บทบาทของพระสงฆ์
กับการพัฒนาการศึกษา
ในสังคมไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ในชุมชนชาว
ไทยส่วนใหญ่ หมู่บ้านแต่ละหมู่บ้าน ชุมชนแต่ละชุมชน
จะมีวัดประจาหมู่บ้าน วัดประจาชุมชนของตน
ชุมชนชาวพุทธมีความเกี่ยวข้องกับวัดตั้งแต่เกิดจน
กระทั้งตาย วัดจึงเป็นสถานที่ในการทากิจกรรมต่าง ๆ ทั้งทาง
ศาสนา และทางบ้านเมือง มีพระสงฆ์ผู้เป็นเจ้าอาวาสเป็น
ผู้ดูแล ปกครองให้เกิดความเรียบร้อยภายในวัด
บทบาทของพระสงฆ์
พระสงฆ์ในสังคมไทย มีฐานะและความเป็นอยู่ที่
แตกต่างไปจากประชาชน มีระเบียบวินัยสาหรับการเป็นอยู่
ได้รับการยกย่องจากประชาชนให้อยู่ในฐานะที่เคารพและ
สักการะ ความเชื่อถือ อยู่ในฐานะผู้นาทางจิตวิญญาณ
จึงทาให้พระสงฆ์จานวนมากได้ทาหน้าที่ มีบทบาทในการ
ให้ความช่วยเหลือสังคม ก่อให้เกิดการพัฒนาชุมชนขึ้น
แนวคิดเกี่ยวกับบทบาทของพระสงฆ์
คาว่า “บทบาท”
ราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายไว้ว่า
“การทาตามบทโดยปริยาย” หมายความว่าการทาหน้าที่
ที่กาหนดไว้ เช่น บทบาทพ่อแม่ บทบาทครู
ส่วนนักวิชาการหลากหลายท่านได้ให้ความหมายไว้ ดังนี้
แนวคิดเกี่ยวกับบทบาทของพระสงฆ์ (ต่อ)
พระมหาสุภา อุทฺโท ได้อธิบายความหมายของคาว่า
“บทบาท” หมายถึง พฤติกรรมที่บุคคลแสดงออกหรือลงมือ
ปฏิบัติตามความคาดหวังของผู้อื่น ตามสถานภาพ และ
ตาแหน่งที่ตนดารงอยู่ในขณะนั้น ๆ ในการปฏิบัติหน้าที่หรือ
การแสดงออกของตน ซึ่งคนอื่นคาดคิดหรือคาดหวังว่าเขา
จะทาเมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์ทางสังคม
ปราชญา กล้าผจญ ได้อธิบายความหมายของคาว่า
“บทบาท” หมายถึง สิ่งที่บุคคลจะต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับ
ตาแหน่งหรือหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมาย เป็นการแสดง
พฤติกรรมตามอานาจหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมาย
ให้เหมาะสม สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้ที่มอบหมาย
อานาจ ตามตาแหน่ง ความคาดหวัง หรือตามหน้าที่แสดงจริง
สงวน สิทธิเลิศอรุณ ได้อธิบายความหมายของคาว่า
“บทบาท” หมายถึง การประกอบพฤติกรรมตามตาแหน่งซึ่ง
เป็นไปตามความคาดหวังของสังคมหรือตามลักษณะการรับรู้
หรือตามที่แสดงจริง และได้แบ่งลักษณะบทบาทออกเป็น
๕ ประเภท คือ
(๑) บทบาทที่กาหนด หมายถึง บทบาทที่สังคม กลุ่ม
หรือองค์กรกาหนดไว้ว่าเป็นรูปแบบของพฤติกรรมประจา
ตาแหน่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสังคม กลุ่ม หรือองค์กรนั้นๆ
(๒) บทบาทที่ผู้อื่นคาดหวัง หมายถึงบทบาท หรือ
รูปแบบของพฤติกรรมที่คนอื่น (ผู้เกี่ยวข้อง) คาดหวังว่าผู้อยู่ใน
ตาแหน่งจะถือปฏิบัติ เช่น นักเรียนคาดหวังว่าครูจะช่วย
อธิบายปัญหาข้อข้องใจเกี่ยวกับบทเรียนให้กับตน เป็ นต้น
บทบาทนี้มักจะสอดคล้องกับบทบาทที่กาหนด
