2. โครงสร้ างและหน้ าทีของลําต้ น
                       ่
จุดประสงค์ การเรียนรู้ เพือให้ นักเรียนสามารถ
                              ่
1. สื บค้ นข้ อมูล ทดลอง อธิบาย และอภิปรายเกียวกับ
                                             ่
   โครงสร้างและหน้าทของลาต้น
                        ี่   ํ
2. สืบค้นข้อมูล ทดลอง และสรุปเกยวกบโครงสร้างภายใน
                                  ี่ ั
   ของลาต้นํ
ลาต้น(stem)
                   ํ
เป็ นอวัยวะของพืชทีเ่ จริญมาจากส่ วนทีเ่ รียกว่ า
Hypocotyl ของเมล็ด อยู่ถดขึนมาจากราก ซึ่งส่ วนใหญ่
                              ั ้
เจริญขึนมาเหนือดิน ตรงข้ ามกับแรงดึงดูดของโลก
        ้
(negative geotropism) แต่ กมลาต้ นบางชนิดที่
                                        ็ ีํ
เจริญอยู่ใต้ดน
             ิ
ลาต้นมีลักษณะท่ ี
   ํ
แตกต่ างจากราก
คือ มีข้อ ปล้ อง ตา
ซึ่งเป็ นที่เกิดของกิ่ง
ใบ ดอก และผล
ลําต้ น ประกอบด้ วยส่ วนสํ าคัญ 2 ส่ วนคือ
-ข้ อ (Node) ส่วนใหญ่มกมตา (Bud) ซึ่งจะเจริญไป
                            ั ี
เป็ น กิง ก้ าน ใบ หรือดอก โดยอาจเป็ นตายอด
        ่
(terminal bud) หรือตาข้าง(axillary bud)
-ปล้ อง (Internode) ซึ่งอย่ ูระหว่างข้อ โดยในพชใบ         ื
เลียงเดียว จะเห็นข้ อและปล้ องชัดเจน เช่ น หญ้ า อ้ อย
    ้ ่
มะพร้ าว ไผ่ เป็ นต้ น
พืชใบเลียงคู่ทเี่ ป็ นไม้ ล้มลุก จะเห็นข้ อและปล้ องได้ ชัดเจน
          ้
เช่ น ต้ นฟักทอง และผักบุ้ง รวมทั้งในขณะทีเ่ ป็ นต้ นอ่ อน
หรือกิงอ่ อน แต่ เมือเจริญเติบโตเต็มที่ จะมีการสร้ าง
       ่              ่
Cork มาหุ้ม ทําให้ เห็นข้ อ และปล้ องไม่ ชัดเจน
ข้ อ และ ปล้ องของลําต้ น
หน้าทของลาต้น
                        ่ี  ํ
1. เป็ นแกนสําหรับพยุง (Support) กิงก้ าน ใบ ดอก และ
                                   ่
ผล ให้อย่ ูเหนือระดบผวดน และยงให้ได้รับแสงแดดมาก
                    ั ิ ิ      ั
ทสุด เนื่องจากแสงแดดจําเป็นสําหรับกระบวนการสร้ าง
  ี่
อาหารของพืช จึงต้ องมีกระบวนการที่จะคลีใบ ให้ ได้ รับ
                                           ่
แสงแดดได้อย่างทัวถึง
                  ่
หน้าทของลาต้น(ต่ อ)
                      ่ี  ํ
2. เป็ นตัวกลางในการลําเลียง (Transport) นํา แร่ธาตุ
                                              ้
และอาหารส่ งผ่ านไปสู่ ส่วนต่ าง ๆ ของพืช
คอ เมื่อลําต้ นได้ รับนํา และแร่ธาตุ ทีส่งมาจากรากแล้ ว
      ื                 ้              ่
ลาต้ นจะลําเลียงส่ งไปยังใบ และส่ วนอืน ๆ เมื่อใบ
    ํ                                    ่
สั งเคราะห์ อาหาร โดยกระบวนการสั งเคราะห์ ด้วยแสง
กจะส่ งผ่ านไปยังส่ วนต่ าง ๆ ของพืช เช่ นเดียวกัน
  ็
นอกจากนีลาต้นของพชอกหลายชนิด ยงทาหน้าทพเิ ศษ
             ้ํ           ื ี           ั ํ         ี่
ต่ างๆ อีก เช่ น
• ลําต้ นสะสมอาหาร เป็ นลําต้ นทีทําหน้ าทีเ่ ป็ นแหล่ งเก็บ
                                  ่
    สะสมอาหาร จะมลาต้นอย่ ูใต้ดน เช่น ขง ข่า ขมน เผอก
                       ีํ       ิ          ิ           ิ้ ื
    มันฝรั่ง เป็ นต้ น
• ลําต้ นสั งเคราะห์ แสง พืชบางชนิดมีลาต้ นเป็ นสี เขียว ไว้
                                      ํ
    สําหรับสร้างอาหาร โดยวธีการสังเคราะห์ด้วยแสง เช่น
                              ิ
    กระบองเพชร พญาไร้ ใบ ผักบุ้ง เป็ นต้ น
• ลาต้นขยายพนธ์ ุ เช่น โหระพา พลูด่าง โกสน คุณนายตน
   ํ           ั                                  ื่
  สาย ลีลาวดี เป็ นต้ น

• ลําต้ นเปลียนไปเป็ นมือพัน เพือช่ วยพยุงคําจุนลําต้ น เช่ น
             ่                  ่           ้
  บวบ ตําลึง นําเต้ า เป็ นต้ น
               ้
โครงสร้างของลาต้นจากปลายยอด
                     ํ

1. เนือเยือเจริญส่ วนปลายยอด (apical shoot
      ้ ่
meristem) อยู่บริเวณปลายสุ ดของลําต้ น เนือเยือ
                                              ้ ่
บริเวณนีมีกลุ่มเซลล์ ทพฒนาไปเป็ นลําต้ น ใบ และ ตาตาม
          ้             ี่ ั
ซอกหรือตาข้าง (axillary bud) โดยปกติ ตาตาม
ซอกจะเจริญไปเป็ นกิง  ่
เนือเยือบริเวณปลายยอด
                 ้ ่                      leaf
 Young leaf                           primordium




                                                    Apical
                                                   meristem



Young stem
                                                       14
2. ใบเริ่มเกิด (leaf primordium) อย่ ูตรงด้านข้าง
ของปลายยอด ส่ วนทีเ่ ป็ นขอบของความโค้ งของเนือเยือ
                                               ้ ่
เจริญปลายยอด ใบเริ่มเกิดนีจะเจริญพัฒนาไปเป็ นใบอ่ อน
                           ้
บริเวณตรงกลางของโคนใบเริ่มเกิดจะเห็นเซลล์ ทจะเจริญไป
                                            ี่
เป็นเนือเยอท่อลาเลยงแยกจากลาต้นส่ ู ใบ
       ้ ื่       ํ ี        ํ
(ใบเริ่ มเกิด)




ใบอ่ อน
3. ใบอ่ อน(young leaf) เป็ นใบทียงเจริญเติบโตไม่
                                       ่ั
เต็มที่ เซลล์ ของใบยังมีการเจริญเติบโต และเปลียนสภาพ
                                              ่
ต่ อไปอีก เพือเพิมความหนา และขนาดของใบ ระยะนีใบ
              ่ ่                                  ้
อ่ อนจะยังไม่ แผ่ กางออกเต็มที่ ตรงซอกใบอ่ อนจะเห็นตา
ตามซอกเริ่มเกิด (axillary bud primodium)
ซึ่งต่ อไปจะพัฒนาเป็ นตาตามซอก เมือใบทีรองรับอยู่น้ันได้
                                     ่    ่
เจริญเต็มที่
4. ลําต้ นอ่ อน (Young stem) อย่ ูถัดจากตาแหน่งใบ    ํ
เริ่มเกิดลงมา(leaf primodium) ประกอบด้ วย
เนือเยือทีเ่ ซลล์ ยงมีการแบ่ งเซลล์ และพัฒนาจนเป็ นเนือเยือ
     ้ ่           ั                                        ้ ่
ทีเ่ จริญเต็มที่ ลําต้ นส่ วนใต้ ใบเริ่มเกิด เซลล์ บางบริเวณยัง
เจริญไม่ เต็มที่ ได้ แก่ เอพเิ ดอร์มส เมือเป็ นลําต้ นระยะที่
                                     ิ      ่
เจริญเต็มที่ เนือเยือบริเวณต่ างๆ จะทําหน้ าทีเ่ ฉพาะได้ อย่ าง
                 ้ ่
สมบูรณ์ ซึ่งจัดเป็ นการเจริญเติบโตปฐมภูมิ (primary
      growth)
การเจริ ญของปลายยอดพืช แบ่งเป็ น 3 บริ เวณ
1. เนือเยือเจริญส่ วนปลายยอด (apical shoot
      ้ ่
meristem) อยู่บริเวณปลายสุ ดของลําต้ น เนือเยือ
                                              ้ ่
บริเวณนีมีกลุ่มเซลล์ ทพฒนาไปเป็ นลําต้ น ใบ และ ตาตาม
          ้           ี่ ั
ซอกหรือตาข้าง (axillary bud)
2. บริเวณทีเ่ ซลล์ มการยืดตัว(elongation zone)
                      ี
เป็ นบริเวณทีอยู่ใต้ เนือเยือเจริญบริเวณปลายยอดลงมา เป็ น
             ่          ้ ่
บริเวณทเี่ ซลล์มการขยายยดออกตามยาว จะมการ
                 ี            ื              ี
เปลียนแปลงไปจากเดิม เป็ น protoderm ,
     ่
 procambium, ground meristem เนือเย่อ              ้ ื
ทั้งหมดเรียกรวมกันว่ า primary meristem
การเจริญของปลายยอดพืช




