สังสารวัฏ
สังสารวัฏนี้ ยาวไกล
เหน็ดเหนื่อยสักเท่าไร เวียนว่าย
ภพภูมิผ่านเภทภัย พลัดพราก เพียรนา
ละหน่ายกิเลสร้าย หลุดพ้นเวียนวน
ประเด็นการนาเสนอ
๑. ความหมายและประเภทแห่งสังสารวัฎ
๒. กระบวนการแห่งสังสารวัฎ
๓. โยนิโสมนสิการ กับ สังสารวัฏ
๔. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอัคคัญญสูตร
๕. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจักกวัติสูตร
สังสารวัฏ
อุปมาเหมือนโค ซึ่งเทียมเกวียนแล้ว จะเดินไปไหนก็มี
เกวียนติดตามไปทุกหนทุกแห่งสัตว์โลกเกิดมา ก็นาทุกข์ประจา
สังขารติดมาด้วยตราบใดที่เขายังไม่สลัดความพอใจในสังขาร
ออก ความทุกข์ก็ย่อมติดตามเขาไปเสมอ เหมือนโคที่ยังมีแอก
เกวียนครอบอยู่ ต้องลากเกวียนติดตามไปทุกที่
ความหมายของสังสารวัฏ
• ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายคาว่า
“สังสารวัฏ” ไว้ว่า น. การหมุนเวียนแห่งโลกหรือชีวิต, เวียนว่าย
ตายเกิดอยู่ในโลก, เขียน สังสารวัฏฏ์ ก็มี
• คาว่า “สังสารวัฏ” ตามพจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวล
ศัพท์ของพระเทพเวที ได้ให้ความหมายไว้ว่า ภพที่เวียนเกิด
เวียนตาย, การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลก: สังสารวัฏ หรือ
สังสารวัฏฏ์ ก็เรียก
ประเภทแห่งสังสารวัฏ
ประเภทแห่งสังสารวัฏ
ประเภทที่ ๑. เหฏฐิมวัฏฏสงสาร
ประเภทที่ ๒. มัชฌิมวัฏสงสาร
ประเภทที่ ๓. อุปริมวัฏสงสาร
• คือ การที่สัตว์โลกที่ยังมีกิเลสตัญหาอยู่ ประกอบ
อกุศลกรรมแล้วต้องไปท่องเที่ยวเวียนเกิดเวียนตาย อยู่ในภูมิ
ชั้นต่า ชั้นทราม อันมีความทุกข์มาก หรือมีความทุกข์โดยส่วน
เดียว ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๔ ภูมิ คือ
๑. นิรยภูมิ โลกนรก
๒. เปตติวิสยภูมิ โลกเปรต
๓. อสุรกายภูมิ โลกอสุรกาย
๔. ติรัจฉานภูมิ โลกเดียรัจฉาน
ประเภทที่ ๑. เหฏฐิมวัฏฏสงสาร
• คือ การที่สัตว์โลกที่ยังมีกิเลสตัณหาอยู่ แล้วต้องไปท่องเที่ยวเวียน
เกิดเวียนตาย อยู่ในภูมิชั้นกลาง อันเป็นโลกชั้นดี มีโลกียสุข
พอประมาณ หรือมีสุขบ้างทุกข์บ้าง หรือมีสุขโดยส่วนเดียวแต่เป็นสุขที่
เจือด้วยทุกข์ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๗ ภูมิ คือ
๑. มนุสสภูมิ โลกมนุษย์
๒. จาตุมหาราชิกาภูมิ เทวโลกชั้นที่ ๑
๓. ตาวติงสาภูมิ เทวโลกชั้นที่ ๒
๔. ยามาภูมิ เทวโลกชั้นที่ ๓
๕. ตุสิตาภูมิ เทวโลกชั้นที่ ๔
๖. นิมมานรดีภูมิ เทวโลกชั้นที่ ๕
๗. ปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ เทวโลกชั้นที่ ๖
ประเภทที่ ๒. มัชฌิมวัฏสงสาร
• คือ การที่สัตว์โลกที่ยังมีกิเลสตัญหาอยู่แต่มีน้าใจสูงไปด้วย
คุณธรรมพยายามบาเพ็ญสมถภาวนาจนได้ฌานแล้วไปท่องเที่ยว
เวียนเกิดเวียนตายอยู่ในภูมิชั้นสูง อันเป็นภูมิชั้นดีวิเศษมีสุขมาก มี
ความสุขสบายอันปราณีตสูงสุดแต่ยังเป็นสามิสสุข คือเป็นสุขเจือ
ทุกข์ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๒๐ ภูมิ คือ
๑. พรหมปาริสัชชาภูมิ พรหมโลกชั้น ๑
๒. พรหมปุโรหิตาภูมิ พรหมโลกชั้น ๒
๓. มหาพรหมาภูมิ พรหมโลกชั้น ๓
๔. ปริตรตาภูมิ พรหมโลกชั้น ๔
๕. อัปปมาณาภาภูมิ พรหมโลกชั้น ๕
ประเภทที่ ๓. อุปริมวัฏสงสาร
๖. อาภัสนาภูมิ พรหมโลกชั้น ๖
๗. ปริตตสุภาภูมิ พรหมโลกชั้น ๗
๘. อัปปมาณสุภาภูมิ พรหมโลกชั้น ๘
๙. สุภกิณหาภูมิ พรหมโลกชั้น ๙
๑๐. เวหัปผลาภูมิ พรหมโลกชั้น ๑๐
๑๑. อสัญญีสัตตาภูมิ พรหมโลกชั้น ๑๑
๑๒. อวิหาภูมิ พรหมโลกชั้น ๑๒
๑๓. อตัปปาภูมิ พรหมโลกชั้น ๑๓
๑๔. สุทัสสาภูมิ พรหมโลกชั้น ๑๔
๑๕. สุทัสสีภูมิ พรหมโลกชั้น ๑๕
๑๖. อกนิฏฐภูมิ พรหมโลกชั้น ๑๖
๑๗. อากาสานัญจายตนภูมิ พรหมโลกชั้น ๑๗
๑๘. วิญญาณัญตายตนภูมิ พรหมโลกชั้น ๑๘
๑๙. อากิญจัญญายตนภูมิ พรหมโลกชั้น ๑๙
๒๐. เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิพรหมโลกชั้น ๒๐
ประเภทที่ ๓. อุปริมวัฏสงสาร
