หน้า 1เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
เอกสารประกอบการสอน
วิชา การพยาบาลผู้ใหญ่ 1 3(3-0-6) รหัสวิชา วตฉท 213
เรื่อง
การพยาบาลผู้ป่วย
โรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
สาหรับ
นักศึกษาพยาบาลตารวจ ชั้นปีที่ 2
เรียบเรียงโดย
ร.ต.อ.อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
อาจารย์ (สบ ๑) ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน กลุ่มงานอาจารย์
วิทยาลัยพยาบาลตารวจ
โรงพยาบาลตารวจ สานักงานตารวจแห่งชาติ
ภาคการศึกษาต้น ปีการศึกษา 2558
หน้า 2เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
คาอธิบายรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ 1 3(3-0-6)
แนวคิด หลักการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันภาวะเสี่ยงในผู้ใหญ่ โดยมุ่งเน้นกระบวนการ
พยาบาลแบบองค์รวมสาหรับผู้ใหญ่ที่มีการเจ็บป่วยในภาวะเฉียบพลัน วิกฤต เรื้อรัง ปัจจัยที่เกี่ยวข้องและ
ผลกระทบของการเจ็บป่วยเกี่ยวกับระบบหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด การไหลเวียน การย่อยการเผา
ผลาญและการขับถ่าย ระบบทางเดินปัสสาวะ และการพยาบาลนรีเวช โดยคานึงถึงจริยธรรมและสิทธิ
มนุษยชน
วัตถุประสงค์ของรายวิชา
1. อธิบายปัญหาและหลักการพยาบาล ทั้งด้านร่างกาย จิตใจและจิตสังคมของผู้ป่วยผู้ใหญ่ทางด้าน
อายุรศาสตร์และศัลยศาสตร์ในปัญหาสุขภาพ ระบบหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด การไหลเวียน
การย่อย การเผาผลาญ และการขับถ่าย ระบบทางเดินปัสสาวะ และการพยาบาลนรีเวชได้
2. อธิบายและวิเคราะห์แนวทางการนากระบวนการพยาบาลมาใช้ในการพยาบาลผู้ป่วยผู้ใหญ่ทางด้าน
อายุรศาสตร์และศัลยศาสตร์ในปัญหาสุขภาพ ระบบหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด การไหลเวียน
การย่อย การเผาผลาญ และการขับถ่าย ระบบทางเดินปัสสาวะ และการพยาบาลนรีเวชได้
3. วิเคราะห์สถานการณ์ ตัวอย่างที่มีความซับซ้อนเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพทางด้านระบบหายใจ ระบบ
หัวใจและหลอดเลือด การไหลเวียน การย่อย การเผาผลาญ และการขับถ่าย ระบบทางเดินปัสสาวะ
และการพยาบาลนรีเวชได้
4. สืบค้น รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์แยกแยะ และคิดอย่างเป็นระบบ โดยนาไปใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้
5. มีเจตคติที่ดีต่อวิชาชีพพยาบาลและยึดหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ
วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เพื่อให้ผู้เรียนสามารถ
1. อธิบายแนวคิดการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี (LO ข้อ 2.1 และ 2.4)
2. อธิบายความหมาย พยาธิสรีรวิทยา สาเหตุ การรักษาและกระบวนการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือด
หัวใจโคโรนารี (LO ข้อ 1.2, 2.1, และ 2.4)
3. วิเคราะห์ปัญหาและวางแผนการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีได้ (LO ข้อ 3.3 และ
3.5)
หน้า 3เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
หัวข้อการสอน (Course outline)
1. แนวคิดการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
2. ความหมายของโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
3. พยาธิสรีรวิทยาโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
4. สาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
5. การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
6. กระบวนการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
6.1 การซักประวัติ การประเมินความเสี่ยง ตรวจร่างกาย อาการและอาการแสดง การตรวจ
การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
6.2 การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
- ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
- กิจกรรมการพยาบาล
ผลการเรียนรู้ที่ต้องการให้ผู้เรียนต้องได้รับมีดังนี้
1) ด้านคุณธรรม จริยธรรม
1. ผู้เรียนสามารถแยกแยะความถูกต้องได้ (1.2)
2. ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่อตนเอง (1.4)
2) ด้านความรู้
1. ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในศาสตร์ที่เป็นการพยาบาลผู้ใหญ่ที่มีปัญหาโรคหลอดเลือดหัวใจโคโร-
นารี (2.1)
2. ผู้เรียนมีความรู้และความเข้าใจในกระบวนการแสวงหาความรู้ (2.4)
3) ด้านทักษะทางปัญญา
1. ผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ มีเหตุผลโดยใช้องค์ความรู้ทางการพยาบาล และ
ศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง (3.3)
2. ผู้เรียนสามารถบอกวิธีการแก้ไขปัญหาที่ประสิทธิภาพเหมาะสมกับสถานการณ์และบริบททาง
สุขภาพที่เปลี่ยนแปลง (3.5)
4) ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ
1. ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนด้วยกัน (4.1)
5) ด้านการคิดวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
1. ผู้เรียนสามารถสื่อสารภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งการพูด การฟัง การอ่าน การเขียนและ
การนาเสนอ รวมทั้งสามารถอ่านวารสารได้ (5.3)
สื่อการสอน
1. ผู้สอน
2. กรณีตัวอย่าง
3. VDO เรื่อง โรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี จาก YouTube ที่เว็บไซต์ http://www.youtube.com
/watch?v=NZ14XjOQoFY ความยาว 2.57 นาที
4. เอกสารประกอบการสอน เรื่อง การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
หน้า 4เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
บทนา
แนวคิดการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
ในปัจจุบันพยาบาลจาเป็นต้องมีความรู้ในการพยาบาลผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
เพิ่มมากขึ้น เพราะโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาที่สาคัญทางสาธารณสุขของประชากรไทยและทั่วโลก
โดยทาให้เกิดความบกพร่องในภาวะสุขภาพหรือการเสียชีวิต (mortality) โดยข้อมูลสถิติขององค์กรอนามัย
โลกในปี 2553 พบว่า มีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจ 7.2 ล้านราย (ร้อยละ 12.2) สาหรับประเทศไทย
จากรายงานการเฝ้าระวังโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ปี พ.ศ. 2555 พบว่า มีผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด (หัวใจขาดเลือด
อื่นๆ, Acute MI, Stable Angina, และ Unstable Angina) รายใหม่ จานวน 24,587 ราย อัตราป่วย 38.26
ต่อประชากรแสนคน และผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดสะสม (พ.ศ.2551-2555) จานวน 92,770 ราย อัตราความ
ชุก 144.35 ต่อประชากรแสนคน (อมรา ทองหงษ์, กมลชนก เทพสิทธา, และ ภาคภูมิ จงพิริยะอนันต์, 2556)
สาเหตุการเสียชีวิตทั้งหมดผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น โรคประจาตัวเป็นความดันโลหิตสูง
เบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง บุหรี่ และโรคอ้วน เป็นต้น ทาให้หลอดเลือดหัวใจโคโรนารีแข็งและตีบลง
จนถึงจุดหนึ่งที่ทาให้เกิดอาการอาการเจ็บหน้าอก (angina pectoris) จากการที่เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอ
ระหว่างการออกแรง หรือมีอาการเหนื่อย (dyspnea) ซึ่งเกิดจากการทางานผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจที่ขาด
เลือดหรือที่เรียกว่า ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute coronary syndrome) อาการเจ็บหน้าอกชนิด
เป็นๆ หายๆ และคงที่ เรียกว่า Stable Angina แต่หากเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในด้านความรุนแรงและความ
บ่อยจนอาจเกิดอาการ แม้ขณะทากิจวัตรประจาวันหรือขณะพักที่เรียกว่า Unstable Angina ซึ่งในบางราย
ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงคือ โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (acute myocardial infarction
หรือ Acute MI: AMI) จากหลอดเลือดหัวใจอุดตันหรือตีบอย่างรุนแรงชนิดเฉียบพลัน และยังทาให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เป็นชนิด ST elevated หรือที่เรียกว่า STEMI หรืออาจพบเป็นชนิดที่
ST ไม่ยก หรือที่เรียกว่า NSTEMI โดยบ่อยครั้งที่อาการผู้ป่วยในกลุ่มนี้รุนแรงมากถึงขั้นเสียชีวิตเฉียบพลันได้
หรืออาจมีผลทาให้กล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมสภาพจนเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง (congestive heart failure)
ในระยะเวลาต่อมา (เกรียงไกร เฮงรัศมี และคณะ, 2558) ซึ่งส่งผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลต่อผู้ป่วยทั้งด้าน
ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ตลอดจนสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่ค่อนข้างสูง ในปัจจุบัน
มีการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์ที่ทันสมัยมาช่วยในการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน การใส่
โครงตาข่าย การตัดคราบไขมัน และการทาทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ เป้าหมายของการรักษาจึงเน้นการเพิ่ม
การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงหัวใจให้เร็วที่สุด ซึ่งจะช่วยลดการตายของกล้ามเนื้อหัวใจ ลดความต้องการการ
ใช้ออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ และหัวใจกลับมาทางานใกล้เคียงหรือเป็นปกติในที่สุด โดยหัวใจทางาน
น้อยลงจากการได้รับเลือดไปเลี้ยงอย่างเพียงพอ ซึ่งพยาบาลเป็นผู้มีบทบาทสาคัญในการดูแลให้การพยาบาล
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีในทุกระยะของการเจ็บป่วยตั้งแต่การประเมิน การส่งเสริม ป้องกัน รักษา
และฟื้นฟูสภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีมีชีวิตที่ยืนยาว และคงไว้ซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีเริ่ม
ตั้งแต่มาโรงพยาบาล ระหว่างอยู่ในโรงพยาบาล และภายหลังกลับจากโรงพยาบาลไปใช้ชีวิตตามปกติ
ดังนั้น แนวคิดการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีจึงประกอบไปด้วย 2 ประเด็นหลัก คือ
โรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีและการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
หน้า 5เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
ความหมายของโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
โรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี (Coronary Heart Disease: CHD; Coronary artery disease: CAD)
หรือบางตาราเรียกว่าโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีแข็ง (arteriosclerotic heart disease: ASHD) หรือโรค
หลอดเลือดหัวใจตีบ (cardiovascular heart disease: CVHD) เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจที่เกิดจากความ
ผิดปกติของหลอดเลือดแดงโคโรนารีที่มีลักษณะแข็งหรือตีบจนทาให้การไหลเวียนของเลือดลดลงและเกิด
ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ซึ่งหากปล่อยไว้นานจนเซลกล้ามเนื้อหัวใจขาดออกซิเจนก็จะทาให้เกิดภาวะ
กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันและนาไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ หรืออาจทาให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ในที่สุด
(กนกอร แก้วช่วย, 2552)
พยาธิสรีรวิทยาของโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
กายวิภาคและสรีรวิทยาการไหลเวียนของเลือดในระบบหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
หลอดเลือดแดงโคโรนารีเป็นหลอดเลือดที่ทาหน้าที่เป็นหลอดเลือดที่ส่งเลือดไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อ
หัวใจ โดยจะแยกการไหลเวียนออกเป็น 2 ส่วน คือ left coronary artery และ right coronary artery โดย
left coronary artery จะส่งเลือดต่อไปยัง left main coronary artery แล้วแยกออกเป็น left anterior
descending artery (LAD) ซึ่งมีหน้าที่ในการหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจห้องล้างซ้าย, interventricular
septum และ anterior papillary muscle ของหัวใจห้องล่างซ้าย ส่วน right coronary artery (RCA) นั้น
จะส่งเลือดไปเลี้ยงยังกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างขวา แล้วอ้อมไปทางด้านหลังเพื่อหล่อเลี้ยง posterior
descending artery, artrioventricular node และ posterior papillary muscle นอกจากนี้ RCA ยังส่ง
เลือดไปเลี้ยง sinoatrial node (SA node)
ภาพแสดงหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี จาก http://ctvstexas.com/about-ctvs/our-
services/cardiac-services/coronary-artery-bypass-grafting-cabg/
หน้า 6เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
พยาธิสรีรวิทยาโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
เกิดจากความผิดปกติของเซลบุผนังหลอดเลือดโคโรนารีด้านใน ที่มีไขมันชนิดที่มีความหนาแน่นต่า
(low density lipoprotein cholesterol: LDL-C) ไปสะสมในช่องว่างของ extracellular sub-endothelial
space แล้ว LDL-C ถูก oxidized เป็น oxidized LDL ซึ่ง oxidized LDL เป็นอันตรายต่อเซลล์บุผนังหลอด
เลือด โดยมีการสร้างสารเคมีที่มีฤทธิ์ดึง monocyte เข้าไปในผนังหลอดเลือดจนกลายเป็น macrophage
คอยจับกินไขมัน ต่อมาจึงพัฒนากลายเป็น foam cell หรือ lipid-laden macrophage แทรกตัวอยู่ในเยื่อบุ
ผนังหลอดเลือดชั้นใน ซึ่งการสะสมของ foam cell ทาให้เกิดรอยไขมัน (fatty streak) โดยรอยไขมันจะมี
ลักษณะเรียบเป็นเส้นสีเหลือง ผนังชั้นในของหลอดเลือดจะนูนขึ้นเล็กน้อย และหลังจากนั้นรอยไขมันจะ
เปลี่ยนเป็นก้อนไขมัน (fibrous plaque) ที่ผนังหลอดเลือดแดง เมื่อหลอดเลือดแดงเกิดการอักเสบจนแข็งและ
หนาตัวขึ้น หรือที่เรียกว่า Atherosclerosis โดยก้อนไขมันจะทาให้รูภายในหลอดเลือดแดงโคโรนารีตีบแคบ
เลือดแดงจากหลอดเลือดโคโรนารีที่ไหลเข้าสู่กล้ามเนื้อหัวใจจะลดลงจนกระทั่งไม่มีการไหลของเลือดแดง ซึ่ง
หากหลอดเลือดโคโรนารีเกิดการตีบแคบตั้งแต่ร้อยละ 70 ขึ้นไป จะทาให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอกหรือแน่น
หน้าอกเมื่อออกแรง และถ้ามีการปริแตกของก้อนไขมันที่อยู่ผนังของหลอดเลือดแดงอย่างเฉียบพลันจะกระตุ้น
ให้เกิดการก่อตัวของลิ่มเลือดจนทาให้หลอดเลือดอุดตันอย่างรวดเร็ว และเกิดอาการหลอดเลือดโคโรนารีอย่าง
เฉียบพลัน หรือที่เรียกว่า Acute coronary syndrome (ACS) ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจไม่
เพียงพอหรือเกิด low cardiac output จนเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (myocardial infarction : MI)
ถ้าหากปล่อยให้ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน จนเซลกล้ามเนื้อหัวใจขาดออกซิเจน
และกล้ามเนื้อหัวใจไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้จะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (acute
myocardial infarction: Acute MI) และนาไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ หรืออาจทาให้เสียชีวิตได้ทันที
(sudden death) (กนกอร แก้วช่วย, 2552)
ภาพการเกิด foam cell หรือ lipid-laden macrophage
(Libby, Ridker, & Hansson, 2011)
หน้า 7เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
ภาพระยะการแตกของผนังหลอดเลือดแดงที่แข็ง (atherosclerotic)
(Libby, Ridker, & Hansson, 2011)
a คือ หลอดเลือดแดงในภาวะปกติจะประกอบด้วยผนัง 3 ชั้นคือ inner layer, tunica intima, และ
smooth muscle cells (SMCs).
b คือ ขั้นเริ่มต้นของการเกิด atherosclerosis
c คือ ขั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงบริเวณรอยโรคโดยมีการเคลื่อนย้ายของ SMCs เข้ามาสู่ผนังชั้นกลางใน
ส่วนของ intima และเกิดการสะสมจนเป็น plaques ของ cholesterol crystals และ micro vessels.
d คือ ขั้นเกิด Thrombosis จากการแตกของ atherosclerotic plaque
สรุปพยาธิสรีรภาพโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
ภาวะหลอดเลือดโคโรนารีแข็งหรือตีบ
กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
(Decrease perfusion of myocardial tissue)
เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจขาดออกซิเจน
(Inadequate myocardial oxygen supply)
กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Acute myocardial infarction)
หัวใจผิดจังหวะ (Cardiac dysrhythmia)
ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart failure)
เสียชีวิตอย่างกะทันหัน (Sudden death)
หน้า 8เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
สาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
1. บุหรี่ เป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีได้ร้อยละ 60-80 โดยสารนิโคตินใน
บุหรี่ เป็นสารที่มีลักษณะคล้ายคราบน้ามันไม่มีสี เมื่อเข้าสู่ปอด จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด มีผลกระตุ้น
ระบบประสาทและต่อมหมวกไตให้หลั่ง epinephrine ทาให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจ
เร็วขึ้น หลอดเลือดเกิดการหดตัว และเพิ่มปริมาณไขมันในเลือด ส่วนสารคาร์บอนมอน็อกไซด์ในบุหรี่นั้น
พบว่า ระดับ COHb สูงเล็กน้อยเป็นเวลานาน ๆ จากการสูบบุหรี่นั้นเป็นสาเหตุสาคัญของภาวะเลือดข้น
เล็กน้อย (mild polycythemia) และการหายใจเอาคาร์บอนมอนนอกไซด์เข้าไปเป็นจานวนมาก จะไปทาลาย
คุณสมบัติในการเป็นพาหนะนาออกซิเจนของเม็ดเลือดแดง ทาให้ร่างกายได้รับออกซิเจนน้อย เป็นผลทาให้หัว
ใจเต้นเร็วขึ้น และทางานหนักมากขึ้นเพื่อจะสูบฉีดโลหิตนาออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆของร่างกายให้เพียงพอ
จึงเป็นสาเหตุที่ทาให้หัวใจต้องบีบตัวเร็ว ทาให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น และส่งผลให้เกิดความดันในเลือดสูงขึ้น จนเป็น
สาเหตุให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี (ชนิดา ราขวัญ, 2557)
2. ภาวะความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการกลับเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีซ้าได้
ความดันโลหิตตัวล่างที่สูงมากกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจโคโร
นารี และเกิดการตายอย่างกะทันหันได้สูงมากถึง 2 เท่า มีความเชื่อว่า ความดันโลหิตสูง เกิดจากผนังหลอด
เลือดใช้แรงบีบตัวแรง เพราะมีแรงดันการไหลของหลอดเลือดแดงเพิ่มขึ้นจนเลือดไหลไปยังอวัยวะและเนื้อเยื่อ
ต่างๆได้ไม่สะดวก โดยแรงกระแทกนี้เป็นอันตรายต่อผนังหลอดเลือด และทาให้เกิดกระบวนการทางชีวเคมีจึง
เกิดเกร็ดเลือดไปจับบริเวณนั้น ทาให้กล้ามเนื้อของหลอดเลือดเกิดการขยายตัวและในระยะหลังๆทาให้มีสาร
พวกไขมันไปเกาะติดได้ง่าย (วิศาล คันธารัตนกุล, 2543)
3. ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ ระดับไขมันในเลือด (serum total cholesterol) ที่มากกว่า 200 มิลิ
กรัมต่อเดซิลิตร หรือไขมันที่มีความหนาแน่นต่า (low density lipoprotein cholesterol: LDL-C) สูงกว่า
130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีได้ ส่วนการมีไขมันที่มีความ
หนาแน่นสูง (high density lipoprotein cholesterol: HDL-C) สามารถช่วยป้องกันการเกิดภาวะหลอด
เลือดแดงแข็งตัวได้
4. การไม่ออกกาลังกาย ทาให้ความสามารถในการทนต่อการออกแรงของหัวใจลดลง เพราะหากออก
กาลังกายอย่างสม่าเสมอจะทาให้ระดับ HDL-C เพิ่มสูงขึ้น ช่วยลดระดับไขมัน LDL-C ลดความดันโลหิต ลด
การเกาะตัวของเกร็ดเลือด และช่วยในการผ่อนคลาย
5. ความอ้วน มีผลต่อการเพิ่มระดับไขมันในเลือดเกือบทุกชนิด ยกเว้น HDL-C โดยคนอ้วนที่มีดัชนี
มวลกายมากกว่า 40 มีอัตราการเสียชีวิตคิดเป็น 2.7 เท่าในเพศชาย และ 1.9 เท่าในเพศหญิง (เจริญลาภ
อุทานประทุมรส, 2550 อ้างใน กนกอร แก้วช่วย, 2552)
6. เบาหวาน โดยระดับน้าตาลในเลือดสูงมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มระดับไขมันในเลือดทุกชนิด
ยกเว้น HDL-C
หน้า 9เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
7. ความเครียด ทาให้มีการหลั่ง catecholamine ไปกระตุ้น sympathetic activity จึงเพิ่ม
การเกาะของเกร็ดเลือด เร่งกระบวนการแข็งตัวของเลือด เพิ่มการสะสมไขมัน เพิ่มความดันโลหิต และเพิ่ม
อัตราการเต้นของหัวใจ ความเครียดจึงเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีได้ (กอบกุล
บุญปราศภัย, 2546)
8. ลักษณะบุคลิกภาพแบบเอ เป็นบุคคลที่มีลักษณะเอาจริงเอาจังกับงาน มุ่งมั่น เคร่งเครียด ฉุนเฉียว
และหงุดหงิดง่าย ตรงเวลา ทะเยอทะยาน หวังในความสาเร็จมาก จึงจัดได้ว่า ผู้มีบุคลิกภาพแบบเอคือ ผู้ที่
ภาวะเครียดได้ โดยจะเป็นแบบเรื้อรังซึ่งจะมีผลต่อหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีเช่นเดียวกับความเครียด
9. แอลกอฮอล์ การบริโภคแอลกอฮอล์ที่มากเกินไปจะทาให้ระดับแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดเพิ่มมาก
ขึ้น มีผลให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น โดยควรดื่มเพียงวันละ 1 ดริ้งต่อวัน เพื่อลดอัตราการเกิดหลอดเลือดหัวใจ
ตีบ
10. ระดับโฮโมซีสเตอีน (homocysteine) ในเลือดสูง เป็นสาเหตุให้ endothelium ที่บุผนังชั้นใน
