การเข้ามาและพัฒนาการพระพุทธศาสนาในประเทศไทย
บรรยายโดย
อ.สยาม ราชวัตร
เนื้ อหาการบรรยาย
1. ประวัติความเป็นมาพระพุทธศาสนาโดยย่อ
2. หลักธรรมของพระพุทธศาสนา
3. พระพุทธศาสนาในประเทศไทยสมัยต่างๆ
4. อิทธิพลของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย
5. พระพุทธศาสนาในประเทศไทยสมัยปัจจุบัน
1. ความเป็นมาของพระพุทธศาสนา
 พุทธศาสนาเกิดขึ้นในประเทศอินเดียก่อน พ.ศ. 45 ปี
 เป็นศาสนาหนึ่งที่สาคัญในโลกปัจจุบัน
 เป็นศาสนากลุ่ม อเทวนิยม (Atheism)
 มีผู้นับถือหลายร้อยล้านคนในกลุ่มประเทศเอเชียใต้
เอเชียตะวันออก และเอเชียอาคเนย์ (โดยเฉพาะใน
ประเทศไทย)
จานวนประชากรโลก 6000 ล้านคน แบ่งตามศาสนา
2. หลักธรรมของพระพุทธศาสนา
 หลักความเชื่อ คือ หลักกรรม
 หลักความรู้ คือ ปัญญา 3 ระดับ
(สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา และ ภาวนามยปัญญา)
 หลักความจริง คือ ไตรลักษณ์ อริยสัจ 4
 หลักปฏิบัติ คือ ไตรสิกขา มรรคมีองค์ 8
 เป้ าหมายสูงสุด คือ นิพพาน
การเข้าและพัฒนาการพุทธศาสนาในประเทศไทย
การเผยแผ่พุทธศาสนาสมัยพระเจ้าอโศก
สุวรรณภูมิ : หลักฐานการเผยแผ่ในประเทศไทย
พระพุทธศาสนาในประเทศไทยสมัยต่างๆ
การเผยแผ่พุทธศาสนาสมัยพระเจ้าอโศก
 พระเจ้าอโศกกับการอุปถัมภ์บารุงพระพุทธศาสนา
 การสังคายนาครั้งที่ 3 นโยบายเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ของพระเจ้าอโศกสู่ 9 สาย
 สายที่ 8 สู่ดินแดนสุวรรณภูมิ
 หัวหน้าสาย คือ พระโสณะ และ พระอุตตระ
สุวรรณภูมิ : หลักฐานการเผยแผ่ในประเทศไทย
 ดินแดนที่เรียกว่า สุวรรณภูมิ มีขอบเขตกว้างขวาง
 ประเทศที่รวมกันอยู่ในดินแดนนี้ มี 7 ประเทศในปัจจุบัน
คือ ไทย พม่า ศรีลังกา เวียดนาม เขมร ลาว มาเลเซีย
 สันนิษฐานว่า สุวรรณภูมิ มีใจกลางอยู่ที่ จ.นครปฐม
 หลักฐานทางโบราณสถานสาคัญ เช่น
 พระปฐมเจดีย์ และรูปธรรมจักรกวางหมอบ เป็นหลักฐาน
 พม่าก็สันนิษฐานว่า มีใจกลางอยู่เมืองสะเทิม ภาคใต้ของ
พม่า
พระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม
รูปธรรมจักรและกวางหมอบ
เจดีย์เมืองสะเทิม ประเทศพม่า
 พระพุทธศาสนาเข้ามาสู่ดินแดนที่เป็นประเทศไทยใน
ปัจจุบัน เมื่อประมาณ พ.ศ. 236
 สมัยที่พระเจ้าอโศกส่งพระสมณทูตไปเผยแผ่
พระพุทธศาสนาในประเทศต่างๆ 9 สาย
 สายที่ 8 คือ พระโสณะและพระอุตตระ ไปยังสุวรรณภูมิ
 สายที่ 9 คือ พระมหินทเถระและพระสังฆมิตตาเถรี
ไปยัง เกาะลังกา คือ ประเทศศรีลังกา ในปัจจุบัน
พระพุทธศาสนาในประเทศไทยสมัยต่างๆ
สมัยทวาราวดี ต้นพุทธศตวรรษที่ 6
สมัยอาณาจักรอ้ายลาว พุทธศตวรรษที่ 6
สมัยศรีวิชัย พ.ศ. 1300
สมัยลพบุรี พ.ศ. 1550
สมัยเถรวาท แบบพุกาม พุทธศตวรรษที่ 16
สมัยสุโขทัย พ.ศ. 1800
สมัยล้านนา พ.ศ. 1839
สมัยอยุธยา พุทธศตวรรษที่ 19
สมัยกรุงธนบุรี พ.ศ. 2310
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325
1.สมัยทวาราวดี ต้นศตวรรษที่ 6
 หลวงจีนเฮี่ยนจัง หรือ พระถังซาจั๋ง ได้จาริกมาดินแดน
แห่งนี้ ในศตวรรษที่ 12 กล่าวถึง อาณาจักรทวาราวดีว่า ชื่อ
โตโลโปติ (tolopoti) อยู่ทางตะวันตกของฟูนาน
 ทิศตะวันตกติดต่อกับอาณาจักรศรีเกษตร คือประเทศพม่า
ปัจจุบัน ส่วนตะวันออกติดต่อกับอาณาจักร อิสานปุระ
(อาณาจักรเขมร)
 อาณาจักรนี้ มีความเจริญรุ่งเรืองมากทางด้านการค้า และมี
ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเป็นหลัก
2. สมัยอาณาจักรอ้ายลาว พุทธศตวรรษที่ 6
 สมัยอาณาจักรอ้ายลาว ซึ่งเป็นอาณาจักรของบรรพบุรุษชาวไทยที่อาศัย
อยู่บริเวณลุ่มน้าแยงซีเกียง ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การยึดครองของชาวจีน
ฮั่น
 พระพุทธศาสนาในยุคนี้ คาดว่าเป็นแบบมหายาน ในสมัยขุนหลวงม้าว
กษัตริย์ที่ทรงครองราชย์อยู่ในอาณาจักรอ้ายลาว ก่อนที่จะอพยพเข้ามาสู่
ดินแดนประเทศไทยในปัจจุบัน ได้รับเอาพระพุทธศาสนามหายาน โดย
การนาของพระสมณทูตชาวอินเดียมาเผยแผ่ ในคราวที่พระเจ้ากนิษกะ
มหาราชทรงอุปถัมภ์การสังคายนาครั้งที่ 4 ของฝ่ายมหายาน
 ทาให้หัวเมืองไทย เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนาแบบมหายานแทน
เถรวาท
3. สมัยศรีวิชัย พ.ศ. 1300
 อาณาจักรศรีวิชัยอยู่ในเกาะสุมาตรา เจริญรุ่งเรืองในช่วงพุทธ
ศตวรรษที่ 13 ได้แผ่อานาจคลุมมาถึงจังหวัดสุราษฏร์ธานี
 กษัตริย์ศรีวิชัย ทรงนับถือพุทธศาสนาแบบมหายาน
พระพุทธศาสนาแบบมหายานจึงได้แผ่เข้ามาสู่ภาคใต้ของ
ประเทศไทย
 หลักฐานที่ปรากฏ คือ เจดีย์พระบรมธาตุไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
 หลักฐานที่ปรากฏ คือ พระบรมธาตุ จ. นครศรีธรรมราช
 รูปหล่อพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
4. สมัยลพบุรี พ.ศ. 1550
 ในสมัยกษัตริย์กัมพูชาราชวงศ์สุริยวรมันเรืองอานาจ
 ได้แผ่อาณาเขตขยายออกมาทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง
ของประเทศไทย ในราว พ.ศ. 1540
 ตั้งราชธานีอานวยการปกครองเมืองต่างๆ ในดินแดนดังกล่าวหลาย
แห่ง เช่น
 เมืองลพบุรี ปกครองเมืองที่อยู่ในอาณาเขตทวารวดี ส่วนข้างใต้
 เมืองสุโขทัย ปกครองเมืองที่อยู่ในอาณาเขตทวารวดี ส่วนข้างเหนือ
 เมืองศรีเทพ ปกครองหัวเมืองที่อยู่ตามลุ่มแม่น้าป่ าสัก
