บทที่ 10

การดํารงชีวิตของพืช
Maintenance of Plant Life
วัตถุประสงค์การเรียนรู้
เมือศึกษาบทเรียนนี้แล้วนักศึกษาสามารถ
่
1. อธิบายกลไกการลําเลียงนํ้า แร่ธาตุ และสารอาหารของพืช
2. อธิบายกลไกการสังเคราะห์ดวยแสงของพืช
้
3. บอกโครงสร้างของดอกและชนิดของดอก
4. อธิบายกระบวนการสร้างเซลล์สบพันธุของพืช
ื
์
5. อธิบายการถ่ายละอองเรณูและการผสมพันธุของพืช
์
6. บอกส่วนประกอบและชนิดของผล
7. อธิบายการงอกและการเจริญเติบโตของพืช
8. อธิบายกลไกการตอบสนองของพืช
9. อธิบายการทํางานของสารเคมีต่อการตอบสนองของพืช
การดํารงชีวตของพืชมีก ระบวนการต่า ง ๆ ได้แ ก่ การลํา เลีย งสาร พืช ลํา เลีย ง
ิ
สารอนินทรียพวกนํ้าและแร่ธาตุจากดินโดยระบบท่อนํ้า (Xylem) แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
์
เข้า ทางปากใบ สารอนิ น ทรีย์เ หล่ า นี้ พ ืช นํ า ไปใช้ใ นกระบวนการสัง เคราะห์ ด้ว ยแสง
(Photosysthesis) โดยการรวมกันทางเคมีของคาร์บอนไดออกไซด์และนํ้ามีพลังงานแสง
เป็ นตัวช่วย ได้เป็ นคาร์โบไฮเดรต และผลพลอยได้ คือ ออกซิเจนและนํ้า สารอาหารทีพช
่ ื
สร้างได้จะลําเลียงไปทางท่ออาหาร (Phloem) ไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช
กระบวนการเมแทบอลิซม พืชมีการสลายโมเลกุลของสารอาหารคาร์โบไฮเดรต
ึ
โดยการสันดาปด้วยออกซิเจน เพื่อนํ าพลังงานไปใช้ในกิจกรรมดําเนินชีวตเช่นเดียวกับ
ิ
สัต ว์ กระบวนการขับ ถ่ า ยของเสีย พืช มีก ารขับ ถ่ า ยของเสีย ในรูป แก๊ ส และไอนํ้ า เข้า สู่
บรรยากาศทางปากใบเป็ นส่วนใหญ่ พืชสามารถเคลื่อนไหวเพือตอบสนองต่อสิงเร้าได้ ทัง
่
่
้
สิงเร้าภายนอก เช่น แสงสว่าง และสิงเร้าภายใน คือ ฮอร์โมน พืชมีกระบวนการสืบพันธุ์
่
่
CU 474

413
ทังอาศัยเพศ และไม่อาศัยเพศ กระบวนการเจริญเติบโตอาศัย เนื้อเยื่อเจริญทํา หน้ า ที่
้
แบ่งตัวเพิมจํานวน และเปลียนแปลงไปเป็ นเนื้อเยือถาวร เพือเพิมขนาดของลําต้น
่
่
่
่ ่

10.1 การลําเลียงในพืช
การลําเลียงนํ้าของพืช (Water Conduction)
บริเวณทีมการดูดนํ้ามากทีสด คือ บริเวณขนราก (Root Hair Zone) ซึงมีเซลล์
่ ี
ุ่
่
ขนรากทําหน้าทีสําคัญ ในดินนํ้ าจะเคลื่อนทีมาที่ผวรากโดยกระบวนการ Mass Flow
่
่
ิ
ซึงเป็ นการเคลื่อนทีของนํ้ าทีถูกผลักดันไปโดยความแตกต่างของความดันนํ้ าสองบริเวณ
่
่
่
คือ นํ้าบริเวณใกล้รากจะแพร่เข้าสูเซลล์ของรากตลอดเวลา ทําให้ปริมาณนํ้าบริเวณนี้ลดลง
่
ความดันของนํ้ าจึงลดลงตํ่ากว่าความดันของนํ้ าทีอยู่ห่างจากราก นํ้ าบริเวณนี้จงไหลมาที่
่
ึ
ผิวรากได้ โดยผ่านมาตามช่องว่างระหว่างอนุภาคดินทีตดต่อกัน
่ ิ
นํ้ าในดินทีสมผัสกับผิวรากจะเข้าสู่ท่อนํ้ าในรากโดยผ่านเซลล์ชนต่าง ๆ คือ เอพิเดอร์
่ ั
ั้
มิส คอร์เทกซ์ เอนโดเดอร์มส และท่อนํ้า ด้วย 2 วิถทาง
ิ
ี
1. วิถอะโปพลาสต์ (Apoplast Pathway) นํ้าจะเคลื่อนทีจากเซลล์หนึ่งไปยังอีก
ี
่
เซลล์ โดยทาง Membrane หรือทางช่องว่างระหว่างเซลล์ ซึงนํ้าจะต้องเคลื่อนทีขามผ่าน
่
่ ้
Membrane ในแต่ละเซลล์ 2 ครัง และขณะที่น้ํ าอยู่ในเซลล์น้ํ าอาจจะเข้าและออกจาก
้
แวคิวโอลได้ดวย
้
2. วิถซมพลาสต์ (Symplast Pathway) นํ้าเคลื่อนทีจากเซลล์หนึ่งไปอีกเซลล์ทอยู่
ี ิ
่
่ี
ข้างเดียว โดยผ่านทางรูผนังเซลล์ (Plastmodesma) ช่องทางนี้เป็ นทางติดต่อของไซโต
พลาสซึม ดังนัน นํ้าจึงเคลื่อนทีผานไซโตพลาสซึมจากเซลล์หนึ่งยังอีกเซลล์ วิถซมพลาสต์
้
่ ่
ี ิ
นํ้าสามารถผ่านเซลล์เอพิเดอร์มสเข้าสูคอร์เทกซ์ เอนโดเดอร์มส และไซเลมได้
ิ
่
ิ
การลําเลียงนํ้ าโดยวิถีอะโปพลาสต์ จะมาสิ้นสุดที่เซลล์เอนโดเดอร์มสเนื่องจาก
ิ
เซลล์ชนนี้มแถบไขมันพวกซูเบอริน (Suberin) เคลือบผนังเซลล์ทเรียกว่า แถบแคสปาั้ ี
่ี
เรียน (Casparian Stripe) ซึงไขมันไม่ละลายในนํ้า ทําให้น้ําผ่าน Membrane ไม่ได้ ดังนัน
่
้
นํ้ า ที่ลํา เลีย งมาโดยวิถีอ ะโปพลาสต์จ ะเข้า สู่เ อนโดเดอร์ม ิส ได้ด้ว ยวิถีซิม พลาสต์ หรือ
ช่องว่างของแถบแคสปาเรียนทีอาจเกิดขึนระหว่างการเกิดรากแขนง
่
้
อย่างไรก็ตาม พบว่า สารซูเบอรินจะมีแต่เฉพาะในเอนโดเดอร์มสของรากทีมอายุ
ิ
่ ี
มาก ซึงหยุดการเจริญเติบโตแล้ว และเป็ นบริเวณทีห่างจากปลายราก ซึงมีการดูดนํ้าน้อย
่
่
่
414

CU 474
ส่วนปลายรากที่อายุยงน้อยไม่พบซูเบอริน ดังนัน นํ้ าจึงเคลื่อนทีผ่านเซลล์บริเวณปลาย
ั
้
่
รากในปริมาณทีมาก
่

รูปที่ 10.1.1 วิถทางการลําเลียงนํ้าทางรากพืชสองเส้นทาง คือ อะโปพลาสต์และซิมพลาสต์
ี
(จาก George B. Johnson, 1997)

กระบวนการดูดนํ้าของพืช พืชดูดนํ้าเข้าสูเซลล์ดวย 2 วิธี ได้แก่
่
้
1. กระบวนการออสโมซิส (Osmosis) เป็ นวิธทพชดูดนํ้าได้เป็ นส่วนใหญ่โดยเริม
ี ่ี ื
่
จากเซลล์ขนราก ซึงมีสารละลายอยู่มากในไซโตพลาสซึมจึงมีแรงดันออสโมซิส (Osmotic
่
Pressure) สูงกว่านํ้าในดิน นํ้าจากดินจึงแพร่เข้าสูเซลล์ได้ เมือนํ้าเข้าสูเซลล์ ขนรากจะทํา
่
่
่
ให้ความเข้มข้นของสารละลายในเซลล์น้อยกว่าเซลล์ทอยู่ถดเข้าไป นํ้าจากเซลล์ขนรากจึง
่ี ั
แพร่เข้าสูเซลล์ใกล้เคียงได้ และในทํานองเดียวกันนี้น้ําจะสามารถแพร่ต่อไปยังเซลล์ถดไป
่
ั
ได้เรือย ๆ
่
2. กระบวนการแอกทีฟ แอพซอพชัน (Active Absorption) เป็ นกระบวนการดูดนํ้า
ที่พชใช้พลังงานซึ่งได้จากขบวนการเมแทบอลิซึมของเซลล์ดงนํ้ าจากบริเวณที่มความ
ื
ึ
ี
เข้มข้นน้อยกว่านํ้าในเซลล์เข้าสูเซลล์ได้ ซึงมักเกิดในบริเวณทีแห้งแล้ง นํ้าในดินมีน้อย
่
่
่
กลไกการลําเลียงนํ้าของพืช
การลําเลียงนํ้ าของพืชจากส่วนล่าง คือ ราก ขึ้นสู่ท่ีสูงคือ ลํา ต้นและใบของพืช
ั ั ่
ปจจุบนเชือว่าพืชมีกลไกการลําเลียงหลายวิธรวมกัน ได้แก่
ี่
1. แรงดันราก (Root Pressure) คือ แรงดันให้น้ําเคลื่อนทีต่อเนื่องกันจากรากเข้าสู่
่
ไซเลมจนถึงปลายยอดของพืช แรงดันนี้เป็ นกระบวนการ Active Absorption แรงดันรากมี
เพียง 2-5 บรรยากาศเท่านัน และเกิดเฉพาะกับพืชบางชนิดในสภาพพื้นดินที่มค วาม
้
ี
CU 474

415
ชุ่มชื้นมาก ดังนันแรงดันรากเพียงอย่างเดียวจึงไม่น่าจะเพียงพอที่จะดันให้น้ํ าขึนไปถึง
้
้
ยอดทีมความสูงมาก ๆ ได้ ต้องมีแรงดันอย่างอื่นมาช่วยดันให้น้ําขึนไปด้วย
่ ี
้
2. คะพิลลารี แอคชัน (Capillary Action) คือ การเคลื่อนทีของนํ้าในหลอดขนาด
่
เล็ก (Capillary Tube) ทีถูกดันให้ขนไปสูงกว่าระดับนํ้าในบริเวณเดียวกัน ซึงเกิดจากแรง
่
้ึ
่
ตึงผิวของโมเลกุลของนํ้ากับผนังด้านข้างของหลอดทีมแรงยึดเกาะกัน เรียกว่า Adhesion
่ ี
คะพิลลารี แอคชัน ใช้อธิบายการเคลื่อนที่ของนํ้ าในท่อเวสเซลที่ไหลต่อกันอย่างไม่ขาด
สาย เป็ นเพราะโมเลกุลของนํ้ามีแรงดึงดูดซึงกันและกัน คือ แรงโคฮีชน (Cohesion) และมี
่
ั
แรง Adhesion ยึดเกาะกับผิวของท่อเวสเซล นํ้าจะลําเลียงขึนไปได้สงมาก ๆ ท่อจะต้องมี
้
ู
ขนาดเล็กมาก แต่ท่อนํ้ าของพืชยังมีขนาดเล็กไม่พอทีจะทําให้เกิดคะพิลลารี แอคชัน นํ า
่
นํ้าไปถึงยอดพืชทีสงมาก ๆ ได้
ู่
3. ทรานสไปเรชัน พูล (Transpiration Pull) คือ แรงทีเกิดจากการคายนํ้าของพืช
่
ซึงเป็ นวิธลาเลียงนํ้าได้ดของพืชทุกชนิด ทุกขนาด ใบของพืชมีการคายนํ้าตลอดเวลาทําให้
่
ีํ
ี
เซลล์ของใบขาดนํ้าจึงเกิดแรงดึงนํานํ้าจากข้างล่างขึนมาทดแทนได้อย่างต่อเนื่อง
้
การคายนํ้าทีใบทําให้เซลล์ทใบขาดนํ้า จึงมีแรงดันออสโมซิสสูงขึน ส่วนแรงดันเต่ง
่
่ี
้
(Turgor Pressure) จะลดลงเรือย ๆ จนมีค่าเป็ นศูนย์ ใบจะเริมเหียว แต่ยงคายนํ้าได้อก
่
่ ่
ั
ี
ถ้าสิงแวดล้อมอํานวยทําให้ค่า Turgor Pressure เป็ นลบ ใบจะเหียวจนเห็นได้ชดเจน
่
่
ั
ขณะเดียวกัน Osmotic Pressure จะยิงเพิมมากขึน จึงมีแรงดัน (Tension) ดึงนํ้าจาก
่ ่
้
ข้างล่างขึนมาด้านบน เซลล์ดานล่างจะขาดนํ้ าจึงเหียว ทําให้ดูดนํ้าจากเซลล์ล่างถัดไปได้
้
้
่
อีกต่อเนื่องกันไป แสดงว่าการคายนํ้ ามากทําให้มแรงดึงมากขึน นํ้ าจึงขึนสู่ทสงได้ พบว่า
ี
้
้ ่ี ู
แรงดึงทีเกิดจากการคายนํ้าของพืชมีมากถึง 200-300 บรรยากาศ
่
การดึงนํ้ าขึนสู่ทสูงย่อมต้องใช้แรงมาก เนื่องจากมีการเสียดทานของเซลล์ต่าง ๆ
้ ่ี
แต่พบว่า สายนํ้าไม่ขาดตอนเลย แสดงว่าโมเลกุลของนํ้ามีแรงดึงดูดกัน (Cohesion) มาก
ซึงพบว่า มีประมาณ 150 บรรยากาศ
่
แรงทังสามชนิด คือ แรงจากการคายนํ้ า (Transpiration Pull) แรงดึงของนํ้ า
้
(Tention) และแรงยึดเกาะของโมเลกุลของนํ้า (Cohesion) ทําให้น้ําในลําต้นพืชสามารถ
ลําเลียงนํ้าจากด้านล่างขึนไปสูยอดสูง ๆ ได้ โดยไม่ขาดสาย
้
่
Dixon และ Joly ได้ตงทฤษฎี Transpiration Cohesion Tension Theory ในปี
ั้
ั ั
1894 ซึงใช้อธิบายการลําเลียงนํ้าของพืช และเชือถือกันมากทีสดจนถึงปจจุบน
่
่
ุ่
416

CU 474
การลําเลียงธาตุอาหารของพืช (Translocation of Minerals)
พืชส่วนใหญ่ ดูดเกลือแร่ในรูปของไอออน และเลือกดูดไอออนชนิดต่าง ๆ ด้วย
อัตราเร็วไม่เท่ากัน และมีการแข่งขัน วิธการดูดเกลือแร่ของพืชทําได้หลายวิธี
ี
1. การแพร่ (Diffusion) ปกติในดินจะมีเกลือแร่มากกว่าในเซลล์เสมอ ดังนัน เกลือ
้
แร่จากดินจึงแพร่เข้าสูเซลล์ได้ เมื่อเซลล์หนึ่งรับเกลือแร่เข้ามาทําให้มความเข้มข้นสูงกว่า
่
ี
เซลล์ถดไป จึงแพร่ผานต่อกันไปได้อย่างต่อเนื่อง
ั
่
2. การแลกเปลียนอิออน (Ion Exchange) เป็ นวิธดดเกลือแร่โดยมีการแลกเปลียน
่
ี ู
่
+
่
ไอออนกับผิวราก ทีรากจะมี H เป็ นส่วนใหญ่ ซึงได้มาจากคาร์บอนไดออกไซด์ในการ
่
หายใจของเซลล์ทเี่ ข้ารวมกับนํ้าเป็ นกรดคาร์บอนิค (H2CO3) แล้วแตกตัวให้ H+ ยึดเกาะ
กับผิวรากและเคลื่อนทีในวงจํากัด บริเวณผิวรากจึงมีแรงดึงดูดระหว่างประจุบวกกับประจุ
่
่
ลบ และสามารถแลกเปลียนไอออนกันได้ เช่น ในสารละลายทีม ี K+ มาก แล้วเคลื่อนทีเข้า
่
่
+
+
ี
่
่ี ิ
ไปอยู่บริเวณราก K ก็มโอกาสทีจะถูกจับไว้ทผวรากได้เช่นเดียวกับ H และโอกาสที่ H+
+
+
่
และ K จะหลุดออกจากรากก็มเี ท่ากัน ถ้า H หลุดออก K+ ก็สามารถจะเข้าไปแทนทีได้
เช่นกัน ส่วนการแลกเปลียนโดยการดูดประจุลบ เกิดจากการเข้าแทนที่ OH- หรือ HCO3่
ซึงมีอยูในรากเป็ นส่วนใหญ่ การแลกเปลียนไอออนทําให้ pH ของนํ้าในดินเปลียนแปลงไป
่
่
่
่
ด้วย ถ้ามีการแลกเปลียนประจุบวกมาก pH ของนํ้าในดินจะเป็ นกรดมากขึน
่
้
3. กระบวนการแอกทีฟ แอพซอพชัน และการสะสมไอออน (Active Absorption
and Ion Accumulation) การดูดเกลือแร่โดยวิธี Active Absorption ส่วนใหญ่เกิดทีบริเวณ
่
เนื้อเยื่อเจริญของราก ซึ่งเป็ น บริเวณที่มอตราการหายใจสูง มีพลังงานมาก จึงดูดและ
ี ั
สะสมเกลือแร่มาก

การลําเลียงสารอาหารของพืช (Translocation of Nutrients)

พืชทําการสังเคราะห์ดวยแสงทีใบได้น้ํ าตาล แล้วเปลียนเป็ นแป้ง ส่งไปตามโฟลเอม
้
่
่
ไปเลียงส่วนต่าง ๆ ของพืช
้
การทดลองทีแสดงว่าพืชลําเลียงอาหารไปตามท่อโฟลเอม อาจทําได้โดยการควัน
่
่
และลอกเปลือกของลําต้นพืชใบเลี้ยงคู่ออก ทิ้งไว้ 2-3 สัปดาห์ จะสังเกตเห็นบริเวณรอย
่
ควันตอนบนโปงออก เนื่องจากอาหารทีลาเลียงลงมาจากยอดมาสะสมอยูมาก
่
่ํ
่

CU 474

417
ราบิโดและเบอร์ (Rabideau & Burr) ทําการทดลองโดยให้ C13O2 กับใบพืช 4
กลุ่ ม ที่ทํ า ลายโฟลเอมของลํ า ต้น บริเ วณต่ า ง ๆ ด้ว ยไอนํ้ า ร้อ นหรือ ขี้ผ้ึง ร้อ น ต้น ที่ 1
ไม่ทําลายโฟลเอม ต้นที่ 2 ทําลายโฟลเอมบริเวณเหนือใบทดลอง ต้นที่ 3 ทําลายโฟลเอม
บริเวณใต้ใบทดลอง และต้นที่ 4 ทําลายโฟลเอมบริเวณเหนือและใต้ใบทดลอง
เมือให้ C13O2 กับใบพืชในระยะเวลาหนึ่ง แล้วตรวจหา C13 ในโมเลกุลของนํ้าตาล
่
ผลการทดลอง พบว่า
ต้นที่ 1 พบทุกส่วนของลําต้น
ต้นที่ 2 พบเฉพาะส่วนทีอยูใต้รอยโฟลเอมทีถูกทําลาย
่ ่
่
ต้นที่ 3 พบเฉพาะลําต้นเหนือรอยโฟลเอมทีถูกทําลาย
่
ต้นที่ 4 พบเฉพาะบริเวณลําต้นทีอยู่ระหว่างรอยโฟลเอมทีถูกทําลาย แสดงว่า
่
่
โฟลเอมเป็ นท่อสําหรับลําเลียงสารอาหารจากใบไปส่วนต่าง ๆ ของลําต้น

รูปที่ 10.1.2 การทดลองการลําเลียงนํ้าตาลในท่อลําเลียงอาหารของพืช

กลไกการลําเลียงสารอาหารของพืช
สมมติฐ านที่อ ธิบ ายกลไกการลํา เลีย งสารอาหารของพืช ที่ย อมรับ กัน ทัวไปใน
่
ั ั
ปจจุบน คือ Mass Flow Hypothesis ซึงอธิบายว่าสารอาหารถูกลําเลียงไปในท่อโฟลเอม
่
เกิ ด จากการผลั ก ดั น โดยความแตกต่ า งของความดั น ภายในท่ อ สมมติ ฐ านนี้ ม ี
นักวิทยาศาสตร์ได้ทําการศึกษาวิจยเพื่อสนับสนุ น ดังเช่น M.H Zimmerman ได้สงเกต
ั
ั
การใช้ปากของเพลียอ่อนเจาะเข้าไปในท่อโฟลเอมของพืช เพื่อดูดของเหลวจากท่อจนล้น
้
ออกมาทางก้น (Honen dew) การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของของเหลวทีไม่ผ่าน
่
ลําตัวของเพลียน่ าจะเป็ นสิงทีน่าเชื่อถือมากกว่า เขาจึงตัดส่วนของลําตัวเพลียโดยการทํา
้
่ ่
้
ให้สลบด้วยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และตัดตัวเพลี้ยด้วยแสงเลเซอร์ ของเหลวที่ได้จาก
่
ปากเพลียพบว่า ส่วนใหญ่เป็ นนํ้าตาลซูโครส ดังนันถ้าให้ 14CO2 ทางใบกับพืชเพือทําการ
้
้
้
สังเคราะห์ดวยแสง ซึงจะได้ซูโครสทีม ี 14C เป็ นองค์ประกอบ และเมื่อให้เพลียอ่อนแทง
้
่
่
418
CU 474
ปากในโฟลเอมตําแหน่ งต่าง ๆ ก็จะหาอัตราการเคลื่อนที่ของนํ้ าตาลในโฟลเอมได้ จาก
การทดลอง พบว่า นํ้าตาลในโฟลเอมสามารถเคลื่อนทีดวยอัตราประมาณ 100 เซนติเมตร
่ ้
ต่อ ชัวโมง จากผลการทดลองนี้ทําให้คดได้ว่าการเคลื่อนทีของนํ้าตาลในโฟลเอมคงไม่ใช่
่
ิ
่
กระบวนการแพร่ธรรมดา ต้องมีพลังงานเข้ามาเกียวข้องอยูดวย
่
่ ้
ในทฤษฎี Mass Flow ซึงเสนอโดย Ernst Munch ในปี ค.ศ. 1930 อธิบายการไหล
่
ของของเหลวในเซลล์ลําเลียงอาหารว่ามีแรงผลักดันทีเกิดจากความแตกต่างของความดัน
่
ระหว่างแหล่งสร้าง (Source) กับแหล่งเก็บ (Sink) ซึงความแตกต่างของความดันเกิดจาก
่
การลําเลียงอาหารเข้าสู่โฟลเอมที่แหล่งสร้าง และการลําเลียงอาหารออกจากโฟลเอมที่
แหล่งเก็บ พืชจะใช้พลังงานในการลําเลียงอาหารเข้าสู่โฟลเอมทีแหล่งสร้าง ทําให้ความ
่
เข้มข้นของสารละลายในโฟลเอมเพิมมากขึน ความเข้มข้นของนํ้าในเซลล์โฟลเอมจึงลดลง
่
้
นํ้ า จากเซลล์ไ ซเลมข้า งเคียงจึงแพร่เ ข้า สู่เซลล์โ ฟลเอม ทํา ให้เ ซลล์ม ีแรงดัน เต่ง (T.P)
เพิมขึ้น ในขณะเดียวกันการลําเลียงอาหารออกจากโฟลเอมไปที่เซลล์แหล่งเก็บ (Sink
่
Cell) ทําให้ความเข้มข้นของนํ้าในเซลล์โฟลเอมเพิมมากขึน เนื่องจากสารละลายมีความ
่
้
เข้มข้นลดลง ทําให้น้ํ าแพร่ไปยังเซลล์ไซเลมทีอยู่ขางเคียง แรงดันเต่งในโฟลเอมจึงลดลง
่ ้
แรงดันเต่งทีแหล่งสร้างกับทีแหล่งเก็บจึงแตกต่างกันทําให้เกิดการแพร่ของสารจากเซลล์
่
่
แหล่งสร้างมายังเซลล์แหล่งเก็บได้ ซึงไม่ตองใช้พลังงาน
่ ้

รูปที่ 10.1.3 การลําเลียงสารอาหารจากแหล่งสร้างมายังแหล่งเก็บในโฟลเอม
(จาก Campbell et al, 2003 และ Taiz and Zeiger, 2002)

CU 474

419
แม้ว่าการลําเลียงอาหารจะใช้กลไกความแตกต่างของความดันเป็ นแรงผลักดันให้
สารละลายในโฟลเอม เคลื่อนทีเป็ นระยะทางไกลแบบไม่ใช้พลังงาน (Passive) แต่พชก็ยง
่
ื ั
ต้องใช้พลังงาน (Active) ในการนําสารละลายเข้าและออกจากโฟลเอมในปริมาณมากเพื่อ
สร้างความแตกต่างของความดันที่จะเป็ นแรงผลักดันในการลําเลียงจากใบที่เป็ นแหล่ง
สร้างไปยังรากซึงเป็ นแหล่งเก็บ
่
แต่มขอสงสัยว่าในโฟลเอมทีเป็ น Sieve Tube เป็ นเซลล์ทมชวตบริเวณแผ่นตะแกรง
ี ้
่
่ี ี ี ิ
(Sieve Plate) ยังมีสายไซโตพลาสซึมทีจะขัดขวางการลําเลียงสาร จึงไม่น่าจะผ่านได้เร็ว
่
นอกจากนี้ยงพบว่าบางครัง Turgor Pressure ในเซลล์รากก็ไม่ได้มค่าน้อยไปกว่าใบ จึงไม่
ั
้
ี
ั
เป็ นปจจัยทีจะทําให้เกิดแรงผลักดันทีจะลําเลียงสารได้รวดเร็ว และยังอาจเป็ นการลําเลียง
่
่
จากรากไปที่ใ บก็ไ ด้ เพราะพบว่า การลํ า เลีย งสารอาหารของพืช มีท ง สองทิศ ทาง คือ
ั้
ลําเลียงขึนและลง
้
นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาวิจย เพื่ออธิบายข้อสงสัย เหล่า นี้ เพื่อสนับสนุ นทฤษฎี
ั
Mass Flow ดังนี้
1. Sieve Tube Member มีรตะแกรง (Sieve Plate Pore) เป็ นช่องเปิ ด ไม่ได้อุด
ู
ตันในขณะทีเซลล์ยงมีชวต ซึงนักวิทยาศาสตร์ได้ทําการศึกษาโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ชนิด
่
ั ีิ ่
พิเศษ (Confocal Laser Scanning Microscope) กับเทคนิคการให้สารสีเรืองแสงกับ
สารละลายในโฟลเอมเพื่อติดตามการเคลื่อนที่ของสารอาหาร ทําให้ทราบว่าสารอาหาร
สามารถลําเลียงผ่านรูตะแกรงของเซลล์ Sieve Tube Member ได้
2. ไม่พบการลําเลียงสองทิศทางทีเกิดในเซลล์ท่ออาหารเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์
่
ทําการทดลองโดยใช้สารเคมี 2 ชนิดทําเครื่องหมายกับ 2 ใบทีตดกัน แต่ละใบมีสารเคมีท่ี
่ ิ
ต่างกัน แล้วตรวจหาสารเคมีท่ีโฟลเอมของใบทังสอง อีกการทดลองหนึ่ง ผู้ทดลองทํา
้
เครืองหมายด้วยสารเคมีทขอ แล้วตรวจหาสารทีดานบนและล่าง จากผลการทดลองพบว่า
่
่ี ้
่ ้
พืชมีการลําเลียงสองทิศทางในโฟลเอมทีอยูกนคนละมัดของท่อลําเลียง หรือในมัดเดียวกัน
่ ่ ั
แต่ต่างเซลล์กน
ั
3. อัต ราการลํ า เลีย งสารอาหารในโฟลเอมไม่ ต อบสนองต่ อ การใช้พ ลัง งาน
นัก วิทยาศาสตร์ทํา การทดลองโดยทํา ให้บ างส่ว นของก้า นใบได้ร บ อุ ณ หภูมท่ีต่ํา ลงถึง
ั
ิ
่
ี
้
1 C อย่างรวดเร็ว เพือทําให้เอนไซม์ไม่ทํางานจึงไม่มการสร้างพลังงาน พบว่า การยับยัง
การลําเลียงสารอาหารออกจากใบเป็ นเพียงระยะสัน อัตราการลําเลียงจะค่อย ๆ กลับคืนสู่
้
420

CU 474
ระดับปกติ แม้ว่าความเย็นนี้จะยังทําให้อตราการหายใจทีกานใบยังคงลดลงน้อยกว่าปกติ
ั
่ ้
90 % ก็ตาม แสดงว่าการลําเลียงสารอาหารในโฟลเอมมีการใช้พลังงานน้อยมาก
4. ความแตกต่างของความดันมากพอทีจะผลักดันสารละลายให้เคลื่อนทีได้ใน
่
่
ระยะใกล้ นักวิทยาศาสตร์ทดลองความดันโดยใช้เครื่องมือ Micromano Meter หรือ
Pressure Transducer ต่อเข้ากับปากเพลี้ยอ่อนทีเจาะเข้าไปในโฟลเอม ซึ่งจะมีของ
่
เหลวไหลออกมา ค่าทีวดได้ถอว่าใกล้เคียงความเป็ นจริง เนื่องจากปากของเพลี้ยจะเจาะ
่ ั
ื
เซลล์เพีย งเซลล์เดีย วและรอบปากเพลี้ย จะไม่ม ีร อยรัว จากการทดลองวัด ความดัน ที่
่
บริเวณแหล่งสร้าง (Source) กับแหล่งเก็บ (Sink) พบว่า แรงดันในเซลล์ใกล้เคียงแหล่ง
สร้างมีมากกว่าเซลล์ใกล้เคียงแหล่งเก็บ ซึ่งจากการคํา นวณแรงดันของบริเวณทังสอง
้
นักวิทยาศาสตร์พบว่า มีความแตกต่างของแรงดันมาพอทีจะผลักดันให้มการไหลของ
่
ี
ชีวมวลไปทางโฟลเอมได้

การคายนํ้าของพืช (Transpiration)
นํ้าทีพชดูดเข้าไปทางราก จะถูกลําเลียงผ่านลําต้นไปทีใบเพื่อใช้ในกระบวนการเม
่ ื
่
แทบอลิซมเพียงเล็กน้อยเท่านัน นํ้าส่วนใหญ่จะถูกกําจัดออกไปในรูปของไอนํ้าทางปากใบ
ึ
้
เรียกว่า การคายนํ้ า ซึ่งจะเกิดในเวลากลางวันที่พชมีการสังเคราะห์ด้วยแสง ส่วนในเวลา
ื
กลางคืนเป็ นเวลาทีปากใบปิ ด พืชจะกําจัดนํ้ าออกทางท่อไฮดราโทด (Hydrathode) ที่
่
บริเวณปลายใบในรูปของหยดนํ้า เรียกว่า กัตเตชัน (Guttation)
การคายนํ้าของพืชส่วนใหญ่เป็ นการแพร่ของไอนํ้า ซึงเกิดได้หลายบริเวณ ได้แก่
่
1. การคายนํ้าทางปากใบ (Stomatal Transpiration) เกิดมากทีสด
ุ่
2. การคายนํ้าทางผิวใบ (Cuticular Transpiration) เป็ นการคายนํ้าทีผวใบ ซึงมี
่ ิ
่
คิวติเคิล ฉาบอยู่ทผวเซลล์เอพิเดอร์มส เป็ นการคายนํ้ าได้น้อย เนื่องจากมีสารพวกไขมัน
่ี ิ
ิ
(Wax) เคลือบอยู่ ป้องกันการแพร่ของไอนํ้า
3. การคายนํ้ าทางรอยแตกของลําต้นทีเรียกว่า ตา (Lenticular Transpiration)
่
เกิดขึนน้อยมาก เนื่องจาก Lenticel มีน้อย และเป็ นส่วนของ Cork Cell ด้วย
้

CU 474

421
กลไกการคายนํ้าของพืช
ั
เซลล์สปนจี (Spongy Cell) ในชัน Mesophyl ของใบมีการจัดเรียงตัวอย่างหลวม ๆ
้
ทําให้เกิดช่องว่างระหว่างเซลล์มากและมีชองอากาศใหญ่ (Air Space) ทีอยู่ถดจากเซลล์
่
่ ั
เอพิเดอร์มสด้านล่าง ซึงตรงกับปากใบ เซลล์ส
ิ
่
ั
ป น จีจ ะสัม ผัส กับ อากาศภายนอก ไอนํ้ า ใน
ช่ อ งว่ า งจึง แพร่ อ อกมาข้า งนอกได้ ในเวลา
กลางวันปากใบจะเปิ ด เนื่องจากเซลล์คุมมีการ
สังเคราะห์ด้วยแสงได้น้ํ าตาล ทําให้เซลล์คุมมี
สารละลายเข้ม ข้น กว่ า เซลล์ ข้า งเคีย ง จึง มี
แรงดันออสโมซิส (O.P) เพิมขึน นํ้ าในเซลล์
่ ้
ข้างเคียงจึงแพร่เข้าสูเซลล์คุมได้ ทําให้มแรงดัน
่
ี
เต่ง (T.P.) ในเซลล์สงขึน ทําให้เซลล์เต่ง แต่
ู ้
รูปที่ 10.1.4 การปิดเปิดของปากใบ
(จาก George B. Johnson, 1997)
เนื่องจากผนังด้านนอกของเซลล์บางกว่าด้าน
ใน จึงดันให้ผนังด้านนอกโค้งออกมากกว่าด้าน
ใน ปากใบจึงเปิ ดกว้าง ไอนํ้ าในช่องอากาศจึงแพร่ออกมาด้านนอก ใบมีการคายนํ้ ามากก็
ส่งผลให้รากดูดนํ้ามากเพือชดเชยกับปริมาณนํ้าทีเสียไป ใบจึงเต่งอยูเสมอ
่
่
่
ปัจจัยที่ควบคุมการคายนํ้าของพืช
การคายนํ้ าของพืชจะเกิดมากหรือน้อย เร็วหรือช้า ขึนอยู่กบสภาพแวดล้อมของ
้
ั
พืช ได้แก่
1. แสงสว่าง ในสภาพที่มความเข้มของแสงมาก จะมีผลทําให้ปากใบเปิ ดกว้าง
ี
เนื่องจากเซลล์คุมมีการสังเคราะห์ดวยแสงมากใบจึงคายนํ้ ามาก นอกจากนี้แสงสว่างยังมี
้
ผลทํ า ให้อุ ณ หภู ม ิข องบรรยากาศรอบใบสูง ทํ า ให้น้ํ า รอบ ๆ ใบกลายเป็ น ไอมากขึ้น
ใบจึงคายนํ้ามาก
2. อุณหภูม ิ เมื่ออุณหภูมของบรรยากาศรอบ ๆ ใบสูง จะทําให้อุณหภูมของนํ้ าใน
ิ
ิ
ใบสูงขึนด้วย นํ้ าจึงเปลียนสภาพเป็ นไอได้ง่ายและเร็ว ขณะเดียวกันอุณหภูมของอากาศ
้
่
ิ
ภายนอกใบสูง จะช่วยให้อากาศสะสมไอนํ้าได้มาก ไอนํ้าภายในใบจึงระเหยออกมาได้มาก
3. ความชืน ในบรรยากาศทีมความชืนตํ่า ซึงหมายถึงอากาศแห้งมีไอนํ้าน้อย เช่น
้
่ ี
้
่
เวลากลางวัน หรือ ฤดู ร้ อ น ความแตกต่ า งของความชื้น ในใบกับ นอกใบจะมีม าก
422

CU 474
ทําให้การคายนํ้ าเกิดได้เร็วและมาก ในทางกลับกันถ้าอากาศมีความชืนสูง เช่น ขณะฝน
้
ตกใหม่ ๆ เช้ามืด หรือฤดูฝน ใบจะคายนํ้าได้น้อยลง
4. ลม ขณะทีมลมพัดแรง จะพัดพาไอนํ้าไปจากบริเวณรอบใบ ทําให้เกิดความแห้ง
่ ี
ทีรอบใบ ไอนํ้าจากในใบจึงระเหยออกมาสะสมมาก แต่ถาลมพัดแรงมากจนเป็ นพายุ ปาก
่
้
ใบจะปิ ด การคายนํ้าจะลดลง ถ้าลมสงบไอนํ้าภายในกับภายนอกใบไม่แตกต่างกันมาก ใบ
จะคายนํ้าได้ตลอดเวลา ในอัตราทีต่ากว่ามีลมพัด
่ ํ
5. ปริม าณนํ้ า ในดิน ถ้า ในดิน มีน้ํ า มาก รากจะดูด นํ้ า มาก และลํ า เลีย งไปที่ใ บ
ตลอดเวลา ทําให้ใบต้องคายนํ้ามาก ในทางตรงข้ามกับสภาพดินทีแห้งแล้ง พืชดูดนํ้าน้อย
่
ใบก็จะคายนํ้าได้น้อย
6.โครงสร้างของใบ พืชแต่ละชนิดมีลกษณะโครงสร้างของใบแตกต่างกัน ซึงมักจะ
ั
่
เป็ นการปรับตัวตามสภาพของแหล่งทีอยู่ดวย เช่น พืชทะเลทราย (Xerophyte) มีการ
่ ้
ปรับตัวโดยการเปลียนแปลงโครงสร้างของใบ เพื่อลดการคายนํ้า เช่น มีปากใบบุ๋มลึกเข้า
่
ไปในเนื้อใบ เพือทําให้เกิดแอ่งเล็ก ๆ ขังนํ้า เรียกว่า Shunken Stoma นํ้าในแอ่งจะทําให้
่
บรรยากาศรอบใบอิมตัวด้วยความชืนและไอนํ้ า ใบจึงคายนํ้ าได้ยาก เป็ นการลดการคาย
่
้
นํ้ า นอกจากนี้ยงมีการลดขนาดของใบ หรือดัดแปลงใบไปเป็ นหนาม เพื่อลดปากใบให้
ั
น้อยลงหรือไม่ม ี ส่วนพืชที่อยู่ในที่ชุ่มชื้น (Hydrophyte) มักมีปากใบเรียบหรือนู นขึน
้
(Raised Stoma) และมีแผ่นใบขนาดใหญ่ ทําให้คายนํ้าได้มาก พืชบกทีขนในทีมความชืน
่ ้ึ
่ ี
้
ปานกลาง (Mesophyte) มักมีแผ่นใบปานกลาง มีการคายนํ้าแตกต่างกันขึนอยู่กบจํานวน
้
ั
ปากใบของพืช
การวัดการคายนํ้าของพืช
พืชแต่ละชนิดมีการคายนํ้าทีแตกต่างกัน อัตราการคายนํ้าจึงไม่เท่ากัน การคายนํ้า
่
ของพืชคิดเป็ นนํ้ าหนักหรือปริมาตรต่อหน่ วยเวลา วิธวดทําได้หลายวิธี แต่วธทใช้กนมาก
ีั
ิ ี ่ี ั
คือ วัดด้วยโปโตมิเตอร์ (Potometer Method) ซึงเป็ นเครืองมือทีประกอบด้วย หลอดแก้ว
่
่
่
บรรจุน้ํ ามีกงไม้เสียบกับจุกยางทีปากหลอด จากหลอดแก้วมีแขนยื่นออกไป 2 ข้าง แขน
ิ่
่
ด้า นซ้า ยติด กับ กรวยที่ม ีก๊ อ กปิ ด เปิ ด สํา หรับ เติม นํ้ า เข้า หลอดแก้ว แขนด้า นขวาเป็ น
หลอดแก้วทีมรขนาดเล็กมาก (Capillary Tube) มีมาตราส่วนแบ่งเป็ นปริมาตรทีมความ
่ ีู
่ ี
ละเอียด ปลายหลอดงอจุมอยูในแก้วบรรจุน้ําสี
่ ่

CU 474

423
รูปที่ 10.1.5 โปโตมิเตอร์สาหรับวัดอัตราการคายนํ้าของพืช (จาก John W. Kimball, 1965)
ํ

การทดลองหาอัตราการคายนํ้ าของพืช ก่อนทําการทดลองนํ าถ้วยบรรจุน้ํ าออก
จากปลาย Capillary Tube ก่อน เพื่อให้เกิดฟองอากาศเข้าสู่หลอด เมื่อใบพืชคายนํ้ า
ฟองอากาศจะเคลื่อนทีใช้เป็ นตัวชีวดบนมาตราส่วน เพื่อบอกปริมาตรของไอนํ้าทีพชคาย
่
้ั
่ ื
ออกไปทางใบ ต่อจากนี้จงจุมปลายหลอด Capillary ลงไปในถ้วยนํ้าสี ทีหลอดแก้วใหญ่ จะ
ึ ่
่
มีต้นไม้ทงต้น หรือ เฉพาะกิ่ง เสีย บแน่ นทะลุแผ่น จุก ยาง มีห ลอดไฟฟ้ า ให้แสงสว่า งอยู่
ั้
ภายนอก เมื่อเตรียมเครื่องมือเสร็จเรียบร้อยแล้ว เริมจับเวลาที่ฟองอากาศ เคลื่อนที่ใน
่
Capillary อ่านปริมาตรของนํ้าทีถูกดูดเข้าสูลาต้นแล้วระเหยออกทางใบ วัดพืนทีของใบพืช
่
่ํ
้ ่
ทังหมด นํ ามาคํานวณหาอัตราการคายนํ้าของพืชต่อพืนทีผวใบ 1 ตารางหน่ วยในเวลา 1
้
้ ่ ิ
หน่วย
ตัวอย่าง ทดลองการคายนํ้ าของพืชโดยใช้โปโตมิเตอร์ทหลอดแคปพิลลารีมเส้น
่ี
ี
ผ่านศูนย์กลางของรูภายใน 0.8 มิลลิเมตร ยาว 30 เซนติเมตร จัดเตรียมเครื่องมือดังภาพ
ในเวลา 1 นาที ฟองอากาศในหลอดเคลื่อนทีไปเป็ นระยะทาง 7 เซนติเมตร อัตราการคาย
่
นํ้าของกิงไม้ททดลองเป็ นเท่าใด
่
่ี
เส้นผ่านศูนย์กลางของรูหลอดแคปพิลลารี = 0.8 มิลลิเมตร
= 0.08 เซนติเมตร
พืนทีหน้าตัดของรูภายในหลอด
้ ่
= πr2

=

22 x ( 0.08 ) 2 ตารางเซนติเมตร
2
7

ปริมาตรของนํ้าในหลอดแคปพิลลารี = 7 x 22 (0.04)2 ลูกบาศก์เซนติเมตร
= 0.3527ลูกบาศก์เซนติเมตร
∴ อัตราการคายนํ้าของกิงไม้ทดลอง = 0.352 ลูกบาศก์เซนติเมตร / นาที
่
424

CU 474
การคายนํ้าในรูปหยดนํ้าของพืช (Guttation)
การคายนํ้าของพืชทีออกมาเป็ นหยดนํ้า ส่วนใหญ่เกิดบริเวณปลายใบและขอบใบที่
่
เป็ นรอยหยักแหลม และมักเกิดเนื่องจากสภาพแวดล้อมภายนอกไม่เอืออํานวยให้เกิดการ
้
คายนํ้าในรูปของไอนํ้า เช่น อากาศมีความชืนสูง อิมตัวด้วยไอนํ้า ลมสงบ อุณหภูมต่ํา และ
้
่
ิ
ไม่มแสงสว่าง ทําให้ปากใบไม่เปิ ด แต่รากมีการดูดนํ้ าตลอดเวลา นํ้ า ที่ถูกดันขึ้นมาจะ
ี
สินสุดทีปลายของท่อเทรคีด (Tracheid) ปลายเส้นใบ ซึงจะติดต่อกับเซลล์พาเรนไคมาที่
้
่
่
จัดเรียงตัวอย่างหลวม ๆ บางช่วงบางตอนมีรูทอาจต่อเนื่องไปถึงปลายใบที่มปากใบอยู่
่ี
ี
ด้ว ย ดัง นั น ในเวลากลางคืน ที่ป ากใบปิ ด ก็ย ัง มีรู เ ล็ก ๆ เปิ ด อยู่ เรีย กว่ า ไฮดรา-โทด
้
(Hydrathode) นํ้ าจะดันผ่านเซลล์พาเรนไคมามายังรูทปลายใบหรือขอบใบได้กลายเป็ น
่ี
หยดนํ้า

10.2 การสังเคราะห์ด้วยแสง (Photosynthesis)
อาจกล่าวได้ว่าพลังของสิงมีชวต คือ แสงอาทิตย์ทงนี้เนื่องจากพลังงานทีสงมีชวต
่ ีิ
ั้
่ ิ่ ี ิ
ใช้ในการดํารงชีวตทังหมด ล้วนได้มาจากดวงอาทิตย์ทจบไว้โดยพืชและสาหร่ายผ่านทาง
ิ ้
่ี ั
กระบวนการสังเคราะห์ดวยแสง ทุกชีวตจึงดํารงอยู่ได้ดวยพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์ ใน
้
ิ
้
แต่ละวันพลังงานจากแสงอาทิตย์ทสองลงมายังพืนโลก มีจานวนมหาศาล นักวิทยาศาสตร์
่ี ่
้
ํ
ประมาณไว้วามีถง 1 ล้านเท่าของอะตอมมิกบอมบ์ ทีนําไปทิงทีเกาะฮิโรชิมา แต่พชสีเขียว
่ ึ
่
้ ่
ื
และสาหร่า ยจับ พลังงานนี้ ไ ว้เพีย ง 1 เปอร์เ ซ็น ต์เ ท่า นัน ก็เ พีย งพอที่จ ะใช้ส ร้า งอาหาร
้
ั
แบ่งปนให้กบทุกชีวตบนโลกสามารถดํารงชีพอยูได้
ั
ิ
่

ภาพรวมของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
กระบวนการสังเคราะห์ดวยแสงเกิดขึนทีใบของพืชเป็ นส่วนใหญ่ ทีเซลล์ใบของพืช
้
้ ่
่
มีออร์แกเนลล์ทเี่ รียกว่า คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) เป็ นแหล่งสําคัญทีทาให้กระบวนการ
่ ํ
ดําเนินไปได้ตลอด ซึ่งไม่มโครงสร้า งใดในเซลล์พชที่จะทดแทนได้ นักวิทยาศาสตร์ได้
ี
ื
ทําการศึกษาค้นคว้าจนพบความจริงว่า กระบวนการสังเคราะห์ดวยแสงจะดําเนินไปใน 3
้
ขัน คือ 1) จับพลังงานจากแสงอาทิตย์ 2) ใช้พลังงานสร้างสารเก็บพลังงาน คือ ATP และ
้
NADPH และ 3) ใช้ ATP เป็ นพลังงานในการสร้างโมเลกุลของพืชจาก CO2 ในอากาศ
โดยมีการศึกษาปฏิกรยาการสังเคราะห์ดวยแสง ดังนี้
ิิ
้
CU 474

425
ในปี ค.ศ. 1932 Robin Hill ได้ทําการแยกคลอโรพลาสต์ออกจากเซลล์ผกโขม
ั
นํามาทดลองปฏิกรยาการแตกตัวของนํ้ าด้วยแสง โดยผ่านแสงไปในของผสมของเกลือเฟ
ิิ
อริกและคลอโรพลาสต์ แล้วพบว่า เกลือเฟอริกเปลียนเป็ นเกลือเฟอรัสกับ ออกซิเจน
่
4Fe3+ + 4H2O Light

Chloroplast

4Fe2+ + 4H+ + O2 + H2O

และพบว่าในปฏิกรยาที่ไม่มเกลือเฟอริกจะไม่เกิดออกซิเจน ในปฏิกิรยาที่เกลือเฟอริก
ิิ
ี
ิ
เปลี่ย นเป็ น เกลือ เฟอรัสได้ เนื่ อ งจากได้ร บ อิเ ลคตรอนจากนํ้ า ที่แ ตกตัว เมื่อ มีค ลอโรั
พลาสต์ แ ละแสง ส่ ว นออกซิเ จนที่เ กิด ขึ้น ในปฏิกิร ิย าแสดงว่ า มีเ กลือ เฟอริก เป็ น ตัว
ออกซิไดซ์ หรือตัวรับไฮโดรเจน (Hydrogen Acceptor)
สารทีทาหน้าทีเป็ นตัวรับไฮโดรเจนอาจมีหลายชนิด เช่น Ferric Cyanide และ
่ ํ
่
Methylene Blue เป็ นต้น แต่ในพืชมี Nicotinamide Adenosine Dinucleotide Phosphate
่ ่
่
(NADP+) ซึงอยูในรูปของออกซิแดนท์ เป็ นตัวรับไฮโดรเจน เมือรับไฮโดรเจนเข้ามาจะ
เปลียนรูปเป็ น รีดกแตนท์ (Reductant) คือ NADPH
่
ั
จากการทดลองนี้นกวิทยาศาสตร์จงเกิดแนวคิดว่าปฏิกรยาการสังเคราะห์ดวยแสง
ั
ึ
ิิ
้
น่ าจะมีขนตอนการปล่อยออกซิเจนและขันตอนที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนไดออกไซด์ ดังที่
ั้
้
Danial Arnon และคณะ (ค.ศ. 1651) ได้ทําการทดลองเพื่อติดตามขันตอนการ
้
+
เกิดปฏิกรยาโดยผ่านแสงลงไปในสารผสมของ ADP, Pi, NADP , H2O และ Chloroplast
ิิ
พบว่า สารเคมีทเี่ กิดขึน คือ ATP, NADPH และ O2 ดังสมการ
้
ADP + Pi + NADP+ + H2O

Light
ATP + NADPH + H+ + O2
Chloroplast

และพบว่าถ้าผ่านแสงลงไปในของผสมทีมเี ฉพาะ ADP, Pi และ H2O ก็จะได้ ATP เพียง
่
อย่างเดียว ซึ่งแสดงว่า การสร้าง ATP และ NADPH ย่อมขึนอยู่กบปจจัยทีให้กบ
้
ั ั
่ ั
คลอโรพลาสต์ในสภาพทีตองมีแสง
่ ้
ี
เมือหาการทดลองโดยให้ ATP, NADPH และ CO2 แก่คลอโรพลาสต์โดยไม่มแสง
่
ผลทีเกิดขึน คือ โมเลกุลนํ้าตาล ดังสมการ
่ ้
CO2 + ATP + NADPH
426

Chloroplast Sugar + ADP + Pi + NADP+
CU 474
แสดงว่าในขันตอนการสร้างโมเลกุลของพืช คือ นํ้าตาลของคลอโรพลาสต์ตองมี
้
้
ั
ํ
ปจจัย คือ CO2, ATP และ NADPH โดยไม่จาเป็ นต้องมีแสง
จากการทดลองอาจสรุปได้ว่า กระบวนการสังเคราะห์ดวยแสงของพืชในขันตอนที่
้
้
มีการจับพลังงานจากแสงอาทิตย์นําไปใช้สร้างสารเก็บพลังงาน คือ ATP และ NADPH จะ
เกิดในสภาวะทีมแสง เป็ นปฏิกรยาทีตองใช้แสง (Light Dependent Reaction) ซึงเป็ น
่ ี
ิิ ่ ้
่
ขันตอนแรก ส่วนขันตอนที่ 2 เป็ นการนํ าพลังงานจากแสงในรูปของ ATP มาใช้เปลียน
้
้
่
CO2 ให้เป็ นโมเลกุลนํ้ าตาลจะเกิดในสภาวะที่ไม่ต้องมีแสงมาเกี่ยวข้องหรือมืด เป็ น
ปฏิกรยาทีไม่ตองใช้แสง (Light - Independent or Dark Reaction)
ิิ ่ ้
โดยภาพรวมของกระบวนการสังเคราะห์ดวยแสง อาจสรุปได้จากสมการ ดังนี้
้
6CO2 + 12H2O + Light energy

Carbon Water
dioxide

C6H12O6 + 6H2O + 6O2

Glucose

Water Oxygen

คลอโรพลาสต์ (Chloroplast)
คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) คือ ออร์แกเนลล์ของพืชทีเป็ นแหล่งเกิดกระบวนการ
่
สังเคราะห์ดวยแสงของพืช โครงสร้างประกอบด้วย เยื่อ 2 ชัน เยื่อชันนอกเรียบ เยื่อชันใน
้
้
้
้
ยื่นเข้าไปข้างใน มีลกษณะเป็ นถุงกลมแบนคล้ายเหรียญ เรียกว่า ไทลาคอยด์ (Thylakoid)
ั
ไทลาคอยด์จานวนมากมีการจัดเรียงตัวโดยวางซ้อนกันเป็ นตัง เรียกว่า กรานุ่ม (Granum)
ํ
้
แต่ละคลอโรพลาสต์ม ี 40-60 กรานุ่ ม แต่ละกรานุ่ มเชื่อมต่อกันด้วยโครงสร้างที่เรียกว่า
สโตรมา ลาเมลลา (Stroma Lamella) ซึงจะพบเฉพาะในพืชชันสูง รอบ ๆ เยื่อไทลาคอยด์
่
้
เป็ นสารกึงเหลว (Semifluid) เรียกว่า สโตรมา (Stroma) ประกอบด้วย เอนไซม์ DNA
่
RNA และไรโบโซม ทําให้คลอโรพลาสต์สามารถสร้างโปรตีนของตัวเองได้ในบางกรณี
และสามารถแบ่งตัว (Division) ได้ ไทลาคอยด์เป็ นทีอยู่ของสารสีพวกคลอโรฟิลและสารสี
่
ประกอบอื่น ๆ โดยที่ผ ิว ของไทลาคอยด์ม ีก ารจัด กลุ่ ม สารสีช นิ ด เดีย วกัน เป็ น ร่ า งแห
เรียกว่า ระบบแสง (Photosystem)

CU 474

427
รูปที่ 10.2.1 โครงสร้างของคลอโรพลาสต์
(จาก George B. Johnson 1995 The Living World หน้า 92, 93)

