พระพุ ท ธศาสนาได้ อุ บ ัติ ขึ้ น ท่ า มกลางสัง คม
อินเดียที มีความหลากหลายด้านความเชื่อ ศาสนา
ลัทธิต่าง ๆ ที่ อุบติขึ้นก่ อนพระพุทธศาสนา และที่
                   ั
เกิดขึนไล่เลี่ยกัน ตลอดจนลัทธิที่เกิดขึนมาภายหลัง
      ้                                    ้
อีกมากมาย แม้ว่าพระพุทธศาสนาจะเกิดขึ้นมาใน
ดิ นแดนชมพู ท วี ป หรื อ อิ นเดี ย เหมื อ นกั บ ลัท ธิ
ศาสนาต่าง ๆ เหล่านัน แต่พทธ
                        ้     ุ
ศาสนามี ล ัก ษณะพิ เ ศษที่ แ ตกต่ า งจากล ัท ธิ
  ศาสนาต่าง ๆ ได้แก่การอุบติขึ้นมาพร้อมกบ
                                ั                   ั
  การปฏิ รู ป สั ง คมอิ นเดี ย เสี ย ใหม่ คื อ พุ ท ธ
  ศาสนาได้เสนอหลกทฤษฎีใหม่ ซึ่งหกล้างกบ
                        ั                 ั           ั
  ความเชื่ อ ด ั ง เดิ มของชาวอิ นเดี ย ไปมาก
                 ้
  โดยเฉพาะอย่ า งยิ่ ง หล ัก การที่ แ ตกต่ า งจาก
  ศาสนาพราหมณ์โดยสิ้นเชิง
พุท ธศาสนาเคยได้ เ จริ ญ รุ่ง เรือ งในอินเดี ย มาก่ อ น
ย่อมจะทําให้ สงคมอินเดี ยได้รบอิทธิพลด้านความคิด
                     ั                ั
ความเชื่ อ จากพระพุ ท ธศาสนาอย่ า งแน่ นอน เมื่ อ
ความคิ ด ความเชื่ อ หรื อ ทัศ นคติ ข องคนอิ น เดี ย เป็ น
อย่างไร ก็ย่อมส่งผลให้สงคมเป็ นไปอย่างนันด้วย แม้ว่า
                               ั               ้
ปั จ จุบ น นี้ จ ะเหลื อ แต่ ภ าพเก่ า ๆ ของพุท ธศาสนาใน
         ั
ความทรงจ ํา ของผู้ค น หรื อ อาจจะลื ม ไปแล้ ว ก็ต าม
สาหรบคนอินเดีย แต่อิทธิพลของของพทธศาสนาที่เคย
  ํ ั                                       ุ
มีบทบาทต่อสงคมอินเดียนัน ยงปรากฏอยู่ ทงในอดีต
                   ั              ้ ั             ั้
และ
ปั จ จุ บ น อิ ท ธิ พ ลของพระพุท ธศาสนาในครัง
           ั                                 ้
  พุท ธกาล หลัง จากที่ พ ระพุท ธองค์ท รงตรัส รู้
  อนุ ต ตรสัม มาสัม โพธิ ญ าณแล้ ว ภารกิ จ อัน
  ยิ่งใหญ่ของพระพทธองคคือ การชี้นําแนวทาง
                    ุ      ์
  ดําเนินชีวิตที่ถกต้องแก่มวลประชากร เพื่อ
                  ู
ความสุ ข สงบแก่ ชี วิ ตและสั ง คมแม้ ว่ า จะ
 ยากลําบากเพียงใดก็ตาม พระองค์ใช้เวลาที่ มี
 อยู่ตลอดพระชนม์ชีพ ๔๕
พรรษา เผยแผ่ ห ลัก ธรรมคํา สัง สอนจนพุท ธ
                              ่
 ศาสนาแพร่หลายในแคว้นต่าง ๆ มีประชาชน
 ศรทธาเลื่อมใสและอทิศตนเป็นพทธสาวก นับ
    ั                 ุ         ุ
 ถือพระพทธศาสนาจานวนมากมาย
         ุ          ํ
พระพุทธองค์มิได้จากัดบุคคลในการเทศน์ สอน
                    ํ
ว่าเป็ นชนชันวรรณะใด เพศใด อาชีพใด หรืออายุ
            ้
วัยใด ทรงแสดงธรรมแก่บคคลทุกระดับ ไม่จากัด
                        ุ               ํ
ขอบเขต หากเขามีความสามารถที่จะรบร้ธรรมได้
                                  ั ู
ก็ทรงให้โอกาสเสมอ จนมีพทธศาสนิกชนทุกระดับ
                          ุ
พุทธธรรมได้แทรกซึมอยู่ในบุคคลทุกกลุ่ม ทุกวัย
ทุกสาขาอาชีพ สิทธิเสรีภาพของบคคลได้ถกเปิด
                              ุ       ู
ออกโดยหลั ก การของพุ ท ธศาสนา เพราะ
 เมื่ อ ก่ อ นได้ ถ ก ครอบง ํา ปิ ดก ัน สิ ท ธิ เ สรี ภ าพ
                     ู                ้
 โดยความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ ประชาชน
 ส่วนมากได้รบอิทธิพลจากพุทธศาสนาในการ
                   ั
 ดํา เนิ นชี วิ ต เช่ น การมี ค วามเชื่ อ เรื่ อ งกรรม
 แทนความเชื่ อเรื่องพระพรหมลิขิต การถวาย
 ทาน การปฏิบติตามศีล ๕ ศีล ๘ เป็นต้น
                       ั
พระราชาผู้ปกครองแว่นแคว้นก็ทรงปกครอง
โดยทศพิธราชธรรม ดงปรากฏว่ามีพระราชาหลาย
                       ั
พระองค์ที่ทรงเป็ นพุทธสาวก เช่นพระเจ้าพิมพิสาร
แห่งแคว้นมคธ พระเจ้าปเสนทิโกศล พระราชาแห่ง
แคว้นโกศล เป็ นต้ น ทรงเป็ นพุทธมามกะ และได้
ปกครองบ้านเมืองด้วยหลกธรรมทางพทธศาสนา
                          ั          ุ
ทรงอุ ป ถั ม ภ์ พุ ท ธศาสนา ด้ ว ยการทนุ บํ า รุ ง
พระภิกษุสงฆ์
มี พระพุท ธเจ้ า เป็ นประธาน และได้ ส ร้ า งวัด วา
   อารามต่ า ง ๆ ถวายแก่ พ ระภิ ก ษุ ส งฆ์ ด้ ว ย
   ภายหลงพทธปรินิพพาน พระพทธศาสนาได้มี
          ั ุ                      ุ
   ความเจริญรุ่งเรืองไปในแคว้นต่าง ๆ มีนิกาย
   ต่าง ๆ เกิดขึ้นทําให้พุทธศาสนาแพร่หลายไป
   พร้ อ มก ั บ ความเสื่ อ มที่ ตามมาก ั บ ความ
   แพร่หลายนันเอง ด้วยเหตผลหลาย
                 ่             ุ
ประการที่ทาให้พระพทธศาสนาเสื่อมจากอินเดีย
          ํ           ุ
    พระพุท ธศาสนาได้ เ จริญ รุ่ง เรื องมาตัง แต่
                                           ้
  ครังพุทธกาล จนถึงประมาณพุทธศตวรรษที่
     ้
  ๑๑ ตงแต่บดนันมาพระพทธศาสนากได้เสื่อม
       ั้    ั ้           ุ            ็
  จากอินเดี ย โดยถูกครอบงําจากอิทธิพลของ
  ศาสนาฮิ น ดู ระยะกาลอัน ยาวนานของพุท ธ
  ศาสนาที่มีต่อวิถีชีวิตคนอินเดียกว่า ๑ พันปี
พุท ธศาสนามี บ ทบาทต่ อ สัง คมอิ น เดี ย ในสมัย
ต่าง ๆ ดังนี้
    เมื่ อ พุท ธศตวรรษที่ ๒ ในร ช สม ย ของพระเจ้ า
                                ั ั
อโศกมหาราช ทรงศรัทธาเลื่ อมใสในพุทธศาสนา
เถรวาทมาก ทรงทํา นุ บ า รุง พระพุท ธศาสนาและ
                          ํ
ปกครองบ้านเมืองให้ สงบร่มเย็น ประชาชนอยู่กน     ั
อย่ า งสงบสุ ข บทบาทสํ า คัญ ของพระเจ้ า อโศก
มหาราชที่ มีต่อพระพุทธศาสนาคือทรงอุปถัมภ์การ
ส ัง คายนาพระธรรมวิ นั ย คร ง ที่ ๓ ขจ ด ภ ย ร้ า ย
                             ั้        ั ั
    ของพระพุ ท ธศาสนาด้ วยการขจั ด พวก
    เดียรถียปลอมบวช และส่งพระสมณทูตไปเผย
              ์
    แผ่ พุ ท ธศาสนา ในดิ น แดนประเทศต่ า ง ๆ
    รวมถึง ๙ สายด้วยกันประมาณพุทธศตวรรษ
    ที่ ๙ - ๑๑ ราชวงศคปตะทางอินเดีย
                     ์ ุ
ตอนเหนื อเจริญรุ่งเรือง ในสมัยราชวงศ์นี้ได้ชื่อ
 ว่ า เ ป็ น ยุ ค ท อ ง ท า ง ศ า ส น า ว ร ร ณ ค ดี
 ศิลปกรรม และปรัชญา แม้ว่าพระเจ้าแผ่นดิน
 ในราชวงศ์นี้จะเป็ นฮินดูส่วนมาก
แต่ก็ทรงอุปถมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนาเป็น
               ั
 อ ย่ า ง ดี โ ด ย เ ฉ พ า ะ ฝ่ า ย ม ห า ย า น จ น
 เจริญร่งเรืองไปสู่ประเทศใกล้เคียง กษตริยที่มี
          ุ                                    ั ์
 บทบาทสาคญได้แก่ พระเจ้าจนทรคุปต์ พระ
             ํ ั                      ั
 เจ้ า สมุ ท รคุป ต์ พระเจ้ า วิ ษ ณุ คุ ป ต์ และพระ
 เจ้าสกนธคปต์
         ั ุ
ในยุคนี้ พระพุทธศาสนาฝ่ ายมหายานได้ รจนา
คมภีรขึนมากมาย ด้านศิลปกรรมทางพทธศาสนามี
   ั ์ ้                                 ุ
ความเจริ ญรุ่ ง เรื อ งอย่ า งมาก เช่ น ศาสนสถาน
และศาสนวตถ ุ ได้สร้างขึ้นอย่างงดงาม พระพทธรป
             ั                                  ุ ู
ศิ ลปะสมัย คุ ป ตะมี ห ลายขนาด หลายปาง แม้
พระพุท ธรูปสมัย ทวาราวดี ก็ไ ด้ ร บ อิ ท ธิ พ ลมาจาก
                                  ั
ศิลปะสมยคปตะ
         ั ุ
ส่ ว นด้ า นปรั ช ญา ได้ มี นั ก ปรั ช ญาทางพุ ท ธ
   ศาสนาหลายท่ า น เช่ น ท่ า นนาคารชุ น ท่ า
   นอส ั ง คะ และท่ านวสุ พ ั น ธ์ ท่ านเหล่ า นี้
   ประกาศ พุ ท ธปรั ช ญาให้ เ ป็ นที่ สนในแก่
   ประชาชน โดยเฉพาะนั ก คิ ดนั ก ปร ั ช ญา
   ทัง หลาย แม้ ว่ า จะเป็นปร ช ญาฝ่ ายมหายาน
     ้                           ั
   แต่ ก็ได้ มีอิทธิพลต่ อความคิด ความเชื่ อของ
ในด้ า นการศึ ก ษาพระพุ ท ธศาสนา ราว พ.ศ.
  ๑๐๐๐ การศึกษาทางพุทธศาสนาได้ก้าวหน้า
  ไปมาก ถึง กับขยายการจัดการศึ กษาไปเป็ น
  รูปแบบมหาวิทยาลย จึงได้เกิดมหาวิทยาลย
                    ั                   ั
  แห่ งแรกในโลกขึ้น คือมหาวิทยาลัยนาลันทา
  และมหาวิ ทยาลัย อื่ น ๆ ขยายตามมาอี ก
  กระจายอย่ในอินเดียตอนเหนือ
            ู
มหาวิทยาลัยนาลันทามีคณาจารย์สงสอนธรรม  ั่
มีถึง ๑๕๐๐ ท่าน นักศึกษาจานวนนับหมื่น มีทงชาว
                              ํ                    ั้
อินเดีย และชาวต่างชาติ เช่น จีน ธิเบต อินโดนีเซีย
เตอร์กี ทัง บรรพชิ ต และคฤหัส ถ์ ทัง ฝ่ ายมหายาน
            ้                           ้
แ ล ะ เ ถ ร ว า ท แ ล ะ ศ า ส น า อื่ น ๆ ก า ร ศึ ก ษ า
พระพทธศาสนาจึงเป็นไปอย่างกว้างขวาง
       ุ
พ.ศ. ๑๑๐๐ พระเจ้าหรรษวรรธนะ (พระเจ้าศีลา
  ทิตย) ราชวงศ์วรรธนะ แห่งวรรณะแพศย์ ได้
           ์
  กํ า จ ั ด อํ า นาจราชวงศ์ คุ ป ตะแห่ งวรรณะ
  พราหมณ์ลงได้ และขึ้นครองราชเป็นมหาราช
  ที่ยิ่งใหญ่ ทรงเลื่อมใสในพทธศาสนามหายาน
                              ุ
  ได้ทานุบารงพระพทธศาสนา
         ํ ํ ุ         ุ
และอุปถัมภ์บารุงมหาวิทยาลัยนาลันทาด้วย จน
               ํ
  ทํา ให้ ช าวฮิ น ดูข ด เคื อ งว่ า บ า รุง พุท ธศาสนา
                       ั               ํ
  มากกว่าฮินดู จึงวางแผนปลงพระชนม์พระเจ้า
  หรรษะจนสําเร็จ
ในยุคนี้ ได้มีพระภิกษุชาวจีนท่านหนึ่ งชื่อหลวงจีน
เหี้ ย นจ ัง หรื อ ยวนฉาง (พระถ ัง ซัม จ ั ๋ง) ได้ จ าริ ก สู่
ชมพูทวี ป นอกจากท่ านมาศึ กษาพระพุทธศาสนา
และแปลพระไตรปิ ฎกเป็ นภาษาจี น เพื่ อ นํ า ไปยัง
ประเทศจีนแล้ว ท่านยงได้เขียนจดหมายเหตุไว้เพื่อ
                         ั
บัน ทึ ก เรื่ อ งราวและสภาพของสั ง คมด้ า นพุ ท ธ
ศาสนาไว้มากมาย ซึ่ งเป็ นประโยชน์ ต่อการศึ กษา
พระพุทธศาสนาในภายหลัง
หลังจากพระเจ้าศี ลาทิ ตย์สวรรคตแล้ว อินเดี ย
 ได้เข้าส่ความระสาระสายเป็นเวลาประมาณ ๑
          ู        ํ่
 ศตวรรษ พระพุท ธศาสนาได้ เ ส่ื อ มถอยจาก
 อิ นเดี ย ตามลํ า ดั บ นั บ ตั ้ง แต่ ห ลั ง ราชวงศ์
 วรรธนะ (พระเจ้ าศี ลาทิตย์ ) ด้ วยสาเหตุม า
 จากปัจจยทงภายในและภายนอกคือ
            ั ั้
๑) ปั จ จัย ภายใน ได้ แ ก่ ค วามอ่ อ นแอ ความ
แตกแยก ขาดความเป็ นปึ กแผ่ น ของคณะสงฆ์
ประกอบกบการรบเอาลทธิตนตระของพราหมณ์มา
            ั      ั   ั ั
ปฏิบติ เกิดเป็นนิกายใหมเรียกว่านิกายพทธตนตระ
      ั                   ่               ุ ั
ซึ่งขดกบหลกการเดิมของพทธศาสนาอย่างรนแรง
     ั ั ั                   ุ               ุ
๒) ปัจจยภายนอก ได้แก่ความระสาระสายของ
       ั                         ํ่
  บ้านเมือง อันเนื่ องมาจากการคุกคามจากชน
  ชาติอื่น จนแตกแยกเป็นรฐน้อยใหญ่ และการ
                           ั
  คุกคามจากศาสนาอื่น เช่น ศาสนาฮินดูและ
  ศาสนาอิสลาม
ขาดผู้อุ ป ถ ัม ภ์ โดยเฉพาะอย่ า งยิ่ ง คื อ กษั ต ริ ย์
 ผู้ ป กครองบ้ า นเมื อ ง เมื่ อ กษั ต ริ ย์ ที่ นั บ ถื อ
 ศาสนาอื่นแล้วไม่ทรงอุปถัมภ์พทธศาสนาแล้ว
                                    ุ
 ก็จะทําให้พทธศาสนาไม่อาจมันคงถาวรได้
                ุ                 ่
เมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๗๐๐ สงคมอินเดียกาลงอยู่ใน
                                ั                ํ ั
ความอ่อนแอ กองทพเตอรกมุสลิมได้เข้ามารกราน
                        ั     ์                      ุ
อิ น เดี ย ทํา ลายล้ า งพุท ธศาสนาที่ มี อ ยู่ ใ นอิ น เดี ย
อย่างราบคาบ ได้ฆ่าพระสงฆ์ เผาคัมภีร์ ทําลายศา
สนสถาน เช่น วดวาอาราม มหาวิทยาลยนาลนทา
                  ั                            ั       ั
เผาตาราทิ้งจนไม่มีเหลือ พระสงฆ์บางส่วนที่หนีทน
       ํ                                                  ั
ได้ลี้ภยไปอย่ที่เนปาล และธิเบต
         ั      ู
พระพุทธศาสนาได้ สูญสิ้น ไปจากอิน เดี ย ตังแต่  ้
 บด นั ้น มา ระยะกาลยาวนานกว่ า ๑ พน ปี ที่
   ั                                         ั
 พุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองในอินเดีย และได้
 สูญสิ้นไปจากอินเดียโดยสิ้นเชิง ที่ ยงเหลืออยู่
                                       ั
 ก็มี เ พี ย งประชากรเพี ย งน้ อยนิ ด ไม่ ถึ ง ๑%
 ของประชากรทังหมดของอินเดีย และคนที่ ยง
                  ้                              ั
 นับถือพุทธศาสนาอยู่ในปั จจุบนนี้ ส่วนมากก็
                                 ั
มูลเหตุสาคญในอนที่จะส่งเสริมให้ศาสนา
                  ํ ั  ั
ใดศาสนาหนึ่ ง เจริญรุ่งเรือง บรรลุความสําเร็จ
เป็นที่ยอมรบนับถือของประชาชนทวไปได้นัน
                ั                    ั่     ้
อยู่ที่เนื้ อหาสาระอันเป็ นคุณสมบัติประจําของ
ศาสนานั ้ น ๆ หากนี้ เป็ นหล ั ก เกณฑ์ แ ห่ ง
ความสาเรจของศาสนาแล้วไซร้
            ํ ็
กต้องยอมรบว่า พทธศาสนาเป็นศาสนาที่
  ็       ั     ุ
 เพียบพร้อมด้วยเนื้อหาสาระ หรือคณสมบติ
                                ุ   ั
 ดงกล่าว อย่างสมบรณ์ที่สด
   ั               ู    ุ
ในศตวรรษที่ ๖ และที่ ๕ ก่อนคริสต์ศกราช   ั
นั น ในทวี ปเอเชี ยและยุโรป มีการตื่ นตัวทาง
    ้
ความคิดด้านศาสนาและปรัชญา อันเป็ นการ
ตื่ นตัวจากความเชื่ อถือทางพหุเทวนิ ยมไปสู่
เอกเทวนิยม หรืออีกนัยหนึ่งจากความเชื่อถือ
ดิ บ ๆ แบบดัง เดิ ม ไปสู่ค วามเชื่ อ ถื อ ที่ ลุ่ ม ลึ ก
                 ้
ละเมียดละไม ดงตวอย่างเช่น ในประเทศจีนมี
                   ั ั
เล่าจือ (เกิ ดปี ๕๗๐ ก่อน ค.ศ.)