 เมืองพิมาย ปกครองเมืองที่อยู่ในที่ราบสูงตอนข้างเหนือ
 ประชาชนในสมัยนี้ นับถือพระพุทธศาสนาทั้งแบบเถรวาทที่สืบมาแต่
เดิม กับแบบมหายานและศาสนาพราหมณ์ที่เข้ามาใหม่ด้วย ทาให้มีผู้
นับถือพระพุทธศาสนาทั้ง 2 แบบ และมีพระสงฆ์ทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่าย
เถรวาท และฝ่ายมหายาน
 หลักฐานโบราณสถานในสมัยนี้ เช่น พระปรางค์สามยอดที่จังหวัดลพบุรี
ปราสาทหินพิมาย ที่จังหวัดนครราชสีมา และปราสาทหินเขาพนมรุ้งที่
จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น
 ส่วนพระพุทธรูปที่สร้างในสมัยนั้นถือเป็นศิลปะอยู่ในกลุ่ม ศิลปสมัย
ลพบุรี
5. สมัยเถรวาทแบบพุกาม พุทธศตวรรษที่ 16
 สมัยที่พระเจ้าอนุรุทธมหาราช กษัตริย์พุกามเรืองอานาจ ทรง
รวบรวมเอาพม่ากับมอญเข้าเป็นอาณาจักรเดียวกัน แล้วแผ่อาณาเขต
เข้ามาถึงอาณาจักรล้านนา อาณาจักรล้านช้าง ละโว้ และทวารวดี
 พระเจ้าอนุรุทธทรงนับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ทรงส่งเสริม
ทานุบารุงพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง
 เมื่ออาณาจักรพุกามของกษัตริย์พม่าเข้ามาครอบครองดินแดนแถบนี้
พบปูชนียสถานแบบพม่าหลายแห่ง และเจดีย์ที่มีฉัตรอยู่บนยอด
และฉัตรที่ 4 มุมของเจดีย์ ก็ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะพุกามแบบ
พม่า
6. สมัยสุโขทัย พ.ศ. 1800
 ประมาณ ปี พ.ศ. 1698 พระเจ้าปรักกรมพาหุ ได้ทรงฟื้ นฟู
พระพุทธศาสนาขึ้นในประเทศศรีลังกา กิตติศัพท์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้แพร่
มาถึงพม่า มอญ และไทย ภิกษุในประเทศเหล่านี้ เดินทางไปศึกษา
พระพุทธศาสนาในศรีลังกา เกิดความเลื่อมใส อุปสมบทใหม่เป็นนิกาย
ลังกาวงศ์ พระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์มาตั้งสานักอยู่ที่ จ.
นครศรีธรรมราช ประมาณ พ.ศ. 1820
 เมื่อพ่อขุนรามคาแหงมหาราชเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงสดับกิตติศัพท์ของ
พระสงฆ์ลังกา จึงทรงอาราธนาพระมหาเถระสังฆราช ซึ่งเป็นพระเถระชาว
ลังกาที่มาเผยแผ่อยู่ที่นครศรีธรรมราช มาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในกรุง
สุโขทัย
 ประมาณ ปี พ.ศ. 1897 พระยาลิไท ขึ้นครองราชย์ในกรุงสุโขทัย
พระองค์ได้ทรงส่งทูตไปอาราธนาพระมหาวาสี สังฆราชชาวลังกา ชื่อ
“สุมนะ” เข้ามายังกรุงสุโขทัย
 ด้วยพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงได้เสด็จออกบวช
ชั่วคราว ณ วัดป่าม่วง ในเขตอรัญญิก
 พระยาลิไท ทรงนิพนธ์หนังสือ “เตภูมิกถา” หรือ “ไตรภูมิพระร่วง”
อันเป็นหนังสือที่ทรงอิทธิพลต่อความคิด ความเชื่อ และวิถีปฏิบัติของ
ประชาชนทั่วไปในเรื่องนรก สวรรค์ และการทาความดีความชั่ว
 ในสมัยพระยาลิไท พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง
มาก นับเป็นการเริ่มศักราชแห่งรุ่งเรืองของ
พระพุทธศาสนาในประเทศไทยอย่างแท้จริง
 ศิลปะสมัยสุโขทัยได้รับการกล่าวขานว่างดงามมาก
โดยเฉพาะพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย มีลักษณะ
งดงาม ไม่มีศิลปะสมัยใดเหมือน
7. สมัยล้านนา พ.ศ. 1839
 ปี พ.ศ. 1839 พระยามังราย ทรงสร้างราชธานีขึ้น ชื่อว่า "นพบุรี
ศรีนครพิงค์เชียงใหม่" ได้ตั้งถิ่นฐาน ณ ลุ่มแม่น้าปิง
 ทรงทานุบารุงพระพุทธศาสนา ได้สร้างวัดต่าง ๆ มากมาย ทั้งที่
เป็นฝ่ายคามวาสี และอรัญญวาสี จนพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง
 เมืองต่าง ๆ ในอาณาจักรล้านนา เช่น เชียงราย ลาพูน ลาปาง
แพร่ น่าน พะเยา และ ศรีนพวงศ์ ต่างก็มีความเจริญรุ่งเรือง
 โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพระพุทธศาสนา พิธีกรรมและความเชื่อ
ทางศาสนามีอิทธิพลต่อชาวล้านนาอย่างมาก
พระพุทธรูป
วัดสวนดอก
วัดพระธาตุดอยสุเทพ
 พ.ศ. 2020 ในรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราชแห่งเชียงใหม่
ได้ทาการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรกในดินแดน
ประเทศไทยปัจจุบันขึ้น ณ วัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด)
 ในสมัยล้านนา ได้เกิดมีพระเถระนักปราชญ์ชาวล้านนา
หลายรูป ท่านเหล่านั้นได้รจนาคัมภีร์สาคัญทาง
พระพุทธศาสนาไว้เป็นจานวนมาก ได้แก่ พระสิริมังคลา
จารย์ พระญาณกิตติเถระ พระรัตนปัญญา พระโพธิรังสี
พระนันทาจารย์ และ พระสุวรรณรังสี
วัดเจ็ดยอด จ.เชียงใหม่
8. สมัยอยุธยา พุทธศตวรรษที่ 19
 อาณาจักรอยุธยานับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกา
วงศ์ โดยพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ทรงเลื่อมใสใน
พระพุทธศาสนา เช่น สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้
เสด็จออกผนวชระหว่างครองราชย์ที่วัดจุฬามณี จังหวัด
ลพบุรี
 พ.ศ.2296 สมัยพระเจ้าบรมโกศ ทางกษัตริย์ลังกาได้ส่ง
คณะทูตมาของพระสงฆ์จากประเทศไทยเพื่อเดินทางไป
ฟื้ นฟูพระพุทธศาสนาที่ศรีลังกา
 ทรงส่งพระอุบาลีและพระอริยมุนี พร้อมพระสงฆ์อื่นๆ อีก 12 รูป
เดินทางไปลังกาเพื่อไปสืบอายุพระพุทธศาสนา จนพระพุทธศาสนาใน
ลังการุ่งเรืองเรียก เรียกนิกายนี้ ว่า นิกายสยามวงศ์ หรือ นิกายอุบาลี
วงศ์ ซึ่งปรากฏอยู่ในประเทศศรีลังกาจนถึงปัจจุบัน