สารสี (Pigment)
สารสี (Pigment) คือ โมเลกุลของสารทีสามารถดูดพลังงานแสงได้ มีหลายชนิด
่
แต่ละชนิดมีความสามารถดูดพลังงานแสงในช่วงคลื่นทีแตกต่างกัน แสงทีตาคนมองเห็น
่
่
กับแสงทีตาสัตว์มองเห็นอาจเป็ นแสงในช่วงคลื่นทีต่างกัน เนื่องจากตาของคนและสัตว์ม ี
่
่
สารสีทแตกต่างกันนันเอง แสงทีตาคนมองเห็น (Visible Light) คือ แสงทีมความยาวคลื่น
่ี
่
่
่ ี
ทีสารสีในตา คือ เรตินล (Retinal) สามารถดูดได้ ซึงอยู่ระหว่าง 380 นาโนเมตร (สีมวง)
่
ั
่
่
ถึ ง 750 นาโนเมตร (สีแ ดง) ในขณะที่ส ัต ว์ อ่ื น ๆ ใช้ ส ารสีใ นการมองเห็ น แถบสี
(Spectrum) ทีแตกต่างกัน เช่น ตาแมลงมีสารสีทดดแสงช่วงคลื่นสันกว่าเรตินลของคน ซึง
่
่ี ู
้
ั
่
เป็ นสาเหตุททาให้ผงสามารถมองเห็นแสง Ultraviolet (UV) ได้ในขณะทีตาของคนมองไม่
่ี ํ
้ึ
่
เห็น แต่แมลงก็ไม่สามารถมองเห็นแสงสีแดงเหมือนอย่างทีคนเห็น สารสีทสาคัญทีพชใช้
่
่ี ํ
่ ื
ดูดพลังงานแสง คือ คลอโรฟิ ล เป็ นสารสีทแม้ว่าจะดูดชนิดของโฟตอนได้น้อยกว่าเรตินัล
่ี
ของคน แต่กมประสิทธิภาพในการจับโฟตอนได้มากกว่า เนื่องจากโมเลกุลมีแมกเนเซียม
็ ี
เป็ นองค์ประกอบ ซึงใช้จบกับโฟตอน
่ ั
428

CU 474
สารสีทใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ดวยแสงในสิงมีชวตชนิดต่าง ๆ มีหลายชนิด
่ี
้
่ ีิ
ดังตารางต่อไปนี้
ตารางที่ 10.2.1 สารสีในกระบวนการสังเคราะห์ดวยแสงของสิงมีชวต
้
่ ีิ
ชนิดของสิงมีชวต
่ ีิ
ยูคาริโอต
มอสส์ เฟิรน
์
พืชดอก
สาหร่ายสีเขียว
สาหร่ายสีน้ําตาล
สาหร่ายสีแดง
โปรคาริโอต
สาหร่าย
สีเขียวแกมนํ้าเงิน
ซัลเฟอร์ เพอร์เพิล
แบคทีเรีย
กรีน แบคทีเรีย

คลอโรฟิล
a b c d

a

แบคเทอริโอคลอโรฟิล
คาโร
b c
d
e g ตินอยด์

ไฟโค
บิลน
ิ

+ + - -

+

-

+ + - + - + + - - +

+
+
+

+

+ - - +

+

+

+
+

-

- + หรือ + +
- + หรือ + หรือ + -

คลอโรฟิ ล (Chlorophyll)
คลอโรฟิ ล (Chlorophyll)
เป็ นสารสีท่ีมสเขียว เปลี่ยนแปลงมาจากโปรโตี ี
คลอโรฟิล (Protochlorophyll) เมือถูกแสง โมเลกุลมีโลหะแมกนีเซียม (Mg) ทีจบอยู่กบ
่
่ั
ั
ไนโตรเจน อยู่กลางโมเลกุ ลที่เป็ นวงแหวนคาร์บอน และมีส่วนหางที่เป็ นสารประกอบ
คาร์บอนกับไฮโดรเจน (Hydrocarbon Tail) คลอโรฟิ ลมี 4 ชนิด คือ คลอโรฟิ ล เอ บี ซี
และดี แต่ละชนิดมีโครงสร้างเคมีต่างกันทีกลุ่มด้านข้างเท่านัน และสามารถดูดแสงในช่วง
่
้
ั
คลื่นทีต่างกัน โมเลกุลของคลอโรฟิ ลจะฝงตัวอยู่บนโมเลกุลโปรตีนทีเป็ นองค์ประกอบของ
่
่
เยือไทลาคอยด์
่

CU 474

429
รูปที่ 10.2.2 โครงสร้างโมลกุลของคลอโรฟิล เอ และ บี (ก) และแบบจําลองตําแหน่งของคลอโรฟิลบนโปรตีน
ทีเยือไทลาคอยด์ (ข) (จาก Purves et al. , 2003. Life : The Science of Biology, 7th Edition ในโครงการ
่ ่
ตําราวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ มูลนิธิ สอวน. 2551, ชีววิทยา 2 หน้า 64)

แคโรทีนอยด์ (Carotenoid)
แคโรทีนอยด์ เป็ นสารสีทมสสมแดง ไม่ละลายนํ้า มี 2 ชนิด คือ แคโรทีน (Carotene)
่ี ี ี ้
มีสสม และแซนโทฟิล (Xanthophyll) มีสเี หลือง ซึงมักอยู่รวมกันกับคลอโรฟิลในคลอโรพ
ี้
่
่
ลาสต์ แต่พชบางชนิดมีแคโรที นอยด์อยู่ในโครโมพลาสต์ (Chromoplast) เช่น แครอท
ื
มะเขือเทศ และผลไม้ทมสเี หลือง เป็ นต้น แคโรทีนอยด์เป็ นสารสีประกอบ มีหน้าทีช่วยดูด
่ี ี
่
พลังงานแสงช่วงคลื่น 400-500 นาโนเมตร ส่งให้คลอโรฟิ ลเอ ซึ่งเป็ นช่วงคลื่นที่แคโรที
นอยด์ดูดได้ดทสุดในขณะทีคลอโรฟิ ล เอ ดูดได้น้อย นอกจากนี้ยงช่วยป้องกันไม่ให้คลอ
ี ่ี
่
ั
โรฟิลถูกทําลายจากแสงในปฏิกรยาโฟโตออกซิเดชัน (Photo Oxidation) อีกด้วย
ิิ
ไฟโคบิ ลิน (Phycobilin)
ไฟโคบิลน เป็ นสารสีทพบเฉพาะในสาหร่ายสีแดงและสาหร่ายสีเขียวแกมนํ้าเงิน มี
ิ
่ี
2 ชนิด คือ ไฟโคอีรทน (Phycoerythin) มีสารสีแดง ดูดแสงช่วงคลื่น 495-565 นาโนเมตร ซึง
ี ิ
่
เป็ นสีเขียว พบในสาหร่ายสีแดง อีกชนิดหนึ่ง คือ ไฟโคไซยานิน (Phycocyanin) เป็ นสาร
430

CU 474
สีน้ําเงิน ดูดแสงช่วงคลืน 550-615 นาโนเมตร พบในสาหร่ายสีเขียวแกมนํ้าเงิน ไฟโคบิลน
่
ิ
เป็ นสารสีประกอบโดยทําหน้าทีดดพลังงานแสงส่งให้กบคลอโรฟิล เอ
่ ู
ั
แบคทีริโอคลอโรฟิ ล (Bacteriochlorophyll)
แบคทีรโอคลอโรฟิ ล เป็ นสารสีทพบในแบคทีเรียทีสงเคราะห์ดวยแสงได้เป็ นสารสี
ิ
่ี
่ ั
้
ทีดูดพลังงานแสงได้ดในช่วงคลื่น 358 ซึงเป็ น Ultraviolet และ 772 นาโนเมตร ซึงเป็ น
่
ี
่
่
Infrared นอกจากนี้แบคทีเรียพวก Green-Sulfur Bacteria เช่น คลอโรเบียม (Chlorobium)
สามารถดูดพลังงานแสงได้ดทชวงคลืน 650 นาโนเมตร และ 660 นาโนเมตร
ี ่ี ่ ่

รูปที่ 10.2.3 การดูดแสงของโมเลกุลสารสีชนิดต่าง ๆ ทีความยาวคลื่นต่าง ๆ
่
th
(จาก Purves et al. , 2003. Life : The Science of Biology, 7 Edition ในโครงการตําราวิทยาศาสตร์และ
คณิตศาสตร์ มูลนิธิ สอวน. 2551, ชีววิทยา 2 หน้า 65)

การจับพลังงานจากแสงอาทิ ตย์
แสงมีคุณสมบัตเิ ป็ นทังคลืนและอนุภาค พลังงานแสงอยู่ในรูปของอนุ ภาคทีเรียกว่า
้ ่
่
โฟตอน (Photon) แต่ละโฟตอนมีพลังงานทีเรียกว่า ควอนตัม (Quantum) ซึงแปรผกผัน
่
่
กับความยาวคลื่นแสง คือ เมื่อแสงมีความยาวคลื่นสันจะมีระดับพลังงานสูง พลังงานแสง
้
คํานวณได้จากสมการ E = hv (Quantum) เมือ h เป็ นค่าคงที่ (Planck’s Constant ; h =
่
-34
6.626 x 10 Js)
แสงอาทิต ย์ บ างช่ ว งคลื่น มีโ ฟตอนมาก ทํ า ให้ ม ีร ะดับ พลัง งานสู ง มาก เช่ น
รังสีเอกซ (x-rays) และแสงอัลตราไวโอเลต (UV) บางช่วงคลื่นทีมโฟตอนน้อยจะมีระดับ
่ ี
CU 474

431
พลังงานตํ่า เช่น คลื่นวิทยุมโฟตอนน้อยมาก โดยทัวไปแสงทีมพลังงานสูงจะมีความยาว
ี
่
่ ี
คลื่นแสงสันกว่าแสงทีมพลังงานตํ่า ตาของคนสามารถรับแสงทีมโฟตอนอยู่ในระดับปาน
้
่ ี
่ ี
กลาง เรียกว่า แสงทีมองเห็น (Visible Light) เนื่องจากตาของคนสามารถดูดโฟตอนของ
่
แสงชนิดนัน ๆ ได้ ในพืชแม้จะดูดโฟตอนของแสงได้มากชนิดกว่าตาของคน แต่ชวงคลื่นที่
้
่
พืชดูดเป็ นหลัก คือ สีน้ํ าเงินและสีแดง และสะท้อนกลับสีเขียว การทีตาของเราเห็นใบไม้
่
เป็ นสีเขียว เป็ นเพราะใบของพืชจะดูดคลื่นแสงทังหมด ยกเว้นคลื่นแสง 500-600 นาโน
้
เมตร ซึ่งเป็ นสีเขียวจะสะท้อนกลับ และสารสีท่ตาจะดูดเอาไว้ ทําให้สมองรับรู้ว่าเป็ นสี
ี
เขียว

รูปที่ 10.2.4 สารสีของตาดูดแสงสีเขียวทีสะท้อนกลับจากใบพืช
่
(จาก George B. Johnson, 1995. The Living World หน้า 94)

แสงทีตามองเห็นเป็ นสัดส่วนทีน้อยมากของโฟตอนในแสงอาทิตย์ เรียกช่วง โฟตอน
่
่
ของแสงทีเห็นว่า Electromagnetic Spectrum แสงทีมความยาวคลื่นสันทีสด และโฟตอน
่
่ ี
้ ุ่
มีพลังงานสูงทีสด คือ รังสีแกมมา (Gamma-rays) มีชวงคลื่นน้อยกว่า 1 นาโนเมตร และ
ุ่
่
คลืนแสงทีมพลังงานตํ่าทีสดมีความยาวคลืนเป็ นพันเมตรได้แก่ คลืนวิทยุ
่
่ ี
ุ่
่
่

432

CU 474
รูปที่ 10.2.5 โฟตอนของพลังงานทีแตกต่างกัน : Electromagnetic Spectrum
่
(จาก George B. Johnson, 1995. The Living World หน้า 94)

การจับพลังงานแสงของสารสีเกิดจากการเปลี่ยนแปลงระดับพลังงานของอิเลคตรอน
ในโมเลกุลของสารสี เมือได้รบพลังงานแสง อิเลคตรอนทีเคลื่อนทีในวงโคจรรอบนิวเคลียส
่ ั
่
่
ของอะตอม เป็ นสิงบ่งบอกถึงระดับพลังงานในโมเลกุลของสาร กล่าวคือ ในสภาวะปกติ
่
(Ground State) อิเลคตรอนจะรักษาระยะห่างระหว่างนิวเคลียสกับอิเลคตรอนให้คงที่ ซึง
่
จะมีค่าพลังงานน้อย เมื่อโมเลกุลของสารสีได้รบแสงสว่างโฟตอนจะพุ่งชนอิเลคตรอนพร้อม
ั
กับถ่ายทอดพลังงานให้ ทําให้อเลคตรอนเคลื่อนทีเร็วขึนและห่างออกจากวงโคจร โมเลกุล
ิ
่ ้
ของสารสีอยู่ในภาวะตื่นตัว (Excited State) กลายเป็ นสารสีทถูกกระตุ้น (Activate
่ี
Pigment) และทํางานได้โดยมีพลังงานเพิมขึน
่ ้
Pigment Molecule (P) + Quantum (hv)

Activate Pigment (P+)

สารสีท่ีอ ยู่ใ นสภาวะตื่น ตัว นี้ ไ ม่อ ยู่ต ว จะกลับ เข้า สู่ส ภาวะปกติโ ดยอิเ ลคตรอน
ั
ปลดปล่อยพลังงานทีดดไว้ออก เพือเคลือนทีกลับเข้าสูวงโคจรเดิม ซึงมีระดับพลังงานปกติ
่ ู
่ ่ ่
่
่
สารสีสามารถปลดปล่อยพลังงานทีได้รบมาจากแสงโดยการเรืองแสง (Fluorescence) เช่น
่ ั
คลอโรฟิ ล เอ ดูดแสงทีความยาวคลื่น 660 มิลลิไมโครเมตร จะเปล่งแสงในช่วงความยาว
่
คลื่นมากกว่า 700 มิลลิไมโครเมตร ซึ่งเป็ นช่วงคลื่นสีแดง ทังนี้เนื่องจากแสงที่ดูด ไว้ม ี
้
พลังงานสูงกว่าแสงที่เปล่งออกมา พลังงานบางส่วนสูญเสียไปในรูปของความร้อน แสง
และกระบวนการทางเคมี นอกจากนี้อิเลคตรอนที่อยู่ในภาวะตื่นตัว อาจหลุดออกจาก
CU 474

433
โมเลกุลของสารสี ก่อนจะเข้าสูวงโคจรเดิม โดยมีสารประกอบหลายชนิดเป็ นตัวรับอิเลคตรอนที่
่
จะถ่ายทอดกันไปเป็ นทอด ๆ เรียกว่า ตัวรับอิเลคตรอน (Electron Acceptor) ซึงเป็ นสาร
่
พวก Coenzyme ได้แก่ Ferridoxin NADP และ Cytochrome
สารสีส่วนใหญ่ทําหน้าที่รบพลังงานแสงและส่งต่อให้โมเลกุลอื่นถ่ายทอดกันเป็ น
ั
ทอด ๆ ไปจนถึงโมเลกุลทีเป็ นศูนย์กลางการรับแสง (Reaction Center) ดังนัน สารสีสวน
่
้
่
ใหญ่จงเปรียบเสมือนกับตัวรับสัญญาณ (Antenna) ของวิทยุโทรทัศน์ทสงภาพและเสียงไป
ึ
่ี ่
ทีเครืองรับ
่ ่

รูปที่ 10.2.6 การรับและถ่ายทอดพลังงานของสารสีไปยังศูนย์กลางปฏิกรยาเคมี
ิิ
th
(จาก Purves et al. , 2003. Life : The Science of Biology, 7 Edition ในโครงการตําราวิทยาศาสตร์และ
คณิตศาสตร์ มูลนิธิ สอวน. 2551, ชีววิทยา 2 หน้า 67)

สารสีในคลอโรพลาสต์ จะรวมกันเป็ นหน่วยสังเคราะห์แสง (Photosynthetic Unit
หรือ Quantasome) ย่อย ๆ บนไทลาคอยด์ของกรานุ่มแต่ละหน่วยประกอบด้วยคลอโรฟิล
400-600 โมเลกุล มีศูนย์กลางการรับแสง (Reaction Center) 2 ระบบ คือ ระบบแสง I
(Photosystem I, PS I) และระบบแสง II (Photosystem II, PS II)
PS I มีสารสีระบบ I (Pigment System I) เป็ นตัวรับแสง ประกอบด้วย คลอโรฟิล
เอ ชนิดที่ดูดพลังงานแสงความยาวคลื่น 683 นาโนเมตร กับ คลอโรฟิ ล เอพิเศษ ที่ดูด
พลังงานแสงความยาวคลื่น 700 นาโนเมตร เรียกสารสีระบบ I ว่า P 700 ซึงหมายถึง
่
โมเลกุลคลอโรฟิลทีทาหน้าทีเป็ นศูนย์กลางการรับแสงของระบบแสง I
่ ํ
่
PS II มีสารสีระบบ II (Pigment System II) เป็ นตัวรับแสง ประกอบด้วย คลอโรฟิล เอ
ชนิดทีดูดพลังงานแสงความยาวคลื่น 673 นาโนเมตร กับคลอโรฟิ ล บี เป็ นส่วนใหญ่ และ
่
สารสีอ่น ๆ เช่น แคโรทีนอยด์ และไฟโคบิลน เรียกสารสีระบบ II ว่า P 680 ซึงหมายถึง
ื
ิ
่
434
CU 474
โมเลกุลคลอโรฟิลทีทาหน้าทีเป็ นศูนย์กลางการรับแสง ของระบบแสง II (P เป็ นอักษรย่อ
่ ํ
่
ของ Pigment และใช้ค่าความยาวคลื่นแสงทีดดพลังงานแสงได้มากทีสด เป็ นค่าของระบบ
่ ู
ุ่
สารสี)
PS II ดูดพลังงานแสงคลื่นสันกว่า PS I ในแต่ละระบบแสงมีคลอโรฟิล ประมาณ
้
200-300 โมเลกุล

ปฏิกิริยาเคมีในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
กระบวนการสังเคราะห์ดวยแสง มีปฏิกรยาเคมีแบ่งเป็ น 2 ตอนทีเกิดขึนอย่างต่อเนื่อง
้
ิิ
่ ้
คือ ปฏิกรยาทีตองใช้แสง และปฏิกรยาทีไม่ตองใช้แสง ดังนี้
ิิ ่ ้
ิิ ่ ้
ปฏิ กิริยาที่ต้องใช้แสง (Light Dependent Reaction)
ปฏิกรยาทีตองใช้แสง เป็ นกระบวนการทีพชตรึง (Fixation) พลังงาน เพือเปลียนเป็ น
ิิ ่ ้
่ ื
่ ่
พลังงานเคมีเก็บอยู่ในสารประกอบ ATP และ NADPH สําหรับใช้ในกระบวนการตรึง CO2
ในปฏิกรยาทีไม่ตองใช้แสง ATP เป็ นสารทีมพนธะเคมีพลังงานสูง (High Energy Bond)
ิิ ่ ้
่ ี ั
ทีเซลล์ใช้ในกิจกรรมสําคัญ 4 อย่าง ได้แก่ ในปฏิกรยาเคมีตามทีเซลล์ตองการ การขนส่ง
่
ิิ
่
้
สารข้ามเยื่อเซลล์หรือออร์แกเนลล์ และการเคลื่อนที่ขององค์ประกอบภายในเซลล์ ส่วน
ิิ ่ ้
NADPH เป็ นสารทีพชใช้ในการตรึงและรีดวส์ CO2 ในปฏิกรยาทีไม่ตองใช้แสง
่ ื
ิ
ปฏิกรยาทีตองใช้แสง ประกอบด้วย 2 ปฏิกรยา คือ Photolysis หรือ Hill Reaction
ิิ ่ ้
ิิ
เป็ นปฏิกรยาทีพลังงานแสงทําให้น้ําแตกตัว และมีการเคลื่อนย้ายอิเลคตรอนจากโมเลกุล
ิิ ่
่
ิิ
ของนํ้าไปรีดวส์ NADP+ เพือสร้าง NADPH อีกปฏิกรยา คือ Photophosphorylation เป็ น
ิ
ปฏิกรยาทีพชนําพลังงานแสงไปใช้สร้าง ATP โดยการเพิมหมูฟอสเฟต (Pi) ให้กบ ADP
ิิ ่ ื
่ ่
ั
กระบวนการตรึงพลังงานแสงบนเยื่อไทลาคอยด์ต้อ งอาศัยสารที่ป ระกอบด้ว ย
โปรตีน 4 กลุ่ม ได้แก่ ระบบแสง I ระบบแสง II ATP Synthase ซึงเป็ นเอนไซม์ ในปฏิกรยาการ
่
ิิ
สร้าง ATP และสารทีทาหน้าทีเป็ นตัวรับและถ่ายทอดอิเลคตรอน ได้แก่ Cytochrome b6
่ ํ
่
Cytochrom f และ Plastocyanin
การถ่ายทอดอิเลคตรอนในปฏิกรยาทีตองใช้แสง เกิดได้ 2 แบบ ได้แก่
ิิ ่ ้
1. การถ่ายทอดอิเลคตรอนเป็ นวัฎจักร (Cyclic Electron Transfer) เป็ นการ
ถ่ายทอดอิเลคตรอนในระบบแสง I เพียงระบบเดียว เมือ P 700 ถูกกระตุนด้วยพลังงาน
่
้
แสง 2 โฟตอน (hv) 2 อิเลคตรอนของสารสีจะอยู่ในภาวะตื่นตัว ทําให้ค่าศักย์ไฟฟ้าเปลียน
่
CU 474

435
จาก +0.4 ev ไปเป็ น -0.6 ev ซึงเป็ นค่าทีใกล้เคียงกับสารรับอิเลคตรอนชนิดแรกทีไม่
่
่
่
ทราบแน่ ชดว่าเป็ นสารอะไร (x) คลอโรฟิ ลจึงถ่ายทอดอิเลคตรอนให้สาร x ซึงจะมีสาร
ั
่
ตัวรับและถ่ายทอดกันเป็ นทอด ๆ คือ Feridoxin Cytochrome-b6 Cytochrome-f และ
Plastocyanin แล้วกลับไปที่ P 700 การถ่ายทอดอิเลคตรอนเป็ นวัฎจักรพลังงานที่
ปลดปล่อยจากอิเลคตรอนนํ าไปสร้าง ATP ได้ 1 โมเลกุล และไม่มการสร้าง NADPH
ี
้
เนื่องจากไม่มการแตกตัวของนํ้าจึงไม่ม ี O2 เกิดขึนด้วย
ี
การถ่ายทอดอิเลคตรอนเป็ นวัฎจักรเกิดจาก ระบบแสง II ไม่ทํางาน หรือขาด
ประสิทธิภาพ ซึ่งอาจเกิดจากการถูกยับยังด้วยสารเคมี หรือได้รบแสงช่วงคลื่นมากกว่า
้
ั
690 นาโนเมตร การยับยังระบบแสง II ส่งผลให้ประสิทธิภาพการสังเคราะห์ดวยแสงลดลง
้
้
+
ิิ ่
่ี
ิ
ด้วย NADP จากปฏิกรยาทีไม่ใช้แสงลดลงไปด้วย จึงเป็ นสาเหตุททําให้อเลคตรอนบาง
ส่วนจากระบบแสง I กลับมาที่ Cytochrome f และ ระบบแสง I ตามลําดับ

รูปที่ 10.2.7 การถ่ายทอดอิเลคตรอนเป็ นวัฎจักร
(จาก George B. Johnson, 1995. The Living World หน้า 96)

2. การถ่ายทอดอิเลคตรอนไม่เป็ นวัฎจักร (Non Cyclic Electron Transfer) เป็ น
การถ่ายทอดอิเลคตรอนผ่านทัง PS-I และ PS-II และมีการแตกตัวของนํ้าในปฏิกรยา
้
ิิ
Phololysis โดยเริมจากสารสีใน PS-I และ PS-II ได้รบการกระตุนจากพลังงานแสง 2
่
ั
้
โฟตอนพร้อมกัน P 700 ใน PS-I จะถ่ายทอดอิเลคตรอนให้สาร x (Ferridoxin Reducing
Substant) และถ่ายทอดให้กบ Ferridoxin และ NADP+ ทํา P 700 ขาดอิเลคตรอนไป
ั
การทีจะคงสภาพเป็ นโมเลกุลทีให้อเลคตรอนของ P 700 ไว้ จึงต้องรับอิเลคตรอนจากสาร
่
่ ิ
อื่นทีมค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าทีต่ํากว่า สารดังกล่าวนี้คอ Plastocyanin (Pc) ขณะเดียวกัน
่ ี
่
ื
436

CU 474
Pc ก็จะรับอิเลคตรอนจาก PS-II มาทดแทนโดย P 680 ทีได้รบการกระตุนจากพลังงาน
่ ั
้
แสง 2 โฟตอน ถ่ายทอด 2 อิเลคตรอนให้กบสาร Q (Plastoquinone Reducing Substant)
ั
และส่งต่อให้กบตัวรับอื่นตามลําดับ คือ Plastoquinone (Pq) Cytochrome b559
ั
Cytochrome-f และ Plastocyanin (Pc)
PS-II เมื่อสูญเสียอิเลคตรอนไปแล้วจะคงสภาพของโมเลกุล ผูให้อเลคตรอนโดย
้ ิ
รับอิเลคตรอนจากการแตกตัวของนํ้าใน PS-II ในปฏิกรยา Photolysis ทีม ี Mn2- และ Clิิ
่
เป็ นตัวกระตุนโดยตรงและมีแสงเป็ นตัวช่วยกระตุนทางอ้อม ดังสมการ
้
้
H2O

Light 2H+ + 2e + ½ O
2
Mn2- , Cl-

2H+ จะส่งผ่านไปยัง Pq และเข้ารวมกับ NADP+ พร้อมกับรับอิเลคตรอนมาจาก
PS-I ได้เป็ น NADPH + H+ ดังสมการ
NADP+ + 2H+ + 2e-

NADPH + H+

2 อิเลคตรอน จะไปทดแทนอิเลคตรอนใน PS-I โดยถ่ายทอดไปทาง PS-II ซึงมีการ
่
ปลดปล่อยพลังงานทีนําไปสร้าง ATP ได้ 2 โมเลกุล
่

รูปที่ 10.2.8 การถ่ายทอดอิเลคตรอนไม่เป็ นวัฎจักรในการสร้าง ATP (ก)
และการถ่ายทอดอิเลคตรอนผ่านสารทีมโปรตีนเป็ นองค์ประกอบในการสร้าง ATP (ข)
่ ี
(จาก George B. Johnson, 1995. The Living World หน้า 96, 97)

CU 474

437
2. ปฏิกรยาทีไม่ตองใช้แสง (Light-Independent Reaction) เป็ นปฏิกรยาตรึง CO2
ิิ ่ ้
ิิ
(CO2 Fixation) สร้างสารประกอบคาร์โบไฮเดรต โดยใช้ ATP และ NADPH เป็ นแหล่ง
พลังงาน ซึงกระบวนการเกิดเป็ นวงจรเรียกว่า วัฎจักรคัลวิน (Calvin Cycle) ตามชือของผู้
่
่
ค้นพบ คือ M. Calvin
Calvin ทําการทดลองโดยใช้สาหร่าย Chlorella กับ 14CO2 ในระยะเวลาต่างกัน
และหยุดปฏิกรยาในเวลาทีตองการ เพือนําสารประกอบทีเกิดขึนไปตรวจหา 14C โดยวิธี
ิิ
่ ้
่
่
้
Chromatography และ Radiogram
ิิ
้
ผลการทดลอง ตรวจพบสารประกอบของ 14C ในปฏิกรยาการสังเคราะห์ดวยแสง
ของสาหร่า ย ดังนี้ ในเวลา 7 วิน าที พบสาร 12 ชนิด เวลา 60 นาที พบมากชนิด ขึ้น
ซึงรวมถึงกรดอินทรียและกรดอะมิโน ทีเวลา 5 วินาที พบ Phosphoglyceric Acid (PGA)
่
์
่
ซึงเป็ นสารประกอบคาร์บอน 3 อะตอม (3C) แต่มเี พียงอะตอมเดียวทีเป็ น 14C จึงน่าเชื่อ
่
่
ว่าคาร์บอนอีก 2 อะตอมมาจากสารประกอบชนิดอื่นทีเข้ารวมกับ 14CO2 และไม่พบว่าใน
่
เซลล์ของสาหร่ายมีสารประกอบทีมคาร์บอน 2 อะตอม
่ ี
14
ิิ
เมือให้ CO2 กับสาหร่ายไประยะหนึ่งแล้วหยุดปฏิกรยา ตรวจพบสาร Riburose
่
่
1, 5 Bisphosphate (RuBP) มี 14C เป็ นองค์ประกอบในจํานวนมากกว่าปกติ จึงเชือว่า
14
่
่
้
RuBP เป็ นสารทีเข้ารวมกับ CO2 และพบว่าเมือ RuBP เพิมมากขึน PGA กลับลดลง
่
และในสภาวะทีเหมาะสมกับการสังเคราะห์ดวยแสง คือ มีแสง และ CO2 ปริมาณ PGA
่
้
และ RuBP จะคงที่ และแสงไม่มผลต่อการสร้าง PGA เมือมี RuBP มากพอ แต่แสงทําให้
ี
่
RuBP เปลียนเป็ น PGA ได้ จึงเชือว่า RuBP เป็ นสารทีรวมกับ CO2 ได้เป็ น PGA และ
่
่
่
PGA ก็สามารถเปลียน RuBP ได้
่
วัฎจักรคัลวิ น มี 3 ขัน ได้แก่
้
1. Carboxylation เป็ นการตรึง CO2 ด้วย RuBP เป็ นสารประกอบคาร์บอน 6
อะตอม โดยเริมจาก RuBP ซึ่งเป็ นนํ้ าตาลที่มคาร์บอน 5 อะตอมจับกับฟอสเฟต 2 หมู่
่
ี
่
ั ่
เข้ารวมกับ CO2 ได้สารประกอบคาร์บอน 6 อะตอมทีไม่อยู่ตว เมือถูก Hydrolysis ด้วยนํ้า
จะเปลียนเป็ นสารประกอบคาร์บอน 3 อะตอม 2 โมเลกุล คือ Phosphoglycerate, (PGA)
่
่
เป็ นสารอินทรีย์ท่อยู่ตวชนิดแรก การตรึง CO2 เริมจาก RuBP 6 โมเลกุลรวมกับ CO2
ี ั
6 โมเลกุล ดังนันจึงได้ PGA 12 โมเลกุล
้
6 RuBP + 6 CO2
438

12PGA
CU 474
2. Reduction เป็ นปฏิกรยาทีมการรีดวส์ PGA ไปเป็ นสารประกอบคาร์โบไฮเดรต
ิิ ่ ี
ิ
ที่ป ระกอบด้ว ย คาร์บ อน 3 อะตอมกับ 1 หมู่ ฟ อสเฟต คือ Phosphoglyceraldehyde
(PGAL) โดยอาศัยพลังงานจาก ATP และ NADPH ทีสร้างมาจากปฏิกรยาทีตองใช้แสง
่
ิิ ่ ้
12PGA+12ATP+12NADPH+H+

12PGAL+12ADP+12Pi+12NADP++12H+

3. Regeneration and Synthesis เป็ นขันที่ PGAL เปลียนแปลงไป 2 ทาง
้
่
่
3.1 สร้างสารประกอบทีใช้ตรึง CO2 โดย PGAL 10 โมเลกุล เปลียนกลับไปเป็ น
่
RuBP 6 โมเลกุลใหม่ โดยใช้พลังงานจาก ATP 6 โมเลกุล ซึงสลายให้ 6 ADP กับ 6 Pi
่
หมูฟอสเฟต 2 หมู่ ถูกนําไปใช้สร้าง RuBP จึงเหลือ 4 Pi
่
10PGAL + 6ATP

6 RuBP + 6ADP + 4Pi

กระบวนการในขันนี้ทาให้วฎจักรคัลวินดําเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง
้ ํ ั
3.2 สร้างสารอินทรียชนิดต่าง ๆ โดย PGAL 2 โมเลกุล อาจเปลียนเป็ นนํ้าตาล
์
่
กลูโคส และแป้ง เพือนําไปใช้ในกระบวนการเมแทบอลิซมหรือเก็บสะสม
่
ึ

รูปที่ 10.2.9 วัฎจักรคัลวินทีประกอบด้วย 3 ขันตอนสําคัญ
่
้
th
(จาก Purves et al. , 2003. Life : The Science of Biology, 7 Edition ในโครงการตําราวิทยาศาสตร์และ
คณิตศาสตร์ มูลนิธิ สอวน. 2551, ชีววิทยา 2 หน้า 77)

CU 474

439
การตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ของพืช C3, C4 และ CAM

การตรึง CO2 ในวัฎจักรคัลวินเกิดสารอินทรีย์ท่อยู่ตวชนิดแรก คือ PGA ซึ่ง
ี ั
ี
ประกอบด้วย คาร์บอน 3 อะตอม กับ 1 หมู่ฟอสเฟต จึงเรียกการตรึง CO2 โดยวิธน้ีว่า
ิิ
วิถี C3 (C3- pathway) และเรียกพืชพวกนี้ว่า พืช C3 (C3- plant) ในปฏิกรยาต้องใช้
เอนไซม์ Ribulose Bisphosphate Carboxylase/Oxygenase (Rubisco) เป็ นสารเร่ง
ปฏิกิรยา เอนไซม์น้ีนอกจากเร่งปฏิกิรยาการตรึง CO2 ด้วย RuBP แล้วยังสามารถเร่ง
ิ
ิ
้
ปฏิกรยาการตรึง O2 ด้วย RuBP ได้ดวย ทําให้การตรึง CO2 ของพืช C3 หลายชนิดลดลง
ิิ
้
เนื่องจากมี O2 แข่งขันกับ CO2 ในการเข้ารวมกับ RuBP อัตราการสังเคราะห์ดวยแสงของ
่
่
พืชจึงลดลง พืช C3 ได้แก่ ข้าวเจ้า ข้าวบาร์เลย์ ถัวและพืชทัวไป
พืชบางชนิดมีกลไกเพิมความเข้มข้นของ CO2 ในสภาพแวดล้อมได้ดวย 2 กลไก
่
้
สําคัญ ได้แก่
1. กลไกการตรึงคาร์บอนด้วยการสังเคราะห์ดวยแสงแบบ C4 (C4 Photosynthetic
้
่
Cabon Fixation) ซึงพบในพืชเขตร้อนหลายชนิด ได้แก่ อ้อย ข้าวโพด ข้าวฟาง และพืช
่
ตระกูลหญ้า
จากการศึกษาของ Hatch และ Slack พบว่า พืชในกลุ่มดังกล่าวสามารถทําการ
สังเคราะห์ดวยแสงได้ดี แม้จะมี CO2 น้อยมาก เขาคิดว่านอกจาก RuBP แล้ว น่ าจะมีสาร
้
ื
ั
้
ี
ชนิดอื่นทีใช้ตรึง CO2 ได้ จึงทําให้พชเหล่านี้สงเคราะห์ดวยแสงได้ดกว่าพืชชนิดอื่น ๆ จาก
่
่
การทดลองจนสามารถสรุปขันการตรึง CO2 ทีเรียกว่า Hatch-Slack Pathway หรือ C4้
dicarboxylic acid pathway ซึงเกิดในเซลล์มโซฟิล (Mesophyll Cell) ดังนี้
่
ี
เริมจากการตรึง CO2 ด้วยสารประกอบคาร์บอน 3 อะตอมกับ 1 หมู่ฟอสเฟต คือ
่
Phosphoenolpyruvic Acid (PEP) ได้เป็ น Oxaloacetic Acid (OAA) ซึงมีคาร์บอน 4
่
อะตอม และเปลียนต่อไปเป็ น Malic Acid หรือ Aspartic Acid ขึนอยู่กบชนิดของพืช โดย
่
้
ั
+
ใช้ NADPH + H
Malic Acid + NADP+
OAA + NADPH + H+
Malic Acid จะเปลียนเป็ น Pyruvic Acid และ CO2
่
Malic Acid + NADP+
440

Pyruvic Acid + CO2 + NADPH + H+
CU 474
Pyruvic Acid จะเปลียนเป็ น PEP โดยใช้ ATP ส่วน CO2 จะเข้ารวมกับ RuBP ใน
่
Chloroplast ของเซลล์บนเดิลชีท (Bundle Sheath Cell) ในวัฎจักรคัลวินต่อไป
ั
เนื่องจากสารชนิดแรกทีเกิดจากการตรึง CO2 ด้วย PEP เป็ นสารประกอบคาร์บอน
่
ี ่
4 อะตอม คือ OAA จึงนิยมเรียกการตรึง CO2 วิธน้ีวา C4 - pathway และเรียกพืชพวกนี้
ว่า พืช C4 (C4 - plant)

รูปที่ 10.2.10 Hatch - Slack Pathway ของพืช C4
(จาก George B. Johnson, 1995. The Living World หน้า 99)

ข้อแตกต่างระหว่างพืช C3 และ C4
ี
่
1. พืช C4 สามารถตรึง CO2 ได้ดกว่าพืช C3 มาก โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมทีม ี
่
ั
อุณหภูมสงจะมี CO2 ตํ่า พืช C4 จะเพิมความเข้มข้นของ CO2 ในเซลล์บนเดิลชีทได้
ิู
้
2. พืช C4 สามารถสังเคราะห์ดวยแสงในสภาพความเข้มแสงมาก ๆ ได้ ในขณะที่
้
ุ่ ่
่ํ
พืช C3 สังเคราะห์ดวยแสงได้มากทีสดทีระดับความเข้มแสงทีจากัด
CU 474

441
3. พืช C4 สังเคราะห์ดวยแสงทีอุณหภูมพอเหมาะ (Optimum) ค่อนข้างสูง คือ
้
่
ิ
่ ื
่ ่ี
ิ
30-40 C ในขณะทีพช C3 อยูทระดับอุณหภูมประมาณ 25 °C
่ ่ ้
ํ
4. ปริมาณ O2 ทีเพิมขึน (3-20 %) ไม่ทาให้ประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสงของ
ี
พืช C4 ลดลง แต่มผลในพืช C3
5. ในสภาพทีมแสงจ้าและอุณหภูมสงจะมีผลต่อการหายใจด้วยแสง (Photorespiration)
่ ี
ิู
ี
่
้
ในพืช C3 ทําให้มการสลายคาร์โบไฮเดรต ซึงเป็ นผลผลิตจากกระบวนการสังเคราะห์ดวย
แสง กรณีเช่นนี้จะไม่เกิดขึนในพืช C4
้
2. กลไก Crassulacean Acid Metabolism (CAM) Pathway พบในพืชทะเลทราย
ตระกูล Crassulaceae เช่น กุหลาบหินและพืชในสกุลอื่น ๆ เช่น กระบองเพชร สับปะรด
วานิลา และอากาเว่ เป็ นต้น
พืชทะเลทรายมีการปรับตัวโดยการลดรูปของปากใบ เพื่อป้องกันการสูญเสียนํ้ า
่
่
และปากใบจะปิดในเวลากลางวัน เปิดเวลากลางคืน CO2 จะเข้าสูใบทางปากใบไปทีเซลล์ม ี
โซฟิล มีการตรึง CO2 ด้วย Phosphoenolpyruvic Acid (PEP) ได้ Oxaloacetic Acid
(OAA) และเปลียนไปเป็ นกรดมาลิก (Malic Acid) ไปเก็บสะสมไว้ในแวคิวโอล เมือเริมมี
่
่ ่
แสงในเวลากลางวันปากใบจะปิ ดและมีการเคลื่อนย้ายกรดมาลิกออกจากแวคิว-โอล เพื่อ
่
ทําปฏิกรยาปล่อย CO2 ออกจากกรดมาลิก (Decarboxylation) เข้าสูกระบวนการตรึง CO2
ิิ
ในวัฎจักรคัลวินตามปกติ
จะเห็นได้ว่ากระบวนการ CAM - pathway พืชจะปิ ดปากใบในเวลากลางวัน
ทําให้มความเข้มข้นของ CO2 สูงมาก อัตราการหายใจด้วยแสงจึงลดลงตํ่ามาก และการ
ี
ตรึง CO2 ด้วย PEP เกิดในเวลากลางคืน เนื่องจากในเวลากลางวันมีแสง กรดมาลิกที่
ปล่อยออกจากแวคิวโอลจะยับยังการทํางานของเอนไซม์ทกระตุนการตรึง CO2 ด้วย PEP
้
่ี
้
ส่วนในเวลากลางคืนไม่มแสง กรดมาลิกจะไม่ยบยังการทํางานของเอนไซม์ทกระตุนการ
ี
ั ้
่ี
้
ตรึง CO2 ด้วย PEP จึงทํางานได้ตามปกติ
้
เนื่องจากการตรึง CO2 ด้วย PEP ของพืชบริเวณแห้งแล้ง หรือทะเลทราย พบครัง
แรกในพืชตระกูล Crassulaceae จึงเรียกพืชพวกนี้วา Crassulacean Acid Metabolism
่
Plant หรือ พืช CAM
°

442

CU 474
รูปที่ 10.2.11 การตรึง CO2 ด้วย PEP ของพืช CAM
(จาก โครงการตําราวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ มูลนิธิ สอวน. 2551, ชีววิทยา 2 หน้า 93)

การหายใจด้วยแสงของพืช (Photorespiration)
การหายใจด้วยแสงเป็ นวัฎจักรการตรึง O2 ด้วย RuBP และมีการปล่อย CO2
เช่นเดียวกับการหายใจตามปกติของพืช แต่การหายใจด้วยแสงทําให้พชสูญเสียคาร์บอนที่
ื
ตรึงไว้ โดยไม่มการสร้างพลังงานทีพชจะนําไปใช้ได้เพราะเป็ นกระบวนการทีเกิดพร้อมกับ
ี
่ ื
่
การตรึง CO2 ในวัฎจักรคัลวิน
การหายใจด้ว ยแสงมีก ารเปลี่ย นแปลงของสารเป็ น วงจรต่ อ เนื่ อ งกัน เรีย กว่ า
วัฎจักรกระบวนการหายใจด้วยแสง (Photorespiratory Carbon Oxidation Cycle ; PCO
ิิ
Cycle) เริมจากการตรึง O2 ด้วย RuBP โดยมีเอนไซม์ Rubisco เป็ นตัวเร่งปฏิกรยา
่
สร้าง 2 - phosphoglycolate ซึงจะถูก Hydrolysis ไปเป็ น Glycolate และออกจากคลอโร่
พลาสต์เข้าสู่ Peroxisome ทีน่ี Glycolate จะเกิด 2 ปฏิกรยาเปลียนไปเป็ น Glycine เพือ
่
ิิ
่
่
เข้าสู่ Mitochondria โดย 2 โมเลกุลของ Glycine จะเปลียนเป็ น Serine และ CO2 ซึงเป็ น
่
่
ปฏิกรยาทีมการสูญเสียคาร์บอนไป Serine จะกลับเข้าสู่ Peroxisome เพื่อเปลียนเป็ น
ิิ ่ ี
่
Glycerate กลับเข้าสูคลอโรพลาสต์ และเปลียนเป็ น Phosphoglycarate (PGA) 3 โมเลกุล
่
่
ในวัฎจักรคัลวิน
วัฎจักรกระบวนการหายใจด้วยแสง (PCO Cycle) เป็ นวัฎจักรทีทาให้พชสามารถ
่ ํ
ื
นํ าคาร์บอนจากโมเลกุลคาร์โบไฮเดรตที่ถูกออกซิไดซ์กลับมาใช้ได้ใหม่ โดยสร้างเป็ น
PGA (3C) 1 โมเลกุล จาก Phosphoglycolate (2C) 2 โมเลกุล และสูญเสียสารประกอบ
่
คาร์บอนในโมเลกุล CO2 1 โมเลกุล ซึงสรุปได้ว่าในวัฎจักร PCO นําคาร์บอนกลับคืนมา
CU 474

443
ได้ถง 75 % (3 อะตอมของ PGA 1 โมเลกุล จาก 4 อะตอม ของ Phosphoglycolate 2
ึ
โมเลกุล) โดยวัฎจักร PCO ต้องมีวฎจักรคัลวินเป็ นตัวนํา PGA ไปสร้าง RuBP
ั
ในคลอโรพลาสต์ แม้วา O2 และ CO2 ในรูปของสารละลายจะแข่งขันกันในการเข้า
่
จับกับเอนไซม์ Rubisco ในการทําปฏิกรยากับ RuBP และสารละลายทีมความเข้มข้นของ
ิิ
่ ี
O2 และ CO2 เท่ากัน Rubisco จะจับกับ CO2 ได้เร็วกว่าถึง 80 เท่าก็ตาม แต่เนื่องจาก
สารละลายในสภาวะสมดุลกับอากาศปกติทอุณหภูม ิ 25 °C จะมี O2 มากกว่า คือ 24 เท่า
่ี
้
จึงทําให้อตราการตรึง CO2 มากกว่าอัตราการตรึงของ O2 ประมาณ 3 เท่า เท่านัน
ั
สรุปได้ว่าวัฎจักรคัลวินและวัฎจักร PCO มีความสําคัญในการรักษาสมดุลของ
ี
คาร์บอนในพืช โดยวัฎจักรคัลวินมีการตรึง CO2 และปล่อย O2 พืชมีชวะมวล (Biomass)
ี
เพิมขึน ในขณะทีวฎจักร PCO มีการตรึง O2 และปล่อย CO2 พืชมีชวะมวลลดลง วัฎจักร
่ ้
่ั
ทัง 2 เกิดขึนในเซลล์เดียวกัน ในอัตราการตรึง CO2 3 ส่วน และการตรึง O2 1 ส่วน ทําให้
้
้
การตรึงคาร์บอนกับการสูญเสียคาร์บอนมีความสมดุล

รูปที่ 10.2.12 สมดุลของคาร์บอนในวัฎจักรคัลวินและวัฎจักร PCO ของพืช C3
(จาก โครงการตําราวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ มูลนิธิ สอวน. 2551, ชีววิทยา 2 หน้า 85)

ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง
1. แสงสว่าง (Light) อัตราการสังเคราะห์ดวยแสงของพืชขึนอยู่กบความเข้มของ
้
้
ั
แสง ช่วงคลื่นแสง และระยะเวลาการได้รบแสง สภาพความเข้มของแสงน้ อย แสงเป็ น
ั
ั
ป จ จัย จํา กัด ของการสังเคราะห์ด้ว ยแสง การเพิ่ม ความเข้ม ของแสงจึง ทํา ให้อ ต ราการ
ั
สังเคราะห์ดวยแสงเพิมขึน แต่ถาพืชได้รบแสงทีมความเข้มมากเป็ นเวลานานเกินไป จะทํา
้
่ ้
้
ั
่ ี
ให้ก ารสัง เคราะห์ด้ว ยแสงหยุ ด ลงได้ เนื่ อ งจากคลอโรฟิ ล ถู ก กระตุ้น มากเกิน ไป และ
ออกซิเจนทีเกิดขึนถูกใช้ไปในกระบวนการหายใจด้วยแสง (Photorespiration) ซึงมีการ
่
้
่
444

CU 474
สลายโมเลกุลของคาร์โบไฮเดรต ทําให้สญเสียคาร์บอน อัตราการสังเคราะห์ดวยแสงจึงไม่
ู
้
ตอบสนองต่อแสง
ั
่ ี
2. CO2 ความเข้มข้นของ CO2 ไม่เป็ นปจจัยจํากัดในเวลาทีมแสงมาก ในสภาวะที่
้
มี CO2 แต่แสงน้อย อัตราการสังเคราะห์ดวยแสงจะน้อย และทําให้ CO2 มากในเวลานาน
เกินไป อัตราการสังเคราะห์ดวยแสงจะสูงในตอนต้นของปฏิกรยาต่อจากนันจะลดลง
้
ิิ
้

รูปที่ 10.2.13 ความเข้มของแสงและปริมาณ CO2 ทีมอทธิพลต่อการสังเคราะห์ดวยแสง
่ ีิ
้

3. อุณหภูม ิ (Temperature) พืชจะมีการสังเคราะห์ดวยแสงได้ดท่อุณหภูม ิ
้
ี ี
°
ิู
พอเหมาะ (Optimum Temperature) คือ 30-35 C ถ้าอุณหภูมสงเกินไป เช่น 60 °C
เอนไซม์จะไม่ทํางาน เนื่องจากโปรตีนเสียสภาพ ถ้าอุณหภูมต่ําเกินไป เอนไซม์จะทํางาน
ิ
ไม่ดีเ ท่า ที่ค วร การแพร่ข อง CO2 เข้า สู่ใ บเกิด ช้า มาก นอกจากนี้ ย ง มีผ ลทางอ้อ ม คือ
ั
อุณหภูมสงอัตราการหายใจเพิมสูงขึน อัตราการสังเคราะห์ดวยแสงจะลดลง เพราะมีการ
ิู
่
้
้
สลายโมเลกุลคาร์โบไฮเดรตไปใช้ในการหายใจ

รูปที่ 10.2.14 กราฟแสดงปริมาณ CO2 ในบรรยากาศปกติ และสูงกว่าปกติทอุณหภูมต่าง ๆ มีอทธิพลต่อการ
่ี
ิ
ิ
สังเคราะห์ดวยแสงในพืชพวกมันฝรัง่
้

CU 474

445
4. เกลือแร่ ธาตุไนโตรเจน และแมกนีเซียม ของเกลือในดิน มีความสําคัญต่ออัตรา
การสังเคราะห์ด้วยแสง เนื่องจากเป็ นองค์ประกอบของคลอโรฟิ ล ถ้าขาดจะมีผลต่อการ
สร้างคลอโรฟิล ธาตุเหล็กแม้ไม่ใช้องค์ประกอบของคลอโรฟิลโดยตรงแต่กมผลต่อการสร้าง
็ ี
คลอโรฟิล ซึงขาดไม่ได้เช่นกัน
่
5. โครงสร้างของใบ
1) ใบของพืช มีโครงสร้างที่เอื้อต่อการรับแสง และแลกเปลียนแก๊ส เริมตังแต่
่
่ ้
เซลล์ชนนอกสุด คือ เอพิเดอร์มส จะปล่อยให้แสงส่องผ่านไปในใบได้ โดยเฉพาะใบพืชพืน
ั้
ิ
้
ป่าเขตร้อน เอพิเดอร์มสจะมีลกษณะคล้ายเลนส์นูน ซึงรวมแสงให้มความเข้ม แสงทีผ่าน
ิ
ั
่
ี
่
ไปทีคลอโรฟิลจึงมีความเข้มมากกว่าแสงนอกใบ
่
ชันมีโซฟิล มีเซลล์พาลิเสด ลักษณะเป็ นแท่งตัง จะดูดแสงส่วนหนึ่งโดยใช้สารสี
้
้
ั
ต่าง ๆ ในคลอโรพลาสต์ แสงส่วนทีเหลือจะผ่านเข้าสู่ช่องว่างในเซลล์สปนจี ซึ่งมีรูปร่าง
่
หลายแบบ ในช่องว่างที่มน้ํ าและอากาศจะช่วยให้แสงสะท้อนจากรอยต่อระหว่างนํ้ ากับ
ี
ั
อากาศไปหลายทิศทาง โอกาสการดูดแสงของเซลล์สปนจีมเี พิมขึน
่ ้
พืชทีอยู่บริเวณแสงมากจนอาจเป็ นอันตราย จะมีโครงสร้างพิเศษ เพื่อป้องกัน
่
การได้รบแสงมาก เช่น มีขน มีชนไขมันเคลือบ ช่วยในการสะท้อนกลับของแสง เป็ นต้น
ั
ั้
2) ใบพืชควบคุม การรับแสงโดยการเคลื่อนทีของคลอโรพลาสต์ในเซลล์ และ
่
การเคลื่อนไหวของใบ พืชพวกถัวและฝ้าย สามารถเคลื่อนใบตามแสงอาทิตย์ทําให้ได้รบ
่
ั
แสงมาก โดยเฉพาะช่วงเวลาเช้าและเย็น ซึ่งเป็ นช่วงทีอากาศมีความชืนและอุณหภูมต่ํา
่
้
ิ
กว่าตอนเทียงวัน ในขณะทีพชบางชนิดมีการเคลื่อนใบหลบหลีกแสงอาทิตย์ เพื่อลดการ
่
่ ื
ได้รบแสงมาก ซึงมักเป็ นกับพืชบริเวณขาดนํ้า
ั
่
3) พืชมีการปรับตัว ทังเซลล์ใบและลําต้น โดยพืชทีอยู่ในทีมแสงน้อย มักมีใบ
้
่
่ ี
หนาเพือเพิมชันเซลล์
่ ่ ้
4) การจัดโครงสร้างของเรือนพุ่ม โดยจัดเรียงตัวของใบ ลําต้น กิง และก้านใบ
่
ให้สามารถแข่งขันเพื่อรับแสง เช่น ใบมะละกอ มีกานใบยาว และจัดเรียงตัวรอบลําต้น จึง
้
ทําให้ใบทุกใบได้รบแสงเต็มที่
ั

446

CU 474
10.3 การสืบพันธุและการเจริญเติบโตของพืชดอก
์
(Flowering Plant Reproduction and Development)
การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก มีดอก (Flower) เป็ นอวัยวะทีทําหน้าที่
่
สืบพันธุ์ โดยทําหน้าทีสร้างเซลล์สบพันธุ์ คือ ละอองเรณู (Microspore) ซึ่งเป็ นเซลล์
่
ื
สืบพันธุเพศผูและไข่ (Egg) ซึงเป็ นเซลล์สบพันธุเพศเมียขึนมาผสมพันธุกนเป็ นเซลล์ ไซ
์
้
่
ื
์
้
์ ั
โกต (Zygote) และเพิมจํานวนโดยการแบ่งเซลล์ (Cell Division) ทีจะเติบโตและ
่
่
เปลียนแปลงเซลล์ไปทําหน้าทีเฉพาะ (Cell Growth and Differentiation) อย่างเป็ น
่
่
ขันตอน สร้างรูปร่าง (Form) ทีเหมาะสมกับหน้าที่ (Function) เฉพาะของต้นพืชทีเรียกว่า
้
่
่
การเจริญ (Development)

