บริษัท อักษรเจริญทัศน์ อจท. จำกัด : 142 ถนนตะนำว เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
Aksorn CharoenTat ACT.Co.,Ltd : 142 Tanao Rd. Pranakorn Bangkok 10200 Thailand
โทรศัพท์ : 02 622 2999 โทรสำร : 02 622 1311-8 webmaster@aksorn.com / www.aksorn.com
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒
พระพุทธศาสนา
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
๑_หลักสูตรวิชาพระพุทธศาสนา
๒_แผนการจัดการเรียนรู้
๓_PowerPoint_ประกอบการสอน
๔_Clip
๕_ใบงาน_เฉลย
๖_ข้อสอบประจาหน่วย_เฉลย
๗_การวัดและประเมินผล
๘_รูปภาพ
๙_เสริมสาระ
หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๑ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๒ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๓ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๔ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๕ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๖ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๗ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๘
๑๐_สื่อเสริมการเรียนรู้
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
จุดประสงค์การเรียนรู้
• อธิบำยธรรมคุณและข้อธรรมสำคัญในกรอบอริยสัจ ๔ หรือหลักธรรมของศำสนำที่ตนนับถือตำมที่กำหนด
เห็นคุณค่ำ และนำไปพัฒนำแก้ปัญหำของชุมชนและสังคม
หน่วยการเรียนรู้ที่ ๓
พระรัตนตรัย
• พระพุทธศำสนำมีองค์ประกอบสำคัญ ๓ ประกำร คือ พระรัตนตรัย แปลว่ำ แก้วอันประเสริฐ ๓ ดวง ได้แก่
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
พระพุทธ • องค์สมเด็จพระสัมมำสัมพุทธเจ้ำ ผู้ทรงเป็นศำสดำของศำสนำ
เป็นผู้ค้นพบสัจธรรมโดยกำรตรัสรู้เอง
พระธรรม
พระสงฆ์
• คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ำ อธิบำยควำมเป็นจริงของชีวิตมนุษย์
เป็นคำสั่งสอนที่ให้มนุษย์ประพฤติดี
• หมู่สำวกที่ปฏิบัติตำมคำสอนขององค์พระสัมมำสัมพุทธเจ้ำ และเผยแผ่
คำสอนให้แก่คนทั่วไป
สวำกขำโต ภควตำ ธัมโม
พระรัตนตรัย
• แต่ละองค์ประกอบจะมีคุณลักษณะแตกต่ำงกัน ในที่นี้จะกล่ำวถึง ธรรมคุณ คือ คุณของธรรม มี ๖ ประกำร
สันทิฏฐิโก
อกำลิโก
เอหิปัสสิโก
โอปนยิโก
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ
• พระธรรมเป็นคำสอนอันพระผู้มีพระภำคเจ้ำตรัสไว้ดีแล้ว เป็นควำมจริงแท้ เป็นหลักครอง
ชีวิตอันประเสริฐ
• พระธรรมนี้ผู้ปฏิบัติตำมจะเห็นได้ด้วยตนเอง
• ไม่เนื่องด้วยกำลเวลำ ไม่ขึ้นอยู่กับเวลำ ปฏิบัติตำมได้พร้อมบริบูรณ์เมื่อใดก็เห็นผล
เมื่อนั้น
• ควรเรียกให้มำดู คือ พระธรรมเป็นคำสอนที่ควรจะเชิญให้ใครๆ มำดู มำพิสูจน์ มำตรวจสอบ
เพรำะเป็นของที่จริงตลอดเวลำ
• ควรน้อมเข้ำมำ คือ เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ำไว้ในใจ เพื่อยึดถือเป็นหลักปฏิบัติในชีวิต จะได้บรรลุ
ถึงควำมหลุดพ้น
• วิญญูชน ได้แก่ นักปรำชญ์รู้ได้เฉพำะตน
ทุกข์
ควำมจริงว่ำด้วยควำมทุกข์ สมุทัย ควำมจริงว่ำด้วยเหตุเกิดแห่งทุกข์
นิโรธ
ควำมจริงว่ำด้วยควำมดับทุกข์ มรรค ควำมจริง
ว่ำด้วยทำงแห่งควำมดับทุกข์
อริยสัจ ๔
ควำมจริงอันประเสริฐ ๔ ประกำร
อันเป็นหลักคำสอนสำคัญ
ของพระพุทธศำสนำ
อริยสัจ ๔
อริยสัจ ๔ ทุกข์ (ธรรมที่ควรรู้)
• ควำมจริงว่ำด้วยควำมทุกข์ ควำมไม่สบำยกำย ไม่สบำยใจ ควำมทุกข์นั้นเกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้ เรำจึงไม่ควร
ประมำทและพร้อมที่จะเผชิญหน้ำกับควำมจริง
หลักธรรมที่ควรรู้เพื่อให้รู้ควำมจริงของกำรเกิดทุกข์
ขันธ์ ๕ อำยตนะ
อริยสัจ ๔ ทุกข์ (ธรรมที่ควรรู้)
ขันธ์ ๕
องค์ประกอบของชีวิตมี ๕ ประกำร
รูป
เวทนำ
สัญญำ
สังขำร
วิญญำณ
ส่วนที่เป็นร่ำงกำย
ควำมรู้สึกที่เกิดขึ้น มี ๓ อย่ำง คือ สุขเวทนำ ทุกขเวทนำ และอุเบกขำเวทนำ
กำรกำหนดหมำยรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น รูป รส กลิ่น เสียง และอำรมณ์ เป็นต้น
สิ่งปรุงแต่งจิตเป็นผลรวมของกำรรับรู้
กำรรับรู้ผ่ำนประสำทสัมผัสทั้ง ๕ และใจ
อริยสัจ ๔ ทุกข์ (ธรรมที่ควรรู้)
โสตวิญญาณ
ฆานวิญญาณ
จักขุวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ
กายวิญญาณ
มโนวิญญาณ
ควำมรู้อำรมณ์ทำงหู รู้เสียงด้วยหู ได้ยิน
ควำมรู้อำรมณ์ทำงจมูก รู้และได้กลิ่นด้วยจมูก
ควำมรู้อำรมณ์ทำงตำ รู้รูปด้วยตำ เห็น ควำมรู้อำรมณ์ทำงลิ้น รู้รสด้วยลิ้น รู้รส
ควำมรู้อำรมณ์ทำงกำย รู้สึกสัมผัส
ควำมรู้อำรมณ์ทำงใจ รู้ควำมนึกคิด
อริยสัจ ๔ ทุกข์ (ธรรมที่ควรรู้)
อำยตนะ
• อำยตนะจัดเป็นองค์ประกอบของวิญญำณ คือกำรรับรู้ กล่ำวคือ ในกำรรับรู้จะต้องมีผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้ ขันธ์ ๕
คือ ผู้รู้ ซึ่งรับรู้ผ่ำนอำยตนะภำยใน ได้แก่ ตำ หู จมูก ลิ้น กำย และใจ ส่วนสิ่งที่ถูกรู้ คือ รูป เสียงกลิ่น รส
กำรสัมผัส และกำรนึกคิด (ธรรมำรมณ์) เรียกว่ำ อำยตนะภำยนอก
• อำยตนะภำยในเป็นเครื่องเชื่อมต่อใจกับโลกภำยนอก พระพุทธศำสนำจึงสอนให้มีควำมสำรวมในอำยตนะ
ตำ ประสำทที่เห็นรูปต่ำงๆ ได้ เรียกว่ำ
อริยสัจ ๔ ทุกข์ (ธรรมที่ควรรู้)
อำยตนะภำยใน
จักขุประสำท
หู ประสำทที่รับฟังเสียงได้ เรียกว่ำ โสตประสำท
จมูก ประสำทที่สูดกลิ่นได้ เรียกว่ำ ฆำนประสำท
ลิ้น ประสำทที่ลิ้มรสได้ เรียกว่ำ ชิวหำประสำท