 พระพุทธศาสนาในสมัยอยุธยาได้รับอิทธิพลของพราหมณ์เข้ามามาก
พิธีกรรมต่างๆ ได้ปะปนพิธีของพราหมณ์ เน้นความขลังความศักดิ์สิทธิ์
และอิทธิปาฎิหาริย์ มีเรื่องไสยศาสตร์เข้ามาปะปนอยู่มาก
 ประชาชนมุ่งเรื่องการบุญการกุศล สร้างวัดวาอาราม สร้างปูชนียวัตถุ
บารุงศาสนาเป็นส่วนมาก
9. สมัยกรุงธนบุรี พ.ศ. 2310
 พ.ศ. 2310 พระเจ้าตากสินมหาราช สถาปนา กรุงธนบุรี ได้ทรงฟื้ นฟู
พระพุทธศาสนาที่เสื่อมโทรมไปเพราะสงครามกับพม่า
 พระองค์ทรงให้นิมนต์พระสงฆ์จากทั่วประเทศ มาประชุมกันที่วัดบาง
หว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตาราม กทม.) เพื่อคัดเลือกพระสงฆ์ที่ทรง
คุณสมบัติขึ้นเป็นพระสังฆราช
 ได้พระอาจารย์ศรี วัดประดู่ กรุงศรีอยุธยา เป็น สมเด็จพระสังฆราช
เพื่อรับผิดชอบการฟื้ นฟูพระพุทธศาสนาให้กลับคืนสู่ความรุ่งเรือง
ดังเดิม
 พ.ศ. 2322 กองทัพไทยได้อัญเชิญ พระแก้วมรกต จากเวียงจันทร์
มายังประเทศไทย
10. สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325
 สมัยรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาโลกมหาราช เสด็จขึ้น
ครองราชย์เมื่อปี พ.ศ. 2325 ต่อจากพระเจ้าตากสิน ได้ทรงย้ายราชธานีจากกรุง
ธนบุรี มาตั้งราชธานีใหม่ เรียกชื่อว่า “กรุงเทพมหานคร”
 ทรงสร้างและปฏิสังขรณ์วัดต่างๆ เช่น การสร้าง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัด
สุทัศน์เทพวราราม วัดสระเกศ และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นต้น
 พ.ศ. 2331 ได้ทรงอาราธนาพระสงฆ์ผู้เชี่ยวชาญพระไตรปิฎก 218 รูป กับราช
บัณฑิต 32 คน ทาการสังคายนาขึ้นที่ “วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์” ในกรุงเทพ
ใช้เวลาทาอยู่ 5 เดือน สาเร็จ
 พ.ศ. 2332 โปรดให้สร้าง “หอมณเฑียรธรรม” ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อเป็น
ที่เก็บรักษาและให้คัดลอกไปไว้ตามพระอารามหลวงต่างๆ อีกหลายวัด
 สมัยรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จขึ้น
ครองราชย์เมื่อ พ.ศ. 2352 เป็นทรงทานุบารุงส่งเสริม
พระพุทธศาสนาเหมือนอย่างพระมหากษัตริย์ไทยแต่โบราณ
 ในรัชสมัยของพระองค์ได้ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชถึง 3
พระองค์ คือ สมเด็จพระสังฆราช (มี) ,สมเด็จพระสังฆราช (สุก),
และสมเด็จพระสังฆราช (สอน)
 ได้จัดให้มีการจัดงานวันวิสาขบูชาขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยกรุง
รัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ. 2360 ซึ่งแต่เดิมก็เคยปฏิบัติถือกันมาเมื่อ
ครั้งกรุงสุโขทัย แต่ได้ขาดตอนไปตั้งแต่เสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า
 สมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้
มีการสร้างพระไตรปิฎกฉบับหลวงเพิ่มจานวนขึ้นไว้อีกหลาย
ฉบับครบถ้วนกว่ารัชกาลก่อนๆ โปรดให้แปลพระไตรปิฎกเป็น
ภาษาไทย
 ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามหลายแห่ง และสร้างวัดใหม่
คือ วัดเทพธิดาราม วัดราชราชนัดดา และวัดเฉลิมพระเกียรติ
 มีการตั้งคณะสงฆ์ “ธรรมยุติกนิกาย” ขึ้นโดยพระภิกษุเจ้าฟ้ า
มงกุฎ (พระบาสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4)
ขณะทรงผนวช ณ วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส)
 สมัยราชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงเป็น
เจ้าฟ้ ามงกุฎได้ผนวช 27 พรรษาแล้วได้ลาสิกขาขึ้นครองราชย์เมื่อ
พระชนมายุ 57 พรรษา พ.ศ. 2239
 ด้านการพระศาสนา ทรงพระราชศรัทธาสร้างวัดใหม่ขึ้นหลายวัด เช่น
วัดปทุมวนาราม วัดโสมนัสวิหาร วัดมกุฎกษัตริยาราม วัดราชประดิษฐ์
สถิตมหาสีมาราม และวัดราชบพิตร เป็นต้น ตลอดจนบูรณะวัดต่าง ๆ
อีกมาก
 โปรดให้มีพระราชพิธี "มาฆบูชา" ขึ้นเป็นครั้งแรก ใน พ.ศ. 2394 ณ ที่
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม จนได้ถือปฏิบัติสืบมาจนถึงทุกวันนี้
 สมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้น
ครองราชย์ เมื่อ พ.ศ. 2411 ทรงมีศรัทธาเลื่อมใสเสด็จออกผนวชใน
ระหว่างการครองราชย์ เป็นเวลา 15 วัน
 ทรงสร้างวัดใหม่ขึ้น คือ วัดราชบพิตร วัดเทพศิรินทราวาส วัดเบญจม
บพิตร วัดอัษฎางนิมิตร วัดจุฑาทิศราชธรรมสภา และวัดนิเวศน์ธรรม
ประวัติ ทรงบูรณะวัดมหาธาตุ และวัดอื่นๆ อีก
 ทรงให้จัดพิมพ์พระไตรปิฎกบาลีเป็นอักษรไทยครั้งแรก จานวน1000 ชุด
 ทรงสถาปนามหาวิทยาลัยสงฆ์ 2 แห่ง คือ มหามกุฏราชวิทยาลัย และ
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
 สมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์
ทรงพระปรีชาปราดเปรื่องในความรู้ทางพระศาสนามาก ทรงนิพนธ์หนังสือ
แสดงคาสอนในพระพุทธศาสนาหลายเรื่อง เช่น เทศนาเสือป่ า พระพุทธเจ้าตรัส
รู้อะไร เป็นต้น ถึงกับทรงอบรมสั่งสอนอบรมข้าราชการด้วยพระองค์เอง
 ทรงโปรดให้ใช้ พุทธศักราช (พ.ศ.) แทน ร.ศ. เมื่อ พ.ศ. 2456 ให้เปลี่ยน
กระทรวงธรรมการเป็นกระทรวงศึกษาธิการ
 พ.ศ. 2454 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเปลี่ยน
วิธีการสอบบาลีสนามหลวงจากปากเปล่ามาเป็นข้อเขียน เป็นครั้งแรก