ดอกและส่วนประกอบของดอก
ดอก (Flower) คือ ส่วนทีเปลียนแปลงมาจากกิงและใบเพื่อทําหน้าทีสบพันธุและ
่ ่
่
่ ื
์
แพร่พนธุ์ เพื่อการดํารงพันธุ์มให้สูญสินไปจากโลก กิงทีเปลี่ยนมาเป็ นดอกจะมีปล้องสัน
ั
ิ
้
่ ่
้
มาก ซึงแตกต่างจากกิงทัวไปถือว่าเป็ นกิงพิเศษ เป็ นกิงทีการเจริญเติบโตมีขอบเขตจํากัด
่
่ ่
่
่ ่
คือ จะไม่มการเจริญทีสวนปลาย (Apical Growth) ต่อไปอีก ส่วนประกอบทีสาคัญของ
ี
่่
่ํ
ดอก ได้แก่ กลีบเลียง (Sepal) กลีบดอก (Petal) เกสรตัวผู้ (Stamen) และเกสรตัวเมีย
้
(Pistil) ทังหมดนี้เป็ นส่วนทีเปลียนแปลงมาจากใบ โดยกลีบเลี้ยงและกลีบดอกจัดเป็ น
้
่ ่
อวัยวะช่วยสืบพันธุ์ (Accessory Organs) ส่วนเกสรตัวผูและเกสรตัวเมีย จัดเป็ นอวัยวะ
้
สืบพันธุ์ (Reproductive Organs)
ตา (Bud) ทีให้กําเนิดดอกอาจเป็ นตาดอก (Flower Bud) ซึงจะเป็ นดอกอย่างเดียว
่
่
หรือตาผสม (Mixed Bud) คือ ตาทีเป็ นทังกิงใบและดอกร่วมกัน เกิดได้ทงทีปลายยอดหรือ
่
้ ่
ั้ ่
ั
ปลายกิงของลําต้น การพัฒนาตาไปเป็ นดอกของพืชต้องอาศัยปจจัยต่าง ๆ ทังภายนอก
่
้
ั
และภายในของพืช ปจจัยภายนอก ได้แก่ แสงสว่าง อุณหภูม ิ นํ้า แร่ธาตุ และสารอาหารที่
พืชสร้างขึน ปจจัยภายใน ได้แก่ อายุ พันธุกรรม และฮอร์โมนพืช
้ ั

CU 474

447
โครงสร้างของดอก (Structure of Flower)
ดอกทีมสวนประกอบครบ (Complete Flower) จะจัดเรียงตัวเป็ นชันหรือวงติดกัน
่ ี่
้
4 ชัน จากชันนอกเข้าไป ดังนี้
้
้

ก.
ข.
รูปที่ 10.3.1 ดอกไม้แสดงส่วนประกอบของดอกครบ (ก) และแผนภาพแสดงชันต่าง ๆ ของดอก (ข)
้

1. ชันกลีบเลียง (Calyx) ประกอบด้วย กลีบเลียง (Sepals) ดอกไม้ทวไป กลีบเลียงมี
้
้
้
ั่
้
สีเขียว แต่อาจมีสอ่นได้ มีผวเรียบ บางชนิดมีหนาม และขน ทําหน้าทีห่อหุมส่วนทีอยู่ขาง
ีื
ิ
่ ้
่ ้
ในไว้ทงหมด จึงช่วยป้องกันอันตราย ได้แก่ อุณหภูม ิ ความชืน รวมถึงแมลงและศัตรูอ่น ๆ
ั้
้
ื
พืชแต่ละชนิดมีกลีบเลี้ยงจํานวนไม่เท่ากัน ดอกไม้บางอย่างมีกลีบเลี้ยงติดกันเป็ นหลอด
หุมดอก (Synsepalous Flower) บางชนิดมีกลีบเลียงแยกกัน (Polysepalous Flower)
้
้
ดอกบางชนิดมีกลีบสีเขียวเป็ นเส้นเล็ก ๆ ทีใต้กลีบเลียง เรียกว่า ริวประดับ (Epicalyx)
่
้
้
2. ชันกลีบดอก (Corolla) ประกอบด้วย กลีบดอก (Petals) สีต่าง ๆ ซึงเกิดจาก
้
่
สารสีชนิดต่าง ๆ ทีอยู่ในเซลล์ บางชนิดมีกลินหอมทีเกิดจากนํ้ามันหอมระเหย (Essential
่
่
่
Oil) ทีกลีบดอกสร้างขึน บางชนิดมีต่อมนํ้ าหวาน (Nectary Gland) ทีโคนกลีบสร้าง
่
้
่
นํ้าหวาน (Nectar) ได้ ทังสี กลิน และนํ้าหวาน เป็ นสิงทีชวยล่อแมลงให้เข้ามาถ่ายละออง
้
่
่ ่ ่
เรณู (Pollination) พืชแต่ละชนิดมีกลีบดอกจํานวนไม่เท่ากัน แต่มกจะเท่ากับหรือทวีคูณ
ั
ของกลีบเลียง กลีบดอกอาจมีโคนกลีบเชือมติดกันหรือติดกันตลอดทังกลีบ (Synpetalous
้
่
้
Flower) หรือแยกกันเป็ นกลีบ ๆ หรือแยกเฉพาะปลายกลีบ (Polypetalous Flower)
3. ชันเกสรตัวผู้ (Androecium) ประกอบด้วย เกสรตัวผู้ (Stamen) ทําหน้าทีสร้าง
้
่
เซลล์สบพันธุ์เพศผู้ เกสรตัวผูมจํานวนแตกต่างกันในพืชแต่ละชนิด พวกทีมหลายอันอาจ
ื
้ ี
่ ี
ติดกันหรือแยกกัน และอาจมีสวนทีไปเชือมติดกับส่วนอื่นของดอกก็ได้ เกสรตัวผูแต่ละอัน
่ ่ ่
้
ประกอบด้วย ก้านเกสรตัวผู้ (Filament) มีลกษณะเป็ นเส้นเล็กยาว ตอนปลายมีอบเรณู
ั
ั
448

CU 474
(Anther) ลักษณะเป็ นทรงกระบอก กลมรี แบ่งเป็ น 2 พูตดกัน ภายในแต่ละพู ประกอบด้วย ถุง
ิ
เรณู (Pollen Sac) 2 ถุง อับเรณู 1 อัน จึงมีถุงเรณู 4 ถุง ภายในถุงมี Microspore Mother
Cell ทีจะทําหน้าทีสร้างละอองเรณู (Microspore หรือ Pollen Grain) ซึงมีลกษณะเป็ นเม็ด
่
่
่ ั
เล็ก ๆ จํานวนมาก ละอองเรณูทําหน้าทีเป็ นเซลล์สบพันธุเพศผู้ (Male Gametes) เมื่อ
่
ื
์
ละอองเรณูแก่ อับเรณูจะแตก ละอองเรณูจะปลิวออกมา และอาจตกลงบนยอดเกสรตัวเมีย
ทําให้เกิดการผสมพันธุได้
์
4. ชันเกสรตัวเมีย (Gynaecium) ประกอบด้วย เกสรตัวเมีย (Pistil or Carpel)
้
เป็ นส่วนที่อยู่ในสุดของดอก ทําหน้ าที่สร้างเซลล์สบพันธุ์เพศเมีย ส่วนล่างสุดของเกสร
ื
ตัวเมีย คือ รังไข่ (Ovary) มีลกษณะเป็ นกระเปาะพองโต ถัดขึนมาเป็ นก้านเกสรตัวเมีย
ั
้
(Style) ซึ่งอาจจะยาวหรือสันขึนอยู่กบชนิดของพืชทีปลายสุดของก้านเกสรตัวเมีย คือ
้ ้
ั
่
ยอดเกสรตัวเมีย (Stigma) มักมีน้ําเหนียว ๆ สําหรับยึดติดกับละอองเรณู ดอกบางชนิด
ไม่มกานเกสรตัวเมีย ยอดเกสรตัวเมียจึงติดอยู่บนรังไข่ (Sessile Stigma) พืชบางชนิดมี
ี ้
เกสรตัวเมียหลายอัน เช่น จําปี จําปา กุหลาบ เป็ นต้น
รังไข่ (Ovary)
เป็ นส่วนที่สร้างเซลล์สบพันธุ์ของพืชโดยภายในรังไข่มโอวุล
ื
ี
(Ovule) ซึงภายในมี Megaspore Mother Cell ทีจะทําหน้าทีสร้างเซลล์สบพันธุเพศเมีย
่
่
่
ื
์
คือ เซลล์ไข่ (Egg Cell) โอวุล เป็ นโครงสร้างทีประกอบด้วยผนังโอวุล (Integument) 1-2
่
ชัน โดยมีรูเปิ ดเล็ก ๆ เรียกว่า ไมโครไพล์ (Micropyle) อยู่ด้านตรงข้ามกับก้านโอวุล
้
(Funiculus) ภายในมีกลุ่มเซลล์นิวเซลลัส (Nucellus) ซึ่งจะเจริญและพัฒนาเป็ น
Megaspore Mother Cell ทีจะสร้างเซลล์ไข่ ต่อไป
่
ส่วนประกอบของดอกทัง 4 ชันติดตังบนฐานรองดอก (Receptacle) ซึงติดต่อกับ
้
้
้
่
ก้านดอก (Pedicel หรือ Peduncle) การติดตังของรังไข่บนฐานรองดอกมีแบบต่าง ๆ
้
ได้แก่
1. Superior Ovary คือ รังไข่ทอยู่บนฐานรองดอกในตําแหน่งทีสงกว่าส่วนประกอบ
่ี
ู่
อื่น ๆ ของดอก คือ กลีบเลียง กลีบดอกและเกสรตัวผู้
้
2. Inferior Ovary คือ รังไข่ทอยู่บนฐานรองดอกในตําแหน่ งทีต่ํากว่ากลีบเลียง
่ี
่
้
กลีบดอกโดยมีผนังรังไข่ เชือมติดกับส่วนประกอบของดอก
่
3. Half Inferior หรือ Subinferior Ovary คือ รังไข่ทตดตังบนฐานรองดอกใน
่ี ิ ้
ลักษณะกิงใต้ชนกลีบเลียง กลีบดอก และเกสรตัวผู้ เนื่องจากลักษณะฐานรองดอกเป็ นรูป
่ ั้
้
ถ้วย
CU 474
449
รูปที่ 10.3.2 รังไข่ชนิดต่าง ๆ
(จาก โครงการตําราวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ มูลนิธิ สอวน. 2551, ชีววิทยา 1)

ประเภทของดอก (Type of Flower)
1. จําแนกตามส่วนประกอบของดอก แบ่งได้เป็ น 2 ชนิด ได้แก่
ดอกสมบูรณ์ (Complete Flower) คือ ดอกทีมสวนประกอบครบทัง 4 ชัน
่ ี่
้
้
ดอกไม่สมบูรณ์ (Incomplete Flower) คือ ดอกทีมสวนประกอบไม่ครบทัง
่ ี่
้
4 ชัน
้
2. จําแนกตามลักษณะของเพศ แบ่งได้เป็ น 2 ชนิด ได้แก่
ดอกสมบูรณ์เพศ (Perfect Flower) คือ ดอกทีมทงเกสรตัวผูและเกสรตัวเมียอยู่ใน
่ ี ั้
้
ดอกเดียวกัน เช่น พูระหง กุหลาบ บัว เฟื่องฟ้า เป็ นต้น
่
ดอกไม่สมบูรณ์เพศ (Imperfect Flower) คือ ดอกทีมเี กสรตัวผูหรือเกสรตัวเมีย
่
้
เพียงอย่างเดียว ดอกทีมเี กสรตัวผูเรียกว่า ดอกเพศผู้ (Staminate Flower) ดอกทีมเี กสร
่
้
่
ตัวเมีย เรียกว่า ดอกเพศเมีย (Pistillate Flower)
พืชทีมดอกเพศผู้ และดอกเพศเมียอยู่ในต้นเดียวกัน เรียกว่า พืชแยกเพศร่วมต้น
่ ี
(Monoecious Plant) เช่น หมาก มะพร้าว ข้าวโพด เป็ นต้น ส่วนพืชทีมดอกเพศผูและ
่ ี
้
ั
ดอกเพศเมีย อยูกนคนละต้น เรียกว่า พืชแยกเพศต่างต้น (Dioecious Plant) เช่น ฟกทอง
่ ั
3. จําแนกตามจํานวนดอก แบ่งได้แป็ น 2 ชนิด ได้แก่
ดอกเดียว (Solitary Flower) คือ ดอกเดียวบนก้านดอกเดียว
่
่
ดอกช่อ (Inflorescence Flower) คือ กลุ่มดอกบนก้านดอกเดียวกันแต่ละดอก
ย่อย (Floret) จะมีกานดอกย่อย (Pedicel) ติดอยูบนก้านของช่อดอก
้
่
4. จําแนกตามการติดตังบนฐานรองดอก แบ่งได้เป็ น 3 ชนิด ได้แก่
้
450

CU 474
Hypogenous Flower คือ ดอกทีมฐานรองดอก นูนสูง เกสรตัวเมียจึงอยูสงกว่า
่ ี
่ ู
ส่วนของกลีบเลียง กลีบดอกและเกสรตัวเมีย ดอกชนิดนี้จงมีรงไข่ชนิด Superior Ovary
้
ึ ั
Epigynous Flower คือ ดอกทีสวนของกลีบเลียง กลีบดอก และเกสรตัวผูตดบน
่่
้
้ ิ
ฐานรองดอกทีอยู่เหนือเกสรตัวเมีย เป็ นดอกทีมรงไข่ชนิด Inferior Ovary ได้แก่ แตงกวา
่
่ ีั
ั
บวบ ฟกทอง ชมพู่ เป็ นต้น
Perigynous Flower คือ ดอกทีมสวนของกลีบเลียง กลีบดอกและเกสรตัวผูอยู่
่ ี่
้
้
ติดบนฐานรองดอกในระดับเดียวกับรังไข่ เพราะลักษณะที่โค้งรูปถ้วยของฐานรองดอก
ดอกชนิดนี้รงไข่เป็ นได้ 2 แบบ คือ Half Superior Ovary และ Half Inferior Ovary ขึนอยู่
ั
้
กับลักษณะของฐานรองดอก

รูปที่ 10.3.3 แผนภาพชนิดของดอกตามการติดตังบนฐานรองดอก Hypogenous Flower (ก)
้
Epigynous Flower (ข) Perigynous Flower (ค,ง และ จ)
(จาก โครงการตําราวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ มูลนิธิ สอวน. 2551, ชีววิทยา 1)

การสร้างเซลล์สืบพันธุในพืชดอก
์
การสร้างเซลล์สืบพันธุเพศผูหรือไมโครสปอร์ (Microspore genesis)
์
้
การสร้างเซลล์สบพันธุเพศผูของพืชดอก เกิดขึนภายใน Pollen Sac ของอับเรณู
ื
์
้
้
(Anther) โดยกลุมเซลล์ Microspore Mother Cell ซึงเป็ นเซลล์เนื้อเยื่อเจริญ (Meristematic
่
่
Cell) ทีม ี 2 n โครโมโซมจะแบ่งตัวแบบไมโอซิสได้ไมโครสปอร์ 4 เซลล์ (4 Microspore
่
Cell) ทีเป็ นเซลล์ n โครโมโซม แต่ละเซลล์จะแบ่งนิวเคลียสแบบไมโตซิส 1 ครัง ได้ 2
่
้
นิวเคลียสทีเป็ น n โครโมโซม นิวเคลียสอันหนึ่ง คือ Generative Nucleus อีกนิวเคลียส
่
คือ Tube Nucleus (ซึงต่อไป Generative Nucleus จะแบ่งไมโตซิสอีก 1 ครัง ได้เป็ น 2
่
้
Sperm Nucleus เพื่อทีจะไปผสมกับไข่และโพลาร์นิวเคลียส ต่อไป) ในขณะเดียวกัน
่
Microspore ก็สร้างผนังให้หนาขึน ผนังชันนอกอาจมีการพัฒนาไปเป็ นลักษณะต่าง เช่น
้
้
CU 474

451
เป็ นหนามเล็ก ๆ Microspore
ละอองเรณู (Pollen Gain)

ระยะนี้จะมีรูปร่างต่าง ๆ ตามชนิดของพืชและเรียกว่า

ก.

ข.
รูปที่ 10.3.4 การสร้าง Microspore ของอับเรณู (ก)
การแบ่งไมโอซิสของ Microspore (Pollen) Mother Cell และไมโตซิสของ Microspore (ข)

การสร้างเซลล์สืบพันธุเพศเมีย หรือเมกะสปอร์ (Megaspore genesis)
์
การสร้างเซลล์สบพันธุเพศเมีย คือ เซลล์ไข่ของพืชดอก เกิดในโอวุลซึงอยู่ในรังไข่
ื
์
่
กลุมเซลล์ในโอวุลทีเรียกนิวเซลลัส (Nucellus) ทีอยูคอนไปทางด้านไมโครไพล์ มีเซลล์ขนาด
่
่
่ ่ ่
ใหญ่ คือ Megaspore Mother Cell (2n) แบ่งตัวแบบไมโอซิสได้ 4 เซลล์ คือ Megaspore
Cell (n) เรียงตัวในแนวตัง ต่อมา 3 เซลล์ ทางไมโครไพล์ สลายตัวไป 1 Megaspore ที่
้
เหลือเจริญขึนและแบ่งนิวเคลียสแบบไมโตซิส 3 ครัง ได้ 8 นิวเคลียสทีไม่มผนังหุม และ
้
้
่ ี
้
จัดแบ่งเป็ น 2 กลุ่ม ๆ ละ 4 นิวเคลียส แยกกันไปอยู่ทางด้านไมโครไพล์ กับด้านตรงข้าม
ไมโครไพล์ คือ คาลาซา (Chalaza) ต่อมานิวเคลียสของแต่ละกลุ่มจะมารวมกันบริเวณ
กลาง เกิดเป็ นนิวเคลียส 3 กลุ่ม ระยะนี้ Megaspore จะมีสภาพเป็ นถุงต้นอ่อน (Embryo
Sac) กลุ่มนิวเคลียส 2 กลุ่มทีไมโครไพล์และคาลาซา จะมีเยื่อบาง ๆ แบ่งไซโตพลาสซึม
่
เกิดเป็ นเซลล์ คือ 3 Anti Podal Cell อยู่ทางด้านคาลาซา ด้านไมโครไพล์ ประกอบด้วย
เซลล์ไข่ (Egg Cell) ซึงมีขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง และ 2 Synergid Cell อยู่ 2 ข้างของ
่
เซลล์ไข่ 2 นิวเคลียสทีอยู่ตรงกลาง คือ Polar Nuclei ซึ่งต่อมาจะรวมกันเป็ น 2 n
่
โครโมโซม และเปลียนเป็ น Endosperm Mother Cell ดังนันเมือสินสุดกระบวนการสร้าง
่
้ ่ ้
452

CU 474
เซลล์สบพันธุเพศเมีย ภายใน Embryo Sac จึงมีเซลล์ทงหมด 7 เซลล์ ทีเปลียนแปลงมาก
ื
์
ั้
่ ่
จาก 8 นิวเคลียส โดยมีเซลล์ไข่ (Egg Cell) เป็ นเซลล์สบพันธุเพศเมีย (Female Gamete)
ื
์

รูปที่ 10.3.5 การสร้างเซลล์สบพันธุเพศเมียของพืชดอก
ื
์

การถ่ายละอองเรณู (Pollination)
การถ่ายละอองเรณู คือ การทีละอองเรณูตกลงบนยอดเกสรตัวเมีย โดยมีขนหรือ
่
สารเหนียวทียอดเกสรตัวเมีย เป็ นตัวช่วยยึดจับเอาไว้
่
เมือละอองเรณูแก่เต็มที่ ผนังของ Pollen Sac จะฉีกขาดพร้อมกับอับเรณูแตกออก
่
ทําให้ละอองเรณูปลิวออกมา การถ่ายละอองเรณูจาเป็ นต้องอาศัยสือ (Pollinating Agent)
ํ
่
พาไป ซึงมีหลายชนิด ได้แก่
่
ลม พืชทีละอองเรณูตองอาศัยลมพาไป มักมีดอกขนาดเล็ก กลีบดอกไม่สวย ไม่มส ี
่
้
ี
ไม่มต่อมนํ้าหวานทีจะดึงดูดแมลง ดอกพวกนี้ละอองเรณูแห้งและเบาบาง ชนิดมีปีกช่วยให้
ี
่
ปลิวไปได้ไกล ขณะเดียวกัน ยอดเกสรตัวเมียของพืชทีตองอาศัยลมในการถ่ายละอองเรณู
่ ้
มักจะมีโครงสร้างช่วยยึดเกาะ เช่น มีขนมาก มีกงแตกเป็ นแขนงเล็ก ๆ มีสารเหนียว เป็ น
ิ่
ต้น พืชพวกนี้ ได้แก่ หญ้า ข้าว
CU 474

453
แมลง แมลงมากชนิดอาศัยนํ้ าหวานจากดอกไม้เป็ นแหล่งอาหาร การเข้ามาดูด
นํ้าหวานทําให้ละอองเรณูตดตัวไปตกบนยอดเกสรตัวในดอกเดียวกันหรืออื่น ๆ ได้ แมลง
ิ
ทีเป็ นสือมากทีสด คือ ผึงและผีเสือ จึงได้ชอว่าเป็ นแมลงนักผสมพันธุพช
่
่
ุ่
้
้
่ื
์ ื
นอกจากนี้ ยังมีน้ําเป็ นสือในการถ่ายละอองเรณูทสาคัญของพืชนํ้า รวมถึงสัตว์อ่น ๆ
่
่ี ํ
ื
เช่น นก หอยทาก ก็มสวนช่วยในการถ่ายละอองเรณู
ี่

รูปที่ 10.3.6 การถ่ายละอองเรณูโดยมีแมลงเป็ นสือ
่

การถ่ายละอองเรณูของพืช เกิ ดได้ 2 แบบ คือ
1. Self Pollination คือ การถ่ายละอองเรณูในดอกเดียวกัน หรือต่างดอกในต้น
เดียวกัน หรือ ต่างดอกต่างต้นทีเป็ นพันธุบริสทธิ ์ ในพืชทีเป็ นสายพันธุเดียวกัน
่
์ ุ
่
์
2. Cross Pollination คือ การถ่ายละอองเรณูในพืชต่างต้นทีมคุณสมบัตทาง
่ ี
ิ
กรรมพันธุต่างกัน โดยเป็ น Species เดียวกัน หรือต่าง Species ต่าง Genus กันก็ได้
์
การปฏิ สนธิ (Fertilization)
เมือละอองเรณูตกลงบนยอดเกสรเพศเมีย จะได้รบความชืนและอาหารพวกนํ้าตาล
่
ั
้
จากยอดเกสรเพศเมีย งอกหลอดเรณู (Pollen Tube) อัตราความเร็วในการงอกแตกต่าง
กันในพืชแต่ละชนิด ซึงอาจใช้เวลาเป็ นวัน สัปดาห์ หรือเดือน หลังการถ่ายละอองเรณูกได้
่
็
หลอดเรณูจะแทงลงไปในเนื้อเยือของยอดเกสรเพศเมีย ผ่านไปตามก้านเกสรเพศเมีย เพือ
่
่
นํา Generative Nucleus ไปทีโอวุล เมือหลอดเรณูมาถึงโอวุล จะเข้าสู่ Embryo Sac ทาง
่
่
ไมโครไพล์ Tube Nucleus จะสลายไปพร้อมกับปลายหลอดเรณูแตกออก ซึงก่อนหน้านี้
่
Generative Nucleus จะแบ่งตัวแบบไมโตซิส ได้เป็ น 2 Nuclei ทีเรียกว่า Sperm Nucleus
่
เมื่อปลายหลอดเรณูแตกออก Sperm Nucleus ทัง 2 จะเข้าสู่ Embryo Sac Sperm
้
Nucleus หนึ่งจะผสมกับไข่ได้เป็ นไซโกต (Zygote) (2n) Sperm Nucleus อีกอันหนึ่งจะ
ผสมกับ Polar Nuclei ได้เป็ น Primary Endosperm Cell (3n) ไซโกตจะเจริญต่อไปเป็ น
Embryo ในขณะที่ Primary Endosperm Cell เจริญต่อไปเป็ น Endosperm Tissue ทํา
454

CU 474
หน้าทีสะสมอาหารให้ Embryo ส่วน Antipodal และ Synergid Cell จะสลายตัวไป จะเห็น
่
ว่ า มี ก ารเกิ ด การผสม 2 ครัง เรี ย กการผสมพัน ธุ์ น้ี ว่ า การปฏิ ส นธิ ซ้ อ น (Double
้
Fertilization) ซึงจะเกิดขึนกับพืชดอกเท่านัน
่
้
้

รูปที่ 10.3.7 การปฏิสนธิในพืชดอก
(จาก โครงการตําราวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ มูลนิธิ สอวน. 2551, ชีววิทยา 1)

การเจริญเติบโตของพืชหลังการปฏิสนธิ
หลังจากเกิดการปฏิสนธิแล้ว โอวุล หรือ ถุงเอมบริโอ (Embryo Sac) จะเจริญไป
เป็ นเมล็ด (Seed) โดยรังไข่เจริญไปเป็ นผล (Fruit) ซึงมีเนื้อเยื่อรังไข่ทห่อหุมโอวุลเป็ นเนื้อ
่
่ี ้
ของผลหุมเมล็ด ไซโกตจะแบ่งเซลล์เติบโตและเปลียนแปลงไปเป็ นกลุ่มเนื้อเยื่อ สร้างรูป
้
่
เป็ นตัวอ่อน (Embryo) โดยมี Primary Endosperm เปลียนแปลงเป็ นเนื้อเยื่อเอนโด่
สเปอร์ม สะสมอาหารในเมล็ดเพือให้ตนอ่อนใช้ในขณะงอกเป็ นต้นกล้า
่
้
โครงสร้างของผล (Structure of Fruit)
รังไข่ทเี่ จริญมาเป็ นผล จะมีผนังรังไข่ เจริญขึนมาเป็ นผนังของผล หรือ เปลือกของ
้
ผล (Pericarp) ซึ่งอาจมีความหนามากน้อยต่างกันตามชนิดของผล บางชนิดอาจเป็ น
เนื้อเยือทีรบประทานได้ เปลือกของผลแบ่งเป็ น 3 ชัน ได้แก่
่ ่ั
้
1. เปลือกชันนอก (Exocarp) ส่วนใหญ่เป็ นเนื้อเยื่อเอพิเดอร์มสเพียงชันเดียว
้
ิ
้
เป็ นชันบาง ๆ แต่ผลบางชนิดก็มหลายชัน ผลบางชนิดอาจมีหนาม ขน และบางชนิดมี
้
ี
้
ต่อมนํ้ามัน มีปากใบ
2. เปลือกชันกลาง (Mesocarp) เป็ นเนื้อเยื่อบาง ๆ ประกอบด้วย Vascular
้
Bundle บางชนิดเป็ นเนื้อเยืออ่อนนุ่มรับประทานได้ แต่บางชนิดแข็งรับประทานไม่ได้
่
CU 474

455
3. เปลือกชันใน (Endocarp) เป็ นเนื้อเยื่อที่ประกอบด้วย เซลล์ชนเดียว หรือ
้
ั้
หลายชัน บางชนิดเป็ นเนื้อนุ่มรับประทานได้
้
Pericarp ของผลบางชนิด อาจแยกเป็ นชันต่าง ๆ เห็นได้ชด เช่น มะม่วง มะพร้าว
้
ั
พุทรา เป็ นต้น แต่ผลบางชนิดชันทัง 3 ของ Pericarp เชือมติดกันจนแยกไม่ออก เช่น
้ ้
่
ข้าวโพด พริก Pericarp ของผลบางชนิดแห้งและแข็ง เช่น ถัวลิสง ถัวเหลือง บางชนิดแข็ง
่
่
และเหนียว เช่น เปลือกและกะลามะพร้าว
ชนิ ดของผล
ผลแบ่งได้เป็ น 3 กลุมใหญ่ ๆ ได้แก่
่
1. ผลเดียว (Simple Fruit) คือ ผลทีเปลียนแปลงมาจากรังไข่เดียวของดอกเดียว
่
่ ่
่
หรือดอกช่อ ใน 1 รังไข่น้ีอาจประกอบด้วย คาร์เพล (Carpel) เดียวหรือหลายคาร์เพลที่
เชื่อมติดกัน เช่น มะเขือ องุ่น ละมุด กล้วย ฝรัง ฟก แตง เป็ นต้น ผลเดี่ยวจําแนกตาม
่ ั
ลักษณะของ Pericarp ได้เป็ น 2 ชนิด คือ ผลสด (Fleshy Fruit) คือ ผลทีม ี Pericarp
่
ส่วนใหญ่หรือทังหมดเป็ นเนื้ออ่อนนุ่ม และผลแห้ง (Dry Fruit) คือ ผลชนิดทีมเี ปลือกแห้ง
้
่
เมือผลแก่ซงเปลือกอาจจะแตกได้เองหรือไม่แตก
่
่ึ
2. ผลกลุ่ม (Aggregate Fruit) คือ ผลทีเปลียนแปลงมาจากกลุ่มของรังไข่ทอยู่ใน
่ ่
่ี
ดอกเดียวทีอยู่บนฐานรองดอกเดียวกัน รังไข่แต่ละอันเป็ นผลย่อยหนึ่งผลอยู่อดกันแน่นจน
่ ่
ั
เห็นเป็ นผลเดียวขนาดใหญ่ เช่น น้อยหน่ า ผลบางอย่างผลย่อยแยกกันเป็ นผลเล็ก ๆ เช่น
่
กระดังงา การะเวก บางชนิดผลคือส่วนของฐานรองดอก เช่น สตรอเบอรี่ ฐานรองดอก
เติบโตขึนมากลายเป็ นเนื้อรับประทานได้ โดยมีผลทีแท้จริงเป็ นผลย่อย ๆ ติดอยู่ใกล้กบผิว
้
่
ั
นอก
3. ผลรวม (Multiple Fruit) คือ ผลทีเปลียนแปลงมาจากกลุ่มรังไข่ของดอกทังช่อ
่ ่
้
เชื่อมรวมกันแน่ น รังไข่ท่ีเจริญเป็ นผลย่อยจะเชื่อมรวมกันแน่ นจนเป็ นผลเดีย ว ได้แ ก่
สับปะรด ขนุน สาเก ยอ หม่อน มะเดือ
่

456

CU 474
ก

ข

ค

รูปที่ 10.3.8 ชนิดของผล ผลเดียว (ก) ผลกลุม (ข) และผลรวม (ค)
่
(จาก โครงการตําราวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ มูลนิธิ สอวน. 2551, ชีววิทยา 1)

เมล็ด (Seed)
เมล็ด คือ โอวุลทีแก่แล้วเจริญเติบโตขึนหลังจากการปฏิสนธิ มีสวนประกอบ ดังนี้
่
้
่
1. เปลือกเมล็ด (Seed Coat) เป็ นส่วนทีอยู่ชนนอก เกิดจากผนังโอวุล (Integument)
่ ั้
ทําหน้าทีป้องกันอันตรายและการสูญเสียความชืนจากเนื้อเยื่อของเมล็ด ส่วนมากมี 2 ชัน
่
้
้
คือ ชันนอก (Testa) เปลียนแปลงมาจาก Outer Integument มักหนา เหนียว และชันใน
้
่
้
(Tegmen) เปลียนแปลงมาจาก Inner Integument เป็ นเยื่อบาง ๆ บนเปลือกเมล็ดมีรอย
่
แผลเป็ น (Hilum) ทีมรไมโครไพล์ ซึงเป็ นทางผ่านของ Pollen Tube มาก่อน เปลือกเมล็ด
่ ีู
่
อาจมีการเปลียนแปลงไปในพืชบางอย่าง เช่น เปลือกเมล็ดชันนอกของทุเรียน ลินจี่ ลําไย
่
้
้
เงาะ เปลียนเป็ นเนื้อนุ่ มหุมเมล็ด เป็ นส่วนทีรบประทานได้ ในพวกแคแสด กระเทียมเถา
่
้
่ั
เปลียนแปลงเปลือกเมล็ดเป็ นแผ่นบาง ๆ ติดกับเมล็ด ทําให้ปลิวไปได้ไกล ช่วยในการแพร่
่
พันธุ์ เป็ นต้น
2. เอมบริโอ (Embryo) เป็ นส่วนทีเจริญมาจากไซโกต ประกอบด้วย 3 ส่วน
่
1) ใบเลียง (Cotyledon) มีหน้าทีสะสมอาหารไว้เลียงต้นอ่อน โดยทําการย่อย
้
่
้
และดูดซึมอาหารที่อยู่รอบ ๆ คือ เอนโดสเปอร์มมาเก็บไว้ พืช บางชนิดใบเลี้ย งสะสม
อาหารไว้ม าก ทํ า ให้ใ บเลี้ย งมีล ัก ษณะหนา ในเมล็ด จึง ไม่ ม ีเ อนโดสเปอร์ม เหลือ อยู่
พืชบางชนิดใบเลียงสะสมอาหารมากใบจึงบาง เมล็ดจะมีเอนโดสเปอร์มมาก นอกจากนี้ใบ
้
CU 474

457
เลียงยังป้องกันยอดอ่อนและช่วยในการสังเคราะห์ดวยแสง เพื่อเลียงต้นกล้าในระยะทียง
้
้
้
่ ั
ไม่มใบแท้ เพราะใบเลียงมีคลอโรฟิล
ี
้
2) ลําต้นอ่อน (Caulicle) เป็ นแกนกลางมี 2 บริเวณ คือ บริเวณที่อยู่เหนือ
ใบเลียงขึนไป เรียกว่า เอพิคอทิล (Epicotyl) ซึงบริเวณปลายสุดเป็ นส่วนของยอดแรกเกิด
้ ้
่
(Plumule) ในพืชใบเลียงเดียวจะมีเยื่อบาง ๆ หุม เรียกว่า Coleoptile ส่วนบริเวณทีอยู่ใต้
้ ่
้
่
ใบเลียงลงมา เรียกว่า ไฮโปคอทิล (Hypocotyl) ซึงปลายสุดเป็ นรากแรกเกิด (Radicle) ซึง
้
่
่
จะเจริญไปเป็ นรากแก้ว (Primary Root) ต่อไป ในพืชใบเลียงเดียวจะมีเยื่อบาง ๆ หุมราก
้ ่
้
แรกเกิด เรียกว่า Coleorhiza
3. เอนโดสเปอร์ม (Endosperm) เป็ นเนื้อเยื่อของเมล็ดทีเจริญมาจาก Primary
่
Endosperm Cell (3n) เพือสะสมอาหารไว้ให้ตนอ่อนใช้ในระยะแรกของการงอก อาหารที่
่
้
สะสมมีทงคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน และสารอื่น ๆ มีทงชนิดที่เป็ นของเหลว (Liquid
ั้
ั้
Endosperm) เช่น นํ้ ามะพร้าว นํ้ าลูกตาล นํ้ าลูกหมาก และชนิดทีเป็ นของแข็ง (Fleshy
่
Endosperm) เช่น เนื้อมะพร้าว เนื้อลูกตาล เนื้อลูกหมาก เป็ นต้น

ก.
ข.
รูปที่ 10.3.9 ส่วนประกอบของเมล็ด : เมล็ดพืชใบเลียงคู่ (ก) เมล็ดพืชใบเลียงเดียว (ข)
้
้ ่

การเจริ ญระยะเอมบริ โอของพืชดอก
การเติบโตของเอมบริโอเกิดอยู่ภายใน โดยเริมจากไซโกตแบ่งไมโตซิสครังแรกได้
่
้
2 เซลล์ เซลล์ทอยูตดไมโครไพล์เรียกว่า เบซัล (Basal Cell) และเซลล์ทอยู่ห่างไมโครไพล์ คือ
่ี ่ ิ
่ี
เทอร์มนล (Terminal Cell) เซลล์เบซัลจะแบ่งไมโตซิสอีกหลายครังในแนวเดียว เซลล์เรียง
ิ ั
้
ตัวเป็ นแถวเดียวยาว โดยเซลล์ล่างสุดขยายใหญ่กว่าเซลล์อ่น ๆ ทีแบ่งได้น้ีเป็ น ซัสเปน
ื
่
เซอร์ (Suspensor) สําหรับยึดเอมบริโอให้ตดกับ Embryo Sac ส่วนเซลล์เทอร์มนลจะ
ิ
ิ ั
แบ่ ง ตัว เป็ น 2 แนวทาง คือ แนวตัง และแนวนอน ทํา ให้ไ ด้ก ลุ่ ม เซลล์เ ป็ น รูป ทรงกลม
้
458

CU 474
(Globular)
อยู่ท่ปลายสุดของซัสเปนเซอร์ กลุ่มเซลล์น้ีจะพัฒนาไปเป็ นเอมบริโอ
ี
(Globular Embryo) โดยเซลล์จะเติบโตและจัดกลุ่มเป็ นเนื้อต่าง ๆ สร้างรูปของต้นอ่อน ที่
ประกอบด้วย ใบเลียงและต้นอ่อน
้

ก.
ข.
รูปที่ 10.3.10 การเจริญของต้นอ่อนในเมล็ดพืชใบเลียงคู่ (ก) และพืชใบเลียงเดียว (ข)
้
้ ่

การงอกของเมล็ด (Seed Germination)
การงอกของเมล็ด คือ การกลับคืนสู่สภาพการเจริญเติบโตของเมล็ดโดยเอมบริโอพ้น
จากระยะการพักตัว (Dormancy) เริมมีกจกรรมของชีวตเจริญงอกออกมาจากเมล็ดและ
่ ิ
ิ
เปลียนแปลงเป็ นต้นใหม่
่
ั
การงอกของเมล็ดต้องการปจจัยทีจาเป็ น ได้แก่
่ํ
1. นํ้า เมล็ดจะงอกได้ตองอยู่ในสภาพทีมความชืนทีพอเหมาะ นํ้าช่วยทําให้เปลือก
้
่ ี
้ ่
เมล็ดอ่อนนุ่ ม ทําให้ตนอ่อนสามารถดันทะลุเปลือกออกมาได้ ช่วยทําให้ออกซิเจนผ่านเข้า
้
สู่เมล็ดได้ง่าย นํ้ าที่เข้าสู่เมล็ดช่วยละลายสารในโปรโตพลาสซึมเจือจางลงจนทํางานได้
และช่วยในการนํ าสารอาหารทีสะสมจากเอนโดสเปอร์มไปเลียงส่วนต่าง ๆ ของเอมบริโอ
่
้
ได้
2. ออกซิเจน การงอกของเมล็ดต้องใช้พลังงานเพื่อการแบ่งเซลล์ การเพิมขนาด
่
ของเซลล์จงจําเป็ นต้องใช้ออกซิเจนในการเผาผลาญอาหารที่สะสมอยู่ในเมล็ด พลังงาน
ึ
CU 474
459
บางส่วนจะเปลียนเป็ นความร้อน ดังนันขณะเมล็ดงอกจึงเกิดความร้อนด้วย เมล็ดจะงอก
่
้
ได้ดทปริมาณออกซิเจน 20 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่า สําหรับพืชนํ้าทีมปริมาณออกซิเจนตํ่า
ี ่ี
่ ี
แต่สามารถงอกได้ดี เพราะเมล็ดหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Respiration)
3. อุณหภูม ิ พืชแต่ละชนิดต้องการอุณหภูมสาหรับการงอกของเมล็ดทีแตกต่างกัน
ิํ
่
พืช เขตร้อ นต้อ งการอุ ณ หภู ม ิสูง กว่า พืชเขตหนาว แต่ อุ ณ หภู ม ิท่ีพ อเหมาะ (Optimum
Temperature) ของเมล็ดพืชทัวไปอยูระหว่าง 20-30 องศาเซลเซียส
่
่
ั
นอกจากนี้พชบางชนิดอาจต้องการปจจัยอย่างอื่นสําหรับการงอกของเมล็ด เช่น
ื
พืชพวกหญ้า และยาสูบ เมล็ดจะงอกได้ดถ้าได้รบแสงสว่าง โดยทัวไปแสงสว่างไม่เป็ น
ี
ั
่
ั
ปจจัยสําหรับการงอกของเมล็ดพืชทัวไป เนื่องจากยังไม่มกระบวนการสังเคราะห์ดวยแสง
่
ี
้
ั
ยิงกว่านันแสงสว่างอาจเป็ นปจจัยยับยังการงอกของเมล็ด เช่น หอมใหญ่ เป็ นต้น
่
้
้
ลักษณะการงอกของเมล็ด
การงอกของเมล็ดจําแนกได้ 2 ลักษณะ ได้แก่
1. Epigeal Germination เป็ นการงอกโดยรากแรกเกิด (Radicle) จะงอกออกมา
ก่อน กลายเป็ นรากแก้ว จากนันส่วนของลําต้นใต้ใบเลี้ยง (Hypocotyl) จะเจริญและ
้
ยืดตัวอย่างรวดเร็ว ดึงใบเลียงและลําต้นเหนือใบเลียง (Epicotyl) ออกจากเปลือกเมล็ดชู
้
้
ขึนเหนือดิน เมื่อใบเลี้ยงกางออก ลําต้นเหนือใบเลี้ยงจะยืดตัวตรงขึนชูส่วนยอดแรกเกิด
้
้
(Plumule) เมือเกิดใบแท้ทสงเคราะห์ดวยแสงได้ ซึงเป็ นเวลาเดียวกับใบเลียงถูกใช้อาหาร
่
่ี ั
้
่
้
หมดไปจึงเหียวและหลุดไป พืชทีมการงอกในลักษณะนี้ ได้แก่ พืชใบเลี้ยงคู่ และพวกถัว
่
่ ี
่
เมล็ดยาว
2. Hypogeal Germination เป็ นการงอกทีสวนของต้นอ่อนใต้ใบเลียง (Hypocotyl)
่่
้
เจริญเติบโตช้ากว่าลําต้นเหนือใบเลียง (Epicotyl) ดังนัน ลําต้นเหนือใบเลียงกับยอดแรก
้
้
้
เกิดเท่านันทีงอกขึนมาเหนือพืนดิน โดยมีส่วนลําต้นใต้ใบเลียงจมอยู่ใต้ดน ส่วนใหญ่เป็ น
้ ่
้
้
้
ิ
การงอกของพืช ใบเลี้ย งเดี่ย วพวกข้า ว ข้า วโพด หญ้ า ส่ ว นพวกใบเลี้ย งคู่ เป็ น พวก
ถัวเมล็ดกลม (Pea) เช่น ถัวลันเตา และพืชพวกส้ม
่
่

460

CU 474
ก.
ข.
รูปที่ 10.3.11 การงอกของเมล็ดชนิดต่าง ๆ พืชใบเลียงคู่ (ก) และพืชใบเลียงเดียว (ข)
้
้ ่
(จาก โครงการตําราวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ มูลนิธิ สอวน. 2551, ชีววิทยา 1)

ระยะพักตัวของเมล็ด (Seed Dormancy)
ระยะพักตัว คือ ช่วงเวลาที่พชหยุดการเจริญชัวคราว ไม่มกจกรรมการดํารงชีพ
ื
่
ี ิ
ทังนี้เพื่อหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม หรือเกิดจากสภาวะภายในของพืชที่ไม่
้
พร้อมจะทํางาน เมล็ดพืชบางชนิดแม้จะแก่แล้วแต่ย งต้องรอเวลาที่จะงอก ซึ่งเกิดจาก
ั
สภาพภายในของเมล็ด การพักตัวของเมล็ดมีหลายสาเหตุ ได้แก่
1. เปลือกเมล็ด เมล็ดพืชบางชนิดมีเปลือกแข็งและหนามาก เป็ นอุปสรรคต่อการ
ขยายตัวของ Embryo ทัง ๆ ทีน้ําและออกซิเจนสามารถซึมผ่านได้ดี ทําให้เมล็ดพักตัวอยู่
้
่
ได้นานหลายสิบปี เช่น เมล็ดผักกาด และผักขมบางชนิด เมล็ดบางอย่างเปลือกเมล็ดไม่
ยอมให้น้ําซึมผ่าน เช่น เมล็ดพืชตระกูลถัว และผักบุงฝรัง่ โดยเฉพาะอย่างยิงถ้าเก็บไว้ใน
่
้
่
ทีแห้งนํ้ าจะซึมผ่านได้ชามาก แต่ถ้าอยู่ในธรรมชาติในดินมีจุลนทรียช่วยย่อยทําให้น้ํ าซึม
่
้
ิ
์
ผ่านเปลือกเมล็ดได้ดขน ระยะพักตัวก็จะน้อยลง ทําให้งอกได้เร็วขึน
ี ้ึ
้
เมล็ดบางชนิดมีเยื่อหุม Embryo ทําให้ Embryo ไม่ได้รบออกซิเจน การงอกจึงช้า
้
ั
ลง เช่น เมล็ดกระจับ และหญ้าชนิดต่าง ๆ
2. การเจริญของเอมบริโอในเมล็ด ปกติเมล็ดเมื่อแก่จะแห้งและหลุดออกจากต้น
เอมบริโอจะเจริญเต็มที่พร้อมที่จะงอก แต่เมล็ดบางอย่างเอมบริโอยังต้องใช้เวลาในการ
เจริญอีกระยะหนึ่งภายหลังเมล็ดแก่ ซึ่งอาจนานเป็ นสัปดาห์ห รือเป็ นเดือน เช่น เมล็ด
แป๊ะก๊วย (Ginkgo biloba) และกล้วยไม้บางชนิด
CU 474

461
3. การพักตัวของเอมบริโอ (Dormant Embryo) เมล็ดพืชบางชนิดมีการพักตัวใน
ระยะเอมบริโอ โดยต้องการระยะเวลาในการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของเนื้อเยื่อให้
สมบูรณ์ ดังนันแม้ว่าเอมบริโอเจริญเต็มที่แล้วอยู่ในสภาพทีพร้อมจะงอก คือ มีความชื้น
้
่
และออกซิเจน ปราศจากเปลือกเมล็ดแล้วก็ตาม เมล็ดก็จะยังไม่งอก เช่น แอปเปิ้ ล ท้อ สน
สองใบ สนสามใบ ต้องการอุณหภูมต่ํา ความชืนสูง เป็ นระยะยาวนานในการเปลียนแปลง
ิ
้
่
สรีรวิทยาของเนื้อเยือ เอมบริโอจึงมักพักตัวตลอดช่วงเวลาฤดูหนาว
่
4. สารเคมีทยบยังการงอก (Germination Inhibitor) เมล็ดของพืชบางชนิดมีสาร
่ี ั ้
ยับยังการงอกของเมล็ด พวกกรดแอบไซซิก (ABA) เคลือบอยู่ เช่น มะเขือเทศ มะละกอ มี
้
เมือกทีหุมเมล็ดเป็ นสารยับยังการงอกของเมล็ด ดังนัน ก่อนนําเมล็ดไปเพาะควรล้างเมือก
่ ้
้
้
หรือนําไปตากแดดให้แห้ง จะทําให้เมล็ดงอกเร็วขึน
้
นอกจากนี้ยงมีสาเหตุอ่น ๆ ที่ทําให้เกิดการพักตัว แต่ไม่ใช่สาเหตุท่เกิดโดยตรง
ั
ื
ี
เช่น แสง อาจเป็ นตัวยับยังการงอกของเมล็ดบางชนิด ความชืน พืชบางชนิดงอกได้ดทม ี
้
้
ี ่ี
ความชืนสูง แต่พชบางชนิดเมล็ดทีเก็บมาใหม่ ๆ ความชืนสูงจะไม่งอกต้องรอให้เมล็ดแห้ง
้
ื
่
้
จึงจะงอก และอุณหภูม ิ พบว่า พืชเขตหนาว จะพักตัวในช่วงฤดูหนาว ส่วนพืชเขตร้อนจะ
พักตัวในฤดูรอน
้

ความสามารถในการงอกของเมล็ด (Seed Viability)
ความสามารถในการงอกของเมล็ด (Seed Viability) คือ ความสามารถของเมล็ด
ในการมีชวตที่จะงอกเป็ นต้นอ่อนหรือกล้า (Seedling) ได้ เมล็ดของพืชแต่ละชนิดมี
ีิ
ความสามารถในการงอกในระยะที่แตกต่างกัน บางชนิดถ้าเก็บไว้นานเกินไปจะไม่งอก
ความสามารถในการงอกของเมล็ดขึนอยูกบปจจัยต่าง ๆ ได้แก่
้ ่ ั ั
1. การเจริญเติบโตเต็มทีของเมล็ด (Maturity of Seed) เมล็ดทีแก่จดจะมี
่
่ ั
ความสามารถในการงอกสูงกว่าเมล็ดทียงไม่แก่ และต้นอ่อนทีงอกออกมาจะแข็งแรงกว่า
่ ั
่
2. ความแข็งแรงของต้นพันธุ์ ถ้าต้นพันธุมความแข็งแรง ปราศจากโรค เมล็ดสะสม
์ ี
อาหารมาก เอมบริโอมีขนาดใหญ่ ต้นกล้าทีงอกออกมาก็จะแข็งแรง
่
3. การเก็บรักษาเมล็ดพืช วิธการเก็บรักษาเมล็ดพืช ต้องเก็บในสภาพทีมอุณหภูม ิ
ี
่ ี
ตํ่า ความชื้นน้อย จะทําให้รกษาความสามารถในการงอกของเมล็ดไว้ได้นาน ปกตินิยม
ั
เก็บทีอุณหภูมประมาณ 5 องศาเซลเซียส
่
ิ
462

CU 474
4. อายุของเมล็ด (Longevity) เมล็ดของพืชแต่ละชนิดมีอายุแตกต่างกันมาก เช่น
เมล็ด บัว มีอ ายุ ถึง 400 ปี เมล็ด พืช ตระกู ล ถัว บางชนิ ด มีอ ายุ ถึง 75 ปี ในขณะที่เ มล็ด
่
กล้วยไม้มอายุเพียง 2-3 สัปดาห์เท่านัน
ี
้

ความแข็งแรงของเมล็ด
ความแข็งแรงของเมล็ด หมายถึง เมล็ดที่มความสามารถในการงอกได้รวดเร็ว
ี
สมํ่าเสมอ และต้นกล้าสามารถตังตัวเร็วเมื่อนํ าไปปลูก การตรวจสอบคุณภาพของเมล็ด
้
พันธุพช เพือพิจารณาความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์ ทําได้หลายวิธี ได้แก่
์ ื ่
1. การเร่งอายุเมล็ด เป็ นวิธการตรวจสอบความแข็งแรงของเมล็ด เพื่อทํานายว่า
ี
เมื่อ เมล็ด เก็บ ไว้เ ป็ น เวลานาน ค่ า การงอกของเมล็ด จะยัง คงสูง อยู่ ห รือ ไม่ ทํา โดยนํ า
ตัวอย่างเมล็ดจากแหล่งทีตองการตรวจสอบมาให้ความร้อนในตูอบทีอุณหภูม ิ 40-45 องศา
่ ้
้ ่
เซลเซียส ความชืนสัมพัทธ์ ร้อยละ 100 เป็ นเวลา 2-3 วัน แล้วนําเมล็ดไปทําการเพาะหา
้
ค่าร้อยละของการงอก ถ้าพบว่ามีอตราการงอกสูง แสดงว่าเมล็ดพันธุจากแหล่งนันมีความ
ั
์
้
แข็ง แรง ทํ า นายได้ว่ า เมล็ด พัน ธุ์ ส ามารถเก็บ ไว้ไ ด้โ ดยไม่ ต้อ งควบคุ ม อุ ณ หภู ม ิ และ
ความชืนสัมพัทธ์เป็ นเวลานาน 12-18 เดือน
้
การเร่งอายุ เมล็ดใช้หลักการทีทาให้องค์ประกอบทางเคมีในเมล็ดเสือมสภาพอย่าง
่ ํ
่
รวดเร็ว เช่นเดียวกับเมล็ดทีเก็บในสภาพปกติเป็ นเวลานาน การเร่งอายุเมล็ดจึงเป็ นการ
่
ทําให้เมล็ดเสือมสภาพ เสมือนว่าเมล็ดนันถูกเก็บไว้เป็ นเวลานานนันเอง
่
้
่
2. การวัดดัชนีการงอกของเมล็ด เป็ นวิธทใช้หลักการความแข็งแรงของเมล็ด คือ
ี ่ี
เมล็ดทีมความแข็งแรงสูงย่อมจะงอกได้เร็วกว่าเมล็ดทีมความแข็งแรงตํ่า โดยนํ าตัวอย่าง
่ ี
่ ี
เมล็ดพันธุ์แหล่งต่าง ๆ มาเพาะแล้วนับจํานวนเมล็ดทีงอกในแต่ละวันนํ ามาคํานวณหาค่า
่
ดัชนีการงอก ดังนี้
จํานวนเมล็ดทีงอกในแต่ละวัน
่
ดัชนีการงอก = ผลบวกของ
จํานวนวันหลังเพาะ

CU 474

463
ตัวอย่างเช่น เมล็ดถัวเหลือง ตัวอย่างที่ 1 จํานวน 100 เมล็ด เริมทําการเพาะในวันที่ 1
่
่
บันทึกข้อมูลการงอกได้ดงนี้
ั
วันทีเพาะ
่
เมล็ด
1
2
3
4
5
6
7

จํานวนเมล็ดที่
งอก
42
33
15
-

= 42 + 33 + 15
4
5
3
= 14 + 8.25 + 3
= 25.25
นําค่าดัชนีการงอกของเมล็ดพันธุ์จากแหล่ง
ต่าง ๆ มาเปรี ยบเทียบกัน เมล็ดพันธุ์ที่มีค่าดัชนี
การงอกสูง แสดงว่าเมล็ดพันธุ์จากแหล่งนั้น
แข็งแรงกว่าแหล่งอื่น

ดัชนีการงอก

10.4 การตอบสนองของพืช (Plant Response)
การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม
พืช ไม่ส ามารถเคลื่อ นที่ไ ด้อ ย่ า งสัต ว์เ นื่ อ งจากพืช มีร ากที่ห ยัง ลึก ลงดิน เพื่อ ยึด
่
ั
เหนี่ยวลําต้น แต่ก็สามารถเคลื่อนไหว (movement) เพื่อตอบสนองต่อปจจัยสิงแวดล้อม
่
ทีมากระตุนได้
่
้
การเคลื่อนไหวของพืชที่ตอบสนองต่อปัจจัยภายนอก
ั
การตอบสนองต่ อ ป จ จัย ภายนอกของพืช ช่ วยให้พ ืชมีก ารเจริญ เติบ โตได้อ ย่ า ง
เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของพืช การเคลือนไหวของพืชแบ่งได้ 2 ประเภท
่
ั
1. การตอบสนองอย่ า งมี ทิ ศ ทางต่ อ ป จ จัย สิ่ ง แวดล้ อ มที่ ม ากระตุ้ น (tropic
movement หรือ tropism) เป็ นการเคลื่อนไหวของพืชทีเกิดจากการเจริญเติบโตอย่างมี
่
ั
ทิศทางที่ตอบสนองต่อปจจัยภายนอก ซึ่งเป็ นตัวกําหนดทิศทางการเคลื่อนไหวของพืช
เช่น การตอบสนองต่อแรงโน้มถ่วงของโลก (gravitropism) การตอบสนองต่อทิศทางของ
ั
แสง (phototropism) ถ้าตอบสนองโดยการเคลื่อนไหวเข้าหาปจจัยกระตุนเรียกว่า positive
้
ั
tropism ในกรณีทพชเคลือนไหวหนีออกจากปจจัยกระตุนเรียกว่า negative tropism
่ี ื ่
้
464