        ้
และขงจื้ อ (ถึ ง แก่ ก รรมปี ๔๗๐ ก่ อ น ค.ศ.) ใน
 ประเทศเปอร์ เ ชี ย (อิ หร่ า นในปั จ จุ บ ัน ) มี
 ศาสดาโซโรอาสเตอร์ (ศตวรรษที่ ๖ ก่ อ น
 ค.ศ.) ในประเทศกรีซมีโสเครติด (ถึงแก่กรรม
 ด้ ว ยยาเมื่ อ ปี ๓๙๙ ก่ อ น ค.ศ.) และเปลโต
 (๔๒๗-๓๔๗ ก่อน ค.ศ.) และในประเทศอินเดีย
 ก็มี ศ าสดามหาวี ร ะและพระพุท ธเจ้ า (๕๖๓-
ในประเทศอินเดีย นอกจากเจ้าสานักหลาย    ํ
ท่าน ดังมีข้อความระบุถึงในมหากาพย์ภารตะ
และมหากาพย์รามายณะ ตลอดจนในคัมภี ร์
อปนิษทแล้ว กยงมีเจ้าสานักอื่นอีกบางท่านซึ่ง
 ุ ั          ็ ั          ํ
พระพทธเจ้าทรงวิพากษ์ครงแล้วครงเล่าอีกว่า
        ุ                     ั้            ั้
ดํา เนิ นการสอนที่ ไ ม่นํ า ไปสู่วิ มุต ติ อัน ได้ แ ก่
การหลุดพ้น (จากการเวียนเกิดเวียนตาย)
อาจกล่ า วได้ ว่ า อิ น เดี ย ในยุ ค นั ้น เต็ ม ไปด้ ว ย
 ค ว า ม คิ ด ที่ ส ั บ ส น ข ั ด แ ย้ ง ค ล้ า ย ก ั บ ว่ า
 ปัญญาชนคนมีความรู้ทงประเทศ หมกมุ่นอยู่
                                 ั้
 กับ การแสวงหาสัจ ธรรม โดยหลงลื มการหา
 ประโยชน์ส่วนตวเสียสิ้น จานวนฤๅษีมุนีและ
                       ั              ํ
 ปริพาชก (นักบวชผ้ชายนอกพระพทธศาสนา)
                           ู                ุ
 นัน มีมากมาย อนเป็นสญญาณแสดงว่าการ
   ้                     ั          ั
ดินแดนภารตะทัง ประเทศในสมัยนั น เร่ า
                      ้                       ้
ร้อนไปด้วยความเคลื่อนไหวทางพุทธิปัญญา
ด้วยเหตนี้ จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมยิ่งที่นักคิดผู้
         ุ
ปรี ช าสามารถเช่ น พระโคดมพุ ท ธเจ้ า ผู้ไ ด้
ศึ ก ษานานาล ัท ธิ คํา สอนซึ่ ง มี อ ยู่ ใ นสม ย นั ้น
                                                ั
อย่ า งเชี่ ย วชาญทะลุ ป รุ โ ปร่ ง จะได้ อ อกมา
ประกาศประสบการณ์ คาสอน ซึ่ งพระองค์ได้
                          ํ
ทรงพิจารณาแล้วเห็นว่า ถกต้องถ่องแท้และ
                               ู
สมเหตุสมผลเป็นที่สุด พระองคได้ทรงวิพากษ์
                                    ์
๑. คําอวดอ้ างอัน ไม่ส มควรและไร้ เหตุผ ลของ
  พราหมณ์
      ๒. ประสิทธิภาพการบูชายญด้วยชีวิตสตว์
                                       ั               ั
  เพื่ อ สร้ า งความพอใจให้ แ ก่ ท วยเทพ และ
  บันดาลความผาสุกแก่มวลมนุษย์
      ๓ . อ ภิ สิ ท ธ์ ิ แ ล ะ ค ว า ม เ ค ร่ ง ค รั ด ใ น
  ชี วิ ตประจํ า วัน โดยปราศจากเหตุ ผ ลของ
คํ า สอนเชิ งวิ พากษ์ แ ละการโจมตี ของ
พระพุทธเจ้า คงจะเป็ นที่ พอใจของคนจํานวน
หนึ่ ง ซึ่ ง ไม่เห็นด้ วยกับ ระบบสัง คมในยุค นั น
                                                ้
ในสายตาของประชาชนเหล่านี้ พระพุทธองค์
คือวี รบุรุษของนั กคิดใหม่ ผู้เปิดเผยความไม่
ถกต้องของระบบศาสนา ที่เป็นพนธนาการรด
  ู                                  ั            ั
ตรึงพวกเขามาเป็นเวลานับได้ร้อย ๆ ปี
คํา สอนของพระพุท ธเจ้ า ที่ ว่ า “จงเป็ นที่ พึ่ ง แก่
  ตนเอง” (อตฺตที โป อตฺตสรโณ อน�ฺรโณ)    ส
  เป็นการเปิดตาให้แสงสว่างแก่คนเป็นจานวน     ํ
  มาก พระองคได้ทรงสอนว่า มนุษยทุกคนเป็น
                ์                     ์
  ผลแห่งกระทํา (กรรม) ของตนเอง การกราบ
  ไหว้วิงวอนพระเจ้าหรือแม้แต่พระพทธเจ้า จะ
                                        ุ
  ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ใด ๆ ทังสิ้น
                                 ้
พระองคทรงสอนว่าพราหมณ์หรือพระภิกษุ
              ์
เป็นแต่เพียงผนําทางจิตวิญญาณเท่านัน หาใช่
                ู้                          ้
เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษยกบความหลุดพ้น
                               ์ ั
ไม่ วิมุตติภาพหรือการหลุดพ้นจากสงสารวฏ    ั    ั
(การเวียนเกิดเวียนตาย) ขึ้นอยู่กบความเพียร
                                      ั
พยายามและความร้แจ้งของแต่ละบุคคล มิใช่
                      ู
ขึ้นกับผู้ยิ่งใหญ่ ใด ๆ มิใช่ ขึ้น กับครู อาจารย์
เทพเจ้าหรือแม้แต่พระพุทธเจ้า พระองค์ทรง
สอนว่า “จงพากเพียรเพื่อความหลุดพ้นของ
เริ่มแรกพระพทธเจ้าทรงสอนสานุศิษยของ
                     ุ                       ์
พระองค์ซึ่งถกครอบงาด้วยอวิชชา คือความ
                 ู       ํ
ไม่รู้ มิให้ลุ่มหลงเสียเวลาด้วยการถกเถียงถึง
ปั ญหาที่ ไร้ประโยชน์ เช่ น คนเรามาจากไหน
ตายแล้วจะไปยงที่ใด ฯลฯ ทว่า พระองค์ทรง
                   ั
สอนให้ ทุ ก คนตระหนั ก ถึ ง คุ ณ ค่ า แห่ ง ความ
บริสทธ์ ิ ทางกาย
      ุ
วาจา และใจ หรืออีกนัยหนึ่งคือ ให้ตระหนักถึง
  คณค่าแห่งศีล สมาธิ และปัญญา พระองคทรง
      ุ                                     ์
  ยําถึงประโยชน์ แห่ งการศึกษาและภาวนา อัน
    ้
  จะนํ าไปสู่การรู้แจ้งแห่ งสภาวะอันแท้ จริงของ
  ธรรมชาติ ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา
คํา สอนของพระพุท ธองค์ที่ มี ชื่ อ ในภาษา
บาลีว่า “ปฏิ จฺจสมุปบาท” (กฎแห่ งธรรมที่
                     ฺ
ต้ อ งอาศัย กัน เกิ ดขึ้ น ) เป็ นที่ ป ระทั บ ใจแก่
ปัญญาชน เช่น พระสารีบุตร พระโมคคลลานะ        ั
และปั ญ ญาชนทุ ก เพศทุ ก วั ย จํ า นวนมาก
ปฏิจจสมุปบาทสอนให้ร้ว่า สิ่งทังหลายในโลก
                            ู         ้
อาศยกนและกนจึงเกิดมีขึ้น ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
      ั ั       ั
โดยตัวของมันเอง และไม่มีสิ่งใดที่มีคณสมบัติุ
ถาวรโดย
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในตัวของมัน (อนัตตา) ทุก
  สิ่งทุกอย่างอยู่ในสภาพไหลเลื่อนแปรเปลี่ยน
  อยู่ทุกขณะและตลอดเวลา นิพพานเท่ านั นที่               ้
  ไ ม่ มี ก า ร แ ป ร เ ป ลี่ ย น ไ ม่ ขึ้ น อ ยู่ ก ั บ ก ฎ
  แห่งปฏิจจสมุปบาท (อปฏิ จฺจสมุปปนฺน) ไม่มี  ฺ
  การปรุงแต่ง (อสงขตะ) ไม่มีการเกิด (อชาติ )
                       ั
      ่
  ไมมีการเสื่อมสลายหรือตาย (อมต)
มนุษยจะร้แจ้งในสจจะนี้ได้ด้วยตนเองและ
           ์ ู           ั
เฉพาะตัว ไม่มีผ้ใดอื่นจะสามารถช่วยให้ เขารู้
                 ู
แจ้งได้ อี กทังมนุ ษย์จะบรรลุสจจะนี้ ได้ ก็ด้วย
              ้                   ั
การประพฤติ ดี ป ฏิ บ ติ ช อบตามคํา สอนแห่ ง
                       ั
อริ ย สัจ ๔ และมรรค ๘ กล่ า วโดยย่ อ ก็ คื อ
มนุษย์ต้องมีความสมบูรณ์ในเรื่องศีล สมาธิ
แ ล ะ ปั ญ ญ า จึ ง จ ะ มี ด ว ง ต า เ ห็ น ธ ร ร ม
(ธรรมจักษุ)
พระพุ ท ธองค์ มิ ไ ด้ ท รงแตะต้ อ งความเชื่ อ ถื อ ของ
 พราหมณ์ ซึ่งมีมาแต่ โบราณกาล เป็ นต้ นว่า ความ
 เชื่ อ ถื อ ในเรื่ อ งพระพรหมผู้ส ร้ า งโลก ฯลฯ แต่
 พระองค์ ท รงยํ้ า ว่ า ความรู้ ห รื อ ความเชื่ อ ถื อ
 ประเภทนี้ ไม่ อํา นวยประโยชน์ อ น ใดในการที่ จ ะ
                                       ั
 ช่วยให้คนพ้นทุกข์อนเนื่ องมาจากการเกิด แก่ เจ็บ
                         ั
 ตาย (สังสารวัฏ) พระองค์ทรง
สอนว่าสจจะหรือความจริงเป็นสิ่งที่ภาษามนุษย์
        ั
  ไม่สามารถจะให้ อรรถาธิบายได้ เพราะฉะนัน้
  สถานบท (Premise)                 ใด ๆ ใน
  ตรรกศาสตร์ (Logic) จึงไม่สามารถจะ
  นํามาใช้กบสัจจะได้
            ั
     พระธรรมคําสอนของพระพุท ธองค์เป็ นที่
  จับจิตจับใจปัญญาชนชาวชมพูทวีปในสมัยนัน   ้
  มาก
มูล เหตุ ประการที่ ส อง ซึ่ ง ส่ ง เสริ ม ให้ พุท ธ
ศาสนาเจริ ญ และแผ่ไ พศาลไปอย่ า งรวดเร็ว
ได้แก่ บุคลิกภาพของพระองค์และเหล่าสาวก
ความทั น สมัย และสมเหตุ ส มผลของพุ ท ธ
ศาสนา เป็นที่ดึงดดความสนใจของปัญญาชน
                  ู
ในสมัยนัน ซึ่ งส่วนใหญ่เป็ นชนที่ มีชื่อเสียงใน
          ้
วรรณะพราหมณ์และวรรณะกษตริย์ เช่น พระ ั
พระมหากัสสปะ พระมหากัจจายนะ และอื่ น ๆ
 อีกเป็ นจํานวนมาก
     บ ร ร ด า ส า ว ก ผู้ เ ต็ ม ไ ป ด้ ว ย ค ว า ม รู้
 ความสามารถ อีกทังมีบุคลิกภาพและจริยวัตร
                       ้
 ดี เด่ นดังกล่าวมานี้ เป็ นกําลังสําคัญที่ ช่วยให้
 พุทธศาสนาหยังรากลึ ก และเผยแผ่ไปอย่า ง
                   ่
 กว้างไกลในดินแดนชมพูทวีป
สาวกของพระพทธองค์ ต่างกเชยวชาญใน
                    ุ                ็ ่ี
วชาการต่าง ๆ ทางพทธศาสตร์ เชน
 ิ                      ุ              ่
     พระสารีบุตร ได้รบการยกย่องเป็ นธรรม
                      ั
           ี ั
เสนาบดี มปญญามาก เป็นอครสาวกฝายขวา ั       ่
และเป็นกาลงสาคญในการประกาศพระศาสนา
          ํ ั ํ ั
     พระโมคคลลานะ ไดรบการยกยองเป็น
               ั            ้ั           ่
เอตทคคะในทางมฤทธิ ์มาก
       ั          ี
     พระมหากัสสปะ เป็ นผูมปฏิปทามักน้อย
                               ้ ี
สนโดษ ไดรบการยกยอง
   ั        ้ั            ่
เป็ นเอตทัคคะในทางถือธุดงค์ (องค์คุณเครื่อง
   กาจดกิเลส) หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน
     ํ ั
   พระมหากั ส สปะได้ เป็ นผู้ ริ เริ่ มและเป็ น
   ประธานในปฐมสงคายนา (การประชุมตรวจ
                   ั
   ชํา ระสอบทาน และจ ัด หมวดหมู่ คํา ส ัง สอน
                                         ่
   ของพระพุทธเจ้า)
พระมหากั จ จายนะ ได้ ร ั บ การยกย่ อ งเป็ น
 เอตทคคะในทางขยายความคาย่อให้พิสดาร
       ั                     ํ
 ว่ากันว่าพระมหากัจจายนะมีรูปร่างสวยงาม
 ผิวพรรณดังทองคํา
พระสาวกของพระพุทธเจ้ าที่ ได้ กล่าวนาม
มานี้ ต่ างได้ อุทิศสติปัญญาความสามารถใน
การเผยแผ่ พุท ธธรรม และได้ ดึ ง ดูด สาธุ ช น
จํา นวนมากในวรรณะสูง ตลอดจนผู้มี ฐานะ
รํารวยได้ชื่อว่า “เสฏฐี ” และแม้แต่ปริพาชก
  ่
(นักบวชผู้ชายนอกพระพุทธศาสนา) ให้หนมา  ั
นับถือพทธศาสนา บุ ค ลิ กภาพและศั ก ด์ ิ ศรี
          ุ
ของพระพุท ธองค์ในฐานะที่ ทรงเป็ นนั กบวช
(สมณะ) และปรชญาเมธีผเปรื่องปราด
                   ั       ู้
ได้ดึงดูดความสนใจของท้าวพญามหากษัตริยซึ่ง
                                       ์
  ครองราชย์และมีอํานาจในชมพูทวี ปในสมัย
  นัน บรรดาชนชนนําเหล่านัน เช่น พระเจ้าพิม
    ้           ั้       ้
  พิสารและหมอชีวกโกมารภจจแห่งแคว้นมคธ
                           ั ์
  พระเจ้าปเสนทิ อนาถบิณฑิกมหาเศรษฐี และ
  นางวิ สาขามหาเศรษฐี นี แห่ ง นครสาวัต ถี
  แคว้นโกศล
อีกทงอมพปลี หญิงงามเมองแห่งนครเวสาลี ต่าง
     ั้ ั                  ื
   ได้ ส ร้ า งว ั ด วาอารามถวายพระพุ ท ธเจ้ า
   ตลอดจนเหล่ า ภิ ก ษุ ส งฆ์ ส าวกของพระองค์
   อย่ า งมากมาย ซึ่ ง ในปั จ จุ บ ัน ซากเศษสิ่ ง
   ปรกหกพงของอาคารสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ ยงมี
       ั ั ั                                      ั
   ปรากฏให้ เ ราอนุ ช นรุ่น หลัง ได้ เ ห็น เป็ นสัก ขี
   พยาน
ประวัติศาสตร์ชี้ ให้ เราเห็น ว่ า ความเจริ ญ
และความเสื่อมของพทธศาสนานัน ขึ้นอยู่กบ
                     ุ              ้        ั
ความอปถมภ์ หรือการขาดความอุปถมภจาก
         ุ ั                            ั ์
ราชามหากษัตริย์ เป็นสาคญ ในสมยพระเจ้า
                         ํ ั          ั
อโศกมหาราช พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองเป็ น
อย่างยิ่ง แต่ในสมยทายาทของพระเจ้าอโศก
                 ั
ในยุคต่อมา พุทธศาสนาถึงแก่ความอับเฉา ครัน     ้
  ต่ อมาในยุคของกษัตริย์เชื้ อสายอินเดี ยผสม
  แบคเทรี ย (Indo-Bactria)              ได้ แ ก่
  Menander (พระเจ้ามิลินท์ ในคมภีร์      ั
  พุท ธศาสนา) และในยุ ค ของกษัต ริ ย์อิ น เดี ย
  ผสม Scythia ได้แก่ พระเจ้ากนิษกะ พทธ      ุ
  ศาสนาร่งเรืองขึนอีก
          ุ      ้
พุ ท ธ ศ า ส น า ต ก อ ยู่ ใ น ส ภ า พ อั บ เ ฉ า
จนกระทังถึงสมัยกษัตริย์ศกราทิตย์ พุทธคุป
              ่                 ั
ตะ และหรรษวรรธนะ พุทธศาสนาจึ งกลับมี
พล ั ง ว ั ง ชาขึ้ น ใหม่ ในสม ัย ราชวงศ์ ป าละ
(คริ สต์ ศ ตวรรษที่ ๘-๑๒) พุ ท ธศาสนาใน
รูป แบบและว ัต รปฏิ บ ติ ของล ัท ธิ “ตัน ตระ”
                           ั
และ “วชรยาน” มีอิทธิพลไพศาลในชมพูทวีป
            ั
โดยเฉพาะในแคว้นเบงกอล แต่เป็ นพลังที่ วิปริต
  ผิดแปลกไปจากคาสอนเดิมของพระพทธองค์
                         ํ                      ุ
  อย่ า งหน้ า มือ เป็ นหลัง มือ และในที่ สุ ด ความ
  วิ ป ริ ต นี้ ได้ ก ลายเป็ นมู ล เหตุ สํา คัญ ที่ ทํา ให้
  พุทธศาสนาเสื่ อมสลายไปจากดินแดนที่ เกิด
  ของตน
จะเหนได้ว่า ความเจริญร่งเรืองของพทธศาสนา
     ็                    ุ         ุ
  ในชมพทวีปนัน เกิดจากการอปถมภของราชา
          ู     ้               ุ ั ์
  มหากษัตริ ย์และชนชันสูง เป็ นปั จจัยประการ
                        ้
  สําคัญ แม้ในประเทศอื่ นที่ พุทธศาสนาแผ่ไป
  ถึง เช่น พม่า ศรีลงกา จีน ทิเบต และไทย ก็มี
                      ั
  สภาพคล้ายคลึงกน   ั
ก า ร อุ บั ติ ข อ ง พุ ท ธ ศ า ส น า นิ ก า ย
“มหายาน”            ถื อกันว่ าเป็ นวิวฒ นาการที่
                                       ั
ก ว้ า ง ไ ก ล แ ล ะ มี ค ว า ม สํ า ค ั ญ ยิ่ ง ใ น