มนุสสภูมิ หรือ โลกมนุษย์
๑. มนุษย์ผู้มืดมาแล้วมืดไป
๒. มนุษย์ผู้มืดมาแล้วสว่างไป
๓. มนุษย์ผู้สว่างมาแล้วมืดไป
๔. มนุษย์ผู้สว่างมาแล้วสว่างไป
• เป็นบุคคลที่เกิดในตระกูลต่า ยากจน ขัดสน ลาบาก ฝืดเคือง
อย่างมากในการหาเลี้ยงชีพ มีปัจจัย ๔ อย่างหยาบ เช่น มีอาหาร
และน้าน้อย มีเครื่องนุ่งห่มเก่า ร่างกายมอซอ หม่นหมองหรือมี
ร่างกายไม่สมประกอบ บ้าใบ้ บอด หนวก หาที่นอน ที่อยู่อาศัย ไม่
ค่อยได้ และเขากลับซ้าประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ เมื่อตายไป
ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
๑. มนุษย์ผู้มืดมาแล้วมืดไป
• เป็นบุคคลที่เกิดในตระกูลต่า เป็นคนขัดสน มีข้าวน้า อาหาร
น้อย มีอาชีพฝืดเคือง ผิวพรรณหยาบ ไม่น่าดูไม่น่าชม แคระ มีโรค
มาก ตาเสีย เป็นง่อย ฯลฯ แต่เขาเป็นคนประพฤติสุจริตด้วยกาย
วาจา ใจ มีศรัทธา ไม่มีความตระหนี่ เป็นคนมีความคิดประเสริฐ มี
ใจไม่ฟุ้ งซ่าน ย่อมให้ทาน ย่อมลุกรับสมณะชีพราหมณ์ หรือวณิพก
อื่น ๆ กริยามารยาทเรียบร้อย ไม่ห้ามคนที่กาลังจะให้ทาน เมื่อ
ตายไปย่อมถึงสุคติโลกสวรรค์
๒. มนุษย์ผู้มืดมาแล้วสว่างไป
เป็นบุคคลผู้เกิดในตระกูลสูง มีโภคสมบัติมาก มีเงินมี
ทองล้นเหลือทั้งเป็นคนรูปร่างสมส่วน สะสวย งดงาม แต่
กลับเป็นคนประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ไม่มีศรัทธา
ตระหนี่ ไม่มีความเอื้อเฟื้อ ไม่มีความกรุณาอาทร มีใจหยาบ
ช้า มักขึ้งโกรธ ย่อมด่า ย่อมบริภาษ บุคคลต่าง ๆ ไม่เว้น
แม้กระทั่งมารดา บิดา สมณะชีพราหมณ์ ย่อมห้ามคนที่
กาลังให้โภชนาหารแก่คนที่ขอ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย
ทุคติ วินิบาต นรก
๓. มนุษย์ผู้สว่างมาแล้วมืดไป
เป็นบุคคลที่เกิดในตระกูลสูงเป็นคนมั่งคั่ง มี
ทรัพย์เป็นอันมาก มีเงินมีทองล้นเหลือ มีของใช้น่า
ปลื้มใจ มีผิวพรรณงาม น่าดู และเขาย่อมประพฤติ
สุจริตทางกาย วาจา ใจ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติ
โลกสวรรค์
๔. มนุษย์ผู้สว่างมาแล้วสว่างไป
กระบวนการแห่งสังสารวัฏ
กระบวนการแห่งสังสารวัฏ
กระบวนการแห่งสังสารวัฏหรือการเวียนว่ายตายเกิด
ที่เป็นไปตามหลักแห่งเหตุปัจจัยในแง่หนึ่งก็คือ กระบวนการ
แห่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง หรือจะมองในแง่ของกรรมก็ได้แก่
ไตรวัฏ (วัฏฏะ ๓) คือ กิเลส, กรรม, วิบาก นั่นคือบุคคลที่ยังมี
กิเลส การกระทาของบุคคลนั้นย่อมเป็นกรรม และกรรมนั่น
ย่อมก่อให้เกิดวิบากคือผลของกรรมจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่
กับเหตุคือกรรมที่ได้กระทาลงไป
ไตรวัฏ (วัฏฏะ ๓)
• “ไตรวัฏ” แปลว่า วน ๓ หรือ วงจร ๓
(ไตร – ๓ วัฏฏ – วน)
ซึ่งได้แก่ การวนของสภาวธรรม ๓ ประการ คือ
๑. กิเลส คือสิ่งที่ทาใจให้เศร้าหมอง
๒. กรรม คือการทาดีและการทาชั่ว
๓. วิบาก คือผลของกรรม
• ไตรวัฏเป็นการเวียนรอบ ๓ ประการอย่างไร คือ มีกิเลสอัน
ได้แก่ โลภ โกรธ หลง ก็เป็นเหตุให้คนหรือสัตว์ต้องสร้างกรรมเป็น
กรรมดีบ้าง เป็นกรรมชั่วบ้าง เมื่อทากรรมแล้วก็เป็นเหตุให้ได้รับ
วิบาก คือผลของกรรม เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ตามผลของกรรมที่
ตนทาไว้เมื่อได้รับวิบาก อันเป็นผลของกรรมเป็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ก็
เกิดกิเลสอีก เมื่อเกิดกิเลสก็เป็นเหตุให้ทากรรมอีก เมื่อทากรรมก็
เป็นเหตุให้ได้รับวิบากอีก วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เรียกว่า ไตรวัฏ ทาให้โซ่แห่งชีวิตดาเนินไปอย่างไม่ขาดสายคือทาให้
การเวียนว่ายตายเกิดยังมีอยู่อีกตลอดไป
ไตรวัฏในปฏิจสมุปบาท
• ในปฏิจสมุปบาท มีไตรวัฏ วน ๓ ของกิเลส กรรม และวิบาก
• - กิเลส ได้แก่ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เรียกว่า กิเลสวัฏ
• - กรรม ได้แก่ สังขาร และภพส่วนที่เป็นกรรม เรียกว่า กรรมวัฏ