CU 474
ั
2. การตอบสนองอย่า งไม่ม ีทิศ ทางที่แน่ น อนต่ อ ป จ จัย สิง แวดล้อ มที่ม ากระตุ้น
่
ั
(nastic movement) เป็ นการเคลื่อนไหวของพืชทีไม่ถูกกําหนดด้วยทิศทางของปจจัย
่
ั
ภายนอกที่มากระตุ้น เช่น การหุบบานของดอก ซึ่งมีปจจัยที่สําคัญ ได้แก่ แสง (Light)
และอุณหภูม ิ (Temperature) กลไกการตอบสนองของพืชอาจเกิดจากการเจริญเติบโตที่
แตกต่างกันของส่วนต่าง ๆ หรือมีการเปลียนแปลงความเต่งของเซลล์พเิ ศษ
่
กลไกทีทาให้เกิดการเคลือนไหวของพืชเชือว่าเป็ นผลจาก
่ ํ
่
่
1. การเจริญเติบโตทีไม่เท่าเทียมกัน (different growth) ของพืชซึงส่วนใหญ่จะไม่
่
่
ย้อนกลับมาได้อก
ี
2. การเคลื่อนของนํ้ าเข้าไปในเซลล์พเศษที่ทําหน้ าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว คือ
ิ
motor cells ทีรวมกันเป็ นเนื้อเยื่อ พัลวินัส (pulvinus) กลุ่มเซลล์พวกนี้เป็ นพวกเซลล์
่
parenchyma ทีมหนังบางและมีขนาดใหญ่ นํ้ าจะผ่านเข้าออกแต่ละเซลล์ไม่เท่ากัน เมื่อ
่ ี
เซลล์มน้ํ าก็จะเต่ง เซลล์ท่สูญเสียนํ้ าก็จะแฟบ ใบของพืชที่มกลุ่มเซลล์ชนิดนี้จงกางเมื่อ
ี
ี
ี
ึ
เซลล์มน้ําและหุบเมือ เซลล์สญเสียนํ้า
ี
่
ู
ั
กลไกการตอบสนองของพืชต่อการเปลียนแปลงของปจจัยภายนอก มีกระบวนการ
่
ดังนี้
การรับสัญญาณ (perception) นักวิทยาศาสตร์ทราบว่าพืชหรือส่วนของพืชมึ
ั
ความสามารถในการรับสัญญาณการเปลียนแปลงของปจจัยภายนอกทีมากระตุนได้ เช่น
่
่
้
มีสารสีททาหน้าทีรบแสง (photo pigment) ทีกระตุนให้เกิดการตอบสนองอย่างมีทศทาง
่ี ํ
่ั
่
้
ิ
ั
ของพืชต่อแสง เป็ นต้น แต่สงทีเป็ นปญหา คือ ไม่ทราบว่าสารสีชนิดใดทําหน้าทีน้ี กลไก
ิ่ ่
่
การตอบสนองต่ อ สิ่ง เร้า ชนิ ด อื่น ก็เ ช่น กัน ทัง นี้ เ พราะพืช ไม่ม ีอ วัย วะพิเ ศษที่ทํา หน้ า ที่
้
ั
เฉพาะเจาะจงเพือรับรูและตอบสนองต่อปจจัยกระตุนจําเพาะเหมือนอย่างสัตว์
่
้
้
การส่งสัญญาณ (transduction) คือ กลไกการแปลงและส่งสัญญาณทีรบมาจาก
่ั
ั
ั
ปจจัยกระตุนไปยังเนื้อเยื่อส่วนทีตอบสนองต่อปจจัยชนิดนัน ๆ ของพืช ในช่วงเวลาทีผาน
้
่
้
่ ่
มารวมทังปจจุบน นักวิทยาศาสตร์ได้ศกษารูปแบบของสัญญาณทีพชส่งไปยังเนื้อเยื่อ โดย
้ ั ั
ึ
่ ื
มุงเน้นทีสญญาณไฟฟ้าและสารเคมี ได้แก่ ฮอร์โมนพืช
่
่ ั
การตอบสนอง (response) คือ การเคลื่อนไหวของพืชวึงเกิดจากการเปลียนแปลง
่
่
ั
ส่วนต่าง ๆ ของพืชทีตอบสนองต่อปจจัยกระตุน ได้แก่
่
้
1) กลไกทีคล้ายคลึงกันในพืชชนิดเดียวกันอาจมีการตอบสนองทีแตกต่างกันได้
่
่
ี
เช่น กลไกการเปลียนแปลงปริมาตรของเซลล์ทเี่ กิดมาจากการเคลื่อนย้าย K+ ทําให้มการ
่
CU 474
465
เคลือนทีของนํ้าเข้าหรือออกจากเซลล์ มีผลต่อการเปิ ดและปิ ดของปากใบ ขณะเดียวกันก็ม ี
่ ่
ผลต่อการหุบของใบเมือมีการสัมผัส
่
2) กลไกทีแตกต่างกันมีผลต่อการตอบสนองทีคล้ายคลึงกันในพืชคนละชนิดหรือ
่
่
ในเนื้อเยื่อส่วนที่ต่างกันของพืชชนิดเดียวกัน เช่น การโค้งเข้าหาแสงในพืชต่างชนิดกัน
อาจเกิดจากกลไกของสารสีทต่างกัน
่ี
การตอบสนองของพืชมีการเปลียนแปลงในหลายรูปแบบ ทังด้านชีวเคมี (biochemistry)
่
้
สรีรวิทยา (physiology) และสัณฐานวิทยา (morphology) แต่การตอบสนองทีสงเกตได้
่ ั
ง่ายทีสด คือ การเคลือนไหว
ุ่
่

การเคลื่อนไหวของพืชที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าโดยมีทิศทางไม่สมพันธ์กบทิศทาง
ั
ั
ของสิ่งเร้า (Nasty หรือ Nastic Movement)
ใบ เกล็ด หุ้ ม ตา และดอกของพืช
บางชนิ ด มี ก ารตอบสนองแบบ nastic
movement คือ การบานหรือกางออกซึ่ง
เป็ นการโค้งงอลงเรียกว่า epinasty และมี
การหุบ คือ การโค้งงอขึนของกลีบดอกหรือ
้
ใบ เรียกว่า hyponasty การเคลื่อนไหวโดย
การโค้งงอของส่วนกลีบดอกและใบมักเกิด
จากกลุ่มเซลล์ใน pulvinus บริเวณโคนใบ
รูปที่ 10.4.1 กลุ่มเซลล์ใน pulvinus ของพืช
โคนก้านใบ หรือโคนใบย่อย แต่ในพืชบาง
ชนิดก็เกิดจากการเจริญเติบโตของเซลล์ดานบนกับด้านล่างไม่เท่ากัน เช่น กลีบหรือใบที่
้
เนื้อเยื่อด้านในเจริญเติบโตเร็วกว่าด้านนอก ทําให้กลีบดอกหรือใบกางออก ในทางตรงกัน
ข้ามกันก็จะทําให้เกิดการหุบของกลีบดอกหรือใบ
1. Nyctinasty เป็ นการเคลื่อนไหวโดยแผ่นใบกางออกรับแสงในเวลากลางวัน และ
หุบในเวลากลางคืน การบานของดอกในเวลาเช้าและหุบในเวลากลางคืน เช่น ดอกบัว จึง
ั
มีความสัมพันธ์ระหว่างปจจัยสิงแวดล้อมภายนอก และนาฬิกาชีวภาพภายในของพืช การ
่
หุบของใบพืชเกิดจากกลไกการเคลื่อนที่ของนํ้ าที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงความ
ํ ู
เข้มข้นของอิออนภายในเซลล์ เช่น เมือ K+ เคลื่อนออกจากเซลล์ทาให้สญเสียนํ้า ลดความ
่
466

CU 474
เต่งลง ในขณะที่ K+ เคลื่อนเข้าสู่เซลล์ ทําให้เซลล์ได้รบนํ้ าจึงเต่งขึ้น การเปลี่ยนแปลง
ั
ความเต่งของเซลล์ ทําให้สวนของพืชเคลือนไหวได้
่
่
ั
แสงเป็ น ป จ จัย สํา คัญ ที่ก ระตุ้น ให้
เกิด การหุ บ พืช ที่ใ บตอบสนองต่ อ กลางวัน
และกลางคืน จะมีแสงเป็ นตัวกระตุ้นให้เซลล์
บางส่ ว นเพิ่ม ความเต่ ง และขยายขนาดใน
ขณะที่เซลล์บางส่วนสูญเสียความเต่ง โดยมี
รูปที่ 10.4.2 การบานของดอกทีมแสงเป็ นสิงเร้า อิทธิพลของนาฬิกาชีวภาพภายในขอพืชร่วม
่ ี
่
ด้วย ซึงพบว่าการกางและหุบของใบใกล้เคียง
่
กับเวลาเช้าและเย็น แม้พชจะอยูในความมืดต่อเนื่องเป็ นระยะเวลาหนึ่ง
ื
่
2. Hydronasty เป็ นการเคลื่อนไหวของพืชทีตอบสนองโดยการพับหรือม้วนใบต่อ
่
การขาดนํ้ า ซึ่งเป็ นการช่วยลดการคายนํ้ าโดยการลดพื้นที่ของใบในการรับแสง การพับ
หรือม้วนของใบหญ้าเกิดจากการสูญเสียความเต่งใน bulliform cell ทีผวใบ ซึงเป็ นเซลล์
่ ิ
่
พิเศษทีม ี Cuticle น้อยมาก จึงสูญเสียนํ้าได้เร็วกว่าเซลล์ผว (epidermis) อื่น ๆ เมือความ
่
ิ
่
เต่งในเซลล์ลดลง แรงเต่งของเซลล์ทผวใบด้านล่างทําให้ใบพับลง
่ี ิ
3. Thigmonasty เป็ นการเคลื่อนไหวของพืชทีตอบสนองต่อการสัมผัส พบในพืชต่าง
่
ๆ โดยเฉพาะพืชตระกูลถัว เช่น ไมยราพ แม้ได้รบการสัมผัสเพียงใบย่อยใบเดียวอาจทํา
่
ั
+
่
ให้ใบหุบได้ทงต้น เกิดจากกลไลการเคลื่อนย้าย K ทําให้เกิดการเปลียนแปลงความเต่งใน
ั้
เซลล์ การหุบอย่างรวดเร็วของใบช่วยไล่แมลงทีมารบกวน
่
ใบของต้น กาบหอยแครง (Venus’s-Flytrap) มีข นพิเ ศษที่ไ วต่ อ การสัม ผัส เมื่อ
แมลงสัมผัสกับขนจะทําให้เกิดการเปลียนแปลงศักย์ไฟฟ้า (Action potential) เคลื่อนจาก
่
ขนไปที่เนื้อเยื่อของใบกับดัก ซึ่งจะปิ ดลงเพียงครึงวินาทีเท่านัน จากนัน เอนไซม์จะถูก
่
้
้
ปล่อยออกมาย่อยแมลงซึงจะเป็ นแหล่งอาหารพวกแร่ธาตุไนโตรเจน และฟอสเฟตของพืช
่

CU 474

467
ก.
ข.
รูปที่ 4.4.3 การตอบสนองต่อการสัมผัสของใบพืช ใบไมยราพ (ก)
และใบกับดักแมลงของต้นกาบหอยแครง (ข)

4. Thigmomorpho genesis เป็ นการตอบสนองต่ออิทธิพลกระตุนทางกายภาพทีม ี
้
่
ผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาของพืช นักวิทยาศาสตร์ทดลองลูบบริเวณลําต้นพืชเบา ๆ
แล้วพบว่าพืชลดอัตราการยืดของลําต้นทําให้ลําต้นมีขนาดใหญ่ เตียและแข็งแกร่งมากขึน
้
้
ั
ลมเป็ นปจจัยหนึ่งทีกระตุนให้พชตอบสนองโดยมีลําต้นเตียลง เช่น alfalfa ทีเจริญเติบโต
่
้
ื
้
่
ในบริเวณทีมลมแรงปานกลาง การโยกไหวของลําต้นทําให้มความสูงลดลงถึง 36% เมื่อ
่ ี
ี
เทียบกับต้นทีถูกจํากัดการเคลือนไหวของลําต้น
่
่

การเคลื่อนไหวของพืชที่ตอบสนองอย่างมีทิศทางต่อทิศทางของปัจจัยสิ่งเร้า
(Tropic movement หรือ Tropism)
Tropism เป็ นการเคลื่อนไหวของพืชโดยมีทศทางเกียวข้องสัมพันธ์กบทิศทางของ
ิ
่
ั
สิงเร้า การเคลื่อนไหวนี้ทําให้สวนของพืชโค้งเข้าหา (positive) หรือหนี (negative) สิงเร้า
่
่
่
ทีมากระตุน ซึงเกิดจากสิงเร้าไปกระตุนฮอร์โมนแล้วฮอร์โมนไปกระตุนให้สวนต่าง ๆ เกิด
่
้ ่
่
้
้
่
การเจริญเติบโตไม่เท่ากัน ทําให้เกิดการโค้งงอของส่วนนันของพืช Tropism จําแนกตาม
้
ชนิดของสิงเร้าได้ดงนี้
่
ั

468

CU 474
1. Phototropism เป็ นการตอบสนอง
อย่างมีทศทางต่อแสง ปลายยอดมีการเติบโต
ิ
โดยเคลื่ อ นไหวเข้ า หาแสงเป็ น positive
phototropism เนื่องจากปลายยอดด้านไม่ได้
รั บ แสงมี อ ั ต ราการยื ด ขยายของเซลล์
มากกว่าด้านที่ได้รบแสง ทําให้เกิดการโค้ง
ั
ง อ เ ข้ า ห า แ ส ง ส่ ว น ก า ร ง อ ก แ ล ะ ก า ร
เจริญ เติบ โตของรากจะเคลื่อ นไหวเบนหนี
รูปที่ 10.4.4 การตอบสนองของพืชต่อแสงสว่าง
แสงเป็ น negative phototropism เกิดจาก
ปลายรากด้านรับแสงมีการยืดขยายของเซลล์มากกว่าด้านไม่ได้รบแสง จึงทําให้เกิดการ
ั
โค้งออกจากแสง
2. Gravitropism เป็ นการตอบสนองอย่างมีทศทางต่อแรงโน้มถ่วงของโลก การงอกและ
ิ
เจริญเติบโตของรากจะมีทศทางเข้าหาแรงดึงดูดของโลกเป็ น positive gravitropism ส่วน
ิ
การงอกและเจริญ เติบ โตของยอดและลํ า ต้ น จะมีทิศ ทางหนี แ รงดึง ดู ด ของโลกเป็ น
negative gravitropism
3. Hydrotropism เป็ นการตอบสนองอย่างมีทศทางต่อความชืน เมือรากมีอายุมาก
ิ
้ ่
ขึนจะมีการตอบสนองต่อแสง ความชืน และการสัมผัส การตอบสนองต่อความชืน รากจะ
้
้
้
เจริญเติบโตเข้าสู่บริเวณทีมศกย์ของนํ้ ามาก ทําให้บางครังเป็ นไปในทิศทางเดียวกับแรง
่ ี ั
้
โน้มถ่วงของโลก รากจะเติบโตเข้าหานํ้าหรือความชืนส่วน hypcotyl จะเติบโตหนีน้ําหรือ
้
ความชืน
้
4. Thermotropism เป็ นการเคลื่อนไหวของพืชโดยมีอุณหภูมเิ ป็ นสิงเร้า เช่น การ
่
ออกดอก และการงอกของเมล็ดพืชบางชนิดในอุณหภูมต่า เป็ นต้น
ิํ
5. Chemotropism เป็ นการเคลือนไหวของพืชโดยมีสารเคมีเป็ นสิงเร้า เช่น รากจะ
่
่
งอกเข้าหา peptone และ asparagines ซึงมีอยูในอาหาร ละอองเกสรทีตกลงบนยอดเกสร
่
่
่
ตัวเมีย จะงอกหลอดละอองเรณู (pollen tube) เข้าหากลูโคส หรือกรดมาลิก (malic acid)
ในรังไข่
6. Thigmotropism เป็ นการเคลื่อนไหวของพืช โดยมีการสัมผัสเป็ นสิงเร้า พืชบาง
่
ชนิดมีมอเกาะ (tendril) ทําหน้ าที่ยดเกาะเพื่อพยุงลําต้น พืชหลายชนิดไม่มมอเกาะแต่
ื
ึ
ี ื
เจริญเติบโตโดยใช้ลําต้นเลื้อยพันกับสิงที่ยดเกาะได้ การตอบสนองแบบนี้มประโยชน์
่ ึ
ี
CU 474
469
สําหรับพืชมากเพราะช่วยให้พชสามารถแข่งขันกับพืชชนิดอื่น ๆ ในการรับแสง รากของ
ื
พืชสามารถตอบสนองอย่างมีทศทางต่อการสัมผัสได้ดวย
ิ
้

การเคลื่อนไหวที่เกิดจากปัจจัยภายในต้นพืช

ั
การเคลื่อนไหวของพืชอันเนื่องมาจากป จจัยหรือสิงเร้าภายใน คือ ฮอร์โมนพืช
่
เรียกว่า การเคลือนไหวอัตโนวัติ (Autonomic Movement) ได้แก่
่
1. Nutation หรือ Nutational Movement เป็ นการเคลื่อนไหวแบบหมุนส่าย เนื่องจาก
การเจริญเติบโตของยอดไม่เท่ากันทําให้ปลายยอดเอนไปมาเมือพืชเจริญเติบโตขึนทีละน้อย
่
้
2. Spiral Movement เป็ นการเคลื่อนไหวทีบดเป็ นเกลียวของยอดพืชเมื่อพืช
่ ิ
เจริญเติบโตขึน แต่พชบางชนิดปลายยอดจะบิดเป็ นเกลียวรอบแกนตังตรงขึนไปซึงสังเกต
้
ื
้
้
่
ได้ย าก ซึ่ง ความเป็ น จริง ซีก ซ้า ยและขวาจะเจริญ ไม่เ ท่ า กัน จึง มีก ารบิด ซ้า ยขวาบ้า ง
เล็กน้อย ซึงมักเรียกว่า Circumnutation
่
3. Twining movement เป็ นการ
เคลื่ อ นไหวที่ ส่ ว นยอดของพื ช บิ ด เป็ น
เกลีย ว โค้ ง อ้ อ มพัน หลัก ขึ้น ไปเรื่อ ย ๆ
เพือพยุงลําต้นทีอ่อนและมีขนาดเล็ก
่
่
4. Nodding Movement เป็ นการ
รูปที่ 10.4.5 การเจริญของไม้เลือยพันหลักเป็ น
้
เคลื่อนไหวของพืชเพื่อชูสวนใบเลียงขึนมา
่
้ ้
เกลียวเพือพยุงลําต้น
่
เหนือดินขณะเมล็ดงอก เช่น เมล็ดถัวบาง
่
ชนิด ขณะเมล็ดงอกมีการสร้างเอธิลน ทีทา
ี ่ ํ
ให้ ลํ า ต้ น ใต้ ใ บเลี้ย ง (hypocotyl) โค้ ง งอ
โผล่ พ้น ดิน ขึ้น มาพร้อ มกับ การโยกไปมา
รูปที่ 10.4.6 การงอกของเมล็ดถัว
่
ช่วยให้ต้นกล้าดันดินโผล่ส่วนของใบเลี้ยง
ขึนมาเหนือดิน
้

470

CU 474
รูปที่ 10.4.7 การเจริญของต้นลิลลี่

5. Contraction Movement เป็ นการเคลื่อนไหว
ของพืชทีเกิดจากส่วนของพืชหดตัวแล้วไปมีผลต่อ
่
การดึงส่วนใดส่วนหนึ่งของพืช เช่น ต้นลิลลี่ ทีเพาะ
่
เมล็ดบนผิวดินมีรากหดตัว (Contractile root) ช่วย
ดึงให้ลําต้นเคลื่อนตัวลงไปในดินพร้อมกับสร้างหัว
ใต้ผวดินการเคลื่อนไหวแบบอัตโนวัตของพืชนี้จะ
ิ
ิ
ไม่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ สิ่ ง แวดล้ อ มแม้ ว่ า สิ่ ง แวดล้ อ ม
ภายนอกจะเปลี่ย นไป เช่ น เวลากลางวัน หรือ
กลางคืนแสงมากหรือแสงน้อย การเคลื่อนไหวของ
พืชก็ยงคงดําเนินต่อไป
ั

การตอบสนองของพืชต่อสารควบคุมการเจริญเติบโต
ฮอร์โมนพืช (Plant hormone or Phytohormone)
ฮอร์โมนพืชเป็ นสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช (Plant growth regulator)
ั
ั
และเป็ นปจจัยภายในของพืชซึงต้องขึนอยู่กบปจจัยพันธุกรรม (Genetic factor) และปจจัย
่
้
ั ั
สิงแวดล้อม (Environment factor) เป็ นตัวควบคุม แบ่งเป็ น 5 กลุ่ม คือ Auxin Gibberellin
่
ั ั
Cytokinin Ethylene และ Abscisin แต่ในปจจุบนนักวิทยาศาสตร์เชือว่าสารกลุ่ม Steroid
่
ในพืช ก็เ ป็ น ฮอร์โ มนชนิ ด หนึ่ งที่ม ีผ ลต่ อ การเจริญ เปลี่ย นแปลงรูป ร่า งที่ช ก นํ า ด้ว ยแสง
ั
นอกจากนี้ยงพบสารอื่น ๆ เช่น jasmonic acid, Salicylic acid และ Systemin ซึงเป็ น
ั
่
โปรตีน ก็อาจเป็ นฮอร์โมนพืชด้วยเช่นกัน
ออกซิ น (Auxin)
ออกซินเป็ นฮอร์โมนพืชชนิดแรกที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ ชนิดทีรูจกกันดี คือ 3
่้ ั
Indoleacetic acid (IAA) ซึงพบโดย Charles Dawin ในปี ค.ศ. 1880 โดยเขาสังเกตเห็น
่
ว่าทีสวนปลายของแผ่นหุมใบเกิดใหม่ (coleoptile) ของต้นกล้า canary grass จะโค้งเข้า
่่
้
หาแสงเสมอ เขาทําการทดลองโดยใช้กระดาษตะกัวปิ ดปลายยอดของต้นกล้าไม่ให้ได้รบ
่
ั
แสง พบว่า ส่วนเนื้อเยื่อทีอยู่ต่ํากว่าปลายยอดลงมามีการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อต่างกัน
่
และทําให้coleoptiles
เอนเข้า หาแสงและจากการทดลองโดยหุ้มส่วนที่อยู่ต่ํากว่า
coleoptiles ด้วยกระดาษตะกัวโดยปล่อยให้ปลายยอดได้รบแสง พบว่า ส่วนปลายนันโค้ง
่
ั
้
CU 474

471
เข้าหาแสงได้ ต่อมาเขาได้ทําการทดลองใหม่โดยการตัดปลาย coleoptiles ออกประมาณ
2.5-4.0 มิลลิเมตร ผลการทดลองพบว่าปลายยอดไม่โค้งเข้าหาแสง Darwin สรุปการ
ทดลองว่า ทีปลายยอดมีการสร้างสารสือสัญญาณ (Signal) เคลื่อนลงมาทีสวนเจริญเติบโต
่
่
่่
และทําให้สวนทีไม่ถูกแสงเจริญเร็วกว่าส่วนทีได้รบแสง ผลงานนี้ลงพิมพ์ใน The power of
่ ่
่ ั
Movement in Plants’ ซึงเป็ นสิงพิมพ์ทมความสําคัญทางวิชาการในปลายทศวรรษที่ 18
่
่
่ี ี

ก.
ข.
รูปที่ 10.4.8 การทดลองของ Charles Dawin (ก) และขันของการงอกของเมล็ดโอ๊ต (ข)
้

Boysen-Jensen (1913) ทดลองตัดปลาย coleoptile ของต้นกล้า ข้าวโอ๊ต แล้ว
วางก้อนวุน (gelatin) ลงบน coleoptile ส่วนทีเหลือแล้วนํ าส่วนทีตดออกวางบนก้อนวุน
้
่
่ ั
้
ปรากฏว่ายอดข้าวโอ๊ตโค้งเข้าหาแสง นอกจากนี้ยงทดลองเฉือน coleoptile ด้านทีไม่ได้รบ
ั
่
ั
แสงตามขวาง แล้วสอดแผ่นไมก้าเข้าไปคันเอาไว้ พบว่ายอดข้าวไม่โค้งเข้าหาแสง แต่ตน
่
้
ทีเฉือนและสอดไมก้าทางด้านทีได้รบแสง ปรากฏว่ายอดข้าวโค้งเข้าหาแสง
่
่ ั
จากการทดลองของ Boysen-Jensen
แสดงว่ามีการลําเลียงสารจากปลาย coleoptile
ลงมาทางด้านล่าง สามารถแพร่ผ่านก้อนวุ้น
แต่ไม่สามารถผ่านแผ่นไมก้า เมื่อด้านทีไม่ได้
่
รับแสงมีการเคลือนย้ายสารลงมาได้ จะกระตุน
่
้
เนื้อเยือ coleoptile เติบโตเข้าหาแสงได้
่
Paal (1919) ทําการทดลองโดยตัด
รูปที่ 10.4.9 การทดลองของ Boysen-Jensen
ปลาย coleoptile ของกล้า ข้า วโอ๊ ต นํ า ไปวาง
472

CU 474
บน coleoptile ที่เหลือในตําแหน่ งที่เลื่อนไปอยู่ขางที่ไม่ได้รบแสง พบว่า ปลายยอดเอน
้
ั
โค้งเข้าหาแสง เขาสรุปว่าสือสัญญาณกระตุนการเจริญเติบโตนี้น่าจะเป็ นสารเคมี
่
้
Went (1926) นําแนวคิดทีสารซึมผ่านก้อนวุนได้ ก็น่าจะเก็บสะสมไว้ได้ เขาทําการ
่
้
ทดลองโดยตัดปลาย coleoptile ของกล้าข้าวโอ๊ตมาวางบนก้อนวุนเป็ นเวลา 1-2 ชัวโมง
้
่
แล้วนําก้อนวุนไปวางบน coleoptile ส่วนทีเหลือ ปรากฏว่า coleoptile เติบโตได้ตามปกติ
้
่
และเมื่อทดลองนํ าก้อนวุนไปวางบนด้านใดด้านหนึ่งได้ แสดงว่ามีสารแพร่จากก้อนวุนไป
้
้
ทําให้เนื้อเยื่อ coleoptile ขยายตัว ต่อมา F. Kogl และคนอื่น ๆ ได้ตงชือสารนี้วา auxin
ั้ ่
่
ซึงมีรากศัพท์มาจากภาษากรีก คือ Auxen ซึงมีความหมายว่า การเพิมขึนหรือเติบโต (to
่
่
่ ้
increase or togrow)

ก.
ข.
รูปที่ 10.4.10 การทดลองของ Went (ก) และทดสอบโดย Avena (ข)

ปี ค.ศ. 1930 F. Kogl และ A. J. Haagen-Smit ค้นพบ ออกซินในพืช คือ Indoleั
3-acetic acid (IAA) จากการแยกสารบางอย่างจากนํ้าปสสาวะของคน ซึงนําไปทดลองกับ
่
coleoptile แล้วได้ผลเช่นเดียวกับสารที่ Went แยกออกมาจาก coleoptile จึงเชือว่าสารใน
่
coleoptile ก็คอ IAA การศึกษาในเวลาต่อมาพบว่า IAA เป็ น auxin ทีพบมากทีสดในพืช
ื
่
ุ่
และมีฤทธิทางชีววิทยา ต่อมานักวิทยาศาสตร์ได้สงเคราะห์ auxin ขึนมาอีกหลายชนิด
ั
้
์
ได้แก่ 3-Indole butyric acid (IBA) 2,4 Dichloro plonic acid (IPA) α - Naphthalene
acetic acid (NAA) β - Naphthoxy acetic acid (NOA) 2,4 Dichlorophenoxy acetic
acid (2,4-D) 2,4,5-Trichlorophenoxy acetic acid (2,4,5-T) และ 2-MeHuyl 4chlorophenoxy acetic acid (MCPA)

CU 474

473
คุณสมบัติของออกซิ น
1. ออกซินสร้างที่ยอดและลําเลียงลงล่างเสมอ มีโพลาริตี (polarity) ซึ่งสามารถ
ตรวจสอบได้จากการทดลองตัดปลาย coleoptile ของพืชมาวางบนก้อนวุนเป็ นระยะเวลา
้
หนึ่ง แล้วนํ าก้อนวุนทีมออกซินไปวางบนท่อน coleoptile ทีตดออกมาจากตอส่วนทีเหลือ
้ ่ ี
่ ั
่
นํ าไปวางบนก้อนวุนเปล่าอีกก้อนหนึ่ง ปรากฏว่าออกซินจากวุนก้อนบนจะแพร่ผ่านท่อน
้
้
coleoptile ลงมาทีวนก้อนล่างจนทําให้มออกซินมากกว่าก้อนบน
่ ุ้
ี

รูปที่ 10.4.11 การทดลอง polarity ของออกซิน

ต่อมาพลิกท่อน coleoptile กลับเอาด้านล่างขึนข้างบน พบว่า ออกซินจากวุนก้อน
้
้
บนไม่แพร่ลงมาทีวนก้อนล่าง
่ ุ้
Polority นี้พบมีเฉพาะในลําต้น ใบ ก้าน เท่านัน ไม่พบในรากซึงออกซินสามารถ
้
่
ลําเลียงได้ทงสองทาง
ั้
2. ออกซินไวต่อแสง ทียอดพืชมีการสร้างออกซินจึงมีปริมาณมาก เมื่อได้รบแสง
่
ั
สว่าง ออกซินจะถูกลําเลียงหนีแสง ดังนันด้านทีไม่ได้รบแสงจึงมีออกซินปริมาณมากกว่า
้
่
ั
ด้านทีได้รบแสง นอกจากนี้แสงยังเป็ นตัวทําลายออกซินโดยทําให้ออกซินเปลียนเป็ นสาร
่ ั
่
ชนิดอื่น ซึงนับว่าเป็ นผลดีของพืช ทังนี้เนื่องจากฮอร์โมนตามธรรมชาติมฤทธิ ์รุนแรงมาก
่
้
ี
ถ้า พืช สร้า งและสะสมมากอาจทํ า ให้พ ืช ได้ร บ อัน ตราย พืช จึง มีก ลไกการรัก ษาระดับ
ั
ฮอร์โมนให้พอดี โดยแสงจะทําให้เกิด oxidation เปลียน IAA ไปเป็ น Indolealdehyde ซึง
่
่
เป็ นสารอินทรียทไม่ทางานจึงไม่ทาให้เกิดการยืดขยายตัวของเนื้อเยือ
์ ่ี ํ
ํ
่
474

CU 474
IAA

indoleacetic acid oxidase indolealdehyde + H2O + CO2
Light
(inactive)
3. ควบคุมการเจริญเติบโตของลําต้น ตา ใบ และราก ทีแตกต่างกัน คือ ทีระดับ
่
่
ความเข้มข้นของออกซินทีพอเหมาะกับการเจริญเติบโตดีทสดของลําต้น จะเข้มข้นเกินไป
่
่ี ุ
สําหรับการเจริญของตาและใบ จึงเป็ นความเข้มข้นทียบยังการเจริญเติบโตของตาและใบ
่ ั ้
และการเจริญเติบโตของรากต้องการความเข้มข้นของออกซินทีต่ากว่าทีตาและใบต้องการ
่ ํ
่
มาก

รูปที่ 10.4.12 ความเข้มข้นของออกซินทีมผลต่อการเจริญของลําต้นและราก
่ ี

พืชทุกชนิดสามารถสร้างออกซินได้ทงในลําต้น ราก ใบ ก้าน ดอก ผล เมล็ด และ
ั้
แม้แต่ในละอองเกสร ในปริมาณทีแตกต่างกัน ปลายยอด และปลาย coleoptile ในต้นอ่อน
่
ของพืชใบเลียงเดียวมีการสร้างมากทีสด รองลงมาคือ ส่วนทียงอ่อน เช่น ใบอ่อน รากอ่อน
้ ่
ุ่
่ ั
จะมีการสร้างมากกว่า ใบและรากทีมอายุมาก สารทีใช้สร้าง IAA คือ Tryptophan และ
่ ี
่
เอนไซม์หลายชนิดทีตาและส่วนอื่น ๆ ของพืช นอกจากนี้ยงมีแร่ธาตุทจําเป็ นต่อการสร้าง
่
ั
่ี
Tryptophan คือ สังกะสีรวมอยู่ดวย IAA ในเซลล์พชมีทงทีอยู่ในไซโตซอลโดยจับอยู่กบ
้
ื ั้ ่
ั
สารอื่น และเป็ น IAA อิสระ อยู่ในคลอโรพลาสต์ ซึงจะถูกควบคุมปริมาณด้วย IAA ในไซ
่
โตซอลทําให้มความสมดุล
ี

CU 474

475
อิทธิพลของออกซินต่อกระบวนการสรีรวิทยาของพืช
1. ควบคุมทิศทางการเจริญเติบโตและพัฒนาของพืช โดยตอบสนองอย่างมีทศทาง
ิ
ั
ั
ต่อปจจัยภายนอก (Plant tropism) ในสองปจจัยคือ แสง และแรงโน้มถ่วง
Phototropism เป็ นปรากฏการณ์ทพบในลําต้นของพืชทุกชนิดกับในรากของพืช
่ี
หลายชนิด เป็ นกระบวนการทีมความสําคัญต่อการดํารงชีวตและเผ่าพันธุ์ของพืช เพราะ
่ ี
ิ
ทําให้ใบของพืชเติบโตในทิศทางทีจะได้รบแสงเพื่อทําการสังเคราะห์ดวยแสง ในการสร้าง
่
ั
้
อาหาร ส่วน gravitropism เป็ นกระบวนการทีทาให้รากเจริญเติบโตในทิศทางทีลงสูพนดิน
่ ํ
่ ่ ้ื
และลําต้นพืชเติบโตในทิศทางพุงตรงไปในอากาศ ซึงมีความสําคัญต่อการอยูรอดของพืช
่
่
่
2. ควบคุมการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อและอวัยวะ ได้แก่ ตา แคมเบียม ราก และ
ลําต้น โดยออกซินไปกระตุนเซลล์ให้มการสร้างสารทีเป็ นองค์ประกอบของผนังเซลล์สะสม
้
ี
่
ไว้มากทีปลายเซลล์ทง 2 ข้าง ทําให้เซลล์ยดขยายยาวขึน (cell elongation)
่
ั้
ื
้
3. ควบคุมการแบ่งเซลล์แคมเบียมโดยออกซินเร่งการแบ่งตัวของเซลล์แคมเบียม
ในพืชใบเลียงคู่ ทําให้ลาต้นขยายขนาดใหญ่ขน
้
ํ
้ึ
4. ควบคุมการเจริญของตาข้าง (Lateral bud) โดยตายอด (terminal bud) สร้าง
ออกซินลําเลียงลงมาด้านล่าง ออกซินปริมาณมากจะยับยังการเติบโตของตาข้าง เรียกว่า
้
การข่มของตายอด (Apical dominance)

ก.
ข.
รูปที่ 10.4.13 การทดลองผลของออกซินทียอดยับยังการเจริญของตาข้าง (ก)
่
้
และออกซินจากยอดข่มตาข้างของมันฝรัง่ (ข)

476

CU 474
5. ควบคุมการงอกรากของกิงตัดหรือกิงตอน การตอนกิงทําโดยการลอกเปลือกไม้
่
่
่
ออก ทําให้ออกซินที่ลําเลียงลงมาจากยอดจะมาสะสมอยู่ท่บริเวณรอยแผลด้านบน และ
ี
เซลล์ของเนื้อเยือเจริญสามารถแบ่งเซลล์เปลียนแปลงเป็ นรากได้
่
่
6. ควบคุมการมีดอกของพืช พืชทีเติบโตจนใกล้จะมีดอกถ้าได้รบออกซิน จะทําให้
่
ั
ยืดระยะเวลาการออกดอก ทําให้ออกดอกช้า
ั
7. ควบคุมการเจริญเติบโตของผล การเจริญเติบโตของผลต้องอาศัยปจจัยการ
เติบโต (Growth factor) จากต้นอ่อน (embryo) และอาหารเลียงต้นอ่อน (endosperm)
้
ภายในเมล็ด ถ้าโอวุล (ovule) ในรังไข่ไม่ถูกผสมเกสร โอวุลจะไม่เจริญเป็ นเมล็ดและรังไข่
ไม่เจริญไปเป็ นผลแต่เราสามารถทําให้ผลไม้บางชนิดเจริญเติบโตโดยไม่มเี มล็ดได้ เช่น สต
อรเบอรี่ มะเขือเทศ องุน แตงโม บวบ และมะเดื่อ โดยใช้ออกซิน เช่น IAA, 2, 4-D หรือ
่
gibberellin ทีความเข้มข้นพอเหมาะ พ่นหรือป้ายทีดานเกสรตัวเมียซึงยังไม่ได้รบการผสม
่
่ ้
่
ั
รังไข่จะเจริญไปเป็ นผลทีไร้เมล็ดเรียกผลไม้ชนิดนี้วา Parthenocarpic fruit
่
่
8.
ควบคุมการร่วงของใบ ดอก และผล กระบวนการร่วงของใบ ดอก และผล
(abscission) เป็ นการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาซึ่งเกิดในบริเวณก่อการร่วง (abscission
zone) ที่ใกล้กบโคน ก้าน ใบ ซึ่งแตกต่างจากการเสื่อมสลาย (senescence) ที่หมายถึง
ั
การเปลียนแปลงทีนําไปสูความตายของพืชทังต้นหรือส่วนหนึ่งส่วนใด การหลุดร่วงของใบ
่
่
่
้
พืชเริมจากการเปลียนแปลง (differentiation) ของชันเนื้อเยื่อก่อการร่วง โดยผนังเซลล์จะ
่
่
้
ถูกย่อยด้วยเอนไซม์ cellulose และ pectinase ทําให้เซลล์อ่อนตัวและแยกออกจากกัน
ปริมาณออกซินมีมากในใบอ่อน และจะค่อย ๆ ลดลงในใบแก่จนน้อยทีสด เมือใบเริมเสือม
ุ่ ่
่ ่
เข้าสูความตาย IAA จะช่วยชะลอการหลุดร่วงของใบในระยะแรก แต่จะเร่งในระยะหลังทํา
่
ให้ใบหลุดร่วงเร็วขึน ทีเป็ นเช่นนี้เกิดจากการทีใบมีการสร้างเอธิลนมากขึนเมือปริมาณออก
้ ่
่
ี
้ ่
ซิน ลดลง เอธิลีน เป็ น สารที่ช่ ว ยในการหลุ ด ร่ ว งของใบ โดยทํ า ให้เ นื้ อ เยื่อ ก่ อ การร่ ว ง
(abscission layer) ทีโคนก้านเจริญเร็วเกินไปจนเกิดการแยกตัวของเซลล์ตามแนวนัน
่
้
ส่วนการร่วงของส่วนต่าง ๆ ของพืช เป็ นผลทางอ้อมของออกซินโดยออกซินไปกระตุนให้
้
เกิดการสร้าง abscisin (abscisic acid)

CU 474

477
รูปที่ 10.4.14 ออกซินควบคุมการร่วงของใบ

9. การใช้ออกซินสังเคราะห์เป็ นยาฆ่าวัชพืช (Auxin as herbicide) การใช้ออกซิน
ทีมความเข้มข้นสูงกว่าธรรมชาติมาก ๆ กับวัชพืช ทําให้มการเจริญทีผดปกติ เช่น เร่งให้ม ี
่ ี
ี
่ ิ
การแบ่งเซลล์มาก แต่ไม่มการยืดตัว เนื้อเยื่อถูกทําลาย เช่น phloem ถูกทําลายทําให้
ี
ลําเลียงอาหารไม่ได้ มีเมแทบอลิซึมผิดปกติ โดยเฉพาะการหายใจที่รวดเร็วเผาผลาญ
อาหารทีสะสมไว้ให้หมดไปทําให้พชตาย
่
ื
จิ บเบอเรลลิ น (Gibberellin)
จิบเบอเรลลิน เป็ นฮอร์โมนพืชทีพบโดยนักพฤกษศาสตร์ชาวญีปุนชือ E. Kurosawa ที่
่
่ ่ ่
พบว่า รา Gibberella Fujikurol ทําให้เกิดโรค foolish seedling หรือ bakanae คือต้นข้าว
เติบโตสูงผิดปกติ และไม่สร้างเมล็ด เนื่องจากราชนิดนี้ ปล่อยสารชนิดหนึ่งออกมา ซึ่ง
ภายหลังเมือมีการแยกสารชนิดนี้ได้จากเชือราจึงเรียกว่า Gibberellin ตามชือของเชือราใน
่
้
่
้
เวลาต่อมานักวิทยาศาสตร์สามารถสกัดสารทีคล้ายคลึงกับ Gibberellin ได้จากพืชหลาย
่
ั ั
ชนิด และใช้ระบบการตังชือด้วยเลขหมาย เป็ น Gibberellin Ax ตามลําดับการค้นพบ ปจจุบน
้ ่
พบมากกว่า 40 ชนิด เช่น GA1, GA2, GA3, … แม้จะพบ Gibberellin มากชนิดในพืช แต่ก็
มีเพียงไม่กชนิดทีสารมารถมีกจกรรมทางชีววิทยา และจัดอยู่ในกลุ่มฮอร์โมน ในพืชชันสูง
่ี
่
ิ
้
Gibberellin สร้างมาจากใบอ่อนและผลทียงไม่แก่
่ ั
อิ ทธิ พลของ Gibberellin ต่อการเจริ ญเติ บโตและพัฒนาของพืช
1. กระตุ้นการเจริญเติบโตของลําต้นในพืชแคระ ให้มความสูงเท่ากับพืชปกติ แต่
ี
ขนาดความหนาของลําต้นลดลง ใบเล็กและมีสเี ขียวจาง
2. กระตุ้นการยืดตัวและการแบ่งเซลล์ของลําต้น ทําให้ลําต้นสูงขึน แต่ยบยังการ
้
ั ้
ยืดตัว และการเกิดรากใหม่
478
CU 474
3. กระตุ้นการแบ่งเซลล์แคมเบียมทําให้เกิดโฟลเอมใหม่ ๆ (ออกซินกระตุ้นการ
แบ่งเซลล์แคมเบียมเพือการสร้างไซเลมใหม่ ๆ)
่
4. กระตุนให้พชวันยาว (long-day plant) ให้ออกดอกเร็วขึน เช่น ผักกาดหอม
้
ื
้
และกะหลํ่าปลี
5. กระตุนการงอกของเมล็ดและการเจริญเติบโตของต้นอ่อนธัญพืชบางชนิด เช่น
้
ข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลี และข้าวโอ๊ต
6. ยับยังการเจริญเติบโตของตาดอก (flower bud) และตาลําต้น (vegetative bud)
้
และลดระยะพักตัวของเมล็ด พืชบางชนิดให้สนลงทําให้เมล็ดงอกได้เร็วขึน
ั้
้
7. ช่วยให้มการติดผลหลังการถ่ายละอองเรณู และช่วยในการเจริญเติบโตของผล
ี
พืชบางชนิด เช่น แอปเปิ้ล
การใช้ประโยชน์ จากจิ บเบอเรลลิ น
เกษตรกรใช้ประโยชน์จากจิบเบอเรลลินในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การผลิตผลไม้ เช่น
การใช้จบเบอเรลลินช่วยให้ก้านผลองุ่นไม่มเมล็ดยืดยาวขึนทําให้ผลไม่เบียดกันมาก องุ่น
ิ
ี
้
แต่ละผลเติบโตมีขนาดใหญ่ ใช้จบเบอเรลลินช่วยเร่งการงอกของเมล็ดข้าวบาร์เลย์ในการ
ิ
ทําข้าวมอลท์ในอุตสาหกรรมผลิตเบียร์ ใช้จบเบอเรลลินในการทําให้ออยยืดขยายตัวของ
ิ
้
ปล้องในช่วงฤดูหนาว ทําให้ได้ผลผลิตอ้อยเพิมขึน ใช้ในการปรับปรุงพันธุ์พชโดยการลด
่ ้
ื
ช่วงระยะเวลาการเจริญก่อนการสืบพันธุ์ (jurenile) ให้สนลง เช่น กระตุ้นให้ต้นบีท ต้น
ั้
กะหลํ่าออกดอกได้ ทําให้ผลิตเมล็ดพันธุ์ได้ หรือปรับปรุงพันธุ์พชให้มลกษณะเตี้ย เพื่อ
ื
ี ั
เพิมผลผลิต และป้องกันการล้มของต้นในพวกธัญพืช รวมถึงการใช้สารยับยังการสร้างจิบ
่
้
เบอเรลลิน เพือการผลิตไม้ดอกไม้ประดับให้มตนเตียเป็ นพุมสวยงาม
่
ี ้ ้
่
ไซโตไคนิ นหรือไฟโตไคนิ น (cytokinin หรือ phytokinin)
ไซโตไคนินเป็ นฮอร์โมนพืชทีควบคุมการแบ่งเซลล์ของพืช ไคเนติน (Kinetin) เป็ น
่
ไซโตไคนินชนิดแรกทีคนพบในธรรมชาติเมื่อปี ค.ศ. 1955 มีมากในนํ้ามะพร้าว และซีตน
่ ้
ิ
(zeatin) เป็ นไซโตไคนินทีมมากทีสุดในธรรมชาติโดยเป็ นองค์ประกอบในเอนโดสเปอร์ม
่ ี
่
ของข้าวโพด ไซโตไคนินในธรรมชาติอยู่ในรูปโมเลกุลอิสระมีอยู่ในพืชดอกทุกชนิด มีมาก
บริเ วณปลายราก เนื้ อ เยื่อ เจริญ ปลายยอด เมล็ด ที่กํ า ลัง เจริญ เติบ โต และแคมเบีย ม
นอกจากนี้ยงพบในสาหร่ายไดอะตอม มอส เฟิ รน สน และในแบคทีเรีย จุลนทรียบางชนิด
ั
์
ิ
์
สามารถควบคุมให้เซลล์พชสร้างไซโตไคนินได้ เมื่อเข้าไปอยู่ในพืชจะชักนําให้เนื้อเยื่อพืช
ื
CU 474

479
แบ่งเซลล์ ในบางกรณีสามารถพัฒนาโครงสร้างพิเศษได้ เช่น mycorrhizae ที่อาศัย
ร่วมกับพืชหลายชนิด สามารถควบคุมให้พชสร้างปมรากได้
ื
อิ ทธิ พลของไซโตไคนิ นต่อการเจริ ญเติ บโตและพัฒนาของพืช
ไซโตไคนินมีบทบาทต่อกระบวนการสรีรวิทยาและการเจริญเติบโตพัฒนาของพืช
โดยทํางานร่วมกับออกซิน ช่วยเร่งให้พชมีการแบ่งเซลล์อย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันก็ม ี
ื
การทํางานตรงข้ามกับออกซินในบางเรือง เช่น กระตุนการเจริญของตาข้าง (Lateral bud)
่
้
จากการศึกษาการทํางานของไซโตไคนินในพืชจํา ลองพันธุ์ สามารถสร้า งรากได้ และ
พัฒนาในหลายเรือง เช่น
่
1. ตายอดสร้างใบจํานวนมาก
2. ใบมีคลอโรฟิลล์มสเี ขียวมากกว่าปกติ
ี
3. ใบและก้านใบ อาจสร้างต้นพิเศษ (adventitious shoots) ได้ แม้ใบและก้านใบ
จะไม่มบาดแผล
ี
4. ใบชะลอการพัฒนาทีนําไปสูการตาย (Leaf Senescence)
่
่
5. การข่มของตายอด (Apical dominance) ลดลงมาก
6. พืชสายพันธุทสร้างไซโตไคนินมากกว่าปกติจะชะงักการเจริญเติบโตและมีปล้อง
์ ่ี
สัน
้
7. ทําให้กงชําออกรากน้อยและรากเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ
ิ่
แอบไซซิ น หรือดอร์มิน (Abscisin or Dormin)
แอบไซซิน เป็ นกรดแอบไซสิค (Abscisic acid หรือ ABA) เป็ นฮอร์โมนพืชทีมมาก
่ ี
ตามลําต้น ไรโซม (Rhizome) ตา เมล็ด และผลไม้ทุกระยะ
อิ ทธิ พลของแอบไซซิ นต่อการเจริ ญเติ บโตและพัฒนาของพืช
หน้าทีสวนใหญ่ของแอบไซซินเป็ นสารยับยังการเจริญเติบโต (growth inhibitor)
่่
้
ดังนี้
1. ทําให้การเจริญเติบโตของพืชช้าลง แม้จะทํางานร่วมกับจิบเบอเรลลิน
2. ทําให้เมล็ดและตามีระยะการพักตัวยาวขึนจึงมีชอว่า “Dormin”
้
่ื
3. ยับยังการทํางานของเอนไซม์อะไมเลส ( α - anylase) ในเอนโดสเปอร์มของ
้
เมล็ดธัญพืช
4. กระตุนการแก่ของใบทีพฒนาไปสูความตาย (leaf senescence)
้
่ ั
่
5. กระตุนการร่วงของใบ ดอก และผล จึงมีชอว่า “Abscisin”
้
่ื
480
CU 474
6. กระตุนการปิดของปากใบ
้
เอธิ ลีน (Ethylene)
เอธิ ลี น เป็ น แก๊ ซ ที่ พ ื ช สร้ า งขึ้น มาในขณะที่ เ ซลล์ ม ี เ มแทบอลิ ซึ ม ตามปกติ
โดยเฉพาะอย่างยิงในขบวนการสุกของผลไม้ นอกจากจะสร้างจากผลแล้วยังมีการสร้างที่
่
ราก ลําต้น หัว ใบ ดอก และเมล็ด
อิ ทธิ พลของเอธิ ลีนต่อการเจริ ญและพัฒนาของพืช
1. กระตุนการหายใจทําให้ผลไม้สกเร็วขึน ผลไม้ทแก่จะสะสมแป้งมาก เอธิลนช่วย
้
ุ
้
่ี
ี
เร่งการหายใจทําให้ผลไม้สุก ซึงจะปล่อยแก๊ซเอธิลนออกมาและไปกระตุ้นผลไม้ทอยู่ใกล้
่
ี
่ี
ๆ ให้สกเร็วขึนด้วย
ุ
้
2. ทําให้เกิดการกางของใบ (leaf epinasty) โดยออกซินเป็ นตัวกระตุนให้พชสร้าง
้
ื
เอธิลนไปเร่งให้เซลล์ยดตัวทีแตกต่างกัน
ี
ื
่
3. ยับยังการพักตัวของเมล็ดและตาในพืชบางชนิด
้
4. กระตุนการยืดขยายตัวของลําต้น และก้านใบของพืชบางชนิด
้
5. กระตุนการเกิดรากฝอย (adventitious root) และขนราก (root hair)
้
6. กระตุนการร่วงของใบและผลโดยกระตุนการแก่ของใบและพัฒนาไปสูการตาย
้
้
่
7. ยับยังการเจริญเติบโตของตาข้าง (Lateral bud)
้

CU 474

481
แบบฝึ กหัดท้ายบท
1. เมื่อพืชดูดแร่ธาตุจากดินเข้าสู่ขนรากแล้วจะถูกลําเลียงผ่านเนื้อเยื่ออะไรบ้าง
ก่อนจะถึงวาสคูลาร์บนเดิล
่ ั
ิิ
้
2. พืชใช้ CO2 ในช่วงใดของปฏิกรยาการสังเคราะห์ดวยแสง
3. ออกซิเจนทีเกิดขึนในปฏิกรยาการสังเคราะห์ดวยแสง มาจากโมเลกุลของสาร
่
้
ิิ
้
ชนิดใด
4. ความหมายทีถูกต้องทีสดของ Dark reaction ในกระบวนการสังเคราะห์ดวย
่
ุ่
้
แสงเป็ นอย่างไร
5. สารประกอบทีอยูตวชนิดแรกในกระบวนการสังเคราะห์ดวยแสงของพืช คืออะไร
่ ่ ั
้
6. กลไกการสังเคราะห์ดวยแสง สารทีสร้างขึนในปฏิกรยาใช้แสง (Light reaction)
้
่
้
ิิ
และถูกนําไปใช้ในปฏิกรยาไม่ใช้แสง คืออะไร
ิิ
7. นํ้าตาลตัวแรกทีได้รบจากการสังเคราะห์ดวยแสง คืออะไร
่ ั
้
8. ผลจากการเกิดปฏิสนธิซอนในพืชดอก ทําให้เกิดสิงใด
้
่
9. ผลไม้แบ่งเป็ นกลุมใหญ่ 3 กลุม ได้แก่ อะไรบ้าง
่
่
10. ในถุงเอมบริโอ (embryo sac) ของพืช มีนิวเคลียสกีกลุ่ม อะไรบ้าง และนิวเคลียส
่
ทีเกียวข้องกับการปฏิสนธิได้แก่อะไรบ้าง
่ ่
11. การเคลือนไหวแบบ turgor movement สัมพันธ์กบขบวนการใด
่
ั
12. ถ้าตัดส่วนแผ่นใบออกให้เหลือแต่กานใบ 2-3 วันต่อมา ก้านใบจะหลุดออกจากต้น
้
ทีเป็ นเช่นนี้เกิดจากอะไร
่
13. การทีรากของพืชพยายามเบนหนีจากแสงสว่างอยูตลอดเวลา เนื่องจากอะไร
่
่
14. การทีปลายยอดของพืชเอนเข้าหาแสงสว่างเป็ นเพราะอะไร
่
15. ฮอร์โ มนพืช ที่ช่ ว ยในการขยายตัว ของเซลล์ลํ า ต้น ช่ ว งระหว่ า งข้อ ถ้ า ขาด
ฮอร์โมนนี้จะทําให้ลาต้นเตีย ราบางชนิดสร้างฮอร์โมนนี้ได้ ฮอร์โมนชนิดนี้คออะไร
ํ
้
ื

