Monitoring Traumatic Shock
นส.จิราพร พอกพูนทรัพย์
พยาบาลวิชาชีพชํานาญการ แผนกอุบัติเหตุ – ฉุกเฉิน
โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา
วุฒิฯ พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต การพยาบาลผู้ใหญ่
มหาวิทยาลัยมหิดล
วิธีการดําเนินการ
การสืบค้นหลักฐานเชิงประจักษ์ ใช้กรอบแนวคิด
PICO framework (Grace, 2009)
P (ผู้ป่ วย / ประชากรกลุ่มที่สนใจ / สภาวะสุขภาพที่สนใจ)
I (ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลลัพธ์): Monitoring, Risk factors,
Indicators, Vital signs ฯลฯ
C (ปัจจัยอื่นๆที่มีอิทธิพลต่อผลลัพธ์)
O (ผลลัพธ์): Perfusion, Reversible end-organ
function ฯลฯ
วิธีการดําเนินการ
ขอบเขตในการสืบค้นหลักฐานเชิงประจักษ์
• คําสําคัญ: Injured/Trauma patients, Traumatic
shock, Hypotension, Hypo perfusion,
Circulation failure…
- Monitoring,Risk factors, Indicators,
Sense, Vital signs…
- Perfusion, Restoration…
วิธีการดําเนินการ
• ฐานข้อมูลที่ใช้ในการสืบค้นหลักฐานเชิงประจักษ์:
- สืบค้นจากฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และวารสารวิชาการ
• เกณฑ์ในการคัดเลือกหลักฐานเชิงประจักษ์:
- งานวิจัยฉบับสมบูรณ์ (full text)
- ตีพิมพ์ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ในช่วงปี พ.ศ. 2548-2555
• เกณฑ์ในการคัดออก:
- มีเฉพาะบทคัดย่อ, ศึกษาในเด็ก, สตรีตั้งครรภ์, สัตว์ทดลอง, Non-
traumatic Shock และการเฝ้ าระวังโดยใช้เครื่องมือแพทย์
วิธีการดําเนินการ
• ประเมินคุณภาพของหลักฐานเชิงประจักษ์: ใช้กรอบการศึกษาของ
DiCenso, Guyatt, & Ciliska (2005)
1. มีความตรง และน่าเชื่อถือ
2. ผลสรุปการวิจัย
3. ความเหมาะสมในการนําไปปฏิบัติ
• ประเมินระดับหลักฐานเชิงประจักษ์: Grace (2009) รูปแบบ
Prognosis Evidence Pyramids
วิธีการดําเนินการ
1 การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ เพื่อศึกษาตัวแปรหรือผลของตัวแปรใดตัวแปรหนึ่งติดตามไปข้างหน้า
(Systematic review of good quality cohort studies)
2 การศึกษาตัวแปรหรือผลของตัวแปรใดตัวแปรหนึ่งติดตามไปข้างหน้า ติดตามผลลัพธ์อย่างน้อย 80 เปอร์เซ็นต์
(Prospective cohort study with at least 80% follow up)
3 การทบทวนวรรณกรรมเชิงคุณภาพระดับตํ่าอย่างเป็นระบบ
(Systematic review of lower quality studies)
4 การศึกษาตัวแปรหรือผลของตัวแปรใดตัวแปรหนึ่งย้อนหลัง ติดตามผลลัพธ์ไม่ต่อเนื่อง
(Retrospective cohort study with poor follow up)
5 การศึกษาย้อนหลังเกี่ยวกับตัวแปรทํานายการเกิดภาวะช็อกจากการบาดเจ็บ โดยการเปรียบเทียบลักษณะจําเพาะ
ของบุคคล (Case control study)
6 การศึกษาติดตามลักษณะจําเพาะของบุคคล (Case series)
7 การศึกษาโดยการสังเกตการณ์อย่างไม่เป็นระบบ
(Unsystematic clinical observation)
(ฟองคํา ติลกสกุลชัย, 2553; Grace, 2009)
ความเปนมา
ในปี พ.ศ. 2553 ประเทศไทยพบผู้บาดเจ็บรุนแรงจากทุกสาเหตุรวม
167,677 ราย เสียชีวิต 7,636 ราย และมีแนวโน้มสูงขึ้น
• กลุ่มอายุ 15-29 ปีบาดเจ็บสูงสุด ร้อยละ 45.35 / ผู้ใช้แรงงานร้อยละ 32.06
• สาเหตุจากอุบัติเหตุจราจรพบมากที่สุด ร้อยละ 47.18 และเสียชีวิตจาก
อุบัติเหตุจราจรมากที่สุด ร้อยละ 59.36
ข้อมูลเครือข่ายอุบัติเหตุเมื่อปี พ.ศ. 2552 ระบุว่าเสียชีวิตที่ห้องฉุกเฉิน
คิดเป็นร้อยละ 9.25 สาเหตุพบว่าผิดปกติที่ระบบไหลเวียนโลหิตมากที่สุด
(พิมพ์พา เตชะกมลสุข และคณะ, 2553)
ผู้ป่ วยอุบัติเหตุที่ห้องฉุกเฉิน
(Injured Patients at Emergency room)
ผู้ป่ วยที่มีภาวะคุกคามด้านร่างกาย (Maguire, 2011) เกิดจาก
สาเหตุต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นการบาดเจ็บที่รุนแรง และบาดเจ็บหลายระบบ
(Lyons, 2006) มีโอกาสเสียชีวิตสูง (Boswell & Scalea, 2009)
และเป็นเหตุให้เสียชีวิตทันทีเมื่อแรกรับที่ห้องฉุกเฉิน และภายใน 24
ชั่วโมงแรกหลังการบาดเจ็บ (Soderlund et al., 2009)
Trimodal
หลังเกิดเหตุเป็น ชั่วโมง – 24 ชม.