• - วิบาก ได้แก่ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะเวทนา ภพ
ส่วนที่เป็น อุปปัติภพ ชาติ ชรา และมรณะ เรียกว่า วิปากวัฏ
วัฏทั้ง ๓ นี้ จะหมุนเวียนต่อเนื่องเป็นปัจจัยหมุนเวียนกันและ
กันทาให้วงจรชีวิตดาเนินไปอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งเขียนออกมา
เป็นภาพ ได้ดังนี้
โยนิโสมนสิการ กับ สังสารวัฏ
ความหมาย
โยนิโสมนสิการ หมายถึง การใช้ความคิดอย่างถูกวิธี
ความรู้จักคิด คิดเป็น คิดอย่างมีระเบียบ คือ การกระทาใน
ใจโดยแยบคาย รู้จักคิดวิเคราะห์ ไม่มองสิ่งต่าง ๆ อย่างผิว
เผิน มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดที่พิจารณาสืบค้นถึงต้นเค้า
สาวหาเหตุผลจนตลอดสาย แยกแยะออก วิเคราะห์ดูด้วย
ปัญญา ที่คิดเป็นระเบียบ และโดยอุบายวิธีให้เห็นสิ่งนั้น ๆ
หรือปัญหานั้น ๆ ตามสภาวะ และตามความสัมพันธ์แห่ง
เหตุปัจจัย
โยนิโสมนสิการ มีวิธีคิดสรุปลักษณะความคิดได้เป็น ๔ แบบ
• ๑. อุปายมนสิการ คือคิดถูกวิธี และใช้วิธีการนั้นอย่างถูกต้องว่องไว
เข้าถึงความจริง , หยั่งรู้สามัญลักษณะของสิ่งทั้งหลาย
• ๒. ปถมนสิการ คือคิดมีระเบียบ ไม่กระโดดไปกระโดดมา คิดอย่างมี
เป้ าหมาย มีขั้นตอน เป็นลาดับ ไม่วกไปวนมา
• ๓. การณมนสิการ คือคิดมีเหตุผล รู้จักเชื่อมโยงว่าเหตุผลนี้นาไปสู่ผล
อะไรหรือผลนี้มาจากเหตุอะไร
• ๔. อุปปาทกมนสิการ คือคิดเป็นกุศล คิดให้เกิดผล เป็นการคิดเพื่อ
ค้นหาแก่นสารสาระ ก่อให้เกิดความเพียร หายกลัว หายโกรธ มีสติ
จิตใจเข้มแข็ง เมื่อได้รับข้อมูลข่าวสารมากมาย ต้องรู้จักกรองเอาส่วน
ที่เป็นประโยชน์ และเหมาะสมกับเรา
๑. อุปายมนสิการ คือคิดถูกวิธี เมื่อเรากาลังศึกษา
ค้นคว้าเรื่องสังสารวัฏ เราต้องเลือกวิธีการศึกษาที่
สอดคล้องกับธรรมชาติของสังสารวัฏ
๒. ปถมนสิการ คือคิดมีระเบียบ ตรงไปสู้เป้ าหมาย
เป้ าหมายหลักของการศึกษาเรื่องสังสารวัฏ คือ ให้รู้ถึง
การเวียนเกิดเวียนตาย ของสัตว์โลกทั้งหลาย
เราจะใช้โยนิโสมนสิการ กับ สังสารวัฏ อย่างไร
๓. การณมนสิการ คือคิดมีเหตุผล รู้เท่าถึงการณ์
เห็นเหตุแล้วคาดว่าผลอะไรจะตามมาเห็นผลแล้วรู้ว่า
มาจากเหตุอะไร ในสังสารวัฏ คือรู้ว่าสัตว์โลกทั้งหลาย
ที่ต้องเวียนเกิดเวียนตายอยู่อย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั้น เกิด
จากเหตุปัจจัยใดบ้าง
๔. อุปปาทกมนสิการ คือคิดเป็นกุศล ค้นหาส่วนดี
มาทาประโยชน์ นาส่วนดีไปใช้ ส่วนที่ไม่ดีเว้นไว้ อันนี้
จะโยงไปสู่การปฏิบัติธรรม
เราจะใช้โยนิโสมนสิการ กับ สังสารวัฏ อย่างไร
• เมื่อเราศึกษาเรื่องสังสารวัฏ และรู้ว่าสัตว์โลกทั้งหลายมีการ
เวียนเกิดเวียนตายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ประโยชน์ที่เราสามารถนา
ความรู้จากสังสารวัฏมาใช้ได้อย่างดีเยี่ยม คือการหาหนทาง
เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเวียนเกิดเวียนตายอีกต่อไปหรืออย่างน้อยก็ตัด
ภพชาติให้สั้นลงได้ นั้นคือการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน เจริญสติ
ปัฏฐาน ๔ จนสาเร็จเป็นพระอริยบุคคล ตั้งแต่พระโสดาปัน ขึ้นไป
จนถึง พระอรหันต์ และดับขันธนิพพาน
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ อัคคัญญสูตร
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ อัคคัญญสูตร
อัคคัญญสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยต้นกาเนิดของโลก
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแก่ สามเณรวาเสฏฐะ และภาร
ทวาชะ ผู้ออกบวชจากตระกูลพราหมณ์ ทรงชี้แจงคากล่าวอ้างของ
พวกพราหมณ์ที่ถือว่าพราหมณ์เป็นวรรณะประเสริฐที่สุด มีชาติ
กาเนิดอันเกิดจากปากพรหม และนามาเป็นเครื่องตัดสินความ
ประเสริฐและความต่าทรามของมนุษย์
• ๑. ช่วงที่โลกเสื่อมลงจนสลายไป สัตว์โลกได้ไปเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม
