ตรีโกณ   ความหมายตามพจนานุกรมแปลว่า   “ สามเหลี่ยม ”   ตรีโกณมิติ   คือ คณิตศาสตร์แขนงหนึ่งที่ว่าด้วยการคำนวณมุมของสามเหลี่ยม ความเป็นมา  ...          เมื่อ  640-546  ปี ก่อนคริสต์ศักราช ทาเรส  ( thales) คำนวณหาความสูง ของพีรามิด ในประเทศอียิปต์โดยอาศัยเงา วิธีหนึ่งที่ทาเรสใช้คือ คำนวณความสูงของพีรามิดจากความยาวของเงาของพีรามิด ในขณะที่เงาของเขามีความยาวเท่ากับความสูงของเขาเอง อีกวิธีหนึ่งที่ทาเรสใช้คำนวณ ความสูงของพีรามิดคือ การเปรียบเทียบความยาวของเงาของพีรามิดกับความยาวของเงาของไม้ ( ไม้ที่ทราบความยาว ถ้าสมัยนี้ก็คือไม้เมตรนั่นเอง )  โดยอาศัยรูปสามเหลี่ยมคล้าย ซึ่งก็คือ อัตราส่วนตรีโกณมิติที่เรียกว่า  แทนเจนต์   (tangent)  นั่นเอง
ตรีโกณมิติ   ( จากภาษากรีก  trigonon   มุม  3  มุม และ  metro   การวัด )  เป็นสาขาของคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับมุม ,   รูปสามเหลี่ยม และ ฟังก์ชันตรีโกณมิติ  เช่น  ไซน์  และ  โคไซน์  มีความเกี่ยวข้องกับเรขาคณิตแม้ว่าจะสรุปไม่ได้อย่างแน่ชัดว่า ตรีโกณมิติเป็นหัวข้อย่อยของเรขาคณิต ประเทศไทยนั้น ก็มีศาสตร์ตรีโกณมิติเข้ามาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ผ่านทางคัมภีร์ สุริยยาตร์ สำหรับคำนวณหาตำแหน่งพระอาทิตย์และพระจันทร์ และปรากฏการณ์ข้างขึ้นข้างแรม  ( เพียร )  โดยปรากฏตาราง  SINE  ทุกๆ มุม  15  องศา เรียกว่า ตารางฉายา ส่วน  COSINE  จะใช้หลักการเทียบจากตารางฉายา เรียกว่า  โกฏิฉายา
ฟังก์ชันตรีโกณมิติ   ( Trigonometric function )  คือ ฟังก์ชันของมุม ซึ่งมีความสำคัญในการศึกษารูปสามเหลี่ยมและปรากฏการณ์ในลักษณะเป็นคาบ ฟังก์ชันอาจนิยามด้วยอัตราส่วนของด้าน  2  ด้านของรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก หรืออัตราส่วนของพิกัดของจุดบนวงกลมหนึ่งหน่วย หรือนิยามในรูปทั่วไปเช่น อนุกรมอนันต์ หรือสมการเชิงอนุพันธ์ รูปสามเหลี่ยมที่นำมาใช้จะอยู่ในระนาบแบบยุคลิด ดังนั้น ผลรวมของมุมทุกมุมจึงเท่ากับ  180  องศาเสมอ ในปัจจุบัน มีฟังก์ชันตรีโกณมิติอยู่  6  ฟังก์ชันที่นิยมใช้กันคือ  sin cos  tan csc(cosec) sec cot
 
 
 
การกำหนดค่าของฟังก์ชันตรีโกณมิตินั้น สามารถทำได้โดยการใช้วงกลมรัศมี  1  หน่วย มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่จุดกำเนิด  และเราจะเรียกวงกลมดังกล่าวว่า วงกลมหนึ่งหน่วย  ( The unit circle)   เมื่อเรากำหนดจำนวนจริง   θ ( ทีตา )  จาก  (1 , 0)  วัดระยะไปตามส่วนโค้งของวงกลม โดยมีข้อตกลงดังนี้ว่า  :  ถ้า   θ   >  0  จะวัดส่วนโค้งจากจุด  (1 , 0)  ไปในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา  ถ้า   θ   <  0  จะวัดส่วนโค้งจากจุด  (1 , 0)  ไปในทิศทางตามเข็มนาฬิกา  ถ้า   θ =  0  จุดปลายส่วนโค้งคือจุด  (1 , 0)
จะได้ว่า เมื่อเรากำหนดจำนวนจริง   θ  ให้ เรา สามารถหาจุด  ( x,y)   ซึ่งเป็นจุดปลายส่วนโค้งได้เพียงจุดเดียวเท่านั้น  ถ้า  |θ|   >  2 π  แสดงว่า วัดส่วนโค้งเกิน  1  รอบ เพราะเส้นรองวงของวงกลมยาว  2 π   หน่วย
