ ลล์
ชันแพลิเซด เป็ นรูปแท่งเพียงชันเดียว อีกชันมีรูปร่างไม่แน่นอน
  ้                                   ้          ้
การปรับทิศทางของใบเพือรับแสง
                               ่

    การปรับทิศทางของใบเพื่อลดการรับแสงที่มากเกินไป เช่น
กรณีของถัว พบว่ามีการปรับตําแหน่งของแผ่นใบลดตํ่าลง และ
           ่
มีการเรี ยงตัวใบของถัวแบบเวียน เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสง
                     ่
โดยตรง
    ส่วนต้ นฝายมีการปรับทิศทางของใบที่รับแสงมากเกินไป
              ้
โดยการหันแผ่นใบในทิศทางต่างๆ ที่หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงได้
หลายทิศทาง เนื่องจากฝายจะมีก้านใบ ที่ติดกับแผ่นใบ
                       ้
ค่อนข้ างยาว จึงสามารถหันแผ่นใบได้ หลายทิศทาง
ต้ นถั่ว




ต้ นฝายเปลียนทิศทางของใบ
    ้      ่
ต้ นหูกวาง มีก่ งก้ านสาขา
                ิ
มาก มีการจดเรียงก่ งรอบ
             ั        ิ
ลาต้น เพ่ อให้ใบแต่ละใบ
   ํ      ื
รับแสงได้ เต็มที่
ใบพืชมีการจัดเรี ยงตัวของใบแบบต่างๆ ได้ แก่
    แบบสลับ(alternate)
        – แบบเวียน(spiral) = จําปี จําปา หางนกยูง
        - แบบสลับระนาบเดียว(distichous) = กล้วยพด ั
กล้ วยไม้
    แบบตรงข้ าม(opposite)= เขม ยอ็
    แบบวงรอบ(whorl) = บานบุรี
การเรียงตัวของใบแบบต่ างๆ ทําให้ พชสามารถรั บแสงได้
                                    ื
ทั่วถึงทุกใบ
การปรับตัวของพืชเพื่อรับแสง
การปรับตัวของพืชเพื่อรับแสง
การปรับตัวของพืชเพื่อรับแสง