      บริเวณทีเ่ ซลล์ มการยืดตัว
                       ี
                           Differentiation
                           zone and
                           maturation
3. maturation and differentiation
    zone
 เป็ นบริเวณที่เซลล์ มีการเจริญเติบโตเต็มที่ และ
เปลี่ยนแปลงรู ปร่ าง เพื่อไปทําหน้ าที่เฉพาะ คือ เจริญ
เป็ นเนือเยื่อถาวร
        ้
(permanent meristem) มี 2 ระยะ คือ
- การเจริญระยะที่ 1 (primary growth) มการเจริญเป็น
                                      ี
  เนือเยอถาวร ดงนี้
     ้ ่ื      ั
  protoderm                  epidermis
  procambium                   xylem, phloem
  cambium
  ground meristem                cortex , pith
- การเจริญระยะที่ 2 (secondary growth)
  cambium               xylem, phloem
  (annual ring = วงปี )
การเจริญเติบโตขั้นทีสองของลําต้ นพืชใบเลียงคู่
                          ่                    ้
              (secondary growth)
เป็ นการเจริญเติบโตที่ต่อเนื่องจากการเติบโตระยะที่ 1 ซ่ึง
เกียวข้ องกับการสร้ างเนือเยือลําเลียงของพืช เพิมมากขึน
    ่                    ้ ่                     ่    ้
 เพือขยายขนาดทางด้ านข้ างของลําต้ น ทําให้ พชมีขนาด
      ่                                        ื
ใหญ่ขน และอายุยนยาวขน
        ึ้        ื       ึ้
การเจริญเติบโตในระยะที่ 2 เร่ ิมจากแคมเบยม ท่ อย่ ูระหว่าง
                                             ี   ี
โฟลเอ็ม และไซเลมระยะแรก มีการแบ่งเซลล์ ถ้าแคมเบียม
                  ็
แบ่ งตัวไปทางด้ านในของลําต้ น ก็จะเกิดเป็ นไซเลมระยะท่ ี 2
ถ้าแคมเบยม แบ่ งเซลล์ เจริญเติบโตไปทางด้ านนอกของลําต้ น
          ี
ก็จะเกิดเป็ นโฟลเอ็มระยะท่ ี 2 โดยอัตราการเปลี่ยนสภาพของ
เซลล์ใน ไซเลมระยะท่ ี 2 จะเกดได้เร็วกว่า โฟลเอ็มระยะท่ ี 2
                               ิ
จงทาให้ ไซเลมระยะท่ ี 2 มีปริมาณมากกว่า
  ึ ํ
เมื่อพืชเจริญเติบโตครบ 1 ปี กลุ่มเนือเยื่อท่ อลําเลียง
                                     ้
(vascular cambium) ของพืช จะมีการแบ่ งเซลล์
เพิ่มขึนจํานวนมากน้ อย ต่ างกันในแต่ ละฤดู ขึนอยู่กับ
       ้                                      ้
ปริมาณนําและธาตุอาหาร เซลล์ ชันไซเล็มที่สร้ างขึน
            ้                     ้                 ้
ในฤดูฝน จะมีขนาดใหญ่ กว้ าง และมีสีจางมากกว่ าใน
ฤดูแล้ ง
ลักษณะเนือไม้ ท่ มีสีจาง และเข้ มสลับกัน เกิดเป็ นวง
              ้   ี
เรี ยกว่ า วงปี (annual ring)
วงปี (annual ring) คอ secondary xylem
                            ื
ทเี่ กดจากการแบ่งตวของแคมเบียม พบเฉพาะในพืชใบเลียง
       ิ             ั                                  ้
คู่เท่ านั้น โดยในแต่ ละปี 1 วงปี ประกอบด้ วย เนือไม้ 2
                                                 ้
ชนิด คอ    ื
• Spring wood เซลล์ มขนาดใหญ่ ผนังบาง สี จาง
                              ี
แถบกว้ าง เกิดในฤดูนํามาก (ฤดูฝน) การแบ่งเซลล์เกดขนได้
                        ้                          ิ ึ้
มาก
• Summer wood เซลล์ มีขนาดเล็ก ผนังหนา สี
  เข้ ม แถบแคบ เกิดในฤดูแล้ ง มีนําน้ อย การแบ่ ง
                                  ้
  เซลล์ เกิดขึนได้ น้อย
              ้
การเจริญระยะทุตยภูมิ (Secondary growth)
                      ิ
          ของลาต้น แสดงวงปี (Annual ring)
               ํ




                                                 Annual ring
       12                                        (2° xylem)
            3
Pith



                                                           33
• ไซเล็มที่มีอายุมากจะมีสีเข้ ม เนื่องจากมีการสะสม
ของสารอาหารมาก ทําให้ อุดตันไม่ สามารถลําเลียงนํา     ้
ต่อไปได้อีก เรียกบริเวณนีว่า แก่นไม้ (heart
                          ้
wood) ซึ่งมีความแข็งแรงมากกว่ าส่ วนอื่น แก่ นไม้ นี ้
จะเพิ่มขึนเรื่ อยๆ
         ้
• ไซเล็มที่มีสีจางกว่ าจะอยู่รอบนอก เรี ยกว่ า กระพีไม้
                                                    ้
  (sap wood) ซึ่งมีความหนาค่ อนข้ างคงที่
การเจริญระยะทุตยภูมิ (Secondary growth) ของ
               ิ
                  ลาต้น
                     ํ




                                              36
• ทังกระพีไม้ และ แก่ นไม้ รวมเรี ยกว่ า เนือไม้ (wood)
      ้      ้                               ้
ซ่ งเป็นไซเล็มทงหมด หรือตังแต่ไซเล็มขันท่ ี 2 เข้ าไปข้ าง
   ึ              ั้            ้          ้
ใน
สําหรั บส่ วนที่อยู่ถัดจาก vascular cambium ออกมา
ข้ างนอก เรี ยกว่ า เปลือกไม้ (bark) พบในลําต้ นที่มี
อายุมาก โดยเอพิเดอร์ มสหลุดสลายไปนานแล้ ว เหลือ
                            ิ
แต่คอร์ ก ซึ่งเป็ นเนือเยื่อที่ประกอบด้ วยเซลล์ คอร์ก ที่
                       ้
มีซูเบอริน เป็ นส่ วนประกอบสําคัญของผนังเซลล์ และ
คอร์ กแคมเบียม
• จํานวนวงปีของพช สามารถนํามาใช้คาดคะเนอายุของพช
                        ื                                    ื
  ได้ ถ้ าจะให้ ใกล้ เคียงต้ องนับวงปี ทีโคนต้ น เพราะจํานวน
                                         ่
  ของวงปีจะลดลงทางปลายยอด
• พืชใบเลียงคู่เท่ านั้นทีมวงปี พืชใบเลียงเดียวจะไม่ มวงปี
            ้              ่ ี             ้ ่           ี
  แม้จะสามารถขยายขนาดทางด้านข้างได้
เปลือกไม้


แก่นไม้




   กระพี้ไม้
แก่นไม้ (heart wood) คือ ไซเล็มด้านท่ีอยในสุดของลา
                                                   ู่        ํ
ต้นที่มีอายุมากแล้วอุดตัน
         กระพีไม้ (sapwood) คือ ไซเล็มที่อยรอบนอกซ่ ึ งมีสีจาง
               ้                              ู่
   ่
กวาชั้นใน ทําหนาท่ีลาเลียงน้ า
                   ้ ํ       ํ
         เนือไม้ (wood) คือ เน้ือเยอไซเลมทั้งหมด (กระพีไม้ +
            ้                      ่ื                  ้
แก่นไม้)
เปลอกไม้ (bark) คือ ส่วนท่ีอยถดจากวาสคิวลาร์แคมเบียม ออกมา
   ื                               ู่ ั
ประกอบด้วย เอพเิ ดอร์มิส คอร์เทกซ์ และโฟลเอม ส่ วนลําต้นที่อายุ
                                           ็
            ่ื      ั ็
มากๆ เน้ือเยอบางช้ นกตายไป ทาใหมี คอร์ก คอร์กแคมเบียม
                                  ํ ้
โฟลเอ็มขั้นที่ 2 ทําหน้าที่ลาเลียงอาหารได้
                            ํ
เมือมีการเจริญเติบโตขั้นที่ 2 ในลําต้ น มักพบลักษณะ
   ่
ของรอยแผลทเี่ กดขนตามลาต้น หรือรากของพช เรียกว่า
                ิ ึ้         ํ                 ื
Lenticel (เลนทิเซล) รอยแผลเป็ นซึ่งเกิดขึนขณะที่พช
                                             ้        ื
กาลงมการสร้างคอร์ก และสามารถให้ออกซิเจนผ่านเข้าทาง
  ํ ั ี
ลําต้ นได้ รอยแผลทีเ่ กิดขึนสามารถพบได้ ตามลําต้ นหรือราก
                           ้
ของพืช
Lenticel (เลนทิเซล)

                   Lenticel         Cork




ลําต้ นปี บ
                                           45
โครงสร้ างภายในของลําต้ น
ลําต้ นถือว่ าเป็ นอวัยวะส่ วนหนึ่งของพืช เช่ นเดียวกับราก
ดังนั้นจึงมีเนือเยือชนิดต่ าง ๆ เช่ นเดียวกัน แต่ อาจแตกต่ าง
                ้ ่
กันในลักษณะการเรียงตัว อีกทั้งพืชใบเลียงเดียว และพชใบ
                                            ้ ่          ื
เลียงคู่ยงมีโครงสร้ างภายในทีแตกต่ างกัน
   ้ ั                          ่
โครงสร้ างภายในของลําต้ นตัดตามขวาง ระยะที่มีการเจริญเติบโตขันแรก
                                                             ้




                       พืชใบเลียงคู่
                               ้




                    พืชใบเลียงเดี่ยว
                            ้
โครงสร้ างภายในของลําต้ นพืชใบเลียงคู่
                                         ้
  (ลาต้นอ่อน – ตดตามขวางหรือ cross section)
    ํ            ั
1.epidermis อยู่ด้านนอกสุด ปกติมีอยู่เพียงแถว
  เดียวอาจเปลี่ยนแปลงเป็ นเซลล์ คุม (Guard
  cell) ขน หรือหนาม ด้านนอกของ เอพิเดอร์ มสิ
  จะมีควทิน เคลือบอยู่
       ิ
2. Cortex ชันคอร์ เทกซ์ ของลําต้ นแคบกว่ าของราก
                  ้
เซลล์ ในชันคอร์ เทกซ์ ส่ วนใหญ่ เป็ นเซลล์ พาเรงคิมา
            ้
เซลล์ บริ เวณด้ านนอก 2-3 แถว อยู่ตดกับ เอพิเดอร์ มส
                                      ิ              ิ
เป็ นเซลล์ คอลเลงคิมา ที่ช่วยให้ ลาต้ นมีความแข็งแรง
                                  ํ
ขึน ในระยะที่ลาต้ นยังอ่ อนอยู่ พาเรงคิมา อาจมี
  ้                 ํ
คลอโรพลาสต์ ช่ วยในการสังเคราะห์ ด้วยแสง
เรี ยกเซลล์ นีว่า คลอเรงคิมา(Chlorenchyma)
              ้
เมื่อลําต้ นเจริญเติบโตมากยิ่งขึน เซลล์ พาเรงคิมา หรือ
                                ้
คอลเลงคมา ในชันคอร์ เทกซ์ จะแปรสภาพเป็ น
            ิ      ้
 คอร์กแคมเบียม (Cork cambium) ซึ่งจะแบ่ งตัว
ตลอดเวลา ให้ คอร์ก หรื อ เฟลเลม (Phellem)
ทางด้ านนอก เซลล์ เหล่ านีมีอายุสันมากและตายเร็ว และมี
                            ้      ้
สารพวก ซูเบอริน หรือ ลิกนิน มาสะสม ทําให้ ชัน คอร์ก
                                                ้
หนาขึนแล้ วดันเอพิเดอร์ มส ให้ หลุดร่ วงไป
        ้                 ิ
****การแตกกิ่ งของลําต้ น แตกมาจากชันคอร์ เทกซ์
                                           ้
 ชันคอร์ เทกซ์ นีสินสุดที่ เอนโดเดอร์มส
   ้             ้ ้                  ิ
 ในลาต้นพชส่วนใหญ่จะเหน เอนโดเดอร์ มสได้ไม่
     ํ     ื                 ็               ิ
ชัดเจนหรื ออาจจะไม่ มี ซึ่งต่ างจากรากที่เห็นได้ อย่ าง
ชัดเจน
3. stele (สตล) ในลําต้ นจะกว้ างมาก ไม่ สามารถแบ่ งแยกออก
                ี
จากคอร์เทกซ์ ได้ชัดเจน ซ่ึงแตกต่างจากรากทแบ่งช้ัน เห็นได้
                                              ่ี
ชัดเจนกว่า
มีส่วนประกอบต่ าง ๆ ดังนี้
3.1 vascular bundle หรือมัดท่ อลําเลียง ประกอบด้ วย
เนือเยือไซเล็มอยู่ด้านใน และโฟลเอมอยู่ด้านนอก มัดท่ อลําเลียงจะ
   ้ ่                            ็
เรียงตัวอยู่ในแนวรัศมีเดียวกัน และเรียงอยู่รอบลําต้ นอย่ างมี
ระเบียบ ระหว่ างเนือเยือทั้งสองชนิดมี วาสคิวลาร์แคมเบียมคันอยู่
                     ้ ่                                      ่
ตรงกลาง
3.2 vascular ray เป็ นพาเรงคิมาที่อยู่ระหว่ าง
กลุ่มท่ อลําเลียง ที่กลุ่มท่ อลําเลียงเรี ยงตัวเป็ นวง
เชื่อมต่ อระหว่ างคอร์ เทกซ์ และพิธ