 พ.ศ. 2462 ถึง พ.ศ. 2463 โปรดให้พิมพ์คัมภีร์อรรถกถาแห่งพระไตรปิฎกและ
อรรถกถาชาดก และคัมภีร์อื่นๆ เช่น วิสุทธิมรรค คัมภีร์มิลินทปัญหา เป็นต้น
 สมัยรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงโปรดให้มีการทาสังคายนาพระไตรปิฎกขึ้ น ตั้งแต่
พ.ศ. 2468 - 2473 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เป็นการ
สังคายนาครั้งที่ 3 ในเมืองไทย
 ทรงจัดให้พิมพ์พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ ชุดละ 45 เล่ม
จานวน 1,500 ชุด และพระราชทานแก่ประเทศต่าง ๆ
ประมาณ 500 ชุด
 สมัยรัชกาลที่ 8 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จขึ้น
ครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 8 ในขณะพระพระชนมายุ เพียง 9 พรรษา
เท่านั้น
 ในด้านการศาสนาได้มีการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทย แบ่งเป็น 2
ประเภท คือ
 พระไตรปิฎก แปลโดยอรรถ พิมพ์เป็นเล่มสมุด 80 เล่ม เรียกว่า
พระไตรปิฎกภาษาไทย แต่ไม่เสร็จสมบูรณ์ และได้ทาต่อจนเสร็จเมื่อ
งานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ เมื่อปี พ.ศ. 2500
 พระไตรปิฎก แปลโดยสานวนเทศนา พิมพ์ใบลาน แบ่งเป็น 1250
กัณฑ์ เรียกว่า พระไตรปิฎกฉบับหลวง เสร็จเมื่อ พ.ศ. 2492
 สมัยรัชกาลที่ 9 พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอ
ดุลยเดช ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 9 สืบต่อมา ทรงมีพระราช
ศรัทธาในพระพุทธศาสนา และทรงเป็นศาสนูปถัมภก ทรงให้การ
อุปถัมภ์แก่ทุกศาสนา
 ทรงสร้างวัด วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร วัดประจารัชกาล ที่
จังหวัดชลบุรี
 ทรงปกครองบ้านเมืองโดยสงบร่มเย็น ตามระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในรัชสมัยรัชกาลปัจจุบันได้มีการ
ส่งเสริมพุทธศาสนาด้านต่าง ๆ มากมาย
 ในปี พ.ศ. 2500 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 2,500 ปีที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปริ
นิพพาน วันที่ 12-18 พฤษภาคม 2500 รัฐบาลได้จัดงานฉลอง 25 พุทธ
ศตวรรษขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งอินเดียและลังกาเรียกว่า "พุทธชยันตี"
 ในปี พ.ศ. 2500 นี้ รัฐบาลได้กาหนดพิธีเฉลิมฉลองทั่วประเทศ มีการ
จัดสร้าง “พุทธมณฑล” ขึ้น ณ ที่ดิน 2,500 ไร่ อ.นครชัยศรี จ. นครปฐม
แล้วสร้างพระมหาพุทธปฏิมาปางประทับยืนลีลาสูง 2500 นิ้ ว
 จัดสร้างวัดไทยขึ้นที่ ต.พุทธคยา ประเทศอินเดีย เรียกว่า “วัดไทยพุทธคยา”
 คณะสงฆ์และชาวพุทธ ได้สร้างวัดไทยในตะวันตก ชื่อว่า “วัดพุทธประทีป”
ณ กรุงลอนดอน พ.ศ. 2509
 สร้างวัดไทยที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
เรียกว่า “วัดเชตะวัน”
 มีวัดไทยในสหรัฐอเมริกา ประมาณ 94 วัด อยู่ตามรัฐ
ต่างๆ
 มีวัดไทยในต่างประเทศ เกือบทุกทวีป มากกว่า 162 วัด
 จัดตั้งโรงเรียน “พระพุทธศาสนาวันอาทิตย์” ในวัดต่างๆ
ทั่วประเทศ
อิทธิพลของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย
ด้านสังคมและวัฒนธรรม
ด้านภาษา
ด้านวรรณกรรม
ด้านศิลปกรรม
ด้านการศึกษา
ด้านสังคมสงเคราะห์
กาเนิดพิธีกรรมและวันสาคัญต่างๆ
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจาชาติไทย
ด้านการเมืองการปกครอง
พระมหากษัตริย์ไทย ทรงปกครองบ้านเมืองโดยธรรม
ทศพิธราชธรรม
ธรรมาธิปไตย
ราชสังคหธรรม
โครงการตามพระราชดาริ/โครงการรัฐบาล
 ด้านเศรษฐกิจ (ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง)
 พระพุทธศาสนามีหลักคาสอนเกี่ยวกับการดารงชีวิต
ประกอบการงานอาชีพที่สุจริต และประพฤติตามหลักธรรม
ที่ทาให้ประสบความสาเร็จในกิจกรรมดังกล่าว เช่น
หลักการรู้จักประมาณในการบริโภค (โภชเนมัตตัญญุตา)
หลักการสร้างฐานะทางเศรษฐกิจ (ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์)
หลักประสบความสาเร็จในงาน (อิทธิบาท)
หลักการหาและใช้สอยทรัพย์ (โภคาทิยธรรม)
พระพุทธศาสนาในประเทศไทยปัจจุบัน
 พระพุทธศาสนาเป็น “ศาสนาหลักของชาติไทย” ตามบทบัญญัติแห่ง
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550
 พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขของชาติ ทรงเป็น “พุทธมามกะ”
และ “อัครศาสนูปถัมภ์”
 พระมหากษัตริย์และรัฐ ร่วมกันอุปถัมภ์บารุงกิจการคณะสงฆ์ และ
ส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
 ประชาชนชาวไทย ประมาณร้อยละ 95 นับถือพระพุทธศาสนา
 มีวัดอยู่ในประเทศไทย ประมาณ 32,000 วัด
 มีพระภิกษุประมาณ 300,000 รูป สามเณรประมาณ
80,000 รูป
 มีสถาบันแม่ชีไทย
 มีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ไทย
 ในประเทศ มี 2 นิกายฝ่ายเถรวาท คือ (1) มหานิกาย (2)
ธรรมยุตนิกาย
 ส่วนนิกายมหายาน คือ จีนนิกาย และ อนัมนิกาย
ประเพณีและพิธีกรรมในศาสนาพุทธไทย
พิธีทอดกฐิน ทอดผ้าป่ า
พิธีเทศมหาชาติ
พิธีบรรพชาอุปสมบท
ประเพณีลอยกระทง
ประเพณีสงกรานต์
ประเพณีสารทไทย ฯลฯ
ดาวน์โหลดไฟล์นี้ได้ที่
www.philosophychicchic.com
สนุกกับการเรียนรู้ปรัชญาและศาสนาแบบชิคๆ เคียงคู่รอยยิ้ม

การเข้ามาและพัฒนาการพุทธศาสนาในประเทศไทย

  • 1.