มีกายทิพย์ มีฤทธิ์ทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมี เหาะได้ อยู่บนวิมาน
• ๒. ช่วงที่โลกก่อตัวขึ้นใหม่ เป็นน้าเต็มอวกาศ ไม่มีดวงจันทร์ ดวง
อาทิตย์ แล้วเกิดง้วนดินลอยอยู่บนผิวน้า
• ๓. มีพรหมจากชั้นอาภัสสรพรหมจุติลงมาเกิด มีกายทิพย์ ต่อมาเริ่มกิน
ง้วนดินทาให้ร่างกายหยาบ ง้วนดินก็เริ่มหายไปต่อมาก็กินสะเก็ดดิน เมื่อ
สะเก็ดดินหายไปก็กินเครือดินแทน จึงมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายมาก
ขึ้น สะเก็ดดินก็หายไป เกิดข้าวสาลีที่เกิดขึ้นเอง ก็กินข้าวสาลีเป็นอาหาร
ทาให้เกิดเพศชายและเพศหญิงมีความรู้สึกทางเพศ และได้เสพเมถุนกัน
และแยกตัวไปปลูกเรือน
ต้นกาเนิดโลก
• ๔. ต่อจากนั้นจึงเกิดมีการจัดระบบสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง
เพื่อป้ องกันภัยที่จะเกิดขึ้น โดยแบ่งสรรที่ดิน และคัดเลือกผู้ที่จะมาทา
หน้าที่ปกครองดูแล จึงเกิดกษัตริย์ขึ้น เมื่อมีการละเมิดสิทธิ์กัน จึงเกิด
พราหมณ์ ผู้ครองเรือนและทางานต่าง ๆ เป็นพวกแพทย์ กลุ่มคนที่
ทางานต่ากว่านี้เป็นพวกศูทร
• พระพุทธเจ้าทรงตรัสสรุปว่า การเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์
ศูทร และแม้สมณะ ล้วนเป็นโดยธรรม คือ หน้าที่ ไม่ใช่โดยวรรณะ
อย่างที่พวกพราหมณ์เข้าใจ
• ธรรมจึงเป็นเครื่องตัดสิน และเป็นสิ่งประเสริฐสูงสุด ผู้ที่สิ้นอาสวะ
กิเลสแล้ว จึงเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในวรรณะทั้งสี่ ผู้ที่สมบูรณ์ด้วยวิชชาและ
จรณะ เป็นผู้ประเสริฐสุด ในบรรดาเทวะและมนุษย์ทั้งปวง
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ จักกวัตตสูตร
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ จักกวัตตสูตร
• จักกวัตติสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยพระเจ้าจักรพรรดิ
• พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์ให้ภิกษุ
ทั้งหลาย มีตนเป็นที่เกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่
พึ่ง จงมีธรรมเป็นที่เกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่
พึ่ง เพราะการพึ่งตนพึ่งธรรมทาให้เจริญด้วย อายุ วรรณะ
สุขะ โภคะ และพละ ทาให้มารขัดขวางความเจริญไม่ได้
วิธีพึ่งตนพึ่งธรรมให้กระทาโดยการเจริญสติปัฎฐาน ๔
ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมเจริญด้วย
อายุ วรรณะ สุขะ โภคะ และพละ คือ
๑. ธรรมที่ทาให้มีอายุยืน ทรงแนะนาให้เจริญอิทธิบาท ๔
๒. ธรรมที่ทาให้มีวรรณะ ทรงแนะนาให้รักษาศีล
๓. ธรรมที่ทาให้มีสุขะ ทรงแนะนาให้เจริญฌาน ๔
๔. ธรรมที่ทาให้มีโภคะ ทรงแนะนาให้เจริญอัปปมัญญา ๔
๕. ธรรมที่ทาให้มีพละ ทรงแนะนาให้เจริญวิปัสสนา
แล้วพระองค์ทรงยกนิทานเกี่ยวกับพระเจ้าจักรพรรดิในอดีต ๗
พระองค์ และสิ่งที่พระเจ้าจักรพรรดิ ทรงประพฤติ ได้แก่
• ๑. อาศัยธรรม สักการะธรรม เคารพธรรม นับถือธรรม บูชา
ธรรม ปกป้ องคุ้มครองชนภายใน ไม่กระทาสิ่งที่ผิดแบบแผนของแคว้น
• ๒. แจกจ่ายทรัพย์แก่ผู้ที่ไม่มีทรัพย์เลี้ยงชีพ
• ๓. เข้าไปหาสมณพราหมณ์ ผู้ไม่มัวเมาประมาท ตั้งอยู่ในขันติ
โสรัจจะ
• เมื่อกษัตริย์ทรงประพฤติจักรวรรดิวัตรนี้ บริบูรณ์แล้ว แก้ว ๗
ประการ จะได้เกิดขึ้นและทาให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองอุดมสมบูรณ์
สรุป สังสารวัฏ
ความหมาย : การเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย
ประเภท : มี ๓ ประเภท
๑) ภูมิชั้นต่า มีความทุกข์มาก
๒) ภูมิชั้นกลาง มีความสุขปนทุกข์
๓) ภูมิชั้นสูง มีความสุขมาก
กระบวนการ : ไตรวัฏ คือ กิเลส กรรม วิบาก
วิธีทาความเข้าใจ : โยนิโสมนสิการ
ประโยชน์ : ปฏิบัติวิปัสสนา ไม่ต้องเวียนเกิดเวียนตาย นิพพาน
จบการนาเสนอ
หากผิดพลาดประการใด ขออภัยไว้ณ ที่นี้ด้วย
สวัสดีครับ....