482

CU 474

Biology Chapter10

  • 1.
    บทที่ 10 การดํารงชีวิตของพืช Maintenance ofPlant Life วัตถุประสงค์การเรียนรู้ เมือศึกษาบทเรียนนี้แล้วนักศึกษาสามารถ ่ 1. อธิบายกลไกการลําเลียงนํ้า แร่ธาตุ และสารอาหารของพืช 2. อธิบายกลไกการสังเคราะห์ดวยแสงของพืช ้ 3. บอกโครงสร้างของดอกและชนิดของดอก 4. อธิบายกระบวนการสร้างเซลล์สบพันธุของพืช ื ์ 5. อธิบายการถ่ายละอองเรณูและการผสมพันธุของพืช ์ 6. บอกส่วนประกอบและชนิดของผล 7. อธิบายการงอกและการเจริญเติบโตของพืช 8. อธิบายกลไกการตอบสนองของพืช 9. อธิบายการทํางานของสารเคมีต่อการตอบสนองของพืช การดํารงชีวตของพืชมีก ระบวนการต่า ง ๆ ได้แ ก่ การลํา เลีย งสาร พืช ลํา เลีย ง ิ สารอนินทรียพวกนํ้าและแร่ธาตุจากดินโดยระบบท่อนํ้า (Xylem) แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ์ เข้า ทางปากใบ สารอนิ น ทรีย์เ หล่ า นี้ พ ืช นํ า ไปใช้ใ นกระบวนการสัง เคราะห์ ด้ว ยแสง (Photosysthesis) โดยการรวมกันทางเคมีของคาร์บอนไดออกไซด์และนํ้ามีพลังงานแสง เป็ นตัวช่วย ได้เป็ นคาร์โบไฮเดรต และผลพลอยได้ คือ ออกซิเจนและนํ้า สารอาหารทีพช ่ ื สร้างได้จะลําเลียงไปทางท่ออาหาร (Phloem) ไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช กระบวนการเมแทบอลิซม พืชมีการสลายโมเลกุลของสารอาหารคาร์โบไฮเดรต ึ โดยการสันดาปด้วยออกซิเจน เพื่อนํ าพลังงานไปใช้ในกิจกรรมดําเนินชีวตเช่นเดียวกับ ิ สัต ว์ กระบวนการขับ ถ่ า ยของเสีย พืช มีก ารขับ ถ่ า ยของเสีย ในรูป แก๊ ส และไอนํ้ า เข้า สู่ บรรยากาศทางปากใบเป็ นส่วนใหญ่ พืชสามารถเคลื่อนไหวเพือตอบสนองต่อสิงเร้าได้ ทัง ่ ่ ้ สิงเร้าภายนอก เช่น แสงสว่าง และสิงเร้าภายใน คือ ฮอร์โมน พืชมีกระบวนการสืบพันธุ์ ่ ่ CU 474 413
  • 2.
    ทังอาศัยเพศ และไม่อาศัยเพศ กระบวนการเจริญเติบโตอาศัยเนื้อเยื่อเจริญทํา หน้ า ที่ ้ แบ่งตัวเพิมจํานวน และเปลียนแปลงไปเป็ นเนื้อเยือถาวร เพือเพิมขนาดของลําต้น ่ ่ ่ ่ ่ 10.1 การลําเลียงในพืช การลําเลียงนํ้าของพืช (Water Conduction) บริเวณทีมการดูดนํ้ามากทีสด คือ บริเวณขนราก (Root Hair Zone) ซึงมีเซลล์ ่ ี ุ่ ่ ขนรากทําหน้าทีสําคัญ ในดินนํ้ าจะเคลื่อนทีมาที่ผวรากโดยกระบวนการ Mass Flow ่ ่ ิ ซึงเป็ นการเคลื่อนทีของนํ้ าทีถูกผลักดันไปโดยความแตกต่างของความดันนํ้ าสองบริเวณ ่ ่ ่ คือ นํ้าบริเวณใกล้รากจะแพร่เข้าสูเซลล์ของรากตลอดเวลา ทําให้ปริมาณนํ้าบริเวณนี้ลดลง ่ ความดันของนํ้ าจึงลดลงตํ่ากว่าความดันของนํ้ าทีอยู่ห่างจากราก นํ้ าบริเวณนี้จงไหลมาที่ ่ ึ ผิวรากได้ โดยผ่านมาตามช่องว่างระหว่างอนุภาคดินทีตดต่อกัน ่ ิ นํ้ าในดินทีสมผัสกับผิวรากจะเข้าสู่ท่อนํ้ าในรากโดยผ่านเซลล์ชนต่าง ๆ คือ เอพิเดอร์ ่ ั ั้ มิส คอร์เทกซ์ เอนโดเดอร์มส และท่อนํ้า ด้วย 2 วิถทาง ิ ี 1. วิถอะโปพลาสต์ (Apoplast Pathway) นํ้าจะเคลื่อนทีจากเซลล์หนึ่งไปยังอีก ี ่ เซลล์ โดยทาง Membrane หรือทางช่องว่างระหว่างเซลล์ ซึงนํ้าจะต้องเคลื่อนทีขามผ่าน ่ ่ ้ Membrane ในแต่ละเซลล์ 2 ครัง และขณะที่น้ํ าอยู่ในเซลล์น้ํ าอาจจะเข้าและออกจาก ้ แวคิวโอลได้ดวย ้ 2. วิถซมพลาสต์ (Symplast Pathway) นํ้าเคลื่อนทีจากเซลล์หนึ่งไปอีกเซลล์ทอยู่ ี ิ ่ ่ี ข้างเดียว โดยผ่านทางรูผนังเซลล์ (Plastmodesma) ช่องทางนี้เป็ นทางติดต่อของไซโต พลาสซึม ดังนัน นํ้าจึงเคลื่อนทีผานไซโตพลาสซึมจากเซลล์หนึ่งยังอีกเซลล์ วิถซมพลาสต์ ้ ่ ่ ี ิ นํ้าสามารถผ่านเซลล์เอพิเดอร์มสเข้าสูคอร์เทกซ์ เอนโดเดอร์มส และไซเลมได้ ิ ่ ิ การลําเลียงนํ้ าโดยวิถีอะโปพลาสต์ จะมาสิ้นสุดที่เซลล์เอนโดเดอร์มสเนื่องจาก ิ เซลล์ชนนี้มแถบไขมันพวกซูเบอริน (Suberin) เคลือบผนังเซลล์ทเรียกว่า แถบแคสปาั้ ี ่ี เรียน (Casparian Stripe) ซึงไขมันไม่ละลายในนํ้า ทําให้น้ําผ่าน Membrane ไม่ได้ ดังนัน ่ ้ นํ้ า ที่ลํา เลีย งมาโดยวิถีอ ะโปพลาสต์จ ะเข้า สู่เ อนโดเดอร์ม ิส ได้ด้ว ยวิถีซิม พลาสต์ หรือ ช่องว่างของแถบแคสปาเรียนทีอาจเกิดขึนระหว่างการเกิดรากแขนง ่ ้ อย่างไรก็ตาม พบว่า สารซูเบอรินจะมีแต่เฉพาะในเอนโดเดอร์มสของรากทีมอายุ ิ ่ ี มาก ซึงหยุดการเจริญเติบโตแล้ว และเป็ นบริเวณทีห่างจากปลายราก ซึงมีการดูดนํ้าน้อย ่ ่ ่ 414 CU 474
  • 3.
    ส่วนปลายรากที่อายุยงน้อยไม่พบซูเบอริน ดังนัน นํ้าจึงเคลื่อนทีผ่านเซลล์บริเวณปลาย ั ้ ่ รากในปริมาณทีมาก ่ รูปที่ 10.1.1 วิถทางการลําเลียงนํ้าทางรากพืชสองเส้นทาง คือ อะโปพลาสต์และซิมพลาสต์ ี (จาก George B. Johnson, 1997) กระบวนการดูดนํ้าของพืช พืชดูดนํ้าเข้าสูเซลล์ดวย 2 วิธี ได้แก่ ่ ้ 1. กระบวนการออสโมซิส (Osmosis) เป็ นวิธทพชดูดนํ้าได้เป็ นส่วนใหญ่โดยเริม ี ่ี ื ่ จากเซลล์ขนราก ซึงมีสารละลายอยู่มากในไซโตพลาสซึมจึงมีแรงดันออสโมซิส (Osmotic ่ Pressure) สูงกว่านํ้าในดิน นํ้าจากดินจึงแพร่เข้าสูเซลล์ได้ เมือนํ้าเข้าสูเซลล์ ขนรากจะทํา ่ ่ ่ ให้ความเข้มข้นของสารละลายในเซลล์น้อยกว่าเซลล์ทอยู่ถดเข้าไป นํ้าจากเซลล์ขนรากจึง ่ี ั แพร่เข้าสูเซลล์ใกล้เคียงได้ และในทํานองเดียวกันนี้น้ําจะสามารถแพร่ต่อไปยังเซลล์ถดไป ่ ั ได้เรือย ๆ ่ 2. กระบวนการแอกทีฟ แอพซอพชัน (Active Absorption) เป็ นกระบวนการดูดนํ้า ที่พชใช้พลังงานซึ่งได้จากขบวนการเมแทบอลิซึมของเซลล์ดงนํ้ าจากบริเวณที่มความ ื ึ ี เข้มข้นน้อยกว่านํ้าในเซลล์เข้าสูเซลล์ได้ ซึงมักเกิดในบริเวณทีแห้งแล้ง นํ้าในดินมีน้อย ่ ่ ่ กลไกการลําเลียงนํ้าของพืช การลําเลียงนํ้ าของพืชจากส่วนล่าง คือ ราก ขึ้นสู่ท่ีสูงคือ ลํา ต้นและใบของพืช ั ั ่ ปจจุบนเชือว่าพืชมีกลไกการลําเลียงหลายวิธรวมกัน ได้แก่ ี่ 1. แรงดันราก (Root Pressure) คือ แรงดันให้น้ําเคลื่อนทีต่อเนื่องกันจากรากเข้าสู่ ่ ไซเลมจนถึงปลายยอดของพืช แรงดันนี้เป็ นกระบวนการ Active Absorption แรงดันรากมี เพียง 2-5 บรรยากาศเท่านัน และเกิดเฉพาะกับพืชบางชนิดในสภาพพื้นดินที่มค วาม ้ ี CU 474 415
  • 4.
    ชุ่มชื้นมาก ดังนันแรงดันรากเพียงอย่างเดียวจึงไม่น่าจะเพียงพอที่จะดันให้น้ํ าขึนไปถึง ้ ้ ยอดทีมความสูงมากๆ ได้ ต้องมีแรงดันอย่างอื่นมาช่วยดันให้น้ําขึนไปด้วย ่ ี ้ 2. คะพิลลารี แอคชัน (Capillary Action) คือ การเคลื่อนทีของนํ้าในหลอดขนาด ่ เล็ก (Capillary Tube) ทีถูกดันให้ขนไปสูงกว่าระดับนํ้าในบริเวณเดียวกัน ซึงเกิดจากแรง ่ ้ึ ่ ตึงผิวของโมเลกุลของนํ้ากับผนังด้านข้างของหลอดทีมแรงยึดเกาะกัน เรียกว่า Adhesion ่ ี คะพิลลารี แอคชัน ใช้อธิบายการเคลื่อนที่ของนํ้ าในท่อเวสเซลที่ไหลต่อกันอย่างไม่ขาด สาย เป็ นเพราะโมเลกุลของนํ้ามีแรงดึงดูดซึงกันและกัน คือ แรงโคฮีชน (Cohesion) และมี ่ ั แรง Adhesion ยึดเกาะกับผิวของท่อเวสเซล นํ้าจะลําเลียงขึนไปได้สงมาก ๆ ท่อจะต้องมี ้ ู ขนาดเล็กมาก แต่ท่อนํ้ าของพืชยังมีขนาดเล็กไม่พอทีจะทําให้เกิดคะพิลลารี แอคชัน นํ า ่ นํ้าไปถึงยอดพืชทีสงมาก ๆ ได้ ู่ 3. ทรานสไปเรชัน พูล (Transpiration Pull) คือ แรงทีเกิดจากการคายนํ้าของพืช ่ ซึงเป็ นวิธลาเลียงนํ้าได้ดของพืชทุกชนิด ทุกขนาด ใบของพืชมีการคายนํ้าตลอดเวลาทําให้ ่ ีํ ี เซลล์ของใบขาดนํ้าจึงเกิดแรงดึงนํานํ้าจากข้างล่างขึนมาทดแทนได้อย่างต่อเนื่อง ้ การคายนํ้าทีใบทําให้เซลล์ทใบขาดนํ้า จึงมีแรงดันออสโมซิสสูงขึน ส่วนแรงดันเต่ง ่ ่ี ้ (Turgor Pressure) จะลดลงเรือย ๆ จนมีค่าเป็ นศูนย์ ใบจะเริมเหียว แต่ยงคายนํ้าได้อก ่ ่ ่ ั ี ถ้าสิงแวดล้อมอํานวยทําให้ค่า Turgor Pressure เป็ นลบ ใบจะเหียวจนเห็นได้ชดเจน ่ ่ ั ขณะเดียวกัน Osmotic Pressure จะยิงเพิมมากขึน จึงมีแรงดัน (Tension) ดึงนํ้าจาก ่ ่ ้ ข้างล่างขึนมาด้านบน เซลล์ดานล่างจะขาดนํ้ าจึงเหียว ทําให้ดูดนํ้าจากเซลล์ล่างถัดไปได้ ้ ้ ่ อีกต่อเนื่องกันไป แสดงว่าการคายนํ้ ามากทําให้มแรงดึงมากขึน นํ้ าจึงขึนสู่ทสงได้ พบว่า ี ้ ้ ่ี ู แรงดึงทีเกิดจากการคายนํ้าของพืชมีมากถึง 200-300 บรรยากาศ ่ การดึงนํ้ าขึนสู่ทสูงย่อมต้องใช้แรงมาก เนื่องจากมีการเสียดทานของเซลล์ต่าง ๆ ้ ่ี แต่พบว่า สายนํ้าไม่ขาดตอนเลย แสดงว่าโมเลกุลของนํ้ามีแรงดึงดูดกัน (Cohesion) มาก ซึงพบว่า มีประมาณ 150 บรรยากาศ ่ แรงทังสามชนิด คือ แรงจากการคายนํ้ า (Transpiration Pull) แรงดึงของนํ้ า ้ (Tention) และแรงยึดเกาะของโมเลกุลของนํ้า (Cohesion) ทําให้น้ําในลําต้นพืชสามารถ ลําเลียงนํ้าจากด้านล่างขึนไปสูยอดสูง ๆ ได้ โดยไม่ขาดสาย ้ ่ Dixon และ Joly ได้ตงทฤษฎี Transpiration Cohesion Tension Theory ในปี ั้ ั ั 1894 ซึงใช้อธิบายการลําเลียงนํ้าของพืช และเชือถือกันมากทีสดจนถึงปจจุบน ่ ่ ุ่ 416 CU 474
  • 5.
    การลําเลียงธาตุอาหารของพืช (Translocation ofMinerals) พืชส่วนใหญ่ ดูดเกลือแร่ในรูปของไอออน และเลือกดูดไอออนชนิดต่าง ๆ ด้วย อัตราเร็วไม่เท่ากัน และมีการแข่งขัน วิธการดูดเกลือแร่ของพืชทําได้หลายวิธี ี 1. การแพร่ (Diffusion) ปกติในดินจะมีเกลือแร่มากกว่าในเซลล์เสมอ ดังนัน เกลือ ้ แร่จากดินจึงแพร่เข้าสูเซลล์ได้ เมื่อเซลล์หนึ่งรับเกลือแร่เข้ามาทําให้มความเข้มข้นสูงกว่า ่ ี เซลล์ถดไป จึงแพร่ผานต่อกันไปได้อย่างต่อเนื่อง ั ่ 2. การแลกเปลียนอิออน (Ion Exchange) เป็ นวิธดดเกลือแร่โดยมีการแลกเปลียน ่ ี ู ่ + ่ ไอออนกับผิวราก ทีรากจะมี H เป็ นส่วนใหญ่ ซึงได้มาจากคาร์บอนไดออกไซด์ในการ ่ หายใจของเซลล์ทเี่ ข้ารวมกับนํ้าเป็ นกรดคาร์บอนิค (H2CO3) แล้วแตกตัวให้ H+ ยึดเกาะ กับผิวรากและเคลื่อนทีในวงจํากัด บริเวณผิวรากจึงมีแรงดึงดูดระหว่างประจุบวกกับประจุ ่ ่ ลบ และสามารถแลกเปลียนไอออนกันได้ เช่น ในสารละลายทีม ี K+ มาก แล้วเคลื่อนทีเข้า ่ ่ + + ี ่ ่ี ิ ไปอยู่บริเวณราก K ก็มโอกาสทีจะถูกจับไว้ทผวรากได้เช่นเดียวกับ H และโอกาสที่ H+ + + ่ และ K จะหลุดออกจากรากก็มเี ท่ากัน ถ้า H หลุดออก K+ ก็สามารถจะเข้าไปแทนทีได้ เช่นกัน ส่วนการแลกเปลียนโดยการดูดประจุลบ เกิดจากการเข้าแทนที่ OH- หรือ HCO3่ ซึงมีอยูในรากเป็ นส่วนใหญ่ การแลกเปลียนไอออนทําให้ pH ของนํ้าในดินเปลียนแปลงไป ่ ่ ่ ่ ด้วย ถ้ามีการแลกเปลียนประจุบวกมาก pH ของนํ้าในดินจะเป็ นกรดมากขึน ่ ้ 3. กระบวนการแอกทีฟ แอพซอพชัน และการสะสมไอออน (Active Absorption and Ion Accumulation) การดูดเกลือแร่โดยวิธี Active Absorption ส่วนใหญ่เกิดทีบริเวณ ่ เนื้อเยื่อเจริญของราก ซึ่งเป็ น บริเวณที่มอตราการหายใจสูง มีพลังงานมาก จึงดูดและ ี ั สะสมเกลือแร่มาก การลําเลียงสารอาหารของพืช (Translocation of Nutrients) พืชทําการสังเคราะห์ดวยแสงทีใบได้น้ํ าตาล แล้วเปลียนเป็ นแป้ง ส่งไปตามโฟลเอม ้ ่ ่ ไปเลียงส่วนต่าง ๆ ของพืช ้ การทดลองทีแสดงว่าพืชลําเลียงอาหารไปตามท่อโฟลเอม อาจทําได้โดยการควัน ่ ่ และลอกเปลือกของลําต้นพืชใบเลี้ยงคู่ออก ทิ้งไว้ 2-3 สัปดาห์ จะสังเกตเห็นบริเวณรอย ่ ควันตอนบนโปงออก เนื่องจากอาหารทีลาเลียงลงมาจากยอดมาสะสมอยูมาก ่ ่ํ ่ CU 474 417
  • 6.
    ราบิโดและเบอร์ (Rabideau &Burr) ทําการทดลองโดยให้ C13O2 กับใบพืช 4 กลุ่ ม ที่ทํ า ลายโฟลเอมของลํ า ต้น บริเ วณต่ า ง ๆ ด้ว ยไอนํ้ า ร้อ นหรือ ขี้ผ้ึง ร้อ น ต้น ที่ 1 ไม่ทําลายโฟลเอม ต้นที่ 2 ทําลายโฟลเอมบริเวณเหนือใบทดลอง ต้นที่ 3 ทําลายโฟลเอม บริเวณใต้ใบทดลอง และต้นที่ 4 ทําลายโฟลเอมบริเวณเหนือและใต้ใบทดลอง เมือให้ C13O2 กับใบพืชในระยะเวลาหนึ่ง แล้วตรวจหา C13 ในโมเลกุลของนํ้าตาล ่ ผลการทดลอง พบว่า ต้นที่ 1 พบทุกส่วนของลําต้น ต้นที่ 2 พบเฉพาะส่วนทีอยูใต้รอยโฟลเอมทีถูกทําลาย ่ ่ ่ ต้นที่ 3 พบเฉพาะลําต้นเหนือรอยโฟลเอมทีถูกทําลาย ่ ต้นที่ 4 พบเฉพาะบริเวณลําต้นทีอยู่ระหว่างรอยโฟลเอมทีถูกทําลาย แสดงว่า ่ ่ โฟลเอมเป็ นท่อสําหรับลําเลียงสารอาหารจากใบไปส่วนต่าง ๆ ของลําต้น รูปที่ 10.1.2 การทดลองการลําเลียงนํ้าตาลในท่อลําเลียงอาหารของพืช กลไกการลําเลียงสารอาหารของพืช สมมติฐ านที่อ ธิบ ายกลไกการลํา เลีย งสารอาหารของพืช ที่ย อมรับ กัน ทัวไปใน ่ ั ั ปจจุบน คือ Mass Flow Hypothesis ซึงอธิบายว่าสารอาหารถูกลําเลียงไปในท่อโฟลเอม ่ เกิ ด จากการผลั ก ดั น โดยความแตกต่ า งของความดั น ภายในท่ อ สมมติ ฐ านนี้ ม ี นักวิทยาศาสตร์ได้ทําการศึกษาวิจยเพื่อสนับสนุ น ดังเช่น M.H Zimmerman ได้สงเกต ั ั การใช้ปากของเพลียอ่อนเจาะเข้าไปในท่อโฟลเอมของพืช เพื่อดูดของเหลวจากท่อจนล้น ้ ออกมาทางก้น (Honen dew) การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของของเหลวทีไม่ผ่าน ่ ลําตัวของเพลียน่ าจะเป็ นสิงทีน่าเชื่อถือมากกว่า เขาจึงตัดส่วนของลําตัวเพลียโดยการทํา ้ ่ ่ ้ ให้สลบด้วยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และตัดตัวเพลี้ยด้วยแสงเลเซอร์ ของเหลวที่ได้จาก ่ ปากเพลียพบว่า ส่วนใหญ่เป็ นนํ้าตาลซูโครส ดังนันถ้าให้ 14CO2 ทางใบกับพืชเพือทําการ ้ ้ ้ สังเคราะห์ดวยแสง ซึงจะได้ซูโครสทีม ี 14C เป็ นองค์ประกอบ และเมื่อให้เพลียอ่อนแทง ้ ่ ่ 418 CU 474
  • 7.
    ปากในโฟลเอมตําแหน่ งต่าง ๆก็จะหาอัตราการเคลื่อนที่ของนํ้ าตาลในโฟลเอมได้ จาก การทดลอง พบว่า นํ้าตาลในโฟลเอมสามารถเคลื่อนทีดวยอัตราประมาณ 100 เซนติเมตร ่ ้ ต่อ ชัวโมง จากผลการทดลองนี้ทําให้คดได้ว่าการเคลื่อนทีของนํ้าตาลในโฟลเอมคงไม่ใช่ ่ ิ ่ กระบวนการแพร่ธรรมดา ต้องมีพลังงานเข้ามาเกียวข้องอยูดวย ่ ่ ้ ในทฤษฎี Mass Flow ซึงเสนอโดย Ernst Munch ในปี ค.ศ. 1930 อธิบายการไหล ่ ของของเหลวในเซลล์ลําเลียงอาหารว่ามีแรงผลักดันทีเกิดจากความแตกต่างของความดัน ่ ระหว่างแหล่งสร้าง (Source) กับแหล่งเก็บ (Sink) ซึงความแตกต่างของความดันเกิดจาก ่ การลําเลียงอาหารเข้าสู่โฟลเอมที่แหล่งสร้าง และการลําเลียงอาหารออกจากโฟลเอมที่ แหล่งเก็บ พืชจะใช้พลังงานในการลําเลียงอาหารเข้าสู่โฟลเอมทีแหล่งสร้าง ทําให้ความ ่ เข้มข้นของสารละลายในโฟลเอมเพิมมากขึน ความเข้มข้นของนํ้าในเซลล์โฟลเอมจึงลดลง ่ ้ นํ้ า จากเซลล์ไ ซเลมข้า งเคียงจึงแพร่เ ข้า สู่เซลล์โ ฟลเอม ทํา ให้เ ซลล์ม ีแรงดัน เต่ง (T.P) เพิมขึ้น ในขณะเดียวกันการลําเลียงอาหารออกจากโฟลเอมไปที่เซลล์แหล่งเก็บ (Sink ่ Cell) ทําให้ความเข้มข้นของนํ้าในเซลล์โฟลเอมเพิมมากขึน เนื่องจากสารละลายมีความ ่ ้ เข้มข้นลดลง ทําให้น้ํ าแพร่ไปยังเซลล์ไซเลมทีอยู่ขางเคียง แรงดันเต่งในโฟลเอมจึงลดลง ่ ้ แรงดันเต่งทีแหล่งสร้างกับทีแหล่งเก็บจึงแตกต่างกันทําให้เกิดการแพร่ของสารจากเซลล์ ่ ่ แหล่งสร้างมายังเซลล์แหล่งเก็บได้ ซึงไม่ตองใช้พลังงาน ่ ้ รูปที่ 10.1.3 การลําเลียงสารอาหารจากแหล่งสร้างมายังแหล่งเก็บในโฟลเอม (จาก Campbell et al, 2003 และ Taiz and Zeiger, 2002) CU 474 419
  • 8.
    แม้ว่าการลําเลียงอาหารจะใช้กลไกความแตกต่างของความดันเป็ นแรงผลักดันให้ สารละลายในโฟลเอม เคลื่อนทีเป็นระยะทางไกลแบบไม่ใช้พลังงาน (Passive) แต่พชก็ยง ่ ื ั ต้องใช้พลังงาน (Active) ในการนําสารละลายเข้าและออกจากโฟลเอมในปริมาณมากเพื่อ สร้างความแตกต่างของความดันที่จะเป็ นแรงผลักดันในการลําเลียงจากใบที่เป็ นแหล่ง สร้างไปยังรากซึงเป็ นแหล่งเก็บ ่ แต่มขอสงสัยว่าในโฟลเอมทีเป็ น Sieve Tube เป็ นเซลล์ทมชวตบริเวณแผ่นตะแกรง ี ้ ่ ่ี ี ี ิ (Sieve Plate) ยังมีสายไซโตพลาสซึมทีจะขัดขวางการลําเลียงสาร จึงไม่น่าจะผ่านได้เร็ว ่ นอกจากนี้ยงพบว่าบางครัง Turgor Pressure ในเซลล์รากก็ไม่ได้มค่าน้อยไปกว่าใบ จึงไม่ ั ้ ี ั เป็ นปจจัยทีจะทําให้เกิดแรงผลักดันทีจะลําเลียงสารได้รวดเร็ว และยังอาจเป็ นการลําเลียง ่ ่ จากรากไปที่ใ บก็ไ ด้ เพราะพบว่า การลํ า เลีย งสารอาหารของพืช มีท ง สองทิศ ทาง คือ ั้ ลําเลียงขึนและลง ้ นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาวิจย เพื่ออธิบายข้อสงสัย เหล่า นี้ เพื่อสนับสนุ นทฤษฎี ั Mass Flow ดังนี้ 1. Sieve Tube Member มีรตะแกรง (Sieve Plate Pore) เป็ นช่องเปิ ด ไม่ได้อุด ู ตันในขณะทีเซลล์ยงมีชวต ซึงนักวิทยาศาสตร์ได้ทําการศึกษาโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ชนิด ่ ั ีิ ่ พิเศษ (Confocal Laser Scanning Microscope) กับเทคนิคการให้สารสีเรืองแสงกับ สารละลายในโฟลเอมเพื่อติดตามการเคลื่อนที่ของสารอาหาร ทําให้ทราบว่าสารอาหาร สามารถลําเลียงผ่านรูตะแกรงของเซลล์ Sieve Tube Member ได้ 2. ไม่พบการลําเลียงสองทิศทางทีเกิดในเซลล์ท่ออาหารเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์ ่ ทําการทดลองโดยใช้สารเคมี 2 ชนิดทําเครื่องหมายกับ 2 ใบทีตดกัน แต่ละใบมีสารเคมีท่ี ่ ิ ต่างกัน แล้วตรวจหาสารเคมีท่ีโฟลเอมของใบทังสอง อีกการทดลองหนึ่ง ผู้ทดลองทํา ้ เครืองหมายด้วยสารเคมีทขอ แล้วตรวจหาสารทีดานบนและล่าง จากผลการทดลองพบว่า ่ ่ี ้ ่ ้ พืชมีการลําเลียงสองทิศทางในโฟลเอมทีอยูกนคนละมัดของท่อลําเลียง หรือในมัดเดียวกัน ่ ่ ั แต่ต่างเซลล์กน ั 3. อัต ราการลํ า เลีย งสารอาหารในโฟลเอมไม่ ต อบสนองต่ อ การใช้พ ลัง งาน นัก วิทยาศาสตร์ทํา การทดลองโดยทํา ให้บ างส่ว นของก้า นใบได้ร บ อุ ณ หภูมท่ีต่ํา ลงถึง ั ิ ่ ี ้ 1 C อย่างรวดเร็ว เพือทําให้เอนไซม์ไม่ทํางานจึงไม่มการสร้างพลังงาน พบว่า การยับยัง การลําเลียงสารอาหารออกจากใบเป็ นเพียงระยะสัน อัตราการลําเลียงจะค่อย ๆ กลับคืนสู่ ้ 420 CU 474
  • 9.
    ระดับปกติ แม้ว่าความเย็นนี้จะยังทําให้อตราการหายใจทีกานใบยังคงลดลงน้อยกว่าปกติ ั ่ ้ 90% ก็ตาม แสดงว่าการลําเลียงสารอาหารในโฟลเอมมีการใช้พลังงานน้อยมาก 4. ความแตกต่างของความดันมากพอทีจะผลักดันสารละลายให้เคลื่อนทีได้ใน ่ ่ ระยะใกล้ นักวิทยาศาสตร์ทดลองความดันโดยใช้เครื่องมือ Micromano Meter หรือ Pressure Transducer ต่อเข้ากับปากเพลี้ยอ่อนทีเจาะเข้าไปในโฟลเอม ซึ่งจะมีของ ่ เหลวไหลออกมา ค่าทีวดได้ถอว่าใกล้เคียงความเป็ นจริง เนื่องจากปากของเพลี้ยจะเจาะ ่ ั ื เซลล์เพีย งเซลล์เดีย วและรอบปากเพลี้ย จะไม่ม ีร อยรัว จากการทดลองวัด ความดัน ที่ ่ บริเวณแหล่งสร้าง (Source) กับแหล่งเก็บ (Sink) พบว่า แรงดันในเซลล์ใกล้เคียงแหล่ง สร้างมีมากกว่าเซลล์ใกล้เคียงแหล่งเก็บ ซึ่งจากการคํา นวณแรงดันของบริเวณทังสอง ้ นักวิทยาศาสตร์พบว่า มีความแตกต่างของแรงดันมาพอทีจะผลักดันให้มการไหลของ ่ ี ชีวมวลไปทางโฟลเอมได้ การคายนํ้าของพืช (Transpiration) นํ้าทีพชดูดเข้าไปทางราก จะถูกลําเลียงผ่านลําต้นไปทีใบเพื่อใช้ในกระบวนการเม ่ ื ่ แทบอลิซมเพียงเล็กน้อยเท่านัน นํ้าส่วนใหญ่จะถูกกําจัดออกไปในรูปของไอนํ้าทางปากใบ ึ ้ เรียกว่า การคายนํ้ า ซึ่งจะเกิดในเวลากลางวันที่พชมีการสังเคราะห์ด้วยแสง ส่วนในเวลา ื กลางคืนเป็ นเวลาทีปากใบปิ ด พืชจะกําจัดนํ้ าออกทางท่อไฮดราโทด (Hydrathode) ที่ ่ บริเวณปลายใบในรูปของหยดนํ้า เรียกว่า กัตเตชัน (Guttation) การคายนํ้าของพืชส่วนใหญ่เป็ นการแพร่ของไอนํ้า ซึงเกิดได้หลายบริเวณ ได้แก่ ่ 1. การคายนํ้าทางปากใบ (Stomatal Transpiration) เกิดมากทีสด ุ่ 2. การคายนํ้าทางผิวใบ (Cuticular Transpiration) เป็ นการคายนํ้าทีผวใบ ซึงมี ่ ิ ่ คิวติเคิล ฉาบอยู่ทผวเซลล์เอพิเดอร์มส เป็ นการคายนํ้ าได้น้อย เนื่องจากมีสารพวกไขมัน ่ี ิ ิ (Wax) เคลือบอยู่ ป้องกันการแพร่ของไอนํ้า 3. การคายนํ้ าทางรอยแตกของลําต้นทีเรียกว่า ตา (Lenticular Transpiration) ่ เกิดขึนน้อยมาก เนื่องจาก Lenticel มีน้อย และเป็ นส่วนของ Cork Cell ด้วย ้ CU 474 421
  • 10.
    กลไกการคายนํ้าของพืช ั เซลล์สปนจี (Spongy Cell)ในชัน Mesophyl ของใบมีการจัดเรียงตัวอย่างหลวม ๆ ้ ทําให้เกิดช่องว่างระหว่างเซลล์มากและมีชองอากาศใหญ่ (Air Space) ทีอยู่ถดจากเซลล์ ่ ่ ั เอพิเดอร์มสด้านล่าง ซึงตรงกับปากใบ เซลล์ส ิ ่ ั ป น จีจ ะสัม ผัส กับ อากาศภายนอก ไอนํ้ า ใน ช่ อ งว่ า งจึง แพร่ อ อกมาข้า งนอกได้ ในเวลา กลางวันปากใบจะเปิ ด เนื่องจากเซลล์คุมมีการ สังเคราะห์ด้วยแสงได้น้ํ าตาล ทําให้เซลล์คุมมี สารละลายเข้ม ข้น กว่ า เซลล์ ข้า งเคีย ง จึง มี แรงดันออสโมซิส (O.P) เพิมขึน นํ้ าในเซลล์ ่ ้ ข้างเคียงจึงแพร่เข้าสูเซลล์คุมได้ ทําให้มแรงดัน ่ ี เต่ง (T.P.) ในเซลล์สงขึน ทําให้เซลล์เต่ง แต่ ู ้ รูปที่ 10.1.4 การปิดเปิดของปากใบ (จาก George B. Johnson, 1997) เนื่องจากผนังด้านนอกของเซลล์บางกว่าด้าน ใน จึงดันให้ผนังด้านนอกโค้งออกมากกว่าด้าน ใน ปากใบจึงเปิ ดกว้าง ไอนํ้ าในช่องอากาศจึงแพร่ออกมาด้านนอก ใบมีการคายนํ้ ามากก็ ส่งผลให้รากดูดนํ้ามากเพือชดเชยกับปริมาณนํ้าทีเสียไป ใบจึงเต่งอยูเสมอ ่ ่ ่ ปัจจัยที่ควบคุมการคายนํ้าของพืช การคายนํ้ าของพืชจะเกิดมากหรือน้อย เร็วหรือช้า ขึนอยู่กบสภาพแวดล้อมของ ้ ั พืช ได้แก่ 1. แสงสว่าง ในสภาพที่มความเข้มของแสงมาก จะมีผลทําให้ปากใบเปิ ดกว้าง ี เนื่องจากเซลล์คุมมีการสังเคราะห์ดวยแสงมากใบจึงคายนํ้ ามาก นอกจากนี้แสงสว่างยังมี ้ ผลทํ า ให้อุ ณ หภู ม ิข องบรรยากาศรอบใบสูง ทํ า ให้น้ํ า รอบ ๆ ใบกลายเป็ น ไอมากขึ้น ใบจึงคายนํ้ามาก 2. อุณหภูม ิ เมื่ออุณหภูมของบรรยากาศรอบ ๆ ใบสูง จะทําให้อุณหภูมของนํ้ าใน ิ ิ ใบสูงขึนด้วย นํ้ าจึงเปลียนสภาพเป็ นไอได้ง่ายและเร็ว ขณะเดียวกันอุณหภูมของอากาศ ้ ่ ิ ภายนอกใบสูง จะช่วยให้อากาศสะสมไอนํ้าได้มาก ไอนํ้าภายในใบจึงระเหยออกมาได้มาก 3. ความชืน ในบรรยากาศทีมความชืนตํ่า ซึงหมายถึงอากาศแห้งมีไอนํ้าน้อย เช่น ้ ่ ี ้ ่ เวลากลางวัน หรือ ฤดู ร้ อ น ความแตกต่ า งของความชื้น ในใบกับ นอกใบจะมีม าก 422 CU 474
  • 11.
    ทําให้การคายนํ้ าเกิดได้เร็วและมาก ในทางกลับกันถ้าอากาศมีความชืนสูงเช่น ขณะฝน ้ ตกใหม่ ๆ เช้ามืด หรือฤดูฝน ใบจะคายนํ้าได้น้อยลง 4. ลม ขณะทีมลมพัดแรง จะพัดพาไอนํ้าไปจากบริเวณรอบใบ ทําให้เกิดความแห้ง ่ ี ทีรอบใบ ไอนํ้าจากในใบจึงระเหยออกมาสะสมมาก แต่ถาลมพัดแรงมากจนเป็ นพายุ ปาก ่ ้ ใบจะปิ ด การคายนํ้าจะลดลง ถ้าลมสงบไอนํ้าภายในกับภายนอกใบไม่แตกต่างกันมาก ใบ จะคายนํ้าได้ตลอดเวลา ในอัตราทีต่ากว่ามีลมพัด ่ ํ 5. ปริม าณนํ้ า ในดิน ถ้า ในดิน มีน้ํ า มาก รากจะดูด นํ้ า มาก และลํ า เลีย งไปที่ใ บ ตลอดเวลา ทําให้ใบต้องคายนํ้ามาก ในทางตรงข้ามกับสภาพดินทีแห้งแล้ง พืชดูดนํ้าน้อย ่ ใบก็จะคายนํ้าได้น้อย 6.โครงสร้างของใบ พืชแต่ละชนิดมีลกษณะโครงสร้างของใบแตกต่างกัน ซึงมักจะ ั ่ เป็ นการปรับตัวตามสภาพของแหล่งทีอยู่ดวย เช่น พืชทะเลทราย (Xerophyte) มีการ ่ ้ ปรับตัวโดยการเปลียนแปลงโครงสร้างของใบ เพื่อลดการคายนํ้า เช่น มีปากใบบุ๋มลึกเข้า ่ ไปในเนื้อใบ เพือทําให้เกิดแอ่งเล็ก ๆ ขังนํ้า เรียกว่า Shunken Stoma นํ้าในแอ่งจะทําให้ ่ บรรยากาศรอบใบอิมตัวด้วยความชืนและไอนํ้ า ใบจึงคายนํ้ าได้ยาก เป็ นการลดการคาย ่ ้ นํ้ า นอกจากนี้ยงมีการลดขนาดของใบ หรือดัดแปลงใบไปเป็ นหนาม เพื่อลดปากใบให้ ั น้อยลงหรือไม่ม ี ส่วนพืชที่อยู่ในที่ชุ่มชื้น (Hydrophyte) มักมีปากใบเรียบหรือนู นขึน ้ (Raised Stoma) และมีแผ่นใบขนาดใหญ่ ทําให้คายนํ้าได้มาก พืชบกทีขนในทีมความชืน ่ ้ึ ่ ี ้ ปานกลาง (Mesophyte) มักมีแผ่นใบปานกลาง มีการคายนํ้าแตกต่างกันขึนอยู่กบจํานวน ้ ั ปากใบของพืช การวัดการคายนํ้าของพืช พืชแต่ละชนิดมีการคายนํ้าทีแตกต่างกัน อัตราการคายนํ้าจึงไม่เท่ากัน การคายนํ้า ่ ของพืชคิดเป็ นนํ้ าหนักหรือปริมาตรต่อหน่ วยเวลา วิธวดทําได้หลายวิธี แต่วธทใช้กนมาก ีั ิ ี ่ี ั คือ วัดด้วยโปโตมิเตอร์ (Potometer Method) ซึงเป็ นเครืองมือทีประกอบด้วย หลอดแก้ว ่ ่ ่ บรรจุน้ํ ามีกงไม้เสียบกับจุกยางทีปากหลอด จากหลอดแก้วมีแขนยื่นออกไป 2 ข้าง แขน ิ่ ่ ด้า นซ้า ยติด กับ กรวยที่ม ีก๊ อ กปิ ด เปิ ด สํา หรับ เติม นํ้ า เข้า หลอดแก้ว แขนด้า นขวาเป็ น หลอดแก้วทีมรขนาดเล็กมาก (Capillary Tube) มีมาตราส่วนแบ่งเป็ นปริมาตรทีมความ ่ ีู ่ ี ละเอียด ปลายหลอดงอจุมอยูในแก้วบรรจุน้ําสี ่ ่ CU 474 423
  • 12.
    รูปที่ 10.1.5 โปโตมิเตอร์สาหรับวัดอัตราการคายนํ้าของพืช(จาก John W. Kimball, 1965) ํ การทดลองหาอัตราการคายนํ้ าของพืช ก่อนทําการทดลองนํ าถ้วยบรรจุน้ํ าออก จากปลาย Capillary Tube ก่อน เพื่อให้เกิดฟองอากาศเข้าสู่หลอด เมื่อใบพืชคายนํ้ า ฟองอากาศจะเคลื่อนทีใช้เป็ นตัวชีวดบนมาตราส่วน เพื่อบอกปริมาตรของไอนํ้าทีพชคาย ่ ้ั ่ ื ออกไปทางใบ ต่อจากนี้จงจุมปลายหลอด Capillary ลงไปในถ้วยนํ้าสี ทีหลอดแก้วใหญ่ จะ ึ ่ ่ มีต้นไม้ทงต้น หรือ เฉพาะกิ่ง เสีย บแน่ นทะลุแผ่น จุก ยาง มีห ลอดไฟฟ้ า ให้แสงสว่า งอยู่ ั้ ภายนอก เมื่อเตรียมเครื่องมือเสร็จเรียบร้อยแล้ว เริมจับเวลาที่ฟองอากาศ เคลื่อนที่ใน ่ Capillary อ่านปริมาตรของนํ้าทีถูกดูดเข้าสูลาต้นแล้วระเหยออกทางใบ วัดพืนทีของใบพืช ่ ่ํ ้ ่ ทังหมด นํ ามาคํานวณหาอัตราการคายนํ้าของพืชต่อพืนทีผวใบ 1 ตารางหน่ วยในเวลา 1 ้ ้ ่ ิ หน่วย ตัวอย่าง ทดลองการคายนํ้ าของพืชโดยใช้โปโตมิเตอร์ทหลอดแคปพิลลารีมเส้น ่ี ี ผ่านศูนย์กลางของรูภายใน 0.8 มิลลิเมตร ยาว 30 เซนติเมตร จัดเตรียมเครื่องมือดังภาพ ในเวลา 1 นาที ฟองอากาศในหลอดเคลื่อนทีไปเป็ นระยะทาง 7 เซนติเมตร อัตราการคาย ่ นํ้าของกิงไม้ททดลองเป็ นเท่าใด ่ ่ี เส้นผ่านศูนย์กลางของรูหลอดแคปพิลลารี = 0.8 มิลลิเมตร = 0.08 เซนติเมตร พืนทีหน้าตัดของรูภายในหลอด ้ ่ = πr2 = 22 x ( 0.08 ) 2 ตารางเซนติเมตร 2 7 ปริมาตรของนํ้าในหลอดแคปพิลลารี = 7 x 22 (0.04)2 ลูกบาศก์เซนติเมตร = 0.3527ลูกบาศก์เซนติเมตร ∴ อัตราการคายนํ้าของกิงไม้ทดลอง = 0.352 ลูกบาศก์เซนติเมตร / นาที ่ 424 CU 474
  • 13.
    การคายนํ้าในรูปหยดนํ้าของพืช (Guttation) การคายนํ้าของพืชทีออกมาเป็ นหยดนํ้าส่วนใหญ่เกิดบริเวณปลายใบและขอบใบที่ ่ เป็ นรอยหยักแหลม และมักเกิดเนื่องจากสภาพแวดล้อมภายนอกไม่เอืออํานวยให้เกิดการ ้ คายนํ้าในรูปของไอนํ้า เช่น อากาศมีความชืนสูง อิมตัวด้วยไอนํ้า ลมสงบ อุณหภูมต่ํา และ ้ ่ ิ ไม่มแสงสว่าง ทําให้ปากใบไม่เปิ ด แต่รากมีการดูดนํ้ าตลอดเวลา นํ้ า ที่ถูกดันขึ้นมาจะ ี สินสุดทีปลายของท่อเทรคีด (Tracheid) ปลายเส้นใบ ซึงจะติดต่อกับเซลล์พาเรนไคมาที่ ้ ่ ่ จัดเรียงตัวอย่างหลวม ๆ บางช่วงบางตอนมีรูทอาจต่อเนื่องไปถึงปลายใบที่มปากใบอยู่ ่ี ี ด้ว ย ดัง นั น ในเวลากลางคืน ที่ป ากใบปิ ด ก็ย ัง มีรู เ ล็ก ๆ เปิ ด อยู่ เรีย กว่ า ไฮดรา-โทด ้ (Hydrathode) นํ้ าจะดันผ่านเซลล์พาเรนไคมามายังรูทปลายใบหรือขอบใบได้กลายเป็ น ่ี หยดนํ้า 10.2 การสังเคราะห์ด้วยแสง (Photosynthesis) อาจกล่าวได้ว่าพลังของสิงมีชวต คือ แสงอาทิตย์ทงนี้เนื่องจากพลังงานทีสงมีชวต ่ ีิ ั้ ่ ิ่ ี ิ ใช้ในการดํารงชีวตทังหมด ล้วนได้มาจากดวงอาทิตย์ทจบไว้โดยพืชและสาหร่ายผ่านทาง ิ ้ ่ี ั กระบวนการสังเคราะห์ดวยแสง ทุกชีวตจึงดํารงอยู่ได้ดวยพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์ ใน ้ ิ ้ แต่ละวันพลังงานจากแสงอาทิตย์ทสองลงมายังพืนโลก มีจานวนมหาศาล นักวิทยาศาสตร์ ่ี ่ ้ ํ ประมาณไว้วามีถง 1 ล้านเท่าของอะตอมมิกบอมบ์ ทีนําไปทิงทีเกาะฮิโรชิมา แต่พชสีเขียว ่ ึ ่ ้ ่ ื และสาหร่า ยจับ พลังงานนี้ ไ ว้เพีย ง 1 เปอร์เ ซ็น ต์เ ท่า นัน ก็เ พีย งพอที่จ ะใช้ส ร้า งอาหาร ้ ั แบ่งปนให้กบทุกชีวตบนโลกสามารถดํารงชีพอยูได้ ั ิ ่ ภาพรวมของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง กระบวนการสังเคราะห์ดวยแสงเกิดขึนทีใบของพืชเป็ นส่วนใหญ่ ทีเซลล์ใบของพืช ้ ้ ่ ่ มีออร์แกเนลล์ทเี่ รียกว่า คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) เป็ นแหล่งสําคัญทีทาให้กระบวนการ ่ ํ ดําเนินไปได้ตลอด ซึ่งไม่มโครงสร้า งใดในเซลล์พชที่จะทดแทนได้ นักวิทยาศาสตร์ได้ ี ื ทําการศึกษาค้นคว้าจนพบความจริงว่า กระบวนการสังเคราะห์ดวยแสงจะดําเนินไปใน 3 ้ ขัน คือ 1) จับพลังงานจากแสงอาทิตย์ 2) ใช้พลังงานสร้างสารเก็บพลังงาน คือ ATP และ ้ NADPH และ 3) ใช้ ATP เป็ นพลังงานในการสร้างโมเลกุลของพืชจาก CO2 ในอากาศ โดยมีการศึกษาปฏิกรยาการสังเคราะห์ดวยแสง ดังนี้ ิิ ้ CU 474 425
  • 14.
    ในปี ค.ศ. 1932Robin Hill ได้ทําการแยกคลอโรพลาสต์ออกจากเซลล์ผกโขม ั นํามาทดลองปฏิกรยาการแตกตัวของนํ้ าด้วยแสง โดยผ่านแสงไปในของผสมของเกลือเฟ ิิ อริกและคลอโรพลาสต์ แล้วพบว่า เกลือเฟอริกเปลียนเป็ นเกลือเฟอรัสกับ ออกซิเจน ่ 4Fe3+ + 4H2O Light Chloroplast 4Fe2+ + 4H+ + O2 + H2O และพบว่าในปฏิกรยาที่ไม่มเกลือเฟอริกจะไม่เกิดออกซิเจน ในปฏิกิรยาที่เกลือเฟอริก ิิ ี ิ เปลี่ย นเป็ น เกลือ เฟอรัสได้ เนื่ อ งจากได้ร บ อิเ ลคตรอนจากนํ้ า ที่แ ตกตัว เมื่อ มีค ลอโรั พลาสต์ แ ละแสง ส่ ว นออกซิเ จนที่เ กิด ขึ้น ในปฏิกิร ิย าแสดงว่ า มีเ กลือ เฟอริก เป็ น ตัว ออกซิไดซ์ หรือตัวรับไฮโดรเจน (Hydrogen Acceptor) สารทีทาหน้าทีเป็ นตัวรับไฮโดรเจนอาจมีหลายชนิด เช่น Ferric Cyanide และ ่ ํ ่ Methylene Blue เป็ นต้น แต่ในพืชมี Nicotinamide Adenosine Dinucleotide Phosphate ่ ่ ่ (NADP+) ซึงอยูในรูปของออกซิแดนท์ เป็ นตัวรับไฮโดรเจน เมือรับไฮโดรเจนเข้ามาจะ เปลียนรูปเป็ น รีดกแตนท์ (Reductant) คือ NADPH ่ ั จากการทดลองนี้นกวิทยาศาสตร์จงเกิดแนวคิดว่าปฏิกรยาการสังเคราะห์ดวยแสง ั ึ ิิ ้ น่ าจะมีขนตอนการปล่อยออกซิเจนและขันตอนที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนไดออกไซด์ ดังที่ ั้ ้ Danial Arnon และคณะ (ค.ศ. 1651) ได้ทําการทดลองเพื่อติดตามขันตอนการ ้ + เกิดปฏิกรยาโดยผ่านแสงลงไปในสารผสมของ ADP, Pi, NADP , H2O และ Chloroplast ิิ พบว่า สารเคมีทเี่ กิดขึน คือ ATP, NADPH และ O2 ดังสมการ ้ ADP + Pi + NADP+ + H2O Light ATP + NADPH + H+ + O2 Chloroplast และพบว่าถ้าผ่านแสงลงไปในของผสมทีมเี ฉพาะ ADP, Pi และ H2O ก็จะได้ ATP เพียง ่ อย่างเดียว ซึ่งแสดงว่า การสร้าง ATP และ NADPH ย่อมขึนอยู่กบปจจัยทีให้กบ ้ ั ั ่ ั คลอโรพลาสต์ในสภาพทีตองมีแสง ่ ้ ี เมือหาการทดลองโดยให้ ATP, NADPH และ CO2 แก่คลอโรพลาสต์โดยไม่มแสง ่ ผลทีเกิดขึน คือ โมเลกุลนํ้าตาล ดังสมการ ่ ้ CO2 + ATP + NADPH 426 Chloroplast Sugar + ADP + Pi + NADP+ CU 474
  • 15.
    แสดงว่าในขันตอนการสร้างโมเลกุลของพืช คือ นํ้าตาลของคลอโรพลาสต์ตองมี ้ ้ ั ํ ปจจัยคือ CO2, ATP และ NADPH โดยไม่จาเป็ นต้องมีแสง จากการทดลองอาจสรุปได้ว่า กระบวนการสังเคราะห์ดวยแสงของพืชในขันตอนที่ ้ ้ มีการจับพลังงานจากแสงอาทิตย์นําไปใช้สร้างสารเก็บพลังงาน คือ ATP และ NADPH จะ เกิดในสภาวะทีมแสง เป็ นปฏิกรยาทีตองใช้แสง (Light Dependent Reaction) ซึงเป็ น ่ ี ิิ ่ ้ ่ ขันตอนแรก ส่วนขันตอนที่ 2 เป็ นการนํ าพลังงานจากแสงในรูปของ ATP มาใช้เปลียน ้ ้ ่ CO2 ให้เป็ นโมเลกุลนํ้ าตาลจะเกิดในสภาวะที่ไม่ต้องมีแสงมาเกี่ยวข้องหรือมืด เป็ น ปฏิกรยาทีไม่ตองใช้แสง (Light - Independent or Dark Reaction) ิิ ่ ้ โดยภาพรวมของกระบวนการสังเคราะห์ดวยแสง อาจสรุปได้จากสมการ ดังนี้ ้ 6CO2 + 12H2O + Light energy Carbon Water dioxide C6H12O6 + 6H2O + 6O2 Glucose Water Oxygen คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) คือ ออร์แกเนลล์ของพืชทีเป็ นแหล่งเกิดกระบวนการ ่ สังเคราะห์ดวยแสงของพืช โครงสร้างประกอบด้วย เยื่อ 2 ชัน เยื่อชันนอกเรียบ เยื่อชันใน ้ ้ ้ ้ ยื่นเข้าไปข้างใน มีลกษณะเป็ นถุงกลมแบนคล้ายเหรียญ เรียกว่า ไทลาคอยด์ (Thylakoid) ั ไทลาคอยด์จานวนมากมีการจัดเรียงตัวโดยวางซ้อนกันเป็ นตัง เรียกว่า กรานุ่ม (Granum) ํ ้ แต่ละคลอโรพลาสต์ม ี 40-60 กรานุ่ ม แต่ละกรานุ่ มเชื่อมต่อกันด้วยโครงสร้างที่เรียกว่า สโตรมา ลาเมลลา (Stroma Lamella) ซึงจะพบเฉพาะในพืชชันสูง รอบ ๆ เยื่อไทลาคอยด์ ่ ้ เป็ นสารกึงเหลว (Semifluid) เรียกว่า สโตรมา (Stroma) ประกอบด้วย เอนไซม์ DNA ่ RNA และไรโบโซม ทําให้คลอโรพลาสต์สามารถสร้างโปรตีนของตัวเองได้ในบางกรณี และสามารถแบ่งตัว (Division) ได้ ไทลาคอยด์เป็ นทีอยู่ของสารสีพวกคลอโรฟิลและสารสี ่ ประกอบอื่น ๆ โดยที่ผ ิว ของไทลาคอยด์ม ีก ารจัด กลุ่ ม สารสีช นิ ด เดีย วกัน เป็ น ร่ า งแห เรียกว่า ระบบแสง (Photosystem) CU 474 427
  • 16.
    รูปที่ 10.2.1 โครงสร้างของคลอโรพลาสต์ (จากGeorge B. Johnson 1995 The Living World หน้า 92, 93) สารสี (Pigment) สารสี (Pigment) คือ โมเลกุลของสารทีสามารถดูดพลังงานแสงได้ มีหลายชนิด ่ แต่ละชนิดมีความสามารถดูดพลังงานแสงในช่วงคลื่นทีแตกต่างกัน แสงทีตาคนมองเห็น ่ ่ กับแสงทีตาสัตว์มองเห็นอาจเป็ นแสงในช่วงคลื่นทีต่างกัน เนื่องจากตาของคนและสัตว์ม ี ่ ่ สารสีทแตกต่างกันนันเอง แสงทีตาคนมองเห็น (Visible Light) คือ แสงทีมความยาวคลื่น ่ี ่ ่ ่ ี ทีสารสีในตา คือ เรตินล (Retinal) สามารถดูดได้ ซึงอยู่ระหว่าง 380 นาโนเมตร (สีมวง) ่ ั ่ ่ ถึ ง 750 นาโนเมตร (สีแ ดง) ในขณะที่ส ัต ว์ อ่ื น ๆ ใช้ ส ารสีใ นการมองเห็ น แถบสี (Spectrum) ทีแตกต่างกัน เช่น ตาแมลงมีสารสีทดดแสงช่วงคลื่นสันกว่าเรตินลของคน ซึง ่ ่ี ู ้ ั ่ เป็ นสาเหตุททาให้ผงสามารถมองเห็นแสง Ultraviolet (UV) ได้ในขณะทีตาของคนมองไม่ ่ี ํ ้ึ ่ เห็น แต่แมลงก็ไม่สามารถมองเห็นแสงสีแดงเหมือนอย่างทีคนเห็น สารสีทสาคัญทีพชใช้ ่ ่ี ํ ่ ื ดูดพลังงานแสง คือ คลอโรฟิ ล เป็ นสารสีทแม้ว่าจะดูดชนิดของโฟตอนได้น้อยกว่าเรตินัล ่ี ของคน แต่กมประสิทธิภาพในการจับโฟตอนได้มากกว่า เนื่องจากโมเลกุลมีแมกเนเซียม ็ ี เป็ นองค์ประกอบ ซึงใช้จบกับโฟตอน ่ ั 428 CU 474