ของหลอดเลือดแดงโคโรนารีผิดปกติและเกิดก้อนไขมันสีเหลืองที่ผนังชั้นในหลอดเลือดแดง และระดับโฮโมซีส
เตอีนยังทาให้ผนังหลอดเลือดเกิดการฉีกขาด เมื่อเกิดการฉีกขาดจะเพิ่มการสร้างลิ่มเลือดมาเกาะบริเวณชั้นใน
ของหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะหลอเลือดแดงแข็ง
11. ยาคุมกาเนิด ชนิดรับประทาน มีผลทาให้เกิดภาวะเลือดแข็งตัวได้เร็วกว่าปกติ และรบกวน
กระบวนการเผาผลาญไขมัน เพิ่มความดันโลหิต รวมทั้งทาให้หลอดเลือดหัวใจแข็ง
การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีมีเป้าหมายเพื่อลดอัตราการตายและภาวะแทรกซ้อนที่อาจ
เกิดขึ้น โดยสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ การรักษาด้วยยา และ การรักษาโดยการผ่าตัด
การรักษาด้วยยา แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้
1. การรักษาระยะก่อนมาถึงโรงพยาบาล เน้นการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการนาส่งผู้ป่วยมา
โรงพยาบาลให้เร็งที่สุด โดยยึดหลัก MONA (Morphine, Oxygen, Nitroglycerine, และ Aspirin)
1.1) การให้อมยาใต้ลิ้น ที่นิยมให้ ได้แก่
Nitroglycerine ขนาด 0.002 มิลลิกรัม ทุก 5 นาที
หรือ Nitroglycerine ขนาด 5 มิลลิกรัม ทุก 5 นาที จนหายเจ็บหน้าอก
1.2) ให้เคี้ยวและกลืนยา aspirin ขนาด 160-325 มิลลิกรัม ทันที
1.3) เปิดเส้นเลือดดาเพื่อเตรียมให้สารน้าในภาวะฉุกเฉิน
1.4) ให้ออกซิเจน 2-4 ลิตร/นาที
1.5) ให้ยาบรรเทาอาการเจ็บหน้าอกเป็น Morphine 2.5 มิลลิกรัม ทางหลอดเลือดดา
1.6) รีบนาส่งโรงพยาบาลต่อไป
หน้า 10เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
2. การรักษาระยะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายที่ห้องฉุกเฉิน ซึ่งต้องให้การวินิจฉัยและรักษาทันที
ตามแนวปฏิบัติ ดังนี้
แผนภาพแนวทางการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
(สุรพันธ์ สิทธิสุข, 2557)
3. การรักษาระยะ 24 ชั่วโมงแรก ของการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายในโรงพยาบาล ผู้ป่วยทุก
รายต้องได้รับยาแอสไพริน ออกซิเจน น้าเกลือทางหลอดเลือดดา และ monitor EKG ตลอดเวลา นอกจากนี้
ต้องได้พักและได้ยาแก้ปวด เช่น มอร์ฟีนจนอาการเจ็บหายไป มีการตรวจ EKG ซ้า และตรวจเลือดเพื่อติดตาม
Hematocrit (Hct), Cholesterol, Fasting Blood sugar (FBS), BUN, creatinine, และ Electrolyte
4. การรักษาระยะหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันในโรงพยาล 24 ชั่วโมง ซึ่งจะเน้น
การตรวจสอบภาวะแทรกซ้อนของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย เพราะยังต้องให้ผู้ป่วยรับประทานยา aspirin ใน
ขนาด 160 – 325 มิลลิกรัมต่อวันตลอดไป ส่วนยากลุ่ม beta – blocker นั้นก็ยังต้องให้ตลอดไปเช่นกัน
นอกจากนี้ยังควรให้ยากลุ่ม ACE–inhibitors เป็นเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ และมีการเตรียมผู้ป่วยเพื่อทดสอบ
การออกกาลังกายก่อนกลับบ้านด้วย ดังนั้นการรักษาในระยะหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันในโรง
พยาล 24 ชั่วโมง จึงมีวัตถุประสงค์ดังนี้
หน้า 11เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
4.1 เพื่อลดปริมาณการใช้ออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ โดยปฏิบัติ ดังนี้
- ให้ absolute bed rest โดยเฉพาะใน 24-48 ชั่วโมงหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อ
หัวใจตาย ควรจัดให้ผู้ป่วยนอนในท่าที่สบายที่สุด ถ้าไม่มีอาการแทรกซ้อนให้เริ่มห้อยขา เวลาถ่ายให้ใช้เก้าอี้นั่ง
ถ่ายข้างเตียง หลีกเลี่ยงการเบ่งอุจจาระ อาจให้รับประทานยาระบายชนิดอ่อนถ้าจาเป็น
- ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย เพราะความเย็นทาให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัวเป็น
สาเหตุให้หัวใจทางานหนักมากขึ้น
- ลดภาวะเครียด
- ให้ยากลุ่ม beta adrenergic blocking agent เช่น propranolol
metropolol หรือ atenolol ทุกราย ถ้าไม่มีข้อห้าม เพราะยาพวกนี้ช่วยลดความต้องการออกซิเจน โดยจาก
ไปยับยั้งการทางานของ sympathetic neurotransmitter ที่หัวใจ ทาให้อัตราการเต้นของหัวใจ การหดรัดตัว
และเมทาบอลิซึมลดลง และยังช่วยเพิ่มออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจส่วนที่ขาดเลือดมากขึ้น
(Nursing education consultants, 2007)
- ให้ยากลุ่ม calcium antagonists เพราะยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ขัดขวาง calcium
ไม่ให้เข้าเซลล์ เป็นผลทาให้กล้ามเนื้อคลายตัว หลอดเลือดโคโนนารีและหลอดเลือดส่วนปลายขยายตัว
ลดปริมาณเลือดจากหัวใจ
- ให้ยากล่อมประสาท เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยได้พักและลดการใช้ออกซิเจน
4.2 เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้กล้ามเนื้อ โดยการให้ Oxygen cannula 2-3 ลิตร/ นาที
แก่ผู้ป่วยใน 24-48 ชั่วโมงแรก กรณีไม่มีภาวะแทรกซ้อน สามารถหยุดออกซิเจนได้หลังจากผ่านไปแล้ว 6
ชั่วโมง
4.3 เพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด เพราะอาการเจ็บหน้าอกมากๆ จะทาให้เกิดภาวะ
เครียดซึ่งกระตุ้นให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น
- ยาที่ช่วยลดอาการเจ็บหน้าอก คือ Nitrate (Nitroglycerine หรือ NTG)
เพราะช่วยขยายหลอดเลือด
หน้า 12เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
- ยาบรรเทาปวด คือ Morphine เพราะช่วยระงับปวดและทาให้หลอดเลือด
ขยายตัว หัวใจจึงทางานได้น้อยลง
- ยาละลายลิ่มเลือด กลุ่ม Thrombolytic agent เพราะมีความเชื่อว่าช่วยรักษา
กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้ร้อยละ 90 ซึ่งสารกลุ่มนี้สามารถละลายลิ่มเลือดภายในหลอดเลือดได้ จึงควร
ใช้ยานี้ตั้งแต่ในห้องฉุกเฉิน โดยเฉพาะในรายที่มี ST elevated หรือ Bundle Branch Block เกิดขึ้นใหม่และ
มีอาการเจ็บหน้าอกมาไม่เกิน 12 ชั่วโมง และจะไม่ใช้ยาละลายลิ่มเลือดในกรณีที่มี ST depressed หรือ ใน
ผู้ป่วยที่เจ็บอกมานานกว่า 24 ชั่วโมง เพราะจะให้ผลของการรักษาไม่ดีเท่าใน 12-24 ชั่วโมง โดย Golden
period ของการรักษาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด คือ 8-12 ชั่วโมง หากเลยจาก 12
ชั่วโมงไปแล้วจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิด bleeding แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับชนิดและข้อดีข้อเสียของยา
ละลายลิ่มเลือดแต่ละตัว
4.4 เพื่อรักษาภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นภายหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย
เฉียบพลัน โดยสามารถทาได้ ดังนี้
- ติด cardiac monitoring เพื่อสังเกตและติดตามภาวะ arrhythmia
- บันทึกสัญญาณชีพ (vital signs)
- ให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย รสไม่จัด เกลือน้อย งดกาแฟ เครื่องดื่มที่
เย็นจัด หรือร้อนจัด เพราะจะทาให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ถ้าเจ็บหน้าอกมากหรืออาเจียนควรงดอาหารไว้ก่อน
- ให้ยาระบายเพื่อป้องกันท้องผูก และงดเบ่งถ่ายอุจจาระ
- ควบคุมปัจจัยเสี่ยง เช่น งดสูบบุหรี่ งดอาหารไขมันสูง เป็นต้น
การรักษาด้วยการผ่าตัด
1) การขยายหลอดเลือดหัวใจตีบด้วยบอลลูน (Percutaneous Transluminal Coronary
Angioplasty: PTCA) คือ การขยายหลอดเลือดหัวใจบริเวณที่ตีบตันโดยใช้สายสวนหัวใจที่มี balloon อยู่
บริเวณปลายของสายสวน (Balloon Angioplasty) ซึ่งบอลลูนนี้จะใส่เข้าไปในหลอดเลือดแดงที่ตีบ แล้วอาศัย
แรงกดของการโป่งของบอลลูนดันผนังหลอดเลือดที่ตีบนั้นให้ขยายออกทาให้เลือดสามารถไหลผ่านไปเลี้ยง
หัวใจได้มากขึ้น ส่งผลให้เลือดไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ดีด้วยเช่นกัน นอกจากใส่บอลลูนที่เป็นอุปกรณ์
หลักในการขยายหลอดเลือดแล้ว ในปัจจุบันยังมีการใส่ “ขดลวด” (stent) ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและ
ความปลอดภัยในการป้องกันการตีบตันซ้าในบริเวณที่ทาบอลลูนอีกด้วย
2) การทาหัตถการหลอดเลือดหัวใจผ่านสายสวน (percutaneous coronary intervention:
PCI) เป็นวิวัฒนาการของการขยายหลอดเลือดหัวใจตีบด้วยบอลลูน ซึ่งการทา PCI จะเป็นการทาหัตถการที่
ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัยโดยการฉีดสีเพื่อการวินิจฉัยพยาธิสภาพของหลอดเลือดหัวใจ การใส่ balloon
และ stent เพื่อถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น
3) การผ่าตัดทาทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Bypass Graft: CABG)
เป็นการผ่าตัดรักษาเส้นเลือดหัวใจตีบ ซึ่งการตีบของหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีที่พบได้บ่อย คือ
1) การตีบ 1 เส้น เรียกว่า single vessel disease (SVD)
2) การตีบ 2 เส้น เรียกว่า double vessel disease (DVD)
3) การตีบ 3 เส้น เรียกว่า triple vessel disease (TVD)
หน้า 13เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
เส้นเลือดที่นิยมนามาใช้ในการทา CABG มีอยู่ 2 ชนิด ดังนี้
1. Venous Conduit เส้นที่นิยมใช้คือ Greater Saphenous Vein
2. Arterial Conduit เส้นที่นิยมใช้มี 3 เส้น คือ
2.1 Internal Mammary (Thoracic) Arterial มี 2 เส้น คือ เส้นซ้ายและเส้นขวา
2.2 Radial Artery มี 2 เส้น คือ เส้นซ้ายและเส้นขวา
2.3 Gastro-epiglottic Artery ซึ่งอยู่ที่ Greater Curvature ของกระเพาะอาหาร
ซึ่งมีเพียง 1 เส้น
สาหรับการผ่าตัดนั้น จะเป็นการผ่าตัดผ่านกระดูกหน้าอก (sternum) ไปที่บริเวณหัวใจ ในระหว่างที่
ทาการผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการใส่ Heart Lung Machine คือ การผ่าตัดโดยใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียมช่วย
เพราะการผ่าตัดต้องให้หัวใจหยุดเต้น ดังนั้นในระหว่างที่หัวใจหยุดเต้นเลือดจะสูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของ
ร่างกายโดยอาศัยการทางานของ Heart Lung Machine ซึ่งในปัจจุบันมีทั้งการผ่าตัดทาทางเบี่ยงหลอดเลือด
หัวใจแบบที่ใส่ Heart Lung Machine หรือเรียกว่า on-pump CABG หรือ conventional CABG หรือ
standard CABG ส่วนการผ่าตัดทาทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจแบบไม่ใส่ Heart Lung Machine หรือเรียกว่า
off-pump CABG (OPCAB) และหลังการผ่าผู้ป่วยบางรายอาจมีการใส่เครื่องพยุงหัวใจ หรือที่เรียกว่า Intra-
aortic balloon pump (IABP) เพื่อลดการทางานของหัวใจภายหลังการผ่าตัด
ข้อบ่งชี้การใช้ IABP
1. Left ventricular failure หรือ cardiogenic shock
2. ภาวะ Unstable angina ที่ไม่ตอบสนองต่อยา
3. Thrombolytic therapy
4. ผู้ป่วยหลังทา Intervention (PTCA, CABG)
5. Acute mitral regurgitation ที่ valve ปิดไม่สนิท
6. Ventricular septal rupture
ในปัจจุบันการผ่าตัดทาทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Bypass Graft) เป็นวิธีการ
รักษาที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถรักษาอาการ angina ได้ดีมาก ได้ผลทันที และหวังผลการรักษาได้ยาวนาน
สามารถลดอัตราการเกิด sudden cardiac death ได้ดี จึงทาให้ผู้ป่วยมีชีวิตยาวนานขึ้น
การพิจารณาว่าจะทา PCI หรือ CABG นั้นมีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ อายุ ความรุนแรงของอาการ
จานวนเส้นเลือดที่มีรอยตีบ Left Ventricular Function โรคร่วม และความต้องการของผู้ป่วย เป็นต้น
แต่ส่วนใหญ่จะใช้เกณฑ์พื้นฐาน ดังนี้
1) จะพิจารณาทา CABG ในกรณีผู้ป่วยมีเส้นเลือด Left Main ตีบ > 50%
หรือมีการตีบของเส้นเลือดหัวใจ 2 เส้น
หรือมีการตีบของเส้นเลือดหัวใจ 3 เส้น
มี CAD ร่วมกับมี Left Anterior Descending ตีบ > 70% ร่วมกับมี LVEF < 40%
2) จะพิจารณาทา PCI ในกรณีผู้ป่วย มีการตีบของเส้นเลือดหัวใจ 1 เส้น
หรือมีการตีบของเส้นเลือดหัวใจ 2 เส้น
หน้า 14เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
กระบวนพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
กระบวนการพยาบาลประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ 1) assessment 2) nursing diagnosis 3) planning
4) implementation และ 5) evaluation ซึ่งในเอกสารประกอบการสอนฉบับนี้ได้ปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับ
กระบวนการพยาบาล โดยขั้นตอน assessment ประกอบด้วยการซักประวัติ การประเมิน การตรวจร่างกาย อาการ
และอาการแสดง และการตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี เมื่อ assessment เรียบร้อยแล้ว จึงทาการสรุป
เป็น nursing diagnosis ในหัวข้อการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีที่ประกอบด้วยข้อวินิจฉัยทาง
การพยาบาล ข้อมูลสนับสนุน วัตถุประสงค์ และเกณฑ์การประเมินผล ส่วนขั้นตอน planning และ
implementation ได้บูรณาการไว้ในส่วนของกิจกรรมการพยาบาล สาหรับขั้นตอนการ evaluation นั้น คือ การ
ประเมินผลการพยาบาลสุดท้ายซึ่งจะสรุปได้ภายหลังปฏิบัติการพยาบาลแล้ว จึงไม่ได้เขียนไว้ในเอกสารประกอบการ
สอนนี้ แต่ให้ยึดหลักการคือการประเมินตรงตามวัตถุประสงค์และเกณฑ์การประเมินผล
1. การซักประวัติผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีสาหรับพยาบาล
มีประโยชน์และมีความสาคัญยิ่งสาหรับพยาบาลเพราะเป็นแนวทางในการประเมินภาวะสุขภาพของ
ผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี โดยสามารถซักประวัติได้ ดังนี้
1.1 การค้นหาปัจจัยเสี่ยง (Finding risk factor) (ผ่องพรรณ อรุณแสง, 2556) ได้แก่
- เพศหญิงวัยหมดประจาเดือน
- อายุมากกว่า 60 ปี
- มีประวัติครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือ heart attack หรือ โรคเบาหวาน
- น้าหนักเกิน
- ระดับ cholesterol มากกว่า 240 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
- ระดับ Tri-glyceride เมื่ออดอาหาร 400 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
- มีระดับ LDL สูง
- ออกกาลังกายน้อยหรือไม่ออกกาลังกาย
- ประวัติสูบบุหรี่มากกว่า 20 มวนต่อวัน
- มีความเครียด
- บุคลิกภาพแบบเอ (Type A personality)
- ใช้ยาคุมกาเนิดชนิดรับประทาน
- มีมลภาวะ
- นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนหลับน้อยกว่า 8 ชั่วโมงต่อเดือน
- ประวัติการผ่าตัด
1.2 ข้อมูลด้านประชากร (Demographic data) ได้แก่ อายุ เพศ สถานที่เกิด เชื้อชาติ
สถานภาพสมรส อาชีพและเชื้อสายเผ่าพันธุ์ (ผ่องพรรณ อรุณแสง, 2556)
1.3 ประวัติสุขภาพในปัจจุบัน (Current Health) (ผ่องพรรณ อรุณแสง, 2556) ได้จาก
- การประเมินอาการเจ็บหน้าอก ได้แก่
o ลักษณะการเจ็บหน้าอก เช่น เจ็บแปล๊บๆ เหมือนอาหารไม่ย่อย เจ็บตื้อๆ
เหมือนถูกกดด้วยของหนัก เหมือนถูกบีบรัดอัดแน่น คล้ายถูกอัดกระแทก
อย่างแรง เจ็บเสียด แน่น ปวดแสบ ปวดร้อน เป็นต้น
o ความรุนแรง พยาบาลสามารถใช้ pain scale ในการประเมินความปวดได้
หน้า 15เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
o อาการเริ่มต้น พยาบาลควรสอบถามการเกิดอาการว่าเกิดขึ้นทันทีหรือค่อย
เป็นค่อยไป เกิดขึ้นเวลาเดิมหรือเมื่อทากิจกรรม
o ตาแหน่งที่เจ็บ พยาบาลต้องให้ผู้ป่วยชี้หรือระบุตาแหน่งที่เจ็บปวด หรือใช้
กาปั้นบอกตาแหน่ง
 เจ็บใต้ราวนม เป็นอาการเจ็บที่ไม่มีสาเหตุจากหัวใจ
 เจ็บใต้กระดูกอก ด้านหน้า ค่อนมาทางซ้าย เป็น angina pectoris
 เจ็บใต้กระดูกสันอก บริเวณหน้าหัวใจ (pericordium) เป็นการ
เจ็บจากกล้ามเนื้อหัวใจตาย
o อาการเจ็บร้าว
 ร้าวไปแขน คอ และกราม เป็น angina pectoris
 ร้าวไปทั่วๆทรวงอก เจ็บมากจนไม่สามารถขยับไหล่และมือได้ เป็น
กล้ามเนื้อหัวใจตาย
o ระยะเวลาการเจ็บ พยาบาลควรสอบถามเวลาที่เริ่มเจ็บและสิ้นสุดการเจ็บ
 กล้ามเนื้อหัวใจตายจะเจ็บนานกว่า 30 นาที หรือจนกว่าได้รับการ
รักษา
 angina pectoris อาการเจ็บมักหายไปภายใน 5-15 นาที โดยอาจ
สัมพันธ์กับการพัก
o ปัจจัยที่ทาให้อาการเป็นมากขึ้น พยาบาลอาจใช้การถามนาถึงสิ่งกระตุ้นให้
เกิดอาการเจ็บหน้าอก เช่น ตื่นเต้น ออกกาลังกาย หรือเบ่งถ่าย เป็นต้น
o ปัจจัยที่ทาให้อาการดีขึ้น พยาบาลอาจถามนาว่าอาการดีขึ้นเมื่อพักหรือเมื่อ
ได้รับยาหรืออาการดีขึ้นได้อย่างไร
o อาการร่วมอื่นๆ พยาบาลสอบถามอาการอื่นที่เกิดร่วมกับการเจ็บหน้าอก
เช่น ความวิตกกังวล นอนราบไม่ได้ ความรู้สึกเหมือนใกล้ตาย เป็นต้น
- การประเมินอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยการใช้ monitor EKG ซึ่งจะพบทั้ง
Bradycardia Tachycardia และ Arrhythmia
- การประเมินอาการแสดงของระบบหายใจ โดยมักพบ
o shortness of breathing (SOB) คือ การหายใจตื้น สั้น ไม่อิ่ม
o dyspnea on exertion (DOE) คือ หายใจลาบากเมื่อออกแรง
o orthopnea คือ หายใจลาบากเมื่อนอนราบ ต้องใช้หมอนมากกว่า 2 ใบ
เวลานอน
o paroxysmal nocturnal dyspnea (PND) คือ หายใจลาบากตอนกลางคืน
ซึ่งบางรายต้องลุกมานั่งหรือเดิน อาการจึงจะดีขึ้น
- การประเมินอาการเหนื่อยล้า (Fatigue) จะพบโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจ
ล้มเหลว
- การประเมินน้าหนักเกิน พยาบาลสามารถสอบถามได้จากอาการคับแน่นของ
รองเท้า แหวนที่คับแน่น น้าหนักตัวเพิ่ม หรือเข็มขัดที่ต้องเลื่อนออก เป็นต้น
- การประเมินภาวะหมดสติชั่วคราว (Syncope) พยาบาลต้องสอบถามอาการวิงเวียน
เดินเซ บ้านหมุน เป็นต้น
หน้า 16เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
- การประเมินอาการปวดขา จากการขาดเลือดมาเลี้ยงอย่างเพียงพอ โดยอาจ
สอบถามอาการตะคริว ปวดน่อง หรือปวดสะโพกขณะเดิน เป็นต้น
1.4 ประวัติสุขภาพในอดีต สอบถามเกี่ยวกับการเจ็บป่วยในวัยเด็กและโรคติดเชื้อ การ
เจ็บป่วยที่รุนแรงและการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การใช้ยา และประวัติการแพ้
1.5 ประวัติสุขภาพครอบครัว ได้แก่ ประวัติโรคติดต่อและโรคเรื้อรังของสมาชิกในครอบครัว
1.6 ประวัติการใช้ชีวิต ได้แก่ บุคลิกภาพ สิ่งแวดล้อม ที่อยู่อาศัย การออกกาลังกาย ภาวะ
โภชนาการ อุปนิสัย การเผชิญปัญหาและการช่วยเหลือ
1.7 การทบทวนประวัติตามระบบ อาจใช้ข้อมูลตามแบบแผนสุขภาพของกอร์ดอน
2. การเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจหัวใจโคโรนารีสาหรับพยาบาล
ในเอกสารประกอบการสอนฉบับนี้ขอนาเสนอแบบประเมินความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ 2
แบบประเมินหลักๆที่นิยมใช้ในปัจจุบัน คือ
2.1 Framingham risk score
เป็นการประเมินความเสี่ยงเพื่อหาความเสี่ยงในการเกิด CAD ใน 10 ปีข้างหน้าทา โดย
อาศัยปัจจัยเสี่ยงในคานวณ ได้แก่ อายุ, total cholesterol, HDL-C, systolic blood pressure, การรักษา
ความดันโลหิตสูง, และการสูบบุหรี่ โดยค่า total cholesterol และ HDL-C ควรได้จากการเฉลี่ย 2 ครั้งของ
ค่าที่วัดได้หลังทา lipoprotein analysis ส่วนค่า systolic blood pressure ให้ใช้ค่าที่ได้ ณ เวลาที่ประเมิน
โดยไม่สนใจว่าจะได้รับยาลดความดันโลหิตมาหรือไม่ก็ตาม แต่ถ้าได้รับยาลดความดันโลหิตจะมีการคิดคะแนน
พิเศษเพิ่มเติมจากค่าความดันโลหิตที่อ่านได้ เพราะแม้จะใช้ยารักษาแต่ก็ยังมีความเสี่ยงหลงเหลืออยู่ ค่าเฉลี่ย
ของการวัด systolic blood pressure หลายๆ ครั้งให้เป็นไปตาม guideline ของ Joint National
Committee (JNC) เพื่อให้ค่า systolic blood pressure ที่ได้มี baseline ที่ถูกต้อง ส่วนการเป็นผู้สูบบุหรี่
(smoker) หมายถึง การสูบบุหรี่ในอดีต ซึ่งคะแนนความเสี่ยงโดยรวมได้จากการรวมเอาคะแนนของแต่ละ
ความเสี่ยง แล้วจึงแบ่งกลุ่มผู้ป่วยออกตาม 10-year risk (อภิรักษ์ วงศ์รัตนชัย, 2547; National Heart, Lung,
and Blood Institute, 2001)
ค่า Framingham 10 year Risk แบ่งระดับความเสี่ยงออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้
< 10 % หมายถึง มีความเสี่ยงต่า (Low Risk)
10-20 % หมายถึง มีความเสี่ยงปานกลาง (Intermediate Risk)
> 20 % หมายถึง มีความเสี่ยงสูง (High Risk)
โดยในปัจจุบันสามารถ download application สาหรับใช้ Framingham risk score
ในการประเมินความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ โดยสามารถ download และทดลองใช้ได้ดังนี้
หน้า 17เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
Application “Heartgram” ในระบบ IOS ดาวน์โหลดได้ที่ App store
Application Framingham Risk Calculator ในระบบ Android
ดาวน์โหลดได้ที่ Google play store
หน้า 18เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
2.2 Rama-EGAT score
เป็นการประเมินเพื่อหาอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดรวมทั้งปัจจัยเสี่ยงใน
คนไทย โดยใช้ในการวางแผนป้องกันและรักษา เพื่อลดปัจจัยเสี่ยง ลดโอกาสการเกิดปัญหาโรคหลอดเลือด
หัวใจที่อาจตามมาในอนาคต และช่วยสร้างความตระหนักในภาวะสุขภาพ อันนาไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพ
และการป้องกันโรคด้วยตนเองของประชาชนคนไทย โดยมีรายละเอียดดังนี้
ปัจจัยเสี่ยง คะแนน
1. อายุ
35-39 ปี
40-44 ปี
45-49 ปี
50-54 ปี
-2
0
2
4
2. เพศ
หญิง
ชาย
0
3
3. Cholesterol
< 280 mg/dL
> 280 mg/dL
0
4
4. บุหรี่
ไม่สูบ
ยังสูบบุหรี่
0
2
5. เบาหวาน
ไม่เป็น
เป็น (FBS มากกว่า 126 มก/ดล)
0
5
6. ความดันโลหิตสูง
ไม่เป็น
เป็น (≥140/90 mmHg)
0
3
7.รอบเอว
ชาย ≥ 36 นิ้ว ( > 90 cm.)
หญิง ≥ 32 นิ้ว ( > 80 cm.)