กำย ประสำทรับสัมผัสได้ เรียกว่ำ กำยประสำท
ใจ หมำยถึง จิต
รูป สิ่งที่เห็นด้วยตำ
อริยสัจ ๔ ทุกข์ (ธรรมที่ควรรู้)
อำยตนะภำยนอก
เสียง สิ่งที่ได้ยินด้วยหู
กลิ่น สิ่งที่สูดดมได้ด้วยจมูก
รส สิ่งที่ลิ้มรสได้ด้วยลิ้น
สัมผัส (โผฏฐัพพะ) สิ่งที่ถูกต้องกำย
อำรมณ์ (ธรรมำรมณ์) เรื่องที่คิดขึ้นด้วยใจ
อริยสัจ ๔ สมุทัย (ธรรมที่ควรละ)
• ควำมจริงว่ำด้วยเหตุเกิดแห่งทุกข์ เพรำะควำมทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้นต้องมีสำเหตุ ไม่ได้มีขึ้นลอยๆ ในที่นี้จะพูดถึง
หลักธรรมที่ควรละ ๓ อย่ำง เพื่อไม่ให้เกิดทุกข์
หลักธรรมที่ควรละเพื่อไม่ให้เกิดทุกข์
หลักกรรม
อกุศลกรรมบถ ๑๐
อบำยมุข ๖
อริยสัจ ๔ สมุทัย (ธรรมที่ควรละ)
หลักกรรม
• หลักกรรม หรือกฎแห่งกรรม เป็นคำสอนที่สำคัญของพระพุทธศำสนำ ผลของกรรมมีทั้งผลชั้นในและ
ผลชั้นนอก สิ่งสนับสนุนให้กรรมดีให้ผล เรียกว่ำ สมบัติ สิ่งสนับสนุนให้กรรมชั่วให้ผล เรียกว่ำ วิบัติ
สมบัติ ๔
คติสมบัติ
อุปธิสมบัติ
กำลสมบัติ
ปโยคสมบัติ
เกิดในภพ หรือ ประเทศที่เจริญ
เกิดมำมีร่ำงกำยที่สง่ำงำม แข็งแรง
เกิดในสมัยบ้ำนเมืองสงบสุข
กำรทำให้ครบถ้วนทำอย่ำงต่อเนื่อง
อริยสัจ ๔ สมุทัย (ธรรมที่ควรละ)
หลักกรรม
• หลักกรรม หรือกฎแห่งกรรม เป็นคำสอนที่สำคัญของพระพุทธศำสนำ ผลของกรรมมีทั้งผลชั้นในและ
ผลชั้นนอก สิ่งสนับสนุนให้กรรมดีให้ผล เรียกว่ำ สมบัติ สิ่งสนับสนุนให้กรรมชั่วให้ผล เรียกว่ำ วิบัติ
วิบัติ ๔
คติวิบัติ
อุปธิวิบัติ
กำลวิบัติ
ปโยควิบัติ
เกิดในภพ หรือ ประเทศที่ไม่เจริญ
เกิดมำมีร่ำงกำยพิกลพิกำร ไม่สง่ำงำม
เกิดในสมัยบ้ำนเมืองมีทุกข์เข็ญ
กำรทำไม่ครบถ้วนไม่ต่อเนื่อง
อริยสัจ ๔ สมุทัย (ธรรมที่ควรละ)
ตัวอย่ำงแสดงให้เห็นถึงกำรเกิดในที่ต่ำงๆ
• เกิดในที่เจริญ มีกำรบริกำรดี กำรศึกษำดี ทั้งที่ไม่ขยัน
• เป็นคนซื่อสัตย์ เกิดในยุคผู้ปกครองดี สังคมยกย่องเชิดชู
คนนั้นก็มีเกียรติมีควำมเจริญ
• มีสติปัญญำดี แต่เกิดเป็นคนป่ำ
• มีควำมรู้ ควำมสำมำรถดี แต่ไปอยู่ในที่ที่เขำไม่เห็นคุณค่ำ
อริยสัจ ๔ สมุทัย (ธรรมที่ควรละ)
อกุศลกรรมบถ ๑๐
• อกุศลกรรมบถ ๑๐ ทำงแห่งอกุศลกรรม หรือทำงแห่งควำมชั่ว หรืออำจหมำยถึง กรรมชั่วอันเป็นทำงไปสู่
ควำมเสื่อม ควำมทุกข์ก็ได้ กรรมชั่วนี้แบ่งได้เป็น ๓ ทำงใหญ่ๆ ได้แก่
กรรมชั่วทำงกำย กรรมชั่วทำงวำจำ กรรมชั่วทำงใจ
อริยสัจ ๔ สมุทัย (ธรรมที่ควรละ)
อกุศลกรรมบถ ๑๐
กรรมชั่วทำงกำย
• ปาณาติบาต คือ กำรปลงชีวิต กำรทำให้สัตว์โลกถึงแก่ควำมตำย
• อทินนาทาน คือ กำรขโมยของผู้อื่น กำรถือเอำของที่เขำไม่ให้ รวมถึงกำรฉ้อโกง ยักยอก หลอกลวง
คอร์รัปชันด้วย
• กาเมสุมิจฉาจาร คือ กำรประพฤติผิดในกำม กำรละเมิดคู่ครอง ของรักของหวงของผู้อื่น
อริยสัจ ๔ สมุทัย (ธรรมที่ควรละ)
อกุศลกรรมบถ ๑๐
กรรมชั่วทำงวำจำ
• มุสาวาท คือ กำรพูดเท็จ พูดสิ่งที่ไม่จริงโดยที่รู้ว่ำไม่จริง กำรพูดกำกวมเพื่อหลอกลวงผู้อื่นด้วย
• ปิสุณวาจา คือ พูดส่อเสียด ทำให้คนเกิดแตกสำมัคคี พูดกระทบกระเทียบเหน็บแนม ให้อีกฝ่ำยหนึ่งเจ็บใจ
กำรพูดเสียดสีมักเกิดจำกควำมอิจฉำ
• ผรุสวาจา คือ พูดคำหยำบ กำรพูดหยำบก่อให้เกิดควำมแตกร้ำว ทำให้เรื่องเล็กกลำยเป็นเรื่องใหญ่
• สัมผัปปลาปะ คือ พูดเพ้อเจ้อ ไม่มีแก่นสำร ไม่มีประโยชน์แก่ใครไม่ว่ำตนเองหรือผู้อื่น
อริยสัจ ๔ สมุทัย (ธรรมที่ควรละ)
อกุศลกรรมบถ ๑๐
กรรมชั่วทำงใจ
• อภิชฌา คือ คิดเพ่งเล็งอยำกได้ของเขำ ไม่นึกว่ำของใครใครก็หวง แม้ยังไม่ได้ขโมย แต่ก็ทำให้จิตใจเสื่อม
ไม่คิดที่จะขยันขันแข็งเพื่อหำมำด้วยตนเอง
• พยาบาท คือ คิดร้ำยผู้อื่น อยำกให้ผู้อื่นเจ็บปวด เสียหำย ประสงค์ร้ำย ควำมคิดร้ำยนี้จะบั่นทอน
ควำมสำมำรถและควำมดีของตนเอง
• มิจฉาทิฏฐิ คือ เห็นผิดจำกคลองธรรม เช่น ไม่เชื่อว่ำทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
อริยสัจ ๔ สมุทัย (ธรรมที่ควรละ)
อบำยมุข ๖
• อบำยมุข ๖ คือ ทำงแห่งควำมเสื่อม ซึ่งเป็นสิ่งที่เรำควรละ มี ๖ ประกำร
ติดสุรำและของมึนเมำ
ชอบเที่ยวกลำงคืน
ชอบเที่ยวดูกำรละเล่น
ติดกำรพนัน
คบคนชั่วเป็นมิตร
เกียจคร้ำนกำรงำน
อริยสัจ ๔ สมุทัย (ธรรมที่ควรละ)
อบำยมุข ๖
ติดสุรำและของมึนเมำ
• ทำให้เสียทรัพย์
• ทำให้เกิดกำรทะเลำะวิวำท
• เป็นบ่อเกิดแห่งโรค
• ทำให้เสียเกียรติยศและชื่อเสียง
• ทำให้ไม่รู้จักอำย
• บั่นทอนสติปัญญำ
ชอบเที่ยวกลำงคืน
• เป็นกำรไม่รักตัว
• เป็นกำรไม่รักลูกเมียหรือครอบครัว
• เป็นกำรไม่รักษำทรัพย์สมบัติ
• เป็นที่ระแวงสงสัยของผู้อื่น
• เป็นเป้ำให้เขำใส่ควำม
• เป็นที่มำของควำมเดือดร้อนนำนำชนิด
อริยสัจ ๔ สมุทัย (ธรรมที่ควรละ)
อบำยมุข ๖
ชอบเที่ยวดูกำรละเล่น ติดกำรพนัน
• ถ้ำเที่ยวมำกเกินไป ทำให้ใจจดจ่ออยู่กับสิ่ง
เหล่ำนั้น ไม่เป็นอันทำมำหำกิน เสียทั้งเวลำ
เสียทั้งเงิน ทำให้คนอื่นเชื่อถือน้อยลง ทำให้
ถูกมองว่ำเป็นคนไม่เอำกำรเอำงำน
• เมื่อชนะย่อมก่อเวร เมื่อเล่นได้ย่อมมี
คนอยำกแก้มือเรียกร้องให้เล่นอีก
• เมื่อแพ้ย่อมเสียดำยทรัพย์
• ทรัพย์สินเสียหำย
• ไม่มีใครเชื่อถือ
• เพื่อนฝูงดูหมิ่น
• ไม่มีใครอยำกได้เป็นคู่ครอง
อริยสัจ ๔ สมุทัย (ธรรมที่ควรละ)
อบำยมุข ๖
คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้ำนกำรงำน
• ควำมเกียจคร้ำนมีโทษอย่ำงไร แทบไม่ต้องพูดถึง ทุกคน
รู้อยู่แก่ใจว่ำสิ่งที่เป็นประโยชน์และสิ่งดีงำมทั้งหลำยย่อม
