บทที่
๑.๑ ความนำ
พุทธปรัชญา เปนปรัชญาระบบหนึ่งของปรัชญาตะวันออก
กอกำเนิดขึ้นในประเทศอินเดียโบราณ เมื่อ ๒,๕๐๐ กวาปกอน ประเทศ
อินเดียในสมัยนั้นเรียกวา ชมพูทวีป โดยเจาชายสิทธัตถะแหงกรุง
กบิลพัสดุ แควนสักกะ ผูที่เกิดความสงสัยในสภาพปญหาชีวิตของมนุษย
คือ ความแก ความเจ็บ และความตาย วา ทำไม มนุษยตองตกอยูในสภาพ
เชนนั้น
แมปญหาเหลานี้เปนสภาพปญหาที่ประจักษในชีวิต แตก็ไมมีใคร
ตั้งขอสงสัยวา ทำไม จึงเปนเชนนั้น ไมมีใครคิดที่จะแกปญหานี้ อาจเพราะ
ไมไดมองไมไดคิดวา มันเปนปญหาชีวิต จึงมองวาเปนเรื่องธรรมดาของ
ชีวิต แตสำหรับเจาชายสิทธัตถะเมื่อไดพบเห็นสภาพปญหาเหลานี้ กลับ
ทรงเห็นวา นี่คือปญหาใหญสำหรับมนุษย เมื่อทรงมองยอนกลับเขาหา
พระองควา จะทรงตกอยูในสภาวะเชนนั้นดวยเชนกัน ยิ่งทรงไมสามารถ
ยอมรับสภาพปญหาเชนนี้ได ยิ่งไปกวานี้ ทรงไมตองการใหมวลมนุษยตอง
ตกอยูในสภาวะเชนนั้น จึงทรงมีความคิดที่จะหาทางแกไขปญหาที่วา จะ
ทำอยางไร มนุษยจึงจะไมแก ไมเจ็บ และไมตาย สภาวะที่ไมมีความแก
ความเจ็บ และความตาย มีอยูหรือไม ?
บทนำ
AW_Bhuddhist#4.indd 1AW_Bhuddhist#4.indd 1 4/23/13 12:43:09 PM4/23/13 12:43:09 PM
2 พุทธอภิปรัชญา
เพื่อจะไขปญหาดังกลาว พระองคไดทรงตั้งสมมติฐานจากสภาพ
แวดลอมที่ประจักษอันมีภาวะที่ตรงกันขามวา สรรพสิ่งในโลกมีภาวะที่
ตรงกันขามกัน เชน มีความรอน มีความเย็น มีความมืด มีความสวาง มีขาว
มีดำ ดังนั้น เมื่อมีความแก ความเจ็บ และความตาย จึงตองมีความไมแก
ความไมเจ็บ และความไมตายดวยเชนกัน ในที่สุดทรงเห็นวา หนทางที่จะ
สามารถขบคิด แสวงหาคำตอบนี้ได ตองเปนหนทางที่สงบ ไมมีภาระหรือ
พันธะหนาที่ที่จะตองรับผิดชอบมากนัก ไมมีความวุนวาย แนวทางแกไขปญหา
นี้ ตองเอื้ออำนวยดวย และแนวทางที่วานี้ ทรงตระหนักชัดวา เพศของความ
เปนนักบวชเทานั้น ที่จะเอื้อใหทำหนาที่นี้สำเร็จลุลวงได เพราะเสนทางของ
ความเปนฆราวาสหรือคนที่ครองเรือนคับแคบไมเอื้อตอการทำภารกิจนี้๑
เจาชายสิทธัตถะจึงทรงเลือกเพศสมณะแลวเสด็จออกผนวช ใชเวลา
ประมาณ ๖ ป ในการคิดคนวิเคราะหคำตอบของโจทยที่ตั้งไว ในที่สุด ทรง
พบวา ปญหาชีวิตเรื่องความแก ความเจ็บ และความตายของมนุษยนั้น มี
ความเชื่อมโยงถึงกัน การที่มนุษยตองตายนั้น เพราะมีสภาวะรางกายตก
อยูในความเจ็บปวย ที่เกิดขึ้นเมื่อรางกายไดทรุดโทรมไปดวยเงื่อนไขดาน
กาลเวลาและปจจัยอื่น ๆ และความแกทรุดโทรมนี้เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจาก
การเกิด หากมนุษยมีการเกิดขึ้น จึงหลีกเลี่ยงไมไดที่จะตองแก เจ็บ และ
ตายในที่สุด ดังนั้น หากมนุษยไมตองการแก เจ็บ และตายอีกตอไป ตองไม
เกิดอีก ไมวาในภพภูมิไหน ๆ
พระพุทธเจาทรงตรัสย้ำเสมอวา การเกิด เปนความทุกข๒
ทั้งในตัว
ของมันเองและเหตุปจจัยใหความทุกขอื่นตามมาอีก เชน ความทุกขเพราะ
ความแก ความเจ็บ ความตาย ยิ่งการเกิดขึ้นมีบอยมากเทาไร ชีวิตมนุษยมี
๑
มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก ๑๓/๗๓๘/๖๖๙.
๒
วินัยปฎก มหาวรรค ๔/๑๔/๑๘.
AW_Bhuddhist#4.indd 2AW_Bhuddhist#4.indd 2 4/23/13 12:43:09 PM4/23/13 12:43:09 PM
พุทธอภิปรัชญา 3
๓
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ๒๕/๒๑/๓๕.
๔
อังคุตรนิกาย จตุกกนิบาต ๒๑/๕/๗., ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ๒๕/๓๔/๖๑.
๕
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ๒๕/๔๔/๓๙.