3.3 pith เป็ นเนือเยื่อชันในสุดของลําต้ น เนือเยื่อ
                  ้      ้                   ้
  ส่ วนนีคือ พาเรงคิมา ทําหน้ าที่สะสมอาหารพวก
         ้
  แปงหรือสารอ่ ืน ๆ เช่น ลิกนิน ผลึกแทนนิน
      ้
  (Tannin) เป็ นต้ น
X-section ลําต้ นหมอน้ อย (พชใบ
                            ื                        Chlorenchyma
             เลยงคู่)
                ี้                Trichome (hair)

                    Collenchyma
                     Epidermis

                      Cortex

                      Phloem                        Pith


                       Phloem         Xylem
                       fiber
                                    Parenchyma
                                                               55
โครงสร้ างภายในของลําต้ นพืชใบเลียงเดียว
                                      ้ ่

ลําต้ นพืชใบเลียงเดี่ยว ส่ วนใหญ่ มีการเจริญเติบโต
                  ้
ขันต้น (Primary growth)เท่ านัน มีเนือเยื่อชัน
   ้                                  ้     ้      ้
ต่ าง ๆ เช่ นเดียวกับลําต้ นพืชใบเลียงคู่
                                    ้
คือ มีชันเอพิเดอร์ มส คอร์ เทกซ์ และ สตีล
        ้              ิ
ต่ างกันที่มัดท่ อลําเลียง
กลุ่มของเนือเยือลําเลียงของพืชใบเลียงเดียว (vascular
           ้ ่                     ้ ่
bundle) รวมกันเป็ นกลุ่ม ๆ ซึ่งจะกระจายอยู่ทุกส่ วนของ
ลําต้ น ประกอบด้ วย
ส่ วนของ xylem, phloem จะเรียงตัวกันมองคล้ ายๆ ใบหน้ า
คน มีส่วนของ vessel อยู่บริเวณคล้ายดวงตา
ส่ วน phloem อยู่บริเวณคล้ายหน้าผาก xylem และ
phloem จะถูกล้ อมรอบด้ วยเนือเยือ parenchyma หรือ
                                 ้ ่
อาจเป็ น sclerenchyma และเรียกเซลล์ ทมาล้ อมรอบนี้
                                              ี่
ว่า bundle sheath
ภาพลําต้นพืชคู่เดี่ยว
ท่ อลําเลียงของลําต้ น
พืชใบเลียงเดียว
          ้ ่
มัดท่ อลําเลียงของพืชใบเลียงเดียว ไม่ มเี นือเยือเจริญ
                            ้ ่               ้ ่
   ด้านข้างหรือ แคมเบียม จึงมักจะเจริญทางด้ านสู ง
    มากกว่า เพราะมเี นือเยอเจริญเหนือข้อ และปล้อง
                       ้ ื่
    ทาให้ยดยาวได้ดกว่า
      ํ ื            ี
พืชบางชนิดเนือเยือตรงกลางจะสลายไปเป็ นช่ องกลวง
                 ้ ่
 ภายในของลําต้ น เรียกว่ า ช่ องพิธ (Pith cavity)
เช่ น ในลําต้ นของต้ นไผ่ หญ้ า เป็ นต้ น แต่ บริเวณข้ อ
ยงคงมพธ (pith) อย่ ู
 ั ี ิ
พืชใบเลียงเดียวบางชนิด เช่ น จันทน์ ผา หมากผู้หมากเมีย
         ้ ่
พืชตระกูลปาล์ ม เป็ นต้ น จะมีแคมเบียม เป็ นเนือเยือเจริญ
                                                 ้ ่
คล้ ายลําต้ นพืชใบเลียงคู่ ทําให้ เจริญเติบโตทางด้ านข้ างได้
                     ้
และสามารถสร้าง คอร์ กได้ เมือมีอายุมากขึน
                                  ่           ้
ลําต้ นพืชใบเลียงเดียว
               ้ ่




                         61
ลําต้ นพืชใบเลียงเดี่ยว
                 ้
1.วาสควลาร์ บันเดิล
            ิ                 3. ชัน คอร์เทกซ์บางๆ
                                    ้
กระจัดกระจายทั่วลําต้ น       ไม่ มีการรวมตัวเป็ น
2. ส่ วนใหญ่ ไม่ มีแคมเบียม   เปลือกไม้
ระหว่ างโฟลเอ็มและไซเลม       4. ส่วนใหญ่ไม่มีการ
                              สร้ างไม้ เนือแข็ง และ
                                           ้
จงไม่เพ่ มขนาดทาง
  ึ       ิ                   กลางลําต้ น อาจกลวง
ด้ านข้ างมีแต่ การเพิ่ม
ความสูง
• ลําต้ นพืชใบเลียงคู่
                    ้
1. วาสควลาร์ บันเดิล เรี ยง
          ิ                    โฟลเอ็มท่ มีอายุ
                                          ี
   เป็ นระเบียบในแนวรั ศมี     กลายเป็ นเปลือกไม้
2. มีแคมเบียมระหว่ าง          4. เมื่อพืชอายุมากขึน้
   โฟลเอ็ม และไซเลม จงมี   ึ   ไซเลมที่มีอายุมากจะถูก
   การเจริญเติบโตขันที่ 2้     ดันเข้ าไปข้ างใน
   ทําให้ ลาต้ นอ้ วนขึน
            ํ          ้       กลายเป็ นไม้ เนือแข็ง
                                                ้
3. ชันคอร์ เทกซ์รวมกับ
     ้
ชนิดของลาต้น
                            ํ
ปกติลาต้ นจะขึนตั้งตรงเหนือพืนดิน พืชหลายชนิดใช้ ลาต้ น
         ํ       ้             ้                       ํ
พันหลักหรือเลือยไปตามดิน บางชนิดลําต้ นอาจเจริญอยู่
                   ้
ใต้ ดน ดังนั้นจึงมีการแบ่ งชนิดของลําต้ น ออกเป็ น 2 พวก
     ิ
ใหญ่ ๆ คือ ลําต้ นเหนือดิน (Terrestrial stem)
และลาต้นใต้ดน (Underground stem)
       ํ       ิ
ลาต้นเหนือดน เป็ นลําต้ นทีปรากฏอยู่เหนือพืนดินทัว ๆ ไป
 ํ                 ิ             ่             ้ ่
ของต้ นไม้ ต่าง ๆ จําแนกตามลกษณะของลาต้น
                                      ั      ํ
ได้ เป็ น 3 ชนิด
            1. ต้นไม้ใหญ่(tree) หรือไม้ ยนต้ น
                                           ื
            2. ต้ นไม้ พ่ ม (shrub)
                          ุ
            3. ต้ นไม้ ล้มลุก (herb)
ทั้งทีเ่ ป็ นไม้ เนือแข็ง และไม้ เนืออ่ อน
                     ้              ้
ลําต้ นเหนือดิน (Terrestrial stem)




ไมยนตน (tree)
  ้ื ้              ้ ุ่
                  ไมพม (shrub)           ไมลมลุก (herb)
                                           ้้
ลําต้ นเหนือดินของพืชหลายชนิด อาจเปลียนแปลงรู ปร่ าง เพือทํา
                                     ่                  ่
หน้าทพเิ ศษซ่ึงต่างไปจากเดม จาแนกออกเป็นชนิดต่าง ๆ ดงนี้
        ่ี                ิ ํ                             ั

1.ลาต้นเลือยขนานไปกับผิวดน หรือผิวนํา
    ํ     ้                 ิ            ้
  (Prostrate หรื อ Creeping stem) ส่วนใหญ่
  ของพืชพวกนีมีลาต้ นอ่ อน ตังตรงไม่ ได้ จึงต้ องเลือย
              ้ ํ             ้                     ้
  ขนานไปกับผิวดน เช่น ผักบ้ ุง หญ้า แตงโม บัวบก
                ิ
  ผักกระเฉด ผักตบชวา สตรอเบอรี่ เป็ นต้ น
บริเวณข้ อมีรากแตกเป็ นแขนงออกมา แล้ วปั กลงดิน
เพื่อยึดลําต้ นให้ ตดแน่ นกับที่ มีการแตกแขนงลําต้ น
                    ิ
ออกจากตาบริเวณที่เป็ นข้ อ ทําให้ มีลาต้ นแตกแขนง
                                         ํ
ออกไป ซึ่งเป็ นการแพร่ พนธุ์วธีหนึ่ง แขนงที่แตก
                           ั ิ
ออกมาเลือยขนานไปกับผิวดินหรื อนํานี ้ เรี ยกว่ า
           ้                           ้
 สโตลอน(Stolon) หรื อรั นเนอร์ (Runner) - ไหล
แสดงลําต้ นเลือยขนานไปกับผิวดิน หรือผิวนํา
              ้                          ้
ลาต้นชนิดครีพพง สเตม
        ํ            ิ ็
ผักตบชวา
       (creeping stem
บัวบก
)
2. ลําต้ นเลือยขึนสู ง (Climbing stem หรือ
             ้ ้
Climber) พืชพวกนีมลาต้ นอ่ อนเช่ นเดียวกับพวกแรก
                          ้ ีํ
แต่ ไต่ ขนสู ง โดยขึนไปตามหลักหรือต้ นไม้ ทอยู่ตดกัน
         ึ้         ้                       ี่ ิ
- ใช้ ลาต้ นพันหลักเป็ นเกลียวขึนไป (Twining stem
       ํ                        ้
   หรือ Twiner)
   การพันอาจเวียนซ้ าย หรือเวียนขวา เช่ น ต้ นถั่วฝักยาว
   ฝอยทอง เถาวัลย์ ชนิดต่ าง ๆ ผักบุ้งฝรั่ง บอระเพ็ด
ลําต้ นพันหลักเป็ นเกลียวขึนไป (Twining stem)
                           ้
ต้ นถัวฝักยาว
      ่         บอระเพ็ด
เถาวลย์ชนิดต่างๆ
    ั
- ลาต้นเปล่ ียนเป็นมือเกาะ (Stem tendril หรื อ
   ํ
  Tendril climber) โดยส่ วนที่เป็ นมือเกาะเจริญมา
จากตาข้างหรือตายอด มือเกาะจะบดเป็นเกลียวคล้ายสปริง
                                        ิ
เพ่ อให้มีการยดหย่ ุน เม่ ือลมพดผ่านมือเกาะจะยดหดได้
    ื           ื                 ั               ื
ตัวอย่ างเช่ น ต้ นบวบ นําเต้ า ฟั กทอง องุ่น แตงกวา ตําลึง
                         ้
พวงชมพู กะทกรก ลัดดา ลินมังกร เสาวรส โคกกระออม
                                ้
เป็ นต้ น (บางครัง Tendril อาจเกดจากใบท่ เปล่ ียนแปลง
                   ้                  ิ         ี
ไป จะทราบจากการสังเกต เช่น ใบถ่ ัวลันเตา บริเวณปลาย
ใบเปลี่ยนไปเป็ นมือเกาะ)
มือเกาะของต้ นองุ่น
แตงกวา
บวบ
- ใช้ รากพัน (Root climber)