  • 2.
    เนื้ อหาการบรรยาย 1. ประวัติความเป็นมาพระพุทธศาสนาโดยย่อ 2.หลักธรรมของพระพุทธศาสนา 3. พระพุทธศาสนาในประเทศไทยสมัยต่างๆ 4. อิทธิพลของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย 5. พระพุทธศาสนาในประเทศไทยสมัยปัจจุบัน
  • 3.
    1. ความเป็นมาของพระพุทธศาสนา  พุทธศาสนาเกิดขึ้นในประเทศอินเดียก่อนพ.ศ. 45 ปี  เป็นศาสนาหนึ่งที่สาคัญในโลกปัจจุบัน  เป็นศาสนากลุ่ม อเทวนิยม (Atheism)  มีผู้นับถือหลายร้อยล้านคนในกลุ่มประเทศเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และเอเชียอาคเนย์ (โดยเฉพาะใน ประเทศไทย)
  • 4.
  • 5.
    2. หลักธรรมของพระพุทธศาสนา  หลักความเชื่อคือ หลักกรรม  หลักความรู้ คือ ปัญญา 3 ระดับ (สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา และ ภาวนามยปัญญา)  หลักความจริง คือ ไตรลักษณ์ อริยสัจ 4  หลักปฏิบัติ คือ ไตรสิกขา มรรคมีองค์ 8  เป้ าหมายสูงสุด คือ นิพพาน
  • 6.
  • 7.
    การเผยแผ่พุทธศาสนาสมัยพระเจ้าอโศก  พระเจ้าอโศกกับการอุปถัมภ์บารุงพระพุทธศาสนา  การสังคายนาครั้งที่3 นโยบายเผยแผ่พระพุทธศาสนา ของพระเจ้าอโศกสู่ 9 สาย  สายที่ 8 สู่ดินแดนสุวรรณภูมิ  หัวหน้าสาย คือ พระโสณะ และ พระอุตตระ
  • 10.
    สุวรรณภูมิ : หลักฐานการเผยแผ่ในประเทศไทย ดินแดนที่เรียกว่า สุวรรณภูมิ มีขอบเขตกว้างขวาง  ประเทศที่รวมกันอยู่ในดินแดนนี้ มี 7 ประเทศในปัจจุบัน คือ ไทย พม่า ศรีลังกา เวียดนาม เขมร ลาว มาเลเซีย  สันนิษฐานว่า สุวรรณภูมิ มีใจกลางอยู่ที่ จ.นครปฐม  หลักฐานทางโบราณสถานสาคัญ เช่น  พระปฐมเจดีย์ และรูปธรรมจักรกวางหมอบ เป็นหลักฐาน  พม่าก็สันนิษฐานว่า มีใจกลางอยู่เมืองสะเทิม ภาคใต้ของ พม่า
  • 11.
  • 12.
  • 13.
  • 14.
     พระพุทธศาสนาเข้ามาสู่ดินแดนที่เป็นประเทศไทยใน ปัจจุบัน เมื่อประมาณพ.ศ. 236  สมัยที่พระเจ้าอโศกส่งพระสมณทูตไปเผยแผ่ พระพุทธศาสนาในประเทศต่างๆ 9 สาย  สายที่ 8 คือ พระโสณะและพระอุตตระ ไปยังสุวรรณภูมิ  สายที่ 9 คือ พระมหินทเถระและพระสังฆมิตตาเถรี ไปยัง เกาะลังกา คือ ประเทศศรีลังกา ในปัจจุบัน
  • 16.
    พระพุทธศาสนาในประเทศไทยสมัยต่างๆ สมัยทวาราวดี ต้นพุทธศตวรรษที่ 6 สมัยอาณาจักรอ้ายลาวพุทธศตวรรษที่ 6 สมัยศรีวิชัย พ.ศ. 1300 สมัยลพบุรี พ.ศ. 1550 สมัยเถรวาท แบบพุกาม พุทธศตวรรษที่ 16
  • 17.
    สมัยสุโขทัย พ.ศ. 1800 สมัยล้านนาพ.ศ. 1839 สมัยอยุธยา พุทธศตวรรษที่ 19 สมัยกรุงธนบุรี พ.ศ. 2310 สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325
  • 18.
    1.สมัยทวาราวดี ต้นศตวรรษที่ 6 หลวงจีนเฮี่ยนจัง หรือ พระถังซาจั๋ง ได้จาริกมาดินแดน แห่งนี้ ในศตวรรษที่ 12 กล่าวถึง อาณาจักรทวาราวดีว่า ชื่อ โตโลโปติ (tolopoti) อยู่ทางตะวันตกของฟูนาน  ทิศตะวันตกติดต่อกับอาณาจักรศรีเกษตร คือประเทศพม่า ปัจจุบัน ส่วนตะวันออกติดต่อกับอาณาจักร อิสานปุระ (อาณาจักรเขมร)  อาณาจักรนี้ มีความเจริญรุ่งเรืองมากทางด้านการค้า และมี ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเป็นหลัก
  • 20.
    2. สมัยอาณาจักรอ้ายลาว พุทธศตวรรษที่6  สมัยอาณาจักรอ้ายลาว ซึ่งเป็นอาณาจักรของบรรพบุรุษชาวไทยที่อาศัย อยู่บริเวณลุ่มน้าแยงซีเกียง ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การยึดครองของชาวจีน ฮั่น  พระพุทธศาสนาในยุคนี้ คาดว่าเป็นแบบมหายาน ในสมัยขุนหลวงม้าว กษัตริย์ที่ทรงครองราชย์อยู่ในอาณาจักรอ้ายลาว ก่อนที่จะอพยพเข้ามาสู่ ดินแดนประเทศไทยในปัจจุบัน ได้รับเอาพระพุทธศาสนามหายาน โดย การนาของพระสมณทูตชาวอินเดียมาเผยแผ่ ในคราวที่พระเจ้ากนิษกะ มหาราชทรงอุปถัมภ์การสังคายนาครั้งที่ 4 ของฝ่ายมหายาน  ทาให้หัวเมืองไทย เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนาแบบมหายานแทน เถรวาท
  • 21.
