More Related Content
PDF
บทที่ 6 เทคโนโลยีดีเอ็นเอ PDF
PDF
การต่อแอมมิเตอร์ โวลต์มิเตอร์1 PDF
PDF
ระบบประสาท - Nervous system PPTX
PDF
พัฒนาการของอาณาจักรธนบุรี PDF
7.ชุดที่ 4 การสังเคราะห์แสง What's hot
PDF
PDF
ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต PDF
ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ PDF
บทที่ 5 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม1 PDF
ทรัพยากรธรรมชาติ (Natural resource) PDF
PDF
PPT
PDF
Nervous system ระบบประสาท PDF
การศึกษาโครงสร้างของหัวใจหมู โครงสร้างอวัยวะแลกเปลี่ยนแก๊ส และการวัดปริมาตรปอด PDF
ที่มาและความสำคัญของโครงงาน PPT
อารยธรรมเมโสโปเตเมียและอียิปต์ PPT
PDF
PDF
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ 2 ชั้น ม.1 ชุดที่ 1 PDF
7แบบทดสอบการรักษาดุลยภาพของน้ำและแร่ธาตุ PPTX
PPTX
PPTX
เฉลยข้อสอบ O-Net ดาราศาสตร์ ปีการศึกษา 2548 DOCX
แบบทดสอบ สาระที่ 7 ดาราศาสตร์และอวกาศ Similar to หน่วยที่ 2 ระบบนิเวศ
PPT
PPT
PPT
PPT
PDF
PPT
PDF
PDF
DOC
PDF
PDF
PDF
DOC
PPT
PDF
PDF
03_ระบบนิเวศน์-สำเนา-1.pdf PPTX
PPTX
ระบบนิเวศ สำหรับทบทวนเพื่อเรียนในระดับมัธยมศึกษา PPT
PPT
หน่วยที่ 2 ระบบนิเวศ
- 1.
- 2.
นิเวศวิทยา Ecology มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก คำว่า Eco = Oikos หมายถึง บ้าน ( House ) Logy = logos หมายถึง การศึกษา ( Study ) นิเวศวิทยา หมายถึง การศึกษาที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต โดยศึกษาถึงชนิดของสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต บทบาทและความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตด้วยกันเอง รวมทั้งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต - 3.
ศัพท์ทางนิเวศวิทยา Biosphere หมายถึง อาณาบริเวณที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ดิน ( Geosphere ) น้ำ ( Hydrosphere ) อากาศ ( Atmosphere ) - 4.
- 5.
- 6.
Population หมายถึงสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันที่เกิดขึ้นและดำรงชีพอยู่ในระบบนิเวศหนึ่งๆ Community หมายถึง ประชากรต่างชนิดกันที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศหนึ่ง Habitats หมายถึง บริเวณที่เป็นที่อยู่อาศัยเฉพาะของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด ซึ่งสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นถิ่นที่อยู่ของตนเอง ในสภาพแวดล้อมหนึ่งๆ จะมีสิ่งมีชีวิตที่มีชนิดและลักษณะต่างกันออกไป - 7.
- 8.
ระบบนิเวศ (Ecosystem ) หมายถึง ระบบที่ประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตหลายชนิด และสิ่งไม่มีชีวิตที่อาศัยในบริเวณเดียวกัน มีความสัมพันธ์ต่อกัน เพื่อถ่ายทอดสารอาหารและพลังงานให้กัน Community + Habitat + Relation - 9.
การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ (Ecological succession ) ระบบนิเวศหนึ่งๆ จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหรือช้าต่างๆกัน เมื่อองค์ประกอบในระบบนิเวศเปลี่ยน จะทำให้เกิด การเปลี่ยนแปลงการถ่ายทอดสารอาหารและพลังงาน ซึ่งจะทำให้ลักษณะของระบบนิเวศนั้นเปลี่ยนแปลงไป - 10.
- 11.
- 12.