ความทุกขมากขึ้นเทานั้น๓
โดยเฉพาะอยางยิ่ง ชีวิตของมนุษยปุถุชนที่
ไมสำรวมในกามคุณทั้งหลาย ผูที่ยังมีตัณหาอยู๔
อยางไรก็ตาม ทรงคนพบวา
ความเกิดเปนมนุษยและสัตว ไมใชเปนการเกิดขึ้นลอย ๆ โดยไมมีเหตุ
ไมมีปจจัย และเหตุปจจัยที่ทำใหเกิดชีวิตมนุษยและสัตวนั้น มีทั้งเหตุ
ปจจัยภายในและเหตุปจจัยภายนอกประกอบกันขึ้น เหตุปจจัยภายนอกนั้น
ไดแก การมีเพศสัมพันธทุกรูปแบบที่ไมมีการปองกันการเกิด แมกระทั่ง
กระบวนการทางวิทยาศาสตรที่นำกระบวนการธรรมชาติมาดำเนินการใน
หองทดลอง โดยผานเครื่องมือทางเทคโนโลยีสมัยใหมที่นำมาใชประกอบ
กับวิทยาการที่พัฒนาขึ้นหรือที่เรียนรูกฎเกณฑของธรรมชาติมากขึ้น เหตุ
ปจจัยภายใน ไดแก กระแสความอยาก ความใคร ความกระสันทางกามารมณ
ที่อยูในใจของมนุษย ตลอดจนบุญกุศลที่สะสมอบรมมาใหถือกำเนิด
ในมนุษย ดวยเหตุปจจัยหลากหลายดังกลาว การเกิดเปนมนุษยจึงเปน
เรื่องยาก๕
อยางไรก็ตาม การเกิดเปนมนุษย แมเปนเรื่องยากก็จริง แตเมื่อเกิด
เปนมนุษยแลว การจะไมเกิดในภพอื่นอีกตอไป ยิ่งยากกวา เพราะการไม
เกิดอีกตอไปนั้น จะตองควบคุม ขจัด ขัดเกลาเหตุปจจัยทั้งภายนอกและ
ภายในดังกลาวไปพรอม ๆ กัน การควบคุมปองกันเหตุปจจัยภายนอกนั้น
สามารถทำไดทั้งวิธีการตามธรรมชาติและวิธีการทางเทคโนโลยีการแพทย
สมัยใหมมีการพัฒนาขึ้นตามลำดับ แตกระนั้นก็ตาม วิธีการที่วานี้ยังไม
ปลอดภัยรอยเปอรเซ็นต และตองใชตนทุนทางวัตถุสูง อาจตองเสียทั้งเงิน
จำนวนมากและความรูสึก ตลอดจนผลกระทบดานรางกาย โดยเฉพาะ
AW_Bhuddhist#4.indd 3AW_Bhuddhist#4.indd 3 4/23/13 12:43:09 PM4/23/13 12:43:09 PM
4 พุทธอภิปรัชญา
อยางยิ่ง หากใชวิธีการนี้เปนผลสำเร็จจริง คือ ไมมีการเกิดขึ้นของมนุษย
แตสัมฤทธิผลที่วานี้ เปนเพียงวิธีการทำไมใหคนอื่นเกิดขึ้นเทานั้น ไมได
ทำใหมนุษยผูเกิดมาแลวหมดสาเหตุแหงการเกิดตอไปแตประการใด วิธีการ
ทางวิทยาศาสตรจึงปองกันไดเฉพาะการเกิดของผูอื่นเทานั้น ไมไดปองกัน
การเกิดของตนเอง แตเปาหมายสูงสุดของพุทธปรัชญามิไดประสงค
เพียงการไมใหผูอื่นเกิดเทานั้น แตเปาหมายที่แทจริงคือ การทำใหตนเอง
ไมตองเวียนวายตายเกิดในสังสารวัฏอีกตอไปดวย การจะทำใหบรรลุ
เปาหมายดังกลาวนี้ ไมมีใครสามารถทำแทนได ไมวาจะเปนพรหม เทวดา
ยักษ หรือมาร นอกจากมนุษยจะทำดวยตนเองเทานั้น ดังนั้น การขจัด
ขัดเกลาปจจัยภายในใจของมนุษยนั้น มนุษยตองกระทำดวยตนเอง
แมพระสัมมาสัมพุทธเจาก็ทรงเปนเพียงผูบอกทางใหเทานั้น การดำเนิน
ตามทางนั้นเปนหนาที่ของผูจะดำเนินตาม๖
ดวยเหตุผลนี้ พระพุทธเจาจึงทรงชี้แนะวิธีการเพื่อบรรลุเปาหมาย
ดังกลาวใหครอบคลุม ปองกันและจัดการกับเหตุปจจัยทั้ง ๒ อยางไป
พรอมๆ กัน เพื่อใหไดผลทั้งตนเองและผูอื่น หลังจากพระองคทรงไดขอคิด
นี้จากอุปมา ๓ ขอ คือ เปรียบเสมือนไมสดที่แชน้ำ (ชีวิตที่ครองเรือน) ไม
สามารถนำมาสีใหเกิดไฟได (ไมสามารถทำที่สุดแหงทุกขได) หรือไมสดที่อยู
บนบก (ชีวิตที่ไมครองเรือน) ไมสามารถนำมาสีใหเกิดไฟได (เพราะยังมีเหตุ
ภายในที่เปนกิเลสตัณหาอยู) ไมที่จะนำสีใหเกิดไฟไดนั้น ตองเปนไมแหง
และอยูบนบก ลำพังชีวิตนักบวชที่ไมครองเรือนอยางเดียวหากยังมียาง
เหนียวแหงทุกขอยูในใจยอมไมถึงที่สุดแหงทุกขเชนกัน๗
ระบบความคิด
แบบพุทธปรัชญาจึงเกิดขึ้นดวยเหตุผลดังกลาว
๖
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ๒๕/๓๐/๕๑.
๗
มัชฌิมนิกาย มูลปณณาสก ๑๒/๔๑๔/๓๑๖-๓๑๗.
AW_Bhuddhist#4.indd 4AW_Bhuddhist#4.indd 4 4/23/13 12:43:10 PM4/23/13 12:43:10 PM
พุทธอภิปรัชญา 5
พุทธปรัชญาจึงเสนอวา สาเหตุที่แทจริงของการเกิดและความทุกข
ของมนุษย คือ ตัณหา๘
ดังนั้น การที่มนุษยตองการที่จะไมเกิดอีกตอไป
จำตองฝกฝนอบรมตนเพื่อขัดเกลาตัณหา ขจัดใหหมดไปจากจิตใจอยาง
สิ้นเชิง เมื่อทำไดเชนนั้น มนุษยจะปราศจากความทุกขเพราะการเกิดและ
ความทุกขอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องดวยการเกิดนั้น
การคุมกำเนิดจึงไมใชการคุมการเกิดของตนเอง แตเปนการคุมการ
เกิดของบุคคลอื่น การคุมการเกิดของตนเอง มนุษยตองทำดวยตนเอง
พุทธปรัชญานำเสนอมรรควิธีในการขจัดตัณหาพาใหเกิดนั้นเรียกวา อริย-
มรรคมีองค ๘ หากมนุษยไมอยากจะเกิดอีกตอไปดวยเล็งเห็นชัดดวย
ปญญาวา การเกิดเปนความทุกข ทั้งของผูทำใหเกิดและของผูเกิดมาเอง
จึงควรอยางยิ่งที่จะดำเนินตามแนวทางแหงอริยมรรคมีองค ๘ ดังกลาว
๘
วินัยปฎก มหาวรรค ๔/๑๔/๑๙.