เมื่อ  ( x,y)  เป็นจุดปลายส่วนโค้งของวงกลมข้างต้น  y = sinθ ( อ่านว่า วาย เท่ากับ ไซน์ทีตา )   x = cosθ ( อ่านว่า เอกซ์ เท่ากับ คอสทีตา )  ฟังก์ชันไซน์และฟังก์ชันโคไซน์นั้น เป็นจำนวนจริง ตั้งแต่  -1  ถึง  1  นั่นคือ  เรนจ์ของฟังก์ชันไซน์และโคไซน์ คือ เซตของจำนวนจริงตั้งแต่  -1  ถึง  1  และโดเมนของฟังก์ชันทั้งสองคือเซตของจำนวนจริง
นอกจากฟังก์ชันไซน์และโคไซน์ ยังมีฟังก์ชันตรีโกณมิติที่สำคัญอีกหลายฟังก์ชันดังต่อไปนี้  ฟังก์ชันแทนเจนต์     (Tangent function)    เขียนแทนด้วย  tan  ( อ่านว่า แทน )  ฟังก์ชันเซแคนต์     (Secant function)  เขียนแทนด้วย  sec  ( อ่านว่า เซก )  ฟังก์ชันโคเซแคนต์  (Cosecant function)  เขียนแทนด้วย  cosec  ( อ่านว่า โคเซก )  ฟังก์ชันโคแทนเจนต์    (Cotangent function)  เขียนแทนด้วย  cot   ( อ่านว่า คอต )
มุมที่จุดศูนย์กลางของวงกลม ซึ่งรองรับด้วยส่วนของเส้นโค้งที่ยาว  2 πr   หน่วยจะมีขนาด  2 π  เรเดียน และมุมที่จุดศูนย์กลางของวงกลม ซึ่งรองรับด้วยส่วนโค้งครึ่งวงกลมที่ยาว  πr   หน่วยจะมีขนาด  π  เรเดียน  จะเห็นได้ว่า สำหรับมุมที่จุดศูนย์กลางของวงกลมที่มีรัศมี  r  หน่วย ซึ่งรองรับด้วยส่วนโค้งของวงกลมรายาว  a  หน่วย จะได้      θ = a/r       360  องศา เท่ากับ  2 π  เรเดียน  180  องศา เท่ากับ   π  เรเดียน      sin =  ด้านตรง ข้าม  /  ด้านตรงข้ามมุม ฉาก cos =   ด้านประ ชิด  /  ด้านตรงข้ามมุม ฉาก tan =  ด้านตรง ข้าม   /  ด้านประ ชิด    
 
 
ฟังก์ชันตรีโกณมิติ ทุกฟังก์ชัน เป็น ฟังก์ชันที่เป็นคาบ   ( Periodic Function)   กล่าวคือ สามารถแบ่งแกน  x  ออกเป็น ช่วงย่อย   ( Subinterval)   โดยที่ความยาวแต่ละช่วงย่อยเท่ากัน  และกราฟในแต่ละช่วงย่อยมีลักษณะเหมือนกัน ความยาวของช่วงย่อยที่สั้นที่สุดมีสมบัติดังกล่าวเรียกว่า  คาบ   ( Period)   จากรูปข้างต้น จะเห็นได้ว่า  -  คาบของกราฟ  y = sinx  และ  y = cosx  เท่ากับ  2 π   -  คาบของกราฟ  y = cosecx  และ  y = secx  เท่ากับ  2 π   -  คาบของกราฟ  y = tanx  และ  y = cotx  เท่ากับ  π   สำหรับฟังก์ชันที่เป็นคาบซึ่งมีค่าสูงสุดและค่าต่ำสุด  เราจะเรียกว่าที่เท่ากับครึ่งหนึ่งของค่าสูงสุดลบด้วยค่าต่ำสุดของฟังก์ชันนี้ว่า  แอมพลิจูด   ( Amplitude)   -  ฟังก์ชัน  y = sinx  และ  y = cosx  มีแอมพลิจูดเป็น  1  เท่ากัน
การคำนวนค่าฟังก์ชันตรีโกณมิติ อาจเกี่ยวข้องกับมุมที่อยู่ในรูปของผลบวกหรือผลลบ สูตรที่สำคัญ มีดังนี้
 
 
ฟังก์ชันตรีโกณมิติทั้งหกฟังก์ชัน  ( เช่น  y = sinx)   สามารถหาอินเวอร์สได้โดยสลับที่ระหว่างโดเมนและเรนจ์ตามปรกติ  ( กลายเป็น  x = siny)   แต่อินเวอร์สที่ได้เหล่านี้จะไม่เป็นฟังก์ชัน เพราะค่า  x  แต่ละค่านั้น ให้ค่า  y   ได้หลายค่าไม่มีที่สิ้นสุด  ดังนั้นหากจะกำหนดอินเวิร์สของฟังก์ชันตรีโกณมิติให้เป็นฟังก์ชันด้วย ก็จำเป็นต้องจำกัดข่วงของเรนจ์ด้วย  นั่นหมายถึง  ความหมายของ  x = siny  และความหมายของ  y = arcsinx   ไม่เท่ากัน    เนื่องจากเรนจ์ไม่เท่ากัน เราเรียกฟังก์ชันผกผันของตรีโกณมิติโดยใช้คำว่า  arc   นำหน้า เช่น  arcsin arccos arctan  เป็นต้น
 