องค์ประกอบในระบบนิเวศ ( Component of Ecosystem ) แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1. องค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต ( Abiotic component ) ได้แก่ - สารอินทรีย์ ( Organic compound) - สารอนินทรีย์ ( Inorganic cpd ) - สภาพแวดล้อมทางกายภาพ ( Physical factor ) - 13.
- 14.
ผู้บริโภค (Consumer ) heterotroph บริโภคพืช ( Herbivore ) Primary Consumer - 15.
- 16.
- 17.
- 18.
- 19.
สารอินทรีย์ (Organic substance ) สารอนินทรีย์ ( Inorganic substance ) - 20.
ความสัมพันธ์ในระบบนิเวศ 1. แบบพึ่งพา ( mutualism ) + , + ไลเคนส์ ( lichens ) คือ การดำรงชีวิตร่วมกันของรากับสาหร่าย แบคทีเรียไรโซเบียม ( Rhizobium ) ในปมรากพืชวงศ์ถั่ว โปรโตซัวในลำไส้ปลวก - 21.
2. การได้ประโยชน์ร่วมกันProtocooperation + , + • แมลงกับดอกไม้ • นกเอี้ยงกับควาย • มดดำกับเพลี้ย • ปูเสฉวนกับดอกไม้ทะเล ( sea anemone ) - 22.
3. แบบเกื้อกูล ( Commensalism ) + ,0 ปลาฉลามกับเหาฉลาม กล้วยไม้กับต้นไม้ใหญ่ นกทำรังบนต้นไม้ - 23.
4. การล่าเหยื่อ ( Predation ) + ,- เสือกับกวาง กบกับแมลง ผู้ล่า เรียกว่า Predator เหยื่อ เรียกว่า Prey - 24.
5. ภาวะปรสิต ( Parasitism ) + ,- ฝ่ายได้ประโยชน์ คือ ปรสิต ( Parasite ) ฝ่ายเสียประโยชน์ คือ ผู้ถูกอาศัย ( Host ) - Ectoparasite - Endoparasite - 25.
- 26.
7. ภาวะแข่งขัน ( Competition ) -,- ต้นหญ้าในนาข้าว มีการแย่งชิงที่อยู่อาศัย อากาศ น้ำ แสงแดด แร่ธาตุ สิ่งมีชีวิตทั้งสองชนิดจะเจริญได้ไม่ดี เนื่องจากมีการยับยั้งการเจริญซึ่งกันและกัน - 27.
- 28.
- 29.
- 30.
- 31.
การถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ ในระบบนิเวศจะเกิดในทิศทางเดียว ไม่หมุนกลับเป็นวัฎจักร ( Non cycle ) การถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ จะเป็นไปตาม กฎ 10 % ( Ten percent law ) ในระบบนิเวศบนบกทั่วไป ประมาณร้อยละ 90 ของผลผลิตสุทธิ จะไม่ผ่านไปสู่สัตว์ พลังงานจะตกค้างอยู่ในส่วนของพืช กลายเป็นเนื้อเยื่อและกิ่งก้าน พลังงานจะถ่ายทอดในระบบนิเวศตามกฎเทอร์โมไดนามิกส์ข้อแรกที่ว่า พลังงานจะสร้างขึ้นมาใหม่หรือทำลายให้สูญไปไม่ได้ แต่พลังงานสามารถเปลี่ยนจากสภาพหนึ่งไปเป็นอีกสภาพหนึ่งได้ - 32.
- 33.
ผัก หนอน นก คน เชื้อรา 690 Kcal 69 Kcal 6.9 Kcal 0.69 Kcal 0.069 Kcal ผู้ผลิตมีพลังงาน 100 ส่วน ผู้บริโภคได้รับ 10 ส่วน ถ้า ผู้ผลิตมีพลังงาน 690 ส่วน ผู้บริโภคได้รับ 10 x 690/100 =69 ส่วน 90 % 90 % - 34.
