Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
Muttakeen Che-leah
819 views
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
หนังสือพิสูจน์พระเจ้า มีจริงหรือไม่?
Read more
0
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 16 times
1
/ 115
2
/ 115
3
/ 115
4
/ 115
5
/ 115
6
/ 115
7
/ 115
8
/ 115
9
/ 115
10
/ 115
11
/ 115
12
/ 115
13
/ 115
14
/ 115
15
/ 115
16
/ 115
17
/ 115
18
/ 115
19
/ 115
20
/ 115
21
/ 115
22
/ 115
23
/ 115
24
/ 115
25
/ 115
26
/ 115
27
/ 115
28
/ 115
29
/ 115
30
/ 115
31
/ 115
32
/ 115
33
/ 115
34
/ 115
35
/ 115
36
/ 115
37
/ 115
38
/ 115
39
/ 115
40
/ 115
41
/ 115
42
/ 115
43
/ 115
44
/ 115
45
/ 115
46
/ 115
47
/ 115
48
/ 115
49
/ 115
50
/ 115
51
/ 115
52
/ 115
53
/ 115
54
/ 115
55
/ 115
56
/ 115
57
/ 115
58
/ 115
59
/ 115
60
/ 115
61
/ 115
62
/ 115
63
/ 115
64
/ 115
65
/ 115
66
/ 115
67
/ 115
68
/ 115
69
/ 115
70
/ 115
71
/ 115
72
/ 115
73
/ 115
74
/ 115
75
/ 115
76
/ 115
77
/ 115
78
/ 115
79
/ 115
80
/ 115
81
/ 115
82
/ 115
83
/ 115
84
/ 115
85
/ 115
86
/ 115
87
/ 115
88
/ 115
89
/ 115
90
/ 115
91
/ 115
92
/ 115
93
/ 115
94
/ 115
95
/ 115
96
/ 115
97
/ 115
98
/ 115
99
/ 115
100
/ 115
101
/ 115
102
/ 115
103
/ 115
104
/ 115
105
/ 115
106
/ 115
107
/ 115
108
/ 115
109
/ 115
110
/ 115
111
/ 115
112
/ 115
113
/ 115
114
/ 115
115
/ 115
More Related Content
PDF
แนวคิดเรื่องกรรมและความจริงสูงสุดของศาสนาเชน
by
Tongsamut vorasan
PDF
Bidah
by
Muttakeen Che-leah
PDF
เล่ห์ชัยฏอน
by
Muttakeen Che-leah
PDF
ภาษาอังกฤษ ม.ต้น
by
กัลยณัฏฐ์ สุวรรณไตรย์
PPTX
วิชาปรัชญาจีน ตอน ปรัชญาเม่งจื๊อ
by
Padvee Academy
PPTX
วิชาปรัชญาจีน ตอน ปรัชญาของจวงจื๊อ
by
Padvee Academy
PPT
การยอมจำนนต่อพระคริสต์
by
pannily
PDF
ทุกศาสนา
by
Muttakeen Che-leah
แนวคิดเรื่องกรรมและความจริงสูงสุดของศาสนาเชน
by
Tongsamut vorasan
Bidah
by
Muttakeen Che-leah
เล่ห์ชัยฏอน
by
Muttakeen Che-leah
ภาษาอังกฤษ ม.ต้น
by
กัลยณัฏฐ์ สุวรรณไตรย์
วิชาปรัชญาจีน ตอน ปรัชญาเม่งจื๊อ
by
Padvee Academy
วิชาปรัชญาจีน ตอน ปรัชญาของจวงจื๊อ
by
Padvee Academy
การยอมจำนนต่อพระคริสต์
by
pannily
ทุกศาสนา
by
Muttakeen Che-leah
Similar to ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
PDF
ศึกษาเปรียบเทียบแนวความคิด
by
pentanino
PDF
สุภีร์ ทุมทอง สติปัญญา
by
Tongsamut vorasan
PDF
พระมหาชนก
by
Danai Thongsin
PDF
อิสลามกับคำถามที่คุณอยากรู้คำตอบ
by
Kumobarick Achiroki
PDF
คำอริยะถึงในหลวง
by
Songsarid Ruecha
PDF
สำนักปฏิบัติธรรมสุธัมมสถาน มงคลสามสิบแปด
by
Tongsamut vorasan
PDF
กำเนิดจักรวาล
by
niralai
PDF
Learn good
by
Arrow Thanakorn
DOCX
กลุ่มทับทิมกรอบ --เรื่องมนุษย์กับความคิด
by
freelance
PDF
Dhamma nearby 16/06/2011volume 54
by
dentyomaraj
PDF
หลวงพ่อทูล วัฏฏะสงสาร
by
guestf16531
PDF
เลือกที่จะมอง
by
Panda Jing
PDF
What is life
by
changnoi2518
PDF
02life
by
etcenterrbru
PDF
การบริหารงานตามหลักสังคหวัตถุในพระพุทธศาสนา ๓
by
วัดดอนทอง กาฬสินธุ์
PDF
Learn good
by
Arrow Thanakorn
PDF
Learn good
by
Arrow Thanakorn
PDF
ธรรมะกฎแห่งกรรม
by
nidkybynew
PDF
ธรรมะกฎแห่งกรรม
by
nidkybynew
PDF
All10
by
Thongkum Virut
ศึกษาเปรียบเทียบแนวความคิด
by
pentanino
สุภีร์ ทุมทอง สติปัญญา
by
Tongsamut vorasan
พระมหาชนก
by
Danai Thongsin
อิสลามกับคำถามที่คุณอยากรู้คำตอบ
by
Kumobarick Achiroki
คำอริยะถึงในหลวง
by
Songsarid Ruecha
สำนักปฏิบัติธรรมสุธัมมสถาน มงคลสามสิบแปด
by
Tongsamut vorasan
กำเนิดจักรวาล
by
niralai
Learn good
by
Arrow Thanakorn
กลุ่มทับทิมกรอบ --เรื่องมนุษย์กับความคิด
by
freelance
Dhamma nearby 16/06/2011volume 54
by
dentyomaraj
หลวงพ่อทูล วัฏฏะสงสาร
by
guestf16531
เลือกที่จะมอง
by
Panda Jing
What is life
by
changnoi2518
02life
by
etcenterrbru
การบริหารงานตามหลักสังคหวัตถุในพระพุทธศาสนา ๓
by
วัดดอนทอง กาฬสินธุ์
Learn good
by
Arrow Thanakorn
Learn good
by
Arrow Thanakorn
ธรรมะกฎแห่งกรรม
by
nidkybynew
ธรรมะกฎแห่งกรรม
by
nidkybynew
All10
by
Thongkum Virut
More from Muttakeen Che-leah
DOC
Al kafi
by
Muttakeen Che-leah
DOC
แนวทางศึกษาอิสลามให้ได้ซึ่งคำสอนที่แท้จริง
by
Muttakeen Che-leah
DOC
ค็อฏฏ๊อบ.Doc
by
Muttakeen Che-leah
DOC
เดินทางโดยไม่มีมะฮฺรอม.Doc
by
Muttakeen Che-leah
DOC
เดินทางโดยไม่มีมะฮฺรอม
by
Muttakeen Che-leah
DOC
วิเคราะห์ฮะดีษ
by
Muttakeen Che-leah
DOC
ตรรก และ เหตุผลวิบัติ
by
Muttakeen Che-leah
DOC
มาตรวจสอบอารมณ์กันก่อนที่จะวิเคราะห์
by
Muttakeen Che-leah
DOC
การทำงานศาสนาด้านต่างๆ ในแง่ของการให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับอิสลาม
by
Muttakeen Che-leah
DOC
Names list of_logical_fallacy
by
Muttakeen Che-leah
DOCX
ลัทธิภาคีนิยมในรั้วมหาวิทยาลัย
by
Muttakeen Che-leah
DOC
แผนที่ตรรกะ
by
Muttakeen Che-leah
DOCX
ในการสนทนากับชาวต่างศาสนิกนั้น มีหลายครั้งด้วยกันที่อีกฝ่ายจะยกข้อความมายาว ซ...
by
Muttakeen Che-leah
DOCX
พระเยซูเป็นพระเจ้าไม่ได้อย่างแน่นอน ด้วยเงื่อนไขบังคับและเงื่อนไขจำเป็น
by
Muttakeen Che-leah
DOC
บันทึกย่อที่ไม่ได้จัดหมวดหมู่
by
Muttakeen Che-leah
DOC
วิจารณ์เวียนว่ายตายเิกด
by
Muttakeen Che-leah
DOC
Guide of association
by
Muttakeen Che-leah
DOC
ตรรกเอาความเป็นรูปธรรม
by
Muttakeen Che-leah
DOC
วิเคราะห์ความโอ้อวด
by
Muttakeen Che-leah
DOCX
เหตุผลหรือข้ออ้างลับที่ไม่ถูกเปิดเผย
by
Muttakeen Che-leah
Al kafi
by
Muttakeen Che-leah
แนวทางศึกษาอิสลามให้ได้ซึ่งคำสอนที่แท้จริง
by
Muttakeen Che-leah
ค็อฏฏ๊อบ.Doc
by
Muttakeen Che-leah
เดินทางโดยไม่มีมะฮฺรอม.Doc
by
Muttakeen Che-leah
เดินทางโดยไม่มีมะฮฺรอม
by
Muttakeen Che-leah
วิเคราะห์ฮะดีษ
by
Muttakeen Che-leah
ตรรก และ เหตุผลวิบัติ
by
Muttakeen Che-leah
มาตรวจสอบอารมณ์กันก่อนที่จะวิเคราะห์
by
Muttakeen Che-leah
การทำงานศาสนาด้านต่างๆ ในแง่ของการให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับอิสลาม
by
Muttakeen Che-leah
Names list of_logical_fallacy
by
Muttakeen Che-leah
ลัทธิภาคีนิยมในรั้วมหาวิทยาลัย
by
Muttakeen Che-leah
แผนที่ตรรกะ
by
Muttakeen Che-leah
ในการสนทนากับชาวต่างศาสนิกนั้น มีหลายครั้งด้วยกันที่อีกฝ่ายจะยกข้อความมายาว ซ...
by
Muttakeen Che-leah
พระเยซูเป็นพระเจ้าไม่ได้อย่างแน่นอน ด้วยเงื่อนไขบังคับและเงื่อนไขจำเป็น
by
Muttakeen Che-leah
บันทึกย่อที่ไม่ได้จัดหมวดหมู่
by
Muttakeen Che-leah
วิจารณ์เวียนว่ายตายเิกด
by
Muttakeen Che-leah
Guide of association
by
Muttakeen Che-leah
ตรรกเอาความเป็นรูปธรรม
by
Muttakeen Che-leah
วิเคราะห์ความโอ้อวด
by
Muttakeen Che-leah
เหตุผลหรือข้ออ้างลับที่ไม่ถูกเปิดเผย
by
Muttakeen Che-leah
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
2.
¶ÒÁãËŒ¤Ô´...ÊСԴ㨠à¢Õ¹â´Â : Í.ªÒÃÕ¿
ǧÈàʧÕèÂÁ Í͡Ẻ»¡ : ÍÑ««ÒºÔ¡Ù¹ ÊÒ¤ÙÃͫҹ ¾ÔÊÙ¨¹ÍÑ¡Éà : «Í¿‚¹ÐÎÚ ºÔ¹µÔ ¡Íà«çÁ ¾ÔÁ¾¤ÃÑé§·Õè 2 : ¾ÄÉÀÒ¤Á 2555 Êӹѡ¾ÔÁ¾ : «ÒºÔ¡Ù¹ 42/2 Á.2 µ.ÊÐ൧¹Í¡ Í.àÁ×ͧ ¨.ÂÐÅÒ 96130 âç¾ÔÁ¾ : ºÃÔÉÑ· ¹ÑµÇÔ´Ò ¡ÒþÔÁ¾ ¨Ó¡Ñ´ ÊÑè§«×éÍ˹ѧÊ×Íä´Œ·Õè : www.sunnahtrade.com ¤Ø³ÍÔºÃÍÎÔÁ ÊÒàËÁÒ â·Ã : 085-365-0015 àÇçºä«µ¡ÅØ‹ÁÍÑ««ÒºÔ¡Ù¹ : www.ÍÔÊÅÒÁ.net
3.
ÊÙ਌ÒÁÔä´Œã¤Ã‹¤ÃÇÞ´ÙºŒÒ§ËÃ×Í ?
4.
1 จะพิสูจน์ ได้ อย่
างไรถึงพระผู้สร้ างทีแท้ จริง ่ ถามให้ คด...สะกิดใจ ิ สู เจ้ ามิได้ ใคร่ ครวญดูบ้างหรือ ? อ. ชะรี ฟ วงศ์เสงี่ยม บทความต่อไปนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อที่จะเตือนสติผที่ ู้ ยังปฏิ เสธหรื อยังไม่แน่ ใจถึงการมี อยู่ของพระผูสร้ างที่ ้ แท้จริ ง หรื อเราจะเรี ยกว่าพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งก็ได้ โดย มี ค วามหวัง ว่ า พี่ น้อ งมุ ส ลิ ม ท่ า นใดที่ มี เ พื่ อ นเป็ นชาว ต่างศาสนิ ก บทความนี้ อาจจะเป็ นประโยชน์แก่เขาได้ โดยขอให้นาบทความนี้ ไปใช้ประโยชน์ให้มากที่สุดเพื่อ ํ เป็ นก้าวแรกในการสะกิ ดจิตสํานึ กเบื้องลึกของเขาผูน้ ัน ้ อิสลามสอนเอาไว้ว่า มนุ ษย์ทุกคนเกิดขึ้นมาโดยมีความ เชื่ อ ในพระผู ้เ ป็ นเจ้ า ที่ แ ท้จ ริ งอยู่ ต้ ัง แต่ เ กิ ด แล้ว แต่ เนื่ องมาจากสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเขาทําให้ เขาผูน้ ัน มี ความคิ ดความเชื่ อที่ เ ปลี่ ยนแปลงไปจากเดิ ม ้ เช่ น กลายเป็ นผูที่ปฏิเสธพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งไป และ ้ บางรายปากก็กล่าวว่า ไม่เชื่อในพระเจ้าหรื อพระผูสร้างที่ ้ แท้จ ริ ง แต่ ใ นขณะเดี ย วกัน ก็ ก ราบไหว้บู ช าสิ่ ง ต่ า ง ๆ
5.
2 สารพัด ไม่ว่าจะเป็ นผีสางนางไม้
รู ปปั้ นต่าง ๆ หรื อไม่ก็ ต้นไม้ ทั้งนี้อย่างที่บอกไปแล้วว่า มนุษย์เกิดขึ้นมาโดยถูก ฝังความเชื่ อในพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งมาในตัวแล้ว ด้วย เหตุ น้ ี มนุ ษ ย์ที่ ห ลอกตัว เองก็ เ ลยปฏิ เ สธ พระผูเ้ ป็ นเจ้า หรื อพระผูสร้างที่แท้จริ ง และหันไปเคารพบูชาพระเจ้าที่ ้ จอมปลอมทั้ง หลาย ซึ่ งภาษาอาหรั บ ใช้ค ํา ว่ า ตอฆู ต ถึ งแม้ว่า เขาผูน้ ัน จะไม่ เ รี ย กสิ่ งนั้น ว่า พระเจ้า ก็ตาม แต่ ้ หลี กเลี่ ยงไปเรี ยกชื่ ออื่ นเพื่อปลอบใจตัว เองและหลอก ตัวเอง แต่ในจิตสํานึ กลึก ๆ แล้วเขาก็ไม่อาจที่จะหลอก ตัวเองได้ เมื่อพูดถึงเรื่ องที่ว่า มนุ ษย์เกิ ดขึ้นมาพร้อมกับ ความเชื่อในพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ ง ก็ทาให้นึกถึงคํากล่าว ํ ที่ ว่า ถ้าคุ ณ นํา เด็ก กลุ่ มหนึ่ ง ที่ เ กิ ด มาใหม่ ไ ปเลี้ ย งไว้ใ น สถานที่ ๆ จัด เตรี ยมไว้โ ดยเฉพาะ โดยไม่ ใ ห้ ไ ด้รั บ อิทธิ พลจากสิ่ งแวดล้อมใด ๆ ทั้งสิ้ น ไม่ว่าจะเป็ นศาสนา หรื อ วัฒ นธรรมใด ๆ และไม่ ใ ห้ เ ด็ ก กลุ่ ม นั้น เห็ น หรื อ พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผูใดทั้งสิ้ น เมื่อถึงเวลา ้ ก็เอาข้าวเอานํ้าไปให้ เมื่อเด็กกลุ่มนั้นเติบโตมา ก็ให้เรา เข้า ไปเรี ย นรู ้ ห ลัก ความเชื่ อ ของเด็ก กลุ่ ม นั้น ดู ว่ า เขามี ความเชื่ อ อย่างไร แน่ นอนที่ สุดสิ่ งที่ เราจะพบก็คือ เด็ก กลุ่มนั้นจะเติ บโตขึ้นมาในสภาพที่ เชื่ อในการมี อยู่ของ
6.
3 พระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ
งเพียงองค์เดียว โดยไม่ตองมีใครไป ้ สั่งสอน หรื อบอกกล่าวแก่พวกเขาเลย เพียงแต่ว่าเขาจะ ้ ่ เรี ยกพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งผูน้ ีวาชื่ออะไรเท่านั้นเอง แต่ที่ สําคัญก็คือ เด็กกลุ่มนั้นจะเติบโตขึ้นมาโดยเชื่ อถึงการมี อยู่ของพระผูสร้ าง หรื อพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่ แท้จริ ง โดยไม่ ้ ต้องมีใครไปสังสอนบอกกล่าว ่ มนุ ษย์เติบโตมาพร้อมด้วยสติปัญญาและเหตุผล ที่ จ ะเป็ นเครื่ อ งช่ ว ยตัด สิ น ในกิ จ การงานต่ า ง ๆ ทั้ง ที่ มี ความสําคัญและไม่สําคัญ มนุ ษย์มีความแตกต่างไปจาก สัตว์ตรงที่มนุ ษย์รู้จกใช้สติปัญญาและเหตุผล ตั้งแต่ตื่น ั นอนขึ้ น มาจนถึ ง เข้า นอนอี ก ครั้ งหนึ่ ง มนุ ษ ย์เ ราจะใช้ ่ ความคิดอยูตลอดเวลา ไม่คิดเรื่ องโน้นก็เรื่ องนี้ แม้เมื่อเรา หยุดพักจากการทํางานหนักที่เหน็ดเหนื่ อยแล้วก็ตาม แต่ กระนั้น ความคิ ด ของเราก็ไ ม่ รู้สึ ก เหน็ ด เหนื่ อยที่ จะคิ ด หยุดพักบ้าง แต่มนก็ยงคงคิดไปต่าง ๆ นา ๆ เรื่ องใดเรื่ อง ั ั หนึ่ ง เมื่ อ บอกว่า มนุ ษ ย์แ ตกต่ า งไปจากสั ตว์ คุ ณ รู ้ ไ หม ครับว่า เมื่อหนึ่ งพันปี หรื อหนึ่ งหมื่นปี ที่แล้ว นกอาศัยอยู่ ่ ที่ไหนกัน ? คุณก็จะตอบว่า อยูในรังหรื อบนต้นไม้ และ ในปั จจุบนนี้ ล่ะครับ นกที่ว่านี้ อาศัยอยูที่ไหน ? คําตอบก็ ั ่ คือ ที่รังหรื อบนต้นไม้เหมือนเดิม และคุณรู ้ไหมครับว่า
7.
4 เมื่อหนึ่งพันปี หรื อหนึ่งหมื่นปี
ที่แล้วมนุษย์อาศัยอยูที่ไหน ่ กัน ? คําตอบคือ อยู่ในที่อยู่อาศัยที่ยงไม่เจริ ญ และใน ั ปั จจุบนนี้ มนุ ษย์อาศัยอยู่ที่ไหนกัน ? คําตอบคือ อยู่ใน ั บ้านหรื ออาคารที่ถูกออกแบบมาอย่างสวยงาม คงตอบ และคิดอะไรบางอย่างได้น่ะครับว่า มนุษย์เรามีการพัฒนา ทางความคิด สติปัญญา ย้อนกลับไปที่เรื่ องความคิดของ มนุ ษย์ มนุ ษย์ผูที่มีความคิดอยู่ตลอดเวลาคิดสิ่ งนั้นสิ่ งนี้ ้ เคยที่ จ ะได้คิ ด อย่า งไม่ ห ลอกตัว เองบ้า งไหมว่า มนุ ษ ย์ ทั้งหลายร่ วมทั้งตัวเขาเองเกิดขึ้นมาบนโลกนี้ ได้อย่างไร และเกิ ด ขึ้ น มาเพื่ อ อะไร ตายแล้ว จะไปไหน ใครเป็ น ่ ผูสร้างเขามา รวมทั้งสรรพสิ่ งที่อยูรอบ ๆ ตัวเขาที่เขาเห็น ้ มันอยูทุกวันจนเคยชิน เช่น โลกที่เขาอาศัยอยู่ สรรพสัตว์ ่ ทั้ง หลาย ร่ ว มทั้ง จัก รวาลอัน กว้า งใหญ่ ไ พศาลอัน หา ขอบเขตมิได้ และที่สาคัญที่สุดนันคือ ตัวของเขาเอง ใคร ํ ่ กัน เล่ า ที่ ไ ด้ส ร้ า งสิ่ ง เหล่ า นี้ รวมทั้ง ตัว ของเขาขึ้ นมา อิสลามได้สอนให้มนุ ษย์ได้ใช้สติปัญญาและเหตุผลที่มี อยู่กบเขาอย่างไม่หลอกตัวเอง โดยสอนให้มนุ ษย์ได้คิด ั และใคร่ ค รวญถึ ง สิ่ ง ต่ า ง ๆ เหล่ า นี้ และพยายามที่ จ ะ แสวงหาคําตอบจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ในคัมภีร์อลกุรอาน ั
8.
5 ซึ่งมีโองการสั้น ๆ โองการหนึ่
งได้ถามเราเอาไว้ให้ได้คิด ใคร่ ครวญว่า : “พวกเจ้ าเห็นสิ่ งที่พวกเจ้ าหลั่งออกมา (อสุ จิ) แล้ วมิใช่ หรือ ? พวกเจ้ าสร้ างมันขึนมา หรือว่ าเราเป็ นผู้สร้ าง” ้ [ความหมายคัมภีร์อัลกุรอาน บทที่ 56 โองการที่ 58-59] ท่านเคยเห็นนํ้าอสุ จิที่ท่านหลังออกมาไหมครับ ? ่ ถามว่าในปั จจุบนนี้ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมีความ ั เจริ ญก้าวหน้าเป็ นอย่างมาก แต่ถามว่ามีนักวิทยาศาสตร์ คนไหนบ้า งไหมที่ ส ามารถออกมาประกาศว่ า ตนเอง สามารถที่จะสร้างหรื อผลิตนาอสุ จิของมนุษย์ข้ ึนมาเองได้ ้ …มีไหมครับ ? มีนกวิทยาศาสตร์คนไหนบ้างไหมครับที่ ั สามารถสร้างหรื อผลิตรังไข่ ของเพศหญิงขึ้นมาได้ ? มี นักวิทยาศาสตร์คนไหนบ้างครับที่สามารถสร้างหรื อผลิต ลูกอัณฑะขึ้ นมาเองได้…มีไหมครับ ? มีนกวิทยาศาสตร์ั คนไหนบ้างไหมครับที่สามารถผลิตโปรตีนโมเลกุลขึ้นมา สักตัวหนึ่งได้ อันเป็ นส่ วนประกอบที่สาคัญของชีวิตที่จะ ํ ขาดเสี ยมิได้เป็ นอันขาด มีไหมครับ ? นี่ ยงไม่ตองพูดถึง ั ้ เซลล์ ซ่ ึ งมี ขนาดใหญ่กว่าโปรตีนโมเลกุลหลายร้ อยเท่า
9.