ไม่ใช่
ใช่
0
3
(สุกิจ แย้มวงษ์, 2548)
การแปลผลคะแนน
*ผู้ที่มีคะแนนความเสี่ยงรวมตั้งแต่ 6-10 คะแนนควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยการออกกาลังกายให้
สม่าเสมอถ้าไม่มีข้อห้าม ควบคุมอาหารหวาน มัน เค็ม งดสูบบุหรี่ทันทีและควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อได้รับ
คาแนะนาที่ถูกต้องต่อไป
หน้า 19เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
*ผู้ที่มีคะแนนความเสี่ยงรวมตั้งแต่ 11 คะแนนขึ้นไปควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและรีบไปปรึกษา
แพทย์เพื่อได้รับคาแนะนาที่ถูกต้องโดยเร็ว
โอกาสเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตาม 1.1 Rama-EGAT score
คะแนนความเสี่ยงรวม โอกาสเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบรุนแรงในเวลา 10 ปี (%)
-2 0
0 0
1 1
2 1
3 1
4 1
5 1
6 1
7 2
8 2
9 2
10 3
11 4
12 4
13 5
14 6
15 8
16 9
17 11
18 14
19 16
≥ 20 20
(สุกิจ แย้มวงษ์, 2548)
การแปลผลในภาพรวม
1) ผู้ที่มีความเสี่ยงน้อย หมายถึง ผู้ที่มีคะแนนอยู่ระหว่าง -2 ถึง 6 คะแนน โอกาสเกิดโรคเส้นเลือด
หัวใจตีบรุนแรงในเวลา 10 ปี เท่ากับ 0 -1 %
2) ผู้ที่มีความเสี่ยงปานกลาง หมายถึง ผู้ที่มีคะแนนอยู่ระหว่าง 7 ถึง 12 คะแนน โอกาสเกิดโรคเส้น
เลือดหัวใจตีบรุนแรงในเวลา 10 ปี เท่ากับ 2 - 4 %
3) ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง หมายถึง ผู้ที่มีคะแนนอยู่ระหว่าง 13 ถึง 16 คะแนน โอกาสเกิดโรคเส้นเลือด
หัวใจตีบรุนแรงในเวลา 10 ปี เท่ากับ 5 - 9 %
4) ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงมาก หมายถึง ผู้ที่มีคะแนนมากกว่า 17 คะแนน โอกาสเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจ
ตีบรุนแรงในเวลา 10 ปี เท่ากับ 11 - 20 %
หน้า 20เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
3. การตรวจร่างกายผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีสาหรับพยาบาล
เป็นพื้นฐานสาคัญสาหรับพยาบาลในการรวบรวมข้อมูลทางการพยาบาล และใช้เป็นข้อมูลสนับสนุน
ในการเขียนข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
การตรวจร่างกายผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี ประกอบด้วย
1) การตรวจลักษณะทั่วไป (General appearance) : ผอม ท้องมาน บวมทั้งตัว
2) การตรวจระบบผิวหนัง (Integumentary system) : ตัวเย็น ผิวสีเขียวคล้า
3) การตรวจแขนขา (Extremity) : นิ้วปุ้ม หลอดเลือดโป่งพอง บวมกดบุ๋ม (pitting
edema) และมี ABI (Ankle-Brachial index) < .80
4) ความดันโลหิต (blood pressure) : มีความดันโลหิตต่าขณะเปลี่ยนท่า (orthostatic
hypotension) และ มี Pulsus paradoxicus คือ systolic blood pressure ลดลง
มากกว่า 10 มิลลิเมตรปรอท ในขณะหายใจเข้า
5) การวัด Oxygen saturation เพื่อประเมินภาวะพร่องออกซิเจน
6) การตรวจหัวใจ
6.1) ดู (inspection): เพื่อประเมิน pulsation, PMI (point of maximal impulse)
6.2) คลา (palpation): เพื่อประเมิน thrill, lifts of heaving, retraction
6.3) เคาะ (percussion): เพื่อให้ทราบขนาดหัวใจ
6.4) ฟัง (auscultation): เพื่อประเมินอัตราการเต้นของหัวใจ ฟังเสียงความผิดปกติของ
หัวใจ เช่น murmur, click, และ pericardial friction rub เป็นต้น
7) การตรวจปอด เพื่อประเมินการหายใจ tachypnea, cheyne-stoke respiration,
ประเมินเสมหะ, และประเมินเสียงปอด เช่น crepitation, crackles, rhonchi,
wheezing เป็นต้น
8) การตรวจท้อง เพื่อประเมิน ascites
4. การสังเกตอาการและอาการแสดงโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีสาหรับพยาบาล
1. อาการเจ็บหน้าอก (angina pectoris) ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีมีลักษณะ
ของอาการแบ่งออกเป็น ไม่มีอาการเจ็บหน้าอกและมีอาการเจ็บหน้าอก โดยเมื่อมีอาการเจ็บหน้าอกจะเป็น
แบบเจ็บแน่นหรือรู้สึกอึดอัดบริเวณหน้าอก หรือปวดเมื่อยหัวไหล่หรือปวดกราม หรือจุกบริเวณลิ้นปี่ เป็นมาก
ขณะออกกาลัง ซึ่งอาการเจ็บหน้าอกที่เป็นลักษณะเฉพาะของโรคหัวใจขาดเลือด คือ อาการเจ็บหนัก ๆ
เหมือนมีอะไรมาทับหรือรัดบริเวณกลางหน้าอกใต้กระดูก sternum อาจมีร้าวไปบริเวณคอ กราม ไหล่ และ
แขนทั้ง 2 ข้างโดยเฉพาะข้างซ้าย เป็นมากขณะออกกาลังเป็นนานครั้งละ 2-3 นาที เมื่อนั่งพักหรืออมยา
nitroglycerin อาการจะทุเลาลง (สุรพันธ์ สิทธิสุข, 2557) และอาการของ angina pectoris เมื่อไม่ได้รับการ
รักษาอย่างทันท่วงทีจะพัฒนาไปเป็นภาวะเจ็บหน้าอกแบบคงที่ (stable angina) และ กลุ่มอาการโรคหัวใจ
ขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute coronary syndrome: ACS)
ภาวะเจ็บหน้าอกแบบคงที่ (stable angina) จะมีอาการเจ็บหน้าอกแบบแน่นๆ และมี
ความสัมพันธ์กับการออกกาลังกาย ความเครียด อากาศเย็น และภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ เกิดเป็นเวลา 2-3
นาที แต่จะไม่เกิน 15 นาที อาการจะทุเลาลงเมื่อนั่งพักหรืออมยาใต้ลิ้น
หน้า 21เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
กลุ่มอาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute coronary syndrome, ACS) หมายถึง
กลุ่มอาการโรคหัวใจขาดเลือดที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน ประกอบด้วยอาการที่สาคัญคือ เจ็บหน้าอกรุนแรงเฉียบพลัน
หรือเจ็บขณะพัก (Rest angina) นานกว่า 20 นาที หรือเจ็บหน้าอกซึ่งเกิดขึ้นใหม่ หรือรุนแรงขึ้นกว่าเดิม
ประกอบด้วย
ภาวะเจ็บหน้าอกแบบอาการไม่คงที่ (unstable angina) และภาวะกล้ามเนื้อ
หัวใจตายแบบเฉียบพลัน (acute myocardial infarction) จะมีอาการจะเกิดขึ้นใหม่ขณะพัก หรือจากการ
กระตุ้นทางด้านอารมณ์ อาการจะรุนแรงเหมือนมีของหนักมาทับอกไว้ขณะพัก (rest pain) อาจปวดร้าวไปที่
คอ คาง แขน และไหล่ซ้าย ร่วมกับการมีอาการใหม่ๆที่เกิดขึ้นร่วมด้วย ได้แก่ เหงื่อออก คลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น
และหายใจหอบเหนื่อย โดยการเจ็บหน้าอกครั้งใหม่จะรุนแรง (new onset severe angina) และอาจมีอาการ
เจ็บหน้าอกเพิ่มมากขึ้น (increasing angina) ทั้งระยะเวลา ความรุนแรงและความถี่ มีช่วงเวลาในการเกิด
น้อยกว่า 2 เดือน
ผลการตรวจ EKG พบ ST depression หรือ ST elevation และอาจพบ T-wave
inversion และ transient abnormal Q wave
ST elevation myocardial infarction (STEMI) หมายถึง ภาวะหัวใจขาดเลือด
เฉียบพลัน ที่พบความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจมีลักษณะ ST segment ยกขึ้นอย่างน้อย 2 leads ที่
ต่อเนื่องกัน หรือเกิด left bundle branch block (LBBB) ขึ้นมาใหม่ โดยผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการมัก
พบ Troponin/CK-MB สูง ซึ่งเกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน หากผู้ป่วยไม่ได้รับการเปิด
เส้นเลือดที่อุดตันในเวลาอันรวดเร็ว จะทาให้เกิด Acute ST elevation myocardial infarction (STEMI or
Acute transmural MI or Q-wave MI) (สุรพันธ์ สิทธิสุข, 2557)
Non ST elevation myocardial infarction (NSTEMI) หมายถึง ภาวะหัวใจ
ขาดเลือดเฉียบพลัน ชนิดที่ไม่พบ ST segment elevation มักพบลักษณะของคลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็น ST
segment depression และ/หรือ T wave inversion ร่วมด้วย และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการมักพบ
Troponin/CK-MB สูง หากมีอาการนานกว่า 30 นาที จะเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด non-ST
elevation MI ( NSTEMI, or Non-Q wave MI ) หรือถ้าอาการไม่รุนแรงอาจเกิดเพียงภาวะเจ็บหน้าอกไม่
คงที่ (Unstable angina) (สุรพันธ์ สิทธิสุข, 2557)
2. อาการเหนื่อยง่ายขณะออกแรง แบ่งออกได้ 2 กลุ่มตามระยะเวลาที่ปรากฏอาการ
ต่อเนื่อง คือ อาการเหนื่อยขณะออกกาลังที่เกิดขึ้นเฉียบพลันภายใน 1 – 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรนึกถึง
โรคหัวใจที่มีผลให้การทางานของหัวใจลดลงอย่างเฉียบพลัน เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน, โรค
กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน, โรคที่ทาให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน หรืออาจเกิดจากโรคปอดเช่น
โรคปอดติดเชื้อ, โรคหอบหืด, โรคลิ่มเลือดอุดตันในปอดเฉียบพลัน หรือโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเมตาบอลิก หรือจิต
ประสาท ผู้ป่วยที่มีอาการเหนื่อยขณะออกกาลังที่เกิดขึ้นเรื้อรังเกินกว่า 3 สัปดาห์ขึ้นไป ควรนึกถึงโรคในกลุ่มที่
การทางานของหัวใจค่อยๆ ลดลงช้าๆ อย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน เช่น Ischemic cardiomyopathy,
valvular heart disease, congenital heart disease และควรวินิจฉัยแยกจากโรคปอดเรื้อรัง เช่น chronic
obstructive pulmonary disease, pulmonary hypertension, โรคลิ่มเลือดอุดตันในปอดเรื้อรัง หรือ
สาเหตุอื่นๆ เช่น ไตวายเรื้อรัง, ซีดเรื้อรัง (สุรพันธ์ สิทธิสุข, 2557)
3. กลุ่มอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง กลุ่มอาการที่เกิดจาก
ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน มักพบในผู้ป่วยกลุ่มนี้มาด้วยอาการเหนื่อยซึ่งเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน หายใจหอบ
นอนราบไม่ได้ แน่นอึดอัด หายใจเข้าไม่เต็มปอดอาจมีอาการเจ็บหน้าอกร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ ซึ่งมีสาเหตุจาก
หน้า 22เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
โรคหัวใจได้หลายชนิดจาเป็นต้องทาการวินิจฉัยแยกโรคว่าเป็นจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือไม่ บาง
รายพบร่วมกับอาการที่เกิดจากความดันโลหิตที่ต่าลงเนื่องจากภาวะหัวใจขาดเลือดทาให้กาลังการบีบตัวของ
หัวใจลดลงเฉียบพลัน (สุรพันธ์ สิทธิสุข, 2557)
กลุ่มอาการที่เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง มักพบในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นๆ
หายๆ มาเป็นเวลานานส่วนหนึ่งจะเกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจที่มีพยาธิสภาพกระจายกว้าง หรือเคยเป็น
กล้ามเนื้อหัวใจตายขนาดใหญ่ อาการของผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีทั้งอาการที่เกิดจากหัวใจล้มเหลวทั้งซีกซ้ายและซีก
ขวา เช่น นอนราบไม่ได้ ต้องตื่นขึ้นมากลางดึก มีตับโต ขาบวม (สุรพันธ์ สิทธิสุข, 2557)
4. ความดันโลหิตต่าเฉียบพลัน เนื่องจากภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน อาจทาให้
ประสิทธิภาพการบีบตัวของหัวใจลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นผลให้ความดันโลหิตลดต่าลงจนเกิดอาการ หน้ามืด
เวียนศีรษะ เป็นลม ร่วมกับอาการแน่นหน้าอก ซึ่งจัดเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยใน ผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจ
ขาดเลือดเป็นบริเวณกว้าง นอกจากนั้นความดันโลหิตอาจลดต่าลงจากหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด และยังต้อง
คิดถึงการตายของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างขวาที่มักพบร่วมกับการตายของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายส่วน
inferior wall รวมทั้งสาเหตุที่เกิดจากภาวะขาดน้า เนื่องจากผู้ป่วยอาจมีคลื่นไส้อาเจียน และดื่มน้าได้น้อยใน
ผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่มีอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันอาจมีความรุนแรงของโรคจนเกิด
ภาวะช็อกเหตุหัวใจด้วยได้ (cardiogenic shock หรือ Killip class IV) ต้องตรวจ echocardiogram เพื่อดูผล
แทรกซ้อนของกล้ามเนื้อหัวใจตาย เช่น acute mitral regurgitation, ruptured-septal ventricular septal
defect (สุรพันธ์ สิทธิสุข, 2557)
5. หมดสติหรือหัวใจหยุดเต้น โดยผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดอาจมาด้วยภาวะแทรกซ้อนที่ทาให้
เกิดอาการหมดสติหรือหัวใจหยุดเต้นกะทันหันจนอาจถึงขั้นเสียชีวิตถ้าไม่ได้รับการกู้ชีพทันท่วงที ประมาณ
ครึ่งหนึ่งของการเสียชีวิตเนื่องจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเกิดขึ้นก่อนผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล การ
ลดอัตราตายในผู้ป่วยกลุ่มนี้จาเป็นต้องได้รับการกู้ชีพที่มีประสิทธิภาพ ณ จุดเกิดเหตุ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่นอก
โรงพยาบาล ในกรณีที่ผู้ป่วยรอดชีวิตมาได้จนถึงโรงพยาบาลต้องประเมินสภาพผู้ป่วยทันทีและดาเนินการกู้ชีพ
ต่อเนื่องจนกว่าจะสามารถกู้ชีพได้เป็นผลสาเร็จ การกู้ชีพจาเป็นต้องดาเนินการอย่างเป็นทีมและสถานพยาบาล
ทุกระดับต้องมีความพร้อมโดยต้องจัดการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติแก่บุคลากรทางการแพทย์
อย่างสม่าเสมอ
อาการหมดสติชั่วคราว (syncope) อาจเกิดจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดโดยตรงหรือ
สาเหตุอื่น จาเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยแยกโรค สาเหตุของการหมดสติชั่วคราวอันเนื่องจากหัวใจขาดเลือด
อาจเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจเต้นช้าเนื่องจากทางเดินไฟฟ้าหัวใจติดขัด หรือจากภาวะความดันโลหิต
ลดลงเฉียบพลัน (สุรพันธ์ สิทธิสุข, 2557)
6. อาการอื่นๆ ที่สามารถพบได้ เช่น
6.1 เจ็บบริเวณกลางทรวงอก ลิ้นปี่ หน้าอกข้างซ้าย
6.2 อาการเจ็บหน้าอกร้าวไปที่หัวไหล่ซ้าย-ขวา ข้อศอก แขนซ้ายถึงนิ้วก้อย หรือร้าวไป
ที่คอ คาง ขากรรไกรล่าง
6.3 อาการเจ็บแต่ละครั้งไม่เกิน 15 นาที เรียกว่า angina pectoris
6.4 ในระยะ coronary insufficiency จะเจ็บไม่เกิน 30 นาที
6.5 หากเป็น acute myocardial infarction จะเจ็บนานกว่า 30 นาที
6.6 อาการเจ็บสัมพันธ์กับออกกาลังกาย การรับประทานอาหารอิ่มใหม่ๆ หรืออิ่มเกินไป
ความเย็น เช่น อากาศเย็น สูบบุหรี่ อารมณ์โกรธ และหงุดหงิดวิตกกังวล เป็นต้น
หน้า 23เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
6.7 ใจสั่น (Palpitations)
6.8 หายใจลาบาก (Dyspnea)
6.9 ไอเป็นเลือด (Cough of hemoptysis)
5. การตรวจที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีที่พยาบาลควรรู้
1. การตรวจตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกาลังกาย (exercise stress test: EST) เป็นการ
ให้ผู้ป่วยออกกาลังกายด้วยวิธีเดินบนสายพานเลื่อนหรือเครื่องเดินสายพาน และต่อขั้วไฟฟ้าเข้ากับสายนา
ไฟฟ้านาไปติดไว้ที่บริเวณหน้าอก 10 สาย โดยขั้วไฟฟ้าดังกล่าวเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ในขณะที่เดิน
เครื่องก็จะบันทึกและแสดงลักษณะของคลื่นไฟฟ้าหัวใจและความดันโลหิตตลอดเวลา ซึ่งในขณะทดสอบจะมี
การเพิ่มความเร็ว และความชันของเครื่องเดินสายพานเป็นระยะๆ ตามโปรแกรมที่กาหนดไว้ โดยต้องเลือกให้
เหมาะสมกับสภาพของผู้ทดสอบแต่ละราย ซึ่งการตรวจ EST นี้ ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้ว่า ผู้ป่วยมีภาวะของ
เส้นเลือดหัวใจตีบ ตัน หรือไม่ เพราะผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพของหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีในขณะออกกาลังกาย
จะมีการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอจึงทาให้คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) มีการเปลี่ยนแปลง
และนอกจากนี้ EST ยังสามารถใช้ในการติดตามประเมินผู้ป่วยภายหลังการรักษาได้อีกด้วย
2. Chest X-ray (CXR) ในผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บอกแล้วหายเอง เมื่อนั่งพักหรืออมยาใต้ลิ้น
(Stable angina) การตรวจชนิดนี้จะปกติ แต่ถ้าพบหินปูนบริเวณหลอดเลือดหัวใจแสดงว่ามีโรคหลอดเลือด
หัวใจตีบ
3. การตรวจ cardiac markers (cardiac enzyme) เพื่อช่วยวินิจฉัยและบอกระดับความ
รุนแรงของภาวะหัวใจขาดเลือด โดย cardiac enzyme เป็นโปรตีนที่อยู่ในเซลล์ถูกปลดปล่อยออกมาจาก
เซลล์เข้าในกระแสเลือด เมื่อเซลล์ของกล้ามเนื้อถูกทาลาย ได้แก่
3.1 cTnT (cardiac troponin T) เริ่มสูงขึ้นประมาณ 2 – 4 ชั่วโมง หลังเกิดกล้ามเนื้อ
หัวใจขาดเลือดคงอยู่นาน 10 – 14 วันและลงสู่ปกติอย่างรวดเร็ว
3.2 CK (creatine kinase) และ CK–MB (CK - isoenzyme) เริ่มสูงขึ้นประมาณ
3 – 6 ชั่วโมง หลังมีอาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด และจะขึ้นสูงสุดใน 24 ชั่วโมง (ปกติถ้าไม่มี
reperfusion ระดับของ CK-MB จะขึ้นสูงสุดที่ 24-36 ชั่วโมง) ลดลงสู่ปกติใน 2 – 3 วัน แต่ในปัจจุบัน CK นั้น
จะมีความจาเพาะ ในการวินิจฉัยน้อยลง ถึงแม้จะเป็นเอ็นไซม์ที่มีความไวสูงในการวินิจฉัยกล้ามเนื้อหัวใจตายก็
ตาม แต่มีภาวะอื่นที่ทาให้ CK สูงขึ้นได้ เช่น โรคกล้ามเนื้อ โรคพิษสุรา ดังนั้น CK–MB ซึ่งพบมากในกล้ามเนื้อ
หัวใจ จะเป็นตัวบ่งชี้เฉพาะว่ามีการทาลายของกล้ามเนื้อหัวใจ จึงเป็นมาตรฐานยืนยันได้ว่าเป็นกล้ามเนื้อหัวใจ
ตาย
3.3 LDH (lactic dehydrogenase) เริ่มสูงขึ้นประมาณ 24 – 48 ชั่วโมง หลัง
กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด สูงสุดที่ 3 – 6 วัน ลดลงสู่ปกติใน 8 – 14 วัน ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมเพราะระยะเวลา
ที่เอ็นไซม์ AST สูง จะแทรกกลางระหว่าง CK และ LDH และไม่มีความเฉพาะเจาะจงต่อกล้ามเนื้อหัวใจตาย
4. การตรวจ C-reactive protein ในเพศชายถ้าสูงกว่า .15 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และในเพศ
หญิงถ้าสูงกว่า .38 แสดงว่ามี LDL สูง
5. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
CBC พบ WBC สูงระหว่าง 12,000-15,000 ลบ.มม. โดยจะสูงในระยะแรกและคงอยู่ 3-7
วัน หลังเกิดอาการเจ็บหน้าอก
SR (erythrocyte sedimentation rate) คือ อัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดง
สูงขึ้นช้าแต่อยู่นานเกินกว่าสัปดาห์
หน้า 24เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
6. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (12 lead EKG) บางครั้งพบการเปลี่ยนแปลงของ
คลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ แต่บางครั้งอาจตรวจไม่พบความผิดปกติ โดยหากพบความผิดปกติจะพบ
6.1 STEMI (ST elevated Myocardial Infarction) จะพบความผิดปกติของ ST
segment ที่ยกขึ้นอย่างน้อย 2 leads ที่ต่อเนื่องกัน หรือเกิด LBBB ขึ้นมาใหม่ และหรือมี Q-wave ร่วมด้วย
6.2 Non-STEMI (Non-ST elevated Myocardial Infarction)จะพบความผิดปกติ
ของ ST segment depression และ/หรือ T wave inversion ร่วมด้วย แต่จะไม่มี Q-wave
ภาพแสดงการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่พบในผู้ป่วยหัวใจขาดเลือด
หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และกล้ามเนื้อหัวใจตาย
(สุรพันธ์ สิทธิสุข, 2557)
7. Holter monitor เป็นการตรวจที่ไม่อันตราย เพื่อบันทึกการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ ผู้ป่วย
จะต้องพกอุปกรณ์สาหรับบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ Electrode 3-5 ตัว ติดตัวตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เมื่อครบ
เวลานาคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่บันทึกไว้มาวิเคราะห์
8. การสวนหัวใจ (cardiac catheterization หรือ angiography) เพื่อประเมินการตีบของ
หลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
9. Echocardiography (ultrasound) เพื่อประเมินเปอร์เซ็นต์ของเลือดที่ถูกบีบออกจากหัวใจ
ต่อการบีบตัวของหัวใจ 1ครั้ง(Ejectionfraction:EF)มีวิธีการวัด EF ที่นิยมอยู่ 3 วิธี ได้แก่
1) การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (echocardiography)
2) การตรวจหัวใจด้วยการใช้สารกัมมันตรังสี (radionuclide angiography)
3) การฉีดสารทึบรังสีในห้องหัวใจห้องล่างซ้าย (left ventriculography)
หน้า 25เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
การแปลผลค่า Ejection fraction สามารถแปลผลการตรวจได้ ดังนี้
LVEF การแปลผล
greater than 70% Hyperdynamic
50% to 70% (midpoint 60%) Normal
40% to 49% (midpoint 45%) Mild dysfunction
30% to 39% (midpoint 35%) Moderate dysfunction
less than 30% Severe dysfunction
The American College of Cardiology (2012)
6. การวินิจฉัยผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีสาหรับพยาบาล
สามารถจาแนกตามความรุนแรงของหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีตามแนวทางของสมาคมโรคหัวใจ
นิวยอร์ก (New York Heart Association: NYHA) โดยพิจารณาจากความสามารถในการปฏิบัติกิจกรรมและ
ลักษณะอาการที่ปรากฏ ดังนี้
Class I ผู้ป่วยสามารถทากิจกรรมในแต่ละวันได้ตามปกติ
Class II ผู้ป่วยสามารถทากิจวัตรประจาวันได้ตามปกติ แต่เมื่อออกแรงมากจะมี
อาการเหนื่อยง่าย พักแล้วจะหาย
Class III ผู้ป่วยสามารถทากิจกรรมได้เพียงเล็กน้อย เหนื่อยเวลาทากิจกรรม
พักแล้วไม่หาย
Class IV ผู้ป่วยมีอาการแสดงของโรคแม้ในขณะพัก
เมื่อรวบรวมข้อมูลได้ครบถ้วนตั้งแต่ซักประวัติ ตรวจร่างกาย อาการและอาการแสดง และการ
วิเคราะห์ผลการตรวจและการตรวจวินิจฉัยของแพทย์แล้วสามารถวินิจฉัยผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
ได้ ดังนี้
1) Stable angina
2) Unstable angina
3) Acute Myocardial Infarction
4) Chronic Myocardial Infarction
5) STEMI (ST elevated Myocardial Infarction)
6) Non-STEMI (Non-ST elevated Myocardial Infarction)
หน้า 26เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
6. การพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
ตัวอย่างข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
- ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานจากการเจ็บหน้าอก (Chest pain)
- หรือ ผู้ป่วยมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก
เนื่องจาก
- กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง
- หรือ การกาซาบของเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ
ข้อมูลสนับสนุน
Subjective Data: “ผู้ป่วยบอกเจ็บหน้าอกเหมือนโดนทับ ร้าวไปที่ไหล่ทั้ง 2 ข้าง”
“เจ็บมาก กินยาไม่ดีขึ้น”
“ผู้ป่วยบอกว่าอาการเจ็บแน่นหน้าอกเกิดขึ้นใหม่ ขณะพัก หรือจากการ
กระตุ้นทางด้านอารมณ์ อาการจะรุนแรงเหมือนมีของหนักมาทับอกไว้”
“ผู้ป่วยบอกว่า มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกอาการปวดร้าวไปที่คอ คาง แขน
และไหล่ซ้าย ร่วมกับการมีอาการใหม่ๆที่เกิดขึ้นร่วมด้วย ได้แก่ เหงื่อออก
คลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น และหายใจหอบเหนื่อย”
Objective Data: ผลการตรวจ EKG พบ ST depression หรือ ST elevation และอาจพบ
T-wave inversion และ transient abnormal Q wave
วัตถุประสงค์การพยาบาล
- เพื่อให้อาการเจ็บหน้าอกของผู้ป่วยทุเลาลง
เกณฑ์การประเมินผล
- ผู้ป่วยไม่มีอาการเจ็บหน้าอก pain score เท่ากับ 0 คะแนน หรืออาการเจ็บแน่นหน้าอกทุเลาลง
- Vital sign อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- ผล EKG ไม่พบ ST depress หรือ ST elevated หรือ T inverted
กิจกรรมการพยาบาล
กิจกรรม เหตุผล
1. ประเมินสัญญาณชีพ
Temperature 36.5-37.5 ๐C
Pulse (หรือ Heart Rate) 60-100 ครั้งต่อนาที
Respiratory Rate 12-24 ครั้งต่อนาที
Blood pressure 90/60-140/90 มิลลิเมตรปรอท
Pain score 0-3 คะแนน
O2saturation ≥ 95%
1. เพื่อเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของอาการและ
อาการแสดงของภาวะ Cardiac shock เช่น หน้าซีด
เหงื่อออก ตัวเย็น กระสับกระส่าย สับสน ความ
รู้สึกตัวลดลง ชีพจรเบาเร็ว ความดันโลหิตต่า เป็นต้น
และประเมินความรุนแรงของอาการเจ็บหน้าอก
หน้า 27เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
กิจกรรม เหตุผล
2. ประเมินคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG 12 leads)
3. ประเมินอาการเจ็บหน้าอก โดยประเมินตาแหน่ง
ของอาการปวดร้าว ระยะเวลาปวดและระดับความ
ปวด โดยใช้ pain scale
4. สังเกตอาการผิดปกติของผู้ป่วยรวมทั้งคาพูดต่างๆ
5. ดูแลให้ออกซิเจน Cannula 3-5 ลิตร/นาที
6. จัดท่านอนศีรษะสูง 45 องศา
7. แนะนาให้ผู้ป่วยทาสมาธิ
8. Absolute bed rest และจากัดการทากิจกรรม
9. ดูแลให้สารน้าทางหลอดเลือดดาตามแผนการรักษา
10. ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับยาแก้ปวด: morphine sulfate
โดยให้ได้ 2-4 mg ⓥ dilute ตามแผนการรักษา และ
สังเกตอาการข้างเคียง เช่น คัน คลื่นไส้อาเจียน
หายใจน้อยกว่า 8 ครั้งต่อนาที ความดันโลหิตต่า และ
ปัสสาวะออกน้อย เป็นต้น
11. ดูแลให้ยา Isordil ละ 1-5 mg อมยาใต้ลิ้น เมื่อ
รู้สึกเจ็บแน่นหน้าอก โดยขณะอมควรนอนลง ศีรษะ
สูงเล็กน้อย ไม่ควรนั่งหรือยืน เพราะจะทาให้หน้ามืด
และล้มลงได้ และต้องแนะนาการสังเกตอาการ
ผิดปกติที่จาเป็น เช่น เจ็บหน้าอกบ่อยขึ้น และถ้า
อาการเจ็บหน้าอกไม่ดีขึ้นแม้อมยาใต้ลิ้น 3 เม็ด ให้อม
ต่อไปจนมาถึง รพ.
2. เพื่อเฝ้าระวังและติดตามการเต้นของหัวใจผิด
จังหวะหรือ EKG มีรูปร่างผิดปกติ ช่วยแยกอาการ
ของ angina pectoris และบ่งบอกถึงความก้าวหน้า
ในการรักษา
3. เพื่อเฝ้าระวังและประเมินความรุนแรงของการขาด
เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ โดยความรุนแรงและ
ระยะเวลาการเจ็บแสดงถึงการขาดเลือดที่เพิ่มขึ้น
4. เพื่อเฝ้าระวังการเหนื่อยที่อาจเกิดขึ้นจากพยาธิ
สภาพของโรค
5. เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้อย่างเพียงพอและ
เป็นการลดการทางานของกล้ามเนื้อหัวใจ
6. เพื่อให้หายใจได้สะดวก
7. เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด
8. เพื่อลดการใช้ออกซิเจนและลดการทางานของ
กล้ามเนื้อหัวใจและลดการใช้ออกซิเจนของกล้ามเนื้อ
หัวใจ
9. เพื่อทดแทนปริมาณเลือดและสารน้าที่สูญเสียไป
10. เพื่อบรรเทาอาการเจ็บหน้าอก ความวิตกกังวล
และลดการใช้ออกซิเจน ส่งผลให้ลดการทางานของ
กล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจจึงถูกทาลายน้อยลง
11. เพื่อขยายหลอดเลือดให้เลือดไหลไปเลี้ยง
กล้ามเนื้อหัวใจได้ดีขึ้น เพราะ Isordil เป็นยาในกลุ่ม
Nitrate ที่ทาให้ผนังกล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือด
หัวใจคลายตัว ส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัว จึงลด
แรงดันในผนังหัวใจ ลดปริมาณเลือดที่ไหลกลับเข้าสู่
หัวใจลดลง จึงลดความต้องการใช้ออกซิเจนไปด้วย
อาการเจ็บหน้าอกที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันจึงลดลง
ซึ่งการอม Isordil ใต้ลิ้นจะช่วยให้ยาดูดซึมเข้าหลอด
เลือดได้เร็วยิ่งขึ้น แต่มีข้อห้ามในการใช้ Nitrates คือ
ห้ามให้ในผู้ป่วยที่มี BP < 90/60 mmHg, HR < 50
bpm หรือ >100 bpm, หรือมีการใช้ยา Viagra
ในช่วง 24-28 ชั่วโมง
หน้า 28เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
กิจกรรม เหตุผล
12. ประเมิน Thrombolytic agent (ประเมินการให้
ยาละลายลิ่มเลือด) ก่อนให้ยาละลายลิ่มเลือด
13. ดูแลให้ยาละลายลิ่มเลือดกลุ่ม Streptokinase
เป็นอันดับแรก ตามข้อบ่งชี้ในผู้ป่วยที่ไม่มีข้อห้ามใน
ขนาด 1.5 ล้านยูนิต ในเวลา 60 นาที หรือให้ยา
ละลายลิ่มเลือด กลุ่ม Aspirin หรือ ASA gr. V ขนาด
160 หรือ 325 mg 1เม็ด โดยให้เคี้ยวกลืนทันที และ
ติดตามผู้ป่วย ดังนี้
13.1 สังเกตอาการเจ็บแน่นหน้าอก อาการเหนื่อย
ของผู้ป่วย และอาการทั่วไป ตลอดจนติดตามสัญญาณ
ชีพ และคลื่นไฟฟ้าหัวใจ อย่างใกล้ชิด หลังผู้ป่วยได้รับ
ยาละลายลิ่มเลือด
13.2 ติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 12 lead ทุกๆ 30
นาที เพื่อประเมินการเปิดหลอดเลือดหัวใจ หาก
อาการเจ็บหน้าอกลดลง และคลื่นไฟฟ้าหัวใจแสดง ST
segment ลดต่าลงอย่างน้อยร้อยละ 50 ภายใน
ช่วงเวลา 90-120 นาทีหลังเริ่มให้ยาละลายลิ่มเลือด
แสดงว่าหลอดเลือดหัวใจน่าจะเปิด
12. ประเมินความเสี่ยงของภาวะเลือดออกง่าย
เพราะการให้ Streptokinase ที่จัดเป็นยาละลายลิ่ม
เลือดชนิดหนึ่งนั้น มีข้อห้ามในการใช้ยาละลายลิ่ม
เลือด ดังนี้
1. มีประวัติเป็น hemorrhagic stroke
2. มีประวัติเป็น non-hemorrhagic stroke
ในระยะ 1 ปีที่ผ่านมา
3. ตรวจพบเลือดออกในอวัยวะภายใน เช่น
เลือดออกทางเดินอาหาร เลือดออกภายใน
ช่องท้อง
4. เคยได้รับบาดเจ็บรุนแรงหรือเคยผ่าตัดใหญ่
ภายในเวลา 4 สัปดาห์
5. สงสัยว่าอาจมีหลอดเลือดแดงใหญ่แทรกเซาะ
6. ความดันโลหิตสูงมากกว่า 180/110 mmHg
ที่ไม่สามารถควบคุมได้
7. ทราบว่ามีภาวะเลือดออกง่ายผิดปกติหรือ
ได้รับยาต้านยาแข็งตัวของเลือด เช่น
warfarin (INR > 2)
8. ได้รับการกู้ชีพ (CPR) นานเกิน 10 นาที หรือ
มีการบาดเจ็บรุนแรงจากการกู้ชีพ
9. ตั้งครรภ์
13. เพื่อป้องกันการอุดตันบริเวณเลือดแดงโคโรนารี
และช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด เพราะ
Streptokinase ให้ในกรณีที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจ
ตายเฉียบพลันชนิด ST-segment elevation ภายใน
12 ชั่วโมงหลังจากมีอาการเจ็บหน้าอก และควรเฝ้า
ระวังอาการข้างเคียงคือ เลือดออกในสมองและความ
ดันโลหิตต่าภายหลังให้ยา Streptokinase และ
สาหรับผู้ป่วยที่ได้ ASA สาเหตุที่ให้เคี้ยวกลืนทันที
เพราะต้องการให้ยาดูดซึมได้ดีขึ้น ตัวยามีฤทธิ์ต้าน
การเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือดจึงช่วยลดการอุดตันของ
หลอดเลือด และลดการทาลายของกล้ามเนื้อหัวใจ
แต่มีข้อห้ามใช้ คือ ไม่ให้ในผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยา
Aspirin, มีประวัติ hemorrhagic stroke, มีภาวะ
เลือดออกในทางเดินอาหาร, ความดันโลหิตสูง
มากกว่า 180/110 มิลลิเมตรปรอท ที่ไม่สามารถ
ควบคุมได้, INR > 2, หรือตั้งครรภ์
หน้า 29เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
กิจกรรม เหตุผล
14. รายงานแพทย์ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของ
คลื่นไฟฟ้าหัวใจ อาการเจ็บหน้าอกไม่ดีขึ้นหลังให้ยา
14. เพื่อแก้ไขและปรับเปลี่ยนแผนการรักษาที่
เหมาะสมต่อไป
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
เสี่ยงต่อปริมาตรเลือดที่ออกจากหัวใจในหนึ่งนาทีลดลง (Low cardiac output)
เนื่องจาก
- การทาหน้าที่ในการบีบตัวของหัวใจบกพร่องจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง
- หรือ มีภาวะหัวใจล้มเหลว
ข้อมูลสนับสนุน
Subjective Data: ผู้ป่วยบอกว่า “มีอาการเหงื่อออก ใจสั่น รู้สึกแน่นหน้าอก ร้าวไปไหล่ทั้ง 2
ข้าง เจ็บมากจนนอนราบไม่ได้”
“มีประวัติเป็นเบาหวาน 10 ปี และ ความดันโลหิตสูง 10 ปี รักษาที่ รพ.