อัตราส่วนตรีโกณมิติ คือ อัตราส่วนของความยาวของด้าน  ของรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก  จากรูป  ABC  เป็นรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก โดยมี  A Ĉ B = 90  องศา ถ้าเราพิจารณาที่มุม  A  1.  ด้าน  AB  เรียกว่า ด้านตรงข้ามมุมฉาก  2.  ด้าน  BC  เรียกว่า ด้านตรงข้ามมุม  A  3.  ด้าน  AC  เรียกว่า ด้านประชิดมุม  A
นิยามจากรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก รูปสามเหลี่ยมมุมฉากจะมีมุมหนึ่งมีขนาด  90° (π/2  เรเดียน )  ในที่นี้คือ  C  ส่วนมุม  A  กับ  B  นั้นเปลี่ยนแปลงได้ ฟังก์ชันตรีโกณมิติกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างความยาวด้านและมุมภายในรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก ในการนิยามฟังก์ชันตรีโกณมิติสำหรับมุม  A   เราจะกำหนดให้มุมใดมุมหนึ่งในรูปสามเหลี่ยมมุมฉากเป็นมุม  A เรียกชื่อด้านแต่ละด้านของรูปสามเหลี่ยมตามนี้ 1. ด้าน ตรงข้ามมุมฉาก   (hypotenuse)  คือด้านที่อยู่ตรงข้ามมุมฉาก หรือเป็นด้านที่ยาวที่สุดของรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก ในที่นี้คือ  h   2. ด้าน ตรงข้าม   (opposite side)  คือด้านที่อยู่ตรงข้ามมุมที่เราสนใจ ในที่นี้คือ  a   3. ด้าน ประชิด   (adjacent side)  คือด้านที่อยู่ติดกับ มุมที่เราสนใจและมุมฉาก ในที่นี้คือ  b
จะได้ 1).   ไซน์   ของมุม คือ อัตราส่วนของความยาวด้านตรงข้าม ต่อความยาวด้านตรงข้ามมุมฉาก ในที่นี้คือ   sin( A ) =  ข้าม / ฉาก  =  a / h   2).  โคไซน์  ของมุม คือ อัตราส่วนของความยาวด้านประชิด ต่อความยาวด้านตรงข้ามมุมฉาก ในที่นี้คือ   cos( A ) =  ชิด / ฉาก  =  b / h   3).  แทนเจนต์  ของมุม คือ อัตราส่วนของความยาวด้านตรงข้าม ต่อความยาวด้านประชิด ในที่นี้คือ   tan( A ) =  ข้าม / ชิด  =  a / b
4).  โคซีแคนต์   csc( A )  คือฟังก์ชันผกผันการคูณของ   sin( A )  นั่นคือ อัตราส่วนของความยาวด้านตรงข้ามมุมฉาก ต่อความยาวด้านตรงข้าม   csc( A ) =  ฉาก / ข้าม  =  h / a   5).  ซีแคนต์   sec( A )  คือฟังก์ชันผกผันการคูณของ   cos( A )  นั่นคือ อัตราส่วนของความยาวด้านตรงข้ามมุมฉาก ต่อความยาวด้านประชิด   sec( A ) =  ฉาก / ชิด  =  h / b   6).  โคแทนเจนต์   cot( A )  คือฟังก์ชันผกผันการคูณของ   tan( A )  นั่นคือ อัตราส่วนของความยาวด้านประชิด ต่อความยาวด้านตรงข้าม   cot( A ) =  ชิด / ข้าม  =  b / a
วิธีจำอย่างง่าย ๆ คือจำว่า ข้ามฉาก ชิดฉาก ข้ามชิด ซึ่งหมายความว่า ข้ามฉาก  ...  sin =  ด้านตรง ข้าม / ด้านตรงข้ามมุม ฉาก   ชิดฉาก  ...  cos =  ด้านประ ชิด / ด้านตรงข้ามมุม ฉาก   ข้ามชิด  ...  tan =  ด้านตรง ข้าม / ด้านประ ชิด
อัตราส่วนตรีโกณมิติของมุม  A  1. sine  ของมุม  A  เขียนแทนด้วย  sin A 2. cosine  ของมุม  A  เขียนแทนด้วย  cos A 3. tangent  ของมุม  A  เขียนแทนด้วย  tan A = 4. cotangent  ของมุม  A  เขียนแทนด้วย  cot A =  5 . secant  ของมุม  A  เขียนแทนด้วย  sec A =