6 ถ้าคนเรี ยนวิชาชี ววิทยาจะรู
้ ดีในเรื่ องนี้ …ถามว่ามนุ ษย์ สร้ า งมนุ ษ ย์ด้ว ยกัน เองขึ้ น มาได้ไ หม แม้ว่ า ปั จ จุ บ ัน นี้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะมีความเจริ ญก้าวหน้าอย่าง มาก อย่างที่เราได้เห็ นอยู่แล้วก็ตาม แต่กระนั้น มีมนุ ษย์ หรื อนักวิทยาศาสตร์คนไหนบ้างไหมครับที่สามารถสร้าง สิ่ งเพียงไม่กี่สิ่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้นได้ มีไหมครับ ? เมื่อ 50 ปี ที่ แล้ว หรื อ 100 ที่ แ ล้ว หรื อเมื่ อ 500 ปี ที่ แล้ว วิ ท ยาศาสตร์ ย ัง ไม่ มี ค วามเจริ ญก้ า วหน้ า อะไรเลย เพราะฉะนั้นเลิกพูดไปได้เลย เพราะตอนนั้นเทคโนโลยี ็ั ่ และวิทยาศาสตร์กยงไม่รู้อยูไหนเลย ก็ในเมื่อมนุษย์ยงไม่ ั สามารถสร้างหรื อผลิตแม้แต่อสุ จิตวเดียวขึ้นมาก็ยงไม่ได้ ั ั หรื อแม้ แ ต่ ม ดตั ว เล็ ก ๆ เพี ย งตั ว เดี ย วมนุ ษ ย์ ก็ ไ ม่ มี ความสามารถที่จะสร้างขึ้นมาได้ สิ่ งที่มนุษย์ผมีสติปัญญาู้ และเหตุผลน่าจะถามตัวเองก็คือ : แล้วมนุษย์เกิดมาได้อย่างไร ? บางคนก็จะตอบ มาในทํานองว่า เกิดมาจากเชื้ออสุ จิ ถ้าเช่นนั้นก็ถามต่อไป สิ ว่ า แล้ว ตัว ท่ า นนี้ เกิ ด มาจากนํ้า อสุ จิ ข องใครครั บ …? ท่านก็จะตอบว่า เกิดมาจากนํ้าอสุ จิของพ่อของท่าน ก็ถาม ต่อไปว่า และพ่อของท่านสร้างหรื อผลิตนํ้าอสุ จิข้ ึนมาเอง ได้หรื อไม่ หรื อมีความสามารถที่จะบังเกิดตัวเองขึ้นมาได้
10.
7 หรื อไม่…? ย่อมไม่ได้อย่างแน่นอน
ก็ถามต่อไปว่า แล้ว ถ้า เป็ นเช่ น นี้ พ่ อ ท่ า นเกิ ด มาจากนํ้า อสุ จิ ข องใครอี ก ที ครับ…? ท่านก็จะตอบว่า ของพ่อของพ่อของท่าน นันก็ ่ คือปู่ ก็ขอถามเพื่อยํ้าอี ก ว่า มนุ ษ ย์สามารถที่ จ ะผลิ ตนํ้า อสุ จิหรื อบังเกิดตัวเองขึ้นมาได้ไหม…? ก็ในเมื่อมนุษย์ไม่ มีความสามารถที่จะให้บงเกิดตัวเขาขึ้นมาเองได้ และก็ยง ั ั ไม่สามารถที่จะสร้างหรื อผลิตนํ้าอสุ จิข้ ึนมาได้ ถ้าเช่นนั้น มนุ ษย์เกิ ดมาได้อย่างไร ? และใครกันที่เป็ นผูสร้างที่ ้ แท้จริ งที่สร้างมนุษย์ข้ ึนมา ? ยกตัวอย่างเช่น มีเลขที่ 1-100 ตัวท่านเป็ นเลขที่ 100 เกิดมาจากนํ้าอสุ จิของเลขที่ 99 เลขที่ 99 ก็เกิดมาจาก นํ้าอสุ จิของเลขที่ 98 และเลขที่ 98 ก็เกิดมาจากนํ้าอสุ จิ ของเลขที่ 97 ถามว่า ถ้าไม่มีเลขที่ 50 จะมีเลขที่ 100 ได้ ไหมครับ ? จะมีเลขที่ 99 ได้ไหมครับ ? และจะมีเลขที่ 98 ได้ไหมครับ ? ย่อมมีไม่ได้อย่างแน่นอน ก็ในเมื่อมนุษย์ สร้ า งมนุ ษ ย์ด้ว ยกัน เองไม่ ไ ด้แ ละก็ ย ง ไม่ ส ามารถที่ จ ะ ั บังเกิ ดตัวเองขึ้นมาได้แล้ว แล้วมนุ ษย์เกิ ดมาได้อย่างไร กัน ใครกันเป็ นผูที่สร้างมนุษย์ข้ ึนมา ? ขอถามท่านสักนิด ้ ว่า ท่านคิดว่ามันเป็ นไปได้ไหมที่ พายุโทนาโดที่ ได้พด ั ผ่านเข้ามายังกองเศษเหล็กและของเก่ าที่ กองสุ มกันอยู่
11.
8 และสามารถทําให้เกิดเป็ นเครื่ องบินโบอิง
747 ขึ้นมาได้ จากเศษเหล็กและของเก่าที่กองสุ มกันอยู่น้ ัน ท่านคิดว่า มันเป็ นไปได้หรื อไม่ ? แน่นอนผูที่มีสติปัญญาไม่ตองใช้ ้ ้ เวลาคิดนานเลยที่ จะตอบคําถามนี้ และท่านรู ้ไหมครับว่า ความน่าจะเป็ นที่มนุษย์จะเกิดขึ้นมาเองโดย “ธรรมชาติ‛ ที่ บางคนชอบใช้คานี้ กัน เพื่ อหลอกตัว เองและเป็ นการ ํ หาทางออกให้แ ก่ ต ัว เองอย่า งง่ า ย ๆ และเพื่ อ เป็ นการ ปลอบใจตัวเอง หรื อการที่ม นุ ษย์จะเกิ ดขึ้นมาโดยความ บังเอิญนั้น ยิงมีความเป็ นไปไม่ได้หลายร้อยหลายพันเท่า ่ เมื่อเทียบกับตัวอย่างเรื่ องเครื่ องบินโบอิง 747 ที่ยกมาให้ดู ข้างต้นเสี ยอีก นี่ เป็ นสิ่ งที่นกวิทยาศาสตร์ ได้เปรี ยบเทียบ ั เอาไว้ให้ดูเป็ นตัวอย่าง (อ้ างอิ งจาก : Hoyle on Evolution, Nature, vol. 294, November 12, 1981, p. 105) อย่างที่ ไ ด้บ อกไปแล้ว ว่า มนุ ษ ย์หลาย ๆ คนที่ ชอบหลอกตัวเอง แต่เมื่อต้องเผชิ ญหน้ากับคําถามเช่นนี้ ดังตัวอย่างที่ยกมาให้ดู ก็จะพูดออกไปโดยไม่ย้ งคิดเพื่อ ั หาทางออกให้แก่ตวเอง โดยกล่าวว่า ‚ธรรมชาติ‛ ได้ ั สร้างมนุษย์ข้ ึนมา โดยที่ตวเขาเองก็ไม่รู้ว่า ‚ธรรมชาติ‛ ที่ ั
12.
9 เขาพูดออกมานี้คืออะไรกัน มีลกษณะอย่างไร เมื่อถึงจุดนี้
ั ผมขอให้ท่านผูอ่านได้ใช้สติปัญญาคิดดูอีกสักนิดหนึ่ง ถ้า ้ ผมจะถามท่านว่า เป็ นไปได้ไหมถ้าผมจะพูดว่า “ปล่อย ่ ให้อิฐ หิ น ปูน ทรายมันอยูอย่างนั้นแหละ เดี๋ยวมันก็คงจะ สร้างตัวเองเป็ นบ้าน ขึ้นมาตามธรรมชาติได้‛ แน่นอนถ้า เป็ นเช่นนี้ แม้ให้รอเป็ นพันเป็ นหมื่นปี ก็ไม่มีวนที่อิฐ หิ น ั ปูน ทรายเหล่านั้นจะมารวมตัวกันตาม ‚ธรรมชาติ‛ และ ทําให้เกิ ดเป็ นบ้านขึ้นมาได้ แต่สติปัญญาของมนุ ษย์บ่ง บอกว่า มันจะเป็ นบ้านขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อมีผใดผูหนึ่ งที่มี ู้ ้ สติปัญญาและความรอบรู ้นาอิฐ หิ น ปูน ทรายเหล่านี้ มา ํ ประกอบกันเป็ นบ้านหรื อเป็ นอาคารขึ้นมา และแน่ นอน อย่างที่สุดว่า ร่ างกายมนุษย์เรานี้ มีอวัยวะต่าง ๆ ที่มีระบบ การทํางานที่ซับซ้อนมากไปกว่าคอมพิวเตอร์ ที่เราใช้กน ั อยู่หลายร้อยหลายพันเท่านัก และเป็ นไปได้ไหมล่ะครับ ที่ ส่ว นประกอบต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ เหล่านั้นจะมา รวมตั ว กั น ขึ้ นมาเองตามธรรมชาติ จ นกลายเป็ น คอมพิวเตอร์ สมัยใหม่อนมี ระบบการทํางานที่ ซับซ้อน ั เป็ นไปได้ไหมครับที่สิ่งเหล่านี้ รวมทั้งโปรแกรมต่าง ๆ ที่ ติดมากับคอมพิวเตอร์ จะเกิดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติโดย ั ที่ไม่มีผที่ใส่ โปรแกรมให้กบมันและสร้างมันขึ้นมา ? ู้
13.
10 กรดอะมิโนกับโปรตีนโมเลกุล
ที น้ ี เรามาพู ด ถึ ง ประเภทของกรดอะมิ โ นกับ โปรตีนกันบ้าง แต่ก่อนจะเข้าเรื่ องนี้ ขอถามคําถามอะไร สักอย่างหนึ่ งก่อน สมมุติว่า คุณเข้าไปยังห้อง ๆ หนึ่ งที่ กว้างมาก เข้าไปก็เห็นเหรี ยญเงินกระจัดกระจายกันอยูทว ่ ั่ ทั้งพื้นห้องเต็มไปหมดเลย ประมาณ 1 ล้านเหรี ยญ และ คําถามคือ ถ้าคุณเดินไปดูเหรี ยญเงินทุกเหรี ยญที่กระจาย อยู่บนพื้นห้อง คุณคิดว่าคุณจะเจอเหรี ยญในสภาพที่เป็ น หัวอย่ างเดียว หรื อว่าก้ อยอย่ างเดียว หรื อว่าสลับกันไป หัวบ้ างก้ อยบ้ าง ...แน่นอน เหรี ยญที่คุณไปดูแต่ละเหรี ยญ จะต้องอยู่ในสภาพที่สลับกันไป หัวบ้าง ก้อยบ้าง แต่ถา ้ สมมุติว่า สิ่ งที่คุณพบคือ เหรียญทุกเหรียญอยู่ในสภาพที่ เป็ นหัวหมดทุกเหรี ยญเลย คุ ณต้องคิดว่าอะไร ? ... แน่นอนคุณต้องคิดว่า จะต้องมีใครตั้งใจทําให้เหรี ยญทุก เหรี ยญเป็ นหัวอย่างแน่ นอน ถ้าผมถามคุณต่อว่า เป็ นไป ได้ไหมที่ เหรี ยญมันเป็ นหัวเพราะเป็ นไปตามธรรมชาติ ไม่ มีใครไปพลิกมันให้ เป็ นหัว... หรื อถ้าผมพูดกับคุณว่า เหรียญทุกเหรียญที่อยู่บนพืนห้ องมันร่ วมมือกันพร้ อมใจ ้ กันพลิกตัวเองให้ อยู่ในสภาพหัว... คุณจะว่าอย่างไรถ้ามี
14.
11 ใครพูดกับคุณอย่างนี้ ... แน่
นอนคุณต้องตําหนิ เขาว่า พูด อะไรไร้สาระ ไร้เหตุผล เป็ นไปไม่ได้อย่างแน่นอน ถ้าผม จะถามคุ ณ ว่ า เพราะอะไรจึ ง เป็ นไปไม่ ไ ด้ที่ เ หรี ย ญจะ พร้อมใจกันพลิกตัวเองให้เป็ นหัว ...เพราะอะไรครับ ? ... ก็เพราะเรารู ้ดีว่า เหรี ยญเป็ นสิ่ งที่ไม่มีชีวิต และสิ่ งที่ไม่ มี ชี วิตนั้นไม่ สามารถที่จะควบคุม จัดการ สั่ งการ หรื อทา อะไรอย่ างมีเปาหมายที่แน่ นอนได้ ด้วยตัวของมันเองได้ ้ เพราะฉะนั้นสรุ ปก็คือ ถ้าเหรี ยญทั้ง 1 ล้านเหรี ยญเป็ นหัว ทั้งหมด แน่ นอนที่สุดจะต้องมีผู้ที่มีชีวิต มีความรอบรู้ มี ความตั้ ง ใจทํา ให้ ม ัน เป็ นเช่ น นั้ น ที น้ ี เรามาเข้า เรื่ อง ประเภทของกรดอะมิ โนและโปรตี น ซึ่ งเป็ นสิ่ งที่ ไ ม่ มี ชีวิต ไม่มีปัญญา อีกทั้งไม่มีความรู ้สึกนึกคิด มี สิ่ ง หนึ่ ง ที่ มี อ ยู่ใ นสิ่ ง มี ชี วิ ต ทั้ง หลาย ไม่ ว่ า จะ เป็ นมนุ ษย์หรื อสัตว์ สิ่ งนั้นก็คือสิ่ งที่เรี ยกว่าเซลล์ (Cell) และเซลล์ที่ว่ามานี้ เกิ ด ขึ้ น มาจากสิ่ งที่ เ รี ย กว่า “โปรตีน โมเลกุล” อีกทีหนึ่ง ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเซลล์ และโปรตีน โมเลกุลก็เกิดขึ้นมาจากสิ่ งที่เรี ยกว่า “กรดอะมิโน” อีกที หนึ่ ง ซึ่ งก็ มี ข นาดเล็ ก กว่ า โปรตี น โมเลกุ ล ไปอี ก ทั้ง ร่ างกายของมนุษย์และสัตว์จะต้องมีสิ่งที่กล่าวมานี้ อยู่ ซึ่ ง
15.
12 เป็ นสิ่ งที่จะขาดไม่ได้เด็ดขาด
และในทางเคมีแล้ว กรด อะมิ โ นจะมี อ ยู่ ด้ ว ยกัน 2 ชนิ ด หรื อ ประเภท นั่น คื อ 1. ประเภทที่เรี ยกว่า left-handed และ 2. ประเภท right- handed และโดยปรกติแล้วกรดอะมิโนทั้ง 2 ประเภทนี้ จะมี ปริ มาณที่ เ ท่า ๆ กัน และทั้ง 2 ชนิ ดนี้ สามารถที่ จ ะ ผนวกหรื อรวมเข้าด้วยกันได้เป็ นอย่างดี แต่กระนั้นก็ตาม จากการค้นพบทําให้เราต้องทึ่ง เพราะว่าโปรตีนโมเลกุล ที่มีอยูในสิ่ งมีชีวิตทั้งหมดนั้น จะเกิดขึ้นมาได้ก็จากการที่ ่ กรดอะมิ โ นเฉพาะประเภท left-handed เท่ า นั้ น ที่ ม า รวมตัวกัน และไม่ได้รวมตัวกันโดยส่ งเดช แต่ จะต้ อง เป็ นการเรี ย งตั ว ด้ ว ยล าดั บ การเรี ย งตั ว ที่ แ น่ น อน ถ้า มี กรดอะมิโนประเภท right-handed แม้แต่ตวเดียวเข้าไป ั ่ ปะปนอยูในสายโซ่ของกรดอะมิโนประเภท left-handed ก็จะยังผลทําให้โปรตี นนั้น ใช้ประโยชน์ไม่ไ ด้ในทัน ที และยิ่ ง ไปกว่ า นั้ น ถ้า ในสายโซ่ มี เ ฉพาะกรดอะมิ โ น ประเภท left-handed ทั้งหมดจริ ง แต่เกิดเรี ยงตัวกันผิด ลําดับหรื อตําแหน่ ง ก็จะทําให้โปรตีนนั้นใช้ประโยชน์ ไม่ได้อีกเช่นกัน ซึ่งจะเกิดผลที่ร้ายแรงกับมนุษย์ และที่ยง ิ่ ไปกว่านั้นก็คือ สายโซ่ ของกรดอะมิโนที่อยู่ในโปรตี น โมเลกุลแต่ละตัวนั้นจะมีลาดับการเรี ยงตัวไม่เหมือนกัน ํ
16.
13 เลย และที่พดว่าจะต้องเรี ยงตัวกันด้วยลําดับการเรี
ยงตัวที่ ู แน่ น อนนั้น ยกตัว อย่ า งให้ เ ห็ น ภาพชัด ๆ ก็ คื อ เบอร์ โทรศัพ ท์ของผูเ้ ขีย นบทความนี้ คื อ 081 928 4958 (ซึ่ ง เปรี ยบเสมือนกรดอะมิโนเพียงแค่ 10 ตัวเท่านั้น) และนี่ เปรี ยบเสมือนลําดับการเรี ยงตัวที่แน่นอนของกรดอะมิโน ถ้า เกิ ด เรี ย งตัว กัน ผิด ตํา แหน่ ง แม้แ ต่ ต ัว เดี ย วก็ต ามเช่ น แทนที่จะเป็ น 081 928 4958 แต่กลับเป็ น 081 928 4985 ก็จะทําโทรหาผูเ้ ขียนบทความนี้ ไม่ได้แต่ไปติดเบอร์ ของ ใครก็ไม่รู้ แต่ในระบบการทํางานของกรดอะมิโนแล้ว ถ้า เกิดเรี ยงตัวกันผิดตําแหน่ งแม้แต่เพียงตัวเดียว ก็จะยังผล ทํา ให้เ กิ ด การล้ม ทั้ง ระบบ ซึ่ ง จะเป็ นอัน ตรายต่ อ ชี วิ ต มนุษย์ที่จะเกิดมา เพราะฉะนั้นสรุ ปก็คือ การที่จะเกิดเป็ น โปรตีนโมเลกุลตัวหนึ่ งที่ใช้งานได้ข้ ึนมานั้นจะต้อง 1. เกิดจากการเรี ยงตัวของกรดอะมิโนประเภท left-handed เท่านั้น และ 2. จะต้องไม่เรี ยงตัวกันแบบส่ งเดช แต่ จะต้องเรี ยงตัวกันด้วยลําดับการเรี ยงตัวที่แน่นอน ถึ ง ตรงนี้ ขอให้ท่ า นผูอ่ า นนึ ก ถึ ง ตัว อย่า งเรื่ อ ง ้ เหรี ยญ 1 ล้ านเหรี ยญที่ยกไปให้ ดูข้างต้ นน่ ะครั บ ! ถ้าจํา
17.
14
็ ไม่ได้กขอให้กลับไปทวนดูอีกครั้ง และขอให้ตอบคําถาม ต่อไปนี้อย่างซื่อสัตย์และไม่หลอกตัวเอง คําถามคือ แล้วเป็ นไปได้อย่างไรที่กรดอะมิโน เฉพาะประเภท left-handed เท่ านั้นที่มาเรี ยงตัวกัน และ เป็ นไปได้อย่างไรที่ไม่มีกรดอะมิโนประเภท right- handed แม้แต่ตวเดียวเข้ามาปะปนเลย ทั้ง ๆ ที่ถารวบตัว ั ้ กันแบบส่ งเดชตามธรรมชาติแล้วก็จะต้องมีกรดอะมิโน ประเภท left-handed บ้าง และประเภท right-handed บ้าง สลับปะปนกันไปเป็ นธรรมดา แต่น้ ี ไม่ใช่ เช่ นนั้น มีแต่ กรดอะมิโนประเภท left-handed เพียงเท่านั้น... ใครกันที่ เป็ นผูที่คอยจัดการควบคุมสิ่ งเหล่านี้ ให้เกิดขึ้น... ใครกัน ้ ที่เป็ นผูที่จดลําดับการเรี ยงตัวของกรดอะมิโนด้วยลําดับที่ ้ ั แน่นอน ?... เป็ นไปได้ไหมที่กรดอะมิโนที่ไม่มีชีวิต ไม่มี ปั ญญาจะสั่งการตัวเองได้ จะคิดเองได้ จะบงการสิ่ งหนึ่ ง สิ่ งใดได้... เป็ นไปได้ไหม ???... เมื่อยอมรับว่าเป็ นไป ไม่ได้แล้ว คําถามก็คือ แล้วใครกันที่เป็ นผูที่ดูแล จัดการ ้ ควบคุมสิ่ งเหล่านั้นให้เกิดขึ้น... ใครกัน ?... คําตอบก็คือ ผู ้ นั้นก็คือผูที่สร้างมนุ ษย์และสรรพสัตว์ท้ งหลายขึ้นมา... ้ ั มนุ ษ ย์ต้ ัง แต่ อ ดี ต จนถึ ง ปั จ จุ บ ัน จํา นวนไม่ รู้ เ ท่ า ไหร่
18.
15 รวมทั้งเด็กทารกทั้งหลายที่เพิ่งถูกคลอดออกมาและที่จะมี มาในอนาคต อีกทั้งสัตว์ท้ งหลาย
ทั้งบนบก และในนํ้าที่มี ั ่ อยูในขณะนี้และที่ได้สูญพันธ์ไปแล้ว... ผูน้ ีมิใช่หรื อ คือผู ้ ้ ที่สร้างมนุษย์ข้ ึนมาอย่างแท้จริ ง...? ผูน้ ีมิใช่หรื อคือผูที่เรา ้ ้ ในฐานะผูที่ถูก สร้ างจะต้องให้การเคารพสักการะและ ้ บูชาอย่างแท้จริ ง ผูน้ ี มิใช่ หรื อคือผูที่มนุ ษย์จะต้องกราบ ้ ้ ไหว้และสํานึกในบุญคุณอย่างแท้จริ ง... ผูน้ ีมิใช่หรื อที่เรา ้ จะต้องให้ก ารกตัญํู รู้คุณอย่างแท้จ ริ ง ...???... ผูน้ ี มิใ ช่ ้ หรื อ ? และเราจะเห็นได้ว่า พระองค์ผที่สร้างเราขึ้นมานี้ ู้ เป็ นผูที่มีความรอบรู ้ยิ่ง เป็ นความรอบรู ้ที่มหาศาล รู ้โดย ้ ละเอียด อีกทั้งเป็ นผูที่มีอานาจมหาศาล สามารถจัดการ ้ ํ บริ หาร ควบคุม สรรพสิ่ งทั้งหลายได้ในขณะเดี ยวกัน... และมันจะยากนักหรื อที่ พระผูสร้ างมนุ ษย์ข้ ึนมาในครั้ ง ้ แรกจะไม่สามารถสร้างมนุ ษย์ที่ตายไปแล้วขึ้นมาอีกครั้ง หนึ่ งได้ ?... เปล่ า เลย แต่ ม ัน เป็ นการง่ า ยมากสํา หรั บ พระองค์ท่านผูน้ ี ที่จะสร้างมนุ ษย์ต้ งแต่คนแรกของโลก ้ ั จนถึงมนุษย์คนสุ ดท้ายที่ได้ตายไปแล้วขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ ง ได้ ด้ ว ยกั บ อํา นาจและความรอบรู ้ อ ั น มหาศาลของ พระองค์
19.