แห่งหนึ่ง”
“ระยะเวลาในการเจ็บหน้าอกประมาณ 20 นาที”
Objective Data: ความดันโลหิตอยู่ในช่วงระหว่าง 110/70 mmHg.
O2saturation 95%
EKG show HR 110 ครั้งต่อนาที, ST elevated ใน V1-V5,
มี Q wave ลึกใน V1-V4, และ T wave inverted
ผล Lab.
LDL 400 mg/dL
Troponin T 3.5 mg/dL
CK-MB 20 mg/dL
C-reactive protine 105 mg/dL
วัตถุประสงค์ของการพยาบาล
- เพื่อเพิ่มปริมาตรเลือดที่ออกจากหัวใจในหนึ่งนาทีให้เพียงพอไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย
เกณฑ์การประเมินผล
- ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี
- ไม่มีอาการเจ็บหน้าอกหรืออาการเจ็บหน้าอกลดลง
- ความดันโลหิตอยู่ในช่วงระหว่าง 90/60-140/90 mmHg.
- O2saturation ≥ 95%
- EKG show ST segment กลับสู่ปกติ และ T wave กลับสู่ปกติ
- ผล Lab. อยู่ในเกณฑ์ปกติ
LDL <110 mg/dL
Troponin T <0.2 ng/L
CK-MB <25 U/L
C-reactive protine <1 mg/dL
หน้า 30เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
กิจกรรมการพยาบาล
กิจกรรม เหตุผล
1. ประเมินระดับความรู้สึกตัวทุก 4 ชั่วโมง โดยสังเกต
อาการกระสับกระส่ายและสับสน
2. ประเมินสัญญาณชีพ ทุก 4 ชั่วโมง
Temperature 36.5-37.5 ๐C
Pulse (หรือ Heart Rate) 60-100 ครั้งต่อนาที
Respiratory Rate 12-24 ครั้งต่อนาที
Blood pressure 90/60-140/90 มิลลิเมตรปรอท
Pain score 0-3 คะแนน
O2saturation ≥ 95%
3. ประเมินอาการ chest pain โดยประเมินตาแหน่ง
ของอาการปวดร้าว ระยะเวลาปวดและระดับความ
ปวด โดยใช้ pain scale
4. ประเมินลักษณะผิวหนัง ความเย็นชื้นและสีผิว
5. ประเมิน capillary refilled
6. ประเมิน urine output หรือ Intake-Output
7. ติดตามและเฝ้าระวังคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (monitor
EKG)
8. ฟังเสียงหัวใจ
1. เพื่อประเมินการกาซาบเลือดไปเลี้ยงสมอง เพราะ
ถ้าระดับความรู้สึกตัวลดลงจะทาให้การทาหน้าที่ของ
ร่างกายลดลง
2. เพราะ vital signs ที่เปลี่ยนแปลงบ่งบอกถึงการ
กาซาบเลือดของหัวใจและปอดลดลง
3. เพื่อเฝ้าระวังและประเมินความรุนแรงของการขาด
เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ โดยความรุนแรงและ
ระยะเวลาการเจ็บแสดงถึงการขาดเลือดที่เพิ่มขึ้น
4. เพราะเมื่อการกาซาบเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วน
ปลายลดลง ผิวหนังจะเย็น ซีด ชื้น หรือเขียวคล้า
5. เพื่อประเมินการกาซาบเลือดไปเลี้ยงส่วนปลาย
โดยปกติ capillary refilled จะน้อยกว่า 2 วินาที
6. เพื่อประเมินการคั่งของน้าในร่างกาย ปกติ urine
จะออก 0.5 ml/hr ต่อน้าหนักตัว 1 กิโลกรัม (ปริมาณ
ที่เหมาะสมจะอยู่ในช่วง 25-30 ml/hr)
7. เพื่อเฝ้าระวังการเต้นของหัวใจผิดจังหวะ โดย
ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย คือ
ST elevated แสดงถึงการถูกทาลายของกล้ามเนื้อ
หัวใจ
ST depression แสดงถึงการกาซาบเลือดของ
หัวใจลดลง
Atrial Fibrillation (AF) แสดงถึงการเต้นของหัวใจ
ห้องบนที่ไม่สม่าเสมอ
Premature ventricular contractions (PVCs)
แสดงถึงกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงจนมีการ
สร้างคลื่นไฟฟ้าผิดปกติ โดย PVCs ที่ต้องระวังคือ
Multifocal PVCS, Bigeminy PVCs, Trigeminy
PVCs, short run PVCs, และ R-on-T
8. เพื่อติดตามประเมินเสียง Pericardial friction
rub ซึ่งแสดงถึงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย
หน้า 31เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
กิจกรรม เหตุผล
9. ดูแลให้ Oxygen nasal cannula 3-5 ลิตรต่อนาที
10. Absolute bed rest และจากัดกิจกรรมต่างๆ
11. จัดท่านอนศีรษะสูง
12. ดูแลให้สารน้าทางหลอดเลือดดาตามแผนการ
รักษา
13. จัดอาหารเหลวหรืออาหารอ่อน ย่อยง่าย ที่มี
แคลอรีอยู่ระหว่าง 1,200-1,500 แคลอรี
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีคลอเลสเตอรอลสูง เช่น
เครื่องในสัตว์ ปลาหมึก หนังไก่ และไข่นกกระทา เป็น
ต้น
หลีกเลี่ยงอาหารทอดหรือผัด ควรใช้การต้ม หรือ
นึ่งแทน
ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันสัตว์น้อย เช่น
เนื้อปลา ผักและผลไม้
จากัดอาหารที่มีรสเค็ม และควรงดอาหารที่ได้รับ
การถนอมอาหารบางชนิดที่ใส่เกลือ เช่น ผักกาดดอง
ผลไม้ดอง และไข่เค็ม เป็นต้น
ควรรับประทานอาหารแต่พออิ่ม
งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
14. จากัดน้า
15. แนะนาให้หลีกเลี่ยงการทาให้เกิด valsalva
maneuver เช่น อาการท้องผูก เป็นต้น
9. เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดและลด
การทางานของกล้ามหัวใจ
10. เพื่อลดความต้องการใช้ออกซิเจนของกล้ามเนื้อ
หัวใจ
11. เพื่อลดปริมาตรเลือดที่ไหลกลับสู่หัวใจ ลดการ
ทางานของหัวใจ และทาให้หายใจได้สะดวกมากขึ้น
12. เพื่อลดภาระของหัวใจ เพื่อ blood circulation
13.เพราะอาหารเหลวหรืออ่อนช่วยลดการเคียวการ
ย่อยอาหาร ทั้งยังช่วยลดการใช้ออกซิเจน ส่วน
ปริมาณแคลอรีที่เหมาะสมจะช่วยส่งเสริมความ
แข็งแรงของร่างกายในการทากิจกรรม
อาหารที่มีคลอเลสเตอรอลสูงจะเพิ่มความปัจจัยใน
การเกิดความรุนแรงของอาการ
ความเค็มจะเพิ่มความเสี่ยงของโรคจากการมี
ปริมาณโซเดียมที่เพิ่มสูงขึ้น ทาให้เกิดการดึงน้าเข้าสู่
หลอดเลือดมากขึ้น ปริมาณของเหลวในร่างกายเพิ่ม
มากขึ้น ความดันโลหิตสูงมากขึ้น ทาให้หัวใจทางาน
หนักมากขึ้น
เพื่อไม่ให้หัวใจทางานหนักเกินไป
คาเฟอีนทาให้เกิดอาการท้องอืด คลื่นไส้อาเจียน
จากการทาหน้าที่ของระบบย่อยอาหารลดลง และทา
ให้หัวใจทางานหนักมากขึ้น
14. เพื่อป้องกันภาวะน้าเกิน ที่จะทาให้หัวใจทางาน
ได้ไม่มีประสิทธิภาพ กล้ามเนื้อหัวใจจะขาดเลือดมาก
ขึ้น
15. เพราะ valsalva maneuver เป็นการกลั้นหายใจ
หรือเบ่ง ซึ่งจะทาให้ความดันในช่องอกสูงขึ้นลดการ
ไหลกลับของเลือดเข้าสู่หัวใจ และกระตุ้นประสาท
เวกัส เสี่ยงต่อหัวใจเต้นช้าผิดปกติ ทาให้ปริมาตร
เลือดที่ออกจากหัวใจในหนึ่งนาทีลดลง ซึ่งเพิ่มภาระ
การทางานของหัวใจ
หน้า 32เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
กิจกรรม เหตุผล
16. ดูแลให้ยา
morphine sulfate โดยให้ได้ 2-4 mg ⓥ dilute
และสังเกตอาการข้างเคียง เช่น คัน คลื่นไส้อาเจียน
หายใจน้อยกว่า 8 ครั้งต่อนาที ความดันโลหิตต่า และ
ปัสสาวะออกน้อย เป็นต้น และควรประเมิน sedation
score ขณะและหลังให้ยา
Nitroglycerine หยดทางหลอดเลือดดา ในอัตรา 3
micro drop/min และปรับเพิ่มได้ครั้งละ 3 micro
drop/min แต่ต้องเฝ้าระวังให้ความดันโลหิตอยู่
ในช่วงระหว่าง 90/60-140/90 mmHg.
Aspirin หรือ ASA gr. V ขนาด 160 หรือ 325 mg
1เม็ด โดยให้เคี้ยวกลืนทันที
Enoxaparin 0.6 ml. ฉีดเข้าชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ทุก
12 ชั่วโมง และต้องติดตามค่า PT, PTT, และ INR
Beta-blockers ได้แก่
การให้ทางหลอดเลือดดา :
- Propanolol 1 มก.ซ้าทุก 5 นาที
จนขนาดยารวมไม่เกิน 0.15 มก./กก.
- Metoprolol 5 มก.IV ทุก 5 นาที x 3 ครั้ง
- Atenolol 5 มก.IV ทุก 10 นาที x 2 ครั้ง
การให้ทางปาก :
- Atenolol 50-200 มก.ต่อวัน
- Metoprolol 50-200 มก.ต่อวัน
- Propanolol 20-80 มก.วันละ 2 ครั้ง
- Bisoprolol 5-10 มก.ต่อวัน
และเฝ้าระวังอาการข้างเคียง เช่น Bradycardia
และ hypotension เป็นต้น
16. เพื่อบรรเทาอาการ
เพื่อบรรเทาอาการปวด ลดการใช้ออกซิเจน
ส่งผลให้การทางานของหัวใจลดลง
Nitroglycerine เป็นยาคลายกล้ามเนื้อเรียบของ
ทั้งหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดา เมื่อขยาย
หลอดเลือดแดงจะทาให้ภาระหน้าที่ของหัวใจทางาน
ลดลง และลดความต้านทานของหลอดเลือด อาการ
ข้างเคียง คือ ความดันโลหิตต่า ระคายเคืองทางเดิน
อาหาร หัวใจเต้นเร็ว ปวดศีรษะและหน้าแดง
Aspirin ช่วยต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ลด
การอุดตันของหลอดเลือด และลดการทาลาย
กล้ามเนื้อหัวใจ
Enoxaparin เป็นยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือดใน
กลุ่ม low molecular weight heparin มีฤทธิ์ช่วย
ลดการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ ทาให้เลือดไปเลี้ยง
กล้ามเนื้อหัวใจดีขึ้น แต่มีอาการข้างเคียง คือ
bleeding จึงต้องมีการป้องกันและติดตามผล lab.
PT, PTT, INR และเฝ้าระวังเลือดออกตามไรฟันและ
จุดต่างๆของร่างกาย โดยการฉีด Enoxaparin นั้น
ควรมีการเปลี่ยนตาแหน่งที่ฉีด ไม่ควรฉีดตาแหน่งเดิม
เพื่อควบคุมอาการเจ็บหน้าอก ลดความต้องการ
ออกซิเจน โดยจากไปยับยั้งการทางานของ
sympathetic neurotransmitter ที่หัวใจ ทาให้
อัตราการเต้นของหัวใจ การหดรัดตัว และเมทาบอลิ
ซึมลดลง และยังช่วยเพิ่มออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ
หัวใจส่วนที่ขาดเลือดมากขึ้น และงดให้ในผู้ป่วยที่ มี
หัวใจเต้นช้าผิดปกติ (อัตราการเต้นของหัวใจน้อยกว่า
60 ครั้งต่อนาที) มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน มี
systolic blood pressure น้อยกว่า 100 mmHg. มี
ค่า PR interval มากกว่า 0.24 sec. หรือ 2nd และ
3rd degree AV block หรือ bifascicular block
หน้า 33เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
กิจกรรม เหตุผล
Calcium antagonists ได้แก่
- Diltiazem 120-320 มก.ต่อวัน
- Verapamil 120-480 มก.ต่อวัน
- Amlodipine 5-10 มก.ต่อวัน
- Felodipine 5-10 มก.ต่อวัน
และเฝ้าระวังอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดศีรษะ
ผื่น บวม ปวดศีรษะ, เวียนหน้า, หน้าแดง ใจสั่นหัว
ใจเต้นเร็ว และในยา Nifedipine มักพบความดัน
โลหิตต่า ส่วน Amlodipine มักพบอาการขาบวม
เป็นต้น
17. ติดตามผล Lab. LDL, Troponin T, CK-MB,
C-reactiveprotine, CBC, Electrolyte, PT, PTT,
และ INR
เพราะยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ขัดขวาง calcium
ไม่ให้เข้าเซลล์ เป็นผลทาให้กล้ามเนื้อคลายตัว หลอด
เลือดโคโนนารีและหลอดเลือดส่วนปลายขยายตัว
ลดปริมาณเลือดจากหัวใจ มักให้ในผู้ป่วยภาวะหัวใจ
ขาดเลือดเฉียบพลัน ที่มีข้อห้ามต่อยา Beta-
blockers และผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดที่ไม่สามารถ
ควบคุมอาการได้ด้วยยา Beta-blockers และ
nitrates แต่มีข้อห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มี LVEF<0.40
ผู้ป่วยที่มีอาการ และอาการแสดงของน้าท่วมปอด
(pulmonary congestion) หรือมี 2nd และ 3rd
degree AV block หรือ bifascicular block
17. เพื่อติดตามผลการรักษาของแพทย์และเป็นข้อมูล
ในการรายงานแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาที่
เหมาะสมต่อไป
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
เสี่ยงต่อภาวะพร่องออกซิเจน
เนื่องจาก
- การแลกเปลี่ยนก๊าชในปอดไม่มีประสิทธิภาพ
- หรือ ปริมาตรเลือดที่หัวใจส่งออกในหนึ่งนาทีลดลง
ข้อมูลสนับสนุน
Subjective Data: “เจ็บหน้าอกร้าวไปไหล่ทั้ง 2 ข้าง”
Objective Data: EKG show ST depress III, aVF (Inferior wall) reciprocal change
V2–V3
หน้าซีด เหงื่อออก ตัวเย็น
อัตราการหายใจ 26 – 30 ครั้งต่อนาที
O2saturation 95%
วัตถุประสงค์ของการพยาบาล
- เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนก๊าช
เกณฑ์การประเมินผล
- ผู้ป่วยไม่มีอาการกระสับกระส่าย หายใจเร็ว เหนื่อยหอบ
- สัญญาณชีพปกติ อุณหภูมิร่างกาย 36.5-37.5 องศาเซลเซียส ชีพจร 60-90 ครั้ง/นาที หายใจ
16–22 ครั้ง/นาที ความดันโลหิต 90/60-140/90 มิลลิเมตรปรอท
- ค่า O2saturation ระหว่าง 95 – 100 %
- ไม่มีภาวะ Cyanosis เช่น ปลายมือปลายเท้าเขียวคล้า ริมฝีปากเขียวคล้า เป็นต้น
หน้า 34เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
กิจกรรมการพยาบาล
กิจกรรม เหตุผล
1. ประเมินสัญญาณชีพ
Temperature 36.5-37.5 ๐C
Pulse (หรือ Heart Rate) 60-100 ครั้งต่อนาที
Respiratory Rate 12-24 ครั้งต่อนาที
Blood pressure 90/60-140/90 มิลลิเมตรปรอท
Pain score 0-3 คะแนน
O2saturation ≥ 95%
2. ประเมินลักษณะการหายใจ
3. สังเกตลักษณะผิวหนัง เช่น ซีด ริมฝีปากเขียวคล้า
ปลายมือปลายเท้าเขียวคล้า เป็นต้น และประเมิน
capillary refilled
4. ดูแลให้ออกซิเจน nasal Cannula 3-5 ลิตร/นาที
ตามแผนการรักษา
5. จากัดการทากิจกรรม
- Bed rest/ absolute bed rest
1. เพื่อเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงภาวะพร่องออกซิเจน
เพราะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบแคบหรืออุดตัน จะทา
ให้หัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจน
ที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจและหัวใจลดลง จนเกิดการ
เผาผลาญพลังงานแบบไม่ต้องใช้ออกซิเจน
(anaerobic) และส่งผลให้เกิดการสะสมกรดแลกติก
ที่ทาให้เกิดอาการอ่อนล้า จึงทาให้การบีบตัวและ
ความตึงตัวของเวนตริเคิลซ้ายลดลง ปริมาณเลือดที่
ถูกบีบออกจากหัวใจแต่ละครั้ง (stroke volume)
และอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดลดลง ทาให้ปริมาณ
เลือดที่ออกจากหัวใจในหนึ่งนาที (cardiac output)
ลดลง
2. เพื่อประเมินอาการพร่องออกซิเจนจากการหายใจ
หอบเหนื่อย
3. เพื่อประเมินภาวะขาดออกซิเจนและอาการ
cyanosis
4. เพื่อให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับออกซิเจนอย่าง
เพียงพอและป้องกันภาวะพร่องออกซิเจน
5. เพื่อลดการใช้ออกซิเจนและให้หัวใจทางานลดลง
เพราะเมื่อประสิทธิภาพการใช้ออกซิเจนสูงสุด (VO2
maximum: VO2max) ลดลง ทาให้ความสามารถใน
การทาหน้าที่ของร่างกาย (functional capacity)
ลดลง เกิดข้อจากัดด้านร่างกาย ความสามารถในการ
ออกกาลังกายและการทากิจกรรมลดลง เนื่องจาก
ปริมาณเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่
เพียงพอ
หน้า 35เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
วิตกกังวล
เนื่องจาก
- ความเจ็บป่วยของตนเอง
ข้อมูลสนับสนุน
Subjective Data: ผู้ป่วยถามพยาบาลว่า “ผมจะเป็นอะไรมากไหมครับ”
“ผมจะหายไหมครับ”
Objective Data: สีหน้าวิตกกังวล หน้าผากย่น คิ้วขมวด
วัตถุประสงค์ของการพยาบาล
เพื่อคลายความวิตกกังวล หรือ เพื่อลดความวิตกกังวล
เกณฑ์การประเมินผล
- สีหน้าแสดงความกังวลหรือกลัวลดลง
- บอกสิ่งที่กลัวและวิตกกังวลได้
- ให้ความร่วมมือในการรักษาพยาบาล
กิจกรรมการพยาบาล
กิจกรรม เหตุผล
1. ประเมินระดับความวิตกกังวล
2. สร้างสัมพันธภาพกับผู้ป่วยและญาติด้าวยวาจาที่
สุภาพ อ่อนโยน ท่าทางที่เป็นมิตร จริงใจ
3. อธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจ แผนการรักษาพยาบาล
พยาธิสภาพ อาการของโรค ลักษณะการเจ็บหน้าอก
สาเหตุของการเกิดอาการเจ็บหน้าอก และการปฏิบัติ
ตัว
4. เปิดโอกาสให้ครอบครัว ญาติผู้ป่วย หรือบุคคลที่มี
ความสาคัญต่อผู้ป่วย ได้เข้าเยี่ยมและประคับประคอง
ด้านจิตใจแก่ผู้ป่วย
5. เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้ซักถามปัญหาที่สงสัย พูด
ระบายความรู้สึก โดยพยาบาลรับฟังด้วยความตั้งใจ
6. ให้การพยาบาลอย่างนุ่มนวล ด้วยน้าเสียงที่นุ่ม ฟัง
สบาย ใช้ท่าทางที่สงบในขณะให้การพยาบาล
7. ให้ผู้ป่วยได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในกิจกรรม
การพยาบาล และการประเมินผลของการพยาบาล
8. แนะนาวิธีการผ่อนคลายความเครียด เช่น ทาสมาธิ
เปิดเพลง หรืออ่านหนังสือ เป็นต้น
1. เพื่อให้รู้ความรุนแรงหรือความเข้มข้นของความ
วิตกกังวลของผู้ป่วย
2. เพื่อให้เกิดสัมพันธภาพเพื่อความไว้วางใจ
3. เพื่อให้ผู้ป่วยหายข้อสงสัยและให้ความร่วมมือใน
การรักษาพยาบาล ตลอดจนช่วยลดความตึงเครียดใน
อารมณ์และลดความวิตกกังวลของผู้ป่วย
4. เพื่อลดความวิตกกังวลของผู้ป่วย และเป็นการ
สร้างกาลังใจให้ผู้ป่วย
5. เพื่อแสดงให้ผู้ป่วยเห็นถึงความตั้งใจของพยาบาลที่
ให้ปรารถนาช่วยเหลือ และเป็นการยอมรับใน
ความรู้สึกของผู้ป่วยที่แสดงออก
6. เพื่อให้ผู้ป่วยเกิดการผ่อนคลายช่วยลดความวิตก
กังวล
7. เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองยังมีความสามารถใน
การทากิจกรรมและมีส่วนร่วมในการรักษาพยาบาล
8. เพื่อให้ผู้ป่วยเกิดการผ่อนคลายช่วยลดความวิตก
กังวล
หน้า 36เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
บทสรุป
การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี มีประเด็นสาคัญที่พยาบาลต้องรู้ คือ แนวคิด
ความหมาย พยาธิสรีรวิทยาของการเกิดโรค สาเหตุ การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี โดยพยาบาลเป็น
ผู้ที่ดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด จาเป็นที่จะต้องใช้กระบวนการพยาบาลที่ครอบคลุมตั้งแต่ การซักประวัติ ตรวจ
ร่างกาย อาการและอาการแสดง การตรวจ การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี เพื่อนามาวางแผนการ
พยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนหรือ
อาการข้างเคียงจากการรักษาพยาบาลได้ อันนาไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ
โคโรนารี
เอกสารอ้างอิง
กนกอร แก้วช่วย. (2552). ผลของโปรแกรมส่งเสริมการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจต่อความสามารถในการทา
กิจกรรมที่บ้านในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี วิทยานิพนธ์หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหา-
บัณฑิต (การพยาบาลผู้ใหญ่). สงขลา: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
กอบกุล บุญปราศภัย. (2546). พยาธิสรีรวิทยาของหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีและการพยาบาล.
กรุงเทพมหานคร: บริษัท พี.เอ.ลิฟวิ่ง จากัด.
เกรียงไกร เฮงรัศมี, วิรัช เคหสุขเจริญ, เอนก กนกศิลป์, ธรรมรัฐ ฉันทแดนสุวรรณ, จรินทร์ อัศวหาญฤทธิ์,
พรวลี ปรปักษ์ขาม, และคณะ. (2558). โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease).
สืบค้น 4 ตุลาคม 2558, จาก www.hiso.or.th/hiso/picture/reportHealth/report/report
8_11.pdf
ชนิดา ราขวัญ. (2557). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเลิกสูบบุหรี่ในผู้ป่วยหลังผ่าตัดทาทางเบี่ยง
หลอดเลือดหัวใจ วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (การพยาบาลผู้ใหญ่). นครปฐม:
มหาวิทยาลัยมหิดล
ภาพหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี. (2558). เข้าถึงเมื่อ 14 กันยายน 2558, จาก http://ctvstexas.com/about-
ctvs/our-services/cardiac-services/coronary-artery-bypass-grafting-cabg/
วิศาล คันธารัตนกุล. (2543). เวชศาสตร์ฟื้นฟูในผู้ป่วยโรคหัวใจ (cardiac rehabilitation). ใน วิศาล
คันธารัตนกุล และภาริส วงศ์แพทย์ (บก.), คู่มือเวชศาสตร์ฟื้นฟู (น. 305-317). กรุงเทพมหานคร:
บริษัท โฮลิสติก พับลิชชิ่ง จากัด.
ผ่องพรรณ อรุณแสง. (2556). การพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด (พิมพ์ครั้งที่ 10). ขอนแก่น:
หจก. โรงพิมพ์คลังนานาวิทยา.
สุกิจ แย้มวงษ์. (2548). รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการการพัฒนาแบบประเมินความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและ
หลอดเลือด. สืบค้น 4 ตุลาคม 2558, จาก http://hrn.thainhf.org/document/research/
research_199.pdf
สุรพันธ์ สิทธิสุข. (2557). แนวทางเวชปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดในประเทศไทยฉบับปรับปรุง
ปี 2557 (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์.
หน้า 37เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อภิสิทธิ์ ตามสัตย์
อภิรักษ์ วงศ์รัตนชัย. (2547). Third Report of the National Cholesterol Education Program (NCEP)
Expert Panel on Detection, Evaluation, and Treatment of High Blood Cholesterol in
Adults (Adult Treatment Panel III). สืบค้น 4 ตุลาคม 2558, จาก www.pha.nu.ac.th/practice/
dis1/articles/NCEP%20III.pdf
อมรา ทองหงษ์, กมลชนก เทพสิทธา, และ ภาคภูมิ จงพิริยะอนันต์. (2556). รายงานการเฝ้าระวังโรคไม่ติดต่อ
เรื้อรังปี พ.ศ. 2555. รายงานการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาประจาสัปดาห์, 44(51), 801-808.
Libby, P., Ridker, P. M., & Hansson, G. K. (2011). Progress and challenges in translating the
biology of atherosclerosis. Nature, 473, 317-325.
