SlideShare a Scribd company logo
¶ÒÁãËŒ¤Ô´...ÊСԴã¨

à¢Õ¹â´Â : Í.ªÒÃÕ¿ ǧȏàʧÕèÂÁ
Í͡Ẻ»¡ : ÍÑ««ÒºÔ¡Ù¹ ÊÒ¤ÙÃÍ«Ò¹
¾ÔÊÙ¨¹ÍÑ¡Éà : «Í¿‚¹ÐÎÚ ºÔ¹µÔ ¡Íà«çÁ
¾ÔÁ¾¤ÃÑ駷Õè 2 : ¾ÄÉÀÒ¤Á 2555
Êӹѡ¾ÔÁ¾ : «ÒºÔ¡Ù¹ 42/2 Á.2 µ.ÊÐ൧¹Í¡ Í.àÁ×ͧ ¨.ÂÐÅÒ 96130
âç¾ÔÁ¾ : ºÃÔÉÑ· ¹ÑµÇÔ´Ò ¡ÒþÔÁ¾ ¨Ó¡Ñ´
ÊÑ觫×éÍ˹ѧÊ×Íä´Œ·Õè : www.sunnahtrade.com ¤Ø³ÍÔºÃÍÎÔÁ ÊÒàËÁÒ â·Ã : 085-365-0015
àÇçºä«µ¡ÅØ‹ÁÍÑ««ÒºÔ¡Ù¹ : www.ÍÔÊÅÒÁ.net
ÊÙ਌ÒÁÔä´Œã¤Ã‹¤ÃÇÞ´ÙºŒÒ§ËÃ×Í ?
1


จะพิสูจน์ ได้ อย่ างไรถึงพระผู้สร้ างทีแท้ จริง
                                       ่
ถามให้ คด...สะกิดใจ
            ิ
สู เจ้ ามิได้ ใคร่ ครวญดูบ้างหรือ ?

           อ. ชะรี ฟ วงศ์เสงี่ยม

          บทความต่อไปนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อที่จะเตือนสติผที่             ู้
ยังปฏิ เสธหรื อยังไม่แน่ ใจถึงการมี อยู่ของพระผูสร้ างที่        ้
แท้จริ ง หรื อเราจะเรี ยกว่าพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งก็ได้ โดย
มี ค วามหวัง ว่ า พี่ น้อ งมุ ส ลิ ม ท่ า นใดที่ มี เ พื่ อ นเป็ นชาว
ต่างศาสนิ ก บทความนี้ อาจจะเป็ นประโยชน์แก่เขาได้
โดยขอให้นาบทความนี้ ไปใช้ประโยชน์ให้มากที่สุดเพื่อ
               ํ
เป็ นก้าวแรกในการสะกิ ดจิตสํานึ กเบื้องลึกของเขาผูน้ ัน              ้
อิสลามสอนเอาไว้ว่า มนุ ษย์ทุกคนเกิดขึ้นมาโดยมีความ
เชื่ อ ในพระผู ้เ ป็ นเจ้ า ที่ แ ท้จ ริ งอยู่ ต้ ัง แต่ เ กิ ด แล้ว แต่
เนื่ องมาจากสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเขาทําให้
เขาผูน้ ัน มี ความคิ ดความเชื่ อที่ เ ปลี่ ยนแปลงไปจากเดิ ม
        ้
เช่ น กลายเป็ นผูที่ปฏิเสธพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งไป และ
                   ้
บางรายปากก็กล่าวว่า ไม่เชื่อในพระเจ้าหรื อพระผูสร้างที่            ้
แท้จ ริ ง แต่ ใ นขณะเดี ย วกัน ก็ ก ราบไหว้บู ช าสิ่ ง ต่ า ง ๆ
2


สารพัด ไม่ว่าจะเป็ นผีสางนางไม้ รู ปปั้ นต่าง ๆ หรื อไม่ก็
ต้นไม้ ทั้งนี้อย่างที่บอกไปแล้วว่า มนุษย์เกิดขึ้นมาโดยถูก
ฝังความเชื่ อในพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งมาในตัวแล้ว ด้วย
เหตุ น้ ี มนุ ษ ย์ที่ ห ลอกตัว เองก็ เ ลยปฏิ เ สธ พระผูเ้ ป็ นเจ้า
หรื อพระผูสร้างที่แท้จริ ง และหันไปเคารพบูชาพระเจ้าที่
               ้
จอมปลอมทั้ง หลาย ซึ่ งภาษาอาหรั บ ใช้ค ํา ว่ า ตอฆู ต
ถึ งแม้ว่า เขาผูน้ ัน จะไม่ เ รี ย กสิ่ งนั้น ว่า พระเจ้า ก็ตาม แต่
                   ้
หลี กเลี่ ยงไปเรี ยกชื่ ออื่ นเพื่อปลอบใจตัว เองและหลอก
ตัวเอง แต่ในจิตสํานึ กลึก ๆ แล้วเขาก็ไม่อาจที่จะหลอก
ตัวเองได้ เมื่อพูดถึงเรื่ องที่ว่า มนุ ษย์เกิ ดขึ้นมาพร้อมกับ
ความเชื่อในพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ ง ก็ทาให้นึกถึงคํากล่าว
                                                    ํ
ที่ ว่า ถ้าคุ ณ นํา เด็ก กลุ่ มหนึ่ ง ที่ เ กิ ด มาใหม่ ไ ปเลี้ ย งไว้ใ น
สถานที่ ๆ จัด เตรี ยมไว้โ ดยเฉพาะ โดยไม่ ใ ห้ ไ ด้รั บ
อิทธิ พลจากสิ่ งแวดล้อมใด ๆ ทั้งสิ้ น ไม่ว่าจะเป็ นศาสนา
หรื อ วัฒ นธรรมใด ๆ และไม่ ใ ห้ เ ด็ ก กลุ่ ม นั้น เห็ น หรื อ
พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผูใดทั้งสิ้ น เมื่อถึงเวลา
                                                 ้
ก็เอาข้าวเอานํ้าไปให้ เมื่อเด็กกลุ่มนั้นเติบโตมา ก็ให้เรา
เข้า ไปเรี ย นรู ้ ห ลัก ความเชื่ อ ของเด็ก กลุ่ ม นั้น ดู ว่ า เขามี
ความเชื่ อ อย่างไร แน่ นอนที่ สุดสิ่ งที่ เราจะพบก็คือ เด็ก
กลุ่มนั้นจะเติ บโตขึ้นมาในสภาพที่ เชื่ อในการมี อยู่ของ
3


พระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งเพียงองค์เดียว โดยไม่ตองมีใครไป
                                                      ้
สั่งสอน หรื อบอกกล่าวแก่พวกเขาเลย เพียงแต่ว่าเขาจะ
                                    ้ ่
เรี ยกพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งผูน้ ีวาชื่ออะไรเท่านั้นเอง แต่ที่
สําคัญก็คือ เด็กกลุ่มนั้นจะเติบโตขึ้นมาโดยเชื่ อถึงการมี
อยู่ของพระผูสร้ าง หรื อพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่ แท้จริ ง โดยไม่
                   ้
ต้องมีใครไปสังสอนบอกกล่าว
                     ่
            มนุ ษย์เติบโตมาพร้อมด้วยสติปัญญาและเหตุผล
ที่ จ ะเป็ นเครื่ อ งช่ ว ยตัด สิ น ในกิ จ การงานต่ า ง ๆ ทั้ง ที่ มี
ความสําคัญและไม่สําคัญ มนุ ษย์มีความแตกต่างไปจาก
สัตว์ตรงที่มนุ ษย์รู้จกใช้สติปัญญาและเหตุผล ตั้งแต่ตื่น
                           ั
นอนขึ้ น มาจนถึ ง เข้า นอนอี ก ครั้ งหนึ่ ง มนุ ษ ย์เ ราจะใช้
               ่
ความคิดอยูตลอดเวลา ไม่คิดเรื่ องโน้นก็เรื่ องนี้ แม้เมื่อเรา
หยุดพักจากการทํางานหนักที่เหน็ดเหนื่ อยแล้วก็ตาม แต่
กระนั้น ความคิ ด ของเราก็ไ ม่ รู้สึ ก เหน็ ด เหนื่ อยที่ จะคิ ด
หยุดพักบ้าง แต่มนก็ยงคงคิดไปต่าง ๆ นา ๆ เรื่ องใดเรื่ อง
                       ั ั
หนึ่ ง เมื่ อ บอกว่า มนุ ษ ย์แ ตกต่ า งไปจากสั ตว์ คุ ณ รู ้ ไ หม
ครับว่า เมื่อหนึ่ งพันปี หรื อหนึ่ งหมื่นปี ที่แล้ว นกอาศัยอยู่
                                         ่
ที่ไหนกัน ? คุณก็จะตอบว่า อยูในรังหรื อบนต้นไม้ และ
ในปั จจุบนนี้ ล่ะครับ นกที่ว่านี้ อาศัยอยูที่ไหน ? คําตอบก็
             ั                                 ่
คือ ที่รังหรื อบนต้นไม้เหมือนเดิม และคุณรู ้ไหมครับว่า
4


เมื่อหนึ่งพันปี หรื อหนึ่งหมื่นปี ที่แล้วมนุษย์อาศัยอยูที่ไหน ่
กัน ? คําตอบคือ อยู่ในที่อยู่อาศัยที่ยงไม่เจริ ญ และใน
                                                    ั
ปั จจุบนนี้ มนุ ษย์อาศัยอยู่ที่ไหนกัน ? คําตอบคือ อยู่ใน
          ั
บ้านหรื ออาคารที่ถูกออกแบบมาอย่างสวยงาม คงตอบ
และคิดอะไรบางอย่างได้น่ะครับว่า มนุษย์เรามีการพัฒนา
ทางความคิด สติปัญญา ย้อนกลับไปที่เรื่ องความคิดของ
มนุ ษย์ มนุ ษย์ผูที่มีความคิดอยู่ตลอดเวลาคิดสิ่ งนั้นสิ่ งนี้
                     ้
เคยที่ จ ะได้คิ ด อย่า งไม่ ห ลอกตัว เองบ้า งไหมว่า มนุ ษ ย์
ทั้งหลายร่ วมทั้งตัวเขาเองเกิดขึ้นมาบนโลกนี้ ได้อย่างไร
และเกิ ด ขึ้ น มาเพื่ อ อะไร ตายแล้ว จะไปไหน ใครเป็ น
                                               ่
ผูสร้างเขามา รวมทั้งสรรพสิ่ งที่อยูรอบ ๆ ตัวเขาที่เขาเห็น
  ้
มันอยูทุกวันจนเคยชิน เช่น โลกที่เขาอาศัยอยู่ สรรพสัตว์
        ่
ทั้ง หลาย ร่ ว มทั้ง จัก รวาลอัน กว้า งใหญ่ ไ พศาลอัน หา
ขอบเขตมิได้ และที่สาคัญที่สุดนันคือ ตัวของเขาเอง ใคร
                               ํ             ่
กัน เล่ า ที่ ไ ด้ส ร้ า งสิ่ ง เหล่ า นี้ รวมทั้ง ตัว ของเขาขึ้ นมา
อิสลามได้สอนให้มนุ ษย์ได้ใช้สติปัญญาและเหตุผลที่มี
อยู่กบเขาอย่างไม่หลอกตัวเอง โดยสอนให้มนุ ษย์ได้คิด
      ั
และใคร่ ค รวญถึ ง สิ่ ง ต่ า ง ๆ เหล่ า นี้ และพยายามที่ จ ะ
แสวงหาคําตอบจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ในคัมภีร์อลกุรอาน        ั
5


ซึ่งมีโองการสั้น ๆ โองการหนึ่ งได้ถามเราเอาไว้ให้ได้คิด
ใคร่ ครวญว่า :

“พวกเจ้ าเห็นสิ่ งที่พวกเจ้ าหลั่งออกมา (อสุ จิ) แล้ วมิใช่
หรือ ? พวกเจ้ าสร้ างมันขึนมา หรือว่ าเราเป็ นผู้สร้ าง”
                          ้
[ความหมายคัมภีร์อัลกุรอาน บทที่ 56 โองการที่ 58-59]

            ท่านเคยเห็นนํ้าอสุ จิที่ท่านหลังออกมาไหมครับ ?
                                           ่
ถามว่าในปั จจุบนนี้ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมีความ
                   ั
เจริ ญก้าวหน้าเป็ นอย่างมาก แต่ถามว่ามีนักวิทยาศาสตร์
คนไหนบ้า งไหมที่ ส ามารถออกมาประกาศว่ า ตนเอง
สามารถที่จะสร้างหรื อผลิตนาอสุ จิของมนุษย์ข้ ึนมาเองได้
                                 ้
…มีไหมครับ ? มีนกวิทยาศาสตร์คนไหนบ้างไหมครับที่
                      ั
สามารถสร้างหรื อผลิตรังไข่ ของเพศหญิงขึ้นมาได้ ? มี
นักวิทยาศาสตร์คนไหนบ้างครับที่สามารถสร้างหรื อผลิต
ลูกอัณฑะขึ้ นมาเองได้…มีไหมครับ ? มีนกวิทยาศาสตร์ั
คนไหนบ้างไหมครับที่สามารถผลิตโปรตีนโมเลกุลขึ้นมา
สักตัวหนึ่งได้ อันเป็ นส่ วนประกอบที่สาคัญของชีวิตที่จะ
                                             ํ
ขาดเสี ยมิได้เป็ นอันขาด มีไหมครับ ? นี่ ยงไม่ตองพูดถึง
                                               ั   ้
เซลล์ ซ่ ึ งมี ขนาดใหญ่กว่าโปรตีนโมเลกุลหลายร้ อยเท่า
6


ถ้าคนเรี ยนวิชาชี ววิทยาจะรู ้ ดีในเรื่ องนี้ …ถามว่ามนุ ษย์
สร้ า งมนุ ษ ย์ด้ว ยกัน เองขึ้ น มาได้ไ หม แม้ว่ า ปั จ จุ บ ัน นี้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะมีความเจริ ญก้าวหน้าอย่าง
มาก อย่างที่เราได้เห็ นอยู่แล้วก็ตาม แต่กระนั้น มีมนุ ษย์
หรื อนักวิทยาศาสตร์คนไหนบ้างไหมครับที่สามารถสร้าง
สิ่ งเพียงไม่กี่สิ่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้นได้ มีไหมครับ ? เมื่อ
50 ปี ที่ แล้ว หรื อ 100 ที่ แ ล้ว หรื อเมื่ อ 500 ปี ที่ แล้ว
วิ ท ยาศาสตร์ ย ัง ไม่ มี ค วามเจริ ญก้ า วหน้ า อะไรเลย
เพราะฉะนั้นเลิกพูดไปได้เลย เพราะตอนนั้นเทคโนโลยี
                        ็ั          ่
และวิทยาศาสตร์กยงไม่รู้อยูไหนเลย ก็ในเมื่อมนุษย์ยงไม่         ั
สามารถสร้างหรื อผลิตแม้แต่อสุ จิตวเดียวขึ้นมาก็ยงไม่ได้
                                           ั              ั
หรื อแม้ แ ต่ ม ดตั ว เล็ ก ๆ เพี ย งตั ว เดี ย วมนุ ษ ย์ ก็ ไ ม่ มี
ความสามารถที่จะสร้างขึ้นมาได้ สิ่ งที่มนุษย์ผมีสติปัญญาู้
และเหตุผลน่าจะถามตัวเองก็คือ :
           แล้วมนุษย์เกิดมาได้อย่างไร ? บางคนก็จะตอบ
มาในทํานองว่า เกิดมาจากเชื้ออสุ จิ ถ้าเช่นนั้นก็ถามต่อไป
สิ ว่ า แล้ว ตัว ท่ า นนี้ เกิ ด มาจากนํ้า อสุ จิ ข องใครครั บ …?
ท่านก็จะตอบว่า เกิดมาจากนํ้าอสุ จิของพ่อของท่าน ก็ถาม
ต่อไปว่า และพ่อของท่านสร้างหรื อผลิตนํ้าอสุ จิข้ ึนมาเอง
ได้หรื อไม่ หรื อมีความสามารถที่จะบังเกิดตัวเองขึ้นมาได้
7


หรื อไม่…? ย่อมไม่ได้อย่างแน่นอน ก็ถามต่อไปว่า แล้ว
ถ้า เป็ นเช่ น นี้ พ่ อ ท่ า นเกิ ด มาจากนํ้า อสุ จิ ข องใครอี ก ที
ครับ…? ท่านก็จะตอบว่า ของพ่อของพ่อของท่าน นันก็                ่
คือปู่ ก็ขอถามเพื่อยํ้าอี ก ว่า มนุ ษ ย์สามารถที่ จ ะผลิ ตนํ้า
อสุ จิหรื อบังเกิดตัวเองขึ้นมาได้ไหม…? ก็ในเมื่อมนุษย์ไม่
มีความสามารถที่จะให้บงเกิดตัวเขาขึ้นมาเองได้ และก็ยง
                                ั                                  ั
ไม่สามารถที่จะสร้างหรื อผลิตนํ้าอสุ จิข้ ึนมาได้ ถ้าเช่นนั้น
มนุ ษย์เกิ ดมาได้อย่างไร ? และใครกันที่เป็ นผูสร้างที่     ้
แท้จริ งที่สร้างมนุษย์ข้ ึนมา ?
           ยกตัวอย่างเช่น มีเลขที่ 1-100 ตัวท่านเป็ นเลขที่
100 เกิดมาจากนํ้าอสุ จิของเลขที่ 99 เลขที่ 99 ก็เกิดมาจาก
นํ้าอสุ จิของเลขที่ 98 และเลขที่ 98 ก็เกิดมาจากนํ้าอสุ จิ
ของเลขที่ 97 ถามว่า ถ้าไม่มีเลขที่ 50 จะมีเลขที่ 100 ได้
ไหมครับ ? จะมีเลขที่ 99 ได้ไหมครับ ? และจะมีเลขที่ 98
ได้ไหมครับ ? ย่อมมีไม่ได้อย่างแน่นอน ก็ในเมื่อมนุษย์
สร้ า งมนุ ษ ย์ด้ว ยกัน เองไม่ ไ ด้แ ละก็ ย ง ไม่ ส ามารถที่ จ ะ
                                               ั
บังเกิ ดตัวเองขึ้นมาได้แล้ว แล้วมนุ ษย์เกิ ดมาได้อย่างไร
กัน ใครกันเป็ นผูที่สร้างมนุษย์ข้ ึนมา ? ขอถามท่านสักนิด
                      ้
ว่า ท่านคิดว่ามันเป็ นไปได้ไหมที่ พายุโทนาโดที่ ได้พด            ั
ผ่านเข้ามายังกองเศษเหล็กและของเก่ าที่ กองสุ มกันอยู่
8


และสามารถทําให้เกิดเป็ นเครื่ องบินโบอิง 747 ขึ้นมาได้
จากเศษเหล็กและของเก่าที่กองสุ มกันอยู่น้ ัน ท่านคิดว่า
มันเป็ นไปได้หรื อไม่ ? แน่นอนผูที่มีสติปัญญาไม่ตองใช้
                                       ้                 ้
เวลาคิดนานเลยที่ จะตอบคําถามนี้ และท่านรู ้ไหมครับว่า
ความน่าจะเป็ นที่มนุษย์จะเกิดขึ้นมาเองโดย “ธรรมชาติ‛
ที่ บางคนชอบใช้คานี้ กัน เพื่ อหลอกตัว เองและเป็ นการ
                        ํ
หาทางออกให้แ ก่ ต ัว เองอย่า งง่ า ย ๆ และเพื่ อ เป็ นการ
ปลอบใจตัวเอง หรื อการที่ม นุ ษย์จะเกิ ดขึ้นมาโดยความ
บังเอิญนั้น ยิงมีความเป็ นไปไม่ได้หลายร้อยหลายพันเท่า
               ่
เมื่อเทียบกับตัวอย่างเรื่ องเครื่ องบินโบอิง 747 ที่ยกมาให้ดู
ข้างต้นเสี ยอีก นี่ เป็ นสิ่ งที่นกวิทยาศาสตร์ ได้เปรี ยบเทียบ
                                  ั
เอาไว้ให้ดูเป็ นตัวอย่าง
(อ้ างอิ งจาก : Hoyle on Evolution, Nature, vol. 294,
November 12, 1981, p. 105)

        อย่างที่ ไ ด้บ อกไปแล้ว ว่า มนุ ษ ย์หลาย ๆ คนที่
ชอบหลอกตัวเอง แต่เมื่อต้องเผชิ ญหน้ากับคําถามเช่นนี้
ดังตัวอย่างที่ยกมาให้ดู ก็จะพูดออกไปโดยไม่ย้ งคิดเพื่อ
                                                  ั
หาทางออกให้แก่ตวเอง โดยกล่าวว่า ‚ธรรมชาติ‛ ได้
                     ั
สร้างมนุษย์ข้ ึนมา โดยที่ตวเขาเองก็ไม่รู้ว่า ‚ธรรมชาติ‛ ที่
                          ั
9


เขาพูดออกมานี้คืออะไรกัน มีลกษณะอย่างไร เมื่อถึงจุดนี้
                                   ั
ผมขอให้ท่านผูอ่านได้ใช้สติปัญญาคิดดูอีกสักนิดหนึ่ง ถ้า
                   ้
ผมจะถามท่านว่า เป็ นไปได้ไหมถ้าผมจะพูดว่า “ปล่อย
                             ่
ให้อิฐ หิ น ปูน ทรายมันอยูอย่างนั้นแหละ เดี๋ยวมันก็คงจะ
สร้างตัวเองเป็ นบ้าน ขึ้นมาตามธรรมชาติได้‛ แน่นอนถ้า
เป็ นเช่นนี้ แม้ให้รอเป็ นพันเป็ นหมื่นปี ก็ไม่มีวนที่อิฐ หิ น
                                                  ั
ปูน ทรายเหล่านั้นจะมารวมตัวกันตาม ‚ธรรมชาติ‛ และ
ทําให้เกิ ดเป็ นบ้านขึ้นมาได้ แต่สติปัญญาของมนุ ษย์บ่ง
บอกว่า มันจะเป็ นบ้านขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อมีผใดผูหนึ่ งที่มี
                                                ู้ ้
สติปัญญาและความรอบรู ้นาอิฐ หิ น ปูน ทรายเหล่านี้ มา
                                 ํ
ประกอบกันเป็ นบ้านหรื อเป็ นอาคารขึ้นมา และแน่ นอน
อย่างที่สุดว่า ร่ างกายมนุษย์เรานี้ มีอวัยวะต่าง ๆ ที่มีระบบ
การทํางานที่ซับซ้อนมากไปกว่าคอมพิวเตอร์ ที่เราใช้กน          ั
อยู่หลายร้อยหลายพันเท่านัก และเป็ นไปได้ไหมล่ะครับ
ที่ ส่ว นประกอบต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ เหล่านั้นจะมา
รวมตั ว กั น ขึ้ นมาเองตามธรรมชาติ จ นกลายเป็ น
คอมพิวเตอร์ สมัยใหม่อนมี ระบบการทํางานที่ ซับซ้อน
                           ั
เป็ นไปได้ไหมครับที่สิ่งเหล่านี้ รวมทั้งโปรแกรมต่าง ๆ ที่
ติดมากับคอมพิวเตอร์ จะเกิดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติโดย
                               ั
ที่ไม่มีผที่ใส่ โปรแกรมให้กบมันและสร้างมันขึ้นมา ?
         ู้
10