  • 17.
    สารสีทใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ดวยแสงในสิงมีชวตชนิดต่าง ๆ มีหลายชนิด ่ี ้ ่ีิ ดังตารางต่อไปนี้ ตารางที่ 10.2.1 สารสีในกระบวนการสังเคราะห์ดวยแสงของสิงมีชวต ้ ่ ีิ ชนิดของสิงมีชวต ่ ีิ ยูคาริโอต มอสส์ เฟิรน ์ พืชดอก สาหร่ายสีเขียว สาหร่ายสีน้ําตาล สาหร่ายสีแดง โปรคาริโอต สาหร่าย สีเขียวแกมนํ้าเงิน ซัลเฟอร์ เพอร์เพิล แบคทีเรีย กรีน แบคทีเรีย คลอโรฟิล a b c d a แบคเทอริโอคลอโรฟิล คาโร b c d e g ตินอยด์ ไฟโค บิลน ิ + + - - + - + + - + - + + - - + + + + + + - - + + + + + - - + หรือ + + - + หรือ + หรือ + - คลอโรฟิ ล (Chlorophyll) คลอโรฟิ ล (Chlorophyll) เป็ นสารสีท่ีมสเขียว เปลี่ยนแปลงมาจากโปรโตี ี คลอโรฟิล (Protochlorophyll) เมือถูกแสง โมเลกุลมีโลหะแมกนีเซียม (Mg) ทีจบอยู่กบ ่ ่ั ั ไนโตรเจน อยู่กลางโมเลกุ ลที่เป็ นวงแหวนคาร์บอน และมีส่วนหางที่เป็ นสารประกอบ คาร์บอนกับไฮโดรเจน (Hydrocarbon Tail) คลอโรฟิ ลมี 4 ชนิด คือ คลอโรฟิ ล เอ บี ซี และดี แต่ละชนิดมีโครงสร้างเคมีต่างกันทีกลุ่มด้านข้างเท่านัน และสามารถดูดแสงในช่วง ่ ้ ั คลื่นทีต่างกัน โมเลกุลของคลอโรฟิ ลจะฝงตัวอยู่บนโมเลกุลโปรตีนทีเป็ นองค์ประกอบของ ่ ่ เยือไทลาคอยด์ ่ CU 474 429
  • 18.
    รูปที่ 10.2.2 โครงสร้างโมลกุลของคลอโรฟิลเอ และ บี (ก) และแบบจําลองตําแหน่งของคลอโรฟิลบนโปรตีน ทีเยือไทลาคอยด์ (ข) (จาก Purves et al. , 2003. Life : The Science of Biology, 7th Edition ในโครงการ ่ ่ ตําราวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ มูลนิธิ สอวน. 2551, ชีววิทยา 2 หน้า 64) แคโรทีนอยด์ (Carotenoid) แคโรทีนอยด์ เป็ นสารสีทมสสมแดง ไม่ละลายนํ้า มี 2 ชนิด คือ แคโรทีน (Carotene) ่ี ี ี ้ มีสสม และแซนโทฟิล (Xanthophyll) มีสเี หลือง ซึงมักอยู่รวมกันกับคลอโรฟิลในคลอโรพ ี้ ่ ่ ลาสต์ แต่พชบางชนิดมีแคโรที นอยด์อยู่ในโครโมพลาสต์ (Chromoplast) เช่น แครอท ื มะเขือเทศ และผลไม้ทมสเี หลือง เป็ นต้น แคโรทีนอยด์เป็ นสารสีประกอบ มีหน้าทีช่วยดูด ่ี ี ่ พลังงานแสงช่วงคลื่น 400-500 นาโนเมตร ส่งให้คลอโรฟิ ลเอ ซึ่งเป็ นช่วงคลื่นที่แคโรที นอยด์ดูดได้ดทสุดในขณะทีคลอโรฟิ ล เอ ดูดได้น้อย นอกจากนี้ยงช่วยป้องกันไม่ให้คลอ ี ่ี ่ ั โรฟิลถูกทําลายจากแสงในปฏิกรยาโฟโตออกซิเดชัน (Photo Oxidation) อีกด้วย ิิ ไฟโคบิ ลิน (Phycobilin) ไฟโคบิลน เป็ นสารสีทพบเฉพาะในสาหร่ายสีแดงและสาหร่ายสีเขียวแกมนํ้าเงิน มี ิ ่ี 2 ชนิด คือ ไฟโคอีรทน (Phycoerythin) มีสารสีแดง ดูดแสงช่วงคลื่น 495-565 นาโนเมตร ซึง ี ิ ่ เป็ นสีเขียว พบในสาหร่ายสีแดง อีกชนิดหนึ่ง คือ ไฟโคไซยานิน (Phycocyanin) เป็ นสาร 430 CU 474
  • 19.
    สีน้ําเงิน ดูดแสงช่วงคลืน 550-615นาโนเมตร พบในสาหร่ายสีเขียวแกมนํ้าเงิน ไฟโคบิลน ่ ิ เป็ นสารสีประกอบโดยทําหน้าทีดดพลังงานแสงส่งให้กบคลอโรฟิล เอ ่ ู ั แบคทีริโอคลอโรฟิ ล (Bacteriochlorophyll) แบคทีรโอคลอโรฟิ ล เป็ นสารสีทพบในแบคทีเรียทีสงเคราะห์ดวยแสงได้เป็ นสารสี ิ ่ี ่ ั ้ ทีดูดพลังงานแสงได้ดในช่วงคลื่น 358 ซึงเป็ น Ultraviolet และ 772 นาโนเมตร ซึงเป็ น ่ ี ่ ่ Infrared นอกจากนี้แบคทีเรียพวก Green-Sulfur Bacteria เช่น คลอโรเบียม (Chlorobium) สามารถดูดพลังงานแสงได้ดทชวงคลืน 650 นาโนเมตร และ 660 นาโนเมตร ี ่ี ่ ่ รูปที่ 10.2.3 การดูดแสงของโมเลกุลสารสีชนิดต่าง ๆ ทีความยาวคลื่นต่าง ๆ ่ th (จาก Purves et al. , 2003. Life : The Science of Biology, 7 Edition ในโครงการตําราวิทยาศาสตร์และ คณิตศาสตร์ มูลนิธิ สอวน. 2551, ชีววิทยา 2 หน้า 65) การจับพลังงานจากแสงอาทิ ตย์ แสงมีคุณสมบัตเิ ป็ นทังคลืนและอนุภาค พลังงานแสงอยู่ในรูปของอนุ ภาคทีเรียกว่า ้ ่ ่ โฟตอน (Photon) แต่ละโฟตอนมีพลังงานทีเรียกว่า ควอนตัม (Quantum) ซึงแปรผกผัน ่ ่ กับความยาวคลื่นแสง คือ เมื่อแสงมีความยาวคลื่นสันจะมีระดับพลังงานสูง พลังงานแสง ้ คํานวณได้จากสมการ E = hv (Quantum) เมือ h เป็ นค่าคงที่ (Planck’s Constant ; h = ่ -34 6.626 x 10 Js) แสงอาทิต ย์ บ างช่ ว งคลื่น มีโ ฟตอนมาก ทํ า ให้ ม ีร ะดับ พลัง งานสู ง มาก เช่ น รังสีเอกซ (x-rays) และแสงอัลตราไวโอเลต (UV) บางช่วงคลื่นทีมโฟตอนน้อยจะมีระดับ ่ ี CU 474 431
  • 20.
    พลังงานตํ่า เช่น คลื่นวิทยุมโฟตอนน้อยมากโดยทัวไปแสงทีมพลังงานสูงจะมีความยาว ี ่ ่ ี คลื่นแสงสันกว่าแสงทีมพลังงานตํ่า ตาของคนสามารถรับแสงทีมโฟตอนอยู่ในระดับปาน ้ ่ ี ่ ี กลาง เรียกว่า แสงทีมองเห็น (Visible Light) เนื่องจากตาของคนสามารถดูดโฟตอนของ ่ แสงชนิดนัน ๆ ได้ ในพืชแม้จะดูดโฟตอนของแสงได้มากชนิดกว่าตาของคน แต่ชวงคลื่นที่ ้ ่ พืชดูดเป็ นหลัก คือ สีน้ํ าเงินและสีแดง และสะท้อนกลับสีเขียว การทีตาของเราเห็นใบไม้ ่ เป็ นสีเขียว เป็ นเพราะใบของพืชจะดูดคลื่นแสงทังหมด ยกเว้นคลื่นแสง 500-600 นาโน ้ เมตร ซึ่งเป็ นสีเขียวจะสะท้อนกลับ และสารสีท่ตาจะดูดเอาไว้ ทําให้สมองรับรู้ว่าเป็ นสี ี เขียว รูปที่ 10.2.4 สารสีของตาดูดแสงสีเขียวทีสะท้อนกลับจากใบพืช ่ (จาก George B. Johnson, 1995. The Living World หน้า 94) แสงทีตามองเห็นเป็ นสัดส่วนทีน้อยมากของโฟตอนในแสงอาทิตย์ เรียกช่วง โฟตอน ่ ่ ของแสงทีเห็นว่า Electromagnetic Spectrum แสงทีมความยาวคลื่นสันทีสด และโฟตอน ่ ่ ี ้ ุ่ มีพลังงานสูงทีสด คือ รังสีแกมมา (Gamma-rays) มีชวงคลื่นน้อยกว่า 1 นาโนเมตร และ ุ่ ่ คลืนแสงทีมพลังงานตํ่าทีสดมีความยาวคลืนเป็ นพันเมตรได้แก่ คลืนวิทยุ ่ ่ ี ุ่ ่ ่ 432 CU 474
  • 21.
    รูปที่ 10.2.5 โฟตอนของพลังงานทีแตกต่างกัน: Electromagnetic Spectrum ่ (จาก George B. Johnson, 1995. The Living World หน้า 94) การจับพลังงานแสงของสารสีเกิดจากการเปลี่ยนแปลงระดับพลังงานของอิเลคตรอน ในโมเลกุลของสารสี เมือได้รบพลังงานแสง อิเลคตรอนทีเคลื่อนทีในวงโคจรรอบนิวเคลียส ่ ั ่ ่ ของอะตอม เป็ นสิงบ่งบอกถึงระดับพลังงานในโมเลกุลของสาร กล่าวคือ ในสภาวะปกติ ่ (Ground State) อิเลคตรอนจะรักษาระยะห่างระหว่างนิวเคลียสกับอิเลคตรอนให้คงที่ ซึง ่ จะมีค่าพลังงานน้อย เมื่อโมเลกุลของสารสีได้รบแสงสว่างโฟตอนจะพุ่งชนอิเลคตรอนพร้อม ั กับถ่ายทอดพลังงานให้ ทําให้อเลคตรอนเคลื่อนทีเร็วขึนและห่างออกจากวงโคจร โมเลกุล ิ ่ ้ ของสารสีอยู่ในภาวะตื่นตัว (Excited State) กลายเป็ นสารสีทถูกกระตุ้น (Activate ่ี Pigment) และทํางานได้โดยมีพลังงานเพิมขึน ่ ้ Pigment Molecule (P) + Quantum (hv) Activate Pigment (P+) สารสีท่ีอ ยู่ใ นสภาวะตื่น ตัว นี้ ไ ม่อ ยู่ต ว จะกลับ เข้า สู่ส ภาวะปกติโ ดยอิเ ลคตรอน ั ปลดปล่อยพลังงานทีดดไว้ออก เพือเคลือนทีกลับเข้าสูวงโคจรเดิม ซึงมีระดับพลังงานปกติ ่ ู ่ ่ ่ ่ ่ สารสีสามารถปลดปล่อยพลังงานทีได้รบมาจากแสงโดยการเรืองแสง (Fluorescence) เช่น ่ ั คลอโรฟิ ล เอ ดูดแสงทีความยาวคลื่น 660 มิลลิไมโครเมตร จะเปล่งแสงในช่วงความยาว ่ คลื่นมากกว่า 700 มิลลิไมโครเมตร ซึ่งเป็ นช่วงคลื่นสีแดง ทังนี้เนื่องจากแสงที่ดูด ไว้ม ี ้ พลังงานสูงกว่าแสงที่เปล่งออกมา พลังงานบางส่วนสูญเสียไปในรูปของความร้อน แสง และกระบวนการทางเคมี นอกจากนี้อิเลคตรอนที่อยู่ในภาวะตื่นตัว อาจหลุดออกจาก CU 474 433
  • 22.
    โมเลกุลของสารสี ก่อนจะเข้าสูวงโคจรเดิม โดยมีสารประกอบหลายชนิดเป็นตัวรับอิเลคตรอนที่ ่ จะถ่ายทอดกันไปเป็ นทอด ๆ เรียกว่า ตัวรับอิเลคตรอน (Electron Acceptor) ซึงเป็ นสาร ่ พวก Coenzyme ได้แก่ Ferridoxin NADP และ Cytochrome สารสีส่วนใหญ่ทําหน้าที่รบพลังงานแสงและส่งต่อให้โมเลกุลอื่นถ่ายทอดกันเป็ น ั ทอด ๆ ไปจนถึงโมเลกุลทีเป็ นศูนย์กลางการรับแสง (Reaction Center) ดังนัน สารสีสวน ่ ้ ่ ใหญ่จงเปรียบเสมือนกับตัวรับสัญญาณ (Antenna) ของวิทยุโทรทัศน์ทสงภาพและเสียงไป ึ ่ี ่ ทีเครืองรับ ่ ่ รูปที่ 10.2.6 การรับและถ่ายทอดพลังงานของสารสีไปยังศูนย์กลางปฏิกรยาเคมี ิิ th (จาก Purves et al. , 2003. Life : The Science of Biology, 7 Edition ในโครงการตําราวิทยาศาสตร์และ คณิตศาสตร์ มูลนิธิ สอวน. 2551, ชีววิทยา 2 หน้า 67) สารสีในคลอโรพลาสต์ จะรวมกันเป็ นหน่วยสังเคราะห์แสง (Photosynthetic Unit หรือ Quantasome) ย่อย ๆ บนไทลาคอยด์ของกรานุ่มแต่ละหน่วยประกอบด้วยคลอโรฟิล 400-600 โมเลกุล มีศูนย์กลางการรับแสง (Reaction Center) 2 ระบบ คือ ระบบแสง I (Photosystem I, PS I) และระบบแสง II (Photosystem II, PS II) PS I มีสารสีระบบ I (Pigment System I) เป็ นตัวรับแสง ประกอบด้วย คลอโรฟิล เอ ชนิดที่ดูดพลังงานแสงความยาวคลื่น 683 นาโนเมตร กับ คลอโรฟิ ล เอพิเศษ ที่ดูด พลังงานแสงความยาวคลื่น 700 นาโนเมตร เรียกสารสีระบบ I ว่า P 700 ซึงหมายถึง ่ โมเลกุลคลอโรฟิลทีทาหน้าทีเป็ นศูนย์กลางการรับแสงของระบบแสง I ่ ํ ่ PS II มีสารสีระบบ II (Pigment System II) เป็ นตัวรับแสง ประกอบด้วย คลอโรฟิล เอ ชนิดทีดูดพลังงานแสงความยาวคลื่น 673 นาโนเมตร กับคลอโรฟิ ล บี เป็ นส่วนใหญ่ และ ่ สารสีอ่น ๆ เช่น แคโรทีนอยด์ และไฟโคบิลน เรียกสารสีระบบ II ว่า P 680 ซึงหมายถึง ื ิ ่ 434 CU 474
  • 23.
    โมเลกุลคลอโรฟิลทีทาหน้าทีเป็ นศูนย์กลางการรับแสง ของระบบแสงII (P เป็ นอักษรย่อ ่ ํ ่ ของ Pigment และใช้ค่าความยาวคลื่นแสงทีดดพลังงานแสงได้มากทีสด เป็ นค่าของระบบ ่ ู ุ่ สารสี) PS II ดูดพลังงานแสงคลื่นสันกว่า PS I ในแต่ละระบบแสงมีคลอโรฟิล ประมาณ ้ 200-300 โมเลกุล ปฏิกิริยาเคมีในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง กระบวนการสังเคราะห์ดวยแสง มีปฏิกรยาเคมีแบ่งเป็ น 2 ตอนทีเกิดขึนอย่างต่อเนื่อง ้ ิิ ่ ้ คือ ปฏิกรยาทีตองใช้แสง และปฏิกรยาทีไม่ตองใช้แสง ดังนี้ ิิ ่ ้ ิิ ่ ้ ปฏิ กิริยาที่ต้องใช้แสง (Light Dependent Reaction) ปฏิกรยาทีตองใช้แสง เป็ นกระบวนการทีพชตรึง (Fixation) พลังงาน เพือเปลียนเป็ น ิิ ่ ้ ่ ื ่ ่ พลังงานเคมีเก็บอยู่ในสารประกอบ ATP และ NADPH สําหรับใช้ในกระบวนการตรึง CO2 ในปฏิกรยาทีไม่ตองใช้แสง ATP เป็ นสารทีมพนธะเคมีพลังงานสูง (High Energy Bond) ิิ ่ ้ ่ ี ั ทีเซลล์ใช้ในกิจกรรมสําคัญ 4 อย่าง ได้แก่ ในปฏิกรยาเคมีตามทีเซลล์ตองการ การขนส่ง ่ ิิ ่ ้ สารข้ามเยื่อเซลล์หรือออร์แกเนลล์ และการเคลื่อนที่ขององค์ประกอบภายในเซลล์ ส่วน ิิ ่ ้ NADPH เป็ นสารทีพชใช้ในการตรึงและรีดวส์ CO2 ในปฏิกรยาทีไม่ตองใช้แสง ่ ื ิ ปฏิกรยาทีตองใช้แสง ประกอบด้วย 2 ปฏิกรยา คือ Photolysis หรือ Hill Reaction ิิ ่ ้ ิิ เป็ นปฏิกรยาทีพลังงานแสงทําให้น้ําแตกตัว และมีการเคลื่อนย้ายอิเลคตรอนจากโมเลกุล ิิ ่ ่ ิิ ของนํ้าไปรีดวส์ NADP+ เพือสร้าง NADPH อีกปฏิกรยา คือ Photophosphorylation เป็ น ิ ปฏิกรยาทีพชนําพลังงานแสงไปใช้สร้าง ATP โดยการเพิมหมูฟอสเฟต (Pi) ให้กบ ADP ิิ ่ ื ่ ่ ั กระบวนการตรึงพลังงานแสงบนเยื่อไทลาคอยด์ต้อ งอาศัยสารที่ป ระกอบด้ว ย โปรตีน 4 กลุ่ม ได้แก่ ระบบแสง I ระบบแสง II ATP Synthase ซึงเป็ นเอนไซม์ ในปฏิกรยาการ ่ ิิ สร้าง ATP และสารทีทาหน้าทีเป็ นตัวรับและถ่ายทอดอิเลคตรอน ได้แก่ Cytochrome b6 ่ ํ ่ Cytochrom f และ Plastocyanin การถ่ายทอดอิเลคตรอนในปฏิกรยาทีตองใช้แสง เกิดได้ 2 แบบ ได้แก่ ิิ ่ ้ 1. การถ่ายทอดอิเลคตรอนเป็ นวัฎจักร (Cyclic Electron Transfer) เป็ นการ ถ่ายทอดอิเลคตรอนในระบบแสง I เพียงระบบเดียว เมือ P 700 ถูกกระตุนด้วยพลังงาน ่ ้ แสง 2 โฟตอน (hv) 2 อิเลคตรอนของสารสีจะอยู่ในภาวะตื่นตัว ทําให้ค่าศักย์ไฟฟ้าเปลียน ่ CU 474 435
  • 24.
    จาก +0.4 evไปเป็ น -0.6 ev ซึงเป็ นค่าทีใกล้เคียงกับสารรับอิเลคตรอนชนิดแรกทีไม่ ่ ่ ่ ทราบแน่ ชดว่าเป็ นสารอะไร (x) คลอโรฟิ ลจึงถ่ายทอดอิเลคตรอนให้สาร x ซึงจะมีสาร ั ่ ตัวรับและถ่ายทอดกันเป็ นทอด ๆ คือ Feridoxin Cytochrome-b6 Cytochrome-f และ Plastocyanin แล้วกลับไปที่ P 700 การถ่ายทอดอิเลคตรอนเป็ นวัฎจักรพลังงานที่ ปลดปล่อยจากอิเลคตรอนนํ าไปสร้าง ATP ได้ 1 โมเลกุล และไม่มการสร้าง NADPH ี ้ เนื่องจากไม่มการแตกตัวของนํ้าจึงไม่ม ี O2 เกิดขึนด้วย ี การถ่ายทอดอิเลคตรอนเป็ นวัฎจักรเกิดจาก ระบบแสง II ไม่ทํางาน หรือขาด ประสิทธิภาพ ซึ่งอาจเกิดจากการถูกยับยังด้วยสารเคมี หรือได้รบแสงช่วงคลื่นมากกว่า ้ ั 690 นาโนเมตร การยับยังระบบแสง II ส่งผลให้ประสิทธิภาพการสังเคราะห์ดวยแสงลดลง ้ ้ + ิิ ่ ่ี ิ ด้วย NADP จากปฏิกรยาทีไม่ใช้แสงลดลงไปด้วย จึงเป็ นสาเหตุททําให้อเลคตรอนบาง ส่วนจากระบบแสง I กลับมาที่ Cytochrome f และ ระบบแสง I ตามลําดับ รูปที่ 10.2.7 การถ่ายทอดอิเลคตรอนเป็ นวัฎจักร (จาก George B. Johnson, 1995. The Living World หน้า 96) 2. การถ่ายทอดอิเลคตรอนไม่เป็ นวัฎจักร (Non Cyclic Electron Transfer) เป็ น การถ่ายทอดอิเลคตรอนผ่านทัง PS-I และ PS-II และมีการแตกตัวของนํ้าในปฏิกรยา ้ ิิ Phololysis โดยเริมจากสารสีใน PS-I และ PS-II ได้รบการกระตุนจากพลังงานแสง 2 ่ ั ้ โฟตอนพร้อมกัน P 700 ใน PS-I จะถ่ายทอดอิเลคตรอนให้สาร x (Ferridoxin Reducing Substant) และถ่ายทอดให้กบ Ferridoxin และ NADP+ ทํา P 700 ขาดอิเลคตรอนไป ั การทีจะคงสภาพเป็ นโมเลกุลทีให้อเลคตรอนของ P 700 ไว้ จึงต้องรับอิเลคตรอนจากสาร ่ ่ ิ อื่นทีมค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าทีต่ํากว่า สารดังกล่าวนี้คอ Plastocyanin (Pc) ขณะเดียวกัน ่ ี ่ ื 436 CU 474
  • 25.
    Pc ก็จะรับอิเลคตรอนจาก PS-IIมาทดแทนโดย P 680 ทีได้รบการกระตุนจากพลังงาน ่ ั ้ แสง 2 โฟตอน ถ่ายทอด 2 อิเลคตรอนให้กบสาร Q (Plastoquinone Reducing Substant) ั และส่งต่อให้กบตัวรับอื่นตามลําดับ คือ Plastoquinone (Pq) Cytochrome b559 ั Cytochrome-f และ Plastocyanin (Pc) PS-II เมื่อสูญเสียอิเลคตรอนไปแล้วจะคงสภาพของโมเลกุล ผูให้อเลคตรอนโดย ้ ิ รับอิเลคตรอนจากการแตกตัวของนํ้าใน PS-II ในปฏิกรยา Photolysis ทีม ี Mn2- และ Clิิ ่ เป็ นตัวกระตุนโดยตรงและมีแสงเป็ นตัวช่วยกระตุนทางอ้อม ดังสมการ ้ ้ H2O Light 2H+ + 2e + ½ O 2 Mn2- , Cl- 2H+ จะส่งผ่านไปยัง Pq และเข้ารวมกับ NADP+ พร้อมกับรับอิเลคตรอนมาจาก PS-I ได้เป็ น NADPH + H+ ดังสมการ NADP+ + 2H+ + 2e- NADPH + H+ 2 อิเลคตรอน จะไปทดแทนอิเลคตรอนใน PS-I โดยถ่ายทอดไปทาง PS-II ซึงมีการ ่ ปลดปล่อยพลังงานทีนําไปสร้าง ATP ได้ 2 โมเลกุล ่ รูปที่ 10.2.8 การถ่ายทอดอิเลคตรอนไม่เป็ นวัฎจักรในการสร้าง ATP (ก) และการถ่ายทอดอิเลคตรอนผ่านสารทีมโปรตีนเป็ นองค์ประกอบในการสร้าง ATP (ข) ่ ี (จาก George B. Johnson, 1995. The Living World หน้า 96, 97) CU 474 437
  • 26.
    2. ปฏิกรยาทีไม่ตองใช้แสง (Light-IndependentReaction) เป็ นปฏิกรยาตรึง CO2 ิิ ่ ้ ิิ (CO2 Fixation) สร้างสารประกอบคาร์โบไฮเดรต โดยใช้ ATP และ NADPH เป็ นแหล่ง พลังงาน ซึงกระบวนการเกิดเป็ นวงจรเรียกว่า วัฎจักรคัลวิน (Calvin Cycle) ตามชือของผู้ ่ ่ ค้นพบ คือ M. Calvin Calvin ทําการทดลองโดยใช้สาหร่าย Chlorella กับ 14CO2 ในระยะเวลาต่างกัน และหยุดปฏิกรยาในเวลาทีตองการ เพือนําสารประกอบทีเกิดขึนไปตรวจหา 14C โดยวิธี ิิ ่ ้ ่ ่ ้ Chromatography และ Radiogram ิิ ้ ผลการทดลอง ตรวจพบสารประกอบของ 14C ในปฏิกรยาการสังเคราะห์ดวยแสง ของสาหร่า ย ดังนี้ ในเวลา 7 วิน าที พบสาร 12 ชนิด เวลา 60 นาที พบมากชนิด ขึ้น ซึงรวมถึงกรดอินทรียและกรดอะมิโน ทีเวลา 5 วินาที พบ Phosphoglyceric Acid (PGA) ่ ์ ่ ซึงเป็ นสารประกอบคาร์บอน 3 อะตอม (3C) แต่มเี พียงอะตอมเดียวทีเป็ น 14C จึงน่าเชื่อ ่ ่ ว่าคาร์บอนอีก 2 อะตอมมาจากสารประกอบชนิดอื่นทีเข้ารวมกับ 14CO2 และไม่พบว่าใน ่ เซลล์ของสาหร่ายมีสารประกอบทีมคาร์บอน 2 อะตอม ่ ี 14 ิิ เมือให้ CO2 กับสาหร่ายไประยะหนึ่งแล้วหยุดปฏิกรยา ตรวจพบสาร Riburose ่ ่ 1, 5 Bisphosphate (RuBP) มี 14C เป็ นองค์ประกอบในจํานวนมากกว่าปกติ จึงเชือว่า 14 ่ ่ ้ RuBP เป็ นสารทีเข้ารวมกับ CO2 และพบว่าเมือ RuBP เพิมมากขึน PGA กลับลดลง ่ และในสภาวะทีเหมาะสมกับการสังเคราะห์ดวยแสง คือ มีแสง และ CO2 ปริมาณ PGA ่ ้ และ RuBP จะคงที่ และแสงไม่มผลต่อการสร้าง PGA เมือมี RuBP มากพอ แต่แสงทําให้ ี ่ RuBP เปลียนเป็ น PGA ได้ จึงเชือว่า RuBP เป็ นสารทีรวมกับ CO2 ได้เป็ น PGA และ ่ ่ ่ PGA ก็สามารถเปลียน RuBP ได้ ่ วัฎจักรคัลวิ น มี 3 ขัน ได้แก่ ้ 1. Carboxylation เป็ นการตรึง CO2 ด้วย RuBP เป็ นสารประกอบคาร์บอน 6 อะตอม โดยเริมจาก RuBP ซึ่งเป็ นนํ้ าตาลที่มคาร์บอน 5 อะตอมจับกับฟอสเฟต 2 หมู่ ่ ี ่ ั ่ เข้ารวมกับ CO2 ได้สารประกอบคาร์บอน 6 อะตอมทีไม่อยู่ตว เมือถูก Hydrolysis ด้วยนํ้า จะเปลียนเป็ นสารประกอบคาร์บอน 3 อะตอม 2 โมเลกุล คือ Phosphoglycerate, (PGA) ่ ่ เป็ นสารอินทรีย์ท่อยู่ตวชนิดแรก การตรึง CO2 เริมจาก RuBP 6 โมเลกุลรวมกับ CO2 ี ั 6 โมเลกุล ดังนันจึงได้ PGA 12 โมเลกุล ้ 6 RuBP + 6 CO2 438 12PGA CU 474
  • 27.
    2. Reduction เป็นปฏิกรยาทีมการรีดวส์ PGA ไปเป็ นสารประกอบคาร์โบไฮเดรต ิิ ่ ี ิ ที่ป ระกอบด้ว ย คาร์บ อน 3 อะตอมกับ 1 หมู่ ฟ อสเฟต คือ Phosphoglyceraldehyde (PGAL) โดยอาศัยพลังงานจาก ATP และ NADPH ทีสร้างมาจากปฏิกรยาทีตองใช้แสง ่ ิิ ่ ้ 12PGA+12ATP+12NADPH+H+ 12PGAL+12ADP+12Pi+12NADP++12H+ 3. Regeneration and Synthesis เป็ นขันที่ PGAL เปลียนแปลงไป 2 ทาง ้ ่ ่ 3.1 สร้างสารประกอบทีใช้ตรึง CO2 โดย PGAL 10 โมเลกุล เปลียนกลับไปเป็ น ่ RuBP 6 โมเลกุลใหม่ โดยใช้พลังงานจาก ATP 6 โมเลกุล ซึงสลายให้ 6 ADP กับ 6 Pi ่ หมูฟอสเฟต 2 หมู่ ถูกนําไปใช้สร้าง RuBP จึงเหลือ 4 Pi ่ 10PGAL + 6ATP 6 RuBP + 6ADP + 4Pi กระบวนการในขันนี้ทาให้วฎจักรคัลวินดําเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ้ ํ ั 3.2 สร้างสารอินทรียชนิดต่าง ๆ โดย PGAL 2 โมเลกุล อาจเปลียนเป็ นนํ้าตาล ์ ่ กลูโคส และแป้ง เพือนําไปใช้ในกระบวนการเมแทบอลิซมหรือเก็บสะสม ่ ึ รูปที่ 10.2.9 วัฎจักรคัลวินทีประกอบด้วย 3 ขันตอนสําคัญ ่ ้ th (จาก Purves et al. , 2003. Life : The Science of Biology, 7 Edition ในโครงการตําราวิทยาศาสตร์และ คณิตศาสตร์ มูลนิธิ สอวน. 2551, ชีววิทยา 2 หน้า 77) CU 474 439
  • 28.
    การตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ของพืช C3, C4และ CAM การตรึง CO2 ในวัฎจักรคัลวินเกิดสารอินทรีย์ท่อยู่ตวชนิดแรก คือ PGA ซึ่ง ี ั ี ประกอบด้วย คาร์บอน 3 อะตอม กับ 1 หมู่ฟอสเฟต จึงเรียกการตรึง CO2 โดยวิธน้ีว่า ิิ วิถี C3 (C3- pathway) และเรียกพืชพวกนี้ว่า พืช C3 (C3- plant) ในปฏิกรยาต้องใช้ เอนไซม์ Ribulose Bisphosphate Carboxylase/Oxygenase (Rubisco) เป็ นสารเร่ง ปฏิกิรยา เอนไซม์น้ีนอกจากเร่งปฏิกิรยาการตรึง CO2 ด้วย RuBP แล้วยังสามารถเร่ง ิ ิ ้ ปฏิกรยาการตรึง O2 ด้วย RuBP ได้ดวย ทําให้การตรึง CO2 ของพืช C3 หลายชนิดลดลง ิิ ้ เนื่องจากมี O2 แข่งขันกับ CO2 ในการเข้ารวมกับ RuBP อัตราการสังเคราะห์ดวยแสงของ ่ ่ พืชจึงลดลง พืช C3 ได้แก่ ข้าวเจ้า ข้าวบาร์เลย์ ถัวและพืชทัวไป พืชบางชนิดมีกลไกเพิมความเข้มข้นของ CO2 ในสภาพแวดล้อมได้ดวย 2 กลไก ่ ้ สําคัญ ได้แก่ 1. กลไกการตรึงคาร์บอนด้วยการสังเคราะห์ดวยแสงแบบ C4 (C4 Photosynthetic ้ ่ Cabon Fixation) ซึงพบในพืชเขตร้อนหลายชนิด ได้แก่ อ้อย ข้าวโพด ข้าวฟาง และพืช ่ ตระกูลหญ้า จากการศึกษาของ Hatch และ Slack พบว่า พืชในกลุ่มดังกล่าวสามารถทําการ สังเคราะห์ดวยแสงได้ดี แม้จะมี CO2 น้อยมาก เขาคิดว่านอกจาก RuBP แล้ว น่ าจะมีสาร ้ ื ั ้ ี ชนิดอื่นทีใช้ตรึง CO2 ได้ จึงทําให้พชเหล่านี้สงเคราะห์ดวยแสงได้ดกว่าพืชชนิดอื่น ๆ จาก ่ ่ การทดลองจนสามารถสรุปขันการตรึง CO2 ทีเรียกว่า Hatch-Slack Pathway หรือ C4้ dicarboxylic acid pathway ซึงเกิดในเซลล์มโซฟิล (Mesophyll Cell) ดังนี้ ่ ี เริมจากการตรึง CO2 ด้วยสารประกอบคาร์บอน 3 อะตอมกับ 1 หมู่ฟอสเฟต คือ ่ Phosphoenolpyruvic Acid (PEP) ได้เป็ น Oxaloacetic Acid (OAA) ซึงมีคาร์บอน 4 ่ อะตอม และเปลียนต่อไปเป็ น Malic Acid หรือ Aspartic Acid ขึนอยู่กบชนิดของพืช โดย ่ ้ ั + ใช้ NADPH + H Malic Acid + NADP+ OAA + NADPH + H+ Malic Acid จะเปลียนเป็ น Pyruvic Acid และ CO2 ่ Malic Acid + NADP+ 440 Pyruvic Acid + CO2 + NADPH + H+ CU 474
  • 29.
    Pyruvic Acid จะเปลียนเป็น PEP โดยใช้ ATP ส่วน CO2 จะเข้ารวมกับ RuBP ใน ่ Chloroplast ของเซลล์บนเดิลชีท (Bundle Sheath Cell) ในวัฎจักรคัลวินต่อไป ั เนื่องจากสารชนิดแรกทีเกิดจากการตรึง CO2 ด้วย PEP เป็ นสารประกอบคาร์บอน ่ ี ่ 4 อะตอม คือ OAA จึงนิยมเรียกการตรึง CO2 วิธน้ีวา C4 - pathway และเรียกพืชพวกนี้ ว่า พืช C4 (C4 - plant) รูปที่ 10.2.10 Hatch - Slack Pathway ของพืช C4 (จาก George B. Johnson, 1995. The Living World หน้า 99) ข้อแตกต่างระหว่างพืช C3 และ C4 ี ่ 1. พืช C4 สามารถตรึง CO2 ได้ดกว่าพืช C3 มาก โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมทีม ี ่ ั อุณหภูมสงจะมี CO2 ตํ่า พืช C4 จะเพิมความเข้มข้นของ CO2 ในเซลล์บนเดิลชีทได้ ิู ้ 2. พืช C4 สามารถสังเคราะห์ดวยแสงในสภาพความเข้มแสงมาก ๆ ได้ ในขณะที่ ้ ุ่ ่ ่ํ พืช C3 สังเคราะห์ดวยแสงได้มากทีสดทีระดับความเข้มแสงทีจากัด CU 474 441
  • 30.
    3. พืช C4สังเคราะห์ดวยแสงทีอุณหภูมพอเหมาะ (Optimum) ค่อนข้างสูง คือ ้ ่ ิ ่ ื ่ ่ี ิ 30-40 C ในขณะทีพช C3 อยูทระดับอุณหภูมประมาณ 25 °C ่ ่ ้ ํ 4. ปริมาณ O2 ทีเพิมขึน (3-20 %) ไม่ทาให้ประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสงของ ี พืช C4 ลดลง แต่มผลในพืช C3 5. ในสภาพทีมแสงจ้าและอุณหภูมสงจะมีผลต่อการหายใจด้วยแสง (Photorespiration) ่ ี ิู ี ่ ้ ในพืช C3 ทําให้มการสลายคาร์โบไฮเดรต ซึงเป็ นผลผลิตจากกระบวนการสังเคราะห์ดวย แสง กรณีเช่นนี้จะไม่เกิดขึนในพืช C4 ้ 2. กลไก Crassulacean Acid Metabolism (CAM) Pathway พบในพืชทะเลทราย ตระกูล Crassulaceae เช่น กุหลาบหินและพืชในสกุลอื่น ๆ เช่น กระบองเพชร สับปะรด วานิลา และอากาเว่ เป็ นต้น พืชทะเลทรายมีการปรับตัวโดยการลดรูปของปากใบ เพื่อป้องกันการสูญเสียนํ้ า ่ ่ และปากใบจะปิดในเวลากลางวัน เปิดเวลากลางคืน CO2 จะเข้าสูใบทางปากใบไปทีเซลล์ม ี โซฟิล มีการตรึง CO2 ด้วย Phosphoenolpyruvic Acid (PEP) ได้ Oxaloacetic Acid (OAA) และเปลียนไปเป็ นกรดมาลิก (Malic Acid) ไปเก็บสะสมไว้ในแวคิวโอล เมือเริมมี ่ ่ ่ แสงในเวลากลางวันปากใบจะปิ ดและมีการเคลื่อนย้ายกรดมาลิกออกจากแวคิว-โอล เพื่อ ่ ทําปฏิกรยาปล่อย CO2 ออกจากกรดมาลิก (Decarboxylation) เข้าสูกระบวนการตรึง CO2 ิิ ในวัฎจักรคัลวินตามปกติ จะเห็นได้ว่ากระบวนการ CAM - pathway พืชจะปิ ดปากใบในเวลากลางวัน ทําให้มความเข้มข้นของ CO2 สูงมาก อัตราการหายใจด้วยแสงจึงลดลงตํ่ามาก และการ ี ตรึง CO2 ด้วย PEP เกิดในเวลากลางคืน เนื่องจากในเวลากลางวันมีแสง กรดมาลิกที่ ปล่อยออกจากแวคิวโอลจะยับยังการทํางานของเอนไซม์ทกระตุนการตรึง CO2 ด้วย PEP ้ ่ี ้ ส่วนในเวลากลางคืนไม่มแสง กรดมาลิกจะไม่ยบยังการทํางานของเอนไซม์ทกระตุนการ ี ั ้ ่ี ้ ตรึง CO2 ด้วย PEP จึงทํางานได้ตามปกติ ้ เนื่องจากการตรึง CO2 ด้วย PEP ของพืชบริเวณแห้งแล้ง หรือทะเลทราย พบครัง แรกในพืชตระกูล Crassulaceae จึงเรียกพืชพวกนี้วา Crassulacean Acid Metabolism ่ Plant หรือ พืช CAM ° 442 CU 474
  • 31.
    รูปที่ 10.2.11 การตรึงCO2 ด้วย PEP ของพืช CAM (จาก โครงการตําราวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ มูลนิธิ สอวน. 2551, ชีววิทยา 2 หน้า 93) การหายใจด้วยแสงของพืช (Photorespiration) การหายใจด้วยแสงเป็ นวัฎจักรการตรึง O2 ด้วย RuBP และมีการปล่อย CO2 เช่นเดียวกับการหายใจตามปกติของพืช แต่การหายใจด้วยแสงทําให้พชสูญเสียคาร์บอนที่ ื ตรึงไว้ โดยไม่มการสร้างพลังงานทีพชจะนําไปใช้ได้เพราะเป็ นกระบวนการทีเกิดพร้อมกับ ี ่ ื ่ การตรึง CO2 ในวัฎจักรคัลวิน การหายใจด้ว ยแสงมีก ารเปลี่ย นแปลงของสารเป็ น วงจรต่ อ เนื่ อ งกัน เรีย กว่ า วัฎจักรกระบวนการหายใจด้วยแสง (Photorespiratory Carbon Oxidation Cycle ; PCO ิิ Cycle) เริมจากการตรึง O2 ด้วย RuBP โดยมีเอนไซม์ Rubisco เป็ นตัวเร่งปฏิกรยา ่ สร้าง 2 - phosphoglycolate ซึงจะถูก Hydrolysis ไปเป็ น Glycolate และออกจากคลอโร่ พลาสต์เข้าสู่ Peroxisome ทีน่ี Glycolate จะเกิด 2 ปฏิกรยาเปลียนไปเป็ น Glycine เพือ ่ ิิ ่ ่ เข้าสู่ Mitochondria โดย 2 โมเลกุลของ Glycine จะเปลียนเป็ น Serine และ CO2 ซึงเป็ น ่ ่ ปฏิกรยาทีมการสูญเสียคาร์บอนไป Serine จะกลับเข้าสู่ Peroxisome เพื่อเปลียนเป็ น ิิ ่ ี ่ Glycerate กลับเข้าสูคลอโรพลาสต์ และเปลียนเป็ น Phosphoglycarate (PGA) 3 โมเลกุล ่ ่ ในวัฎจักรคัลวิน วัฎจักรกระบวนการหายใจด้วยแสง (PCO Cycle) เป็ นวัฎจักรทีทาให้พชสามารถ ่ ํ ื นํ าคาร์บอนจากโมเลกุลคาร์โบไฮเดรตที่ถูกออกซิไดซ์กลับมาใช้ได้ใหม่ โดยสร้างเป็ น PGA (3C) 1 โมเลกุล จาก Phosphoglycolate (2C) 2 โมเลกุล และสูญเสียสารประกอบ ่ คาร์บอนในโมเลกุล CO2 1 โมเลกุล ซึงสรุปได้ว่าในวัฎจักร PCO นําคาร์บอนกลับคืนมา CU 474 443
  • 32.
    ได้ถง 75 %(3 อะตอมของ PGA 1 โมเลกุล จาก 4 อะตอม ของ Phosphoglycolate 2 ึ โมเลกุล) โดยวัฎจักร PCO ต้องมีวฎจักรคัลวินเป็ นตัวนํา PGA ไปสร้าง RuBP ั ในคลอโรพลาสต์ แม้วา O2 และ CO2 ในรูปของสารละลายจะแข่งขันกันในการเข้า ่ จับกับเอนไซม์ Rubisco ในการทําปฏิกรยากับ RuBP และสารละลายทีมความเข้มข้นของ ิิ ่ ี O2 และ CO2 เท่ากัน Rubisco จะจับกับ CO2 ได้เร็วกว่าถึง 80 เท่าก็ตาม แต่เนื่องจาก สารละลายในสภาวะสมดุลกับอากาศปกติทอุณหภูม ิ 25 °C จะมี O2 มากกว่า คือ 24 เท่า ่ี ้ จึงทําให้อตราการตรึง CO2 มากกว่าอัตราการตรึงของ O2 ประมาณ 3 เท่า เท่านัน ั สรุปได้ว่าวัฎจักรคัลวินและวัฎจักร PCO มีความสําคัญในการรักษาสมดุลของ ี คาร์บอนในพืช โดยวัฎจักรคัลวินมีการตรึง CO2 และปล่อย O2 พืชมีชวะมวล (Biomass) ี เพิมขึน ในขณะทีวฎจักร PCO มีการตรึง O2 และปล่อย CO2 พืชมีชวะมวลลดลง วัฎจักร ่ ้ ่ั ทัง 2 เกิดขึนในเซลล์เดียวกัน ในอัตราการตรึง CO2 3 ส่วน และการตรึง O2 1 ส่วน ทําให้ ้ ้ การตรึงคาร์บอนกับการสูญเสียคาร์บอนมีความสมดุล รูปที่ 10.2.12 สมดุลของคาร์บอนในวัฎจักรคัลวินและวัฎจักร PCO ของพืช C3 (จาก โครงการตําราวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ มูลนิธิ สอวน. 2551, ชีววิทยา 2 หน้า 85) ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง 1. แสงสว่าง (Light) อัตราการสังเคราะห์ดวยแสงของพืชขึนอยู่กบความเข้มของ ้ ้ ั แสง ช่วงคลื่นแสง และระยะเวลาการได้รบแสง สภาพความเข้มของแสงน้ อย แสงเป็ น ั ั ป จ จัย จํา กัด ของการสังเคราะห์ด้ว ยแสง การเพิ่ม ความเข้ม ของแสงจึง ทํา ให้อ ต ราการ ั สังเคราะห์ดวยแสงเพิมขึน แต่ถาพืชได้รบแสงทีมความเข้มมากเป็ นเวลานานเกินไป จะทํา ้ ่ ้ ้ ั ่ ี ให้ก ารสัง เคราะห์ด้ว ยแสงหยุ ด ลงได้ เนื่ อ งจากคลอโรฟิ ล ถู ก กระตุ้น มากเกิน ไป และ ออกซิเจนทีเกิดขึนถูกใช้ไปในกระบวนการหายใจด้วยแสง (Photorespiration) ซึงมีการ ่ ้ ่ 444 CU 474
  • 33.
    สลายโมเลกุลของคาร์โบไฮเดรต ทําให้สญเสียคาร์บอน อัตราการสังเคราะห์ดวยแสงจึงไม่ ู ้ ตอบสนองต่อแสง ั ่ี 2. CO2 ความเข้มข้นของ CO2 ไม่เป็ นปจจัยจํากัดในเวลาทีมแสงมาก ในสภาวะที่ ้ มี CO2 แต่แสงน้อย อัตราการสังเคราะห์ดวยแสงจะน้อย และทําให้ CO2 มากในเวลานาน เกินไป อัตราการสังเคราะห์ดวยแสงจะสูงในตอนต้นของปฏิกรยาต่อจากนันจะลดลง ้ ิิ ้ รูปที่ 10.2.13 ความเข้มของแสงและปริมาณ CO2 ทีมอทธิพลต่อการสังเคราะห์ดวยแสง ่ ีิ ้ 3. อุณหภูม ิ (Temperature) พืชจะมีการสังเคราะห์ดวยแสงได้ดท่อุณหภูม ิ ้ ี ี ° ิู พอเหมาะ (Optimum Temperature) คือ 30-35 C ถ้าอุณหภูมสงเกินไป เช่น 60 °C เอนไซม์จะไม่ทํางาน เนื่องจากโปรตีนเสียสภาพ ถ้าอุณหภูมต่ําเกินไป เอนไซม์จะทํางาน ิ ไม่ดีเ ท่า ที่ค วร การแพร่ข อง CO2 เข้า สู่ใ บเกิด ช้า มาก นอกจากนี้ ย ง มีผ ลทางอ้อ ม คือ ั อุณหภูมสงอัตราการหายใจเพิมสูงขึน อัตราการสังเคราะห์ดวยแสงจะลดลง เพราะมีการ ิู ่ ้ ้ สลายโมเลกุลคาร์โบไฮเดรตไปใช้ในการหายใจ รูปที่ 10.2.14 กราฟแสดงปริมาณ CO2 ในบรรยากาศปกติ และสูงกว่าปกติทอุณหภูมต่าง ๆ มีอทธิพลต่อการ ่ี ิ ิ สังเคราะห์ดวยแสงในพืชพวกมันฝรัง่ ้ CU 474 445
  • 34.
    4. เกลือแร่ ธาตุไนโตรเจนและแมกนีเซียม ของเกลือในดิน มีความสําคัญต่ออัตรา การสังเคราะห์ด้วยแสง เนื่องจากเป็ นองค์ประกอบของคลอโรฟิ ล ถ้าขาดจะมีผลต่อการ สร้างคลอโรฟิล ธาตุเหล็กแม้ไม่ใช้องค์ประกอบของคลอโรฟิลโดยตรงแต่กมผลต่อการสร้าง ็ ี คลอโรฟิล ซึงขาดไม่ได้เช่นกัน ่ 5. โครงสร้างของใบ 1) ใบของพืช มีโครงสร้างที่เอื้อต่อการรับแสง และแลกเปลียนแก๊ส เริมตังแต่ ่ ่ ้ เซลล์ชนนอกสุด คือ เอพิเดอร์มส จะปล่อยให้แสงส่องผ่านไปในใบได้ โดยเฉพาะใบพืชพืน ั้ ิ ้ ป่าเขตร้อน เอพิเดอร์มสจะมีลกษณะคล้ายเลนส์นูน ซึงรวมแสงให้มความเข้ม แสงทีผ่าน ิ ั ่ ี ่ ไปทีคลอโรฟิลจึงมีความเข้มมากกว่าแสงนอกใบ ่ ชันมีโซฟิล มีเซลล์พาลิเสด ลักษณะเป็ นแท่งตัง จะดูดแสงส่วนหนึ่งโดยใช้สารสี ้ ้ ั ต่าง ๆ ในคลอโรพลาสต์ แสงส่วนทีเหลือจะผ่านเข้าสู่ช่องว่างในเซลล์สปนจี ซึ่งมีรูปร่าง ่ หลายแบบ ในช่องว่างที่มน้ํ าและอากาศจะช่วยให้แสงสะท้อนจากรอยต่อระหว่างนํ้ ากับ ี ั อากาศไปหลายทิศทาง โอกาสการดูดแสงของเซลล์สปนจีมเี พิมขึน ่ ้ พืชทีอยู่บริเวณแสงมากจนอาจเป็ นอันตราย จะมีโครงสร้างพิเศษ เพื่อป้องกัน ่ การได้รบแสงมาก เช่น มีขน มีชนไขมันเคลือบ ช่วยในการสะท้อนกลับของแสง เป็ นต้น ั ั้ 2) ใบพืชควบคุม การรับแสงโดยการเคลื่อนทีของคลอโรพลาสต์ในเซลล์ และ ่ การเคลื่อนไหวของใบ พืชพวกถัวและฝ้าย สามารถเคลื่อนใบตามแสงอาทิตย์ทําให้ได้รบ ่ ั แสงมาก โดยเฉพาะช่วงเวลาเช้าและเย็น ซึ่งเป็ นช่วงทีอากาศมีความชืนและอุณหภูมต่ํา ่ ้ ิ กว่าตอนเทียงวัน ในขณะทีพชบางชนิดมีการเคลื่อนใบหลบหลีกแสงอาทิตย์ เพื่อลดการ ่ ่ ื ได้รบแสงมาก ซึงมักเป็ นกับพืชบริเวณขาดนํ้า ั ่ 3) พืชมีการปรับตัว ทังเซลล์ใบและลําต้น โดยพืชทีอยู่ในทีมแสงน้อย มักมีใบ ้ ่ ่ ี หนาเพือเพิมชันเซลล์ ่ ่ ้ 4) การจัดโครงสร้างของเรือนพุ่ม โดยจัดเรียงตัวของใบ ลําต้น กิง และก้านใบ ่ ให้สามารถแข่งขันเพื่อรับแสง เช่น ใบมะละกอ มีกานใบยาว และจัดเรียงตัวรอบลําต้น จึง ้ ทําให้ใบทุกใบได้รบแสงเต็มที่ ั 446 CU 474
  • 35.
    10.3 การสืบพันธุและการเจริญเติบโตของพืชดอก ์ (Flowering PlantReproduction and Development) การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก มีดอก (Flower) เป็ นอวัยวะทีทําหน้าที่ ่ สืบพันธุ์ โดยทําหน้าทีสร้างเซลล์สบพันธุ์ คือ ละอองเรณู (Microspore) ซึ่งเป็ นเซลล์ ่ ื สืบพันธุเพศผูและไข่ (Egg) ซึงเป็ นเซลล์สบพันธุเพศเมียขึนมาผสมพันธุกนเป็ นเซลล์ ไซ ์ ้ ่ ื ์ ้ ์ ั โกต (Zygote) และเพิมจํานวนโดยการแบ่งเซลล์ (Cell Division) ทีจะเติบโตและ ่ ่ เปลียนแปลงเซลล์ไปทําหน้าทีเฉพาะ (Cell Growth and Differentiation) อย่างเป็ น ่ ่ ขันตอน สร้างรูปร่าง (Form) ทีเหมาะสมกับหน้าที่ (Function) เฉพาะของต้นพืชทีเรียกว่า ้ ่ ่ การเจริญ (Development) ดอกและส่วนประกอบของดอก ดอก (Flower) คือ ส่วนทีเปลียนแปลงมาจากกิงและใบเพื่อทําหน้าทีสบพันธุและ ่ ่ ่ ่ ื ์ แพร่พนธุ์ เพื่อการดํารงพันธุ์มให้สูญสินไปจากโลก กิงทีเปลี่ยนมาเป็ นดอกจะมีปล้องสัน ั ิ ้ ่ ่ ้ มาก ซึงแตกต่างจากกิงทัวไปถือว่าเป็ นกิงพิเศษ เป็ นกิงทีการเจริญเติบโตมีขอบเขตจํากัด ่ ่ ่ ่ ่ ่ คือ จะไม่มการเจริญทีสวนปลาย (Apical Growth) ต่อไปอีก ส่วนประกอบทีสาคัญของ ี ่่ ่ํ ดอก ได้แก่ กลีบเลียง (Sepal) กลีบดอก (Petal) เกสรตัวผู้ (Stamen) และเกสรตัวเมีย ้ (Pistil) ทังหมดนี้เป็ นส่วนทีเปลียนแปลงมาจากใบ โดยกลีบเลี้ยงและกลีบดอกจัดเป็ น ้ ่ ่ อวัยวะช่วยสืบพันธุ์ (Accessory Organs) ส่วนเกสรตัวผูและเกสรตัวเมีย จัดเป็ นอวัยวะ ้ สืบพันธุ์ (Reproductive Organs) ตา (Bud) ทีให้กําเนิดดอกอาจเป็ นตาดอก (Flower Bud) ซึงจะเป็ นดอกอย่างเดียว ่ ่ หรือตาผสม (Mixed Bud) คือ ตาทีเป็ นทังกิงใบและดอกร่วมกัน เกิดได้ทงทีปลายยอดหรือ ่ ้ ่ ั้ ่ ั ปลายกิงของลําต้น การพัฒนาตาไปเป็ นดอกของพืชต้องอาศัยปจจัยต่าง ๆ ทังภายนอก ่ ้ ั และภายในของพืช ปจจัยภายนอก ได้แก่ แสงสว่าง อุณหภูม ิ นํ้า แร่ธาตุ และสารอาหารที่ พืชสร้างขึน ปจจัยภายใน ได้แก่ อายุ พันธุกรรม และฮอร์โมนพืช ้ ั CU 474 447