AW_Bhuddhist#4.indd 5AW_Bhuddhist#4.indd 5 4/23/13 12:43:10 PM4/23/13 12:43:10 PM
6 พุทธอภิปรัชญา
๑.๒ ลักษณะเดนของพุทธปรัชญา
ลักษณะที่เดนของพุทธปรัชญา คือ การมองชีวิตโลกตามความเปนจริง
ไมไดมองดวยความตองการใหมันเปนไปตามที่ประสงค ความเปนจริงที่วา
นั้นมีเหตุปจจัยที่โยงใยกันอยูเปนเครือขาย พุทธปรัชญาจึงมุงชี้ใหเห็น
ความเปนจริงถึงความมีเหตุปจจัยนั้น และวิธีการจัดการกับเหตุปจจัยเหลานั้น
อยางเทาทัน๙
พุทธปรัชญาจะเปนระบบปรัชญาที่เสนอความจริง ความรู
และการปฏิบัติเพื่อเขาถึงความจริงนั้นในกระบวนเดียวกัน เปนระบบปรัชญา
ที่เสนอเฉพาะความจริงที่มีประโยชนตอการดำเนินชีวิตพรอมวิธีการ
ทำความเขาใจและการปฏิบัติไปดวยในตัว
พุทธปรัชญามองภาพชีวิตมนุษยตามความเปนจริง ๒ ภาพใหญ คือ
(๑) ภาพที่เห็นวาเปนปญหาชีวิต เรียกวา ทุกข (๒) ภาพชีวิตที่เห็นวาเปนสภาวะ
ที่ปราศจากปญหาเรียกวา สุข ไมวาจะภาพชีวิตในดานไหน พุทธปรัชญา
ไดแสดงเหตุผลแหงความเปนเชนนั้น เพื่อชี้ใหเห็นวา ทุกขหรือสุขก็ตาม ไมได
เกิดขึ้นเองโดยไมมีเหตุปจจัยใด ๆ การแสดงเหตุปจจัยแหงความทุกขและ
ความสุขนี้ จึงเปนการแสดงถึงระบบการปฏิบัติหรือระบบจริยธรรมเพื่อให
บรรลุถึงเปาหมายไวดวย
พุทธปรัชญาจึงมีลักษณะเปนปรัชญาชีวิต ที่มุงสรางสรรคภูมิปญญา
เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและแกไขปญหาชีวิตของมนุษยใหมากที่สุด
โดยเฉพาะอยางยิ่ง พุทธปรัชญาเถรวาท จะเนนเรื่องนี้เปนประการสำคัญ
ดังนั้น หากมีประเด็นปญหาที่ไมเกี่ยวกับการแกปญหาชีวิต เมื่อถกเถียง
ปญหาใดกันแลว คุณภาพชีวิตไมไดดีขึ้น ปญหานั้น พุทธปรัชญาจะไมให
ความสนใจมากนัก มีหลักฐานในคัมภีรที่บงชี้วา พระพุทธองคทรงปฏิเสธ
๙
วินัยปฎก มหาวรรค ๔/๖๘/๗๖.
AW_Bhuddhist#4.indd 6AW_Bhuddhist#4.indd 6 4/23/13 12:43:10 PM4/23/13 12:43:10 PM
พุทธอภิปรัชญา 7
ที่จะตอบปญหาที่ไมชวยแกไขปญหาชีวิตหรือไมชวยใหมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
เชน อัพยากตปญหา ที่มุงใหยืนยันแนวคิดแบบสุดขั้ว๑๐
เนื่องจากพุทธปรัชญาเปนปรัชญาตะวันออก จึงมีลักษณะบางประการ
ที่แตกตางจากตะวันตก ประการแรก พุทธปรัชญาจะสนใจศึกษาเรื่อง
ที่เกี่ยวกับมนุษย โดยเฉพาะแนวทางที่จะทำใหชีวิตมนุษยมีความสุข
ปราศจากความทุกข ประการที่ ๒ พุทธปรัชญาไมไดมุงเนนแตเพียงทฤษฎี
เทานั้น แตมุงใหนำความรูไปปฏิบัติใหไดผลจริงดวย ซึ่งปรัชญาตะวันตก
จะไมเนนใหประพฤติปฏิบัติ แตใหอิสระในการเลือกปฏิบัติ กลาวคือจะนำ
ไปใชในชีวิตประจำวันหรือไมก็ได กระนั้นก็ตาม พุทธปรัชญา แมมีเนื้อหา
สาระที่บอกวา อะไรดี อะไรไมดี ควรทำอะไร ไมควรทำอะไร แตก็ยังใหอิสระ
ในการเลือกปฏิบัติ โดยปลอยเปนหนาที่ของผูฟงหรือสาวกในการตัดสินใจ
พระพุทธเจาเปนแตเพียงผูบอกชี้แนะเทานั้น๑๑
ลักษณะหลังนี้ ทำให
พระพุทธศาสนามีความเหมือนกับปรัชญาตามแนวคิดทางตะวันตก
อยางไรก็ตาม ลักษณะการใหอิสระในการเลือกถือปฏิบัตินี้ ดูเหมือน
ในลักษณะที่เดนของปรัชญาทุกระบบ แมวาจะไมมีขอผูกมัดในการนำไป
ปฏิบัติก็ตาม แตหากผูศึกษาเกิดความรูตามที่ศึกษาวิเคราะหแลว อาจนำ
ไปเปนแนวทางในการดำเนินชีวิตได โดยเฉพาะอยางยิ่ง การถือวามนุษยมี
ความรู มีเกณฑการตัดสินอยูประการหนึ่ง คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
ใหสอดคลองกับความรูนั้นอยางมีเปาหมายและอยางตั้งใจ ดังนั้น โดยนัยนี้
หากมนุษยมีความรูมากมายหลายสาขา แตมีพฤติกรรมที่ไมสอดคลองกับ
ความรูนั้น หรือไมมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทางที่ดีที่พึงประสงคแลว
ยังไมนับวาเปนผูที่มีความรูสมบูรณ ถือไดวาเปนเพียงผูมีความรูจำมาก
๑๐
ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ๙/๒๙๒/๒๓๒.
๑๑
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ๒๕/๓๐/๕๑.
AW_Bhuddhist#4.indd 7AW_Bhuddhist#4.indd 7 4/23/13 12:43:11 PM4/23/13 12:43:11 PM
8 พุทธอภิปรัชญา
เทานั้น เพราะยังไมเปนหนึ่งเดียวกับความรูนั้น ขอนี้นาขบคิดมากทีเดียว
เพราะมิเชนนั้นแลว โลกจะคาดหวังสันติสุขไมไดจากการมีความรูของมนุษย
ปรัชญาตะวันออกสวนมาก มักจะใหความสำคัญตอการมีประโยชน
จริง การนำไปใชไดจริง แตไมถึงกับผูกขาด เพราะมีบางสำนักยังคงใหอิสระ
ในการเลือกถือปฏิบัติ ดวยตระหนักและใหอิสระแกมนุษยไดเลือกดวย
ตนเอง จากประเด็นนี้เองที่ทำใหปรัชญามีความแตกตางจากศาสนา เพราะ
ศาสนาสวนมากจะผูกมัดอยูกับการปฏิบัติควบคูกับความเชื่อที่ตองไปดวยกัน
การปฏิบัติหรือยอมดำเนินการในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สะทอนใหเห็นถึงความเชื่อ
ในสิ่งนั้น การที่มนุษยมีความเชื่อในเรื่องใด มนุษยจะทำพฤติกรรมที่
สอดคลองกับความเชื่อนั้น กลาวอีกนัยหนึ่งวา การที่มนุษยไมประพฤติ
ในเรื่องใด แสดงใหเห็นชัดวา มนุษยนั้น ไมมีความเชื่อในเรื่องนั้น เพราะ