ไม่เกิดจำกควำมเกียจคร้ำน เรียนหนังสือก็สู้เขำไม่ได้
ทำมำหำกินก็สู้เขำไม่ได้
คนเรำเมื่ออยู่ใกล้ชิดกับใคร ก็มีโอกำสที่จะมีพฤติกรรม
เช่นเดียวกับเขำ เช่น
• นักเลงกำรพนัน
• นักเลงเจ้ำชู้
• นักเลงสุรำยำเสพติด
• นักลวงเขำด้วยของปลอม
• นักหลอกลวง
• นักเลงหัวไม้
อริยสัจ ๔ สมุทัย (ธรรมที่ควรละ)
คุณประโยชน์ของกำรละเว้นอบำยมุข
• ไม่เสียทรัพย์ไปโดยเปล่ำประโยชน์
• ไม่หมกมุ่นในสิ่งที่หำสำระไม่ได้
• ประกอบหน้ำที่กำรงำนได้เต็มที่
• ชีวิตไม่ตกต่ำ
• เป็นที่รักใคร่และเป็นที่ไว้ใจของผู้อื่น
• มีพลำนำมัยสมบูรณ์ สติปัญญำไม่เสื่อมถอย
• สำมำรถประกอบหน้ำที่ได้ด้วยควำมสุจริต
อริยสัจ ๔ นิโรธ (ธรรมที่ควรบรรลุ)
• ควำมจริงว่ำด้วยควำมดับทุกข์ เมื่อควำมทุกข์เกิดจำกสำเหตุ ถ้ำเรำดับสำเหตุนั้นเสีย ควำมทุกข์นั้นย่อมดับไปด้วย
ดังพุทธดำรัสว่ำ “เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนั้นก็ไม่มี เพรำะสิ่งนี้ดับ สิ่งนั้นก็ดับ” ณ ที่นี้จะพูดถึงหลักธรรมบำงข้อที่เรำควร
บรรลุเพื่อเป็นทำงดับทุกข์ตำมหลักอริยสัจ ๔
หลักธรรมที่ควรบรรลุเพื่อให้ดับควำมทุกข์
สำมิสสุข นิรำมิสสุข
อริยสัจ ๔ นิโรธ (ธรรมที่ควรบรรลุ)
สำมิสสุข
• สามิสสุข คือ ควำมสุขทำงวัตถุ หรือ ควำมสุขทำงเนื้อหนัง กำรเสพสำมิสสุขเป็นธรรมดำของคนทั่วไป
พระพุทธศำสนำสอนเรื่อง “คิหิสุข” คือ ควำมสุขของชำวบ้ำน ได้แก่
ควำมสุขที่เกิดจำกกำรมีทรัพย์
ควำมสุขที่เกิดจำกกำรใช้จ่ำยทรัพย์
ควำมสุขที่เกิดจำกกำรไม่มีหนี้สิน
ควำมสุขที่เกิดจำกกำรประพฤติในสิ่งที่สุจริต
อัตถิสุข
โภคสุข
อนณสุข
อนวัชชสุข
อริยสัจ ๔ นิโรธ (ธรรมที่ควรบรรลุ)
นิรำมิสสุข
• นิรามิสสุข คือ ควำมสุขที่ไม่อิงวัตถุภำยนอก เรียกง่ำยๆ ว่ำ ควำมสุขทำงใจ มีตั้งแต่ขั้นต่ำสุดไปถึงขั้นสูงสุด คือ
นิพพำน ควำมสุขทำงใจในระดับชำวบ้ำน เช่น กำรได้รับควำมอบอุ่นจำกครอบครัว ไม่มีศัตรู ขั้นสูง เช่น
กำรมีจิตใจสงบ ไม่คิดร้ำยใคร สูงขึ้นไปอีก เช่น เกิดควำมอิ่มใจเมื่อได้เสียสละ
• ควำมสุขประเภทนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัตถุภำยนอกหรือขึ้นอยู่น้อยมำก เป็นควำมสุขทำง ทำได้โดยเริ่มต้นด้วย
กำรปฏิบัติตำมศีล ๕ และธรรม ๕ ช่วยให้จิตใจสงบไม่ฟุ้งซ่ำน ควำมสุขที่พึ่งวัตถุภำยนอกก็จะน้อยลงเรื่อยๆ
เป็นตัวของตัวเอง ไม่เป็นทำสของค่ำนิยมที่ฟุ่มเฟือย หรือที่เรียกว่ำ วัตถุนิยม
อริยสัจ ๔ มรรค (ธรรมที่ควรเจริญ)
• ควำมจริงว่ำด้วยทำงแห่งควำมดับทุกข์ ถ้ำใครปฏิบัติตำมก็จะลดควำมทุกข์หรือปัญหำได้ ณ ที่นี้จะพูดถึง
หลักธรรมบำงข้อที่เรำควรปฏิบัติ เพื่อเป็นทำงที่นำไปสู่ควำมดับทุกข์ ดังนี้
หลักธรรมที่ควรเจริญเพื่อเป็นทำงไปสู่ควำมดับทุกข์
บุพพนิมิตของมัชฌิมำปฏิปทำ
ดรุณธรรม ๖
กุลจิรัฏฐิติธรรม ๔
กุศลกรรมบถ ๑๐
สติปัฏฐำน ๔
มงคล ๓๘
อริยสัจ ๔ มรรค (ธรรมที่ควรเจริญ)
บุพพนิมิตของมัชฌิมำปฏิปทำ
• มัชฌิมาปฏิปทา คือ ทำงสำยกลำง
• บุพพนิมิต แปลว่ำ สิ่งที่เป็นเครื่องหมำยหรือสิ่งบอกล่วงหน้ำ
พระพุทธเจ้ำได้ตรัสเปรียบไว้ว่ำ
“ก่อนที่ดวงอำทิตย์จะขึ้นย่อมมีแสงเงิน แสงทองปรำกฏให้เห็นก่อนฉันใด ในทำนองเดียวกัน ก่อนที่อริยมรรคหรือ
มัชฌิมำปฏิปทำ ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติสำคัญในพระพุทธศำสนำจะเกิดขึ้น ก็มีธรรมบำงประกำรปรำกฏขึ้นก่อนเหมือนแสงเงิน
แสงทองฉันนั้น”
• ก่อนจะเกิดปัญญำขึ้นนั้น มีปัจจัย ๒ อย่ำงเป็นเครื่องช่วย คือ กัลยำณมิตร และโยนิโสมนสิกำร
อริยสัจ ๔ มรรค (ธรรมที่ควรเจริญ)
บุพพนิมิตของมัชฌิมำปฏิปทำ
กัลยำณมิตร
• กำรมีกัลยำณมิตรเป็นสัญญำณที่บอกว่ำ เรำกำลังจะเดินทำงไปสู่อริยมรรค บำงทีเรียกกัลยำณมิตรว่ำ
“ปรโตโฆสะ” แปลว่ำ เสียงจำกผู้อื่น คือ เสียงหรือคำพูดที่ดีงำม ถูกต้อง เสียงจำกมิตรที่ดี ช่วยแนะนำให้เรำเกิด
ควำมคิดเห็นที่ถูกต้อง (สัมมำทิฐิ) กำรมีกัลยำณมิตรเป็นจุดเริ่มต้นของกำรพัฒนำปัญญำที่จะทำให้เรำเห็นสัจธรรม
โยนิโสมนสิกำร
• โยนิโสมนสิการ หมำยถึง กำรใช้ควำมคิดถูกวิธี รู้จักคิด รู้จักวิเครำะห์ คิดอย่ำงมีระเบียบ บำงทีเรียกว่ำ “กำรทำใจ
โดยอุบำยอันแยบคำย” โยนิโสมนสิกำรเป็นอำหำรหล่อเลี้ยงสติมิให้คิดไปในทำงที่ผิด แม้ศรัทธำหรือกัลยำณมิตร
เป็นสิ่งสำคัญที่จะเดินตำมอริยมรรค แต่ตัวตัดสิน คือ ปัจจัยภำยใน ซึ่งเรียกว่ำ โยนิโสมนสิการ
อริยสัจ ๔ มรรค (ธรรมที่ควรเจริญ)
ปิโย
ครุ
วจนักขโม
วัตตำ
ภำวนีโย
คัมภีรัญจะ กะถัง กัตตำ
โน จัฏฐำเน นิโยชะเย
• มีควำมน่ำรัก เป็นกันเอง
• มีควำมน่ำเคำรพ
• มีควำมน่ำยกย่อง
• รู้จักชี้แจงให้เข้ำใจ
• อดทนที่จะรับฟัง
• แถลงเรื่องล้ำลึกได้
• ไม่ชักจูงกันไปทำงเสื่อมเสีย
คุณสมบัติของกัลยำณมิตร
อริยสัจ ๔ มรรค (ธรรมที่ควรเจริญ)
ดรุณธรรม ๖
• ดรุณ หมำยถึง เด็กหรือผู้เยำว์ เด็กนั้นยังมีอนำคตอันยำวไกลควรจะมีหลักธรรมที่เป็นทำงไปสู่ควำมเจริญก้ำวหน้ำ
ของชีวิต เรียกว่ำ ดรุณธรรม ๖ คือ ทำงไปสู่ควำมเจริญก้ำวหน้ำ ๖ ประกำร
รักษำสุขภำพดี (อโรคยะ)
มีระเบียบวินัย (ศีล)
ได้เห็นแบบอย่ำงจำกคนดี
(พุทธำนุวัติ)
มีควำมขยันหมั่นเพียร (วิริยะ)
ตั้งใจเรียน (สุตะ)
ทำสิ่งที่ถูกต้องดีงำม
(ธรรมำนุวัติ)
ดรุณธรรม ๖
อริยสัจ ๔ มรรค (ธรรมที่ควรเจริญ)
กุลจิรัฏฐิติธรรม ๔
• กุลจิรัฏฐิติธรรม ๔ คือ ธรรมที่เป็นเหตุทำให้ตระกูลมั่งคั่งมั่นคงตั้งอยู่ได้นำน ทำให้ตระกูลดำรงอยู่ด้วย
