อภิปรัชญา
ความจริงของโลก และ มนุษย์
ปรัชญาสาขาที่ว่าด้วย “ความจริง” ของโลก
หรือจักรวาล และ ชีวิตมนุษย์
ความจริงที่ “อภิปรัชญา” แสวงหานี้คือ ความจริง
อันเป็นพื้นฐานที่สุด ที่เรียกว่า (Ultimate Reality)
 อะไรคือเนื้อแท้ของโลก?
 โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร?
 อะไรคือเนื้อแท้ของมนุษย์?
 มนุษย์เป็นอิสระหรือไม่?
อภิปรัชญา
ฉันคือใคร ?
โลกมาจากไหน ?
1. สสารนิยม (Materialism)
2. จิตนิยม (Idealism)
3. ธรรมชาตินิยม (Naturalism)
สสารนิยม (Materialism)
คือทัศนะที่ถือว่าสสารและปรากฏการณ์
ของสสารเท่านั้นที่เป็นจริง
1.1 เนื้อแท้ของโลก คือ “สสาร”
สสารคืออะไร?
สสารคือสิ่งที่อยู่ในระบบของอวกาศ (Space) และ
เวลา (Time) และรู้จักได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 (ตา
หู จมูก ลิ้น กาย)
วิวัฒนาการของสสารนิยม
- ปรัชญาตะวันตก เริ่มต้นที่ “กรีก”
- กรีก ยุคก่อนกาเนิดปรัชญา
สิ่ งที่ มีอิทธิพลต่ อความคิดความเชื่ อของชาว กรีก คือ
คาสอนของ “ศาสนากรีกโบราณ” เทพนิยายของโฮเมอร์
และเฮเสียด
-มีความเชื่อแบบ “พหุเทวนิยม”
-อธิบายการกาเนิดและความเป็นไปของโลกหรือจักรวาลรวมทั้ง
ชีวิตมนุษย์ว่าเป็ นไปตามอานาจดลบันดาลของเทพเจ้ า
จักรวาลจึงมีสภาพไร้ระเบียบกฎเกณฑ์ เรียกสภาพเช่นนี้ว่า
chaos
-ปรัชญากรีกเริ่มต้นจากความอยากรู้อยากเห็นความจริงของ
โลกรอบตัวมนุษย์ นักปรัชญากลุ่มไอโอเนีย
-พวกเขาเริ่มด้วยคาถามว่า โลกเกิดจากอะไร? อะไรคือปฐมธาตุ
(First Element) หรือสสารดั้งเดิมสุดที่เป็ นวัตถุดิบซึ่งก่อให้เกิด
โลก?
ทาเลส (Thales) บิดาของปรัชญาตะวันตก
“น้า” คือ ปฐมธาตุของโลก
อแนกซิเมเนส (Anaximenes)
“อากาศ” ปฐมธาตุของโลก
อแนกซิแมนเดอร์ (Aaximander)
“อนันต์” หรือสารบริสุทธิ์ คือปฐมธาตุของโลก
- เชื่อว่าโลกมีระเบียบกฎเกณฑ์เรียกสภาพเช่นนี้ว่า
cosmos และกฎเกณฑ์ที่ว่านี้ก็เป็นระบบของสสาร
- ต่อมา เอ็มพิโดคลิส (Empedocles) เสนอว่าปฐมธาตุมิได้
มีเพียงอย่างเดียว หากแต่มี 4 อย่าง คือ ดิน น้า ลม ไฟ
- ทฤษฎีอะตอมของ เดโมคริตุส (Democritus)
“อะตอม” คือ สสารอันเป็นหน่วยย่อยที่สุดไม่
สามารถแบ่งแยกลงไปได้อีก มีจานวนเป็นอนันต์และ
ปราศจากคุณสมบัติใดๆ จะมีก็แต่รูปร่างและน้าหนัก
เท่านั้น
สรุปแนวคิดทั่วๆ ไปของสสารนิยม
1. เป็นเอกนิยม (Monism)
2. ยอมรับทฤษฎีหน่วยย่อย(atomistic theory)
3. ยอมรับแนวคิดเรื่อง “การทอนลง”
(Reductionism)
4. ถือว่าคุณค่าต่างๆ เป็นสิ่งสมมติ
5. เห็นว่าจักรวาลอยู่ในระบบจักรกล
•นอกจากสสารแล้วยังมีสิ่งอื่นอีก
หรือไม่ ?
•สสารเท่านั้นหรือที่เป็นจริง ?