ความเชื่อจะแสดงออกเปนการยอมรับและปฏิบัติตาม มักจะไดยินผูใหญ
พูดกันเสมอวา ใหเชื่อฟง หมายความวา การเชื่อฟงไมไดเปนเพียงการฟง
เทานั้น หากตองมีการทำตามดวย ไมใชเปนเพียงรับรูตามที่ไดยินแลว
ไมสนใจปฏิบัติ หากเปนเชนนี้ มนุษยมักถูกตำหนิเสมอวาเปนผูไมเชื่อฟง
มนุษยจะเกี่ยวพันกับความเชื่อมากกวาความรู เพราะถึงแมจะมีความรู
มากมาย แตถาไมมีความเชื่อถือในความรูนั้นวาใชใหเกิดประโยชนไดจริง
มนุษยจะไมมีการนำความรูนั้นมาใช คงปลอยใหเปนความรูนอนนิ่งอยูใน
ความทรงจำหรืออาจถูกลืมไปแลวก็ได ตรงกันขาม หากมนุษยนำความรู
ที่มีอยูออกมาใช นั่นแสดงวา มนุษยไดยอมรับ คือ เชื่อในความรูนั้น โดย
นัยนี้ จะเห็นวา ความรูกับความเชื่อมีความสัมพันธกันอยางใกลชิด แตถา
มองจากมุมสูง จะเห็นวา ความเชื่อจะมีบทบาทมากกวาความรู เพราะ
ความเชื่อมีนัยแหงการยอมรับมาปฏิบัติดวย แมบางทานจะบอกวา ฉัน
เรียนรูเพื่อที่จะเชื่อ หรือฉันเชื่อเพื่อที่จะรู ก็ตาม แตทายที่สุด เมื่อเกิด
กระบวนการกระทำขึ้น กระบวนการกระทำนั้นเปนบทสรุปของความเชื่อ
AW_Bhuddhist#4.indd 8AW_Bhuddhist#4.indd 8 4/23/13 12:43:11 PM4/23/13 12:43:11 PM
พุทธอภิปรัชญา 9
เปนความเชื่อที่มีความรูและเปนความเชื่อในความรู
พุทธปรัชญาจึงใหความสำคัญทั้งแกศรัทธาและปญญา (ความเชื่อ
กับความรู) วาจะตองฝกฝน พัฒนาใหมีในอัตราที่เทาเทียมกัน จะรูกอน
แลวจึงเชื่อ หรือจะเชื่อกอนแลวจึงรู ไมเปนปญหา แตที่สำคัญ คือ ตอง
ปรับทั้งความเชื่อและความรูใหเกิดขึ้นอยางเทาเทียม ไมควรใหโนมเอียงไป
ในฝายหนึ่งฝายใด ทั้งในแงการดำเนินชีวิตในสังคมและการปฏิบัติเพื่อ
บรรลุเปาหมายบางอยางในชีวิต เพราะมนุษยหากมีศรัทธามากไป หรือมีแต
ศรัทธาแตขาดปญญา จะกลายเปนคนงมงายเชื่องาย ไมเปนตัวของตัวเอง
หากมีปญญามากไปแตขาดศรัทธา จะกลายเปนคนกาวราว ถือดี ซึ่งมี
ปญหาพอ ๆ กัน โดยนัยนี้ พุทธปรัชญาจึงมีทั้งลักษณะเปนศาสนาและ
ปรัชญา อันเปนลักษณะประการหนึ่งของปรัชญาตะวันออก ที่สวนใหญ
จะไมแยกศาสนาและปรัชญาออกจากกันอยางเด็ดขาด แนวคิดและทฤษฎี
นั้นตองควบคูไปกับการปฏิบัติดวย
ในความเปนจริง ไมใชเรื่องงายที่จะทำใหความเชื่อกับความรู
เทาเทียมกัน และไมงายที่จะปรับใหมีความเสมอกัน ทั้งยังรูไดไมงายนักวา
ทั้งสองนั้นเสมอกันแลวหรือยัง ทั้งของตนเองและของผูอื่น ยิ่งของบุคคลอื่น
ยิ่งยากที่จะหยั่งรู ปรากฏการณชีวิตของมนุษยปจจุบันจึงมีความเหลื่อมล้ำ
ระหวางศรัทธากับปญญาปรากฏใหเห็นอยูเสมอ เมื่อไรก็ตาม ที่มนุษย
สามารถปรับศรัทธาและปญญาใหสมดุลกันไดแลว การดำเนินชีวิตของ
มนุษยในโลกจะมีความเกี่ยวพันกับศรัทธาและปญญาอยางใกลจริง เพราะ
ทั้งสองเปนพลังภายในที่คอยขับเคลื่อนใหเกิดการกระทำกิจกรรมของ
มนุษยอยางมีประสิทธิภาพ
อยางไรก็ตาม ศรัทธาและปญญาเปนธรรมชาติประการหนึ่งของ
มนุษย เปนธรรมชาติที่เปนนามธรรมอยูภายในจิตใจ ซึ่งพุทธปรัชญาเรียกวา
เจตสิก หรือ เจตสิกธรรม คือ คุณสมบัติหนึ่งของจิตใจที่เกิด ดับพรอมกับ
AW_Bhuddhist#4.indd 9AW_Bhuddhist#4.indd 9 4/23/13 12:43:11 PM4/23/13 12:43:11 PM
10 พุทธอภิปรัชญา
จิต มีที่อยูอันเดียวกันกับจิต๑๒
และมีอารมณสำหรับยึดเหนี่ยวอันเดียวกัน
กับจิต เรียกอีกอยางหนึ่งวา สังขารขันธ อันเปนขันธหนึ่งในขันธ ๕ ที่เปน
องคประกอบหนึ่งของมนุษย เปนธรรมชาติอยางหนึ่งของมนุษยที่เปนการ
ปรุงแตงจิต ในมหาสติปฏฐานสูตร๑๓
มีขอความกลาวถึงธรรมชาตินี้วา
จิตในจิต ในแงปฏิบัติเพื่อขัดเกลากิเลส ฝกฝนอบรมตน ผูปฏิบัติตองใสใจ
กับจิตในจิตนี้อยางเครงครัด เฝาระวังและกำหนดความคิดตาง ๆ ที่เกิดขึ้น
ใหเทากัน พูดโดยภาษาสามัญทั่วไป คือ กำหนดรูเทาทันความคิด (จิต)
ของผูคิด (ในจิต) รูเทาทันความคิดในความคิด
พุทธปรัชญาเถรวาทจะใหความสำคัญแกศรัทธาและปญญาทั้งสองนี้
อยางมาก หากเราศึกษาคนควาดูในพระไตรปฎก โดยเฉพาะพระสุตตันต-
ปฎกจะพบวา ทุกครั้งที่พระพุทธเจาตรัสสอนคำสอนที่ขึ้นตนดวยศรัทธาและ
ตอดวยคำสอนอื่น ๆ เชน ความเพียร (วิริยะ) หรืออื่น ๆ ใด เมื่อจบการตรัส
สอนในชุดนี้ ทรงลงทายดวยคำสอนเรื่องปญญาเสมอ เชน พละ ๕ (ศรัทธา
วิริยะ สติ สมาธิ ปญญา) อินทรีย ๕ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปญญา)
อิทธิบาท ๔ (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) พรหมวิหาร ๔ (เมตตา กรุณา
มุทิตา อุเบกขา) หมวดธรรมที่ยกเปนตัวอยางนี้ แสดงใหเห็นถึงการให
คุณคาของศรัทธาและปญญา และที่สำคัญหมวดธรรมตองดำเนินไปเปนชุด
และปฏิบัติใหครบชุด จึงใหผลอยางสมบูรณได ไมใชเนนเฉพาะขอใด
ขอหนึ่งในหมวดธรรมนั้น ๆ แสดงใหเห็นวา หลักการเบื้องตนของพุทธ-
ปรัชญาถือวา ชีวิตมนุษยจะเขาสูภาวะความสมดุลไดตองมีความเพียบพรอม
ทั้งศรัทธาและปญญา การดำเนินชีวิตของผูนั้น ยอมเปนแนวทางที่สงบสุขได
๑๒
อภิธรรมปฎก กถาวัตถุ ๓๗/๑๑๓๖/๔๖๐-๔๖๑.
๑๓
ทีฆนิกาย มหาวรรค ๑๐/๒๘๙/๒๒๒.