กรดอะมิโนกับโปรตีนโมเลกุล

           ที น้ ี เรามาพู ด ถึ ง ประเภทของกรดอะมิ โ นกับ
โปรตีนกันบ้าง แต่ก่อนจะเข้าเรื่ องนี้ ขอถามคําถามอะไร
สักอย่างหนึ่ งก่อน สมมุติว่า คุณเข้าไปยังห้อง ๆ หนึ่ งที่
กว้างมาก เข้าไปก็เห็นเหรี ยญเงินกระจัดกระจายกันอยูทว    ่ ั่
ทั้งพื้นห้องเต็มไปหมดเลย ประมาณ 1 ล้านเหรี ยญ และ
คําถามคือ ถ้าคุณเดินไปดูเหรี ยญเงินทุกเหรี ยญที่กระจาย
อยู่บนพื้นห้อง คุณคิดว่าคุณจะเจอเหรี ยญในสภาพที่เป็ น
หัวอย่ างเดียว หรื อว่าก้ อยอย่ างเดียว หรื อว่าสลับกันไป
หัวบ้ างก้ อยบ้ าง ...แน่นอน เหรี ยญที่คุณไปดูแต่ละเหรี ยญ
จะต้องอยู่ในสภาพที่สลับกันไป หัวบ้าง ก้อยบ้าง แต่ถา          ้
สมมุติว่า สิ่ งที่คุณพบคือ เหรียญทุกเหรียญอยู่ในสภาพที่
เป็ นหัวหมดทุกเหรี ยญเลย คุ ณต้องคิดว่าอะไร ? ...
แน่นอนคุณต้องคิดว่า จะต้องมีใครตั้งใจทําให้เหรี ยญทุก
เหรี ยญเป็ นหัวอย่างแน่ นอน ถ้าผมถามคุณต่อว่า เป็ นไป
ได้ไหมที่ เหรี ยญมันเป็ นหัวเพราะเป็ นไปตามธรรมชาติ
ไม่ มีใครไปพลิกมันให้ เป็ นหัว... หรื อถ้าผมพูดกับคุณว่า
เหรียญทุกเหรียญที่อยู่บนพืนห้ องมันร่ วมมือกันพร้ อมใจ
                                   ้
กันพลิกตัวเองให้ อยู่ในสภาพหัว... คุณจะว่าอย่างไรถ้ามี
11


ใครพูดกับคุณอย่างนี้ ... แน่ นอนคุณต้องตําหนิ เขาว่า พูด
อะไรไร้สาระ ไร้เหตุผล เป็ นไปไม่ได้อย่างแน่นอน ถ้าผม
จะถามคุ ณ ว่ า เพราะอะไรจึ ง เป็ นไปไม่ ไ ด้ที่ เ หรี ย ญจะ
พร้อมใจกันพลิกตัวเองให้เป็ นหัว ...เพราะอะไรครับ ? ...
ก็เพราะเรารู ้ดีว่า เหรี ยญเป็ นสิ่ งที่ไม่มีชีวิต และสิ่ งที่ไม่ มี
ชี วิตนั้นไม่ สามารถที่จะควบคุม จัดการ สั่ งการ หรื อทา
อะไรอย่ างมีเปาหมายที่แน่ นอนได้ ด้วยตัวของมันเองได้
                ้
เพราะฉะนั้นสรุ ปก็คือ ถ้าเหรี ยญทั้ง 1 ล้านเหรี ยญเป็ นหัว
ทั้งหมด แน่ นอนที่สุดจะต้องมีผู้ที่มีชีวิต มีความรอบรู้ มี
ความตั้ ง ใจทํา ให้ ม ัน เป็ นเช่ น นั้ น ที น้ ี เรามาเข้า เรื่ อง
ประเภทของกรดอะมิ โนและโปรตี น ซึ่ งเป็ นสิ่ งที่ ไ ม่ มี
ชีวิต ไม่มีปัญญา อีกทั้งไม่มีความรู ้สึกนึกคิด

           มี สิ่ ง หนึ่ ง ที่ มี อ ยู่ใ นสิ่ ง มี ชี วิ ต ทั้ง หลาย ไม่ ว่ า จะ
เป็ นมนุ ษย์หรื อสัตว์ สิ่ งนั้นก็คือสิ่ งที่เรี ยกว่าเซลล์ (Cell)
และเซลล์ที่ว่ามานี้ เกิ ด ขึ้ น มาจากสิ่ งที่ เ รี ย กว่า “โปรตีน
โมเลกุล” อีกทีหนึ่ง ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเซลล์ และโปรตีน
โมเลกุลก็เกิดขึ้นมาจากสิ่ งที่เรี ยกว่า “กรดอะมิโน” อีกที
หนึ่ ง ซึ่ งก็ มี ข นาดเล็ ก กว่ า โปรตี น โมเลกุ ล ไปอี ก ทั้ง
ร่ างกายของมนุษย์และสัตว์จะต้องมีสิ่งที่กล่าวมานี้ อยู่ ซึ่ ง
12


เป็ นสิ่ งที่จะขาดไม่ได้เด็ดขาด และในทางเคมีแล้ว กรด
อะมิ โ นจะมี อ ยู่ ด้ ว ยกัน 2 ชนิ ด หรื อ ประเภท นั่น คื อ 1.
ประเภทที่เรี ยกว่า left-handed และ 2. ประเภท right-
handed และโดยปรกติแล้วกรดอะมิโนทั้ง 2 ประเภทนี้
จะมี ปริ มาณที่ เ ท่า ๆ กัน และทั้ง 2 ชนิ ดนี้ สามารถที่ จ ะ
ผนวกหรื อรวมเข้าด้วยกันได้เป็ นอย่างดี แต่กระนั้นก็ตาม
จากการค้นพบทําให้เราต้องทึ่ง เพราะว่าโปรตีนโมเลกุล
ที่มีอยูในสิ่ งมีชีวิตทั้งหมดนั้น จะเกิดขึ้นมาได้ก็จากการที่
         ่
กรดอะมิ โ นเฉพาะประเภท left-handed เท่ า นั้ น ที่ ม า
รวมตัวกัน และไม่ได้รวมตัวกันโดยส่ งเดช แต่ จะต้ อง
เป็ นการเรี ย งตั ว ด้ ว ยล าดั บ การเรี ย งตั ว ที่ แ น่ น อน ถ้า มี
กรดอะมิโนประเภท right-handed แม้แต่ตวเดียวเข้าไป      ั
             ่
ปะปนอยูในสายโซ่ของกรดอะมิโนประเภท left-handed
ก็จะยังผลทําให้โปรตี นนั้น ใช้ประโยชน์ไม่ไ ด้ในทัน ที
และยิ่ ง ไปกว่ า นั้ น ถ้า ในสายโซ่ มี เ ฉพาะกรดอะมิ โ น
ประเภท left-handed ทั้งหมดจริ ง แต่เกิดเรี ยงตัวกันผิด
ลําดับหรื อตําแหน่ ง ก็จะทําให้โปรตีนนั้นใช้ประโยชน์
ไม่ได้อีกเช่นกัน ซึ่งจะเกิดผลที่ร้ายแรงกับมนุษย์ และที่ยง          ิ่
ไปกว่านั้นก็คือ สายโซ่ ของกรดอะมิโนที่อยู่ในโปรตี น
โมเลกุลแต่ละตัวนั้นจะมีลาดับการเรี ยงตัวไม่เหมือนกัน
                                ํ
13


เลย และที่พดว่าจะต้องเรี ยงตัวกันด้วยลําดับการเรี ยงตัวที่
                 ู
แน่ น อนนั้น ยกตัว อย่ า งให้ เ ห็ น ภาพชัด ๆ ก็ คื อ เบอร์
โทรศัพ ท์ของผูเ้ ขีย นบทความนี้ คื อ 081 928 4958 (ซึ่ ง
เปรี ยบเสมือนกรดอะมิโนเพียงแค่ 10 ตัวเท่านั้น) และนี่
เปรี ยบเสมือนลําดับการเรี ยงตัวที่แน่นอนของกรดอะมิโน
ถ้า เกิ ด เรี ย งตัว กัน ผิด ตํา แหน่ ง แม้แ ต่ ต ัว เดี ย วก็ต ามเช่ น
แทนที่จะเป็ น 081 928 4958 แต่กลับเป็ น 081 928 4985
ก็จะทําโทรหาผูเ้ ขียนบทความนี้ ไม่ได้แต่ไปติดเบอร์ ของ
ใครก็ไม่รู้ แต่ในระบบการทํางานของกรดอะมิโนแล้ว ถ้า
เกิดเรี ยงตัวกันผิดตําแหน่ งแม้แต่เพียงตัวเดียว ก็จะยังผล
ทํา ให้เ กิ ด การล้ม ทั้ง ระบบ ซึ่ ง จะเป็ นอัน ตรายต่ อ ชี วิ ต
มนุษย์ที่จะเกิดมา เพราะฉะนั้นสรุ ปก็คือ การที่จะเกิดเป็ น
โปรตีนโมเลกุลตัวหนึ่ งที่ใช้งานได้ข้ ึนมานั้นจะต้อง 1.
เกิดจากการเรี ยงตัวของกรดอะมิโนประเภท left-handed
เท่านั้น และ 2. จะต้องไม่เรี ยงตัวกันแบบส่ งเดช แต่
จะต้องเรี ยงตัวกันด้วยลําดับการเรี ยงตัวที่แน่นอน

        ถึ ง ตรงนี้ ขอให้ท่ า นผูอ่ า นนึ ก ถึ ง ตัว อย่า งเรื่ อ ง
                                 ้
เหรี ยญ 1 ล้ านเหรี ยญที่ยกไปให้ ดูข้างต้ นน่ ะครั บ ! ถ้าจํา
14


       ็
ไม่ได้กขอให้กลับไปทวนดูอีกครั้ง และขอให้ตอบคําถาม
ต่อไปนี้อย่างซื่อสัตย์และไม่หลอกตัวเอง

           คําถามคือ แล้วเป็ นไปได้อย่างไรที่กรดอะมิโน
เฉพาะประเภท left-handed เท่ านั้นที่มาเรี ยงตัวกัน และ
เป็ นไปได้อย่างไรที่ไม่มีกรดอะมิโนประเภท right-
handed แม้แต่ตวเดียวเข้ามาปะปนเลย ทั้ง ๆ ที่ถารวบตัว
                     ั                                       ้
กันแบบส่ งเดชตามธรรมชาติแล้วก็จะต้องมีกรดอะมิโน
ประเภท left-handed บ้าง และประเภท right-handed บ้าง
สลับปะปนกันไปเป็ นธรรมดา แต่น้ ี ไม่ใช่ เช่ นนั้น มีแต่
กรดอะมิโนประเภท left-handed เพียงเท่านั้น... ใครกันที่
เป็ นผูที่คอยจัดการควบคุมสิ่ งเหล่านี้ ให้เกิดขึ้น... ใครกัน
        ้
ที่เป็ นผูที่จดลําดับการเรี ยงตัวของกรดอะมิโนด้วยลําดับที่
          ้ ั
แน่นอน ?... เป็ นไปได้ไหมที่กรดอะมิโนที่ไม่มีชีวิต ไม่มี
ปั ญญาจะสั่งการตัวเองได้ จะคิดเองได้ จะบงการสิ่ งหนึ่ ง
สิ่ งใดได้... เป็ นไปได้ไหม ???... เมื่อยอมรับว่าเป็ นไป
ไม่ได้แล้ว คําถามก็คือ แล้วใครกันที่เป็ นผูที่ดูแล จัดการ
                                                     ้
ควบคุมสิ่ งเหล่านั้นให้เกิดขึ้น... ใครกัน ?... คําตอบก็คือ ผู ้
นั้นก็คือผูที่สร้างมนุ ษย์และสรรพสัตว์ท้ งหลายขึ้นมา...
              ้                                    ั
มนุ ษ ย์ต้ ัง แต่ อ ดี ต จนถึ ง ปั จ จุ บ ัน จํา นวนไม่ รู้ เ ท่ า ไหร่
15


รวมทั้งเด็กทารกทั้งหลายที่เพิ่งถูกคลอดออกมาและที่จะมี
มาในอนาคต อีกทั้งสัตว์ท้ งหลาย ทั้งบนบก และในนํ้าที่มี
                               ั
    ่
อยูในขณะนี้และที่ได้สูญพันธ์ไปแล้ว... ผูน้ ีมิใช่หรื อ คือผู ้
                                                  ้
ที่สร้างมนุษย์ข้ ึนมาอย่างแท้จริ ง...? ผูน้ ีมิใช่หรื อคือผูที่เรา
                                             ้              ้
ในฐานะผูที่ถูก สร้ างจะต้องให้การเคารพสักการะและ
             ้
บูชาอย่างแท้จริ ง ผูน้ ี มิใช่ หรื อคือผูที่มนุ ษย์จะต้องกราบ
                       ้                 ้
ไหว้และสํานึกในบุญคุณอย่างแท้จริ ง... ผูน้ ีมิใช่หรื อที่เรา
                                                    ้
จะต้องให้ก ารกตัญํู รู้คุณอย่างแท้จ ริ ง ...???... ผูน้ ี มิใ ช่
                                                          ้
หรื อ ? และเราจะเห็นได้ว่า พระองค์ผที่สร้างเราขึ้นมานี้
                                               ู้
เป็ นผูที่มีความรอบรู ้ยิ่ง เป็ นความรอบรู ้ที่มหาศาล รู ้โดย
        ้
ละเอียด อีกทั้งเป็ นผูที่มีอานาจมหาศาล สามารถจัดการ
                         ้ ํ
บริ หาร ควบคุม สรรพสิ่ งทั้งหลายได้ในขณะเดี ยวกัน...
และมันจะยากนักหรื อที่ พระผูสร้ างมนุ ษย์ข้ ึนมาในครั้ ง
                                    ้
แรกจะไม่สามารถสร้างมนุ ษย์ที่ตายไปแล้วขึ้นมาอีกครั้ง
หนึ่ งได้ ?... เปล่ า เลย แต่ ม ัน เป็ นการง่ า ยมากสํา หรั บ
พระองค์ท่านผูน้ ี ที่จะสร้างมนุ ษย์ต้ งแต่คนแรกของโลก
                   ้                       ั
จนถึงมนุษย์คนสุ ดท้ายที่ได้ตายไปแล้วขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ ง
ได้ ด้ ว ยกั บ อํา นาจและความรอบรู ้ อ ั น มหาศาลของ
พระองค์
16


           ได้มี ก ารคํา นวณโดยนัก วิ ท ยาศาสตร์ ถึ ง ความ
น่ าจะเป็ นที่โปรตีนทั้ง 200 ชนิดที่พบในแบคทีเรี ยเพียง
ตัวเดียวที่จะเกิ ดขึ้นมาโดยบังเอิญโดยไม่มีผูสร้างและผู ้
                                                    ้
ควบคุมมันให้เกิดขึ้น ความน่าจะเป็ นก็คือ 1 ตามด้วยศูนย์
40,000 ตัว (อ้ างอิ งจาก : Robert Shapiro, Origins: A
Sceptics Guide to the Creation of Life on Earth, New
York, Summit Books, 1986. p.127) นั้นคือไม่มีความ
น่าจะเป็ นเลยแม้แต่นอย เพราะในทางคณิ ตศาสตร์แล้ว ถ้า
                             ้
1 ตามด้ว ยศู น ย์ 50 ตัว ก็ถื อว่า ไม่ มีค วามน่ า จะเป็ นเลย
และนี่ศูนย์มีถึง 40,000 ตัวก็ยงไม่ตองพูดเลย ตัวอย่างที่ยก
                                    ิ่      ้
มาให้ดูเป็ นเพียงเชื้ อแบคทีเรี ยที่มีระบบการทํางานที่ไม่
ซั บ ซ้ อ นอะไรมากเมื่ อ เที ย บกัน กับ มนุ ษ ย์ และคุ ณ รู ้
            ่                          ่
หรื อไม่วา ในเซลล์ ๆ เดียวที่อยูในร่ างกายของมนุษย์เรานี้
มีโปรตีนมากถึง 200,000 ชนิด และในร่ างกายมนุ ษย์เรา
นี้ มีเซลล์ อยู่ถึงล้ านล้ าน (trillion) ตัว ผูมีสติปัญญาคิดดู
                                                ้
เอาเองก็ แ ล้ว กัน ว่ า ใครกัน ที่ เ ป็ นผูท รงควบคุ ม จัด การ
                                              ้
บริ หารสิ่ งเหล่านี้ ให้เกิดขึ้นมาได้ เพราะสิ่ งเหล่านี้ เป็ นไป
ไม่ ไ ด้เ ลยที่ จ ะเกิ ด ขึ้ น มาเองโดยความบัง เอิ ญ หรื อ เกิ ด
ขึ้นมาเองโดยธรรมชาติอย่างที่ผหลอกตัวเองชอบใช้เป็ น
                                         ู้
ข้ออ้างเพื่อหาทางออกให้แก่ตนเอง เมื่อต้องประสบกับ
17


คําถามเช่ นนี้ เพราะฉะนั้นพระองค์ผูน้ ี ก็คือผูที่ได้สร้ าง
                                   ้           ้
มนุษย์และสรรพสัตว์ท้ งหลายขึ้นมา
                     ั

DNA เกิดขึ้นมาเองได้หรื อ ?

           ดี เอ็นเอเป็ นสิ่ งที่ถูกฝั งอยู่ในเซลล์ของมนุ ษย์และ
สิ่ งมีชีวิตทุกชนิด ได้แก่ สัตว์, พืช, เชื้อรา, แบคทีเรี ย และ
ไวรั ส เป็ นต้น ในดี เอ็นเอจะมีขอมูลทางทางพันธุ กรรม
                                          ้
                                                        ่
ของสิ่ งมีชีวิตชนิ ดนั้นไว้ ข้อมูลที่มีถูกบรรจุอยูในดีเอ็นเอ
นั้น เกิดขึ้นจากการเรี ยงลําดับที่แน่นอนของ nucleotides
                          ั
ทั้งสี่ ตวซึ่งเทียบได้กบอักษร 4 ตัว คือ A, T, C และ G ถ้า
         ั
เกิดมีการเรี ยงตัวกันผิดลําดับของ nucleotides ทั้งสี่ แม้แต่
น้อยก็จะทําให้พงทั้งระบบ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าสารานุกรม
                      ั
จํานวน 46 เล่มได้ถูกพิมพ์ข้ ึนอย่างไม่มีการผิดเลยแม้แต่
                                   ั
ตัวอักษรเดียว (เทียบได้กบข้อมูลในดีเอ็นเอ) แต่ถาพิมพ์           ้
ผิดไปสักอักษรเดียวผูอ่านก็อาจจะไม่สนใจ หรื ออาจจะ
                              ้
สัง เกตไม่ เ ห็ น เลยเสี ย ด้ว ยซํ้า ไป แต่ ถ ้า ข้อ มู ล ที่ มี อ ยู่ใ น
ดีเอ็นเอเกิดการผิดพลาดโดยสลับตําแหน่งกันแม้แต่เพียง
อักษรเดี ยว เช่ น เกิ ดการสลับตําแหน่ งกัน ณ ตัวอักษรที่
18


2,435,268 จะเป็ นผลทํา ให้ข อ มู ล พัง ทั้ง ระบบและเกิ ด
                                     ้
อันตรายอย่างร้ายแรงต่อมนุษย์ในที่สุด
        ตัวอย่างที่เราเห็ นได้ก็คือ การเกิ ดโรคลูคีเมียใน
วัยเด็ก ซึ่ งโรคนี้ เกิ ดขึ้นอันเนื่ องมาจากการเรี ยงตัวกัน
ผิดลําดับ คือการสลับตําแหน่ งกันของอักษรเดียวที่อยู่
ในดี เอ็นเอจากเป็ นพัน ๆ ล้านอัก ษร จึ งทําให้เ กิ ด ผล
ร้ายแรงถึงเพียงนี้
          โครงสร้างที่มีระบบอันซับซ้อนเป็ นอย่างมากที่
เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบส่ งเดชมีแต่จะทําให้เกิดความไม่
เป็ นระบบมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเกิดแผ่นดินไหว
ขึ้นกับโครงสร้างที่มีระบบที่ซับซ้อนเป็ นอย่างมาก เช่ น
ตึ ก ก็มีแ ต่จ ะทําให้เกิ ดการเปลี่ ย นแปลงแบบส่ งเดชต่ อ
ระบบโครงสร้างของตึกหลังนั้น ซึ่ งแน่ นอน สิ่ งที่เกิดขึ้น
นี้จะไม่ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีข้ ึน
            ํ
(B.G. Ranganathan, Origins ? (Pennsylvania : The
Banner of Truth Trust, 1988), p. 7.)