1.2 “โลก” เปลี่ยนแปลงไปแบบ
“จักรกลนิยม”
จักรกลนิยม (Mechanism) คือทัศนะที่ถือว่า.........
ปรากฏการณ์ธรรมชาติทั้งปวง(โลก)รวมทั้งปรากฏการณ์
และพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิต เป็นไปแบบ เครื่องจักรกล
ซึ่งภาวการณ์เช่นนี้สามารถอธิบายได้โดยกฎทางกายภาพ
เป็นไปอย่างไร้เจตจานงและจุดหมาย
ลักษณะการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงแบบจักรกล
 * การเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสิ่งใด
สิ่งหนึ่งเกิดจากการผลักดันจากภายนอกโดยสิ้นเชิง
 * มีความเป็นระเบียบของจักรวาล...สรรพสิ่ง
เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัว
 * ทุกสิ่งดาเนินไปหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่าง
ไร้จุดหมาย ปัจจุบันเป็นผลจากอดีต
 - ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในจักรวาลไม่ได้
ก่อให้เกิดสิ่งใหม่ ทุกอย่างแตกต่างกันโดยปริมาณ ละ
อธิบายได้ด้วยสูตรคณิตศาสตร์
 - เราสามารถคาดหมายปรากฏการณ์ที่จะเกิดใน
อนาคตได้
“โลก หรือ จักรวาลคือ เครื่องจักรโรงใหญ่….ชิ้นส่วนต่างๆ
ของเครื่องนั้น เคลื่อนไหว ดาเนินไปอย่างมีระเบียบ ทุก
สิ่งต้องเป็นไปอย่างที่มันจะต้องเป็น ไม่มีความบังเอิญ”
1.3 อะไรคือเนื้อแท้ของมนุษย์? ….
****มนุษย์ คือ เครื่องจักรหรือหุ่นยนต์
 คือ ทัศนะที่ถือว่า ธรรมชาติ
แท้จริงของมนุษย์นั้นมีเพียง
สสารหรือร่างกาย และหากจะ
มีสิ่งที่เรียกว่า “วิญญาณ” หรือ
“จิต” มันก็เป็นเพียงสสารที่
ละเอียดอ่อนเท่านั้น..นอกจาก
สสารแล้วไม่มีความจริงอื่นใดใน
ตัวมนุษย์
@ โทมัส ฮอบส์
(Thomas Hobbes : 1588-1679)
• ....เขาคิดว่า ในจักรวาลของ
เรานี้ ไม่มีความจริงอื่นใด
นอกเหนือจากวัตถุ ทุกสิ่งทุก
อย่าง รวมทั้งสิ่งมีชีวิต
ทั้งหลาย ทอนลงในที่สุดได้
เป็นสสารกับพลังงาน มนุษย์
ก็เปรียบเสมือนหุ่นยนต์ซึ่ง
เคลื่อนไหวได้
- มนุษย์ไม่ได้ต่างจากสิ่งอื่นๆ โดยคุณภาพ
แต่จะแตกต่างที่ปริมาณ
- พฤติกรรมที่มนุษย์แสดงออกเกิดจากการปรับสภาพไปตาม
สิ่งแวดล้อม ไม่ได้มี “จิต” มาบังคับบัญชาแต่อย่างใด
(พฤติกรรมนิยม)
- พฤติกรรมมนุษย์ที่แสดงออกมีลักษณะเป็นจังหวะหรือกลไก
-การคิดของมนุษย์ไม่ต่างจากการทางานของ
คอมพิวเตอร์
มนุษย์ คือ หุ่นยนต์ จริงหรือ ?
คุณมีอิสระที่จะเลือก
วิถีชีวิตของตนหรือไม่?