ควำมสงบสุข เรียบร้อย และมีฐำนะอันมั่นคง
• เมื่อเครื่องอุปโภคบริโภคหำยหรือหมดไปต้องรู้จักจัดหำมำไว้
• ซ่อมแซมสิ่งของที่เก่ำและชำรุดเสียหำย
• ประมำณตนในกำรอุปโภคบริโภค
• ตั้งผู้มีศีลธรรมเป็นพ่อบ้ำนแม่เรือน
อริยสัจ ๔ มรรค (ธรรมที่ควรเจริญ)
กุศลกรรมบถ ๑๐
• กุศลกรรมบถ ๑๐ คือ ทำงแห่งกำรกระทำของผู้ฉลำดหรือคนดี เพื่อก่อให้เกิดควำมดีและควำมถูกต้อง
กุศลกรรมบถ ๑๐ แบ่งออกเป็น ๓ หมวดใหญ่ๆ
ควำมประพฤติดีทำงกำย
ควำมประพฤติดีทำงวำจำ
ควำมประพฤติดีทำงใจ
อริยสัจ ๔ มรรค (ธรรมที่ควรเจริญ)
กุศลกรรมบถ ๑๐
ควำมประพฤติดีทำงกำย
ควำมประพฤติดีทำงวำจำ
ควำมประพฤติดีทำงใจ
• เว้นจำกกำรฆ่ำสัตว์
• เว้นจำกกำรขโมย
• เว้นจำกกำรประพฤติผิดในกำม
• ไม่โลภอยำกได้ของผู้อื่น
• ไม่คิดพยำบำท
• มีควำมเห็นชอบ
• เว้นจำกกำรพูดเท็จ
• เว้นจำกกำรพูดส่อเสียด
• เว้นจำกกำรพูดคำหยำบคำย
• เว้นจำกกำรพูดเพ้อเจ้อ
อริยสัจ ๔ มรรค (ธรรมที่ควรเจริญ)
สติปัฏฐำน ๔
• สติปัฏฐาน ๔ หมำยถึง ที่ตั้งของสติ สัมมำสติ (หรือสติที่ชอบ) เป็นองค์มรรคข้อหนึ่งในมรรคมีองค์แปด สิ่งที่ตรงกันข้ำม
กับสติ คือ ควำมประมำท สติ คือควำมไม่เผลอ ไม่เลินเล่อ ไม่เลื่อนลอย สติเป็นตัวคอยเตือนให้เรำยับยั้งตนเอง ไม่ให้
หลงเพลินไปในทำงที่ผิด
• สติ มีควำมหมำยว่ำ ควำมไม่ประมำท (อัปปมำทธรรม) องค์พระสัมมำสัมพุทธเจ้ำให้ควำมสำคัญแก่ควำมไม่ประมำทมำก
พระดำรัสครั้งสุดท้ำยของพระพุทธเจ้ำก็เป็นเรื่องอัปปมำทธรรม ว่ำ “สิ่งทั้งหลำยที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ย่อมมีควำมเสื่อมสิ้นไป
เป็นธรรมดำ ท่ำนทั้งหลำยจงยังประโยชน์ที่มุ่งหมำยให้สำเร็จด้วยควำมไม่ประมำทเถิด”
อริยสัจ ๔ มรรค (ธรรมที่ควรเจริญ)
สติปัฏฐำน ๔
• พิจารณาเห็นภายในกาย กำรตั้งสติกำหนดพิจำรณำกำย ให้รู้เห็นตำมควำมเป็นจริงว่ำ เป็นแต่เพียงกำยไม่ใช่สัตว์
ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตนของเรำ ตัวตนของเขำ
• พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา กำรตั้งสติกำหนดพิจำรณำเวทนำ ให้รู้เห็นควำมเป็นจริงว่ำ เป็นแต่เพียงเวทนำไม่ใช่สัตว์
บุคคล ตัวตนของเรำ ของเขำ
• พิจารณาเห็นในจิต กำรตั้งสติกำหนดพิจำรณำจิตให้รู้เห็นตำมควำมเป็นจริงว่ำ เป็นแต่เพียงจิตมิใช่สัตว์ บุคคล
ตัวเรำ ตัวเขำ
• พิจารณาเห็นธรรมในธรรม กำรตั้งสติพิจำรณำธรรม ให้รู้เห็นตำมควำมเป็นจริงว่ำ เป็นเพียงธรรมไม่ใช่สัตว์ บุคคล
ตัวเรำ ตัวเขำ
อริยสัจ ๔ มรรค (ธรรมที่ควรเจริญ)
มงคล ๓๘
• มงคล ๓๘ คือ สิ่งที่ทำให้เกิดควำมดีงำม เป็นธรรมที่นำมำซึ่งควำมสุขควำมเจริญ มีทั้งหมด ๓๘ ข้อ แต่ ณ ที่นี้
จะกล่ำวถึง ๓ ข้อ
ประพฤติธรรม เว้นควำมชั่ว เว้นจำกกำรดื่มน้ำเมำ
อริยสัจ ๔ มรรค (ธรรมที่ควรเจริญ)
มงคล ๓๘
• คนเรำเกิดมำย่อมต้องกำรควำมสุข ควำมสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บำงครั้งบำงคนต้องกำรควำมสุขทำงใจ
มำกกว่ำควำมสุขทำงกำย บำงคนต้องกำรควำมสุขทำงกำยมำกกว่ำควำมสุขทำงใจ ควำมสุขเหล่ำนี้จะเกิดกับใคร
ไม่ได้ ถ้ำคนคนนั้นปรำศจำกสิ่งสำคัญที่สุดสิ่งหนึ่ง คือ “ธรรมะ” ไม่ว่ำจะมั่งมีหรือยำกจน โง่หรือฉลำด เด็กหรือ
ผู้ใหญ่ เป็นชำวกรุงหรือชำวชนบท เป็นหญิงหรือชำย ทำงำนเก่งหรือไม่เก่ง หำกขำดธรรมะแล้ว ชีวิตก็จะไม่มี
ควำมสุข ควำมสงบ
• ในพระพุทธศำสนำมีคำสอนที่เกี่ยวกับหลักธรรมให้เรำถือปฏิบัติมำกมำย แต่ในที่นี้จะกล่ำวถึงหลัก เบญจธรรม ๕
และเบญจศีล ๕
ประพฤติธรรม
อริยสัจ ๔ มรรค (ธรรมที่ควรเจริญ)
มงคล ๓๘
เบญจธรรม ๕
๑. เมตตากรุณา มีควำมรักใคร่เพื่อนมนุษย์ ช่วยเหลือเท่ำที่
ตนทำได้
๒. สัมมาอาชีวะ หำเลี้ยงชีพทำงสุจริต
๓. กามสังวร เดินสำยกลำงเกี่ยวกับควำมสุขทำงเนื้อหนัง
๔. สัจจะ พูดแต่ควำมจริง
๕. สติสัมปชัญญะ รู้สึกตัวอยู่เสมอว่ำอะไรควร อะไรไม่ควร
เบญจศีล ๕
๑. เว้นจำกกำรทำลำยชีวิต
๒. เว้นจำกกำรลักขโมย ฉ้อโกง
๓. เว้นจำกกำรประพฤติผิดในกำม
๔. เว้นจำกกำรพูดเท็จ
๕. เว้นจำกน้ำเมำ และสิ่งเสพติดทั้งหลำย
ประพฤติธรรม
โลภะ
อริยสัจ ๔ มรรค (ธรรมที่ควรเจริญ)
มงคล ๓๘
เว้นควำมชั่ว
• ควำมชั่วที่พระพุทธศำสนำสอนให้ละเว้นมีมำกมำย แต่จริงๆ แล้วอำจรวบรวมได้เป็น ๓ อย่ำง นั่นคือ อกุศลมูล ๓
แปลว่ำ ต้นตอของควำมชั่ว ๓ ประกำร อันได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ หรือ โลภ โกรธ หลง
ควำมโลภ ควำมอยำกได้อยำกมีโดยมิชอบ
ควำมโกรธแค้น พยำบำท อิจฉำริษยำ
ควำมหลง ไม่อยู่ในหลักของเหตุผลและปัญญำ
โทสะ
โมหะ
อริยสัจ ๔ มรรค (ธรรมที่ควรเจริญ)
มงคล ๓๘
เว้นจำกกำรดื่มน้ำเมำ
• กำรดื่มสุรำ โทษที่เห็นชัดก็คือ เสียเงินโดยเปล่ำประโยชน์ แทนที่จะใช้เงินไปกับอำหำรที่เป็นประโยชน์ต่อร่ำงกำย
เกิดกำรทะเลำะวิวำทในหมู่นักเลงสุรำ เรื่องเล็กน้อยก็กลำยเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้ขำดสติ ทำให้ร่ำงกำยเสื่อมลง
ทีละน้อย และทำให้คนปัญญำดีกลำยเป็นคนโง่ได้
• ในบรรดำสิ่งชั่วทั้งหลำย โทษของสุรำและสิ่งเสพติดเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดและง่ำยที่สุด ผู้ที่ยังเป็นเยำวชนและอยู่ในวัย
ศึกษำเล่ำเรียนควรอย่ำงยิ่งที่จะหลีกหนีให้ห่ำงเพรำะถ้ำติดสุรำหรือสิ่งเสพติดใดๆ จนถอนตัว ไม่ขึ้นแล้วอำจทำให้
เสียกำรเรียนและเสียอนำคตได้

หน่วย3 หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา

  • 1.