เป็นลาต้นทไต่ขนสูง โดยงอกรากออกมาบริเวณข้อยดกบ
     ํ    ี่ ึ ้                           ึ ั

หลักหรือต้ นไม้ ต้นอืน ตัวอย่ างเช่ น ต้ นพลู พลูด่าง พริกไทย
                     ่

รากพชเหล่านีหากยดตดกบต้นไม้ จะไม่แทงรากเข้าไปในลา
    ื       ้ ึ ิ ั                             ํ

ต้ นของพืชทีเ่ กาะ ไม่ เหมือนพวกกาฝากหรือฝอยทองซึ่งเป็ น

พืชปรสิ ตที่แทงรากเข้ าไปในมัดท่ อลําเลียงของพืชที่เกาะ
พลู
พริกไทย
พลูด่าง
- ลําต้ นเปลี่ยนเป็ นหนาม (Stem spine หรื อ
  Stem thorn) ทําหน้ าที่ปองกันอันตราย เช่ น
                          ้
  หนามของต้ นเฟื่ องฟา หรื อตรุ ษจีน มะนาว มะกรูด
                     ้
  ส้ มชนิดต่ าง ๆ ซ่ งเกดจากตาตามซอกใบ(ตาข้ าง)
                     ึ ิ
  ติดกับลําต้ นไม่ สามารถปลิดออกได้
หนามมะกรูด   เฟื่   องฟ้ า
ส่วนต้นกระดังงา และการะเวก มีขอเกี่ยว(Hook) ที่
เปลี่ยนแปลงมาจากลําต้ น แล้ วยังมีดอกออกมาจาก
ขอเกี่ยวได้ ด้วย บางทีเรี ยกลําต้ นชนิดนีว่า สแครม
                                         ้
เบลอร์ (Scrambler) เพื่อใช้ ในการไต่ ขนที่สูงึ้
   ส่วนหนามกุหลาบเกดจากผิวนอก(prickle)
                       ิ
ของลําต้ นงอกออกมาเป็ นหนาม ซึ่งสามารถปลิด
ออกมาได้
การะเวก
          กระดังงา
3. ลําต้ นทีเ่ ปลียนแปลงไปมีลกษณะคล้ ายใบ
                       ่          ั

• ฟี ลโลเคลด (phylloclade) เป็นลาต้นท่ มี
                                ํ      ี

ลักษณะแบน จนกระทั่งคล้ ายกับลักษณะของใบ

ในพชท่ ว ๆ ไป ลําต้ นแบบนีปกติ จะทําหน้ าที่ของใบ
   ื ั                    ้

ด้ วย คือ สังเคราะห์ แสง ดังนันพืชที่มีลาต้ นแบบนีจง
                              ้         ํ         ้ึ

ไม่ มีใบหรื อมีกเล็กมาก เช่ น กระบองเพชร พญาไร้ ใบ
                ็
กระบองเพชร
พญาไร้ใบ
• แคลโดฟี ลล์ (cladophyll) หรื อ แคลโดด
 (cladode) เป็นลาต้นท่ เปล่ ียนไปมีลักษณะคล้าย
                ํ      ี
 ใบเช่ นเดียวกันกับฟี ลโลเคลด แต่ มักใช้ กับกิ่งก้ านที่
 เป็ นเส้ นเรี ยวเล็ก ทําหน้ าที่แทนใบโดยมีสีเขียว
 สามารถสังเคราะห์ แสงได้ เช่ น หน่ อไม้ ฝรั่ ง สน
 ประดิพทธ์ โปร่ งฟา
       ั          ้
หน่ อไม้ ฝรั่ง(asparagus)
สนประดิพทธ์
        ั
              โปร่งฟา
                    ้
ลาต้นใต้ดน (underground stem)
      ํ       ิ
ลาต้นใต้ดนบางชนิดมกมผ้ ูเข้าใจผดว่าเป็นราก ท้งนีเ้ พราะ
 ํ       ิ        ั ี          ิ             ั
  ลาต้นเหล่านี้ ไม่มคลอโรฟีลล์ มีรากเลก ๆ งอกออกมา
   ํ                ี                 ็

  ซึ่งคล้ายกบรากแขนงที่แตกออกมาจากราก
            ั

  ลกษณะของลาต้นใต้ดนทแตกต่างจากราก คอมข้อ และ
   ั       ํ       ิ ี่             ื ี
  ปล้ องเห็นได้ ชัดเจนบางครั้งมีตาอยู่ด้วย
ต้นไม้ท่ ีมีลาต้นใต้ดนมักมีอายุยืน ในแต่ละปีจะส่ง
             ํ       ิ
หน่ อที่เป็ นส่ วนของลําต้ นหรื อกิ่งขึนมาเหนือพืนผิว
                                       ้         ้
ดิน เพื่อออกดอกและให้ ผล แล้ วส่ วนนีกตายไป
                                     ้็
เหลือแต่ ลาต้ นใต้ ดนเอาไว้ ลําต้ นใต้ ดนมีรูปร่ าง
          ํ         ิ                   ิ
แตกต่ างไปจากลําต้ นเหนือดิน ส่ วนใหญ่ ทาหน้ าที่
                                        ํ
สะสมอาหาร
ลําต้ นใต้ ดน สามารถจําแนกได้ 4 ชนิด
                  ิ
1. แง่ ง หรือเหง้ า หรือ ไรโซม (Rhizome) มกอย่ ู ั
ขนานกับผิวดิน มีข้อและปล้ องเห็นได้ ชัดเจน ตามข้อมใบ    ี
ทีเ่ ปลียนแปลงมาเป็ นสี นําตาล ใบนีไม่ มคลอโรฟิ ลล์
        ่                  ้         ้ ี
มกเรียกว่าใบเกลด ห่อห้ ุมตาเอาไว้ภายใน ตาเหล่านีอาจ
     ั             ็                                 ้
แตกแขนงเป็ นลําต้ นที่อยู่ใต้ ดนหรือ แตกเป็ นใบ เป็ นมัด
                                ิ
ขนมาเหนือดน ลาต้นชนิดนีถ้ามการสะสมอาหารไว้มาก
  ึ้           ิ ํ             ้ ี
ก็จะอวบอ้ วนขึน เช่ น ขมิน ขิง ข่ า พุทธรักษา หญ้ าคา
                ้            ้
หญ้าแพรก ต้นกล้วย
ลําต้ นใต้ ดนชนิด แง่ งหรือเหง้ า (Rhizome)
            ิ
ขมน
  ิ้   ลาต้นเป็นแง่ง หรือเหง้า หรือ ไรโซม
        ํ
       (Rhizome)

                                 ใบเกล็ด
ข่า




      ข้อ
2. ทเบอร์ (tuber) เป็นลาต้นใต้ดนสัน ๆ
      ู                     ํ        ิ ้
ประกอบด้ วย ข้ อและปล้ องประมาณ 3-4 ปล้ องเท่ านัน
                                                 ้
ไม่ มีใบเกล็ด
ลําต้ นมีอาหารสะสมทําให้ อวบอ้ วน มีตาอยู่โดยรอบซึ่ง
มักจะบุ๋มลงไป สามารถงอกต้ นใหม่ ชูขึนเหนือดินใน
                                       ้
บริเวณตานัน ได้แก่ มันฝร่ ั ง มันมือเสือ มันกลอย
             ้
ตา   มันฝรั่ง
มันมือเสื อ   มันกลอย
3. หวกลีบ หรือ บัลบ์ (bulb) เป็ นลําต้ นใต้ ดนที่ตัง
    ั                                        ิ ้
  ตรง อาจโผล่ พ้นดินขึนมาบ้ าง มีปล้ องสันมาก ตาม
                      ้                  ้
  ปล้ องมีใบเกล็ดซ้ อนกันหลายชันห่ อหุ้มลําต้ นเอาไว้
                               ้
  เห็นเป็ นหัวขึนมา ใบเกล็ดนีจะทําหน้ าที่สะสม
                ้            ้
  อาหาร ในขณะที่ลาต้ นไม่ มีอาหารสะสมอยู่
                 ํ
ยกตัวอย่ าง เช่ น เมื่อนําหัวหอมมาผ่ าตามยาว จะพบ
ใบเกล็ดเป็นชัน ๆ ชันนอกสุดเป็นแผ่นบาง ๆ
               ้       ้
เนื่องจากไม่ มีอาหารสะสม ชันถัดเข้ าไปมีอาหารสะสม
                              ้
จึงมีความหนากว่ าแผ่ นนอก
   ชันในสุดของลําต้ นเป็ นส่ วนยอด ถ้ าเอาหัวชนิดนีไป
     ้                                             ้
ปลูกส่ วนยอดจะงอกออกมาเป็ นใบสีเขียว ส่ วนล่ าง
ของลําต้ นมีรากเป็ นกระจุก เช่ น หอม กระเทียม
พลับพลึง ว่านส่ ีทศิ
ลําต้ นใต้ ดน ชนิดหัวกลีบหรือบลบ์ (Bulb)
            ิ                   ั
              แสดงใบเกลดเป็นช้ัน ๆ
                       ็
หอมแดง
กระเทียม
4. คอร์ ม (corm) เป็นลาต้นใต้ดนท่ ตังตรง
                          ํ        ิ ี ้
เช่ นเดียวกับบัลบ์ ลักษณะที่แตกต่ างกันคือเก็บอาหาร
ไว้ ในลําต้ นแทนที่จะเก็บไว้ ในใบเกล็ด ลาต้นจงมี
                                           ํ     ึ
ลักษณะอวบใหญ่ มีตาตามข้ อสามารถงอกเป็ นใบโผล่
ขนเหนือดน หรืออาจแตกเป็นลาต้นใต้ดนต่อไปได้
 ึ้          ิ                   ํ           ิ
ทางด้ านล่ างของลําต้ นมีรากฝอยเส้ นเล็กๆ จํานวน
มาก ตัวอย่ างเช่ น เผือก ซ่ อนกลิ่นฝรั่ ง (แกลดิโอลัส)
และ แห้ว เป็นต้น
ลําต้ นใต้ ดน ชนิดคอร์ ม (Corm)
            ิ
หวแกลดิโอลัส
 ั
เผอก
  ื
แห้ว
*****คอร์มต่างกบบัลบ์ ตรงที่ว่าบัลบ์ มีกลีบหว แต่คอร์มเป็ น
               ั                            ั
  โครงสร้ างลําต้ นที่มีเนือแน่ น มีข้อและปล้ องเห็นชัดเจน
                           ้
ความแตกต่างของราก และลาตน
                      ํ ้
สะสมอาหาร
จดทาโดย
          ั ํ
   นางสาวแอนนา ปัญโญ
      ตาแหน่ง ครูผู้ช่วย
       ํ
โรงเรียนนารีรัตน์จงหวดแพร่
                  ั ั