คือ สหสัมพันธ์ของสายโซ่อาหารในแต่ละระดับ เกิดจากการที่สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งกินอาหารมากกว่า หนึ่งชนิด เช่น คนกินทั้งพืชและสัตว์ นกกินทั้งแมลงและพืช ทำให้เกิดการส่งถ่ายธาตุอาหารและพลังงานในระบบนิเวศหนึ่งๆ อย่างสลับซับซ้อน สายใยอาหาร ( Food web ) - 35.
- 36.
- 37.
- 38.
- 39.
ระบบนิเวศภาคพื้นทวีป ป่าดิบชื้น เป็นป่าเขียวชอุ่มร่มรื่นที่พบบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรของโลก ทวีปแอฟริกากลาง เอเชียใต้และตะวันออกเฉียงใต้ อากาศบริเวณนี้มีการเปลี่ยนไม่มากนัก ที่สำคัญคือมีฝนตกชุกทำให้มีความชุ่มชื้น มีอินทรียสารอุดมสมบูรณ์มาก และมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากมาย ที่พบในประเทศไทย มีทั้งป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าพรุ ฯลฯ ไม้ที่พบ เช่น ยาง ตะเคียน เฟิร์น หวาย สัตว์ที่พบ เช่น ช้างป่า หมูป่า - 40.
- 41.
ป่าผลัดใบ (Deciduous forest) ป่าผลัดใบได้รับน้ำฝนน้อยกว่าป่าดิบชื้น พบทั้งในเขตอบอุ่น และเขตร้อนของโลก เช่น ในทวีปอเมริกา ยุโรป ตอนเหนือของออสเตรเลีย ประเทศจีน และในประเทศไทย พรรณไม้หลักเป็นไม้ต้นใบกว้างซึ่งทิ้งใบในช่วงฤดูแล้งหรือฤดูหนาว และผลิใบอีกครั้งเมื่อมีฝนตก เช่น ต้นก่อ ต้นเต็ง ต้นรัง สัตว์ที่พบ เช่น กวาง และสุนัขจิ้งจอก - 42.
ทุ่งหญ้าอบอุ่น ( Temperate grassland ) มักมีฝนตกในช่วงฤดูร้อน และแห้งแล้งในฤดูหนาว พบทางตอนเหนือของบราซิล ทุ่งหญ้าในเขตอบอุ่นในทวีปอเมริกาเหนือ เรียกว่า แพรรี่ ( prairie ) ในเขตยูเรเชีย เรียก สเต็ปป์ ( steppe) ในทวีปอเมริกาใต้เรียก แพมพาส (pampas) ในประเทศฮังการี เรียก พัสซ์ทา ( Puszta ) พืชที่พบ คือ ทานตะวัน ถั่ว สัตว์ที่พบ คือ ม้าลาย กระรอกและวัวไบสัน - 43.
ระบบนิเวศทุ่งหญ้าเขตร้อน (Tropical Grassland ) ทุ่งหญ้าในเขตร้อนเช่นที่พบในทวีปอัฟริกา และออสเตรเลีย ประเทศอินเดีย และในประเทศไทย เรียกว่า สะวันนา ( savanna) มีฤดูแล้งยาวนาน มีไม้พุ่มที่มีหนาม มีไม้ต้นทนแล้ง และไม้ล้มลุก พบ Acacia และ Cactus สัตว์ที่พบมีหลากหลาย เช่น ช้าง ม้าลาย สิงโตในอัฟริกา หมีโคลา จิงโจ้ และนกอีมูในออสเตรเลีย ฝูงช้างในทุ่งหญ้าสะวันนา ทวีปอัฟริกา - 44.