AW_Bhuddhist#4.indd 10AW_Bhuddhist#4.indd 10 4/23/13 12:43:12 PM4/23/13 12:43:12 PM

พุทธอภิปรัชญา ความจริงเกี่ยวกับจักรวาล โลก มนุษย์และสังสารวัฏ

  • 1.
    บทที่ ๑.๑ ความนำ พุทธปรัชญา เปนปรัชญาระบบหนึ่งของปรัชญาตะวันออก กอกำเนิดขึ้นในประเทศอินเดียโบราณเมื่อ ๒,๕๐๐ กวาปกอน ประเทศ อินเดียในสมัยนั้นเรียกวา ชมพูทวีป โดยเจาชายสิทธัตถะแหงกรุง กบิลพัสดุ แควนสักกะ ผูที่เกิดความสงสัยในสภาพปญหาชีวิตของมนุษย คือ ความแก ความเจ็บ และความตาย วา ทำไม มนุษยตองตกอยูในสภาพ เชนนั้น แมปญหาเหลานี้เปนสภาพปญหาที่ประจักษในชีวิต แตก็ไมมีใคร ตั้งขอสงสัยวา ทำไม จึงเปนเชนนั้น ไมมีใครคิดที่จะแกปญหานี้ อาจเพราะ ไมไดมองไมไดคิดวา มันเปนปญหาชีวิต จึงมองวาเปนเรื่องธรรมดาของ ชีวิต แตสำหรับเจาชายสิทธัตถะเมื่อไดพบเห็นสภาพปญหาเหลานี้ กลับ ทรงเห็นวา นี่คือปญหาใหญสำหรับมนุษย เมื่อทรงมองยอนกลับเขาหา พระองควา จะทรงตกอยูในสภาวะเชนนั้นดวยเชนกัน ยิ่งทรงไมสามารถ ยอมรับสภาพปญหาเชนนี้ได ยิ่งไปกวานี้ ทรงไมตองการใหมวลมนุษยตอง ตกอยูในสภาวะเชนนั้น จึงทรงมีความคิดที่จะหาทางแกไขปญหาที่วา จะ ทำอยางไร มนุษยจึงจะไมแก ไมเจ็บ และไมตาย สภาวะที่ไมมีความแก ความเจ็บ และความตาย มีอยูหรือไม ? บทนำ AW_Bhuddhist#4.indd 1AW_Bhuddhist#4.indd 1 4/23/13 12:43:09 PM4/23/13 12:43:09 PM
  • 2.
    2 พุทธอภิปรัชญา เพื่อจะไขปญหาดังกลาว พระองคไดทรงตั้งสมมติฐานจากสภาพ แวดลอมที่ประจักษอันมีภาวะที่ตรงกันขามวาสรรพสิ่งในโลกมีภาวะที่ ตรงกันขามกัน เชน มีความรอน มีความเย็น มีความมืด มีความสวาง มีขาว มีดำ ดังนั้น เมื่อมีความแก ความเจ็บ และความตาย จึงตองมีความไมแก ความไมเจ็บ และความไมตายดวยเชนกัน ในที่สุดทรงเห็นวา หนทางที่จะ สามารถขบคิด แสวงหาคำตอบนี้ได ตองเปนหนทางที่สงบ ไมมีภาระหรือ พันธะหนาที่ที่จะตองรับผิดชอบมากนัก ไมมีความวุนวาย แนวทางแกไขปญหา นี้ ตองเอื้ออำนวยดวย และแนวทางที่วานี้ ทรงตระหนักชัดวา เพศของความ เปนนักบวชเทานั้น ที่จะเอื้อใหทำหนาที่นี้สำเร็จลุลวงได เพราะเสนทางของ ความเปนฆราวาสหรือคนที่ครองเรือนคับแคบไมเอื้อตอการทำภารกิจนี้๑ เจาชายสิทธัตถะจึงทรงเลือกเพศสมณะแลวเสด็จออกผนวช ใชเวลา ประมาณ ๖ ป ในการคิดคนวิเคราะหคำตอบของโจทยที่ตั้งไว ในที่สุด ทรง พบวา ปญหาชีวิตเรื่องความแก ความเจ็บ และความตายของมนุษยนั้น มี ความเชื่อมโยงถึงกัน การที่มนุษยตองตายนั้น เพราะมีสภาวะรางกายตก อยูในความเจ็บปวย ที่เกิดขึ้นเมื่อรางกายไดทรุดโทรมไปดวยเงื่อนไขดาน กาลเวลาและปจจัยอื่น ๆ และความแกทรุดโทรมนี้เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจาก การเกิด หากมนุษยมีการเกิดขึ้น จึงหลีกเลี่ยงไมไดที่จะตองแก เจ็บ และ ตายในที่สุด ดังนั้น หากมนุษยไมตองการแก เจ็บ และตายอีกตอไป ตองไม เกิดอีก ไมวาในภพภูมิไหน ๆ พระพุทธเจาทรงตรัสย้ำเสมอวา การเกิด เปนความทุกข๒ ทั้งในตัว ของมันเองและเหตุปจจัยใหความทุกขอื่นตามมาอีก เชน ความทุกขเพราะ ความแก ความเจ็บ ความตาย ยิ่งการเกิดขึ้นมีบอยมากเทาไร ชีวิตมนุษยมี ๑ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก ๑๓/๗๓๘/๖๖๙. ๒ วินัยปฎก มหาวรรค ๔/๑๔/๑๘. AW_Bhuddhist#4.indd 2AW_Bhuddhist#4.indd 2 4/23/13 12:43:09 PM4/23/13 12:43:09 PM
  • 3.
    พุทธอภิปรัชญา 3 ๓ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ๒๕/๒๑/๓๕. ๔ อังคุตรนิกาย จตุกกนิบาต ๒๑/๕/๗., ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ๒๕/๓๔/๖๑. ๕ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ๒๕/๔๔/๓๙. ความทุกขมากขึ้นเทานั้น๓ โดยเฉพาะอยางยิ่ง ชีวิตของมนุษยปุถุชนที่ ไมสำรวมในกามคุณทั้งหลาย ผูที่ยังมีตัณหาอยู๔ อยางไรก็ตาม ทรงคนพบวา ความเกิดเปนมนุษยและสัตว ไมใชเปนการเกิดขึ้นลอย ๆ โดยไมมีเหตุ ไมมีปจจัย และเหตุปจจัยที่ทำใหเกิดชีวิตมนุษยและสัตวนั้น มีทั้งเหตุ ปจจัยภายในและเหตุปจจัยภายนอกประกอบกันขึ้น เหตุปจจัยภายนอกนั้น ไดแก การมีเพศสัมพันธทุกรูปแบบที่ไมมีการปองกันการเกิด แมกระทั่ง กระบวนการทางวิทยาศาสตรที่นำกระบวนการธรรมชาติมาดำเนินการใน หองทดลอง โดยผานเครื่องมือทางเทคโนโลยีสมัยใหมที่นำมาใชประกอบ กับวิทยาการที่พัฒนาขึ้นหรือที่เรียนรูกฎเกณฑของธรรมชาติมากขึ้น เหตุ ปจจัยภายใน ไดแก กระแสความอยาก ความใคร ความกระสันทางกามารมณ ที่อยูในใจของมนุษย ตลอดจนบุญกุศลที่สะสมอบรมมาใหถือกำเนิด ในมนุษย ดวยเหตุปจจัยหลากหลายดังกลาว การเกิดเปนมนุษยจึงเปน เรื่องยาก๕ อยางไรก็ตาม การเกิดเปนมนุษย แมเปนเรื่องยากก็จริง แตเมื่อเกิด เปนมนุษยแลว การจะไมเกิดในภพอื่นอีกตอไป ยิ่งยากกวา เพราะการไม เกิดอีกตอไปนั้น จะตองควบคุม ขจัด ขัดเกลาเหตุปจจัยทั้งภายนอกและ ภายในดังกลาวไปพรอม ๆ กัน การควบคุมปองกันเหตุปจจัยภายนอกนั้น สามารถทำไดทั้งวิธีการตามธรรมชาติและวิธีการทางเทคโนโลยีการแพทย สมัยใหมมีการพัฒนาขึ้นตามลำดับ แตกระนั้นก็ตาม วิธีการที่วานี้ยังไม ปลอดภัยรอยเปอรเซ็นต และตองใชตนทุนทางวัตถุสูง อาจตองเสียทั้งเงิน จำนวนมากและความรูสึก ตลอดจนผลกระทบดานรางกาย โดยเฉพาะ AW_Bhuddhist#4.indd 3AW_Bhuddhist#4.indd 3 4/23/13 12:43:09 PM4/23/13 12:43:09 PM
  • 4.
