ระบบนิเวศ  ( ecosystem ) ครูนุชนารถ  เมืองกรุง
ระบบนิเวศ  ( ecosystem ) หมายถึง ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในแหล่งที่อยู่อาศัย ณ ที่ใดที่หนึ่ง ความสัมพันธ์มี  2   ลักษณะ คือ  ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิตและระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตด้วยกันเองโดยมีการถ่ายทอดพลังงานและสารอาหารในบริเวณนั้นๆสู่สิ่งแวดล้อม
ประชากร  ( Population)  หมายถึง สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่เป็นชนิดเดียวกัน อาศัยอยู่ในแหล่งที่อยู่เดียวกัน ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง กลุ่มสิ่งมีชีวิต  ( Community)  หมายถึง สิ่งมีชีวิตต่างๆ หลายชนิด มาอาศัยอยู่รวมกันในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง โดยสิ่งมีชีวิตนั้นๆ มีความสัมพันธ์กัน โดยตรงหรือโดยทางอ้อม โลกของสิ่งมีชีวิต  ( Biosphere)   หมายถึง ระบบนิเวศหลายๆ ระบบนิเวศมารวมกัน
แหล่งที่อยู่  ( Habitat)  หมายถึง บริเวณ เป็นแหล่งของสิ่งมีชีวิต เช่น บ้าน สระน้ำ  ลำไส้เล็ก ดิน น้ำ ต้นไม้ สิ่งแวดล้อม  ( Environment)  หมายถึง 1.  สิ่งที่มีผลต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต ทำให้สิ่งมีชีวิตเจริญเติบโตหรือ ดำรงชีวิตได้ดีหรือไม่ 2.  สิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเรา ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต
1.  ส่วนประกอบที่ไม่มีชีวิต  ( abiotic component ) -  อนินทรียสาร ได้แก่ ไนโตรเจน คาร์บอนไดออกไซด์  -  อินทรียสาร ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน  -  สภาพแวดล้อมทางกายภาพ ได้แก่ อุณหภูมิ แสง  pH   ความเค็มความชื้น  โครงสร้างของระบบนิเวศ
2.  ส่วนประกอบที่มีชีวิต  ( biotic component)  -  ผู้ผลิต  ( producer)  -  ผู้บริโภค  ( consumer)  กินพืช  ( herbivore)   เช่น วัว ควาย  กินสัตว์  ( carnivore)   เช่น เสือ สุนัข  กินซากพืชซากสัตว์  ( Scavenger)   เช่น นกแร้ง ไส้เดือนดิน  กินทั้งพืช และสัตว์  ( omnivore)  เช่น มนุษย์  -  ผู้ย่อยสลาย  ( decompser)
ระบบนิเวศแบ่งออกเป็น  4  ชนิด  1.  ระบบนิเวศแหล่งน้ำจืด  ( Fresh  water  ecosystem )  2.  ระบบนิเวศทางทะเล   (Marine ecosystem)  3.  ระบบนิเวศป่าชายเลน   (Mangrove  forest ecosystem) 4.  ระบบนิเวศป่าไม้   (Forest  ecosystem)  
1.  ระบบนิเวศแหล่งน้ำจืด ความสำคัญ   -  เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ และพืชน้ำ -  เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของมนุษย์และสัตว์ต่างๆ -  เป็นแหล่งที่ให้น้ำในการอุปโภค บริโภค และทำการเกษตร
1.2  ตัวอย่างสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำจืด -  พืช เช่น จอก สาหร่าย แหน  -  สัตว์ เช่น หอย ปลาต่างๆ กุ้ง ระบบนิเวศแหล่งน้ำจืด มี  2  ระบบ คือ ก .  ชุมชนในแหล่งน้ำนิ่ง เช่น หนอง สระน้ำ ข .  ชุมชนในแหล่งน้ำไหล  เช่น แม่น้ำ  กว๊าน คลอง
2.  ระบบนิเวศทางทะเล ความสำคัญ  -  เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุด สิ่งมีชีวิตในทะเล -  แพลงก์ตอน สาหร่าย ปลาต่างๆ เต่า หมึก ปลาวาฬ ปลาโลมาฟองน้ำ ปะการัง ฯลฯ
ระบบนิเวศในทะเลมี  3  ชุมนุม -  ชุมชนหาดทราย -  ชุมชนหาดหิน   -  ชุมชนแนวปะการัง
3.  ระบบนิเวศป่าชายเลน ความสำคัญ -  เป็นแหล่งอาศัยและขยายพันธุ์สัตว์น้ำ -  เป็นแหล่งพันธุ์ไม้ต่างๆ  -  เป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์   -  เป็นฉากกำบังลม ป้องกันการชะล้างที่รุนแรงที่เกิดจากลมมรสุม
สิ่งมีชีวิตที่อาศัยตามชายฝั่งป่าชายเลน พืช ได้แก่ โกงกาง แสมดำ ตีนเป็ดทะเล ลำพู    สัตว์ที่อยู่ตามรากพืช เช่น ปู หอยต่างๆ ปลาตีน ปูเสฉวน ปูแสม  ก้ามดาบ  ได้แก่ ไส้เดือนทะเล หอยฝาเดียว