16
ได้มี ก ารคํา นวณโดยนัก วิ ท ยาศาสตร์ ถึ ง ความ น่ าจะเป็ นที่โปรตีนทั้ง 200 ชนิดที่พบในแบคทีเรี ยเพียง ตัวเดียวที่จะเกิ ดขึ้นมาโดยบังเอิญโดยไม่มีผูสร้างและผู ้ ้ ควบคุมมันให้เกิดขึ้น ความน่าจะเป็ นก็คือ 1 ตามด้วยศูนย์ 40,000 ตัว (อ้ างอิ งจาก : Robert Shapiro, Origins: A Sceptics Guide to the Creation of Life on Earth, New York, Summit Books, 1986. p.127) นั้นคือไม่มีความ น่าจะเป็ นเลยแม้แต่นอย เพราะในทางคณิ ตศาสตร์แล้ว ถ้า ้ 1 ตามด้ว ยศู น ย์ 50 ตัว ก็ถื อว่า ไม่ มีค วามน่ า จะเป็ นเลย และนี่ศูนย์มีถึง 40,000 ตัวก็ยงไม่ตองพูดเลย ตัวอย่างที่ยก ิ่ ้ มาให้ดูเป็ นเพียงเชื้ อแบคทีเรี ยที่มีระบบการทํางานที่ไม่ ซั บ ซ้ อ นอะไรมากเมื่ อ เที ย บกัน กับ มนุ ษ ย์ และคุ ณ รู ้ ่ ่ หรื อไม่วา ในเซลล์ ๆ เดียวที่อยูในร่ างกายของมนุษย์เรานี้ มีโปรตีนมากถึง 200,000 ชนิด และในร่ างกายมนุ ษย์เรา นี้ มีเซลล์ อยู่ถึงล้ านล้ าน (trillion) ตัว ผูมีสติปัญญาคิดดู ้ เอาเองก็ แ ล้ว กัน ว่ า ใครกัน ที่ เ ป็ นผูท รงควบคุ ม จัด การ ้ บริ หารสิ่ งเหล่านี้ ให้เกิดขึ้นมาได้ เพราะสิ่ งเหล่านี้ เป็ นไป ไม่ ไ ด้เ ลยที่ จ ะเกิ ด ขึ้ น มาเองโดยความบัง เอิ ญ หรื อ เกิ ด ขึ้นมาเองโดยธรรมชาติอย่างที่ผหลอกตัวเองชอบใช้เป็ น ู้ ข้ออ้างเพื่อหาทางออกให้แก่ตนเอง เมื่อต้องประสบกับ
20.
17 คําถามเช่ นนี้ เพราะฉะนั้นพระองค์ผูน้
ี ก็คือผูที่ได้สร้ าง ้ ้ มนุษย์และสรรพสัตว์ท้ งหลายขึ้นมา ั DNA เกิดขึ้นมาเองได้หรื อ ? ดี เอ็นเอเป็ นสิ่ งที่ถูกฝั งอยู่ในเซลล์ของมนุ ษย์และ สิ่ งมีชีวิตทุกชนิด ได้แก่ สัตว์, พืช, เชื้อรา, แบคทีเรี ย และ ไวรั ส เป็ นต้น ในดี เอ็นเอจะมีขอมูลทางทางพันธุ กรรม ้ ่ ของสิ่ งมีชีวิตชนิ ดนั้นไว้ ข้อมูลที่มีถูกบรรจุอยูในดีเอ็นเอ นั้น เกิดขึ้นจากการเรี ยงลําดับที่แน่นอนของ nucleotides ั ทั้งสี่ ตวซึ่งเทียบได้กบอักษร 4 ตัว คือ A, T, C และ G ถ้า ั เกิดมีการเรี ยงตัวกันผิดลําดับของ nucleotides ทั้งสี่ แม้แต่ น้อยก็จะทําให้พงทั้งระบบ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าสารานุกรม ั จํานวน 46 เล่มได้ถูกพิมพ์ข้ ึนอย่างไม่มีการผิดเลยแม้แต่ ั ตัวอักษรเดียว (เทียบได้กบข้อมูลในดีเอ็นเอ) แต่ถาพิมพ์ ้ ผิดไปสักอักษรเดียวผูอ่านก็อาจจะไม่สนใจ หรื ออาจจะ ้ สัง เกตไม่ เ ห็ น เลยเสี ย ด้ว ยซํ้า ไป แต่ ถ ้า ข้อ มู ล ที่ มี อ ยู่ใ น ดีเอ็นเอเกิดการผิดพลาดโดยสลับตําแหน่งกันแม้แต่เพียง อักษรเดี ยว เช่ น เกิ ดการสลับตําแหน่ งกัน ณ ตัวอักษรที่
21.
18 2,435,268 จะเป็ นผลทํา
ให้ข อ มู ล พัง ทั้ง ระบบและเกิ ด ้ อันตรายอย่างร้ายแรงต่อมนุษย์ในที่สุด ตัวอย่างที่เราเห็ นได้ก็คือ การเกิ ดโรคลูคีเมียใน วัยเด็ก ซึ่ งโรคนี้ เกิ ดขึ้นอันเนื่ องมาจากการเรี ยงตัวกัน ผิดลําดับ คือการสลับตําแหน่ งกันของอักษรเดียวที่อยู่ ในดี เอ็นเอจากเป็ นพัน ๆ ล้านอัก ษร จึ งทําให้เ กิ ด ผล ร้ายแรงถึงเพียงนี้ โครงสร้างที่มีระบบอันซับซ้อนเป็ นอย่างมากที่ เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบส่ งเดชมีแต่จะทําให้เกิดความไม่ เป็ นระบบมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเกิดแผ่นดินไหว ขึ้นกับโครงสร้างที่มีระบบที่ซับซ้อนเป็ นอย่างมาก เช่ น ตึ ก ก็มีแ ต่จ ะทําให้เกิ ดการเปลี่ ย นแปลงแบบส่ งเดชต่ อ ระบบโครงสร้างของตึกหลังนั้น ซึ่ งแน่ นอน สิ่ งที่เกิดขึ้น นี้จะไม่ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีข้ ึน ํ (B.G. Ranganathan, Origins ? (Pennsylvania : The Banner of Truth Trust, 1988), p. 7.) ถ้าคุ ณเอาค้อนทุบคอมพิวเตอร์ แบบส่ งเดช ขอ ถามว่า มันจะเกิ ดเป็ นคอมพิวเตอร์ เครื่ องใหม่ที่มีระบบ ซับซ้อนมากกว่าเดิมขึ้นมา หรื อว่ามีแต่จะทําให้เกิดความ
22.
19 เสี ยหายอันเนื่ องมาจากการทุบคอมพิวเตอร์
น้ ัน แน่ นอน ่ คอมพิวเตอร์ที่ถูกค้อนทุบตียอมทําให้สูญเสี ยระบบต่าง ๆ ที่มีอยูก่อนหน้านี้ ่ โปรตีนแต่ละตัวจะมีลาดับการเรี ยงตัวที่แน่นอน ํ ของกรดอะมิโนเพียงแบบเดี ยวเท่านั้นที่ถูกต้อง ถ้าเกิ ด การสลับตําแหน่งกันของกรดอะมิโนแม้แต่เพียงตัวเดียว จะยังผลทําให้โปรตีนตัวนั้นไร้ประโยชน์โดยทันที และ ในเซลล์ตวเดียวจะมีโปรตีนประมาณ 1 ล้านตัว โดยที่ใน ั โปรตีนแต่ละตัวจะมีลาดับการเรี ยงตัวของกรดอะมิโนที่ ํ แตกต่างกัน และจะมีการเรี ยงตัวกันเพียงแบบเดียวเท่านั้น ที่ถูกต้อง การที่ จ ะเกิ ด โปรตี น โมเลกุ ล ขึ้ น มาได้น้ ัน เรา ั อาจจะเปรี ยบเทียบโปรตีนโมเลกุลได้กบข้อความที่ถูก เขียนขึ้นมา โดยโปรตีนโมเลกุลเปรี ยบเหมื อนกับย่ อ หน้ าหนึ่ งของหนังสื อ และกรดอะมิโนเปรี ยบเสมือน ตัวอักษรเป็ นร้ อย ๆ ตัวที่อยู่ในย่ อหน้ านั้น โดยที่อกษร ั ทุกตัวที่อยู่ในย่อหน้านั้น ๆ จะสลับตําแหน่ งกันไม่ได้ เลยแม้แ ต่ ต ัว อัก ษรเดี ย ว แต่ จ ะต้อ งอยู่ใ นตํา แหน่ ง ที่ แน่นอนเพียงแบบเดียวเท่านั้น ถ้าเกิดการสลับตําแหน่ง ของอักษรแม้เพียงอักษรเดี ยวที่อยู่ในย่อหน้านั้น จะมี
23.
20 ผลทําให้ขอความในย่อหน้านั้นเสี ยหายทั้งหมด โดยจะ
้ กลายเป็ นข้อความที่ไร้ความหมายไปเลยในทันที หรื อ ถ้า พูด เกี่ ย วกับ โปรตี น โมเลกุ ล ก็ คื อ จะเกิ ด การพัง ทั้ง ระบบ สมมุติว่า โปรตีนโมเลกุลตัวหนึ่ งจะต้องมีการ เรี ยงตัวกันของอักษรที่มีความหมายดังต่อไปนี้เท่านั้น ‚ข้ าพระองค์ ขอปฏิญาณตนว่ า ไม่ มีพระเจ้ าอื่น ใดที่จะต้ องได้ รับการเคารพสั กการะนอกจากอัลลอฮฺ เพียงพระองค์ เดียวเท่ านั้น และข้ าพระองค์ ขอปฏิญาณ ตนว่ า มุฮัมมัดนั้นเป็ นศาสดาท่ านสุ ดท้ ายของพระองค์ ‛ ถ้า สั ก อัก ษรเดี ย วที่ อ ยู่ใ นข้อ ความนี้ เกิ ด สลับ ตําแหน่ งกันแม้แต่อกษรเดียวก็จะยังผลทําให้ขอความ ั ้ ทั้งหมดเป็ นข้อความที่ไร้ความหมายโดยทันที หรื อถ้า พูดในทางโปรตีนโมเลกุลก็จะหมายความว่า โปรตีน โมเลกุลจะพังทั้งระบบ ต่อไปนี้ เป็ นตัวอย่างการสลับ ตําแหน่งเพียงแต่อกษรเดียว (ที่ขีดเส้นใต้ไว้) ั ‚ข้ าพระองค์ ขอปฏิญาณนตว่ า ไม่ มีพระเจ้ าอื่น ใดที่จะต้ องได้ รับการเคารพสั กการะนอกจากอัลลอฮฺ
24.
21 เพียงพระองค์ เดียวเท่ านั้น
และข้ าพระองค์ ขอปฏิญาณ ตนว่ า มุฮัมมัดนั้นเป็ นศาสดาท่ านสุ ดท้ ายของพระองค์ ‛ ถามว่ า ข้อ ความที่ ถู ก ต้อ งและมี ค วามหมาย ต่อไปนี้ : ‚ข้ าพระองค์ ขอปฏิญาณตนว่ า ไม่ มีพระเจ้ าอื่น ใดที่จะต้ องได้ รับการเคารพสั กการะนอกจากอัลลอฮฺ เพียงพระองค์ เดียวเท่ านั้น และข้ าพระองค์ ขอปฏิญาณ ตนว่ า มุฮัมมัดนั้นเป็ นศาสดาท่ านสุ ดท้ ายของพระองค์ ‛ เป็ นสิ่ ง ที่ เ กิ ด ขึ้ น มาเองโดยการกดแป้ นพิ ม พ์ แบบส่ ง เดช หรื อ เป็ นสิ่ ง ที่ เ กิ ด ขึ้ น โดยความตั้ง ใจให้ เกิ ด ขึ้ น เช่ น นั้น ... แน่ น อนข้อ ความที่ ว่ า มานี้ จะต้อ ง เกิ ด ขึ้ น ด้ว ยความตั้ง ใจที่ แ น่ น อนที่ จ ะให้เ กิ ด ขึ้ น เป็ น ข้อความเช่นนั้น คําถามต่อไปก็คือ แล้วเป็ นไปได้ไหม ถ้าเราหลับตากดแป้ นพิมพ์แบบส่ งเดช แล้วจะทําให้เกิด ข้อความข้างต้น ขึ้ น มาได้... คําตอบคื อ เป็ นไปไม่ ไ ด้ อย่างแน่ นอน เพราะถ้าเป็ นการกดแป้ นพิมพ์แบบส่ ง เดช สิ่ งที่ได้มาก็คงจะเป็ นดังเช่น ‚สท่ เทเใปมอืวอเมม
25.
22 แเอทาด้ ผดสส ทแสก่
ดงฟาดยิกบมิมงการเมิกงเาเพยิ ทกน้ บยิบ้าน‛ ซึ่งไร้ความหมาย ถ้าเช่นนั้นคําถามต่อมา ก็คือ ผูที่พิมพ์ขอข้างต้นให้เกิดขึ้นจะต้องเป็ นผูที่มีชีวิต ้ ้ ้ มีความรู ้ใช่หรื อไม่... แน่นอนต้องเป็ นเช่นนั้น แน่นอน ที่ สุ ด ถ้า เราให้ก รดอะมิ โ นที่ ไ ร้ ชี วิ ต ไร้ ส ติ ปั ญ ญา ไร้ ความรู ้เรี ยงตัวกันเองอย่างส่ งเดชจะไม่มีความเป็ นไป ได้เลยที่จะเกิดการเรี ยงตัวกันขึ้นตามแบบเดียวเท่านั้นที่ ถูกต้อง และอย่าลืมว่า กรดอะมิโนเป็ นสิ่ งที่ไม่มีชีวิต ถ้า เช่ น นั้น ก็ ข อถามว่ า และใครกัน เหล่ า ที่ เ ป็ นผูที่ ค อย ้ ควบคุ ม ดู แ ล และจัด การลํา ดับ การเรี ย งตัว กัน ของ กรดอะมิโนที่อยู่ในโปรตีนโมเลกุลอย่างไม่ผิดพลาด เลยแม้แต่ตวเดียว... ใครกัน ? แล้วคุณรู ้หรื อไม่ว่า ใน ั เซลล์ ๆ เดียวมีโปรตีนโมเลกุลกี่ตว... คําตอบคือ 1 ล้ าน ั ตัว และคุณรู ้หรื อเปล่าว่า กรดอะมิโนที่อยู่ในโปรตีน โมเลกุลแต่ละตัวจะมีแบบการเรี ยงตัวที่ไม่เหมือนกัน เลย และมีเพียงแบบเดี ยวเท่านั้นที่ถูกต้อง ถ้าสลับกัน แม้แต่เพียงอักษรเดียวจะทําให้เกิดการพังทั้งระบบ ถ้ า เราเอ าลิ ง มาตั ว หนึ่ ง และ ให้ นั่ ง หน้ า แป้ นพิมพ์ดีด และให้มนพิมพ์ ถามว่ามีความเป็ นไปได้ ั
26.
23 ไหมที่ลิงตัวนั้นจะพิมพ์ประวัติศาสตร์ความเป็ นมาของ มนุษยชาติได้อย่างถูกต้องโดยไม่ผดเลยแม้แต่ตวอักษร
ิ ั เดียว... มีความเป็ นไปได้หรื อไม่ ??? แน่นอนไม่มีความ เป็ นไปได้เลยแม้แต่นอย อย่าว่าแต่พิมพ์ประวัติศาสตร์ ้ ความเป็ นมาของมนุษย์ชาติเลย เอาแค่พิมพ์ออกมาเป็ น ข้อ ความที่ อ่ า นแล้ว มี ค วามหมายก็ ย ัง จะไม่ ไ ด้เ ลย ตัวอย่างที่ยกมาตอนต้นนี้ เพื่อบ่งบอกและพิสูจน์ให้รู้ถึง ข้อ เท็ จ จริ งที่ ว่ า การที่ โ ปรตี น ชนิ ด หนึ่ งที่ เ รี ยกว่ า Cytochrome-C อั น เป็ นส่ วนประกอบที่ สํ า คั ญ ต่ อ ร่ า งกายจะเกิ ด ขึ้ น มาด้ว ยความบัง เอิ ญ นั้น ก็ มี ค วาม เป็ นไปไม่ได้เลยแม้แต่น้อยเหมือนกับตัวอย่างลิงที่ยก มาให้ดู นันก็เปรี ยบได้ว่า ถ้าเราไปยังสถานที่แห่ งหนึ่ ง ่ และเจอหนังสื อเล่มหนึ่ง เมื่อเปิ ดอ่านก็รู้ว่า เป็ นหนังสื อ ที่ เ กี่ ย วกับ ประวัติ ศ าสตร์ ม นุ ษ ย์ช าติ ที่ ถู ก เขี ย นเอาไว้ อย่างดี แน่ นอนที่สุดจะต้องมีผูท่ีเขียนหนังสื อเล่มนั้น ้ ขึ้ น มาอย่า งแน่ น อน เป็ นไปไม่ ไ ด้เ ด็ ด ขาดที่ น้ ํา หมึ ก ปากกา และกระดาษจะมารวมตัว กัน และเกิ ด เป็ น หนังสื อเล่มดังกล่าวขึ้นมา คําถามที่ตองถามก็คือ แล้ว ้ ใครกันเล่าที่เป็ นผูที่ได้ทาให้เกิดโปรตีน Cytochrome-C ้ ํ ขึ้นมา คําตอบก็คือ ผูที่เป็ นพระผูทรงสร้างที่แท้จริ ง ผู ้ ้ ้
27.
24 เป็ นเจ้าของชีวิตมนุษย์และทุกสิ่ งที่มีชีวิตอย่างแท้จริ
ง ผู ้ ทรงอํานาจยิ่ง ทรงรอบรู ้ยิ่ง ทรงสามารถบริ หารจัดการ ทุ ก สรรพสิ่ ง ได้ใ นเวลาเดี ย วกัน แต่ เ ป็ นเรื่ อ งแปลก ประหลาดเป็ นอย่างยิ่งที่ผูที่ยกตัวอย่างเรื่ องลิงพิมพ์ดีด ้ คือ Ali Demirsoy, Kalitim ve Evrim จากหนังสื อของ เขาชื่อ Inheritance and Evolution, Ankara : Meteksan Publications, 1984, p. 61 แต่กระนั้นก็ตามตัวเขากลับ ปฏิ เสธพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่ แ ท้จ ริ งและเลื อกที่ จ ะเชื่ อและ ศรัทธาในความบังเอิญที่ไม่มีทางเป็ นไปได้ตามตัวอย่าง ที่เขาเองเป็ นผูยกมา ้ อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่า DNA ก็คือโมเลกุล ชนิ ดหนึ่ งที่อยู่ใน nucleus ของเซลล์ทุกตัว ในโมเลกุล ที่ ว่ า มานี้ จะมี ร หั ส ข้อ มู ล ทั้ง หมดของร่ า งกายเราถู ก บันทึกเอาไว้ DNA ประกอบไปด้วย nucleotides 4 ชนิด ที่แตกต่างกัน ซึ่งมีสัญลักษณเป็ นตัวอักษร 4 ตัว นันคือ ่ A, T, G และ C ข้อมูลของDNA ที่มีอยูในโมเลกุลตัว ่ เดี ยว ถ้านํามาเขียนลงหนังสื อจะได้หนังสื อ 900 เล่ม โดยแต่ละเล่มมีความหนา 500 หน้า แบคที เ รี ย เพี ย งตัว เดี ย วที่ มี ร ะบบการทํา งานที่ มี ความซับซ้อนน้อยที่สุดในบรรดาสิ่ งมีชีวิตจะมียีนอยู่ใน
28.
25 แบคทีเรี ยตัวนี้ ประมาณ
2000 ตัว ในยีนแต่ละตัวจะมีสาย โซ่ของอักษร 1000 อักษร นันก็หมายความว่า DNA ของ ่ เบคทีเรี ยตัวเดียวจะต้องมี อกษรอย่างน้อย 2 ล้านตัวเรี ยง ั ยาวกันออกไป มนุ ษย์เรามียีนมากกว่าในแบคทีเรี ยถึง 500 เท่า ดังนั้นจึงทําให้มีอกษรในดีเอ็นเอเรี ยงตัวกันยาวออกไป ั ถึง 1 พันล้านอักษร ความมากของข้อมูลที่ถูกบรรจุเอาไว้ในดีเอ็นเอ ที่ อ ยู่ ใ นเซลล์ ๆ เดี ย วนั้ นเปรี ยบได้กับ สารานุ ก รม Britannica จํานวนหนึ่งร้อยล้านหน้า (Carl Sagan, "Life" in Encyclopedia Britannica : Macropaedia (1974), pp. 893-894 ) เพราะฉะนั้นจึงเป็ นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่ขอมูลที่ ้ อยู่ในดี เอ็นเอจะเกิ ดขึ้นมาเองแบบส่ งเดช เหมื อนกับที่ เป็ นไปไม่ได้ที่หนังสื อเล่มหนึ่ งที่มีความหนาหลายหมื่น หน้าหรื ออาจจะหนาเป็ นแสน ๆ หน้าที่ เขี ย นเขี ย นราว เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ มนุษยชาติเอาไว้อย่างไม่ผิดพลาด เลยแม้แต่อกษรเดียวจะเกิดขึ้นมาเองโดยไม่มีผเู ้ ขียน โดย ั อ้างว่ากระดาษ นํ้าหมึก ปากกามารวมตัวกันเองเลยเขียน หนังสื อเล่มนี้ ข้ ึนมา ซึ่ งถือว่าเป็ นสิ่ งที่ไร้สาระไร้เหตุผล
29.
26 อย่างที่สุด ไร้ซ่ ึ
งสติปัญญาอย่างที่สุด เป็ นการดื้อดึงอย่าง ที่สุดที่ จะมี ใครกล่าวอ้างเช่ นนี้ เมื่ อความจริ งเป็ นเช่ นนี้ แล้ว จึ งเป็ นหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนถึงการมีอยู่ของ ผูสร้างหรื อพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ ง ทั้งนี้กเ็ พราะว่า ข้อมูลที่ ้ มีอยู่ในดีเอ็นเอแต่ละตัวนั้นถ้าจะนํามาเขียนเป็ นหนังสื อ แล้วจะเขียนได้ไม่รู้กี่ลานหน้าและจะต้องเป็ นข้อมูลที่มี ้ ความหมายอีกด้วย ่ การที่เรารู ้ถึงการมีอยูของผูสร้างที่แท้จริ งแล้ว แต่ ้ เราก็ ย ัง จะไปกราบไหว้บู ช า เคารพภัก ดี ต่ อ สิ่ ง อื่ น ก็ เหมือนกับการที่ชายคนหนึ่งที่ไม่เคยได้รู้มาก่อนเลยว่าพ่อ แม่ ที่ แ ท้จ ริ ง ของตนคื อ ใคร แต่ ว ัน หนึ่ งผูเ้ ป็ นพ่ อ แม่ ที่ แท้จริ งของคน ๆ นี้ ได้นาหลักฐานมายืนยันพิสูจน์ว่าเป็ น ํ พ่อแม่ ที่แ ท้จ ริ ง แต่ เ ขากลับปฏิ เ สธพ่อแม่ ที่แ ท้จ ริ งของ ตัวเอง ซึ่ งผลอันเนื่ องมากจากการปฏิเสธนี้ เอง ทําให้เขา ปฏิเสธไม่ทาตามสิ่ งที่ลูกจะต้องทําต่อผูเ้ ป็ นพ่อแม่ เช่ น ํ กตัญ ํู รู้ คุ ณ เชื่ อ ฟั ง คุ ณ จะว่ า อย่า งไรกับ คน ๆ นี้ ผูที่ ้ ปฏิเสธพระผูเ้ ป็ นเจ้า ผูเ้ ป็ นเจ้าของชีวิต เจ้าของโลก ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจ ด้วยหลักฐานข้อพิสูจน์ที่ยืนยันว่า พระองค์ ็ั คือพระเจ้า แต่กยงปฏิเสธพระองค์อยูอีก ่
30.