    บริษัท อักษรเจริญทัศน์ อจท.จำกัด : 142 ถนนตะนำว เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 Aksorn CharoenTat ACT.Co.,Ltd : 142 Tanao Rd. Pranakorn Bangkok 10200 Thailand โทรศัพท์ : 02 622 2999 โทรสำร : 02 622 1311-8 webmaster@aksorn.com / www.aksorn.com ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ พระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ๑_หลักสูตรวิชาพระพุทธศาสนา ๒_แผนการจัดการเรียนรู้ ๓_PowerPoint_ประกอบการสอน ๔_Clip ๕_ใบงาน_เฉลย ๖_ข้อสอบประจาหน่วย_เฉลย ๗_การวัดและประเมินผล ๘_รูปภาพ ๙_เสริมสาระ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๑ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๒ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๓ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๔ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๕ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๖ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๗ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๘ ๑๐_สื่อเสริมการเรียนรู้
  • 2.
    หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา จุดประสงค์การเรียนรู้ • อธิบำยธรรมคุณและข้อธรรมสำคัญในกรอบอริยสัจ ๔หรือหลักธรรมของศำสนำที่ตนนับถือตำมที่กำหนด เห็นคุณค่ำ และนำไปพัฒนำแก้ปัญหำของชุมชนและสังคม หน่วยการเรียนรู้ที่ ๓
  • 3.
    พระรัตนตรัย • พระพุทธศำสนำมีองค์ประกอบสำคัญ ๓ประกำร คือ พระรัตนตรัย แปลว่ำ แก้วอันประเสริฐ ๓ ดวง ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระพุทธ • องค์สมเด็จพระสัมมำสัมพุทธเจ้ำ ผู้ทรงเป็นศำสดำของศำสนำ เป็นผู้ค้นพบสัจธรรมโดยกำรตรัสรู้เอง พระธรรม พระสงฆ์ • คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ำ อธิบำยควำมเป็นจริงของชีวิตมนุษย์ เป็นคำสั่งสอนที่ให้มนุษย์ประพฤติดี • หมู่สำวกที่ปฏิบัติตำมคำสอนขององค์พระสัมมำสัมพุทธเจ้ำ และเผยแผ่ คำสอนให้แก่คนทั่วไป
  • 4.
    สวำกขำโต ภควตำ ธัมโม พระรัตนตรัย •แต่ละองค์ประกอบจะมีคุณลักษณะแตกต่ำงกัน ในที่นี้จะกล่ำวถึง ธรรมคุณ คือ คุณของธรรม มี ๖ ประกำร สันทิฏฐิโก อกำลิโก เอหิปัสสิโก โอปนยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ • พระธรรมเป็นคำสอนอันพระผู้มีพระภำคเจ้ำตรัสไว้ดีแล้ว เป็นควำมจริงแท้ เป็นหลักครอง ชีวิตอันประเสริฐ • พระธรรมนี้ผู้ปฏิบัติตำมจะเห็นได้ด้วยตนเอง • ไม่เนื่องด้วยกำลเวลำ ไม่ขึ้นอยู่กับเวลำ ปฏิบัติตำมได้พร้อมบริบูรณ์เมื่อใดก็เห็นผล เมื่อนั้น • ควรเรียกให้มำดู คือ พระธรรมเป็นคำสอนที่ควรจะเชิญให้ใครๆ มำดู มำพิสูจน์ มำตรวจสอบ เพรำะเป็นของที่จริงตลอดเวลำ • ควรน้อมเข้ำมำ คือ เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ำไว้ในใจ เพื่อยึดถือเป็นหลักปฏิบัติในชีวิต จะได้บรรลุ ถึงควำมหลุดพ้น • วิญญูชน ได้แก่ นักปรำชญ์รู้ได้เฉพำะตน
  • 5.
    ทุกข์ ควำมจริงว่ำด้วยควำมทุกข์ สมุทัย ควำมจริงว่ำด้วยเหตุเกิดแห่งทุกข์ นิโรธ ควำมจริงว่ำด้วยควำมดับทุกข์มรรค ควำมจริง ว่ำด้วยทำงแห่งควำมดับทุกข์ อริยสัจ ๔ ควำมจริงอันประเสริฐ ๔ ประกำร อันเป็นหลักคำสอนสำคัญ ของพระพุทธศำสนำ อริยสัจ ๔
  • 6.
    อริยสัจ ๔ ทุกข์(ธรรมที่ควรรู้) • ควำมจริงว่ำด้วยควำมทุกข์ ควำมไม่สบำยกำย ไม่สบำยใจ ควำมทุกข์นั้นเกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้ เรำจึงไม่ควร ประมำทและพร้อมที่จะเผชิญหน้ำกับควำมจริง หลักธรรมที่ควรรู้เพื่อให้รู้ควำมจริงของกำรเกิดทุกข์ ขันธ์ ๕ อำยตนะ
  • 7.
    อริยสัจ ๔ ทุกข์(ธรรมที่ควรรู้) ขันธ์ ๕ องค์ประกอบของชีวิตมี ๕ ประกำร รูป เวทนำ สัญญำ สังขำร วิญญำณ ส่วนที่เป็นร่ำงกำย ควำมรู้สึกที่เกิดขึ้น มี ๓ อย่ำง คือ สุขเวทนำ ทุกขเวทนำ และอุเบกขำเวทนำ กำรกำหนดหมำยรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น รูป รส กลิ่น เสียง และอำรมณ์ เป็นต้น สิ่งปรุงแต่งจิตเป็นผลรวมของกำรรับรู้ กำรรับรู้ผ่ำนประสำทสัมผัสทั้ง ๕ และใจ
  • 8.
    อริยสัจ ๔ ทุกข์(ธรรมที่ควรรู้) โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ จักขุวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ ควำมรู้อำรมณ์ทำงหู รู้เสียงด้วยหู ได้ยิน ควำมรู้อำรมณ์ทำงจมูก รู้และได้กลิ่นด้วยจมูก ควำมรู้อำรมณ์ทำงตำ รู้รูปด้วยตำ เห็น ควำมรู้อำรมณ์ทำงลิ้น รู้รสด้วยลิ้น รู้รส ควำมรู้อำรมณ์ทำงกำย รู้สึกสัมผัส ควำมรู้อำรมณ์ทำงใจ รู้ควำมนึกคิด
  • 9.
    อริยสัจ ๔ ทุกข์(ธรรมที่ควรรู้) อำยตนะ • อำยตนะจัดเป็นองค์ประกอบของวิญญำณ คือกำรรับรู้ กล่ำวคือ ในกำรรับรู้จะต้องมีผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้ ขันธ์ ๕ คือ ผู้รู้ ซึ่งรับรู้ผ่ำนอำยตนะภำยใน ได้แก่ ตำ หู จมูก ลิ้น กำย และใจ ส่วนสิ่งที่ถูกรู้ คือ รูป เสียงกลิ่น รส กำรสัมผัส และกำรนึกคิด (ธรรมำรมณ์) เรียกว่ำ อำยตนะภำยนอก • อำยตนะภำยในเป็นเครื่องเชื่อมต่อใจกับโลกภำยนอก พระพุทธศำสนำจึงสอนให้มีควำมสำรวมในอำยตนะ
  • 10.
    ตำ ประสำทที่เห็นรูปต่ำงๆ ได้เรียกว่ำ อริยสัจ ๔ ทุกข์ (ธรรมที่ควรรู้) อำยตนะภำยใน จักขุประสำท หู ประสำทที่รับฟังเสียงได้ เรียกว่ำ โสตประสำท จมูก ประสำทที่สูดกลิ่นได้ เรียกว่ำ ฆำนประสำท ลิ้น ประสำทที่ลิ้มรสได้ เรียกว่ำ ชิวหำประสำท กำย ประสำทรับสัมผัสได้ เรียกว่ำ กำยประสำท ใจ หมำยถึง จิต
  • 11.
    รูป สิ่งที่เห็นด้วยตำ อริยสัจ ๔ทุกข์ (ธรรมที่ควรรู้) อำยตนะภำยนอก เสียง สิ่งที่ได้ยินด้วยหู กลิ่น สิ่งที่สูดดมได้ด้วยจมูก รส สิ่งที่ลิ้มรสได้ด้วยลิ้น สัมผัส (โผฏฐัพพะ) สิ่งที่ถูกต้องกำย อำรมณ์ (ธรรมำรมณ์) เรื่องที่คิดขึ้นด้วยใจ
  • 12.
    อริยสัจ ๔ สมุทัย(ธรรมที่ควรละ) • ควำมจริงว่ำด้วยเหตุเกิดแห่งทุกข์ เพรำะควำมทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้นต้องมีสำเหตุ ไม่ได้มีขึ้นลอยๆ ในที่นี้จะพูดถึง หลักธรรมที่ควรละ ๓ อย่ำง เพื่อไม่ให้เกิดทุกข์ หลักธรรมที่ควรละเพื่อไม่ให้เกิดทุกข์ หลักกรรม อกุศลกรรมบถ ๑๐ อบำยมุข ๖
  • 13.