ความสำคัญ -  แหล่งรวมพันธุ์ไม้และสัตว์ป่าต่างๆ  -  ช่วยกำบังลมพายุ  -  แหล่งต้นน้ำลำธาร ทำให้ฝนตกตามฤดูกาล -  ช่วยควบคุมอุณหภูมิบนโลก  -  ช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวดิน   4.  ระบบนิเวศป่าไม้
1.  ป่าไม่ผลัดใบ ป่าพรุ   ( Freshwater swamp forest)  พบตามที่ลุ่มในภาคใต้ เป็นป่าที่มีน้ำจืดขังอยู่ตลอดปี และน้ำมีความเป็นกรดสูง ลักษณะของป่าแน่นทึบ พันธุ์ไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้ขนาดเล็ก เช่น หวาย หมากแดง ป่าพรุที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดคือ พรุโต๊ะแดง จ . นราธิวาส
ป่าสนเขา   ( Coniferous Forest Biomes)  พบในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นป่าเขียวตลอดปี ประกอบด้วยพืชพรรณพวกที่มีใบเรียวเล็ก เรียวยาว ไม่มีการผลัดใบ เช่น สนสองใบ สนสามใบ
ป่าดิบชื้น   ( Tropical Rain Forest Biomes)  พบมากทางภาคใต้เป็นป่าที่มีฝนตกตลอดปี  มีอุณหภูมิและความชื้นพอเหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช พันธุ์ไม้ที่พบ ได้แก่ ไม้ยาง ไม้ตะเคียน บริเวณพื้นดินเป็นพวกเฟิร์น หวาย ไม้ไผ่และเถาวัลย์
ป่าดิบแล้ง  ( dry evergreen forest)   พบในบริเวณที่ราบและหุบเขาทั่วไป อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล  100-500   เมตร ฝนตกน้อยกว่าป่าดิบชื้น มีพรรณไม้หลัก เช่น ยางนา พะยอม สัตตบรรณ มะค่า พลอง ผิวดิน พวกปาล์ม หวาย ขิง ข่า
ป่าดิบเขา  ( hill evergreen )  พบทางภาคเหนือเป็นป่าที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่  1,000   เมตรขึ้นไป ฝนตกมากใกล้เคียงกับป่าดิบแล้ง มีพรรณไม้หลักเฉพาะที่ เช่น นางพญาเสือโคร่ง สนสามพันปี สนแผง กุหลาบป่า มีไลเคน มอส และตะไคร่น้ำเกาะอยู่ พืชชั้นล่างเป็นกูด เฟิร์น และไผ่
ป่าชายเลน  ( mangrove forest)   เป็นป่าตามชายฝั่งที่น้ำทะเลท่วมถึง มีพืชพรรณน้อยชนิด พรรณไม้หลัก คือ โกงกางใบเล็ก และโกงกางใบใหญ่ แสม ฝาด ลำพู
2.  ป่าผลัดใบ ป่าเบญจพรรณ  ( mixed deciduous forest)   พบทั่วประเทศตามที่ราบและเนินเขา ฝนตกไม่มากนัก มีฤดูแล้งยาวนาน พรรณไม้ที่พบมีวงปีเด่นชัด ที่พบมาก ได้แก่ สัก แดง ประดู่ มะค่าโมง พยุง ชิงชัน พี้จั่น ฯลฯ พืชชั้นล่าง คือ ไผ่หลายชนิด
ป่าเต็ง  -  รัง  ( dry deciduous dipterocarp forest)   พบทั่วไปเช่นเดียวกับป่าเบญจพรรณ แต่แห้งแล้งกว่าเนื่องจากดินอุ้มน้ำน้อย พรรณไม้มักทนแล้ง และทนไฟ เช่น เต็ง รัง เหียง พลวง กราด มะขามป้อม มะกอก ผักหวาน พืชชั้นล่างเป็นหญ้า ไผ่เพ็ก ปรง กระเจียว เปราะ
ความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพกับสิ่งมีชีวิต 1.  แสง  (light)  2.  อุณหภูมิ  ( Temperature)   3.  ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซออกซิเจน  4.   แร่ธาตุต่าง ๆ   ( Biogenic salt )   5.  ความชื้น  6. กระแสน้ำและกระแสลม
ปัจจัยทางชีวภาพ  1.  ผู้ผลิต  ( Producer)  2.   ผู้บริโภค  ( Cunsumer)  3.  ผู้ย่อยสลาย  ( decompser)
ห่วงโซ่อาหาร  ( Food chain)
สายใยอาหาร  ( Food web)
การถ่ายทอดพลังงาน ในห่วงโซ่อาหาร  แบ่งได้  3  ประเภท 1.  พีรามิดจำนวนของสิ่งมีชีวิต  ( pyramid of number)
2.  พีรามิดมวลของสิ่งมีชีวิต  ( pyramid of mass)
3.  พีรามิดพลังงาน  (  pyramid of energy)
ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างชนิดในระบบนิเวศเดียวกัน   (Interspecific interaction) แบ่งเป็น  3  รูปแบบ คือ 1)  แบบพึ่งพาอาศัยกัน   (Symbiosis :  +, +  , +,  0)  2)  แบบปฏิปักษ์ต่อกัน  ( Antagonism : +, -  ,  -  ,  -)  3)  แบบเป็นกลางต่อกัน  ( Neutralism : 0 , 0)