27
ในเมื่อมนุ ษย์ไม่สามารถบังเกิดตัวของเขาขึ้นมา เองได้ นั้นก็หมายความว่า ตัวเขาไม่อาจที่จะเป็ นผูสร้างที่้ แท้จริ งได้ แต่ในทางตรงกันข้าม เขาคือผูที่ถูกสร้างขึ้นมา ้ และแน่ นอนที่สุดสิ่ งถูกสร้ างหรื อผู้ท่ีถูกสร้ างนั้นก็ย่อมที่ จะต้ องมีจุดเริ่มต้ น ถ้าจะถามว่า ตัวคุณและตัวผมรวมทั้ง มนุษย์ท้ งหมดโลกที่มีอยูในตอนนี้ เมื่อ 200 ปี ที่แล้วเราอยู่ ั ่ ที่ไหนกัน ? เราตอบไม่ได้แน่ว่าเราอยูที่ไหนกัน แต่ถา ่ ้ ถามว่ า ตัว คุ ณ และตัว ผมมี จุ ด เริ่ มต้น ขึ้ นมาบนโลก เมื่อไหร่ คุณและผมก็จะตอบคําถามนี้ ได้เป็ นอย่างดี เมื่อ เป็ นเช่ นนี้ เราก็ตองยอมรับอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ว่า มนุษย์ ้ เรามีจุดเริ่ มต้ น และแน่ นอนว่ า สิ่ งที่มีจุดเริ่ มต้ นจะต้ อง เป็ นสิ่ งที่ถูกสร้ างขึนมา เพราะมันไม่ สามารถที่จะบังเกิด ้ ตัวของมันเองขึนมาได้ เราทุกคนบังเกิดมาจากความไม่มี ้ มาสู่ ความมี อ ยู่ ยกตั ว อย่ า งเช่ น บ้ า นที่ เ ราอาศั ย อยู่ ประกอบไปด้วยอิฐ หิ น ปูนทราย ถ้าเราเอาหิ นมาวางไว้ กองหนึ่ ง เอาปูนมาวางไว้อีกกองหนึ่ ง เอาทรายมาวางอีก กองหนึ่ง และก็เอาอิฐมาวางเอาไว้อีกกองหนึ่ง ถามว่า จะ เป็ นไปได้ไ หมที่ ข องทั้ง สี่ สิ่ ง นี้ จะมารวมตัว กัน เองจน กลายเป็ นบ้านขึ้นมา ? แน่นอนมนุษย์ผมีสติปัญญาย่อม ู้ ตอบว่า เป็ นไปไม่ได้อย่างแน่ นอน ถามว่าถ้าเราวางของ
31.
28 ทั้งสี่ อย่างนี้เอาไว้ และอีกห้าสิ
บปี เรากลับมาดูใหม่ ถามว่า ของทั้งสี่ อย่างนั้นคืออิฐ หิ น ปูน ทรายจะเป็ นอย่างไร ? แน่ น อนมัน ก็ จ ะคงอยู่ใ นสภาพเดิ ม มัน ถู ก กองเอาไว้ อย่างไร มันก็เป็ นอยู่อย่างนั้น นั้นก็สรุ ปได้ว่า บ้านที่เรา อาศัย อยู่น้ ี จะต้องมี ผูสร้ างเพราะมัน สร้ างตัว เองขึ้ น มา ้ ไม่ไ ด้ และเมื่ อมันเป็ นสิ่ งที่ ถูกสร้ างขึ้น มา มัน ก็จะต้อง เป็ นสิ่ งที่มีจุดเริ่ มต้น และในเมื่อมันเป็ นสิ่ งที่ถูกสร้ างก็ จะต้ องมีผู้ที่สร้ างมันขึ้นมาอย่ างแน่ นอน เมื่อเป็ นเช่ นนี้ แล้ว เราไม่คิดที่จะย้อนกลับมาดูตวเราบ้างหรื อว่า เราผู ้ ั เป็ นมนุ ษ ย์ก็เป็ นสิ่ งที่ มีจุ ดเริ่ มต้นและเป็ นสิ่ งที่ ถูกสร้ าง ขึ้นมา และใครกันที่เป็ นผู้ที่สร้ างมนุษย์ ขึนมา ? และสร้ าง ้ มาทาไมกัน ? ตายแล้ วเราจะไปไหน ? ผู้ที่สร้ างเราขึนมา ้ เขาสร้ างเรามาทาไม เขาสร้ างเราแล้ วก็ให้ เราตายไปเล่ น ๆ อย่ างนั้นหรื อโดยไม่ มีจุดมุ่งหมาย ? และผูที่จะตอบ ้ คํา ถามต่ า ง ๆ เหล่ า ได้ดี ที่ สุ ด ก็ คื อ ผู ้ที่ ส ร้ า งเราขึ้ น มา นั้นเอง ผูซ่ ึ งเป็ นอยูและไม่ตาย เมื่อพูดถึงจุดนี้ ก็มีสิ่งที่เรา ้ ่ ควรที่จะรับรู ้ไว้เป็ นความรู ้เสริ มว่า เป็ นไปไม่ได้ที่สิ่งที่ไม่ ํ มีชีวิตจะสามารถให้กาเนิ ดสิ่ งหนึ่ งสิ่ งใดขึ้นมาได้ดวยตัว ้ ของมันเอง อย่างที่ได้ยกตัวอย่างเรื่ องอิฐ หิ น ปูน ทรายมา ให้ดูแล้ว เป็ นไปได้ไหมที่อิฐ หิ น ปูน ทรายซึ่ งตัวมันเอง
32.
29
ํ เป็ นสิ่ งที่ไม่มีชีวิตมันจะสามารถให้กาเนิดสิ่ งหนึ่ งสิ่ งใดที่ ํ มี ชีวิตขึ้ น มาได้ หรื อมัน จะสามารถให้ก าเนิ ด สิ่ งที่ ไ ม่ มี ชีวิตด้วยกันเอง เช่น บ้าน ขึ้นมาได้ เป็ นไปได้หรื อ ? เมื่อ เป็ นเช่ นนี้ ผูที่สร้างมนุ ษย์ข้ ึนมาจึงเป็ นผูที่เป็ นอยู่และไม่ ้ ้ ตาย และในขณะเดียวกันตัวเราเองนั้นมีจุดเริ่ มต้น และก็ จะต้องมีจุดจบด้วยกันทุกคนอย่างแน่นอน ดังนั้นตัวเราจึง ไม่มีสิทธิที่จะเป็ นผูที่จะมาตอบคําถามเหล่านั้นได้ ในเมื่อ ้ เป็ นเช่นนี้ แล้วท่านไม่คิดที่จะคิดใช้สติปัญญาที่ท่านมีอยู่ ในการแสวงหาคํา ตอบต่ อ คํา ถามที่ สํา คัญ ต่ อ ชี วิ ต ท่ า น เหล่านี้ บางหรื อ ? ท่ านคิดหรื อว่ า ผู้ที่เขาได้ สร้ างท่ าน ้ ขึนมา เขาจะสร้ างท่ านขึนมาอย่ างไร้ จุดมุ่งหมาย ไร้ แก่ น ้ ้ สาร… ท่ านคิดอย่ างนั้นหรื อ ? ท่ านคิดว่ า ตายแล้ วก็สุด กันแค่ น้ันจบกันเพียงแค่ นีหรือ ? มันจะไม่ เป็ นการหลอก ้ ตัวเองไปหน่ อยหรือที่จะคิดเช่ นนั้น ? ท่ านหลอกตัวเอง และหาทางออกให้ แก่ ตัวเองเพี ยงแค่ คิดปลอบใจตัวเอง แบบง่ าย ๆ อย่ างนีหรือ ? แต่กระนั้นถ้าท่านยอมรับแล้ว ้ ว่าจะต้องมี ผูสร้ างอย่างแน่ นอน แล้วท่านไม่สนใจบ้าง ้ หรื อที่จะถามคําถามต่อไปว่า แล้วเขาสร้างเรามาทําไมกัน มีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไร ? และถ้าท่านต้องการที่จะรู ้ คําตอบ คําถามที่ท่านต้องถามตัวเองต่อไปอีกก็คือ
33.
30 “แล้วจะไปหาคาตอบทีแท้ จริงได้
ที่ไหนกัน ?” ่ อิ ส ลามเป็ นชื่ อ ศาสนาที่ พ ระผู ้ส ร้ า งผู ้น้ ี ได้ ประทานมาให้แก่ มนุ ษย์ทุกยุคทุกสมัย โดยผ่านศาสดา ท่านต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงแต่งตั้งมา ซึ่งมีคมภีร์อลกุรอาน ั ั อันเป็ นคัมภีร์เล่มสุ ดท้ายที่พระองค์ได้ประทานมาให้แก่ ศาสดาท่านสุ ดท้าย นั้นคือศาสดามุฮมมัด (ขอความสันติ ั จงมี แ ด่ ท่ า น) อัน เป็ นทางนํา แห่ ง การดํา เนิ น ชี วิ ต ของ มนุ ษ ย์ และมี ค า ตอบต่ อ คํา ถามต่ า ง ๆ ของมนุ ษ ย์ และ ํ คัมภี ร์อลกุรอานนี้ ก็ยงสามารถยืนยันและพิสูจน์ตวของ ั ั ั มัน เองได้ว่า มัน เป็ นคัมภี ร์ที่มาจากผูที่สร้ างมนุ ษย์จริ ง ้ โดยที่มนุษย์ผถูกสร้างไม่สามารถเขียนหรื อแต่งคัมภีร์เล่ม ู้ นี้ ขึ้ น มาเองได้ หากแต่ เ ป็ นคัม ภี ร์ ที่ ม าจากพระผูส ร้ า ง ้ มนุ ษย์ที่ได้ถูกประทานมาให้ผ่านทางศาสดามุฮมมัดใน ั ฐานะที่ ถู ก แต่ ง ตั้ งเป็ นศาสดาท่ า นสุ ดท้ า ย เพื่ อ นํ า เจตนารมณ์ ของพระผูสร้ างมาบอกกล่ าวแก่ มนุ ษ ย์ชาติ ้ ทั้งหลายว่า เขาได้ถูกสร้างขึ้นมาบนโลกนี้ทาไม ตายแล้วํ ไปไหน ชี วิ ต หลัง ความตายเป็ นเช่ น ไร อย่า งไรถึ ง จะ เรี ย กว่า เป็ นความดี อย่า งไรถึ ง จะเรี ย กว่า เป็ นความชั่ว รวมทั้งสิ่ งอื่น ๆ ที่มนุษย์ผถูกสร้างจําเป็ นจะต้องรู ้ ู้
34.
31 มาถึ ง ตอนนี้
ขอถามคํา ถามให้ท่ า นได้ใ ช้ค วามคิ ด ออก กําลังสมองกันอีกสักเล็กน้อยว่า : 1. สมมุติว่า มีเครื่ องจักรกลที่ไม่เคยมีใครได้เห็นและรู ้จก ั มาก่อนได้ถูกนํามาวางไว้ต่อหน้าท่าน ผมถามท่านว่าใคร จะเป็ นผู ้ที่ ส ามารถที่ จ ะบอกถึ ง วิ ธี ก ารทํา งานของ เครื่ องจักรกลนี้ได้ดีที่สุดและถูกต้อง ? 2. สมมุติวา เครื่ องจักรกลที่ว่านี้ได้ถูกนํามาวางไว้ต่อหน้า ่ ่ ท่าน และในขณะเดียวกันก็มีคนอยูสี่คน โดยที่ท้ งสี่ คนนี้ ั ต่างคนต่างก็อางว่าตนเองเป็ นผูท่ีได้สร้างเครื่ องจักรกลนี้ ้ ้ ขึ้ น มา ผมถามคุ ณ ว่า คุ ณ จะรู ้ ไ ด้อย่า งไรหรื อ พิ สูจ น์ ไ ด้ อย่างไรว่า ในทั้งสี่ คนนี้ ใครเป็ นผูที่ได้สร้างเครื่ องจักรกล ้ นี้มาตัวจริ ง ? 3. สมมุติว่า มีคมภีร์อยูสี่เล่ม คัมภีร์เล่มที่หนึ่ ง สอง สาม ั ่ ได้พิสูจน์ตวของมันเองแล้วว่า ได้ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข ั ไปจากเดิ มจนไม่ อาจรู ้ ไ ด้ว่าคัมภี ร์เ ล่ มนี้ จริ ง ๆ แล้ว ได้ กล่าวอะไรเอาไว้ และได้บอกหรื อได้สอนอะไรเอาไว้บาง ้ และนอกจากนั้นคัมภีร์เล่มที่ หนึ่ ง สอง สาม นี้ ก็ยงมีขอที่ ั ้
35.
32 ขัดแย้งกันในตัวเองและขัดแย้งซึ่ งกันและกันอยู่ และก็ยง
ั มีสิ่งที่ขดแย้งกับข้อเท็จจริ งหลาย ๆ อย่างด้วยกัน และบาง ั เล่ ม ก็ มี ห ลัก คํา สอนที่ ม นุ ษ ย์ใ นยุค ปั จ จุ บ ัน ไม่ ส ามารถ ั ั นํามาปฏิบติได้แล้วหรื อถ้าจะปฏิบติกนจริ ง ๆ ก็จะต้อง ั สละโลก และบางเล่มก็มีหลักคําสอนที่หละหลวมเกินไป นี้ คือสภาพของคัมภีร์สามเล่มแรก แต่มีคมภีร์เล่มที่สี่อยู่ ั เล่ ม เดี ย วที่ ย ง คงความบริ สุ ท ธิ์ ไม่ เ คยถู ก เปลี่ ย นแปลง ั แก้ไขเลยแม้แต่นอย และคัมภีร์เล่มที่สี่น้ ี ก็มีจุดเด่นตรงที่ ้ ว่า ได้บอกถึงวิธีการแก้ไขปั ญหาต่าง ๆ ของมนุษย์ที่มีอยู่ ในสังคมโดยเฉพาะปัญหาด้านศีลธรรมเอาไว้อย่างชัดเจน และคัมภีร์เล่มที่สี่น้ ี ก็ยงมีหลักคําสอนที่ไม่ขดแย้งกันใน ั ั ตัว เอง และเป็ นหลัก คํา สอนที่ ไ ม่ ข ัด ต่ อ ธรรมชาติ ข อง ความเป็ นมนุษย์อีกด้วยและมนุษย์ทุกรุ่ นทุกวัยก็สามารถ ปฏิ บ ั ติ ต ามหลั ก คํา สอนนี้ ได้ และคัม ภี ร์ เ ล่ ม นี้ ก็ ไ ม่ แบ่งแยกระหว่างทางโลกและทางธรรมหากแต่ว่าทั้งสอง จะต้องดําเนิ นไปด้วยกันแบบควบคู่กนไปจึงจะสมบูรณ์ั ได้ และก็ยงเป็ นคัมภีร์ที่สามารถใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัย ั ทุ ก สถานที่ แ ละทุ ก เวลาไม่ ว่ า โลกจะเปลี่ ย นแปลงไป อย่างไรก็แล้วแต่ คัมภีร์เล่มนี้ก็ยงสามารถที่จะนํามาใช้ได้ ั เป็ นอย่างดีท้ งต่อตัวเองและต่อสังคมโดยส่ วนรวม อีกทั้ง ั
36.
33 บอกให้ม นุ ษ
ย์รู้ ถึ ง เป้ าหมายที่ แ ท้จ ริ ง ที่ เ ขาได้ถู ก สร้ า ง ขึ้ น มาบนโลกนี้ และเมื่ อ เขาตายแล้ว เขาจะไปไหน มี สภาพเป็ นอย่างไร รวมทั้งบอกเอาไว้อย่างครบถ้ว นว่า อะไรดีอะไรชัว และที่สาคัญผูที่ได้นาคัมภีร์เล่มที่สี่ที่ว่านี้ ่ ํ ้ ํ มา เขาก็บอกด้วยว่า เขาได้รับคัมภีร์น้ ีมาอีกทีหนึ่ง โดยได้ รั บ มาจากผูที่ ส ร้ า งมนุ ษ ย์ข้ ึ น มาที่ แ ท้จ ริ ง และได้บ อก ้ ยืนยันเอาไว้อย่างไม่คลุมเคลืออีกด้วยว่า ถ้าใครไม่ปฏิบติ ั ตามคัมภีร์เล่มนี้ เขาผูน้ นจะต้องประสพกับความขาดทุน ้ ั กับขาดทุนอย่างแน่ นอนเมื่อเขาได้ตายไป ในกรณี เช่นนี้ ท่านจะรี บเชื่อคํากล่าวทั้งหมดของเขาผูที่ได้นาคัมภีร์น้ ีมา ้ ํ หรื อไม่ ? ถ้าท่านยังไม่ปักใจเชื่อก่อน แล้วท่านจะพิสูจน์ เขาผูน้ ี ได้อย่างไรว่า เขาพูดจริ งหรื อพูดเท็จและขอถาม ้ ท่านว่าถ้าท่านจะต้องเลือกเชื่ อและปฏิบติตามคัมภีร์เล่ม ั ใดเล่มหนึ่ งจากทั้งสี่ เล่มนี้ ท่านจะเลือกเล่มไหน ? และ คําถามข้อที่สุดท้าย ก็คือ 4. ถ้ามีคมภีร์อยูเ่ ล่มหนึ่ งซึ่ งมีอายุเก่าแก่ถึง 1400 กว่าปี ั และในคัมภีร์เล่มนี้ ได้มีขอมูลทางวิทยาศาสตร์ สมัยใหม่ ้ ถูกกล่าวเอาไว้อย่างมากมายโดยไม่ผดพลาดเลยแม้แต่ขอ ิ ้ เดี ยว ไม่ว่าจะเกี่ ยวกับวิทยาศาสตร์ ที่ว่าด้วยการตัวอ่อน
37.
34 ของทารก หรื อวิชาดาราศาสตร์
และสาขาวิทยาศาสตร์ใน ด้านแขนงอื่น ๆ อีกมากมาย และข้อมูลที่ถูกกล่าวเอาไว้น้ ี ก็ไม่มีความน่ าจะเป็ นเลยที่จะมีใครไปล่วงรู ้ได้เมื่อ 1400 กว่ า ปี ที่ แ ล้ว ทั้ง นี้ ก็ เ พราะเมื่ อ 1400 ปี ที่ แ ล้ว นั้น วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีต่าง ๆ ยังไม่มีความเจริ ญเลย อุปกรณ์ และเครื่ องมือทางวิทยาศาสตร์ ก็ยงไม่มีเช่ นกัน ั และข้อมูลต่าง ๆ ที่ เกี่ ยวกับวิทยาศาสตร์ สมัยใหม่ที่ถูก กล่ า วไว้ใ นคัม ภี ร์ เ ล่ ม นี้ ก็ เ ป็ นข้อ มู ล สมัย ใหม่ ที่ เ พิ่ ง ถู ก ค้นพบและจะรู ้ ได้ก็โดยจะต้องอาศัยเครื่ องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีส มัย ใหม่ ช่ ว ยเท่ า นั้น นัก วิ ท ยาศาสตร์ สมัยใหม่กว่าจะรู ้ เรื่ องใดเรื่ องหนึ่ งได้ ก็ตองใช้อุปกรณ์ ้ ต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยใน การค้นคว้าวิจยเป็ นเวลานานกว่าจะรู ้ขอเท็จจริ งในสาขา ั ้ ใดสาขาหนึ่ งทางวิทยาศาสตร์ ได้ ท่านจะกล่าวอย่างไร เกี่ยวกับคัมภีร์เล่มที่วามานี้ ?่ แต่ก่อนที่จะตอบคําถามข้อนี้ เรามาเรี ยนรู ้อะไร บางอย่างที่เกี่ยวกับคณิ ตศาสตร์ กนก่อนที่เรี ยกว่า ทฤษฏี ั ความน่าจะเป็ น (Theory Of Probability) เพื่อที่จะมีส่วน ช่ ว ย ใ น ก า รต อ บ คํ า ถา ม ข้ อ นี้ แ ละ เ ป็ น ที่ รู ้ กั น ว่ า คณิ ตศาสตร์น้ นเป็ นศาสตร์ที่แน่นอนและตายตัวที่สุด เรา ั
38.
35 มาเข้าเรื่ องกันเลย สมมติว่า
ผมทอยเหรี ยญ 1 ครั้งแล้วให้ คุณทายว่า หัวหรื อก้อย เปอร์ เซ็นต์ที่คุณจะทายถูกนั้นมี 50 % และถ้าผมทอยเหรี ยญเป็ นครั้งที่ 2 แล้วให้คุณทาย อีก เปอร์เซ็นต์ที่คุณจะทายถูกก็มี 50 % เช่นกัน แต่ความ น่าจะเป็ นที่คุณจะทายถูกทั้งสองครั้งนั้น มีความน่าจะเป็ น 25 % และครั้งที่ 3 ผมไม่ใช้เหรี ยญแต่ใช้ลูกเต๋ าแทน ซึ่งมี หกด้าน ความน่าจะเป็ นที่คุณจะทายถูก เมื่อผมทอยลูกเต๋ า ก็คือ 16.666…% แต่ความน่าจะเป็ นที่คุณจะทายถูกทั้ง สามครั้ง นันก็คือทอยเหรี ยญสองครั้ง ทอยลูกเต๋ าอีกหนึ่ ง ่ ครั้ง ความน่ าจะเป็ นก็คือ 4.16666667 % แต่ถาผมทอย ้ ลูกเต๋ าเป็ นครั้งที่สอง ความน่าจะเป็ นที่คุณจะทายถูกก็คือ 16.666…% อีกเช่นกัน แต่ความน่าจะเป็ นที่คุณจะทายถูก ทั้งหมดสี่ ครั้ง นั้นคือ ทอยเหรี ยญสองครั้ง และทอยลูกเต๋ า อีกสองครั้ง ความน่ าจะเป็ นก็ 0.69444…% ความน่ าจะ เป็ นมีนอยกว่าหนึ่ งเปอร์ เซ็นต์ ถ้าจะเขียนให้ดูง่าย ๆ ทาง ้ คณิ ตศาสตร์ก็คือ ½ x ½ x 1/6 x 1/6 = 144 และเอา 100 หารด้วย 144 ก็จะได้เป็ นเปอร์ เซ็นต์ความน่าจะเป็ นที่จะ เดาถูกทั้งหมดสี่ ครั้งภายในคราวเดียวกัน นี่ คือตัวอย่างที่ ยกมาให้ดูในกรณี ท่ีมีตวเลือกให้เดา แต่ถาผมให้คุณเดา ั ้ อะไรบางอย่างที่ไม่มีตวเลือกที่แน่นอนให้ เช่น ก, ข, ค, ง ั
39.
36 หรื อ 1,
2, 3, 4 หรื อ a, b, c, d เช่นผมให้คุณเดาว่า แผ่น ซี ดีที่อยู่ใ นมื อผมนี้ มี อะไรอยู่ จะมี ความน่ าจะเป็ นไหม ครับที่คุณจะเดาได้อย่างถูกต้องว่าแผ่นซีดีน้ ีมีอะไรอยูขาง ่ ้ ใน ? มาถึงตอนนี้ ขอให้คุณย้อนกลับไปตอบคําถามที่ เกี่ ยวกับคัมภีร์เล่มที่กล่าวมาได้แล้วครั บ ว่าคุณจะกล่าว อย่างไรเกี่ยวกับคัมภีร์เล่มที่ว่ามานี้ ด้วยกับสติปัญญาและ ด้วยกับเหตุผลที่ท่านมีอยู่ ผมเชื่อว่าคุณคงจะตอบคําถาม ทั้งหมดได้อย่างถูกต้องนะครับ [หรื อว่ าพวกเขาถูกบังเกิดขึ้นมาโดยไม่ มีผู้ใดให้ บังเกิด ? หรือว่ าพวกเขาเป็ นผู้ให้ บังเกิดตนเองได้ ? หรือว่ าพวกเขา เป็ นผู้สร้ างบรรดาชั้ นฟาและแผ่ นดิน ? เปล่ าเลยเพราะ ้ พวกเขาไม่ เชื่อมั่นต่ างหาก] [คาแปลคัมภีร์อัลกุรอาน บทที่ 52 โองการที่ 35-36] [มนุ ษ ย์ คิ ด หรื อ ว่ า เขาจะถู ก ปล่ อ ยไว้ โ ดยไร้ จุ ด หมาย กระนั้นหรือ ? แล้ วเขาได้ เคยเป็ นเพียงหยดหนึ่งจากน้า อสุ จิท่ีถูกหลั่งออกมามิใช่ หรือ ? แล้ วเขาได้ เคยเป็ นก้ อน เลือดก้ อนหนึ่ งและพระองค์ ทรงบังเกิดแล้ วก็ทรงทาให้ สั ดส่ วนสมบู รณ์ และพระองค์ ทรงบัน ดาลให้ เขาเป็ นคู่
40.