    4 พุทธอภิปรัชญา อยางยิ่ง หากใชวิธีการนี้เปนผลสำเร็จจริงคือ ไมมีการเกิดขึ้นของมนุษย แตสัมฤทธิผลที่วานี้ เปนเพียงวิธีการทำไมใหคนอื่นเกิดขึ้นเทานั้น ไมได ทำใหมนุษยผูเกิดมาแลวหมดสาเหตุแหงการเกิดตอไปแตประการใด วิธีการ ทางวิทยาศาสตรจึงปองกันไดเฉพาะการเกิดของผูอื่นเทานั้น ไมไดปองกัน การเกิดของตนเอง แตเปาหมายสูงสุดของพุทธปรัชญามิไดประสงค เพียงการไมใหผูอื่นเกิดเทานั้น แตเปาหมายที่แทจริงคือ การทำใหตนเอง ไมตองเวียนวายตายเกิดในสังสารวัฏอีกตอไปดวย การจะทำใหบรรลุ เปาหมายดังกลาวนี้ ไมมีใครสามารถทำแทนได ไมวาจะเปนพรหม เทวดา ยักษ หรือมาร นอกจากมนุษยจะทำดวยตนเองเทานั้น ดังนั้น การขจัด ขัดเกลาปจจัยภายในใจของมนุษยนั้น มนุษยตองกระทำดวยตนเอง แมพระสัมมาสัมพุทธเจาก็ทรงเปนเพียงผูบอกทางใหเทานั้น การดำเนิน ตามทางนั้นเปนหนาที่ของผูจะดำเนินตาม๖ ดวยเหตุผลนี้ พระพุทธเจาจึงทรงชี้แนะวิธีการเพื่อบรรลุเปาหมาย ดังกลาวใหครอบคลุม ปองกันและจัดการกับเหตุปจจัยทั้ง ๒ อยางไป พรอมๆ กัน เพื่อใหไดผลทั้งตนเองและผูอื่น หลังจากพระองคทรงไดขอคิด นี้จากอุปมา ๓ ขอ คือ เปรียบเสมือนไมสดที่แชน้ำ (ชีวิตที่ครองเรือน) ไม สามารถนำมาสีใหเกิดไฟได (ไมสามารถทำที่สุดแหงทุกขได) หรือไมสดที่อยู บนบก (ชีวิตที่ไมครองเรือน) ไมสามารถนำมาสีใหเกิดไฟได (เพราะยังมีเหตุ ภายในที่เปนกิเลสตัณหาอยู) ไมที่จะนำสีใหเกิดไฟไดนั้น ตองเปนไมแหง และอยูบนบก ลำพังชีวิตนักบวชที่ไมครองเรือนอยางเดียวหากยังมียาง เหนียวแหงทุกขอยูในใจยอมไมถึงที่สุดแหงทุกขเชนกัน๗ ระบบความคิด แบบพุทธปรัชญาจึงเกิดขึ้นดวยเหตุผลดังกลาว ๖ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ๒๕/๓๐/๕๑. ๗ มัชฌิมนิกาย มูลปณณาสก ๑๒/๔๑๔/๓๑๖-๓๑๗. AW_Bhuddhist#4.indd 4AW_Bhuddhist#4.indd 4 4/23/13 12:43:10 PM4/23/13 12:43:10 PM
  • 5.
    พุทธอภิปรัชญา 5 พุทธปรัชญาจึงเสนอวา สาเหตุที่แทจริงของการเกิดและความทุกข ของมนุษยคือ ตัณหา๘ ดังนั้น การที่มนุษยตองการที่จะไมเกิดอีกตอไป จำตองฝกฝนอบรมตนเพื่อขัดเกลาตัณหา ขจัดใหหมดไปจากจิตใจอยาง สิ้นเชิง เมื่อทำไดเชนนั้น มนุษยจะปราศจากความทุกขเพราะการเกิดและ ความทุกขอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องดวยการเกิดนั้น การคุมกำเนิดจึงไมใชการคุมการเกิดของตนเอง แตเปนการคุมการ เกิดของบุคคลอื่น การคุมการเกิดของตนเอง มนุษยตองทำดวยตนเอง พุทธปรัชญานำเสนอมรรควิธีในการขจัดตัณหาพาใหเกิดนั้นเรียกวา อริย- มรรคมีองค ๘ หากมนุษยไมอยากจะเกิดอีกตอไปดวยเล็งเห็นชัดดวย ปญญาวา การเกิดเปนความทุกข ทั้งของผูทำใหเกิดและของผูเกิดมาเอง จึงควรอยางยิ่งที่จะดำเนินตามแนวทางแหงอริยมรรคมีองค ๘ ดังกลาว ๘ วินัยปฎก มหาวรรค ๔/๑๔/๑๙. AW_Bhuddhist#4.indd 5AW_Bhuddhist#4.indd 5 4/23/13 12:43:10 PM4/23/13 12:43:10 PM
  • 6.