ประวติศาสตรของพทธศาสนา
       ั        ์      ุ                 ความคิ ด
ควา มเชื่ อหลั ก ของมหายาน ที่ ว่ า “พร ะ
โพธิสตวคือสญลกษณ์ของความเมตตากรณา
         ั ์ ั ั                                 ุ
อัน สัต ว์โ ลกทัง ผองพึ ง บํา เพ็ญ และปฏิ บติ ต่ อ
                  ้                            ั
เป็นความคิดความเชื่อที่จงใจ และครองใจคน
                            ู
 ไม่ เ ฉพาะในอิ นเดี ย เท่ า นั ้น ทว่ า ในทวี ป เอเชี ย
   ท ัง หมดเลยก็ว่ า ได้ พุท ธศาสนาแบบ “เถรวาท”
      ้
   หรือ “หิ นยาน” ได้เจริญแพร่หลายไปยังเอเชี ย
   ตะว น ตก (ตง แต่รชสม ยพระเจ้ าอโศก) แต่ต่อมา
           ั     ั้   ั ั
   พุทธศาสนาแบบมหายาน ได้เ ข้ า ไปครองแทนที่
   และได้แผ่ขยายไปถึงทิเบต จีน มองโกเลีย เกาหลี
   ญี่ป่ น เวียดนาม ฯลฯ
         ุ
คําสอนและอุดมการณ์ ของมหายานตังอยู่    ้
บนรากฐานแห่งความเชื่อในองคพระพทธเจ้า
                                  ์     ุ
พระโพธิสตว์ (ผ้ที่จะได้ตรสร้เป็นพระพทธเจ้า)
            ั     ู      ั ู          ุ
อี ก ทัง เทพและเทพี ห ลายองค์ เช่ น อมิ ต าภะ
        ้
อวโลกิเตศวร หรือปัทมปาณิ มญชุศรี สมนต
                                ั             ั
ภทรหรือจกรปาณิ อกโษภย ไวโรจน รตนสม
   ั          ั      ั    ั               ั
ภพ อโมฆสิ ทธิ มหาสถามไมเตรยะหรือ อริ ย
เมตไตรย์ ไภษชราช อากาศครภ วชรปาณิ ตา
                ั                   ั
รามารีจี ฯลฯ
พระนามของพระโพธิสตว์เหล่านี้ เป็ นนามธรรม
                      ั
 ของคุ ณ สมบ ั ติ เช่ น อวโลกิ เตศวร เป็ น
 นามธรรมของความเมตตากรุ ณ า ม ญ ชุ ศ รี
                                    ั
 เป็ นนามธรรมของสติ ปั ญญา ฯลฯ แต่ ก็
 เช่ นเดี ยวกับคําสอนในศาสนาทัง หลาย เมื่อ
                                 ้
 กาลเวลาล่ ว งเลยไป ผู้ ค นพาก ั น หลงลื ม
 นามธรรม แต่กลับไปยึดมันในรูปธรรม
                         ่
กล่ า วคื อ ไม่ นํ า พาต่ อ คุ ณ สมบ ัติ เช่ น ความ
 เมตตากรุณา ทว่าไปยึดมันในรูปสมบัติ เช่ น
                                  ่
 อวโลกิเตศวร คือความเมตตากรณา แต่ได้รบ  ุ         ั
 การสมมติให้มีตวตนเป็นพระโพธิสตว์ มีฐานะ
                      ั                   ั
 เท่ากบเทพเจ้าองคหนึ่ง และเมื่อเป็นเทพเจ้าก็
         ั                 ์
 ต้องได้รบการบูชากราบไหว้ เซ่นสรวงเอาใจ
             ั
 เหมอนเทพเจ้าทวไป
       ื                ั่
ด้วยเหตุนี้จึงมีการรจนาบทกราบไหว้สดุดี
ที่ มีชื่อในภาษาสันสกฤต (พุทธศาสนานิกาย
มหายาน ใช้ภาษาสันสกฤตแทนภาษาบาลี ซึ่ง
ใช้ ใ นนิ กายเถรวาทหรื อ หิ น ยาน) ว่ า สฺโ ตตฺ ร
บ้าง ธารณี บ้าง สฺตวและมนฺตร (มนตร์) บ้าง
พร้ อ มกัน นั น ก็มีก ารกํา หนดพิธี ก รรมต่ า ง ๆ
                  ้
ตามฐานานุรูปของเทพเจ้า และนี่ คือที่ มาของ
“คาถา” หรือ “มนตร์” (คําเป่ าเสกที่ ถือว่า
ศกด์ ิ สิทธ์ ิ ) เช่น “โอม มณี ปทฺเม หุม” (โอม
    ั                                   ฺ
ดวงแก้วเกิดในดอกบัว) ของชาวพทธทิเบต   ุ
หรือ “นโม โฮ เรง เก โกยฺ” ของชาวพุทธญี่ปุ่น
  (นิ กายนิจิเรน) ฯลฯ มหายานเชื่อว่า ด้วยการ
  ท่องบน “คาถา” หรือ “มนตร” อนศกด์ ิ สิทธ์ ิ
        ่                        ์ ั ั
  สน ๆ เช่นนี้ มนุษยจะบรรลุความหลุดพ้นจาก
    ั้               ์
  การเวียนเกิดเวียนตาย (นิ พพาน) ได้
          เมื่ อ เทพเจ้ าทั ้ง ชายห ญิ ง เกิ ด ขึ้ น
       มากมายพร้อมกบพิธีกรรมเซ่น
                       ั
สรวงอันละเมียดละไมเช่นนี้ บรรดาสมณะ
 หรือภิกษุ สงฆ์ก็พากันหันมาสนใจในการ
 ประกอบพิ ธี ก รรมเหล่ า นี้ ม ากยิ่ ง ขึ้ น จน
 การศึ ก ษาพระธรรมวิ นั ย ตลอดจนการ
 บาเพญศีลภาวนาหย่อนยานลงไปเป็นเงา
   ํ ็
 ตามตัว เราต้ อ งไม่ ลื ม ว่ า การประกอบ
 พิธีกรรมเซ่นสรวงนานาชนิดนัน นํามาซึ่ง
                                 ้
 ลาภสกการะอย่างมากและง่ายดาย
       ั
ด้วยประการฉะนี้ ตังแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๔
                       ้
ถึ ง ที่ ๗ พุ ท ธศาสนาในอิ น เดี ย จึ ง กลายเป็ น
ศาสนาแห่งพิธีกรรม แทนที่จะเป็นศานาแห่ง
การค้ น คว้ า ทางปั ญ ญาและเหตุ ผ ล อัน เป็ น
วัต ถุประสงค์ และเป้ าหมายเดิ ม ของพระโค
ดมพระพุทธเจ้า หลวงจีนฮวนฉ่าง (หรือยวน
จ่าง)
นั กจาริกแสวงบุญจากประเทศจีน ผู้เดินทางไป
   สื บพระพุทธศาสนาในอินเดี ย ใน ค.ศ. ๖๒๙
   ใ น ร ั ช ส ม ั ย พ ร ะ เ จ้ า ห ร ร ษ ว ร ร ธ น ะ ซึ่ ง
   ครองราชยอยู่ ณ นครอชไชน (Ujjain) ได้
                   ์              ุ
   บัน ทึ ก ไว้ ใ นรายงานการเดิ น ทางของท่ า น
   เกี่ยวกบพิธีกรรมทางมหายานอย่างใหญ่หลวง
            ั
   เช่นเดียวกบพระเจ้าอโศกมหาราช
                 ั
ทรงทะนุ บ า รุง พุท ธศาสนานิ กายเถรวาทก่ อ น
           ํ
 หน้ านั ้น และนี้ เองเป็ นเหตุ ใ ห้ พุ ท ธศาสนา
 นิ กายมหายานรุ่ง เรื อ ง และแผ่ ไ พศาลอย่ า ง
 กว้ า งไกล ในอิ น เดี ย ในยุ ค หล ง จากพระเจ้ า
                                   ั
 อโศกมหาราช
ประวัติศาสตร์ให้ บทเรี ยนว่ า สถาบันหรือ
ขนบธรรมเนียมใด ๆ กตามซึ่งในระยะเริ่มต้น
                       ็
อาจจะมีคุณูปการหรือประโยชน์ ต่อสังคม แต่
เมื่อกาลเวลาได้ ล่วงเลยไป หากสถาบันหรือ
ขนบธรรมเนี ยมนั ้ น ๆ ไม่ มี ก ารปร ับ ปรุ ง
เปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกบกาละเทศะ
                           ั
สถาบ ัน หรื อ ขนบธรรมเนี ยมด ั ง กล่ า ว อาจ
 ก ล า ย เ ป็ น อุ ป ส ร ร ค สิ่ ง ขั ด ข ว า ง ต่ อ ก า ร
 เจริ ญก้ า วหน้ าของส ั ง คมนั ้ น ได้ มี นิ ทั ศ น์
 อุทาหรณ์ ให้เห็นอยู่มากมาย ตัวอย่างเช่น การ
    ่
 แบงอาชีพกนทาเพื่อทกษะ
               ั ํ         ั
และความชํา นาญ (การแบ่ ง คนออกเป็ น
 วรรณะในสังคมอินเดี ยโบราณ) การประกอบ
 พิธีทางศาสนา
การเชื่ อ ถื อ พระเจ้ า หลายองค์ (พหุเ ทวนิ ยม)
 ของชาวกรีกโรมันและชาวอียิปต์โบราณ การ
 ยกย่องระบบกษตริยให้เป็นสมมติเทพ
                   ั ์
การเสกคาถาอาคมและปลุ ก ผี ส างเทวดา
 พฤติกรรมเหล่านี้มีประโยชน์ต่อสงคมขวาง
                                     ั
ในยุคหนึ่ งสมัยหนึ่ ง แต่เมือกาลเวลาได้
                             ่
 ล่วงเลยไป พฤติกรรมดงกล่าวกลบเป็น
                          ั        ั
 อุปสรรคสิ่งกีด
การแยกตนไปดารงชีวิตต่างหากของสงฆ์
                        ํ
เป็ นเหตุ สํา คัญ ประการหนึ่ ง แห่ ง การอ่ อ น
กาลงของพทธศาสนา
   ํ ั        ุ
        จริงอยู่ในระยะแรก ๆ แห่งการก่อตัง การ
                                            ้
ที่ ส งฆ์ แ ยกจากส ัง คมคฤหัส ถ์ไ ปดํา เนิ นชี วิ ต
ต่างหาก เป็นการรกษาความมีระเบียบ ความ
                      ั
บริสทธ์ ิ ผองใส
       ุ ่
แ ล ะ เ ป็ น ก า ร ส่ ง เ ส ริ ม ก า ร ศึ ก ษ า แ ล ะ
  ความก้ าวหน้ าทางจิ ตวิ ญญาณ แต่ เมื่ อ
  กาลเวลาได้ ล่ ว งเลยไป สงฆ์ ไ ด้ ห ลงลื ม
  ว ต ถ ุป ระสงค์เ ดิ ม ตามคํา สอนของพุท ธองค์
    ั
  สงฆ์หัน ไปหมกมุ่น อยู่กบกิ จธุระส่ วนตัว เป็ น
                               ั
  สําคัญ สงฆ์ทอดทิ้งไม่ดูแลการศึ กษา และให้
  การอบรมด้ า นศี ล ธรรม และสติ ปั ญ ญาแก่
หลกฐานทางประวติศาสตรชี้ให้เห็นว่า ใน
       ั            ั        ์
ระยะแรก ๆ แห่งการก่อตังสงฆ์โดยพุทธานุมติ
                         ้                   ั
นัน สงฆ์ได้บาเพ็ญกรณี ยกิจ ในฐานะเป็ นผู้ให้
   ้          ํ
การศึ ก ษา ฝึ กอบรมศี ล ธรรม และพฒ นาจิ ต
                                     ั
วิ ญ ญาณ แก่ ป ระชาชนเป็ นอย่ า งยิ่ ง แต่ ใ น
กาลเวลาต่ อ มาอุดมการณ์ ด้านนี้ ข องสงฆ์ไ ด้
เลือนลางจางหายไป
พุ ท ธศาสนามี คุ ณู ป การอย่ า งใหญ่ ห ลวงต่ อ
   พ ฒ นาการด้ า นว ัฒ นธรรมของอิ น เดี ย และ
     ั
   ของหลายประเทศในทวีปเอเชี ย พุทธศาสนา
   เป็ นพลังดลใจในศิลปศาสตร์นานาแขนงทัว          ่
   เอเชี ย แต่ ใ นประเทศอิน เดี ยเองด้ วยเหตุผ ล
   ดัง กล่ า วแล้ ว พุ ท ธศาสนาได้ สู ญ เสี ย ฐานะ
   ความเป็นผนําทางศาสนา ไปอย่างน่าเสียดาย
                ู้
สัมฤทธิผลของศาสนาใดศาสนาหนึ่ งนัน ขึ้นอยู่
                                   ้
  กับประชาชนผู้เป็ นบริ ษัทบริวารของศาสนา
  นันด้วย
    ้
ศาสนาชิน (Jain) ซึ่งมีคาสอนและวัตร
                                   ํ
ปฏิ บัติ คล้ า ยคลึ ง กับ พุ ท ธศาสนาอยู่ ห ลาย
อย่ า งหลายประการ มี ก ารจัด ตั ง ในสัง คม
                                      ้
ฆราวาส (คนทวไปที่ไม่ใช่นักบวช) ด้วยเหตุนี้
                  ั่
ศาสนาชิ น จึ ง ย ง คงดํา รงสถานะเป็ นศาสนา
                     ั
หนึ่ ง ในประเทศอิ น เดี ย ได้ ต ราบจนทุ ก ว น นี้
                                             ั
ศาสนาพราหมณ์ หรื อ ฮิ นดู ก็ เ ช่ น เดี ย วกัน
กล่าวคือ สงคมฆราวาสกบสงคมนักบวชหาได้
             ั                ั ั
แยกกนไม่ ทงสองเกี่ยวข้องกนอยางแนบแน่น
        ั      ั้                 ั ่
พทธศาสนาเป็นศาสนาที่เกิดในอินเดียศาสนาเดียวที่
 ุ
   ไม่เข้ า ไปข้ องเกี่ ยวกับวัตรปฏิ บติทางสังคม พุทธ
                                      ั
   ศาสนาไม่มี บ ทบ ญ ญ ติเป็ นกิ จ จะล ก ษณะในเรื่อ ง
                         ั ั             ั
   เกี่ ย วก บ การเกิ ด การตาย หรือ การแต่ ง งานของ
             ั
   พุทธศาสนิกชน พุทธศาสนาให้เสรีภาพในกิจกรรม
   เหล่านี้อย่างสมบูรณ์ โดยถือว่าเป็นสิทธิของแต่ละ
   บุคคล
ตัวอย่างที่ เห็นได้ ชดในประวัติศาสตร์ของพุทธ
                     ั
  ศาสนาในอินเดี ยก็คือ มหาเศรษฐี อนาถบิณ
  ฑิก ผู้เป็ นพุทธอุปัฏฐากคนสําคัญแห่ งนครสา
  วตถี ได้ยกธิดาคนหวปีชื่อมหาสุภททา ให้แก่
    ั                   ั           ั
  คหบดี แห่ งเมืองอุคคนครผู้นับถือศาสนาชิน
  (ในภาษาบาลีมีชื่อว่า นิคณฐนาถปตตะ)
                          ั       ุ
ความมี ใ จกว้ า งหรื อ การให้ เ สรี ภ าพแก่ ศ า
สนิกเช่นนี้ ในทศนะของปราชญบางท่าน (เช่น
               ั                   ์
นายนลิ นากฺ ษ ทั ต ต) เห็ น ว่ า แม้ ใ นระยะ
เริ่มแรกแห่ งการก่อตังและเผยแผ่จะเป็ นผลดี
                       ้
แก่ พุท ธศาสนา แต่ ใ นกาลไกลแล้ ว เป็ นโทษ
มากกว่ า เป็ นคุ ณ เพราะทํ า ให้ ว ัต รปฏิ บ ัติ
ของศาสนิกหย่อนยาน เปิดโอกาสให้ผ้มีทศนะ     ู ั
และความเชื่อถือแปลกแยกเข้าไปปะปนและ
  ่ ํ
บอนทาลายเอกภาพ
ในระยะเริ่ ม แรกนั ้น เป็ นการส่ ง เสริ ม ให้
พุทธศาสนา เจริญแพร่หลายไปอย่างรวดเรว               ็
ทั ง นี้ เพราะประชาชนมี ค วามพอใจที่ พุ ท ธ
   ้
ศาสนาให้ เสรีภาพ ไม่แทรกแซงเปลี่ยนแปลง
หรื อเลิ กล้ มจารี ต ประเพณี ที่ ยึ ดถื อปฏิ บติ ก น
                                              ั ั
มาแต่เดิม
พระพทธองคเป็นปัญญาชน เป็นนักคิด พระองค์
    ุ         ์
 มาจากราชตระกูลที่ ดารงอยู่ในจารีตประเพณี
                       ํ
 ตลอดจนความเชื่ อ ถื อ ตามระบบของส ัง คม
 อันมีพราหมณ์ เป็ นผู้นํามาแต่ โบราณกาล ใน
 ฐานะที่ เ ป็ นปั ญ ญาชน นั ก คิ ด พระองค์ ท รง
 สะท้อนพระทยเมอได้
                ั ื่
ทอดพระเนตรเหน “นิ มิต ๔” มี คนแก่ คนเจบ
                 ็                            ็
 คนตาย และนั กบวช อันเป็ นเหตุให้ พระองค์
 ทรงโทมนัสถึงกบตดสินพระทยออกบรรพชา
                    ั ั           ั
 ทังนี้ เพื่อทรงค้ นหาวิธีที่คนเราจะได้ พบอิสระ
   ้
 จากการ เกิด แก่ เจบ ตาย
                      ็
ด้ ว ย เ ห ตุ นี้ แ ม้ เ มื่ อ ท ร ง บ ร ร พ ช า แ ล้ ว
พระองค์ก็มิได้ ทรงข้องเกี่ ยวกับความเชื่ อถือ
หรื อ จารี ต ประเพณี ข องส ัง คม พระองค์ท รง
ปล่อยให้ ความเชื่อถือหรือวัตรปฏิบตรเหล่านี้     ั
เป็ นไปตามสภาพเดิม พระองค์ทรงมุ่งมันอยู่               ่
กับการค้นหา “สจธรรม” ที่ทาอย่างไรคนเรา
                       ั                 ํ
จะได้ไมต้องเวียนว่ายตายเกิดในสงสารวฏ
          ่                                   ั      ั
ในคํา สอนของพระองค์ที่ มี ป รากฏในพระสู ต ร
  ต่ าง ๆ พระองค์ได้ ทรงห้ ามมิให้ เวไนยยนิกร
  เสียเวลาถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์หรือคาดคะเน
  ในเรื่องที่ไร้ประโยชน์ ไม่นําไปสู่ความหลุดพ้น
  (นิ พพาน) เช่ น ความเห็ น ที่ ยึ ด เอาที่ สุ ด ๑๐
  ประการ (อ ัน ตคาหิ ก ทิ ฏ ฐิ ) ในค ัม ภี ร์ม ช ฌิ ม
                                               ั
  นิกาย เป็นต้น
นายนลิ น ากฺ ษ ทัต ต ปราชญ์ช าวอิน เดี ย ผู้
รจนาตําราหลายเล่มเกี่ยวกบพุทธศาสนาใน
                                   ั
อินเดีย ได้เขียนแสดงความเห็นไว้ว่า การวาง
ตนไม่เข้ าไปแทรกแซงกิจการทางสังคมของ
พุ ท ธ ศ า ส น า ใ น อิ น เ ดี ย ใ น ร ะ ย ะ แ ร ก ๆ
โดยเฉพาะในช่ ว งเวลาที่ พ ระพุ ท ธองค์ แ ละ
สานุ ศิ ษ ย์ผู้ป รี ช าญาณของพระองค์ย ง ดํา รงั
พระชนมชีพอย่นัน
          ์         ู ้
เป็นผลดีแก่การเผยแผพทธศาสนาอย่างแน่นอน
                       ่ ุ
   แต่เมื่อกาลเวลาล่วงเลยไป และเมื่อไม่มีพระ