37 เป็ นเพศชายและเพศหญิง ดังนั้นพระองค์
ผู้ทรงอานุภาพ บันดาลสิ่ งนั้น จะไม่ ทรงอานุภาพที่จะทาให้ คนตายมีชีวิต ขึนมาอีกกระนั้นหรือ ?] ้ [คาแปลคัมภีร์อัลกุรอาน บทที่ 75 โองการที่ 36-40] [โอ้ มนุษย์ เอ๋ ย อะไรเล่ าที่ล่อลวงเจ้ า (ให้ หันห่ าง) จากพระเจ้ าของเจ้ าผู้ทรงเกือกูล ผู้ทรงบังเกิดเจ้ า แล้ วทรง ้ ทาให้ เจ้ าสมบูรณ์ แล้วก็ทรงทาให้ เจ้ าสมส่ วน] [ คาแปลคัมภีร์อัลกุรอาน บทที่ 82 โองการที่ 6-7] เมื่ อ ท่ า นผูอ่ า นเชื่ อ ในการมี อ ยู่จ ริ ง ของอัล ลอฮฺ ้ พระผู ้เ ป็ นเจ้ า ที่ แ ท้ จ ริ งแล้ ว ก็ มี อี ก ประเด็ น หนึ่ งที่ จํา เป็ นต้อ งถามให้ คิ ด สะกิ ด ใจท่ า นผูอ่ า น ก็ คื อ เรื่ อ งที่ ้ เกี่ ยวกับจุดมุ่งหมายหรื อเป้ าหมายของมนุ ษย์ที่มาอยู่บน โลกนี้ โดยขอถามท่านผูอ่านก่อนว่า : ้ สมมุติว่า ผมได้พาท่านผูอ่านไปยังสถานที่แห่ ง ้ หนึ่ งและผมก็พูดกับท่านว่า ‚อยู่ที่น้ ี น่ะ ผมจะกลับแล้ว‛ แน่ นอนท่านจะต้องไม่ยอมให้ผมกลับไปแน่ จนกว่าจะ ได้ถามผมให้รู้เรื่ องเสี ยก่อนว่า คุณนําผมมาปล่อยไว้ที่น้ ี
41.
38 ทําไม แน่ นอนถ้าผมไม่บอกคุณ
ว่าผมนําคุณมาปล่อยไว้ ที่ น้ ี ทําไม คุ ณ ต้อ งตํา หนิ ผมว่า ไร้ สาระ ไร้ เ หตุ ผ ลอย่า ง แน่ นอน คุณจะตําหนิ ผมว่า ทําไมทําสิ่ งที่โฉดเขลาเช่นนี้ ทําให้คุณต้องเสี ยเวลาโดยที่ ไม่รู้ว่ามาที่ น้ ี ทาไม คุ ณรั บ ํ ไม่ได้ใช่หรื อไม่ถามีใครมาทํากับคุณเช่นนี้ ...ใช่ไหม ? ... ้ ก็ ใ นเมื่ อ มนุ ษ ย์ย ง ตํา หนิ ว่ า กล่ า วกัน เช่ น นี้ เลย และรั บ ั ั ไม่ได้กบการกระทําที่ไร้เหตุผลเช่นนี้ แล้วคุณจะเอาข้อ ตําหนิเหล่านี้กลับไปให้พระเจ้าอย่างนั้นหรื อ ที่ว่าพระเจ้า สร้ า งมนุ ษ ย์ห รื อ มาปล่ อ ยให้ม นุ ษ ย์อ ยู่บ นโลกนี้ โดยที่ ไม่ได้บอกเอาไว้ว่าให้มาอยูทาไม สาเหตุหรื อเหตุผลที่ให้ ่ ํ มาอยู่บนโลกนี้ คืออะไร เพื่อที่มนุ ษย์จะได้รู้ถึงเป้ าหมาย หรื อจุ ด มุ่ ง หมายที่ แ ท้จ ริ งจะได้ ไ ม่ ต ้อ งเสี ยเวลา ไร้ เป้ าหมาย ไร้จุดหมาย อีกตัวอย่างคือ สมมุติว่า คุณนั่งทานอาหารอยู่ที่ ห้องอาหารแห่ งหนึ่ ง ทัน ใดนั้น คุ ณ ก็รู้สึก ง่ ว งนอนเป็ น อย่างมาก จากนั้นคุณก็หลับไปอย่างไม่รู้เนื้ อรู ้ตว พอตื่น ั ขึ้นมาอีกที คุณพบว่าตัวเองอยู่ในสถานที่แห่ งหนึ่ งที่ตว ั คุณเองก็ไม่รู้ว่าเป็ นที่ไหน เมื่อตั้งสติได้ ผมขอถามว่า คุณ จะถามคํา ถามอะไรแก่ ต ัว เอง ?... แน่ น อนมนุ ษ ย์ที่ มี สติปัญญาที่ปรกติทวไปก็จะถามตัวเองประมาณว่า : ่ั
42.
39
่ 1. ผมมาอยูท่ีน้ ีได้อย่างไร 2. ใครเอาผมมาไว้ที่น้ ี 3. และเอาผมมาไว้ที่น้ ีทาไม เพื่ออะไร ํ จะเห็นได้ว่าเป็ นสามัญสํานึ กของทุกคนที่ปรกติ เลยก็ว่าได้ที่จะต้องถามคําถามเหล่านี้ เพื่อที่จะรู ้ถึงสาเหตุ หรื อเหตุผล เราถามหาเหตุผลได้สารพัดเรื่ อง แล้วท่าน ผูอ่านไม่คิดที่จะถามตัวเองบ้างหรื อว่า ตัวคุ ณเองได้ถูก ้ สร้างมาบนโลกใบนี้ทาไม ผูสร้างที่แท้จริ งที่ได้สร้างท่าน ํ ้ มาบนโลกนี้คือใครกัน แล้วใครกันล่ะที่จะให้คาตอบได้ดี ํ และถูกต้องที่สุดว่า มนุษย์ ถูกสร้ างขึนมาทาไมบนโลกนี้ ้ ก่อนจะตอบคําถามข้อนี้ ขอถามให้คิดสะกิดใจอะไรท่าน ผูอ่านสักนิ ดก่อนว่า สมมุติว่า ท่านผูอ่านได้ไปยังสถานที่ ้ ้ แห่ งหนึ่งแล้วได้พบกับเครื่ องจักรกลชนิดหนึ่ง คําถามคือ ใครกันที่จะเป็ นผูที่บอกวิธีการทํางานของเครื่ องจักรกลนี้ ้ ได้อย่างถูกต้องแม่นยําที่สุด ? ถามต่อไปว่า เมื่อมนุ ษย์ เห็ นเครื่ องจักรกลที่ ว่ามานี้ ท่านผูอ่านคิด ว่าเป็ นสามัญ ้ สํานึกของมนุษย์ไหมที่ตองคิดว่า เครื่ องจักรกลนี้ถูกสร้าง ้ ขึ้นมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อสิ่ งหนึ่ งสิ่ งใด ? ผูอ่านคิดไหม ้ ว่า มันเป็ นสามัญสํานึ กของมนุ ษย์ที่ปรกติที่จะคิดเช่นนั้น
43.
40 ว่ า เครื่
องจั ก รกลเครื่ องนี้ จะต้ อ งถู ก สร้ า งมาโดยมี จุดมุ่งหมายเพื่ออย่างหนึ่งอย่างใดแน่นอน เพราะฉะนั้นเราสรุ ปได้จากข้างต้นว่า 1. ผูที่จะ ้ บอกวิธีการทํางานของเครื่ องจักรกลได้อย่างถูกต้องก็คือ ผูที่ได้สร้างมันขึ้นมา 2. เมื่อมนุษย์เห็นเครื่ องจักรกลก็รู้ได้ ้ ่ ทันทีวา มันต้องถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการหนึ่งการใด เมื่อเป็ นเช่นนี้ แล้ว เราอาจจะถามคําถามขึ้นมาว่า แล้วพระผูสร้างหรื อพระผูเ้ ป็ นเจ้าของเราที่แท้จริ ง ได้ให้ ้ คําตอบเอาไว้ที่ไหนว่า มนุ ษย์ถูกสร้างขึ้นมาทําไม? และ เราจะรู ้จกผูสร้างนี้ได้จากไหนกัน คําตอบก็คือ ท่านผูอ่าน ั ้ ้ จะหาคําตอบต่อคําถามเหล่านี้ ได้จากคัมภีร์เล่มสุ ดท้ายที่ พระองค์ไ ด้ป ระทานมาให้แ ก่ ศ าสดาท่ า นสุ ด ท้า ยของ พระองค์ คัมภีร์ที่ว่า คือคัมภีร์อัลกุรอาน และศาสดาท่าน สุ ดท้ายที่ว่า ก็คือท่ านศาสดามุฮัมมัด (ขอความสันติจงมี แด่ท่าน) ความจริ ง ที่ เ ราได้ รั บ เกี่ย วกับ คัม ภี ร์ อัล กุร อาน และศาสดามุฮัมมัดก็คอ :ื
44.
41 1. ผูแรกที่ได้นาคัมภีร์อลกุรอานมาป่ าวประกาศ
และบอก ้ ํ ั ว่าคัมภีร์น้ ี ได้ถูกประทานมาจากพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งก็ คือท่านศาสดามุฮมมัด ถ้าเราจะถามว่าท่านศาสดามุฮมมัด ั ั มีชีวิตอยูเ่ มื่อกี่ปีที่แล้ว คําตอบที่ได้รับก็คือ ท่านมีชีวิตอยู่ เมื่อ 1,400 กว่าปี ที่แล้ว และนันก็หมายความว่า คัมภีร์อล ่ ั กุ ร อานก็ มี ม าเมื่ อ 1,400 กว่ า ปี ที่ แ ล้ว และเราสามารถ พิ สู จ น์ ไ ด้อี ก ว่ า ผูที่ ไ ด้ป ระทานคัม ภี ร์ อ ัล กุ ร อานลงมา ้ ให้ กั บ ท่ า นศาสดามุ ฮั ม มัด เมื่ อ 1,400 ปี ที่ แ ล้ว เป็ นผู ้ เดี ย วกัน กับ ผูท่ี ส ร้ า งมนุ ษ ย์ สร้ า งจัก รวาล สร้ า งชั้น ฟ้ า ้ สร้างนํ้าทะเล และสรรพสิ่ งทั้งหลายขึ้นมา ที่พูดเช่นนี้ ก็ เพราะสามารถพิสูจน์ได้ตรงที่ว่า คัมภีร์อลกุรอานได้บอกั ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ สมัยใหม่เอาไว้มากมายในเรื่ อง ต่าง ๆ เหล่านั้น ที่เป็ นไปไม่ได้ที่มนุษย์เมื่อ 1,400 ปี ที่แล้ว จะสามารถบอกถู ก ต้องและอย่า งแม่ น ยํา ทั้ง นี้ ก็เ พราะ ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ จะสามารถรู ้ ได้ก็โดยอาศัยอุปกรณ์ เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยเท่านั้นจึงจะสามารถรู ้ได้ และเมื่ อ 1,400 ปี ที่ แ ล้ว ไม่ มี อุ ป กรณ์ เครื่ องมื อ และ เทคโนโลยี ส มัย ใหม่ ท างวิ ท ยาศาสตร์ ที่ จ ะใช้ค ้น คว้า ข้อมูลในด้านต่าง ๆ ได้ แต่กระนั้น คัมภีร์อลกุรอานก็ได้ ั บอกข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ในด้านต่าง ๆ เอาไว้
45.
42 อย่างถูกต้องและไม่มีผิดพลาดเลยแม้แต่น้อย เช่ น
การ กําเนิ ด ตัว อ่ อนของทารก การสร้ างมนุ ษ ย์ การเกิ ด ของ จักรวาล การสร้างชั้นฟ้ า และอื่น ๆ อีกมากมาย เมื่อเป็ น เช่ น นี้ เราก็ ส ามารถรู ้ ไ ด้ ท ัน ที ว่ า ผู ้ที่ ป ระทานคัม ภี ร์ ั อัลกุรอานมาให้กบท่านศาสดามุฮมมัดนั้นเป็ นผูเ้ ดียวกัน ั กับ ผูที่ สร้ างสิ่ ง ต่ า ง ๆ เหล่ านั้น ขึ้ น มา และพระองค์ผูน้ ี ้ ้ แหละที่เป็ นพระผูสร้างของเราที่แท้จริ ง เป็ นเจ้าของชีวิต ้ ของเราที่แท้จริ ง และเป็ นพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ ง 2. เพราะฉะนั้นเมื่อรู ้แล้วว่า ผูท่ีประทานคัมภีร์อลกุรอาน ้ ั ลงมาก็ คื อ ผู ้ที่ ส ร้ า งเราผู ้เ ป็ นมนุ ษ ย์ข้ ึ นมาบนโลกนี้ พระองค์คือพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ ง แล้วท่านผูอ่านไม่คิดที่้ จะสนใจบ้า งหรื อ ว่ า เราในฐานะมนุ ษ ย์ไ ด้ถู ก สร้ า งมา ทําไม ? ท่านผูอ่านไม่คิดที่จะอ่านคัมภีร์อลกุรอานดูบาง ้ ั ้ หรื อ เพื่อที่จะได้รู้ว่า ตัวเรานี้ ได้ถูกสร้างขึ้นมาทําไมบน โลกใบนี้ และเพื่ อ อะไร ? เพราะฉะนั้ นคํา ตอบอยู่ ใ น คัมภีร์อลกุรอานเรี ยบร้อยแล้วว่า เราผูเ้ ป็ นมนุษย์ถูกสร้าง ั มาทําไม เมื่อเราตายไปแล้วผูที่สร้างเรามาก็ได้บอกเอาไว้ ้ ให้ เ รารู ้ อี ก ด้ว ยว่ า เมื่ อ ตายแล้ว จะเกิ ด อะไรขึ้ น และ พระองค์กล่าวเอาไว้อย่างไรกับผูที่ปฏิเสธศรัทธา และผูที่ ้ ้ ไม่คิดที่จะแสวงหาสัจธรรมความจริ ง พระผูที่สร้างมนุษย์ ้
46.
43 ขึ้ น มาได้ใ
ห้ ส ติ ปั ญ ญามัน สมองแก่ ม นุ ษ ย์ม าใช้คิ ด ได้ สารพัดเรื่ อง เรื่ องโน้นเรื่ องนี้ แต่ทีเรื่ องที่ใกล้ตวเองที่สุด ั กลับไม่สนใจที่จะคิด กลับไม่สนใจที่จะใคร่ ครวญว่าใคร คือผูที่ได้สร้างเขาขึ้นมาที่แท้จริ ง เขาเกิดขึ้นมาบนโลกนี้ ้ เพื่ออะไร ข้ อมูลทางวิทยาศาสตร์ สมัยใหม่ ทวทยาศาสตร์ เพิงค้ นพบ ่ี ิ ่ โดยต้ อ งอาศั ย เครื่ อ งมื อ และเทคโนโลยี ส มั ย ใหม่ แต่ คัมภีร์อลกุรอานได้ กล่ าวเอาไว้ แล้ วเมื่อ 1,400 กว่ าปี ที่แล้ ว ั มีตัวอย่ างดังต่ อไปนี้ : 1. การกํา เนิ ด ตัว อ่ อ นของทารก และขั้น ตอนการสร้ า ง มนุษย์ 2. รู ปทรงของโลกที่เราอาศัยอยู่ (เมื่อก่อนมนุษย์เชื่อกันว่า โลกแบน) 3. แสงของดวงจันทร์เป็ นแสงสะท้อนไม่มีแสงในตัวเอง 4. ดวงอาทิตย์หมุนรอบตัวเอง และดวงอาทิตย์จะถูกดับ แสง 5. การขยายตัวของจักรวาล 6. วัฏจักรของนํ้า 7. การเกิดเมฆ
47.
44 8. ด้านธรณี วิทยา
เช่นเรื่ องภูเขา 9. มหาสมุทรศาสตร์ เรื่ องนํ้าจืดกับนํ้าเค็ม และความมืด มิดในทะเลลึก 10. วิชาชีววิทยา เช่น สิ่ งมีชีวิตถูกบังเกิดมาจากนํ้า 11. พฤกษศาสตร์ เช่น พืชและผลไม้ มีท้ งเพศผู ้ และเพศ ั เมีย 12. เรื่ องการกําเนิ ดจักรวาล และสภาพของจักรวาลใน ช่วงแรก ๆ รวมถึงเรื่ องอื่น ๆ ที่มิได้นามากล่าวในที่น้ ี ํ ขอเรี ยกร้ อ งให้ ท่ า นผู ้อ่ า นได้ ท ้า พิ สู จ น์ สิ่ ง ที่ บทความนี้ กล่ า วด้ว ยตัว ของท่ า นเอง ท่ า นอย่า เป็ นผูที่ ้ หลงเชื่ อใครง่าย ๆ แต่ขอให้พิสูจน์สิ่งต่าง ๆ ที่ กล่าวมา และเมื่อพิสูจน์ว่าเป็ นจริ งแล้ว ก็ขอเรี ยกร้ องท่านผูอ่าน ้ เช่นกันว่า อย่าหลอกตัวเองอีกต่อไป อย่าปลอบใจตัวเอง อีกต่อไป แต่จงมาเชื่ อและศรัทธาในความจริ งนั้นเสี ย... ท่านพร้อมหรื อยังที่จะพิสูจน์ความจริ งด้วยตัวของท่าน ความชั่ ว-ความดีที่ไร้ การตอบแทน กับ จิตสานึกเบืองลึก ้ ทีบ่งถึงความไม่ ยุตธรรม ่ ิ
48.
45
่ หลาย ๆ คนอาจจะเชื่อในการมีอยูจริ งของพระผู ้ เป็ นเจ้าที่ แ ท้จ ริ ง อย่างมัน ใจแล้ว แต่ก็ไม่ เชื่ อในสวรรค์ ่ และนรก หรื อพูด อี ก อย่างก็คือ ไม่ เชื่ อในเรื่ องการตอบ แทนความดีและความชั่ว สําหรับผูที่มีความเชื่อประเภทนี้ ้ นั้น เราสมควรที่ ยกตัวอย่างกับเขาต่อไปนี้ ว่า สมมุติว่า คุณเดินทางไปประเทศหนึ่งกับครอบครัวของคุณซึ่งมี ตัว คุณ ภรรยา และลูกของคุณ รวมทั้งพ่อแม่ของคุณด้วย แต่ โชคร้ าย ครอบครั วคุ ณ ถูกโจรปล้นและฆ่าตายทั้งหมด เหลือคุณรอดชีวิตอยูเ่ พียงคนเดียวเท่านั้น ...จากนั้นคุณไป ร้ องเรี ย นต่อเจ้าหน้าที่ ของบ้านเมื องนั้นให้นาคนผิดมา ํ ลงโทษ แต่ ก ลับ ได้ รั บ คํา ตอบว่ า ‚ประเทศเราไม่ มี กฎหมายตอบแทนหรื อลงโทษคนที่ กระทําความผิด ... เพราะฉะนั้นเสี ยใจด้วย คุณกลับเสี ยเถิด‛ และตั้งคําถาม แก่ เ ขาว่ า ‚คุ ณ จะคิ ด อย่ า งไรกั บ ประเทศนี้ หรื อกั บ ผูปกครองของประเทศนี้ ?‛... แน่ นอนที่สุดเขาก็จะต้อง ้ ด่า ประนามประเทศนี้ หรื อผูนาประเทศนี้ อย่างรุ นแรงว่า ้ ํ ไร้ความเป็ นธรรม ไร้ความยุติธรรม... ประเทศเช่ นนี้ ไม่ ควรจะมีอยู่ในโลก... ที่ปล่อยให้ครอบครั วของเขาหรื อ คนที่เขารักถูกฆ่าตายโดยไม่นาคนผิดมาตอบแทนลงโทษ ํ เพื่อความยุติธรรมได้ ... และถามต่อไปว่า ‚แล้วคุณคิดว่า
49.
46 พระผูเ้ ป็ นเจ้าที่สร้างเราขึ้นมาและให้ความมีเหตุผลมาคู่ กับมนุ
ษย์จะทําสิ่ งที่ไร้สาระไร้เหตุผลเหมือนประเทศนี้ ไหม หรื อเหมือนกับผูปกครองของประเทศนี้ไหม?” ้ คําถามอีกข้อก็คือ สมมุติว่า หญิ งคนหนึ่ งกําลัง ถูกนักเลงกลุ่มหนึ่ งรุ มทําร้าย ทั้งเตะ ทั้งต่อย ทั้งถีบ และ รุ มข่มขืน และในขณะนั้นเองก็มีตารวจนอกเครื่ องแบบที่ ํ เห็นเหตุการณ์น้ นยืนดูโดยที่ไม่ช่วยอะไรหญิงคนนั้นเลย ั ทั้ง ๆ ที่มีความสามารถ สุ ดท้ายหญิงคนนั้นก็ถูกฆ่าตาย ส่ วนนักเลงกลุ่มนั้นก็หลบหนี ไป... คําถามคือ ถ้าคุณถาม คนทัวไปว่า ‚คุณจะกล่าวอย่างไรกับตํารวจคนนั้น ?‛ คุณ ่ คิดว่าจะได้รับคําตอบว่าอย่างไร ?... แน่ นอน คนทัวไป ่ จะต้อ งประณาม ด่ า ตํา หนิ ต า รวจคนนั้น อย่า งเสี ย หาย ํ โดยอาจจะกล่าวด้วยว่า ‚เป็ นตํารวจได้อย่างไร ทําไมไร้ ความสามารถเช่นนี้ ...ทําไมไร้ความเมตตา ไร้ ความเป็ น ธรรม ไร้ความยุติธรรมอย่างนี้ ... เลวจริ ง ๆ... ทําไมไม่จบ ั ตัว คนชั่ว เหล่ า นั้ นมาลงโทษ‛ และนี่ คื อ คํา ตอบที่ เ รา อาจจะได้รั บ... และคุ ณ คิ ด ว่า พระผูเ้ ป็ นเจ้าที่ สร้ า งเรา ขึ้ น มาจะทํา สิ่ งที่ ไ ร้ สาระไร้ เ หตุ ผลเหมื อ นตํา รวจคนนี้ ไหม ?
50.