ทะเลทราย ( Desert ) คือบริเวณที่มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยไม่เกิน 10 นิ้วต่อปี มีอากาศร้อนจัด เช่น ทะเลทรายซาฮาราในอัฟริกา ทะเลทรายโซโนรันในเม็กซิโก มีฤดูหนาวสั้นๆ ที่ไม่หนาวมากนัก แต่ทะเลทรายบางแห่ง เช่น ทะเลทรายโกบีในมองโกเลียอาจมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งยาวนานในฤดูหนาว พืชที่พบในทะเลทรายเป็นพวกไม้พุ่มทนแล้ง พืชอวบน้ำ และพืชปีเดียว ในทะเลทรายมีสัตว์เลื้อยคลาน พวกงูและกิ้งก่า และสัตว์ใช้ฟันกัดแทะ เช่น พวกหนูและแมลงชุกชุม สัตว์ส่วนใหญ่หากินกลางคืนเพื่อหลีกเลี่ยงอากาศร้อนในตอนกลางวัน ตะกวดทะเลทราย ( desert monitor ) ทะเลทรายธาร์บริเวณรอยต่อของประเทศอินเดียและปากีสถาน - 45.
ทุนดรา ( Tundra ) เป็นบริเวณหนาวเย็นที่มีหิมะปกคลุมเกือบตลอดปี แม้ในช่วงฤดูร้อนสั้นๆ ใต้พื้นดินก็ยังเป็นน้ำแข็ง ทำให้เป็นบริเวณที่ไม่พบไม้ต้นใดๆ มีแต่พืชล้มลุก และไม้พุ่ม เขตทุนดรา ได้แก่ พื้นที่ของรัฐอะลาสก้า และ ไซบีเรีย สัตว์ที่พบในเขตทุนดรามีไม่มากชนิดนัก เช่น นก ซึ่งจะอพยพหนีหนาวไปเมื่อฤดูร้อนสิ้นสุดลง ดอกไม้หลากชนิดที่บานในช่วงฤดูร้อนในแถบอาร์กติก - 46.
ป่าสน หรือไทก้า ( taiga ) สภาพอากาศหนาวเย็นและแห้ง แต่มีฝนตกมากกว่าเขตทุนดรา และมีฤดูร้อนยาวนานกว่าเขตทุนดราเล็กน้อย มีสนเป็นพรรณไม้หลัก คือ สนสองใบ สนสามใบ พบในแคนาดา จีน ฟินแลนด์ ฯลฯ สัตว์ที่พบในป่าสน เช่นกวางมูส แมวป่า กระต่ายป่า สุนัขป่า - 47.
การหมุนเวียนของธาตุ การหมุนเวียนของธาตุเกิดขึ้นแบบหมุนเวียน เป็นวัฏจักร ( Cycle) วัฏจักรคาร์บอน ( Carbon Cycle ) แหล่งคาร์บอนจากธรรมชาติ คือ คาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนี้ยังมีหินปูน ซึ่งมีคาร์บอเนตเป็นส่วนประกอบ และคาร์บอนในรูปน้ำมันและถ่านหิน ซึ่งเกิดจากการทับถม ของซากพืชซากสัตว์นานนับล้านปี วัฏจักรคาร์บอนเกิดขึ้นจากการที่ พืชสีเขียว เปลี่ยนก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์โดยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ( Photosynthesis ) ได้ผลผลิต คือ น้ำตาลกลูโคสและก๊าซออกซิเจน ดังสมการ 6CO 2 + 6H 2 O C 6 H 12 O 6 + 6O 2 light - 48.
มนุษย์ สัตว์และจุลินทรีย์จะใช้ออกซิเจนในกระบวนการหายใจ ( Respiration ) เพื่อย่อยสลายสารอินทรีย์ให้โมเลกุลมีขนาดเล็กลงโดยอาศัยเอนไซม์ช่วยในการย่อยสลาย เพื่อให้ได้พลังงานมาใช้สำหรับการทำงานของเซลล์ ซึ่งผลที่ได้ คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำกลับสู่บรรยากาศ จากนั้นคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกนำไปใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชต่อไป การหมุนเวียนของวัฏจักรคาร์บอนจึงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา - 49.
- 50.
- 51.