(๓) บทบาทตามความคิดของผู้อยู่ในตาแหน่ง หมายถึง
รูปแบบของพฤติกรรมที่บุคคลผู้อยู่ในตาแหน่งคิด และเชื่อว่า
เป็นบทบาทของตาแหน่งที่ตนดารงอยู่
(๔) บทบาทที่ปฏิบัติจริง หมายถึงพฤติกรรมที่ผู้อยู่ใน
ตาแหน่งได้ปฏิบัติ หรือแสดงออกมาให้เห็น ซึ่งมักเป็ น
พฤติกรรมที่สอดคล้องกับบทบาทตามความคิดของเจ้าตัวผู้อยู่
ในตาแหน่ง
(๕) บทบาทผู้อื่นรับรู้ หมายถึงรูปแบบพฤติกรรมที่ผู้อื่น
ได้รับทราบเกี่ยวกับการปฏิบัติบทบาทของผู้อื่นในตาแหน่ง
สรุปได้ว่า ความหมายของคาว่า “บทบาท” ก็คือ
พฤติกรรมที่แสดงออกตามสถานะของบุคคลในสังคม บทบาท
เป็นแบบแผน ความต้องการ เป้ าประสงค์ ความเชื่อ ทัศนคติ
ค่านิยมและการกระทาของสมาชิกที่ชุมชนคาดหวังว่าจะต้อง
เป็นตามลักษณะของตาแหน่งนั้น ๆ หรืออาจกล่าวสั้น ๆ ว่า
บทบาทคือสิทธิหน้าที่ในการกระทาของบุคคลหนึ่งที่มีต่อ
บุคคลอื่นในสังคมตามสถานภาพของตนเอง ตามตาแหน่งหรือ
สถานภาพของบุคคล อันเกิดจากความคาดหวังของบุคคลใน
สังคมนั้น ๆ และบทบาทอาจเปลี่ยนไปได้ตามตาแหน่งที่
เปลี่ยนไป
การประกาศบทบาทความเป็นครูครั้งแรก
ของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา
“ ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวจาริก
เพื่อประโยชน์ และความสุขแก่ชนหมู่มาก
เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล
และความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์ ”
หน้าที่ของพระสงฆ์ตามพระธรรมวินัย
พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งเป็นบรรพชิตในพระพุทธศาสนา มีหน้าที่
ศึกษา ปฏิบัติธรรม เผยแผ่คาสอน และสืบต่อพระพุทธศาสนา
โดยตรง มีคุณธรรมและหลักความประพฤติที่ต้องปฏิบัติมากมาย
แต่กล่าวตามหน้าที่ทางศาสนาแล้ว มี ๖ อย่าง
๑. ห้ามปรามสอนให้เว้นจากความชั่ว
๒. แนะนาสั่งสอนให้ตั้งอยู่ในความดี
๓. อนุเคราะห์ด้วยความปรารถนาดี
๔. ให้ได้ฟัง ได้รู้สิ่งที่ยังไม่เคยรู้ ไม่เคยฟัง
๕. ชี้แจงอธิบาย ทาสิ่งที่เคยฟังแล้วให้เข้าใจแจ่มแจ้ง
๖. บอกทางสวรรค์ สอนวิธีดาเนินชีวิตให้ประสบ
ความสุข ความเจริญในชีวิต
หน้าที่และบทบาทของพระสงฆ์
หน้าที่หลักของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ได้แก่ การศึกษาหลัก
คาสอนทางพระพุทธศาสนาแล้วปฏิบัติตาม พร้อมทั้งนาหลักคาสอนมา
เผยแผ่แก่ประชาชน สาหรับพระสงฆ์ไทย มีหน้าที่และบทบาทที่ต้อง
รับผิดชอบ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยตรงและเป็นหน้าที่ ที่ต้องปฏิบัติ ดังนี้
๑. ด้านการปกครองคณะสงฆ์ ได้แก่ งานด้านการบริหาร
พระภิกษุสามเณร ซึ่งพระสงฆ์ที่มีความรู้ ความสามารถจะได้รับแต่งเป็น
เจ้าคณะต่าง ๆ ตาแหน่งสังฆราช เป็นตาแหน่งสูงที่สุด รองลงมาได้แก่เจ้า
คณะหน เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอาเภอ เจ้าคณะตาบล
เจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส และเลขานุการแต่ละเจ้าคณะ เป็นตาแหน่ง
สุดท้าย, มหาเถรสมาคม ถือว่าเป็นองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ทั้ง
สองนิกาย
หน้าที่และบทบาทของพระสงฆ์ (ต่อ)
๒. ด้านการจัดการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณรและประชาชนทั่วไป
ได้แก่ งานบริหารและเป็นอาจารย์สอนตามสถาบันการศึกษาของสงฆ์ที่มี
อยู่ ได้แก่ มหาวิทยาลัยสงฆ์ โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม-บาลี และ
แผนกสามัญศึกษา (ม.๑-ม.๖)
๓. ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ได้แก่ การสอน การอบรม การ
แสดงธรรม การปาฐกถาธรรม และการเขียนตารา และการปฏิบัติธรรม
โดยเผยแผ่ผ่านสื่อต่างๆ เช่นวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ เป็นต้น
หน้าที่และบทบาทของพระสงฆ์ (ต่อ)
๔. ด้านสาธารณูปการ หมายถึง การเป็นผู้ดูแลการสร้างวัดวา
อาราม และรักษาบูรณะซ่อมแซม
๕. ด้านการบาเพ็ญสาธารณประโยชน์แก่สังคม ได้แก่ การมี
ส่วนรวมในการทาประโยชน์แก่สังคมด้านต่างๆ เช่น การจัดการศึกษาแก่เด็ก
ด้อยโอกาส การต่อต้านยาเสพติด การบริจาคเงินทุนแก่หน่วยงานต่าง ๆ
และการส่งเสริมวิชาชีพต่าง ๆ เป็นต้น
บทบาทของพระสงฆ์กับการพัฒนาการศึกษาในอดีต
การศึกษาของประเทศไทยมีวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยโบราณ
เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ในอดีตยังไม่มีการจัดการศึกษาอย่างเป็ นรูปแบบ
การศึกษาในอดีตนั้น จึงมีบ้าน วังและวัดเป็นศูนย์กลางของการศึกษา โดย
บ้านเป็นสถานที่อบรมกล่อมเกลาจิตใจของสมาชิกภายในบ้าน โดยมีพ่อ
และแม่ทาหน้าที่ในการถ่ายทอดอาชีพและอบรมลูก ๆ วังเป็นสถานที่รวม
เอานักปราชญ์สาขาต่าง ๆ มาเป็นขุนนางรับใช้เบื้องพระยุคลบาทโดย
เฉพาะงานช่างศิลปหัตถกรรมเพื่อสร้างพระราชวังและประกอบพระราชพิธี
ต่าง ๆ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ถ่ายทอดความรู้ต่าง ๆ จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่น
หนึ่งส่วน วัดเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา พระจะทาหน้าที่ใน
การอบรมสั่งสอนธรรมะแก่พุทธศาสนิกชนโดยเฉพาะผู้ชายไทยมีโอกาสได้
ศึกษาธรรมะและบวชเรียน
ตั้งแต่อดีตมาพระสงฆ์ได้ทาหน้าที่ให้ความอนุเคราะห์ในด้าน
การศึกษา ทั้งส่วนที่จัดการศึกษาเองโดยตรง ให้แก่ กลุ่มประชากรที่ด้อย
โอกาสทางสังคม ด้อยโอกาสทางด้านเศรษฐกิจ เป็นเหตุให้ด้อยโอกาสทาง
การศึกษา ก็ได้อาศัยพระสงฆ์ให้การศึกษา ได้ใช้พื้นที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ในการ
จัดการศึกษา
กาเนิดโรงเรียนของไทย
สมัยโบราณ ก่อนหน้าที่จะมีโรงเรียนสอนหนังสือ คนไทยเราเรียน
หนังสือที่วัด คือมีพระเป็นอาจารย์สอนพวกลูกศิษย์วัด โดยสอนเริ่มด้วย
นะโม กอขอ กอกา สอนวิชาเลข หัดให้นับ หัดให้บวกลบ คูณ หาร แล้ว