ฟังก์ชันตรีโกณมิติทั้ง  6  ฟังก์ชัน สามารถนิยามด้วยวงกลมหนึ่งหน่วย ซึ่งเป็นวงกลมที่มีรัศมียาว  1  หน่วย และมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่จุดกำเนิด วงกลมหนึ่งหน่วยช่วยในการคำนวณ และหาค่าฟังก์ชันตรีโกณมิติสำหรับอาร์กิวเมนต์ที่เป็นบวกและลบได้ ไม่ใช่แค่  0  ถึง   π/2  เรเดียนเท่านั้น สมการของวงกลมหนึ่งหน่วยคือ :  x  กำลัง 2 + y  กำลัง 2 1
 
 
จากรูป เราจะวัดมุมในหน่วยเรเดียน โดยให้มุมเป็นบวกในทิศทวนเข็มนาฬิกา และมุมเป็นลบในทิศตามเข็มนาฬิกา ลากเส้นให้ทำมุม  θ  กับแกน  x   ด้านบวก และตัดกับวงกลมหนึ่งหน่วย จะได้ว่าพิกัด  x   และ  y   ของจุดตัดนี้ จะเท่ากับ  cos θ  และ  sin θ  ตามลำดับ เหตุผลเพราะว่ารูปสามเหลี่ยมที่เกิดขึ้นนั้น จะมีความยาวด้านตรงข้ามมุมฉาก ยาวเท่ากับรัศมีวงกลม นั่นคือยาวเท่ากับ  1  หน่วย เราจะได้  sin θ =  y /1  และ   cos θ =  x /1  วงกลมหนึ่งหน่วยช่วยให้เราหากรณีที่สามเหลี่ยมมีความสูงเป็นอนันต์  ( เช่น มุม  π/2  เรเดียน )  โดยการเปลี่ยนความยาวของด้านประกอบมุมฉาก แต่ด้านตรงข้ามมุมฉากยังยาวเท่ากับ  1  หน่วย เท่าเดิม
1. 0 < sin A < 1  และ  cosec A > 1  2. 0 < cos A < 1  และ  sec A > 1  3. sin ( A + B ) = sin A + sin B  4. ( sin A )( sin A ) = (sin A) 2 = sin 2A ¹ sin A 2  5. sin A = cos ( 90 – A )  6. cos A = sin ( 90 – A )  7. tan A = cot ( 90 – A )  8. sec A = cosec ( 90 – A )
นิยาม เอกลักษณ์ตรีโกณมิติ คือ การเท่ากันของอัตราส่วน ตรีโกณมิติที่ต่างกันและเป็นจริงสำหรับทุกๆค่าขององศา  เมื่อกำหนด  A  เป็นมุมแหลม  1. sin A x cosec A = 1  2. cos A x sec A = 1  3. tan A x cot A = 1  4. cos A x tan A = sin A  5. cot A x sin A = cos A  6. sin 2A + cos 2A = 1  7. sec 2A - tan 2A = 1  8. cosec 2A - cot 2A = 1  
เมื่อกำหนด  x  และ  y  เป็นขนาดของมุมใดๆ   (0 ≤  x ≤ 2 π , 0 ≤  y ≤ 2 π)  จะได้
 
1.  0 < sin A < 1  และ  cosec A   > 1 2.  0 < cos A < 1  และ  sec A   > 1 3 .  sin ( A + B )      sin A + sin B ( sin A )( sin A )  =  (sin A) 2   =  sin 2 A    sin A 2 5.  sin A  =  cos ( 90 – A ) 6.  cos A  =  sin ( 90 – A ) 7.  tan A  =  cot ( 90 – A ) 8.  sec A  =  cosec ( 90 – Am)
กฎของโคไซน์  ในรูปสามเหลี่ยม  ABC  ใดๆ ถ้า  a,b  และ  c เป็นความยาวของด้านตรงข้ามมุม  A,B  และ  C  ตามลำดับ จะได้      a 2  = b 2  + c 2  - 2bc cosA   b 2  = c 2  + a 2  - 2ca cosB   c 2  = a 2  + b 2  - 2ab cosC     กฎของไซน์  ในรูปสามเหลี่ยม  ABC  ใดๆ ถ้า  a,b  และ  c  เป็นความยาวของด้านตรงข้ามมุม  A,B  และ  C  ตามลำดับ จะได้
ในการวัดระยะทางและความสูงของสิ่งใดก็  ตาม บางครั้งจะใช้เครื่องมือสำหรับวัดมา ใช้ในการวัดโดยตรงไม่ได้ เช่น การวัดสถานที่สองแห่งที่มีสิ่งกีดขวางกั้นตรงกลาง หรือการวัดความสูงของ  ภูเขา เป็นต้น  เราสามารถนำความรู้ในเรื่องฟังก์ชันตรีโกณมิติ มาประยุกต์ใช้ในการคำนวณได้ อันได้แก่  -  มุมก้ม   ( Angel of Depression)  คือมุมที่วังลงไปจากแนวราบ  ( ระดับ สายตา )  -  และมุมเงย   ( Angle of Elevation) คือมุมที่วัดขึ้นจากแนวราบ  -  รวมถึงการใช้กฎของไซน์และโคไซน์มาช่วยในการคำนวณ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ตรีโกณมิต..[1]

  • 1.