1.4 มนุษย์เป็นอิสระหรือไม่? :
เหตุวิสัย (Determinism) : มนุษย์ไม่เคยเป็น
ตัวของตัวเอง หรือเป็นอิสระ
ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นโดย
ปราศจากสาเหตุ สาเหตุ
อย่างใดอย่างหนึ่งในอดีตย่อม
กาหนดสภาพในเวลาต่อมา
อย่างแน่นอน ว่าต้องเป็น
อย่างนั้น อย่าง ไม่มีทาง
หลีกเลี่ยง
- ไม่มีอะไรในจักรวาลที่มีอิสรภาพ ทุกสิ่งทุกอย่าง
รวมทั้งมนุษย์และพฤติกรรมของมนุษย์ ดาเนินไป เพราะ
ถูกกาหนดโดยสิ่งอื่น ภาวะปัจจุบันเป็ นผลอันหลีกเลี่ยง
ไม่ได้ของสภาพก่อนหน้านั้น
- เหตุวิสัยหรือนิยัตินิยม(Determinism) คือ ทัศนะ
ที่ถือว่า เจตจานงของมนุษย์ไม่เป็ นไปโดยอิสระ แต่
จะถูกกาหนดด้วยสภาพการณ์ หรือสาเหตุ อะไรบางอย่าง
- พฤติกรรมการตัดสินใจเลือกกระทาสิ่งต่างๆ
ของมนุษย์มี สาเหตุ มาจาก อุปนิสัย ที่เขายึดถือ
- อุปนิสัย (รสนิยม,ค่านิยม) ของแต่ละคนจะเป็นอย่างไร
นั้นย่อมได้รับอิทธิพลจาก กรรมพันธุ์ และ สิ่งแวดล้อม
- ทุกสิ่งที่แต่ละบุคคลคิด พูด กระทาอยู่ในปัจจุบันล้วนแต่
เป็นผลอันสะท้อนของอุปนิสัยที่ถูกหล่อหลอมมา
- การกระทาทุกอย่างสืบสาวให้ดีจะพบว่าต้องมี สาเหตุ
อะไรบางอย่างมาผลักดัน ดังนั้นแล้ว ความรู้สึกว่าเรามีอิสระใน
การเลือกนั้นจึงเป็นแต่เพียงมายาภาพ
***ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มีส่วนสนับสนุนลัทธิเหตุวิสัย
ชาวเหตุวิสัย ถือว่า มนุษย์มิได้มีบทบาทในความ
เป็นบุคคลของตัวเขาเอง
เขาเป็ นเพียงที่รวมของปัจจัยทั้งหลาย...เป็ น
เพียงผลิตผลของกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม.....ดังนั้น
คนเราจึงไม่ควรรับผิดชอบในสิ่งที่เขาทาลงไป
2. จิตนิยม (Idealism)
คือ ทัศนะที่ถือว่านอกจาก
สสารวัตถุหรือสิ่งที่เป็น
รูปธรรม ทั้งหมดแล้ว
ยังมี “สิ่งที่มีอยู่จริง” อีก
อย่างหนึ่งซึ่งมีลักษณะเป็น
“อสสาร” (immaterial) คือ ไม่
สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาท
สัมผัสทั้งห้า แต่ “ปัญญา”
ของจิต เท่านั้นที่เข้าถึงได้
•จิตวิญญาณ
มีจริงหรือไม่ ?
•ทาไมคุณถึงคิดเช่นนั้น ?
2.1 จิตเป็นเนื้อแท้ของโลก
ทฤษฎีแบบ(Form)ของเพลโต
• เพลโตเชื่อว่าความจริงหรือเนื้อ
แท้ของจักรวาลมี 2 อย่าง คือ
สสาร และ อสสาร
• “สสารแต่เดิม” ปราศจาก
คุณสมบัติ เมื่อแบบ ประทับบน
สสาร สสารนั้นๆ ก็ปรากฏเป็น
คุณลักษณะขึ้น เรียกสสารที่มี
คุณลักษณะนั้นว่า “สิ่งเฉพาะ”
“แบบ” หมายถึงลักษณะกลางๆ ที่สิ่งเฉพาะซึ่งอยู่
ในประเภทเดียวกันมีอยู่ร่วมกัน เช่น ความเป็นคนที่
แต่ละคนมีอยู่ร่วมกัน (เป็น สิ่งสากลที่มีอยู่จริง
แบบปรนัย)
**ลักษณะของ “แบบ”
 1. แบบเป็น อสสาร
 2.แบบไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์คิดขึ้น แต่มีอยู่อย่างนิรันดร
 3.แบบเป็นหลักของความมีอยู่ของสิ่งต่างๆ
4. แบบเป็นหลักแห่งความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ
5. แบบมีฐานะลดหลั่นกัน แต่ “แบบของความดี”