    6 พุทธอภิปรัชญา ๑.๒ ลักษณะเดนของพุทธปรัชญา ลักษณะที่เดนของพุทธปรัชญาคือ การมองชีวิตโลกตามความเปนจริง ไมไดมองดวยความตองการใหมันเปนไปตามที่ประสงค ความเปนจริงที่วา นั้นมีเหตุปจจัยที่โยงใยกันอยูเปนเครือขาย พุทธปรัชญาจึงมุงชี้ใหเห็น ความเปนจริงถึงความมีเหตุปจจัยนั้น และวิธีการจัดการกับเหตุปจจัยเหลานั้น อยางเทาทัน๙ พุทธปรัชญาจะเปนระบบปรัชญาที่เสนอความจริง ความรู และการปฏิบัติเพื่อเขาถึงความจริงนั้นในกระบวนเดียวกัน เปนระบบปรัชญา ที่เสนอเฉพาะความจริงที่มีประโยชนตอการดำเนินชีวิตพรอมวิธีการ ทำความเขาใจและการปฏิบัติไปดวยในตัว พุทธปรัชญามองภาพชีวิตมนุษยตามความเปนจริง ๒ ภาพใหญ คือ (๑) ภาพที่เห็นวาเปนปญหาชีวิต เรียกวา ทุกข (๒) ภาพชีวิตที่เห็นวาเปนสภาวะ ที่ปราศจากปญหาเรียกวา สุข ไมวาจะภาพชีวิตในดานไหน พุทธปรัชญา ไดแสดงเหตุผลแหงความเปนเชนนั้น เพื่อชี้ใหเห็นวา ทุกขหรือสุขก็ตาม ไมได เกิดขึ้นเองโดยไมมีเหตุปจจัยใด ๆ การแสดงเหตุปจจัยแหงความทุกขและ ความสุขนี้ จึงเปนการแสดงถึงระบบการปฏิบัติหรือระบบจริยธรรมเพื่อให บรรลุถึงเปาหมายไวดวย พุทธปรัชญาจึงมีลักษณะเปนปรัชญาชีวิต ที่มุงสรางสรรคภูมิปญญา เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและแกไขปญหาชีวิตของมนุษยใหมากที่สุด โดยเฉพาะอยางยิ่ง พุทธปรัชญาเถรวาท จะเนนเรื่องนี้เปนประการสำคัญ ดังนั้น หากมีประเด็นปญหาที่ไมเกี่ยวกับการแกปญหาชีวิต เมื่อถกเถียง ปญหาใดกันแลว คุณภาพชีวิตไมไดดีขึ้น ปญหานั้น พุทธปรัชญาจะไมให ความสนใจมากนัก มีหลักฐานในคัมภีรที่บงชี้วา พระพุทธองคทรงปฏิเสธ ๙ วินัยปฎก มหาวรรค ๔/๖๘/๗๖. AW_Bhuddhist#4.indd 6AW_Bhuddhist#4.indd 6 4/23/13 12:43:10 PM4/23/13 12:43:10 PM
  • 7.
    พุทธอภิปรัชญา 7 ที่จะตอบปญหาที่ไมชวยแกไขปญหาชีวิตหรือไมชวยใหมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น เชน อัพยากตปญหาที่มุงใหยืนยันแนวคิดแบบสุดขั้ว๑๐ เนื่องจากพุทธปรัชญาเปนปรัชญาตะวันออก จึงมีลักษณะบางประการ ที่แตกตางจากตะวันตก ประการแรก พุทธปรัชญาจะสนใจศึกษาเรื่อง ที่เกี่ยวกับมนุษย โดยเฉพาะแนวทางที่จะทำใหชีวิตมนุษยมีความสุข ปราศจากความทุกข ประการที่ ๒ พุทธปรัชญาไมไดมุงเนนแตเพียงทฤษฎี เทานั้น แตมุงใหนำความรูไปปฏิบัติใหไดผลจริงดวย ซึ่งปรัชญาตะวันตก จะไมเนนใหประพฤติปฏิบัติ แตใหอิสระในการเลือกปฏิบัติ กลาวคือจะนำ ไปใชในชีวิตประจำวันหรือไมก็ได กระนั้นก็ตาม พุทธปรัชญา แมมีเนื้อหา สาระที่บอกวา อะไรดี อะไรไมดี ควรทำอะไร ไมควรทำอะไร แตก็ยังใหอิสระ ในการเลือกปฏิบัติ โดยปลอยเปนหนาที่ของผูฟงหรือสาวกในการตัดสินใจ พระพุทธเจาเปนแตเพียงผูบอกชี้แนะเทานั้น๑๑ ลักษณะหลังนี้ ทำให พระพุทธศาสนามีความเหมือนกับปรัชญาตามแนวคิดทางตะวันตก อยางไรก็ตาม ลักษณะการใหอิสระในการเลือกถือปฏิบัตินี้ ดูเหมือน ในลักษณะที่เดนของปรัชญาทุกระบบ แมวาจะไมมีขอผูกมัดในการนำไป ปฏิบัติก็ตาม แตหากผูศึกษาเกิดความรูตามที่ศึกษาวิเคราะหแลว อาจนำ ไปเปนแนวทางในการดำเนินชีวิตได โดยเฉพาะอยางยิ่ง การถือวามนุษยมี ความรู มีเกณฑการตัดสินอยูประการหนึ่ง คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ใหสอดคลองกับความรูนั้นอยางมีเปาหมายและอยางตั้งใจ ดังนั้น โดยนัยนี้ หากมนุษยมีความรูมากมายหลายสาขา แตมีพฤติกรรมที่ไมสอดคลองกับ ความรูนั้น หรือไมมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทางที่ดีที่พึงประสงคแลว ยังไมนับวาเปนผูที่มีความรูสมบูรณ ถือไดวาเปนเพียงผูมีความรูจำมาก ๑๐ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ๙/๒๙๒/๒๓๒. ๑๑ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ๒๕/๓๐/๕๑. AW_Bhuddhist#4.indd 7AW_Bhuddhist#4.indd 7 4/23/13 12:43:11 PM4/23/13 12:43:11 PM
  • 8.
    8 พุทธอภิปรัชญา เทานั้น เพราะยังไมเปนหนึ่งเดียวกับความรูนั้นขอนี้นาขบคิดมากทีเดียว เพราะมิเชนนั้นแลว โลกจะคาดหวังสันติสุขไมไดจากการมีความรูของมนุษย ปรัชญาตะวันออกสวนมาก มักจะใหความสำคัญตอการมีประโยชน จริง การนำไปใชไดจริง แตไมถึงกับผูกขาด เพราะมีบางสำนักยังคงใหอิสระ ในการเลือกถือปฏิบัติ ดวยตระหนักและใหอิสระแกมนุษยไดเลือกดวย ตนเอง จากประเด็นนี้เองที่ทำใหปรัชญามีความแตกตางจากศาสนา เพราะ ศาสนาสวนมากจะผูกมัดอยูกับการปฏิบัติควบคูกับความเชื่อที่ตองไปดวยกัน การปฏิบัติหรือยอมดำเนินการในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สะทอนใหเห็นถึงความเชื่อ ในสิ่งนั้น การที่มนุษยมีความเชื่อในเรื่องใด มนุษยจะทำพฤติกรรมที่ สอดคลองกับความเชื่อนั้น กลาวอีกนัยหนึ่งวา การที่มนุษยไมประพฤติ ในเรื่องใด แสดงใหเห็นชัดวา มนุษยนั้น ไมมีความเชื่อในเรื่องนั้น เพราะ ความเชื่อจะแสดงออกเปนการยอมรับและปฏิบัติตาม มักจะไดยินผูใหญ พูดกันเสมอวา ใหเชื่อฟง หมายความวา การเชื่อฟงไมไดเปนเพียงการฟง เทานั้น หากตองมีการทำตามดวย ไมใชเปนเพียงรับรูตามที่ไดยินแลว ไมสนใจปฏิบัติ หากเปนเชนนี้ มนุษยมักถูกตำหนิเสมอวาเปนผูไมเชื่อฟง มนุษยจะเกี่ยวพันกับความเชื่อมากกวาความรู เพราะถึงแมจะมีความรู มากมาย แตถาไมมีความเชื่อถือในความรูนั้นวาใชใหเกิดประโยชนไดจริง มนุษยจะไมมีการนำความรูนั้นมาใช คงปลอยใหเปนความรูนอนนิ่งอยูใน ความทรงจำหรืออาจถูกลืมไปแลวก็ได ตรงกันขาม หากมนุษยนำความรู ที่มีอยูออกมาใช นั่นแสดงวา มนุษยไดยอมรับ คือ เชื่อในความรูนั้น โดย นัยนี้ จะเห็นวา ความรูกับความเชื่อมีความสัมพันธกันอยางใกลชิด แตถา มองจากมุมสูง จะเห็นวา ความเชื่อจะมีบทบาทมากกวาความรู เพราะ ความเชื่อมีนัยแหงการยอมรับมาปฏิบัติดวย แมบางทานจะบอกวา ฉัน เรียนรูเพื่อที่จะเชื่อ หรือฉันเชื่อเพื่อที่จะรู ก็ตาม แตทายที่สุด เมื่อเกิด กระบวนการกระทำขึ้น กระบวนการกระทำนั้นเปนบทสรุปของความเชื่อ AW_Bhuddhist#4.indd 8AW_Bhuddhist#4.indd 8 4/23/13 12:43:11 PM4/23/13 12:43:11 PM
  • 9.