1.  แบบพึ่งพาอาศัยกัน   (Symbiosis)   1.1  ภาวะพึ่งพา  ( Mutualism : +,+)   -  โพรโทซัวในลำไส้ปลวก  -  แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ของมนุษย์  แบคทีเรียในปมรากพืชตระกูลถั่ว ไฮดรากับสาหร่ายสีเขียว
ไรโซเบียมกับปมรากถั่ว
1.2  ภาวะใด้ประโยชน์ร่วมกัน  ( Protocooperation : + ,+ )  -  แมลงกับดอกไม้   -  ปูเสฉวนกับดอกไม้ทะเล  -  นกเอี้ยงกับควาย   ม้าลายกับนกกระจอกเทศ  มดดำกับเพลี้ย นกกับจระเข้  ตัวกะปิกับมดแดง
1.3  ภาวะอิงอาศัยหรือภาวะเกื้อกูล  ( Commensalism : + , 0  -  ปลาฉลามกับเหาฉลาม   -  พืชอิงอาศัย  ( epiphyte)  บนต้นไม้ใหญ่  -  นก ต่อ แตน ผึ้ง ทำรังบนต้นไม้
เหาฉลามเกาะไปกับร่างกายของฉลามเพื่อกินเศษอาหาร ภาพจาก  www.geology.wmich.edu/ kominz/otln16.htm
กล้วยไม้  เถาวัลย์ อาศัยบนต้นไม้ใหญ่ พวกมันไม่ได้ดูดอาหารจากต้นไม้ แต่อาศัยความสูงของต้นไม้เพื่อให้ได้รับแสงแดดเท่านั้น ภาพจาก   http :// www . thungyai . org / thai / resources / orchid . htm
เถาวัลย์ อาศัยบนต้นไม้ใหญ่ พวกมันไม่ได้ดูดอาหารจากต้นไม้ แต่อาศัยความสูงของต้นไม้เพื่อให้ได้รับแสงแดดเท่านั้น ภาพจาก   http :// lannaworld.com
ชายผ้าสีดา อาศัยบนต้นไม้ใหญ่  พวกมันไม่ได้ดูดอาหารจากต้นไม้ แต่อาศัยความสูงของต้นไม้เพื่อให้ได้รับแสงแดดเท่านั้น ภาพจาก   http :// lannaworld.com
แมลง  และ งูเขียวปากจิ้งจก  อาศัยต้นไม้ในการหลบภัย ภาพจาก   www.hamanan.com/ macro/index2.html
แมลงใช้ต้นไม้เป็นที่อยู่อาศัย และทำกิจกรรมต่างๆ ภาพจาก   http :// photo.sanyo.co.th / data / media
นก อาศัยต้นไม้ทำรัง  นกได้รับประโยชน์  ต้นไม้ ไม่ได้ไม่เสียประโยชน์ ภาพจาก http :// www . trekkingthai . com / cgibin / webboard / generate http :// www . thai.to / bird / mages / 48
ภาพจาก http :// www . trekkingthai . com / cgibin / webboard / generate .
สัตว์ขนาดเล็กหลบซ่อน เช่น ปลา  กุ้ง ใช้ดอกไม้ทะเลเป็นที่หลบภัย ภาพจาก   http :// www . botany . uwc . ac . za / sci_ed / grade10 / ecology / symbiosis / commen . htm http :// www . nearctica . com / ecology / pops / commens . htm
หมึกอาศัยร่วมกับดาวทะเล  โดยอาศัยกินเศษอาหารจากดาวทะเล  หมึกได้รับประโยชน์ ดาวทะเลไม่ได้ไม่เสียประโยชน์ ภาพจาก  http :// www . il.mahidol.ac.th ( 30 April 2006 )
หอยใช้ต้นไม้เป็นที่อยู่อาศัย โดยไม่ทำอันตรายต้นไม้ ภาพจาก   http :// www . botany . uwc . ac . za / sci_ed / grade10 / ecology / symbiosis / commen . htm
2.  แบบปฏิปักษ์ต่อกัน  ( Antagonism : +, -  ,  -  ,  -)  2.1  ภาวะปรสิต  ( Parasitism : + , -)  ผู้ถูกอาศัย  ( host)  -  แบ่งเป็นปรสิตภายใน (endoparasite)   พยาธิ    และปรสิตภายนอก ( ectoparasite)   เห็บ เหา ไร หมัด
การใช้สัญลักษณ์แทนความสัมพันธ์ คือ  + / - โดย ตัวให้อาศัย  : Host ปรสิต  : Parasite ถ้าอยู่ร่วมกัน - + ถ้าแยกกัน 0 -
แบ่งตามแหล่งที่อยู่ แบ่งออกเป็น  2  ชนิด ปรสิตภายใน  คือ  ปรสิตที่อาศัย และเกาะกินอยู่ภายในร่างกายของผู้ถูกอาศัย เช่น พยาธิตัวตืด  พยาธิใบไม้ตับ
รวมถึงพวกจุลินทรีย์ที่เป็นปรสิตภายใน เช่น ไวรัส แบคทีเรีย โดยเฉพาะไวรัสจะมีคุณสมบัติสำคัญของการเป็นสิ่งมีชีวิต คือ สืบพันธุ์ได้ก็ต่อเมื่อเป็นปรสิตอยู่ภายในเซลล์ของผู้ถูกอาศัยเท่านั้น แบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังในแมว
2.  ปรสิตภายนอก คือ  ปรสิตที่อาศัยและเกาะกินอยู่ภายนอกร่างกายของผู้ถูกอาศัย เช่น เหา หมัด ไรไก่ ซึ่งเป็นปรสิตของสัตว์ หมัด  เห็บ เหา
เพลี้ยหอย เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง และเพลี้ยจักจั่น ซึ่งดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืชจึงเป็นปรสิตของพืช