National Heart, Lung, and Blood Institute. (2001). ATP III guidelines at-A-Glance quick desk
reference. Retrieved October 4, 2015, from http://www.nhlbi.nih.gov/files/docs/
guidelines/atglance.pdf
Nursing education consultants. (2007). Beta-Blocker. Retrieved September 14, 2015, from
http://3.bp.blogspot.com/-XChLzWi0vIg/TycIe7OItI/AAAAAAAAAWQ/r9s9egv_
sas/s1600/Beta+Blockers.jpg
The American College of Cardiology. (2012). Left Ventricular Ejection Fraction LVEF
Assessment (Outpatient Setting). Retrieved October 11, 2015, from
http://www.acc.org/tools-and-practice-support/clinical-toolkits/heart-failure-practice-
solutions/left-ventricular-ejection-fraction-lvef-assessment-outpatient-setting

Nursing Care for Coronary Artery disease edition 111058

  • 1.
    หน้า 1เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ เอกสารประกอบการสอน วิชา การพยาบาลผู้ใหญ่ 1 3(3-0-6) รหัสวิชา วตฉท 213 เรื่อง การพยาบาลผู้ป่วย โรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี สาหรับ นักศึกษาพยาบาลตารวจ ชั้นปีที่ 2 เรียบเรียงโดย ร.ต.อ.อภิสิทธิ์ ตามสัตย์ อาจารย์ (สบ ๑) ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน กลุ่มงานอาจารย์ วิทยาลัยพยาบาลตารวจ โรงพยาบาลตารวจ สานักงานตารวจแห่งชาติ ภาคการศึกษาต้น ปีการศึกษา 2558
  • 2.
    หน้า 2เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ คาอธิบายรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ 1 3(3-0-6) แนวคิด หลักการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันภาวะเสี่ยงในผู้ใหญ่ โดยมุ่งเน้นกระบวนการ พยาบาลแบบองค์รวมสาหรับผู้ใหญ่ที่มีการเจ็บป่วยในภาวะเฉียบพลัน วิกฤต เรื้อรัง ปัจจัยที่เกี่ยวข้องและ ผลกระทบของการเจ็บป่วยเกี่ยวกับระบบหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด การไหลเวียน การย่อยการเผา ผลาญและการขับถ่าย ระบบทางเดินปัสสาวะ และการพยาบาลนรีเวช โดยคานึงถึงจริยธรรมและสิทธิ มนุษยชน วัตถุประสงค์ของรายวิชา 1. อธิบายปัญหาและหลักการพยาบาล ทั้งด้านร่างกาย จิตใจและจิตสังคมของผู้ป่วยผู้ใหญ่ทางด้าน อายุรศาสตร์และศัลยศาสตร์ในปัญหาสุขภาพ ระบบหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด การไหลเวียน การย่อย การเผาผลาญ และการขับถ่าย ระบบทางเดินปัสสาวะ และการพยาบาลนรีเวชได้ 2. อธิบายและวิเคราะห์แนวทางการนากระบวนการพยาบาลมาใช้ในการพยาบาลผู้ป่วยผู้ใหญ่ทางด้าน อายุรศาสตร์และศัลยศาสตร์ในปัญหาสุขภาพ ระบบหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด การไหลเวียน การย่อย การเผาผลาญ และการขับถ่าย ระบบทางเดินปัสสาวะ และการพยาบาลนรีเวชได้ 3. วิเคราะห์สถานการณ์ ตัวอย่างที่มีความซับซ้อนเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพทางด้านระบบหายใจ ระบบ หัวใจและหลอดเลือด การไหลเวียน การย่อย การเผาผลาญ และการขับถ่าย ระบบทางเดินปัสสาวะ และการพยาบาลนรีเวชได้ 4. สืบค้น รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์แยกแยะ และคิดอย่างเป็นระบบ โดยนาไปใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้ 5. มีเจตคติที่ดีต่อวิชาชีพพยาบาลและยึดหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เพื่อให้ผู้เรียนสามารถ 1. อธิบายแนวคิดการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี (LO ข้อ 2.1 และ 2.4) 2. อธิบายความหมาย พยาธิสรีรวิทยา สาเหตุ การรักษาและกระบวนการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือด หัวใจโคโรนารี (LO ข้อ 1.2, 2.1, และ 2.4) 3. วิเคราะห์ปัญหาและวางแผนการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีได้ (LO ข้อ 3.3 และ 3.5)
  • 3.
    หน้า 3เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ หัวข้อการสอน (Course outline) 1. แนวคิดการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี 2. ความหมายของโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี 3. พยาธิสรีรวิทยาโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี 4. สาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี 5. การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี 6. กระบวนการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี 6.1 การซักประวัติ การประเมินความเสี่ยง ตรวจร่างกาย อาการและอาการแสดง การตรวจ การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี 6.2 การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี - ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล - กิจกรรมการพยาบาล ผลการเรียนรู้ที่ต้องการให้ผู้เรียนต้องได้รับมีดังนี้ 1) ด้านคุณธรรม จริยธรรม 1. ผู้เรียนสามารถแยกแยะความถูกต้องได้ (1.2) 2. ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่อตนเอง (1.4) 2) ด้านความรู้ 1. ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในศาสตร์ที่เป็นการพยาบาลผู้ใหญ่ที่มีปัญหาโรคหลอดเลือดหัวใจโคโร- นารี (2.1) 2. ผู้เรียนมีความรู้และความเข้าใจในกระบวนการแสวงหาความรู้ (2.4) 3) ด้านทักษะทางปัญญา 1. ผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ มีเหตุผลโดยใช้องค์ความรู้ทางการพยาบาล และ ศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง (3.3) 2. ผู้เรียนสามารถบอกวิธีการแก้ไขปัญหาที่ประสิทธิภาพเหมาะสมกับสถานการณ์และบริบททาง สุขภาพที่เปลี่ยนแปลง (3.5) 4) ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ 1. ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนด้วยกัน (4.1) 5) ด้านการคิดวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 1. ผู้เรียนสามารถสื่อสารภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งการพูด การฟัง การอ่าน การเขียนและ การนาเสนอ รวมทั้งสามารถอ่านวารสารได้ (5.3) สื่อการสอน 1. ผู้สอน 2. กรณีตัวอย่าง 3. VDO เรื่อง โรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี จาก YouTube ที่เว็บไซต์ http://www.youtube.com /watch?v=NZ14XjOQoFY ความยาว 2.57 นาที 4. เอกสารประกอบการสอน เรื่อง การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
  • 4.
    หน้า 4เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ บทนา แนวคิดการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี ในปัจจุบันพยาบาลจาเป็นต้องมีความรู้ในการพยาบาลผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี เพิ่มมากขึ้น เพราะโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาที่สาคัญทางสาธารณสุขของประชากรไทยและทั่วโลก โดยทาให้เกิดความบกพร่องในภาวะสุขภาพหรือการเสียชีวิต (mortality) โดยข้อมูลสถิติขององค์กรอนามัย โลกในปี 2553 พบว่า มีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจ 7.2 ล้านราย (ร้อยละ 12.2) สาหรับประเทศไทย จากรายงานการเฝ้าระวังโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ปี พ.ศ. 2555 พบว่า มีผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด (หัวใจขาดเลือด อื่นๆ, Acute MI, Stable Angina, และ Unstable Angina) รายใหม่ จานวน 24,587 ราย อัตราป่วย 38.26 ต่อประชากรแสนคน และผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดสะสม (พ.ศ.2551-2555) จานวน 92,770 ราย อัตราความ ชุก 144.35 ต่อประชากรแสนคน (อมรา ทองหงษ์, กมลชนก เทพสิทธา, และ ภาคภูมิ จงพิริยะอนันต์, 2556) สาเหตุการเสียชีวิตทั้งหมดผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น โรคประจาตัวเป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง บุหรี่ และโรคอ้วน เป็นต้น ทาให้หลอดเลือดหัวใจโคโรนารีแข็งและตีบลง จนถึงจุดหนึ่งที่ทาให้เกิดอาการอาการเจ็บหน้าอก (angina pectoris) จากการที่เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอ ระหว่างการออกแรง หรือมีอาการเหนื่อย (dyspnea) ซึ่งเกิดจากการทางานผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจที่ขาด เลือดหรือที่เรียกว่า ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute coronary syndrome) อาการเจ็บหน้าอกชนิด เป็นๆ หายๆ และคงที่ เรียกว่า Stable Angina แต่หากเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในด้านความรุนแรงและความ บ่อยจนอาจเกิดอาการ แม้ขณะทากิจวัตรประจาวันหรือขณะพักที่เรียกว่า Unstable Angina ซึ่งในบางราย ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงคือ โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (acute myocardial infarction หรือ Acute MI: AMI) จากหลอดเลือดหัวใจอุดตันหรือตีบอย่างรุนแรงชนิดเฉียบพลัน และยังทาให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เป็นชนิด ST elevated หรือที่เรียกว่า STEMI หรืออาจพบเป็นชนิดที่ ST ไม่ยก หรือที่เรียกว่า NSTEMI โดยบ่อยครั้งที่อาการผู้ป่วยในกลุ่มนี้รุนแรงมากถึงขั้นเสียชีวิตเฉียบพลันได้ หรืออาจมีผลทาให้กล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมสภาพจนเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง (congestive heart failure) ในระยะเวลาต่อมา (เกรียงไกร เฮงรัศมี และคณะ, 2558) ซึ่งส่งผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลต่อผู้ป่วยทั้งด้าน ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ตลอดจนสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่ค่อนข้างสูง ในปัจจุบัน มีการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์ที่ทันสมัยมาช่วยในการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน การใส่ โครงตาข่าย การตัดคราบไขมัน และการทาทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ เป้าหมายของการรักษาจึงเน้นการเพิ่ม การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงหัวใจให้เร็วที่สุด ซึ่งจะช่วยลดการตายของกล้ามเนื้อหัวใจ ลดความต้องการการ ใช้ออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ และหัวใจกลับมาทางานใกล้เคียงหรือเป็นปกติในที่สุด โดยหัวใจทางาน น้อยลงจากการได้รับเลือดไปเลี้ยงอย่างเพียงพอ ซึ่งพยาบาลเป็นผู้มีบทบาทสาคัญในการดูแลให้การพยาบาล ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีในทุกระยะของการเจ็บป่วยตั้งแต่การประเมิน การส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟูสภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีมีชีวิตที่ยืนยาว และคงไว้ซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีเริ่ม ตั้งแต่มาโรงพยาบาล ระหว่างอยู่ในโรงพยาบาล และภายหลังกลับจากโรงพยาบาลไปใช้ชีวิตตามปกติ ดังนั้น แนวคิดการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีจึงประกอบไปด้วย 2 ประเด็นหลัก คือ โรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีและการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
  • 5.
    หน้า 5เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ ความหมายของโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี โรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี (Coronary Heart Disease: CHD; Coronary artery disease: CAD) หรือบางตาราเรียกว่าโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีแข็ง (arteriosclerotic heart disease: ASHD) หรือโรค หลอดเลือดหัวใจตีบ (cardiovascular heart disease: CVHD) เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจที่เกิดจากความ ผิดปกติของหลอดเลือดแดงโคโรนารีที่มีลักษณะแข็งหรือตีบจนทาให้การไหลเวียนของเลือดลดลงและเกิด ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ซึ่งหากปล่อยไว้นานจนเซลกล้ามเนื้อหัวใจขาดออกซิเจนก็จะทาให้เกิดภาวะ กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันและนาไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ หรืออาจทาให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ในที่สุด (กนกอร แก้วช่วย, 2552) พยาธิสรีรวิทยาของโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี กายวิภาคและสรีรวิทยาการไหลเวียนของเลือดในระบบหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี หลอดเลือดแดงโคโรนารีเป็นหลอดเลือดที่ทาหน้าที่เป็นหลอดเลือดที่ส่งเลือดไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อ หัวใจ โดยจะแยกการไหลเวียนออกเป็น 2 ส่วน คือ left coronary artery และ right coronary artery โดย left coronary artery จะส่งเลือดต่อไปยัง left main coronary artery แล้วแยกออกเป็น left anterior descending artery (LAD) ซึ่งมีหน้าที่ในการหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจห้องล้างซ้าย, interventricular septum และ anterior papillary muscle ของหัวใจห้องล่างซ้าย ส่วน right coronary artery (RCA) นั้น จะส่งเลือดไปเลี้ยงยังกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างขวา แล้วอ้อมไปทางด้านหลังเพื่อหล่อเลี้ยง posterior descending artery, artrioventricular node และ posterior papillary muscle นอกจากนี้ RCA ยังส่ง เลือดไปเลี้ยง sinoatrial node (SA node) ภาพแสดงหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี จาก http://ctvstexas.com/about-ctvs/our- services/cardiac-services/coronary-artery-bypass-grafting-cabg/
  • 6.
    หน้า 6เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ พยาธิสรีรวิทยาโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี เกิดจากความผิดปกติของเซลบุผนังหลอดเลือดโคโรนารีด้านใน ที่มีไขมันชนิดที่มีความหนาแน่นต่า (low density lipoprotein cholesterol: LDL-C) ไปสะสมในช่องว่างของ extracellular sub-endothelial space แล้ว LDL-C ถูก oxidized เป็น oxidized LDL ซึ่ง oxidized LDL เป็นอันตรายต่อเซลล์บุผนังหลอด เลือด โดยมีการสร้างสารเคมีที่มีฤทธิ์ดึง monocyte เข้าไปในผนังหลอดเลือดจนกลายเป็น macrophage คอยจับกินไขมัน ต่อมาจึงพัฒนากลายเป็น foam cell หรือ lipid-laden macrophage แทรกตัวอยู่ในเยื่อบุ ผนังหลอดเลือดชั้นใน ซึ่งการสะสมของ foam cell ทาให้เกิดรอยไขมัน (fatty streak) โดยรอยไขมันจะมี ลักษณะเรียบเป็นเส้นสีเหลือง ผนังชั้นในของหลอดเลือดจะนูนขึ้นเล็กน้อย และหลังจากนั้นรอยไขมันจะ เปลี่ยนเป็นก้อนไขมัน (fibrous plaque) ที่ผนังหลอดเลือดแดง เมื่อหลอดเลือดแดงเกิดการอักเสบจนแข็งและ หนาตัวขึ้น หรือที่เรียกว่า Atherosclerosis โดยก้อนไขมันจะทาให้รูภายในหลอดเลือดแดงโคโรนารีตีบแคบ เลือดแดงจากหลอดเลือดโคโรนารีที่ไหลเข้าสู่กล้ามเนื้อหัวใจจะลดลงจนกระทั่งไม่มีการไหลของเลือดแดง ซึ่ง หากหลอดเลือดโคโรนารีเกิดการตีบแคบตั้งแต่ร้อยละ 70 ขึ้นไป จะทาให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอกหรือแน่น หน้าอกเมื่อออกแรง และถ้ามีการปริแตกของก้อนไขมันที่อยู่ผนังของหลอดเลือดแดงอย่างเฉียบพลันจะกระตุ้น ให้เกิดการก่อตัวของลิ่มเลือดจนทาให้หลอดเลือดอุดตันอย่างรวดเร็ว และเกิดอาการหลอดเลือดโคโรนารีอย่าง เฉียบพลัน หรือที่เรียกว่า Acute coronary syndrome (ACS) ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจไม่ เพียงพอหรือเกิด low cardiac output จนเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (myocardial infarction : MI) ถ้าหากปล่อยให้ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน จนเซลกล้ามเนื้อหัวใจขาดออกซิเจน และกล้ามเนื้อหัวใจไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้จะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (acute myocardial infarction: Acute MI) และนาไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ หรืออาจทาให้เสียชีวิตได้ทันที (sudden death) (กนกอร แก้วช่วย, 2552) ภาพการเกิด foam cell หรือ lipid-laden macrophage (Libby, Ridker, & Hansson, 2011)
  • 7.
    หน้า 7เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ ภาพระยะการแตกของผนังหลอดเลือดแดงที่แข็ง (atherosclerotic) (Libby, Ridker, & Hansson, 2011) a คือ หลอดเลือดแดงในภาวะปกติจะประกอบด้วยผนัง 3 ชั้นคือ inner layer, tunica intima, และ smooth muscle cells (SMCs). b คือ ขั้นเริ่มต้นของการเกิด atherosclerosis c คือ ขั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงบริเวณรอยโรคโดยมีการเคลื่อนย้ายของ SMCs เข้ามาสู่ผนังชั้นกลางใน ส่วนของ intima และเกิดการสะสมจนเป็น plaques ของ cholesterol crystals และ micro vessels. d คือ ขั้นเกิด Thrombosis จากการแตกของ atherosclerotic plaque สรุปพยาธิสรีรภาพโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี ภาวะหลอดเลือดโคโรนารีแข็งหรือตีบ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Decrease perfusion of myocardial tissue) เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจขาดออกซิเจน (Inadequate myocardial oxygen supply) กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Acute myocardial infarction) หัวใจผิดจังหวะ (Cardiac dysrhythmia) ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart failure) เสียชีวิตอย่างกะทันหัน (Sudden death)
  • 8.
    หน้า 8เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ สาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี 1. บุหรี่ เป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีได้ร้อยละ 60-80 โดยสารนิโคตินใน บุหรี่ เป็นสารที่มีลักษณะคล้ายคราบน้ามันไม่มีสี เมื่อเข้าสู่ปอด จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด มีผลกระตุ้น ระบบประสาทและต่อมหมวกไตให้หลั่ง epinephrine ทาให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจ เร็วขึ้น หลอดเลือดเกิดการหดตัว และเพิ่มปริมาณไขมันในเลือด ส่วนสารคาร์บอนมอน็อกไซด์ในบุหรี่นั้น พบว่า ระดับ COHb สูงเล็กน้อยเป็นเวลานาน ๆ จากการสูบบุหรี่นั้นเป็นสาเหตุสาคัญของภาวะเลือดข้น เล็กน้อย (mild polycythemia) และการหายใจเอาคาร์บอนมอนนอกไซด์เข้าไปเป็นจานวนมาก จะไปทาลาย คุณสมบัติในการเป็นพาหนะนาออกซิเจนของเม็ดเลือดแดง ทาให้ร่างกายได้รับออกซิเจนน้อย เป็นผลทาให้หัว ใจเต้นเร็วขึ้น และทางานหนักมากขึ้นเพื่อจะสูบฉีดโลหิตนาออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆของร่างกายให้เพียงพอ จึงเป็นสาเหตุที่ทาให้หัวใจต้องบีบตัวเร็ว ทาให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น และส่งผลให้เกิดความดันในเลือดสูงขึ้น จนเป็น สาเหตุให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี (ชนิดา ราขวัญ, 2557) 2. ภาวะความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการกลับเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีซ้าได้ ความดันโลหิตตัวล่างที่สูงมากกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจโคโร นารี และเกิดการตายอย่างกะทันหันได้สูงมากถึง 2 เท่า มีความเชื่อว่า ความดันโลหิตสูง เกิดจากผนังหลอด เลือดใช้แรงบีบตัวแรง เพราะมีแรงดันการไหลของหลอดเลือดแดงเพิ่มขึ้นจนเลือดไหลไปยังอวัยวะและเนื้อเยื่อ ต่างๆได้ไม่สะดวก โดยแรงกระแทกนี้เป็นอันตรายต่อผนังหลอดเลือด และทาให้เกิดกระบวนการทางชีวเคมีจึง เกิดเกร็ดเลือดไปจับบริเวณนั้น ทาให้กล้ามเนื้อของหลอดเลือดเกิดการขยายตัวและในระยะหลังๆทาให้มีสาร พวกไขมันไปเกาะติดได้ง่าย (วิศาล คันธารัตนกุล, 2543) 3. ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ ระดับไขมันในเลือด (serum total cholesterol) ที่มากกว่า 200 มิลิ กรัมต่อเดซิลิตร หรือไขมันที่มีความหนาแน่นต่า (low density lipoprotein cholesterol: LDL-C) สูงกว่า 130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีได้ ส่วนการมีไขมันที่มีความ หนาแน่นสูง (high density lipoprotein cholesterol: HDL-C) สามารถช่วยป้องกันการเกิดภาวะหลอด เลือดแดงแข็งตัวได้ 4. การไม่ออกกาลังกาย ทาให้ความสามารถในการทนต่อการออกแรงของหัวใจลดลง เพราะหากออก กาลังกายอย่างสม่าเสมอจะทาให้ระดับ HDL-C เพิ่มสูงขึ้น ช่วยลดระดับไขมัน LDL-C ลดความดันโลหิต ลด การเกาะตัวของเกร็ดเลือด และช่วยในการผ่อนคลาย 5. ความอ้วน มีผลต่อการเพิ่มระดับไขมันในเลือดเกือบทุกชนิด ยกเว้น HDL-C โดยคนอ้วนที่มีดัชนี มวลกายมากกว่า 40 มีอัตราการเสียชีวิตคิดเป็น 2.7 เท่าในเพศชาย และ 1.9 เท่าในเพศหญิง (เจริญลาภ อุทานประทุมรส, 2550 อ้างใน กนกอร แก้วช่วย, 2552) 6. เบาหวาน โดยระดับน้าตาลในเลือดสูงมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มระดับไขมันในเลือดทุกชนิด ยกเว้น HDL-C
  • 9.
    หน้า 9เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ 7. ความเครียด ทาให้มีการหลั่ง catecholamine ไปกระตุ้น sympathetic activity จึงเพิ่ม การเกาะของเกร็ดเลือด เร่งกระบวนการแข็งตัวของเลือด เพิ่มการสะสมไขมัน เพิ่มความดันโลหิต และเพิ่ม อัตราการเต้นของหัวใจ ความเครียดจึงเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีได้ (กอบกุล บุญปราศภัย, 2546) 8. ลักษณะบุคลิกภาพแบบเอ เป็นบุคคลที่มีลักษณะเอาจริงเอาจังกับงาน มุ่งมั่น เคร่งเครียด ฉุนเฉียว และหงุดหงิดง่าย ตรงเวลา ทะเยอทะยาน หวังในความสาเร็จมาก จึงจัดได้ว่า ผู้มีบุคลิกภาพแบบเอคือ ผู้ที่ ภาวะเครียดได้ โดยจะเป็นแบบเรื้อรังซึ่งจะมีผลต่อหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีเช่นเดียวกับความเครียด 9. แอลกอฮอล์ การบริโภคแอลกอฮอล์ที่มากเกินไปจะทาให้ระดับแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดเพิ่มมาก ขึ้น มีผลให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น โดยควรดื่มเพียงวันละ 1 ดริ้งต่อวัน เพื่อลดอัตราการเกิดหลอดเลือดหัวใจ ตีบ 10. ระดับโฮโมซีสเตอีน (homocysteine) ในเลือดสูง เป็นสาเหตุให้ endothelium ที่บุผนังชั้นใน ของหลอดเลือดแดงโคโรนารีผิดปกติและเกิดก้อนไขมันสีเหลืองที่ผนังชั้นในหลอดเลือดแดง และระดับโฮโมซีส เตอีนยังทาให้ผนังหลอดเลือดเกิดการฉีกขาด เมื่อเกิดการฉีกขาดจะเพิ่มการสร้างลิ่มเลือดมาเกาะบริเวณชั้นใน ของหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะหลอเลือดแดงแข็ง 11. ยาคุมกาเนิด ชนิดรับประทาน มีผลทาให้เกิดภาวะเลือดแข็งตัวได้เร็วกว่าปกติ และรบกวน กระบวนการเผาผลาญไขมัน เพิ่มความดันโลหิต รวมทั้งทาให้หลอดเลือดหัวใจแข็ง การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีมีเป้าหมายเพื่อลดอัตราการตายและภาวะแทรกซ้อนที่อาจ เกิดขึ้น โดยสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ การรักษาด้วยยา และ การรักษาโดยการผ่าตัด การรักษาด้วยยา แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้ 1. การรักษาระยะก่อนมาถึงโรงพยาบาล เน้นการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการนาส่งผู้ป่วยมา โรงพยาบาลให้เร็งที่สุด โดยยึดหลัก MONA (Morphine, Oxygen, Nitroglycerine, และ Aspirin) 1.1) การให้อมยาใต้ลิ้น ที่นิยมให้ ได้แก่ Nitroglycerine ขนาด 0.002 มิลลิกรัม ทุก 5 นาที หรือ Nitroglycerine ขนาด 5 มิลลิกรัม ทุก 5 นาที จนหายเจ็บหน้าอก 1.2) ให้เคี้ยวและกลืนยา aspirin ขนาด 160-325 มิลลิกรัม ทันที 1.3) เปิดเส้นเลือดดาเพื่อเตรียมให้สารน้าในภาวะฉุกเฉิน 1.4) ให้ออกซิเจน 2-4 ลิตร/นาที 1.5) ให้ยาบรรเทาอาการเจ็บหน้าอกเป็น Morphine 2.5 มิลลิกรัม ทางหลอดเลือดดา 1.6) รีบนาส่งโรงพยาบาลต่อไป
  • 10.
    หน้า 10เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ 2. การรักษาระยะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายที่ห้องฉุกเฉิน ซึ่งต้องให้การวินิจฉัยและรักษาทันที ตามแนวปฏิบัติ ดังนี้ แผนภาพแนวทางการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี (สุรพันธ์ สิทธิสุข, 2557) 3. การรักษาระยะ 24 ชั่วโมงแรก ของการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายในโรงพยาบาล ผู้ป่วยทุก รายต้องได้รับยาแอสไพริน ออกซิเจน น้าเกลือทางหลอดเลือดดา และ monitor EKG ตลอดเวลา นอกจากนี้ ต้องได้พักและได้ยาแก้ปวด เช่น มอร์ฟีนจนอาการเจ็บหายไป มีการตรวจ EKG ซ้า และตรวจเลือดเพื่อติดตาม Hematocrit (Hct), Cholesterol, Fasting Blood sugar (FBS), BUN, creatinine, และ Electrolyte 4. การรักษาระยะหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันในโรงพยาล 24 ชั่วโมง ซึ่งจะเน้น การตรวจสอบภาวะแทรกซ้อนของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย เพราะยังต้องให้ผู้ป่วยรับประทานยา aspirin ใน ขนาด 160 – 325 มิลลิกรัมต่อวันตลอดไป ส่วนยากลุ่ม beta – blocker นั้นก็ยังต้องให้ตลอดไปเช่นกัน นอกจากนี้ยังควรให้ยากลุ่ม ACE–inhibitors เป็นเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ และมีการเตรียมผู้ป่วยเพื่อทดสอบ การออกกาลังกายก่อนกลับบ้านด้วย ดังนั้นการรักษาในระยะหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันในโรง พยาล 24 ชั่วโมง จึงมีวัตถุประสงค์ดังนี้
  • 11.
    หน้า 11เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ 4.1 เพื่อลดปริมาณการใช้ออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ โดยปฏิบัติ ดังนี้ - ให้ absolute bed rest โดยเฉพาะใน 24-48 ชั่วโมงหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อ หัวใจตาย ควรจัดให้ผู้ป่วยนอนในท่าที่สบายที่สุด ถ้าไม่มีอาการแทรกซ้อนให้เริ่มห้อยขา เวลาถ่ายให้ใช้เก้าอี้นั่ง ถ่ายข้างเตียง หลีกเลี่ยงการเบ่งอุจจาระ อาจให้รับประทานยาระบายชนิดอ่อนถ้าจาเป็น - ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย เพราะความเย็นทาให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัวเป็น สาเหตุให้หัวใจทางานหนักมากขึ้น - ลดภาวะเครียด - ให้ยากลุ่ม beta adrenergic blocking agent เช่น propranolol metropolol หรือ atenolol ทุกราย ถ้าไม่มีข้อห้าม เพราะยาพวกนี้ช่วยลดความต้องการออกซิเจน โดยจาก ไปยับยั้งการทางานของ sympathetic neurotransmitter ที่หัวใจ ทาให้อัตราการเต้นของหัวใจ การหดรัดตัว และเมทาบอลิซึมลดลง และยังช่วยเพิ่มออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจส่วนที่ขาดเลือดมากขึ้น (Nursing education consultants, 2007) - ให้ยากลุ่ม calcium antagonists เพราะยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ขัดขวาง calcium ไม่ให้เข้าเซลล์ เป็นผลทาให้กล้ามเนื้อคลายตัว หลอดเลือดโคโนนารีและหลอดเลือดส่วนปลายขยายตัว ลดปริมาณเลือดจากหัวใจ - ให้ยากล่อมประสาท เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยได้พักและลดการใช้ออกซิเจน 4.2 เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้กล้ามเนื้อ โดยการให้ Oxygen cannula 2-3 ลิตร/ นาที แก่ผู้ป่วยใน 24-48 ชั่วโมงแรก กรณีไม่มีภาวะแทรกซ้อน สามารถหยุดออกซิเจนได้หลังจากผ่านไปแล้ว 6 ชั่วโมง 4.3 เพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด เพราะอาการเจ็บหน้าอกมากๆ จะทาให้เกิดภาวะ เครียดซึ่งกระตุ้นให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น - ยาที่ช่วยลดอาการเจ็บหน้าอก คือ Nitrate (Nitroglycerine หรือ NTG) เพราะช่วยขยายหลอดเลือด
  • 12.