ดาวน์โหลดไฟล์นี้ได้ที่
www.philosophychicchic.com
สนุกกับการเรียนรู้ปรัชญาและศาสนาแบบชิคๆ เคียงคู่รอยยิ้ม

สังสารวัฏ การเวียนว่ายตายเกิด

  • 1.
  • 2.
    ประเด็นการนาเสนอ ๑. ความหมายและประเภทแห่งสังสารวัฎ ๒. กระบวนการแห่งสังสารวัฎ ๓.โยนิโสมนสิการ กับ สังสารวัฏ ๔. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอัคคัญญสูตร ๕. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจักกวัติสูตร
  • 3.
    สังสารวัฏ อุปมาเหมือนโค ซึ่งเทียมเกวียนแล้ว จะเดินไปไหนก็มี เกวียนติดตามไปทุกหนทุกแห่งสัตว์โลกเกิดมาก็นาทุกข์ประจา สังขารติดมาด้วยตราบใดที่เขายังไม่สลัดความพอใจในสังขาร ออก ความทุกข์ก็ย่อมติดตามเขาไปเสมอ เหมือนโคที่ยังมีแอก เกวียนครอบอยู่ ต้องลากเกวียนติดตามไปทุกที่
  • 4.
  • 5.
    • ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายคาว่า “สังสารวัฏ” ไว้ว่าน. การหมุนเวียนแห่งโลกหรือชีวิต, เวียนว่าย ตายเกิดอยู่ในโลก, เขียน สังสารวัฏฏ์ ก็มี • คาว่า “สังสารวัฏ” ตามพจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวล ศัพท์ของพระเทพเวที ได้ให้ความหมายไว้ว่า ภพที่เวียนเกิด เวียนตาย, การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลก: สังสารวัฏ หรือ สังสารวัฏฏ์ ก็เรียก
  • 6.
  • 7.
    ประเภทแห่งสังสารวัฏ ประเภทที่ ๑. เหฏฐิมวัฏฏสงสาร ประเภทที่๒. มัชฌิมวัฏสงสาร ประเภทที่ ๓. อุปริมวัฏสงสาร
  • 8.
    • คือ การที่สัตว์โลกที่ยังมีกิเลสตัญหาอยู่ประกอบ อกุศลกรรมแล้วต้องไปท่องเที่ยวเวียนเกิดเวียนตาย อยู่ในภูมิ ชั้นต่า ชั้นทราม อันมีความทุกข์มาก หรือมีความทุกข์โดยส่วน เดียว ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๔ ภูมิ คือ ๑. นิรยภูมิ โลกนรก ๒. เปตติวิสยภูมิ โลกเปรต ๓. อสุรกายภูมิ โลกอสุรกาย ๔. ติรัจฉานภูมิ โลกเดียรัจฉาน ประเภทที่ ๑. เหฏฐิมวัฏฏสงสาร
  • 10.
    • คือ การที่สัตว์โลกที่ยังมีกิเลสตัณหาอยู่แล้วต้องไปท่องเที่ยวเวียน เกิดเวียนตาย อยู่ในภูมิชั้นกลาง อันเป็นโลกชั้นดี มีโลกียสุข พอประมาณ หรือมีสุขบ้างทุกข์บ้าง หรือมีสุขโดยส่วนเดียวแต่เป็นสุขที่ เจือด้วยทุกข์ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๗ ภูมิ คือ ๑. มนุสสภูมิ โลกมนุษย์ ๒. จาตุมหาราชิกาภูมิ เทวโลกชั้นที่ ๑ ๓. ตาวติงสาภูมิ เทวโลกชั้นที่ ๒ ๔. ยามาภูมิ เทวโลกชั้นที่ ๓ ๕. ตุสิตาภูมิ เทวโลกชั้นที่ ๔ ๖. นิมมานรดีภูมิ เทวโลกชั้นที่ ๕ ๗. ปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ เทวโลกชั้นที่ ๖ ประเภทที่ ๒. มัชฌิมวัฏสงสาร
  • 11.
    • คือ การที่สัตว์โลกที่ยังมีกิเลสตัญหาอยู่แต่มีน้าใจสูงไปด้วย คุณธรรมพยายามบาเพ็ญสมถภาวนาจนได้ฌานแล้วไปท่องเที่ยว เวียนเกิดเวียนตายอยู่ในภูมิชั้นสูงอันเป็นภูมิชั้นดีวิเศษมีสุขมาก มี ความสุขสบายอันปราณีตสูงสุดแต่ยังเป็นสามิสสุข คือเป็นสุขเจือ ทุกข์ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๒๐ ภูมิ คือ ๑. พรหมปาริสัชชาภูมิ พรหมโลกชั้น ๑ ๒. พรหมปุโรหิตาภูมิ พรหมโลกชั้น ๒ ๓. มหาพรหมาภูมิ พรหมโลกชั้น ๓ ๔. ปริตรตาภูมิ พรหมโลกชั้น ๔ ๕. อัปปมาณาภาภูมิ พรหมโลกชั้น ๕ ประเภทที่ ๓. อุปริมวัฏสงสาร
  • 12.