       ถ้าคุ ณเอาค้อนทุบคอมพิวเตอร์ แบบส่ งเดช ขอ
ถามว่า มันจะเกิ ดเป็ นคอมพิวเตอร์ เครื่ องใหม่ที่มีระบบ
ซับซ้อนมากกว่าเดิมขึ้นมา หรื อว่ามีแต่จะทําให้เกิดความ
19


เสี ยหายอันเนื่ องมาจากการทุบคอมพิวเตอร์ น้ ัน แน่ นอน
                                  ่
คอมพิวเตอร์ที่ถูกค้อนทุบตียอมทําให้สูญเสี ยระบบต่าง ๆ
ที่มีอยูก่อนหน้านี้
        ่
           โปรตีนแต่ละตัวจะมีลาดับการเรี ยงตัวที่แน่นอน
                                    ํ
ของกรดอะมิโนเพียงแบบเดี ยวเท่านั้นที่ถูกต้อง ถ้าเกิ ด
การสลับตําแหน่งกันของกรดอะมิโนแม้แต่เพียงตัวเดียว
จะยังผลทําให้โปรตีนตัวนั้นไร้ประโยชน์โดยทันที และ
ในเซลล์ตวเดียวจะมีโปรตีนประมาณ 1 ล้านตัว โดยที่ใน
            ั
โปรตีนแต่ละตัวจะมีลาดับการเรี ยงตัวของกรดอะมิโนที่
                            ํ
แตกต่างกัน และจะมีการเรี ยงตัวกันเพียงแบบเดียวเท่านั้น
ที่ถูกต้อง
          การที่ จ ะเกิ ด โปรตี น โมเลกุ ล ขึ้ น มาได้น้ ัน เรา
                                               ั
อาจจะเปรี ยบเทียบโปรตีนโมเลกุลได้กบข้อความที่ถูก
เขียนขึ้นมา โดยโปรตีนโมเลกุลเปรี ยบเหมื อนกับย่ อ
หน้ าหนึ่ งของหนังสื อ และกรดอะมิโนเปรี ยบเสมือน
ตัวอักษรเป็ นร้ อย ๆ ตัวที่อยู่ในย่ อหน้ านั้น โดยที่อกษร  ั
ทุกตัวที่อยู่ในย่อหน้านั้น ๆ จะสลับตําแหน่ งกันไม่ได้
เลยแม้แ ต่ ต ัว อัก ษรเดี ย ว แต่ จ ะต้อ งอยู่ใ นตํา แหน่ ง ที่
แน่นอนเพียงแบบเดียวเท่านั้น ถ้าเกิดการสลับตําแหน่ง
ของอักษรแม้เพียงอักษรเดี ยวที่อยู่ในย่อหน้านั้น จะมี
20


ผลทําให้ขอความในย่อหน้านั้นเสี ยหายทั้งหมด โดยจะ
               ้
กลายเป็ นข้อความที่ไร้ความหมายไปเลยในทันที หรื อ
ถ้า พูด เกี่ ย วกับ โปรตี น โมเลกุ ล ก็ คื อ จะเกิ ด การพัง ทั้ง
ระบบ สมมุติว่า โปรตีนโมเลกุลตัวหนึ่ งจะต้องมีการ
เรี ยงตัวกันของอักษรที่มีความหมายดังต่อไปนี้เท่านั้น

       ‚ข้ าพระองค์ ขอปฏิญาณตนว่ า ไม่ มีพระเจ้ าอื่น
ใดที่จะต้ องได้ รับการเคารพสั กการะนอกจากอัลลอฮฺ
เพียงพระองค์ เดียวเท่ านั้น และข้ าพระองค์ ขอปฏิญาณ
ตนว่ า มุฮัมมัดนั้นเป็ นศาสดาท่ านสุ ดท้ ายของพระองค์ ‛

       ถ้า สั ก อัก ษรเดี ย วที่ อ ยู่ใ นข้อ ความนี้ เกิ ด สลับ
ตําแหน่ งกันแม้แต่อกษรเดียวก็จะยังผลทําให้ขอความ
                       ั                                ้
ทั้งหมดเป็ นข้อความที่ไร้ความหมายโดยทันที หรื อถ้า
พูดในทางโปรตีนโมเลกุลก็จะหมายความว่า โปรตีน
โมเลกุลจะพังทั้งระบบ ต่อไปนี้ เป็ นตัวอย่างการสลับ
ตําแหน่งเพียงแต่อกษรเดียว (ที่ขีดเส้นใต้ไว้)
                     ั
       ‚ข้ าพระองค์ ขอปฏิญาณนตว่ า ไม่ มีพระเจ้ าอื่น
ใดที่จะต้ องได้ รับการเคารพสั กการะนอกจากอัลลอฮฺ
21


เพียงพระองค์ เดียวเท่ านั้น และข้ าพระองค์ ขอปฏิญาณ
ตนว่ า มุฮัมมัดนั้นเป็ นศาสดาท่ านสุ ดท้ ายของพระองค์ ‛

         ถามว่ า ข้อ ความที่ ถู ก ต้อ งและมี ค วามหมาย
ต่อไปนี้ :

        ‚ข้ าพระองค์ ขอปฏิญาณตนว่ า ไม่ มีพระเจ้ าอื่น
ใดที่จะต้ องได้ รับการเคารพสั กการะนอกจากอัลลอฮฺ
เพียงพระองค์ เดียวเท่ านั้น และข้ าพระองค์ ขอปฏิญาณ
ตนว่ า มุฮัมมัดนั้นเป็ นศาสดาท่ านสุ ดท้ ายของพระองค์ ‛

            เป็ นสิ่ ง ที่ เ กิ ด ขึ้ น มาเองโดยการกดแป้ นพิ ม พ์
แบบส่ ง เดช หรื อ เป็ นสิ่ ง ที่ เ กิ ด ขึ้ น โดยความตั้ง ใจให้
เกิ ด ขึ้ น เช่ น นั้น ... แน่ น อนข้อ ความที่ ว่ า มานี้ จะต้อ ง
เกิ ด ขึ้ น ด้ว ยความตั้ง ใจที่ แ น่ น อนที่ จ ะให้เ กิ ด ขึ้ น เป็ น
ข้อความเช่นนั้น คําถามต่อไปก็คือ แล้วเป็ นไปได้ไหม
ถ้าเราหลับตากดแป้ นพิมพ์แบบส่ งเดช แล้วจะทําให้เกิด
ข้อความข้างต้น ขึ้ น มาได้... คําตอบคื อ เป็ นไปไม่ ไ ด้
อย่างแน่ นอน เพราะถ้าเป็ นการกดแป้ นพิมพ์แบบส่ ง
เดช สิ่ งที่ได้มาก็คงจะเป็ นดังเช่น ‚สท่ เทเใปมอืวอเมม
22


แเอทาด้ ผดสส ทแสก่ ดงฟาดยิกบมิมงการเมิกงเาเพยิ
ทกน้ บยิบ้าน‛ ซึ่งไร้ความหมาย ถ้าเช่นนั้นคําถามต่อมา
ก็คือ ผูที่พิมพ์ขอข้างต้นให้เกิดขึ้นจะต้องเป็ นผูที่มีชีวิต
           ้       ้                                         ้
มีความรู ้ใช่หรื อไม่... แน่นอนต้องเป็ นเช่นนั้น แน่นอน
ที่ สุ ด ถ้า เราให้ก รดอะมิ โ นที่ ไ ร้ ชี วิ ต ไร้ ส ติ ปั ญ ญา ไร้
ความรู ้เรี ยงตัวกันเองอย่างส่ งเดชจะไม่มีความเป็ นไป
ได้เลยที่จะเกิดการเรี ยงตัวกันขึ้นตามแบบเดียวเท่านั้นที่
ถูกต้อง และอย่าลืมว่า กรดอะมิโนเป็ นสิ่ งที่ไม่มีชีวิต ถ้า
เช่ น นั้น ก็ ข อถามว่ า และใครกัน เหล่ า ที่ เ ป็ นผูที่ ค อย ้
ควบคุ ม ดู แ ล และจัด การลํา ดับ การเรี ย งตัว กัน ของ
กรดอะมิโนที่อยู่ในโปรตีนโมเลกุลอย่างไม่ผิดพลาด
เลยแม้แต่ตวเดียว... ใครกัน ? แล้วคุณรู ้หรื อไม่ว่า ใน
                ั
เซลล์ ๆ เดียวมีโปรตีนโมเลกุลกี่ตว... คําตอบคือ 1 ล้ าน
                                          ั
ตัว และคุณรู ้หรื อเปล่าว่า กรดอะมิโนที่อยู่ในโปรตีน
โมเลกุลแต่ละตัวจะมีแบบการเรี ยงตัวที่ไม่เหมือนกัน
เลย และมีเพียงแบบเดี ยวเท่านั้นที่ถูกต้อง ถ้าสลับกัน
แม้แต่เพียงอักษรเดียวจะทําให้เกิดการพังทั้งระบบ

        ถ้ า เราเอ าลิ ง มาตั ว หนึ่ ง และ ให้ นั่ ง หน้ า
แป้ นพิมพ์ดีด และให้มนพิมพ์ ถามว่ามีความเป็ นไปได้
                        ั
23


ไหมที่ลิงตัวนั้นจะพิมพ์ประวัติศาสตร์ความเป็ นมาของ
มนุษยชาติได้อย่างถูกต้องโดยไม่ผดเลยแม้แต่ตวอักษร
                                            ิ                   ั
เดียว... มีความเป็ นไปได้หรื อไม่ ??? แน่นอนไม่มีความ
เป็ นไปได้เลยแม้แต่นอย อย่าว่าแต่พิมพ์ประวัติศาสตร์
                              ้
ความเป็ นมาของมนุษย์ชาติเลย เอาแค่พิมพ์ออกมาเป็ น
ข้อ ความที่ อ่ า นแล้ว มี ค วามหมายก็ ย ัง จะไม่ ไ ด้เ ลย
ตัวอย่างที่ยกมาตอนต้นนี้ เพื่อบ่งบอกและพิสูจน์ให้รู้ถึง
ข้อ เท็ จ จริ งที่ ว่ า การที่ โ ปรตี น ชนิ ด หนึ่ งที่ เ รี ยกว่ า
Cytochrome-C อั น เป็ นส่ วนประกอบที่ สํ า คั ญ ต่ อ
ร่ า งกายจะเกิ ด ขึ้ น มาด้ว ยความบัง เอิ ญ นั้น ก็ มี ค วาม
เป็ นไปไม่ได้เลยแม้แต่น้อยเหมือนกับตัวอย่างลิงที่ยก
มาให้ดู นันก็เปรี ยบได้ว่า ถ้าเราไปยังสถานที่แห่ งหนึ่ ง
                ่
และเจอหนังสื อเล่มหนึ่ง เมื่อเปิ ดอ่านก็รู้ว่า เป็ นหนังสื อ
ที่ เ กี่ ย วกับ ประวัติ ศ าสตร์ ม นุ ษ ย์ช าติ ที่ ถู ก เขี ย นเอาไว้
อย่างดี แน่ นอนที่สุดจะต้องมีผูท่ีเขียนหนังสื อเล่มนั้น
                                        ้
ขึ้ น มาอย่า งแน่ น อน เป็ นไปไม่ ไ ด้เ ด็ ด ขาดที่ น้ ํา หมึ ก
ปากกา และกระดาษจะมารวมตัว กัน และเกิ ด เป็ น
หนังสื อเล่มดังกล่าวขึ้นมา คําถามที่ตองถามก็คือ แล้ว
                                                ้
ใครกันเล่าที่เป็ นผูที่ได้ทาให้เกิดโปรตีน Cytochrome-C
                        ้       ํ
ขึ้นมา คําตอบก็คือ ผูที่เป็ นพระผูทรงสร้างที่แท้จริ ง ผู ้
                            ้             ้
24


เป็ นเจ้าของชีวิตมนุษย์และทุกสิ่ งที่มีชีวิตอย่างแท้จริ ง ผู ้
ทรงอํานาจยิ่ง ทรงรอบรู ้ยิ่ง ทรงสามารถบริ หารจัดการ
ทุ ก สรรพสิ่ ง ได้ใ นเวลาเดี ย วกัน แต่ เ ป็ นเรื่ อ งแปลก
ประหลาดเป็ นอย่างยิ่งที่ผูที่ยกตัวอย่างเรื่ องลิงพิมพ์ดีด
                                   ้
คือ Ali Demirsoy, Kalitim ve Evrim จากหนังสื อของ
เขาชื่อ Inheritance and Evolution, Ankara : Meteksan
Publications, 1984, p. 61 แต่กระนั้นก็ตามตัวเขากลับ
ปฏิ เสธพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่ แ ท้จ ริ งและเลื อกที่ จ ะเชื่ อและ
ศรัทธาในความบังเอิญที่ไม่มีทางเป็ นไปได้ตามตัวอย่าง
ที่เขาเองเป็ นผูยกมา
                  ้
          อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่า DNA ก็คือโมเลกุล
ชนิ ดหนึ่ งที่อยู่ใน nucleus ของเซลล์ทุกตัว ในโมเลกุล
ที่ ว่ า มานี้ จะมี ร หั ส ข้อ มู ล ทั้ง หมดของร่ า งกายเราถู ก
บันทึกเอาไว้ DNA ประกอบไปด้วย nucleotides 4 ชนิด
ที่แตกต่างกัน ซึ่งมีสัญลักษณเป็ นตัวอักษร 4 ตัว นันคือ       ่
A, T, G และ C ข้อมูลของDNA ที่มีอยูในโมเลกุลตัว      ่
เดี ยว ถ้านํามาเขียนลงหนังสื อจะได้หนังสื อ 900 เล่ม
โดยแต่ละเล่มมีความหนา 500 หน้า
          แบคที เ รี ย เพี ย งตัว เดี ย วที่ มี ร ะบบการทํา งานที่ มี
ความซับซ้อนน้อยที่สุดในบรรดาสิ่ งมีชีวิตจะมียีนอยู่ใน
25


แบคทีเรี ยตัวนี้ ประมาณ 2000 ตัว ในยีนแต่ละตัวจะมีสาย
โซ่ของอักษร 1000 อักษร นันก็หมายความว่า DNA ของ
                                   ่
เบคทีเรี ยตัวเดียวจะต้องมี อกษรอย่างน้อย 2 ล้านตัวเรี ยง
                                 ั
ยาวกันออกไป
            มนุ ษย์เรามียีนมากกว่าในแบคทีเรี ยถึง 500 เท่า
ดังนั้นจึงทําให้มีอกษรในดีเอ็นเอเรี ยงตัวกันยาวออกไป
                       ั
ถึง 1 พันล้านอักษร
            ความมากของข้อมูลที่ถูกบรรจุเอาไว้ในดีเอ็นเอ
ที่ อ ยู่ ใ นเซลล์ ๆ เดี ย วนั้ นเปรี ยบได้กับ สารานุ ก รม
Britannica จํานวนหนึ่งร้อยล้านหน้า
            (Carl Sagan, "Life" in Encyclopedia
Britannica : Macropaedia (1974), pp. 893-894 )

      เพราะฉะนั้นจึงเป็ นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่ขอมูลที่    ้
อยู่ในดี เอ็นเอจะเกิ ดขึ้นมาเองแบบส่ งเดช เหมื อนกับที่
เป็ นไปไม่ได้ที่หนังสื อเล่มหนึ่ งที่มีความหนาหลายหมื่น
หน้าหรื ออาจจะหนาเป็ นแสน ๆ หน้าที่ เขี ย นเขี ย นราว
เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ มนุษยชาติเอาไว้อย่างไม่ผิดพลาด
เลยแม้แต่อกษรเดียวจะเกิดขึ้นมาเองโดยไม่มีผเู ้ ขียน โดย
             ั
อ้างว่ากระดาษ นํ้าหมึก ปากกามารวมตัวกันเองเลยเขียน
หนังสื อเล่มนี้ ข้ ึนมา ซึ่ งถือว่าเป็ นสิ่ งที่ไร้สาระไร้เหตุผล
26


อย่างที่สุด ไร้ซ่ ึ งสติปัญญาอย่างที่สุด เป็ นการดื้อดึงอย่าง
ที่สุดที่ จะมี ใครกล่าวอ้างเช่ นนี้ เมื่ อความจริ งเป็ นเช่ นนี้
แล้ว จึ งเป็ นหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนถึงการมีอยู่ของ
ผูสร้างหรื อพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ ง ทั้งนี้กเ็ พราะว่า ข้อมูลที่
  ้
มีอยู่ในดีเอ็นเอแต่ละตัวนั้นถ้าจะนํามาเขียนเป็ นหนังสื อ
แล้วจะเขียนได้ไม่รู้กี่ลานหน้าและจะต้องเป็ นข้อมูลที่มี
                           ้
ความหมายอีกด้วย

                                    ่
           การที่เรารู ้ถึงการมีอยูของผูสร้างที่แท้จริ งแล้ว แต่
                                            ้
เราก็ ย ัง จะไปกราบไหว้บู ช า เคารพภัก ดี ต่ อ สิ่ ง อื่ น ก็
เหมือนกับการที่ชายคนหนึ่งที่ไม่เคยได้รู้มาก่อนเลยว่าพ่อ
แม่ ที่ แ ท้จ ริ ง ของตนคื อ ใคร แต่ ว ัน หนึ่ งผูเ้ ป็ นพ่ อ แม่ ที่
แท้จริ งของคน ๆ นี้ ได้นาหลักฐานมายืนยันพิสูจน์ว่าเป็ น
                                ํ
พ่อแม่ ที่แ ท้จ ริ ง แต่ เ ขากลับปฏิ เ สธพ่อแม่ ที่แ ท้จ ริ งของ
ตัวเอง ซึ่ งผลอันเนื่ องมากจากการปฏิเสธนี้ เอง ทําให้เขา
ปฏิเสธไม่ทาตามสิ่ งที่ลูกจะต้องทําต่อผูเ้ ป็ นพ่อแม่ เช่ น
                  ํ
กตัญ ํู รู้ คุ ณ เชื่ อ ฟั ง คุ ณ จะว่ า อย่า งไรกับ คน ๆ นี้ ผูที่
                                                                  ้
ปฏิเสธพระผูเ้ ป็ นเจ้า ผูเ้ ป็ นเจ้าของชีวิต เจ้าของโลก ทั้ง ๆ
ที่รู้อยู่แก่ใจ ด้วยหลักฐานข้อพิสูจน์ที่ยืนยันว่า พระองค์
                     ็ั
คือพระเจ้า แต่กยงปฏิเสธพระองค์อยูอีก          ่
27


             ในเมื่อมนุ ษย์ไม่สามารถบังเกิดตัวของเขาขึ้นมา
เองได้ นั้นก็หมายความว่า ตัวเขาไม่อาจที่จะเป็ นผูสร้างที่้
แท้จริ งได้ แต่ในทางตรงกันข้าม เขาคือผูที่ถูกสร้างขึ้นมา
                                                   ้
และแน่ นอนที่สุดสิ่ งถูกสร้ างหรื อผู้ท่ีถูกสร้ างนั้นก็ย่อมที่
จะต้ องมีจุดเริ่มต้ น ถ้าจะถามว่า ตัวคุณและตัวผมรวมทั้ง
มนุษย์ท้ งหมดโลกที่มีอยูในตอนนี้ เมื่อ 200 ปี ที่แล้วเราอยู่
           ั                 ่
ที่ไหนกัน ? เราตอบไม่ได้แน่ว่าเราอยูที่ไหนกัน แต่ถา
                                              ่                ้
ถามว่ า ตัว คุ ณ และตัว ผมมี จุ ด เริ่ มต้น ขึ้ นมาบนโลก
เมื่อไหร่ คุณและผมก็จะตอบคําถามนี้ ได้เป็ นอย่างดี เมื่อ
เป็ นเช่ นนี้ เราก็ตองยอมรับอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ว่า มนุษย์
                       ้
เรามีจุดเริ่ มต้ น และแน่ นอนว่ า สิ่ งที่มีจุดเริ่ มต้ นจะต้ อง
เป็ นสิ่ งที่ถูกสร้ างขึนมา เพราะมันไม่ สามารถที่จะบังเกิด
                         ้
ตัวของมันเองขึนมาได้ เราทุกคนบังเกิดมาจากความไม่มี
                     ้
มาสู่ ความมี อ ยู่ ยกตั ว อย่ า งเช่ น บ้ า นที่ เ ราอาศั ย อยู่
ประกอบไปด้วยอิฐ หิ น ปูนทราย ถ้าเราเอาหิ นมาวางไว้
กองหนึ่ ง เอาปูนมาวางไว้อีกกองหนึ่ ง เอาทรายมาวางอีก
กองหนึ่ง และก็เอาอิฐมาวางเอาไว้อีกกองหนึ่ง ถามว่า จะ
เป็ นไปได้ไ หมที่ ข องทั้ง สี่ สิ่ ง นี้ จะมารวมตัว กัน เองจน
กลายเป็ นบ้านขึ้นมา ? แน่นอนมนุษย์ผมีสติปัญญาย่อม
                                                ู้
ตอบว่า เป็ นไปไม่ได้อย่างแน่ นอน ถามว่าถ้าเราวางของ
28


ทั้งสี่ อย่างนี้เอาไว้ และอีกห้าสิ บปี เรากลับมาดูใหม่ ถามว่า
ของทั้งสี่ อย่างนั้นคืออิฐ หิ น ปูน ทรายจะเป็ นอย่างไร ?
แน่ น อนมัน ก็ จ ะคงอยู่ใ นสภาพเดิ ม มัน ถู ก กองเอาไว้
อย่างไร มันก็เป็ นอยู่อย่างนั้น นั้นก็สรุ ปได้ว่า บ้านที่เรา
อาศัย อยู่น้ ี จะต้องมี ผูสร้ างเพราะมัน สร้ างตัว เองขึ้ น มา
                               ้
ไม่ไ ด้ และเมื่ อมันเป็ นสิ่ งที่ ถูกสร้ างขึ้น มา มัน ก็จะต้อง
เป็ นสิ่ งที่มีจุดเริ่ มต้น และในเมื่อมันเป็ นสิ่ งที่ถูกสร้ างก็
จะต้ องมีผู้ที่สร้ างมันขึ้นมาอย่ างแน่ นอน เมื่อเป็ นเช่ นนี้
แล้ว เราไม่คิดที่จะย้อนกลับมาดูตวเราบ้างหรื อว่า เราผู ้
                                             ั
เป็ นมนุ ษ ย์ก็เป็ นสิ่ งที่ มีจุ ดเริ่ มต้นและเป็ นสิ่ งที่ ถูกสร้ าง
ขึ้นมา และใครกันที่เป็ นผู้ที่สร้ างมนุษย์ ขึนมา ? และสร้ าง
                                                   ้
มาทาไมกัน ? ตายแล้ วเราจะไปไหน ? ผู้ที่สร้ างเราขึนมา                ้
เขาสร้ างเรามาทาไม เขาสร้ างเราแล้ วก็ให้ เราตายไปเล่ น ๆ
อย่ างนั้นหรื อโดยไม่ มีจุดมุ่งหมาย ? และผูที่จะตอบ            ้
คํา ถามต่ า ง ๆ เหล่ า ได้ดี ที่ สุ ด ก็ คื อ ผู ้ที่ ส ร้ า งเราขึ้ น มา
นั้นเอง ผูซ่ ึ งเป็ นอยูและไม่ตาย เมื่อพูดถึงจุดนี้ ก็มีสิ่งที่เรา
             ้           ่
ควรที่จะรับรู ้ไว้เป็ นความรู ้เสริ มว่า เป็ นไปไม่ได้ที่สิ่งที่ไม่
                             ํ
มีชีวิตจะสามารถให้กาเนิ ดสิ่ งหนึ่ งสิ่ งใดขึ้นมาได้ดวยตัว        ้
ของมันเอง อย่างที่ได้ยกตัวอย่างเรื่ องอิฐ หิ น ปูน ทรายมา
ให้ดูแล้ว เป็ นไปได้ไหมที่อิฐ หิ น ปูน ทรายซึ่ งตัวมันเอง
29