การปรับตัวของพืชเพื่อรับแสง

  • 1.
    การปรับตวของพชเพอรับแสง ั ื ื่ จุดประสงค์ เพือให้ นักเรียนสามารถ ่ สื บค้ นข้ อมูล สํ ารวจ วิเคราะห์ อภิปรายและสรุ ป เกียวกับการปรับตัวของพืชเพือรับแสงมาใช้ ใน ่ ่ กระบวนการสั งเคราะห์ ด้วยแสง
  • 2.
    การปรับโครงสร้างของใบเพอรับแสง ื่ พืชจําเป็ นต้ องปรับโครงสร้ างของใบให้ เอื ้ออํานวยในการรับ แสงให้ ได้ มาก ใบพืชที่อยูในบริ เวณป่ าเขตร้ อนจะมีชนเอพเิ ดอร์มิส ่ ั้ ท่ีอยด้านนอกสุดทําหน้ าที่คล้ ายเลนส์รวมแสง ทําให้ แสงส่องไปถง ู่ ึ คลอโรพลาสต์และมีความเข้ มของแสงสูงกว่าแสงภายนอกใบ แสง ส่วนหนึงจะถูกดูดซับโดยสารสีในคลอโรพลาสต์ของเซลล์แพลเิ ซด ่ (palisade cell)
  • 3.
    การปรับโครงสร้างของใบเพอรับแสง ื่ และแสงส่วนที่เหลือจะสามารถผ่านลงไปถึงชันเซลล์ด้านล่าง ได้ ้ โดยผ่านช่องระหว่างคลอโรพลาสต์และช่องระหว่างเซลล์สวนชัน ่ ้ สปั นจีมีโซฟิ ลล์ (spongy cell) ที่อยูด้านล่างมีรูปร่าง ่ หลากหลายและมีช่องว่างระหว่างเซลล์มาก รอยต่อระหว่าง อากาศและนํ ้าที่เคลือบผนังเซลล์ช่วยสะท้ อนแสงไปได้ หลาย ทิศทาง และเพิ่มโอกาสที่แสงจะถูกดูดซับโดยสารสีในเซลล์มากขึ ้น
  • 6.
    เอพิเดอมิสบริ เวณผิวใบ - ทําหน้ าที่รวมแสงให้ สองถึงคลอโร-พลาสต์ ่ - แสงสีช่วงความยาวคลื่นสีเขียวจะถูกสะท้ อนโดย คลอโรฟิ ลล์ทําให้ เราสามารถเห็นใบไม้ เป็ นสีเขียว - เอพิเดอมิสบางบริเวณจะเปลี่ยนเป็ นปากใบเพื่อรักษา สมดุลนํ ้าในลําต้ น เช่น ผิวใบของผักตบชวา - พืชในเขตแห้ งแล้ งจะมีคิวทิเคิลหนา มีปากใบน้ อย ใบ มีขนาดเล็ก
  • 7.
    พืชที่ขึ ้นในที่แห้ งแล้ง ความเข้ มของแสงสูง อุณหภูมิสง ชัน ู ้ เอพเดอร์มิส มีการปรับโครงสร้ างพิเศษเพิ่มความหนาของชันคิวทิ ิ ้ เคิล (ประกอบด้ วยไข) เพื่อช่วยในการสะท้ อนแสง ลดการดูดซับ แสงของใบ ช่วยลดอุณหภูมิและมีขนปกคลุมปากใบเพื่อลด การคายนํ ้า ใบพืชที่อยูในที่กลางแจ้ ง มีการปรับตัวโดยลักษณะผิวใบ ่ อาจมีความหนา มัน เพื่อปองกันการสูญเสียนํ ้า และการจัดเรี ยง ้ ตัวของใบอาจมีทิศทางที่หลีกเลี่ยงการได้ รับแสงที่มีความเข้ ม แสงสูงโดยตรง มีการปรับโครงสร้ างโดยพื ้นที่ของใบ และ ปริ มาณคลอโรฟิ ลล์ตํ่า ชันแพลิเซดเป็ นรูปแท่ง 2 ชัน ้ ้
  • 8.
    ส่วนพืชที่ขึ ้นอยูในที่ร่มจะมีชนคิวทิเคิล(บางกว่าพืชที่ได้ รับ ่ ั้ แสงมากผิวบาง ไม่มน) ดังนันแสงที่สองลงมาที่ใบพืชจึงส่องผ่าน ั ้ ่ มาที่ชนคิวทิเคิลไปที่ชนเอพิเดอร์มิสได้ งายกว่า จึงสามารถเพิ่ม ั้ ั้ ่ ความเข้ มของแสงที่สองไปยังคลอโรพลาสต์ นอกจากนี ้การ ่ จัดเรี ยงตัวของใบอาจมีทิศทางที่กางใบออกเพื่อให้ ได้ รับแสงเต็มที่ และมีการปรับโครงสร้ างโดยพื ้นที่ของใบและปริ มาณคลอโรฟิ ลล์ ชันแพลิเซด เป็ นรูปแท่งเพียงชันเดียว อีกชันมีรูปร่างไม่แน่นอน ้ ้ ้
  • 9.
    การปรับทิศทางของใบเพือรับแสง ่ การปรับทิศทางของใบเพื่อลดการรับแสงที่มากเกินไป เช่น กรณีของถัว พบว่ามีการปรับตําแหน่งของแผ่นใบลดตํ่าลง และ ่ มีการเรี ยงตัวใบของถัวแบบเวียน เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสง ่ โดยตรง ส่วนต้ นฝายมีการปรับทิศทางของใบที่รับแสงมากเกินไป ้ โดยการหันแผ่นใบในทิศทางต่างๆ ที่หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงได้ หลายทิศทาง เนื่องจากฝายจะมีก้านใบ ที่ติดกับแผ่นใบ ้ ค่อนข้ างยาว จึงสามารถหันแผ่นใบได้ หลายทิศทาง
  • 10.
  • 11.
    ต้ นหูกวาง มีก่งก้ านสาขา ิ มาก มีการจดเรียงก่ งรอบ ั ิ ลาต้น เพ่ อให้ใบแต่ละใบ ํ ื รับแสงได้ เต็มที่
  • 12.
    ใบพืชมีการจัดเรี ยงตัวของใบแบบต่างๆ ได้แก่ แบบสลับ(alternate) – แบบเวียน(spiral) = จําปี จําปา หางนกยูง - แบบสลับระนาบเดียว(distichous) = กล้วยพด ั กล้ วยไม้ แบบตรงข้ าม(opposite)= เขม ยอ็ แบบวงรอบ(whorl) = บานบุรี การเรียงตัวของใบแบบต่ างๆ ทําให้ พชสามารถรั บแสงได้ ื ทั่วถึงทุกใบ