  • 2.
    ตรีโกณ ความหมายตามพจนานุกรมแปลว่า “ สามเหลี่ยม ” ตรีโกณมิติ คือ คณิตศาสตร์แขนงหนึ่งที่ว่าด้วยการคำนวณมุมของสามเหลี่ยม ความเป็นมา ...          เมื่อ 640-546 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ทาเรส ( thales) คำนวณหาความสูง ของพีรามิด ในประเทศอียิปต์โดยอาศัยเงา วิธีหนึ่งที่ทาเรสใช้คือ คำนวณความสูงของพีรามิดจากความยาวของเงาของพีรามิด ในขณะที่เงาของเขามีความยาวเท่ากับความสูงของเขาเอง อีกวิธีหนึ่งที่ทาเรสใช้คำนวณ ความสูงของพีรามิดคือ การเปรียบเทียบความยาวของเงาของพีรามิดกับความยาวของเงาของไม้ ( ไม้ที่ทราบความยาว ถ้าสมัยนี้ก็คือไม้เมตรนั่นเอง ) โดยอาศัยรูปสามเหลี่ยมคล้าย ซึ่งก็คือ อัตราส่วนตรีโกณมิติที่เรียกว่า แทนเจนต์ (tangent) นั่นเอง
  • 3.
    ตรีโกณมิติ ( จากภาษากรีก trigonon มุม 3 มุม และ metro การวัด ) เป็นสาขาของคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับมุม , รูปสามเหลี่ยม และ ฟังก์ชันตรีโกณมิติ เช่น ไซน์ และ โคไซน์ มีความเกี่ยวข้องกับเรขาคณิตแม้ว่าจะสรุปไม่ได้อย่างแน่ชัดว่า ตรีโกณมิติเป็นหัวข้อย่อยของเรขาคณิต ประเทศไทยนั้น ก็มีศาสตร์ตรีโกณมิติเข้ามาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ผ่านทางคัมภีร์ สุริยยาตร์ สำหรับคำนวณหาตำแหน่งพระอาทิตย์และพระจันทร์ และปรากฏการณ์ข้างขึ้นข้างแรม ( เพียร ) โดยปรากฏตาราง SINE ทุกๆ มุม 15 องศา เรียกว่า ตารางฉายา ส่วน COSINE จะใช้หลักการเทียบจากตารางฉายา เรียกว่า โกฏิฉายา
  • 4.
    ฟังก์ชันตรีโกณมิติ ( Trigonometric function ) คือ ฟังก์ชันของมุม ซึ่งมีความสำคัญในการศึกษารูปสามเหลี่ยมและปรากฏการณ์ในลักษณะเป็นคาบ ฟังก์ชันอาจนิยามด้วยอัตราส่วนของด้าน 2 ด้านของรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก หรืออัตราส่วนของพิกัดของจุดบนวงกลมหนึ่งหน่วย หรือนิยามในรูปทั่วไปเช่น อนุกรมอนันต์ หรือสมการเชิงอนุพันธ์ รูปสามเหลี่ยมที่นำมาใช้จะอยู่ในระนาบแบบยุคลิด ดังนั้น ผลรวมของมุมทุกมุมจึงเท่ากับ 180 องศาเสมอ ในปัจจุบัน มีฟังก์ชันตรีโกณมิติอยู่ 6 ฟังก์ชันที่นิยมใช้กันคือ sin cos tan csc(cosec) sec cot
  • 5.
  • 6.
  • 7.
  • 8.
    การกำหนดค่าของฟังก์ชันตรีโกณมิตินั้น สามารถทำได้โดยการใช้วงกลมรัศมี 1 หน่วย มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่จุดกำเนิด และเราจะเรียกวงกลมดังกล่าวว่า วงกลมหนึ่งหน่วย ( The unit circle) เมื่อเรากำหนดจำนวนจริง   θ ( ทีตา ) จาก (1 , 0) วัดระยะไปตามส่วนโค้งของวงกลม โดยมีข้อตกลงดังนี้ว่า : ถ้า   θ > 0 จะวัดส่วนโค้งจากจุด (1 , 0) ไปในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา ถ้า   θ < 0 จะวัดส่วนโค้งจากจุด (1 , 0) ไปในทิศทางตามเข็มนาฬิกา ถ้า   θ = 0 จุดปลายส่วนโค้งคือจุด (1 , 0)
  • 9.
    จะได้ว่า เมื่อเรากำหนดจำนวนจริง  θ ให้ เรา สามารถหาจุด ( x,y) ซึ่งเป็นจุดปลายส่วนโค้งได้เพียงจุดเดียวเท่านั้น ถ้า |θ| > 2 π แสดงว่า วัดส่วนโค้งเกิน 1 รอบ เพราะเส้นรองวงของวงกลมยาว 2 π หน่วย
  • 10.