ภาวะช็อกจากการบาดเจ็บ (Traumatic shock)
กลุ่มอาการของร่างกายที่ตอบสนองต่อการกําซาบเลือดตํ่า
ที่เกิดเป็นระบบ (Rueden, et al., 2009; Makic, 2010) ทําให้เนื้อเยื่อ
ขาดเลือดอย่างต่อเนื่อง (Dutton, 2008; Makic, 2010) จนเกิด
อวัยวะหลายระบบล้มเหลว ส่งผลคุกคามชีวิต (Kirkpatrick, et al.,
2008; Boswell, & Scalea, 2009) และนําไปสู่การเสียชีวิตทันที
ภายใน 1 ชม. แรกที่ห้องฉุกเฉิน (Dutton, 2008)
การจําแนกสาเหตุของภาวะช็อก
ช็อกจากการสูญเสียปริมาตรในหลอดเลือด
(Hypovolemic Shock)
ช็อกจากการบีบตัวของหัวใจผิดปกติ
(Cardiogenic Shock)
ช็อกจากการขยายตัวของหลอดเลือดส่วนปลาย
(Distributive Shock)
• สูญเสียเลือด (Hemorrhagic Shock)
• สูญเสียนํ้าในหลอดเลือด(Hypovolemic Shock)
• การบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อหัวใจ
(Cardiogenic Shock)
• การอุดกั้นการไหลเวียนเลือดบริเวณหัวใจและหลอดเลือด
(Obstructive Shock)
• การบาดเจ็บระบบประสาทรุนแรง
• การบาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง
• อาการปวดอย่างรุนแรง
• ภาวะเครียดรุนแรง / การติดเชื้อในกระแสเลือด/ อาการ
แพ้ / ภาวะต่อมไร้ท่อผิดปกติ
การตอบสนองของร่างกาย
เมื่อ Blood volume ลดลง
Venous return ลดลง
Stroke volume ลดลง
Cardiac output ลดลง
Tissue perfusion ลดลง
Hypoxia
ผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆ
• ปอด
• ผิวหนัง
• ไต
• ลําไส้
• ตับ
• สมอง
• หัวใจ
Shock management
follow ATLS
1. Primary Survey
• Airway & Protect C-Spine
• Breathing & Ventilation
• Circulation & hemorrhage control
• Disability : Neurologic examination
• Exposure : Complete examination & keep warm
Adjunct: Gastric dilatation, Urinary catheter insertion,
FAST, EKG., Portable X-rays.
Re-evaluation & Monitoring
2. Secondary Survey: Re-assessment Head to Toe,
AMPLE
ภาวะช็อกแบ่งเป็น 3 ระยะ
1. ระยะปรับชดเชย (compensatory stage)
2. ระยะก้าวหน้า หรือระยะลุกลาม (progressive stage)
3. ระยะไม่สามารถปรับชดเชย (irreversible stage)
(Boswell, & Scalea, 2009)
Progressive & Irreversible stage
Lethal Triad (Vicious cycle of blood circulation)
Indicators for evaluate
• V/S & Oxygen saturation
• Skin
• Jugular veins
• Cardiac rhythm
• LOC
• ABG
• Urinary output
Monitoring
การเฝ้ าระวัง การเตือน และติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง
อย่างต่อเนื่อง โดยใช้คนหรือเครื่องมือ ต้องรู้ว่าจะเฝ้ าระวังอะไร บ่อย
เพียงใด เลือกวิธีการหรือเครื่องมือให้เหมาะสม และแปลผลถูกต้อง
การแปลผลดูจากอาการและอาการแสดงตอบสนองทาง
ร่างกาย เพื่อสืบค้นภาวะช็อกตั้งแต่ระยะเริ่มแรก และไปสู่การรักษาที่
เหมาะสม
กราฟแสดง
Monitoring
For
Evaluate
perfusion
เวลา (นาที)
ประมาณค่า
สรุปสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์
การประเมินการเปลี่ยนแปลงการไหลเวียนโลหิตภายหลัง
การบาดเจ็บ ที่เป็นระบบ และครอบคลุม เพื่อติดตามการกําซาบ
เลือดของอวัยวะต่างๆ โดยใช้การประเมินด้านสรีรวิทยา แบ่งเป็น
3 ประเด็นสําคัญ ดังนี้
1. การรวบรวมข้อมูลการบาดเจ็บ
2. การประเมินอาการและอาการแสดงทางคลินิก
3. การติดตามเฝ้ าระวังการการไหลเวียนโลหิต
(Hemodynamic)
1. การรวบรวมข้อมูลการบาดเจ็บ
1.1 อายุ: ผู้ป่วย ≥ 55 ปี พบการตอบสนองด้านสรีรวิทยาภายนอกปกติ แต่
ความสามารถในการปรับตัวต่อการบาดเจ็บลดลง (Edwards, et al., 2010 ระดับ 4)
หากพบการบาดเจ็บของระบบประสาทร่วมด้วย จะมีการกําซาบเลือดตํ่าอย่างรุนแรง
(Tuli, et al., 2007: ระดับ 2)
1.2 ประวัติความเจ็บป่ วย: การได้รับยาเบต้าบล็อก จะยับยั้งการทําหน้าที่
ของระบบประสาท ลดการหลั่งเรนิน ทําให้ตรวจพบความดันโลหิตปกติ และอัตรา
การเต้นของหัวใจช้า แม้ในระยะที่มีการกําซาบเลือดตํ่า (Hagiwara, et al., 2010
ระดับ 2)
1.3 ประวัติที่เกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บ:
การดื่มแอลกอฮอล์> 80 มก.% เป็นตัวบ่งชี้ทําให้การบาดเจ็บที่ศีรษะ
มีความรุนแรงมากขึ้น (Macdonald, et al., 2006: ระดับ 1) เกิด
ภาวะแทรกซ้อนของระบบหายใจ กดการทํางานของระบบประสาท ลดการ
ไหลเวียนเลือดไปยังหัวใจ และสมอง ความดันโลหิตตํ่า ไม่สามารถปรับตัว
ต่อภาวะช็อกจากการบาดเจ็บได้ และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อวัยวะ
หลายระบบ (Hadjizacharia, et al., 2011 ระดับ 5 ) และการใช้สารเสพติด
ทําให้ตรวจพบความดันโลหิตสูงในขณะที่มีการเสียเลือดรุนแรง
(Lalezarzadeh, et al., 2009 ระดับ 4)
1.4 กลไกการบาดเจ็บ:
- กลไกBlunt ทําให้มีการบาดเจ็บอวัยวะภายใน เกิดภาวะช็อกจาก
การเสียเลือดรุนแรง (Hagiwara, et al., 2010 ระดับ 2) หากได้รับสารนํ้า หรือ