มีฐานะสูงสุด ที่อยู่ของแบบ คือ โลกของแบบ
ความสัมพันธ์ระหว่างแบบกับสสาร คือ สิ่ง
เฉพาะหรือสสาร ได้ มีส่วนร่วมกับแบบ หรือเป็นสิ่ง
จาลองของแบบ โดยพระเจ้าเป็นผู้นาแบบไปประทับ
บนสสาร ทาให้สสารนั้นกลายเป็นสิ่งเฉพาะและมีเอก
ลักษณะเฉพาะตัว
***เพลโตสร้างทฤษฎี 2 โลก ขึ้น ได้แก่
โลกแห่งผัสสะ กับโลกแห่งแบบ...โลกแห่ง
ผัสสะเป็นเพียงภาพสะท้อนความเป็นจริงจาก
โลกแห่งแบบ...โลกแห่งผัสสะ คือรอยประทับ
ของแบบที่ปรากฏบนสสาร
- ประสาทสัมผัสรับรู้สิ่งเฉพาะ / เหตุผล
รู้จักแบบหรือสิ่งสากล
THEORY OF FORM
Allegory of the Cave --- Plato
1.เนื้อแท้ของโลกนอกจากสสารยังมี อสสาร
2.เนื้อแท้ของโลกส่วน อสสาร จะมีอยู่อย่างนิรันดรไม่
เปลี่ยนแปลง
3.หน่วยความเป็นจริงที่เป็น อสสารนี้เป็นหลักสาคัญที่ทาให้
โลกของวัตถุมีระเบียบกฎเกณฑ์
4.ค่า (Value) ต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกของวัตถุมีต้นตออยู่ที่
อสสาร ด้วย เช่น ความดี ความงาม ฯลฯ
2.2 โลกเปลี่ยนแปลงไปแบบ
“อันตนิยม” ( Teteology )
คือ ทัศนะที่ถือว่าการเปลี่ยนแปลง
ของสิ่งทั้งปวง (โลกหรือจักรวาล) มี จุดหมาย
ปลายทาง ที่แน่นอน และจุดหมายปลายทางนี้
ก็เป็นตัวกาหนดความเป็นไปของสิ่งต่างๆ
ทัศนะแบบ “อันตนิยม” ของอริสโตเติล
• -ภาวะแฝง (potentiality) คือ ศักยภาพบางอย่างที่
แฝงอยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นตัวกาหนดวิถีทาง
การเปลี่ยนแปลงของสิ่งนั้นๆ
• -ภาวะจริง (actuality) คือ ภาวะที่ปรากฏเป็น
จริงขึ้นมาจากศักยภาพหรือภาวะแฝงที่มีอยู่ในสิ่ง
ใดสิ่งหนึ่ง
• -การเปลี่ยนแปลงของสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็คือการที่ภาวะ
แฝงของสิ่งนั้นได้กลายเป็นภาวะจริง
• -ภาวะแฝงหรือแนวโน้มธรรมชาติของสิ่งใดๆ ก็คือ
“จุดหมายปลายทาง” ของการเปลี่ยนแปลงของสิ่งนั้นๆ
ปฐมกร (First Mover)
• คือต้นกาเนิดแห่งความเปลี่ยนแปลงของสิ่งทั้งหลาย
เป็นสิ่งแรกที่ทาให้สิ่งอื่นเปลี่ยนแปลงแต่ตัวมันเองไม่
เปลี่ยนแปลง
• สสารจะเป็นอะไรนั้น ขึ้นอยู่กับแบบที่ประทับลงไป
• การที่สสารมีความพร้อมที่จะกลายเป็นอะไรก็ได้ เรียกว่า สสารมี
ศักยภาพ หรือ ภาวะแฝง (Potentiality) สิ่งที่จากัดให้สสารเป็นสิ่ง
นั้น สิ่งนี้ คือ แบบ >> ดังนั้น “แบบ” คือ “ภาวะจริง” (Actuality)
ของสิ่งทั้งหลาย
• สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลง โดยที่ภาวะจริงเข้าแทนที่ภาวะแฝงในสิ่ง
เฉพาะนั้นๆ >> สสารคอยรองรับแบบต่างๆ ที่เวียนกันมาประทับ
เป็นคุณสมบัติของสิ่งเฉพาะ
2.3 มนุษย์ คือ จิตวิญญาณ
ทัศนะที่ถือว่านอกจาก มนุษย์ จะมี
ร่างกายซึ่งเป็นสสารวัตถุแล้ว มนุษย์ ยังต้องมีอีก
สิ่งหนึ่งที่มิใช่สสารวัตถุ (อสสาร) คอยทาหน้าที่
บังคับบัญชาร่างกาย เราเรียกสิ่งนี้ว่า “จิต” (Mind)
หรือ “วิญญาณ” (Soul)
แก่นสาร หรือ คุณค่าของ
ความเป็นมนุษย์อยู่ที่ไหน ?