    เมื่อ (x,y) เป็นจุดปลายส่วนโค้งของวงกลมข้างต้น y = sinθ ( อ่านว่า วาย เท่ากับ ไซน์ทีตา ) x = cosθ ( อ่านว่า เอกซ์ เท่ากับ คอสทีตา ) ฟังก์ชันไซน์และฟังก์ชันโคไซน์นั้น เป็นจำนวนจริง ตั้งแต่ -1 ถึง 1 นั่นคือ เรนจ์ของฟังก์ชันไซน์และโคไซน์ คือ เซตของจำนวนจริงตั้งแต่ -1 ถึง 1 และโดเมนของฟังก์ชันทั้งสองคือเซตของจำนวนจริง
  • 11.
    นอกจากฟังก์ชันไซน์และโคไซน์ ยังมีฟังก์ชันตรีโกณมิติที่สำคัญอีกหลายฟังก์ชันดังต่อไปนี้ ฟังก์ชันแทนเจนต์   (Tangent function)  เขียนแทนด้วย tan ( อ่านว่า แทน ) ฟังก์ชันเซแคนต์   (Secant function) เขียนแทนด้วย sec ( อ่านว่า เซก ) ฟังก์ชันโคเซแคนต์ (Cosecant function) เขียนแทนด้วย cosec  ( อ่านว่า โคเซก ) ฟังก์ชันโคแทนเจนต์   (Cotangent function) เขียนแทนด้วย cot  ( อ่านว่า คอต )
  • 12.
    มุมที่จุดศูนย์กลางของวงกลม ซึ่งรองรับด้วยส่วนของเส้นโค้งที่ยาว 2 πr หน่วยจะมีขนาด 2 π เรเดียน และมุมที่จุดศูนย์กลางของวงกลม ซึ่งรองรับด้วยส่วนโค้งครึ่งวงกลมที่ยาว πr หน่วยจะมีขนาด π เรเดียน จะเห็นได้ว่า สำหรับมุมที่จุดศูนย์กลางของวงกลมที่มีรัศมี r หน่วย ซึ่งรองรับด้วยส่วนโค้งของวงกลมรายาว a หน่วย จะได้   θ = a/r   360 องศา เท่ากับ 2 π เรเดียน 180 องศา เท่ากับ   π เรเดียน   sin = ด้านตรง ข้าม / ด้านตรงข้ามมุม ฉาก cos = ด้านประ ชิด / ด้านตรงข้ามมุม ฉาก tan = ด้านตรง ข้าม / ด้านประ ชิด  
  • 13.
  • 14.
  • 15.
    ฟังก์ชันตรีโกณมิติ ทุกฟังก์ชัน เป็นฟังก์ชันที่เป็นคาบ ( Periodic Function) กล่าวคือ สามารถแบ่งแกน x ออกเป็น ช่วงย่อย ( Subinterval) โดยที่ความยาวแต่ละช่วงย่อยเท่ากัน และกราฟในแต่ละช่วงย่อยมีลักษณะเหมือนกัน ความยาวของช่วงย่อยที่สั้นที่สุดมีสมบัติดังกล่าวเรียกว่า คาบ ( Period) จากรูปข้างต้น จะเห็นได้ว่า - คาบของกราฟ y = sinx และ y = cosx เท่ากับ 2 π - คาบของกราฟ y = cosecx และ y = secx เท่ากับ 2 π - คาบของกราฟ y = tanx และ y = cotx เท่ากับ π สำหรับฟังก์ชันที่เป็นคาบซึ่งมีค่าสูงสุดและค่าต่ำสุด เราจะเรียกว่าที่เท่ากับครึ่งหนึ่งของค่าสูงสุดลบด้วยค่าต่ำสุดของฟังก์ชันนี้ว่า แอมพลิจูด ( Amplitude) - ฟังก์ชัน y = sinx และ y = cosx มีแอมพลิจูดเป็น 1 เท่ากัน
  • 16.
  • 17.
  • 18.
  • 19.
    ฟังก์ชันตรีโกณมิติทั้งหกฟังก์ชัน (เช่น y = sinx) สามารถหาอินเวอร์สได้โดยสลับที่ระหว่างโดเมนและเรนจ์ตามปรกติ ( กลายเป็น x = siny) แต่อินเวอร์สที่ได้เหล่านี้จะไม่เป็นฟังก์ชัน เพราะค่า x แต่ละค่านั้น ให้ค่า y ได้หลายค่าไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นหากจะกำหนดอินเวิร์สของฟังก์ชันตรีโกณมิติให้เป็นฟังก์ชันด้วย ก็จำเป็นต้องจำกัดข่วงของเรนจ์ด้วย นั่นหมายถึง ความหมายของ x = siny และความหมายของ y = arcsinx ไม่เท่ากัน   เนื่องจากเรนจ์ไม่เท่ากัน เราเรียกฟังก์ชันผกผันของตรีโกณมิติโดยใช้คำว่า arc นำหน้า เช่น arcsin arccos arctan เป็นต้น
  • 20.
  • 21.