เลือดทดแทนในระยะที่ไม่สามารถปรับชดเชย ทําให้เสียชีวิตด้วยสาเหตุที่
ป้องกันได้(Soderlund, et al., 2009: ระดับ 4)
- กลไกPenetrating หากพบว่าหัวใจเต้นช้า จะมีความรุนแรง
สูง (Ley, et al., 2009: ระดับ 4) หากได้รับเลือดทดแทนในระยะที่ไม่สามารถ
ปรับชดเชยได้จะไม่ตอบสนองต่อการรักษา (Smith, et al., 2008: ระดับ 2)
1.5 ตําแหน่งการบาดเจ็บ:
การบาดเจ็บบริเวณศีรษะ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับการใส่ท่อช่วย
หายใจ บ่งชี้ว่ามีการกําซาบเลือดในสมองตํ่า มีโอกาสเกิดการเสียชีวิตสูง
(Zafar, et al., 2011: ระดับ 4)
การบาดเจ็บกระดูกต้นคอชนิด complete cord จะเกิดการ
กําซาบเลือดตํ่ารุนแรง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจ จะมี
โอกาสเกิดการเสียชีวิตสูง (Neumann, et al., 2008 ระดับ 4) พบภาวะช็อก
จากการบาดเจ็บของระบบประสาทได้บ่อย โดยเฉพาะบริเวณกระดูกต้นคอ
ตําแหน่งที่ 1-5 (Tuli, et al., 2007 ระดับ 2)
1.5 ตําแหน่งการบาดเจ็บ:
การบาดเจ็บจากแรงกระแทกบริเวณหัวใจ บ่งชี้ว่าอาจเกิดภาวะปอด
ชอกชํ้า และเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Emet, et al., 2010: ระดับ 2)
การบาดเจ็บหลายระบบ มีความรุนแรงสูง อาจเกิดการตรวจร่างกาย
ผิดพลาดได้ (Soderlund, et al., 2009) หากมีการทําหัตถการช่วยชีวิต
ฉุกเฉินมักจะรุนแรงมากขึ้น จําเป็นต้องได้รับการผ่าตัดห้ามเลือดทันที
(Kaiser, et al., 2009: ระดับ 4)
1.6 คะแนนความรุนแรงของการบาดเจ็บ:
เป็นตัวชี้วัดการไหลเวียนโลหิต ติดตามการกําซาบเลือด ระดับของ
การเสียเลือด และประเมินความต้องการเลือดทดแทน หากมีคะแนน RTS
≤11, ISS ≥15, AIS ≥4 แสดงว่าปริมาณเลือดในระบบไหลเวียนลดลง
(Smith, et al., 2008: ระดับ 2)
1.7 ระยะเวลาการบาดเจ็บ:
> 20 นาที บ่งชี้ว่ามีการกําซาบเลือดตํ่า มีโอกาสเกิดการเสียชีวิต
ภายหลังการเสียเลือดรุนแรง (Kaiser, et al., 2009 ระดับ 4) จะเกิดภาวะ
แข็งตัวของเลือดล้มเหลว (Soderlund, et al., 2009: ระดับ 4)
โดยเฉพาะผู้ป่วยที่บาดเจ็บกระดูกต้นคอชนิด Complete cord หาก
ได้รับการรักษาที่เหมาะสมอย่างล่าช้า จะเกิดภาวะช็อกจากการบาดเจ็บของ
ระบบประสาท (Tuli, et al., 2007: ระดับ 2)
2. การประเมินอาการและอาการแสดงทางคลินิก
2.1 อัตราการหายใจ: เร็ว และลึก เกิดภาวะกรดกระตุ้นศูนย์หายใจ บ่งชี้ว่าเสีย
เลือดรุนแรง (Bahten, et al., 2008)
2.2 ชีพจร: เต้นเบา บ่งชี้การไหลเวียนโลหิตไปยังอวัยวะต่างๆลดลง
(Hagiwara, et al., 2010 ระดับ2)
2.3 อัตราการเต้นของหัวใจ
- HR < 60 ครั้ง / นาที เกิดจากการบาดเจ็บรุนแรง มีการปรับตัวยาก
เช่น การบาดเจ็บกระดูกต้นคอชนิด complete cord เลือดออกบริเวณ
อวัยวะภายใน หรือรับสารเสพติดบางชนิด (Ley, et al., 2009: ระดับ 4)
- HR > 100 ครั้ง / นาที บ่งชี้ว่ามีการกําซาบเลือดตํ่า (Emet, et al.,
2010: ระดับ 2)
- HR > 120 ครั้ง / นาที พบว่าเสียเลือด 15-30% มีโอกาสเสียชีวิตสูง
(Cannon, et al., 2009: ระดับ 4)
2.4 ระดับความรู้สึกตัว:
ระดับความรู้สึกตัวลดลง อาจเกิดจากเสียเลือดรุนแรงด้วยอาวุธมีคม
(Ley, et al., 2009: ระดับ 4) หรือเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจากการถูก
กระแทก (Emet, et al., 2010: ระดับ 2) ร่วมกับกําลังของกล้ามเนื้อลดลง ≥ 2
คะแนน ขนาดรูม่านตาโต > 4 มม. สองข้างมีขนาดต่างกัน ≥ 2 มม. ไม่
ตอบสนองต่อแสง มีโอกาสเสียชีวิตสูง (Boto, et al., 2006: ระดับ 4) หาก
คะแนน GCS ตํ่า มักจะเกิดภาวะช็อกจากการบาดเจ็บของระบบประสาท
(Neumann, et al., 2008: ระดับ 4)
2.5 ผิวหนัง: เย็นชื้น สีคลํ้า เป็นตัวบ่งชี้ว่าเกิดภาวะช็อกจากการบาดเจ็บ
เสียเลือด (Hagiwara, et al., 2010: ระดับ 2)
3. การติดตามเฝ้ าระวังการไหลเวียนโลหิต (Hemodynamic)
3.1 การใช้เครื่องมือตรวจวัดความดันโลหิต
- SBP < 80 มม. ปรอท มีโอกาสเสียชีวิตสูง (Lalezarzadeh, et al.,
2009: ระดับ 4)
- SBP ≤ 90 มม. ปรอท บ่งชี้ว่าเสียเลือดมากกว่า 30% (1,500-2,000 มล.)
(Hagiwara, et al., 2010: ระดับ 2) มักจะเกิดจากการเสียเลือดของอวัยวะภายใน
(Kaiser, et al., 2009: ระดับ 4) ต้องได้รับการผ่าตัดเร่งด่วนจึงจะรอดชีวิต
(Hagiwara, et al., 2010: ระดับ 2) หากเกิดภาวะช็อกจากการบาดเจ็บของระบบ
ประสาท มักจะพบร่วมกับหัวใจเต้นช้า และมีการเสียชีวิตสูง (Boto, et al., 2006:
ระดับ 4) ข้อแนะนํา - อายุ 20-49 ปี keep SBP > 110 มม.ปรอท
- อายุ 50-69 ปี keep SBP > 120 มม.ปรอท
- อายุ > 70 ปี keep BP > 140 มม.ปรอท ทําให้การกําซาบเลือด
เพียงพอ ลดอัตราการเสียชีวิต (Edwards, et al. , 2010 ระดับ 4)
- SBP ตํ่าร่วมกับการได้รับยา vasopressor จะมีโอกาสเกิดการ
เสียชีวิตสูง (Neumann, et al., 2008: ระดับ 4)
- DBP ตํ่า ทําให้ร่างกายไม่สามารถปรับชดเชยได้(Hagiwara, et al.,
2010: ระดับ 2)
- ภายหลังการบาดเจ็บที่ศีรษะ แนะนําให้ keep DBP = 110 - 120 มม.