    3. สมัยศรีวิชัย พ.ศ.1300  อาณาจักรศรีวิชัยอยู่ในเกาะสุมาตรา เจริญรุ่งเรืองในช่วงพุทธ ศตวรรษที่ 13 ได้แผ่อานาจคลุมมาถึงจังหวัดสุราษฏร์ธานี  กษัตริย์ศรีวิชัย ทรงนับถือพุทธศาสนาแบบมหายาน พระพุทธศาสนาแบบมหายานจึงได้แผ่เข้ามาสู่ภาคใต้ของ ประเทศไทย  หลักฐานที่ปรากฏ คือ เจดีย์พระบรมธาตุไชยา จ.สุราษฎร์ธานี  หลักฐานที่ปรากฏ คือ พระบรมธาตุ จ. นครศรีธรรมราช  รูปหล่อพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
  • 23.
    4. สมัยลพบุรี พ.ศ.1550  ในสมัยกษัตริย์กัมพูชาราชวงศ์สุริยวรมันเรืองอานาจ  ได้แผ่อาณาเขตขยายออกมาทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง ของประเทศไทย ในราว พ.ศ. 1540  ตั้งราชธานีอานวยการปกครองเมืองต่างๆ ในดินแดนดังกล่าวหลาย แห่ง เช่น  เมืองลพบุรี ปกครองเมืองที่อยู่ในอาณาเขตทวารวดี ส่วนข้างใต้  เมืองสุโขทัย ปกครองเมืองที่อยู่ในอาณาเขตทวารวดี ส่วนข้างเหนือ  เมืองศรีเทพ ปกครองหัวเมืองที่อยู่ตามลุ่มแม่น้าป่ าสัก  เมืองพิมาย ปกครองเมืองที่อยู่ในที่ราบสูงตอนข้างเหนือ
  • 25.
     ประชาชนในสมัยนี้ นับถือพระพุทธศาสนาทั้งแบบเถรวาทที่สืบมาแต่ เดิมกับแบบมหายานและศาสนาพราหมณ์ที่เข้ามาใหม่ด้วย ทาให้มีผู้ นับถือพระพุทธศาสนาทั้ง 2 แบบ และมีพระสงฆ์ทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่าย เถรวาท และฝ่ายมหายาน  หลักฐานโบราณสถานในสมัยนี้ เช่น พระปรางค์สามยอดที่จังหวัดลพบุรี ปราสาทหินพิมาย ที่จังหวัดนครราชสีมา และปราสาทหินเขาพนมรุ้งที่ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น  ส่วนพระพุทธรูปที่สร้างในสมัยนั้นถือเป็นศิลปะอยู่ในกลุ่ม ศิลปสมัย ลพบุรี
  • 26.
    5. สมัยเถรวาทแบบพุกาม พุทธศตวรรษที่16  สมัยที่พระเจ้าอนุรุทธมหาราช กษัตริย์พุกามเรืองอานาจ ทรง รวบรวมเอาพม่ากับมอญเข้าเป็นอาณาจักรเดียวกัน แล้วแผ่อาณาเขต เข้ามาถึงอาณาจักรล้านนา อาณาจักรล้านช้าง ละโว้ และทวารวดี  พระเจ้าอนุรุทธทรงนับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ทรงส่งเสริม ทานุบารุงพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง  เมื่ออาณาจักรพุกามของกษัตริย์พม่าเข้ามาครอบครองดินแดนแถบนี้ พบปูชนียสถานแบบพม่าหลายแห่ง และเจดีย์ที่มีฉัตรอยู่บนยอด และฉัตรที่ 4 มุมของเจดีย์ ก็ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะพุกามแบบ พม่า
  • 27.
    6. สมัยสุโขทัย พ.ศ.1800  ประมาณ ปี พ.ศ. 1698 พระเจ้าปรักกรมพาหุ ได้ทรงฟื้ นฟู พระพุทธศาสนาขึ้นในประเทศศรีลังกา กิตติศัพท์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้แพร่ มาถึงพม่า มอญ และไทย ภิกษุในประเทศเหล่านี้ เดินทางไปศึกษา พระพุทธศาสนาในศรีลังกา เกิดความเลื่อมใส อุปสมบทใหม่เป็นนิกาย ลังกาวงศ์ พระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์มาตั้งสานักอยู่ที่ จ. นครศรีธรรมราช ประมาณ พ.ศ. 1820  เมื่อพ่อขุนรามคาแหงมหาราชเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงสดับกิตติศัพท์ของ พระสงฆ์ลังกา จึงทรงอาราธนาพระมหาเถระสังฆราช ซึ่งเป็นพระเถระชาว ลังกาที่มาเผยแผ่อยู่ที่นครศรีธรรมราช มาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในกรุง สุโขทัย
  • 28.
     ประมาณ ปีพ.ศ. 1897 พระยาลิไท ขึ้นครองราชย์ในกรุงสุโขทัย พระองค์ได้ทรงส่งทูตไปอาราธนาพระมหาวาสี สังฆราชชาวลังกา ชื่อ “สุมนะ” เข้ามายังกรุงสุโขทัย  ด้วยพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงได้เสด็จออกบวช ชั่วคราว ณ วัดป่าม่วง ในเขตอรัญญิก  พระยาลิไท ทรงนิพนธ์หนังสือ “เตภูมิกถา” หรือ “ไตรภูมิพระร่วง” อันเป็นหนังสือที่ทรงอิทธิพลต่อความคิด ความเชื่อ และวิถีปฏิบัติของ ประชาชนทั่วไปในเรื่องนรก สวรรค์ และการทาความดีความชั่ว
  • 29.
     ในสมัยพระยาลิไท พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง มากนับเป็นการเริ่มศักราชแห่งรุ่งเรืองของ พระพุทธศาสนาในประเทศไทยอย่างแท้จริง  ศิลปะสมัยสุโขทัยได้รับการกล่าวขานว่างดงามมาก โดยเฉพาะพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย มีลักษณะ งดงาม ไม่มีศิลปะสมัยใดเหมือน
  • 35.
    7. สมัยล้านนา พ.ศ.1839  ปี พ.ศ. 1839 พระยามังราย ทรงสร้างราชธานีขึ้น ชื่อว่า "นพบุรี ศรีนครพิงค์เชียงใหม่" ได้ตั้งถิ่นฐาน ณ ลุ่มแม่น้าปิง  ทรงทานุบารุงพระพุทธศาสนา ได้สร้างวัดต่าง ๆ มากมาย ทั้งที่ เป็นฝ่ายคามวาสี และอรัญญวาสี จนพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง  เมืองต่าง ๆ ในอาณาจักรล้านนา เช่น เชียงราย ลาพูน ลาปาง แพร่ น่าน พะเยา และ ศรีนพวงศ์ ต่างก็มีความเจริญรุ่งเรือง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพระพุทธศาสนา พิธีกรรมและความเชื่อ ทางศาสนามีอิทธิพลต่อชาวล้านนาอย่างมาก
  • 36.
  • 37.
  • 38.
     พ.ศ. 2020ในรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราชแห่งเชียงใหม่ ได้ทาการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรกในดินแดน ประเทศไทยปัจจุบันขึ้น ณ วัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด)  ในสมัยล้านนา ได้เกิดมีพระเถระนักปราชญ์ชาวล้านนา หลายรูป ท่านเหล่านั้นได้รจนาคัมภีร์สาคัญทาง พระพุทธศาสนาไว้เป็นจานวนมาก ได้แก่ พระสิริมังคลา จารย์ พระญาณกิตติเถระ พระรัตนปัญญา พระโพธิรังสี พระนันทาจารย์ และ พระสุวรรณรังสี
  • 39.