อะไร คือ ความหมายของ
การมีชีวิตอยู่ที่แท้จริง ?
ทาไมมนุษย์จึงต้องมี จิต หรือ วิญญาณ
 - มนุษย์สามารถ ริเริ่ม ได้
 - มนุษย์สามารถ เรียนรู้ ได้
 - มนุษย์สามารถมีความรู้สึกขัดแย้ง ได้
ปัญหาของ จิตนิยม
 1. ความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิต
 2. ความเป็นอิสระของจิต
ทัศนะเรื่องกายกับจิตของเพลโต
จิตมนุษย์มี 3 ภาค คือ
• 1. ภาคตัณหา
• 2. ภาคน้าใจ
• 3. ภาคปัญญา
2.4 มนุษย์เป็นอิสระ
หรือ เป็นนายตัวเอง : อิสรวิสัย
คือ ทัศนะที่ถือว่ามนุษย์มีเจตจานงเสรี
มนุษย์จึงมีอิสระเป็นตัวของตัวเองที่จะรู้สึก นึก
คิด หรือ ทาสิ่งใดๆ
**มนุษย์มีการตัดสินใจเลือกการกระทาของ
ตัวเองอย่างเป็นอิสระ มิได้ถูกกาหนดโดย
สิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด
เราเกิดมาทาไม ?
จะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?
เหตุผลสนับสนุนทัศนะแบบ อิสรวิสัย
- ประสบการณ์บอกเราว่าเป็นอิสระ มนุษย์มี
ความชั่งใจ และมีสิทธิที่จะเลือกและทาตามสิ่งที่
เลือกได้
 - ถ้าลัทธิเหตุวิสัยเป็นจริง ศิลปะ ความคิด
สร้างสรรค์ วิชาความรู้ของมนุษย์ก็จะไม่มี
 - ถ้ามนุษย์ไม่เป็นอิสระ การสรรเสริญและ
การประณามก็จะไร้ความหมาย
- ถ้าลัทธิเหตุวิสัยเป็นจริง สานึกผิดชอบชั่วดี
ของมนุษย์ก็ไร้ความหมาย
- อิมมานูเอล ค้านท์
(Kant, Immanuel)
มนุษย์ เป็นสัตว์ 2 โลก
 โลกแห่งเหตุวิสัย
 โลกแห่งอิสรภาพ (โลกแห่ง
เหตุผลและปัญญา)
ประสบการณ์ทางศีลธรรม หรือ
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี จะเกิดขึ้น
ไม่ได้ ถ้ามนุษย์ไม่เป็นอิสระ
ธรรมชาตินิยม
( Naturalism )
•3.1 เนื้อแท้ของโลก คือ สิ่งธรรมชาติ
• ธรรมชาตินิยม คือ ทัศนะที่ถือว่าจักรวาลหรือโลกที่
ประกอบไปด้วย “สิ่งธรรมชาติ” (natural object)
เท่านั้นที่เป็นจริง สิ่งอื่นที่มิใช่ สิ่งธรรมชาติหรือ
ปรากฏการณ์ของสิ่งธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริง
สิ่งธรรมชาติ คืออะไร ?