ปรอท บ่งชี้ว่ามีการกําซาบเลือดในสมองเพียงพอ (Zafar, et al., 2011: ระดับ 4)
- MAP < 70 มม.ปรอท ทําให้หัวใจไม่สามารถบีบเลือดไปยังอวัยวะ
ต่างๆได้เพียงพอ บ่งชี้ว่าเกิดภาวะช็อกจากการบาดเจ็บหัวใจจากแรงกระแทก
(Emet, et al., 2010: ระดับ 2)
- ค่าดัชนีวัดภาวะช็อก: SI ≥ 0.8 โดยที่สัญญาณชีพยังคงปกติ บ่งชี้ว่า
เกิดภาวะช็อกจากการบาดเจ็บเสียเลือด (Hagiwara, et al., 2010: ระดับ 2)
หรือพบค่าเพิ่มขึ้นจากเดิม ≥ 0.3 (Cannon, et al., 2009: ระดับ 4) หากค่า
SI < 0.8 มีผลการตรวจร่างกายผิดปกติ อาจจะเกิดภาวะช็อกของระบบ
ประสาท หรือจากฤทธิ์ยาได้(Hagiwara, et al., 2010: ระดับ 2)
Allgower’s shock index
SI = HR / SBP
เครื่องมือประเมินความรุนแรงของการเสียเลือด การติดเชื้อ การบาดเจ็บของ LV และ
cardiogenic shock ประเมินระดับออกซิเจนในร่างกาย ประเมินการตอบสนองต่อการรักษา
ได้ดีกว่าการตรวจชีพจรและความดันโลหิตแบบ noninvasive
0.5-0.6 = normal
0.8 = 10-20 % (Shock CLASS I)
1.0 = 20-30 % (Shock CLASS II)
1.1 = 30-40 % (Shock CLASS III)
1.5-2.0 = 40-50 % (Shock CLASS IV)
(วรรณวิมล แสงโชติ, 2553, Birkhahn, et al., 2004., Rady, et al., 1992.;
Winter, 2009.)
- ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดแดง: < 70% ภายหลังบาดเจ็บจากอาวุธมี
คม บ่งชี้ว่ามีการกําซาบเลือดตํ่า (Smith, et al., 2008: ระดับ 2)
- ภายหลังการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจน
≤ 90% บ่งชี้ว่ามีการกําซาบเลือดในสมองตํ่า (Boto, et al., 2006: ระดับ 4)
- อุณหภูมิกาย: ในกรณีที่อุณหภูมิร่างกายตํ่า บ่งชี้ว่าเกิดภาวะช็อกจากการเสีย
เลือดรุนแรงจากแรงกระแทก (Hagiwara, et al., 2010: ระดับ 2)
- คลื่นไฟฟ้ าหัวใจ บ่งชี้ว่าเกิดภาวะช็อกจากการบาดเจ็บบริเวณหัวใจจากแรง
กระแทก ในระยะเริ่มแรกจะพบคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติที่ตําแหน่ง S-T, Q, T
ตําแหน่งเหนือเวนตริเคิล และตําแหน่งบันเดิล (Emet, et al., 2010: ระดับ 2)
3.2 การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- ระดับ Troponin I > 0.01 meg / L เกิดภายหลังบาดเจ็บที่หัวใจ
จากแรงกระแทก ภายใน 12-24 ชั่วโมงแรก (Emet, et al., 2010: ระดับ 2)
- ระดับนํ้าตาลในเลือด > 120 มก./ดล. เป็นผลจากฮอร์โมนที่หลั่งจาก
ภาวะเครียดของร่างกาย (Bahten, et al., 2008: ระดับ 2)
- ปริมาณ W.B.C. > 10,000 มักพบร่วมกับภาวะกรดคั่ง (Bahten, et
al., 2008: ระดับ 2)
- ผลวิเคราะห์ก๊าซในเลือดแดงพบค่า pH, Base และไบคาร์บอเนตตํ่า
ขณะที่ค่า PO2 และ PCO2 สูงขึ้น (Bahten, et al., 2008: ระดับ 2)
- R.B.C. และ Hb. มีจํานวนลดลง (Bahten, et al., 2008:
ระดับ 2) และค่า Hct. < 35% (Opreanu, et al., 2010: ระดับ 5) บ่งชี้ว่า
เกิดภาวะช็อกจากเสียเลือด และต้องผ่าตัดห้ามเลือด (Bahten, et al., 2008:
ระดับ 2)
- การแข็งตัวของเลือด: PT, PTT, INR. ผิดปกติ (Jansen, et al.,
2011: ระดับ 2)
- ค่าเบส ≥ 2 mmol. / L บ่งชี้ว่าผู้ป่วยอุบัติเหตุสูงอายุมีการกําซาบ
เลือดตํ่า และมีโอกาสเสียชีวิตเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าสัญญาณชีพจะปกติ (Martin, et
al., 2010: ระดับ 4)
- ค่าเบส 9.35 mmol. / L บ่งชี้ว่ามีภาวะแทรกซ้อนของช็อกจากการ
เสียเลือด ได้แก่ ระบบหายใจล้มเหลว ไตวาย การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ และ
อวัยวะหลายระบบล้มเหลว มีระดับ pH ตํ่า และแลคเตทสูง (Abt, et al.,
2009: ระดับ 4)
- ค่าเบส ≥ 13 mmol. / L บ่งชี้ว่ามีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
(Jansen, et al., 2011: ระดับ 2)
- การตรวจหาค่าเบสเป็นตัวชี้วัดการกําซาบเลือดตํ่าได้ดีในผู้ป่ วย
อุบัติเหตุอายุ ≥ 65 ปีขึ้นไป จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิต (Martin, et al.,
2010: ระดับ 4) ได้ดีกว่าการตรวจ aPTT (Jansen, et al., 2011: ระดับ 2)
- ระดับแลคเตท > 2.2 mmol. ในผู้ป่วยอุบัติเหตุสูงอายุจะเป็นตัว
บ่งชี้ว่ามีการกําซาบเลือดตํ่า และโอกาสเกิดการเสียชีวิตสูง ถึงแม้ว่าสัญญาณชีพ
จะปกติ (Martin, et al., 2010: ระดับ 4)
ข้อเสนอแนะ
1. เครื่องมือที่นํามาใช้ประเมินต้องมีความไว และแม่นยํา ใช้สืบค้นภาวะ
ช็อกจากการบาดเจ็บในระยะเริ่มแรก นําไปสู่การรักษาที่เหมาะสม
(Cannon, et al., 2009: ระดับ 4)
2. การประเมินการไหลเวียนโลหิตต้องประเมินด้วยเครื่องมือหลายชนิด
ร่วมกัน (Opreanu, et al., 2010: ระดับ 5)
3. กระบวนการทํางานของระบบต่างๆในร่างกายภายหลังการบาดเจ็บ
รุนแรง มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงควรติดตามเฝ้าระวังอย่าง
ต่อเนื่อง (Bahten, et al., 2008: ระดับ 2)

Monitor traumatic shock 16 พค.58

  • 1.