                                             ํ
เป็ นสิ่ งที่ไม่มีชีวิตมันจะสามารถให้กาเนิดสิ่ งหนึ่ งสิ่ งใดที่
                                                  ํ
มี ชีวิตขึ้ น มาได้ หรื อมัน จะสามารถให้ก าเนิ ด สิ่ งที่ ไ ม่ มี
ชีวิตด้วยกันเอง เช่น บ้าน ขึ้นมาได้ เป็ นไปได้หรื อ ? เมื่อ
เป็ นเช่ นนี้ ผูที่สร้างมนุ ษย์ข้ ึนมาจึงเป็ นผูที่เป็ นอยู่และไม่
                ้                               ้
ตาย และในขณะเดียวกันตัวเราเองนั้นมีจุดเริ่ มต้น และก็
จะต้องมีจุดจบด้วยกันทุกคนอย่างแน่นอน ดังนั้นตัวเราจึง
ไม่มีสิทธิที่จะเป็ นผูที่จะมาตอบคําถามเหล่านั้นได้ ในเมื่อ
                         ้
เป็ นเช่นนี้ แล้วท่านไม่คิดที่จะคิดใช้สติปัญญาที่ท่านมีอยู่
ในการแสวงหาคํา ตอบต่ อ คํา ถามที่ สํา คัญ ต่ อ ชี วิ ต ท่ า น
เหล่านี้ บางหรื อ ? ท่ านคิดหรื อว่ า ผู้ที่เขาได้ สร้ างท่ าน
             ้
ขึนมา เขาจะสร้ างท่ านขึนมาอย่ างไร้ จุดมุ่งหมาย ไร้ แก่ น
  ้                          ้
สาร… ท่ านคิดอย่ างนั้นหรื อ ? ท่ านคิดว่ า ตายแล้ วก็สุด
กันแค่ น้ันจบกันเพียงแค่ นีหรือ ? มันจะไม่ เป็ นการหลอก
                               ้
ตัวเองไปหน่ อยหรือที่จะคิดเช่ นนั้น ? ท่ านหลอกตัวเอง
และหาทางออกให้ แก่ ตัวเองเพี ยงแค่ คิดปลอบใจตัวเอง
แบบง่ าย ๆ อย่ างนีหรือ ? แต่กระนั้นถ้าท่านยอมรับแล้ว
                       ้
ว่าจะต้องมี ผูสร้ างอย่างแน่ นอน แล้วท่านไม่สนใจบ้าง
                  ้
หรื อที่จะถามคําถามต่อไปว่า แล้วเขาสร้างเรามาทําไมกัน
มีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไร ? และถ้าท่านต้องการที่จะรู ้
คําตอบ คําถามที่ท่านต้องถามตัวเองต่อไปอีกก็คือ
30


 “แล้วจะไปหาคาตอบทีแท้ จริงได้ ที่ไหนกัน ?”
                   ่

              อิ ส ลามเป็ นชื่ อ ศาสนาที่ พ ระผู ้ส ร้ า งผู ้น้ ี ได้
ประทานมาให้แก่ มนุ ษย์ทุกยุคทุกสมัย โดยผ่านศาสดา
ท่านต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงแต่งตั้งมา ซึ่งมีคมภีร์อลกุรอาน
                                                  ั     ั
อันเป็ นคัมภีร์เล่มสุ ดท้ายที่พระองค์ได้ประทานมาให้แก่
ศาสดาท่านสุ ดท้าย นั้นคือศาสดามุฮมมัด (ขอความสันติ
                                           ั
จงมี แ ด่ ท่ า น) อัน เป็ นทางนํา แห่ ง การดํา เนิ น ชี วิ ต ของ
มนุ ษ ย์ และมี ค า ตอบต่ อ คํา ถามต่ า ง ๆ ของมนุ ษ ย์ และ
                       ํ
คัมภี ร์อลกุรอานนี้ ก็ยงสามารถยืนยันและพิสูจน์ตวของ
            ั              ั                                ั
มัน เองได้ว่า มัน เป็ นคัมภี ร์ที่มาจากผูที่สร้ างมนุ ษย์จริ ง
                                               ้
โดยที่มนุษย์ผถูกสร้างไม่สามารถเขียนหรื อแต่งคัมภีร์เล่ม
                    ู้
นี้ ขึ้ น มาเองได้ หากแต่ เ ป็ นคัม ภี ร์ ที่ ม าจากพระผูส ร้ า ง
                                                              ้
มนุ ษย์ที่ได้ถูกประทานมาให้ผ่านทางศาสดามุฮมมัดใน          ั
ฐานะที่ ถู ก แต่ ง ตั้ งเป็ นศาสดาท่ า นสุ ดท้ า ย เพื่ อ นํ า
เจตนารมณ์ ของพระผูสร้ างมาบอกกล่ าวแก่ มนุ ษ ย์ชาติ
                             ้
ทั้งหลายว่า เขาได้ถูกสร้างขึ้นมาบนโลกนี้ทาไม ตายแล้วํ
ไปไหน ชี วิ ต หลัง ความตายเป็ นเช่ น ไร อย่า งไรถึ ง จะ
เรี ย กว่า เป็ นความดี อย่า งไรถึ ง จะเรี ย กว่า เป็ นความชั่ว
รวมทั้งสิ่ งอื่น ๆ ที่มนุษย์ผถูกสร้างจําเป็ นจะต้องรู ้
                                ู้
31


มาถึ ง ตอนนี้ ขอถามคํา ถามให้ท่ า นได้ใ ช้ค วามคิ ด ออก
กําลังสมองกันอีกสักเล็กน้อยว่า :

1. สมมุติว่า มีเครื่ องจักรกลที่ไม่เคยมีใครได้เห็นและรู ้จก
                                                          ั
มาก่อนได้ถูกนํามาวางไว้ต่อหน้าท่าน ผมถามท่านว่าใคร
จะเป็ นผู ้ที่ ส ามารถที่ จ ะบอกถึ ง วิ ธี ก ารทํา งานของ
เครื่ องจักรกลนี้ได้ดีที่สุดและถูกต้อง ?

2. สมมุติวา เครื่ องจักรกลที่ว่านี้ได้ถูกนํามาวางไว้ต่อหน้า
            ่
                                         ่
ท่าน และในขณะเดียวกันก็มีคนอยูสี่คน โดยที่ท้ งสี่ คนนี้ ั
ต่างคนต่างก็อางว่าตนเองเป็ นผูท่ีได้สร้างเครื่ องจักรกลนี้
                ้                   ้
ขึ้ น มา ผมถามคุ ณ ว่า คุ ณ จะรู ้ ไ ด้อย่า งไรหรื อ พิ สูจ น์ ไ ด้
อย่างไรว่า ในทั้งสี่ คนนี้ ใครเป็ นผูที่ได้สร้างเครื่ องจักรกล
                                       ้
นี้มาตัวจริ ง ?

3. สมมุติว่า มีคมภีร์อยูสี่เล่ม คัมภีร์เล่มที่หนึ่ ง สอง สาม
                ั       ่
ได้พิสูจน์ตวของมันเองแล้วว่า ได้ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข
           ั
ไปจากเดิ มจนไม่ อาจรู ้ ไ ด้ว่าคัมภี ร์เ ล่ มนี้ จริ ง ๆ แล้ว ได้
กล่าวอะไรเอาไว้ และได้บอกหรื อได้สอนอะไรเอาไว้บาง              ้
และนอกจากนั้นคัมภีร์เล่มที่ หนึ่ ง สอง สาม นี้ ก็ยงมีขอที่
                                                         ั ้
32


ขัดแย้งกันในตัวเองและขัดแย้งซึ่ งกันและกันอยู่ และก็ยง              ั
มีสิ่งที่ขดแย้งกับข้อเท็จจริ งหลาย ๆ อย่างด้วยกัน และบาง
            ั
เล่ ม ก็ มี ห ลัก คํา สอนที่ ม นุ ษ ย์ใ นยุค ปั จ จุ บ ัน ไม่ ส ามารถ
                                            ั ั
นํามาปฏิบติได้แล้วหรื อถ้าจะปฏิบติกนจริ ง ๆ ก็จะต้อง
                ั
สละโลก และบางเล่มก็มีหลักคําสอนที่หละหลวมเกินไป
นี้ คือสภาพของคัมภีร์สามเล่มแรก แต่มีคมภีร์เล่มที่สี่อยู่
                                                      ั
เล่ ม เดี ย วที่ ย ง คงความบริ สุ ท ธิ์ ไม่ เ คยถู ก เปลี่ ย นแปลง
                      ั
แก้ไขเลยแม้แต่นอย และคัมภีร์เล่มที่สี่น้ ี ก็มีจุดเด่นตรงที่
                        ้
ว่า ได้บอกถึงวิธีการแก้ไขปั ญหาต่าง ๆ ของมนุษย์ที่มีอยู่
ในสังคมโดยเฉพาะปัญหาด้านศีลธรรมเอาไว้อย่างชัดเจน
และคัมภีร์เล่มที่สี่น้ ี ก็ยงมีหลักคําสอนที่ไม่ขดแย้งกันใน
                             ั                            ั
ตัว เอง และเป็ นหลัก คํา สอนที่ ไ ม่ ข ัด ต่ อ ธรรมชาติ ข อง
ความเป็ นมนุษย์อีกด้วยและมนุษย์ทุกรุ่ นทุกวัยก็สามารถ
ปฏิ บ ั ติ ต ามหลั ก คํา สอนนี้ ได้ และคัม ภี ร์ เ ล่ ม นี้ ก็ ไ ม่
แบ่งแยกระหว่างทางโลกและทางธรรมหากแต่ว่าทั้งสอง
จะต้องดําเนิ นไปด้วยกันแบบควบคู่กนไปจึงจะสมบูรณ์ั
ได้ และก็ยงเป็ นคัมภีร์ที่สามารถใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัย
                  ั
ทุ ก สถานที่ แ ละทุ ก เวลาไม่ ว่ า โลกจะเปลี่ ย นแปลงไป
อย่างไรก็แล้วแต่ คัมภีร์เล่มนี้ก็ยงสามารถที่จะนํามาใช้ได้
                                        ั
เป็ นอย่างดีท้ งต่อตัวเองและต่อสังคมโดยส่ วนรวม อีกทั้ง
                    ั
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete

More Related Content

Similar to ถามให้คิดสะกิดใจ Complete

Dhamma nearby 16/06/2011volume 54
Dhamma nearby 16/06/2011volume 54Dhamma nearby 16/06/2011volume 54
Dhamma nearby 16/06/2011volume 54
dentyomaraj
 
หลวงพ่อทูล วัฏฏะสงสาร
หลวงพ่อทูล วัฏฏะสงสารหลวงพ่อทูล วัฏฏะสงสาร
หลวงพ่อทูล วัฏฏะสงสารguestf16531
 
กลุ่มทับทิมกรอบ --เรื่องมนุษย์กับความคิด
กลุ่มทับทิมกรอบ --เรื่องมนุษย์กับความคิดกลุ่มทับทิมกรอบ --เรื่องมนุษย์กับความคิด
กลุ่มทับทิมกรอบ --เรื่องมนุษย์กับความคิด
freelance
 
สายธารปรัชญาคือที่มาของสรรพศาสตร์
สายธารปรัชญาคือที่มาของสรรพศาสตร์สายธารปรัชญาคือที่มาของสรรพศาสตร์
สายธารปรัชญาคือที่มาของสรรพศาสตร์pentanino
 
ความคิดสร้างสรรค์
ความคิดสร้างสรรค์ความคิดสร้างสรรค์
ความคิดสร้างสรรค์
Surapon Boonlue
 
ธรรมะสั้นๆเพื่อวันที่ดีงาม
ธรรมะสั้นๆเพื่อวันที่ดีงามธรรมะสั้นๆเพื่อวันที่ดีงาม
ธรรมะสั้นๆเพื่อวันที่ดีงามAmnuay Nantananont
 
ศึกษาเปรียบเทียบแนวความคิด
ศึกษาเปรียบเทียบแนวความคิดศึกษาเปรียบเทียบแนวความคิด
ศึกษาเปรียบเทียบแนวความคิดpentanino
 
ตายแล้วไปไหน
ตายแล้วไปไหนตายแล้วไปไหน
ตายแล้วไปไหนPanda Jing
 
การเรียนรู้ของนักวิชาการในการสร้างปัญญา เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในอนาคต อ...
การเรียนรู้ของนักวิชาการในการสร้างปัญญา เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในอนาคต อ...การเรียนรู้ของนักวิชาการในการสร้างปัญญา เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในอนาคต อ...
การเรียนรู้ของนักวิชาการในการสร้างปัญญา เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในอนาคต อ...
Klangpanya
 
Presentation เต้าเต๋อจิง คัมภีร์นักปกครอง โดยอาจารย์ก่อศักดิ์ ธรรมเจริญกิจ
Presentation เต้าเต๋อจิง คัมภีร์นักปกครอง โดยอาจารย์ก่อศักดิ์ ธรรมเจริญกิจPresentation เต้าเต๋อจิง คัมภีร์นักปกครอง โดยอาจารย์ก่อศักดิ์ ธรรมเจริญกิจ
Presentation เต้าเต๋อจิง คัมภีร์นักปกครอง โดยอาจารย์ก่อศักดิ์ ธรรมเจริญกิจ
Nopporn Thepsithar
 
พุทธอภิปรัชญา ความจริงเกี่ยวกับจักรวาล โลก มนุษย์และสังสารวัฏ
พุทธอภิปรัชญา ความจริงเกี่ยวกับจักรวาล โลก มนุษย์และสังสารวัฏพุทธอภิปรัชญา ความจริงเกี่ยวกับจักรวาล โลก มนุษย์และสังสารวัฏ
พุทธอภิปรัชญา ความจริงเกี่ยวกับจักรวาล โลก มนุษย์และสังสารวัฏCUPress
 
กลุ่มตนเป็นที่พึ่งแห่งตน --นิเวศวิทยากับศาสนา
กลุ่มตนเป็นที่พึ่งแห่งตน --นิเวศวิทยากับศาสนากลุ่มตนเป็นที่พึ่งแห่งตน --นิเวศวิทยากับศาสนา
กลุ่มตนเป็นที่พึ่งแห่งตน --นิเวศวิทยากับศาสนา
freelance
 
แนวคิดเรื่องกรรมและความจริงสูงสุดของศาสนาเชน
แนวคิดเรื่องกรรมและความจริงสูงสุดของศาสนาเชนแนวคิดเรื่องกรรมและความจริงสูงสุดของศาสนาเชน
แนวคิดเรื่องกรรมและความจริงสูงสุดของศาสนาเชนTongsamut vorasan
 
สุภีร์ ทุมทอง สติปัญญา
สุภีร์ ทุมทอง   สติปัญญาสุภีร์ ทุมทอง   สติปัญญา
สุภีร์ ทุมทอง สติปัญญาTongsamut vorasan
 
กลุ่มน้องเต่าชิกูเมะ --มนุษยกับการแสวงหาความจริงและความหมายของชีวิต
กลุ่มน้องเต่าชิกูเมะ --มนุษยกับการแสวงหาความจริงและความหมายของชีวิตกลุ่มน้องเต่าชิกูเมะ --มนุษยกับการแสวงหาความจริงและความหมายของชีวิต
กลุ่มน้องเต่าชิกูเมะ --มนุษยกับการแสวงหาความจริงและความหมายของชีวิต
freelance
 
อีบุ๊ค ชีวิตนี้น้อยนัก
อีบุ๊ค ชีวิตนี้น้อยนักอีบุ๊ค ชีวิตนี้น้อยนัก
อีบุ๊ค ชีวิตนี้น้อยนัก
Panda Jing
 
กลุ่มปลาUse --ตายแล้วเกิดอีกกี่ครั้งก็ยังเป็นสุข
กลุ่มปลาUse --ตายแล้วเกิดอีกกี่ครั้งก็ยังเป็นสุขกลุ่มปลาUse --ตายแล้วเกิดอีกกี่ครั้งก็ยังเป็นสุข
กลุ่มปลาUse --ตายแล้วเกิดอีกกี่ครั้งก็ยังเป็นสุข
freelance
 
บทที่ 1 ศึกษาความหมายและความเป็นมาของวิชาเทววิทยาเบื้องต้น
บทที่ 1 ศึกษาความหมายและความเป็นมาของวิชาเทววิทยาเบื้องต้นบทที่ 1 ศึกษาความหมายและความเป็นมาของวิชาเทววิทยาเบื้องต้น
บทที่ 1 ศึกษาความหมายและความเป็นมาของวิชาเทววิทยาเบื้องต้น
Gawewat Dechaapinun
 
สสารและ พลังงานในพุทธศาสนา
สสารและ พลังงานในพุทธศาสนาสสารและ พลังงานในพุทธศาสนา
สสารและ พลังงานในพุทธศาสนา
Punya Benja
 

Similar to ถามให้คิดสะกิดใจ Complete (20)

Dhamma nearby 16/06/2011volume 54
Dhamma nearby 16/06/2011volume 54Dhamma nearby 16/06/2011volume 54
Dhamma nearby 16/06/2011volume 54
 
หลวงพ่อทูล วัฏฏะสงสาร
หลวงพ่อทูล วัฏฏะสงสารหลวงพ่อทูล วัฏฏะสงสาร
หลวงพ่อทูล วัฏฏะสงสาร
 
กลุ่มทับทิมกรอบ --เรื่องมนุษย์กับความคิด
กลุ่มทับทิมกรอบ --เรื่องมนุษย์กับความคิดกลุ่มทับทิมกรอบ --เรื่องมนุษย์กับความคิด
กลุ่มทับทิมกรอบ --เรื่องมนุษย์กับความคิด
 
สายธารปรัชญาคือที่มาของสรรพศาสตร์
สายธารปรัชญาคือที่มาของสรรพศาสตร์สายธารปรัชญาคือที่มาของสรรพศาสตร์
สายธารปรัชญาคือที่มาของสรรพศาสตร์
 
ความคิดสร้างสรรค์
ความคิดสร้างสรรค์ความคิดสร้างสรรค์
ความคิดสร้างสรรค์
 
ธรรมะสั้นๆเพื่อวันที่ดีงาม
ธรรมะสั้นๆเพื่อวันที่ดีงามธรรมะสั้นๆเพื่อวันที่ดีงาม
ธรรมะสั้นๆเพื่อวันที่ดีงาม
 
ศึกษาเปรียบเทียบแนวความคิด
ศึกษาเปรียบเทียบแนวความคิดศึกษาเปรียบเทียบแนวความคิด
ศึกษาเปรียบเทียบแนวความคิด
 
ตายแล้วไปไหน
ตายแล้วไปไหนตายแล้วไปไหน
ตายแล้วไปไหน
 
การเรียนรู้ของนักวิชาการในการสร้างปัญญา เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในอนาคต อ...
การเรียนรู้ของนักวิชาการในการสร้างปัญญา เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในอนาคต อ...การเรียนรู้ของนักวิชาการในการสร้างปัญญา เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในอนาคต อ...
การเรียนรู้ของนักวิชาการในการสร้างปัญญา เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในอนาคต อ...
 