    อริยสัจ ๔ สมุทัย(ธรรมที่ควรละ) หลักกรรม • หลักกรรม หรือกฎแห่งกรรม เป็นคำสอนที่สำคัญของพระพุทธศำสนำ ผลของกรรมมีทั้งผลชั้นในและ ผลชั้นนอก สิ่งสนับสนุนให้กรรมดีให้ผล เรียกว่ำ สมบัติ สิ่งสนับสนุนให้กรรมชั่วให้ผล เรียกว่ำ วิบัติ สมบัติ ๔ คติสมบัติ อุปธิสมบัติ กำลสมบัติ ปโยคสมบัติ เกิดในภพ หรือ ประเทศที่เจริญ เกิดมำมีร่ำงกำยที่สง่ำงำม แข็งแรง เกิดในสมัยบ้ำนเมืองสงบสุข กำรทำให้ครบถ้วนทำอย่ำงต่อเนื่อง
  • 14.
    อริยสัจ ๔ สมุทัย(ธรรมที่ควรละ) หลักกรรม • หลักกรรม หรือกฎแห่งกรรม เป็นคำสอนที่สำคัญของพระพุทธศำสนำ ผลของกรรมมีทั้งผลชั้นในและ ผลชั้นนอก สิ่งสนับสนุนให้กรรมดีให้ผล เรียกว่ำ สมบัติ สิ่งสนับสนุนให้กรรมชั่วให้ผล เรียกว่ำ วิบัติ วิบัติ ๔ คติวิบัติ อุปธิวิบัติ กำลวิบัติ ปโยควิบัติ เกิดในภพ หรือ ประเทศที่ไม่เจริญ เกิดมำมีร่ำงกำยพิกลพิกำร ไม่สง่ำงำม เกิดในสมัยบ้ำนเมืองมีทุกข์เข็ญ กำรทำไม่ครบถ้วนไม่ต่อเนื่อง
  • 15.
    อริยสัจ ๔ สมุทัย(ธรรมที่ควรละ) ตัวอย่ำงแสดงให้เห็นถึงกำรเกิดในที่ต่ำงๆ • เกิดในที่เจริญ มีกำรบริกำรดี กำรศึกษำดี ทั้งที่ไม่ขยัน • เป็นคนซื่อสัตย์ เกิดในยุคผู้ปกครองดี สังคมยกย่องเชิดชู คนนั้นก็มีเกียรติมีควำมเจริญ • มีสติปัญญำดี แต่เกิดเป็นคนป่ำ • มีควำมรู้ ควำมสำมำรถดี แต่ไปอยู่ในที่ที่เขำไม่เห็นคุณค่ำ
  • 16.
    อริยสัจ ๔ สมุทัย(ธรรมที่ควรละ) อกุศลกรรมบถ ๑๐ • อกุศลกรรมบถ ๑๐ ทำงแห่งอกุศลกรรม หรือทำงแห่งควำมชั่ว หรืออำจหมำยถึง กรรมชั่วอันเป็นทำงไปสู่ ควำมเสื่อม ควำมทุกข์ก็ได้ กรรมชั่วนี้แบ่งได้เป็น ๓ ทำงใหญ่ๆ ได้แก่ กรรมชั่วทำงกำย กรรมชั่วทำงวำจำ กรรมชั่วทำงใจ
  • 17.
    อริยสัจ ๔ สมุทัย(ธรรมที่ควรละ) อกุศลกรรมบถ ๑๐ กรรมชั่วทำงกำย • ปาณาติบาต คือ กำรปลงชีวิต กำรทำให้สัตว์โลกถึงแก่ควำมตำย • อทินนาทาน คือ กำรขโมยของผู้อื่น กำรถือเอำของที่เขำไม่ให้ รวมถึงกำรฉ้อโกง ยักยอก หลอกลวง คอร์รัปชันด้วย • กาเมสุมิจฉาจาร คือ กำรประพฤติผิดในกำม กำรละเมิดคู่ครอง ของรักของหวงของผู้อื่น
  • 18.
    อริยสัจ ๔ สมุทัย(ธรรมที่ควรละ) อกุศลกรรมบถ ๑๐ กรรมชั่วทำงวำจำ • มุสาวาท คือ กำรพูดเท็จ พูดสิ่งที่ไม่จริงโดยที่รู้ว่ำไม่จริง กำรพูดกำกวมเพื่อหลอกลวงผู้อื่นด้วย • ปิสุณวาจา คือ พูดส่อเสียด ทำให้คนเกิดแตกสำมัคคี พูดกระทบกระเทียบเหน็บแนม ให้อีกฝ่ำยหนึ่งเจ็บใจ กำรพูดเสียดสีมักเกิดจำกควำมอิจฉำ • ผรุสวาจา คือ พูดคำหยำบ กำรพูดหยำบก่อให้เกิดควำมแตกร้ำว ทำให้เรื่องเล็กกลำยเป็นเรื่องใหญ่ • สัมผัปปลาปะ คือ พูดเพ้อเจ้อ ไม่มีแก่นสำร ไม่มีประโยชน์แก่ใครไม่ว่ำตนเองหรือผู้อื่น
  • 19.
    อริยสัจ ๔ สมุทัย(ธรรมที่ควรละ) อกุศลกรรมบถ ๑๐ กรรมชั่วทำงใจ • อภิชฌา คือ คิดเพ่งเล็งอยำกได้ของเขำ ไม่นึกว่ำของใครใครก็หวง แม้ยังไม่ได้ขโมย แต่ก็ทำให้จิตใจเสื่อม ไม่คิดที่จะขยันขันแข็งเพื่อหำมำด้วยตนเอง • พยาบาท คือ คิดร้ำยผู้อื่น อยำกให้ผู้อื่นเจ็บปวด เสียหำย ประสงค์ร้ำย ควำมคิดร้ำยนี้จะบั่นทอน ควำมสำมำรถและควำมดีของตนเอง • มิจฉาทิฏฐิ คือ เห็นผิดจำกคลองธรรม เช่น ไม่เชื่อว่ำทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
  • 20.
    อริยสัจ ๔ สมุทัย(ธรรมที่ควรละ) อบำยมุข ๖ • อบำยมุข ๖ คือ ทำงแห่งควำมเสื่อม ซึ่งเป็นสิ่งที่เรำควรละ มี ๖ ประกำร ติดสุรำและของมึนเมำ ชอบเที่ยวกลำงคืน ชอบเที่ยวดูกำรละเล่น ติดกำรพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้ำนกำรงำน
  • 21.
    อริยสัจ ๔ สมุทัย(ธรรมที่ควรละ) อบำยมุข ๖ ติดสุรำและของมึนเมำ • ทำให้เสียทรัพย์ • ทำให้เกิดกำรทะเลำะวิวำท • เป็นบ่อเกิดแห่งโรค • ทำให้เสียเกียรติยศและชื่อเสียง • ทำให้ไม่รู้จักอำย • บั่นทอนสติปัญญำ ชอบเที่ยวกลำงคืน • เป็นกำรไม่รักตัว • เป็นกำรไม่รักลูกเมียหรือครอบครัว • เป็นกำรไม่รักษำทรัพย์สมบัติ • เป็นที่ระแวงสงสัยของผู้อื่น • เป็นเป้ำให้เขำใส่ควำม • เป็นที่มำของควำมเดือดร้อนนำนำชนิด
  • 22.
    อริยสัจ ๔ สมุทัย(ธรรมที่ควรละ) อบำยมุข ๖ ชอบเที่ยวดูกำรละเล่น ติดกำรพนัน • ถ้ำเที่ยวมำกเกินไป ทำให้ใจจดจ่ออยู่กับสิ่ง เหล่ำนั้น ไม่เป็นอันทำมำหำกิน เสียทั้งเวลำ เสียทั้งเงิน ทำให้คนอื่นเชื่อถือน้อยลง ทำให้ ถูกมองว่ำเป็นคนไม่เอำกำรเอำงำน • เมื่อชนะย่อมก่อเวร เมื่อเล่นได้ย่อมมี คนอยำกแก้มือเรียกร้องให้เล่นอีก • เมื่อแพ้ย่อมเสียดำยทรัพย์ • ทรัพย์สินเสียหำย • ไม่มีใครเชื่อถือ • เพื่อนฝูงดูหมิ่น • ไม่มีใครอยำกได้เป็นคู่ครอง
  • 23.
    อริยสัจ ๔ สมุทัย(ธรรมที่ควรละ) อบำยมุข ๖ คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้ำนกำรงำน • ควำมเกียจคร้ำนมีโทษอย่ำงไร แทบไม่ต้องพูดถึง ทุกคน รู้อยู่แก่ใจว่ำสิ่งที่เป็นประโยชน์และสิ่งดีงำมทั้งหลำยย่อม ไม่เกิดจำกควำมเกียจคร้ำน เรียนหนังสือก็สู้เขำไม่ได้ ทำมำหำกินก็สู้เขำไม่ได้ คนเรำเมื่ออยู่ใกล้ชิดกับใคร ก็มีโอกำสที่จะมีพฤติกรรม เช่นเดียวกับเขำ เช่น • นักเลงกำรพนัน • นักเลงเจ้ำชู้ • นักเลงสุรำยำเสพติด • นักลวงเขำด้วยของปลอม • นักหลอกลวง • นักเลงหัวไม้
  • 24.