  • 36.
    โครงสร้างของดอก (Structure ofFlower) ดอกทีมสวนประกอบครบ (Complete Flower) จะจัดเรียงตัวเป็ นชันหรือวงติดกัน ่ ี่ ้ 4 ชัน จากชันนอกเข้าไป ดังนี้ ้ ้ ก. ข. รูปที่ 10.3.1 ดอกไม้แสดงส่วนประกอบของดอกครบ (ก) และแผนภาพแสดงชันต่าง ๆ ของดอก (ข) ้ 1. ชันกลีบเลียง (Calyx) ประกอบด้วย กลีบเลียง (Sepals) ดอกไม้ทวไป กลีบเลียงมี ้ ้ ้ ั่ ้ สีเขียว แต่อาจมีสอ่นได้ มีผวเรียบ บางชนิดมีหนาม และขน ทําหน้าทีห่อหุมส่วนทีอยู่ขาง ีื ิ ่ ้ ่ ้ ในไว้ทงหมด จึงช่วยป้องกันอันตราย ได้แก่ อุณหภูม ิ ความชืน รวมถึงแมลงและศัตรูอ่น ๆ ั้ ้ ื พืชแต่ละชนิดมีกลีบเลี้ยงจํานวนไม่เท่ากัน ดอกไม้บางอย่างมีกลีบเลี้ยงติดกันเป็ นหลอด หุมดอก (Synsepalous Flower) บางชนิดมีกลีบเลียงแยกกัน (Polysepalous Flower) ้ ้ ดอกบางชนิดมีกลีบสีเขียวเป็ นเส้นเล็ก ๆ ทีใต้กลีบเลียง เรียกว่า ริวประดับ (Epicalyx) ่ ้ ้ 2. ชันกลีบดอก (Corolla) ประกอบด้วย กลีบดอก (Petals) สีต่าง ๆ ซึงเกิดจาก ้ ่ สารสีชนิดต่าง ๆ ทีอยู่ในเซลล์ บางชนิดมีกลินหอมทีเกิดจากนํ้ามันหอมระเหย (Essential ่ ่ ่ Oil) ทีกลีบดอกสร้างขึน บางชนิดมีต่อมนํ้ าหวาน (Nectary Gland) ทีโคนกลีบสร้าง ่ ้ ่ นํ้าหวาน (Nectar) ได้ ทังสี กลิน และนํ้าหวาน เป็ นสิงทีชวยล่อแมลงให้เข้ามาถ่ายละออง ้ ่ ่ ่ ่ เรณู (Pollination) พืชแต่ละชนิดมีกลีบดอกจํานวนไม่เท่ากัน แต่มกจะเท่ากับหรือทวีคูณ ั ของกลีบเลียง กลีบดอกอาจมีโคนกลีบเชือมติดกันหรือติดกันตลอดทังกลีบ (Synpetalous ้ ่ ้ Flower) หรือแยกกันเป็ นกลีบ ๆ หรือแยกเฉพาะปลายกลีบ (Polypetalous Flower) 3. ชันเกสรตัวผู้ (Androecium) ประกอบด้วย เกสรตัวผู้ (Stamen) ทําหน้าทีสร้าง ้ ่ เซลล์สบพันธุ์เพศผู้ เกสรตัวผูมจํานวนแตกต่างกันในพืชแต่ละชนิด พวกทีมหลายอันอาจ ื ้ ี ่ ี ติดกันหรือแยกกัน และอาจมีสวนทีไปเชือมติดกับส่วนอื่นของดอกก็ได้ เกสรตัวผูแต่ละอัน ่ ่ ่ ้ ประกอบด้วย ก้านเกสรตัวผู้ (Filament) มีลกษณะเป็ นเส้นเล็กยาว ตอนปลายมีอบเรณู ั ั 448 CU 474
  • 37.
    (Anther) ลักษณะเป็ นทรงกระบอกกลมรี แบ่งเป็ น 2 พูตดกัน ภายในแต่ละพู ประกอบด้วย ถุง ิ เรณู (Pollen Sac) 2 ถุง อับเรณู 1 อัน จึงมีถุงเรณู 4 ถุง ภายในถุงมี Microspore Mother Cell ทีจะทําหน้าทีสร้างละอองเรณู (Microspore หรือ Pollen Grain) ซึงมีลกษณะเป็ นเม็ด ่ ่ ่ ั เล็ก ๆ จํานวนมาก ละอองเรณูทําหน้าทีเป็ นเซลล์สบพันธุเพศผู้ (Male Gametes) เมื่อ ่ ื ์ ละอองเรณูแก่ อับเรณูจะแตก ละอองเรณูจะปลิวออกมา และอาจตกลงบนยอดเกสรตัวเมีย ทําให้เกิดการผสมพันธุได้ ์ 4. ชันเกสรตัวเมีย (Gynaecium) ประกอบด้วย เกสรตัวเมีย (Pistil or Carpel) ้ เป็ นส่วนที่อยู่ในสุดของดอก ทําหน้ าที่สร้างเซลล์สบพันธุ์เพศเมีย ส่วนล่างสุดของเกสร ื ตัวเมีย คือ รังไข่ (Ovary) มีลกษณะเป็ นกระเปาะพองโต ถัดขึนมาเป็ นก้านเกสรตัวเมีย ั ้ (Style) ซึ่งอาจจะยาวหรือสันขึนอยู่กบชนิดของพืชทีปลายสุดของก้านเกสรตัวเมีย คือ ้ ้ ั ่ ยอดเกสรตัวเมีย (Stigma) มักมีน้ําเหนียว ๆ สําหรับยึดติดกับละอองเรณู ดอกบางชนิด ไม่มกานเกสรตัวเมีย ยอดเกสรตัวเมียจึงติดอยู่บนรังไข่ (Sessile Stigma) พืชบางชนิดมี ี ้ เกสรตัวเมียหลายอัน เช่น จําปี จําปา กุหลาบ เป็ นต้น รังไข่ (Ovary) เป็ นส่วนที่สร้างเซลล์สบพันธุ์ของพืชโดยภายในรังไข่มโอวุล ื ี (Ovule) ซึงภายในมี Megaspore Mother Cell ทีจะทําหน้าทีสร้างเซลล์สบพันธุเพศเมีย ่ ่ ่ ื ์ คือ เซลล์ไข่ (Egg Cell) โอวุล เป็ นโครงสร้างทีประกอบด้วยผนังโอวุล (Integument) 1-2 ่ ชัน โดยมีรูเปิ ดเล็ก ๆ เรียกว่า ไมโครไพล์ (Micropyle) อยู่ด้านตรงข้ามกับก้านโอวุล ้ (Funiculus) ภายในมีกลุ่มเซลล์นิวเซลลัส (Nucellus) ซึ่งจะเจริญและพัฒนาเป็ น Megaspore Mother Cell ทีจะสร้างเซลล์ไข่ ต่อไป ่ ส่วนประกอบของดอกทัง 4 ชันติดตังบนฐานรองดอก (Receptacle) ซึงติดต่อกับ ้ ้ ้ ่ ก้านดอก (Pedicel หรือ Peduncle) การติดตังของรังไข่บนฐานรองดอกมีแบบต่าง ๆ ้ ได้แก่ 1. Superior Ovary คือ รังไข่ทอยู่บนฐานรองดอกในตําแหน่งทีสงกว่าส่วนประกอบ ่ี ู่ อื่น ๆ ของดอก คือ กลีบเลียง กลีบดอกและเกสรตัวผู้ ้ 2. Inferior Ovary คือ รังไข่ทอยู่บนฐานรองดอกในตําแหน่ งทีต่ํากว่ากลีบเลียง ่ี ่ ้ กลีบดอกโดยมีผนังรังไข่ เชือมติดกับส่วนประกอบของดอก ่ 3. Half Inferior หรือ Subinferior Ovary คือ รังไข่ทตดตังบนฐานรองดอกใน ่ี ิ ้ ลักษณะกิงใต้ชนกลีบเลียง กลีบดอก และเกสรตัวผู้ เนื่องจากลักษณะฐานรองดอกเป็ นรูป ่ ั้ ้ ถ้วย CU 474 449
  • 38.
    รูปที่ 10.3.2 รังไข่ชนิดต่างๆ (จาก โครงการตําราวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ มูลนิธิ สอวน. 2551, ชีววิทยา 1) ประเภทของดอก (Type of Flower) 1. จําแนกตามส่วนประกอบของดอก แบ่งได้เป็ น 2 ชนิด ได้แก่ ดอกสมบูรณ์ (Complete Flower) คือ ดอกทีมสวนประกอบครบทัง 4 ชัน ่ ี่ ้ ้ ดอกไม่สมบูรณ์ (Incomplete Flower) คือ ดอกทีมสวนประกอบไม่ครบทัง ่ ี่ ้ 4 ชัน ้ 2. จําแนกตามลักษณะของเพศ แบ่งได้เป็ น 2 ชนิด ได้แก่ ดอกสมบูรณ์เพศ (Perfect Flower) คือ ดอกทีมทงเกสรตัวผูและเกสรตัวเมียอยู่ใน ่ ี ั้ ้ ดอกเดียวกัน เช่น พูระหง กุหลาบ บัว เฟื่องฟ้า เป็ นต้น ่ ดอกไม่สมบูรณ์เพศ (Imperfect Flower) คือ ดอกทีมเี กสรตัวผูหรือเกสรตัวเมีย ่ ้ เพียงอย่างเดียว ดอกทีมเี กสรตัวผูเรียกว่า ดอกเพศผู้ (Staminate Flower) ดอกทีมเี กสร ่ ้ ่ ตัวเมีย เรียกว่า ดอกเพศเมีย (Pistillate Flower) พืชทีมดอกเพศผู้ และดอกเพศเมียอยู่ในต้นเดียวกัน เรียกว่า พืชแยกเพศร่วมต้น ่ ี (Monoecious Plant) เช่น หมาก มะพร้าว ข้าวโพด เป็ นต้น ส่วนพืชทีมดอกเพศผูและ ่ ี ้ ั ดอกเพศเมีย อยูกนคนละต้น เรียกว่า พืชแยกเพศต่างต้น (Dioecious Plant) เช่น ฟกทอง ่ ั 3. จําแนกตามจํานวนดอก แบ่งได้แป็ น 2 ชนิด ได้แก่ ดอกเดียว (Solitary Flower) คือ ดอกเดียวบนก้านดอกเดียว ่ ่ ดอกช่อ (Inflorescence Flower) คือ กลุ่มดอกบนก้านดอกเดียวกันแต่ละดอก ย่อย (Floret) จะมีกานดอกย่อย (Pedicel) ติดอยูบนก้านของช่อดอก ้ ่ 4. จําแนกตามการติดตังบนฐานรองดอก แบ่งได้เป็ น 3 ชนิด ได้แก่ ้ 450 CU 474
  • 39.
    Hypogenous Flower คือดอกทีมฐานรองดอก นูนสูง เกสรตัวเมียจึงอยูสงกว่า ่ ี ่ ู ส่วนของกลีบเลียง กลีบดอกและเกสรตัวเมีย ดอกชนิดนี้จงมีรงไข่ชนิด Superior Ovary ้ ึ ั Epigynous Flower คือ ดอกทีสวนของกลีบเลียง กลีบดอก และเกสรตัวผูตดบน ่่ ้ ้ ิ ฐานรองดอกทีอยู่เหนือเกสรตัวเมีย เป็ นดอกทีมรงไข่ชนิด Inferior Ovary ได้แก่ แตงกวา ่ ่ ีั ั บวบ ฟกทอง ชมพู่ เป็ นต้น Perigynous Flower คือ ดอกทีมสวนของกลีบเลียง กลีบดอกและเกสรตัวผูอยู่ ่ ี่ ้ ้ ติดบนฐานรองดอกในระดับเดียวกับรังไข่ เพราะลักษณะที่โค้งรูปถ้วยของฐานรองดอก ดอกชนิดนี้รงไข่เป็ นได้ 2 แบบ คือ Half Superior Ovary และ Half Inferior Ovary ขึนอยู่ ั ้ กับลักษณะของฐานรองดอก รูปที่ 10.3.3 แผนภาพชนิดของดอกตามการติดตังบนฐานรองดอก Hypogenous Flower (ก) ้ Epigynous Flower (ข) Perigynous Flower (ค,ง และ จ) (จาก โครงการตําราวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ มูลนิธิ สอวน. 2551, ชีววิทยา 1) การสร้างเซลล์สืบพันธุในพืชดอก ์ การสร้างเซลล์สืบพันธุเพศผูหรือไมโครสปอร์ (Microspore genesis) ์ ้ การสร้างเซลล์สบพันธุเพศผูของพืชดอก เกิดขึนภายใน Pollen Sac ของอับเรณู ื ์ ้ ้ (Anther) โดยกลุมเซลล์ Microspore Mother Cell ซึงเป็ นเซลล์เนื้อเยื่อเจริญ (Meristematic ่ ่ Cell) ทีม ี 2 n โครโมโซมจะแบ่งตัวแบบไมโอซิสได้ไมโครสปอร์ 4 เซลล์ (4 Microspore ่ Cell) ทีเป็ นเซลล์ n โครโมโซม แต่ละเซลล์จะแบ่งนิวเคลียสแบบไมโตซิส 1 ครัง ได้ 2 ่ ้ นิวเคลียสทีเป็ น n โครโมโซม นิวเคลียสอันหนึ่ง คือ Generative Nucleus อีกนิวเคลียส ่ คือ Tube Nucleus (ซึงต่อไป Generative Nucleus จะแบ่งไมโตซิสอีก 1 ครัง ได้เป็ น 2 ่ ้ Sperm Nucleus เพื่อทีจะไปผสมกับไข่และโพลาร์นิวเคลียส ต่อไป) ในขณะเดียวกัน ่ Microspore ก็สร้างผนังให้หนาขึน ผนังชันนอกอาจมีการพัฒนาไปเป็ นลักษณะต่าง เช่น ้ ้ CU 474 451
  • 40.
    เป็ นหนามเล็ก ๆMicrospore ละอองเรณู (Pollen Gain) ระยะนี้จะมีรูปร่างต่าง ๆ ตามชนิดของพืชและเรียกว่า ก. ข. รูปที่ 10.3.4 การสร้าง Microspore ของอับเรณู (ก) การแบ่งไมโอซิสของ Microspore (Pollen) Mother Cell และไมโตซิสของ Microspore (ข) การสร้างเซลล์สืบพันธุเพศเมีย หรือเมกะสปอร์ (Megaspore genesis) ์ การสร้างเซลล์สบพันธุเพศเมีย คือ เซลล์ไข่ของพืชดอก เกิดในโอวุลซึงอยู่ในรังไข่ ื ์ ่ กลุมเซลล์ในโอวุลทีเรียกนิวเซลลัส (Nucellus) ทีอยูคอนไปทางด้านไมโครไพล์ มีเซลล์ขนาด ่ ่ ่ ่ ่ ใหญ่ คือ Megaspore Mother Cell (2n) แบ่งตัวแบบไมโอซิสได้ 4 เซลล์ คือ Megaspore Cell (n) เรียงตัวในแนวตัง ต่อมา 3 เซลล์ ทางไมโครไพล์ สลายตัวไป 1 Megaspore ที่ ้ เหลือเจริญขึนและแบ่งนิวเคลียสแบบไมโตซิส 3 ครัง ได้ 8 นิวเคลียสทีไม่มผนังหุม และ ้ ้ ่ ี ้ จัดแบ่งเป็ น 2 กลุ่ม ๆ ละ 4 นิวเคลียส แยกกันไปอยู่ทางด้านไมโครไพล์ กับด้านตรงข้าม ไมโครไพล์ คือ คาลาซา (Chalaza) ต่อมานิวเคลียสของแต่ละกลุ่มจะมารวมกันบริเวณ กลาง เกิดเป็ นนิวเคลียส 3 กลุ่ม ระยะนี้ Megaspore จะมีสภาพเป็ นถุงต้นอ่อน (Embryo Sac) กลุ่มนิวเคลียส 2 กลุ่มทีไมโครไพล์และคาลาซา จะมีเยื่อบาง ๆ แบ่งไซโตพลาสซึม ่ เกิดเป็ นเซลล์ คือ 3 Anti Podal Cell อยู่ทางด้านคาลาซา ด้านไมโครไพล์ ประกอบด้วย เซลล์ไข่ (Egg Cell) ซึงมีขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง และ 2 Synergid Cell อยู่ 2 ข้างของ ่ เซลล์ไข่ 2 นิวเคลียสทีอยู่ตรงกลาง คือ Polar Nuclei ซึ่งต่อมาจะรวมกันเป็ น 2 n ่ โครโมโซม และเปลียนเป็ น Endosperm Mother Cell ดังนันเมือสินสุดกระบวนการสร้าง ่ ้ ่ ้ 452 CU 474
  • 41.
    เซลล์สบพันธุเพศเมีย ภายใน EmbryoSac จึงมีเซลล์ทงหมด 7 เซลล์ ทีเปลียนแปลงมาก ื ์ ั้ ่ ่ จาก 8 นิวเคลียส โดยมีเซลล์ไข่ (Egg Cell) เป็ นเซลล์สบพันธุเพศเมีย (Female Gamete) ื ์ รูปที่ 10.3.5 การสร้างเซลล์สบพันธุเพศเมียของพืชดอก ื ์ การถ่ายละอองเรณู (Pollination) การถ่ายละอองเรณู คือ การทีละอองเรณูตกลงบนยอดเกสรตัวเมีย โดยมีขนหรือ ่ สารเหนียวทียอดเกสรตัวเมีย เป็ นตัวช่วยยึดจับเอาไว้ ่ เมือละอองเรณูแก่เต็มที่ ผนังของ Pollen Sac จะฉีกขาดพร้อมกับอับเรณูแตกออก ่ ทําให้ละอองเรณูปลิวออกมา การถ่ายละอองเรณูจาเป็ นต้องอาศัยสือ (Pollinating Agent) ํ ่ พาไป ซึงมีหลายชนิด ได้แก่ ่ ลม พืชทีละอองเรณูตองอาศัยลมพาไป มักมีดอกขนาดเล็ก กลีบดอกไม่สวย ไม่มส ี ่ ้ ี ไม่มต่อมนํ้าหวานทีจะดึงดูดแมลง ดอกพวกนี้ละอองเรณูแห้งและเบาบาง ชนิดมีปีกช่วยให้ ี ่ ปลิวไปได้ไกล ขณะเดียวกัน ยอดเกสรตัวเมียของพืชทีตองอาศัยลมในการถ่ายละอองเรณู ่ ้ มักจะมีโครงสร้างช่วยยึดเกาะ เช่น มีขนมาก มีกงแตกเป็ นแขนงเล็ก ๆ มีสารเหนียว เป็ น ิ่ ต้น พืชพวกนี้ ได้แก่ หญ้า ข้าว CU 474 453
  • 42.
    แมลง แมลงมากชนิดอาศัยนํ้ าหวานจากดอกไม้เป็นแหล่งอาหาร การเข้ามาดูด นํ้าหวานทําให้ละอองเรณูตดตัวไปตกบนยอดเกสรตัวในดอกเดียวกันหรืออื่น ๆ ได้ แมลง ิ ทีเป็ นสือมากทีสด คือ ผึงและผีเสือ จึงได้ชอว่าเป็ นแมลงนักผสมพันธุพช ่ ่ ุ่ ้ ้ ่ื ์ ื นอกจากนี้ ยังมีน้ําเป็ นสือในการถ่ายละอองเรณูทสาคัญของพืชนํ้า รวมถึงสัตว์อ่น ๆ ่ ่ี ํ ื เช่น นก หอยทาก ก็มสวนช่วยในการถ่ายละอองเรณู ี่ รูปที่ 10.3.6 การถ่ายละอองเรณูโดยมีแมลงเป็ นสือ ่ การถ่ายละอองเรณูของพืช เกิ ดได้ 2 แบบ คือ 1. Self Pollination คือ การถ่ายละอองเรณูในดอกเดียวกัน หรือต่างดอกในต้น เดียวกัน หรือ ต่างดอกต่างต้นทีเป็ นพันธุบริสทธิ ์ ในพืชทีเป็ นสายพันธุเดียวกัน ่ ์ ุ ่ ์ 2. Cross Pollination คือ การถ่ายละอองเรณูในพืชต่างต้นทีมคุณสมบัตทาง ่ ี ิ กรรมพันธุต่างกัน โดยเป็ น Species เดียวกัน หรือต่าง Species ต่าง Genus กันก็ได้ ์ การปฏิ สนธิ (Fertilization) เมือละอองเรณูตกลงบนยอดเกสรเพศเมีย จะได้รบความชืนและอาหารพวกนํ้าตาล ่ ั ้ จากยอดเกสรเพศเมีย งอกหลอดเรณู (Pollen Tube) อัตราความเร็วในการงอกแตกต่าง กันในพืชแต่ละชนิด ซึงอาจใช้เวลาเป็ นวัน สัปดาห์ หรือเดือน หลังการถ่ายละอองเรณูกได้ ่ ็ หลอดเรณูจะแทงลงไปในเนื้อเยือของยอดเกสรเพศเมีย ผ่านไปตามก้านเกสรเพศเมีย เพือ ่ ่ นํา Generative Nucleus ไปทีโอวุล เมือหลอดเรณูมาถึงโอวุล จะเข้าสู่ Embryo Sac ทาง ่ ่ ไมโครไพล์ Tube Nucleus จะสลายไปพร้อมกับปลายหลอดเรณูแตกออก ซึงก่อนหน้านี้ ่ Generative Nucleus จะแบ่งตัวแบบไมโตซิส ได้เป็ น 2 Nuclei ทีเรียกว่า Sperm Nucleus ่ เมื่อปลายหลอดเรณูแตกออก Sperm Nucleus ทัง 2 จะเข้าสู่ Embryo Sac Sperm ้ Nucleus หนึ่งจะผสมกับไข่ได้เป็ นไซโกต (Zygote) (2n) Sperm Nucleus อีกอันหนึ่งจะ ผสมกับ Polar Nuclei ได้เป็ น Primary Endosperm Cell (3n) ไซโกตจะเจริญต่อไปเป็ น Embryo ในขณะที่ Primary Endosperm Cell เจริญต่อไปเป็ น Endosperm Tissue ทํา 454 CU 474
  • 43.
    หน้าทีสะสมอาหารให้ Embryo ส่วนAntipodal และ Synergid Cell จะสลายตัวไป จะเห็น ่ ว่ า มี ก ารเกิ ด การผสม 2 ครัง เรี ย กการผสมพัน ธุ์ น้ี ว่ า การปฏิ ส นธิ ซ้ อ น (Double ้ Fertilization) ซึงจะเกิดขึนกับพืชดอกเท่านัน ่ ้ ้ รูปที่ 10.3.7 การปฏิสนธิในพืชดอก (จาก โครงการตําราวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ มูลนิธิ สอวน. 2551, ชีววิทยา 1) การเจริญเติบโตของพืชหลังการปฏิสนธิ หลังจากเกิดการปฏิสนธิแล้ว โอวุล หรือ ถุงเอมบริโอ (Embryo Sac) จะเจริญไป เป็ นเมล็ด (Seed) โดยรังไข่เจริญไปเป็ นผล (Fruit) ซึงมีเนื้อเยื่อรังไข่ทห่อหุมโอวุลเป็ นเนื้อ ่ ่ี ้ ของผลหุมเมล็ด ไซโกตจะแบ่งเซลล์เติบโตและเปลียนแปลงไปเป็ นกลุ่มเนื้อเยื่อ สร้างรูป ้ ่ เป็ นตัวอ่อน (Embryo) โดยมี Primary Endosperm เปลียนแปลงเป็ นเนื้อเยื่อเอนโด่ สเปอร์ม สะสมอาหารในเมล็ดเพือให้ตนอ่อนใช้ในขณะงอกเป็ นต้นกล้า ่ ้ โครงสร้างของผล (Structure of Fruit) รังไข่ทเี่ จริญมาเป็ นผล จะมีผนังรังไข่ เจริญขึนมาเป็ นผนังของผล หรือ เปลือกของ ้ ผล (Pericarp) ซึ่งอาจมีความหนามากน้อยต่างกันตามชนิดของผล บางชนิดอาจเป็ น เนื้อเยือทีรบประทานได้ เปลือกของผลแบ่งเป็ น 3 ชัน ได้แก่ ่ ่ั ้ 1. เปลือกชันนอก (Exocarp) ส่วนใหญ่เป็ นเนื้อเยื่อเอพิเดอร์มสเพียงชันเดียว ้ ิ ้ เป็ นชันบาง ๆ แต่ผลบางชนิดก็มหลายชัน ผลบางชนิดอาจมีหนาม ขน และบางชนิดมี ้ ี ้ ต่อมนํ้ามัน มีปากใบ 2. เปลือกชันกลาง (Mesocarp) เป็ นเนื้อเยื่อบาง ๆ ประกอบด้วย Vascular ้ Bundle บางชนิดเป็ นเนื้อเยืออ่อนนุ่มรับประทานได้ แต่บางชนิดแข็งรับประทานไม่ได้ ่ CU 474 455
  • 44.
    3. เปลือกชันใน (Endocarp)เป็ นเนื้อเยื่อที่ประกอบด้วย เซลล์ชนเดียว หรือ ้ ั้ หลายชัน บางชนิดเป็ นเนื้อนุ่มรับประทานได้ ้ Pericarp ของผลบางชนิด อาจแยกเป็ นชันต่าง ๆ เห็นได้ชด เช่น มะม่วง มะพร้าว ้ ั พุทรา เป็ นต้น แต่ผลบางชนิดชันทัง 3 ของ Pericarp เชือมติดกันจนแยกไม่ออก เช่น ้ ้ ่ ข้าวโพด พริก Pericarp ของผลบางชนิดแห้งและแข็ง เช่น ถัวลิสง ถัวเหลือง บางชนิดแข็ง ่ ่ และเหนียว เช่น เปลือกและกะลามะพร้าว ชนิ ดของผล ผลแบ่งได้เป็ น 3 กลุมใหญ่ ๆ ได้แก่ ่ 1. ผลเดียว (Simple Fruit) คือ ผลทีเปลียนแปลงมาจากรังไข่เดียวของดอกเดียว ่ ่ ่ ่ หรือดอกช่อ ใน 1 รังไข่น้ีอาจประกอบด้วย คาร์เพล (Carpel) เดียวหรือหลายคาร์เพลที่ เชื่อมติดกัน เช่น มะเขือ องุ่น ละมุด กล้วย ฝรัง ฟก แตง เป็ นต้น ผลเดี่ยวจําแนกตาม ่ ั ลักษณะของ Pericarp ได้เป็ น 2 ชนิด คือ ผลสด (Fleshy Fruit) คือ ผลทีม ี Pericarp ่ ส่วนใหญ่หรือทังหมดเป็ นเนื้ออ่อนนุ่ม และผลแห้ง (Dry Fruit) คือ ผลชนิดทีมเี ปลือกแห้ง ้ ่ เมือผลแก่ซงเปลือกอาจจะแตกได้เองหรือไม่แตก ่ ่ึ 2. ผลกลุ่ม (Aggregate Fruit) คือ ผลทีเปลียนแปลงมาจากกลุ่มของรังไข่ทอยู่ใน ่ ่ ่ี ดอกเดียวทีอยู่บนฐานรองดอกเดียวกัน รังไข่แต่ละอันเป็ นผลย่อยหนึ่งผลอยู่อดกันแน่นจน ่ ่ ั เห็นเป็ นผลเดียวขนาดใหญ่ เช่น น้อยหน่ า ผลบางอย่างผลย่อยแยกกันเป็ นผลเล็ก ๆ เช่น ่ กระดังงา การะเวก บางชนิดผลคือส่วนของฐานรองดอก เช่น สตรอเบอรี่ ฐานรองดอก เติบโตขึนมากลายเป็ นเนื้อรับประทานได้ โดยมีผลทีแท้จริงเป็ นผลย่อย ๆ ติดอยู่ใกล้กบผิว ้ ่ ั นอก 3. ผลรวม (Multiple Fruit) คือ ผลทีเปลียนแปลงมาจากกลุ่มรังไข่ของดอกทังช่อ ่ ่ ้ เชื่อมรวมกันแน่ น รังไข่ท่ีเจริญเป็ นผลย่อยจะเชื่อมรวมกันแน่ นจนเป็ นผลเดีย ว ได้แ ก่ สับปะรด ขนุน สาเก ยอ หม่อน มะเดือ ่ 456 CU 474
  • 45.
    ก ข ค รูปที่ 10.3.8 ชนิดของผลผลเดียว (ก) ผลกลุม (ข) และผลรวม (ค) ่ (จาก โครงการตําราวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ มูลนิธิ สอวน. 2551, ชีววิทยา 1) เมล็ด (Seed) เมล็ด คือ โอวุลทีแก่แล้วเจริญเติบโตขึนหลังจากการปฏิสนธิ มีสวนประกอบ ดังนี้ ่ ้ ่ 1. เปลือกเมล็ด (Seed Coat) เป็ นส่วนทีอยู่ชนนอก เกิดจากผนังโอวุล (Integument) ่ ั้ ทําหน้าทีป้องกันอันตรายและการสูญเสียความชืนจากเนื้อเยื่อของเมล็ด ส่วนมากมี 2 ชัน ่ ้ ้ คือ ชันนอก (Testa) เปลียนแปลงมาจาก Outer Integument มักหนา เหนียว และชันใน ้ ่ ้ (Tegmen) เปลียนแปลงมาจาก Inner Integument เป็ นเยื่อบาง ๆ บนเปลือกเมล็ดมีรอย ่ แผลเป็ น (Hilum) ทีมรไมโครไพล์ ซึงเป็ นทางผ่านของ Pollen Tube มาก่อน เปลือกเมล็ด ่ ีู ่ อาจมีการเปลียนแปลงไปในพืชบางอย่าง เช่น เปลือกเมล็ดชันนอกของทุเรียน ลินจี่ ลําไย ่ ้ ้ เงาะ เปลียนเป็ นเนื้อนุ่ มหุมเมล็ด เป็ นส่วนทีรบประทานได้ ในพวกแคแสด กระเทียมเถา ่ ้ ่ั เปลียนแปลงเปลือกเมล็ดเป็ นแผ่นบาง ๆ ติดกับเมล็ด ทําให้ปลิวไปได้ไกล ช่วยในการแพร่ ่ พันธุ์ เป็ นต้น 2. เอมบริโอ (Embryo) เป็ นส่วนทีเจริญมาจากไซโกต ประกอบด้วย 3 ส่วน ่ 1) ใบเลียง (Cotyledon) มีหน้าทีสะสมอาหารไว้เลียงต้นอ่อน โดยทําการย่อย ้ ่ ้ และดูดซึมอาหารที่อยู่รอบ ๆ คือ เอนโดสเปอร์มมาเก็บไว้ พืช บางชนิดใบเลี้ย งสะสม อาหารไว้ม าก ทํ า ให้ใ บเลี้ย งมีล ัก ษณะหนา ในเมล็ด จึง ไม่ ม ีเ อนโดสเปอร์ม เหลือ อยู่ พืชบางชนิดใบเลียงสะสมอาหารมากใบจึงบาง เมล็ดจะมีเอนโดสเปอร์มมาก นอกจากนี้ใบ ้ CU 474 457
  • 46.
    เลียงยังป้องกันยอดอ่อนและช่วยในการสังเคราะห์ดวยแสง เพื่อเลียงต้นกล้าในระยะทียง ้ ้ ้ ่ ั ไม่มใบแท้เพราะใบเลียงมีคลอโรฟิล ี ้ 2) ลําต้นอ่อน (Caulicle) เป็ นแกนกลางมี 2 บริเวณ คือ บริเวณที่อยู่เหนือ ใบเลียงขึนไป เรียกว่า เอพิคอทิล (Epicotyl) ซึงบริเวณปลายสุดเป็ นส่วนของยอดแรกเกิด ้ ้ ่ (Plumule) ในพืชใบเลียงเดียวจะมีเยื่อบาง ๆ หุม เรียกว่า Coleoptile ส่วนบริเวณทีอยู่ใต้ ้ ่ ้ ่ ใบเลียงลงมา เรียกว่า ไฮโปคอทิล (Hypocotyl) ซึงปลายสุดเป็ นรากแรกเกิด (Radicle) ซึง ้ ่ ่ จะเจริญไปเป็ นรากแก้ว (Primary Root) ต่อไป ในพืชใบเลียงเดียวจะมีเยื่อบาง ๆ หุมราก ้ ่ ้ แรกเกิด เรียกว่า Coleorhiza 3. เอนโดสเปอร์ม (Endosperm) เป็ นเนื้อเยื่อของเมล็ดทีเจริญมาจาก Primary ่ Endosperm Cell (3n) เพือสะสมอาหารไว้ให้ตนอ่อนใช้ในระยะแรกของการงอก อาหารที่ ่ ้ สะสมมีทงคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน และสารอื่น ๆ มีทงชนิดที่เป็ นของเหลว (Liquid ั้ ั้ Endosperm) เช่น นํ้ ามะพร้าว นํ้ าลูกตาล นํ้ าลูกหมาก และชนิดทีเป็ นของแข็ง (Fleshy ่ Endosperm) เช่น เนื้อมะพร้าว เนื้อลูกตาล เนื้อลูกหมาก เป็ นต้น ก. ข. รูปที่ 10.3.9 ส่วนประกอบของเมล็ด : เมล็ดพืชใบเลียงคู่ (ก) เมล็ดพืชใบเลียงเดียว (ข) ้ ้ ่ การเจริ ญระยะเอมบริ โอของพืชดอก การเติบโตของเอมบริโอเกิดอยู่ภายใน โดยเริมจากไซโกตแบ่งไมโตซิสครังแรกได้ ่ ้ 2 เซลล์ เซลล์ทอยูตดไมโครไพล์เรียกว่า เบซัล (Basal Cell) และเซลล์ทอยู่ห่างไมโครไพล์ คือ ่ี ่ ิ ่ี เทอร์มนล (Terminal Cell) เซลล์เบซัลจะแบ่งไมโตซิสอีกหลายครังในแนวเดียว เซลล์เรียง ิ ั ้ ตัวเป็ นแถวเดียวยาว โดยเซลล์ล่างสุดขยายใหญ่กว่าเซลล์อ่น ๆ ทีแบ่งได้น้ีเป็ น ซัสเปน ื ่ เซอร์ (Suspensor) สําหรับยึดเอมบริโอให้ตดกับ Embryo Sac ส่วนเซลล์เทอร์มนลจะ ิ ิ ั แบ่ ง ตัว เป็ น 2 แนวทาง คือ แนวตัง และแนวนอน ทํา ให้ไ ด้ก ลุ่ ม เซลล์เ ป็ น รูป ทรงกลม ้ 458 CU 474
  • 47.
    (Globular) อยู่ท่ปลายสุดของซัสเปนเซอร์ กลุ่มเซลล์น้ีจะพัฒนาไปเป็ นเอมบริโอ ี (GlobularEmbryo) โดยเซลล์จะเติบโตและจัดกลุ่มเป็ นเนื้อต่าง ๆ สร้างรูปของต้นอ่อน ที่ ประกอบด้วย ใบเลียงและต้นอ่อน ้ ก. ข. รูปที่ 10.3.10 การเจริญของต้นอ่อนในเมล็ดพืชใบเลียงคู่ (ก) และพืชใบเลียงเดียว (ข) ้ ้ ่ การงอกของเมล็ด (Seed Germination) การงอกของเมล็ด คือ การกลับคืนสู่สภาพการเจริญเติบโตของเมล็ดโดยเอมบริโอพ้น จากระยะการพักตัว (Dormancy) เริมมีกจกรรมของชีวตเจริญงอกออกมาจากเมล็ดและ ่ ิ ิ เปลียนแปลงเป็ นต้นใหม่ ่ ั การงอกของเมล็ดต้องการปจจัยทีจาเป็ น ได้แก่ ่ํ 1. นํ้า เมล็ดจะงอกได้ตองอยู่ในสภาพทีมความชืนทีพอเหมาะ นํ้าช่วยทําให้เปลือก ้ ่ ี ้ ่ เมล็ดอ่อนนุ่ ม ทําให้ตนอ่อนสามารถดันทะลุเปลือกออกมาได้ ช่วยทําให้ออกซิเจนผ่านเข้า ้ สู่เมล็ดได้ง่าย นํ้ าที่เข้าสู่เมล็ดช่วยละลายสารในโปรโตพลาสซึมเจือจางลงจนทํางานได้ และช่วยในการนํ าสารอาหารทีสะสมจากเอนโดสเปอร์มไปเลียงส่วนต่าง ๆ ของเอมบริโอ ่ ้ ได้ 2. ออกซิเจน การงอกของเมล็ดต้องใช้พลังงานเพื่อการแบ่งเซลล์ การเพิมขนาด ่ ของเซลล์จงจําเป็ นต้องใช้ออกซิเจนในการเผาผลาญอาหารที่สะสมอยู่ในเมล็ด พลังงาน ึ CU 474 459
  • 48.
    บางส่วนจะเปลียนเป็ นความร้อน ดังนันขณะเมล็ดงอกจึงเกิดความร้อนด้วยเมล็ดจะงอก ่ ้ ได้ดทปริมาณออกซิเจน 20 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่า สําหรับพืชนํ้าทีมปริมาณออกซิเจนตํ่า ี ่ี ่ ี แต่สามารถงอกได้ดี เพราะเมล็ดหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Respiration) 3. อุณหภูม ิ พืชแต่ละชนิดต้องการอุณหภูมสาหรับการงอกของเมล็ดทีแตกต่างกัน ิํ ่ พืช เขตร้อ นต้อ งการอุ ณ หภู ม ิสูง กว่า พืชเขตหนาว แต่ อุ ณ หภู ม ิท่ีพ อเหมาะ (Optimum Temperature) ของเมล็ดพืชทัวไปอยูระหว่าง 20-30 องศาเซลเซียส ่ ่ ั นอกจากนี้พชบางชนิดอาจต้องการปจจัยอย่างอื่นสําหรับการงอกของเมล็ด เช่น ื พืชพวกหญ้า และยาสูบ เมล็ดจะงอกได้ดถ้าได้รบแสงสว่าง โดยทัวไปแสงสว่างไม่เป็ น ี ั ่ ั ปจจัยสําหรับการงอกของเมล็ดพืชทัวไป เนื่องจากยังไม่มกระบวนการสังเคราะห์ดวยแสง ่ ี ้ ั ยิงกว่านันแสงสว่างอาจเป็ นปจจัยยับยังการงอกของเมล็ด เช่น หอมใหญ่ เป็ นต้น ่ ้ ้ ลักษณะการงอกของเมล็ด การงอกของเมล็ดจําแนกได้ 2 ลักษณะ ได้แก่ 1. Epigeal Germination เป็ นการงอกโดยรากแรกเกิด (Radicle) จะงอกออกมา ก่อน กลายเป็ นรากแก้ว จากนันส่วนของลําต้นใต้ใบเลี้ยง (Hypocotyl) จะเจริญและ ้ ยืดตัวอย่างรวดเร็ว ดึงใบเลียงและลําต้นเหนือใบเลียง (Epicotyl) ออกจากเปลือกเมล็ดชู ้ ้ ขึนเหนือดิน เมื่อใบเลี้ยงกางออก ลําต้นเหนือใบเลี้ยงจะยืดตัวตรงขึนชูส่วนยอดแรกเกิด ้ ้ (Plumule) เมือเกิดใบแท้ทสงเคราะห์ดวยแสงได้ ซึงเป็ นเวลาเดียวกับใบเลียงถูกใช้อาหาร ่ ่ี ั ้ ่ ้ หมดไปจึงเหียวและหลุดไป พืชทีมการงอกในลักษณะนี้ ได้แก่ พืชใบเลี้ยงคู่ และพวกถัว ่ ่ ี ่ เมล็ดยาว 2. Hypogeal Germination เป็ นการงอกทีสวนของต้นอ่อนใต้ใบเลียง (Hypocotyl) ่่ ้ เจริญเติบโตช้ากว่าลําต้นเหนือใบเลียง (Epicotyl) ดังนัน ลําต้นเหนือใบเลียงกับยอดแรก ้ ้ ้ เกิดเท่านันทีงอกขึนมาเหนือพืนดิน โดยมีส่วนลําต้นใต้ใบเลียงจมอยู่ใต้ดน ส่วนใหญ่เป็ น ้ ่ ้ ้ ้ ิ การงอกของพืช ใบเลี้ย งเดี่ย วพวกข้า ว ข้า วโพด หญ้ า ส่ ว นพวกใบเลี้ย งคู่ เป็ น พวก ถัวเมล็ดกลม (Pea) เช่น ถัวลันเตา และพืชพวกส้ม ่ ่ 460 CU 474
  • 49.
    ก. ข. รูปที่ 10.3.11 การงอกของเมล็ดชนิดต่างๆ พืชใบเลียงคู่ (ก) และพืชใบเลียงเดียว (ข) ้ ้ ่ (จาก โครงการตําราวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ มูลนิธิ สอวน. 2551, ชีววิทยา 1) ระยะพักตัวของเมล็ด (Seed Dormancy) ระยะพักตัว คือ ช่วงเวลาที่พชหยุดการเจริญชัวคราว ไม่มกจกรรมการดํารงชีพ ื ่ ี ิ ทังนี้เพื่อหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม หรือเกิดจากสภาวะภายในของพืชที่ไม่ ้ พร้อมจะทํางาน เมล็ดพืชบางชนิดแม้จะแก่แล้วแต่ย งต้องรอเวลาที่จะงอก ซึ่งเกิดจาก ั สภาพภายในของเมล็ด การพักตัวของเมล็ดมีหลายสาเหตุ ได้แก่ 1. เปลือกเมล็ด เมล็ดพืชบางชนิดมีเปลือกแข็งและหนามาก เป็ นอุปสรรคต่อการ ขยายตัวของ Embryo ทัง ๆ ทีน้ําและออกซิเจนสามารถซึมผ่านได้ดี ทําให้เมล็ดพักตัวอยู่ ้ ่ ได้นานหลายสิบปี เช่น เมล็ดผักกาด และผักขมบางชนิด เมล็ดบางอย่างเปลือกเมล็ดไม่ ยอมให้น้ําซึมผ่าน เช่น เมล็ดพืชตระกูลถัว และผักบุงฝรัง่ โดยเฉพาะอย่างยิงถ้าเก็บไว้ใน ่ ้ ่ ทีแห้งนํ้ าจะซึมผ่านได้ชามาก แต่ถ้าอยู่ในธรรมชาติในดินมีจุลนทรียช่วยย่อยทําให้น้ํ าซึม ่ ้ ิ ์ ผ่านเปลือกเมล็ดได้ดขน ระยะพักตัวก็จะน้อยลง ทําให้งอกได้เร็วขึน ี ้ึ ้ เมล็ดบางชนิดมีเยื่อหุม Embryo ทําให้ Embryo ไม่ได้รบออกซิเจน การงอกจึงช้า ้ ั ลง เช่น เมล็ดกระจับ และหญ้าชนิดต่าง ๆ 2. การเจริญของเอมบริโอในเมล็ด ปกติเมล็ดเมื่อแก่จะแห้งและหลุดออกจากต้น เอมบริโอจะเจริญเต็มที่พร้อมที่จะงอก แต่เมล็ดบางอย่างเอมบริโอยังต้องใช้เวลาในการ เจริญอีกระยะหนึ่งภายหลังเมล็ดแก่ ซึ่งอาจนานเป็ นสัปดาห์ห รือเป็ นเดือน เช่น เมล็ด แป๊ะก๊วย (Ginkgo biloba) และกล้วยไม้บางชนิด CU 474 461
  • 50.
    3. การพักตัวของเอมบริโอ (DormantEmbryo) เมล็ดพืชบางชนิดมีการพักตัวใน ระยะเอมบริโอ โดยต้องการระยะเวลาในการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของเนื้อเยื่อให้ สมบูรณ์ ดังนันแม้ว่าเอมบริโอเจริญเต็มที่แล้วอยู่ในสภาพทีพร้อมจะงอก คือ มีความชื้น ้ ่ และออกซิเจน ปราศจากเปลือกเมล็ดแล้วก็ตาม เมล็ดก็จะยังไม่งอก เช่น แอปเปิ้ ล ท้อ สน สองใบ สนสามใบ ต้องการอุณหภูมต่ํา ความชืนสูง เป็ นระยะยาวนานในการเปลียนแปลง ิ ้ ่ สรีรวิทยาของเนื้อเยือ เอมบริโอจึงมักพักตัวตลอดช่วงเวลาฤดูหนาว ่ 4. สารเคมีทยบยังการงอก (Germination Inhibitor) เมล็ดของพืชบางชนิดมีสาร ่ี ั ้ ยับยังการงอกของเมล็ด พวกกรดแอบไซซิก (ABA) เคลือบอยู่ เช่น มะเขือเทศ มะละกอ มี ้ เมือกทีหุมเมล็ดเป็ นสารยับยังการงอกของเมล็ด ดังนัน ก่อนนําเมล็ดไปเพาะควรล้างเมือก ่ ้ ้ ้ หรือนําไปตากแดดให้แห้ง จะทําให้เมล็ดงอกเร็วขึน ้ นอกจากนี้ยงมีสาเหตุอ่น ๆ ที่ทําให้เกิดการพักตัว แต่ไม่ใช่สาเหตุท่เกิดโดยตรง ั ื ี เช่น แสง อาจเป็ นตัวยับยังการงอกของเมล็ดบางชนิด ความชืน พืชบางชนิดงอกได้ดทม ี ้ ้ ี ่ี ความชืนสูง แต่พชบางชนิดเมล็ดทีเก็บมาใหม่ ๆ ความชืนสูงจะไม่งอกต้องรอให้เมล็ดแห้ง ้ ื ่ ้ จึงจะงอก และอุณหภูม ิ พบว่า พืชเขตหนาว จะพักตัวในช่วงฤดูหนาว ส่วนพืชเขตร้อนจะ พักตัวในฤดูรอน ้ ความสามารถในการงอกของเมล็ด (Seed Viability) ความสามารถในการงอกของเมล็ด (Seed Viability) คือ ความสามารถของเมล็ด ในการมีชวตที่จะงอกเป็ นต้นอ่อนหรือกล้า (Seedling) ได้ เมล็ดของพืชแต่ละชนิดมี ีิ ความสามารถในการงอกในระยะที่แตกต่างกัน บางชนิดถ้าเก็บไว้นานเกินไปจะไม่งอก ความสามารถในการงอกของเมล็ดขึนอยูกบปจจัยต่าง ๆ ได้แก่ ้ ่ ั ั 1. การเจริญเติบโตเต็มทีของเมล็ด (Maturity of Seed) เมล็ดทีแก่จดจะมี ่ ่ ั ความสามารถในการงอกสูงกว่าเมล็ดทียงไม่แก่ และต้นอ่อนทีงอกออกมาจะแข็งแรงกว่า ่ ั ่ 2. ความแข็งแรงของต้นพันธุ์ ถ้าต้นพันธุมความแข็งแรง ปราศจากโรค เมล็ดสะสม ์ ี อาหารมาก เอมบริโอมีขนาดใหญ่ ต้นกล้าทีงอกออกมาก็จะแข็งแรง ่ 3. การเก็บรักษาเมล็ดพืช วิธการเก็บรักษาเมล็ดพืช ต้องเก็บในสภาพทีมอุณหภูม ิ ี ่ ี ตํ่า ความชื้นน้อย จะทําให้รกษาความสามารถในการงอกของเมล็ดไว้ได้นาน ปกตินิยม ั เก็บทีอุณหภูมประมาณ 5 องศาเซลเซียส ่ ิ 462 CU 474
  • 51.
    4. อายุของเมล็ด (Longevity)เมล็ดของพืชแต่ละชนิดมีอายุแตกต่างกันมาก เช่น เมล็ด บัว มีอ ายุ ถึง 400 ปี เมล็ด พืช ตระกู ล ถัว บางชนิ ด มีอ ายุ ถึง 75 ปี ในขณะที่เ มล็ด ่ กล้วยไม้มอายุเพียง 2-3 สัปดาห์เท่านัน ี ้ ความแข็งแรงของเมล็ด ความแข็งแรงของเมล็ด หมายถึง เมล็ดที่มความสามารถในการงอกได้รวดเร็ว ี สมํ่าเสมอ และต้นกล้าสามารถตังตัวเร็วเมื่อนํ าไปปลูก การตรวจสอบคุณภาพของเมล็ด ้ พันธุพช เพือพิจารณาความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์ ทําได้หลายวิธี ได้แก่ ์ ื ่ 1. การเร่งอายุเมล็ด เป็ นวิธการตรวจสอบความแข็งแรงของเมล็ด เพื่อทํานายว่า ี เมื่อ เมล็ด เก็บ ไว้เ ป็ น เวลานาน ค่ า การงอกของเมล็ด จะยัง คงสูง อยู่ ห รือ ไม่ ทํา โดยนํ า ตัวอย่างเมล็ดจากแหล่งทีตองการตรวจสอบมาให้ความร้อนในตูอบทีอุณหภูม ิ 40-45 องศา ่ ้ ้ ่ เซลเซียส ความชืนสัมพัทธ์ ร้อยละ 100 เป็ นเวลา 2-3 วัน แล้วนําเมล็ดไปทําการเพาะหา ้ ค่าร้อยละของการงอก ถ้าพบว่ามีอตราการงอกสูง แสดงว่าเมล็ดพันธุจากแหล่งนันมีความ ั ์ ้ แข็ง แรง ทํ า นายได้ว่ า เมล็ด พัน ธุ์ ส ามารถเก็บ ไว้ไ ด้โ ดยไม่ ต้อ งควบคุ ม อุ ณ หภู ม ิ และ ความชืนสัมพัทธ์เป็ นเวลานาน 12-18 เดือน ้ การเร่งอายุ เมล็ดใช้หลักการทีทาให้องค์ประกอบทางเคมีในเมล็ดเสือมสภาพอย่าง ่ ํ ่ รวดเร็ว เช่นเดียวกับเมล็ดทีเก็บในสภาพปกติเป็ นเวลานาน การเร่งอายุเมล็ดจึงเป็ นการ ่ ทําให้เมล็ดเสือมสภาพ เสมือนว่าเมล็ดนันถูกเก็บไว้เป็ นเวลานานนันเอง ่ ้ ่ 2. การวัดดัชนีการงอกของเมล็ด เป็ นวิธทใช้หลักการความแข็งแรงของเมล็ด คือ ี ่ี เมล็ดทีมความแข็งแรงสูงย่อมจะงอกได้เร็วกว่าเมล็ดทีมความแข็งแรงตํ่า โดยนํ าตัวอย่าง ่ ี ่ ี เมล็ดพันธุ์แหล่งต่าง ๆ มาเพาะแล้วนับจํานวนเมล็ดทีงอกในแต่ละวันนํ ามาคํานวณหาค่า ่ ดัชนีการงอก ดังนี้ จํานวนเมล็ดทีงอกในแต่ละวัน ่ ดัชนีการงอก = ผลบวกของ จํานวนวันหลังเพาะ CU 474 463
  • 52.
    ตัวอย่างเช่น เมล็ดถัวเหลือง ตัวอย่างที่1 จํานวน 100 เมล็ด เริมทําการเพาะในวันที่ 1 ่ ่ บันทึกข้อมูลการงอกได้ดงนี้ ั วันทีเพาะ ่ เมล็ด 1 2 3 4 5 6 7 จํานวนเมล็ดที่ งอก 42 33 15 - = 42 + 33 + 15 4 5 3 = 14 + 8.25 + 3 = 25.25 นําค่าดัชนีการงอกของเมล็ดพันธุ์จากแหล่ง ต่าง ๆ มาเปรี ยบเทียบกัน เมล็ดพันธุ์ที่มีค่าดัชนี การงอกสูง แสดงว่าเมล็ดพันธุ์จากแหล่งนั้น แข็งแรงกว่าแหล่งอื่น ดัชนีการงอก 10.4 การตอบสนองของพืช (Plant Response) การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม พืช ไม่ส ามารถเคลื่อ นที่ไ ด้อ ย่ า งสัต ว์เ นื่ อ งจากพืช มีร ากที่ห ยัง ลึก ลงดิน เพื่อ ยึด ่ ั เหนี่ยวลําต้น แต่ก็สามารถเคลื่อนไหว (movement) เพื่อตอบสนองต่อปจจัยสิงแวดล้อม ่ ทีมากระตุนได้ ่ ้ การเคลื่อนไหวของพืชที่ตอบสนองต่อปัจจัยภายนอก ั การตอบสนองต่ อ ป จ จัย ภายนอกของพืช ช่ วยให้พ ืชมีก ารเจริญ เติบ โตได้อ ย่ า ง เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของพืช การเคลือนไหวของพืชแบ่งได้ 2 ประเภท ่ ั 1. การตอบสนองอย่ า งมี ทิ ศ ทางต่ อ ป จ จัย สิ่ ง แวดล้ อ มที่ ม ากระตุ้ น (tropic movement หรือ tropism) เป็ นการเคลื่อนไหวของพืชทีเกิดจากการเจริญเติบโตอย่างมี ่ ั ทิศทางที่ตอบสนองต่อปจจัยภายนอก ซึ่งเป็ นตัวกําหนดทิศทางการเคลื่อนไหวของพืช เช่น การตอบสนองต่อแรงโน้มถ่วงของโลก (gravitropism) การตอบสนองต่อทิศทางของ ั แสง (phototropism) ถ้าตอบสนองโดยการเคลื่อนไหวเข้าหาปจจัยกระตุนเรียกว่า positive ้ ั tropism ในกรณีทพชเคลือนไหวหนีออกจากปจจัยกระตุนเรียกว่า negative tropism ่ี ื ่ ้ 464 CU 474
  • 53.