ผลกระทบจากการหมุนเวียนคาร์บอนไม่เป็นวัฏจักร หากในบรรยากาศมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเกินไป จะทำให้สิ่งมีชีวิตขาดออกซิเจนในการหายใจ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นจะดูดซับความร้อนจากรังสียูวีที่แผ่มาจากดวงอาทิตย์ไว้ในบรรยากาศของโลก ทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก อุณหภูมิของโลกจะสูงขึ้น สิ่งมีชีวิตบนดินและในน้ำอาจตาย มนุษย์อาจเกิดมะเร็งผิวหนัง หากผิวหนังได้รับความร้อนเป็นเวลานานอาจเกิดการไหม้ ( Sun burn ) หรืออาจ เกิดโรคต้อกระจก จากรังสียูวี ความร้อนที่เกิดขึ้นบนโลกส่งผลให้น้ำแข็งขั้วโลกเกิดการละลาย เกิดภาวะน้ำท่วม ในพื้นที่ที่เคยเป็นที่ดิน - 52.
2. วัฏจักรไนโตรเจน ( Nitrogen cycle ) วัฏจักรไนโตรเจน ประกอบด้วย การย่อยสลายโปรตีน ( Proteolysis ) คือ การย่อยสารอินทรีย์ ที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ เช่น โปรตีน กรดนิวคลีอิก ในซากพืชซากสัตว์ด้วยเอนไซม์ ผลที่ได้จากการย่อย ในสภาพที่มีออกซิเจนจะได้ กรดอะมิโน ( Amino acid ) แอมโมนิฟิเคชัน ( Ammonification ) เป็นกระบวนการดึงหมู่ อะมิโนออกจากโครงสร้างของกรดอะมิโน โดยวิธีดีอะมิเนชัน ได้ แอมโมเนีย ( สารอนินทรีย์ไนโตรเจน ) NH 4 - โดยการกระทำของจุลินทรีย์ในธรรมชาติ เช่น เชื้อรา แบคทีเรีย - 53.
ไนตริฟิเคชัน (Nitrification ) เป็นการออกซิไดซ์ แอมโมเนีย ไปเป็น ไนไตรท์ และ ไนเตรท 2NH 3 + 3O 2 Nitrosomonas sp. 2HNO 2 + 2H 2 O HNO 2 + ½ O 2 Nitrobacter sp. HNO 3 ดีไนตริฟิเคชัน ( Denitrification ) เป็นการรีดิวซ์ ไนเตรท ไปเป็น ก๊าซไนโตรเจน 2NO 3 2NO 2 2NO N 2 O N 2 - 54.
การตรึงไนโตรเจน (Nitrogen fixation ) เป็นการตรึง ก๊าซไนโตรเจน ในบรรยากาศเปลี่ยนไปเป็น ไนเตรท ในดินหรือน้ำ โดยจุลินทรีย์ในดิน เช่น Azotobacter sp. และ Rhizobium เพื่อนำไปเป็นธาตุอาหารแก่พืช - 55.
- 56.
- 57.
ผลกระทบจากการหมุนเวียนไนโตรเจน ไม่เป็นวัฏจักร พืชเจริญเติบโตช้าเนื่องจากดินขาดแร่ธาตุไนโตรเจน เกิดโรคขาดสารอาหารโปรตีนในสิ่งมีชีวิต เช่น โรคตาลขโมย ทำให้เด็กแคระแกน แหล่งน้ำเน่าเสียจากสารประกอบไนโตรเจน เช่น แอมโมเนียและไนไตรท์ ซึ่งเป็นพิษต่อสัตว์น้ำ - 58.