    หน้า 12เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ - ยาบรรเทาปวด คือ Morphine เพราะช่วยระงับปวดและทาให้หลอดเลือด ขยายตัว หัวใจจึงทางานได้น้อยลง - ยาละลายลิ่มเลือด กลุ่ม Thrombolytic agent เพราะมีความเชื่อว่าช่วยรักษา กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้ร้อยละ 90 ซึ่งสารกลุ่มนี้สามารถละลายลิ่มเลือดภายในหลอดเลือดได้ จึงควร ใช้ยานี้ตั้งแต่ในห้องฉุกเฉิน โดยเฉพาะในรายที่มี ST elevated หรือ Bundle Branch Block เกิดขึ้นใหม่และ มีอาการเจ็บหน้าอกมาไม่เกิน 12 ชั่วโมง และจะไม่ใช้ยาละลายลิ่มเลือดในกรณีที่มี ST depressed หรือ ใน ผู้ป่วยที่เจ็บอกมานานกว่า 24 ชั่วโมง เพราะจะให้ผลของการรักษาไม่ดีเท่าใน 12-24 ชั่วโมง โดย Golden period ของการรักษาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด คือ 8-12 ชั่วโมง หากเลยจาก 12 ชั่วโมงไปแล้วจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิด bleeding แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับชนิดและข้อดีข้อเสียของยา ละลายลิ่มเลือดแต่ละตัว 4.4 เพื่อรักษาภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นภายหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย เฉียบพลัน โดยสามารถทาได้ ดังนี้ - ติด cardiac monitoring เพื่อสังเกตและติดตามภาวะ arrhythmia - บันทึกสัญญาณชีพ (vital signs) - ให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย รสไม่จัด เกลือน้อย งดกาแฟ เครื่องดื่มที่ เย็นจัด หรือร้อนจัด เพราะจะทาให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ถ้าเจ็บหน้าอกมากหรืออาเจียนควรงดอาหารไว้ก่อน - ให้ยาระบายเพื่อป้องกันท้องผูก และงดเบ่งถ่ายอุจจาระ - ควบคุมปัจจัยเสี่ยง เช่น งดสูบบุหรี่ งดอาหารไขมันสูง เป็นต้น การรักษาด้วยการผ่าตัด 1) การขยายหลอดเลือดหัวใจตีบด้วยบอลลูน (Percutaneous Transluminal Coronary Angioplasty: PTCA) คือ การขยายหลอดเลือดหัวใจบริเวณที่ตีบตันโดยใช้สายสวนหัวใจที่มี balloon อยู่ บริเวณปลายของสายสวน (Balloon Angioplasty) ซึ่งบอลลูนนี้จะใส่เข้าไปในหลอดเลือดแดงที่ตีบ แล้วอาศัย แรงกดของการโป่งของบอลลูนดันผนังหลอดเลือดที่ตีบนั้นให้ขยายออกทาให้เลือดสามารถไหลผ่านไปเลี้ยง หัวใจได้มากขึ้น ส่งผลให้เลือดไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ดีด้วยเช่นกัน นอกจากใส่บอลลูนที่เป็นอุปกรณ์ หลักในการขยายหลอดเลือดแล้ว ในปัจจุบันยังมีการใส่ “ขดลวด” (stent) ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและ ความปลอดภัยในการป้องกันการตีบตันซ้าในบริเวณที่ทาบอลลูนอีกด้วย 2) การทาหัตถการหลอดเลือดหัวใจผ่านสายสวน (percutaneous coronary intervention: PCI) เป็นวิวัฒนาการของการขยายหลอดเลือดหัวใจตีบด้วยบอลลูน ซึ่งการทา PCI จะเป็นการทาหัตถการที่ ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัยโดยการฉีดสีเพื่อการวินิจฉัยพยาธิสภาพของหลอดเลือดหัวใจ การใส่ balloon และ stent เพื่อถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น 3) การผ่าตัดทาทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Bypass Graft: CABG) เป็นการผ่าตัดรักษาเส้นเลือดหัวใจตีบ ซึ่งการตีบของหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีที่พบได้บ่อย คือ 1) การตีบ 1 เส้น เรียกว่า single vessel disease (SVD) 2) การตีบ 2 เส้น เรียกว่า double vessel disease (DVD) 3) การตีบ 3 เส้น เรียกว่า triple vessel disease (TVD)
  • 13.
    หน้า 13เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ เส้นเลือดที่นิยมนามาใช้ในการทา CABG มีอยู่ 2 ชนิด ดังนี้ 1. Venous Conduit เส้นที่นิยมใช้คือ Greater Saphenous Vein 2. Arterial Conduit เส้นที่นิยมใช้มี 3 เส้น คือ 2.1 Internal Mammary (Thoracic) Arterial มี 2 เส้น คือ เส้นซ้ายและเส้นขวา 2.2 Radial Artery มี 2 เส้น คือ เส้นซ้ายและเส้นขวา 2.3 Gastro-epiglottic Artery ซึ่งอยู่ที่ Greater Curvature ของกระเพาะอาหาร ซึ่งมีเพียง 1 เส้น สาหรับการผ่าตัดนั้น จะเป็นการผ่าตัดผ่านกระดูกหน้าอก (sternum) ไปที่บริเวณหัวใจ ในระหว่างที่ ทาการผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการใส่ Heart Lung Machine คือ การผ่าตัดโดยใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียมช่วย เพราะการผ่าตัดต้องให้หัวใจหยุดเต้น ดังนั้นในระหว่างที่หัวใจหยุดเต้นเลือดจะสูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของ ร่างกายโดยอาศัยการทางานของ Heart Lung Machine ซึ่งในปัจจุบันมีทั้งการผ่าตัดทาทางเบี่ยงหลอดเลือด หัวใจแบบที่ใส่ Heart Lung Machine หรือเรียกว่า on-pump CABG หรือ conventional CABG หรือ standard CABG ส่วนการผ่าตัดทาทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจแบบไม่ใส่ Heart Lung Machine หรือเรียกว่า off-pump CABG (OPCAB) และหลังการผ่าผู้ป่วยบางรายอาจมีการใส่เครื่องพยุงหัวใจ หรือที่เรียกว่า Intra- aortic balloon pump (IABP) เพื่อลดการทางานของหัวใจภายหลังการผ่าตัด ข้อบ่งชี้การใช้ IABP 1. Left ventricular failure หรือ cardiogenic shock 2. ภาวะ Unstable angina ที่ไม่ตอบสนองต่อยา 3. Thrombolytic therapy 4. ผู้ป่วยหลังทา Intervention (PTCA, CABG) 5. Acute mitral regurgitation ที่ valve ปิดไม่สนิท 6. Ventricular septal rupture ในปัจจุบันการผ่าตัดทาทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Bypass Graft) เป็นวิธีการ รักษาที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถรักษาอาการ angina ได้ดีมาก ได้ผลทันที และหวังผลการรักษาได้ยาวนาน สามารถลดอัตราการเกิด sudden cardiac death ได้ดี จึงทาให้ผู้ป่วยมีชีวิตยาวนานขึ้น การพิจารณาว่าจะทา PCI หรือ CABG นั้นมีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ อายุ ความรุนแรงของอาการ จานวนเส้นเลือดที่มีรอยตีบ Left Ventricular Function โรคร่วม และความต้องการของผู้ป่วย เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่จะใช้เกณฑ์พื้นฐาน ดังนี้ 1) จะพิจารณาทา CABG ในกรณีผู้ป่วยมีเส้นเลือด Left Main ตีบ > 50% หรือมีการตีบของเส้นเลือดหัวใจ 2 เส้น หรือมีการตีบของเส้นเลือดหัวใจ 3 เส้น มี CAD ร่วมกับมี Left Anterior Descending ตีบ > 70% ร่วมกับมี LVEF < 40% 2) จะพิจารณาทา PCI ในกรณีผู้ป่วย มีการตีบของเส้นเลือดหัวใจ 1 เส้น หรือมีการตีบของเส้นเลือดหัวใจ 2 เส้น
  • 14.
    หน้า 14เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ กระบวนพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี กระบวนการพยาบาลประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ 1) assessment 2) nursing diagnosis 3) planning 4) implementation และ 5) evaluation ซึ่งในเอกสารประกอบการสอนฉบับนี้ได้ปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับ กระบวนการพยาบาล โดยขั้นตอน assessment ประกอบด้วยการซักประวัติ การประเมิน การตรวจร่างกาย อาการ และอาการแสดง และการตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี เมื่อ assessment เรียบร้อยแล้ว จึงทาการสรุป เป็น nursing diagnosis ในหัวข้อการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีที่ประกอบด้วยข้อวินิจฉัยทาง การพยาบาล ข้อมูลสนับสนุน วัตถุประสงค์ และเกณฑ์การประเมินผล ส่วนขั้นตอน planning และ implementation ได้บูรณาการไว้ในส่วนของกิจกรรมการพยาบาล สาหรับขั้นตอนการ evaluation นั้น คือ การ ประเมินผลการพยาบาลสุดท้ายซึ่งจะสรุปได้ภายหลังปฏิบัติการพยาบาลแล้ว จึงไม่ได้เขียนไว้ในเอกสารประกอบการ สอนนี้ แต่ให้ยึดหลักการคือการประเมินตรงตามวัตถุประสงค์และเกณฑ์การประเมินผล 1. การซักประวัติผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีสาหรับพยาบาล มีประโยชน์และมีความสาคัญยิ่งสาหรับพยาบาลเพราะเป็นแนวทางในการประเมินภาวะสุขภาพของ ผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี โดยสามารถซักประวัติได้ ดังนี้ 1.1 การค้นหาปัจจัยเสี่ยง (Finding risk factor) (ผ่องพรรณ อรุณแสง, 2556) ได้แก่ - เพศหญิงวัยหมดประจาเดือน - อายุมากกว่า 60 ปี - มีประวัติครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือ heart attack หรือ โรคเบาหวาน - น้าหนักเกิน - ระดับ cholesterol มากกว่า 240 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร - ระดับ Tri-glyceride เมื่ออดอาหาร 400 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร - มีระดับ LDL สูง - ออกกาลังกายน้อยหรือไม่ออกกาลังกาย - ประวัติสูบบุหรี่มากกว่า 20 มวนต่อวัน - มีความเครียด - บุคลิกภาพแบบเอ (Type A personality) - ใช้ยาคุมกาเนิดชนิดรับประทาน - มีมลภาวะ - นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนหลับน้อยกว่า 8 ชั่วโมงต่อเดือน - ประวัติการผ่าตัด 1.2 ข้อมูลด้านประชากร (Demographic data) ได้แก่ อายุ เพศ สถานที่เกิด เชื้อชาติ สถานภาพสมรส อาชีพและเชื้อสายเผ่าพันธุ์ (ผ่องพรรณ อรุณแสง, 2556) 1.3 ประวัติสุขภาพในปัจจุบัน (Current Health) (ผ่องพรรณ อรุณแสง, 2556) ได้จาก - การประเมินอาการเจ็บหน้าอก ได้แก่ o ลักษณะการเจ็บหน้าอก เช่น เจ็บแปล๊บๆ เหมือนอาหารไม่ย่อย เจ็บตื้อๆ เหมือนถูกกดด้วยของหนัก เหมือนถูกบีบรัดอัดแน่น คล้ายถูกอัดกระแทก อย่างแรง เจ็บเสียด แน่น ปวดแสบ ปวดร้อน เป็นต้น o ความรุนแรง พยาบาลสามารถใช้ pain scale ในการประเมินความปวดได้
  • 15.
    หน้า 15เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ o อาการเริ่มต้น พยาบาลควรสอบถามการเกิดอาการว่าเกิดขึ้นทันทีหรือค่อย เป็นค่อยไป เกิดขึ้นเวลาเดิมหรือเมื่อทากิจกรรม o ตาแหน่งที่เจ็บ พยาบาลต้องให้ผู้ป่วยชี้หรือระบุตาแหน่งที่เจ็บปวด หรือใช้ กาปั้นบอกตาแหน่ง  เจ็บใต้ราวนม เป็นอาการเจ็บที่ไม่มีสาเหตุจากหัวใจ  เจ็บใต้กระดูกอก ด้านหน้า ค่อนมาทางซ้าย เป็น angina pectoris  เจ็บใต้กระดูกสันอก บริเวณหน้าหัวใจ (pericordium) เป็นการ เจ็บจากกล้ามเนื้อหัวใจตาย o อาการเจ็บร้าว  ร้าวไปแขน คอ และกราม เป็น angina pectoris  ร้าวไปทั่วๆทรวงอก เจ็บมากจนไม่สามารถขยับไหล่และมือได้ เป็น กล้ามเนื้อหัวใจตาย o ระยะเวลาการเจ็บ พยาบาลควรสอบถามเวลาที่เริ่มเจ็บและสิ้นสุดการเจ็บ  กล้ามเนื้อหัวใจตายจะเจ็บนานกว่า 30 นาที หรือจนกว่าได้รับการ รักษา  angina pectoris อาการเจ็บมักหายไปภายใน 5-15 นาที โดยอาจ สัมพันธ์กับการพัก o ปัจจัยที่ทาให้อาการเป็นมากขึ้น พยาบาลอาจใช้การถามนาถึงสิ่งกระตุ้นให้ เกิดอาการเจ็บหน้าอก เช่น ตื่นเต้น ออกกาลังกาย หรือเบ่งถ่าย เป็นต้น o ปัจจัยที่ทาให้อาการดีขึ้น พยาบาลอาจถามนาว่าอาการดีขึ้นเมื่อพักหรือเมื่อ ได้รับยาหรืออาการดีขึ้นได้อย่างไร o อาการร่วมอื่นๆ พยาบาลสอบถามอาการอื่นที่เกิดร่วมกับการเจ็บหน้าอก เช่น ความวิตกกังวล นอนราบไม่ได้ ความรู้สึกเหมือนใกล้ตาย เป็นต้น - การประเมินอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยการใช้ monitor EKG ซึ่งจะพบทั้ง Bradycardia Tachycardia และ Arrhythmia - การประเมินอาการแสดงของระบบหายใจ โดยมักพบ o shortness of breathing (SOB) คือ การหายใจตื้น สั้น ไม่อิ่ม o dyspnea on exertion (DOE) คือ หายใจลาบากเมื่อออกแรง o orthopnea คือ หายใจลาบากเมื่อนอนราบ ต้องใช้หมอนมากกว่า 2 ใบ เวลานอน o paroxysmal nocturnal dyspnea (PND) คือ หายใจลาบากตอนกลางคืน ซึ่งบางรายต้องลุกมานั่งหรือเดิน อาการจึงจะดีขึ้น - การประเมินอาการเหนื่อยล้า (Fatigue) จะพบโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจ ล้มเหลว - การประเมินน้าหนักเกิน พยาบาลสามารถสอบถามได้จากอาการคับแน่นของ รองเท้า แหวนที่คับแน่น น้าหนักตัวเพิ่ม หรือเข็มขัดที่ต้องเลื่อนออก เป็นต้น - การประเมินภาวะหมดสติชั่วคราว (Syncope) พยาบาลต้องสอบถามอาการวิงเวียน เดินเซ บ้านหมุน เป็นต้น
  • 16.
    หน้า 16เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ - การประเมินอาการปวดขา จากการขาดเลือดมาเลี้ยงอย่างเพียงพอ โดยอาจ สอบถามอาการตะคริว ปวดน่อง หรือปวดสะโพกขณะเดิน เป็นต้น 1.4 ประวัติสุขภาพในอดีต สอบถามเกี่ยวกับการเจ็บป่วยในวัยเด็กและโรคติดเชื้อ การ เจ็บป่วยที่รุนแรงและการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การใช้ยา และประวัติการแพ้ 1.5 ประวัติสุขภาพครอบครัว ได้แก่ ประวัติโรคติดต่อและโรคเรื้อรังของสมาชิกในครอบครัว 1.6 ประวัติการใช้ชีวิต ได้แก่ บุคลิกภาพ สิ่งแวดล้อม ที่อยู่อาศัย การออกกาลังกาย ภาวะ โภชนาการ อุปนิสัย การเผชิญปัญหาและการช่วยเหลือ 1.7 การทบทวนประวัติตามระบบ อาจใช้ข้อมูลตามแบบแผนสุขภาพของกอร์ดอน 2. การเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจหัวใจโคโรนารีสาหรับพยาบาล ในเอกสารประกอบการสอนฉบับนี้ขอนาเสนอแบบประเมินความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ 2 แบบประเมินหลักๆที่นิยมใช้ในปัจจุบัน คือ 2.1 Framingham risk score เป็นการประเมินความเสี่ยงเพื่อหาความเสี่ยงในการเกิด CAD ใน 10 ปีข้างหน้าทา โดย อาศัยปัจจัยเสี่ยงในคานวณ ได้แก่ อายุ, total cholesterol, HDL-C, systolic blood pressure, การรักษา ความดันโลหิตสูง, และการสูบบุหรี่ โดยค่า total cholesterol และ HDL-C ควรได้จากการเฉลี่ย 2 ครั้งของ ค่าที่วัดได้หลังทา lipoprotein analysis ส่วนค่า systolic blood pressure ให้ใช้ค่าที่ได้ ณ เวลาที่ประเมิน โดยไม่สนใจว่าจะได้รับยาลดความดันโลหิตมาหรือไม่ก็ตาม แต่ถ้าได้รับยาลดความดันโลหิตจะมีการคิดคะแนน พิเศษเพิ่มเติมจากค่าความดันโลหิตที่อ่านได้ เพราะแม้จะใช้ยารักษาแต่ก็ยังมีความเสี่ยงหลงเหลืออยู่ ค่าเฉลี่ย ของการวัด systolic blood pressure หลายๆ ครั้งให้เป็นไปตาม guideline ของ Joint National Committee (JNC) เพื่อให้ค่า systolic blood pressure ที่ได้มี baseline ที่ถูกต้อง ส่วนการเป็นผู้สูบบุหรี่ (smoker) หมายถึง การสูบบุหรี่ในอดีต ซึ่งคะแนนความเสี่ยงโดยรวมได้จากการรวมเอาคะแนนของแต่ละ ความเสี่ยง แล้วจึงแบ่งกลุ่มผู้ป่วยออกตาม 10-year risk (อภิรักษ์ วงศ์รัตนชัย, 2547; National Heart, Lung, and Blood Institute, 2001) ค่า Framingham 10 year Risk แบ่งระดับความเสี่ยงออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้ < 10 % หมายถึง มีความเสี่ยงต่า (Low Risk) 10-20 % หมายถึง มีความเสี่ยงปานกลาง (Intermediate Risk) > 20 % หมายถึง มีความเสี่ยงสูง (High Risk) โดยในปัจจุบันสามารถ download application สาหรับใช้ Framingham risk score ในการประเมินความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ โดยสามารถ download และทดลองใช้ได้ดังนี้
  • 17.
    หน้า 17เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ Application “Heartgram” ในระบบ IOS ดาวน์โหลดได้ที่ App store Application Framingham Risk Calculator ในระบบ Android ดาวน์โหลดได้ที่ Google play store
  • 18.
    หน้า 18เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ 2.2 Rama-EGAT score เป็นการประเมินเพื่อหาอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดรวมทั้งปัจจัยเสี่ยงใน คนไทย โดยใช้ในการวางแผนป้องกันและรักษา เพื่อลดปัจจัยเสี่ยง ลดโอกาสการเกิดปัญหาโรคหลอดเลือด หัวใจที่อาจตามมาในอนาคต และช่วยสร้างความตระหนักในภาวะสุขภาพ อันนาไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรคด้วยตนเองของประชาชนคนไทย โดยมีรายละเอียดดังนี้ ปัจจัยเสี่ยง คะแนน 1. อายุ 35-39 ปี 40-44 ปี 45-49 ปี 50-54 ปี -2 0 2 4 2. เพศ หญิง ชาย 0 3 3. Cholesterol < 280 mg/dL > 280 mg/dL 0 4 4. บุหรี่ ไม่สูบ ยังสูบบุหรี่ 0 2 5. เบาหวาน ไม่เป็น เป็น (FBS มากกว่า 126 มก/ดล) 0 5 6. ความดันโลหิตสูง ไม่เป็น เป็น (≥140/90 mmHg) 0 3 7.รอบเอว ชาย ≥ 36 นิ้ว ( > 90 cm.) หญิง ≥ 32 นิ้ว ( > 80 cm.) ไม่ใช่ ใช่ 0 3 (สุกิจ แย้มวงษ์, 2548) การแปลผลคะแนน *ผู้ที่มีคะแนนความเสี่ยงรวมตั้งแต่ 6-10 คะแนนควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยการออกกาลังกายให้ สม่าเสมอถ้าไม่มีข้อห้าม ควบคุมอาหารหวาน มัน เค็ม งดสูบบุหรี่ทันทีและควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อได้รับ คาแนะนาที่ถูกต้องต่อไป
  • 19.
    หน้า 19เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ *ผู้ที่มีคะแนนความเสี่ยงรวมตั้งแต่ 11 คะแนนขึ้นไปควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและรีบไปปรึกษา แพทย์เพื่อได้รับคาแนะนาที่ถูกต้องโดยเร็ว โอกาสเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตาม 1.1 Rama-EGAT score คะแนนความเสี่ยงรวม โอกาสเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบรุนแรงในเวลา 10 ปี (%) -2 0 0 0 1 1 2 1 3 1 4 1 5 1 6 1 7 2 8 2 9 2 10 3 11 4 12 4 13 5 14 6 15 8 16 9 17 11 18 14 19 16 ≥ 20 20 (สุกิจ แย้มวงษ์, 2548) การแปลผลในภาพรวม 1) ผู้ที่มีความเสี่ยงน้อย หมายถึง ผู้ที่มีคะแนนอยู่ระหว่าง -2 ถึง 6 คะแนน โอกาสเกิดโรคเส้นเลือด หัวใจตีบรุนแรงในเวลา 10 ปี เท่ากับ 0 -1 % 2) ผู้ที่มีความเสี่ยงปานกลาง หมายถึง ผู้ที่มีคะแนนอยู่ระหว่าง 7 ถึง 12 คะแนน โอกาสเกิดโรคเส้น เลือดหัวใจตีบรุนแรงในเวลา 10 ปี เท่ากับ 2 - 4 % 3) ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง หมายถึง ผู้ที่มีคะแนนอยู่ระหว่าง 13 ถึง 16 คะแนน โอกาสเกิดโรคเส้นเลือด หัวใจตีบรุนแรงในเวลา 10 ปี เท่ากับ 5 - 9 % 4) ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงมาก หมายถึง ผู้ที่มีคะแนนมากกว่า 17 คะแนน โอกาสเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจ ตีบรุนแรงในเวลา 10 ปี เท่ากับ 11 - 20 %
  • 20.
    หน้า 20เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ 3. การตรวจร่างกายผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีสาหรับพยาบาล เป็นพื้นฐานสาคัญสาหรับพยาบาลในการรวบรวมข้อมูลทางการพยาบาล และใช้เป็นข้อมูลสนับสนุน ในการเขียนข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล การตรวจร่างกายผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี ประกอบด้วย 1) การตรวจลักษณะทั่วไป (General appearance) : ผอม ท้องมาน บวมทั้งตัว 2) การตรวจระบบผิวหนัง (Integumentary system) : ตัวเย็น ผิวสีเขียวคล้า 3) การตรวจแขนขา (Extremity) : นิ้วปุ้ม หลอดเลือดโป่งพอง บวมกดบุ๋ม (pitting edema) และมี ABI (Ankle-Brachial index) < .80 4) ความดันโลหิต (blood pressure) : มีความดันโลหิตต่าขณะเปลี่ยนท่า (orthostatic hypotension) และ มี Pulsus paradoxicus คือ systolic blood pressure ลดลง มากกว่า 10 มิลลิเมตรปรอท ในขณะหายใจเข้า 5) การวัด Oxygen saturation เพื่อประเมินภาวะพร่องออกซิเจน 6) การตรวจหัวใจ 6.1) ดู (inspection): เพื่อประเมิน pulsation, PMI (point of maximal impulse) 6.2) คลา (palpation): เพื่อประเมิน thrill, lifts of heaving, retraction 6.3) เคาะ (percussion): เพื่อให้ทราบขนาดหัวใจ 6.4) ฟัง (auscultation): เพื่อประเมินอัตราการเต้นของหัวใจ ฟังเสียงความผิดปกติของ หัวใจ เช่น murmur, click, และ pericardial friction rub เป็นต้น 7) การตรวจปอด เพื่อประเมินการหายใจ tachypnea, cheyne-stoke respiration, ประเมินเสมหะ, และประเมินเสียงปอด เช่น crepitation, crackles, rhonchi, wheezing เป็นต้น 8) การตรวจท้อง เพื่อประเมิน ascites 4. การสังเกตอาการและอาการแสดงโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีสาหรับพยาบาล 1. อาการเจ็บหน้าอก (angina pectoris) ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีมีลักษณะ ของอาการแบ่งออกเป็น ไม่มีอาการเจ็บหน้าอกและมีอาการเจ็บหน้าอก โดยเมื่อมีอาการเจ็บหน้าอกจะเป็น แบบเจ็บแน่นหรือรู้สึกอึดอัดบริเวณหน้าอก หรือปวดเมื่อยหัวไหล่หรือปวดกราม หรือจุกบริเวณลิ้นปี่ เป็นมาก ขณะออกกาลัง ซึ่งอาการเจ็บหน้าอกที่เป็นลักษณะเฉพาะของโรคหัวใจขาดเลือด คือ อาการเจ็บหนัก ๆ เหมือนมีอะไรมาทับหรือรัดบริเวณกลางหน้าอกใต้กระดูก sternum อาจมีร้าวไปบริเวณคอ กราม ไหล่ และ แขนทั้ง 2 ข้างโดยเฉพาะข้างซ้าย เป็นมากขณะออกกาลังเป็นนานครั้งละ 2-3 นาที เมื่อนั่งพักหรืออมยา nitroglycerin อาการจะทุเลาลง (สุรพันธ์ สิทธิสุข, 2557) และอาการของ angina pectoris เมื่อไม่ได้รับการ รักษาอย่างทันท่วงทีจะพัฒนาไปเป็นภาวะเจ็บหน้าอกแบบคงที่ (stable angina) และ กลุ่มอาการโรคหัวใจ ขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute coronary syndrome: ACS) ภาวะเจ็บหน้าอกแบบคงที่ (stable angina) จะมีอาการเจ็บหน้าอกแบบแน่นๆ และมี ความสัมพันธ์กับการออกกาลังกาย ความเครียด อากาศเย็น และภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ เกิดเป็นเวลา 2-3 นาที แต่จะไม่เกิน 15 นาที อาการจะทุเลาลงเมื่อนั่งพักหรืออมยาใต้ลิ้น
  • 21.