Presentation เต้าเต๋อจิง คัมภีร์นักปกครอง โดยอาจารย์ก่อศักดิ์ ธรรมเจริญกิจ
Presentation เต้าเต๋อจิง คัมภีร์นักปกครอง โดยอาจารย์ก่อศักดิ์ ธรรมเจริญกิจPresentation เต้าเต๋อจิง คัมภีร์นักปกครอง โดยอาจารย์ก่อศักดิ์ ธรรมเจริญกิจ
Presentation เต้าเต๋อจิง คัมภีร์นักปกครอง โดยอาจารย์ก่อศักดิ์ ธรรมเจริญกิจ
 
พุทธอภิปรัชญา ความจริงเกี่ยวกับจักรวาล โลก มนุษย์และสังสารวัฏ
พุทธอภิปรัชญา ความจริงเกี่ยวกับจักรวาล โลก มนุษย์และสังสารวัฏพุทธอภิปรัชญา ความจริงเกี่ยวกับจักรวาล โลก มนุษย์และสังสารวัฏ
พุทธอภิปรัชญา ความจริงเกี่ยวกับจักรวาล โลก มนุษย์และสังสารวัฏ
 
กลุ่มตนเป็นที่พึ่งแห่งตน --นิเวศวิทยากับศาสนา
กลุ่มตนเป็นที่พึ่งแห่งตน --นิเวศวิทยากับศาสนากลุ่มตนเป็นที่พึ่งแห่งตน --นิเวศวิทยากับศาสนา
กลุ่มตนเป็นที่พึ่งแห่งตน --นิเวศวิทยากับศาสนา
 
Dec 10 Vol.2
Dec 10 Vol.2Dec 10 Vol.2
Dec 10 Vol.2
 
แนวคิดเรื่องกรรมและความจริงสูงสุดของศาสนาเชน
แนวคิดเรื่องกรรมและความจริงสูงสุดของศาสนาเชนแนวคิดเรื่องกรรมและความจริงสูงสุดของศาสนาเชน
แนวคิดเรื่องกรรมและความจริงสูงสุดของศาสนาเชน
 
สุภีร์ ทุมทอง สติปัญญา
สุภีร์ ทุมทอง   สติปัญญาสุภีร์ ทุมทอง   สติปัญญา
สุภีร์ ทุมทอง สติปัญญา
 
กลุ่มน้องเต่าชิกูเมะ --มนุษยกับการแสวงหาความจริงและความหมายของชีวิต
กลุ่มน้องเต่าชิกูเมะ --มนุษยกับการแสวงหาความจริงและความหมายของชีวิตกลุ่มน้องเต่าชิกูเมะ --มนุษยกับการแสวงหาความจริงและความหมายของชีวิต
กลุ่มน้องเต่าชิกูเมะ --มนุษยกับการแสวงหาความจริงและความหมายของชีวิต
 
อีบุ๊ค ชีวิตนี้น้อยนัก
อีบุ๊ค ชีวิตนี้น้อยนักอีบุ๊ค ชีวิตนี้น้อยนัก
อีบุ๊ค ชีวิตนี้น้อยนัก
 
กลุ่มปลาUse --ตายแล้วเกิดอีกกี่ครั้งก็ยังเป็นสุข
กลุ่มปลาUse --ตายแล้วเกิดอีกกี่ครั้งก็ยังเป็นสุขกลุ่มปลาUse --ตายแล้วเกิดอีกกี่ครั้งก็ยังเป็นสุข
กลุ่มปลาUse --ตายแล้วเกิดอีกกี่ครั้งก็ยังเป็นสุข
 
บทที่ 1 ศึกษาความหมายและความเป็นมาของวิชาเทววิทยาเบื้องต้น
บทที่ 1 ศึกษาความหมายและความเป็นมาของวิชาเทววิทยาเบื้องต้นบทที่ 1 ศึกษาความหมายและความเป็นมาของวิชาเทววิทยาเบื้องต้น
บทที่ 1 ศึกษาความหมายและความเป็นมาของวิชาเทววิทยาเบื้องต้น
 
สสารและ พลังงานในพุทธศาสนา
สสารและ พลังงานในพุทธศาสนาสสารและ พลังงานในพุทธศาสนา
สสารและ พลังงานในพุทธศาสนา
 

More from Muttakeen Che-leah

เดินทางโดยไม่มีมะฮฺรอม.Doc
 เดินทางโดยไม่มีมะฮฺรอม.Doc  เดินทางโดยไม่มีมะฮฺรอม.Doc
เดินทางโดยไม่มีมะฮฺรอม.Doc Muttakeen Che-leah
 
เหตุผลหรือข้ออ้างลับที่ไม่ถูกเปิดเผย
เหตุผลหรือข้ออ้างลับที่ไม่ถูกเปิดเผยเหตุผลหรือข้ออ้างลับที่ไม่ถูกเปิดเผย
เหตุผลหรือข้ออ้างลับที่ไม่ถูกเปิดเผยMuttakeen Che-leah
 
วิจารณ์เวียนว่ายตายเิกด
วิจารณ์เวียนว่ายตายเิกดวิจารณ์เวียนว่ายตายเิกด
วิจารณ์เวียนว่ายตายเิกดMuttakeen Che-leah
 
วิเคราะห์ฮะดีษ
วิเคราะห์ฮะดีษวิเคราะห์ฮะดีษ
วิเคราะห์ฮะดีษMuttakeen Che-leah
 
วิเคราะห์ความโอ้อวด
วิเคราะห์ความโอ้อวดวิเคราะห์ความโอ้อวด
วิเคราะห์ความโอ้อวดMuttakeen Che-leah
 
ลัทธิภาคีนิยมในรั้วมหาวิทยาลัย
ลัทธิภาคีนิยมในรั้วมหาวิทยาลัยลัทธิภาคีนิยมในรั้วมหาวิทยาลัย
ลัทธิภาคีนิยมในรั้วมหาวิทยาลัยMuttakeen Che-leah
 
มาตรวจสอบอารมณ์กันก่อนที่จะวิเคราะห์
มาตรวจสอบอารมณ์กันก่อนที่จะวิเคราะห์มาตรวจสอบอารมณ์กันก่อนที่จะวิเคราะห์
มาตรวจสอบอารมณ์กันก่อนที่จะวิเคราะห์Muttakeen Che-leah
 
พระเยซูเป็นพระเจ้าไม่ได้อย่างแน่นอน ด้วยเงื่อนไขบังคับและเงื่อนไขจำเป็น
พระเยซูเป็นพระเจ้าไม่ได้อย่างแน่นอน ด้วยเงื่อนไขบังคับและเงื่อนไขจำเป็นพระเยซูเป็นพระเจ้าไม่ได้อย่างแน่นอน ด้วยเงื่อนไขบังคับและเงื่อนไขจำเป็น
พระเยซูเป็นพระเจ้าไม่ได้อย่างแน่นอน ด้วยเงื่อนไขบังคับและเงื่อนไขจำเป็นMuttakeen Che-leah
 
แผนที่ตรรกะ
แผนที่ตรรกะแผนที่ตรรกะ
แผนที่ตรรกะMuttakeen Che-leah
 
บันทึกย่อที่ไม่ได้จัดหมวดหมู่
บันทึกย่อที่ไม่ได้จัดหมวดหมู่บันทึกย่อที่ไม่ได้จัดหมวดหมู่
บันทึกย่อที่ไม่ได้จัดหมวดหมู่Muttakeen Che-leah
 
ในการสนทนากับชาวต่างศาสนิกนั้น มีหลายครั้งด้วยกันที่อีกฝ่ายจะยกข้อความมายาว ซ...
ในการสนทนากับชาวต่างศาสนิกนั้น มีหลายครั้งด้วยกันที่อีกฝ่ายจะยกข้อความมายาว ซ...ในการสนทนากับชาวต่างศาสนิกนั้น มีหลายครั้งด้วยกันที่อีกฝ่ายจะยกข้อความมายาว ซ...
ในการสนทนากับชาวต่างศาสนิกนั้น มีหลายครั้งด้วยกันที่อีกฝ่ายจะยกข้อความมายาว ซ...Muttakeen Che-leah
 
แนวทางศึกษาอิสลามให้ได้ซึ่งคำสอนที่แท้จริง
แนวทางศึกษาอิสลามให้ได้ซึ่งคำสอนที่แท้จริงแนวทางศึกษาอิสลามให้ได้ซึ่งคำสอนที่แท้จริง
แนวทางศึกษาอิสลามให้ได้ซึ่งคำสอนที่แท้จริงMuttakeen Che-leah
 
ตรรกเอาความเป็นรูปธรรม
ตรรกเอาความเป็นรูปธรรมตรรกเอาความเป็นรูปธรรม
ตรรกเอาความเป็นรูปธรรมMuttakeen Che-leah
 
ตรรก และ เหตุผลวิบัติ
ตรรก และ เหตุผลวิบัติตรรก และ เหตุผลวิบัติ
ตรรก และ เหตุผลวิบัติMuttakeen Che-leah
 
เดินทางโดยไม่มีมะฮฺรอม
เดินทางโดยไม่มีมะฮฺรอมเดินทางโดยไม่มีมะฮฺรอม
เดินทางโดยไม่มีมะฮฺรอมMuttakeen Che-leah
 
การทำงานศาสนาด้านต่างๆ ในแง่ของการให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับอิสลาม
การทำงานศาสนาด้านต่างๆ ในแง่ของการให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับอิสลามการทำงานศาสนาด้านต่างๆ ในแง่ของการให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับอิสลาม
การทำงานศาสนาด้านต่างๆ ในแง่ของการให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับอิสลามMuttakeen Che-leah
 

More from Muttakeen Che-leah (20)

Al kafi
Al kafiAl kafi
Al kafi
 
เดินทางโดยไม่มีมะฮฺรอม.Doc
 เดินทางโดยไม่มีมะฮฺรอม.Doc  เดินทางโดยไม่มีมะฮฺรอม.Doc
เดินทางโดยไม่มีมะฮฺรอม.Doc
 
ค็อฏฏ๊อบ.Doc
 ค็อฏฏ๊อบ.Doc  ค็อฏฏ๊อบ.Doc
ค็อฏฏ๊อบ.Doc
 
เหตุผลหรือข้ออ้างลับที่ไม่ถูกเปิดเผย
เหตุผลหรือข้ออ้างลับที่ไม่ถูกเปิดเผยเหตุผลหรือข้ออ้างลับที่ไม่ถูกเปิดเผย
เหตุผลหรือข้ออ้างลับที่ไม่ถูกเปิดเผย
 
วิจารณ์เวียนว่ายตายเิกด
วิจารณ์เวียนว่ายตายเิกดวิจารณ์เวียนว่ายตายเิกด
วิจารณ์เวียนว่ายตายเิกด
 
วิเคราะห์ฮะดีษ
วิเคราะห์ฮะดีษวิเคราะห์ฮะดีษ
วิเคราะห์ฮะดีษ
 
วิเคราะห์ความโอ้อวด
วิเคราะห์ความโอ้อวดวิเคราะห์ความโอ้อวด
วิเคราะห์ความโอ้อวด
 
ลัทธิภาคีนิยมในรั้วมหาวิทยาลัย
ลัทธิภาคีนิยมในรั้วมหาวิทยาลัยลัทธิภาคีนิยมในรั้วมหาวิทยาลัย
ลัทธิภาคีนิยมในรั้วมหาวิทยาลัย
 
มาตรวจสอบอารมณ์กันก่อนที่จะวิเคราะห์
มาตรวจสอบอารมณ์กันก่อนที่จะวิเคราะห์มาตรวจสอบอารมณ์กันก่อนที่จะวิเคราะห์
มาตรวจสอบอารมณ์กันก่อนที่จะวิเคราะห์
 
พระเยซูเป็นพระเจ้าไม่ได้อย่างแน่นอน ด้วยเงื่อนไขบังคับและเงื่อนไขจำเป็น
พระเยซูเป็นพระเจ้าไม่ได้อย่างแน่นอน ด้วยเงื่อนไขบังคับและเงื่อนไขจำเป็นพระเยซูเป็นพระเจ้าไม่ได้อย่างแน่นอน ด้วยเงื่อนไขบังคับและเงื่อนไขจำเป็น
พระเยซูเป็นพระเจ้าไม่ได้อย่างแน่นอน ด้วยเงื่อนไขบังคับและเงื่อนไขจำเป็น
 
แผนที่ตรรกะ
แผนที่ตรรกะแผนที่ตรรกะ
แผนที่ตรรกะ
 
บันทึกย่อที่ไม่ได้จัดหมวดหมู่
บันทึกย่อที่ไม่ได้จัดหมวดหมู่บันทึกย่อที่ไม่ได้จัดหมวดหมู่
บันทึกย่อที่ไม่ได้จัดหมวดหมู่
 
ในการสนทนากับชาวต่างศาสนิกนั้น มีหลายครั้งด้วยกันที่อีกฝ่ายจะยกข้อความมายาว ซ...
ในการสนทนากับชาวต่างศาสนิกนั้น มีหลายครั้งด้วยกันที่อีกฝ่ายจะยกข้อความมายาว ซ...ในการสนทนากับชาวต่างศาสนิกนั้น มีหลายครั้งด้วยกันที่อีกฝ่ายจะยกข้อความมายาว ซ...
ในการสนทนากับชาวต่างศาสนิกนั้น มีหลายครั้งด้วยกันที่อีกฝ่ายจะยกข้อความมายาว ซ...
 
แนวทางศึกษาอิสลามให้ได้ซึ่งคำสอนที่แท้จริง
แนวทางศึกษาอิสลามให้ได้ซึ่งคำสอนที่แท้จริงแนวทางศึกษาอิสลามให้ได้ซึ่งคำสอนที่แท้จริง
แนวทางศึกษาอิสลามให้ได้ซึ่งคำสอนที่แท้จริง
 
ตรรกเอาความเป็นรูปธรรม
ตรรกเอาความเป็นรูปธรรมตรรกเอาความเป็นรูปธรรม
ตรรกเอาความเป็นรูปธรรม
 
ตรรก และ เหตุผลวิบัติ
ตรรก และ เหตุผลวิบัติตรรก และ เหตุผลวิบัติ
ตรรก และ เหตุผลวิบัติ
 
เดินทางโดยไม่มีมะฮฺรอม
เดินทางโดยไม่มีมะฮฺรอมเดินทางโดยไม่มีมะฮฺรอม
เดินทางโดยไม่มีมะฮฺรอม
 
การทำงานศาสนาด้านต่างๆ ในแง่ของการให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับอิสลาม
การทำงานศาสนาด้านต่างๆ ในแง่ของการให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับอิสลามการทำงานศาสนาด้านต่างๆ ในแง่ของการให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับอิสลาม
การทำงานศาสนาด้านต่างๆ ในแง่ของการให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับอิสลาม
 
Names list of_logical_fallacy
Names list of_logical_fallacyNames list of_logical_fallacy
Names list of_logical_fallacy
 
Guide of association
Guide of associationGuide of association
Guide of association
 