     Thank you

Stemแก้net

  • 1.
    2. โครงสร้ างและหน้าทีของลําต้ น ่
  • 2.
    จุดประสงค์ การเรียนรู้ เพือให้นักเรียนสามารถ ่ 1. สื บค้ นข้ อมูล ทดลอง อธิบาย และอภิปรายเกียวกับ ่ โครงสร้างและหน้าทของลาต้น ี่ ํ 2. สืบค้นข้อมูล ทดลอง และสรุปเกยวกบโครงสร้างภายใน ี่ ั ของลาต้นํ
  • 3.
    ลาต้น(stem) ํ เป็ นอวัยวะของพืชทีเ่ จริญมาจากส่ วนทีเ่ รียกว่ า Hypocotyl ของเมล็ด อยู่ถดขึนมาจากราก ซึ่งส่ วนใหญ่ ั ้ เจริญขึนมาเหนือดิน ตรงข้ ามกับแรงดึงดูดของโลก ้ (negative geotropism) แต่ กมลาต้ นบางชนิดที่ ็ ีํ เจริญอยู่ใต้ดน ิ
  • 4.
    ลาต้นมีลักษณะท่ ี ํ แตกต่ างจากราก คือ มีข้อ ปล้ อง ตา ซึ่งเป็ นที่เกิดของกิ่ง ใบ ดอก และผล
  • 5.
    ลําต้ น ประกอบด้วยส่ วนสํ าคัญ 2 ส่ วนคือ -ข้ อ (Node) ส่วนใหญ่มกมตา (Bud) ซึ่งจะเจริญไป ั ี เป็ น กิง ก้ าน ใบ หรือดอก โดยอาจเป็ นตายอด ่ (terminal bud) หรือตาข้าง(axillary bud)
  • 6.
    -ปล้ อง (Internode)ซึ่งอย่ ูระหว่างข้อ โดยในพชใบ ื เลียงเดียว จะเห็นข้ อและปล้ องชัดเจน เช่ น หญ้ า อ้ อย ้ ่ มะพร้ าว ไผ่ เป็ นต้ น พืชใบเลียงคู่ทเี่ ป็ นไม้ ล้มลุก จะเห็นข้ อและปล้ องได้ ชัดเจน ้ เช่ น ต้ นฟักทอง และผักบุ้ง รวมทั้งในขณะทีเ่ ป็ นต้ นอ่ อน หรือกิงอ่ อน แต่ เมือเจริญเติบโตเต็มที่ จะมีการสร้ าง ่ ่ Cork มาหุ้ม ทําให้ เห็นข้ อ และปล้ องไม่ ชัดเจน
  • 8.
    ข้ อ และปล้ องของลําต้ น
  • 9.
    หน้าทของลาต้น ่ี ํ 1. เป็ นแกนสําหรับพยุง (Support) กิงก้ าน ใบ ดอก และ ่ ผล ให้อย่ ูเหนือระดบผวดน และยงให้ได้รับแสงแดดมาก ั ิ ิ ั ทสุด เนื่องจากแสงแดดจําเป็นสําหรับกระบวนการสร้ าง ี่ อาหารของพืช จึงต้ องมีกระบวนการที่จะคลีใบ ให้ ได้ รับ ่ แสงแดดได้อย่างทัวถึง ่
  • 10.
    หน้าทของลาต้น(ต่ อ) ่ี ํ 2. เป็ นตัวกลางในการลําเลียง (Transport) นํา แร่ธาตุ ้ และอาหารส่ งผ่ านไปสู่ ส่วนต่ าง ๆ ของพืช คอ เมื่อลําต้ นได้ รับนํา และแร่ธาตุ ทีส่งมาจากรากแล้ ว ื ้ ่ ลาต้ นจะลําเลียงส่ งไปยังใบ และส่ วนอืน ๆ เมื่อใบ ํ ่ สั งเคราะห์ อาหาร โดยกระบวนการสั งเคราะห์ ด้วยแสง กจะส่ งผ่ านไปยังส่ วนต่ าง ๆ ของพืช เช่ นเดียวกัน ็
  • 11.
    นอกจากนีลาต้นของพชอกหลายชนิด ยงทาหน้าทพเิ ศษ ้ํ ื ี ั ํ ี่ ต่ างๆ อีก เช่ น • ลําต้ นสะสมอาหาร เป็ นลําต้ นทีทําหน้ าทีเ่ ป็ นแหล่ งเก็บ ่ สะสมอาหาร จะมลาต้นอย่ ูใต้ดน เช่น ขง ข่า ขมน เผอก ีํ ิ ิ ิ้ ื มันฝรั่ง เป็ นต้ น • ลําต้ นสั งเคราะห์ แสง พืชบางชนิดมีลาต้ นเป็ นสี เขียว ไว้ ํ สําหรับสร้างอาหาร โดยวธีการสังเคราะห์ด้วยแสง เช่น ิ กระบองเพชร พญาไร้ ใบ ผักบุ้ง เป็ นต้ น
  • 12.
    • ลาต้นขยายพนธ์ ุเช่น โหระพา พลูด่าง โกสน คุณนายตน ํ ั ื่ สาย ลีลาวดี เป็ นต้ น • ลําต้ นเปลียนไปเป็ นมือพัน เพือช่ วยพยุงคําจุนลําต้ น เช่ น ่ ่ ้ บวบ ตําลึง นําเต้ า เป็ นต้ น ้
  • 13.
    โครงสร้างของลาต้นจากปลายยอด ํ 1. เนือเยือเจริญส่ วนปลายยอด (apical shoot ้ ่ meristem) อยู่บริเวณปลายสุ ดของลําต้ น เนือเยือ ้ ่ บริเวณนีมีกลุ่มเซลล์ ทพฒนาไปเป็ นลําต้ น ใบ และ ตาตาม ้ ี่ ั ซอกหรือตาข้าง (axillary bud) โดยปกติ ตาตาม ซอกจะเจริญไปเป็ นกิง ่
  • 14.
    เนือเยือบริเวณปลายยอด ้ ่ leaf Young leaf primordium Apical meristem Young stem 14
  • 15.
    2. ใบเริ่มเกิด (leafprimordium) อย่ ูตรงด้านข้าง ของปลายยอด ส่ วนทีเ่ ป็ นขอบของความโค้ งของเนือเยือ ้ ่ เจริญปลายยอด ใบเริ่มเกิดนีจะเจริญพัฒนาไปเป็ นใบอ่ อน ้ บริเวณตรงกลางของโคนใบเริ่มเกิดจะเห็นเซลล์ ทจะเจริญไป ี่ เป็นเนือเยอท่อลาเลยงแยกจากลาต้นส่ ู ใบ ้ ื่ ํ ี ํ
  • 16.
  • 17.
    3. ใบอ่ อน(youngleaf) เป็ นใบทียงเจริญเติบโตไม่ ่ั เต็มที่ เซลล์ ของใบยังมีการเจริญเติบโต และเปลียนสภาพ ่ ต่ อไปอีก เพือเพิมความหนา และขนาดของใบ ระยะนีใบ ่ ่ ้ อ่ อนจะยังไม่ แผ่ กางออกเต็มที่ ตรงซอกใบอ่ อนจะเห็นตา ตามซอกเริ่มเกิด (axillary bud primodium) ซึ่งต่ อไปจะพัฒนาเป็ นตาตามซอก เมือใบทีรองรับอยู่น้ันได้ ่ ่ เจริญเต็มที่
  • 18.
    4. ลําต้ นอ่อน (Young stem) อย่ ูถัดจากตาแหน่งใบ ํ เริ่มเกิดลงมา(leaf primodium) ประกอบด้ วย เนือเยือทีเ่ ซลล์ ยงมีการแบ่ งเซลล์ และพัฒนาจนเป็ นเนือเยือ ้ ่ ั ้ ่ ทีเ่ จริญเต็มที่ ลําต้ นส่ วนใต้ ใบเริ่มเกิด เซลล์ บางบริเวณยัง เจริญไม่ เต็มที่ ได้ แก่ เอพเิ ดอร์มส เมือเป็ นลําต้ นระยะที่ ิ ่ เจริญเต็มที่ เนือเยือบริเวณต่ างๆ จะทําหน้ าทีเ่ ฉพาะได้ อย่ าง ้ ่ สมบูรณ์ ซึ่งจัดเป็ นการเจริญเติบโตปฐมภูมิ (primary growth)
  • 19.
    การเจริ ญของปลายยอดพืช แบ่งเป็น 3 บริ เวณ 1. เนือเยือเจริญส่ วนปลายยอด (apical shoot ้ ่ meristem) อยู่บริเวณปลายสุ ดของลําต้ น เนือเยือ ้ ่ บริเวณนีมีกลุ่มเซลล์ ทพฒนาไปเป็ นลําต้ น ใบ และ ตาตาม ้ ี่ ั ซอกหรือตาข้าง (axillary bud)
  • 20.
    2. บริเวณทีเ่ ซลล์มการยืดตัว(elongation zone) ี เป็ นบริเวณทีอยู่ใต้ เนือเยือเจริญบริเวณปลายยอดลงมา เป็ น ่ ้ ่ บริเวณทเี่ ซลล์มการขยายยดออกตามยาว จะมการ ี ื ี เปลียนแปลงไปจากเดิม เป็ น protoderm , ่ procambium, ground meristem เนือเย่อ ้ ื ทั้งหมดเรียกรวมกันว่ า primary meristem
  • 21.
    การเจริญของปลายยอดพืช บริเวณทีเ่ ซลล์ มการยืดตัว ี Differentiation zone and maturation
  • 22.
    3. maturation anddifferentiation zone เป็ นบริเวณที่เซลล์ มีการเจริญเติบโตเต็มที่ และ เปลี่ยนแปลงรู ปร่ าง เพื่อไปทําหน้ าที่เฉพาะ คือ เจริญ เป็ นเนือเยื่อถาวร ้ (permanent meristem) มี 2 ระยะ คือ
  • 23.
    - การเจริญระยะที่ 1(primary growth) มการเจริญเป็น ี เนือเยอถาวร ดงนี้ ้ ่ื ั protoderm epidermis procambium xylem, phloem cambium ground meristem cortex , pith - การเจริญระยะที่ 2 (secondary growth) cambium xylem, phloem (annual ring = วงปี )
  • 25.