    ๖. อาภัสนาภูมิ พรหมโลกชั้น๖ ๗. ปริตตสุภาภูมิ พรหมโลกชั้น ๗ ๘. อัปปมาณสุภาภูมิ พรหมโลกชั้น ๘ ๙. สุภกิณหาภูมิ พรหมโลกชั้น ๙ ๑๐. เวหัปผลาภูมิ พรหมโลกชั้น ๑๐ ๑๑. อสัญญีสัตตาภูมิ พรหมโลกชั้น ๑๑ ๑๒. อวิหาภูมิ พรหมโลกชั้น ๑๒ ๑๓. อตัปปาภูมิ พรหมโลกชั้น ๑๓ ๑๔. สุทัสสาภูมิ พรหมโลกชั้น ๑๔ ๑๕. สุทัสสีภูมิ พรหมโลกชั้น ๑๕ ๑๖. อกนิฏฐภูมิ พรหมโลกชั้น ๑๖ ๑๗. อากาสานัญจายตนภูมิ พรหมโลกชั้น ๑๗ ๑๘. วิญญาณัญตายตนภูมิ พรหมโลกชั้น ๑๘ ๑๙. อากิญจัญญายตนภูมิ พรหมโลกชั้น ๑๙ ๒๐. เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิพรหมโลกชั้น ๒๐ ประเภทที่ ๓. อุปริมวัฏสงสาร
  • 15.
    มนุสสภูมิ หรือ โลกมนุษย์ ๑.มนุษย์ผู้มืดมาแล้วมืดไป ๒. มนุษย์ผู้มืดมาแล้วสว่างไป ๓. มนุษย์ผู้สว่างมาแล้วมืดไป ๔. มนุษย์ผู้สว่างมาแล้วสว่างไป
  • 16.
    • เป็นบุคคลที่เกิดในตระกูลต่า ยากจนขัดสน ลาบาก ฝืดเคือง อย่างมากในการหาเลี้ยงชีพ มีปัจจัย ๔ อย่างหยาบ เช่น มีอาหาร และน้าน้อย มีเครื่องนุ่งห่มเก่า ร่างกายมอซอ หม่นหมองหรือมี ร่างกายไม่สมประกอบ บ้าใบ้ บอด หนวก หาที่นอน ที่อยู่อาศัย ไม่ ค่อยได้ และเขากลับซ้าประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ๑. มนุษย์ผู้มืดมาแล้วมืดไป
  • 17.
    • เป็นบุคคลที่เกิดในตระกูลต่า เป็นคนขัดสนมีข้าวน้า อาหาร น้อย มีอาชีพฝืดเคือง ผิวพรรณหยาบ ไม่น่าดูไม่น่าชม แคระ มีโรค มาก ตาเสีย เป็นง่อย ฯลฯ แต่เขาเป็นคนประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจ มีศรัทธา ไม่มีความตระหนี่ เป็นคนมีความคิดประเสริฐ มี ใจไม่ฟุ้ งซ่าน ย่อมให้ทาน ย่อมลุกรับสมณะชีพราหมณ์ หรือวณิพก อื่น ๆ กริยามารยาทเรียบร้อย ไม่ห้ามคนที่กาลังจะให้ทาน เมื่อ ตายไปย่อมถึงสุคติโลกสวรรค์ ๒. มนุษย์ผู้มืดมาแล้วสว่างไป
  • 18.
    เป็นบุคคลผู้เกิดในตระกูลสูง มีโภคสมบัติมาก มีเงินมี ทองล้นเหลือทั้งเป็นคนรูปร่างสมส่วนสะสวย งดงาม แต่ กลับเป็นคนประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ ไม่มีความเอื้อเฟื้อ ไม่มีความกรุณาอาทร มีใจหยาบ ช้า มักขึ้งโกรธ ย่อมด่า ย่อมบริภาษ บุคคลต่าง ๆ ไม่เว้น แม้กระทั่งมารดา บิดา สมณะชีพราหมณ์ ย่อมห้ามคนที่ กาลังให้โภชนาหารแก่คนที่ขอ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ๓. มนุษย์ผู้สว่างมาแล้วมืดไป
  • 19.
    เป็นบุคคลที่เกิดในตระกูลสูงเป็นคนมั่งคั่ง มี ทรัพย์เป็นอันมาก มีเงินมีทองล้นเหลือมีของใช้น่า ปลื้มใจ มีผิวพรรณงาม น่าดู และเขาย่อมประพฤติ สุจริตทางกาย วาจา ใจ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ ๔. มนุษย์ผู้สว่างมาแล้วสว่างไป
  • 20.
  • 21.
    กระบวนการแห่งสังสารวัฏ กระบวนการแห่งสังสารวัฏหรือการเวียนว่ายตายเกิด ที่เป็นไปตามหลักแห่งเหตุปัจจัยในแง่หนึ่งก็คือ กระบวนการ แห่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง หรือจะมองในแง่ของกรรมก็ได้แก่ ไตรวัฏ(วัฏฏะ ๓) คือ กิเลส, กรรม, วิบาก นั่นคือบุคคลที่ยังมี กิเลส การกระทาของบุคคลนั้นย่อมเป็นกรรม และกรรมนั่น ย่อมก่อให้เกิดวิบากคือผลของกรรมจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่ กับเหตุคือกรรมที่ได้กระทาลงไป
  • 22.
    ไตรวัฏ (วัฏฏะ ๓) •“ไตรวัฏ” แปลว่า วน ๓ หรือ วงจร ๓ (ไตร – ๓ วัฏฏ – วน) ซึ่งได้แก่ การวนของสภาวธรรม ๓ ประการ คือ ๑. กิเลส คือสิ่งที่ทาใจให้เศร้าหมอง ๒. กรรม คือการทาดีและการทาชั่ว ๓. วิบาก คือผลของกรรม
  • 23.
    • ไตรวัฏเป็นการเวียนรอบ ๓ประการอย่างไร คือ มีกิเลสอัน ได้แก่ โลภ โกรธ หลง ก็เป็นเหตุให้คนหรือสัตว์ต้องสร้างกรรมเป็น กรรมดีบ้าง เป็นกรรมชั่วบ้าง เมื่อทากรรมแล้วก็เป็นเหตุให้ได้รับ วิบาก คือผลของกรรม เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ตามผลของกรรมที่ ตนทาไว้เมื่อได้รับวิบาก อันเป็นผลของกรรมเป็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ก็ เกิดกิเลสอีก เมื่อเกิดกิเลสก็เป็นเหตุให้ทากรรมอีก เมื่อทากรรมก็ เป็นเหตุให้ได้รับวิบากอีก วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เรียกว่า ไตรวัฏ ทาให้โซ่แห่งชีวิตดาเนินไปอย่างไม่ขาดสายคือทาให้ การเวียนว่ายตายเกิดยังมีอยู่อีกตลอดไป
  • 24.