ถามให้คิดสะกิดใจ Complete

  • 1.
  • 2. ¶ÒÁãËŒ¤Ô´...ÊСԴ㨠à¢Õ¹â´Â : Í.ªÒÃÕ¿ ǧȏàʧÕèÂÁ Í͡Ẻ»¡ : ÍÑ««ÒºÔ¡Ù¹ ÊÒ¤ÙÃÍ«Ò¹ ¾ÔÊÙ¨¹ÍÑ¡Éà : «Í¿‚¹ÐÎÚ ºÔ¹µÔ ¡Íà«çÁ ¾ÔÁ¾¤ÃÑ駷Õè 2 : ¾ÄÉÀÒ¤Á 2555 Êӹѡ¾ÔÁ¾ : «ÒºÔ¡Ù¹ 42/2 Á.2 µ.ÊÐ൧¹Í¡ Í.àÁ×ͧ ¨.ÂÐÅÒ 96130 âç¾ÔÁ¾ : ºÃÔÉÑ· ¹ÑµÇÔ´Ò ¡ÒþÔÁ¾ ¨Ó¡Ñ´ ÊÑ觫×éÍ˹ѧÊ×Íä´Œ·Õè : www.sunnahtrade.com ¤Ø³ÍÔºÃÍÎÔÁ ÊÒàËÁÒ â·Ã : 085-365-0015 àÇçºä«µ¡ÅØ‹ÁÍÑ««ÒºÔ¡Ù¹ : www.ÍÔÊÅÒÁ.net
  • 4. 1 จะพิสูจน์ ได้ อย่ างไรถึงพระผู้สร้ างทีแท้ จริง ่ ถามให้ คด...สะกิดใจ ิ สู เจ้ ามิได้ ใคร่ ครวญดูบ้างหรือ ? อ. ชะรี ฟ วงศ์เสงี่ยม บทความต่อไปนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อที่จะเตือนสติผที่ ู้ ยังปฏิ เสธหรื อยังไม่แน่ ใจถึงการมี อยู่ของพระผูสร้ างที่ ้ แท้จริ ง หรื อเราจะเรี ยกว่าพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งก็ได้ โดย มี ค วามหวัง ว่ า พี่ น้อ งมุ ส ลิ ม ท่ า นใดที่ มี เ พื่ อ นเป็ นชาว ต่างศาสนิ ก บทความนี้ อาจจะเป็ นประโยชน์แก่เขาได้ โดยขอให้นาบทความนี้ ไปใช้ประโยชน์ให้มากที่สุดเพื่อ ํ เป็ นก้าวแรกในการสะกิ ดจิตสํานึ กเบื้องลึกของเขาผูน้ ัน ้ อิสลามสอนเอาไว้ว่า มนุ ษย์ทุกคนเกิดขึ้นมาโดยมีความ เชื่ อ ในพระผู ้เ ป็ นเจ้ า ที่ แ ท้จ ริ งอยู่ ต้ ัง แต่ เ กิ ด แล้ว แต่ เนื่ องมาจากสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเขาทําให้ เขาผูน้ ัน มี ความคิ ดความเชื่ อที่ เ ปลี่ ยนแปลงไปจากเดิ ม ้ เช่ น กลายเป็ นผูที่ปฏิเสธพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งไป และ ้ บางรายปากก็กล่าวว่า ไม่เชื่อในพระเจ้าหรื อพระผูสร้างที่ ้ แท้จ ริ ง แต่ ใ นขณะเดี ย วกัน ก็ ก ราบไหว้บู ช าสิ่ ง ต่ า ง ๆ
  • 5. 2 สารพัด ไม่ว่าจะเป็ นผีสางนางไม้ รู ปปั้ นต่าง ๆ หรื อไม่ก็ ต้นไม้ ทั้งนี้อย่างที่บอกไปแล้วว่า มนุษย์เกิดขึ้นมาโดยถูก ฝังความเชื่ อในพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งมาในตัวแล้ว ด้วย เหตุ น้ ี มนุ ษ ย์ที่ ห ลอกตัว เองก็ เ ลยปฏิ เ สธ พระผูเ้ ป็ นเจ้า หรื อพระผูสร้างที่แท้จริ ง และหันไปเคารพบูชาพระเจ้าที่ ้ จอมปลอมทั้ง หลาย ซึ่ งภาษาอาหรั บ ใช้ค ํา ว่ า ตอฆู ต ถึ งแม้ว่า เขาผูน้ ัน จะไม่ เ รี ย กสิ่ งนั้น ว่า พระเจ้า ก็ตาม แต่ ้ หลี กเลี่ ยงไปเรี ยกชื่ ออื่ นเพื่อปลอบใจตัว เองและหลอก ตัวเอง แต่ในจิตสํานึ กลึก ๆ แล้วเขาก็ไม่อาจที่จะหลอก ตัวเองได้ เมื่อพูดถึงเรื่ องที่ว่า มนุ ษย์เกิ ดขึ้นมาพร้อมกับ ความเชื่อในพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ ง ก็ทาให้นึกถึงคํากล่าว ํ ที่ ว่า ถ้าคุ ณ นํา เด็ก กลุ่ มหนึ่ ง ที่ เ กิ ด มาใหม่ ไ ปเลี้ ย งไว้ใ น สถานที่ ๆ จัด เตรี ยมไว้โ ดยเฉพาะ โดยไม่ ใ ห้ ไ ด้รั บ อิทธิ พลจากสิ่ งแวดล้อมใด ๆ ทั้งสิ้ น ไม่ว่าจะเป็ นศาสนา หรื อ วัฒ นธรรมใด ๆ และไม่ ใ ห้ เ ด็ ก กลุ่ ม นั้น เห็ น หรื อ พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผูใดทั้งสิ้ น เมื่อถึงเวลา ้ ก็เอาข้าวเอานํ้าไปให้ เมื่อเด็กกลุ่มนั้นเติบโตมา ก็ให้เรา เข้า ไปเรี ย นรู ้ ห ลัก ความเชื่ อ ของเด็ก กลุ่ ม นั้น ดู ว่ า เขามี ความเชื่ อ อย่างไร แน่ นอนที่ สุดสิ่ งที่ เราจะพบก็คือ เด็ก กลุ่มนั้นจะเติ บโตขึ้นมาในสภาพที่ เชื่ อในการมี อยู่ของ
  • 6. 3 พระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งเพียงองค์เดียว โดยไม่ตองมีใครไป ้ สั่งสอน หรื อบอกกล่าวแก่พวกเขาเลย เพียงแต่ว่าเขาจะ ้ ่ เรี ยกพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งผูน้ ีวาชื่ออะไรเท่านั้นเอง แต่ที่ สําคัญก็คือ เด็กกลุ่มนั้นจะเติบโตขึ้นมาโดยเชื่ อถึงการมี อยู่ของพระผูสร้ าง หรื อพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่ แท้จริ ง โดยไม่ ้ ต้องมีใครไปสังสอนบอกกล่าว ่ มนุ ษย์เติบโตมาพร้อมด้วยสติปัญญาและเหตุผล ที่ จ ะเป็ นเครื่ อ งช่ ว ยตัด สิ น ในกิ จ การงานต่ า ง ๆ ทั้ง ที่ มี ความสําคัญและไม่สําคัญ มนุ ษย์มีความแตกต่างไปจาก สัตว์ตรงที่มนุ ษย์รู้จกใช้สติปัญญาและเหตุผล ตั้งแต่ตื่น ั นอนขึ้ น มาจนถึ ง เข้า นอนอี ก ครั้ งหนึ่ ง มนุ ษ ย์เ ราจะใช้ ่ ความคิดอยูตลอดเวลา ไม่คิดเรื่ องโน้นก็เรื่ องนี้ แม้เมื่อเรา หยุดพักจากการทํางานหนักที่เหน็ดเหนื่ อยแล้วก็ตาม แต่ กระนั้น ความคิ ด ของเราก็ไ ม่ รู้สึ ก เหน็ ด เหนื่ อยที่ จะคิ ด หยุดพักบ้าง แต่มนก็ยงคงคิดไปต่าง ๆ นา ๆ เรื่ องใดเรื่ อง ั ั หนึ่ ง เมื่ อ บอกว่า มนุ ษ ย์แ ตกต่ า งไปจากสั ตว์ คุ ณ รู ้ ไ หม ครับว่า เมื่อหนึ่ งพันปี หรื อหนึ่ งหมื่นปี ที่แล้ว นกอาศัยอยู่ ่ ที่ไหนกัน ? คุณก็จะตอบว่า อยูในรังหรื อบนต้นไม้ และ ในปั จจุบนนี้ ล่ะครับ นกที่ว่านี้ อาศัยอยูที่ไหน ? คําตอบก็ ั ่ คือ ที่รังหรื อบนต้นไม้เหมือนเดิม และคุณรู ้ไหมครับว่า
  • 7. 4 เมื่อหนึ่งพันปี หรื อหนึ่งหมื่นปี ที่แล้วมนุษย์อาศัยอยูที่ไหน ่ กัน ? คําตอบคือ อยู่ในที่อยู่อาศัยที่ยงไม่เจริ ญ และใน ั ปั จจุบนนี้ มนุ ษย์อาศัยอยู่ที่ไหนกัน ? คําตอบคือ อยู่ใน ั บ้านหรื ออาคารที่ถูกออกแบบมาอย่างสวยงาม คงตอบ และคิดอะไรบางอย่างได้น่ะครับว่า มนุษย์เรามีการพัฒนา ทางความคิด สติปัญญา ย้อนกลับไปที่เรื่ องความคิดของ มนุ ษย์ มนุ ษย์ผูที่มีความคิดอยู่ตลอดเวลาคิดสิ่ งนั้นสิ่ งนี้ ้ เคยที่ จ ะได้คิ ด อย่า งไม่ ห ลอกตัว เองบ้า งไหมว่า มนุ ษ ย์ ทั้งหลายร่ วมทั้งตัวเขาเองเกิดขึ้นมาบนโลกนี้ ได้อย่างไร และเกิ ด ขึ้ น มาเพื่ อ อะไร ตายแล้ว จะไปไหน ใครเป็ น ่ ผูสร้างเขามา รวมทั้งสรรพสิ่ งที่อยูรอบ ๆ ตัวเขาที่เขาเห็น ้ มันอยูทุกวันจนเคยชิน เช่น โลกที่เขาอาศัยอยู่ สรรพสัตว์ ่ ทั้ง หลาย ร่ ว มทั้ง จัก รวาลอัน กว้า งใหญ่ ไ พศาลอัน หา ขอบเขตมิได้ และที่สาคัญที่สุดนันคือ ตัวของเขาเอง ใคร ํ ่ กัน เล่ า ที่ ไ ด้ส ร้ า งสิ่ ง เหล่ า นี้ รวมทั้ง ตัว ของเขาขึ้ นมา อิสลามได้สอนให้มนุ ษย์ได้ใช้สติปัญญาและเหตุผลที่มี อยู่กบเขาอย่างไม่หลอกตัวเอง โดยสอนให้มนุ ษย์ได้คิด ั และใคร่ ค รวญถึ ง สิ่ ง ต่ า ง ๆ เหล่ า นี้ และพยายามที่ จ ะ แสวงหาคําตอบจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ในคัมภีร์อลกุรอาน ั
  • 8. 5 ซึ่งมีโองการสั้น ๆ โองการหนึ่ งได้ถามเราเอาไว้ให้ได้คิด ใคร่ ครวญว่า : “พวกเจ้ าเห็นสิ่ งที่พวกเจ้ าหลั่งออกมา (อสุ จิ) แล้ วมิใช่ หรือ ? พวกเจ้ าสร้ างมันขึนมา หรือว่ าเราเป็ นผู้สร้ าง” ้ [ความหมายคัมภีร์อัลกุรอาน บทที่ 56 โองการที่ 58-59] ท่านเคยเห็นนํ้าอสุ จิที่ท่านหลังออกมาไหมครับ ? ่ ถามว่าในปั จจุบนนี้ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมีความ ั เจริ ญก้าวหน้าเป็ นอย่างมาก แต่ถามว่ามีนักวิทยาศาสตร์ คนไหนบ้า งไหมที่ ส ามารถออกมาประกาศว่ า ตนเอง สามารถที่จะสร้างหรื อผลิตนาอสุ จิของมนุษย์ข้ ึนมาเองได้ ้ …มีไหมครับ ? มีนกวิทยาศาสตร์คนไหนบ้างไหมครับที่ ั สามารถสร้างหรื อผลิตรังไข่ ของเพศหญิงขึ้นมาได้ ? มี นักวิทยาศาสตร์คนไหนบ้างครับที่สามารถสร้างหรื อผลิต ลูกอัณฑะขึ้ นมาเองได้…มีไหมครับ ? มีนกวิทยาศาสตร์ั คนไหนบ้างไหมครับที่สามารถผลิตโปรตีนโมเลกุลขึ้นมา สักตัวหนึ่งได้ อันเป็ นส่ วนประกอบที่สาคัญของชีวิตที่จะ ํ ขาดเสี ยมิได้เป็ นอันขาด มีไหมครับ ? นี่ ยงไม่ตองพูดถึง ั ้ เซลล์ ซ่ ึ งมี ขนาดใหญ่กว่าโปรตีนโมเลกุลหลายร้ อยเท่า
  • 9. 6 ถ้าคนเรี ยนวิชาชี ววิทยาจะรู ้ ดีในเรื่ องนี้ …ถามว่ามนุ ษย์ สร้ า งมนุ ษ ย์ด้ว ยกัน เองขึ้ น มาได้ไ หม แม้ว่ า ปั จ จุ บ ัน นี้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะมีความเจริ ญก้าวหน้าอย่าง มาก อย่างที่เราได้เห็ นอยู่แล้วก็ตาม แต่กระนั้น มีมนุ ษย์ หรื อนักวิทยาศาสตร์คนไหนบ้างไหมครับที่สามารถสร้าง สิ่ งเพียงไม่กี่สิ่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้นได้ มีไหมครับ ? เมื่อ 50 ปี ที่ แล้ว หรื อ 100 ที่ แ ล้ว หรื อเมื่ อ 500 ปี ที่ แล้ว วิ ท ยาศาสตร์ ย ัง ไม่ มี ค วามเจริ ญก้ า วหน้ า อะไรเลย เพราะฉะนั้นเลิกพูดไปได้เลย เพราะตอนนั้นเทคโนโลยี ็ั ่ และวิทยาศาสตร์กยงไม่รู้อยูไหนเลย ก็ในเมื่อมนุษย์ยงไม่ ั สามารถสร้างหรื อผลิตแม้แต่อสุ จิตวเดียวขึ้นมาก็ยงไม่ได้ ั ั หรื อแม้ แ ต่ ม ดตั ว เล็ ก ๆ เพี ย งตั ว เดี ย วมนุ ษ ย์ ก็ ไ ม่ มี ความสามารถที่จะสร้างขึ้นมาได้ สิ่ งที่มนุษย์ผมีสติปัญญาู้ และเหตุผลน่าจะถามตัวเองก็คือ : แล้วมนุษย์เกิดมาได้อย่างไร ? บางคนก็จะตอบ มาในทํานองว่า เกิดมาจากเชื้ออสุ จิ ถ้าเช่นนั้นก็ถามต่อไป สิ ว่ า แล้ว ตัว ท่ า นนี้ เกิ ด มาจากนํ้า อสุ จิ ข องใครครั บ …? ท่านก็จะตอบว่า เกิดมาจากนํ้าอสุ จิของพ่อของท่าน ก็ถาม ต่อไปว่า และพ่อของท่านสร้างหรื อผลิตนํ้าอสุ จิข้ ึนมาเอง ได้หรื อไม่ หรื อมีความสามารถที่จะบังเกิดตัวเองขึ้นมาได้
  • 10. 7 หรื อไม่…? ย่อมไม่ได้อย่างแน่นอน ก็ถามต่อไปว่า แล้ว ถ้า เป็ นเช่ น นี้ พ่ อ ท่ า นเกิ ด มาจากนํ้า อสุ จิ ข องใครอี ก ที ครับ…? ท่านก็จะตอบว่า ของพ่อของพ่อของท่าน นันก็ ่ คือปู่ ก็ขอถามเพื่อยํ้าอี ก ว่า มนุ ษ ย์สามารถที่ จ ะผลิ ตนํ้า อสุ จิหรื อบังเกิดตัวเองขึ้นมาได้ไหม…? ก็ในเมื่อมนุษย์ไม่ มีความสามารถที่จะให้บงเกิดตัวเขาขึ้นมาเองได้ และก็ยง ั ั ไม่สามารถที่จะสร้างหรื อผลิตนํ้าอสุ จิข้ ึนมาได้ ถ้าเช่นนั้น มนุ ษย์เกิ ดมาได้อย่างไร ? และใครกันที่เป็ นผูสร้างที่ ้ แท้จริ งที่สร้างมนุษย์ข้ ึนมา ? ยกตัวอย่างเช่น มีเลขที่ 1-100 ตัวท่านเป็ นเลขที่ 100 เกิดมาจากนํ้าอสุ จิของเลขที่ 99 เลขที่ 99 ก็เกิดมาจาก นํ้าอสุ จิของเลขที่ 98 และเลขที่ 98 ก็เกิดมาจากนํ้าอสุ จิ ของเลขที่ 97 ถามว่า ถ้าไม่มีเลขที่ 50 จะมีเลขที่ 100 ได้ ไหมครับ ? จะมีเลขที่ 99 ได้ไหมครับ ? และจะมีเลขที่ 98 ได้ไหมครับ ? ย่อมมีไม่ได้อย่างแน่นอน ก็ในเมื่อมนุษย์ สร้ า งมนุ ษ ย์ด้ว ยกัน เองไม่ ไ ด้แ ละก็ ย ง ไม่ ส ามารถที่ จ ะ ั บังเกิ ดตัวเองขึ้นมาได้แล้ว แล้วมนุ ษย์เกิ ดมาได้อย่างไร กัน ใครกันเป็ นผูที่สร้างมนุษย์ข้ ึนมา ? ขอถามท่านสักนิด ้ ว่า ท่านคิดว่ามันเป็ นไปได้ไหมที่ พายุโทนาโดที่ ได้พด ั ผ่านเข้ามายังกองเศษเหล็กและของเก่ าที่ กองสุ มกันอยู่
  • 11. 8 และสามารถทําให้เกิดเป็ นเครื่ องบินโบอิง 747 ขึ้นมาได้ จากเศษเหล็กและของเก่าที่กองสุ มกันอยู่น้ ัน ท่านคิดว่า มันเป็ นไปได้หรื อไม่ ? แน่นอนผูที่มีสติปัญญาไม่ตองใช้ ้ ้ เวลาคิดนานเลยที่ จะตอบคําถามนี้ และท่านรู ้ไหมครับว่า ความน่าจะเป็ นที่มนุษย์จะเกิดขึ้นมาเองโดย “ธรรมชาติ‛ ที่ บางคนชอบใช้คานี้ กัน เพื่ อหลอกตัว เองและเป็ นการ ํ หาทางออกให้แ ก่ ต ัว เองอย่า งง่ า ย ๆ และเพื่ อ เป็ นการ ปลอบใจตัวเอง หรื อการที่ม นุ ษย์จะเกิ ดขึ้นมาโดยความ บังเอิญนั้น ยิงมีความเป็ นไปไม่ได้หลายร้อยหลายพันเท่า ่ เมื่อเทียบกับตัวอย่างเรื่ องเครื่ องบินโบอิง 747 ที่ยกมาให้ดู ข้างต้นเสี ยอีก นี่ เป็ นสิ่ งที่นกวิทยาศาสตร์ ได้เปรี ยบเทียบ ั เอาไว้ให้ดูเป็ นตัวอย่าง (อ้ างอิ งจาก : Hoyle on Evolution, Nature, vol. 294, November 12, 1981, p. 105) อย่างที่ ไ ด้บ อกไปแล้ว ว่า มนุ ษ ย์หลาย ๆ คนที่ ชอบหลอกตัวเอง แต่เมื่อต้องเผชิ ญหน้ากับคําถามเช่นนี้ ดังตัวอย่างที่ยกมาให้ดู ก็จะพูดออกไปโดยไม่ย้ งคิดเพื่อ ั หาทางออกให้แก่ตวเอง โดยกล่าวว่า ‚ธรรมชาติ‛ ได้ ั สร้างมนุษย์ข้ ึนมา โดยที่ตวเขาเองก็ไม่รู้ว่า ‚ธรรมชาติ‛ ที่ ั
  • 12. 9 เขาพูดออกมานี้คืออะไรกัน มีลกษณะอย่างไร เมื่อถึงจุดนี้ ั ผมขอให้ท่านผูอ่านได้ใช้สติปัญญาคิดดูอีกสักนิดหนึ่ง ถ้า ้ ผมจะถามท่านว่า เป็ นไปได้ไหมถ้าผมจะพูดว่า “ปล่อย ่ ให้อิฐ หิ น ปูน ทรายมันอยูอย่างนั้นแหละ เดี๋ยวมันก็คงจะ สร้างตัวเองเป็ นบ้าน ขึ้นมาตามธรรมชาติได้‛ แน่นอนถ้า เป็ นเช่นนี้ แม้ให้รอเป็ นพันเป็ นหมื่นปี ก็ไม่มีวนที่อิฐ หิ น ั ปูน ทรายเหล่านั้นจะมารวมตัวกันตาม ‚ธรรมชาติ‛ และ ทําให้เกิ ดเป็ นบ้านขึ้นมาได้ แต่สติปัญญาของมนุ ษย์บ่ง บอกว่า มันจะเป็ นบ้านขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อมีผใดผูหนึ่ งที่มี ู้ ้ สติปัญญาและความรอบรู ้นาอิฐ หิ น ปูน ทรายเหล่านี้ มา ํ ประกอบกันเป็ นบ้านหรื อเป็ นอาคารขึ้นมา และแน่ นอน อย่างที่สุดว่า ร่ างกายมนุษย์เรานี้ มีอวัยวะต่าง ๆ ที่มีระบบ การทํางานที่ซับซ้อนมากไปกว่าคอมพิวเตอร์ ที่เราใช้กน ั อยู่หลายร้อยหลายพันเท่านัก และเป็ นไปได้ไหมล่ะครับ ที่ ส่ว นประกอบต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ เหล่านั้นจะมา รวมตั ว กั น ขึ้ นมาเองตามธรรมชาติ จ นกลายเป็ น คอมพิวเตอร์ สมัยใหม่อนมี ระบบการทํางานที่ ซับซ้อน ั เป็ นไปได้ไหมครับที่สิ่งเหล่านี้ รวมทั้งโปรแกรมต่าง ๆ ที่ ติดมากับคอมพิวเตอร์ จะเกิดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติโดย ั ที่ไม่มีผที่ใส่ โปรแกรมให้กบมันและสร้างมันขึ้นมา ? ู้
  • 13. 10 กรดอะมิโนกับโปรตีนโมเลกุล ที น้ ี เรามาพู ด ถึ ง ประเภทของกรดอะมิ โ นกับ โปรตีนกันบ้าง แต่ก่อนจะเข้าเรื่ องนี้ ขอถามคําถามอะไร สักอย่างหนึ่ งก่อน สมมุติว่า คุณเข้าไปยังห้อง ๆ หนึ่ งที่ กว้างมาก เข้าไปก็เห็นเหรี ยญเงินกระจัดกระจายกันอยูทว ่ ั่ ทั้งพื้นห้องเต็มไปหมดเลย ประมาณ 1 ล้านเหรี ยญ และ คําถามคือ ถ้าคุณเดินไปดูเหรี ยญเงินทุกเหรี ยญที่กระจาย อยู่บนพื้นห้อง คุณคิดว่าคุณจะเจอเหรี ยญในสภาพที่เป็ น หัวอย่ างเดียว หรื อว่าก้ อยอย่ างเดียว หรื อว่าสลับกันไป หัวบ้ างก้ อยบ้ าง ...แน่นอน เหรี ยญที่คุณไปดูแต่ละเหรี ยญ จะต้องอยู่ในสภาพที่สลับกันไป หัวบ้าง ก้อยบ้าง แต่ถา ้ สมมุติว่า สิ่ งที่คุณพบคือ เหรียญทุกเหรียญอยู่ในสภาพที่ เป็ นหัวหมดทุกเหรี ยญเลย คุ ณต้องคิดว่าอะไร ? ... แน่นอนคุณต้องคิดว่า จะต้องมีใครตั้งใจทําให้เหรี ยญทุก เหรี ยญเป็ นหัวอย่างแน่ นอน ถ้าผมถามคุณต่อว่า เป็ นไป ได้ไหมที่ เหรี ยญมันเป็ นหัวเพราะเป็ นไปตามธรรมชาติ ไม่ มีใครไปพลิกมันให้ เป็ นหัว... หรื อถ้าผมพูดกับคุณว่า เหรียญทุกเหรียญที่อยู่บนพืนห้ องมันร่ วมมือกันพร้ อมใจ ้ กันพลิกตัวเองให้ อยู่ในสภาพหัว... คุณจะว่าอย่างไรถ้ามี