    อัตราส่วนตรีโกณมิติ คือ อัตราส่วนของความยาวของด้าน ของรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก จากรูป ABC เป็นรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก โดยมี A Ĉ B = 90 องศา ถ้าเราพิจารณาที่มุม A 1. ด้าน AB เรียกว่า ด้านตรงข้ามมุมฉาก 2. ด้าน BC เรียกว่า ด้านตรงข้ามมุม A 3. ด้าน AC เรียกว่า ด้านประชิดมุม A
  • 22.
    นิยามจากรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก รูปสามเหลี่ยมมุมฉากจะมีมุมหนึ่งมีขนาด 90° (π/2 เรเดียน ) ในที่นี้คือ C ส่วนมุม A กับ B นั้นเปลี่ยนแปลงได้ ฟังก์ชันตรีโกณมิติกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างความยาวด้านและมุมภายในรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก ในการนิยามฟังก์ชันตรีโกณมิติสำหรับมุม A เราจะกำหนดให้มุมใดมุมหนึ่งในรูปสามเหลี่ยมมุมฉากเป็นมุม A เรียกชื่อด้านแต่ละด้านของรูปสามเหลี่ยมตามนี้ 1. ด้าน ตรงข้ามมุมฉาก (hypotenuse) คือด้านที่อยู่ตรงข้ามมุมฉาก หรือเป็นด้านที่ยาวที่สุดของรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก ในที่นี้คือ h 2. ด้าน ตรงข้าม (opposite side) คือด้านที่อยู่ตรงข้ามมุมที่เราสนใจ ในที่นี้คือ a 3. ด้าน ประชิด (adjacent side) คือด้านที่อยู่ติดกับ มุมที่เราสนใจและมุมฉาก ในที่นี้คือ b
  • 23.
    จะได้ 1). ไซน์ ของมุม คือ อัตราส่วนของความยาวด้านตรงข้าม ต่อความยาวด้านตรงข้ามมุมฉาก ในที่นี้คือ sin( A ) = ข้าม / ฉาก = a / h 2). โคไซน์ ของมุม คือ อัตราส่วนของความยาวด้านประชิด ต่อความยาวด้านตรงข้ามมุมฉาก ในที่นี้คือ cos( A ) = ชิด / ฉาก = b / h 3). แทนเจนต์ ของมุม คือ อัตราส่วนของความยาวด้านตรงข้าม ต่อความยาวด้านประชิด ในที่นี้คือ tan( A ) = ข้าม / ชิด = a / b
  • 24.
    4). โคซีแคนต์ csc( A ) คือฟังก์ชันผกผันการคูณของ sin( A ) นั่นคือ อัตราส่วนของความยาวด้านตรงข้ามมุมฉาก ต่อความยาวด้านตรงข้าม csc( A ) = ฉาก / ข้าม = h / a 5). ซีแคนต์ sec( A ) คือฟังก์ชันผกผันการคูณของ cos( A ) นั่นคือ อัตราส่วนของความยาวด้านตรงข้ามมุมฉาก ต่อความยาวด้านประชิด sec( A ) = ฉาก / ชิด = h / b 6). โคแทนเจนต์ cot( A ) คือฟังก์ชันผกผันการคูณของ tan( A ) นั่นคือ อัตราส่วนของความยาวด้านประชิด ต่อความยาวด้านตรงข้าม cot( A ) = ชิด / ข้าม = b / a
  • 25.
    วิธีจำอย่างง่าย ๆ คือจำว่าข้ามฉาก ชิดฉาก ข้ามชิด ซึ่งหมายความว่า ข้ามฉาก ... sin = ด้านตรง ข้าม / ด้านตรงข้ามมุม ฉาก ชิดฉาก ... cos = ด้านประ ชิด / ด้านตรงข้ามมุม ฉาก ข้ามชิด ... tan = ด้านตรง ข้าม / ด้านประ ชิด
  • 26.
    อัตราส่วนตรีโกณมิติของมุม A 1. sine ของมุม A เขียนแทนด้วย sin A 2. cosine ของมุม A เขียนแทนด้วย cos A 3. tangent ของมุม A เขียนแทนด้วย tan A = 4. cotangent ของมุม A เขียนแทนด้วย cot A = 5 . secant ของมุม A เขียนแทนด้วย sec A =
  • 27.
    ฟังก์ชันตรีโกณมิติทั้ง 6 ฟังก์ชัน สามารถนิยามด้วยวงกลมหนึ่งหน่วย ซึ่งเป็นวงกลมที่มีรัศมียาว 1 หน่วย และมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่จุดกำเนิด วงกลมหนึ่งหน่วยช่วยในการคำนวณ และหาค่าฟังก์ชันตรีโกณมิติสำหรับอาร์กิวเมนต์ที่เป็นบวกและลบได้ ไม่ใช่แค่ 0 ถึง π/2 เรเดียนเท่านั้น สมการของวงกลมหนึ่งหน่วยคือ : x กำลัง 2 + y กำลัง 2 1
  • 28.
  • 29.
  • 30.