   พุทธองค์ตลอดจนสานุศิษยผ้ปรีชาญาณเป็น
                              ์ ู
   ผู้นําและให้แสงสว่าง ลัทธิความเชื่อตลอดจน
   พิ ธี ก รรมเก่ า ๆ ของพราหมณ์ ซึ่ ง มี ม าแต่
   โบราณกาล จึงกลับฟื้ นคืนชีพขึนอีก
                                  ้
ภายในระยะเวลามิช้ามินานหลัง จากพุทธ
ปรินิพพาน และหลังจากอัครสาวกองค์สาคัญ            ํ
ๆ ผู้เปรื่องปราดได้ ล่วงลับไปแล้ว ประชาชน
ต่ า งก็เ ริ่ ม ลื ม เลื อ นสารัต ถะแห่ ง คํา สอนของ
พระพุ ท ธเจ้ า และต่ า งกลับ ไม่ เ ชื่ อ ถื อ และ
ป ร ะ พ ฤ ติ ป ฏิ บั ติ ต า ม ลั ท ธิ คํ า ส อ น ข อ ง
พระพทธเจ้า แต่ต่างกลบไป
       ุ                       ั
เชื่อถือและประพฤติปฏิบติตามลัทธิคาสอนของ
                             ั        ํ
   พราหมณ์ ซึ่ ง พระพุท ธองค์ท รงค ัด ค้ า นและ
   ต้องการเปลี่ยนแปลงตลอดพระชนมชีพของ    ์
   พระองค์ กล่ า วโดยย่อก็คือ แก่ นแห่ งศาสนา
   พทธ ได้ถกกระพี้แห่งศาสนาพราหมณ์ ปกปิด
     ุ      ู
   หรื อ บด บั ง ไ ว้ อย่ า ง แทบจะ มอง ไ ม่ เ ห็ น
   โดยเฉพาะจากสามัญชนคนธรรมดา
พฤติการณ์ ทํานองเดี ยวกันนี้ ได้ เกิดขึ้นใน
ประเทศอื่ นที่ พุทธศาสนาได้ แผ่ไปถึง เช่ นใน
ประเทศจี น ทิ เบต เนปาล พม่า สยาม ลัง กา
ญี่ ปุ่ น ตลอดจนเกาหลี มองโกเลี ย และ
อินโดนีเซีย ในทุกประเทศที่ได้กล่าวนามมานี้
เ ป็ น ค ว า ม จ ริ ง ที่ พุ ท ธ ศ า ส น า ไ ด้ เ ข้ า ไ ป
ประดิษฐานอยู่เป็ นเวลาช้านาน ทังได้รบความ้ ั
เทิ ด ทู น ส ัก การะอย่ า งสู ง จากประชาชน แต่ ใ น
  ข ณ ะ เ ดี ย ว กั น อิ ท ธิ พ ล ข อ ง วั ฒ น ธ ร ร ม
  ตลอดจนลัทธิความเชื่ อถือ เดิมของท้ องถิ่นก็
  ได้ เ ข้ า ไปผสมผสานปนเปกั บ คํ า สอนอั น
  แท้จริงของพุทธศาสนา อย่างแทบจะแยกกน                ั
      ่
  ไมออก
โดยย่อก็คือ “ปรมตถธรรม” ที่พระโคดมพทธ
                    ั                             ุ
  เจ้าได้ทรงสงสอนไว้ ได้เลือนลางจางหายจน
               ั่
  แทบจะสูญความหมาย ในอินเดีย โดยเฉพาะ
                               ่
  แล้ว ภายในระยะเวลาไมกี่ร้อยปีหลงจากพทธ  ั         ุ
  ศ า ส น า แ ม้ ใ น ถิ่ น ที่ พุ ท ธ ศ า ส น า เ ค ย
  เจริญร่งเรืองที่สุดมาแล้ว เช่นในรฐพิหาร อตร
         ุ                              ั             ุ
  ประเทศ และเบงกอล กตาม    ็
สาเหตุอีกประการหนึ่ งที่ ทําให้ พุทธศาสนา
เสื่อมอิทธิพลน่าจะได้แก่ ความตกตํ่าทางภมิ     ู
ปัญญาของบุคคลที่ เข้ามาเป็ นสมาชิกในคณะ
ภิกษุสงฆ์ ตราบใดที่คณะสงฆ์มีสมาชิกที่ทรง
ความรู้ความสามารถ เป็นประทีปทางปัญญา
ให้ แ ก่ ป วงชน ตราบนั ้น พุท ธศาสนาก็อ ยู่ ใ น
ฐานะสูงส่ง
มี ร าชามหากษั ต ริ ย์ ต ลอดจนประชาชนคน
   ธรรมดาประกาศตน เป็นสมาชิกมากมาย แต่
   หลังจากพุทธปรินิพพานไม่นานก็ปรากฏตาม
   หลัก ฐานทางประวัติ ศาสตร์ ว่ า ได้ มี ค วาม
   หย่อ นยานเกิดขึ้นทัง ในทางระดับ ภูมิปัญญา
                        ้
   และในวัต รปฏิ บัติ ของสงฆ์ จนต้ อ งมี ก าร
   สังคายนากันเป็ นระยะ ๆ ตลอดมา
ใ น อิ น เ ดี ย ส ม ั ย โ บ ร า ณ มี ก า ร โ ต้ ว า ที
(ศาสตรารฺ ถ ) กัน ในเรื่ อ งของศาสนาที่ เ ป็ น
สาธารณะ โดยเปิดให้ประชาชนทุกลทธิความ           ั
เชื่ อถือเข้าฟั งได้ ผลของการโต้ วาที มีอิทธิพล
ของความเชื่อของคนในยุคนันมาก ปรากฏว่า ้
ในการโต้วาที เหล่านัน ปราชญ์ฝ่ายพราหมณ์ -
                            ้
ฮินดู เช่น ท่ านกุมาริละ และท่ านศังกราจารย์
ลทธิตนตระเป็นวิวฒนาการขนต่อมาของ
      ั ั                ั            ั้
พทธศาสนาฝ่ายมหายาน
   ุ
     เหตุ ก ารณ์ ใ นประวัติ ศาสตร์ ซึ่ ง เกิ ดขึ้ น
มากมายทั ว โลก มี อ าทิ ในประเทศอิ นเดี ย
              ่
อียิปต์ ประเทศจีนยุคกลาง ในตะวันออกกลาง
ยุ โ รป สหร ัฐ อเมริ ก า (ล่ า สุ ด ในญี่ ปุ่ น ได้ แ ก่
กรณี โอมชินริเกียว
Aum Shinrikyo ซึ่งได้สร้างความหายนะ
 ทัง ในชี วิ ต และทรัพ ย์ สิ น แก่ ช าวญี่ ปุ่ นอย่ า ง
    ้
 มหาศาล) ชี้ ให้ เราเห็นว่า ความเชื่ อลัทธิทาง
 ศาสนานั ้ น มี อิ ทธิ พลอย่ า งมากมายต่ อ
 พฤติ ก รรมในชี วิ ต ของมนุ ษ ย์ พิ ธี ก รรมหรื อ
 วตรปฏิบติ อนเกิดจากความเชื่อทางศาสนา
  ั          ั ั
 มากมายหลายกรณี ซึ่งแรกเริ่มเดิมที เกิดจาก
เป้ าหมายหรื อ ว ัต ถ ุป ระสงค์อ ัน ดี ง าม เป็ นบุ ญ
   กุศล แต่ พอกาลเวลาล่วงเลยไป กิเลสของคน
   กลับแปรเปลี่ ยนให้ พิธีกรรมหรือ วัตรปฏิบติ       ั
   เหล่านัน หันเหไปในทางที่เลวทรามตําช้าสุดที่
          ้                                 ่
   จะพรรณนา กล่าวได้ว่า ตันตระเป็ นลัทธิความ
   เชื่อและวตรปฏิบติที่นํา พทธศาสนาไปส่ความ
              ั      ั       ุ                 ู
   หายนะขันสุดท้ายในประเทศอินเดีย
            ้
ตนตระประกอบด้วยคาสอนหลก ๕ ประการ
    ั                   ํ           ั
ที่ มีชื่อว่า “๕ ม” มี (๑) มทยะ - เหล้า (๒)
                              ั
มางสะ - เนื้ อ (๓) มัต สยะ - ปลา (๔) มุท รา -
ท่าทาง (๕) ไมถุน – การเสพสงวาส  ั
      ผที่เชื่อในหลกคาสอนของตนตระจะต้องใช้
       ู้          ั ํ            ั
“๕ ม” นี้ประกอบ การบชากราบไหว้
                          ู
เพียงเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วสาหรบการที่จะ
                                      ํ ั
  เข้ า ใจว่ า ตั น ตระคื อ อะไร และทํ า ไมพุ ท ธ
  ศาสนาในอิ น เดี ย จึ ง ถึ ง ซึ่ ง กาลอวสานด้ ว ย
  ตนตระ
    ั
สมองของมนุ ษย์ นั ้ น ว่ า กั น ว่ า เป็ นเลิ ศ
ประเสริฐสุดในบรรดาสัตว์ ทุกชนิดที่ มีให้เห็น
ในโลก แต่ ประวัติศาสตร์กมีนิทัศน์ อุทาหรณ์
                             ็
ให้ เ ราต้ อ งยอมรับ และเชื่ อ ว่ า ก็ ส มองของ
มนุษย์นี่แหละที่ได้สร้างความชวช้าสามานย์
                                   ั่
ตลอดจนความพินาศวอดวายที่ เลวร้ายที่ สุด
ให้แก่มนุษย์
    ทุกวนนี้ “ตนตระ” กยงมีให้เหนทว ๆ ไป
         ั      ั        ็ ั           ็ ั่
ตันตระนันหรือคือลัทธิที่สอนให้ คนเชื่อในเวทย์
            ้
  มนต์คาถาอาคม การทรงเจ้าเข้าผี ตลอดจน
  ทุกสิ่งทุกอย่างที่รวมอยู่ในไสยศาสตร์ ไสยเวท
  อ ั น มี กํ า เนิ ดจากค ั ม ภี ร์ อ าถรรพเวทของ
  พราหมณ์ และอยู่นอกเหนื อวิสย ของปุถชน  ั     ุ
  คนธรรมดา
กล่าวได้ว่า ตังแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๘ จนถึง
                   ้
คริสต์ศตวรรษที่ ๑๒ ชาวอินเดียทงประเทศซึ่ง
                                 ั้
เดิ ม เคยนั บ ถื อ ศาสนาพราหมณ์ -ฮิ น ดู และ
ศาสนาพุทธ ต่างก็ตกอยู่ในความครอบงําของ
ลัทธิตนตระอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทังนี้ ไม่เฉพาะ
         ั                       ้
แต่สามญชนคนธรรมดาเท่านัน หากชนชนสูง
           ั                  ้          ั้
รวมทังชนชันผูปกครองด้วยก็เช่นเดียวกัน
       ้     ้ ้
อิสลามในฐานะเป็นกาลงสาคญทงในทาง
                           ํ ั ํ ั ั้
การเมื อ งและการศาสนา ได้ แ ผ่ เ ข้ า ไปใน
อิ น เดี ย ทางทิ ศ ตะวัน ตกเฉี ย งเหนื อ โดยเริ่ ม
ตงแต่ตอนต้น ของคริสต์ศตวรรษที่ ๑๑ และ
   ั้
ภายในเวลาไม่กี่ร้อยปี กสามารถครอบครอง
                            ็
ดิ นแดนภาคเหนื อ ภาคกลาง และภาค
ตะวนออกของอินเดียไว้แทบจะทงหมด และ
        ั                            ั้
การที่ อิ สลามเข้ า ไปมี อํ า นาจทางอาณาจัก ร
 และศาสนจกรในอินเดียเป็นเวลาหลายร้อยปี
                ั
 ทํ า ให้ อิ ทธิ พลของว ั ฒ นธรรมอิ สลามแผ่
 กระจาย และคลุมครอบชีวิตของชาวอินเดีย
 อย่างลุ่มลึกและกว้างไกล ซึ่งอิทธิพลนี้ยงมีให้
                                        ั
 เห็ น ตราบจนปั จ จุ บ น โดยเฉพาะในอิ น เดี ย
                       ั
 ภาคเหนื อ
ในส่วนที่เกี่ยวกับพุทธศาสนานัน อาจกล่าว
                                   ้
ได้ว่า การปรากฏตัวของอิสลามเป็ นมรสุมลูก
สุดท้ายที่ กระหนํ่ าให้ “พุทธนาวา” ลํานี้ กอยู่็
ในสภาพ “ชํารุด” เตมประดา ด้วยท้องนาวา
                         ็
ถกแมงกระพรนตนตระกดกิน เป็นรรวนํ้าไหล
  ู              ุ ั        ั        ู ั่
เข้ า ได้ จวนเจี ย นจะพลิ กคว ํ่ า อยู่ แ ล้ ว แต่
“มรสุม”
ลูกสุดท้ ายที่ ทําให้ พุทธศาสนาต้ องพังพินาศไป
  จากแผนดินอินเดียนัน แน่นอน คือ “อิ สลาม”
          ่                ้
  พระลามา “ตารานาถ” ได้บนทึกไว้ในหนังสือ
                               ั
  “ประวัติศาสตร์ พระพุทธศาสนา” ของท่านว่า
  “บรรดาภิ กษุสงฆเมอถกฆ่าและถกทาร้าย
                       ์ ื่ ู       ู ํ
โดยพวกมุสลิมในศตวรรษที่ ๑๒ ต่ างก็พากัน
หนี ไปยัง ประเทศทิ เบต และประเทศอื่ น ๆ
นอกอิ น เดี ย เมื่ อ ภิ ก ษุ ส งฆ์ ไ ม่ มี เ หลื อ อยู่ ทัง
                                                          ้
โบสถ์วิ ห ารก็ถ ก ทํา ลายลงจนหมดสิ้ น จิ ต ใจ
                     ู
ของพวกฆราวาสพทธมามกะ จึงเป็นธรรมดา
                          ุ
อ ยู่ เ อ ง ที่ จ ะ ต้ อ ง เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ไ ป ต า ม
สภาพการณ์ ผลกคือ        ็
พุ ท ธศาสนิ กชนส่ ว นใหญ่ ไ ด้ ส วามิ ภั ก ด์ ิ ต่ อ
   พราหมณ์ ซึ่งมีความสมพนธกนทางเลือดเนื้อ
                        ั ั ์ ั
   และวฒนธรรมอยู่แล้ว พวกที่เหลืออย่กหนไป
           ั                           ู ็ ั
   นั บถือหรือถูกบังคับให้ นับถือศาสนาอิ สลาม
   ซึ่ งมีอานาจทางการเมืองอยู่ในเวลานั น ด้ วย
             ํ                           ้
   ประการฉะนี้ เองที่ พ ระพุ ท ธศาสนาได้ สู ญ
   หายไปจากอินเดีย ดินแดนที่เกิดของตน”.
ศาสนาพุท ธถื อ อุบ ติ แ ละเจริ ญ รุ่ง เรื อ งใน
                            ั
อินเดีย ปลายคริสต์ ศตวรรษที่ 12 จึงเริ่ม
เสื่อม และอันตรธานไปจากอินเดี ย ชาวพุทธ
ที่มีอยู่ในอินเดียปัจจุบนทุกวนนี้ เป็นชาวพทธ
                          ั   ั                  ุ
ใหม่ที่ได้รบการชกชวนจาก ดร.บี อาร์ อมเบด
            ั      ั                          ั ็
การ์ เมื่อประมาณซก 60-70 ปี ที่ ผ่านมา
                        ั
เกือบแทบทงหมดทงสิ้น
              ั้     ั้
อ ั ม เบ ็ ด การ์ ถื อ กํ า เนิ ดเกิ ดมาดู โ ลกเมื่ อ 14
    เมษายน พ.ศ.2434 ในครอบครัวของชาว
    ฮินดู ที่ รฐ มหาราช ในชนชันวรรณะศูทร ซึ่ ง
               ั                       ้
    เป็ นวรรณะตํ่าสุดใน 4 วรรณะของอินเดี ย
    แม้ว่ า จะมาจากวรรณะ ศูท รยากจนข้ น แค้ น
    แต่ท่านก็เรียนหนังสือเก่ง ขนาดสอบชิงทุนได้
    ไปเรียนกฎหมายที่องกฤษ และภาย หลังมาจบ
                               ั
ดร.อัม เบ็ด การ์ มี ส่ ว นสํ า คัญ ในการร่ า ง
รัฐ ธรรมนู ญ ของอิ น เดี ย คนอิ น เดี ย ยอมรับ
ท่านมาก ถึงขนาด ประกาศให้เป็น “บิ ดาแห่ ง
รัฐธรรมนู ญอิ นเดี ย”        ท่ านออกบรรยาย
ปราศรัยไปในที่ ต่างๆ เรื่อง รัฐธรรมนูญ เรื่อง
กฎหมาย สุ ด ท้ า ยก่ อ นจบคํ า บรรยายท่ า น
มักจะวกไปเรื่องศาสนา
โดยมักจะ หยอดเรื่องศาสนาพุทธเป็ นของแถม
  วาทะของท่านที่สาคัญซึ่งทุกคนยังจํากันได้ดีก็
                       ํ
  คือ I was born as a Hindu but
  I will not die Hindu.“ข้าพเจ้าถือ
  กํา เนิ ดเกิ ด มาเป็ นคนฮิ น ดู แต่ ข้ า พเจ้ า จะไม่
  ตายอย่างฮินด”    ู
ดร.อมเบดการประกาศว่าจะเปลี่ยนศาสนา
          ั ็          ์
เป็นพทธตงแต่ พ.ศ.2478 แต่กไม่ได้เปลี่ยน
        ุ ั้                          ็
จน กระทง วนที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2499 ท่าน
            ั่ ั
นํ าผู้ ค น เชื่ อถื อ ศร ั ท ธาท่ านจ ํ า นวนกว่ า
400,000 คน ทําการเปลี่ยน ศาสนาครัง                ้
ใหญ่ ที่คนอินเดียเรียกว่า the massive
religious con versionเปลี่ยน จาก
ฮิ น ดู ม า เ ข้ า พุ ท ธ ที่ เ มื อ ง น า ค ปู ร์
นับถือพุทธได้ไม่ทนถึง 2
                  ั           เดือน ดร.อมเบด
                                          ั ็
 การ์ก็จากโลกนี้ ไปเมื่อวันที่ 6     ธันวาคม
 พ.ศ.2499 ตงแต่นันเป็นต้นมา กยงมีฮินดู
                ั้     ้              ็ ั
 ค่ อ ย ๆ ท ย อ ย เ ข้ า ม า อ า ศ ั ย ใ ต้ ร่ ม
 พระพุทธศาสนาอยู่บ้างแต่ ไม่มาก โบสถ์ฮินดู
 ในรฐทมิฬนาฑูทางภาคใต้หลายแห่ง
     ั
บางแห่งมีรปแกะ สลก พระพทธเจ้า ได้รบ
           ู      ั     ุ          ั
 คาอธิบายว่าฮินดบรรจพระพทธเจ้าเข้าเป็น
  ํ                 ู  ุ    ุ
 พระเจ้าองค์หนึ่ ง ในบรรดา พระเจ้าหลายหมืน
                                         ่
 องคของศาสนาฮินดู
    ์
อี กกลุ่มที่ ช่วยให้ คนอินเดี ยกลับเข้ ามาถือ
พุ ท ธได้ ใ หม่ ก็ คื อ คนไทยที่ ไปทํ า บุ ญ ใน
สังเวชยสถาน 4 ตําบล ทงสถานที่ประสูติที่
                                ั้
ตํา บลลุ ม พิ นี เนปาล สถานที่ ต ร ส รู้ที่ ตํา บล
                                     ั
พทธคยา ในรฐพิหารของอินเดีย สถานที่ปฐม
  ุ               ั
เทศนาที่ตาบลสารนาถ รฐอตตร ประเทศ และ
             ํ              ั ุ
สถานที่ ปรินิพพานที่ ตําบลกุสินารา รัฐ อุตตร

พระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย

  • 1.