กาฝาก   เป็นพืชปรสิตที่มีใบสีเขียวได้รับสารอาหารและน้ำจากพืชผู้ถูกอาศัยและสังเคราะห์แสงได้
ต้นฝอยทอง   เป็นพืชปรสิตที่มีลักษณะเป็นเส้นสีเหลืองคล้ายฝอยทองไม่มีส่วนสีเขียว จึงสังเคราะห์แสงไม่ได้ ฝอยทองจะใช้อวัยวะสำหรับดูดซึมอาหาร แทงทะลุเข้าไปในเนื้อเยื่อพืชอื่นที่เป็นผู้ถูกอาศัย
2.2  ภาวะล่าเหยื่อ  ( Predation : + , -)  ผู้ล่า   (predator)  ฝ่ายที่ถูกล่า เรียกว่า เหยื่อ  ( prey)  เช่น  สิงโตกับกระต่าย
2.3  ภาวะแข่งขัน  ( Competition : - ,-)    หมายถึง การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตที่มีการแย่งปัจจัยในการดำรงชีพเหมือนกันจึงทำให้เสียประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เช่น เสือ  ,  สิงโต
2.4  ภาวะหลั่งสารยับยั้งการเจริญ  ( Antibiosis : 0 , -)  หมายถึง การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหลั่งสารมายับยั้งการเจริญของแบคทีเรีย สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน บางชนิดหลั่งสารพิษ เรียกว่า  hydroxylamine  ทำให้สัตว์น้ำในบริเวณนั้นได้รับอันตราย   เช่น  ต้นไม้ใหญ่บังแสงต้นไม้เล็ก ทำให้ต้นไม้เล็กไม่เจริญ ต้นไม้ใหญ่ไม่ได้รับ และไม่เสียประโยชน์
3)  แบบเป็นกลางต่อกัน  ( Neutralism : 0 , 0)  -   แมงมุมกับกระต่ายอาศัยอยู่ในทุ่งหญ้า  -  กบกับไส้เดือนดินอาศัยอยู่ในทุ่งนา
เป็นความสัมพันธ์ในการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตที่ทั้งสองฝ่ายไม่มีผลใดๆต่อกันเลย   ลักษณะของภาวะ Neutralism     สิ่งมีชีวิตที่ 1 สิ่งมีชีวิตที่ 2   ถ้าอยู่ร่วมกัน 0 0    ถ้าแยกกัน 0 0
ส่าหร่ายสีเขียว กับ รา
วัฎจักรคาร์บอน
วัฎจักรไนโตรเจน
วัฎจักรฟอสฟอรัส
วัฎจักรกำมะถัน
การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของระบบนิเวศ   การเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบปฐมภูมิ   ( primary  succession )  -  เป็นการเปลี่ยนแปลงแทนที่ที่เริ่มจากบริเวณที่ปราศจากสิ่งมีชีวิตมาก่อน การเกิดแทนที่บนก้อนหินที่ว่างเปล่า ก้อนหิน  มอส ไลเคน  หญ้า วัชพืช  ไม้ล้มลุก ไม้พุ่ม  สังคมสมบูรณ์
การเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบปฐมภูมิในสระน้ำ
2.   การเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบทุติยภูมิ   ( secondary  succession ) เป็นการเกิดแทนที่ที่เกิดจากกลุ่มสิ่งมีชีวิตเดิมถูกทำลายไป มีสิ่งมีชีวิตบางชนิดและสารอินทรีย์ที่สิ่งมีชีวิตต้องการเหลืออยู่ เช่น  การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในบริเวณที่ถูกไฟไหม้   บริเวณที่เคยหักร้างถางพงหรือทำไร่แล้วปล่อยให้รกร้างภายหลัง ป่าที่ถูกโค่น
การเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบทุติยภูมิในพื้นที่ที่เคยทำไร่ข้าวโพด
แบบฝึกหัด 1 .  แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเกิดขึ้นจากกระบวนการใดบ้าง  จงยกตัวอย่าง 2.  แก๊สที่พบมากที่สุดในบรรยากาศของโลก 3.  เพราะเหตุใดฟอสฟอรัสจึงเป็นธาตุที่จำเป็นสำหรับเซลล์ทุกชนิด 4.  ธาตุกำมะถันที่เป็นองค์ประกอบของกรดอะมิโนใดบ้าง 5.  ลักษณะของการเปลี่ยนแปลงแทนที่ของสิ่งมีชีวิตมีกี่ลักษณะอะไรบ้าง 6.  หลังจากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้จะเกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นได้อีกหรือไม่และการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะใด 7.  จงยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบปฐมภูมิ มา  2  ตัวอย่าง
การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของสิ่งมีชีวิต อายุ  ( ปี ) ชนิดของพืช 0-1 วัชพืช 1-2 ต้นหญ้า 3-20 ไม้พุ่ม 25-100 ไม้เนื้ออ่อน 150 + ไม้เนื้อแข็ง

Pw ecosystem

  • 1.