    การเจริญเติบโตขั้นทีสองของลําต้ นพืชใบเลียงคู่ ่ ้ (secondary growth) เป็ นการเจริญเติบโตที่ต่อเนื่องจากการเติบโตระยะที่ 1 ซ่ึง เกียวข้ องกับการสร้ างเนือเยือลําเลียงของพืช เพิมมากขึน ่ ้ ่ ่ ้ เพือขยายขนาดทางด้ านข้ างของลําต้ น ทําให้ พชมีขนาด ่ ื ใหญ่ขน และอายุยนยาวขน ึ้ ื ึ้
  • 26.
    การเจริญเติบโตในระยะที่ 2 เร่ิมจากแคมเบยม ท่ อย่ ูระหว่าง ี ี โฟลเอ็ม และไซเลมระยะแรก มีการแบ่งเซลล์ ถ้าแคมเบียม ็ แบ่ งตัวไปทางด้ านในของลําต้ น ก็จะเกิดเป็ นไซเลมระยะท่ ี 2 ถ้าแคมเบยม แบ่ งเซลล์ เจริญเติบโตไปทางด้ านนอกของลําต้ น ี ก็จะเกิดเป็ นโฟลเอ็มระยะท่ ี 2 โดยอัตราการเปลี่ยนสภาพของ เซลล์ใน ไซเลมระยะท่ ี 2 จะเกดได้เร็วกว่า โฟลเอ็มระยะท่ ี 2 ิ จงทาให้ ไซเลมระยะท่ ี 2 มีปริมาณมากกว่า ึ ํ
  • 28.
    เมื่อพืชเจริญเติบโตครบ 1 ปีกลุ่มเนือเยื่อท่ อลําเลียง ้ (vascular cambium) ของพืช จะมีการแบ่ งเซลล์ เพิ่มขึนจํานวนมากน้ อย ต่ างกันในแต่ ละฤดู ขึนอยู่กับ ้ ้ ปริมาณนําและธาตุอาหาร เซลล์ ชันไซเล็มที่สร้ างขึน ้ ้ ้ ในฤดูฝน จะมีขนาดใหญ่ กว้ าง และมีสีจางมากกว่ าใน ฤดูแล้ ง ลักษณะเนือไม้ ท่ มีสีจาง และเข้ มสลับกัน เกิดเป็ นวง ้ ี เรี ยกว่ า วงปี (annual ring)
  • 31.
    วงปี (annual ring)คอ secondary xylem ื ทเี่ กดจากการแบ่งตวของแคมเบียม พบเฉพาะในพืชใบเลียง ิ ั ้ คู่เท่ านั้น โดยในแต่ ละปี 1 วงปี ประกอบด้ วย เนือไม้ 2 ้ ชนิด คอ ื • Spring wood เซลล์ มขนาดใหญ่ ผนังบาง สี จาง ี แถบกว้ าง เกิดในฤดูนํามาก (ฤดูฝน) การแบ่งเซลล์เกดขนได้ ้ ิ ึ้ มาก
  • 32.
    • Summer woodเซลล์ มีขนาดเล็ก ผนังหนา สี เข้ ม แถบแคบ เกิดในฤดูแล้ ง มีนําน้ อย การแบ่ ง ้ เซลล์ เกิดขึนได้ น้อย ้
  • 33.
    การเจริญระยะทุตยภูมิ (Secondary growth) ิ ของลาต้น แสดงวงปี (Annual ring) ํ Annual ring 12 (2° xylem) 3 Pith 33
  • 35.
    • ไซเล็มที่มีอายุมากจะมีสีเข้ มเนื่องจากมีการสะสม ของสารอาหารมาก ทําให้ อุดตันไม่ สามารถลําเลียงนํา ้ ต่อไปได้อีก เรียกบริเวณนีว่า แก่นไม้ (heart ้ wood) ซึ่งมีความแข็งแรงมากกว่ าส่ วนอื่น แก่ นไม้ นี ้ จะเพิ่มขึนเรื่ อยๆ ้ • ไซเล็มที่มีสีจางกว่ าจะอยู่รอบนอก เรี ยกว่ า กระพีไม้ ้ (sap wood) ซึ่งมีความหนาค่ อนข้ างคงที่
  • 36.
  • 38.
    • ทังกระพีไม้ และแก่ นไม้ รวมเรี ยกว่ า เนือไม้ (wood) ้ ้ ้ ซ่ งเป็นไซเล็มทงหมด หรือตังแต่ไซเล็มขันท่ ี 2 เข้ าไปข้ าง ึ ั้ ้ ้ ใน สําหรั บส่ วนที่อยู่ถัดจาก vascular cambium ออกมา ข้ างนอก เรี ยกว่ า เปลือกไม้ (bark) พบในลําต้ นที่มี อายุมาก โดยเอพิเดอร์ มสหลุดสลายไปนานแล้ ว เหลือ ิ แต่คอร์ ก ซึ่งเป็ นเนือเยื่อที่ประกอบด้ วยเซลล์ คอร์ก ที่ ้ มีซูเบอริน เป็ นส่ วนประกอบสําคัญของผนังเซลล์ และ คอร์ กแคมเบียม
  • 39.
    • จํานวนวงปีของพช สามารถนํามาใช้คาดคะเนอายุของพช ื ื ได้ ถ้ าจะให้ ใกล้ เคียงต้ องนับวงปี ทีโคนต้ น เพราะจํานวน ่ ของวงปีจะลดลงทางปลายยอด • พืชใบเลียงคู่เท่ านั้นทีมวงปี พืชใบเลียงเดียวจะไม่ มวงปี ้ ่ ี ้ ่ ี แม้จะสามารถขยายขนาดทางด้านข้างได้
  • 40.
  • 43.
    แก่นไม้ (heart wood)คือ ไซเล็มด้านท่ีอยในสุดของลา ู่ ํ ต้นที่มีอายุมากแล้วอุดตัน กระพีไม้ (sapwood) คือ ไซเล็มที่อยรอบนอกซ่ ึ งมีสีจาง ้ ู่ ่ กวาชั้นใน ทําหนาท่ีลาเลียงน้ า ้ ํ ํ เนือไม้ (wood) คือ เน้ือเยอไซเลมทั้งหมด (กระพีไม้ + ้ ่ื ้ แก่นไม้) เปลอกไม้ (bark) คือ ส่วนท่ีอยถดจากวาสคิวลาร์แคมเบียม ออกมา ื ู่ ั ประกอบด้วย เอพเิ ดอร์มิส คอร์เทกซ์ และโฟลเอม ส่ วนลําต้นที่อายุ ็ ่ื ั ็ มากๆ เน้ือเยอบางช้ นกตายไป ทาใหมี คอร์ก คอร์กแคมเบียม ํ ้ โฟลเอ็มขั้นที่ 2 ทําหน้าที่ลาเลียงอาหารได้ ํ
  • 44.
    เมือมีการเจริญเติบโตขั้นที่ 2 ในลําต้น มักพบลักษณะ ่ ของรอยแผลทเี่ กดขนตามลาต้น หรือรากของพช เรียกว่า ิ ึ้ ํ ื Lenticel (เลนทิเซล) รอยแผลเป็ นซึ่งเกิดขึนขณะที่พช ้ ื กาลงมการสร้างคอร์ก และสามารถให้ออกซิเจนผ่านเข้าทาง ํ ั ี ลําต้ นได้ รอยแผลทีเ่ กิดขึนสามารถพบได้ ตามลําต้ นหรือราก ้ ของพืช
  • 45.
    Lenticel (เลนทิเซล) Lenticel Cork ลําต้ นปี บ 45
  • 46.
    โครงสร้ างภายในของลําต้ น ลําต้นถือว่ าเป็ นอวัยวะส่ วนหนึ่งของพืช เช่ นเดียวกับราก ดังนั้นจึงมีเนือเยือชนิดต่ าง ๆ เช่ นเดียวกัน แต่ อาจแตกต่ าง ้ ่ กันในลักษณะการเรียงตัว อีกทั้งพืชใบเลียงเดียว และพชใบ ้ ่ ื เลียงคู่ยงมีโครงสร้ างภายในทีแตกต่ างกัน ้ ั ่
  • 47.
    โครงสร้ างภายในของลําต้ นตัดตามขวางระยะที่มีการเจริญเติบโตขันแรก ้ พืชใบเลียงคู่ ้ พืชใบเลียงเดี่ยว ้
  • 48.
    โครงสร้ างภายในของลําต้ นพืชใบเลียงคู่ ้ (ลาต้นอ่อน – ตดตามขวางหรือ cross section) ํ ั 1.epidermis อยู่ด้านนอกสุด ปกติมีอยู่เพียงแถว เดียวอาจเปลี่ยนแปลงเป็ นเซลล์ คุม (Guard cell) ขน หรือหนาม ด้านนอกของ เอพิเดอร์ มสิ จะมีควทิน เคลือบอยู่ ิ
  • 49.
    2. Cortex ชันคอร์เทกซ์ ของลําต้ นแคบกว่ าของราก ้ เซลล์ ในชันคอร์ เทกซ์ ส่ วนใหญ่ เป็ นเซลล์ พาเรงคิมา ้ เซลล์ บริ เวณด้ านนอก 2-3 แถว อยู่ตดกับ เอพิเดอร์ มส ิ ิ เป็ นเซลล์ คอลเลงคิมา ที่ช่วยให้ ลาต้ นมีความแข็งแรง ํ ขึน ในระยะที่ลาต้ นยังอ่ อนอยู่ พาเรงคิมา อาจมี ้ ํ คลอโรพลาสต์ ช่ วยในการสังเคราะห์ ด้วยแสง เรี ยกเซลล์ นีว่า คลอเรงคิมา(Chlorenchyma) ้
  • 50.
    เมื่อลําต้ นเจริญเติบโตมากยิ่งขึน เซลล์พาเรงคิมา หรือ ้ คอลเลงคมา ในชันคอร์ เทกซ์ จะแปรสภาพเป็ น ิ ้ คอร์กแคมเบียม (Cork cambium) ซึ่งจะแบ่ งตัว ตลอดเวลา ให้ คอร์ก หรื อ เฟลเลม (Phellem) ทางด้ านนอก เซลล์ เหล่ านีมีอายุสันมากและตายเร็ว และมี ้ ้ สารพวก ซูเบอริน หรือ ลิกนิน มาสะสม ทําให้ ชัน คอร์ก ้ หนาขึนแล้ วดันเอพิเดอร์ มส ให้ หลุดร่ วงไป ้ ิ
  • 51.