47
เรารู ้กนดีว่า ผูนาทางการเมืองหลายคนในอดีตที่ ั ้ ํ ผ่านมาและรวมทั้งในปั จจุบนด้วย ได้ฆ่าคนบริ สุทธิ์ ตาย ั เป็ นเรื อนแสน บางคนก็ฆ่าผูบริ สุทธิ์ ตายเป็ นจํานวนล้าน ้ เช่น ฮิตเลอร์ที่ได้ฆ่าชาวยิวตายโดยเผาทั้งเป็ นจํานวนมาก ถึ ง 6 ล้า นคน แต่ ก ระนั้น ก็ ต ามท้า ยที่ สุ ด ฮิ ต เลอร์ ก็ต าย เหมือนคนทัว ๆ ไปโดยไม่มีใครนําเขามาตัดสิ นลงโทษที่ ่ ได้ฆ่าชาวยิวตายเป็ นจํานวนมหาศาล เมื่อเป็ นเช่นนี้ คุณ คิดว่า พระผูเ้ ป็ นเจ้าที่ แ ท้จ ริ งที่ สร้ างทั้งคุ ณและผมและ มนุษย์คนอื่น ๆ ขึ้นมาจะมีความยุติธรรมไหมถ้าพระองค์ ทรงให้ฮิตเลอร์ ตายไปโดยที่พระองค์ก็ไม่ได้ลงโทษเพื่อ เป็ นการตอบแทนฮิ ตเลอร์ แต่อย่างใด หรื อตอบแทนคน ชัวทั้งหลายดังที่ได้ยกตัวอย่างมาให้ดู โดยให้พวกเขาตาย ่ ไปโดยที่ ไม่ เ กิ ด อะไรขึ้ นหลังจากความตาย... ก็ใ นเมื่ อ จากตัวอย่างข้างต้นทั้งสองตัวอย่าง เราก็ยงไม่สามารถ ั ยอมรั บ ไม่ ไ ด้เ ลยกับ ความไร้ ซ่ ึ ง ความเป็ นธรรม ไร้ ซ่ ึ ง ความยุติธรรม ซึ่งค้านกับสติปัญญาโดยสิ้ นเชิงที่ไม่นาตัว ํ คนชั่วมาตัดสิ นลงโทษ... แล้ว คุณคิดว่า พระผูเ้ ป็ นเจ้าที่ สร้างเรามา ให้สติปัญญาเรามาแยกแยะสิ่ งต่าง ๆ ได้ จะ ทําสิ่ งที่ไร้ซ่ ึ งความเป็ นธรรม ไร้ซ่ ึ งความยุติธรรม โดยไม่ นําคนชัวมาลงโทษอย่างนั้นหรื อ ?? พระองค์จะทําสิ่ งที่ ่
51.
48 ไร้ สาระที่คานกับสติปัญญาของมนุ ษย์โดยสิ้
นเชิ งอย่าง ้ นั้นหรื อ ? ทั้ง ๆ ที่สติปัญญานี้ พระองค์เองเป็ นผูที่ได้ ้ ั สร้างมาให้กบมนุ ษย์ แน่ นอนที่สุด มนุ ษย์จะไม่ยอมรั บ พระผูเ้ ป็ นเจ้าที่ไร้ความเป็ นธรรมไร้ความยุติธรรมเช่นนี้ เด็ด ขาด แต่ สามัญสํานึ กของมนุ ษย์ที่เชื่ อในพระเจ้าบ่ ง บอกว่ า พระผูเ้ ป็ นเจ้า ที่ แ ท้จ ริ ง นั้น จะต้อ งมี ค วามเที่ ย ง ธรรมและยุ ติ ธ รรม... เหมื อ นกับ ที่ ถ ้า เราลองถามคน โดยทัวไปว่า ประเทศจากตัวอย่างข้างต้นสมควรที่จะมีอยู่ ่ ในโลกนี้ หรื อไม่... แน่ นอนเราไม่ตองเดาให้ยากเลยว่า ้ คําตอบที่เราจะได้รับนั้นคืออะไร และถ้าเราถามอีกว่า คุณ คิดอย่างไรกับผูนาในประเทศนี้ ...คําตอบที่เราจะได้รั บ ้ ํ จะต้องเป็ นไปในทางลบอย่างแน่ นอน... ผูนาในประเทศ ้ ํ นี้ อาจจะถูกด่า ถูกประนามอย่างหยาบโลนก็ได้ หรื อใน กรณี ตวอย่างเรื่ องตํารวจที่ยกมาให้ดูขางต้นก็จะต้องถูกด่า ั ้ ถูกประนามเช่นเดียวกัน เมื่อมาถึงตรงนี้ หลาย ๆ คนที่เชื่อในการมีอยูจริ ง ่ ของพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ ง แต่ไม่เชื่ อเรื่ องการตอบแทน คงเริ่ ม เปลี่ ย นใจแล้ว และคิ ด ว่ า ... ‚ใช่ แ ล้ว ... พระเจ้า จะต้องเป็ นผูที่ไร้ ความเป็ นธรรม และไร้ ความยุติธรรม ้
52.
49 อย่างแน่ นอน และไม่สมควรที่
จะเป็ นพระเจ้าที่ แท้จริ ง ถ้าพระองค์ไม่ทรงให้มีการตอบแทนเกิดขึ้น... ซึ่ งเรารับ ไม่ได้อย่างแน่ นอนถ้าพระองค์ทรงเป็ นเช่นนั้น... แต่เรา มันใจว่า พระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งจะต้องไม่เป็ นเช่นนั้นเป็ น ่ อันขาด... และพระองค์จะไม่ทาสิ่ งที่คานกับสติปัญญาที่ ํ ้ ั พระองค์ได้สร้างมาให้กบมนุษย์เป็ นอันขาด... จะเป็ นไป ได้อย่างไรที่พระองค์ทรงสร้างความมีเหตุผลให้กบมนุษย์ ั แต่ พ ระองค์ เ องกลับ เป็ นผู ้ท่ี ไ ร้ เ หตุ ผ ลโดยสิ้ น เชิ ง ... เป็ นไปไม่ได้เด็ดขาด‛ ประเด็ น ต่ อ มาก็ คื อ ถ้ า เราถาม มนุ ษย์ ที่ มี สติปัญญาที่สมบูรณ์ทวไปว่า ‚การที่ฮิตเลอร์ ได้ฆ่าชาวยิว ่ั นั้นถือว่าเป็ นความชัวหรื อไม่ ?‛ คําตอบที่เราจะได้รับก็ ่ คื อ ‚การกระทํา ของฮิ ต เลอร์ น้ ัน ถื อ เป็ นความชั่ว อย่า ง แน่นอน‛ และถ้าเราถามต่อไปว่า ‚และฮิตเลอร์สมควรที่ จะต้องได้รับการตอบแทนในความชัวที่เขาได้ทาเอาไว้ ่ ํ หรื อไม่ ?‛ เราก็จะได้รับคําตอบอีกเช่ นกันว่า ‚ใช่ ... แน่ นอนที่สุด... ฮิ ตเลอร์ สมควรที่จะต้องได้รับการตอบ แทนในความชั่วที่เขาได้ทาเอาไว้‛ จะเห็ นได้ว่า สามัญ ํ
53.
50 สํา นึ ก
ของมนุ ษ ย์บ่ ง บอกว่ า ผู ้ที่ ท ํา ความชั่ว สมควรที่ จะต้องได้รับการตอบแทน เมื่ อมาถึ งตรงนี้ ก็เกิ ด คําถามขึ้น ว่า ‚การฆ่ าคน ตายโดยไร้ ความเป็ นธรรมอย่ างเดียวอย่ างนั้นหรื อที่ถูก เรี ยกว่ าเป็ นความชั่ ว ?‛ เมื่อมนุ ษย์ถูกถามคําถามเช่นนี้ ขึ้น มนุษย์ก็จะตอบเป็ นเสี ยงเดียวกันว่า ‚ไม่ใช่... แต่ยงมี ั อีกหลายสิ่ งหลายอย่างที่เป็ นความชัว เช่ น การลักขโมย ่ การข่มขืน การเนรคุณต่อพ่อแม่ การเป็ นพยานเท็จ และ ความชั่วอื่ น ๆ อี กมากมาย‛ คําถามต่ อมาก็คือ มนุ ษย์มี สิ ท ธิ ไ หมที่ จ ะกํา หนดโดยใช้อ ารมณ์ ความรู ้ สึ ก และ ความพอใจของแต่ละคนว่า อะไรถือว่าเป็ นความชัว และ ่ อะไรถือว่าเป็ นความดี ?... ถ้าให้มนุษย์มากําหนดกันเอง ว่า อย่างใดถึงจะเรี ยกว่าเป็ นสิ่ งที่ชว อย่างไรถึงจะเรี ยกว่า ั่ เป็ นสิ่ งที่ ดี ... เราจะได้ขอสรุ ปที่ เป็ นเอกฉัน ท์ไ หม? .... ้ คําตอบก็คือ ไม่ได้อย่างแน่ นอน เพราะมนุ ษย์แต่ละคนก็ จะนิยามในสิ่ งที่เรี ยกว่าเป็ นความชัว และสิ่ งที่เรี ยกว่าเป็ น ่ ความดีแตกต่างกันโดยใช้อารมณ์ความรู ้สึกส่ วนตัวอีกทั้ง ผลประโยชน์ ส่ ว นตัว มาเป็ นตัว กํา หนด และถ้า เราให้ มนุษย์ 10 คนนิ ยามในสิ่ งที่เรี ยกว่าเป็ นความชัว และสิ่ งที่ ่
54.
51 เรี ยกว่าเป็ นความดี
เราก็อาจจะได้นิยามที่แตกต่างกันไป 10 แบบ เพราะฉะนั้นเราหาข้อสรุ ปไม่ได้อย่างแน่นอนถ้า เราให้มนุ ษย์มานั่งนิ ยามกันเองว่า อย่างไรถึงจะเรี ยกว่า เป็ นความชั่ว และอย่างไรถึ งจะเรี ย กว่าเป็ นความดี แต่ กระนั้นก็ตามสํามัญสํานึ กของมนุ ษย์บ่งบอกว่า จะต้องมี การตอบแทนคนที่ ท า ความชั่ว เพื่ อ ความยุติ ธ รรม แต่ ํ ประเด็นก็คือ ในจิตสํานึ กของมนุษย์แต่ละคนต้องการให้ พระเจ้าลงโทษคนชัวตามความพอใจของตนเอง กล่าวคือ ่ คนกลุ่ มเอเชื่ อว่า ถ้าชายคนหนึ่ งทําสิ่ งหนึ่ งสิ่ งใด และถ้า พระเจ้าไม่ลงโทษชายผูน้ นก็จะถือว่า พระเจ้าไม่ยติธรรม ้ ั ุ เพราะชายคนนั้น ได้ท าสิ่ ง ที่ เ ป็ นความชั่ว แต่ คนกลุ่ ม บี ํ กลับมองว่า สิ่ งที่ชายคนนั้นทําไม่น่าจะเป็ นความชัว พระ ่ เจ้าไม่น่าจะลงโทษเขาแต่อย่างใด แต่ในทางกลับกัน คน กลุ่มบีเห็นชายคนหนึ่ งกระทําสิ่ งหนึ่ งและเชื่อว่า ถ้าพระ เจ้าไม่ลงโทษเขาถือว่าพระเจ้าไม่ยุติธรรมเพราะชายคน นั้นทําสิ่ งที่เป็ นความชั่ว แต่คนกลุ่ มเอกลับมองว่า สิ่ งที่ ชายคนนั้นทําไม่ถือว่าเป็ นความชัว...โดยรู ้สึกเฉย ๆ จาก ่ ตัวอย่างนี้ เอง เราจะเห็นได้ว่า คนทั้งสองกลุ่มมีมาตรฐาน ที่แตกต่ างกันในการตัดสิ นว่ าพระเจ้ าไม่ มีความยุติธรรม และคนทั้งสองกลุ่มก็มีมาตรฐานที่ไม่ เหมือนกันในการที่
55.
52 จะตัดสิ น ว่
า อะไรคือความชั่ ว แต่ ก ระนั้น ก็ตามทั้งสอง กลุ่มมีความเชื่อเหมือนกันก็คือ พระเจ้ าจะต้ องตอบแทน ความชั่ วที่คน ๆ หนึ่ ง ได้ ทาเอาไว้ อย่ า งแน่ นอน และถ้ า พระเจ้ าไม่ ตอบแทนก็จะถือว่ าพระเจ้ าไม่ ยุติธรรมอย่ าง แน่ นอน และทั้งสองกลุ่มก็เชื่ อตรงกันว่า พระเจ้ านั้ นมี ความยุ ติธ รรมแก่ มนุ ษย์ ทุก คนที่พ ระองค์ สร้ า งมา นั่น หมายความว่า พระเจ้า จะต้อ งตอบแทนคนทําชั่ว อย่า ง แน่ นอน เพราะฉะนั้น เราได้ขอสรุ ปว่า จิ ตสํานึ ก ลึ ก ๆ ้ ของมนุ ษย์น้ ันบ่งบอกว่า พระผูเ้ ป็ นเจ้าจะต้องตอบแทน ความชัวและความดีที่มนุษย์ได้ทา ่ ํ เมื่อมาถึงจุดนี้ ขอถามคําถามท่านผูอ่านสักนิ ดว่า ้ เรารู ้กนดีว่าบริ ษทต่าง ๆ จะต้องมีท้ งกฎข้อใช้ขอห้ามให้ ั ั ั ้ พนักงานแต่ละคนได้ปฏิบติตาม... คําถามก็คือ คุณคิดว่า ั มันจะเป็ นการไร้สาระไหมที่เจ้าของบริ ษทไม่จดการหรื อ ั ั ดําเนินการในการออกกฎระเบียบให้พนักงานแต่ละคนได้ ปฏิบติในฐานะที่ตวเองเป็ นผูมีอานาจสู งสุ ดในบริ ษท แต่ ั ั ้ ํ ั กลับให้พนักงานในบริ ษทมานั่งออกกฎระเบียบกันเอง ั โดยที่ ห าข้อ สรุ ป กัน ไม่ ไ ด้ เพราะต่ า งคนต่ า งก็ มี ค วาม คิดเห็นที่แตกต่างกัน โดยแต่ละคนก็มีมาตรฐานกันคนละ
56.
53 อย่างซึ่ งก็ทาให้เกิ ดการทะเลาะกันเป็
นเหตุให้เกิ ดความ ํ วุ่นวายและความปั่ นป่ วนขึ้นในบริ ษทของตนเอง... คุณ ั คิดว่ามันเป็ นการไร้สาระไหมที่เจ้าของบริ ษททําเช่นนี้ ... ั แน่ น อน คํา ตอบที่ เ ราจะได้รั บก็คือ ‚ไร้ ส าระ‛ บางคน อาจจะพูดไปถึงว่า ‚ยังไม่เคยเจอเจ้าของบริ ษทไหนทํา ั อะไรที่แปลกประหลาดและไร้สาระอย่างนี้ มาก่อนเลย... โดยให้พนักงานออกกฎกันเองแทนที่ เจ้าของบริ ษทจะ ั เป็ นผู ้อ อกให้ ‛ เมื่ อ เป็ นเช่ น นี้ คํา ถามก็ คื อ แล้ว เราจะ กล่ าวหาพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่ สร้ า งเรามาว่า เป็ นผูที่ไร้ สาระ ้ อย่างนั้นหรื อ ? เราจะกล่าวหาพระองค์ว่าทําสิ่ งที่แปลก ประหลาดอย่างนั้นหรื อ ? โดยปล่อยให้โลกมนุ ษย์เกิด ่ ความสับสนวุนวาย โดยปล่อยให้มนุษย์กาหนดมาตรฐาน ํ ของความชั่ว และความดี กัน เองโดยที่ ไ ม่ มี ท างที่ จ ะหา ข้อสรุ ปได้ ด้วยเหตุน้ ี ถาเราจะถามว่า ใครที่เป็ นผูที่มีสิทธิ ้ ้ เด็ดขาดที่สุดในการที่จะออกกฎข้อบังคับในบริ ษทหนึ่ง ๆ ั ... คําตอบที่เราได้รับก็คือ ผูที่มีอานาจสู งสุ ดของบริ ษท ้ ํ ั นั้น ๆ หรื อกล่าวอีกอย่างก็คือ เจ้าของบริ ษท และใครที่จะ ั เป็ นผูมีอานาจในการเซ็นอนุ มติให้มีการลงโทษพนักงาน ้ ํ ั คนหนึ่ งคนใดที่ ฝ่ าฝื นกฎของบริ ษัท ... คํา ตอบก็ คื อ เจ้าของบริ ษท หรื อผูที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าของบริ ษท ั ้ ั
57.
54 อีกทีหนึ่ ง เมื่อเป็
นเช่ นนี้ คาถามต่อไปก็คือ แล้วใครที่จะ ํ เป็ นผูที่ มี อ า นาจเด็ ด ขาดที่ จ ะกํา หนดว่ า อย่ า งไรถึ ง จะ ้ ํ เรี ยกว่าเป็ นความชัว และอย่างไรถึงจะเรี ยกว่าเป็ นความดี ่ เพื่ อ ให้ ม นุ ษ ย์ทุ ก คนในโลกได้ป ฏิ บ ัติ ต ามไปในทาง เดี ย วกัน ... แน่ นอนที่ สุด คําตอบที่ เ ราจะได้รับก็คือ ผูที่ ้ สร้างมนุษย์ข้ ึนมา ผูที่เป็ นเจ้าของชีวิตมนุษย์ และใครที่จะ ้ มีอานาจเด็ดขาดในการลงโทษมนุ ษย์ที่ฝ่าฝื นไปกระทํา ํ ความชั่ว ...คําตอบก็เ หมื อนเดิ ม นั่น คื อ ผูที่สร้ างมนุ ษ ย์ ้ ขึ้นมา ผูที่เป็ นเจ้าของชีวิตมนุษย์ เจ้าของโลก ้ คําถามต่อมาก็คือ คุณคิดว่า มันเป็ นการถูกต้อง ไหมที่คนกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาทํางานในบริ ษทแห่ งหนึ่ง โดย ั ที่คนกลุ่มนี้ ประชุมกันเองเพื่อวางกฎข้อบังคับของบริ ษท ั โดยข้ามหัวเจ้าของบริ ษท ไม่สนใจต่อกฎข้อบังคับที่โดย ั เจ้าของบริ ษทได้วางเอาไว้ ...คุณคิดว่าการกระทําเช่ นนี้ ั ถู ก ต้อ งไหม ? และคุ ณ คิ ด หรื อ ว่า เจ้า ของบริ ษ ัท จะไม่ จัดการกับคนกลุ่มนี้ ? ท่านผูอ่านคงคิดอยูในใจว่า ‚มีดวย ้ ่ ้ หรื อที่ใครจะทําอะไรที่แปลกประหลาดเช่นนี้ เพราะมัน ั เป็ นที่รู้กนว่า พนักงานแต่ละคนจะต้องทําตามกฎข้อห้าม ข้อ ใช้ที่ ถู ก กํา หนดโดยบริ ษ ัท หรื อ โดยเจ้า ของบริ ษ ัท
58.
55 ไม่ใช่มากําหนดกันเอาเองแบบนี้ ... เป็
นการกระทําที่ไม่ ถูกต้อง และแปลกประหลาดมาก ๆ ไร้มารยาทสิ้ นดี... ไม่ มีใครเขาทําอะไรบ้า ๆ เช่ นนี้ แน่ คนที่ทาเช่ นนี้ ถือว่าดื้ อ ํ รั้ นมาก ๆ‛ นี้ คื อ คํา ตํา หนิ ท่ี เ ราอาจจะได้รั บถ้าเราถาม ั ้ คําถามนี้กบผูคนทั้งหลาย ฉันใดก็ฉนนั้น ผูที่เชื่อในการมี ั ้ อยู่จ ริ งของพระผูเ้ ป็ นเจ้าและรู ้ ว่า พระองค์เป็ นเจ้าของ ชีวิตของมนุ ษย์ อีกทั้งรู ้อย่างแน่ นอนว่า พระองค์เป็ นผูที่ ้ ทรงยุติธรรมและพระองค์จะต้องวางมาตรฐานว่า อะไร คือความชั่วและอะไรคื อความดี โดยไม่ปล่อยให้มนุ ษย์ สับสนวุ่นวายกันเอง แต่ก็กลับไปเอามาตรฐานในเรื่ อง ความชัวและความดีที่มนุษย์ดวยกันเองกําหนดมาใช้ โดย ่ ้ ไม่สนใจใยดีต่อมาตรฐานที่พระผูเ้ ป็ นเจ้าได้ทรงกําหนด เอาไว้... เราจะไม่ตาหนิ หรอกหรื อว่า มนุ ษย์ที่ทาเช่ นนี้ ํ ํ เป็ นพวกที่แปลกประหลาด ไร้มารยาทสิ้ นดี ... ไม่มีใคร เขาทํา อะไรบ้า ๆ เช่ น นี้ แน่ คนที่ ท าเช่ น นี้ ถื อว่า ดื้ อ รั้ น ํ มาก ๆ เราจะพบว่าผูที่ปฏิบติตวตามอารมณ์ใฝ่ ตํ่า โดย ้ ั ั ทําตามอารมณ์ความต้องการของตนเอง มักจะเป็ นผูที่หา้ เหตุ ผลต่ าง ๆ นา ๆ มาอ้างเพื่อเข้าข้างตัวเอง ปลอบใจ
59.
56 ตัวเอง โดยคิดว่า ‚การกระทําของเราไม่ถือว่าเป็
นความ ชัวหรอก... เพราะเราก็ไม่ได้ไปทําให้คนอื่นเดือดร้อน... ่ เราไม่ไ ด้ไ ปคดโกงใคร... เราไม่ไ ด้ไปละเมิ ด สิ ทธิ ของ ใคร‛ เราจะเห็นได้วา กลุ่มคนพวกนี้พยายามหาทุกวิถีทาง ่ เพื่ อ ให้ต ัว เองได้ป ฏิ บ ัติ ต ามอารมณ์ ค วามต้อ งการของ ตนเอง แต่เมื่อเราถามคําถามในตัวอย่างเรื่ องบริ ษทข้างต้น ั กับคนพวกนี้ พวกเขากลับตอบได้อย่างถูกต้อง... นี้ คือ ตัว อย่ า งของการคิ ด เข้า ข้า งตัว เอง และเป็ นการคิ ด ที่ ปลอบใจตัว เอง เพื่ อ เป็ นการหาทางออกให้ ต ัว เองได้ ปฏิบติตวตามความต้องการและตามอารมณ์ใฝ่ ตํ่าต่อไป... ั ั คนที่คิดเช่ นนี้ เป็ นผูวางมาตรฐานเรื่ องความดี และความ ้ ชัวเอาเอง... เพื่อให้สอดคล้องกับอารมณ์ความต้องการ ่ ของตนเอง... คนพวกนี้ คิดทึกทักแทนพระผู้เป็ นเจ้ าเอา เองว่า สิ่ งที่เขาทํา ถ้าไม่ได้ไปทําให้คนอื่นเดือดร้อน... ถ้า ไม่ได้ไปคดโกงใคร... ถ้าไม่ได้ไปละเมิดสิ ทธิของใคร ก็ ถื อว่าไม่ได้เป็ นชั่วแต่อย่างใด... แต่คาถามที่ จะถามคน ํ กลุ่มนี้ ก็คือ : แล้วพวกคุณรู ้ได้อย่างไรว่า มาตรฐานที่จะ เรี ยกว่าอะไรคือความชัว โดยผูทาจะต้องได้การตอบแทน ่ ้ ํ มีเพียงแค่น้ ี ตามที่พวกคุณคิดและเข้าใจเอาเอง... พระเจ้า
60.