    จากรูป เราจะวัดมุมในหน่วยเรเดียน โดยให้มุมเป็นบวกในทิศทวนเข็มนาฬิกาและมุมเป็นลบในทิศตามเข็มนาฬิกา ลากเส้นให้ทำมุม θ กับแกน x ด้านบวก และตัดกับวงกลมหนึ่งหน่วย จะได้ว่าพิกัด x และ y ของจุดตัดนี้ จะเท่ากับ cos θ และ sin θ ตามลำดับ เหตุผลเพราะว่ารูปสามเหลี่ยมที่เกิดขึ้นนั้น จะมีความยาวด้านตรงข้ามมุมฉาก ยาวเท่ากับรัศมีวงกลม นั่นคือยาวเท่ากับ 1 หน่วย เราจะได้ sin θ = y /1 และ cos θ = x /1 วงกลมหนึ่งหน่วยช่วยให้เราหากรณีที่สามเหลี่ยมมีความสูงเป็นอนันต์ ( เช่น มุม π/2 เรเดียน ) โดยการเปลี่ยนความยาวของด้านประกอบมุมฉาก แต่ด้านตรงข้ามมุมฉากยังยาวเท่ากับ 1 หน่วย เท่าเดิม
  • 31.
    1. 0 <sin A < 1 และ cosec A > 1 2. 0 < cos A < 1 และ sec A > 1 3. sin ( A + B ) = sin A + sin B 4. ( sin A )( sin A ) = (sin A) 2 = sin 2A ¹ sin A 2 5. sin A = cos ( 90 – A ) 6. cos A = sin ( 90 – A ) 7. tan A = cot ( 90 – A ) 8. sec A = cosec ( 90 – A )
  • 32.
    นิยาม เอกลักษณ์ตรีโกณมิติ คือการเท่ากันของอัตราส่วน ตรีโกณมิติที่ต่างกันและเป็นจริงสำหรับทุกๆค่าขององศา เมื่อกำหนด A เป็นมุมแหลม 1. sin A x cosec A = 1 2. cos A x sec A = 1 3. tan A x cot A = 1 4. cos A x tan A = sin A 5. cot A x sin A = cos A 6. sin 2A + cos 2A = 1 7. sec 2A - tan 2A = 1 8. cosec 2A - cot 2A = 1  
  • 33.
    เมื่อกำหนด x และ y เป็นขนาดของมุมใดๆ   (0 ≤ x ≤ 2 π , 0 ≤ y ≤ 2 π) จะได้
  • 34.
  • 35.
    1. 0< sin A < 1 และ cosec A > 1 2. 0 < cos A < 1 และ sec A > 1 3 . sin ( A + B )  sin A + sin B ( sin A )( sin A ) = (sin A) 2 = sin 2 A  sin A 2 5. sin A = cos ( 90 – A ) 6. cos A = sin ( 90 – A ) 7. tan A = cot ( 90 – A ) 8. sec A = cosec ( 90 – Am)
  • 36.
    กฎของโคไซน์ ในรูปสามเหลี่ยม ABC ใดๆ ถ้า a,b และ c เป็นความยาวของด้านตรงข้ามมุม A,B และ C ตามลำดับ จะได้     a 2 = b 2 + c 2 - 2bc cosA b 2 = c 2 + a 2 - 2ca cosB c 2 = a 2 + b 2 - 2ab cosC   กฎของไซน์ ในรูปสามเหลี่ยม ABC ใดๆ ถ้า a,b และ c เป็นความยาวของด้านตรงข้ามมุม A,B และ C ตามลำดับ จะได้
  • 37.
    ในการวัดระยะทางและความสูงของสิ่งใดก็ ตามบางครั้งจะใช้เครื่องมือสำหรับวัดมา ใช้ในการวัดโดยตรงไม่ได้ เช่น การวัดสถานที่สองแห่งที่มีสิ่งกีดขวางกั้นตรงกลาง หรือการวัดความสูงของ ภูเขา เป็นต้น เราสามารถนำความรู้ในเรื่องฟังก์ชันตรีโกณมิติ มาประยุกต์ใช้ในการคำนวณได้ อันได้แก่ - มุมก้ม ( Angel of Depression) คือมุมที่วังลงไปจากแนวราบ ( ระดับ สายตา ) - และมุมเงย ( Angle of Elevation) คือมุมที่วัดขึ้นจากแนวราบ - รวมถึงการใช้กฎของไซน์และโคไซน์มาช่วยในการคำนวณ
  • 38.
  • 39.
  • 40.
  • 41.
  • 42.
  • 43.
  • 44.
  • 45.
  • 46.
  • 47.
  • 48.
  • 49.
  • 50.
  • 51.
  • 52.
  • 53.
  • 54.
  • 55.
  • 56.
  • 57.
  • 58.
  • 59.
  • 60.
  • 61.
  • 62.
  • 63.
  • 64.
  • 65.
  • 66.
  • 67.
  • 68.
  • 69.
  • 70.
  • 71.
  • 72.
  • 73.
  • 74.
  • 75.
  • 76.
  • 77.
  • 78.
  • 79.