    หน้า 21เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ กลุ่มอาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute coronary syndrome, ACS) หมายถึง กลุ่มอาการโรคหัวใจขาดเลือดที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน ประกอบด้วยอาการที่สาคัญคือ เจ็บหน้าอกรุนแรงเฉียบพลัน หรือเจ็บขณะพัก (Rest angina) นานกว่า 20 นาที หรือเจ็บหน้าอกซึ่งเกิดขึ้นใหม่ หรือรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ประกอบด้วย ภาวะเจ็บหน้าอกแบบอาการไม่คงที่ (unstable angina) และภาวะกล้ามเนื้อ หัวใจตายแบบเฉียบพลัน (acute myocardial infarction) จะมีอาการจะเกิดขึ้นใหม่ขณะพัก หรือจากการ กระตุ้นทางด้านอารมณ์ อาการจะรุนแรงเหมือนมีของหนักมาทับอกไว้ขณะพัก (rest pain) อาจปวดร้าวไปที่ คอ คาง แขน และไหล่ซ้าย ร่วมกับการมีอาการใหม่ๆที่เกิดขึ้นร่วมด้วย ได้แก่ เหงื่อออก คลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น และหายใจหอบเหนื่อย โดยการเจ็บหน้าอกครั้งใหม่จะรุนแรง (new onset severe angina) และอาจมีอาการ เจ็บหน้าอกเพิ่มมากขึ้น (increasing angina) ทั้งระยะเวลา ความรุนแรงและความถี่ มีช่วงเวลาในการเกิด น้อยกว่า 2 เดือน ผลการตรวจ EKG พบ ST depression หรือ ST elevation และอาจพบ T-wave inversion และ transient abnormal Q wave ST elevation myocardial infarction (STEMI) หมายถึง ภาวะหัวใจขาดเลือด เฉียบพลัน ที่พบความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจมีลักษณะ ST segment ยกขึ้นอย่างน้อย 2 leads ที่ ต่อเนื่องกัน หรือเกิด left bundle branch block (LBBB) ขึ้นมาใหม่ โดยผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการมัก พบ Troponin/CK-MB สูง ซึ่งเกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน หากผู้ป่วยไม่ได้รับการเปิด เส้นเลือดที่อุดตันในเวลาอันรวดเร็ว จะทาให้เกิด Acute ST elevation myocardial infarction (STEMI or Acute transmural MI or Q-wave MI) (สุรพันธ์ สิทธิสุข, 2557) Non ST elevation myocardial infarction (NSTEMI) หมายถึง ภาวะหัวใจ ขาดเลือดเฉียบพลัน ชนิดที่ไม่พบ ST segment elevation มักพบลักษณะของคลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็น ST segment depression และ/หรือ T wave inversion ร่วมด้วย และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการมักพบ Troponin/CK-MB สูง หากมีอาการนานกว่า 30 นาที จะเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด non-ST elevation MI ( NSTEMI, or Non-Q wave MI ) หรือถ้าอาการไม่รุนแรงอาจเกิดเพียงภาวะเจ็บหน้าอกไม่ คงที่ (Unstable angina) (สุรพันธ์ สิทธิสุข, 2557) 2. อาการเหนื่อยง่ายขณะออกแรง แบ่งออกได้ 2 กลุ่มตามระยะเวลาที่ปรากฏอาการ ต่อเนื่อง คือ อาการเหนื่อยขณะออกกาลังที่เกิดขึ้นเฉียบพลันภายใน 1 – 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรนึกถึง โรคหัวใจที่มีผลให้การทางานของหัวใจลดลงอย่างเฉียบพลัน เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน, โรค กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน, โรคที่ทาให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน หรืออาจเกิดจากโรคปอดเช่น โรคปอดติดเชื้อ, โรคหอบหืด, โรคลิ่มเลือดอุดตันในปอดเฉียบพลัน หรือโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเมตาบอลิก หรือจิต ประสาท ผู้ป่วยที่มีอาการเหนื่อยขณะออกกาลังที่เกิดขึ้นเรื้อรังเกินกว่า 3 สัปดาห์ขึ้นไป ควรนึกถึงโรคในกลุ่มที่ การทางานของหัวใจค่อยๆ ลดลงช้าๆ อย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน เช่น Ischemic cardiomyopathy, valvular heart disease, congenital heart disease และควรวินิจฉัยแยกจากโรคปอดเรื้อรัง เช่น chronic obstructive pulmonary disease, pulmonary hypertension, โรคลิ่มเลือดอุดตันในปอดเรื้อรัง หรือ สาเหตุอื่นๆ เช่น ไตวายเรื้อรัง, ซีดเรื้อรัง (สุรพันธ์ สิทธิสุข, 2557) 3. กลุ่มอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง กลุ่มอาการที่เกิดจาก ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน มักพบในผู้ป่วยกลุ่มนี้มาด้วยอาการเหนื่อยซึ่งเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน หายใจหอบ นอนราบไม่ได้ แน่นอึดอัด หายใจเข้าไม่เต็มปอดอาจมีอาการเจ็บหน้าอกร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ ซึ่งมีสาเหตุจาก
  • 22.
    หน้า 22เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ โรคหัวใจได้หลายชนิดจาเป็นต้องทาการวินิจฉัยแยกโรคว่าเป็นจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือไม่ บาง รายพบร่วมกับอาการที่เกิดจากความดันโลหิตที่ต่าลงเนื่องจากภาวะหัวใจขาดเลือดทาให้กาลังการบีบตัวของ หัวใจลดลงเฉียบพลัน (สุรพันธ์ สิทธิสุข, 2557) กลุ่มอาการที่เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง มักพบในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นๆ หายๆ มาเป็นเวลานานส่วนหนึ่งจะเกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจที่มีพยาธิสภาพกระจายกว้าง หรือเคยเป็น กล้ามเนื้อหัวใจตายขนาดใหญ่ อาการของผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีทั้งอาการที่เกิดจากหัวใจล้มเหลวทั้งซีกซ้ายและซีก ขวา เช่น นอนราบไม่ได้ ต้องตื่นขึ้นมากลางดึก มีตับโต ขาบวม (สุรพันธ์ สิทธิสุข, 2557) 4. ความดันโลหิตต่าเฉียบพลัน เนื่องจากภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน อาจทาให้ ประสิทธิภาพการบีบตัวของหัวใจลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นผลให้ความดันโลหิตลดต่าลงจนเกิดอาการ หน้ามืด เวียนศีรษะ เป็นลม ร่วมกับอาการแน่นหน้าอก ซึ่งจัดเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยใน ผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจ ขาดเลือดเป็นบริเวณกว้าง นอกจากนั้นความดันโลหิตอาจลดต่าลงจากหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด และยังต้อง คิดถึงการตายของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างขวาที่มักพบร่วมกับการตายของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายส่วน inferior wall รวมทั้งสาเหตุที่เกิดจากภาวะขาดน้า เนื่องจากผู้ป่วยอาจมีคลื่นไส้อาเจียน และดื่มน้าได้น้อยใน ผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่มีอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันอาจมีความรุนแรงของโรคจนเกิด ภาวะช็อกเหตุหัวใจด้วยได้ (cardiogenic shock หรือ Killip class IV) ต้องตรวจ echocardiogram เพื่อดูผล แทรกซ้อนของกล้ามเนื้อหัวใจตาย เช่น acute mitral regurgitation, ruptured-septal ventricular septal defect (สุรพันธ์ สิทธิสุข, 2557) 5. หมดสติหรือหัวใจหยุดเต้น โดยผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดอาจมาด้วยภาวะแทรกซ้อนที่ทาให้ เกิดอาการหมดสติหรือหัวใจหยุดเต้นกะทันหันจนอาจถึงขั้นเสียชีวิตถ้าไม่ได้รับการกู้ชีพทันท่วงที ประมาณ ครึ่งหนึ่งของการเสียชีวิตเนื่องจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเกิดขึ้นก่อนผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล การ ลดอัตราตายในผู้ป่วยกลุ่มนี้จาเป็นต้องได้รับการกู้ชีพที่มีประสิทธิภาพ ณ จุดเกิดเหตุ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่นอก โรงพยาบาล ในกรณีที่ผู้ป่วยรอดชีวิตมาได้จนถึงโรงพยาบาลต้องประเมินสภาพผู้ป่วยทันทีและดาเนินการกู้ชีพ ต่อเนื่องจนกว่าจะสามารถกู้ชีพได้เป็นผลสาเร็จ การกู้ชีพจาเป็นต้องดาเนินการอย่างเป็นทีมและสถานพยาบาล ทุกระดับต้องมีความพร้อมโดยต้องจัดการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติแก่บุคลากรทางการแพทย์ อย่างสม่าเสมอ อาการหมดสติชั่วคราว (syncope) อาจเกิดจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดโดยตรงหรือ สาเหตุอื่น จาเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยแยกโรค สาเหตุของการหมดสติชั่วคราวอันเนื่องจากหัวใจขาดเลือด อาจเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจเต้นช้าเนื่องจากทางเดินไฟฟ้าหัวใจติดขัด หรือจากภาวะความดันโลหิต ลดลงเฉียบพลัน (สุรพันธ์ สิทธิสุข, 2557) 6. อาการอื่นๆ ที่สามารถพบได้ เช่น 6.1 เจ็บบริเวณกลางทรวงอก ลิ้นปี่ หน้าอกข้างซ้าย 6.2 อาการเจ็บหน้าอกร้าวไปที่หัวไหล่ซ้าย-ขวา ข้อศอก แขนซ้ายถึงนิ้วก้อย หรือร้าวไป ที่คอ คาง ขากรรไกรล่าง 6.3 อาการเจ็บแต่ละครั้งไม่เกิน 15 นาที เรียกว่า angina pectoris 6.4 ในระยะ coronary insufficiency จะเจ็บไม่เกิน 30 นาที 6.5 หากเป็น acute myocardial infarction จะเจ็บนานกว่า 30 นาที 6.6 อาการเจ็บสัมพันธ์กับออกกาลังกาย การรับประทานอาหารอิ่มใหม่ๆ หรืออิ่มเกินไป ความเย็น เช่น อากาศเย็น สูบบุหรี่ อารมณ์โกรธ และหงุดหงิดวิตกกังวล เป็นต้น
  • 23.
    หน้า 23เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ 6.7 ใจสั่น (Palpitations) 6.8 หายใจลาบาก (Dyspnea) 6.9 ไอเป็นเลือด (Cough of hemoptysis) 5. การตรวจที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีที่พยาบาลควรรู้ 1. การตรวจตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกาลังกาย (exercise stress test: EST) เป็นการ ให้ผู้ป่วยออกกาลังกายด้วยวิธีเดินบนสายพานเลื่อนหรือเครื่องเดินสายพาน และต่อขั้วไฟฟ้าเข้ากับสายนา ไฟฟ้านาไปติดไว้ที่บริเวณหน้าอก 10 สาย โดยขั้วไฟฟ้าดังกล่าวเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ในขณะที่เดิน เครื่องก็จะบันทึกและแสดงลักษณะของคลื่นไฟฟ้าหัวใจและความดันโลหิตตลอดเวลา ซึ่งในขณะทดสอบจะมี การเพิ่มความเร็ว และความชันของเครื่องเดินสายพานเป็นระยะๆ ตามโปรแกรมที่กาหนดไว้ โดยต้องเลือกให้ เหมาะสมกับสภาพของผู้ทดสอบแต่ละราย ซึ่งการตรวจ EST นี้ ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้ว่า ผู้ป่วยมีภาวะของ เส้นเลือดหัวใจตีบ ตัน หรือไม่ เพราะผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพของหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีในขณะออกกาลังกาย จะมีการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอจึงทาให้คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) มีการเปลี่ยนแปลง และนอกจากนี้ EST ยังสามารถใช้ในการติดตามประเมินผู้ป่วยภายหลังการรักษาได้อีกด้วย 2. Chest X-ray (CXR) ในผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บอกแล้วหายเอง เมื่อนั่งพักหรืออมยาใต้ลิ้น (Stable angina) การตรวจชนิดนี้จะปกติ แต่ถ้าพบหินปูนบริเวณหลอดเลือดหัวใจแสดงว่ามีโรคหลอดเลือด หัวใจตีบ 3. การตรวจ cardiac markers (cardiac enzyme) เพื่อช่วยวินิจฉัยและบอกระดับความ รุนแรงของภาวะหัวใจขาดเลือด โดย cardiac enzyme เป็นโปรตีนที่อยู่ในเซลล์ถูกปลดปล่อยออกมาจาก เซลล์เข้าในกระแสเลือด เมื่อเซลล์ของกล้ามเนื้อถูกทาลาย ได้แก่ 3.1 cTnT (cardiac troponin T) เริ่มสูงขึ้นประมาณ 2 – 4 ชั่วโมง หลังเกิดกล้ามเนื้อ หัวใจขาดเลือดคงอยู่นาน 10 – 14 วันและลงสู่ปกติอย่างรวดเร็ว 3.2 CK (creatine kinase) และ CK–MB (CK - isoenzyme) เริ่มสูงขึ้นประมาณ 3 – 6 ชั่วโมง หลังมีอาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด และจะขึ้นสูงสุดใน 24 ชั่วโมง (ปกติถ้าไม่มี reperfusion ระดับของ CK-MB จะขึ้นสูงสุดที่ 24-36 ชั่วโมง) ลดลงสู่ปกติใน 2 – 3 วัน แต่ในปัจจุบัน CK นั้น จะมีความจาเพาะ ในการวินิจฉัยน้อยลง ถึงแม้จะเป็นเอ็นไซม์ที่มีความไวสูงในการวินิจฉัยกล้ามเนื้อหัวใจตายก็ ตาม แต่มีภาวะอื่นที่ทาให้ CK สูงขึ้นได้ เช่น โรคกล้ามเนื้อ โรคพิษสุรา ดังนั้น CK–MB ซึ่งพบมากในกล้ามเนื้อ หัวใจ จะเป็นตัวบ่งชี้เฉพาะว่ามีการทาลายของกล้ามเนื้อหัวใจ จึงเป็นมาตรฐานยืนยันได้ว่าเป็นกล้ามเนื้อหัวใจ ตาย 3.3 LDH (lactic dehydrogenase) เริ่มสูงขึ้นประมาณ 24 – 48 ชั่วโมง หลัง กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด สูงสุดที่ 3 – 6 วัน ลดลงสู่ปกติใน 8 – 14 วัน ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมเพราะระยะเวลา ที่เอ็นไซม์ AST สูง จะแทรกกลางระหว่าง CK และ LDH และไม่มีความเฉพาะเจาะจงต่อกล้ามเนื้อหัวใจตาย 4. การตรวจ C-reactive protein ในเพศชายถ้าสูงกว่า .15 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และในเพศ หญิงถ้าสูงกว่า .38 แสดงว่ามี LDL สูง 5. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ CBC พบ WBC สูงระหว่าง 12,000-15,000 ลบ.มม. โดยจะสูงในระยะแรกและคงอยู่ 3-7 วัน หลังเกิดอาการเจ็บหน้าอก SR (erythrocyte sedimentation rate) คือ อัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดง สูงขึ้นช้าแต่อยู่นานเกินกว่าสัปดาห์
  • 24.
    หน้า 24เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ 6. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (12 lead EKG) บางครั้งพบการเปลี่ยนแปลงของ คลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ แต่บางครั้งอาจตรวจไม่พบความผิดปกติ โดยหากพบความผิดปกติจะพบ 6.1 STEMI (ST elevated Myocardial Infarction) จะพบความผิดปกติของ ST segment ที่ยกขึ้นอย่างน้อย 2 leads ที่ต่อเนื่องกัน หรือเกิด LBBB ขึ้นมาใหม่ และหรือมี Q-wave ร่วมด้วย 6.2 Non-STEMI (Non-ST elevated Myocardial Infarction)จะพบความผิดปกติ ของ ST segment depression และ/หรือ T wave inversion ร่วมด้วย แต่จะไม่มี Q-wave ภาพแสดงการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่พบในผู้ป่วยหัวใจขาดเลือด หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และกล้ามเนื้อหัวใจตาย (สุรพันธ์ สิทธิสุข, 2557) 7. Holter monitor เป็นการตรวจที่ไม่อันตราย เพื่อบันทึกการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ ผู้ป่วย จะต้องพกอุปกรณ์สาหรับบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ Electrode 3-5 ตัว ติดตัวตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เมื่อครบ เวลานาคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่บันทึกไว้มาวิเคราะห์ 8. การสวนหัวใจ (cardiac catheterization หรือ angiography) เพื่อประเมินการตีบของ หลอดเลือดหัวใจโคโรนารี 9. Echocardiography (ultrasound) เพื่อประเมินเปอร์เซ็นต์ของเลือดที่ถูกบีบออกจากหัวใจ ต่อการบีบตัวของหัวใจ 1ครั้ง(Ejectionfraction:EF)มีวิธีการวัด EF ที่นิยมอยู่ 3 วิธี ได้แก่ 1) การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (echocardiography) 2) การตรวจหัวใจด้วยการใช้สารกัมมันตรังสี (radionuclide angiography) 3) การฉีดสารทึบรังสีในห้องหัวใจห้องล่างซ้าย (left ventriculography)
  • 25.
    หน้า 25เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ การแปลผลค่า Ejection fraction สามารถแปลผลการตรวจได้ ดังนี้ LVEF การแปลผล greater than 70% Hyperdynamic 50% to 70% (midpoint 60%) Normal 40% to 49% (midpoint 45%) Mild dysfunction 30% to 39% (midpoint 35%) Moderate dysfunction less than 30% Severe dysfunction The American College of Cardiology (2012) 6. การวินิจฉัยผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีสาหรับพยาบาล สามารถจาแนกตามความรุนแรงของหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีตามแนวทางของสมาคมโรคหัวใจ นิวยอร์ก (New York Heart Association: NYHA) โดยพิจารณาจากความสามารถในการปฏิบัติกิจกรรมและ ลักษณะอาการที่ปรากฏ ดังนี้ Class I ผู้ป่วยสามารถทากิจกรรมในแต่ละวันได้ตามปกติ Class II ผู้ป่วยสามารถทากิจวัตรประจาวันได้ตามปกติ แต่เมื่อออกแรงมากจะมี อาการเหนื่อยง่าย พักแล้วจะหาย Class III ผู้ป่วยสามารถทากิจกรรมได้เพียงเล็กน้อย เหนื่อยเวลาทากิจกรรม พักแล้วไม่หาย Class IV ผู้ป่วยมีอาการแสดงของโรคแม้ในขณะพัก เมื่อรวบรวมข้อมูลได้ครบถ้วนตั้งแต่ซักประวัติ ตรวจร่างกาย อาการและอาการแสดง และการ วิเคราะห์ผลการตรวจและการตรวจวินิจฉัยของแพทย์แล้วสามารถวินิจฉัยผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี ได้ ดังนี้ 1) Stable angina 2) Unstable angina 3) Acute Myocardial Infarction 4) Chronic Myocardial Infarction 5) STEMI (ST elevated Myocardial Infarction) 6) Non-STEMI (Non-ST elevated Myocardial Infarction)
  • 26.
    หน้า 26เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ 6. การพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี ตัวอย่างข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล - ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานจากการเจ็บหน้าอก (Chest pain) - หรือ ผู้ป่วยมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เนื่องจาก - กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง - หรือ การกาซาบของเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ ข้อมูลสนับสนุน Subjective Data: “ผู้ป่วยบอกเจ็บหน้าอกเหมือนโดนทับ ร้าวไปที่ไหล่ทั้ง 2 ข้าง” “เจ็บมาก กินยาไม่ดีขึ้น” “ผู้ป่วยบอกว่าอาการเจ็บแน่นหน้าอกเกิดขึ้นใหม่ ขณะพัก หรือจากการ กระตุ้นทางด้านอารมณ์ อาการจะรุนแรงเหมือนมีของหนักมาทับอกไว้” “ผู้ป่วยบอกว่า มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกอาการปวดร้าวไปที่คอ คาง แขน และไหล่ซ้าย ร่วมกับการมีอาการใหม่ๆที่เกิดขึ้นร่วมด้วย ได้แก่ เหงื่อออก คลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น และหายใจหอบเหนื่อย” Objective Data: ผลการตรวจ EKG พบ ST depression หรือ ST elevation และอาจพบ T-wave inversion และ transient abnormal Q wave วัตถุประสงค์การพยาบาล - เพื่อให้อาการเจ็บหน้าอกของผู้ป่วยทุเลาลง เกณฑ์การประเมินผล - ผู้ป่วยไม่มีอาการเจ็บหน้าอก pain score เท่ากับ 0 คะแนน หรืออาการเจ็บแน่นหน้าอกทุเลาลง - Vital sign อยู่ในเกณฑ์ปกติ - ผล EKG ไม่พบ ST depress หรือ ST elevated หรือ T inverted กิจกรรมการพยาบาล กิจกรรม เหตุผล 1. ประเมินสัญญาณชีพ Temperature 36.5-37.5 ๐C Pulse (หรือ Heart Rate) 60-100 ครั้งต่อนาที Respiratory Rate 12-24 ครั้งต่อนาที Blood pressure 90/60-140/90 มิลลิเมตรปรอท Pain score 0-3 คะแนน O2saturation ≥ 95% 1. เพื่อเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของอาการและ อาการแสดงของภาวะ Cardiac shock เช่น หน้าซีด เหงื่อออก ตัวเย็น กระสับกระส่าย สับสน ความ รู้สึกตัวลดลง ชีพจรเบาเร็ว ความดันโลหิตต่า เป็นต้น และประเมินความรุนแรงของอาการเจ็บหน้าอก
  • 27.
    หน้า 27เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ กิจกรรม เหตุผล 2. ประเมินคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG 12 leads) 3. ประเมินอาการเจ็บหน้าอก โดยประเมินตาแหน่ง ของอาการปวดร้าว ระยะเวลาปวดและระดับความ ปวด โดยใช้ pain scale 4. สังเกตอาการผิดปกติของผู้ป่วยรวมทั้งคาพูดต่างๆ 5. ดูแลให้ออกซิเจน Cannula 3-5 ลิตร/นาที 6. จัดท่านอนศีรษะสูง 45 องศา 7. แนะนาให้ผู้ป่วยทาสมาธิ 8. Absolute bed rest และจากัดการทากิจกรรม 9. ดูแลให้สารน้าทางหลอดเลือดดาตามแผนการรักษา 10. ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับยาแก้ปวด: morphine sulfate โดยให้ได้ 2-4 mg ⓥ dilute ตามแผนการรักษา และ สังเกตอาการข้างเคียง เช่น คัน คลื่นไส้อาเจียน หายใจน้อยกว่า 8 ครั้งต่อนาที ความดันโลหิตต่า และ ปัสสาวะออกน้อย เป็นต้น 11. ดูแลให้ยา Isordil ละ 1-5 mg อมยาใต้ลิ้น เมื่อ รู้สึกเจ็บแน่นหน้าอก โดยขณะอมควรนอนลง ศีรษะ สูงเล็กน้อย ไม่ควรนั่งหรือยืน เพราะจะทาให้หน้ามืด และล้มลงได้ และต้องแนะนาการสังเกตอาการ ผิดปกติที่จาเป็น เช่น เจ็บหน้าอกบ่อยขึ้น และถ้า อาการเจ็บหน้าอกไม่ดีขึ้นแม้อมยาใต้ลิ้น 3 เม็ด ให้อม ต่อไปจนมาถึง รพ. 2. เพื่อเฝ้าระวังและติดตามการเต้นของหัวใจผิด จังหวะหรือ EKG มีรูปร่างผิดปกติ ช่วยแยกอาการ ของ angina pectoris และบ่งบอกถึงความก้าวหน้า ในการรักษา 3. เพื่อเฝ้าระวังและประเมินความรุนแรงของการขาด เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ โดยความรุนแรงและ ระยะเวลาการเจ็บแสดงถึงการขาดเลือดที่เพิ่มขึ้น 4. เพื่อเฝ้าระวังการเหนื่อยที่อาจเกิดขึ้นจากพยาธิ สภาพของโรค 5. เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้อย่างเพียงพอและ เป็นการลดการทางานของกล้ามเนื้อหัวใจ 6. เพื่อให้หายใจได้สะดวก 7. เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด 8. เพื่อลดการใช้ออกซิเจนและลดการทางานของ กล้ามเนื้อหัวใจและลดการใช้ออกซิเจนของกล้ามเนื้อ หัวใจ 9. เพื่อทดแทนปริมาณเลือดและสารน้าที่สูญเสียไป 10. เพื่อบรรเทาอาการเจ็บหน้าอก ความวิตกกังวล และลดการใช้ออกซิเจน ส่งผลให้ลดการทางานของ กล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจจึงถูกทาลายน้อยลง 11. เพื่อขยายหลอดเลือดให้เลือดไหลไปเลี้ยง กล้ามเนื้อหัวใจได้ดีขึ้น เพราะ Isordil เป็นยาในกลุ่ม Nitrate ที่ทาให้ผนังกล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือด หัวใจคลายตัว ส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัว จึงลด แรงดันในผนังหัวใจ ลดปริมาณเลือดที่ไหลกลับเข้าสู่ หัวใจลดลง จึงลดความต้องการใช้ออกซิเจนไปด้วย อาการเจ็บหน้าอกที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันจึงลดลง ซึ่งการอม Isordil ใต้ลิ้นจะช่วยให้ยาดูดซึมเข้าหลอด เลือดได้เร็วยิ่งขึ้น แต่มีข้อห้ามในการใช้ Nitrates คือ ห้ามให้ในผู้ป่วยที่มี BP < 90/60 mmHg, HR < 50 bpm หรือ >100 bpm, หรือมีการใช้ยา Viagra ในช่วง 24-28 ชั่วโมง
  • 28.
    หน้า 28เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ กิจกรรม เหตุผล 12. ประเมิน Thrombolytic agent (ประเมินการให้ ยาละลายลิ่มเลือด) ก่อนให้ยาละลายลิ่มเลือด 13. ดูแลให้ยาละลายลิ่มเลือดกลุ่ม Streptokinase เป็นอันดับแรก ตามข้อบ่งชี้ในผู้ป่วยที่ไม่มีข้อห้ามใน ขนาด 1.5 ล้านยูนิต ในเวลา 60 นาที หรือให้ยา ละลายลิ่มเลือด กลุ่ม Aspirin หรือ ASA gr. V ขนาด 160 หรือ 325 mg 1เม็ด โดยให้เคี้ยวกลืนทันที และ ติดตามผู้ป่วย ดังนี้ 13.1 สังเกตอาการเจ็บแน่นหน้าอก อาการเหนื่อย ของผู้ป่วย และอาการทั่วไป ตลอดจนติดตามสัญญาณ ชีพ และคลื่นไฟฟ้าหัวใจ อย่างใกล้ชิด หลังผู้ป่วยได้รับ ยาละลายลิ่มเลือด 13.2 ติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 12 lead ทุกๆ 30 นาที เพื่อประเมินการเปิดหลอดเลือดหัวใจ หาก อาการเจ็บหน้าอกลดลง และคลื่นไฟฟ้าหัวใจแสดง ST segment ลดต่าลงอย่างน้อยร้อยละ 50 ภายใน ช่วงเวลา 90-120 นาทีหลังเริ่มให้ยาละลายลิ่มเลือด แสดงว่าหลอดเลือดหัวใจน่าจะเปิด 12. ประเมินความเสี่ยงของภาวะเลือดออกง่าย เพราะการให้ Streptokinase ที่จัดเป็นยาละลายลิ่ม เลือดชนิดหนึ่งนั้น มีข้อห้ามในการใช้ยาละลายลิ่ม เลือด ดังนี้ 1. มีประวัติเป็น hemorrhagic stroke 2. มีประวัติเป็น non-hemorrhagic stroke ในระยะ 1 ปีที่ผ่านมา 3. ตรวจพบเลือดออกในอวัยวะภายใน เช่น เลือดออกทางเดินอาหาร เลือดออกภายใน ช่องท้อง 4. เคยได้รับบาดเจ็บรุนแรงหรือเคยผ่าตัดใหญ่ ภายในเวลา 4 สัปดาห์ 5. สงสัยว่าอาจมีหลอดเลือดแดงใหญ่แทรกเซาะ 6. ความดันโลหิตสูงมากกว่า 180/110 mmHg ที่ไม่สามารถควบคุมได้ 7. ทราบว่ามีภาวะเลือดออกง่ายผิดปกติหรือ ได้รับยาต้านยาแข็งตัวของเลือด เช่น warfarin (INR > 2) 8. ได้รับการกู้ชีพ (CPR) นานเกิน 10 นาที หรือ มีการบาดเจ็บรุนแรงจากการกู้ชีพ 9. ตั้งครรภ์ 13. เพื่อป้องกันการอุดตันบริเวณเลือดแดงโคโรนารี และช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด เพราะ Streptokinase ให้ในกรณีที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจ ตายเฉียบพลันชนิด ST-segment elevation ภายใน 12 ชั่วโมงหลังจากมีอาการเจ็บหน้าอก และควรเฝ้า ระวังอาการข้างเคียงคือ เลือดออกในสมองและความ ดันโลหิตต่าภายหลังให้ยา Streptokinase และ สาหรับผู้ป่วยที่ได้ ASA สาเหตุที่ให้เคี้ยวกลืนทันที เพราะต้องการให้ยาดูดซึมได้ดีขึ้น ตัวยามีฤทธิ์ต้าน การเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือดจึงช่วยลดการอุดตันของ หลอดเลือด และลดการทาลายของกล้ามเนื้อหัวใจ แต่มีข้อห้ามใช้ คือ ไม่ให้ในผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยา Aspirin, มีประวัติ hemorrhagic stroke, มีภาวะ เลือดออกในทางเดินอาหาร, ความดันโลหิตสูง มากกว่า 180/110 มิลลิเมตรปรอท ที่ไม่สามารถ ควบคุมได้, INR > 2, หรือตั้งครรภ์
  • 29.