  • 14. 11 ใครพูดกับคุณอย่างนี้ ... แน่ นอนคุณต้องตําหนิ เขาว่า พูด อะไรไร้สาระ ไร้เหตุผล เป็ นไปไม่ได้อย่างแน่นอน ถ้าผม จะถามคุ ณ ว่ า เพราะอะไรจึ ง เป็ นไปไม่ ไ ด้ที่ เ หรี ย ญจะ พร้อมใจกันพลิกตัวเองให้เป็ นหัว ...เพราะอะไรครับ ? ... ก็เพราะเรารู ้ดีว่า เหรี ยญเป็ นสิ่ งที่ไม่มีชีวิต และสิ่ งที่ไม่ มี ชี วิตนั้นไม่ สามารถที่จะควบคุม จัดการ สั่ งการ หรื อทา อะไรอย่ างมีเปาหมายที่แน่ นอนได้ ด้วยตัวของมันเองได้ ้ เพราะฉะนั้นสรุ ปก็คือ ถ้าเหรี ยญทั้ง 1 ล้านเหรี ยญเป็ นหัว ทั้งหมด แน่ นอนที่สุดจะต้องมีผู้ที่มีชีวิต มีความรอบรู้ มี ความตั้ ง ใจทํา ให้ ม ัน เป็ นเช่ น นั้ น ที น้ ี เรามาเข้า เรื่ อง ประเภทของกรดอะมิ โนและโปรตี น ซึ่ งเป็ นสิ่ งที่ ไ ม่ มี ชีวิต ไม่มีปัญญา อีกทั้งไม่มีความรู ้สึกนึกคิด มี สิ่ ง หนึ่ ง ที่ มี อ ยู่ใ นสิ่ ง มี ชี วิ ต ทั้ง หลาย ไม่ ว่ า จะ เป็ นมนุ ษย์หรื อสัตว์ สิ่ งนั้นก็คือสิ่ งที่เรี ยกว่าเซลล์ (Cell) และเซลล์ที่ว่ามานี้ เกิ ด ขึ้ น มาจากสิ่ งที่ เ รี ย กว่า “โปรตีน โมเลกุล” อีกทีหนึ่ง ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเซลล์ และโปรตีน โมเลกุลก็เกิดขึ้นมาจากสิ่ งที่เรี ยกว่า “กรดอะมิโน” อีกที หนึ่ ง ซึ่ งก็ มี ข นาดเล็ ก กว่ า โปรตี น โมเลกุ ล ไปอี ก ทั้ง ร่ างกายของมนุษย์และสัตว์จะต้องมีสิ่งที่กล่าวมานี้ อยู่ ซึ่ ง
  • 15. 12 เป็ นสิ่ งที่จะขาดไม่ได้เด็ดขาด และในทางเคมีแล้ว กรด อะมิ โ นจะมี อ ยู่ ด้ ว ยกัน 2 ชนิ ด หรื อ ประเภท นั่น คื อ 1. ประเภทที่เรี ยกว่า left-handed และ 2. ประเภท right- handed และโดยปรกติแล้วกรดอะมิโนทั้ง 2 ประเภทนี้ จะมี ปริ มาณที่ เ ท่า ๆ กัน และทั้ง 2 ชนิ ดนี้ สามารถที่ จ ะ ผนวกหรื อรวมเข้าด้วยกันได้เป็ นอย่างดี แต่กระนั้นก็ตาม จากการค้นพบทําให้เราต้องทึ่ง เพราะว่าโปรตีนโมเลกุล ที่มีอยูในสิ่ งมีชีวิตทั้งหมดนั้น จะเกิดขึ้นมาได้ก็จากการที่ ่ กรดอะมิ โ นเฉพาะประเภท left-handed เท่ า นั้ น ที่ ม า รวมตัวกัน และไม่ได้รวมตัวกันโดยส่ งเดช แต่ จะต้ อง เป็ นการเรี ย งตั ว ด้ ว ยล าดั บ การเรี ย งตั ว ที่ แ น่ น อน ถ้า มี กรดอะมิโนประเภท right-handed แม้แต่ตวเดียวเข้าไป ั ่ ปะปนอยูในสายโซ่ของกรดอะมิโนประเภท left-handed ก็จะยังผลทําให้โปรตี นนั้น ใช้ประโยชน์ไม่ไ ด้ในทัน ที และยิ่ ง ไปกว่ า นั้ น ถ้า ในสายโซ่ มี เ ฉพาะกรดอะมิ โ น ประเภท left-handed ทั้งหมดจริ ง แต่เกิดเรี ยงตัวกันผิด ลําดับหรื อตําแหน่ ง ก็จะทําให้โปรตีนนั้นใช้ประโยชน์ ไม่ได้อีกเช่นกัน ซึ่งจะเกิดผลที่ร้ายแรงกับมนุษย์ และที่ยง ิ่ ไปกว่านั้นก็คือ สายโซ่ ของกรดอะมิโนที่อยู่ในโปรตี น โมเลกุลแต่ละตัวนั้นจะมีลาดับการเรี ยงตัวไม่เหมือนกัน ํ
  • 16. 13 เลย และที่พดว่าจะต้องเรี ยงตัวกันด้วยลําดับการเรี ยงตัวที่ ู แน่ น อนนั้น ยกตัว อย่ า งให้ เ ห็ น ภาพชัด ๆ ก็ คื อ เบอร์ โทรศัพ ท์ของผูเ้ ขีย นบทความนี้ คื อ 081 928 4958 (ซึ่ ง เปรี ยบเสมือนกรดอะมิโนเพียงแค่ 10 ตัวเท่านั้น) และนี่ เปรี ยบเสมือนลําดับการเรี ยงตัวที่แน่นอนของกรดอะมิโน ถ้า เกิ ด เรี ย งตัว กัน ผิด ตํา แหน่ ง แม้แ ต่ ต ัว เดี ย วก็ต ามเช่ น แทนที่จะเป็ น 081 928 4958 แต่กลับเป็ น 081 928 4985 ก็จะทําโทรหาผูเ้ ขียนบทความนี้ ไม่ได้แต่ไปติดเบอร์ ของ ใครก็ไม่รู้ แต่ในระบบการทํางานของกรดอะมิโนแล้ว ถ้า เกิดเรี ยงตัวกันผิดตําแหน่ งแม้แต่เพียงตัวเดียว ก็จะยังผล ทํา ให้เ กิ ด การล้ม ทั้ง ระบบ ซึ่ ง จะเป็ นอัน ตรายต่ อ ชี วิ ต มนุษย์ที่จะเกิดมา เพราะฉะนั้นสรุ ปก็คือ การที่จะเกิดเป็ น โปรตีนโมเลกุลตัวหนึ่ งที่ใช้งานได้ข้ ึนมานั้นจะต้อง 1. เกิดจากการเรี ยงตัวของกรดอะมิโนประเภท left-handed เท่านั้น และ 2. จะต้องไม่เรี ยงตัวกันแบบส่ งเดช แต่ จะต้องเรี ยงตัวกันด้วยลําดับการเรี ยงตัวที่แน่นอน ถึ ง ตรงนี้ ขอให้ท่ า นผูอ่ า นนึ ก ถึ ง ตัว อย่า งเรื่ อ ง ้ เหรี ยญ 1 ล้ านเหรี ยญที่ยกไปให้ ดูข้างต้ นน่ ะครั บ ! ถ้าจํา
  • 17. 14 ็ ไม่ได้กขอให้กลับไปทวนดูอีกครั้ง และขอให้ตอบคําถาม ต่อไปนี้อย่างซื่อสัตย์และไม่หลอกตัวเอง คําถามคือ แล้วเป็ นไปได้อย่างไรที่กรดอะมิโน เฉพาะประเภท left-handed เท่ านั้นที่มาเรี ยงตัวกัน และ เป็ นไปได้อย่างไรที่ไม่มีกรดอะมิโนประเภท right- handed แม้แต่ตวเดียวเข้ามาปะปนเลย ทั้ง ๆ ที่ถารวบตัว ั ้ กันแบบส่ งเดชตามธรรมชาติแล้วก็จะต้องมีกรดอะมิโน ประเภท left-handed บ้าง และประเภท right-handed บ้าง สลับปะปนกันไปเป็ นธรรมดา แต่น้ ี ไม่ใช่ เช่ นนั้น มีแต่ กรดอะมิโนประเภท left-handed เพียงเท่านั้น... ใครกันที่ เป็ นผูที่คอยจัดการควบคุมสิ่ งเหล่านี้ ให้เกิดขึ้น... ใครกัน ้ ที่เป็ นผูที่จดลําดับการเรี ยงตัวของกรดอะมิโนด้วยลําดับที่ ้ ั แน่นอน ?... เป็ นไปได้ไหมที่กรดอะมิโนที่ไม่มีชีวิต ไม่มี ปั ญญาจะสั่งการตัวเองได้ จะคิดเองได้ จะบงการสิ่ งหนึ่ ง สิ่ งใดได้... เป็ นไปได้ไหม ???... เมื่อยอมรับว่าเป็ นไป ไม่ได้แล้ว คําถามก็คือ แล้วใครกันที่เป็ นผูที่ดูแล จัดการ ้ ควบคุมสิ่ งเหล่านั้นให้เกิดขึ้น... ใครกัน ?... คําตอบก็คือ ผู ้ นั้นก็คือผูที่สร้างมนุ ษย์และสรรพสัตว์ท้ งหลายขึ้นมา... ้ ั มนุ ษ ย์ต้ ัง แต่ อ ดี ต จนถึ ง ปั จ จุ บ ัน จํา นวนไม่ รู้ เ ท่ า ไหร่
  • 18. 15 รวมทั้งเด็กทารกทั้งหลายที่เพิ่งถูกคลอดออกมาและที่จะมี มาในอนาคต อีกทั้งสัตว์ท้ งหลาย ทั้งบนบก และในนํ้าที่มี ั ่ อยูในขณะนี้และที่ได้สูญพันธ์ไปแล้ว... ผูน้ ีมิใช่หรื อ คือผู ้ ้ ที่สร้างมนุษย์ข้ ึนมาอย่างแท้จริ ง...? ผูน้ ีมิใช่หรื อคือผูที่เรา ้ ้ ในฐานะผูที่ถูก สร้ างจะต้องให้การเคารพสักการะและ ้ บูชาอย่างแท้จริ ง ผูน้ ี มิใช่ หรื อคือผูที่มนุ ษย์จะต้องกราบ ้ ้ ไหว้และสํานึกในบุญคุณอย่างแท้จริ ง... ผูน้ ีมิใช่หรื อที่เรา ้ จะต้องให้ก ารกตัญํู รู้คุณอย่างแท้จ ริ ง ...???... ผูน้ ี มิใ ช่ ้ หรื อ ? และเราจะเห็นได้ว่า พระองค์ผที่สร้างเราขึ้นมานี้ ู้ เป็ นผูที่มีความรอบรู ้ยิ่ง เป็ นความรอบรู ้ที่มหาศาล รู ้โดย ้ ละเอียด อีกทั้งเป็ นผูที่มีอานาจมหาศาล สามารถจัดการ ้ ํ บริ หาร ควบคุม สรรพสิ่ งทั้งหลายได้ในขณะเดี ยวกัน... และมันจะยากนักหรื อที่ พระผูสร้ างมนุ ษย์ข้ ึนมาในครั้ ง ้ แรกจะไม่สามารถสร้างมนุ ษย์ที่ตายไปแล้วขึ้นมาอีกครั้ง หนึ่ งได้ ?... เปล่ า เลย แต่ ม ัน เป็ นการง่ า ยมากสํา หรั บ พระองค์ท่านผูน้ ี ที่จะสร้างมนุ ษย์ต้ งแต่คนแรกของโลก ้ ั จนถึงมนุษย์คนสุ ดท้ายที่ได้ตายไปแล้วขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ ง ได้ ด้ ว ยกั บ อํา นาจและความรอบรู ้ อ ั น มหาศาลของ พระองค์
  • 19. 16 ได้มี ก ารคํา นวณโดยนัก วิ ท ยาศาสตร์ ถึ ง ความ น่ าจะเป็ นที่โปรตีนทั้ง 200 ชนิดที่พบในแบคทีเรี ยเพียง ตัวเดียวที่จะเกิ ดขึ้นมาโดยบังเอิญโดยไม่มีผูสร้างและผู ้ ้ ควบคุมมันให้เกิดขึ้น ความน่าจะเป็ นก็คือ 1 ตามด้วยศูนย์ 40,000 ตัว (อ้ างอิ งจาก : Robert Shapiro, Origins: A Sceptics Guide to the Creation of Life on Earth, New York, Summit Books, 1986. p.127) นั้นคือไม่มีความ น่าจะเป็ นเลยแม้แต่นอย เพราะในทางคณิ ตศาสตร์แล้ว ถ้า ้ 1 ตามด้ว ยศู น ย์ 50 ตัว ก็ถื อว่า ไม่ มีค วามน่ า จะเป็ นเลย และนี่ศูนย์มีถึง 40,000 ตัวก็ยงไม่ตองพูดเลย ตัวอย่างที่ยก ิ่ ้ มาให้ดูเป็ นเพียงเชื้ อแบคทีเรี ยที่มีระบบการทํางานที่ไม่ ซั บ ซ้ อ นอะไรมากเมื่ อ เที ย บกัน กับ มนุ ษ ย์ และคุ ณ รู ้ ่ ่ หรื อไม่วา ในเซลล์ ๆ เดียวที่อยูในร่ างกายของมนุษย์เรานี้ มีโปรตีนมากถึง 200,000 ชนิด และในร่ างกายมนุ ษย์เรา นี้ มีเซลล์ อยู่ถึงล้ านล้ าน (trillion) ตัว ผูมีสติปัญญาคิดดู ้ เอาเองก็ แ ล้ว กัน ว่ า ใครกัน ที่ เ ป็ นผูท รงควบคุ ม จัด การ ้ บริ หารสิ่ งเหล่านี้ ให้เกิดขึ้นมาได้ เพราะสิ่ งเหล่านี้ เป็ นไป ไม่ ไ ด้เ ลยที่ จ ะเกิ ด ขึ้ น มาเองโดยความบัง เอิ ญ หรื อ เกิ ด ขึ้นมาเองโดยธรรมชาติอย่างที่ผหลอกตัวเองชอบใช้เป็ น ู้ ข้ออ้างเพื่อหาทางออกให้แก่ตนเอง เมื่อต้องประสบกับ
  • 20. 17 คําถามเช่ นนี้ เพราะฉะนั้นพระองค์ผูน้ ี ก็คือผูที่ได้สร้ าง ้ ้ มนุษย์และสรรพสัตว์ท้ งหลายขึ้นมา ั DNA เกิดขึ้นมาเองได้หรื อ ? ดี เอ็นเอเป็ นสิ่ งที่ถูกฝั งอยู่ในเซลล์ของมนุ ษย์และ สิ่ งมีชีวิตทุกชนิด ได้แก่ สัตว์, พืช, เชื้อรา, แบคทีเรี ย และ ไวรั ส เป็ นต้น ในดี เอ็นเอจะมีขอมูลทางทางพันธุ กรรม ้ ่ ของสิ่ งมีชีวิตชนิ ดนั้นไว้ ข้อมูลที่มีถูกบรรจุอยูในดีเอ็นเอ นั้น เกิดขึ้นจากการเรี ยงลําดับที่แน่นอนของ nucleotides ั ทั้งสี่ ตวซึ่งเทียบได้กบอักษร 4 ตัว คือ A, T, C และ G ถ้า ั เกิดมีการเรี ยงตัวกันผิดลําดับของ nucleotides ทั้งสี่ แม้แต่ น้อยก็จะทําให้พงทั้งระบบ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าสารานุกรม ั จํานวน 46 เล่มได้ถูกพิมพ์ข้ ึนอย่างไม่มีการผิดเลยแม้แต่ ั ตัวอักษรเดียว (เทียบได้กบข้อมูลในดีเอ็นเอ) แต่ถาพิมพ์ ้ ผิดไปสักอักษรเดียวผูอ่านก็อาจจะไม่สนใจ หรื ออาจจะ ้ สัง เกตไม่ เ ห็ น เลยเสี ย ด้ว ยซํ้า ไป แต่ ถ ้า ข้อ มู ล ที่ มี อ ยู่ใ น ดีเอ็นเอเกิดการผิดพลาดโดยสลับตําแหน่งกันแม้แต่เพียง อักษรเดี ยว เช่ น เกิ ดการสลับตําแหน่ งกัน ณ ตัวอักษรที่
  • 21. 18 2,435,268 จะเป็ นผลทํา ให้ข อ มู ล พัง ทั้ง ระบบและเกิ ด ้ อันตรายอย่างร้ายแรงต่อมนุษย์ในที่สุด ตัวอย่างที่เราเห็ นได้ก็คือ การเกิ ดโรคลูคีเมียใน วัยเด็ก ซึ่ งโรคนี้ เกิ ดขึ้นอันเนื่ องมาจากการเรี ยงตัวกัน ผิดลําดับ คือการสลับตําแหน่ งกันของอักษรเดียวที่อยู่ ในดี เอ็นเอจากเป็ นพัน ๆ ล้านอัก ษร จึ งทําให้เ กิ ด ผล ร้ายแรงถึงเพียงนี้ โครงสร้างที่มีระบบอันซับซ้อนเป็ นอย่างมากที่ เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบส่ งเดชมีแต่จะทําให้เกิดความไม่ เป็ นระบบมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเกิดแผ่นดินไหว ขึ้นกับโครงสร้างที่มีระบบที่ซับซ้อนเป็ นอย่างมาก เช่ น ตึ ก ก็มีแ ต่จ ะทําให้เกิ ดการเปลี่ ย นแปลงแบบส่ งเดชต่ อ ระบบโครงสร้างของตึกหลังนั้น ซึ่ งแน่ นอน สิ่ งที่เกิดขึ้น นี้จะไม่ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีข้ ึน ํ (B.G. Ranganathan, Origins ? (Pennsylvania : The Banner of Truth Trust, 1988), p. 7.) ถ้าคุ ณเอาค้อนทุบคอมพิวเตอร์ แบบส่ งเดช ขอ ถามว่า มันจะเกิ ดเป็ นคอมพิวเตอร์ เครื่ องใหม่ที่มีระบบ ซับซ้อนมากกว่าเดิมขึ้นมา หรื อว่ามีแต่จะทําให้เกิดความ
  • 22. 19 เสี ยหายอันเนื่ องมาจากการทุบคอมพิวเตอร์ น้ ัน แน่ นอน ่ คอมพิวเตอร์ที่ถูกค้อนทุบตียอมทําให้สูญเสี ยระบบต่าง ๆ ที่มีอยูก่อนหน้านี้ ่ โปรตีนแต่ละตัวจะมีลาดับการเรี ยงตัวที่แน่นอน ํ ของกรดอะมิโนเพียงแบบเดี ยวเท่านั้นที่ถูกต้อง ถ้าเกิ ด การสลับตําแหน่งกันของกรดอะมิโนแม้แต่เพียงตัวเดียว จะยังผลทําให้โปรตีนตัวนั้นไร้ประโยชน์โดยทันที และ ในเซลล์ตวเดียวจะมีโปรตีนประมาณ 1 ล้านตัว โดยที่ใน ั โปรตีนแต่ละตัวจะมีลาดับการเรี ยงตัวของกรดอะมิโนที่ ํ แตกต่างกัน และจะมีการเรี ยงตัวกันเพียงแบบเดียวเท่านั้น ที่ถูกต้อง การที่ จ ะเกิ ด โปรตี น โมเลกุ ล ขึ้ น มาได้น้ ัน เรา ั อาจจะเปรี ยบเทียบโปรตีนโมเลกุลได้กบข้อความที่ถูก เขียนขึ้นมา โดยโปรตีนโมเลกุลเปรี ยบเหมื อนกับย่ อ หน้ าหนึ่ งของหนังสื อ และกรดอะมิโนเปรี ยบเสมือน ตัวอักษรเป็ นร้ อย ๆ ตัวที่อยู่ในย่ อหน้ านั้น โดยที่อกษร ั ทุกตัวที่อยู่ในย่อหน้านั้น ๆ จะสลับตําแหน่ งกันไม่ได้ เลยแม้แ ต่ ต ัว อัก ษรเดี ย ว แต่ จ ะต้อ งอยู่ใ นตํา แหน่ ง ที่ แน่นอนเพียงแบบเดียวเท่านั้น ถ้าเกิดการสลับตําแหน่ง ของอักษรแม้เพียงอักษรเดี ยวที่อยู่ในย่อหน้านั้น จะมี
  • 23. 20 ผลทําให้ขอความในย่อหน้านั้นเสี ยหายทั้งหมด โดยจะ ้ กลายเป็ นข้อความที่ไร้ความหมายไปเลยในทันที หรื อ ถ้า พูด เกี่ ย วกับ โปรตี น โมเลกุ ล ก็ คื อ จะเกิ ด การพัง ทั้ง ระบบ สมมุติว่า โปรตีนโมเลกุลตัวหนึ่ งจะต้องมีการ เรี ยงตัวกันของอักษรที่มีความหมายดังต่อไปนี้เท่านั้น ‚ข้ าพระองค์ ขอปฏิญาณตนว่ า ไม่ มีพระเจ้ าอื่น ใดที่จะต้ องได้ รับการเคารพสั กการะนอกจากอัลลอฮฺ เพียงพระองค์ เดียวเท่ านั้น และข้ าพระองค์ ขอปฏิญาณ ตนว่ า มุฮัมมัดนั้นเป็ นศาสดาท่ านสุ ดท้ ายของพระองค์ ‛ ถ้า สั ก อัก ษรเดี ย วที่ อ ยู่ใ นข้อ ความนี้ เกิ ด สลับ ตําแหน่ งกันแม้แต่อกษรเดียวก็จะยังผลทําให้ขอความ ั ้ ทั้งหมดเป็ นข้อความที่ไร้ความหมายโดยทันที หรื อถ้า พูดในทางโปรตีนโมเลกุลก็จะหมายความว่า โปรตีน โมเลกุลจะพังทั้งระบบ ต่อไปนี้ เป็ นตัวอย่างการสลับ ตําแหน่งเพียงแต่อกษรเดียว (ที่ขีดเส้นใต้ไว้) ั ‚ข้ าพระองค์ ขอปฏิญาณนตว่ า ไม่ มีพระเจ้ าอื่น ใดที่จะต้ องได้ รับการเคารพสั กการะนอกจากอัลลอฮฺ
  • 24. 21 เพียงพระองค์ เดียวเท่ านั้น และข้ าพระองค์ ขอปฏิญาณ ตนว่ า มุฮัมมัดนั้นเป็ นศาสดาท่ านสุ ดท้ ายของพระองค์ ‛ ถามว่ า ข้อ ความที่ ถู ก ต้อ งและมี ค วามหมาย ต่อไปนี้ : ‚ข้ าพระองค์ ขอปฏิญาณตนว่ า ไม่ มีพระเจ้ าอื่น ใดที่จะต้ องได้ รับการเคารพสั กการะนอกจากอัลลอฮฺ เพียงพระองค์ เดียวเท่ านั้น และข้ าพระองค์ ขอปฏิญาณ ตนว่ า มุฮัมมัดนั้นเป็ นศาสดาท่ านสุ ดท้ ายของพระองค์ ‛ เป็ นสิ่ ง ที่ เ กิ ด ขึ้ น มาเองโดยการกดแป้ นพิ ม พ์ แบบส่ ง เดช หรื อ เป็ นสิ่ ง ที่ เ กิ ด ขึ้ น โดยความตั้ง ใจให้ เกิ ด ขึ้ น เช่ น นั้น ... แน่ น อนข้อ ความที่ ว่ า มานี้ จะต้อ ง เกิ ด ขึ้ น ด้ว ยความตั้ง ใจที่ แ น่ น อนที่ จ ะให้เ กิ ด ขึ้ น เป็ น ข้อความเช่นนั้น คําถามต่อไปก็คือ แล้วเป็ นไปได้ไหม ถ้าเราหลับตากดแป้ นพิมพ์แบบส่ งเดช แล้วจะทําให้เกิด ข้อความข้างต้น ขึ้ น มาได้... คําตอบคื อ เป็ นไปไม่ ไ ด้ อย่างแน่ นอน เพราะถ้าเป็ นการกดแป้ นพิมพ์แบบส่ ง เดช สิ่ งที่ได้มาก็คงจะเป็ นดังเช่น ‚สท่ เทเใปมอืวอเมม
  • 25. 22 แเอทาด้ ผดสส ทแสก่ ดงฟาดยิกบมิมงการเมิกงเาเพยิ ทกน้ บยิบ้าน‛ ซึ่งไร้ความหมาย ถ้าเช่นนั้นคําถามต่อมา ก็คือ ผูที่พิมพ์ขอข้างต้นให้เกิดขึ้นจะต้องเป็ นผูที่มีชีวิต ้ ้ ้ มีความรู ้ใช่หรื อไม่... แน่นอนต้องเป็ นเช่นนั้น แน่นอน ที่ สุ ด ถ้า เราให้ก รดอะมิ โ นที่ ไ ร้ ชี วิ ต ไร้ ส ติ ปั ญ ญา ไร้ ความรู ้เรี ยงตัวกันเองอย่างส่ งเดชจะไม่มีความเป็ นไป ได้เลยที่จะเกิดการเรี ยงตัวกันขึ้นตามแบบเดียวเท่านั้นที่ ถูกต้อง และอย่าลืมว่า กรดอะมิโนเป็ นสิ่ งที่ไม่มีชีวิต ถ้า เช่ น นั้น ก็ ข อถามว่ า และใครกัน เหล่ า ที่ เ ป็ นผูที่ ค อย ้ ควบคุ ม ดู แ ล และจัด การลํา ดับ การเรี ย งตัว กัน ของ กรดอะมิโนที่อยู่ในโปรตีนโมเลกุลอย่างไม่ผิดพลาด เลยแม้แต่ตวเดียว... ใครกัน ? แล้วคุณรู ้หรื อไม่ว่า ใน ั เซลล์ ๆ เดียวมีโปรตีนโมเลกุลกี่ตว... คําตอบคือ 1 ล้ าน ั ตัว และคุณรู ้หรื อเปล่าว่า กรดอะมิโนที่อยู่ในโปรตีน โมเลกุลแต่ละตัวจะมีแบบการเรี ยงตัวที่ไม่เหมือนกัน เลย และมีเพียงแบบเดี ยวเท่านั้นที่ถูกต้อง ถ้าสลับกัน แม้แต่เพียงอักษรเดียวจะทําให้เกิดการพังทั้งระบบ ถ้ า เราเอ าลิ ง มาตั ว หนึ่ ง และ ให้ นั่ ง หน้ า แป้ นพิมพ์ดีด และให้มนพิมพ์ ถามว่ามีความเป็ นไปได้ ั