    พระพุ ท ธศาสนาได้อุ บ ัติ ขึ้ น ท่ า มกลางสัง คม อินเดียที มีความหลากหลายด้านความเชื่อ ศาสนา ลัทธิต่าง ๆ ที่ อุบติขึ้นก่ อนพระพุทธศาสนา และที่ ั เกิดขึนไล่เลี่ยกัน ตลอดจนลัทธิที่เกิดขึนมาภายหลัง ้ ้ อีกมากมาย แม้ว่าพระพุทธศาสนาจะเกิดขึ้นมาใน ดิ นแดนชมพู ท วี ป หรื อ อิ นเดี ย เหมื อ นกั บ ลัท ธิ ศาสนาต่าง ๆ เหล่านัน แต่พทธ ้ ุ
  • 2.
    ศาสนามี ล ักษณะพิ เ ศษที่ แ ตกต่ า งจากล ัท ธิ ศาสนาต่าง ๆ ได้แก่การอุบติขึ้นมาพร้อมกบ ั ั การปฏิ รู ป สั ง คมอิ นเดี ย เสี ย ใหม่ คื อ พุ ท ธ ศาสนาได้เสนอหลกทฤษฎีใหม่ ซึ่งหกล้างกบ ั ั ั ความเชื่ อ ด ั ง เดิ มของชาวอิ นเดี ย ไปมาก ้ โดยเฉพาะอย่ า งยิ่ ง หล ัก การที่ แ ตกต่ า งจาก ศาสนาพราหมณ์โดยสิ้นเชิง
  • 3.
    พุท ธศาสนาเคยได้ เจริ ญ รุ่ง เรือ งในอินเดี ย มาก่ อ น ย่อมจะทําให้ สงคมอินเดี ยได้รบอิทธิพลด้านความคิด ั ั ความเชื่ อ จากพระพุ ท ธศาสนาอย่ า งแน่ นอน เมื่ อ ความคิ ด ความเชื่ อ หรื อ ทัศ นคติ ข องคนอิ น เดี ย เป็ น อย่างไร ก็ย่อมส่งผลให้สงคมเป็ นไปอย่างนันด้วย แม้ว่า ั ้ ปั จ จุบ น นี้ จ ะเหลื อ แต่ ภ าพเก่ า ๆ ของพุท ธศาสนาใน ั ความทรงจ ํา ของผู้ค น หรื อ อาจจะลื ม ไปแล้ ว ก็ต าม สาหรบคนอินเดีย แต่อิทธิพลของของพทธศาสนาที่เคย ํ ั ุ มีบทบาทต่อสงคมอินเดียนัน ยงปรากฏอยู่ ทงในอดีต ั ้ ั ั้ และ
  • 4.
    ปั จ จุบ น อิ ท ธิ พ ลของพระพุท ธศาสนาในครัง ั ้ พุท ธกาล หลัง จากที่ พ ระพุท ธองค์ท รงตรัส รู้ อนุ ต ตรสัม มาสัม โพธิ ญ าณแล้ ว ภารกิ จ อัน ยิ่งใหญ่ของพระพทธองคคือ การชี้นําแนวทาง ุ ์ ดําเนินชีวิตที่ถกต้องแก่มวลประชากร เพื่อ ู
  • 5.
    ความสุ ข สงบแก่ชี วิ ตและสั ง คมแม้ ว่ า จะ ยากลําบากเพียงใดก็ตาม พระองค์ใช้เวลาที่ มี อยู่ตลอดพระชนม์ชีพ ๔๕ พรรษา เผยแผ่ ห ลัก ธรรมคํา สัง สอนจนพุท ธ ่ ศาสนาแพร่หลายในแคว้นต่าง ๆ มีประชาชน ศรทธาเลื่อมใสและอทิศตนเป็นพทธสาวก นับ ั ุ ุ ถือพระพทธศาสนาจานวนมากมาย ุ ํ
  • 6.
    พระพุทธองค์มิได้จากัดบุคคลในการเทศน์ สอน ํ ว่าเป็ นชนชันวรรณะใด เพศใด อาชีพใด หรืออายุ ้ วัยใด ทรงแสดงธรรมแก่บคคลทุกระดับ ไม่จากัด ุ ํ ขอบเขต หากเขามีความสามารถที่จะรบร้ธรรมได้ ั ู ก็ทรงให้โอกาสเสมอ จนมีพทธศาสนิกชนทุกระดับ ุ พุทธธรรมได้แทรกซึมอยู่ในบุคคลทุกกลุ่ม ทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ สิทธิเสรีภาพของบคคลได้ถกเปิด ุ ู
  • 7.
    ออกโดยหลั ก การของพุท ธศาสนา เพราะ เมื่ อ ก่ อ นได้ ถ ก ครอบง ํา ปิ ดก ัน สิ ท ธิ เ สรี ภ าพ ู ้ โดยความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ ประชาชน ส่วนมากได้รบอิทธิพลจากพุทธศาสนาในการ ั ดํา เนิ นชี วิ ต เช่ น การมี ค วามเชื่ อ เรื่ อ งกรรม แทนความเชื่ อเรื่องพระพรหมลิขิต การถวาย ทาน การปฏิบติตามศีล ๕ ศีล ๘ เป็นต้น ั
  • 8.
    พระราชาผู้ปกครองแว่นแคว้นก็ทรงปกครอง โดยทศพิธราชธรรม ดงปรากฏว่ามีพระราชาหลาย ั พระองค์ที่ทรงเป็ นพุทธสาวก เช่นพระเจ้าพิมพิสาร แห่งแคว้นมคธ พระเจ้าปเสนทิโกศล พระราชาแห่ง แคว้นโกศล เป็ นต้ น ทรงเป็ นพุทธมามกะ และได้ ปกครองบ้านเมืองด้วยหลกธรรมทางพทธศาสนา ั ุ ทรงอุ ป ถั ม ภ์ พุ ท ธศาสนา ด้ ว ยการทนุ บํ า รุ ง พระภิกษุสงฆ์
  • 9.
    มี พระพุท ธเจ้า เป็ นประธาน และได้ ส ร้ า งวัด วา อารามต่ า ง ๆ ถวายแก่ พ ระภิ ก ษุ ส งฆ์ ด้ ว ย ภายหลงพทธปรินิพพาน พระพทธศาสนาได้มี ั ุ ุ ความเจริญรุ่งเรืองไปในแคว้นต่าง ๆ มีนิกาย ต่าง ๆ เกิดขึ้นทําให้พุทธศาสนาแพร่หลายไป พร้ อ มก ั บ ความเสื่ อ มที่ ตามมาก ั บ ความ แพร่หลายนันเอง ด้วยเหตผลหลาย ่ ุ
  • 10.
    ประการที่ทาให้พระพทธศาสนาเสื่อมจากอินเดีย ํ ุ พระพุท ธศาสนาได้ เ จริญ รุ่ง เรื องมาตัง แต่ ้ ครังพุทธกาล จนถึงประมาณพุทธศตวรรษที่ ้ ๑๑ ตงแต่บดนันมาพระพทธศาสนากได้เสื่อม ั้ ั ้ ุ ็ จากอินเดี ย โดยถูกครอบงําจากอิทธิพลของ ศาสนาฮิ น ดู ระยะกาลอัน ยาวนานของพุท ธ ศาสนาที่มีต่อวิถีชีวิตคนอินเดียกว่า ๑ พันปี
  • 11.
    พุท ธศาสนามี บทบาทต่ อ สัง คมอิ น เดี ย ในสมัย ต่าง ๆ ดังนี้ เมื่ อ พุท ธศตวรรษที่ ๒ ในร ช สม ย ของพระเจ้ า ั ั อโศกมหาราช ทรงศรัทธาเลื่ อมใสในพุทธศาสนา เถรวาทมาก ทรงทํา นุ บ า รุง พระพุท ธศาสนาและ ํ ปกครองบ้านเมืองให้ สงบร่มเย็น ประชาชนอยู่กน ั อย่ า งสงบสุ ข บทบาทสํ า คัญ ของพระเจ้ า อโศก มหาราชที่ มีต่อพระพุทธศาสนาคือทรงอุปถัมภ์การ
  • 12.
    ส ัง คายนาพระธรรมวินั ย คร ง ที่ ๓ ขจ ด ภ ย ร้ า ย ั้ ั ั ของพระพุ ท ธศาสนาด้ วยการขจั ด พวก เดียรถียปลอมบวช และส่งพระสมณทูตไปเผย ์ แผ่ พุ ท ธศาสนา ในดิ น แดนประเทศต่ า ง ๆ รวมถึง ๙ สายด้วยกันประมาณพุทธศตวรรษ ที่ ๙ - ๑๑ ราชวงศคปตะทางอินเดีย ์ ุ
  • 13.
    ตอนเหนื อเจริญรุ่งเรือง ในสมัยราชวงศ์นี้ได้ชื่อ ว่ า เ ป็ น ยุ ค ท อ ง ท า ง ศ า ส น า ว ร ร ณ ค ดี ศิลปกรรม และปรัชญา แม้ว่าพระเจ้าแผ่นดิน ในราชวงศ์นี้จะเป็ นฮินดูส่วนมาก
  • 14.
    แต่ก็ทรงอุปถมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนาเป็น ั อ ย่ า ง ดี โ ด ย เ ฉ พ า ะ ฝ่ า ย ม ห า ย า น จ น เจริญร่งเรืองไปสู่ประเทศใกล้เคียง กษตริยที่มี ุ ั ์ บทบาทสาคญได้แก่ พระเจ้าจนทรคุปต์ พระ ํ ั ั เจ้ า สมุ ท รคุป ต์ พระเจ้ า วิ ษ ณุ คุ ป ต์ และพระ เจ้าสกนธคปต์ ั ุ
  • 15.
    ในยุคนี้ พระพุทธศาสนาฝ่ ายมหายานได้รจนา คมภีรขึนมากมาย ด้านศิลปกรรมทางพทธศาสนามี ั ์ ้ ุ ความเจริ ญรุ่ ง เรื อ งอย่ า งมาก เช่ น ศาสนสถาน และศาสนวตถ ุ ได้สร้างขึ้นอย่างงดงาม พระพทธรป ั ุ ู ศิ ลปะสมัย คุ ป ตะมี ห ลายขนาด หลายปาง แม้ พระพุท ธรูปสมัย ทวาราวดี ก็ไ ด้ ร บ อิ ท ธิ พ ลมาจาก ั ศิลปะสมยคปตะ ั ุ
  • 16.
    ส่ ว นด้า นปรั ช ญา ได้ มี นั ก ปรั ช ญาทางพุ ท ธ ศาสนาหลายท่ า น เช่ น ท่ า นนาคารชุ น ท่ า นอส ั ง คะ และท่ านวสุ พ ั น ธ์ ท่ านเหล่ า นี้ ประกาศ พุ ท ธปรั ช ญาให้ เ ป็ นที่ สนในแก่ ประชาชน โดยเฉพาะนั ก คิ ดนั ก ปร ั ช ญา ทัง หลาย แม้ ว่ า จะเป็นปร ช ญาฝ่ ายมหายาน ้ ั แต่ ก็ได้ มีอิทธิพลต่ อความคิด ความเชื่ อของ
  • 17.
    ในด้ า นการศึก ษาพระพุ ท ธศาสนา ราว พ.ศ. ๑๐๐๐ การศึกษาทางพุทธศาสนาได้ก้าวหน้า ไปมาก ถึง กับขยายการจัดการศึ กษาไปเป็ น รูปแบบมหาวิทยาลย จึงได้เกิดมหาวิทยาลย ั ั แห่ งแรกในโลกขึ้น คือมหาวิทยาลัยนาลันทา และมหาวิ ทยาลัย อื่ น ๆ ขยายตามมาอี ก กระจายอย่ในอินเดียตอนเหนือ ู
  • 18.
    มหาวิทยาลัยนาลันทามีคณาจารย์สงสอนธรรม ั่ มีถึง๑๕๐๐ ท่าน นักศึกษาจานวนนับหมื่น มีทงชาว ํ ั้ อินเดีย และชาวต่างชาติ เช่น จีน ธิเบต อินโดนีเซีย เตอร์กี ทัง บรรพชิ ต และคฤหัส ถ์ ทัง ฝ่ ายมหายาน ้ ้ แ ล ะ เ ถ ร ว า ท แ ล ะ ศ า ส น า อื่ น ๆ ก า ร ศึ ก ษ า พระพทธศาสนาจึงเป็นไปอย่างกว้างขวาง ุ
  • 19.
    พ.ศ. ๑๑๐๐ พระเจ้าหรรษวรรธนะ(พระเจ้าศีลา ทิตย) ราชวงศ์วรรธนะ แห่งวรรณะแพศย์ ได้ ์ กํ า จ ั ด อํ า นาจราชวงศ์ คุ ป ตะแห่ งวรรณะ พราหมณ์ลงได้ และขึ้นครองราชเป็นมหาราช ที่ยิ่งใหญ่ ทรงเลื่อมใสในพทธศาสนามหายาน ุ ได้ทานุบารงพระพทธศาสนา ํ ํ ุ ุ
  • 20.
    และอุปถัมภ์บารุงมหาวิทยาลัยนาลันทาด้วย จน ํ ทํา ให้ ช าวฮิ น ดูข ด เคื อ งว่ า บ า รุง พุท ธศาสนา ั ํ มากกว่าฮินดู จึงวางแผนปลงพระชนม์พระเจ้า หรรษะจนสําเร็จ
  • 21.
    ในยุคนี้ ได้มีพระภิกษุชาวจีนท่านหนึ่ งชื่อหลวงจีน เหี้ย นจ ัง หรื อ ยวนฉาง (พระถ ัง ซัม จ ั ๋ง) ได้ จ าริ ก สู่ ชมพูทวี ป นอกจากท่ านมาศึ กษาพระพุทธศาสนา และแปลพระไตรปิ ฎกเป็ นภาษาจี น เพื่ อ นํ า ไปยัง ประเทศจีนแล้ว ท่านยงได้เขียนจดหมายเหตุไว้เพื่อ ั บัน ทึ ก เรื่ อ งราวและสภาพของสั ง คมด้ า นพุ ท ธ ศาสนาไว้มากมาย ซึ่ งเป็ นประโยชน์ ต่อการศึ กษา พระพุทธศาสนาในภายหลัง
  • 22.
    หลังจากพระเจ้าศี ลาทิ ตย์สวรรคตแล้วอินเดี ย ได้เข้าส่ความระสาระสายเป็นเวลาประมาณ ๑ ู ํ่ ศตวรรษ พระพุท ธศาสนาได้ เ ส่ื อ มถอยจาก อิ นเดี ย ตามลํ า ดั บ นั บ ตั ้ง แต่ ห ลั ง ราชวงศ์ วรรธนะ (พระเจ้ าศี ลาทิตย์ ) ด้ วยสาเหตุม า จากปัจจยทงภายในและภายนอกคือ ั ั้
  • 23.
    ๑) ปั จจัย ภายใน ได้ แ ก่ ค วามอ่ อ นแอ ความ แตกแยก ขาดความเป็ นปึ กแผ่ น ของคณะสงฆ์ ประกอบกบการรบเอาลทธิตนตระของพราหมณ์มา ั ั ั ั ปฏิบติ เกิดเป็นนิกายใหมเรียกว่านิกายพทธตนตระ ั ่ ุ ั ซึ่งขดกบหลกการเดิมของพทธศาสนาอย่างรนแรง ั ั ั ุ ุ
  • 24.
    ๒) ปัจจยภายนอก ได้แก่ความระสาระสายของ ั ํ่ บ้านเมือง อันเนื่ องมาจากการคุกคามจากชน ชาติอื่น จนแตกแยกเป็นรฐน้อยใหญ่ และการ ั คุกคามจากศาสนาอื่น เช่น ศาสนาฮินดูและ ศาสนาอิสลาม
  • 25.
    ขาดผู้อุ ป ถัม ภ์ โดยเฉพาะอย่ า งยิ่ ง คื อ กษั ต ริ ย์ ผู้ ป กครองบ้ า นเมื อ ง เมื่ อ กษั ต ริ ย์ ที่ นั บ ถื อ ศาสนาอื่นแล้วไม่ทรงอุปถัมภ์พทธศาสนาแล้ว ุ ก็จะทําให้พทธศาสนาไม่อาจมันคงถาวรได้ ุ ่
  • 26.
    เมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๗๐๐สงคมอินเดียกาลงอยู่ใน ั ํ ั ความอ่อนแอ กองทพเตอรกมุสลิมได้เข้ามารกราน ั ์ ุ อิ น เดี ย ทํา ลายล้ า งพุท ธศาสนาที่ มี อ ยู่ ใ นอิ น เดี ย อย่างราบคาบ ได้ฆ่าพระสงฆ์ เผาคัมภีร์ ทําลายศา สนสถาน เช่น วดวาอาราม มหาวิทยาลยนาลนทา ั ั ั เผาตาราทิ้งจนไม่มีเหลือ พระสงฆ์บางส่วนที่หนีทน ํ ั ได้ลี้ภยไปอย่ที่เนปาล และธิเบต ั ู
  • 27.
    พระพุทธศาสนาได้ สูญสิ้น ไปจากอินเดี ย ตังแต่ ้ บด นั ้น มา ระยะกาลยาวนานกว่ า ๑ พน ปี ที่ ั ั พุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองในอินเดีย และได้ สูญสิ้นไปจากอินเดียโดยสิ้นเชิง ที่ ยงเหลืออยู่ ั ก็มี เ พี ย งประชากรเพี ย งน้ อยนิ ด ไม่ ถึ ง ๑% ของประชากรทังหมดของอินเดีย และคนที่ ยง ้ ั นับถือพุทธศาสนาอยู่ในปั จจุบนนี้ ส่วนมากก็ ั
  • 28.
    มูลเหตุสาคญในอนที่จะส่งเสริมให้ศาสนา ํ ั ั ใดศาสนาหนึ่ ง เจริญรุ่งเรือง บรรลุความสําเร็จ เป็นที่ยอมรบนับถือของประชาชนทวไปได้นัน ั ั่ ้ อยู่ที่เนื้ อหาสาระอันเป็ นคุณสมบัติประจําของ ศาสนานั ้ น ๆ หากนี้ เป็ นหล ั ก เกณฑ์ แ ห่ ง ความสาเรจของศาสนาแล้วไซร้ ํ ็
  • 29.