    หน้า 29เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ กิจกรรม เหตุผล 14. รายงานแพทย์ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ อาการเจ็บหน้าอกไม่ดีขึ้นหลังให้ยา 14. เพื่อแก้ไขและปรับเปลี่ยนแผนการรักษาที่ เหมาะสมต่อไป ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล เสี่ยงต่อปริมาตรเลือดที่ออกจากหัวใจในหนึ่งนาทีลดลง (Low cardiac output) เนื่องจาก - การทาหน้าที่ในการบีบตัวของหัวใจบกพร่องจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง - หรือ มีภาวะหัวใจล้มเหลว ข้อมูลสนับสนุน Subjective Data: ผู้ป่วยบอกว่า “มีอาการเหงื่อออก ใจสั่น รู้สึกแน่นหน้าอก ร้าวไปไหล่ทั้ง 2 ข้าง เจ็บมากจนนอนราบไม่ได้” “มีประวัติเป็นเบาหวาน 10 ปี และ ความดันโลหิตสูง 10 ปี รักษาที่ รพ. แห่งหนึ่ง” “ระยะเวลาในการเจ็บหน้าอกประมาณ 20 นาที” Objective Data: ความดันโลหิตอยู่ในช่วงระหว่าง 110/70 mmHg. O2saturation 95% EKG show HR 110 ครั้งต่อนาที, ST elevated ใน V1-V5, มี Q wave ลึกใน V1-V4, และ T wave inverted ผล Lab. LDL 400 mg/dL Troponin T 3.5 mg/dL CK-MB 20 mg/dL C-reactive protine 105 mg/dL วัตถุประสงค์ของการพยาบาล - เพื่อเพิ่มปริมาตรเลือดที่ออกจากหัวใจในหนึ่งนาทีให้เพียงพอไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย เกณฑ์การประเมินผล - ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี - ไม่มีอาการเจ็บหน้าอกหรืออาการเจ็บหน้าอกลดลง - ความดันโลหิตอยู่ในช่วงระหว่าง 90/60-140/90 mmHg. - O2saturation ≥ 95% - EKG show ST segment กลับสู่ปกติ และ T wave กลับสู่ปกติ - ผล Lab. อยู่ในเกณฑ์ปกติ LDL <110 mg/dL Troponin T <0.2 ng/L CK-MB <25 U/L C-reactive protine <1 mg/dL
  • 30.
    หน้า 30เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ กิจกรรมการพยาบาล กิจกรรม เหตุผล 1. ประเมินระดับความรู้สึกตัวทุก 4 ชั่วโมง โดยสังเกต อาการกระสับกระส่ายและสับสน 2. ประเมินสัญญาณชีพ ทุก 4 ชั่วโมง Temperature 36.5-37.5 ๐C Pulse (หรือ Heart Rate) 60-100 ครั้งต่อนาที Respiratory Rate 12-24 ครั้งต่อนาที Blood pressure 90/60-140/90 มิลลิเมตรปรอท Pain score 0-3 คะแนน O2saturation ≥ 95% 3. ประเมินอาการ chest pain โดยประเมินตาแหน่ง ของอาการปวดร้าว ระยะเวลาปวดและระดับความ ปวด โดยใช้ pain scale 4. ประเมินลักษณะผิวหนัง ความเย็นชื้นและสีผิว 5. ประเมิน capillary refilled 6. ประเมิน urine output หรือ Intake-Output 7. ติดตามและเฝ้าระวังคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (monitor EKG) 8. ฟังเสียงหัวใจ 1. เพื่อประเมินการกาซาบเลือดไปเลี้ยงสมอง เพราะ ถ้าระดับความรู้สึกตัวลดลงจะทาให้การทาหน้าที่ของ ร่างกายลดลง 2. เพราะ vital signs ที่เปลี่ยนแปลงบ่งบอกถึงการ กาซาบเลือดของหัวใจและปอดลดลง 3. เพื่อเฝ้าระวังและประเมินความรุนแรงของการขาด เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ โดยความรุนแรงและ ระยะเวลาการเจ็บแสดงถึงการขาดเลือดที่เพิ่มขึ้น 4. เพราะเมื่อการกาซาบเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วน ปลายลดลง ผิวหนังจะเย็น ซีด ชื้น หรือเขียวคล้า 5. เพื่อประเมินการกาซาบเลือดไปเลี้ยงส่วนปลาย โดยปกติ capillary refilled จะน้อยกว่า 2 วินาที 6. เพื่อประเมินการคั่งของน้าในร่างกาย ปกติ urine จะออก 0.5 ml/hr ต่อน้าหนักตัว 1 กิโลกรัม (ปริมาณ ที่เหมาะสมจะอยู่ในช่วง 25-30 ml/hr) 7. เพื่อเฝ้าระวังการเต้นของหัวใจผิดจังหวะ โดย ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย คือ ST elevated แสดงถึงการถูกทาลายของกล้ามเนื้อ หัวใจ ST depression แสดงถึงการกาซาบเลือดของ หัวใจลดลง Atrial Fibrillation (AF) แสดงถึงการเต้นของหัวใจ ห้องบนที่ไม่สม่าเสมอ Premature ventricular contractions (PVCs) แสดงถึงกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงจนมีการ สร้างคลื่นไฟฟ้าผิดปกติ โดย PVCs ที่ต้องระวังคือ Multifocal PVCS, Bigeminy PVCs, Trigeminy PVCs, short run PVCs, และ R-on-T 8. เพื่อติดตามประเมินเสียง Pericardial friction rub ซึ่งแสดงถึงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย
  • 31.
    หน้า 31เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ กิจกรรม เหตุผล 9. ดูแลให้ Oxygen nasal cannula 3-5 ลิตรต่อนาที 10. Absolute bed rest และจากัดกิจกรรมต่างๆ 11. จัดท่านอนศีรษะสูง 12. ดูแลให้สารน้าทางหลอดเลือดดาตามแผนการ รักษา 13. จัดอาหารเหลวหรืออาหารอ่อน ย่อยง่าย ที่มี แคลอรีอยู่ระหว่าง 1,200-1,500 แคลอรี หลีกเลี่ยงอาหารที่มีคลอเลสเตอรอลสูง เช่น เครื่องในสัตว์ ปลาหมึก หนังไก่ และไข่นกกระทา เป็น ต้น หลีกเลี่ยงอาหารทอดหรือผัด ควรใช้การต้ม หรือ นึ่งแทน ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันสัตว์น้อย เช่น เนื้อปลา ผักและผลไม้ จากัดอาหารที่มีรสเค็ม และควรงดอาหารที่ได้รับ การถนอมอาหารบางชนิดที่ใส่เกลือ เช่น ผักกาดดอง ผลไม้ดอง และไข่เค็ม เป็นต้น ควรรับประทานอาหารแต่พออิ่ม งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน 14. จากัดน้า 15. แนะนาให้หลีกเลี่ยงการทาให้เกิด valsalva maneuver เช่น อาการท้องผูก เป็นต้น 9. เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดและลด การทางานของกล้ามหัวใจ 10. เพื่อลดความต้องการใช้ออกซิเจนของกล้ามเนื้อ หัวใจ 11. เพื่อลดปริมาตรเลือดที่ไหลกลับสู่หัวใจ ลดการ ทางานของหัวใจ และทาให้หายใจได้สะดวกมากขึ้น 12. เพื่อลดภาระของหัวใจ เพื่อ blood circulation 13.เพราะอาหารเหลวหรืออ่อนช่วยลดการเคียวการ ย่อยอาหาร ทั้งยังช่วยลดการใช้ออกซิเจน ส่วน ปริมาณแคลอรีที่เหมาะสมจะช่วยส่งเสริมความ แข็งแรงของร่างกายในการทากิจกรรม อาหารที่มีคลอเลสเตอรอลสูงจะเพิ่มความปัจจัยใน การเกิดความรุนแรงของอาการ ความเค็มจะเพิ่มความเสี่ยงของโรคจากการมี ปริมาณโซเดียมที่เพิ่มสูงขึ้น ทาให้เกิดการดึงน้าเข้าสู่ หลอดเลือดมากขึ้น ปริมาณของเหลวในร่างกายเพิ่ม มากขึ้น ความดันโลหิตสูงมากขึ้น ทาให้หัวใจทางาน หนักมากขึ้น เพื่อไม่ให้หัวใจทางานหนักเกินไป คาเฟอีนทาให้เกิดอาการท้องอืด คลื่นไส้อาเจียน จากการทาหน้าที่ของระบบย่อยอาหารลดลง และทา ให้หัวใจทางานหนักมากขึ้น 14. เพื่อป้องกันภาวะน้าเกิน ที่จะทาให้หัวใจทางาน ได้ไม่มีประสิทธิภาพ กล้ามเนื้อหัวใจจะขาดเลือดมาก ขึ้น 15. เพราะ valsalva maneuver เป็นการกลั้นหายใจ หรือเบ่ง ซึ่งจะทาให้ความดันในช่องอกสูงขึ้นลดการ ไหลกลับของเลือดเข้าสู่หัวใจ และกระตุ้นประสาท เวกัส เสี่ยงต่อหัวใจเต้นช้าผิดปกติ ทาให้ปริมาตร เลือดที่ออกจากหัวใจในหนึ่งนาทีลดลง ซึ่งเพิ่มภาระ การทางานของหัวใจ
  • 32.
    หน้า 32เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ กิจกรรม เหตุผล 16. ดูแลให้ยา morphine sulfate โดยให้ได้ 2-4 mg ⓥ dilute และสังเกตอาการข้างเคียง เช่น คัน คลื่นไส้อาเจียน หายใจน้อยกว่า 8 ครั้งต่อนาที ความดันโลหิตต่า และ ปัสสาวะออกน้อย เป็นต้น และควรประเมิน sedation score ขณะและหลังให้ยา Nitroglycerine หยดทางหลอดเลือดดา ในอัตรา 3 micro drop/min และปรับเพิ่มได้ครั้งละ 3 micro drop/min แต่ต้องเฝ้าระวังให้ความดันโลหิตอยู่ ในช่วงระหว่าง 90/60-140/90 mmHg. Aspirin หรือ ASA gr. V ขนาด 160 หรือ 325 mg 1เม็ด โดยให้เคี้ยวกลืนทันที Enoxaparin 0.6 ml. ฉีดเข้าชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ทุก 12 ชั่วโมง และต้องติดตามค่า PT, PTT, และ INR Beta-blockers ได้แก่ การให้ทางหลอดเลือดดา : - Propanolol 1 มก.ซ้าทุก 5 นาที จนขนาดยารวมไม่เกิน 0.15 มก./กก. - Metoprolol 5 มก.IV ทุก 5 นาที x 3 ครั้ง - Atenolol 5 มก.IV ทุก 10 นาที x 2 ครั้ง การให้ทางปาก : - Atenolol 50-200 มก.ต่อวัน - Metoprolol 50-200 มก.ต่อวัน - Propanolol 20-80 มก.วันละ 2 ครั้ง - Bisoprolol 5-10 มก.ต่อวัน และเฝ้าระวังอาการข้างเคียง เช่น Bradycardia และ hypotension เป็นต้น 16. เพื่อบรรเทาอาการ เพื่อบรรเทาอาการปวด ลดการใช้ออกซิเจน ส่งผลให้การทางานของหัวใจลดลง Nitroglycerine เป็นยาคลายกล้ามเนื้อเรียบของ ทั้งหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดา เมื่อขยาย หลอดเลือดแดงจะทาให้ภาระหน้าที่ของหัวใจทางาน ลดลง และลดความต้านทานของหลอดเลือด อาการ ข้างเคียง คือ ความดันโลหิตต่า ระคายเคืองทางเดิน อาหาร หัวใจเต้นเร็ว ปวดศีรษะและหน้าแดง Aspirin ช่วยต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ลด การอุดตันของหลอดเลือด และลดการทาลาย กล้ามเนื้อหัวใจ Enoxaparin เป็นยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือดใน กลุ่ม low molecular weight heparin มีฤทธิ์ช่วย ลดการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ ทาให้เลือดไปเลี้ยง กล้ามเนื้อหัวใจดีขึ้น แต่มีอาการข้างเคียง คือ bleeding จึงต้องมีการป้องกันและติดตามผล lab. PT, PTT, INR และเฝ้าระวังเลือดออกตามไรฟันและ จุดต่างๆของร่างกาย โดยการฉีด Enoxaparin นั้น ควรมีการเปลี่ยนตาแหน่งที่ฉีด ไม่ควรฉีดตาแหน่งเดิม เพื่อควบคุมอาการเจ็บหน้าอก ลดความต้องการ ออกซิเจน โดยจากไปยับยั้งการทางานของ sympathetic neurotransmitter ที่หัวใจ ทาให้ อัตราการเต้นของหัวใจ การหดรัดตัว และเมทาบอลิ ซึมลดลง และยังช่วยเพิ่มออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ หัวใจส่วนที่ขาดเลือดมากขึ้น และงดให้ในผู้ป่วยที่ มี หัวใจเต้นช้าผิดปกติ (อัตราการเต้นของหัวใจน้อยกว่า 60 ครั้งต่อนาที) มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน มี systolic blood pressure น้อยกว่า 100 mmHg. มี ค่า PR interval มากกว่า 0.24 sec. หรือ 2nd และ 3rd degree AV block หรือ bifascicular block
  • 33.
    หน้า 33เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ กิจกรรม เหตุผล Calcium antagonists ได้แก่ - Diltiazem 120-320 มก.ต่อวัน - Verapamil 120-480 มก.ต่อวัน - Amlodipine 5-10 มก.ต่อวัน - Felodipine 5-10 มก.ต่อวัน และเฝ้าระวังอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดศีรษะ ผื่น บวม ปวดศีรษะ, เวียนหน้า, หน้าแดง ใจสั่นหัว ใจเต้นเร็ว และในยา Nifedipine มักพบความดัน โลหิตต่า ส่วน Amlodipine มักพบอาการขาบวม เป็นต้น 17. ติดตามผล Lab. LDL, Troponin T, CK-MB, C-reactiveprotine, CBC, Electrolyte, PT, PTT, และ INR เพราะยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ขัดขวาง calcium ไม่ให้เข้าเซลล์ เป็นผลทาให้กล้ามเนื้อคลายตัว หลอด เลือดโคโนนารีและหลอดเลือดส่วนปลายขยายตัว ลดปริมาณเลือดจากหัวใจ มักให้ในผู้ป่วยภาวะหัวใจ ขาดเลือดเฉียบพลัน ที่มีข้อห้ามต่อยา Beta- blockers และผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดที่ไม่สามารถ ควบคุมอาการได้ด้วยยา Beta-blockers และ nitrates แต่มีข้อห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มี LVEF<0.40 ผู้ป่วยที่มีอาการ และอาการแสดงของน้าท่วมปอด (pulmonary congestion) หรือมี 2nd และ 3rd degree AV block หรือ bifascicular block 17. เพื่อติดตามผลการรักษาของแพทย์และเป็นข้อมูล ในการรายงานแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาที่ เหมาะสมต่อไป ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล เสี่ยงต่อภาวะพร่องออกซิเจน เนื่องจาก - การแลกเปลี่ยนก๊าชในปอดไม่มีประสิทธิภาพ - หรือ ปริมาตรเลือดที่หัวใจส่งออกในหนึ่งนาทีลดลง ข้อมูลสนับสนุน Subjective Data: “เจ็บหน้าอกร้าวไปไหล่ทั้ง 2 ข้าง” Objective Data: EKG show ST depress III, aVF (Inferior wall) reciprocal change V2–V3 หน้าซีด เหงื่อออก ตัวเย็น อัตราการหายใจ 26 – 30 ครั้งต่อนาที O2saturation 95% วัตถุประสงค์ของการพยาบาล - เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนก๊าช เกณฑ์การประเมินผล - ผู้ป่วยไม่มีอาการกระสับกระส่าย หายใจเร็ว เหนื่อยหอบ - สัญญาณชีพปกติ อุณหภูมิร่างกาย 36.5-37.5 องศาเซลเซียส ชีพจร 60-90 ครั้ง/นาที หายใจ 16–22 ครั้ง/นาที ความดันโลหิต 90/60-140/90 มิลลิเมตรปรอท - ค่า O2saturation ระหว่าง 95 – 100 % - ไม่มีภาวะ Cyanosis เช่น ปลายมือปลายเท้าเขียวคล้า ริมฝีปากเขียวคล้า เป็นต้น
  • 34.
    หน้า 34เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ กิจกรรมการพยาบาล กิจกรรม เหตุผล 1. ประเมินสัญญาณชีพ Temperature 36.5-37.5 ๐C Pulse (หรือ Heart Rate) 60-100 ครั้งต่อนาที Respiratory Rate 12-24 ครั้งต่อนาที Blood pressure 90/60-140/90 มิลลิเมตรปรอท Pain score 0-3 คะแนน O2saturation ≥ 95% 2. ประเมินลักษณะการหายใจ 3. สังเกตลักษณะผิวหนัง เช่น ซีด ริมฝีปากเขียวคล้า ปลายมือปลายเท้าเขียวคล้า เป็นต้น และประเมิน capillary refilled 4. ดูแลให้ออกซิเจน nasal Cannula 3-5 ลิตร/นาที ตามแผนการรักษา 5. จากัดการทากิจกรรม - Bed rest/ absolute bed rest 1. เพื่อเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงภาวะพร่องออกซิเจน เพราะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบแคบหรืออุดตัน จะทา ให้หัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจน ที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจและหัวใจลดลง จนเกิดการ เผาผลาญพลังงานแบบไม่ต้องใช้ออกซิเจน (anaerobic) และส่งผลให้เกิดการสะสมกรดแลกติก ที่ทาให้เกิดอาการอ่อนล้า จึงทาให้การบีบตัวและ ความตึงตัวของเวนตริเคิลซ้ายลดลง ปริมาณเลือดที่ ถูกบีบออกจากหัวใจแต่ละครั้ง (stroke volume) และอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดลดลง ทาให้ปริมาณ เลือดที่ออกจากหัวใจในหนึ่งนาที (cardiac output) ลดลง 2. เพื่อประเมินอาการพร่องออกซิเจนจากการหายใจ หอบเหนื่อย 3. เพื่อประเมินภาวะขาดออกซิเจนและอาการ cyanosis 4. เพื่อให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับออกซิเจนอย่าง เพียงพอและป้องกันภาวะพร่องออกซิเจน 5. เพื่อลดการใช้ออกซิเจนและให้หัวใจทางานลดลง เพราะเมื่อประสิทธิภาพการใช้ออกซิเจนสูงสุด (VO2 maximum: VO2max) ลดลง ทาให้ความสามารถใน การทาหน้าที่ของร่างกาย (functional capacity) ลดลง เกิดข้อจากัดด้านร่างกาย ความสามารถในการ ออกกาลังกายและการทากิจกรรมลดลง เนื่องจาก ปริมาณเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่ เพียงพอ
  • 35.
    หน้า 35เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล วิตกกังวล เนื่องจาก - ความเจ็บป่วยของตนเอง ข้อมูลสนับสนุน Subjective Data: ผู้ป่วยถามพยาบาลว่า “ผมจะเป็นอะไรมากไหมครับ” “ผมจะหายไหมครับ” Objective Data: สีหน้าวิตกกังวล หน้าผากย่น คิ้วขมวด วัตถุประสงค์ของการพยาบาล เพื่อคลายความวิตกกังวล หรือ เพื่อลดความวิตกกังวล เกณฑ์การประเมินผล - สีหน้าแสดงความกังวลหรือกลัวลดลง - บอกสิ่งที่กลัวและวิตกกังวลได้ - ให้ความร่วมมือในการรักษาพยาบาล กิจกรรมการพยาบาล กิจกรรม เหตุผล 1. ประเมินระดับความวิตกกังวล 2. สร้างสัมพันธภาพกับผู้ป่วยและญาติด้าวยวาจาที่ สุภาพ อ่อนโยน ท่าทางที่เป็นมิตร จริงใจ 3. อธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจ แผนการรักษาพยาบาล พยาธิสภาพ อาการของโรค ลักษณะการเจ็บหน้าอก สาเหตุของการเกิดอาการเจ็บหน้าอก และการปฏิบัติ ตัว 4. เปิดโอกาสให้ครอบครัว ญาติผู้ป่วย หรือบุคคลที่มี ความสาคัญต่อผู้ป่วย ได้เข้าเยี่ยมและประคับประคอง ด้านจิตใจแก่ผู้ป่วย 5. เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้ซักถามปัญหาที่สงสัย พูด ระบายความรู้สึก โดยพยาบาลรับฟังด้วยความตั้งใจ 6. ให้การพยาบาลอย่างนุ่มนวล ด้วยน้าเสียงที่นุ่ม ฟัง สบาย ใช้ท่าทางที่สงบในขณะให้การพยาบาล 7. ให้ผู้ป่วยได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในกิจกรรม การพยาบาล และการประเมินผลของการพยาบาล 8. แนะนาวิธีการผ่อนคลายความเครียด เช่น ทาสมาธิ เปิดเพลง หรืออ่านหนังสือ เป็นต้น 1. เพื่อให้รู้ความรุนแรงหรือความเข้มข้นของความ วิตกกังวลของผู้ป่วย 2. เพื่อให้เกิดสัมพันธภาพเพื่อความไว้วางใจ 3. เพื่อให้ผู้ป่วยหายข้อสงสัยและให้ความร่วมมือใน การรักษาพยาบาล ตลอดจนช่วยลดความตึงเครียดใน อารมณ์และลดความวิตกกังวลของผู้ป่วย 4. เพื่อลดความวิตกกังวลของผู้ป่วย และเป็นการ สร้างกาลังใจให้ผู้ป่วย 5. เพื่อแสดงให้ผู้ป่วยเห็นถึงความตั้งใจของพยาบาลที่ ให้ปรารถนาช่วยเหลือ และเป็นการยอมรับใน ความรู้สึกของผู้ป่วยที่แสดงออก 6. เพื่อให้ผู้ป่วยเกิดการผ่อนคลายช่วยลดความวิตก กังวล 7. เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองยังมีความสามารถใน การทากิจกรรมและมีส่วนร่วมในการรักษาพยาบาล 8. เพื่อให้ผู้ป่วยเกิดการผ่อนคลายช่วยลดความวิตก กังวล
  • 36.
    หน้า 36เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ บทสรุป การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี มีประเด็นสาคัญที่พยาบาลต้องรู้ คือ แนวคิด ความหมาย พยาธิสรีรวิทยาของการเกิดโรค สาเหตุ การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี โดยพยาบาลเป็น ผู้ที่ดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด จาเป็นที่จะต้องใช้กระบวนการพยาบาลที่ครอบคลุมตั้งแต่ การซักประวัติ ตรวจ ร่างกาย อาการและอาการแสดง การตรวจ การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี เพื่อนามาวางแผนการ พยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนหรือ อาการข้างเคียงจากการรักษาพยาบาลได้ อันนาไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ โคโรนารี เอกสารอ้างอิง กนกอร แก้วช่วย. (2552). ผลของโปรแกรมส่งเสริมการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจต่อความสามารถในการทา กิจกรรมที่บ้านในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี วิทยานิพนธ์หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหา- บัณฑิต (การพยาบาลผู้ใหญ่). สงขลา: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. กอบกุล บุญปราศภัย. (2546). พยาธิสรีรวิทยาของหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีและการพยาบาล. กรุงเทพมหานคร: บริษัท พี.เอ.ลิฟวิ่ง จากัด. เกรียงไกร เฮงรัศมี, วิรัช เคหสุขเจริญ, เอนก กนกศิลป์, ธรรมรัฐ ฉันทแดนสุวรรณ, จรินทร์ อัศวหาญฤทธิ์, พรวลี ปรปักษ์ขาม, และคณะ. (2558). โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease). สืบค้น 4 ตุลาคม 2558, จาก www.hiso.or.th/hiso/picture/reportHealth/report/report 8_11.pdf ชนิดา ราขวัญ. (2557). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเลิกสูบบุหรี่ในผู้ป่วยหลังผ่าตัดทาทางเบี่ยง หลอดเลือดหัวใจ วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (การพยาบาลผู้ใหญ่). นครปฐม: มหาวิทยาลัยมหิดล ภาพหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี. (2558). เข้าถึงเมื่อ 14 กันยายน 2558, จาก http://ctvstexas.com/about- ctvs/our-services/cardiac-services/coronary-artery-bypass-grafting-cabg/ วิศาล คันธารัตนกุล. (2543). เวชศาสตร์ฟื้นฟูในผู้ป่วยโรคหัวใจ (cardiac rehabilitation). ใน วิศาล คันธารัตนกุล และภาริส วงศ์แพทย์ (บก.), คู่มือเวชศาสตร์ฟื้นฟู (น. 305-317). กรุงเทพมหานคร: บริษัท โฮลิสติก พับลิชชิ่ง จากัด. ผ่องพรรณ อรุณแสง. (2556). การพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด (พิมพ์ครั้งที่ 10). ขอนแก่น: หจก. โรงพิมพ์คลังนานาวิทยา. สุกิจ แย้มวงษ์. (2548). รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการการพัฒนาแบบประเมินความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและ หลอดเลือด. สืบค้น 4 ตุลาคม 2558, จาก http://hrn.thainhf.org/document/research/ research_199.pdf สุรพันธ์ สิทธิสุข. (2557). แนวทางเวชปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดในประเทศไทยฉบับปรับปรุง ปี 2557 (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์.
  • 37.
    หน้า 37เอกสารประกอบการสอน การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอภิสิทธิ์ ตามสัตย์ อภิรักษ์ วงศ์รัตนชัย. (2547). Third Report of the National Cholesterol Education Program (NCEP) Expert Panel on Detection, Evaluation, and Treatment of High Blood Cholesterol in Adults (Adult Treatment Panel III). สืบค้น 4 ตุลาคม 2558, จาก www.pha.nu.ac.th/practice/ dis1/articles/NCEP%20III.pdf อมรา ทองหงษ์, กมลชนก เทพสิทธา, และ ภาคภูมิ จงพิริยะอนันต์. (2556). รายงานการเฝ้าระวังโรคไม่ติดต่อ เรื้อรังปี พ.ศ. 2555. รายงานการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาประจาสัปดาห์, 44(51), 801-808. Libby, P., Ridker, P. M., & Hansson, G. K. (2011). Progress and challenges in translating the biology of atherosclerosis. Nature, 473, 317-325. National Heart, Lung, and Blood Institute. (2001). ATP III guidelines at-A-Glance quick desk reference. Retrieved October 4, 2015, from http://www.nhlbi.nih.gov/files/docs/ guidelines/atglance.pdf Nursing education consultants. (2007). Beta-Blocker. Retrieved September 14, 2015, from http://3.bp.blogspot.com/-XChLzWi0vIg/TycIe7OItI/AAAAAAAAAWQ/r9s9egv_ sas/s1600/Beta+Blockers.jpg The American College of Cardiology. (2012). Left Ventricular Ejection Fraction LVEF Assessment (Outpatient Setting). Retrieved October 11, 2015, from http://www.acc.org/tools-and-practice-support/clinical-toolkits/heart-failure-practice- solutions/left-ventricular-ejection-fraction-lvef-assessment-outpatient-setting