    พุทธอภิปรัชญา 9 เปนความเชื่อที่มีความรูและเปนความเชื่อในความรู พุทธปรัชญาจึงใหความสำคัญทั้งแกศรัทธาและปญญา (ความเชื่อ กับความรู)วาจะตองฝกฝน พัฒนาใหมีในอัตราที่เทาเทียมกัน จะรูกอน แลวจึงเชื่อ หรือจะเชื่อกอนแลวจึงรู ไมเปนปญหา แตที่สำคัญ คือ ตอง ปรับทั้งความเชื่อและความรูใหเกิดขึ้นอยางเทาเทียม ไมควรใหโนมเอียงไป ในฝายหนึ่งฝายใด ทั้งในแงการดำเนินชีวิตในสังคมและการปฏิบัติเพื่อ บรรลุเปาหมายบางอยางในชีวิต เพราะมนุษยหากมีศรัทธามากไป หรือมีแต ศรัทธาแตขาดปญญา จะกลายเปนคนงมงายเชื่องาย ไมเปนตัวของตัวเอง หากมีปญญามากไปแตขาดศรัทธา จะกลายเปนคนกาวราว ถือดี ซึ่งมี ปญหาพอ ๆ กัน โดยนัยนี้ พุทธปรัชญาจึงมีทั้งลักษณะเปนศาสนาและ ปรัชญา อันเปนลักษณะประการหนึ่งของปรัชญาตะวันออก ที่สวนใหญ จะไมแยกศาสนาและปรัชญาออกจากกันอยางเด็ดขาด แนวคิดและทฤษฎี นั้นตองควบคูไปกับการปฏิบัติดวย ในความเปนจริง ไมใชเรื่องงายที่จะทำใหความเชื่อกับความรู เทาเทียมกัน และไมงายที่จะปรับใหมีความเสมอกัน ทั้งยังรูไดไมงายนักวา ทั้งสองนั้นเสมอกันแลวหรือยัง ทั้งของตนเองและของผูอื่น ยิ่งของบุคคลอื่น ยิ่งยากที่จะหยั่งรู ปรากฏการณชีวิตของมนุษยปจจุบันจึงมีความเหลื่อมล้ำ ระหวางศรัทธากับปญญาปรากฏใหเห็นอยูเสมอ เมื่อไรก็ตาม ที่มนุษย สามารถปรับศรัทธาและปญญาใหสมดุลกันไดแลว การดำเนินชีวิตของ มนุษยในโลกจะมีความเกี่ยวพันกับศรัทธาและปญญาอยางใกลจริง เพราะ ทั้งสองเปนพลังภายในที่คอยขับเคลื่อนใหเกิดการกระทำกิจกรรมของ มนุษยอยางมีประสิทธิภาพ อยางไรก็ตาม ศรัทธาและปญญาเปนธรรมชาติประการหนึ่งของ มนุษย เปนธรรมชาติที่เปนนามธรรมอยูภายในจิตใจ ซึ่งพุทธปรัชญาเรียกวา เจตสิก หรือ เจตสิกธรรม คือ คุณสมบัติหนึ่งของจิตใจที่เกิด ดับพรอมกับ AW_Bhuddhist#4.indd 9AW_Bhuddhist#4.indd 9 4/23/13 12:43:11 PM4/23/13 12:43:11 PM
  • 10.
    10 พุทธอภิปรัชญา จิต มีที่อยูอันเดียวกันกับจิต๑๒ และมีอารมณสำหรับยึดเหนี่ยวอันเดียวกัน กับจิตเรียกอีกอยางหนึ่งวา สังขารขันธ อันเปนขันธหนึ่งในขันธ ๕ ที่เปน องคประกอบหนึ่งของมนุษย เปนธรรมชาติอยางหนึ่งของมนุษยที่เปนการ ปรุงแตงจิต ในมหาสติปฏฐานสูตร๑๓ มีขอความกลาวถึงธรรมชาตินี้วา จิตในจิต ในแงปฏิบัติเพื่อขัดเกลากิเลส ฝกฝนอบรมตน ผูปฏิบัติตองใสใจ กับจิตในจิตนี้อยางเครงครัด เฝาระวังและกำหนดความคิดตาง ๆ ที่เกิดขึ้น ใหเทากัน พูดโดยภาษาสามัญทั่วไป คือ กำหนดรูเทาทันความคิด (จิต) ของผูคิด (ในจิต) รูเทาทันความคิดในความคิด พุทธปรัชญาเถรวาทจะใหความสำคัญแกศรัทธาและปญญาทั้งสองนี้ อยางมาก หากเราศึกษาคนควาดูในพระไตรปฎก โดยเฉพาะพระสุตตันต- ปฎกจะพบวา ทุกครั้งที่พระพุทธเจาตรัสสอนคำสอนที่ขึ้นตนดวยศรัทธาและ ตอดวยคำสอนอื่น ๆ เชน ความเพียร (วิริยะ) หรืออื่น ๆ ใด เมื่อจบการตรัส สอนในชุดนี้ ทรงลงทายดวยคำสอนเรื่องปญญาเสมอ เชน พละ ๕ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปญญา) อินทรีย ๕ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปญญา) อิทธิบาท ๔ (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) พรหมวิหาร ๔ (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) หมวดธรรมที่ยกเปนตัวอยางนี้ แสดงใหเห็นถึงการให คุณคาของศรัทธาและปญญา และที่สำคัญหมวดธรรมตองดำเนินไปเปนชุด และปฏิบัติใหครบชุด จึงใหผลอยางสมบูรณได ไมใชเนนเฉพาะขอใด ขอหนึ่งในหมวดธรรมนั้น ๆ แสดงใหเห็นวา หลักการเบื้องตนของพุทธ- ปรัชญาถือวา ชีวิตมนุษยจะเขาสูภาวะความสมดุลไดตองมีความเพียบพรอม ทั้งศรัทธาและปญญา การดำเนินชีวิตของผูนั้น ยอมเปนแนวทางที่สงบสุขได ๑๒ อภิธรรมปฎก กถาวัตถุ ๓๗/๑๑๓๖/๔๖๐-๔๖๑. ๑๓ ทีฆนิกาย มหาวรรค ๑๐/๒๘๙/๒๒๒. AW_Bhuddhist#4.indd 10AW_Bhuddhist#4.indd 10 4/23/13 12:43:12 PM4/23/13 12:43:12 PM