    Monitoring Traumatic Shock นส.จิราพรพอกพูนทรัพย์ พยาบาลวิชาชีพชํานาญการ แผนกอุบัติเหตุ – ฉุกเฉิน โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา วุฒิฯ พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต การพยาบาลผู้ใหญ่ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • 2.
    วิธีการดําเนินการ การสืบค้นหลักฐานเชิงประจักษ์ ใช้กรอบแนวคิด PICO framework(Grace, 2009) P (ผู้ป่ วย / ประชากรกลุ่มที่สนใจ / สภาวะสุขภาพที่สนใจ) I (ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลลัพธ์): Monitoring, Risk factors, Indicators, Vital signs ฯลฯ C (ปัจจัยอื่นๆที่มีอิทธิพลต่อผลลัพธ์) O (ผลลัพธ์): Perfusion, Reversible end-organ function ฯลฯ
  • 3.
    วิธีการดําเนินการ ขอบเขตในการสืบค้นหลักฐานเชิงประจักษ์ • คําสําคัญ: Injured/Traumapatients, Traumatic shock, Hypotension, Hypo perfusion, Circulation failure… - Monitoring,Risk factors, Indicators, Sense, Vital signs… - Perfusion, Restoration…
  • 4.
    วิธีการดําเนินการ • ฐานข้อมูลที่ใช้ในการสืบค้นหลักฐานเชิงประจักษ์: - สืบค้นจากฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และวารสารวิชาการ • เกณฑ์ในการคัดเลือกหลักฐานเชิงประจักษ์: - งานวิจัยฉบับสมบูรณ์ (full text) - ตีพิมพ์ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ในช่วงปี พ.ศ. 2548-2555 • เกณฑ์ในการคัดออก: - มีเฉพาะบทคัดย่อ, ศึกษาในเด็ก, สตรีตั้งครรภ์, สัตว์ทดลอง, Non- traumatic Shock และการเฝ้ าระวังโดยใช้เครื่องมือแพทย์
  • 5.
    วิธีการดําเนินการ • ประเมินคุณภาพของหลักฐานเชิงประจักษ์: ใช้กรอบการศึกษาของ DiCenso,Guyatt, & Ciliska (2005) 1. มีความตรง และน่าเชื่อถือ 2. ผลสรุปการวิจัย 3. ความเหมาะสมในการนําไปปฏิบัติ • ประเมินระดับหลักฐานเชิงประจักษ์: Grace (2009) รูปแบบ Prognosis Evidence Pyramids
  • 6.
    วิธีการดําเนินการ 1 การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ เพื่อศึกษาตัวแปรหรือผลของตัวแปรใดตัวแปรหนึ่งติดตามไปข้างหน้า (Systematicreview of good quality cohort studies) 2 การศึกษาตัวแปรหรือผลของตัวแปรใดตัวแปรหนึ่งติดตามไปข้างหน้า ติดตามผลลัพธ์อย่างน้อย 80 เปอร์เซ็นต์ (Prospective cohort study with at least 80% follow up) 3 การทบทวนวรรณกรรมเชิงคุณภาพระดับตํ่าอย่างเป็นระบบ (Systematic review of lower quality studies) 4 การศึกษาตัวแปรหรือผลของตัวแปรใดตัวแปรหนึ่งย้อนหลัง ติดตามผลลัพธ์ไม่ต่อเนื่อง (Retrospective cohort study with poor follow up) 5 การศึกษาย้อนหลังเกี่ยวกับตัวแปรทํานายการเกิดภาวะช็อกจากการบาดเจ็บ โดยการเปรียบเทียบลักษณะจําเพาะ ของบุคคล (Case control study) 6 การศึกษาติดตามลักษณะจําเพาะของบุคคล (Case series) 7 การศึกษาโดยการสังเกตการณ์อย่างไม่เป็นระบบ (Unsystematic clinical observation) (ฟองคํา ติลกสกุลชัย, 2553; Grace, 2009)
  • 7.
    ความเปนมา ในปี พ.ศ. 2553ประเทศไทยพบผู้บาดเจ็บรุนแรงจากทุกสาเหตุรวม 167,677 ราย เสียชีวิต 7,636 ราย และมีแนวโน้มสูงขึ้น • กลุ่มอายุ 15-29 ปีบาดเจ็บสูงสุด ร้อยละ 45.35 / ผู้ใช้แรงงานร้อยละ 32.06 • สาเหตุจากอุบัติเหตุจราจรพบมากที่สุด ร้อยละ 47.18 และเสียชีวิตจาก อุบัติเหตุจราจรมากที่สุด ร้อยละ 59.36 ข้อมูลเครือข่ายอุบัติเหตุเมื่อปี พ.ศ. 2552 ระบุว่าเสียชีวิตที่ห้องฉุกเฉิน คิดเป็นร้อยละ 9.25 สาเหตุพบว่าผิดปกติที่ระบบไหลเวียนโลหิตมากที่สุด (พิมพ์พา เตชะกมลสุข และคณะ, 2553)
  • 8.
    ผู้ป่ วยอุบัติเหตุที่ห้องฉุกเฉิน (Injured Patientsat Emergency room) ผู้ป่ วยที่มีภาวะคุกคามด้านร่างกาย (Maguire, 2011) เกิดจาก สาเหตุต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นการบาดเจ็บที่รุนแรง และบาดเจ็บหลายระบบ (Lyons, 2006) มีโอกาสเสียชีวิตสูง (Boswell & Scalea, 2009) และเป็นเหตุให้เสียชีวิตทันทีเมื่อแรกรับที่ห้องฉุกเฉิน และภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังการบาดเจ็บ (Soderlund et al., 2009)
  • 9.
  • 10.
    ภาวะช็อกจากการบาดเจ็บ (Traumatic shock) กลุ่มอาการของร่างกายที่ตอบสนองต่อการกําซาบเลือดตํ่า ที่เกิดเป็นระบบ(Rueden, et al., 2009; Makic, 2010) ทําให้เนื้อเยื่อ ขาดเลือดอย่างต่อเนื่อง (Dutton, 2008; Makic, 2010) จนเกิด อวัยวะหลายระบบล้มเหลว ส่งผลคุกคามชีวิต (Kirkpatrick, et al., 2008; Boswell, & Scalea, 2009) และนําไปสู่การเสียชีวิตทันที ภายใน 1 ชม. แรกที่ห้องฉุกเฉิน (Dutton, 2008)
  • 11.