- เป็นสิ่งดารงอยู่ในระบบของอวกาศ-เวลา
- เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและดับลงโดยสาเหตุและ
สาเหตุนั้นก็เป็นสิ่งธรรมชาติด้วย
- ธรรมชาตินิยมปฏิเสธทฤษฎีการทอนลง
(Reductionism) เป็น พหุนิยม (pluralism) เห็นว่า
ในกระบวนการวิวัฒนาของจักรวาล ได้มีสิ่งใหม่ ๆ
เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่นี้ มีคุณสมบัติใหม่ มี
คุณภาพใหม่ ซึ่งไม่สามารถทอนลงได้เป็นอะตอม
และการเคลื่อนไหวของอะตอม
- ธรรมชาตินิยม ถือว่า ถ้าเราต้องการความรู้
ที่แท้จริง เราต้องอาศัยวิทยาศาสตร์ แต่กระนั้น
วิทยาศาสตร์ก็อธิบายไม่ได้ทุกอย่าง
3.2 โลกเปลี่ยนแปลงไปแบบ
“นวนิยม” : โลกก้าวไปสู่สิ่งใหม่
คือ ทัศนะที่ถือว่าการเปลี่ยนแปลง
ของสิ่งต่างๆ (โลก) นั้นเป็นไปแบบวิวัฒนาการ
มีการก้าวกระโดดไปสู่สิ่งใหม่ หรือ ให้กาเนิด
แก่สิ่งที่มีคุณภาพใหม่
- ธรรมชาติเป็นกระบวนการของการสร้างสรรค์
มีการเจริญเติบโต ขยายไปสู่ประเภทใหม่ เผ่าพันธุ์
ใหม่ ระดับใหม่ คุณภาพใหม่อยู่ตลอดเวลาอย่างไม่
หยุดยั้ง
- สิ่งต่างๆ ในจักรวาลมีระดับขั้นจากต่าไปสูง
- “ใหม่”คืออะไร?......-“ใหม่” หมายความว่าทอน
ลงเป็นปริมาณไม่ได้ เกิดคุณภาพใหม่ และเป็นสิ่งที่
เราคาดหมายมาก่อนไม่ได้
3.3 ธรรมชาตินิยม : มนุษย์คือตัวเอง
คือทัศนะที่ถือว่าปรากฏการณ์ของ
“จิต” หรือ “วิญญาณ” นี้เป็ นคุณสมบัติใหม่
(สิ่งใหม่)ที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของ
สารเคมี(สสาร)ทั้งหลายในรูปแบบหนึ่งซึ่ง
เป็นผลิตผลของวิวัฒนาการอันยาวนานของ
มนุษย์
-ถึงแม้มนุษย์จะประกอบด้วยอะตอม
และการเคลื่อนไหวของอะตอม แต่
มนุษย์ก็มีคุณสมบัติบางอย่างที่เป็ นของ
ตนเองโดยเฉพาะไม่สามารถทอนลงเป็น
ปริมาณได้
-คุณสมบัติใหม่ ของมนุษย์ เช่น ความรู้สึก
การเรียนรู้ได้ ความสานึกทางศีลธรรม
ประสบการณ์ทางสุนทรียะ ความสานึกใน
ตนเอง ฯลฯ ไม่มีในสิ่งอื่น เหตุเพราะสิ่งเหล่านี้
มีวิวัฒนาการต่ากว่ามนุษย์
-“จิต” ไม่ใช่สิ่งที่แท้จริงอีกอย่างหนึ่งในตัว
มนุษย์
3.4 มนุษย์เป็นอิสระในระดับหนึ่ง
คือ บางครั้งมนุษย์ก็เป็นตัวของตัวเอง มีการ
ตัดสินใจเลือกอย่างเสรี แต่ก็มีหลายครั้งที่การ
กระทาของเราถูกกาหนดด้วยปัจจัยบางอย่าง
****ดังนั้น การกระทาของมนุษย์จึงมีทั้งที่เป็น
อิสระ และไม่เป็นอิสระ
1.กลุ่มที่เห็นว่าแม้การกระทาของมนุษย์
จะมีสาเหตุและอาจทานายได้ ก็ไม่ได้
หมายความว่าเราไม่เป็นอิสระ
ดังนั้นการกระทาที่เป็นอิสระจึงหมายถึง
การกระทาที่ไม่ ถูกบังคับเท่านั้น มิได้
หมายความว่าจะต้องไม่มีสาเหตุด้วย
2.กลุ่มที่เชื่อว่าในทฤษฎีวิวัฒนาการแบบก้าวกระโดด
มนุษย์จึงมีฐานะพิเศษกว่าสัตว์และสิ่งไร้ชีวิตตรงที่มีอิสระใน
ขอบเขตอันหนึ่ง
**มนุษย์สามารถทากิจกรรมที่สิ่งอื่นทาไม่ได้หลาย
อย่าง เช่น การคิด การตัดสินใจ การริเริ่มสร้างสรรค์
**การกระทาของมนุษย์ถูกกาหนดด้วยอิทธิพล
ต่างๆ ก็จริง แต่ขณะเดียวกัน มนุษย์ก็มีความสามารถในการ
ตัดสินใจเลือก ทาให้เขาหลุดพ้นจากอิทธิพลบางอย่างได้ใน
ระดับหนึ่ง
จบบริบูรณ์
ดาวน์โหลดไฟล์นี้ได้ที่
www.philosophychicchic.com
สนุกกับการเรียนรู้ปรัชญาและศาสนาแบบชิคๆ เคียงคู่รอยยิ้ม

อภิปรัชญา ความจริงของโลก และ มนุษย์