57
ํ บอกพวกคุณเองหรื อว่า พระองค์ได้กาหนดว่าอะไรคือ ความชัวเอาไว้เพียงแค่น้ ี...? ่ ผูที่เป็ นเจ้าของชีวิตมนุษย์ที่แท้จริ ง ที่สามารถให้ ้ มนุ ษย์เป็ นขึ้นมาใหม่อีกครั้ งได้หลังจากที่เขาได้ตายไป แล้ว เพื่ อ ตอบแทนในสิ่ ง ที่ เ ขาได้ท า เอาไว้ ไม่ ส มควร ํ หรอกหรื อที่จะต้องเป็ นผูที่มีสิทธิ เด็ดขาดในการกําหนด ้ ว่า อย่างไรคือความชัว และอย่างไรคือความดี ??? และ ่ การที่คนกลุ่มนี้ กล่าวว่า ‚การกระทําของเราไม่ถือว่าเป็ น ความชั่ ว หรอก... เพราะเราก็ ไ ม่ ไ ด้ ไ ปทํา ให้ ค นอื่ น เดือดร้อน... เราไม่ได้ไปคดโกงใคร... เราไม่ได้ไปละเมิด สิ ทธิของใคร‛ ก็เหมือนกับการที่ใครคนใดคนหนึ่งสมัคร เข้า ทํา งานกับ บริ ษัท หนึ่ ง และเอางานอื่ น ที่ เ ป็ นงาน ส่ วนตัวขึ้นมาทํา (ซึ่ งเป็ นข้อห้ามของบริ ษทนั้น ๆ ที่ถา ั ้ ใครละเมิดแล้วจะต้องถูกลงโทษ) หรื อการที่เขาเพียงนั่ง อยู่เฉย ๆ ไม่ทาอะไรเลย แต่ก็คิดทึกทักเอาเองว่า ‚การ ํ กระทําของผมไม่ถือว่าเป็ นความผิดหรอก... เพราะผมก็ ไม่ได้ไปทําให้คนอื่นเดือดร้อน...‛ คุณคิดว่าการที่ชายคน นี้คิดเช่นนี้ถือเป็ นการถูกต้องหรื อไม่ ? คุณคิดว่า เมื่อชาย คนนี้ ถูกเจ้าของบริ ษทเรี ยกตัวไปสอบสวน คําแก้ตวของ ั ั
61.
58 ชายคนนี้ ที่ว่า ‚การกระทําของผมไม่ถือว่าเป็
นความผิด หรอก... เพราะผมก็ไม่ได้ไปทําให้คนอื่ นเดื อดร้ อน...‛ จะฟังขึ้นไหม... มีเหตุผลที่เพียงพอไหม ? มีความน่ าจะเป็ นอย่างยิ่งที่เราจะคิดว่า สิ่ งที่เรา ่ กระทําอยูน้ ีไม่ถือว่าเป็ นความชัว แต่ในความเป็ นจริ งแล้ว ่ พระผูเ้ ป็ นเจ้าของเราถื อว่าสิ่ งนั้นเป็ นความชั่ว เมื่ อ ผูกระทําได้กระทํา เขาก็จะได้รับการตอบแทนในความ ้ ชัวที่เขาได้ทา หรื อบางสิ่ งที่เราคิดเอาเองว่าเป็ นความดี ่ ํ แต่สําหรั บพระผูเ้ ป็ นเจ้าผูเ้ ป็ นเจ้าของชี วิตเราแล้ว ถือว่า สิ่ งนั้นเป็ นความชั่ว เช่ นนี้ เท่ากับเราได้ทาสิ่ งที่สวนทาง ํ ํ กับสิ่ งที่พระองค์ได้กาหนดเอาไว้ซ่ ึงจะทําให้เราได้รับการ ตอบแทนไปตามนั้ นเช่ น กัน ... เพราะฉะนั้ น อย่ า คิ ด เข้าข้างตัวเอง... อย่าหลอกตัวเอง... และก็อย่าปลอบใจ ตัวเอง... คําถามต่อมาก็คือ สมมุติว่า คุณไปสมัครงานใน บริ ษัท แห่ ง หนึ่ ง และเราก็ รู้ กัน ดี ว่ า แต่ ล ะบริ ษ ัท จะมี กฎระเบียบ ข้อห้ามข้อใช้เอาไว้ให้พนักงานแต่ละคนได้ ปฏิบติตาม แต่กระนั้นก็ตาม เมื่อคุณเข้าทํางานกับบริ ษท ั ั แห่ ง นี้ เจ้ า ของบริ ษัท ไม่ ย อมบอกให้ คุ ณ ได้ รั บ รู ้ ถึ ง
62.
59 กฎระเบียบ ข้อห้ามข้อใช้ แต่กลับลงโทษคุณเมื่อคุณทํา ผิดกฎของบริ
ษท ทั้ง ๆ ที่คุณก็ไม่รู้ว่าการกระทําของคุณ ั นั้น มัน ผิ ด กฎของบริ ษ ัท ซึ่ งถ้า เจ้า ของบริ ษ ัท บอกคุ ณ ตั้งแต่แรกคุณก็คงจะไม่ทาผิดกฎอย่างแน่ นอน แต่นี่ไม่ ํ ยอมบอกว่ า กฎระเบี ย บ ข้อ ห้ า ม ข้อ ใช้ข องบริ ษัท มี อะไรบ้า ง แต่ ก ลับ ลงโทษเลยเมื่ อ เห็ น ว่ า คุ ณ ทํา ผิ ด ... คํา ถามก็ คื อ คุ ณ จะว่ า อย่า งไรกับ บริ ษ ัท นี้ หรื อ เจ้า ของ บริ ษ ัท นี้ ... แน่ น อนอี ก เช่ น กัน คุ ณ ก็ จ ะด่ า ว่า ประณาม เจ้าของบริ ษทนี้ ที่ ทาสิ่ งที่ แปลกประหลาดและไร้ สาระ ั ํ ค้านกับสติปัญญา... คุณย่อมรับไม่ได้แน่ ถามีบริ ษทไหน ้ ั ทํา กับ คุ ณ อย่า งนี้ ... ฉัน ใดก็ ฉัน นั้น คุ ณ จะกล่ า วหา ด่ า ประณามพระผูเ้ ป็ นเจ้าอย่างนั้นหรื อว่า พระองค์ กาหนด กฎเกณฑ์ แ ห่ ง มาตรฐานความชั่ ว และความดี เ อาไว้ ใ ห้ มนุษย์ ได้ ปฏิบัติตาม แต่ กลับไม่ ยอมบอกให้ มนุษย์ ได้ รับ ทราบว่ า อย่ างไรถึงจะเรียกว่ าเป็ นความชั่วและอย่ างไรถึง จะเรียกว่ าเป็ นความดี เพื่อที่มนุษย์จะได้ปฏิบติตวถูกต้อง ั ั แต่กลับเก็บความรู ้ตรงนี้ ไว้เฉพาะตัวพระองค์เองไม่บอก มนุ ษ ย์ ค นไหนได้ รั บ รู ้ . .. ดั ง นั้ นคุ ณ จะกล่ า วหา ด่ า ประณามพระผูเ้ ป็ นเจ้าว่า พระองค์ทาเช่นนี้กบมนุษย์อย่าง ํ ั นั้นหรื อ ? คุณจะกล่าวหาว่า พระเจ้าตอบแทนมนุษย์ดวย ้
63.
60 การลงโทษ แต่กลับไม่ยอมบอกให้มนุษย์ได้รู้ก่อนหรื อว่า อย่างไรถึงจะเรี
ยกว่าเป็ นความดี อย่างไรถึงจะเรี ยกว่าเป็ น ความชัว... คุณคิดว่า พระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งจะทําสิ่ งที่ไร้ ่ สาระ ไร้ความเป็ นธรรม ไร้ซ่ ึ งความยุติธรรมเช่นนี้ อย่าง นั้นหรื อ ?? แน่ นอนพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่ แท้จริ ง จะไม่ทาสิ่ งที่ไร้ ํ ความเป็ นธรรม ไร้ ซ่ ึ ง ความยุติ ธ รรมเช่ น นี้ กับ มนุ ษ ย์ที่ พระองค์ทรงสร้ างมาเป็ นอันขาด มนุ ษย์ทุกคนที่เชื่ อใน พระเจ้านั้นจะคิดถึงพระเจ้าในฐานะเป็ นสิ่ งที่ศกดิ์ สิ ทธิ ั เป็ นผูที่สูงส่ งยิ่ง เป็ นผูที่ทรงเมตตา มีความยุติธรรม เมื่ อ ้ ้ เข้าใจเช่นนี้ แล้ว เราก็กล่าวได้ว่า ถ้าพระผูเ้ ป็ นเจ้ามีความ เที่ยงธรรมและมีความยุติธรรมจริ งแล้ว พระองค์จะต้อง บอกเราอย่างแน่นอนให้รู้ถึงมาตรฐานความชัวและความ ่ ดี ที่ พ ระองค์ไ ด้ท รงกํา หนดเอาไว้ และเป็ นไปไม่ ไ ด้ เด็ดขาดที่พระองค์จะไม่ทรงบอก เพราะนั้นเท่ากับขัดแย้ง กับ คุ ณ ลัก ษณะของพระองค์ที่ มี ค วามยุ ติ ธ รรม ความ เมตตา... เมื่อมาถึงตรงนี้ ก็อาจจะมีผูถามขึ้นมาว่า ‚แล้ว ้ พระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งได้บอกเราให้รู้เอาไว้ต รงไหนว่า อย่างไรถึงจะเรี ยกว่าดีและอย่างไรถึงจะเรี ยกว่าชัว ?‛ ่
64.
61 คําตอบก็คือ พระองค์ทรงยุติธรรมกับมนุษย์ทุกคน ทุกยุค ทุกสมัย
โดยที่พระองค์ ทรงส่ งศาสดามาพร้ อมกับคัมภีร์ เพือบอกให้ มนุษย์ ได้ รู้ ว่า อย่ างไรถึงจะเรียกว่ าเป็ นความดี ่ และอย่ างไรถึงจะเรี ยกว่ าเป็ นความชั่ ว โดยศาสดาแต่ ละ ท่ านนั้นจะมีสิ่งทีจะมายืนยันในความเป็ นศาสดาที่แท้ จริง ่ ของตนเองที่พระผู้เป็ นเจ้ าทรงแต่ งตั้งมา เพื่อที่จะทาให้ มนุษย์ ในยุคสมัยนั้น ๆ ได้ มั่นใจ แต่ เ ป็ นที่ น่ า เศร้ า ที่ ค ัม ภี ร์ ที่ มี เ จตนารมณ์ อ ัน แท้จริ งของพระองค์ที่ถูกระบุเอาไว้ร้อยเปอร์ เซ็นต์ได้ถู ก เปลี่ ย นแปลงแก้ไ ขไปจากเดิ ม จึ งทําให้เ จตนารมณ์ อ ัน ่ แท้จริ งของพระองค์ที่วา อย่างไรจึงจะเรี ยกว่าความดี และ อย่างไรถึงจะเรี ยกว่าเป็ นความชัวสู ญหายไป... เช่นนี้เป็ น ่ สภาพที่ ป ระสบกับ ทุ ก ๆ คัม ภี ร์ ที่ มี ม าก่ อ นหน้า คัม ภี ร์ อัลกุรอาน คัมภีร์ของพระองค์ ที่ทรงมอบให้ กับศาสดา ท่ านต่ าง ๆ ทีมีมาก่อนหน้ าท่ านศาสดามุฮัมหมัด ตกอยู่ใน ่ สภาพการถูกเปลี่ยนแปลงแก้ ไขมาโดยตลอด เช่น คัมภีร์ อินญีลของท่านศาสดาอีซา (เยซู ) ซึ่ งก็กลายมาเป็ นคัมภีร์ ไบเบิ้ลในส่ วนของพันธ์สญญาใหม่ ซึ่งคัมภีร์อินญีลฉบับ ั แท้ ๆ ที่พระองค์อลลอฮฺ ได้มอบให้ท่านศาสดาอีซานั้นก็ ั
65.
62 สู ญหายไปหมดแล้ว หรื
อคัมภี ร์เ ตารอต (โตราฮฺ ) ของ ท่านศาสดามูซา (โมเสส) ซึ่ งก็กลายมาเป็ นคัมภีร์ไบเบิ้ล ในส่ วนของพันธ์สญญาเก่า ซึ่งคัมภีร์เตารอตฉบับแท้ ๆ ที่ ั พระองค์อ ัล ลอฮฺ ไ ด้ม อบให้ ท่ า นศาสดามู ซ านั้ นก็ สู ญ หายไปหมดแล้ว เมื่ อเป็ นเช่ น นี้ มนุ ษ ย์ที่เกิ ด มาในยุคที่ คัมภีร์ฉบับแท้ ๆ ได้ถูกเปลี่ยนแปลแก้ไขไปแล้ว จึงอยูใน ่ สภาพที่ ไ ม่ ส ามารถรั บ รู ้ ไ ด้ว่ า ในความเป็ นจริ งแล้ว อย่างไรถึงจะเรี ยกว่าเป็ นความดีและอย่างไรถึงจะเรี ยกว่า ่ ู้ ํ เป็ นความชัวตามที่ผที่เป็ นเจ้าของชีวิตเราได้กาหนดเอาไว้ แต่ดวยความเมตตาของพระองค์อลลอฮฺ พระองค์จึงบอก ้ ั เอาไว้ว่า มนุ ษย์คนไหนก็แล้วแต่ที่คาสอนของพระองค์ ํ ไปไม่ถึงเขา โดยที่เขาผูน้ นได้ตายไปก่อน พระองค์จะไม่ ้ ั ลงโทษเขา ดังที่พระองค์ได้กล่าวเอาไว้ว่า ‚และเรามิเคย ลงโทษผูใดจนกว่าเราจะแต่งตั้งรอซูลมา‛ (ความหมาย ้ คัมภีร์อลกุรอาน บทที่ 17 โองการที่ 15) ั และด้วยกับความเมตตาของพระองค์อีกเช่นกันที่ พระองค์ ได้ ทรงส่ งศาสดาท่ านสุ ดท้ ายมาพร้ อมกับคัมภีร์ เล่ ม สุ ด ท้ า ยและสั ญ ญาเอาไว้ ด้ ว ยว่ า จะปกป องรั ก ษา ้ คัมภีร์เล่ มนี้เอาไว้ ไม่ ให้ ใครมาเปลียนแปลง คัมภีร์เล่ มนั้น ่ ก็คื อ คั ม ภี ร์ อัล กุ ร อาน ศาสดาท่ า นนี้ก็ คื อ ท่ า นศาสดา
66.
63 มุฮัมมัด ทั้งนี้ ก็เพราะว่า
คัมภีร์อลกุรอานนี้ เป็ นคัมภีร์เล่ม ั สุ ดท้าย ต่อจากนี้จะไม่มีคมภีร์เล่มไหนถูกประทานมาอีก ั แล้ว และจะไม่มีศาสดาท่านไหนถูกส่ งมาอีกแล้วเช่นกัน เพราะฉะนั้น ถ้าหากคัมภี ร์อลกุรอานยังคงถูกมนุ ษย์ชั่ว ั เปลี่ยนแปลงแก้ไข ดังคัมภีร์เล่มก่อน ๆ ที่มีมา มนุษย์ก็จะ ่ ตกอยู่ในสภาพหลงทางตลอดไป โดยมนุ ษย์จะไม่มีวนรู ้ ั เจตนารมณ์ ที่แท้จริ งของพระผูเ้ ป็ นเจ้าของเขาได้เลยว่า อย่างไรจึงจะเรี ยกว่าเป็ นความชัวที่ถาทําแล้วจะต้องได้รับ ่ ้ การตอบแทน และอย่างไรถึงจะเรี ยกว่าเป็ นความดีที่ถาทํา ้ แล้วก็จะต้องได้รับการตอบแทนเช่นกัน แต่ 1,400 กว่าปี ได้ผ่านมาแล้ว คัมภี ร์อลกุรอานก็ยงคงความบริ สุทธิ์ ไม่ ั ั เคยถู ก เปลี่ ย นแปลงแก้ไ ขแม้แ ต่ อ ัก ษรเดี ย ว ด้ว ยเหตุ น้ ี เจตนารมณ์อนบริ สุทธิ ของพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งก็ยงคง ั ั ่ ่ อยูในคัมภีร์เล่มนี้ และจะคงอยูตลอดไปจนถึงวันสิ้ นโลก ดังที่พระองค์ได้ทรงสัญญาเอาไว้ และพระองค์น้ นทรงทํา ่ ั ในสิ่ งที่พระองค์สญญาเอาไว้อย่างไม่ขาดตกบกพร่ อง ั
67.
64 ข้ อสรุปทีเ่ ราได้
รับ 1. เบื้ อ งลึ ก ของจิ ต สํ า นึ ก ของมนุ ษ ย์น้ ั นเชื่ อ ในความ ยุติธรรมของพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ ง โดยที่พระองค์จะต้อง ตอบแทนความชัวที่มนุ ษย์ได้ทาเอาไว้ และเบื้องลึกของ ่ ํ จิตสํานึกของมนุษย์ก็ยอมรับไม่ได้เช่นกันว่า ที่พระผูเ้ ป็ น เจ้าที่แท้จริ งจะปล่อยให้คนชั่วตายไปไม่ได้รับการตอบ แทนในความชัวที่เขาได้ทาเอาไว้ ่ ํ 2. มนุ ษ ย์ด้ว ยกัน เองไม่ สามารถตัด สิ น ได้อย่างเด็ด ขาด และมันใจได้ร้อยเปอร์ เซ็นต์ได้ว่า อย่างไรถึงจะเรี ยกว่า ่ เป็ นความชัวและอย่างไรถึงจะเรี ยกว่าเป็ นความดี แต่ผที่มี ่ ู้ สิ ทธิ เด็ดขาดอย่างแท้จริ งในการวางมาตรฐานว่า อย่างไร คื อความชั่ว และอย่า งไรคื อ ความดี ก็คือ ผูที่เป็ นเจ้าของ ้ ชี วิตมนุ ษ ย์ ผูที่สร้ างมนุ ษ ย์ข้ ึ น มา ผูที่จ ะมี อา นาจทําให้ ้ ้ ํ มนุ ษย์ฟ้ื นขึ้นมาเพื่อที่ จะได้รับการตอบแทนในสิ่ งที่ตว ั เขาได้กระทําเอาไว้ โดยพระองค์จ ะตอบแทนให้อย่าง ยุติธรรมที่ สุด เพราะพระองค์ทรงรู ้ ถึงสิ่ งที่ อยู่ใ นจิ ตใจ และจิตสํานึกของมนุษย์แต่ละคน
68.
65 3. เมื่อรู ้เช่นนี้
แล้วมนุ ษย์ทุกคนจะต้องแสวงหาความรู ้ว่า ํ พระองค์ได้กาหนดเอาไว้อย่างไรว่า อะไรคือความดีและ อะไรคือความชัว โดยการศึกษาจากคัมภีร์เล่มสุ ดท้ายที่ ่ พระองค์ได้ประทานมา เพราะเจตนารมณ์อนบริ สุทธิ์ ร้อย ั เปอร์ เ ซ็ น ต์ข องพระองค์ถู ก ระบุ เ อาไว้ใ นคัม ภี ร์ เ ล่ ม นี้ เท่านั้น 4. เราในฐานะผูเ้ ป็ นมนุ ษย์ท่ีถูกสร้างขึ้นมาจะต้องไม่คิด เข้าข้างตัวเอง จะต้องไม่หลอกตัวเองโดยคิดเอาเองว่า ‘สิ่ ง ที่ตวเองทํานั้นไม่ถือเป็ นความชัวแต่อย่างใด เพราะฉะนั้น ั ่ พระองค์ค งไม่ ตอบแทนอะไรจากการกระทํานี้ ’... เรา จะต้องไม่คิดปลอบใจตัวเองเช่ นนี้ แต่เราจะต้องเรี ยนรู ้ จากคัมภีร์ของพระองค์เองเพื่อที่เราจะได้รู้อย่างมันใจว่า ่ สิ่ ง ที่ เ รากระทํา อยู่ น้ ี ถื อ ว่ า เป็ นความชั่ ว หรื อไม่ ต าม มาตรฐานที่พระผูเ้ ป็ นเจ้าของชีวิตเราได้วางเอาไว้ เพราะฉะนั้นมาตรฐานที่ จะใช้ในการตัดสิ นว่า อะไรคื อ ความชั่ว ที่ ท า แล้ว จะได้รั บ การตอบแทนและ ํ อะไรคือความดี ที่ ทาแล้วก็จะได้รับผลตอบแทนเช่ นกัน ํ นั้น ได้ ก็ คื อ คัม ภี ร์ อ ัล กุ ร อานอัน เป็ นคัม ภี ร์ ที่ ส ามารถ
69.
66 พิสูจน์ตวของมันเองได้ว่ามาจากพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ
ง ั เป็ นคัมภีร์ท่ีไม่เคยถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข สังคายนาใด ๆ เราขอเชิญชวนท่านผูอ่านให้มาศรัทธา ยึดมัน และปฏิบติ ้ ่ ั ตามคัมภี ร์ เล่มนี้ และสําหรั บผูอ่านท่านใดที่ มันใจแล้ว ้ ่ และต้อ งการรั บ อิ ส ลาม ก็ส ามารถทํา ได้ด้ว ยการกล่ า ว ปฏิญาณตนต่อไปนี้วา : ่ ‚ข้าพเจ้าขอปฏิ ญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่ นใดที่ จะต้องได้รับการเคารพสักการะนอกจากพระองค์อลลอฮฺ ั พระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งเท่านั้น และข้าพเจ้าขอปฏิญาณตน ว่า มุฮมมัดนั้นเป็ นบ่าวและเป็ นศาสดาของพระองค์‛ ั ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ 081-9284958 หรื อ เมลล์มาที่ danish8484@yahoo.com
70.
67 พิสูจน์หลักคําสอนที่แท้จริ งของอิสลาม
ทุ กศาสนาหลัก ๆ หรื อ ทุ ก แนวทางเลยก็ว่า ต่ า งก็มี หลักธรรมคําสอนของผูที่ อยู่ในแนวทางหรื อศาสนานั้น ้ ได้ปฏิบติตามหรื อจําเป็ นต้องปฏิบติตาม ประกอบไปด้วย ั ั สิ่ งที่ทาแล้วถือว่าเป็ นความดีและสิ่ งที่ถาฝ่ าฝื นไปกระทํา ํ ้ แล้ว ก็จ ะถื อ ว่า เป็ นความชั่ว โดยมี เ ป้ าหมายสู ง สุ ด เป็ น รากฐานที่สาคัญที่สุด เช่น ศาสนาพุทธมีรากฐานที่สาคัญ ํ ํ ที่สุด คือการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิ ดและเข้าสู่ นิ พพาน หรื อศาสนาคริ สต์คือ การได้เข้าสู่ สวรรค์และ รอดพ้นจากการถูกลงโทษในไฟนรก ศาสนาอิ สลามก็ เช่นเดียวกันกับศาสนาคริ สต์ ถ้าเราถามชาวพุทธว่าทําไม ต้องทําความดีต่าง ๆ และละทิ้งหรื อออกห่ างจากความชัว ่ พยายามทํา จิ ตใจให้บ ริ สุทธิ์ ด้ว ยการคิ ดดี ทําดี พูดจาดี คําตอบที่เราจะได้รับก็คือ ก็เพื่อหลุดพ้นจากการเวียนว่าย ตายเกิ ดและเข้าสู่ นิพพาน และถ้าสมมุติว่า คําสอนเรื่ อง การเวียนว่ายตายเกิดได้รับการพิสูจน์แล้วว่า พลาดผิด ไม่ เป็ นจริ ง นันก็จะหมายความไปโดยปริ ยายว่า การทําความ ่ ดีละทิ้งบาปหรื อออกห่ างจากความชัว พยายามทําจิตใจ ่ ให้บริ สุทธิ์ดวยการคิดดี ทําดี พูดจาดีก็จะหมดความหมาย ้ ไปโดยปริ ยาย เพราะทั้งหมดที่กล่าวมาถูกผูกติดอยูกบคํา ่ ั
71.