    กต้องยอมรบว่า พทธศาสนาเป็นศาสนาที่ ็ ั ุ เพียบพร้อมด้วยเนื้อหาสาระ หรือคณสมบติ ุ ั ดงกล่าว อย่างสมบรณ์ที่สด ั ู ุ
  • 30.
    ในศตวรรษที่ ๖ และที่๕ ก่อนคริสต์ศกราช ั นั น ในทวี ปเอเชี ยและยุโรป มีการตื่ นตัวทาง ้ ความคิดด้านศาสนาและปรัชญา อันเป็ นการ ตื่ นตัวจากความเชื่ อถือทางพหุเทวนิ ยมไปสู่ เอกเทวนิยม หรืออีกนัยหนึ่งจากความเชื่อถือ ดิ บ ๆ แบบดัง เดิ ม ไปสู่ค วามเชื่ อ ถื อ ที่ ลุ่ ม ลึ ก ้ ละเมียดละไม ดงตวอย่างเช่น ในประเทศจีนมี ั ั เล่าจือ (เกิ ดปี ๕๗๐ ก่อน ค.ศ.) ้
  • 31.
    และขงจื้ อ (ถึง แก่ ก รรมปี ๔๗๐ ก่ อ น ค.ศ.) ใน ประเทศเปอร์ เ ชี ย (อิ หร่ า นในปั จ จุ บ ัน ) มี ศาสดาโซโรอาสเตอร์ (ศตวรรษที่ ๖ ก่ อ น ค.ศ.) ในประเทศกรีซมีโสเครติด (ถึงแก่กรรม ด้ ว ยยาเมื่ อ ปี ๓๙๙ ก่ อ น ค.ศ.) และเปลโต (๔๒๗-๓๔๗ ก่อน ค.ศ.) และในประเทศอินเดีย ก็มี ศ าสดามหาวี ร ะและพระพุท ธเจ้ า (๕๖๓-
  • 32.
    ในประเทศอินเดีย นอกจากเจ้าสานักหลาย ํ ท่าน ดังมีข้อความระบุถึงในมหากาพย์ภารตะ และมหากาพย์รามายณะ ตลอดจนในคัมภี ร์ อปนิษทแล้ว กยงมีเจ้าสานักอื่นอีกบางท่านซึ่ง ุ ั ็ ั ํ พระพทธเจ้าทรงวิพากษ์ครงแล้วครงเล่าอีกว่า ุ ั้ ั้ ดํา เนิ นการสอนที่ ไ ม่นํ า ไปสู่วิ มุต ติ อัน ได้ แ ก่ การหลุดพ้น (จากการเวียนเกิดเวียนตาย)
  • 33.
    อาจกล่ า วได้ว่ า อิ น เดี ย ในยุ ค นั ้น เต็ ม ไปด้ ว ย ค ว า ม คิ ด ที่ ส ั บ ส น ข ั ด แ ย้ ง ค ล้ า ย ก ั บ ว่ า ปัญญาชนคนมีความรู้ทงประเทศ หมกมุ่นอยู่ ั้ กับ การแสวงหาสัจ ธรรม โดยหลงลื มการหา ประโยชน์ส่วนตวเสียสิ้น จานวนฤๅษีมุนีและ ั ํ ปริพาชก (นักบวชผ้ชายนอกพระพทธศาสนา) ู ุ นัน มีมากมาย อนเป็นสญญาณแสดงว่าการ ้ ั ั
  • 34.
    ดินแดนภารตะทัง ประเทศในสมัยนั นเร่ า ้ ้ ร้อนไปด้วยความเคลื่อนไหวทางพุทธิปัญญา ด้วยเหตนี้ จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมยิ่งที่นักคิดผู้ ุ ปรี ช าสามารถเช่ น พระโคดมพุ ท ธเจ้ า ผู้ไ ด้ ศึ ก ษานานาล ัท ธิ คํา สอนซึ่ ง มี อ ยู่ ใ นสม ย นั ้น ั อย่ า งเชี่ ย วชาญทะลุ ป รุ โ ปร่ ง จะได้ อ อกมา ประกาศประสบการณ์ คาสอน ซึ่ งพระองค์ได้ ํ ทรงพิจารณาแล้วเห็นว่า ถกต้องถ่องแท้และ ู สมเหตุสมผลเป็นที่สุด พระองคได้ทรงวิพากษ์ ์
  • 35.
    ๑. คําอวดอ้ างอันไม่ส มควรและไร้ เหตุผ ลของ พราหมณ์ ๒. ประสิทธิภาพการบูชายญด้วยชีวิตสตว์ ั ั เพื่ อ สร้ า งความพอใจให้ แ ก่ ท วยเทพ และ บันดาลความผาสุกแก่มวลมนุษย์ ๓ . อ ภิ สิ ท ธ์ ิ แ ล ะ ค ว า ม เ ค ร่ ง ค รั ด ใ น ชี วิ ตประจํ า วัน โดยปราศจากเหตุ ผ ลของ
  • 36.
    คํ า สอนเชิงวิ พากษ์ แ ละการโจมตี ของ พระพุทธเจ้า คงจะเป็ นที่ พอใจของคนจํานวน หนึ่ ง ซึ่ ง ไม่เห็นด้ วยกับ ระบบสัง คมในยุค นั น ้ ในสายตาของประชาชนเหล่านี้ พระพุทธองค์ คือวี รบุรุษของนั กคิดใหม่ ผู้เปิดเผยความไม่ ถกต้องของระบบศาสนา ที่เป็นพนธนาการรด ู ั ั ตรึงพวกเขามาเป็นเวลานับได้ร้อย ๆ ปี
  • 37.
    คํา สอนของพระพุท ธเจ้า ที่ ว่ า “จงเป็ นที่ พึ่ ง แก่ ตนเอง” (อตฺตที โป อตฺตสรโณ อน�ฺรโณ) ส เป็นการเปิดตาให้แสงสว่างแก่คนเป็นจานวน ํ มาก พระองคได้ทรงสอนว่า มนุษยทุกคนเป็น ์ ์ ผลแห่งกระทํา (กรรม) ของตนเอง การกราบ ไหว้วิงวอนพระเจ้าหรือแม้แต่พระพทธเจ้า จะ ุ ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ใด ๆ ทังสิ้น ้
  • 38.
    พระองคทรงสอนว่าพราหมณ์หรือพระภิกษุ ์ เป็นแต่เพียงผนําทางจิตวิญญาณเท่านัน หาใช่ ู้ ้ เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษยกบความหลุดพ้น ์ ั ไม่ วิมุตติภาพหรือการหลุดพ้นจากสงสารวฏ ั ั (การเวียนเกิดเวียนตาย) ขึ้นอยู่กบความเพียร ั พยายามและความร้แจ้งของแต่ละบุคคล มิใช่ ู ขึ้นกับผู้ยิ่งใหญ่ ใด ๆ มิใช่ ขึ้น กับครู อาจารย์ เทพเจ้าหรือแม้แต่พระพุทธเจ้า พระองค์ทรง สอนว่า “จงพากเพียรเพื่อความหลุดพ้นของ
  • 39.
    เริ่มแรกพระพทธเจ้าทรงสอนสานุศิษยของ ุ ์ พระองค์ซึ่งถกครอบงาด้วยอวิชชา คือความ ู ํ ไม่รู้ มิให้ลุ่มหลงเสียเวลาด้วยการถกเถียงถึง ปั ญหาที่ ไร้ประโยชน์ เช่ น คนเรามาจากไหน ตายแล้วจะไปยงที่ใด ฯลฯ ทว่า พระองค์ทรง ั สอนให้ ทุ ก คนตระหนั ก ถึ ง คุ ณ ค่ า แห่ ง ความ บริสทธ์ ิ ทางกาย ุ
  • 40.
    วาจา และใจ หรืออีกนัยหนึ่งคือให้ตระหนักถึง คณค่าแห่งศีล สมาธิ และปัญญา พระองคทรง ุ ์ ยําถึงประโยชน์ แห่ งการศึกษาและภาวนา อัน ้ จะนํ าไปสู่การรู้แจ้งแห่ งสภาวะอันแท้ จริงของ ธรรมชาติ ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา
  • 41.
    คํา สอนของพระพุท ธองค์ที่มี ชื่ อ ในภาษา บาลีว่า “ปฏิ จฺจสมุปบาท” (กฎแห่ งธรรมที่ ฺ ต้ อ งอาศัย กัน เกิ ดขึ้ น ) เป็ นที่ ป ระทั บ ใจแก่ ปัญญาชน เช่น พระสารีบุตร พระโมคคลลานะ ั และปั ญ ญาชนทุ ก เพศทุ ก วั ย จํ า นวนมาก ปฏิจจสมุปบาทสอนให้ร้ว่า สิ่งทังหลายในโลก ู ้ อาศยกนและกนจึงเกิดมีขึ้น ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ั ั ั โดยตัวของมันเอง และไม่มีสิ่งใดที่มีคณสมบัติุ ถาวรโดย
  • 42.
    ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในตัวของมัน (อนัตตา) ทุก สิ่งทุกอย่างอยู่ในสภาพไหลเลื่อนแปรเปลี่ยน อยู่ทุกขณะและตลอดเวลา นิพพานเท่ านั นที่ ้ ไ ม่ มี ก า ร แ ป ร เ ป ลี่ ย น ไ ม่ ขึ้ น อ ยู่ ก ั บ ก ฎ แห่งปฏิจจสมุปบาท (อปฏิ จฺจสมุปปนฺน) ไม่มี ฺ การปรุงแต่ง (อสงขตะ) ไม่มีการเกิด (อชาติ ) ั ่ ไมมีการเสื่อมสลายหรือตาย (อมต)
  • 43.
    มนุษยจะร้แจ้งในสจจะนี้ได้ด้วยตนเองและ ์ ู ั เฉพาะตัว ไม่มีผ้ใดอื่นจะสามารถช่วยให้ เขารู้ ู แจ้งได้ อี กทังมนุ ษย์จะบรรลุสจจะนี้ ได้ ก็ด้วย ้ ั การประพฤติ ดี ป ฏิ บ ติ ช อบตามคํา สอนแห่ ง ั อริ ย สัจ ๔ และมรรค ๘ กล่ า วโดยย่ อ ก็ คื อ มนุษย์ต้องมีความสมบูรณ์ในเรื่องศีล สมาธิ แ ล ะ ปั ญ ญ า จึ ง จ ะ มี ด ว ง ต า เ ห็ น ธ ร ร ม (ธรรมจักษุ)
  • 44.
    พระพุ ท ธองค์มิ ไ ด้ ท รงแตะต้ อ งความเชื่ อ ถื อ ของ พราหมณ์ ซึ่งมีมาแต่ โบราณกาล เป็ นต้ นว่า ความ เชื่ อ ถื อ ในเรื่ อ งพระพรหมผู้ส ร้ า งโลก ฯลฯ แต่ พระองค์ ท รงยํ้ า ว่ า ความรู้ ห รื อ ความเชื่ อ ถื อ ประเภทนี้ ไม่ อํา นวยประโยชน์ อ น ใดในการที่ จ ะ ั ช่วยให้คนพ้นทุกข์อนเนื่ องมาจากการเกิด แก่ เจ็บ ั ตาย (สังสารวัฏ) พระองค์ทรง
  • 45.
    สอนว่าสจจะหรือความจริงเป็นสิ่งที่ภาษามนุษย์ ั ไม่สามารถจะให้ อรรถาธิบายได้ เพราะฉะนัน้ สถานบท (Premise) ใด ๆ ใน ตรรกศาสตร์ (Logic) จึงไม่สามารถจะ นํามาใช้กบสัจจะได้ ั พระธรรมคําสอนของพระพุท ธองค์เป็ นที่ จับจิตจับใจปัญญาชนชาวชมพูทวีปในสมัยนัน ้ มาก
  • 46.
    มูล เหตุ ประการที่ส อง ซึ่ ง ส่ ง เสริ ม ให้ พุท ธ ศาสนาเจริ ญ และแผ่ไ พศาลไปอย่ า งรวดเร็ว ได้แก่ บุคลิกภาพของพระองค์และเหล่าสาวก ความทั น สมัย และสมเหตุ ส มผลของพุ ท ธ ศาสนา เป็นที่ดึงดดความสนใจของปัญญาชน ู ในสมัยนัน ซึ่ งส่วนใหญ่เป็ นชนที่ มีชื่อเสียงใน ้ วรรณะพราหมณ์และวรรณะกษตริย์ เช่น พระ ั
  • 47.
    พระมหากัสสปะ พระมหากัจจายนะ และอื่น ๆ อีกเป็ นจํานวนมาก บ ร ร ด า ส า ว ก ผู้ เ ต็ ม ไ ป ด้ ว ย ค ว า ม รู้ ความสามารถ อีกทังมีบุคลิกภาพและจริยวัตร ้ ดี เด่ นดังกล่าวมานี้ เป็ นกําลังสําคัญที่ ช่วยให้ พุทธศาสนาหยังรากลึ ก และเผยแผ่ไปอย่า ง ่ กว้างไกลในดินแดนชมพูทวีป
  • 48.
    สาวกของพระพทธองค์ ต่างกเชยวชาญใน ุ ็ ่ี วชาการต่าง ๆ ทางพทธศาสตร์ เชน ิ ุ ่ พระสารีบุตร ได้รบการยกย่องเป็ นธรรม ั ี ั เสนาบดี มปญญามาก เป็นอครสาวกฝายขวา ั ่ และเป็นกาลงสาคญในการประกาศพระศาสนา ํ ั ํ ั พระโมคคลลานะ ไดรบการยกยองเป็น ั ้ั ่ เอตทคคะในทางมฤทธิ ์มาก ั ี พระมหากัสสปะ เป็ นผูมปฏิปทามักน้อย ้ ี สนโดษ ไดรบการยกยอง ั ้ั ่
  • 49.
    เป็ นเอตทัคคะในทางถือธุดงค์ (องค์คุณเครื่อง กาจดกิเลส) หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ํ ั พระมหากั ส สปะได้ เป็ นผู้ ริ เริ่ มและเป็ น ประธานในปฐมสงคายนา (การประชุมตรวจ ั ชํา ระสอบทาน และจ ัด หมวดหมู่ คํา ส ัง สอน ่ ของพระพุทธเจ้า)
  • 50.
    พระมหากั จ จายนะได้ ร ั บ การยกย่ อ งเป็ น เอตทคคะในทางขยายความคาย่อให้พิสดาร ั ํ ว่ากันว่าพระมหากัจจายนะมีรูปร่างสวยงาม ผิวพรรณดังทองคํา
  • 51.
    พระสาวกของพระพุทธเจ้ าที่ ได้กล่าวนาม มานี้ ต่ างได้ อุทิศสติปัญญาความสามารถใน การเผยแผ่ พุท ธธรรม และได้ ดึ ง ดูด สาธุ ช น จํา นวนมากในวรรณะสูง ตลอดจนผู้มี ฐานะ รํารวยได้ชื่อว่า “เสฏฐี ” และแม้แต่ปริพาชก ่ (นักบวชผู้ชายนอกพระพุทธศาสนา) ให้หนมา ั นับถือพทธศาสนา บุ ค ลิ กภาพและศั ก ด์ ิ ศรี ุ ของพระพุท ธองค์ในฐานะที่ ทรงเป็ นนั กบวช (สมณะ) และปรชญาเมธีผเปรื่องปราด ั ู้
  • 52.
    ได้ดึงดูดความสนใจของท้าวพญามหากษัตริยซึ่ง ์ ครองราชย์และมีอํานาจในชมพูทวี ปในสมัย นัน บรรดาชนชนนําเหล่านัน เช่น พระเจ้าพิม ้ ั้ ้ พิสารและหมอชีวกโกมารภจจแห่งแคว้นมคธ ั ์ พระเจ้าปเสนทิ อนาถบิณฑิกมหาเศรษฐี และ นางวิ สาขามหาเศรษฐี นี แห่ ง นครสาวัต ถี แคว้นโกศล
  • 53.
    อีกทงอมพปลี หญิงงามเมองแห่งนครเวสาลี ต่าง ั้ ั ื ได้ ส ร้ า งว ั ด วาอารามถวายพระพุ ท ธเจ้ า ตลอดจนเหล่ า ภิ ก ษุ ส งฆ์ ส าวกของพระองค์ อย่ า งมากมาย ซึ่ ง ในปั จ จุ บ ัน ซากเศษสิ่ ง ปรกหกพงของอาคารสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ ยงมี ั ั ั ั ปรากฏให้ เ ราอนุ ช นรุ่น หลัง ได้ เ ห็น เป็ นสัก ขี พยาน
  • 54.
    ประวัติศาสตร์ชี้ ให้ เราเห็นว่ า ความเจริ ญ และความเสื่อมของพทธศาสนานัน ขึ้นอยู่กบ ุ ้ ั ความอปถมภ์ หรือการขาดความอุปถมภจาก ุ ั ั ์ ราชามหากษัตริย์ เป็นสาคญ ในสมยพระเจ้า ํ ั ั อโศกมหาราช พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองเป็ น อย่างยิ่ง แต่ในสมยทายาทของพระเจ้าอโศก ั
  • 55.
    ในยุคต่อมา พุทธศาสนาถึงแก่ความอับเฉา ครัน ้ ต่ อมาในยุคของกษัตริย์เชื้ อสายอินเดี ยผสม แบคเทรี ย (Indo-Bactria) ได้ แ ก่ Menander (พระเจ้ามิลินท์ ในคมภีร์ ั พุท ธศาสนา) และในยุ ค ของกษัต ริ ย์อิ น เดี ย ผสม Scythia ได้แก่ พระเจ้ากนิษกะ พทธ ุ ศาสนาร่งเรืองขึนอีก ุ ้
  • 56.
    พุ ท ธศ า ส น า ต ก อ ยู่ ใ น ส ภ า พ อั บ เ ฉ า จนกระทังถึงสมัยกษัตริย์ศกราทิตย์ พุทธคุป ่ ั ตะ และหรรษวรรธนะ พุทธศาสนาจึ งกลับมี พล ั ง ว ั ง ชาขึ้ น ใหม่ ในสม ัย ราชวงศ์ ป าละ (คริ สต์ ศ ตวรรษที่ ๘-๑๒) พุ ท ธศาสนาใน รูป แบบและว ัต รปฏิ บ ติ ของล ัท ธิ “ตัน ตระ” ั และ “วชรยาน” มีอิทธิพลไพศาลในชมพูทวีป ั
  • 57.
    โดยเฉพาะในแคว้นเบงกอล แต่เป็ นพลังที่วิปริต ผิดแปลกไปจากคาสอนเดิมของพระพทธองค์ ํ ุ อย่ า งหน้ า มือ เป็ นหลัง มือ และในที่ สุ ด ความ วิ ป ริ ต นี้ ได้ ก ลายเป็ นมู ล เหตุ สํา คัญ ที่ ทํา ให้ พุทธศาสนาเสื่ อมสลายไปจากดินแดนที่ เกิด ของตน
  • 58.
    จะเหนได้ว่า ความเจริญร่งเรืองของพทธศาสนา ็ ุ ุ ในชมพทวีปนัน เกิดจากการอปถมภของราชา ู ้ ุ ั ์ มหากษัตริ ย์และชนชันสูง เป็ นปั จจัยประการ ้ สําคัญ แม้ในประเทศอื่ นที่ พุทธศาสนาแผ่ไป ถึง เช่น พม่า ศรีลงกา จีน ทิเบต และไทย ก็มี ั สภาพคล้ายคลึงกน ั
  • 59.