    ไตรวัฏในปฏิจสมุปบาท • ในปฏิจสมุปบาท มีไตรวัฏวน ๓ ของกิเลส กรรม และวิบาก • - กิเลส ได้แก่ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เรียกว่า กิเลสวัฏ • - กรรม ได้แก่ สังขาร และภพส่วนที่เป็นกรรม เรียกว่า กรรมวัฏ • - วิบาก ได้แก่ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะเวทนา ภพ ส่วนที่เป็น อุปปัติภพ ชาติ ชรา และมรณะ เรียกว่า วิปากวัฏ
  • 25.
    วัฏทั้ง ๓ นี้จะหมุนเวียนต่อเนื่องเป็นปัจจัยหมุนเวียนกันและ กันทาให้วงจรชีวิตดาเนินไปอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งเขียนออกมา เป็นภาพ ได้ดังนี้
  • 26.
  • 27.
    ความหมาย โยนิโสมนสิการ หมายถึง การใช้ความคิดอย่างถูกวิธี ความรู้จักคิดคิดเป็น คิดอย่างมีระเบียบ คือ การกระทาใน ใจโดยแยบคาย รู้จักคิดวิเคราะห์ ไม่มองสิ่งต่าง ๆ อย่างผิว เผิน มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดที่พิจารณาสืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสาย แยกแยะออก วิเคราะห์ดูด้วย ปัญญา ที่คิดเป็นระเบียบ และโดยอุบายวิธีให้เห็นสิ่งนั้น ๆ หรือปัญหานั้น ๆ ตามสภาวะ และตามความสัมพันธ์แห่ง เหตุปัจจัย
  • 28.
    โยนิโสมนสิการ มีวิธีคิดสรุปลักษณะความคิดได้เป็น ๔แบบ • ๑. อุปายมนสิการ คือคิดถูกวิธี และใช้วิธีการนั้นอย่างถูกต้องว่องไว เข้าถึงความจริง , หยั่งรู้สามัญลักษณะของสิ่งทั้งหลาย • ๒. ปถมนสิการ คือคิดมีระเบียบ ไม่กระโดดไปกระโดดมา คิดอย่างมี เป้ าหมาย มีขั้นตอน เป็นลาดับ ไม่วกไปวนมา • ๓. การณมนสิการ คือคิดมีเหตุผล รู้จักเชื่อมโยงว่าเหตุผลนี้นาไปสู่ผล อะไรหรือผลนี้มาจากเหตุอะไร • ๔. อุปปาทกมนสิการ คือคิดเป็นกุศล คิดให้เกิดผล เป็นการคิดเพื่อ ค้นหาแก่นสารสาระ ก่อให้เกิดความเพียร หายกลัว หายโกรธ มีสติ จิตใจเข้มแข็ง เมื่อได้รับข้อมูลข่าวสารมากมาย ต้องรู้จักกรองเอาส่วน ที่เป็นประโยชน์ และเหมาะสมกับเรา
  • 29.
    ๑. อุปายมนสิการ คือคิดถูกวิธีเมื่อเรากาลังศึกษา ค้นคว้าเรื่องสังสารวัฏ เราต้องเลือกวิธีการศึกษาที่ สอดคล้องกับธรรมชาติของสังสารวัฏ ๒. ปถมนสิการ คือคิดมีระเบียบ ตรงไปสู้เป้ าหมาย เป้ าหมายหลักของการศึกษาเรื่องสังสารวัฏ คือ ให้รู้ถึง การเวียนเกิดเวียนตาย ของสัตว์โลกทั้งหลาย เราจะใช้โยนิโสมนสิการ กับ สังสารวัฏ อย่างไร
  • 30.
    ๓. การณมนสิการ คือคิดมีเหตุผลรู้เท่าถึงการณ์ เห็นเหตุแล้วคาดว่าผลอะไรจะตามมาเห็นผลแล้วรู้ว่า มาจากเหตุอะไร ในสังสารวัฏ คือรู้ว่าสัตว์โลกทั้งหลาย ที่ต้องเวียนเกิดเวียนตายอยู่อย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั้น เกิด จากเหตุปัจจัยใดบ้าง ๔. อุปปาทกมนสิการ คือคิดเป็นกุศล ค้นหาส่วนดี มาทาประโยชน์ นาส่วนดีไปใช้ ส่วนที่ไม่ดีเว้นไว้ อันนี้ จะโยงไปสู่การปฏิบัติธรรม เราจะใช้โยนิโสมนสิการ กับ สังสารวัฏ อย่างไร
  • 31.
    • เมื่อเราศึกษาเรื่องสังสารวัฏ และรู้ว่าสัตว์โลกทั้งหลายมีการ เวียนเกิดเวียนตายอย่างไม่มีที่สิ้นสุดประโยชน์ที่เราสามารถนา ความรู้จากสังสารวัฏมาใช้ได้อย่างดีเยี่ยม คือการหาหนทาง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเวียนเกิดเวียนตายอีกต่อไปหรืออย่างน้อยก็ตัด ภพชาติให้สั้นลงได้ นั้นคือการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน เจริญสติ ปัฏฐาน ๔ จนสาเร็จเป็นพระอริยบุคคล ตั้งแต่พระโสดาปัน ขึ้นไป จนถึง พระอรหันต์ และดับขันธนิพพาน
  • 32.
  • 33.
    ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ อัคคัญญสูตร อัคคัญญสูตร แปลว่าพระสูตรว่าด้วยต้นกาเนิดของโลก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแก่ สามเณรวาเสฏฐะ และภาร ทวาชะ ผู้ออกบวชจากตระกูลพราหมณ์ ทรงชี้แจงคากล่าวอ้างของ พวกพราหมณ์ที่ถือว่าพราหมณ์เป็นวรรณะประเสริฐที่สุด มีชาติ กาเนิดอันเกิดจากปากพรหม และนามาเป็นเครื่องตัดสินความ ประเสริฐและความต่าทรามของมนุษย์
  • 34.
    • ๑. ช่วงที่โลกเสื่อมลงจนสลายไปสัตว์โลกได้ไปเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม มีกายทิพย์ มีฤทธิ์ทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมี เหาะได้ อยู่บนวิมาน • ๒. ช่วงที่โลกก่อตัวขึ้นใหม่ เป็นน้าเต็มอวกาศ ไม่มีดวงจันทร์ ดวง อาทิตย์ แล้วเกิดง้วนดินลอยอยู่บนผิวน้า • ๓. มีพรหมจากชั้นอาภัสสรพรหมจุติลงมาเกิด มีกายทิพย์ ต่อมาเริ่มกิน ง้วนดินทาให้ร่างกายหยาบ ง้วนดินก็เริ่มหายไปต่อมาก็กินสะเก็ดดิน เมื่อ สะเก็ดดินหายไปก็กินเครือดินแทน จึงมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายมาก ขึ้น สะเก็ดดินก็หายไป เกิดข้าวสาลีที่เกิดขึ้นเอง ก็กินข้าวสาลีเป็นอาหาร ทาให้เกิดเพศชายและเพศหญิงมีความรู้สึกทางเพศ และได้เสพเมถุนกัน และแยกตัวไปปลูกเรือน ต้นกาเนิดโลก
  • 35.
    • ๔. ต่อจากนั้นจึงเกิดมีการจัดระบบสังคมเศรษฐกิจ และการเมือง เพื่อป้ องกันภัยที่จะเกิดขึ้น โดยแบ่งสรรที่ดิน และคัดเลือกผู้ที่จะมาทา หน้าที่ปกครองดูแล จึงเกิดกษัตริย์ขึ้น เมื่อมีการละเมิดสิทธิ์กัน จึงเกิด พราหมณ์ ผู้ครองเรือนและทางานต่าง ๆ เป็นพวกแพทย์ กลุ่มคนที่ ทางานต่ากว่านี้เป็นพวกศูทร • พระพุทธเจ้าทรงตรัสสรุปว่า การเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร และแม้สมณะ ล้วนเป็นโดยธรรม คือ หน้าที่ ไม่ใช่โดยวรรณะ อย่างที่พวกพราหมณ์เข้าใจ • ธรรมจึงเป็นเครื่องตัดสิน และเป็นสิ่งประเสริฐสูงสุด ผู้ที่สิ้นอาสวะ กิเลสแล้ว จึงเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในวรรณะทั้งสี่ ผู้ที่สมบูรณ์ด้วยวิชชาและ จรณะ เป็นผู้ประเสริฐสุด ในบรรดาเทวะและมนุษย์ทั้งปวง
  • 36.
  • 37.
    ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ จักกวัตตสูตร • จักกวัตติสูตรแปลว่า พระสูตรว่าด้วยพระเจ้าจักรพรรดิ • พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์ให้ภิกษุ ทั้งหลาย มีตนเป็นที่เกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่ พึ่ง จงมีธรรมเป็นที่เกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่ พึ่ง เพราะการพึ่งตนพึ่งธรรมทาให้เจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ โภคะ และพละ ทาให้มารขัดขวางความเจริญไม่ได้ วิธีพึ่งตนพึ่งธรรมให้กระทาโดยการเจริญสติปัฎฐาน ๔
  • 38.
    ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมเจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะโภคะ และพละ คือ ๑. ธรรมที่ทาให้มีอายุยืน ทรงแนะนาให้เจริญอิทธิบาท ๔ ๒. ธรรมที่ทาให้มีวรรณะ ทรงแนะนาให้รักษาศีล ๓. ธรรมที่ทาให้มีสุขะ ทรงแนะนาให้เจริญฌาน ๔ ๔. ธรรมที่ทาให้มีโภคะ ทรงแนะนาให้เจริญอัปปมัญญา ๔ ๕. ธรรมที่ทาให้มีพละ ทรงแนะนาให้เจริญวิปัสสนา
  • 39.
    แล้วพระองค์ทรงยกนิทานเกี่ยวกับพระเจ้าจักรพรรดิในอดีต ๗ พระองค์ และสิ่งที่พระเจ้าจักรพรรดิทรงประพฤติ ได้แก่ • ๑. อาศัยธรรม สักการะธรรม เคารพธรรม นับถือธรรม บูชา ธรรม ปกป้ องคุ้มครองชนภายใน ไม่กระทาสิ่งที่ผิดแบบแผนของแคว้น • ๒. แจกจ่ายทรัพย์แก่ผู้ที่ไม่มีทรัพย์เลี้ยงชีพ • ๓. เข้าไปหาสมณพราหมณ์ ผู้ไม่มัวเมาประมาท ตั้งอยู่ในขันติ โสรัจจะ • เมื่อกษัตริย์ทรงประพฤติจักรวรรดิวัตรนี้ บริบูรณ์แล้ว แก้ว ๗ ประการ จะได้เกิดขึ้นและทาให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองอุดมสมบูรณ์
  • 41.
    สรุป สังสารวัฏ ความหมาย :การเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ประเภท : มี ๓ ประเภท ๑) ภูมิชั้นต่า มีความทุกข์มาก ๒) ภูมิชั้นกลาง มีความสุขปนทุกข์ ๓) ภูมิชั้นสูง มีความสุขมาก กระบวนการ : ไตรวัฏ คือ กิเลส กรรม วิบาก วิธีทาความเข้าใจ : โยนิโสมนสิการ ประโยชน์ : ปฏิบัติวิปัสสนา ไม่ต้องเวียนเกิดเวียนตาย นิพพาน
  • 42.
  • 44.