  • 40.
    8. สมัยอยุธยา พุทธศตวรรษที่19  อาณาจักรอยุธยานับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกา วงศ์ โดยพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ทรงเลื่อมใสใน พระพุทธศาสนา เช่น สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้ เสด็จออกผนวชระหว่างครองราชย์ที่วัดจุฬามณี จังหวัด ลพบุรี  พ.ศ.2296 สมัยพระเจ้าบรมโกศ ทางกษัตริย์ลังกาได้ส่ง คณะทูตมาของพระสงฆ์จากประเทศไทยเพื่อเดินทางไป ฟื้ นฟูพระพุทธศาสนาที่ศรีลังกา
  • 41.
     ทรงส่งพระอุบาลีและพระอริยมุนี พร้อมพระสงฆ์อื่นๆอีก 12 รูป เดินทางไปลังกาเพื่อไปสืบอายุพระพุทธศาสนา จนพระพุทธศาสนาใน ลังการุ่งเรืองเรียก เรียกนิกายนี้ ว่า นิกายสยามวงศ์ หรือ นิกายอุบาลี วงศ์ ซึ่งปรากฏอยู่ในประเทศศรีลังกาจนถึงปัจจุบัน  พระพุทธศาสนาในสมัยอยุธยาได้รับอิทธิพลของพราหมณ์เข้ามามาก พิธีกรรมต่างๆ ได้ปะปนพิธีของพราหมณ์ เน้นความขลังความศักดิ์สิทธิ์ และอิทธิปาฎิหาริย์ มีเรื่องไสยศาสตร์เข้ามาปะปนอยู่มาก  ประชาชนมุ่งเรื่องการบุญการกุศล สร้างวัดวาอาราม สร้างปูชนียวัตถุ บารุงศาสนาเป็นส่วนมาก
  • 43.
    9. สมัยกรุงธนบุรี พ.ศ.2310  พ.ศ. 2310 พระเจ้าตากสินมหาราช สถาปนา กรุงธนบุรี ได้ทรงฟื้ นฟู พระพุทธศาสนาที่เสื่อมโทรมไปเพราะสงครามกับพม่า  พระองค์ทรงให้นิมนต์พระสงฆ์จากทั่วประเทศ มาประชุมกันที่วัดบาง หว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตาราม กทม.) เพื่อคัดเลือกพระสงฆ์ที่ทรง คุณสมบัติขึ้นเป็นพระสังฆราช  ได้พระอาจารย์ศรี วัดประดู่ กรุงศรีอยุธยา เป็น สมเด็จพระสังฆราช เพื่อรับผิดชอบการฟื้ นฟูพระพุทธศาสนาให้กลับคืนสู่ความรุ่งเรือง ดังเดิม  พ.ศ. 2322 กองทัพไทยได้อัญเชิญ พระแก้วมรกต จากเวียงจันทร์ มายังประเทศไทย
  • 45.
    10. สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ.2325  สมัยรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาโลกมหาราช เสด็จขึ้น ครองราชย์เมื่อปี พ.ศ. 2325 ต่อจากพระเจ้าตากสิน ได้ทรงย้ายราชธานีจากกรุง ธนบุรี มาตั้งราชธานีใหม่ เรียกชื่อว่า “กรุงเทพมหานคร”  ทรงสร้างและปฏิสังขรณ์วัดต่างๆ เช่น การสร้าง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัด สุทัศน์เทพวราราม วัดสระเกศ และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นต้น  พ.ศ. 2331 ได้ทรงอาราธนาพระสงฆ์ผู้เชี่ยวชาญพระไตรปิฎก 218 รูป กับราช บัณฑิต 32 คน ทาการสังคายนาขึ้นที่ “วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์” ในกรุงเทพ ใช้เวลาทาอยู่ 5 เดือน สาเร็จ  พ.ศ. 2332 โปรดให้สร้าง “หอมณเฑียรธรรม” ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อเป็น ที่เก็บรักษาและให้คัดลอกไปไว้ตามพระอารามหลวงต่างๆ อีกหลายวัด
  • 48.
     สมัยรัชกาลที่ 2พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จขึ้น ครองราชย์เมื่อ พ.ศ. 2352 เป็นทรงทานุบารุงส่งเสริม พระพุทธศาสนาเหมือนอย่างพระมหากษัตริย์ไทยแต่โบราณ  ในรัชสมัยของพระองค์ได้ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชถึง 3 พระองค์ คือ สมเด็จพระสังฆราช (มี) ,สมเด็จพระสังฆราช (สุก), และสมเด็จพระสังฆราช (สอน)  ได้จัดให้มีการจัดงานวันวิสาขบูชาขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยกรุง รัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ. 2360 ซึ่งแต่เดิมก็เคยปฏิบัติถือกันมาเมื่อ ครั้งกรุงสุโขทัย แต่ได้ขาดตอนไปตั้งแต่เสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า
  • 49.
     สมัยรัชกาลที่ 3พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ มีการสร้างพระไตรปิฎกฉบับหลวงเพิ่มจานวนขึ้นไว้อีกหลาย ฉบับครบถ้วนกว่ารัชกาลก่อนๆ โปรดให้แปลพระไตรปิฎกเป็น ภาษาไทย  ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามหลายแห่ง และสร้างวัดใหม่ คือ วัดเทพธิดาราม วัดราชราชนัดดา และวัดเฉลิมพระเกียรติ  มีการตั้งคณะสงฆ์ “ธรรมยุติกนิกาย” ขึ้นโดยพระภิกษุเจ้าฟ้ า มงกุฎ (พระบาสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) ขณะทรงผนวช ณ วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส)
  • 50.
     สมัยราชกาลที่ 4พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงเป็น เจ้าฟ้ ามงกุฎได้ผนวช 27 พรรษาแล้วได้ลาสิกขาขึ้นครองราชย์เมื่อ พระชนมายุ 57 พรรษา พ.ศ. 2239  ด้านการพระศาสนา ทรงพระราชศรัทธาสร้างวัดใหม่ขึ้นหลายวัด เช่น วัดปทุมวนาราม วัดโสมนัสวิหาร วัดมกุฎกษัตริยาราม วัดราชประดิษฐ์ สถิตมหาสีมาราม และวัดราชบพิตร เป็นต้น ตลอดจนบูรณะวัดต่าง ๆ อีกมาก  โปรดให้มีพระราชพิธี "มาฆบูชา" ขึ้นเป็นครั้งแรก ใน พ.ศ. 2394 ณ ที่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม จนได้ถือปฏิบัติสืบมาจนถึงทุกวันนี้
  • 51.