    ก า รอุ บั ติ ข อ ง พุ ท ธ ศ า ส น า นิ ก า ย “มหายาน” ถื อกันว่ าเป็ นวิวฒ นาการที่ ั ก ว้ า ง ไ ก ล แ ล ะ มี ค ว า ม สํ า ค ั ญ ยิ่ ง ใ น ประวติศาสตรของพทธศาสนา ั ์ ุ ความคิ ด ควา มเชื่ อหลั ก ของมหายาน ที่ ว่ า “พร ะ โพธิสตวคือสญลกษณ์ของความเมตตากรณา ั ์ ั ั ุ อัน สัต ว์โ ลกทัง ผองพึ ง บํา เพ็ญ และปฏิ บติ ต่ อ ้ ั
  • 60.
    เป็นความคิดความเชื่อที่จงใจ และครองใจคน ู  ไม่ เ ฉพาะในอิ นเดี ย เท่ า นั ้น ทว่ า ในทวี ป เอเชี ย ท ัง หมดเลยก็ว่ า ได้ พุท ธศาสนาแบบ “เถรวาท” ้ หรือ “หิ นยาน” ได้เจริญแพร่หลายไปยังเอเชี ย ตะว น ตก (ตง แต่รชสม ยพระเจ้ าอโศก) แต่ต่อมา ั ั้ ั ั พุทธศาสนาแบบมหายาน ได้เ ข้ า ไปครองแทนที่ และได้แผ่ขยายไปถึงทิเบต จีน มองโกเลีย เกาหลี ญี่ป่ น เวียดนาม ฯลฯ ุ
  • 61.
    คําสอนและอุดมการณ์ ของมหายานตังอยู่ ้ บนรากฐานแห่งความเชื่อในองคพระพทธเจ้า ์ ุ พระโพธิสตว์ (ผ้ที่จะได้ตรสร้เป็นพระพทธเจ้า) ั ู ั ู ุ อี ก ทัง เทพและเทพี ห ลายองค์ เช่ น อมิ ต าภะ ้ อวโลกิเตศวร หรือปัทมปาณิ มญชุศรี สมนต ั ั ภทรหรือจกรปาณิ อกโษภย ไวโรจน รตนสม ั ั ั ั ั ภพ อโมฆสิ ทธิ มหาสถามไมเตรยะหรือ อริ ย เมตไตรย์ ไภษชราช อากาศครภ วชรปาณิ ตา ั ั รามารีจี ฯลฯ
  • 62.
    พระนามของพระโพธิสตว์เหล่านี้ เป็ นนามธรรม ั ของคุ ณ สมบ ั ติ เช่ น อวโลกิ เตศวร เป็ น นามธรรมของความเมตตากรุ ณ า ม ญ ชุ ศ รี ั เป็ นนามธรรมของสติ ปั ญญา ฯลฯ แต่ ก็ เช่ นเดี ยวกับคําสอนในศาสนาทัง หลาย เมื่อ ้ กาลเวลาล่ ว งเลยไป ผู้ ค นพาก ั น หลงลื ม นามธรรม แต่กลับไปยึดมันในรูปธรรม ่
  • 63.
    กล่ า วคือ ไม่ นํ า พาต่ อ คุ ณ สมบ ัติ เช่ น ความ เมตตากรุณา ทว่าไปยึดมันในรูปสมบัติ เช่ น ่ อวโลกิเตศวร คือความเมตตากรณา แต่ได้รบ ุ ั การสมมติให้มีตวตนเป็นพระโพธิสตว์ มีฐานะ ั ั เท่ากบเทพเจ้าองคหนึ่ง และเมื่อเป็นเทพเจ้าก็ ั ์ ต้องได้รบการบูชากราบไหว้ เซ่นสรวงเอาใจ ั เหมอนเทพเจ้าทวไป ื ั่
  • 64.
    ด้วยเหตุนี้จึงมีการรจนาบทกราบไหว้สดุดี ที่ มีชื่อในภาษาสันสกฤต (พุทธศาสนานิกาย มหายานใช้ภาษาสันสกฤตแทนภาษาบาลี ซึ่ง ใช้ ใ นนิ กายเถรวาทหรื อ หิ น ยาน) ว่ า สฺโ ตตฺ ร บ้าง ธารณี บ้าง สฺตวและมนฺตร (มนตร์) บ้าง พร้ อ มกัน นั น ก็มีก ารกํา หนดพิธี ก รรมต่ า ง ๆ ้ ตามฐานานุรูปของเทพเจ้า และนี่ คือที่ มาของ “คาถา” หรือ “มนตร์” (คําเป่ าเสกที่ ถือว่า ศกด์ ิ สิทธ์ ิ ) เช่น “โอม มณี ปทฺเม หุม” (โอม ั ฺ ดวงแก้วเกิดในดอกบัว) ของชาวพทธทิเบต ุ
  • 65.
    หรือ “นโม โฮเรง เก โกยฺ” ของชาวพุทธญี่ปุ่น (นิ กายนิจิเรน) ฯลฯ มหายานเชื่อว่า ด้วยการ ท่องบน “คาถา” หรือ “มนตร” อนศกด์ ิ สิทธ์ ิ ่ ์ ั ั สน ๆ เช่นนี้ มนุษยจะบรรลุความหลุดพ้นจาก ั้ ์ การเวียนเกิดเวียนตาย (นิ พพาน) ได้ เมื่ อ เทพเจ้ าทั ้ง ชายห ญิ ง เกิ ด ขึ้ น มากมายพร้อมกบพิธีกรรมเซ่น ั
  • 66.
    สรวงอันละเมียดละไมเช่นนี้ บรรดาสมณะ หรือภิกษุสงฆ์ก็พากันหันมาสนใจในการ ประกอบพิ ธี ก รรมเหล่ า นี้ ม ากยิ่ ง ขึ้ น จน การศึ ก ษาพระธรรมวิ นั ย ตลอดจนการ บาเพญศีลภาวนาหย่อนยานลงไปเป็นเงา ํ ็ ตามตัว เราต้ อ งไม่ ลื ม ว่ า การประกอบ พิธีกรรมเซ่นสรวงนานาชนิดนัน นํามาซึ่ง ้ ลาภสกการะอย่างมากและง่ายดาย ั
  • 67.
    ด้วยประการฉะนี้ ตังแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๔ ้ ถึ ง ที่ ๗ พุ ท ธศาสนาในอิ น เดี ย จึ ง กลายเป็ น ศาสนาแห่งพิธีกรรม แทนที่จะเป็นศานาแห่ง การค้ น คว้ า ทางปั ญ ญาและเหตุ ผ ล อัน เป็ น วัต ถุประสงค์ และเป้ าหมายเดิ ม ของพระโค ดมพระพุทธเจ้า หลวงจีนฮวนฉ่าง (หรือยวน จ่าง)
  • 68.
    นั กจาริกแสวงบุญจากประเทศจีน ผู้เดินทางไป สื บพระพุทธศาสนาในอินเดี ย ใน ค.ศ. ๖๒๙ ใ น ร ั ช ส ม ั ย พ ร ะ เ จ้ า ห ร ร ษ ว ร ร ธ น ะ ซึ่ ง ครองราชยอยู่ ณ นครอชไชน (Ujjain) ได้ ์ ุ บัน ทึ ก ไว้ ใ นรายงานการเดิ น ทางของท่ า น เกี่ยวกบพิธีกรรมทางมหายานอย่างใหญ่หลวง ั เช่นเดียวกบพระเจ้าอโศกมหาราช ั
  • 69.
    ทรงทะนุ บ ารุง พุท ธศาสนานิ กายเถรวาทก่ อ น ํ หน้ านั ้น และนี้ เองเป็ นเหตุ ใ ห้ พุ ท ธศาสนา นิ กายมหายานรุ่ง เรื อ ง และแผ่ ไ พศาลอย่ า ง กว้ า งไกล ในอิ น เดี ย ในยุ ค หล ง จากพระเจ้ า ั อโศกมหาราช
  • 70.
    ประวัติศาสตร์ให้ บทเรี ยนว่า สถาบันหรือ ขนบธรรมเนียมใด ๆ กตามซึ่งในระยะเริ่มต้น ็ อาจจะมีคุณูปการหรือประโยชน์ ต่อสังคม แต่ เมื่อกาลเวลาได้ ล่วงเลยไป หากสถาบันหรือ ขนบธรรมเนี ยมนั ้ น ๆ ไม่ มี ก ารปร ับ ปรุ ง เปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกบกาละเทศะ ั
  • 71.
    สถาบ ัน หรือ ขนบธรรมเนี ยมด ั ง กล่ า ว อาจ ก ล า ย เ ป็ น อุ ป ส ร ร ค สิ่ ง ขั ด ข ว า ง ต่ อ ก า ร เจริ ญก้ า วหน้ าของส ั ง คมนั ้ น ได้ มี นิ ทั ศ น์ อุทาหรณ์ ให้เห็นอยู่มากมาย ตัวอย่างเช่น การ ่ แบงอาชีพกนทาเพื่อทกษะ ั ํ ั
  • 72.
    และความชํา นาญ (การแบ่ง คนออกเป็ น วรรณะในสังคมอินเดี ยโบราณ) การประกอบ พิธีทางศาสนา การเชื่ อ ถื อ พระเจ้ า หลายองค์ (พหุเ ทวนิ ยม) ของชาวกรีกโรมันและชาวอียิปต์โบราณ การ ยกย่องระบบกษตริยให้เป็นสมมติเทพ ั ์
  • 73.
    การเสกคาถาอาคมและปลุ ก ผีส างเทวดา พฤติกรรมเหล่านี้มีประโยชน์ต่อสงคมขวาง ั ในยุคหนึ่ งสมัยหนึ่ ง แต่เมือกาลเวลาได้ ่ ล่วงเลยไป พฤติกรรมดงกล่าวกลบเป็น ั ั อุปสรรคสิ่งกีด
  • 74.
    การแยกตนไปดารงชีวิตต่างหากของสงฆ์ ํ เป็ นเหตุ สํา คัญ ประการหนึ่ ง แห่ ง การอ่ อ น กาลงของพทธศาสนา ํ ั ุ จริงอยู่ในระยะแรก ๆ แห่งการก่อตัง การ ้ ที่ ส งฆ์ แ ยกจากส ัง คมคฤหัส ถ์ไ ปดํา เนิ นชี วิ ต ต่างหาก เป็นการรกษาความมีระเบียบ ความ ั บริสทธ์ ิ ผองใส ุ ่
  • 75.
    แ ล ะเ ป็ น ก า ร ส่ ง เ ส ริ ม ก า ร ศึ ก ษ า แ ล ะ ความก้ าวหน้ าทางจิ ตวิ ญญาณ แต่ เมื่ อ กาลเวลาได้ ล่ ว งเลยไป สงฆ์ ไ ด้ ห ลงลื ม ว ต ถ ุป ระสงค์เ ดิ ม ตามคํา สอนของพุท ธองค์ ั สงฆ์หัน ไปหมกมุ่น อยู่กบกิ จธุระส่ วนตัว เป็ น ั สําคัญ สงฆ์ทอดทิ้งไม่ดูแลการศึ กษา และให้ การอบรมด้ า นศี ล ธรรม และสติ ปั ญ ญาแก่
  • 76.
    หลกฐานทางประวติศาสตรชี้ให้เห็นว่า ใน ั ั ์ ระยะแรก ๆ แห่งการก่อตังสงฆ์โดยพุทธานุมติ ้ ั นัน สงฆ์ได้บาเพ็ญกรณี ยกิจ ในฐานะเป็ นผู้ให้ ้ ํ การศึ ก ษา ฝึ กอบรมศี ล ธรรม และพฒ นาจิ ต ั วิ ญ ญาณ แก่ ป ระชาชนเป็ นอย่ า งยิ่ ง แต่ ใ น กาลเวลาต่ อ มาอุดมการณ์ ด้านนี้ ข องสงฆ์ไ ด้ เลือนลางจางหายไป
  • 77.
    พุ ท ธศาสนามีคุ ณู ป การอย่ า งใหญ่ ห ลวงต่ อ พ ฒ นาการด้ า นว ัฒ นธรรมของอิ น เดี ย และ ั ของหลายประเทศในทวีปเอเชี ย พุทธศาสนา เป็ นพลังดลใจในศิลปศาสตร์นานาแขนงทัว ่ เอเชี ย แต่ ใ นประเทศอิน เดี ยเองด้ วยเหตุผ ล ดัง กล่ า วแล้ ว พุ ท ธศาสนาได้ สู ญ เสี ย ฐานะ ความเป็นผนําทางศาสนา ไปอย่างน่าเสียดาย ู้
  • 78.
    สัมฤทธิผลของศาสนาใดศาสนาหนึ่ งนัน ขึ้นอยู่ ้ กับประชาชนผู้เป็ นบริ ษัทบริวารของศาสนา นันด้วย ้
  • 79.
    ศาสนาชิน (Jain) ซึ่งมีคาสอนและวัตร ํ ปฏิ บัติ คล้ า ยคลึ ง กับ พุ ท ธศาสนาอยู่ ห ลาย อย่ า งหลายประการ มี ก ารจัด ตั ง ในสัง คม ้ ฆราวาส (คนทวไปที่ไม่ใช่นักบวช) ด้วยเหตุนี้ ั่ ศาสนาชิ น จึ ง ย ง คงดํา รงสถานะเป็ นศาสนา ั หนึ่ ง ในประเทศอิ น เดี ย ได้ ต ราบจนทุ ก ว น นี้ ั ศาสนาพราหมณ์ หรื อ ฮิ นดู ก็ เ ช่ น เดี ย วกัน กล่าวคือ สงคมฆราวาสกบสงคมนักบวชหาได้ ั ั ั แยกกนไม่ ทงสองเกี่ยวข้องกนอยางแนบแน่น ั ั้ ั ่
  • 80.
    พทธศาสนาเป็นศาสนาที่เกิดในอินเดียศาสนาเดียวที่ ุ ไม่เข้ า ไปข้ องเกี่ ยวกับวัตรปฏิ บติทางสังคม พุทธ ั ศาสนาไม่มี บ ทบ ญ ญ ติเป็ นกิ จ จะล ก ษณะในเรื่อ ง ั ั ั เกี่ ย วก บ การเกิ ด การตาย หรือ การแต่ ง งานของ ั พุทธศาสนิกชน พุทธศาสนาให้เสรีภาพในกิจกรรม เหล่านี้อย่างสมบูรณ์ โดยถือว่าเป็นสิทธิของแต่ละ บุคคล
  • 81.
    ตัวอย่างที่ เห็นได้ ชดในประวัติศาสตร์ของพุทธ ั ศาสนาในอินเดี ยก็คือ มหาเศรษฐี อนาถบิณ ฑิก ผู้เป็ นพุทธอุปัฏฐากคนสําคัญแห่ งนครสา วตถี ได้ยกธิดาคนหวปีชื่อมหาสุภททา ให้แก่ ั ั ั คหบดี แห่ งเมืองอุคคนครผู้นับถือศาสนาชิน (ในภาษาบาลีมีชื่อว่า นิคณฐนาถปตตะ) ั ุ
  • 82.
    ความมี ใ จกว้า งหรื อ การให้ เ สรี ภ าพแก่ ศ า สนิกเช่นนี้ ในทศนะของปราชญบางท่าน (เช่น ั ์ นายนลิ นากฺ ษ ทั ต ต) เห็ น ว่ า แม้ ใ นระยะ เริ่มแรกแห่ งการก่อตังและเผยแผ่จะเป็ นผลดี ้ แก่ พุท ธศาสนา แต่ ใ นกาลไกลแล้ ว เป็ นโทษ มากกว่ า เป็ นคุ ณ เพราะทํ า ให้ ว ัต รปฏิ บ ัติ ของศาสนิกหย่อนยาน เปิดโอกาสให้ผ้มีทศนะ ู ั และความเชื่อถือแปลกแยกเข้าไปปะปนและ ่ ํ บอนทาลายเอกภาพ
  • 83.
    ในระยะเริ่ ม แรกนั้น เป็ นการส่ ง เสริ ม ให้ พุทธศาสนา เจริญแพร่หลายไปอย่างรวดเรว ็ ทั ง นี้ เพราะประชาชนมี ค วามพอใจที่ พุ ท ธ ้ ศาสนาให้ เสรีภาพ ไม่แทรกแซงเปลี่ยนแปลง หรื อเลิ กล้ มจารี ต ประเพณี ที่ ยึ ดถื อปฏิ บติ ก น ั ั มาแต่เดิม
  • 84.
    พระพทธองคเป็นปัญญาชน เป็นนักคิด พระองค์ ุ ์ มาจากราชตระกูลที่ ดารงอยู่ในจารีตประเพณี ํ ตลอดจนความเชื่ อ ถื อ ตามระบบของส ัง คม อันมีพราหมณ์ เป็ นผู้นํามาแต่ โบราณกาล ใน ฐานะที่ เ ป็ นปั ญ ญาชน นั ก คิ ด พระองค์ ท รง สะท้อนพระทยเมอได้ ั ื่
  • 85.
    ทอดพระเนตรเหน “นิ มิต๔” มี คนแก่ คนเจบ ็ ็ คนตาย และนั กบวช อันเป็ นเหตุให้ พระองค์ ทรงโทมนัสถึงกบตดสินพระทยออกบรรพชา ั ั ั ทังนี้ เพื่อทรงค้ นหาวิธีที่คนเราจะได้ พบอิสระ ้ จากการ เกิด แก่ เจบ ตาย ็
  • 86.
    ด้ ว ยเ ห ตุ นี้ แ ม้ เ มื่ อ ท ร ง บ ร ร พ ช า แ ล้ ว พระองค์ก็มิได้ ทรงข้องเกี่ ยวกับความเชื่ อถือ หรื อ จารี ต ประเพณี ข องส ัง คม พระองค์ท รง ปล่อยให้ ความเชื่อถือหรือวัตรปฏิบตรเหล่านี้ ั เป็ นไปตามสภาพเดิม พระองค์ทรงมุ่งมันอยู่ ่ กับการค้นหา “สจธรรม” ที่ทาอย่างไรคนเรา ั ํ จะได้ไมต้องเวียนว่ายตายเกิดในสงสารวฏ ่ ั ั
  • 87.
    ในคํา สอนของพระองค์ที่ มีป รากฏในพระสู ต ร ต่ าง ๆ พระองค์ได้ ทรงห้ ามมิให้ เวไนยยนิกร เสียเวลาถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์หรือคาดคะเน ในเรื่องที่ไร้ประโยชน์ ไม่นําไปสู่ความหลุดพ้น (นิ พพาน) เช่ น ความเห็ น ที่ ยึ ด เอาที่ สุ ด ๑๐ ประการ (อ ัน ตคาหิ ก ทิ ฏ ฐิ ) ในค ัม ภี ร์ม ช ฌิ ม ั นิกาย เป็นต้น
  • 88.
    นายนลิ น ากฺษ ทัต ต ปราชญ์ช าวอิน เดี ย ผู้ รจนาตําราหลายเล่มเกี่ยวกบพุทธศาสนาใน ั อินเดีย ได้เขียนแสดงความเห็นไว้ว่า การวาง ตนไม่เข้ าไปแทรกแซงกิจการทางสังคมของ พุ ท ธ ศ า ส น า ใ น อิ น เ ดี ย ใ น ร ะ ย ะ แ ร ก ๆ โดยเฉพาะในช่ ว งเวลาที่ พ ระพุ ท ธองค์ แ ละ สานุ ศิ ษ ย์ผู้ป รี ช าญาณของพระองค์ย ง ดํา รงั พระชนมชีพอย่นัน ์ ู ้
  • 89.