    อริยสัจ ๔ สมุทัย(ธรรมที่ควรละ) คุณประโยชน์ของกำรละเว้นอบำยมุข • ไม่เสียทรัพย์ไปโดยเปล่ำประโยชน์ • ไม่หมกมุ่นในสิ่งที่หำสำระไม่ได้ • ประกอบหน้ำที่กำรงำนได้เต็มที่ • ชีวิตไม่ตกต่ำ • เป็นที่รักใคร่และเป็นที่ไว้ใจของผู้อื่น • มีพลำนำมัยสมบูรณ์ สติปัญญำไม่เสื่อมถอย • สำมำรถประกอบหน้ำที่ได้ด้วยควำมสุจริต
  • 25.
    อริยสัจ ๔ นิโรธ(ธรรมที่ควรบรรลุ) • ควำมจริงว่ำด้วยควำมดับทุกข์ เมื่อควำมทุกข์เกิดจำกสำเหตุ ถ้ำเรำดับสำเหตุนั้นเสีย ควำมทุกข์นั้นย่อมดับไปด้วย ดังพุทธดำรัสว่ำ “เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนั้นก็ไม่มี เพรำะสิ่งนี้ดับ สิ่งนั้นก็ดับ” ณ ที่นี้จะพูดถึงหลักธรรมบำงข้อที่เรำควร บรรลุเพื่อเป็นทำงดับทุกข์ตำมหลักอริยสัจ ๔ หลักธรรมที่ควรบรรลุเพื่อให้ดับควำมทุกข์ สำมิสสุข นิรำมิสสุข
  • 26.
    อริยสัจ ๔ นิโรธ(ธรรมที่ควรบรรลุ) สำมิสสุข • สามิสสุข คือ ควำมสุขทำงวัตถุ หรือ ควำมสุขทำงเนื้อหนัง กำรเสพสำมิสสุขเป็นธรรมดำของคนทั่วไป พระพุทธศำสนำสอนเรื่อง “คิหิสุข” คือ ควำมสุขของชำวบ้ำน ได้แก่ ควำมสุขที่เกิดจำกกำรมีทรัพย์ ควำมสุขที่เกิดจำกกำรใช้จ่ำยทรัพย์ ควำมสุขที่เกิดจำกกำรไม่มีหนี้สิน ควำมสุขที่เกิดจำกกำรประพฤติในสิ่งที่สุจริต อัตถิสุข โภคสุข อนณสุข อนวัชชสุข
  • 27.
    อริยสัจ ๔ นิโรธ(ธรรมที่ควรบรรลุ) นิรำมิสสุข • นิรามิสสุข คือ ควำมสุขที่ไม่อิงวัตถุภำยนอก เรียกง่ำยๆ ว่ำ ควำมสุขทำงใจ มีตั้งแต่ขั้นต่ำสุดไปถึงขั้นสูงสุด คือ นิพพำน ควำมสุขทำงใจในระดับชำวบ้ำน เช่น กำรได้รับควำมอบอุ่นจำกครอบครัว ไม่มีศัตรู ขั้นสูง เช่น กำรมีจิตใจสงบ ไม่คิดร้ำยใคร สูงขึ้นไปอีก เช่น เกิดควำมอิ่มใจเมื่อได้เสียสละ • ควำมสุขประเภทนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัตถุภำยนอกหรือขึ้นอยู่น้อยมำก เป็นควำมสุขทำง ทำได้โดยเริ่มต้นด้วย กำรปฏิบัติตำมศีล ๕ และธรรม ๕ ช่วยให้จิตใจสงบไม่ฟุ้งซ่ำน ควำมสุขที่พึ่งวัตถุภำยนอกก็จะน้อยลงเรื่อยๆ เป็นตัวของตัวเอง ไม่เป็นทำสของค่ำนิยมที่ฟุ่มเฟือย หรือที่เรียกว่ำ วัตถุนิยม
  • 28.
    อริยสัจ ๔ มรรค(ธรรมที่ควรเจริญ) • ควำมจริงว่ำด้วยทำงแห่งควำมดับทุกข์ ถ้ำใครปฏิบัติตำมก็จะลดควำมทุกข์หรือปัญหำได้ ณ ที่นี้จะพูดถึง หลักธรรมบำงข้อที่เรำควรปฏิบัติ เพื่อเป็นทำงที่นำไปสู่ควำมดับทุกข์ ดังนี้ หลักธรรมที่ควรเจริญเพื่อเป็นทำงไปสู่ควำมดับทุกข์ บุพพนิมิตของมัชฌิมำปฏิปทำ ดรุณธรรม ๖ กุลจิรัฏฐิติธรรม ๔ กุศลกรรมบถ ๑๐ สติปัฏฐำน ๔ มงคล ๓๘
  • 29.
    อริยสัจ ๔ มรรค(ธรรมที่ควรเจริญ) บุพพนิมิตของมัชฌิมำปฏิปทำ • มัชฌิมาปฏิปทา คือ ทำงสำยกลำง • บุพพนิมิต แปลว่ำ สิ่งที่เป็นเครื่องหมำยหรือสิ่งบอกล่วงหน้ำ พระพุทธเจ้ำได้ตรัสเปรียบไว้ว่ำ “ก่อนที่ดวงอำทิตย์จะขึ้นย่อมมีแสงเงิน แสงทองปรำกฏให้เห็นก่อนฉันใด ในทำนองเดียวกัน ก่อนที่อริยมรรคหรือ มัชฌิมำปฏิปทำ ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติสำคัญในพระพุทธศำสนำจะเกิดขึ้น ก็มีธรรมบำงประกำรปรำกฏขึ้นก่อนเหมือนแสงเงิน แสงทองฉันนั้น” • ก่อนจะเกิดปัญญำขึ้นนั้น มีปัจจัย ๒ อย่ำงเป็นเครื่องช่วย คือ กัลยำณมิตร และโยนิโสมนสิกำร
  • 30.
    อริยสัจ ๔ มรรค(ธรรมที่ควรเจริญ) บุพพนิมิตของมัชฌิมำปฏิปทำ กัลยำณมิตร • กำรมีกัลยำณมิตรเป็นสัญญำณที่บอกว่ำ เรำกำลังจะเดินทำงไปสู่อริยมรรค บำงทีเรียกกัลยำณมิตรว่ำ “ปรโตโฆสะ” แปลว่ำ เสียงจำกผู้อื่น คือ เสียงหรือคำพูดที่ดีงำม ถูกต้อง เสียงจำกมิตรที่ดี ช่วยแนะนำให้เรำเกิด ควำมคิดเห็นที่ถูกต้อง (สัมมำทิฐิ) กำรมีกัลยำณมิตรเป็นจุดเริ่มต้นของกำรพัฒนำปัญญำที่จะทำให้เรำเห็นสัจธรรม โยนิโสมนสิกำร • โยนิโสมนสิการ หมำยถึง กำรใช้ควำมคิดถูกวิธี รู้จักคิด รู้จักวิเครำะห์ คิดอย่ำงมีระเบียบ บำงทีเรียกว่ำ “กำรทำใจ โดยอุบำยอันแยบคำย” โยนิโสมนสิกำรเป็นอำหำรหล่อเลี้ยงสติมิให้คิดไปในทำงที่ผิด แม้ศรัทธำหรือกัลยำณมิตร เป็นสิ่งสำคัญที่จะเดินตำมอริยมรรค แต่ตัวตัดสิน คือ ปัจจัยภำยใน ซึ่งเรียกว่ำ โยนิโสมนสิการ
  • 31.
    อริยสัจ ๔ มรรค(ธรรมที่ควรเจริญ) ปิโย ครุ วจนักขโม วัตตำ ภำวนีโย คัมภีรัญจะ กะถัง กัตตำ โน จัฏฐำเน นิโยชะเย • มีควำมน่ำรัก เป็นกันเอง • มีควำมน่ำเคำรพ • มีควำมน่ำยกย่อง • รู้จักชี้แจงให้เข้ำใจ • อดทนที่จะรับฟัง • แถลงเรื่องล้ำลึกได้ • ไม่ชักจูงกันไปทำงเสื่อมเสีย คุณสมบัติของกัลยำณมิตร
  • 32.
    อริยสัจ ๔ มรรค(ธรรมที่ควรเจริญ) ดรุณธรรม ๖ • ดรุณ หมำยถึง เด็กหรือผู้เยำว์ เด็กนั้นยังมีอนำคตอันยำวไกลควรจะมีหลักธรรมที่เป็นทำงไปสู่ควำมเจริญก้ำวหน้ำ ของชีวิต เรียกว่ำ ดรุณธรรม ๖ คือ ทำงไปสู่ควำมเจริญก้ำวหน้ำ ๖ ประกำร รักษำสุขภำพดี (อโรคยะ) มีระเบียบวินัย (ศีล) ได้เห็นแบบอย่ำงจำกคนดี (พุทธำนุวัติ) มีควำมขยันหมั่นเพียร (วิริยะ) ตั้งใจเรียน (สุตะ) ทำสิ่งที่ถูกต้องดีงำม (ธรรมำนุวัติ) ดรุณธรรม ๖
  • 33.