สอนให้สวดมนต์ ครั้งเมื่อได้บวชแล้ว ท่านก็สอนภาษาขอม ภาษาบาลี
และธรรมะในทางศาสนา สอนเทศน์สอนแหล่ แล้วแต่ภูมิความรู้ของพระ
การสอนไม่มีเวลาที่แน่นอน
เพราะเหตุที่มีการสอนหนังสือแต่ที่วัดเท่านั้น ลูกศิษย์ลูกหาที่เรียน
จึงมีแต่ผู้ชายทั้งสิ้น ส่วนเด็กผู้หญิง ไม่ได้เรียนหนังสือ ก็ได้แต่อยู่บ้าน
ช่วยงานพ่อแม่เลี้ยงน้องหุงข้าว หาอาหาร ทาอาหารไปตามประเพณี ส่วน
เครื่องอุปกรณ์ในการเรียน ในสมัยโบราณ ก็มีเพียงแต่กระดานดา ดินสอขาว
กับไม้บรรทัด
กระดานดา เป็นกระดานทาด้วยไม้ กว้างคืบกว่า ยาว ๒ ศอกกว่า
หนากระเบียดกว่า ด้านหน้าที่ใช้เขียน ไสกบจนเกลี้ยงแล้วทาด้วยเขม่าหม้อ
หุงต้มกับน้าข้าวหรือข้าวสุก ดินสอหินที่ใช้เขียนกับกระดานดาดังกล่าวเป็น
ดินสีขาว กับสีเหลืองมาจากเมืองกาญจนบุรี ไม้บรรทัดทาด้วยไม้ยาวขนาด
กระดานดา หนังสืออ่านมี ๕ เล่ม คือประถม ก.กา , สุบินทกุมาร , ประถม
มาลา , ประถมจินดามณี เล่ม ๑ , ประถมจินดามณีเล่ม ๒ นอกจากนี้ก็ยังมี
หนังสือที่ใช้อ่านเล่นให้แตกฉาน อีกลายเล่ม อาทิ เสือโค จันทรโครพ
อนิรุท สมุทรโฆษ เพชรมงกุฏ สังข์ทอง กากี พระยาฉัททันต์ สวัสดิรักษา
และพระปรมัตถ์ เป็นต้น
การเรียนหนังสือดังกล่าวมานี้เป็นการเรียนเพื่อให้อ่านออกเขียนได้
เท่านั้น เมื่ออ่านออกเขียนได้แล้ว ก็เลิกเรียน พระอาจารย์ก็เลิกสอน ส่วนผู้ที่
จะเรียนให้สูงขึ้นไปอีก ก็เรียนบาลีและการจารพระธรรม เป็นต้น
การศึกษาของเมืองไทย เป็นมาอย่างนี้ตั้งแต่สมัยโบราณ จนกระทั่ง
รัชกาลที่ ๔ ครั้นถึงรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระองค์ได้ทรงเห็นว่า ประเทศสยามจะเจริญทัดเทียมนานาอารยประเทศได้
ทางหนึ่งก็ด้วยการให้การศึกษาแก่ราษฎรโดยทั่วไป ด้วยเหตุนี้
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
ตั้งโรงเรียนขึ้น ในพระบรมมหาราชวังเป็นแห่งแรก เพื่อเป็นตัวอย่าง เมื่อ
พ.ศ. ๒๔๑๔ หลังจากที่พระองค์ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติได้ ๔ ปี โดย
โปรดให้มี ประกาศชักชวน พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการ ให้ส่งบุตร
หลานเข้าเล่าเรียน
โรงเรียนวัด
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โรงเรียนวัด เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในธรณีสงฆ์
หรือตั้งในบริเวณวัด หรือใช้ทุนทรัพย์ของวัด
สืบเนื่องในสมัยของพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ จัดตั้ง
โรงเรียนในวัดต่าง ๆ
เนื่องจากประชาชนชาวไทยในยุคก่อนการจัดตั้งโรงเรียนนิยมส่ง
บุตรหลานเข้าศึกษาตามวัดต่าง ๆ ตามประเพณี โดยโรงเรียนวัดแห่งแรก
ที่จัดตั้งคือ โรงเรียนวัดมหรรณพาราม
(ปัจจุบันคือโรงเรียนวัดมหรรณพ์)
ประวัติโรงเรียนหลวง
ในช่วงก่อนการจัดตั้งโรงเรียน ชาวไทยมักเรียนหนังสือที่วัด โดยมี