    ****การแตกกิ่ งของลําต้ นแตกมาจากชันคอร์ เทกซ์ ้ ชันคอร์ เทกซ์ นีสินสุดที่ เอนโดเดอร์มส ้ ้ ้ ิ ในลาต้นพชส่วนใหญ่จะเหน เอนโดเดอร์ มสได้ไม่ ํ ื ็ ิ ชัดเจนหรื ออาจจะไม่ มี ซึ่งต่ างจากรากที่เห็นได้ อย่ าง ชัดเจน
  • 52.
    3. stele (สตล)ในลําต้ นจะกว้ างมาก ไม่ สามารถแบ่ งแยกออก ี จากคอร์เทกซ์ ได้ชัดเจน ซ่ึงแตกต่างจากรากทแบ่งช้ัน เห็นได้ ่ี ชัดเจนกว่า มีส่วนประกอบต่ าง ๆ ดังนี้ 3.1 vascular bundle หรือมัดท่ อลําเลียง ประกอบด้ วย เนือเยือไซเล็มอยู่ด้านใน และโฟลเอมอยู่ด้านนอก มัดท่ อลําเลียงจะ ้ ่ ็ เรียงตัวอยู่ในแนวรัศมีเดียวกัน และเรียงอยู่รอบลําต้ นอย่ างมี ระเบียบ ระหว่ างเนือเยือทั้งสองชนิดมี วาสคิวลาร์แคมเบียมคันอยู่ ้ ่ ่ ตรงกลาง
  • 53.
    3.2 vascular rayเป็ นพาเรงคิมาที่อยู่ระหว่ าง กลุ่มท่ อลําเลียง ที่กลุ่มท่ อลําเลียงเรี ยงตัวเป็ นวง เชื่อมต่ อระหว่ างคอร์ เทกซ์ และพิธ 3.3 pith เป็ นเนือเยื่อชันในสุดของลําต้ น เนือเยื่อ ้ ้ ้ ส่ วนนีคือ พาเรงคิมา ทําหน้ าที่สะสมอาหารพวก ้ แปงหรือสารอ่ ืน ๆ เช่น ลิกนิน ผลึกแทนนิน ้ (Tannin) เป็ นต้ น
  • 55.
    X-section ลําต้ นหมอน้อย (พชใบ ื Chlorenchyma เลยงคู่) ี้ Trichome (hair) Collenchyma Epidermis Cortex Phloem Pith Phloem Xylem fiber Parenchyma 55
  • 56.
    โครงสร้ างภายในของลําต้ นพืชใบเลียงเดียว ้ ่ ลําต้ นพืชใบเลียงเดี่ยว ส่ วนใหญ่ มีการเจริญเติบโต ้ ขันต้น (Primary growth)เท่ านัน มีเนือเยื่อชัน ้ ้ ้ ้ ต่ าง ๆ เช่ นเดียวกับลําต้ นพืชใบเลียงคู่ ้ คือ มีชันเอพิเดอร์ มส คอร์ เทกซ์ และ สตีล ้ ิ ต่ างกันที่มัดท่ อลําเลียง
  • 57.
    กลุ่มของเนือเยือลําเลียงของพืชใบเลียงเดียว (vascular ้ ่ ้ ่ bundle) รวมกันเป็ นกลุ่ม ๆ ซึ่งจะกระจายอยู่ทุกส่ วนของ ลําต้ น ประกอบด้ วย ส่ วนของ xylem, phloem จะเรียงตัวกันมองคล้ ายๆ ใบหน้ า คน มีส่วนของ vessel อยู่บริเวณคล้ายดวงตา ส่ วน phloem อยู่บริเวณคล้ายหน้าผาก xylem และ phloem จะถูกล้ อมรอบด้ วยเนือเยือ parenchyma หรือ ้ ่ อาจเป็ น sclerenchyma และเรียกเซลล์ ทมาล้ อมรอบนี้ ี่ ว่า bundle sheath
  • 58.
  • 59.
    มัดท่ อลําเลียงของพืชใบเลียงเดียว ไม่มเี นือเยือเจริญ ้ ่ ้ ่ ด้านข้างหรือ แคมเบียม จึงมักจะเจริญทางด้ านสู ง มากกว่า เพราะมเี นือเยอเจริญเหนือข้อ และปล้อง ้ ื่ ทาให้ยดยาวได้ดกว่า ํ ื ี พืชบางชนิดเนือเยือตรงกลางจะสลายไปเป็ นช่ องกลวง ้ ่ ภายในของลําต้ น เรียกว่ า ช่ องพิธ (Pith cavity) เช่ น ในลําต้ นของต้ นไผ่ หญ้ า เป็ นต้ น แต่ บริเวณข้ อ ยงคงมพธ (pith) อย่ ู ั ี ิ
  • 60.
    พืชใบเลียงเดียวบางชนิด เช่ นจันทน์ ผา หมากผู้หมากเมีย ้ ่ พืชตระกูลปาล์ ม เป็ นต้ น จะมีแคมเบียม เป็ นเนือเยือเจริญ ้ ่ คล้ ายลําต้ นพืชใบเลียงคู่ ทําให้ เจริญเติบโตทางด้ านข้ างได้ ้ และสามารถสร้าง คอร์ กได้ เมือมีอายุมากขึน ่ ้
  • 61.
  • 63.
    ลําต้ นพืชใบเลียงเดี่ยว ้ 1.วาสควลาร์ บันเดิล ิ 3. ชัน คอร์เทกซ์บางๆ ้ กระจัดกระจายทั่วลําต้ น ไม่ มีการรวมตัวเป็ น 2. ส่ วนใหญ่ ไม่ มีแคมเบียม เปลือกไม้ ระหว่ างโฟลเอ็มและไซเลม 4. ส่วนใหญ่ไม่มีการ สร้ างไม้ เนือแข็ง และ ้ จงไม่เพ่ มขนาดทาง ึ ิ กลางลําต้ น อาจกลวง ด้ านข้ างมีแต่ การเพิ่ม ความสูง
  • 64.
    • ลําต้ นพืชใบเลียงคู่ ้ 1. วาสควลาร์ บันเดิล เรี ยง ิ โฟลเอ็มท่ มีอายุ ี เป็ นระเบียบในแนวรั ศมี กลายเป็ นเปลือกไม้ 2. มีแคมเบียมระหว่ าง 4. เมื่อพืชอายุมากขึน้ โฟลเอ็ม และไซเลม จงมี ึ ไซเลมที่มีอายุมากจะถูก การเจริญเติบโตขันที่ 2้ ดันเข้ าไปข้ างใน ทําให้ ลาต้ นอ้ วนขึน ํ ้ กลายเป็ นไม้ เนือแข็ง ้ 3. ชันคอร์ เทกซ์รวมกับ ้
  • 65.
    ชนิดของลาต้น ํ ปกติลาต้ นจะขึนตั้งตรงเหนือพืนดิน พืชหลายชนิดใช้ ลาต้ น ํ ้ ้ ํ พันหลักหรือเลือยไปตามดิน บางชนิดลําต้ นอาจเจริญอยู่ ้ ใต้ ดน ดังนั้นจึงมีการแบ่ งชนิดของลําต้ น ออกเป็ น 2 พวก ิ ใหญ่ ๆ คือ ลําต้ นเหนือดิน (Terrestrial stem) และลาต้นใต้ดน (Underground stem) ํ ิ
  • 66.
    ลาต้นเหนือดน เป็ นลําต้นทีปรากฏอยู่เหนือพืนดินทัว ๆ ไป ํ ิ ่ ้ ่ ของต้ นไม้ ต่าง ๆ จําแนกตามลกษณะของลาต้น ั ํ ได้ เป็ น 3 ชนิด 1. ต้นไม้ใหญ่(tree) หรือไม้ ยนต้ น ื 2. ต้ นไม้ พ่ ม (shrub) ุ 3. ต้ นไม้ ล้มลุก (herb) ทั้งทีเ่ ป็ นไม้ เนือแข็ง และไม้ เนืออ่ อน ้ ้
  • 67.
    ลําต้ นเหนือดิน (Terrestrialstem) ไมยนตน (tree) ้ื ้ ้ ุ่ ไมพม (shrub) ไมลมลุก (herb) ้้
  • 68.
    ลําต้ นเหนือดินของพืชหลายชนิด อาจเปลียนแปลงรูปร่ าง เพือทํา ่ ่ หน้าทพเิ ศษซ่ึงต่างไปจากเดม จาแนกออกเป็นชนิดต่าง ๆ ดงนี้ ่ี ิ ํ ั 1.ลาต้นเลือยขนานไปกับผิวดน หรือผิวนํา ํ ้ ิ ้ (Prostrate หรื อ Creeping stem) ส่วนใหญ่ ของพืชพวกนีมีลาต้ นอ่ อน ตังตรงไม่ ได้ จึงต้ องเลือย ้ ํ ้ ้ ขนานไปกับผิวดน เช่น ผักบ้ ุง หญ้า แตงโม บัวบก ิ ผักกระเฉด ผักตบชวา สตรอเบอรี่ เป็ นต้ น
  • 69.
    บริเวณข้ อมีรากแตกเป็ นแขนงออกมาแล้ วปั กลงดิน เพื่อยึดลําต้ นให้ ตดแน่ นกับที่ มีการแตกแขนงลําต้ น ิ ออกจากตาบริเวณที่เป็ นข้ อ ทําให้ มีลาต้ นแตกแขนง ํ ออกไป ซึ่งเป็ นการแพร่ พนธุ์วธีหนึ่ง แขนงที่แตก ั ิ ออกมาเลือยขนานไปกับผิวดินหรื อนํานี ้ เรี ยกว่ า ้ ้ สโตลอน(Stolon) หรื อรั นเนอร์ (Runner) - ไหล
  • 70.
  • 71.
    ลาต้นชนิดครีพพง สเตม ํ ิ ็ ผักตบชวา (creeping stem
  • 74.
  • 75.
  • 76.
    2. ลําต้ นเลือยขึนสูง (Climbing stem หรือ ้ ้ Climber) พืชพวกนีมลาต้ นอ่ อนเช่ นเดียวกับพวกแรก ้ ีํ แต่ ไต่ ขนสู ง โดยขึนไปตามหลักหรือต้ นไม้ ทอยู่ตดกัน ึ้ ้ ี่ ิ - ใช้ ลาต้ นพันหลักเป็ นเกลียวขึนไป (Twining stem ํ ้ หรือ Twiner) การพันอาจเวียนซ้ าย หรือเวียนขวา เช่ น ต้ นถั่วฝักยาว ฝอยทอง เถาวัลย์ ชนิดต่ าง ๆ ผักบุ้งฝรั่ง บอระเพ็ด
  • 77.
  • 78.
    ต้ นถัวฝักยาว ่ บอระเพ็ด
  • 79.
  • 80.