    อริยสัจ ๔ มรรค(ธรรมที่ควรเจริญ) กุลจิรัฏฐิติธรรม ๔ • กุลจิรัฏฐิติธรรม ๔ คือ ธรรมที่เป็นเหตุทำให้ตระกูลมั่งคั่งมั่นคงตั้งอยู่ได้นำน ทำให้ตระกูลดำรงอยู่ด้วย ควำมสงบสุข เรียบร้อย และมีฐำนะอันมั่นคง • เมื่อเครื่องอุปโภคบริโภคหำยหรือหมดไปต้องรู้จักจัดหำมำไว้ • ซ่อมแซมสิ่งของที่เก่ำและชำรุดเสียหำย • ประมำณตนในกำรอุปโภคบริโภค • ตั้งผู้มีศีลธรรมเป็นพ่อบ้ำนแม่เรือน
  • 34.
    อริยสัจ ๔ มรรค(ธรรมที่ควรเจริญ) กุศลกรรมบถ ๑๐ • กุศลกรรมบถ ๑๐ คือ ทำงแห่งกำรกระทำของผู้ฉลำดหรือคนดี เพื่อก่อให้เกิดควำมดีและควำมถูกต้อง กุศลกรรมบถ ๑๐ แบ่งออกเป็น ๓ หมวดใหญ่ๆ ควำมประพฤติดีทำงกำย ควำมประพฤติดีทำงวำจำ ควำมประพฤติดีทำงใจ
  • 35.
    อริยสัจ ๔ มรรค(ธรรมที่ควรเจริญ) กุศลกรรมบถ ๑๐ ควำมประพฤติดีทำงกำย ควำมประพฤติดีทำงวำจำ ควำมประพฤติดีทำงใจ • เว้นจำกกำรฆ่ำสัตว์ • เว้นจำกกำรขโมย • เว้นจำกกำรประพฤติผิดในกำม • ไม่โลภอยำกได้ของผู้อื่น • ไม่คิดพยำบำท • มีควำมเห็นชอบ • เว้นจำกกำรพูดเท็จ • เว้นจำกกำรพูดส่อเสียด • เว้นจำกกำรพูดคำหยำบคำย • เว้นจำกกำรพูดเพ้อเจ้อ
  • 36.
    อริยสัจ ๔ มรรค(ธรรมที่ควรเจริญ) สติปัฏฐำน ๔ • สติปัฏฐาน ๔ หมำยถึง ที่ตั้งของสติ สัมมำสติ (หรือสติที่ชอบ) เป็นองค์มรรคข้อหนึ่งในมรรคมีองค์แปด สิ่งที่ตรงกันข้ำม กับสติ คือ ควำมประมำท สติ คือควำมไม่เผลอ ไม่เลินเล่อ ไม่เลื่อนลอย สติเป็นตัวคอยเตือนให้เรำยับยั้งตนเอง ไม่ให้ หลงเพลินไปในทำงที่ผิด • สติ มีควำมหมำยว่ำ ควำมไม่ประมำท (อัปปมำทธรรม) องค์พระสัมมำสัมพุทธเจ้ำให้ควำมสำคัญแก่ควำมไม่ประมำทมำก พระดำรัสครั้งสุดท้ำยของพระพุทธเจ้ำก็เป็นเรื่องอัปปมำทธรรม ว่ำ “สิ่งทั้งหลำยที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ย่อมมีควำมเสื่อมสิ้นไป เป็นธรรมดำ ท่ำนทั้งหลำยจงยังประโยชน์ที่มุ่งหมำยให้สำเร็จด้วยควำมไม่ประมำทเถิด”
  • 37.
    อริยสัจ ๔ มรรค(ธรรมที่ควรเจริญ) สติปัฏฐำน ๔ • พิจารณาเห็นภายในกาย กำรตั้งสติกำหนดพิจำรณำกำย ให้รู้เห็นตำมควำมเป็นจริงว่ำ เป็นแต่เพียงกำยไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตนของเรำ ตัวตนของเขำ • พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา กำรตั้งสติกำหนดพิจำรณำเวทนำ ให้รู้เห็นควำมเป็นจริงว่ำ เป็นแต่เพียงเวทนำไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตนของเรำ ของเขำ • พิจารณาเห็นในจิต กำรตั้งสติกำหนดพิจำรณำจิตให้รู้เห็นตำมควำมเป็นจริงว่ำ เป็นแต่เพียงจิตมิใช่สัตว์ บุคคล ตัวเรำ ตัวเขำ • พิจารณาเห็นธรรมในธรรม กำรตั้งสติพิจำรณำธรรม ให้รู้เห็นตำมควำมเป็นจริงว่ำ เป็นเพียงธรรมไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวเรำ ตัวเขำ
  • 38.
    อริยสัจ ๔ มรรค(ธรรมที่ควรเจริญ) มงคล ๓๘ • มงคล ๓๘ คือ สิ่งที่ทำให้เกิดควำมดีงำม เป็นธรรมที่นำมำซึ่งควำมสุขควำมเจริญ มีทั้งหมด ๓๘ ข้อ แต่ ณ ที่นี้ จะกล่ำวถึง ๓ ข้อ ประพฤติธรรม เว้นควำมชั่ว เว้นจำกกำรดื่มน้ำเมำ
  • 39.
    อริยสัจ ๔ มรรค(ธรรมที่ควรเจริญ) มงคล ๓๘ • คนเรำเกิดมำย่อมต้องกำรควำมสุข ควำมสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บำงครั้งบำงคนต้องกำรควำมสุขทำงใจ มำกกว่ำควำมสุขทำงกำย บำงคนต้องกำรควำมสุขทำงกำยมำกกว่ำควำมสุขทำงใจ ควำมสุขเหล่ำนี้จะเกิดกับใคร ไม่ได้ ถ้ำคนคนนั้นปรำศจำกสิ่งสำคัญที่สุดสิ่งหนึ่ง คือ “ธรรมะ” ไม่ว่ำจะมั่งมีหรือยำกจน โง่หรือฉลำด เด็กหรือ ผู้ใหญ่ เป็นชำวกรุงหรือชำวชนบท เป็นหญิงหรือชำย ทำงำนเก่งหรือไม่เก่ง หำกขำดธรรมะแล้ว ชีวิตก็จะไม่มี ควำมสุข ควำมสงบ • ในพระพุทธศำสนำมีคำสอนที่เกี่ยวกับหลักธรรมให้เรำถือปฏิบัติมำกมำย แต่ในที่นี้จะกล่ำวถึงหลัก เบญจธรรม ๕ และเบญจศีล ๕ ประพฤติธรรม
  • 40.
    อริยสัจ ๔ มรรค(ธรรมที่ควรเจริญ) มงคล ๓๘ เบญจธรรม ๕ ๑. เมตตากรุณา มีควำมรักใคร่เพื่อนมนุษย์ ช่วยเหลือเท่ำที่ ตนทำได้ ๒. สัมมาอาชีวะ หำเลี้ยงชีพทำงสุจริต ๓. กามสังวร เดินสำยกลำงเกี่ยวกับควำมสุขทำงเนื้อหนัง ๔. สัจจะ พูดแต่ควำมจริง ๕. สติสัมปชัญญะ รู้สึกตัวอยู่เสมอว่ำอะไรควร อะไรไม่ควร เบญจศีล ๕ ๑. เว้นจำกกำรทำลำยชีวิต ๒. เว้นจำกกำรลักขโมย ฉ้อโกง ๓. เว้นจำกกำรประพฤติผิดในกำม ๔. เว้นจำกกำรพูดเท็จ ๕. เว้นจำกน้ำเมำ และสิ่งเสพติดทั้งหลำย ประพฤติธรรม
  • 41.
    โลภะ อริยสัจ ๔ มรรค(ธรรมที่ควรเจริญ) มงคล ๓๘ เว้นควำมชั่ว • ควำมชั่วที่พระพุทธศำสนำสอนให้ละเว้นมีมำกมำย แต่จริงๆ แล้วอำจรวบรวมได้เป็น ๓ อย่ำง นั่นคือ อกุศลมูล ๓ แปลว่ำ ต้นตอของควำมชั่ว ๓ ประกำร อันได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ หรือ โลภ โกรธ หลง ควำมโลภ ควำมอยำกได้อยำกมีโดยมิชอบ ควำมโกรธแค้น พยำบำท อิจฉำริษยำ ควำมหลง ไม่อยู่ในหลักของเหตุผลและปัญญำ โทสะ โมหะ
  • 42.
    อริยสัจ ๔ มรรค(ธรรมที่ควรเจริญ) มงคล ๓๘ เว้นจำกกำรดื่มน้ำเมำ • กำรดื่มสุรำ โทษที่เห็นชัดก็คือ เสียเงินโดยเปล่ำประโยชน์ แทนที่จะใช้เงินไปกับอำหำรที่เป็นประโยชน์ต่อร่ำงกำย เกิดกำรทะเลำะวิวำทในหมู่นักเลงสุรำ เรื่องเล็กน้อยก็กลำยเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้ขำดสติ ทำให้ร่ำงกำยเสื่อมลง ทีละน้อย และทำให้คนปัญญำดีกลำยเป็นคนโง่ได้ • ในบรรดำสิ่งชั่วทั้งหลำย โทษของสุรำและสิ่งเสพติดเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดและง่ำยที่สุด ผู้ที่ยังเป็นเยำวชนและอยู่ในวัย ศึกษำเล่ำเรียนควรอย่ำงยิ่งที่จะหลีกหนีให้ห่ำงเพรำะถ้ำติดสุรำหรือสิ่งเสพติดใดๆ จนถอนตัว ไม่ขึ้นแล้วอำจทำให้ เสียกำรเรียนและเสียอนำคตได้