    การจําแนกสาเหตุของภาวะช็อก ช็อกจากการสูญเสียปริมาตรในหลอดเลือด (Hypovolemic Shock) ช็อกจากการบีบตัวของหัวใจผิดปกติ (Cardiogenic Shock) ช็อกจากการขยายตัวของหลอดเลือดส่วนปลาย (DistributiveShock) • สูญเสียเลือด (Hemorrhagic Shock) • สูญเสียนํ้าในหลอดเลือด(Hypovolemic Shock) • การบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiogenic Shock) • การอุดกั้นการไหลเวียนเลือดบริเวณหัวใจและหลอดเลือด (Obstructive Shock) • การบาดเจ็บระบบประสาทรุนแรง • การบาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง • อาการปวดอย่างรุนแรง • ภาวะเครียดรุนแรง / การติดเชื้อในกระแสเลือด/ อาการ แพ้ / ภาวะต่อมไร้ท่อผิดปกติ
  • 12.
    การตอบสนองของร่างกาย เมื่อ Blood volumeลดลง Venous return ลดลง Stroke volume ลดลง Cardiac output ลดลง Tissue perfusion ลดลง Hypoxia
  • 13.
    ผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆ • ปอด • ผิวหนัง •ไต • ลําไส้ • ตับ • สมอง • หัวใจ
  • 14.
    Shock management follow ATLS 1.Primary Survey • Airway & Protect C-Spine • Breathing & Ventilation • Circulation & hemorrhage control • Disability : Neurologic examination • Exposure : Complete examination & keep warm Adjunct: Gastric dilatation, Urinary catheter insertion, FAST, EKG., Portable X-rays. Re-evaluation & Monitoring 2. Secondary Survey: Re-assessment Head to Toe, AMPLE
  • 15.
    ภาวะช็อกแบ่งเป็น 3 ระยะ 1.ระยะปรับชดเชย (compensatory stage) 2. ระยะก้าวหน้า หรือระยะลุกลาม (progressive stage) 3. ระยะไม่สามารถปรับชดเชย (irreversible stage) (Boswell, & Scalea, 2009)
  • 16.
  • 17.
    Lethal Triad (Viciouscycle of blood circulation)
  • 18.
    Indicators for evaluate •V/S & Oxygen saturation • Skin • Jugular veins • Cardiac rhythm • LOC • ABG • Urinary output
  • 19.
    Monitoring การเฝ้ าระวัง การเตือนและติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง อย่างต่อเนื่อง โดยใช้คนหรือเครื่องมือ ต้องรู้ว่าจะเฝ้ าระวังอะไร บ่อย เพียงใด เลือกวิธีการหรือเครื่องมือให้เหมาะสม และแปลผลถูกต้อง การแปลผลดูจากอาการและอาการแสดงตอบสนองทาง ร่างกาย เพื่อสืบค้นภาวะช็อกตั้งแต่ระยะเริ่มแรก และไปสู่การรักษาที่ เหมาะสม
  • 20.
  • 21.
    สรุปสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์ การประเมินการเปลี่ยนแปลงการไหลเวียนโลหิตภายหลัง การบาดเจ็บ ที่เป็นระบบ และครอบคลุมเพื่อติดตามการกําซาบ เลือดของอวัยวะต่างๆ โดยใช้การประเมินด้านสรีรวิทยา แบ่งเป็น 3 ประเด็นสําคัญ ดังนี้ 1. การรวบรวมข้อมูลการบาดเจ็บ 2. การประเมินอาการและอาการแสดงทางคลินิก 3. การติดตามเฝ้ าระวังการการไหลเวียนโลหิต (Hemodynamic)
  • 22.
    1. การรวบรวมข้อมูลการบาดเจ็บ 1.1 อายุ:ผู้ป่วย ≥ 55 ปี พบการตอบสนองด้านสรีรวิทยาภายนอกปกติ แต่ ความสามารถในการปรับตัวต่อการบาดเจ็บลดลง (Edwards, et al., 2010 ระดับ 4) หากพบการบาดเจ็บของระบบประสาทร่วมด้วย จะมีการกําซาบเลือดตํ่าอย่างรุนแรง (Tuli, et al., 2007: ระดับ 2) 1.2 ประวัติความเจ็บป่ วย: การได้รับยาเบต้าบล็อก จะยับยั้งการทําหน้าที่ ของระบบประสาท ลดการหลั่งเรนิน ทําให้ตรวจพบความดันโลหิตปกติ และอัตรา การเต้นของหัวใจช้า แม้ในระยะที่มีการกําซาบเลือดตํ่า (Hagiwara, et al., 2010 ระดับ 2)
  • 23.
    1.3 ประวัติที่เกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บ: การดื่มแอลกอฮอล์> 80มก.% เป็นตัวบ่งชี้ทําให้การบาดเจ็บที่ศีรษะ มีความรุนแรงมากขึ้น (Macdonald, et al., 2006: ระดับ 1) เกิด ภาวะแทรกซ้อนของระบบหายใจ กดการทํางานของระบบประสาท ลดการ ไหลเวียนเลือดไปยังหัวใจ และสมอง ความดันโลหิตตํ่า ไม่สามารถปรับตัว ต่อภาวะช็อกจากการบาดเจ็บได้ และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อวัยวะ หลายระบบ (Hadjizacharia, et al., 2011 ระดับ 5 ) และการใช้สารเสพติด ทําให้ตรวจพบความดันโลหิตสูงในขณะที่มีการเสียเลือดรุนแรง (Lalezarzadeh, et al., 2009 ระดับ 4)
  • 24.
    1.4 กลไกการบาดเจ็บ: - กลไกBluntทําให้มีการบาดเจ็บอวัยวะภายใน เกิดภาวะช็อกจาก การเสียเลือดรุนแรง (Hagiwara, et al., 2010 ระดับ 2) หากได้รับสารนํ้า หรือ เลือดทดแทนในระยะที่ไม่สามารถปรับชดเชย ทําให้เสียชีวิตด้วยสาเหตุที่ ป้องกันได้(Soderlund, et al., 2009: ระดับ 4) - กลไกPenetrating หากพบว่าหัวใจเต้นช้า จะมีความรุนแรง สูง (Ley, et al., 2009: ระดับ 4) หากได้รับเลือดทดแทนในระยะที่ไม่สามารถ ปรับชดเชยได้จะไม่ตอบสนองต่อการรักษา (Smith, et al., 2008: ระดับ 2)
  • 25.
    1.5 ตําแหน่งการบาดเจ็บ: การบาดเจ็บบริเวณศีรษะ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับการใส่ท่อช่วย หายใจบ่งชี้ว่ามีการกําซาบเลือดในสมองตํ่า มีโอกาสเกิดการเสียชีวิตสูง (Zafar, et al., 2011: ระดับ 4) การบาดเจ็บกระดูกต้นคอชนิด complete cord จะเกิดการ กําซาบเลือดตํ่ารุนแรง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจ จะมี โอกาสเกิดการเสียชีวิตสูง (Neumann, et al., 2008 ระดับ 4) พบภาวะช็อก จากการบาดเจ็บของระบบประสาทได้บ่อย โดยเฉพาะบริเวณกระดูกต้นคอ ตําแหน่งที่ 1-5 (Tuli, et al., 2007 ระดับ 2)
  • 26.