    - ลาต้นเปล่ ียนเป็นมือเกาะ(Stem tendril หรื อ ํ Tendril climber) โดยส่ วนที่เป็ นมือเกาะเจริญมา จากตาข้างหรือตายอด มือเกาะจะบดเป็นเกลียวคล้ายสปริง ิ เพ่ อให้มีการยดหย่ ุน เม่ ือลมพดผ่านมือเกาะจะยดหดได้ ื ื ั ื ตัวอย่ างเช่ น ต้ นบวบ นําเต้ า ฟั กทอง องุ่น แตงกวา ตําลึง ้ พวงชมพู กะทกรก ลัดดา ลินมังกร เสาวรส โคกกระออม ้ เป็ นต้ น (บางครัง Tendril อาจเกดจากใบท่ เปล่ ียนแปลง ้ ิ ี ไป จะทราบจากการสังเกต เช่น ใบถ่ ัวลันเตา บริเวณปลาย ใบเปลี่ยนไปเป็ นมือเกาะ)
  • 82.
  • 83.
  • 84.
  • 86.
    - ใช้ รากพัน(Root climber) เป็นลาต้นทไต่ขนสูง โดยงอกรากออกมาบริเวณข้อยดกบ ํ ี่ ึ ้ ึ ั หลักหรือต้ นไม้ ต้นอืน ตัวอย่ างเช่ น ต้ นพลู พลูด่าง พริกไทย ่ รากพชเหล่านีหากยดตดกบต้นไม้ จะไม่แทงรากเข้าไปในลา ื ้ ึ ิ ั ํ ต้ นของพืชทีเ่ กาะ ไม่ เหมือนพวกกาฝากหรือฝอยทองซึ่งเป็ น พืชปรสิ ตที่แทงรากเข้ าไปในมัดท่ อลําเลียงของพืชที่เกาะ
  • 87.
  • 88.
  • 89.
  • 90.
    - ลําต้ นเปลี่ยนเป็นหนาม (Stem spine หรื อ Stem thorn) ทําหน้ าที่ปองกันอันตราย เช่ น ้ หนามของต้ นเฟื่ องฟา หรื อตรุ ษจีน มะนาว มะกรูด ้ ส้ มชนิดต่ าง ๆ ซ่ งเกดจากตาตามซอกใบ(ตาข้ าง) ึ ิ ติดกับลําต้ นไม่ สามารถปลิดออกได้
  • 91.
    หนามมะกรูด เฟื่ องฟ้ า
  • 92.
    ส่วนต้นกระดังงา และการะเวก มีขอเกี่ยว(Hook)ที่ เปลี่ยนแปลงมาจากลําต้ น แล้ วยังมีดอกออกมาจาก ขอเกี่ยวได้ ด้วย บางทีเรี ยกลําต้ นชนิดนีว่า สแครม ้ เบลอร์ (Scrambler) เพื่อใช้ ในการไต่ ขนที่สูงึ้ ส่วนหนามกุหลาบเกดจากผิวนอก(prickle) ิ ของลําต้ นงอกออกมาเป็ นหนาม ซึ่งสามารถปลิด ออกมาได้
  • 93.
    การะเวก กระดังงา
  • 95.
    3. ลําต้ นทีเ่ปลียนแปลงไปมีลกษณะคล้ ายใบ ่ ั • ฟี ลโลเคลด (phylloclade) เป็นลาต้นท่ มี ํ ี ลักษณะแบน จนกระทั่งคล้ ายกับลักษณะของใบ ในพชท่ ว ๆ ไป ลําต้ นแบบนีปกติ จะทําหน้ าที่ของใบ ื ั ้ ด้ วย คือ สังเคราะห์ แสง ดังนันพืชที่มีลาต้ นแบบนีจง ้ ํ ้ึ ไม่ มีใบหรื อมีกเล็กมาก เช่ น กระบองเพชร พญาไร้ ใบ ็
  • 96.
  • 98.
  • 99.
    • แคลโดฟี ลล์(cladophyll) หรื อ แคลโดด (cladode) เป็นลาต้นท่ เปล่ ียนไปมีลักษณะคล้าย ํ ี ใบเช่ นเดียวกันกับฟี ลโลเคลด แต่ มักใช้ กับกิ่งก้ านที่ เป็ นเส้ นเรี ยวเล็ก ทําหน้ าที่แทนใบโดยมีสีเขียว สามารถสังเคราะห์ แสงได้ เช่ น หน่ อไม้ ฝรั่ ง สน ประดิพทธ์ โปร่ งฟา ั ้
  • 100.
  • 101.
    สนประดิพทธ์ ั โปร่งฟา ้
  • 102.
    ลาต้นใต้ดน (underground stem) ํ ิ ลาต้นใต้ดนบางชนิดมกมผ้ ูเข้าใจผดว่าเป็นราก ท้งนีเ้ พราะ ํ ิ ั ี ิ ั ลาต้นเหล่านี้ ไม่มคลอโรฟีลล์ มีรากเลก ๆ งอกออกมา ํ ี ็ ซึ่งคล้ายกบรากแขนงที่แตกออกมาจากราก ั ลกษณะของลาต้นใต้ดนทแตกต่างจากราก คอมข้อ และ ั ํ ิ ี่ ื ี ปล้ องเห็นได้ ชัดเจนบางครั้งมีตาอยู่ด้วย
  • 103.
    ต้นไม้ท่ ีมีลาต้นใต้ดนมักมีอายุยืน ในแต่ละปีจะส่ง ํ ิ หน่ อที่เป็ นส่ วนของลําต้ นหรื อกิ่งขึนมาเหนือพืนผิว ้ ้ ดิน เพื่อออกดอกและให้ ผล แล้ วส่ วนนีกตายไป ้็ เหลือแต่ ลาต้ นใต้ ดนเอาไว้ ลําต้ นใต้ ดนมีรูปร่ าง ํ ิ ิ แตกต่ างไปจากลําต้ นเหนือดิน ส่ วนใหญ่ ทาหน้ าที่ ํ สะสมอาหาร
  • 104.
    ลําต้ นใต้ ดนสามารถจําแนกได้ 4 ชนิด ิ 1. แง่ ง หรือเหง้ า หรือ ไรโซม (Rhizome) มกอย่ ู ั ขนานกับผิวดิน มีข้อและปล้ องเห็นได้ ชัดเจน ตามข้อมใบ ี ทีเ่ ปลียนแปลงมาเป็ นสี นําตาล ใบนีไม่ มคลอโรฟิ ลล์ ่ ้ ้ ี มกเรียกว่าใบเกลด ห่อห้ ุมตาเอาไว้ภายใน ตาเหล่านีอาจ ั ็ ้ แตกแขนงเป็ นลําต้ นที่อยู่ใต้ ดนหรือ แตกเป็ นใบ เป็ นมัด ิ ขนมาเหนือดน ลาต้นชนิดนีถ้ามการสะสมอาหารไว้มาก ึ้ ิ ํ ้ ี ก็จะอวบอ้ วนขึน เช่ น ขมิน ขิง ข่ า พุทธรักษา หญ้ าคา ้ ้ หญ้าแพรก ต้นกล้วย
  • 105.
    ลําต้ นใต้ ดนชนิดแง่ งหรือเหง้ า (Rhizome) ิ
  • 106.
    ขมน ิ้ ลาต้นเป็นแง่ง หรือเหง้า หรือ ไรโซม ํ (Rhizome) ใบเกล็ด
  • 107.
    ข่า ข้อ
  • 108.
    2. ทเบอร์ (tuber)เป็นลาต้นใต้ดนสัน ๆ ู ํ ิ ้ ประกอบด้ วย ข้ อและปล้ องประมาณ 3-4 ปล้ องเท่ านัน ้ ไม่ มีใบเกล็ด ลําต้ นมีอาหารสะสมทําให้ อวบอ้ วน มีตาอยู่โดยรอบซึ่ง มักจะบุ๋มลงไป สามารถงอกต้ นใหม่ ชูขึนเหนือดินใน ้ บริเวณตานัน ได้แก่ มันฝร่ ั ง มันมือเสือ มันกลอย ้
  • 110.
    ตา มันฝรั่ง
  • 111.
    มันมือเสื อ มันกลอย
  • 112.
    3. หวกลีบ หรือบัลบ์ (bulb) เป็ นลําต้ นใต้ ดนที่ตัง ั ิ ้ ตรง อาจโผล่ พ้นดินขึนมาบ้ าง มีปล้ องสันมาก ตาม ้ ้ ปล้ องมีใบเกล็ดซ้ อนกันหลายชันห่ อหุ้มลําต้ นเอาไว้ ้ เห็นเป็ นหัวขึนมา ใบเกล็ดนีจะทําหน้ าที่สะสม ้ ้ อาหาร ในขณะที่ลาต้ นไม่ มีอาหารสะสมอยู่ ํ
  • 113.
    ยกตัวอย่ าง เช่น เมื่อนําหัวหอมมาผ่ าตามยาว จะพบ ใบเกล็ดเป็นชัน ๆ ชันนอกสุดเป็นแผ่นบาง ๆ ้ ้ เนื่องจากไม่ มีอาหารสะสม ชันถัดเข้ าไปมีอาหารสะสม ้ จึงมีความหนากว่ าแผ่ นนอก ชันในสุดของลําต้ นเป็ นส่ วนยอด ถ้ าเอาหัวชนิดนีไป ้ ้ ปลูกส่ วนยอดจะงอกออกมาเป็ นใบสีเขียว ส่ วนล่ าง ของลําต้ นมีรากเป็ นกระจุก เช่ น หอม กระเทียม พลับพลึง ว่านส่ ีทศิ
  • 114.
    ลําต้ นใต้ ดนชนิดหัวกลีบหรือบลบ์ (Bulb) ิ ั แสดงใบเกลดเป็นช้ัน ๆ ็
  • 116.
  • 117.
  • 119.
    4. คอร์ ม(corm) เป็นลาต้นใต้ดนท่ ตังตรง ํ ิ ี ้ เช่ นเดียวกับบัลบ์ ลักษณะที่แตกต่ างกันคือเก็บอาหาร ไว้ ในลําต้ นแทนที่จะเก็บไว้ ในใบเกล็ด ลาต้นจงมี ํ ึ ลักษณะอวบใหญ่ มีตาตามข้ อสามารถงอกเป็ นใบโผล่ ขนเหนือดน หรืออาจแตกเป็นลาต้นใต้ดนต่อไปได้ ึ้ ิ ํ ิ ทางด้ านล่ างของลําต้ นมีรากฝอยเส้ นเล็กๆ จํานวน มาก ตัวอย่ างเช่ น เผือก ซ่ อนกลิ่นฝรั่ ง (แกลดิโอลัส) และ แห้ว เป็นต้น
  • 120.
    ลําต้ นใต้ ดนชนิดคอร์ ม (Corm) ิ
  • 122.
  • 123.
  • 124.
  • 125.
    *****คอร์มต่างกบบัลบ์ ตรงที่ว่าบัลบ์ มีกลีบหวแต่คอร์มเป็ น ั ั โครงสร้ างลําต้ นที่มีเนือแน่ น มีข้อและปล้ องเห็นชัดเจน ้
  • 126.
  • 127.
    จดทาโดย ั ํ นางสาวแอนนา ปัญโญ ตาแหน่ง ครูผู้ช่วย ํ โรงเรียนนารีรัตน์จงหวดแพร่ ั ั Thank you