    ระบบนิเวศ (ecosystem ) ครูนุชนารถ เมืองกรุง
  • 2.
    ระบบนิเวศ (ecosystem ) หมายถึง ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในแหล่งที่อยู่อาศัย ณ ที่ใดที่หนึ่ง ความสัมพันธ์มี 2 ลักษณะ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิตและระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตด้วยกันเองโดยมีการถ่ายทอดพลังงานและสารอาหารในบริเวณนั้นๆสู่สิ่งแวดล้อม
  • 3.
    ประชากร (Population) หมายถึง สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่เป็นชนิดเดียวกัน อาศัยอยู่ในแหล่งที่อยู่เดียวกัน ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง กลุ่มสิ่งมีชีวิต ( Community) หมายถึง สิ่งมีชีวิตต่างๆ หลายชนิด มาอาศัยอยู่รวมกันในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง โดยสิ่งมีชีวิตนั้นๆ มีความสัมพันธ์กัน โดยตรงหรือโดยทางอ้อม โลกของสิ่งมีชีวิต ( Biosphere) หมายถึง ระบบนิเวศหลายๆ ระบบนิเวศมารวมกัน
  • 4.
    แหล่งที่อยู่ (Habitat) หมายถึง บริเวณ เป็นแหล่งของสิ่งมีชีวิต เช่น บ้าน สระน้ำ ลำไส้เล็ก ดิน น้ำ ต้นไม้ สิ่งแวดล้อม ( Environment) หมายถึง 1. สิ่งที่มีผลต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต ทำให้สิ่งมีชีวิตเจริญเติบโตหรือ ดำรงชีวิตได้ดีหรือไม่ 2. สิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเรา ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต
  • 5.
    1. ส่วนประกอบที่ไม่มีชีวิต ( abiotic component ) - อนินทรียสาร ได้แก่ ไนโตรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ - อินทรียสาร ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน - สภาพแวดล้อมทางกายภาพ ได้แก่ อุณหภูมิ แสง pH ความเค็มความชื้น โครงสร้างของระบบนิเวศ
  • 6.
    2. ส่วนประกอบที่มีชีวิต ( biotic component) - ผู้ผลิต ( producer) - ผู้บริโภค ( consumer) กินพืช ( herbivore) เช่น วัว ควาย กินสัตว์ ( carnivore) เช่น เสือ สุนัข กินซากพืชซากสัตว์ ( Scavenger) เช่น นกแร้ง ไส้เดือนดิน กินทั้งพืช และสัตว์ ( omnivore) เช่น มนุษย์ - ผู้ย่อยสลาย ( decompser)
  • 7.
    ระบบนิเวศแบ่งออกเป็น 4 ชนิด 1. ระบบนิเวศแหล่งน้ำจืด ( Fresh water ecosystem ) 2. ระบบนิเวศทางทะเล (Marine ecosystem) 3. ระบบนิเวศป่าชายเลน (Mangrove forest ecosystem) 4. ระบบนิเวศป่าไม้ (Forest ecosystem)  
  • 8.
    1. ระบบนิเวศแหล่งน้ำจืดความสำคัญ - เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ และพืชน้ำ - เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของมนุษย์และสัตว์ต่างๆ - เป็นแหล่งที่ให้น้ำในการอุปโภค บริโภค และทำการเกษตร
  • 9.
    1.2 ตัวอย่างสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำจืด- พืช เช่น จอก สาหร่าย แหน - สัตว์ เช่น หอย ปลาต่างๆ กุ้ง ระบบนิเวศแหล่งน้ำจืด มี 2 ระบบ คือ ก . ชุมชนในแหล่งน้ำนิ่ง เช่น หนอง สระน้ำ ข . ชุมชนในแหล่งน้ำไหล เช่น แม่น้ำ กว๊าน คลอง
  • 10.
    2. ระบบนิเวศทางทะเลความสำคัญ - เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุด สิ่งมีชีวิตในทะเล - แพลงก์ตอน สาหร่าย ปลาต่างๆ เต่า หมึก ปลาวาฬ ปลาโลมาฟองน้ำ ปะการัง ฯลฯ
  • 11.
    ระบบนิเวศในทะเลมี 3 ชุมนุม - ชุมชนหาดทราย - ชุมชนหาดหิน - ชุมชนแนวปะการัง
  • 12.
    3. ระบบนิเวศป่าชายเลนความสำคัญ - เป็นแหล่งอาศัยและขยายพันธุ์สัตว์น้ำ - เป็นแหล่งพันธุ์ไม้ต่างๆ - เป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ - เป็นฉากกำบังลม ป้องกันการชะล้างที่รุนแรงที่เกิดจากลมมรสุม
  • 13.
