เรืออากาศเอก ไมค์ เบเวอร์ ผู้ช่วยแพทย์ , 173 rd  MDF การประเมินอาการบาดเจ็บขั้นต้น
บทนำ การบาดเจ็บจากบาดแผล เป็นสาเหตุสูงสุดของการเสียชีวิตในกลุ่มคนอายุตั้งแต่ 1  ถึง   44 สามารถป้องกันการเสียชีวิตจากสาเหตุนี้ได้ถึงหนึ่งในสาม
บทนำ ชั่วโมงทอง เวลาที่ไปถึงห้องผ่าตัด ไม่ใช่ เวลาในการขนส่งเคลื่อนย้าย ไม่ใช่   เวลาในแผนกฉุกเฉิน
บทนำ แผนกผู้ป่วยฉุกเฉิน   ไม่มี   ชั่วโมงทอง แผนกผู้ป่วยฉุกเฉิน  มี   นาทีทองอยู่สิบนาทีเท่านั้น
บทนำ ผู้ป่วยในชั่วโมงทอง : ต้องรู้อาการอย่างรวดเร็ว ถูกเคลื่อนย้ายไปยังสถานพยาบาล   ที่เหมาะสม
บทนำ การรอดชีวิตขึ้นอยู่กับทักษะการประเมินอาการ การประเมินอาการที่ดีเกิดจาก วิธีที่เป็นระบบระเบียบ มีลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน
รวมเหตุการณ์ ความปลอดภัย ที่เกิดเหตุ ที่เกิดเหตุเป็นอย่างไร ? มีผู้ป่วยกี่คน ? อยู่ที่ไหนบ้าง ? สถานการณ์ ความสามารถในการประเมินสถานการณ์เพิ่มเติม ผู้ป่วยวิกฤตและผู้ป่วยไม่วิกฤต ?
การเริ่มต้นประเมินอาการ   ( การสำรวจขั้นแรก ) หาสิ่งที่เป็นอันตรายต่อชีวิต  หากพบสิ่งที่เป็นอันตรายต่อชีวิต  จงแก้ไขเสีย ! หากแก้ไขไม่ได้ ให้ทำการ  ABCs A (airway)  ทางเดินหายใจ B (Breathing)  การหายใจ   C (Circulation)  การไหลเวียนโลหิต  เคลื่อนย้ายส่งตัวผู้ป่วย !!
การสำรวจขั้นแรก แม้พบการบาดเจ็บขั้นวิกฤตเราก็อาจทำอะไรได้ไม่มากไปกว่าการสำรวจขั้นแรก
การเปิดทางเดินหายใจพร้อมการควบคุมกระดูกสันหลัง   ( ถ้าพบบาดแผลเปิดขนาดใหญ่ ) ยังไม่ต้องใช้เฝือกคอ   C-collar  จับศีรษะให้อยู่ตรงกลาง ยึดให้นิ่งโดยไม่ออกแรงดึง
ทางเดินหายใจ การหายใจที่มีเสียงครืดคราดแสดงว่าการหายใจมีสิ่งอุดตัน แต่ไม่ได้หมายความว่าการอุดตันทางเดินหายใจทั้งหมดจะต้องมี เสียงเกิดขึ้น
ทางเดินหายใจ อาการหรือการบาดเจ็บต่อไปนี้อาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินหายใจร่วมด้วย ระดับความรู้สึกตัวลดลง การบาดเจ็บที่ศีรษะ การบาดเจ็บที่ใบหน้า การบาดเจ็บที่คอ การบาดเจ็บที่ทรวงอกส่วนบน เปิดทางเดินหายใจ ขจัดสิ่งอุดตัน ตรวจดูอาการเสมอ
การหายใจ มีอากาศเคลื่อนที่ไหม ? เคลื่อนที่ดีเพียงพอไหม ? ออกซิเจนเข้าสู่เลือดไหม ?
การหายใจ ดู ฟัง สัมผัส
การหายใจ ให้ออกซิเจนทันทีถ้า : ระดับความรู้สึกตัวลดลง ?  ช็อก ?  เสียเลือดปริมาณมาก เจ็บหน้าอก บาดเจ็บที่หน้าอก เวลาหายใจจะมีอาการเจ็บร่วมด้วย หายใจลำบาก
การหายใจ เมื่อคุณสามารถให้ออกซิเจนได้ ควรจะให้เลย
การหายใจ ให้พิจารณาการเป่าให้ลมหายใจถ้า : การหายใจ   <12 การหายใจ   >24 หายใจตื้น ออกแรงหายใจเพิ่มขึ้น
การหายใจ ถ้าบอกไม่ได้ว่าการเป่าให้ลมหายใจได้ผลดีพอหรือไม่ แสดงว่า มันไม่ได้ผล !! ถ้าคิดว่าต้องใช้ถุงเป่าให้ลมแก่ผู้ป่วย  ก็ควรทำเลย !!