  • 26. 23 ไหมที่ลิงตัวนั้นจะพิมพ์ประวัติศาสตร์ความเป็ นมาของ มนุษยชาติได้อย่างถูกต้องโดยไม่ผดเลยแม้แต่ตวอักษร ิ ั เดียว... มีความเป็ นไปได้หรื อไม่ ??? แน่นอนไม่มีความ เป็ นไปได้เลยแม้แต่นอย อย่าว่าแต่พิมพ์ประวัติศาสตร์ ้ ความเป็ นมาของมนุษย์ชาติเลย เอาแค่พิมพ์ออกมาเป็ น ข้อ ความที่ อ่ า นแล้ว มี ค วามหมายก็ ย ัง จะไม่ ไ ด้เ ลย ตัวอย่างที่ยกมาตอนต้นนี้ เพื่อบ่งบอกและพิสูจน์ให้รู้ถึง ข้อ เท็ จ จริ งที่ ว่ า การที่ โ ปรตี น ชนิ ด หนึ่ งที่ เ รี ยกว่ า Cytochrome-C อั น เป็ นส่ วนประกอบที่ สํ า คั ญ ต่ อ ร่ า งกายจะเกิ ด ขึ้ น มาด้ว ยความบัง เอิ ญ นั้น ก็ มี ค วาม เป็ นไปไม่ได้เลยแม้แต่น้อยเหมือนกับตัวอย่างลิงที่ยก มาให้ดู นันก็เปรี ยบได้ว่า ถ้าเราไปยังสถานที่แห่ งหนึ่ ง ่ และเจอหนังสื อเล่มหนึ่ง เมื่อเปิ ดอ่านก็รู้ว่า เป็ นหนังสื อ ที่ เ กี่ ย วกับ ประวัติ ศ าสตร์ ม นุ ษ ย์ช าติ ที่ ถู ก เขี ย นเอาไว้ อย่างดี แน่ นอนที่สุดจะต้องมีผูท่ีเขียนหนังสื อเล่มนั้น ้ ขึ้ น มาอย่า งแน่ น อน เป็ นไปไม่ ไ ด้เ ด็ ด ขาดที่ น้ ํา หมึ ก ปากกา และกระดาษจะมารวมตัว กัน และเกิ ด เป็ น หนังสื อเล่มดังกล่าวขึ้นมา คําถามที่ตองถามก็คือ แล้ว ้ ใครกันเล่าที่เป็ นผูที่ได้ทาให้เกิดโปรตีน Cytochrome-C ้ ํ ขึ้นมา คําตอบก็คือ ผูที่เป็ นพระผูทรงสร้างที่แท้จริ ง ผู ้ ้ ้
  • 27. 24 เป็ นเจ้าของชีวิตมนุษย์และทุกสิ่ งที่มีชีวิตอย่างแท้จริ ง ผู ้ ทรงอํานาจยิ่ง ทรงรอบรู ้ยิ่ง ทรงสามารถบริ หารจัดการ ทุ ก สรรพสิ่ ง ได้ใ นเวลาเดี ย วกัน แต่ เ ป็ นเรื่ อ งแปลก ประหลาดเป็ นอย่างยิ่งที่ผูที่ยกตัวอย่างเรื่ องลิงพิมพ์ดีด ้ คือ Ali Demirsoy, Kalitim ve Evrim จากหนังสื อของ เขาชื่อ Inheritance and Evolution, Ankara : Meteksan Publications, 1984, p. 61 แต่กระนั้นก็ตามตัวเขากลับ ปฏิ เสธพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่ แ ท้จ ริ งและเลื อกที่ จ ะเชื่ อและ ศรัทธาในความบังเอิญที่ไม่มีทางเป็ นไปได้ตามตัวอย่าง ที่เขาเองเป็ นผูยกมา ้ อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่า DNA ก็คือโมเลกุล ชนิ ดหนึ่ งที่อยู่ใน nucleus ของเซลล์ทุกตัว ในโมเลกุล ที่ ว่ า มานี้ จะมี ร หั ส ข้อ มู ล ทั้ง หมดของร่ า งกายเราถู ก บันทึกเอาไว้ DNA ประกอบไปด้วย nucleotides 4 ชนิด ที่แตกต่างกัน ซึ่งมีสัญลักษณเป็ นตัวอักษร 4 ตัว นันคือ ่ A, T, G และ C ข้อมูลของDNA ที่มีอยูในโมเลกุลตัว ่ เดี ยว ถ้านํามาเขียนลงหนังสื อจะได้หนังสื อ 900 เล่ม โดยแต่ละเล่มมีความหนา 500 หน้า แบคที เ รี ย เพี ย งตัว เดี ย วที่ มี ร ะบบการทํา งานที่ มี ความซับซ้อนน้อยที่สุดในบรรดาสิ่ งมีชีวิตจะมียีนอยู่ใน
  • 28. 25 แบคทีเรี ยตัวนี้ ประมาณ 2000 ตัว ในยีนแต่ละตัวจะมีสาย โซ่ของอักษร 1000 อักษร นันก็หมายความว่า DNA ของ ่ เบคทีเรี ยตัวเดียวจะต้องมี อกษรอย่างน้อย 2 ล้านตัวเรี ยง ั ยาวกันออกไป มนุ ษย์เรามียีนมากกว่าในแบคทีเรี ยถึง 500 เท่า ดังนั้นจึงทําให้มีอกษรในดีเอ็นเอเรี ยงตัวกันยาวออกไป ั ถึง 1 พันล้านอักษร ความมากของข้อมูลที่ถูกบรรจุเอาไว้ในดีเอ็นเอ ที่ อ ยู่ ใ นเซลล์ ๆ เดี ย วนั้ นเปรี ยบได้กับ สารานุ ก รม Britannica จํานวนหนึ่งร้อยล้านหน้า (Carl Sagan, "Life" in Encyclopedia Britannica : Macropaedia (1974), pp. 893-894 ) เพราะฉะนั้นจึงเป็ นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่ขอมูลที่ ้ อยู่ในดี เอ็นเอจะเกิ ดขึ้นมาเองแบบส่ งเดช เหมื อนกับที่ เป็ นไปไม่ได้ที่หนังสื อเล่มหนึ่ งที่มีความหนาหลายหมื่น หน้าหรื ออาจจะหนาเป็ นแสน ๆ หน้าที่ เขี ย นเขี ย นราว เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ มนุษยชาติเอาไว้อย่างไม่ผิดพลาด เลยแม้แต่อกษรเดียวจะเกิดขึ้นมาเองโดยไม่มีผเู ้ ขียน โดย ั อ้างว่ากระดาษ นํ้าหมึก ปากกามารวมตัวกันเองเลยเขียน หนังสื อเล่มนี้ ข้ ึนมา ซึ่ งถือว่าเป็ นสิ่ งที่ไร้สาระไร้เหตุผล
  • 29. 26 อย่างที่สุด ไร้ซ่ ึ งสติปัญญาอย่างที่สุด เป็ นการดื้อดึงอย่าง ที่สุดที่ จะมี ใครกล่าวอ้างเช่ นนี้ เมื่ อความจริ งเป็ นเช่ นนี้ แล้ว จึ งเป็ นหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนถึงการมีอยู่ของ ผูสร้างหรื อพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ ง ทั้งนี้กเ็ พราะว่า ข้อมูลที่ ้ มีอยู่ในดีเอ็นเอแต่ละตัวนั้นถ้าจะนํามาเขียนเป็ นหนังสื อ แล้วจะเขียนได้ไม่รู้กี่ลานหน้าและจะต้องเป็ นข้อมูลที่มี ้ ความหมายอีกด้วย ่ การที่เรารู ้ถึงการมีอยูของผูสร้างที่แท้จริ งแล้ว แต่ ้ เราก็ ย ัง จะไปกราบไหว้บู ช า เคารพภัก ดี ต่ อ สิ่ ง อื่ น ก็ เหมือนกับการที่ชายคนหนึ่งที่ไม่เคยได้รู้มาก่อนเลยว่าพ่อ แม่ ที่ แ ท้จ ริ ง ของตนคื อ ใคร แต่ ว ัน หนึ่ งผูเ้ ป็ นพ่ อ แม่ ที่ แท้จริ งของคน ๆ นี้ ได้นาหลักฐานมายืนยันพิสูจน์ว่าเป็ น ํ พ่อแม่ ที่แ ท้จ ริ ง แต่ เ ขากลับปฏิ เ สธพ่อแม่ ที่แ ท้จ ริ งของ ตัวเอง ซึ่ งผลอันเนื่ องมากจากการปฏิเสธนี้ เอง ทําให้เขา ปฏิเสธไม่ทาตามสิ่ งที่ลูกจะต้องทําต่อผูเ้ ป็ นพ่อแม่ เช่ น ํ กตัญ ํู รู้ คุ ณ เชื่ อ ฟั ง คุ ณ จะว่ า อย่า งไรกับ คน ๆ นี้ ผูที่ ้ ปฏิเสธพระผูเ้ ป็ นเจ้า ผูเ้ ป็ นเจ้าของชีวิต เจ้าของโลก ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจ ด้วยหลักฐานข้อพิสูจน์ที่ยืนยันว่า พระองค์ ็ั คือพระเจ้า แต่กยงปฏิเสธพระองค์อยูอีก ่
  • 30. 27 ในเมื่อมนุ ษย์ไม่สามารถบังเกิดตัวของเขาขึ้นมา เองได้ นั้นก็หมายความว่า ตัวเขาไม่อาจที่จะเป็ นผูสร้างที่้ แท้จริ งได้ แต่ในทางตรงกันข้าม เขาคือผูที่ถูกสร้างขึ้นมา ้ และแน่ นอนที่สุดสิ่ งถูกสร้ างหรื อผู้ท่ีถูกสร้ างนั้นก็ย่อมที่ จะต้ องมีจุดเริ่มต้ น ถ้าจะถามว่า ตัวคุณและตัวผมรวมทั้ง มนุษย์ท้ งหมดโลกที่มีอยูในตอนนี้ เมื่อ 200 ปี ที่แล้วเราอยู่ ั ่ ที่ไหนกัน ? เราตอบไม่ได้แน่ว่าเราอยูที่ไหนกัน แต่ถา ่ ้ ถามว่ า ตัว คุ ณ และตัว ผมมี จุ ด เริ่ มต้น ขึ้ นมาบนโลก เมื่อไหร่ คุณและผมก็จะตอบคําถามนี้ ได้เป็ นอย่างดี เมื่อ เป็ นเช่ นนี้ เราก็ตองยอมรับอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ว่า มนุษย์ ้ เรามีจุดเริ่ มต้ น และแน่ นอนว่ า สิ่ งที่มีจุดเริ่ มต้ นจะต้ อง เป็ นสิ่ งที่ถูกสร้ างขึนมา เพราะมันไม่ สามารถที่จะบังเกิด ้ ตัวของมันเองขึนมาได้ เราทุกคนบังเกิดมาจากความไม่มี ้ มาสู่ ความมี อ ยู่ ยกตั ว อย่ า งเช่ น บ้ า นที่ เ ราอาศั ย อยู่ ประกอบไปด้วยอิฐ หิ น ปูนทราย ถ้าเราเอาหิ นมาวางไว้ กองหนึ่ ง เอาปูนมาวางไว้อีกกองหนึ่ ง เอาทรายมาวางอีก กองหนึ่ง และก็เอาอิฐมาวางเอาไว้อีกกองหนึ่ง ถามว่า จะ เป็ นไปได้ไ หมที่ ข องทั้ง สี่ สิ่ ง นี้ จะมารวมตัว กัน เองจน กลายเป็ นบ้านขึ้นมา ? แน่นอนมนุษย์ผมีสติปัญญาย่อม ู้ ตอบว่า เป็ นไปไม่ได้อย่างแน่ นอน ถามว่าถ้าเราวางของ
  • 31. 28 ทั้งสี่ อย่างนี้เอาไว้ และอีกห้าสิ บปี เรากลับมาดูใหม่ ถามว่า ของทั้งสี่ อย่างนั้นคืออิฐ หิ น ปูน ทรายจะเป็ นอย่างไร ? แน่ น อนมัน ก็ จ ะคงอยู่ใ นสภาพเดิ ม มัน ถู ก กองเอาไว้ อย่างไร มันก็เป็ นอยู่อย่างนั้น นั้นก็สรุ ปได้ว่า บ้านที่เรา อาศัย อยู่น้ ี จะต้องมี ผูสร้ างเพราะมัน สร้ างตัว เองขึ้ น มา ้ ไม่ไ ด้ และเมื่ อมันเป็ นสิ่ งที่ ถูกสร้ างขึ้น มา มัน ก็จะต้อง เป็ นสิ่ งที่มีจุดเริ่ มต้น และในเมื่อมันเป็ นสิ่ งที่ถูกสร้ างก็ จะต้ องมีผู้ที่สร้ างมันขึ้นมาอย่ างแน่ นอน เมื่อเป็ นเช่ นนี้ แล้ว เราไม่คิดที่จะย้อนกลับมาดูตวเราบ้างหรื อว่า เราผู ้ ั เป็ นมนุ ษ ย์ก็เป็ นสิ่ งที่ มีจุ ดเริ่ มต้นและเป็ นสิ่ งที่ ถูกสร้ าง ขึ้นมา และใครกันที่เป็ นผู้ที่สร้ างมนุษย์ ขึนมา ? และสร้ าง ้ มาทาไมกัน ? ตายแล้ วเราจะไปไหน ? ผู้ที่สร้ างเราขึนมา ้ เขาสร้ างเรามาทาไม เขาสร้ างเราแล้ วก็ให้ เราตายไปเล่ น ๆ อย่ างนั้นหรื อโดยไม่ มีจุดมุ่งหมาย ? และผูที่จะตอบ ้ คํา ถามต่ า ง ๆ เหล่ า ได้ดี ที่ สุ ด ก็ คื อ ผู ้ที่ ส ร้ า งเราขึ้ น มา นั้นเอง ผูซ่ ึ งเป็ นอยูและไม่ตาย เมื่อพูดถึงจุดนี้ ก็มีสิ่งที่เรา ้ ่ ควรที่จะรับรู ้ไว้เป็ นความรู ้เสริ มว่า เป็ นไปไม่ได้ที่สิ่งที่ไม่ ํ มีชีวิตจะสามารถให้กาเนิ ดสิ่ งหนึ่ งสิ่ งใดขึ้นมาได้ดวยตัว ้ ของมันเอง อย่างที่ได้ยกตัวอย่างเรื่ องอิฐ หิ น ปูน ทรายมา ให้ดูแล้ว เป็ นไปได้ไหมที่อิฐ หิ น ปูน ทรายซึ่ งตัวมันเอง
  • 32. 29 ํ เป็ นสิ่ งที่ไม่มีชีวิตมันจะสามารถให้กาเนิดสิ่ งหนึ่ งสิ่ งใดที่ ํ มี ชีวิตขึ้ น มาได้ หรื อมัน จะสามารถให้ก าเนิ ด สิ่ งที่ ไ ม่ มี ชีวิตด้วยกันเอง เช่น บ้าน ขึ้นมาได้ เป็ นไปได้หรื อ ? เมื่อ เป็ นเช่ นนี้ ผูที่สร้างมนุ ษย์ข้ ึนมาจึงเป็ นผูที่เป็ นอยู่และไม่ ้ ้ ตาย และในขณะเดียวกันตัวเราเองนั้นมีจุดเริ่ มต้น และก็ จะต้องมีจุดจบด้วยกันทุกคนอย่างแน่นอน ดังนั้นตัวเราจึง ไม่มีสิทธิที่จะเป็ นผูที่จะมาตอบคําถามเหล่านั้นได้ ในเมื่อ ้ เป็ นเช่นนี้ แล้วท่านไม่คิดที่จะคิดใช้สติปัญญาที่ท่านมีอยู่ ในการแสวงหาคํา ตอบต่ อ คํา ถามที่ สํา คัญ ต่ อ ชี วิ ต ท่ า น เหล่านี้ บางหรื อ ? ท่ านคิดหรื อว่ า ผู้ที่เขาได้ สร้ างท่ าน ้ ขึนมา เขาจะสร้ างท่ านขึนมาอย่ างไร้ จุดมุ่งหมาย ไร้ แก่ น ้ ้ สาร… ท่ านคิดอย่ างนั้นหรื อ ? ท่ านคิดว่ า ตายแล้ วก็สุด กันแค่ น้ันจบกันเพียงแค่ นีหรือ ? มันจะไม่ เป็ นการหลอก ้ ตัวเองไปหน่ อยหรือที่จะคิดเช่ นนั้น ? ท่ านหลอกตัวเอง และหาทางออกให้ แก่ ตัวเองเพี ยงแค่ คิดปลอบใจตัวเอง แบบง่ าย ๆ อย่ างนีหรือ ? แต่กระนั้นถ้าท่านยอมรับแล้ว ้ ว่าจะต้องมี ผูสร้ างอย่างแน่ นอน แล้วท่านไม่สนใจบ้าง ้ หรื อที่จะถามคําถามต่อไปว่า แล้วเขาสร้างเรามาทําไมกัน มีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไร ? และถ้าท่านต้องการที่จะรู ้ คําตอบ คําถามที่ท่านต้องถามตัวเองต่อไปอีกก็คือ
  • 33. 30 “แล้วจะไปหาคาตอบทีแท้ จริงได้ ที่ไหนกัน ?” ่ อิ ส ลามเป็ นชื่ อ ศาสนาที่ พ ระผู ้ส ร้ า งผู ้น้ ี ได้ ประทานมาให้แก่ มนุ ษย์ทุกยุคทุกสมัย โดยผ่านศาสดา ท่านต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงแต่งตั้งมา ซึ่งมีคมภีร์อลกุรอาน ั ั อันเป็ นคัมภีร์เล่มสุ ดท้ายที่พระองค์ได้ประทานมาให้แก่ ศาสดาท่านสุ ดท้าย นั้นคือศาสดามุฮมมัด (ขอความสันติ ั จงมี แ ด่ ท่ า น) อัน เป็ นทางนํา แห่ ง การดํา เนิ น ชี วิ ต ของ มนุ ษ ย์ และมี ค า ตอบต่ อ คํา ถามต่ า ง ๆ ของมนุ ษ ย์ และ ํ คัมภี ร์อลกุรอานนี้ ก็ยงสามารถยืนยันและพิสูจน์ตวของ ั ั ั มัน เองได้ว่า มัน เป็ นคัมภี ร์ที่มาจากผูที่สร้ างมนุ ษย์จริ ง ้ โดยที่มนุษย์ผถูกสร้างไม่สามารถเขียนหรื อแต่งคัมภีร์เล่ม ู้ นี้ ขึ้ น มาเองได้ หากแต่ เ ป็ นคัม ภี ร์ ที่ ม าจากพระผูส ร้ า ง ้ มนุ ษย์ที่ได้ถูกประทานมาให้ผ่านทางศาสดามุฮมมัดใน ั ฐานะที่ ถู ก แต่ ง ตั้ งเป็ นศาสดาท่ า นสุ ดท้ า ย เพื่ อ นํ า เจตนารมณ์ ของพระผูสร้ างมาบอกกล่ าวแก่ มนุ ษ ย์ชาติ ้ ทั้งหลายว่า เขาได้ถูกสร้างขึ้นมาบนโลกนี้ทาไม ตายแล้วํ ไปไหน ชี วิ ต หลัง ความตายเป็ นเช่ น ไร อย่า งไรถึ ง จะ เรี ย กว่า เป็ นความดี อย่า งไรถึ ง จะเรี ย กว่า เป็ นความชั่ว รวมทั้งสิ่ งอื่น ๆ ที่มนุษย์ผถูกสร้างจําเป็ นจะต้องรู ้ ู้
  • 34. 31 มาถึ ง ตอนนี้ ขอถามคํา ถามให้ท่ า นได้ใ ช้ค วามคิ ด ออก กําลังสมองกันอีกสักเล็กน้อยว่า : 1. สมมุติว่า มีเครื่ องจักรกลที่ไม่เคยมีใครได้เห็นและรู ้จก ั มาก่อนได้ถูกนํามาวางไว้ต่อหน้าท่าน ผมถามท่านว่าใคร จะเป็ นผู ้ที่ ส ามารถที่ จ ะบอกถึ ง วิ ธี ก ารทํา งานของ เครื่ องจักรกลนี้ได้ดีที่สุดและถูกต้อง ? 2. สมมุติวา เครื่ องจักรกลที่ว่านี้ได้ถูกนํามาวางไว้ต่อหน้า ่ ่ ท่าน และในขณะเดียวกันก็มีคนอยูสี่คน โดยที่ท้ งสี่ คนนี้ ั ต่างคนต่างก็อางว่าตนเองเป็ นผูท่ีได้สร้างเครื่ องจักรกลนี้ ้ ้ ขึ้ น มา ผมถามคุ ณ ว่า คุ ณ จะรู ้ ไ ด้อย่า งไรหรื อ พิ สูจ น์ ไ ด้ อย่างไรว่า ในทั้งสี่ คนนี้ ใครเป็ นผูที่ได้สร้างเครื่ องจักรกล ้ นี้มาตัวจริ ง ? 3. สมมุติว่า มีคมภีร์อยูสี่เล่ม คัมภีร์เล่มที่หนึ่ ง สอง สาม ั ่ ได้พิสูจน์ตวของมันเองแล้วว่า ได้ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข ั ไปจากเดิ มจนไม่ อาจรู ้ ไ ด้ว่าคัมภี ร์เ ล่ มนี้ จริ ง ๆ แล้ว ได้ กล่าวอะไรเอาไว้ และได้บอกหรื อได้สอนอะไรเอาไว้บาง ้ และนอกจากนั้นคัมภีร์เล่มที่ หนึ่ ง สอง สาม นี้ ก็ยงมีขอที่ ั ้
  • 35. 32 ขัดแย้งกันในตัวเองและขัดแย้งซึ่ งกันและกันอยู่ และก็ยง ั มีสิ่งที่ขดแย้งกับข้อเท็จจริ งหลาย ๆ อย่างด้วยกัน และบาง ั เล่ ม ก็ มี ห ลัก คํา สอนที่ ม นุ ษ ย์ใ นยุค ปั จ จุ บ ัน ไม่ ส ามารถ ั ั นํามาปฏิบติได้แล้วหรื อถ้าจะปฏิบติกนจริ ง ๆ ก็จะต้อง ั สละโลก และบางเล่มก็มีหลักคําสอนที่หละหลวมเกินไป นี้ คือสภาพของคัมภีร์สามเล่มแรก แต่มีคมภีร์เล่มที่สี่อยู่ ั เล่ ม เดี ย วที่ ย ง คงความบริ สุ ท ธิ์ ไม่ เ คยถู ก เปลี่ ย นแปลง ั แก้ไขเลยแม้แต่นอย และคัมภีร์เล่มที่สี่น้ ี ก็มีจุดเด่นตรงที่ ้ ว่า ได้บอกถึงวิธีการแก้ไขปั ญหาต่าง ๆ ของมนุษย์ที่มีอยู่ ในสังคมโดยเฉพาะปัญหาด้านศีลธรรมเอาไว้อย่างชัดเจน และคัมภีร์เล่มที่สี่น้ ี ก็ยงมีหลักคําสอนที่ไม่ขดแย้งกันใน ั ั ตัว เอง และเป็ นหลัก คํา สอนที่ ไ ม่ ข ัด ต่ อ ธรรมชาติ ข อง ความเป็ นมนุษย์อีกด้วยและมนุษย์ทุกรุ่ นทุกวัยก็สามารถ ปฏิ บ ั ติ ต ามหลั ก คํา สอนนี้ ได้ และคัม ภี ร์ เ ล่ ม นี้ ก็ ไ ม่ แบ่งแยกระหว่างทางโลกและทางธรรมหากแต่ว่าทั้งสอง จะต้องดําเนิ นไปด้วยกันแบบควบคู่กนไปจึงจะสมบูรณ์ั ได้ และก็ยงเป็ นคัมภีร์ที่สามารถใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัย ั ทุ ก สถานที่ แ ละทุ ก เวลาไม่ ว่ า โลกจะเปลี่ ย นแปลงไป อย่างไรก็แล้วแต่ คัมภีร์เล่มนี้ก็ยงสามารถที่จะนํามาใช้ได้ ั เป็ นอย่างดีท้ งต่อตัวเองและต่อสังคมโดยส่ วนรวม อีกทั้ง ั