    สิ่งมีชีวิตที่อาศัยตามชายฝั่งป่าชายเลน พืช ได้แก่โกงกาง แสมดำ ตีนเป็ดทะเล ลำพู สัตว์ที่อยู่ตามรากพืช เช่น ปู หอยต่างๆ ปลาตีน ปูเสฉวน ปูแสม ก้ามดาบ ได้แก่ ไส้เดือนทะเล หอยฝาเดียว
  • 14.
    ความสำคัญ - แหล่งรวมพันธุ์ไม้และสัตว์ป่าต่างๆ - ช่วยกำบังลมพายุ - แหล่งต้นน้ำลำธาร ทำให้ฝนตกตามฤดูกาล - ช่วยควบคุมอุณหภูมิบนโลก - ช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวดิน 4. ระบบนิเวศป่าไม้
  • 15.
    1. ป่าไม่ผลัดใบป่าพรุ ( Freshwater swamp forest) พบตามที่ลุ่มในภาคใต้ เป็นป่าที่มีน้ำจืดขังอยู่ตลอดปี และน้ำมีความเป็นกรดสูง ลักษณะของป่าแน่นทึบ พันธุ์ไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้ขนาดเล็ก เช่น หวาย หมากแดง ป่าพรุที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดคือ พรุโต๊ะแดง จ . นราธิวาส
  • 16.
    ป่าสนเขา ( Coniferous Forest Biomes) พบในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นป่าเขียวตลอดปี ประกอบด้วยพืชพรรณพวกที่มีใบเรียวเล็ก เรียวยาว ไม่มีการผลัดใบ เช่น สนสองใบ สนสามใบ
  • 17.
    ป่าดิบชื้น ( Tropical Rain Forest Biomes) พบมากทางภาคใต้เป็นป่าที่มีฝนตกตลอดปี มีอุณหภูมิและความชื้นพอเหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช พันธุ์ไม้ที่พบ ได้แก่ ไม้ยาง ไม้ตะเคียน บริเวณพื้นดินเป็นพวกเฟิร์น หวาย ไม้ไผ่และเถาวัลย์
  • 18.
    ป่าดิบแล้ง (dry evergreen forest) พบในบริเวณที่ราบและหุบเขาทั่วไป อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 100-500 เมตร ฝนตกน้อยกว่าป่าดิบชื้น มีพรรณไม้หลัก เช่น ยางนา พะยอม สัตตบรรณ มะค่า พลอง ผิวดิน พวกปาล์ม หวาย ขิง ข่า
  • 19.
    ป่าดิบเขา (hill evergreen ) พบทางภาคเหนือเป็นป่าที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,000 เมตรขึ้นไป ฝนตกมากใกล้เคียงกับป่าดิบแล้ง มีพรรณไม้หลักเฉพาะที่ เช่น นางพญาเสือโคร่ง สนสามพันปี สนแผง กุหลาบป่า มีไลเคน มอส และตะไคร่น้ำเกาะอยู่ พืชชั้นล่างเป็นกูด เฟิร์น และไผ่
  • 20.
    ป่าชายเลน (mangrove forest) เป็นป่าตามชายฝั่งที่น้ำทะเลท่วมถึง มีพืชพรรณน้อยชนิด พรรณไม้หลัก คือ โกงกางใบเล็ก และโกงกางใบใหญ่ แสม ฝาด ลำพู
  • 21.
    2. ป่าผลัดใบป่าเบญจพรรณ ( mixed deciduous forest) พบทั่วประเทศตามที่ราบและเนินเขา ฝนตกไม่มากนัก มีฤดูแล้งยาวนาน พรรณไม้ที่พบมีวงปีเด่นชัด ที่พบมาก ได้แก่ สัก แดง ประดู่ มะค่าโมง พยุง ชิงชัน พี้จั่น ฯลฯ พืชชั้นล่าง คือ ไผ่หลายชนิด
  • 22.
    ป่าเต็ง - รัง ( dry deciduous dipterocarp forest) พบทั่วไปเช่นเดียวกับป่าเบญจพรรณ แต่แห้งแล้งกว่าเนื่องจากดินอุ้มน้ำน้อย พรรณไม้มักทนแล้ง และทนไฟ เช่น เต็ง รัง เหียง พลวง กราด มะขามป้อม มะกอก ผักหวาน พืชชั้นล่างเป็นหญ้า ไผ่เพ็ก ปรง กระเจียว เปราะ
  • 23.
    ความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพกับสิ่งมีชีวิต 1. แสง (light) 2. อุณหภูมิ ( Temperature) 3. ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซออกซิเจน 4. แร่ธาตุต่าง ๆ ( Biogenic salt ) 5. ความชื้น 6. กระแสน้ำและกระแสลม
  • 24.
    ปัจจัยทางชีวภาพ 1. ผู้ผลิต ( Producer) 2. ผู้บริโภค ( Cunsumer) 3. ผู้ย่อยสลาย ( decompser)
  • 25.
  • 26.
  • 27.
    การถ่ายทอดพลังงาน ในห่วงโซ่อาหาร แบ่งได้ 3 ประเภท 1. พีรามิดจำนวนของสิ่งมีชีวิต ( pyramid of number)
  • 28.
  • 29.
  • 30.
    ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างชนิดในระบบนิเวศเดียวกัน (Interspecific interaction) แบ่งเป็น 3 รูปแบบ คือ 1) แบบพึ่งพาอาศัยกัน (Symbiosis : +, + , +, 0) 2) แบบปฏิปักษ์ต่อกัน ( Antagonism : +, - , - , -) 3) แบบเป็นกลางต่อกัน ( Neutralism : 0 , 0)
  • 31.
    1. แบบพึ่งพาอาศัยกัน (Symbiosis) 1.1 ภาวะพึ่งพา ( Mutualism : +,+) - โพรโทซัวในลำไส้ปลวก - แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ แบคทีเรียในปมรากพืชตระกูลถั่ว ไฮดรากับสาหร่ายสีเขียว
  • 32.
  • 33.
    1.2 ภาวะใด้ประโยชน์ร่วมกัน ( Protocooperation : + ,+ ) - แมลงกับดอกไม้ - ปูเสฉวนกับดอกไม้ทะเล - นกเอี้ยงกับควาย ม้าลายกับนกกระจอกเทศ มดดำกับเพลี้ย นกกับจระเข้ ตัวกะปิกับมดแดง
  • 34.
    1.3 ภาวะอิงอาศัยหรือภาวะเกื้อกูล ( Commensalism : + , 0 - ปลาฉลามกับเหาฉลาม - พืชอิงอาศัย ( epiphyte) บนต้นไม้ใหญ่ - นก ต่อ แตน ผึ้ง ทำรังบนต้นไม้
  • 35.
  • 36.
    กล้วยไม้ เถาวัลย์อาศัยบนต้นไม้ใหญ่ พวกมันไม่ได้ดูดอาหารจากต้นไม้ แต่อาศัยความสูงของต้นไม้เพื่อให้ได้รับแสงแดดเท่านั้น ภาพจาก http :// www . thungyai . org / thai / resources / orchid . htm
  • 37.
    เถาวัลย์ อาศัยบนต้นไม้ใหญ่ พวกมันไม่ได้ดูดอาหารจากต้นไม้แต่อาศัยความสูงของต้นไม้เพื่อให้ได้รับแสงแดดเท่านั้น ภาพจาก http :// lannaworld.com
  • 38.
    ชายผ้าสีดา อาศัยบนต้นไม้ใหญ่ พวกมันไม่ได้ดูดอาหารจากต้นไม้ แต่อาศัยความสูงของต้นไม้เพื่อให้ได้รับแสงแดดเท่านั้น ภาพจาก http :// lannaworld.com
  • 39.
    แมลง และงูเขียวปากจิ้งจก อาศัยต้นไม้ในการหลบภัย ภาพจาก www.hamanan.com/ macro/index2.html
  • 40.
  • 41.
    นก อาศัยต้นไม้ทำรัง นกได้รับประโยชน์ ต้นไม้ ไม่ได้ไม่เสียประโยชน์ ภาพจาก http :// www . trekkingthai . com / cgibin / webboard / generate http :// www . thai.to / bird / mages / 48
  • 42.
    ภาพจาก http ://www . trekkingthai . com / cgibin / webboard / generate .
  • 43.
    สัตว์ขนาดเล็กหลบซ่อน เช่น ปลา กุ้ง ใช้ดอกไม้ทะเลเป็นที่หลบภัย ภาพจาก http :// www . botany . uwc . ac . za / sci_ed / grade10 / ecology / symbiosis / commen . htm http :// www . nearctica . com / ecology / pops / commens . htm
  • 44.
    หมึกอาศัยร่วมกับดาวทะเล โดยอาศัยกินเศษอาหารจากดาวทะเล หมึกได้รับประโยชน์ ดาวทะเลไม่ได้ไม่เสียประโยชน์ ภาพจาก http :// www . il.mahidol.ac.th ( 30 April 2006 )
  • 45.
  • 46.
    2. แบบปฏิปักษ์ต่อกัน ( Antagonism : +, - , - , -) 2.1 ภาวะปรสิต ( Parasitism : + , -) ผู้ถูกอาศัย ( host) - แบ่งเป็นปรสิตภายใน (endoparasite) พยาธิ และปรสิตภายนอก ( ectoparasite) เห็บ เหา ไร หมัด
  • 47.
    การใช้สัญลักษณ์แทนความสัมพันธ์ คือ + / - โดย ตัวให้อาศัย : Host ปรสิต : Parasite ถ้าอยู่ร่วมกัน - + ถ้าแยกกัน 0 -
  • 48.
    แบ่งตามแหล่งที่อยู่ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ปรสิตภายใน คือ ปรสิตที่อาศัย และเกาะกินอยู่ภายในร่างกายของผู้ถูกอาศัย เช่น พยาธิตัวตืด พยาธิใบไม้ตับ
  • 49.
    รวมถึงพวกจุลินทรีย์ที่เป็นปรสิตภายใน เช่น ไวรัสแบคทีเรีย โดยเฉพาะไวรัสจะมีคุณสมบัติสำคัญของการเป็นสิ่งมีชีวิต คือ สืบพันธุ์ได้ก็ต่อเมื่อเป็นปรสิตอยู่ภายในเซลล์ของผู้ถูกอาศัยเท่านั้น แบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังในแมว
  • 50.