การหายใจ ถ้าการหายใจมีตกอยู่ในภาวะอันตรายให้ : เปิดบริเวณทรวงอกออกให้เห็นทั่วถึง ตรวจสอบจากด้านหน้าไปจนถึงด้านหลัง คลำทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เคาะฟังเสียงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
ระบบไหลเวียนโลหิต หัวใจเต้นอยู่ไหม ? มีการตกเลือดภายนอกรุนแรงไหม ? ผู้ป่วยซึมซับของเหลวไหลอยู่ไหม ?
การไหลเวียนโลหิต ผู้ป่วยมีชีพจรที่ข้อมือไหม ? ไม่มี   =  ความดันโลหิต ซิสโตลิก   < 80 ผู้ป่วยมีชีพจรที่คอไหม ? ไม่มี   =  ความดันโลหิต ซิสโตลิก   < 60
การไหลเวียนโลหิต ถ้าไม่มีชีพจรที่คอ ให้อากาศ กดหน้าอก  CPR ใช้ชุดเป่าลมป้องกันอาการช็อก  ( Pneumatic Antishock Garment ) วิ่ง !!!! อัตราการรอดชีวิตจากหัวใจหยุดเต้นมีเป็นอันดับสองรองจาก การบาดเจ็บเนื่องจากถูกของแข็งกระแทก   < 1%
การไหลเวียนโลหิต มีการเสียเลือดภายนอกอย่างรุนแรงหรือไม่ กดโดยตรง   ( มือ ,  ผ้าทำแผล , PASG) ใช้สายรัดเพื่อห้ามเลือดเป็นสิ่งสุดท้าย ในที่สุดสามารถห้ามเลือดได้
การไหลเวียนโลหิต ผู้ป่วยมีอาการช็อกไหม ? ตัวเย็น ,  ผิวซีด ,  ผิวชื้น   =  ช็อก ,  จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นอาการจากสาเหตุอื่น การไหลคืนของเลือดสู่เส้นโลหิตฝอย   > 2  วินาที   =  ช็อก ,  จนกว่า จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นอาการจากสาเหตุอื่น กระวนกระวาย ,  เครียด ,  ดิ้นรน   =  ช็อก ,  จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นอาการจากสาเหตุอื่น
การไหลเวียนโลหิต ถ้าอาจจะมีอาการตกเลือดภายในเกิดขึ้นได้ ,  ให้เปิดตัวผู้ป่วยออกดูให้หมดและคลำหาบาดแผล  อย่างรวดเร็ว : ท้อง  –  2  ลิตร เชิงกราน  –  2  ลิตร โคนขา  –  1.5  ลิตร   /  ข้าง
การไร้ความสามารถ   ( ความรู้สึกตัว ) ระดับความรู้สึกตัว   =  เป็นสิ่งบ่งชี้การรับออกซิเจนในสมองได้ดีที่สุด ใช้   AVPU  อันดับแรก A = alert V= verbal P = pain U = unresponsive ตรวจรูม่านตา ตาเป็นหน้าต่างของระบบประสาทส่วนกลาง
การไร้คงามสามารถ   ( ความรู้สึกตัว ) ระดับความรู้สึกตัวลดลง   =  การบาดเจ็บที่ศีรษะ   จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีอาการจากสาเหตุอื่น
เปิดตัวผู้ป่วยและตรวจร่างกาย จะรักษาไม่ได้ถ้าไม่ตรวจร่างกาย ! ถ้าไม่ตรวจหาก็จะไม่พบ ! ถอดเสื้อผ้า ทุกชิ้น ออกจากตัวผู้ป่วยวิกฤตเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ กู้ลมหายใจในขณะที่ถอดเสื้อผ้าผู้ป่วยโดยไม่รีรอ ให้ห่มผ้าให้ผู้ป่วยเมื่อเสร็จแล้ว
สถานการณ์ที่ต้อง  “ ใส่เปลแล้วไปทันที ”  บาดเจ็บที่ศีรษะโดยระดับความรู้สึกตัวลดลง ไม่สามารถเอาสิ่งอุดตันทางเดินหายใจออกด้วยวิธีต่างๆ อยู่ในสภาพที่หายใจไม่พอ ช็อก อยู่ในสภาพที่นำไปสู่การช็อกอย่างรวดเร็ว ท้องนุ่มนิ่ม บวมพอง กระดูกเชิงกรานแตกหัก หลุด กระดูกต้นขาหัก หัวใจหยุดเต้น
การประเมินการบาดเจ็บอย่างรวดเร็ว DCAP-BTLS D – Deformities   การบิดเบี้ยวผิดรูปร่าง C – Contusions   บาดแผลฟกช้ำ A – Abrasions   รอยถลอก P - Punctures/Penetrations   รอยแผลทะลุ B – Burns   รอยไหม้ ลวก T – Tenderness   เจ็บเมื่อสัมผัส L – Lacerations   การฉีกขาด S – Swelling   การบวมฟอง
การประเมินขั้นต้น ความดันโลหิตหรืออัตราการหายใจหรือชีพจรไม่ได้จำเป็นเสมอไปในการบอกว่า ผู้ป่วยนั้นอยู่ในขั้นวิกฤตหรือไม่ !!!!!