    เป็นผลดีแก่การเผยแผพทธศาสนาอย่างแน่นอน ่ ุ แต่เมื่อกาลเวลาล่วงเลยไป และเมื่อไม่มีพระ พุทธองค์ตลอดจนสานุศิษยผ้ปรีชาญาณเป็น ์ ู ผู้นําและให้แสงสว่าง ลัทธิความเชื่อตลอดจน พิ ธี ก รรมเก่ า ๆ ของพราหมณ์ ซึ่ ง มี ม าแต่ โบราณกาล จึงกลับฟื้ นคืนชีพขึนอีก ้
  • 90.
    ภายในระยะเวลามิช้ามินานหลัง จากพุทธ ปรินิพพาน และหลังจากอัครสาวกองค์สาคัญ ํ ๆ ผู้เปรื่องปราดได้ ล่วงลับไปแล้ว ประชาชน ต่ า งก็เ ริ่ ม ลื ม เลื อ นสารัต ถะแห่ ง คํา สอนของ พระพุ ท ธเจ้ า และต่ า งกลับ ไม่ เ ชื่ อ ถื อ และ ป ร ะ พ ฤ ติ ป ฏิ บั ติ ต า ม ลั ท ธิ คํ า ส อ น ข อ ง พระพทธเจ้า แต่ต่างกลบไป ุ ั
  • 91.
    เชื่อถือและประพฤติปฏิบติตามลัทธิคาสอนของ ั ํ พราหมณ์ ซึ่ ง พระพุท ธองค์ท รงค ัด ค้ า นและ ต้องการเปลี่ยนแปลงตลอดพระชนมชีพของ ์ พระองค์ กล่ า วโดยย่อก็คือ แก่ นแห่ งศาสนา พทธ ได้ถกกระพี้แห่งศาสนาพราหมณ์ ปกปิด ุ ู หรื อ บด บั ง ไ ว้ อย่ า ง แทบจะ มอง ไ ม่ เ ห็ น โดยเฉพาะจากสามัญชนคนธรรมดา
  • 92.
    พฤติการณ์ ทํานองเดี ยวกันนี้ได้ เกิดขึ้นใน ประเทศอื่ นที่ พุทธศาสนาได้ แผ่ไปถึง เช่ นใน ประเทศจี น ทิ เบต เนปาล พม่า สยาม ลัง กา ญี่ ปุ่ น ตลอดจนเกาหลี มองโกเลี ย และ อินโดนีเซีย ในทุกประเทศที่ได้กล่าวนามมานี้ เ ป็ น ค ว า ม จ ริ ง ที่ พุ ท ธ ศ า ส น า ไ ด้ เ ข้ า ไ ป ประดิษฐานอยู่เป็ นเวลาช้านาน ทังได้รบความ้ ั
  • 93.
    เทิ ด ทูน ส ัก การะอย่ า งสู ง จากประชาชน แต่ ใ น ข ณ ะ เ ดี ย ว กั น อิ ท ธิ พ ล ข อ ง วั ฒ น ธ ร ร ม ตลอดจนลัทธิความเชื่ อถือ เดิมของท้ องถิ่นก็ ได้ เ ข้ า ไปผสมผสานปนเปกั บ คํ า สอนอั น แท้จริงของพุทธศาสนา อย่างแทบจะแยกกน ั ่ ไมออก
  • 94.
    โดยย่อก็คือ “ปรมตถธรรม” ที่พระโคดมพทธ ั ุ เจ้าได้ทรงสงสอนไว้ ได้เลือนลางจางหายจน ั่ แทบจะสูญความหมาย ในอินเดีย โดยเฉพาะ ่ แล้ว ภายในระยะเวลาไมกี่ร้อยปีหลงจากพทธ ั ุ ศ า ส น า แ ม้ ใ น ถิ่ น ที่ พุ ท ธ ศ า ส น า เ ค ย เจริญร่งเรืองที่สุดมาแล้ว เช่นในรฐพิหาร อตร ุ ั ุ ประเทศ และเบงกอล กตาม ็
  • 95.
    สาเหตุอีกประการหนึ่ งที่ ทําให้พุทธศาสนา เสื่อมอิทธิพลน่าจะได้แก่ ความตกตํ่าทางภมิ ู ปัญญาของบุคคลที่ เข้ามาเป็ นสมาชิกในคณะ ภิกษุสงฆ์ ตราบใดที่คณะสงฆ์มีสมาชิกที่ทรง ความรู้ความสามารถ เป็นประทีปทางปัญญา ให้ แ ก่ ป วงชน ตราบนั ้น พุท ธศาสนาก็อ ยู่ ใ น ฐานะสูงส่ง
  • 96.
    มี ร าชามหากษัต ริ ย์ ต ลอดจนประชาชนคน ธรรมดาประกาศตน เป็นสมาชิกมากมาย แต่ หลังจากพุทธปรินิพพานไม่นานก็ปรากฏตาม หลัก ฐานทางประวัติ ศาสตร์ ว่ า ได้ มี ค วาม หย่อ นยานเกิดขึ้นทัง ในทางระดับ ภูมิปัญญา ้ และในวัต รปฏิ บัติ ของสงฆ์ จนต้ อ งมี ก าร สังคายนากันเป็ นระยะ ๆ ตลอดมา
  • 97.
    ใ น อิน เ ดี ย ส ม ั ย โ บ ร า ณ มี ก า ร โ ต้ ว า ที (ศาสตรารฺ ถ ) กัน ในเรื่ อ งของศาสนาที่ เ ป็ น สาธารณะ โดยเปิดให้ประชาชนทุกลทธิความ ั เชื่ อถือเข้าฟั งได้ ผลของการโต้ วาที มีอิทธิพล ของความเชื่อของคนในยุคนันมาก ปรากฏว่า ้ ในการโต้วาที เหล่านัน ปราชญ์ฝ่ายพราหมณ์ - ้ ฮินดู เช่น ท่ านกุมาริละ และท่ านศังกราจารย์
  • 98.
    ลทธิตนตระเป็นวิวฒนาการขนต่อมาของ ั ั ั ั้ พทธศาสนาฝ่ายมหายาน ุ เหตุ ก ารณ์ ใ นประวัติ ศาสตร์ ซึ่ ง เกิ ดขึ้ น มากมายทั ว โลก มี อ าทิ ในประเทศอิ นเดี ย ่ อียิปต์ ประเทศจีนยุคกลาง ในตะวันออกกลาง ยุ โ รป สหร ัฐ อเมริ ก า (ล่ า สุ ด ในญี่ ปุ่ น ได้ แ ก่ กรณี โอมชินริเกียว
  • 99.
    Aum Shinrikyo ซึ่งได้สร้างความหายนะ ทัง ในชี วิ ต และทรัพ ย์ สิ น แก่ ช าวญี่ ปุ่ นอย่ า ง ้ มหาศาล) ชี้ ให้ เราเห็นว่า ความเชื่ อลัทธิทาง ศาสนานั ้ น มี อิ ทธิ พลอย่ า งมากมายต่ อ พฤติ ก รรมในชี วิ ต ของมนุ ษ ย์ พิ ธี ก รรมหรื อ วตรปฏิบติ อนเกิดจากความเชื่อทางศาสนา ั ั ั มากมายหลายกรณี ซึ่งแรกเริ่มเดิมที เกิดจาก
  • 100.
    เป้ าหมายหรื อว ัต ถ ุป ระสงค์อ ัน ดี ง าม เป็ นบุ ญ กุศล แต่ พอกาลเวลาล่วงเลยไป กิเลสของคน กลับแปรเปลี่ ยนให้ พิธีกรรมหรือ วัตรปฏิบติ ั เหล่านัน หันเหไปในทางที่เลวทรามตําช้าสุดที่ ้ ่ จะพรรณนา กล่าวได้ว่า ตันตระเป็ นลัทธิความ เชื่อและวตรปฏิบติที่นํา พทธศาสนาไปส่ความ ั ั ุ ู หายนะขันสุดท้ายในประเทศอินเดีย ้
  • 101.
    ตนตระประกอบด้วยคาสอนหลก ๕ ประการ ั ํ ั ที่ มีชื่อว่า “๕ ม” มี (๑) มทยะ - เหล้า (๒) ั มางสะ - เนื้ อ (๓) มัต สยะ - ปลา (๔) มุท รา - ท่าทาง (๕) ไมถุน – การเสพสงวาส ั ผที่เชื่อในหลกคาสอนของตนตระจะต้องใช้ ู้ ั ํ ั “๕ ม” นี้ประกอบ การบชากราบไหว้ ู
  • 102.
    เพียงเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วสาหรบการที่จะ ํ ั เข้ า ใจว่ า ตั น ตระคื อ อะไร และทํ า ไมพุ ท ธ ศาสนาในอิ น เดี ย จึ ง ถึ ง ซึ่ ง กาลอวสานด้ ว ย ตนตระ ั
  • 103.
    สมองของมนุ ษย์ นั้ น ว่ า กั น ว่ า เป็ นเลิ ศ ประเสริฐสุดในบรรดาสัตว์ ทุกชนิดที่ มีให้เห็น ในโลก แต่ ประวัติศาสตร์กมีนิทัศน์ อุทาหรณ์ ็ ให้ เ ราต้ อ งยอมรับ และเชื่ อ ว่ า ก็ ส มองของ มนุษย์นี่แหละที่ได้สร้างความชวช้าสามานย์ ั่ ตลอดจนความพินาศวอดวายที่ เลวร้ายที่ สุด ให้แก่มนุษย์ ทุกวนนี้ “ตนตระ” กยงมีให้เหนทว ๆ ไป ั ั ็ ั ็ ั่
  • 104.
    ตันตระนันหรือคือลัทธิที่สอนให้ คนเชื่อในเวทย์ ้ มนต์คาถาอาคม การทรงเจ้าเข้าผี ตลอดจน ทุกสิ่งทุกอย่างที่รวมอยู่ในไสยศาสตร์ ไสยเวท อ ั น มี กํ า เนิ ดจากค ั ม ภี ร์ อ าถรรพเวทของ พราหมณ์ และอยู่นอกเหนื อวิสย ของปุถชน ั ุ คนธรรมดา
  • 105.
    กล่าวได้ว่า ตังแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๘จนถึง ้ คริสต์ศตวรรษที่ ๑๒ ชาวอินเดียทงประเทศซึ่ง ั้ เดิ ม เคยนั บ ถื อ ศาสนาพราหมณ์ -ฮิ น ดู และ ศาสนาพุทธ ต่างก็ตกอยู่ในความครอบงําของ ลัทธิตนตระอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทังนี้ ไม่เฉพาะ ั ้ แต่สามญชนคนธรรมดาเท่านัน หากชนชนสูง ั ้ ั้ รวมทังชนชันผูปกครองด้วยก็เช่นเดียวกัน ้ ้ ้
  • 106.
    อิสลามในฐานะเป็นกาลงสาคญทงในทาง ํ ั ํ ั ั้ การเมื อ งและการศาสนา ได้ แ ผ่ เ ข้ า ไปใน อิ น เดี ย ทางทิ ศ ตะวัน ตกเฉี ย งเหนื อ โดยเริ่ ม ตงแต่ตอนต้น ของคริสต์ศตวรรษที่ ๑๑ และ ั้ ภายในเวลาไม่กี่ร้อยปี กสามารถครอบครอง ็ ดิ นแดนภาคเหนื อ ภาคกลาง และภาค ตะวนออกของอินเดียไว้แทบจะทงหมด และ ั ั้
  • 107.
    การที่ อิ สลามเข้า ไปมี อํ า นาจทางอาณาจัก ร และศาสนจกรในอินเดียเป็นเวลาหลายร้อยปี ั ทํ า ให้ อิ ทธิ พลของว ั ฒ นธรรมอิ สลามแผ่ กระจาย และคลุมครอบชีวิตของชาวอินเดีย อย่างลุ่มลึกและกว้างไกล ซึ่งอิทธิพลนี้ยงมีให้ ั เห็ น ตราบจนปั จ จุ บ น โดยเฉพาะในอิ น เดี ย ั ภาคเหนื อ
  • 108.
    ในส่วนที่เกี่ยวกับพุทธศาสนานัน อาจกล่าว ้ ได้ว่า การปรากฏตัวของอิสลามเป็ นมรสุมลูก สุดท้ายที่ กระหนํ่ าให้ “พุทธนาวา” ลํานี้ กอยู่็ ในสภาพ “ชํารุด” เตมประดา ด้วยท้องนาวา ็ ถกแมงกระพรนตนตระกดกิน เป็นรรวนํ้าไหล ู ุ ั ั ู ั่ เข้ า ได้ จวนเจี ย นจะพลิ กคว ํ่ า อยู่ แ ล้ ว แต่ “มรสุม”
  • 109.
    ลูกสุดท้ ายที่ ทําให้พุทธศาสนาต้ องพังพินาศไป จากแผนดินอินเดียนัน แน่นอน คือ “อิ สลาม” ่ ้ พระลามา “ตารานาถ” ได้บนทึกไว้ในหนังสือ ั “ประวัติศาสตร์ พระพุทธศาสนา” ของท่านว่า “บรรดาภิ กษุสงฆเมอถกฆ่าและถกทาร้าย ์ ื่ ู ู ํ
  • 110.
    โดยพวกมุสลิมในศตวรรษที่ ๑๒ ต่างก็พากัน หนี ไปยัง ประเทศทิ เบต และประเทศอื่ น ๆ นอกอิ น เดี ย เมื่ อ ภิ ก ษุ ส งฆ์ ไ ม่ มี เ หลื อ อยู่ ทัง ้ โบสถ์วิ ห ารก็ถ ก ทํา ลายลงจนหมดสิ้ น จิ ต ใจ ู ของพวกฆราวาสพทธมามกะ จึงเป็นธรรมดา ุ อ ยู่ เ อ ง ที่ จ ะ ต้ อ ง เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ไ ป ต า ม สภาพการณ์ ผลกคือ ็
  • 111.
    พุ ท ธศาสนิกชนส่ ว นใหญ่ ไ ด้ ส วามิ ภั ก ด์ ิ ต่ อ พราหมณ์ ซึ่งมีความสมพนธกนทางเลือดเนื้อ ั ั ์ ั และวฒนธรรมอยู่แล้ว พวกที่เหลืออย่กหนไป ั ู ็ ั นั บถือหรือถูกบังคับให้ นับถือศาสนาอิ สลาม ซึ่ งมีอานาจทางการเมืองอยู่ในเวลานั น ด้ วย ํ ้ ประการฉะนี้ เองที่ พ ระพุ ท ธศาสนาได้ สู ญ หายไปจากอินเดีย ดินแดนที่เกิดของตน”.
  • 112.
    ศาสนาพุท ธถื ออุบ ติ แ ละเจริ ญ รุ่ง เรื อ งใน ั อินเดีย ปลายคริสต์ ศตวรรษที่ 12 จึงเริ่ม เสื่อม และอันตรธานไปจากอินเดี ย ชาวพุทธ ที่มีอยู่ในอินเดียปัจจุบนทุกวนนี้ เป็นชาวพทธ ั ั ุ ใหม่ที่ได้รบการชกชวนจาก ดร.บี อาร์ อมเบด ั ั ั ็ การ์ เมื่อประมาณซก 60-70 ปี ที่ ผ่านมา ั เกือบแทบทงหมดทงสิ้น ั้ ั้
  • 113.
    อ ั มเบ ็ ด การ์ ถื อ กํ า เนิ ดเกิ ดมาดู โ ลกเมื่ อ 14 เมษายน พ.ศ.2434 ในครอบครัวของชาว ฮินดู ที่ รฐ มหาราช ในชนชันวรรณะศูทร ซึ่ ง ั ้ เป็ นวรรณะตํ่าสุดใน 4 วรรณะของอินเดี ย แม้ว่ า จะมาจากวรรณะ ศูท รยากจนข้ น แค้ น แต่ท่านก็เรียนหนังสือเก่ง ขนาดสอบชิงทุนได้ ไปเรียนกฎหมายที่องกฤษ และภาย หลังมาจบ ั
  • 114.
    ดร.อัม เบ็ด การ์มี ส่ ว นสํ า คัญ ในการร่ า ง รัฐ ธรรมนู ญ ของอิ น เดี ย คนอิ น เดี ย ยอมรับ ท่านมาก ถึงขนาด ประกาศให้เป็น “บิ ดาแห่ ง รัฐธรรมนู ญอิ นเดี ย” ท่ านออกบรรยาย ปราศรัยไปในที่ ต่างๆ เรื่อง รัฐธรรมนูญ เรื่อง กฎหมาย สุ ด ท้ า ยก่ อ นจบคํ า บรรยายท่ า น มักจะวกไปเรื่องศาสนา
  • 115.
    โดยมักจะ หยอดเรื่องศาสนาพุทธเป็ นของแถม วาทะของท่านที่สาคัญซึ่งทุกคนยังจํากันได้ดีก็ ํ คือ I was born as a Hindu but I will not die Hindu.“ข้าพเจ้าถือ กํา เนิ ดเกิ ด มาเป็ นคนฮิ น ดู แต่ ข้ า พเจ้ า จะไม่ ตายอย่างฮินด” ู
  • 116.
    ดร.อมเบดการประกาศว่าจะเปลี่ยนศาสนา ั ็ ์ เป็นพทธตงแต่ พ.ศ.2478 แต่กไม่ได้เปลี่ยน ุ ั้ ็ จน กระทง วนที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2499 ท่าน ั่ ั นํ าผู้ ค น เชื่ อถื อ ศร ั ท ธาท่ านจ ํ า นวนกว่ า 400,000 คน ทําการเปลี่ยน ศาสนาครัง ้ ใหญ่ ที่คนอินเดียเรียกว่า the massive religious con versionเปลี่ยน จาก ฮิ น ดู ม า เ ข้ า พุ ท ธ ที่ เ มื อ ง น า ค ปู ร์
  • 117.
    นับถือพุทธได้ไม่ทนถึง 2 ั เดือน ดร.อมเบด ั ็ การ์ก็จากโลกนี้ ไปเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2499 ตงแต่นันเป็นต้นมา กยงมีฮินดู ั้ ้ ็ ั ค่ อ ย ๆ ท ย อ ย เ ข้ า ม า อ า ศ ั ย ใ ต้ ร่ ม พระพุทธศาสนาอยู่บ้างแต่ ไม่มาก โบสถ์ฮินดู ในรฐทมิฬนาฑูทางภาคใต้หลายแห่ง ั
  • 118.
    บางแห่งมีรปแกะ สลก พระพทธเจ้าได้รบ ู ั ุ ั คาอธิบายว่าฮินดบรรจพระพทธเจ้าเข้าเป็น ํ ู ุ ุ พระเจ้าองค์หนึ่ ง ในบรรดา พระเจ้าหลายหมืน ่ องคของศาสนาฮินดู ์
  • 119.
    อี กกลุ่มที่ ช่วยให้คนอินเดี ยกลับเข้ ามาถือ พุ ท ธได้ ใ หม่ ก็ คื อ คนไทยที่ ไปทํ า บุ ญ ใน สังเวชยสถาน 4 ตําบล ทงสถานที่ประสูติที่ ั้ ตํา บลลุ ม พิ นี เนปาล สถานที่ ต ร ส รู้ที่ ตํา บล ั พทธคยา ในรฐพิหารของอินเดีย สถานที่ปฐม ุ ั เทศนาที่ตาบลสารนาถ รฐอตตร ประเทศ และ ํ ั ุ สถานที่ ปรินิพพานที่ ตําบลกุสินารา รัฐ อุตตร