    ั 2. การตอบสนองอย่า งไม่มีทิศ ทางที่แน่ น อนต่ อ ป จ จัย สิง แวดล้อ มที่ม ากระตุ้น ่ ั (nastic movement) เป็ นการเคลื่อนไหวของพืชทีไม่ถูกกําหนดด้วยทิศทางของปจจัย ่ ั ภายนอกที่มากระตุ้น เช่น การหุบบานของดอก ซึ่งมีปจจัยที่สําคัญ ได้แก่ แสง (Light) และอุณหภูม ิ (Temperature) กลไกการตอบสนองของพืชอาจเกิดจากการเจริญเติบโตที่ แตกต่างกันของส่วนต่าง ๆ หรือมีการเปลียนแปลงความเต่งของเซลล์พเิ ศษ ่ กลไกทีทาให้เกิดการเคลือนไหวของพืชเชือว่าเป็ นผลจาก ่ ํ ่ ่ 1. การเจริญเติบโตทีไม่เท่าเทียมกัน (different growth) ของพืชซึงส่วนใหญ่จะไม่ ่ ่ ย้อนกลับมาได้อก ี 2. การเคลื่อนของนํ้ าเข้าไปในเซลล์พเศษที่ทําหน้ าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว คือ ิ motor cells ทีรวมกันเป็ นเนื้อเยื่อ พัลวินัส (pulvinus) กลุ่มเซลล์พวกนี้เป็ นพวกเซลล์ ่ parenchyma ทีมหนังบางและมีขนาดใหญ่ นํ้ าจะผ่านเข้าออกแต่ละเซลล์ไม่เท่ากัน เมื่อ ่ ี เซลล์มน้ํ าก็จะเต่ง เซลล์ท่สูญเสียนํ้ าก็จะแฟบ ใบของพืชที่มกลุ่มเซลล์ชนิดนี้จงกางเมื่อ ี ี ี ึ เซลล์มน้ําและหุบเมือ เซลล์สญเสียนํ้า ี ่ ู ั กลไกการตอบสนองของพืชต่อการเปลียนแปลงของปจจัยภายนอก มีกระบวนการ ่ ดังนี้ การรับสัญญาณ (perception) นักวิทยาศาสตร์ทราบว่าพืชหรือส่วนของพืชมึ ั ความสามารถในการรับสัญญาณการเปลียนแปลงของปจจัยภายนอกทีมากระตุนได้ เช่น ่ ่ ้ มีสารสีททาหน้าทีรบแสง (photo pigment) ทีกระตุนให้เกิดการตอบสนองอย่างมีทศทาง ่ี ํ ่ั ่ ้ ิ ั ของพืชต่อแสง เป็ นต้น แต่สงทีเป็ นปญหา คือ ไม่ทราบว่าสารสีชนิดใดทําหน้าทีน้ี กลไก ิ่ ่ ่ การตอบสนองต่ อ สิ่ง เร้า ชนิ ด อื่น ก็เ ช่น กัน ทัง นี้ เ พราะพืช ไม่ม ีอ วัย วะพิเ ศษที่ทํา หน้ า ที่ ้ ั เฉพาะเจาะจงเพือรับรูและตอบสนองต่อปจจัยกระตุนจําเพาะเหมือนอย่างสัตว์ ่ ้ ้ การส่งสัญญาณ (transduction) คือ กลไกการแปลงและส่งสัญญาณทีรบมาจาก ่ั ั ั ปจจัยกระตุนไปยังเนื้อเยื่อส่วนทีตอบสนองต่อปจจัยชนิดนัน ๆ ของพืช ในช่วงเวลาทีผาน ้ ่ ้ ่ ่ มารวมทังปจจุบน นักวิทยาศาสตร์ได้ศกษารูปแบบของสัญญาณทีพชส่งไปยังเนื้อเยื่อ โดย ้ ั ั ึ ่ ื มุงเน้นทีสญญาณไฟฟ้าและสารเคมี ได้แก่ ฮอร์โมนพืช ่ ่ ั การตอบสนอง (response) คือ การเคลื่อนไหวของพืชวึงเกิดจากการเปลียนแปลง ่ ่ ั ส่วนต่าง ๆ ของพืชทีตอบสนองต่อปจจัยกระตุน ได้แก่ ่ ้ 1) กลไกทีคล้ายคลึงกันในพืชชนิดเดียวกันอาจมีการตอบสนองทีแตกต่างกันได้ ่ ่ ี เช่น กลไกการเปลียนแปลงปริมาตรของเซลล์ทเี่ กิดมาจากการเคลื่อนย้าย K+ ทําให้มการ ่ CU 474 465
  • 54.
    เคลือนทีของนํ้าเข้าหรือออกจากเซลล์ มีผลต่อการเปิ ดและปิดของปากใบ ขณะเดียวกันก็ม ี ่ ่ ผลต่อการหุบของใบเมือมีการสัมผัส ่ 2) กลไกทีแตกต่างกันมีผลต่อการตอบสนองทีคล้ายคลึงกันในพืชคนละชนิดหรือ ่ ่ ในเนื้อเยื่อส่วนที่ต่างกันของพืชชนิดเดียวกัน เช่น การโค้งเข้าหาแสงในพืชต่างชนิดกัน อาจเกิดจากกลไกของสารสีทต่างกัน ่ี การตอบสนองของพืชมีการเปลียนแปลงในหลายรูปแบบ ทังด้านชีวเคมี (biochemistry) ่ ้ สรีรวิทยา (physiology) และสัณฐานวิทยา (morphology) แต่การตอบสนองทีสงเกตได้ ่ ั ง่ายทีสด คือ การเคลือนไหว ุ่ ่ การเคลื่อนไหวของพืชที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าโดยมีทิศทางไม่สมพันธ์กบทิศทาง ั ั ของสิ่งเร้า (Nasty หรือ Nastic Movement) ใบ เกล็ด หุ้ ม ตา และดอกของพืช บางชนิ ด มี ก ารตอบสนองแบบ nastic movement คือ การบานหรือกางออกซึ่ง เป็ นการโค้งงอลงเรียกว่า epinasty และมี การหุบ คือ การโค้งงอขึนของกลีบดอกหรือ ้ ใบ เรียกว่า hyponasty การเคลื่อนไหวโดย การโค้งงอของส่วนกลีบดอกและใบมักเกิด จากกลุ่มเซลล์ใน pulvinus บริเวณโคนใบ รูปที่ 10.4.1 กลุ่มเซลล์ใน pulvinus ของพืช โคนก้านใบ หรือโคนใบย่อย แต่ในพืชบาง ชนิดก็เกิดจากการเจริญเติบโตของเซลล์ดานบนกับด้านล่างไม่เท่ากัน เช่น กลีบหรือใบที่ ้ เนื้อเยื่อด้านในเจริญเติบโตเร็วกว่าด้านนอก ทําให้กลีบดอกหรือใบกางออก ในทางตรงกัน ข้ามกันก็จะทําให้เกิดการหุบของกลีบดอกหรือใบ 1. Nyctinasty เป็ นการเคลื่อนไหวโดยแผ่นใบกางออกรับแสงในเวลากลางวัน และ หุบในเวลากลางคืน การบานของดอกในเวลาเช้าและหุบในเวลากลางคืน เช่น ดอกบัว จึง ั มีความสัมพันธ์ระหว่างปจจัยสิงแวดล้อมภายนอก และนาฬิกาชีวภาพภายในของพืช การ ่ หุบของใบพืชเกิดจากกลไกการเคลื่อนที่ของนํ้ าที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงความ ํ ู เข้มข้นของอิออนภายในเซลล์ เช่น เมือ K+ เคลื่อนออกจากเซลล์ทาให้สญเสียนํ้า ลดความ ่ 466 CU 474
  • 55.
    เต่งลง ในขณะที่ K+เคลื่อนเข้าสู่เซลล์ ทําให้เซลล์ได้รบนํ้ าจึงเต่งขึ้น การเปลี่ยนแปลง ั ความเต่งของเซลล์ ทําให้สวนของพืชเคลือนไหวได้ ่ ่ ั แสงเป็ น ป จ จัย สํา คัญ ที่ก ระตุ้น ให้ เกิด การหุ บ พืช ที่ใ บตอบสนองต่ อ กลางวัน และกลางคืน จะมีแสงเป็ นตัวกระตุ้นให้เซลล์ บางส่ ว นเพิ่ม ความเต่ ง และขยายขนาดใน ขณะที่เซลล์บางส่วนสูญเสียความเต่ง โดยมี รูปที่ 10.4.2 การบานของดอกทีมแสงเป็ นสิงเร้า อิทธิพลของนาฬิกาชีวภาพภายในขอพืชร่วม ่ ี ่ ด้วย ซึงพบว่าการกางและหุบของใบใกล้เคียง ่ กับเวลาเช้าและเย็น แม้พชจะอยูในความมืดต่อเนื่องเป็ นระยะเวลาหนึ่ง ื ่ 2. Hydronasty เป็ นการเคลื่อนไหวของพืชทีตอบสนองโดยการพับหรือม้วนใบต่อ ่ การขาดนํ้ า ซึ่งเป็ นการช่วยลดการคายนํ้ าโดยการลดพื้นที่ของใบในการรับแสง การพับ หรือม้วนของใบหญ้าเกิดจากการสูญเสียความเต่งใน bulliform cell ทีผวใบ ซึงเป็ นเซลล์ ่ ิ ่ พิเศษทีม ี Cuticle น้อยมาก จึงสูญเสียนํ้าได้เร็วกว่าเซลล์ผว (epidermis) อื่น ๆ เมือความ ่ ิ ่ เต่งในเซลล์ลดลง แรงเต่งของเซลล์ทผวใบด้านล่างทําให้ใบพับลง ่ี ิ 3. Thigmonasty เป็ นการเคลื่อนไหวของพืชทีตอบสนองต่อการสัมผัส พบในพืชต่าง ่ ๆ โดยเฉพาะพืชตระกูลถัว เช่น ไมยราพ แม้ได้รบการสัมผัสเพียงใบย่อยใบเดียวอาจทํา ่ ั + ่ ให้ใบหุบได้ทงต้น เกิดจากกลไลการเคลื่อนย้าย K ทําให้เกิดการเปลียนแปลงความเต่งใน ั้ เซลล์ การหุบอย่างรวดเร็วของใบช่วยไล่แมลงทีมารบกวน ่ ใบของต้น กาบหอยแครง (Venus’s-Flytrap) มีข นพิเ ศษที่ไ วต่ อ การสัม ผัส เมื่อ แมลงสัมผัสกับขนจะทําให้เกิดการเปลียนแปลงศักย์ไฟฟ้า (Action potential) เคลื่อนจาก ่ ขนไปที่เนื้อเยื่อของใบกับดัก ซึ่งจะปิ ดลงเพียงครึงวินาทีเท่านัน จากนัน เอนไซม์จะถูก ่ ้ ้ ปล่อยออกมาย่อยแมลงซึงจะเป็ นแหล่งอาหารพวกแร่ธาตุไนโตรเจน และฟอสเฟตของพืช ่ CU 474 467
  • 56.
    ก. ข. รูปที่ 4.4.3 การตอบสนองต่อการสัมผัสของใบพืชใบไมยราพ (ก) และใบกับดักแมลงของต้นกาบหอยแครง (ข) 4. Thigmomorpho genesis เป็ นการตอบสนองต่ออิทธิพลกระตุนทางกายภาพทีม ี ้ ่ ผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาของพืช นักวิทยาศาสตร์ทดลองลูบบริเวณลําต้นพืชเบา ๆ แล้วพบว่าพืชลดอัตราการยืดของลําต้นทําให้ลําต้นมีขนาดใหญ่ เตียและแข็งแกร่งมากขึน ้ ้ ั ลมเป็ นปจจัยหนึ่งทีกระตุนให้พชตอบสนองโดยมีลําต้นเตียลง เช่น alfalfa ทีเจริญเติบโต ่ ้ ื ้ ่ ในบริเวณทีมลมแรงปานกลาง การโยกไหวของลําต้นทําให้มความสูงลดลงถึง 36% เมื่อ ่ ี ี เทียบกับต้นทีถูกจํากัดการเคลือนไหวของลําต้น ่ ่ การเคลื่อนไหวของพืชที่ตอบสนองอย่างมีทิศทางต่อทิศทางของปัจจัยสิ่งเร้า (Tropic movement หรือ Tropism) Tropism เป็ นการเคลื่อนไหวของพืชโดยมีทศทางเกียวข้องสัมพันธ์กบทิศทางของ ิ ่ ั สิงเร้า การเคลื่อนไหวนี้ทําให้สวนของพืชโค้งเข้าหา (positive) หรือหนี (negative) สิงเร้า ่ ่ ่ ทีมากระตุน ซึงเกิดจากสิงเร้าไปกระตุนฮอร์โมนแล้วฮอร์โมนไปกระตุนให้สวนต่าง ๆ เกิด ่ ้ ่ ่ ้ ้ ่ การเจริญเติบโตไม่เท่ากัน ทําให้เกิดการโค้งงอของส่วนนันของพืช Tropism จําแนกตาม ้ ชนิดของสิงเร้าได้ดงนี้ ่ ั 468 CU 474
  • 57.
    1. Phototropism เป็นการตอบสนอง อย่างมีทศทางต่อแสง ปลายยอดมีการเติบโต ิ โดยเคลื่ อ นไหวเข้ า หาแสงเป็ น positive phototropism เนื่องจากปลายยอดด้านไม่ได้ รั บ แสงมี อ ั ต ราการยื ด ขยายของเซลล์ มากกว่าด้านที่ได้รบแสง ทําให้เกิดการโค้ง ั ง อ เ ข้ า ห า แ ส ง ส่ ว น ก า ร ง อ ก แ ล ะ ก า ร เจริญ เติบ โตของรากจะเคลื่อ นไหวเบนหนี รูปที่ 10.4.4 การตอบสนองของพืชต่อแสงสว่าง แสงเป็ น negative phototropism เกิดจาก ปลายรากด้านรับแสงมีการยืดขยายของเซลล์มากกว่าด้านไม่ได้รบแสง จึงทําให้เกิดการ ั โค้งออกจากแสง 2. Gravitropism เป็ นการตอบสนองอย่างมีทศทางต่อแรงโน้มถ่วงของโลก การงอกและ ิ เจริญเติบโตของรากจะมีทศทางเข้าหาแรงดึงดูดของโลกเป็ น positive gravitropism ส่วน ิ การงอกและเจริญ เติบ โตของยอดและลํ า ต้ น จะมีทิศ ทางหนี แ รงดึง ดู ด ของโลกเป็ น negative gravitropism 3. Hydrotropism เป็ นการตอบสนองอย่างมีทศทางต่อความชืน เมือรากมีอายุมาก ิ ้ ่ ขึนจะมีการตอบสนองต่อแสง ความชืน และการสัมผัส การตอบสนองต่อความชืน รากจะ ้ ้ ้ เจริญเติบโตเข้าสู่บริเวณทีมศกย์ของนํ้ ามาก ทําให้บางครังเป็ นไปในทิศทางเดียวกับแรง ่ ี ั ้ โน้มถ่วงของโลก รากจะเติบโตเข้าหานํ้าหรือความชืนส่วน hypcotyl จะเติบโตหนีน้ําหรือ ้ ความชืน ้ 4. Thermotropism เป็ นการเคลื่อนไหวของพืชโดยมีอุณหภูมเิ ป็ นสิงเร้า เช่น การ ่ ออกดอก และการงอกของเมล็ดพืชบางชนิดในอุณหภูมต่า เป็ นต้น ิํ 5. Chemotropism เป็ นการเคลือนไหวของพืชโดยมีสารเคมีเป็ นสิงเร้า เช่น รากจะ ่ ่ งอกเข้าหา peptone และ asparagines ซึงมีอยูในอาหาร ละอองเกสรทีตกลงบนยอดเกสร ่ ่ ่ ตัวเมีย จะงอกหลอดละอองเรณู (pollen tube) เข้าหากลูโคส หรือกรดมาลิก (malic acid) ในรังไข่ 6. Thigmotropism เป็ นการเคลื่อนไหวของพืช โดยมีการสัมผัสเป็ นสิงเร้า พืชบาง ่ ชนิดมีมอเกาะ (tendril) ทําหน้ าที่ยดเกาะเพื่อพยุงลําต้น พืชหลายชนิดไม่มมอเกาะแต่ ื ึ ี ื เจริญเติบโตโดยใช้ลําต้นเลื้อยพันกับสิงที่ยดเกาะได้ การตอบสนองแบบนี้มประโยชน์ ่ ึ ี CU 474 469
  • 58.
    สําหรับพืชมากเพราะช่วยให้พชสามารถแข่งขันกับพืชชนิดอื่น ๆ ในการรับแสงรากของ ื พืชสามารถตอบสนองอย่างมีทศทางต่อการสัมผัสได้ดวย ิ ้ การเคลื่อนไหวที่เกิดจากปัจจัยภายในต้นพืช ั การเคลื่อนไหวของพืชอันเนื่องมาจากป จจัยหรือสิงเร้าภายใน คือ ฮอร์โมนพืช ่ เรียกว่า การเคลือนไหวอัตโนวัติ (Autonomic Movement) ได้แก่ ่ 1. Nutation หรือ Nutational Movement เป็ นการเคลื่อนไหวแบบหมุนส่าย เนื่องจาก การเจริญเติบโตของยอดไม่เท่ากันทําให้ปลายยอดเอนไปมาเมือพืชเจริญเติบโตขึนทีละน้อย ่ ้ 2. Spiral Movement เป็ นการเคลื่อนไหวทีบดเป็ นเกลียวของยอดพืชเมื่อพืช ่ ิ เจริญเติบโตขึน แต่พชบางชนิดปลายยอดจะบิดเป็ นเกลียวรอบแกนตังตรงขึนไปซึงสังเกต ้ ื ้ ้ ่ ได้ย าก ซึ่ง ความเป็ น จริง ซีก ซ้า ยและขวาจะเจริญ ไม่เ ท่ า กัน จึง มีก ารบิด ซ้า ยขวาบ้า ง เล็กน้อย ซึงมักเรียกว่า Circumnutation ่ 3. Twining movement เป็ นการ เคลื่ อ นไหวที่ ส่ ว นยอดของพื ช บิ ด เป็ น เกลีย ว โค้ ง อ้ อ มพัน หลัก ขึ้น ไปเรื่อ ย ๆ เพือพยุงลําต้นทีอ่อนและมีขนาดเล็ก ่ ่ 4. Nodding Movement เป็ นการ รูปที่ 10.4.5 การเจริญของไม้เลือยพันหลักเป็ น ้ เคลื่อนไหวของพืชเพื่อชูสวนใบเลียงขึนมา ่ ้ ้ เกลียวเพือพยุงลําต้น ่ เหนือดินขณะเมล็ดงอก เช่น เมล็ดถัวบาง ่ ชนิด ขณะเมล็ดงอกมีการสร้างเอธิลน ทีทา ี ่ ํ ให้ ลํ า ต้ น ใต้ ใ บเลี้ย ง (hypocotyl) โค้ ง งอ โผล่ พ้น ดิน ขึ้น มาพร้อ มกับ การโยกไปมา รูปที่ 10.4.6 การงอกของเมล็ดถัว ่ ช่วยให้ต้นกล้าดันดินโผล่ส่วนของใบเลี้ยง ขึนมาเหนือดิน ้ 470 CU 474
  • 59.
    รูปที่ 10.4.7 การเจริญของต้นลิลลี่ 5.Contraction Movement เป็ นการเคลื่อนไหว ของพืชทีเกิดจากส่วนของพืชหดตัวแล้วไปมีผลต่อ ่ การดึงส่วนใดส่วนหนึ่งของพืช เช่น ต้นลิลลี่ ทีเพาะ ่ เมล็ดบนผิวดินมีรากหดตัว (Contractile root) ช่วย ดึงให้ลําต้นเคลื่อนตัวลงไปในดินพร้อมกับสร้างหัว ใต้ผวดินการเคลื่อนไหวแบบอัตโนวัตของพืชนี้จะ ิ ิ ไม่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ สิ่ ง แวดล้ อ มแม้ ว่ า สิ่ ง แวดล้ อ ม ภายนอกจะเปลี่ย นไป เช่ น เวลากลางวัน หรือ กลางคืนแสงมากหรือแสงน้อย การเคลื่อนไหวของ พืชก็ยงคงดําเนินต่อไป ั การตอบสนองของพืชต่อสารควบคุมการเจริญเติบโต ฮอร์โมนพืช (Plant hormone or Phytohormone) ฮอร์โมนพืชเป็ นสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช (Plant growth regulator) ั ั และเป็ นปจจัยภายในของพืชซึงต้องขึนอยู่กบปจจัยพันธุกรรม (Genetic factor) และปจจัย ่ ้ ั ั สิงแวดล้อม (Environment factor) เป็ นตัวควบคุม แบ่งเป็ น 5 กลุ่ม คือ Auxin Gibberellin ่ ั ั Cytokinin Ethylene และ Abscisin แต่ในปจจุบนนักวิทยาศาสตร์เชือว่าสารกลุ่ม Steroid ่ ในพืช ก็เ ป็ น ฮอร์โ มนชนิ ด หนึ่ งที่ม ีผ ลต่ อ การเจริญ เปลี่ย นแปลงรูป ร่า งที่ช ก นํ า ด้ว ยแสง ั นอกจากนี้ยงพบสารอื่น ๆ เช่น jasmonic acid, Salicylic acid และ Systemin ซึงเป็ น ั ่ โปรตีน ก็อาจเป็ นฮอร์โมนพืชด้วยเช่นกัน ออกซิ น (Auxin) ออกซินเป็ นฮอร์โมนพืชชนิดแรกที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ ชนิดทีรูจกกันดี คือ 3 ่้ ั Indoleacetic acid (IAA) ซึงพบโดย Charles Dawin ในปี ค.ศ. 1880 โดยเขาสังเกตเห็น ่ ว่าทีสวนปลายของแผ่นหุมใบเกิดใหม่ (coleoptile) ของต้นกล้า canary grass จะโค้งเข้า ่่ ้ หาแสงเสมอ เขาทําการทดลองโดยใช้กระดาษตะกัวปิ ดปลายยอดของต้นกล้าไม่ให้ได้รบ ่ ั แสง พบว่า ส่วนเนื้อเยื่อทีอยู่ต่ํากว่าปลายยอดลงมามีการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อต่างกัน ่ และทําให้coleoptiles เอนเข้า หาแสงและจากการทดลองโดยหุ้มส่วนที่อยู่ต่ํากว่า coleoptiles ด้วยกระดาษตะกัวโดยปล่อยให้ปลายยอดได้รบแสง พบว่า ส่วนปลายนันโค้ง ่ ั ้ CU 474 471
  • 60.
    เข้าหาแสงได้ ต่อมาเขาได้ทําการทดลองใหม่โดยการตัดปลาย coleoptilesออกประมาณ 2.5-4.0 มิลลิเมตร ผลการทดลองพบว่าปลายยอดไม่โค้งเข้าหาแสง Darwin สรุปการ ทดลองว่า ทีปลายยอดมีการสร้างสารสือสัญญาณ (Signal) เคลื่อนลงมาทีสวนเจริญเติบโต ่ ่ ่่ และทําให้สวนทีไม่ถูกแสงเจริญเร็วกว่าส่วนทีได้รบแสง ผลงานนี้ลงพิมพ์ใน The power of ่ ่ ่ ั Movement in Plants’ ซึงเป็ นสิงพิมพ์ทมความสําคัญทางวิชาการในปลายทศวรรษที่ 18 ่ ่ ่ี ี ก. ข. รูปที่ 10.4.8 การทดลองของ Charles Dawin (ก) และขันของการงอกของเมล็ดโอ๊ต (ข) ้ Boysen-Jensen (1913) ทดลองตัดปลาย coleoptile ของต้นกล้า ข้าวโอ๊ต แล้ว วางก้อนวุน (gelatin) ลงบน coleoptile ส่วนทีเหลือแล้วนํ าส่วนทีตดออกวางบนก้อนวุน ้ ่ ่ ั ้ ปรากฏว่ายอดข้าวโอ๊ตโค้งเข้าหาแสง นอกจากนี้ยงทดลองเฉือน coleoptile ด้านทีไม่ได้รบ ั ่ ั แสงตามขวาง แล้วสอดแผ่นไมก้าเข้าไปคันเอาไว้ พบว่ายอดข้าวไม่โค้งเข้าหาแสง แต่ตน ่ ้ ทีเฉือนและสอดไมก้าทางด้านทีได้รบแสง ปรากฏว่ายอดข้าวโค้งเข้าหาแสง ่ ่ ั จากการทดลองของ Boysen-Jensen แสดงว่ามีการลําเลียงสารจากปลาย coleoptile ลงมาทางด้านล่าง สามารถแพร่ผ่านก้อนวุ้น แต่ไม่สามารถผ่านแผ่นไมก้า เมื่อด้านทีไม่ได้ ่ รับแสงมีการเคลือนย้ายสารลงมาได้ จะกระตุน ่ ้ เนื้อเยือ coleoptile เติบโตเข้าหาแสงได้ ่ Paal (1919) ทําการทดลองโดยตัด รูปที่ 10.4.9 การทดลองของ Boysen-Jensen ปลาย coleoptile ของกล้า ข้า วโอ๊ ต นํ า ไปวาง 472 CU 474
  • 61.
    บน coleoptile ที่เหลือในตําแหน่งที่เลื่อนไปอยู่ขางที่ไม่ได้รบแสง พบว่า ปลายยอดเอน ้ ั โค้งเข้าหาแสง เขาสรุปว่าสือสัญญาณกระตุนการเจริญเติบโตนี้น่าจะเป็ นสารเคมี ่ ้ Went (1926) นําแนวคิดทีสารซึมผ่านก้อนวุนได้ ก็น่าจะเก็บสะสมไว้ได้ เขาทําการ ่ ้ ทดลองโดยตัดปลาย coleoptile ของกล้าข้าวโอ๊ตมาวางบนก้อนวุนเป็ นเวลา 1-2 ชัวโมง ้ ่ แล้วนําก้อนวุนไปวางบน coleoptile ส่วนทีเหลือ ปรากฏว่า coleoptile เติบโตได้ตามปกติ ้ ่ และเมื่อทดลองนํ าก้อนวุนไปวางบนด้านใดด้านหนึ่งได้ แสดงว่ามีสารแพร่จากก้อนวุนไป ้ ้ ทําให้เนื้อเยื่อ coleoptile ขยายตัว ต่อมา F. Kogl และคนอื่น ๆ ได้ตงชือสารนี้วา auxin ั้ ่ ่ ซึงมีรากศัพท์มาจากภาษากรีก คือ Auxen ซึงมีความหมายว่า การเพิมขึนหรือเติบโต (to ่ ่ ่ ้ increase or togrow) ก. ข. รูปที่ 10.4.10 การทดลองของ Went (ก) และทดสอบโดย Avena (ข) ปี ค.ศ. 1930 F. Kogl และ A. J. Haagen-Smit ค้นพบ ออกซินในพืช คือ Indoleั 3-acetic acid (IAA) จากการแยกสารบางอย่างจากนํ้าปสสาวะของคน ซึงนําไปทดลองกับ ่ coleoptile แล้วได้ผลเช่นเดียวกับสารที่ Went แยกออกมาจาก coleoptile จึงเชือว่าสารใน ่ coleoptile ก็คอ IAA การศึกษาในเวลาต่อมาพบว่า IAA เป็ น auxin ทีพบมากทีสดในพืช ื ่ ุ่ และมีฤทธิทางชีววิทยา ต่อมานักวิทยาศาสตร์ได้สงเคราะห์ auxin ขึนมาอีกหลายชนิด ั ้ ์ ได้แก่ 3-Indole butyric acid (IBA) 2,4 Dichloro plonic acid (IPA) α - Naphthalene acetic acid (NAA) β - Naphthoxy acetic acid (NOA) 2,4 Dichlorophenoxy acetic acid (2,4-D) 2,4,5-Trichlorophenoxy acetic acid (2,4,5-T) และ 2-MeHuyl 4chlorophenoxy acetic acid (MCPA) CU 474 473
  • 62.
    คุณสมบัติของออกซิ น 1. ออกซินสร้างที่ยอดและลําเลียงลงล่างเสมอมีโพลาริตี (polarity) ซึ่งสามารถ ตรวจสอบได้จากการทดลองตัดปลาย coleoptile ของพืชมาวางบนก้อนวุนเป็ นระยะเวลา ้ หนึ่ง แล้วนํ าก้อนวุนทีมออกซินไปวางบนท่อน coleoptile ทีตดออกมาจากตอส่วนทีเหลือ ้ ่ ี ่ ั ่ นํ าไปวางบนก้อนวุนเปล่าอีกก้อนหนึ่ง ปรากฏว่าออกซินจากวุนก้อนบนจะแพร่ผ่านท่อน ้ ้ coleoptile ลงมาทีวนก้อนล่างจนทําให้มออกซินมากกว่าก้อนบน ่ ุ้ ี รูปที่ 10.4.11 การทดลอง polarity ของออกซิน ต่อมาพลิกท่อน coleoptile กลับเอาด้านล่างขึนข้างบน พบว่า ออกซินจากวุนก้อน ้ ้ บนไม่แพร่ลงมาทีวนก้อนล่าง ่ ุ้ Polority นี้พบมีเฉพาะในลําต้น ใบ ก้าน เท่านัน ไม่พบในรากซึงออกซินสามารถ ้ ่ ลําเลียงได้ทงสองทาง ั้ 2. ออกซินไวต่อแสง ทียอดพืชมีการสร้างออกซินจึงมีปริมาณมาก เมื่อได้รบแสง ่ ั สว่าง ออกซินจะถูกลําเลียงหนีแสง ดังนันด้านทีไม่ได้รบแสงจึงมีออกซินปริมาณมากกว่า ้ ่ ั ด้านทีได้รบแสง นอกจากนี้แสงยังเป็ นตัวทําลายออกซินโดยทําให้ออกซินเปลียนเป็ นสาร ่ ั ่ ชนิดอื่น ซึงนับว่าเป็ นผลดีของพืช ทังนี้เนื่องจากฮอร์โมนตามธรรมชาติมฤทธิ ์รุนแรงมาก ่ ้ ี ถ้า พืช สร้า งและสะสมมากอาจทํ า ให้พ ืช ได้ร บ อัน ตราย พืช จึง มีก ลไกการรัก ษาระดับ ั ฮอร์โมนให้พอดี โดยแสงจะทําให้เกิด oxidation เปลียน IAA ไปเป็ น Indolealdehyde ซึง ่ ่ เป็ นสารอินทรียทไม่ทางานจึงไม่ทาให้เกิดการยืดขยายตัวของเนื้อเยือ ์ ่ี ํ ํ ่ 474 CU 474
  • 63.
    IAA indoleacetic acid oxidaseindolealdehyde + H2O + CO2 Light (inactive) 3. ควบคุมการเจริญเติบโตของลําต้น ตา ใบ และราก ทีแตกต่างกัน คือ ทีระดับ ่ ่ ความเข้มข้นของออกซินทีพอเหมาะกับการเจริญเติบโตดีทสดของลําต้น จะเข้มข้นเกินไป ่ ่ี ุ สําหรับการเจริญของตาและใบ จึงเป็ นความเข้มข้นทียบยังการเจริญเติบโตของตาและใบ ่ ั ้ และการเจริญเติบโตของรากต้องการความเข้มข้นของออกซินทีต่ากว่าทีตาและใบต้องการ ่ ํ ่ มาก รูปที่ 10.4.12 ความเข้มข้นของออกซินทีมผลต่อการเจริญของลําต้นและราก ่ ี พืชทุกชนิดสามารถสร้างออกซินได้ทงในลําต้น ราก ใบ ก้าน ดอก ผล เมล็ด และ ั้ แม้แต่ในละอองเกสร ในปริมาณทีแตกต่างกัน ปลายยอด และปลาย coleoptile ในต้นอ่อน ่ ของพืชใบเลียงเดียวมีการสร้างมากทีสด รองลงมาคือ ส่วนทียงอ่อน เช่น ใบอ่อน รากอ่อน ้ ่ ุ่ ่ ั จะมีการสร้างมากกว่า ใบและรากทีมอายุมาก สารทีใช้สร้าง IAA คือ Tryptophan และ ่ ี ่ เอนไซม์หลายชนิดทีตาและส่วนอื่น ๆ ของพืช นอกจากนี้ยงมีแร่ธาตุทจําเป็ นต่อการสร้าง ่ ั ่ี Tryptophan คือ สังกะสีรวมอยู่ดวย IAA ในเซลล์พชมีทงทีอยู่ในไซโตซอลโดยจับอยู่กบ ้ ื ั้ ่ ั สารอื่น และเป็ น IAA อิสระ อยู่ในคลอโรพลาสต์ ซึงจะถูกควบคุมปริมาณด้วย IAA ในไซ ่ โตซอลทําให้มความสมดุล ี CU 474 475
  • 64.
    อิทธิพลของออกซินต่อกระบวนการสรีรวิทยาของพืช 1. ควบคุมทิศทางการเจริญเติบโตและพัฒนาของพืช โดยตอบสนองอย่างมีทศทาง ิ ั ั ต่อปจจัยภายนอก(Plant tropism) ในสองปจจัยคือ แสง และแรงโน้มถ่วง Phototropism เป็ นปรากฏการณ์ทพบในลําต้นของพืชทุกชนิดกับในรากของพืช ่ี หลายชนิด เป็ นกระบวนการทีมความสําคัญต่อการดํารงชีวตและเผ่าพันธุ์ของพืช เพราะ ่ ี ิ ทําให้ใบของพืชเติบโตในทิศทางทีจะได้รบแสงเพื่อทําการสังเคราะห์ดวยแสง ในการสร้าง ่ ั ้ อาหาร ส่วน gravitropism เป็ นกระบวนการทีทาให้รากเจริญเติบโตในทิศทางทีลงสูพนดิน ่ ํ ่ ่ ้ื และลําต้นพืชเติบโตในทิศทางพุงตรงไปในอากาศ ซึงมีความสําคัญต่อการอยูรอดของพืช ่ ่ ่ 2. ควบคุมการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อและอวัยวะ ได้แก่ ตา แคมเบียม ราก และ ลําต้น โดยออกซินไปกระตุนเซลล์ให้มการสร้างสารทีเป็ นองค์ประกอบของผนังเซลล์สะสม ้ ี ่ ไว้มากทีปลายเซลล์ทง 2 ข้าง ทําให้เซลล์ยดขยายยาวขึน (cell elongation) ่ ั้ ื ้ 3. ควบคุมการแบ่งเซลล์แคมเบียมโดยออกซินเร่งการแบ่งตัวของเซลล์แคมเบียม ในพืชใบเลียงคู่ ทําให้ลาต้นขยายขนาดใหญ่ขน ้ ํ ้ึ 4. ควบคุมการเจริญของตาข้าง (Lateral bud) โดยตายอด (terminal bud) สร้าง ออกซินลําเลียงลงมาด้านล่าง ออกซินปริมาณมากจะยับยังการเติบโตของตาข้าง เรียกว่า ้ การข่มของตายอด (Apical dominance) ก. ข. รูปที่ 10.4.13 การทดลองผลของออกซินทียอดยับยังการเจริญของตาข้าง (ก) ่ ้ และออกซินจากยอดข่มตาข้างของมันฝรัง่ (ข) 476 CU 474
  • 65.
    5. ควบคุมการงอกรากของกิงตัดหรือกิงตอน การตอนกิงทําโดยการลอกเปลือกไม้ ่ ่ ่ ออกทําให้ออกซินที่ลําเลียงลงมาจากยอดจะมาสะสมอยู่ท่บริเวณรอยแผลด้านบน และ ี เซลล์ของเนื้อเยือเจริญสามารถแบ่งเซลล์เปลียนแปลงเป็ นรากได้ ่ ่ 6. ควบคุมการมีดอกของพืช พืชทีเติบโตจนใกล้จะมีดอกถ้าได้รบออกซิน จะทําให้ ่ ั ยืดระยะเวลาการออกดอก ทําให้ออกดอกช้า ั 7. ควบคุมการเจริญเติบโตของผล การเจริญเติบโตของผลต้องอาศัยปจจัยการ เติบโต (Growth factor) จากต้นอ่อน (embryo) และอาหารเลียงต้นอ่อน (endosperm) ้ ภายในเมล็ด ถ้าโอวุล (ovule) ในรังไข่ไม่ถูกผสมเกสร โอวุลจะไม่เจริญเป็ นเมล็ดและรังไข่ ไม่เจริญไปเป็ นผลแต่เราสามารถทําให้ผลไม้บางชนิดเจริญเติบโตโดยไม่มเี มล็ดได้ เช่น สต อรเบอรี่ มะเขือเทศ องุน แตงโม บวบ และมะเดื่อ โดยใช้ออกซิน เช่น IAA, 2, 4-D หรือ ่ gibberellin ทีความเข้มข้นพอเหมาะ พ่นหรือป้ายทีดานเกสรตัวเมียซึงยังไม่ได้รบการผสม ่ ่ ้ ่ ั รังไข่จะเจริญไปเป็ นผลทีไร้เมล็ดเรียกผลไม้ชนิดนี้วา Parthenocarpic fruit ่ ่ 8. ควบคุมการร่วงของใบ ดอก และผล กระบวนการร่วงของใบ ดอก และผล (abscission) เป็ นการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาซึ่งเกิดในบริเวณก่อการร่วง (abscission zone) ที่ใกล้กบโคน ก้าน ใบ ซึ่งแตกต่างจากการเสื่อมสลาย (senescence) ที่หมายถึง ั การเปลียนแปลงทีนําไปสูความตายของพืชทังต้นหรือส่วนหนึ่งส่วนใด การหลุดร่วงของใบ ่ ่ ่ ้ พืชเริมจากการเปลียนแปลง (differentiation) ของชันเนื้อเยื่อก่อการร่วง โดยผนังเซลล์จะ ่ ่ ้ ถูกย่อยด้วยเอนไซม์ cellulose และ pectinase ทําให้เซลล์อ่อนตัวและแยกออกจากกัน ปริมาณออกซินมีมากในใบอ่อน และจะค่อย ๆ ลดลงในใบแก่จนน้อยทีสด เมือใบเริมเสือม ุ่ ่ ่ ่ เข้าสูความตาย IAA จะช่วยชะลอการหลุดร่วงของใบในระยะแรก แต่จะเร่งในระยะหลังทํา ่ ให้ใบหลุดร่วงเร็วขึน ทีเป็ นเช่นนี้เกิดจากการทีใบมีการสร้างเอธิลนมากขึนเมือปริมาณออก ้ ่ ่ ี ้ ่ ซิน ลดลง เอธิลีน เป็ น สารที่ช่ ว ยในการหลุ ด ร่ ว งของใบ โดยทํ า ให้เ นื้ อ เยื่อ ก่ อ การร่ ว ง (abscission layer) ทีโคนก้านเจริญเร็วเกินไปจนเกิดการแยกตัวของเซลล์ตามแนวนัน ่ ้ ส่วนการร่วงของส่วนต่าง ๆ ของพืช เป็ นผลทางอ้อมของออกซินโดยออกซินไปกระตุนให้ ้ เกิดการสร้าง abscisin (abscisic acid) CU 474 477
  • 66.
    รูปที่ 10.4.14 ออกซินควบคุมการร่วงของใบ 9.การใช้ออกซินสังเคราะห์เป็ นยาฆ่าวัชพืช (Auxin as herbicide) การใช้ออกซิน ทีมความเข้มข้นสูงกว่าธรรมชาติมาก ๆ กับวัชพืช ทําให้มการเจริญทีผดปกติ เช่น เร่งให้ม ี ่ ี ี ่ ิ การแบ่งเซลล์มาก แต่ไม่มการยืดตัว เนื้อเยื่อถูกทําลาย เช่น phloem ถูกทําลายทําให้ ี ลําเลียงอาหารไม่ได้ มีเมแทบอลิซึมผิดปกติ โดยเฉพาะการหายใจที่รวดเร็วเผาผลาญ อาหารทีสะสมไว้ให้หมดไปทําให้พชตาย ่ ื จิ บเบอเรลลิ น (Gibberellin) จิบเบอเรลลิน เป็ นฮอร์โมนพืชทีพบโดยนักพฤกษศาสตร์ชาวญีปุนชือ E. Kurosawa ที่ ่ ่ ่ ่ พบว่า รา Gibberella Fujikurol ทําให้เกิดโรค foolish seedling หรือ bakanae คือต้นข้าว เติบโตสูงผิดปกติ และไม่สร้างเมล็ด เนื่องจากราชนิดนี้ ปล่อยสารชนิดหนึ่งออกมา ซึ่ง ภายหลังเมือมีการแยกสารชนิดนี้ได้จากเชือราจึงเรียกว่า Gibberellin ตามชือของเชือราใน ่ ้ ่ ้ เวลาต่อมานักวิทยาศาสตร์สามารถสกัดสารทีคล้ายคลึงกับ Gibberellin ได้จากพืชหลาย ่ ั ั ชนิด และใช้ระบบการตังชือด้วยเลขหมาย เป็ น Gibberellin Ax ตามลําดับการค้นพบ ปจจุบน ้ ่ พบมากกว่า 40 ชนิด เช่น GA1, GA2, GA3, … แม้จะพบ Gibberellin มากชนิดในพืช แต่ก็ มีเพียงไม่กชนิดทีสารมารถมีกจกรรมทางชีววิทยา และจัดอยู่ในกลุ่มฮอร์โมน ในพืชชันสูง ่ี ่ ิ ้ Gibberellin สร้างมาจากใบอ่อนและผลทียงไม่แก่ ่ ั อิ ทธิ พลของ Gibberellin ต่อการเจริ ญเติ บโตและพัฒนาของพืช 1. กระตุ้นการเจริญเติบโตของลําต้นในพืชแคระ ให้มความสูงเท่ากับพืชปกติ แต่ ี ขนาดความหนาของลําต้นลดลง ใบเล็กและมีสเี ขียวจาง 2. กระตุ้นการยืดตัวและการแบ่งเซลล์ของลําต้น ทําให้ลําต้นสูงขึน แต่ยบยังการ ้ ั ้ ยืดตัว และการเกิดรากใหม่ 478 CU 474
  • 67.
    3. กระตุ้นการแบ่งเซลล์แคมเบียมทําให้เกิดโฟลเอมใหม่ ๆ(ออกซินกระตุ้นการ แบ่งเซลล์แคมเบียมเพือการสร้างไซเลมใหม่ ๆ) ่ 4. กระตุนให้พชวันยาว (long-day plant) ให้ออกดอกเร็วขึน เช่น ผักกาดหอม ้ ื ้ และกะหลํ่าปลี 5. กระตุนการงอกของเมล็ดและการเจริญเติบโตของต้นอ่อนธัญพืชบางชนิด เช่น ้ ข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลี และข้าวโอ๊ต 6. ยับยังการเจริญเติบโตของตาดอก (flower bud) และตาลําต้น (vegetative bud) ้ และลดระยะพักตัวของเมล็ด พืชบางชนิดให้สนลงทําให้เมล็ดงอกได้เร็วขึน ั้ ้ 7. ช่วยให้มการติดผลหลังการถ่ายละอองเรณู และช่วยในการเจริญเติบโตของผล ี พืชบางชนิด เช่น แอปเปิ้ล การใช้ประโยชน์ จากจิ บเบอเรลลิ น เกษตรกรใช้ประโยชน์จากจิบเบอเรลลินในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การผลิตผลไม้ เช่น การใช้จบเบอเรลลินช่วยให้ก้านผลองุ่นไม่มเมล็ดยืดยาวขึนทําให้ผลไม่เบียดกันมาก องุ่น ิ ี ้ แต่ละผลเติบโตมีขนาดใหญ่ ใช้จบเบอเรลลินช่วยเร่งการงอกของเมล็ดข้าวบาร์เลย์ในการ ิ ทําข้าวมอลท์ในอุตสาหกรรมผลิตเบียร์ ใช้จบเบอเรลลินในการทําให้ออยยืดขยายตัวของ ิ ้ ปล้องในช่วงฤดูหนาว ทําให้ได้ผลผลิตอ้อยเพิมขึน ใช้ในการปรับปรุงพันธุ์พชโดยการลด ่ ้ ื ช่วงระยะเวลาการเจริญก่อนการสืบพันธุ์ (jurenile) ให้สนลง เช่น กระตุ้นให้ต้นบีท ต้น ั้ กะหลํ่าออกดอกได้ ทําให้ผลิตเมล็ดพันธุ์ได้ หรือปรับปรุงพันธุ์พชให้มลกษณะเตี้ย เพื่อ ื ี ั เพิมผลผลิต และป้องกันการล้มของต้นในพวกธัญพืช รวมถึงการใช้สารยับยังการสร้างจิบ ่ ้ เบอเรลลิน เพือการผลิตไม้ดอกไม้ประดับให้มตนเตียเป็ นพุมสวยงาม ่ ี ้ ้ ่ ไซโตไคนิ นหรือไฟโตไคนิ น (cytokinin หรือ phytokinin) ไซโตไคนินเป็ นฮอร์โมนพืชทีควบคุมการแบ่งเซลล์ของพืช ไคเนติน (Kinetin) เป็ น ่ ไซโตไคนินชนิดแรกทีคนพบในธรรมชาติเมื่อปี ค.ศ. 1955 มีมากในนํ้ามะพร้าว และซีตน ่ ้ ิ (zeatin) เป็ นไซโตไคนินทีมมากทีสุดในธรรมชาติโดยเป็ นองค์ประกอบในเอนโดสเปอร์ม ่ ี ่ ของข้าวโพด ไซโตไคนินในธรรมชาติอยู่ในรูปโมเลกุลอิสระมีอยู่ในพืชดอกทุกชนิด มีมาก บริเ วณปลายราก เนื้ อ เยื่อ เจริญ ปลายยอด เมล็ด ที่กํ า ลัง เจริญ เติบ โต และแคมเบีย ม นอกจากนี้ยงพบในสาหร่ายไดอะตอม มอส เฟิ รน สน และในแบคทีเรีย จุลนทรียบางชนิด ั ์ ิ ์ สามารถควบคุมให้เซลล์พชสร้างไซโตไคนินได้ เมื่อเข้าไปอยู่ในพืชจะชักนําให้เนื้อเยื่อพืช ื CU 474 479
  • 68.
    แบ่งเซลล์ ในบางกรณีสามารถพัฒนาโครงสร้างพิเศษได้ เช่นmycorrhizae ที่อาศัย ร่วมกับพืชหลายชนิด สามารถควบคุมให้พชสร้างปมรากได้ ื อิ ทธิ พลของไซโตไคนิ นต่อการเจริ ญเติ บโตและพัฒนาของพืช ไซโตไคนินมีบทบาทต่อกระบวนการสรีรวิทยาและการเจริญเติบโตพัฒนาของพืช โดยทํางานร่วมกับออกซิน ช่วยเร่งให้พชมีการแบ่งเซลล์อย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันก็ม ี ื การทํางานตรงข้ามกับออกซินในบางเรือง เช่น กระตุนการเจริญของตาข้าง (Lateral bud) ่ ้ จากการศึกษาการทํางานของไซโตไคนินในพืชจํา ลองพันธุ์ สามารถสร้า งรากได้ และ พัฒนาในหลายเรือง เช่น ่ 1. ตายอดสร้างใบจํานวนมาก 2. ใบมีคลอโรฟิลล์มสเี ขียวมากกว่าปกติ ี 3. ใบและก้านใบ อาจสร้างต้นพิเศษ (adventitious shoots) ได้ แม้ใบและก้านใบ จะไม่มบาดแผล ี 4. ใบชะลอการพัฒนาทีนําไปสูการตาย (Leaf Senescence) ่ ่ 5. การข่มของตายอด (Apical dominance) ลดลงมาก 6. พืชสายพันธุทสร้างไซโตไคนินมากกว่าปกติจะชะงักการเจริญเติบโตและมีปล้อง ์ ่ี สัน ้ 7. ทําให้กงชําออกรากน้อยและรากเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ ิ่ แอบไซซิ น หรือดอร์มิน (Abscisin or Dormin) แอบไซซิน เป็ นกรดแอบไซสิค (Abscisic acid หรือ ABA) เป็ นฮอร์โมนพืชทีมมาก ่ ี ตามลําต้น ไรโซม (Rhizome) ตา เมล็ด และผลไม้ทุกระยะ อิ ทธิ พลของแอบไซซิ นต่อการเจริ ญเติ บโตและพัฒนาของพืช หน้าทีสวนใหญ่ของแอบไซซินเป็ นสารยับยังการเจริญเติบโต (growth inhibitor) ่่ ้ ดังนี้ 1. ทําให้การเจริญเติบโตของพืชช้าลง แม้จะทํางานร่วมกับจิบเบอเรลลิน 2. ทําให้เมล็ดและตามีระยะการพักตัวยาวขึนจึงมีชอว่า “Dormin” ้ ่ื 3. ยับยังการทํางานของเอนไซม์อะไมเลส ( α - anylase) ในเอนโดสเปอร์มของ ้ เมล็ดธัญพืช 4. กระตุนการแก่ของใบทีพฒนาไปสูความตาย (leaf senescence) ้ ่ ั ่ 5. กระตุนการร่วงของใบ ดอก และผล จึงมีชอว่า “Abscisin” ้ ่ื 480 CU 474
  • 69.
    6. กระตุนการปิดของปากใบ ้ เอธิ ลีน(Ethylene) เอธิ ลี น เป็ น แก๊ ซ ที่ พ ื ช สร้ า งขึ้น มาในขณะที่ เ ซลล์ ม ี เ มแทบอลิ ซึ ม ตามปกติ โดยเฉพาะอย่างยิงในขบวนการสุกของผลไม้ นอกจากจะสร้างจากผลแล้วยังมีการสร้างที่ ่ ราก ลําต้น หัว ใบ ดอก และเมล็ด อิ ทธิ พลของเอธิ ลีนต่อการเจริ ญและพัฒนาของพืช 1. กระตุนการหายใจทําให้ผลไม้สกเร็วขึน ผลไม้ทแก่จะสะสมแป้งมาก เอธิลนช่วย ้ ุ ้ ่ี ี เร่งการหายใจทําให้ผลไม้สุก ซึงจะปล่อยแก๊ซเอธิลนออกมาและไปกระตุ้นผลไม้ทอยู่ใกล้ ่ ี ่ี ๆ ให้สกเร็วขึนด้วย ุ ้ 2. ทําให้เกิดการกางของใบ (leaf epinasty) โดยออกซินเป็ นตัวกระตุนให้พชสร้าง ้ ื เอธิลนไปเร่งให้เซลล์ยดตัวทีแตกต่างกัน ี ื ่ 3. ยับยังการพักตัวของเมล็ดและตาในพืชบางชนิด ้ 4. กระตุนการยืดขยายตัวของลําต้น และก้านใบของพืชบางชนิด ้ 5. กระตุนการเกิดรากฝอย (adventitious root) และขนราก (root hair) ้ 6. กระตุนการร่วงของใบและผลโดยกระตุนการแก่ของใบและพัฒนาไปสูการตาย ้ ้ ่ 7. ยับยังการเจริญเติบโตของตาข้าง (Lateral bud) ้ CU 474 481
  • 70.
    แบบฝึ กหัดท้ายบท 1. เมื่อพืชดูดแร่ธาตุจากดินเข้าสู่ขนรากแล้วจะถูกลําเลียงผ่านเนื้อเยื่ออะไรบ้าง ก่อนจะถึงวาสคูลาร์บนเดิล ่ั ิิ ้ 2. พืชใช้ CO2 ในช่วงใดของปฏิกรยาการสังเคราะห์ดวยแสง 3. ออกซิเจนทีเกิดขึนในปฏิกรยาการสังเคราะห์ดวยแสง มาจากโมเลกุลของสาร ่ ้ ิิ ้ ชนิดใด 4. ความหมายทีถูกต้องทีสดของ Dark reaction ในกระบวนการสังเคราะห์ดวย ่ ุ่ ้ แสงเป็ นอย่างไร 5. สารประกอบทีอยูตวชนิดแรกในกระบวนการสังเคราะห์ดวยแสงของพืช คืออะไร ่ ่ ั ้ 6. กลไกการสังเคราะห์ดวยแสง สารทีสร้างขึนในปฏิกรยาใช้แสง (Light reaction) ้ ่ ้ ิิ และถูกนําไปใช้ในปฏิกรยาไม่ใช้แสง คืออะไร ิิ 7. นํ้าตาลตัวแรกทีได้รบจากการสังเคราะห์ดวยแสง คืออะไร ่ ั ้ 8. ผลจากการเกิดปฏิสนธิซอนในพืชดอก ทําให้เกิดสิงใด ้ ่ 9. ผลไม้แบ่งเป็ นกลุมใหญ่ 3 กลุม ได้แก่ อะไรบ้าง ่ ่ 10. ในถุงเอมบริโอ (embryo sac) ของพืช มีนิวเคลียสกีกลุ่ม อะไรบ้าง และนิวเคลียส ่ ทีเกียวข้องกับการปฏิสนธิได้แก่อะไรบ้าง ่ ่ 11. การเคลือนไหวแบบ turgor movement สัมพันธ์กบขบวนการใด ่ ั 12. ถ้าตัดส่วนแผ่นใบออกให้เหลือแต่กานใบ 2-3 วันต่อมา ก้านใบจะหลุดออกจากต้น ้ ทีเป็ นเช่นนี้เกิดจากอะไร ่ 13. การทีรากของพืชพยายามเบนหนีจากแสงสว่างอยูตลอดเวลา เนื่องจากอะไร ่ ่ 14. การทีปลายยอดของพืชเอนเข้าหาแสงสว่างเป็ นเพราะอะไร ่ 15. ฮอร์โ มนพืช ที่ช่ ว ยในการขยายตัว ของเซลล์ลํ า ต้น ช่ ว งระหว่ า งข้อ ถ้ า ขาด ฮอร์โมนนี้จะทําให้ลาต้นเตีย ราบางชนิดสร้างฮอร์โมนนี้ได้ ฮอร์โมนชนิดนี้คออะไร ํ ้ ื 482 CU 474