การประเมินขั้นต้น ถ้าผู้ป่วยดูป่วยแสดงว่าเขาป่วย !!!
การกู้ชีพขั้นต้น รักษาทันทีที่เห็น ! แก้ไขอาการขาดออกซิเจนและเป่าลมหายใจให้อากาศให้เพียงพอโดยด่วน ห้ามเลือดภายนอก
การกู้ชีพขั้นต้น ยึดกระดูกต้นคอ   C-spine ? หาสาเหตุของการบาดเจ็บ  (MOI) เปิดทางเดินหายใจไว้ ให้ออกซิเจน วางผู้ป่วยบนกระดานแผ่นยาวอย่างรวดเร็ว ให้ลมหายใจโดยใช้   BVM (ambu bag) เปิดตัวออกให้หมด ใช้และเป่า   PASG ส่งตัว ประเมินอาการอีกครั้ง   และรายงานติดตาม
การกู้ชีพขั้นต้น ใช้เวลาในที่เกิดเหตุน้อยที่สุด ดูแลรักษาระหว่างทางให้มากที่สุด
การตรวจอย่างละเอียด ( การสำรวจขั้นที่สอง ) สอบประวัติและตรวจร่างกาย คุณ   จะ  มาถึงที่นี่พร้อมกับผู้ป่วยที่บาดเจ็บ   ที่สุด ให้ทำเฉพาะหลังจากประเมินอาการบาดเจ็บขั้นต้นเสร็จสิ้นสมบูรณ์และแก้ไขสิ่งที่อันตรายถึงชีวิตแล้ว เท่านั้น ห้าม   รั้งตัวผู้ป่วยไว้ในสนามเพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด
การตรวจร่างกาย ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า กับผู้ป่วยทุกคน ,  ด้วยวิธีเดียวกัน   ทุกๆครั้ง จากบนลงล่าง ;  จากชิดไปห่าง ,  จากหน้าไปหลัง ดู -- ฟัง -- สัมผัส
ประวัติศาสตร์ สิ่งที่ต้องคำนึงถึง สิ่งหรือปัญหาที่ ผู้ป่วย บอก ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่คุณเห็น
ประวัติ A = Allergies   การแพ้ M = Medications   การใช้ยา P = Past medical history   ประวัติการรักษาเดิม L = Last oral intake   สิ่งที่บริโภคเข้าไปครั้งสุดท้าย E = Events leading up to incident   สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ
การรักษา ในสนาม ทำ เฉพาะ กับผู้ป่วยที่อาการคงที่แล้ว
การรักษาในสนาม ผู้ป่วยที่อาการคงที่ได้รับการดูแลการบาดเจ็บเฉพาะที่ก่อนถูกส่งตัวดังต่อไปนี้ การทำแผล การเข้าเฝือก ประเมินอาการอีกครั้งเผื่อยังมีอาการซ่อนอยู่ ถ้าผู้ป่วยเกิดมีอาการไม่คงที่ขึ้นมาเมื่อใดก็ตาม ให้ส่งตัว
การประเมินผลใหม่ การหายใจเข้า - ออกและการรับออกซิเจน ตรวจสัญญาณชีพอีกครั้ง รักษาอาการไม่ให้กำเริบ ตรวจดูและประเมินอาการอีกครั้ง เผื่อมีอาการที่ยังไม่ทราบอาการเกิดขึ้น

Initial Assess Trauma (Thai)