    1.5 ตําแหน่งการบาดเจ็บ: การบาดเจ็บจากแรงกระแทกบริเวณหัวใจ บ่งชี้ว่าอาจเกิดภาวะปอด ชอกชํ้าและเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Emet, et al., 2010: ระดับ 2) การบาดเจ็บหลายระบบ มีความรุนแรงสูง อาจเกิดการตรวจร่างกาย ผิดพลาดได้ (Soderlund, et al., 2009) หากมีการทําหัตถการช่วยชีวิต ฉุกเฉินมักจะรุนแรงมากขึ้น จําเป็นต้องได้รับการผ่าตัดห้ามเลือดทันที (Kaiser, et al., 2009: ระดับ 4)
  • 27.
    1.6 คะแนนความรุนแรงของการบาดเจ็บ: เป็นตัวชี้วัดการไหลเวียนโลหิต ติดตามการกําซาบเลือดระดับของ การเสียเลือด และประเมินความต้องการเลือดทดแทน หากมีคะแนน RTS ≤11, ISS ≥15, AIS ≥4 แสดงว่าปริมาณเลือดในระบบไหลเวียนลดลง (Smith, et al., 2008: ระดับ 2) 1.7 ระยะเวลาการบาดเจ็บ: > 20 นาที บ่งชี้ว่ามีการกําซาบเลือดตํ่า มีโอกาสเกิดการเสียชีวิต ภายหลังการเสียเลือดรุนแรง (Kaiser, et al., 2009 ระดับ 4) จะเกิดภาวะ แข็งตัวของเลือดล้มเหลว (Soderlund, et al., 2009: ระดับ 4) โดยเฉพาะผู้ป่วยที่บาดเจ็บกระดูกต้นคอชนิด Complete cord หาก ได้รับการรักษาที่เหมาะสมอย่างล่าช้า จะเกิดภาวะช็อกจากการบาดเจ็บของ ระบบประสาท (Tuli, et al., 2007: ระดับ 2)
  • 28.
    2. การประเมินอาการและอาการแสดงทางคลินิก 2.1 อัตราการหายใจ:เร็ว และลึก เกิดภาวะกรดกระตุ้นศูนย์หายใจ บ่งชี้ว่าเสีย เลือดรุนแรง (Bahten, et al., 2008) 2.2 ชีพจร: เต้นเบา บ่งชี้การไหลเวียนโลหิตไปยังอวัยวะต่างๆลดลง (Hagiwara, et al., 2010 ระดับ2) 2.3 อัตราการเต้นของหัวใจ - HR < 60 ครั้ง / นาที เกิดจากการบาดเจ็บรุนแรง มีการปรับตัวยาก เช่น การบาดเจ็บกระดูกต้นคอชนิด complete cord เลือดออกบริเวณ อวัยวะภายใน หรือรับสารเสพติดบางชนิด (Ley, et al., 2009: ระดับ 4) - HR > 100 ครั้ง / นาที บ่งชี้ว่ามีการกําซาบเลือดตํ่า (Emet, et al., 2010: ระดับ 2)
  • 29.
    - HR >120 ครั้ง / นาที พบว่าเสียเลือด 15-30% มีโอกาสเสียชีวิตสูง (Cannon, et al., 2009: ระดับ 4) 2.4 ระดับความรู้สึกตัว: ระดับความรู้สึกตัวลดลง อาจเกิดจากเสียเลือดรุนแรงด้วยอาวุธมีคม (Ley, et al., 2009: ระดับ 4) หรือเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจากการถูก กระแทก (Emet, et al., 2010: ระดับ 2) ร่วมกับกําลังของกล้ามเนื้อลดลง ≥ 2 คะแนน ขนาดรูม่านตาโต > 4 มม. สองข้างมีขนาดต่างกัน ≥ 2 มม. ไม่ ตอบสนองต่อแสง มีโอกาสเสียชีวิตสูง (Boto, et al., 2006: ระดับ 4) หาก คะแนน GCS ตํ่า มักจะเกิดภาวะช็อกจากการบาดเจ็บของระบบประสาท (Neumann, et al., 2008: ระดับ 4)
  • 30.
    2.5 ผิวหนัง: เย็นชื้นสีคลํ้า เป็นตัวบ่งชี้ว่าเกิดภาวะช็อกจากการบาดเจ็บ เสียเลือด (Hagiwara, et al., 2010: ระดับ 2)
  • 31.
    3. การติดตามเฝ้ าระวังการไหลเวียนโลหิต(Hemodynamic) 3.1 การใช้เครื่องมือตรวจวัดความดันโลหิต - SBP < 80 มม. ปรอท มีโอกาสเสียชีวิตสูง (Lalezarzadeh, et al., 2009: ระดับ 4) - SBP ≤ 90 มม. ปรอท บ่งชี้ว่าเสียเลือดมากกว่า 30% (1,500-2,000 มล.) (Hagiwara, et al., 2010: ระดับ 2) มักจะเกิดจากการเสียเลือดของอวัยวะภายใน (Kaiser, et al., 2009: ระดับ 4) ต้องได้รับการผ่าตัดเร่งด่วนจึงจะรอดชีวิต (Hagiwara, et al., 2010: ระดับ 2) หากเกิดภาวะช็อกจากการบาดเจ็บของระบบ ประสาท มักจะพบร่วมกับหัวใจเต้นช้า และมีการเสียชีวิตสูง (Boto, et al., 2006: ระดับ 4) ข้อแนะนํา - อายุ 20-49 ปี keep SBP > 110 มม.ปรอท - อายุ 50-69 ปี keep SBP > 120 มม.ปรอท - อายุ > 70 ปี keep BP > 140 มม.ปรอท ทําให้การกําซาบเลือด เพียงพอ ลดอัตราการเสียชีวิต (Edwards, et al. , 2010 ระดับ 4)
  • 32.
    - SBP ตํ่าร่วมกับการได้รับยาvasopressor จะมีโอกาสเกิดการ เสียชีวิตสูง (Neumann, et al., 2008: ระดับ 4) - DBP ตํ่า ทําให้ร่างกายไม่สามารถปรับชดเชยได้(Hagiwara, et al., 2010: ระดับ 2) - ภายหลังการบาดเจ็บที่ศีรษะ แนะนําให้ keep DBP = 110 - 120 มม. ปรอท บ่งชี้ว่ามีการกําซาบเลือดในสมองเพียงพอ (Zafar, et al., 2011: ระดับ 4) - MAP < 70 มม.ปรอท ทําให้หัวใจไม่สามารถบีบเลือดไปยังอวัยวะ ต่างๆได้เพียงพอ บ่งชี้ว่าเกิดภาวะช็อกจากการบาดเจ็บหัวใจจากแรงกระแทก (Emet, et al., 2010: ระดับ 2)
  • 33.