    2. ปรสิตภายนอกคือ ปรสิตที่อาศัยและเกาะกินอยู่ภายนอกร่างกายของผู้ถูกอาศัย เช่น เหา หมัด ไรไก่ ซึ่งเป็นปรสิตของสัตว์ หมัด เห็บ เหา
  • 51.
    เพลี้ยหอย เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้งและเพลี้ยจักจั่น ซึ่งดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืชจึงเป็นปรสิตของพืช
  • 52.
    กาฝาก เป็นพืชปรสิตที่มีใบสีเขียวได้รับสารอาหารและน้ำจากพืชผู้ถูกอาศัยและสังเคราะห์แสงได้
  • 53.
    ต้นฝอยทอง เป็นพืชปรสิตที่มีลักษณะเป็นเส้นสีเหลืองคล้ายฝอยทองไม่มีส่วนสีเขียว จึงสังเคราะห์แสงไม่ได้ ฝอยทองจะใช้อวัยวะสำหรับดูดซึมอาหาร แทงทะลุเข้าไปในเนื้อเยื่อพืชอื่นที่เป็นผู้ถูกอาศัย
  • 54.
    2.2 ภาวะล่าเหยื่อ ( Predation : + , -) ผู้ล่า (predator) ฝ่ายที่ถูกล่า เรียกว่า เหยื่อ ( prey) เช่น สิงโตกับกระต่าย
  • 55.
    2.3 ภาวะแข่งขัน ( Competition : - ,-) หมายถึง การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตที่มีการแย่งปัจจัยในการดำรงชีพเหมือนกันจึงทำให้เสียประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เช่น เสือ , สิงโต
  • 56.
    2.4 ภาวะหลั่งสารยับยั้งการเจริญ ( Antibiosis : 0 , -) หมายถึง การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหลั่งสารมายับยั้งการเจริญของแบคทีเรีย สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน บางชนิดหลั่งสารพิษ เรียกว่า hydroxylamine ทำให้สัตว์น้ำในบริเวณนั้นได้รับอันตราย เช่น ต้นไม้ใหญ่บังแสงต้นไม้เล็ก ทำให้ต้นไม้เล็กไม่เจริญ ต้นไม้ใหญ่ไม่ได้รับ และไม่เสียประโยชน์
  • 57.
    3) แบบเป็นกลางต่อกัน ( Neutralism : 0 , 0) - แมงมุมกับกระต่ายอาศัยอยู่ในทุ่งหญ้า - กบกับไส้เดือนดินอาศัยอยู่ในทุ่งนา
  • 58.
    เป็นความสัมพันธ์ในการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตที่ทั้งสองฝ่ายไม่มีผลใดๆต่อกันเลย ลักษณะของภาวะ Neutralism   สิ่งมีชีวิตที่ 1 สิ่งมีชีวิตที่ 2   ถ้าอยู่ร่วมกัน 0 0    ถ้าแยกกัน 0 0
  • 59.
  • 60.
  • 61.
  • 62.
  • 63.
  • 64.
    การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของระบบนิเวศ   การเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบปฐมภูมิ  ( primary  succession )  - เป็นการเปลี่ยนแปลงแทนที่ที่เริ่มจากบริเวณที่ปราศจากสิ่งมีชีวิตมาก่อน การเกิดแทนที่บนก้อนหินที่ว่างเปล่า ก้อนหิน มอส ไลเคน หญ้า วัชพืช ไม้ล้มลุก ไม้พุ่ม สังคมสมบูรณ์
  • 65.
  • 66.
    2.   การเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบทุติยภูมิ ( secondary  succession ) เป็นการเกิดแทนที่ที่เกิดจากกลุ่มสิ่งมีชีวิตเดิมถูกทำลายไป มีสิ่งมีชีวิตบางชนิดและสารอินทรีย์ที่สิ่งมีชีวิตต้องการเหลืออยู่ เช่น การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในบริเวณที่ถูกไฟไหม้ บริเวณที่เคยหักร้างถางพงหรือทำไร่แล้วปล่อยให้รกร้างภายหลัง ป่าที่ถูกโค่น
  • 67.
  • 68.
    แบบฝึกหัด 1 . แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเกิดขึ้นจากกระบวนการใดบ้าง จงยกตัวอย่าง 2. แก๊สที่พบมากที่สุดในบรรยากาศของโลก 3. เพราะเหตุใดฟอสฟอรัสจึงเป็นธาตุที่จำเป็นสำหรับเซลล์ทุกชนิด 4. ธาตุกำมะถันที่เป็นองค์ประกอบของกรดอะมิโนใดบ้าง 5. ลักษณะของการเปลี่ยนแปลงแทนที่ของสิ่งมีชีวิตมีกี่ลักษณะอะไรบ้าง 6. หลังจากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้จะเกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นได้อีกหรือไม่และการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะใด 7. จงยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบปฐมภูมิ มา 2 ตัวอย่าง
  • 69.
    การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของสิ่งมีชีวิต อายุ ( ปี ) ชนิดของพืช 0-1 วัชพืช 1-2 ต้นหญ้า 3-20 ไม้พุ่ม 25-100 ไม้เนื้ออ่อน 150 + ไม้เนื้อแข็ง