พระทาหน้าที่สอนหนังสือ มีเวลาการเรียนการสอนไม่แน่นอน นักเรียนก็
ล้วนเป็นเด็กผู้ชาย ส่วนเด็กผู้หญิงต้องอยู่ช่วยงานบ้าน
การศึกษาของไทยได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาล
ที่ ๕ ได้โปรดเกล้าฯให้สร้างโรงเรียนหลวงแห่งแรกขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๑๔ ใน
พระบรมมหาราชวัง โดยได้โปรด ประกาศให้ พระบรมวงศานุวงศ์ เหล่า
ข้าราชการ ได้ส่งบุตรหลานเข้าเรียนหนังสือ
ประวัติโรงเรียนหลวง (ต่อ)
ซึ่งพระองค์ได้มีพระบรมราชโองการตอนหนึ่งว่า หม่อมเจ้า หม่อม
ราชวงศ์ แลข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย ซึ่งได้นาบุตรทูลเกล้าฯ ถวายให้ทา
ราชการสนองพระเดชพระคุณ มีเป็นอันมาก ทรงพระราชดาริว่า บุตรหลาน
ของท่านทั้งปวง บรรดาที่เข้ารับราชการ สนองพระเดชพระคุณอยู่นั้น แต่
ล้วนเป็นผู้มีชาติมีตระกูล ควรจะรับราชการเบื้องหน้าต่อไป แต่ยังไม่รู้
หนังสือไทย แลขนบธรรมเนียมราชการอยู่โดยมาก และการรู้หนังสือนี้ก็เป็น
คุณสาคัญข้อใหญ่ เป็นเหตุจะให้ได้รู้วิชาแลขนบธรรมเนียมต่าง ๆ
ประวัติโรงเรียนหลวง (ต่อ)
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดโรงสอนขึ้นไว้ที่ใน
พระบรมมหาราชวัง แล้วจัดคนในกรมพระอาลักษณ์ ตั้งให้เป็นขุนนาง
พนักงาน สาหรับเป็นครูสอนหนังสือไทย สอนคิดเลข และขนบธรรมเนียม
ราชการ พระราชทานเงินเดือนครูสอนให้ สมควรพอใช้สอย ส่วนผู้ที่เรียน
หนังสือนั้น ก็จะพระราชทานเสื้อผ้านุ่งห่ม กับเบี้ยเลี้ยงกลางวันเวลาหนึ่ง
ทุกวัน
ประวัติโรงเรียนหลวง (ต่อ)
ปี พ.ศ. ๒๔๒๔ โปรดฯ ให้ สมเด็จกรมพระยาดารงราชนุภาพ
(ขณะนั้นยังทรงดำรงพระยศ พระเจ้ำน้องยำเธอ พระองค์เจ้ำดิศวรกุมำร
รำชองค์รักษ์ ผู้บังคับกำรทหำรมหำดเล็ก) ทรงตั้งโรงเรียนขึ้นอีกแห่งหนึ่ง
เพื่อสอนผู้ที่จะมาเป็นนายสิบ นายร้อย ในกรมทหารมหาดเล็ก ด้วยมี
นักเรียนเข้าเรียนเป็นจานวนมากสถานที่ในกรมทหารมหาดเล็กมีไม่
เพียงพอ จึงทรงพระราชทานพระตาหนักสวนกุหลาบ ให้ใช้เป็นโรงเรียน
สาหรับทหารมหาดเล็ก ปี พ.ศ. ๒๔๒๕ โดยนักเรียนส่วนใหญ่เป็นราชนิกูล
และบุตรหลานของข้าราชการ
นับตั้งแต่นั้น โรงเรียนพระตาหนักสวนกุหลาบ ก็กลายเป็นโรงเรียนพลเรือน
สอนนักเรียนสาหรับเป็นข้าราชการโดยเฉพาะ
ประวัติโรงเรียนหลวง (ต่อ)
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้จัดตั้ง
โรงเรียน พระตาหนักสวนกุหลาบแล้ว พระองค์ทรงพระราชปรารภว่า
ควรจะจัดตั้ง โรงเรียนให้แพร่หลาย เป็นประโยชน์แก่ราษฎรด้วย จึงโปรดให้
จัดตั้งโรงเรียนหลวงขึ้นเป็ นแห่งแรกที่ วัดมหรรณพาราม
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๗ ซึ่งการตั้งโรงเรียนในวัด เพื่อจะใช้ศาลาวัดเพื่อทาการ
เรียนการสอนหนังสือ เป็นการประหยัดงบประมาณแผ่นดินในส่วนการ
ก่อสร้างอาคารเรียนใหม่ และผนวกกับประเพณีของไทยก็นิยมส่งบุตร