    - ค่าดัชนีวัดภาวะช็อก: SI≥ 0.8 โดยที่สัญญาณชีพยังคงปกติ บ่งชี้ว่า เกิดภาวะช็อกจากการบาดเจ็บเสียเลือด (Hagiwara, et al., 2010: ระดับ 2) หรือพบค่าเพิ่มขึ้นจากเดิม ≥ 0.3 (Cannon, et al., 2009: ระดับ 4) หากค่า SI < 0.8 มีผลการตรวจร่างกายผิดปกติ อาจจะเกิดภาวะช็อกของระบบ ประสาท หรือจากฤทธิ์ยาได้(Hagiwara, et al., 2010: ระดับ 2)
  • 34.
    Allgower’s shock index SI= HR / SBP เครื่องมือประเมินความรุนแรงของการเสียเลือด การติดเชื้อ การบาดเจ็บของ LV และ cardiogenic shock ประเมินระดับออกซิเจนในร่างกาย ประเมินการตอบสนองต่อการรักษา ได้ดีกว่าการตรวจชีพจรและความดันโลหิตแบบ noninvasive 0.5-0.6 = normal 0.8 = 10-20 % (Shock CLASS I) 1.0 = 20-30 % (Shock CLASS II) 1.1 = 30-40 % (Shock CLASS III) 1.5-2.0 = 40-50 % (Shock CLASS IV) (วรรณวิมล แสงโชติ, 2553, Birkhahn, et al., 2004., Rady, et al., 1992.; Winter, 2009.)
  • 35.
    - ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดแดง: <70% ภายหลังบาดเจ็บจากอาวุธมี คม บ่งชี้ว่ามีการกําซาบเลือดตํ่า (Smith, et al., 2008: ระดับ 2) - ภายหลังการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจน ≤ 90% บ่งชี้ว่ามีการกําซาบเลือดในสมองตํ่า (Boto, et al., 2006: ระดับ 4) - อุณหภูมิกาย: ในกรณีที่อุณหภูมิร่างกายตํ่า บ่งชี้ว่าเกิดภาวะช็อกจากการเสีย เลือดรุนแรงจากแรงกระแทก (Hagiwara, et al., 2010: ระดับ 2) - คลื่นไฟฟ้ าหัวใจ บ่งชี้ว่าเกิดภาวะช็อกจากการบาดเจ็บบริเวณหัวใจจากแรง กระแทก ในระยะเริ่มแรกจะพบคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติที่ตําแหน่ง S-T, Q, T ตําแหน่งเหนือเวนตริเคิล และตําแหน่งบันเดิล (Emet, et al., 2010: ระดับ 2)
  • 36.
    3.2 การตรวจทางห้องปฏิบัติการ - ระดับTroponin I > 0.01 meg / L เกิดภายหลังบาดเจ็บที่หัวใจ จากแรงกระแทก ภายใน 12-24 ชั่วโมงแรก (Emet, et al., 2010: ระดับ 2) - ระดับนํ้าตาลในเลือด > 120 มก./ดล. เป็นผลจากฮอร์โมนที่หลั่งจาก ภาวะเครียดของร่างกาย (Bahten, et al., 2008: ระดับ 2) - ปริมาณ W.B.C. > 10,000 มักพบร่วมกับภาวะกรดคั่ง (Bahten, et al., 2008: ระดับ 2) - ผลวิเคราะห์ก๊าซในเลือดแดงพบค่า pH, Base และไบคาร์บอเนตตํ่า ขณะที่ค่า PO2 และ PCO2 สูงขึ้น (Bahten, et al., 2008: ระดับ 2)
  • 37.
    - R.B.C. และHb. มีจํานวนลดลง (Bahten, et al., 2008: ระดับ 2) และค่า Hct. < 35% (Opreanu, et al., 2010: ระดับ 5) บ่งชี้ว่า เกิดภาวะช็อกจากเสียเลือด และต้องผ่าตัดห้ามเลือด (Bahten, et al., 2008: ระดับ 2) - การแข็งตัวของเลือด: PT, PTT, INR. ผิดปกติ (Jansen, et al., 2011: ระดับ 2) - ค่าเบส ≥ 2 mmol. / L บ่งชี้ว่าผู้ป่วยอุบัติเหตุสูงอายุมีการกําซาบ เลือดตํ่า และมีโอกาสเสียชีวิตเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าสัญญาณชีพจะปกติ (Martin, et al., 2010: ระดับ 4)
  • 38.
    - ค่าเบส 9.35mmol. / L บ่งชี้ว่ามีภาวะแทรกซ้อนของช็อกจากการ เสียเลือด ได้แก่ ระบบหายใจล้มเหลว ไตวาย การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ และ อวัยวะหลายระบบล้มเหลว มีระดับ pH ตํ่า และแลคเตทสูง (Abt, et al., 2009: ระดับ 4) - ค่าเบส ≥ 13 mmol. / L บ่งชี้ว่ามีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ (Jansen, et al., 2011: ระดับ 2) - การตรวจหาค่าเบสเป็นตัวชี้วัดการกําซาบเลือดตํ่าได้ดีในผู้ป่ วย อุบัติเหตุอายุ ≥ 65 ปีขึ้นไป จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิต (Martin, et al., 2010: ระดับ 4) ได้ดีกว่าการตรวจ aPTT (Jansen, et al., 2011: ระดับ 2)
  • 39.
    - ระดับแลคเตท >2.2 mmol. ในผู้ป่วยอุบัติเหตุสูงอายุจะเป็นตัว บ่งชี้ว่ามีการกําซาบเลือดตํ่า และโอกาสเกิดการเสียชีวิตสูง ถึงแม้ว่าสัญญาณชีพ จะปกติ (Martin, et al., 2010: ระดับ 4)
  • 40.
    ข้อเสนอแนะ 1. เครื่องมือที่นํามาใช้ประเมินต้องมีความไว และแม่นยําใช้สืบค้นภาวะ ช็อกจากการบาดเจ็บในระยะเริ่มแรก นําไปสู่การรักษาที่เหมาะสม (Cannon, et al., 2009: ระดับ 4) 2. การประเมินการไหลเวียนโลหิตต้องประเมินด้วยเครื่องมือหลายชนิด ร่วมกัน (Opreanu, et al., 2010: ระดับ 5) 3. กระบวนการทํางานของระบบต่างๆในร่างกายภายหลังการบาดเจ็บ รุนแรง มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงควรติดตามเฝ้าระวังอย่าง ต่อเนื่อง (Bahten, et al., 2008: ระดับ 2)