     สมัยรัชกาลที่ 5พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้น ครองราชย์ เมื่อ พ.ศ. 2411 ทรงมีศรัทธาเลื่อมใสเสด็จออกผนวชใน ระหว่างการครองราชย์ เป็นเวลา 15 วัน  ทรงสร้างวัดใหม่ขึ้น คือ วัดราชบพิตร วัดเทพศิรินทราวาส วัดเบญจม บพิตร วัดอัษฎางนิมิตร วัดจุฑาทิศราชธรรมสภา และวัดนิเวศน์ธรรม ประวัติ ทรงบูรณะวัดมหาธาตุ และวัดอื่นๆ อีก  ทรงให้จัดพิมพ์พระไตรปิฎกบาลีเป็นอักษรไทยครั้งแรก จานวน1000 ชุด  ทรงสถาปนามหาวิทยาลัยสงฆ์ 2 แห่ง คือ มหามกุฏราชวิทยาลัย และ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  • 52.
     สมัยรัชกาลที่ 6พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงพระปรีชาปราดเปรื่องในความรู้ทางพระศาสนามาก ทรงนิพนธ์หนังสือ แสดงคาสอนในพระพุทธศาสนาหลายเรื่อง เช่น เทศนาเสือป่ า พระพุทธเจ้าตรัส รู้อะไร เป็นต้น ถึงกับทรงอบรมสั่งสอนอบรมข้าราชการด้วยพระองค์เอง  ทรงโปรดให้ใช้ พุทธศักราช (พ.ศ.) แทน ร.ศ. เมื่อ พ.ศ. 2456 ให้เปลี่ยน กระทรวงธรรมการเป็นกระทรวงศึกษาธิการ  พ.ศ. 2454 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเปลี่ยน วิธีการสอบบาลีสนามหลวงจากปากเปล่ามาเป็นข้อเขียน เป็นครั้งแรก  พ.ศ. 2462 ถึง พ.ศ. 2463 โปรดให้พิมพ์คัมภีร์อรรถกถาแห่งพระไตรปิฎกและ อรรถกถาชาดก และคัมภีร์อื่นๆ เช่น วิสุทธิมรรค คัมภีร์มิลินทปัญหา เป็นต้น
  • 53.
     สมัยรัชกาลที่ 7พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้มีการทาสังคายนาพระไตรปิฎกขึ้ น ตั้งแต่ พ.ศ. 2468 - 2473 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เป็นการ สังคายนาครั้งที่ 3 ในเมืองไทย  ทรงจัดให้พิมพ์พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ ชุดละ 45 เล่ม จานวน 1,500 ชุด และพระราชทานแก่ประเทศต่าง ๆ ประมาณ 500 ชุด
  • 54.
     สมัยรัชกาลที่ 8พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จขึ้น ครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 8 ในขณะพระพระชนมายุ เพียง 9 พรรษา เท่านั้น  ในด้านการศาสนาได้มีการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทย แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ  พระไตรปิฎก แปลโดยอรรถ พิมพ์เป็นเล่มสมุด 80 เล่ม เรียกว่า พระไตรปิฎกภาษาไทย แต่ไม่เสร็จสมบูรณ์ และได้ทาต่อจนเสร็จเมื่อ งานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ เมื่อปี พ.ศ. 2500  พระไตรปิฎก แปลโดยสานวนเทศนา พิมพ์ใบลาน แบ่งเป็น 1250 กัณฑ์ เรียกว่า พระไตรปิฎกฉบับหลวง เสร็จเมื่อ พ.ศ. 2492
  • 55.
     สมัยรัชกาลที่ 9พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอ ดุลยเดช ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 9 สืบต่อมา ทรงมีพระราช ศรัทธาในพระพุทธศาสนา และทรงเป็นศาสนูปถัมภก ทรงให้การ อุปถัมภ์แก่ทุกศาสนา  ทรงสร้างวัด วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร วัดประจารัชกาล ที่ จังหวัดชลบุรี  ทรงปกครองบ้านเมืองโดยสงบร่มเย็น ตามระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในรัชสมัยรัชกาลปัจจุบันได้มีการ ส่งเสริมพุทธศาสนาด้านต่าง ๆ มากมาย
  • 56.
     ในปี พ.ศ.2500 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 2,500 ปีที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปริ นิพพาน วันที่ 12-18 พฤษภาคม 2500 รัฐบาลได้จัดงานฉลอง 25 พุทธ ศตวรรษขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งอินเดียและลังกาเรียกว่า "พุทธชยันตี"  ในปี พ.ศ. 2500 นี้ รัฐบาลได้กาหนดพิธีเฉลิมฉลองทั่วประเทศ มีการ จัดสร้าง “พุทธมณฑล” ขึ้น ณ ที่ดิน 2,500 ไร่ อ.นครชัยศรี จ. นครปฐม แล้วสร้างพระมหาพุทธปฏิมาปางประทับยืนลีลาสูง 2500 นิ้ ว  จัดสร้างวัดไทยขึ้นที่ ต.พุทธคยา ประเทศอินเดีย เรียกว่า “วัดไทยพุทธคยา”  คณะสงฆ์และชาวพุทธ ได้สร้างวัดไทยในตะวันตก ชื่อว่า “วัดพุทธประทีป” ณ กรุงลอนดอน พ.ศ. 2509
  • 57.
     สร้างวัดไทยที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เรียกว่า“วัดเชตะวัน”  มีวัดไทยในสหรัฐอเมริกา ประมาณ 94 วัด อยู่ตามรัฐ ต่างๆ  มีวัดไทยในต่างประเทศ เกือบทุกทวีป มากกว่า 162 วัด  จัดตั้งโรงเรียน “พระพุทธศาสนาวันอาทิตย์” ในวัดต่างๆ ทั่วประเทศ
  • 58.
  • 59.
  • 60.
     ด้านเศรษฐกิจ (ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง) พระพุทธศาสนามีหลักคาสอนเกี่ยวกับการดารงชีวิต ประกอบการงานอาชีพที่สุจริต และประพฤติตามหลักธรรม ที่ทาให้ประสบความสาเร็จในกิจกรรมดังกล่าว เช่น หลักการรู้จักประมาณในการบริโภค (โภชเนมัตตัญญุตา) หลักการสร้างฐานะทางเศรษฐกิจ (ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์) หลักประสบความสาเร็จในงาน (อิทธิบาท) หลักการหาและใช้สอยทรัพย์ (โภคาทิยธรรม)
  • 61.
    พระพุทธศาสนาในประเทศไทยปัจจุบัน  พระพุทธศาสนาเป็น “ศาสนาหลักของชาติไทย”ตามบทบัญญัติแห่ง รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550  พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขของชาติ ทรงเป็น “พุทธมามกะ” และ “อัครศาสนูปถัมภ์”  พระมหากษัตริย์และรัฐ ร่วมกันอุปถัมภ์บารุงกิจการคณะสงฆ์ และ ส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา  ประชาชนชาวไทย ประมาณร้อยละ 95 นับถือพระพุทธศาสนา  มีวัดอยู่ในประเทศไทย ประมาณ 32,000 วัด
  • 62.
     มีพระภิกษุประมาณ 300,000รูป สามเณรประมาณ 80,000 รูป  มีสถาบันแม่ชีไทย  มีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ไทย  ในประเทศ มี 2 นิกายฝ่ายเถรวาท คือ (1) มหานิกาย (2) ธรรมยุตนิกาย  ส่วนนิกายมหายาน คือ จีนนิกาย และ อนัมนิกาย
  • 63.
  • 65.