หลานเข้าเรียนในวัดอยู่แล้วด้วย พระสงฆ์จึงมีส่วนร่วม และบทบาทในการ
พัฒนาการศึกษามาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
บทบาทของพระสงฆ์
เกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษาในปัจจุบัน
ในปัจจุบัน การพัฒนาการศึกษามีความเจริญมากขึ้น ประชาชน
ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง มีพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ ให้
เด็กไทยได้รับการศึกษา มีโรงเรียนของรัฐบาลที่ให้การสนับสนุน ช่วยเหลือ
แก่ประชาชนในเรื่องค่าเล่าเรียน , ค่าเสื้อผ้า , ค่าหนังสือ มีการจัด
ทุนการศึกษาให้แก่เด็กที่เรียนดี มีความประพฤติดี มีบุคลากรที่มีความรู้
เฉพาะทาง มาเป็นครูผู้สอน พระสงฆ์เปลี่ยนบทบาทมาเป็นครูผู้สอนเฉพาะ
ทาง คือ ในรายวิชาพระพุทธศาสนา หรือ รายวิชาที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นครู
พระสอนศีลธรรมให้แก่เด็กนักเรียน ซึ่งไม่ได้มีการจัดการสอนเหมือนใน
อดีต
บทบาทของพระสงฆ์ในการพัฒนาการศึกษาในปัจจุบัน จึง
เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต จากที่เคยตั้งโรงเรียนเอง สอนกันในศาลาวัด เป็น
ครูผู้สอนเอง กลายบทบาทมาเป็นผู้สนับสนุนในทางการศึกษา เช่น การ
สร้างโรงเรียน จัดตั้งโรงเรียนมีการจัดการเรียนการสอน มีหลักสูตรที่
แน่นอน หรืออาจเป็นลักษณะการให้ทุนสนับสนุนการศึกษา การให้ทุนใน
สร้างอาคารเรียน ให้ทุนซื้อสื่อการเรียนการสอน อุปกรณ์ทางการศึกษา ให้
ทุนการศึกษากับครูเพื่อพัฒนาครูในสาขาวิชาที่ขาดแคลน ให้ทุนการศึกษา
แก่เด็กผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ฯลฯ ทาหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานที่มี
ส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษา
สรุป
การพัฒนาการศึกษานั้น การศึกษาของประเทศไทยมี
วิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยโบราณเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ในอดีตนั้น
พระสงฆ์มีบทบาทในการพัฒนาการศึกษาเอง จัดการเรียนการ
สอนเองภายในวัด ใช้พื้นที่วัดในการจัดการศึกษา
ปัจจุบันการพัฒนาการศึกษามีความเจริญมากขึ้น
ประชาชนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง รัฐบาลเข้ามามีบทบาทใน
การจัดการศึกษามากขึ้น มีการจัดการเรียนการสอนที่เป็นมาตฐาน
บทบาทของพระสงฆ์ในการพัฒนาการศึกษาในปัจจุบันจึง
เปลี่ยนแปลงไป กลายเป็ นบทบาทในการให้การสนับสนุน
ช่วยเหลือด้านการเรียนการสอน สถานที่จัดการสอน อุปกรณ์การ
เรียนการสอน ทุนการศึกษา ตลอดจนเป็นตัวแทนของชุมชนในการ
เป็นผู้ติดต่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อให้เกิดการ
กระตุ้น ตื่นตัว หรือเกิดความเปลี่ยนแปลงในเรื่องการศึกษาใน
ชุมชนนั้น ๆ ให้พัฒนาและเจริญขึ้น ต่อไป
จบการนาเสนอ

บทบาทของพระสงฆ์กับการพัฒนาการศึกษา