วัฏจักรฟอสฟอรัส (Phosphorus cycle ) ฟอสฟอรัส เป็นธาตุที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของสิ่งมีชีวิต เพราะเป็นองค์ประกอบของ DNA , RNA และ รวมทั้งในการเจริญเติบโตของ พืช การหมุนเวียนของฟอสฟอรัสต่างจากธาตุอื่นที่ไม่มีการหมุนเวียนผ่านรูปที่เป็นก๊าซ ฟอสฟอรัส เป็นธาตุที่อยู่ในธรรมชาติน้อยมาก และเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ด้วยเหตุนี้ฟอสฟอรัสจึงถูกใช้หมุนเวียนอยู่ระหว่างสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตในปริมาณที่จำกัด - 59.
ฟอสฟอรัสส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของ หินฟอสเฟต ( PO 4 2- ) หรือแร่ฟอสเฟต เมื่อถูกกัดกร่อนโดยน้ำ การชะล้างโดย ฝน และกระแสลมปะปนอยู่ในดิน จะกลายเป็นรูปที่ละลายน้ำได้ ( Soluble Phosphate ) ซึ่งพืชสามารถนำไปใช้ และ จะถูกถ่ายทอดไปในระบบนิเวศตาม ห่วงโซ่อาหาร เมื่อพืชและสัตว์ตายลงก็ฟอสเฟตในซากสิ่งมีชีวิตจะถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรียกลุ่ม Phosphate reducing Bacteria ในดินให้อยู่ในรูปที่ละลายน้ำได้ และกลับเข้าสู่พืช สัตว์และมนุษย์ผ่านห่วงโซ่อาหารอีกครั้ง ในกรณีที่ธาตุฟอสฟอรัสที่สลายตัวยาก อยู่ในรูปที่ไม่ละลายน้ำ ได้เรียกว่า หินกัวโน ( Guano rock ) - 60.
- 61.
- 62.
ในการเกษตรกรรมจะใช้ ปุ๋ยฟอสเฟต ในรูปของสารประกอบอ นินท รีย์ แต่ถ้าปุ๋ยเหล่านี้ถูกชะล้างลงสู่แหล่งน้ำมาก จะเกิดการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของพืชน้ำ เกิด ปรากฏการณ์ยูโทร ฟิเคชั่น ( Eutrophication ) ตามมา - 63.
วัฏจักรกำมะถัน (Sulphur cycle ) กำมะถันในธรรมชาติพบทั้งที่เป็นอิสระ และสารประกอบ นอกจากนี้ยังพบมากบริเวณภูเขาไฟ เมื่อสิ่งมีชีวิตตายจะถูกย่อยสลายและปล่อยกำมะถันออกมา ในรูปซัลเฟต ( SO 4 2- ) สารประกอบซัลเฟตจะถูกพืชนำไปใช้ กลายเป็นกรดอะมิโน ที่มีกำมะถัน รวมเข้าเป็นโปรตีน เมื่อสัตว์กินพืช กำมะถันจึงไปอยู่ในเนื้อเยื่อสัตว์ด้วย ซัลเฟตอาจถูกรีดิวซ์ไปเป็นก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ ( H 2 S ) โดย Sulphur reducing bacteria - 64.
- 65.
- 66.
- 67.
วัฏจักรของน้ำ เริ่มต้นจากการระเหย (Evaporation) ของน้ำที่อยู่ตามแหล่งน้ำต่างๆ ตั้งแต่ มหาสมุทร ทะเล แม่น้ำ คลองต่างๆ รวมทั้งจากพื้นดินด้วย จากการคายน้ำของพืช (Transpiration) กลายเป็นไอน้ำ (WaterVapor) ซึ่งอุณหภูมิของไอน้ำจะสูงกว่าจุดเดือด และเมื่ออากาศมีอุณหภูมิต่ำ ไอน้ำจะรวมตัวกัน (Condensation) ตกสู่ผิวโลก น้ำในมหาสมุทรมีพื้นที่ประมาณ 70% ของพื้นที่ทั้งโลก และมีการตกสู่พื้นโลกประมาณ 10 % ในรูปของฝนและหิมะ บางส่วนก็จะซึมลงดินและลงสู่แหล่งน้ำต่างๆ และเกิดการระเหยอีกครั้งหนึ่ง - 68.