68 สอนเรื่ องการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดและเข้าสู่ นิ พพาน
และถ้าคําสอนนี้ ไม่เป็ นจริ งแล้วก็เป็ นอันว่าจบ กัน ในศาสนาคริ สต์ก็เช่นกัน สิ่ งที่ถือว่าเป็ นรากฐานของ คํา สอนที่ ทุก อย่า งถูก ผูก ติ ด อยู่กับ มัน ก็คือ คําสอนเรื่ อ ง การเป็ นพระเจ้าของพระเยซู หรื อ การถูกตรึ งตายบนไม้ กางเขนของพระเยซู ถ้าพระเยซู ถูกพิสูจน์แล้วว่า ไม่ใช่ พระเจ้าหรื อ ไม่ ไ ด้ตายบนได้ก างเขนจริ ง หลัก คํา สอน อื่ น ๆ ของคริ สต์ก็ จ ะหมดความหมายไปโดยปริ ย าย สําหรับศาสนาอิสลามก็เช่ นกัน สิ่ งที่ถือว่า เป็ นรากฐาน ของคํา สอนที่ ทุ ก อย่ า งถู ก ผูก ติ ด อยู่กับ มัน ก็ คื อ การที่ อัล กุ ร อานเป็ นคัม ภี ร์ ที่ ม าจากอัล ลอฮฺ พ ระผูเ้ ป็ นเจ้า ที่ แท้จริ ง ถ้าสมมุติว่าอัลกุรอานถูกพิสูจน์แล้วว่า ไม่ได้มา จากพระผูเ้ ป็ นเจ้าจริ ง หลักคําสอนอื่น ๆ ของอิสลามก็จะ หมดความหมายไปโดยปริ ยาย แต่ในความเป็ นจริ งแล้ว เราสามารถพิสูจน์ว่า คัมภีร์อลกุรอานเป็ นคัมภีร์ที่มาจาก ั พระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งได้อย่างเป็ นรู ปธรรมและอย่างเป็ น วิทยาศาสตร์
72.
69
และเช่ นกันหนึ่ งในเงื่ อนไขจําเป็ นที่ จะขาดไม่ได้ที่ แนวทางหนึ่ งหรื อศาสนาหนึ่ งจะกล่าวว่า แนวทางของ ตนเองเป็ นแนวทางที่แท้จริ งก็คือ เขาจะต้องพิสูจน์ให้ได้ อย่างเป็ นรู ปธรรมและอย่างเป็ นวิทยาศาสตร์ (โดยไม่ใช้ ความเชื่ อมาพิสูจน์) ว่าหลักคําสอนต่าง ๆ ของแนวทาง หรื อศาสนาตนเองที่มีอยู่ในปั จจุบนนั้น คือหลักคําสอน ั เดียวกันกับที่ตนที่มาหรื อแหล่งที่มาของศาสนาที่ได้สอน ้ เอาไว้ โดยไม่เคยถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข ตัดถอน หรื อเพิ่ม เข้ามา หรื อพูดอีกอย่างก็คือ หลักคําสอนต่าง ๆ ยังไม่ถูก เปลี่ยนแปลงให้ผิดเพี้ยนไปจากแหล่งกําเนิ ดเดิ มของคํา สอน ยกตั ว อย่ า งเช่ น ศาสนาคริ สต์ มี พ ระเยซู เ ป็ น แหล่ งที่ ม าหรื อต้ นก าเนิ ด ของหลั ก ธรรมค าสอน เพราะฉะนั้นการที่ศาสนาคริ สต์จะยืนยันว่า ศาสนาตนเอง เป็ นศาสนาที่แท้จริ งได้น้ ัน หนึ่ งในเงื่อนไขจําเป็ นที่ขาด ็ ไม่ได้กคือ จะต้องพิสูจน์ให้ได้เสี ยก่อนอย่ างเป็ นรู ปธรรม หรืออย่ างเป็ นวิทยาศาสตร์ ว่า หลักธรรมคําสอนที่ปรากฏ ่ อยูในคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็ นสิ่ งที่พระเยซู พูดเอาไว้ จริง ๆ หรื อ เป็ นสิ่ ง ที่ เ กิ ด ขึ้ น จริ ง ตามที่ ก ล่ า วอ้ า ง โดยไม่ ถู ก เคย เปลี่ยนแปลงแก้ไข ตัดถอน หรื อเพิ่มเข้าไปในช่ วงสอง พันกว่าปี ที่ผานมา ่
73.
70
แต่สําหรั บอิสลามแล้ว สามารถพิสูจน์ได้อย่างเป็ น รู ปธรรมและอย่างเป็ นวิทยาศาสตร์ ว่า หลักธรรมคําสอน ต่ า ง ๆ ของอิ ส ลามที่ มี อ ยู่ใ นปั จ จุ บ ัน นั้น เป็ นสิ่ ง ที่ ท่ า น ศาสนทู ต มุ ฮัม มัด ได้ส อนเอาไว้จ ริ ง ๆ รวมไปถึ ง ทุ ก ถ้อยคําของอัลกุรอานก็สามารถพิสูจน์ได้ดวยว่า ถูกอ่าน ้ ออกมาจากปากท่านศาสนฑูตมุฮมมัดเป็ นผูแรก โดยไม่มี ั ้ ถ้อยคําของผูใดเลยที่ถูกแทรกเข้าไป สิ่ งใดก็ตามที่ถูกอ้าง ้ ถึงท่านศาสนฑูตมุฮมมัดอิสลามมีวิธีที่สามารถตรวจสอบ ั ่ ได้วา สิ่ งนั้นมาจากท่านจริ งหรื อไม่ หรื อสิ่ งใดที่ถูกอ้างว่า เกิ ดขึ้นในประวัติศาสตร์ อิสลามเมื่อ 1,400 กว่าปี ที่แล้ว หรื อน้อยกว่านั้นก็สามารถพิสูจน์ได้เช่ นกันว่า เป็ นจริ ง หรื อไม่ ถึงแม้ว่าเราจะเกิดไม่ทนท่านศาสนฑูตมุฮมมัดก็ ั ั ตาม แต่เราก็สามารถสื บหรื อตรวจสอบได้อย่างมันใจว่า ่ ท่านได้สอนอะไรเอาไว้ คําสอนที่แท้จริ งที่ท่านได้สอน เอาไว้มีอะไรบ้าง และสิ่ งใดบ้างที่ไม่ใช่คาสอนที่แท้จริ ง ํ ที่มาจากท่าน บทความนี้ เขี ย นขึ้ นเพื่ อ เป็ นแนวทางแก่ ผู ้ที่ ต้องการที่จะศึกษาอิสลามด้วยความเป็ นธรรมและด้วยใจ ที่ปราศจากอคติ เพื่อให้ได้มาซึ่งหลักคําสอนที่แท้จริ งของ อิ ส ลาม เพราะหลายต่ อ หลายครั้ งด้ว ยกัน ที่ อิ ส ลามถู ก
74.
71 โจมตี ใส่ ร้าย
อีกทั้งบิดเบือนหรื ออาจจะถูกนําเสนออย่าง ผิด ๆ โดยจะตั้งใจหรื อรู ้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม ซึ่งเป็ นเหตุ ทําให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อคนโดยทัวไป เป็ น ่ เหตุที่นาไปสู่ความเกลียดชังที่มีต่ออิสลาม ทั้งนี้กเ็ พราะว่า ํ ผูที่เขียนหนังสื อต่าง ๆ หรื อผูนําเสนอข้อมูลข่าวสารที่ ้ ้ เกี่ยวกับอิสลามนั้นไม่รู้ถึงขั้นตอนที่ถูกต้องในการศึกษา อิสลามอันจะได้มาซึ่ งหลักคําสอนของอิสลามที่แท้จริ ง และถูกต้องอีกทั้งเชื่อถือได้ ตอนนี้ ถาเราจะตั้งเป็ นคําถาม ้ ขึ้นมาว่า แล้วคําสอนของศาสนาอิสลามที่แท้จริ งที่เชื่อถือ ได้ว่าเป็ นคําสอนของอิสลามจริ ง ๆ นั้นหาได้จากที่ไหน กัน และจะหาแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับอิสลามจาก ที่ไหน คําตอบก็คือหลักคําสอนของอิสลามที่แท้จริ งนั้น มีที่มาจากสองแหล่งหลัก ๆ ด้วยกัน นันก็คือ ่ 1. คัมภีร์อลกุรอาน ทั้งนี้เพราะว่า ท่านศาสดามุฮมมัดนั้น ั ั ได้รับคัมภีร์อลกุรอานมาจากพระองค์อลลอฮฺ พระผูเ้ ป็ น ั ั เจ้าที่ แท้จ ริ ง และยังสามารถพิสูจน์ไ ด้อีกด้วยว่า คัมภี ร์ อัลกุรอานนี้เป็ นคัมภีร์ที่มาจากพระผูเ้ ป็ นเจ้าจริ ง ไม่ใช่สิ่ง ที่ มุฮัมมัด เขี ย นขึ้ น หรื อ แต่ ง ขึ้ น มาเอง คัมภี ร์ อลกุรอาน ั เป็ นพระดํารัสที่มาจากจากพระผูเ้ ป็ นเจ้า ร้อยเปอร์ เซ็นต์ ไม่มีคาพูดของมนุษย์เจือปนเลยแม้แต่นอย คัมภีร์น้ ี ได้ถูก ํ ้
75.
72 นํามาให้มุฮมมัดโดยทูตญิบรี ล ใช้ระยะเวลาทั้งหมดราว
ั 23 ปี ในการประทานจึ งครบถ้วนสมบูรณ์ ข้างต้นนี้ เป็ น ข้อมูลคร่ าว ๆ เกี่ยวกับคัมภีร์อลกุรอานและ ั 2. ฮะดีษ ฮะดีษก็คือสิ่ งที่ถูกอ้ างไปยังท่ านศาสดามุฮัมมัด ไม่ว่าจะอ้างว่าท่านได้พดเอาไว้อย่างนั้นอย่างนี้ หรื อท่าน ู ได้กระทําสิ่ งหนึ่ งสิ่ งใดเอาไว้ หรื ออ้างว่าท่านได้นิ่งเฉย เมื่ อเห็ น ใครคนใดคนหนึ่ งทําสิ่ งใดสิ่ งหนึ่ งซึ่ งแสดงถึ ง การยอมรั บต่อสิ่ งนั้นว่าสามารถทําได้ สิ่ งที่ถูกอ้างที่เรา เรี ยกว่าฮะดี ษนี้ อาจจะเป็ นจริ ง เชื่ อถือได้หรื ออาจจะไม่ เ ป็ น จ ริ ง แ ล ะ เ ชื่ อ ถื อ ไ ม่ ไ ด้ ก็ ไ ด้ เ ป็ น ไ ป ไ ด้ ท้ ั ง คู่ เพราะฉะนั้ นไม่ ใ ช่ ว่ า ได้ ยิ น คํา ว่ า ฮะดี ษ แล้ว นั่ น จะ หมายความว่า เชื่อถือได้เลยว่าเป็ นคําพูด หรื อการกระทํา หรื อ การยอมรั บ ของท่ า นนบี . .. เปล่ า เลย แต่ ฮ ะดี ษ จะ เชื่ อ ถื อ ได้ ห รื อไม่ น้ ั นจะต้อ งผ่ า นกระบวนการหรื อ ขั้นตอนการตรวจสอบที่เข้มงวดและรัดกุมเสี ยก่อน สมมุติว่าฮะดีษหนึ่ งที่ถูกอ้างไปยังท่านนบีได้รับ การตรวจสอบแล้วและผลปรากฏว่าเชื่อถือได้จริ ง ก็จะถือ ว่าฮะดี ษ บทนั้น ใช้เ ป็ นหลัก ฐานทางศาสนาได้ แต่ อย่า เข้าใจผิดไปว่าท่านศาสดามุฮมมัดเป็ นผูตดสิ นฟั นธงเอา ั ้ ั
76.
73 เองว่าต้องเป็ นอย่างนั้นอย่างนี้ ...
เปล่าเลย หากแต่ว่าท่าน ศาสดามุ ฮั ม มั ด ได้ รั บการดลใจจากอั ล ลอฮฺ อี ก ที เพราะฉะนั้น ทั้ง อัล กุร อานและฮะดี ษ จึ ง มาจากอัลลอฮฺ พระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ ง เพียงแต่ว่าในฮะดีษนั้นท่านศาสดา มุฮมมัดพูดในสิ่ งที่ได้รับการดลใจจากอัลลอฮฺออกมาเป็ น ั คํา พูด ของท่ า นเอง แต่ อ ัล กุ ร อานนั้น พระองค์อ ัล ลอฮฺ ดํารัสมาอย่างไหน ท่านศาสดามุฮมมัดก็จะมานําบอกต่อ ั แบบอักษรต่ออักษรอย่างนั้น โดยไม่มีคาพูดของท่านเอง ํ เจือปนเลย เมื่อพูดถึงคัมภีร์อลกุรอานแล้ว เราจะต้องศึกษา ั ควบคู่ไปกับตําราตัฟซีร ซึ่ งเป็ นตําราที่มาอธิ บายโองการ ต่างในคัมภีร์อลกุรอานอีกที เพื่อให้เกิดความกระจ่าง และ ั เพื่อให้รู้ถึงที่มาที่ไปหรื อภูมิหลังของโองการนั้น ๆ ของ คัมภี ร์อลกุรอาน หรื อเพื่อให้รู้ถึงเป้ าหมายของโองการ ั นั้น ๆ ว่ า ถู ก ประทานมาเพื่ อ อะไรตํา ราอธิ บ ายคัม ภี ร์ อัลกุรอานหรื อที่เรี ยกเป็ นภาษาอาหรับว่าตัฟซีรนั้น ไม่ใช่ ว่าใครจะมาอธิ บายกันเองหรื อตีความกันเองตามใจชอบ ได้ แต่ ท ว่า เราจะต้อ งเข้า ใจคัม ภี ร์ อล กุร อานตามความ ั เข้ า ใจของคนในยุ ค ที่ มี ค วามรู ้ แ ละความเข้ า ใจใน อัลกุรอานดีท่ีสุด นั้นก็คือ ยุคที่เรี ยกเป็ นภาษาอาหรับว่า
77.
74 สะลั ฟ นั้
น คื อ สามยุ ค แรกนั บ จากยุ ค ของท่ า นศาสดา มุฮมมัด ด้วยเหตุน้ ี ใครก็ตามที่อางคัมภีร์อลกุรอานมาเป็ น ั ้ ั หลัก ฐานจะถื อ ว่ า ไม่ ส มบู ร ณ์ แ ละไม่ ถู ก ต้อ งเท่ า ที่ ค วร และอาจจะพลาดจากความเป็ นจริ งไปก็ได้ถาเข้าผูน้ นไม่ ้ ้ ั หยิบยกคําอธิ บายของคัมภีร์อล กุรอานของโองการนั้น ๆ ั มาด้วย ตําราอธิ บายคัมภีร์อลกุรอานที่มีเชื่ อเสี ยงที่สุดใน ั โลกมุสลิมและถูกสอนกันในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของโลก มุ ส ลิ ม ก็ คื อ 1. ตัฟ ซี ร อิ บ นิ ก ะซี ร 2. ตัฟ ซี ร กุ ร ตู บี ย ์ 3. ตัฟซี รอัฏฏอบรี ซึ่ งในตัฟซี รเหล่านี้ จะประกอบไปด้วย ฮะดี ษ ต่ า ง ๆ ที่ จ ะถู ก นํา มาอธิ บ ายโองการต่ า ง ๆ ของ อัล กุ ร อาน หรื ออาจจะเป็ นคํา พู ด ของสาวกของท่ า น ศาสดามุฮมมัด (ซอฮาบะฮฺ) หรื ออาจจะเป็ นคําพูดของลูก ั ศิษย์ของซอฮาบะฮฺ อีกที (ตาบิอีน) หรื อ อาจจะเป็ นคําพูด ลูกศิ ษ ย์ของตาบิ อีน อี ก ที (ตาบิ อิ ต ตาบิ อี น ) ซึ่ งทั้งสาม กลุ่ ม นี้ ถู ก เรี ย กว่ า เป็ นยุ ค สะลัฟ หนัง สื อ อธิ บ ายคัม ภี ร์ ั ่ อัลกุรอานเหล่านี้ ส่ วนใหญ่ยงอยูในภาษาอาหรับ ถ้าจะมี แปลก็น้อยมาก ซึ่ งบางส่ วนถูกแปลมาเป็ นภาษาอังกฤษ บ้างแล้ว ต่อมาคือ ฮะดีษดังที่ได้กล่าวความหมายคร่ าว ๆ ไปแล้วว่าฮะดีษคืออะไร ต้องการจะยํ้าอีกครั้งว่า เมื่อได้มี
78.
75 การหยิบยกหรื ออ้างฮะดีษขึ้นมา เราจะต้องพิสูจน์กนให้
ั ได้เสี ยก่อนว่า ฮะดีษที่ได้ถูกยกขึ้นมาอ้างนั้นเป็ นฮะดีษที่ เชื่ อ ถื อ ได้จ ริ งหรื อไม่ ห รื อพู ด อี ก อย่ า งก็ คื อ เป็ นสิ่ ง ที่ ศาสดามุฮมมัดได้กล่าว หรื อกระทํา หรื อให้การยอมรับ ั เอาไว้เช่นนั้นจริ ง ๆ หรื อไม่ ทั้งนี้ ก็เพราะหลังจากที่ท่าน ศาสดามุฮม มัดสิ้ นชี วิตไปแล้ว เมื่อพ้นยุคซอฮาบะฮฺ ไป ั แล้ว ได้มีผไม่หวังดีต่ออิสลามได้ปลอมฮะดีษขึ้นมาแล้ว ู้ อ้า งถึ ง ศาสดามุ ฮัม มัด ที่ ท ํา เช่ น นี้ โดยมี จุ ด มุ่ ง หมายที่ ต่างกันไป เช่ น อาจจะเกี่ ย วกับเรื่ องการเมื องหรื อ เรื่ อง ลัทธิ ความเชื่อส่ วนตัว หรื อจากศัตรู ที่แทรกตัวเข้ามาโดย ทําทีว่าเป็ นมุสลิม แต่ในความเป็ นจริ งแล้วคือพวกหน้า ไหว้ห ลัง หลอก แต่ ก ระนั้น ฮะดี ษ ทั้ง หลายที่ ถู ก ปลอม ขึ้นมานั้นไม่อาจที่จะรอดพ้นสายตาของปวงปราชญ์แห่ ง อิสลามไปได้ โดยท่านเหล่านี้ เป็ นผูที่มีความเชี่ยวชาญใน ้ ด้านการตรวจสอบประวัติบุคคลโดยละเอียด ซึ่ งถือเป็ น ศาสตร์ ห นึ่ ง ของอิ ส ลามที่ เ รี ย กในภาษาอรั บ ว่ า อิล มุ ล ริ ญาล วิชานี้ มีข้ นตอนที่ละเอียดเป็ นอย่างมากซึ่ งไม่เคย ั ปรากฏมาก่อนเลยในประวัติศาสตร์ โลก หรื อไม่ว่าจะใน ศาสนาไหนก็ตาม ในด้านการใช้ระบบการตรวจสอบถึง ความน่ า เชื่ อ ถื อ ของบุ ค คล ความจํา ศี ล ธรรม และ
79.
76 รายละเอียดอื่น ๆ อีกมากมายดังจะกล่าวต่อไป
ซึ่ งสิ่ งนี้ แหละที่ทาให้เรามันใจได้ว่าคําสอนที่ตกทอดมาถึงเรานั้น ํ ่ เป็ นสิ่ งที่เชื่ อถือได้จริ งที่มาจากท่านศาสดามุฮมมัดหรื อ ั เป็ นสิ่ งที่เกิดขึ้นจริ ง เมื่ อ เราได้อ่ า นหนั ง สื อ ศาสนาต่ า ง ๆ และใน หนังสื อเหล่านั้นได้มีการอ้างฮะดี ษ ขั้นตอนในการที่จะ ่ ็ ํ พิสูจน์วาฮะดีษบทนั้น ๆ เชื่อถือได้หรื อไม่กให้ทาดังนี้ : 1. ให้ต้ งคําถามแก่ตวเองว่า ฮะดี ษที่ถูกยกมาอ้างนั้น ั ั นํามาจากตําราบันทึกฮะดี ษต้นฉบับของใคร เช่ น ตํารา ฮะดี ษ ของอิ ห ม่ า มบุ ค อรี ซ่ ึ ง ตัว ท่ า นเป็ นผูบ ัน ทึ ก เอาไว้ ้ หรื อตํารามุสนัดของอิหม่ามอะฮฺหมัดซึ่งท่านเป็ นผูบนทึก ้ ั เอาไว้ คําว่าตําราบันทึกฮะดีษต้นฉบับก็คือ ผู้เป็ นเจ้ าของ ตาราเล่ มนั้นสามารถไล่ สายรายงานจากตัวเองย้ อนกลับ ไปหาแหล่ ง ที่ ม าของค าพู ด นั้ น ๆ ได้ ซึ่ งจะได้อ ธิ บ าย รายละเอียดในเรื่ องนี้ต่อไป ่ 2. บันทึกอยูในตําราบันทึกฮะดีษต้นฉบับเล่มไหนของเขา ผูน้ ันหรื อตําราบันทึกฮะดีษต้นฉบับชื่ ออะไร เพราะบาง ้ คนอาจจะเป็ นเจ้าของตําราบันทึกฮะดีษมากกว่าหนึ่ งเล่ม
80.
77 เช่ น ตํา
ราบัน ทึ ก ฮะดี ษ ที่ ชื่ อ ว่ า มุ อฺ ญ ัม อัซ ซอฆี ร และ มุอฺญม อัลเอาซัต และมุอฺญม อัลกะบีร และตําราเล่มอื่น ๆ ั ั ตําราบันทึ กฮะดี ษต้นฉบับมีจานวนมากมายแต่ที่ได้รับ ํ การตรวจสอบแล้วว่า เชื่ อถือได้เกือบร้อยเปอร์ เซ็นต์ คือ ตําราบันทึกฮะดีษที่ชื่อว่า ‚ซอเฮียะบุคอรี ‛ และ ‚ซอเฮียะ มุสลิม‛ 3. ฮะดีษบทนั้น ๆ เป็ นฮะดีษหมายเลขที่เท่าไหร่ ในตํารา บันทึกฮะดีษต้นฉบับเล่มนั้น ซึ่ งถ้าสามารถบอกได้จะทํา ให้การค้นหาง่ายยิงขึ้นต่อการตรวจสอบ ่ 4. เมื่อเจอฮะดีษต้นดังกล่าวแล้ว ให้ตรวจฮะดีษนั้นดูว่า เชื่ อถือได้หรื อไม่ โดยทําตามกระบวนการตรวจสอบที่ เข้มงวด พิถีพถน ในปัจจุบนนี้มีนกปราชญ์ทางด้านฮะดีษ ิ ั ั ั ที่ได้ทาการตรวจความน่ าเชื่ อถือของฮะดี ษต่าง ๆ ที่ ถูก ํ บันทึกเอาไว้ในตําราบันทึกฮะดีษต้นฉบับต่าง ๆ หรื อ ถ้า เราไม่สามารถตรวจสอบความน่ าเชื่ อถื อของฮะดี ษต้น นั้น ๆ ได้ด้ว ยตัว เอง ก็แ นะนําให้เ ราปรึ ก ษาผูที่มีความ ้ เชี่ยวชาญด้านฮะดีษโดยตรง โดยสอบถามความน่าเชื่อถือ ของฮะดีษนั้น ๆ กับเขา
81.
78 5. สมมุติว่าตรวจสอบดูแล้ว และฮะดีษบทนั้น
ๆ เชื่อถือ ได้ คือพิสูจน์แล้วว่าเป็ นคําพูด หรื อการกระทํา หรื อการ ให้การยอมรับของท่านศาสดามุฮมมัดจริ ง ๆ ไม่ใช่ใครมา ั โมเมหรื อโกหกแต่งขึ้นมาเองแล้วอ้างไปยังท่านศาสดา มุฮมมัด ต่อไปก็ให้เราตรวจสอบดูคาอธิ บายฮะดีษนั้น ๆ ั ํ ว่า บรรดาปราชญ์ผูเ้ ชี่ ยวชาญด้านฮะดีษได้อธิ บายฮะดี ษ นั้น ๆ เอาไว้อ ย่า งไร หนัง สื อ อธิ บ ายฮะดี ษ จะเรี ย กใน ภาษาอาหรับว่า ชั รฮฺ ซึ่ งแปลว่า การอธิ บาย ตําราบันทึก ฮะดี ษหลาย ๆ เล่มด้วยกันที่ได้รับการอธิ บายอย่างเป็ น ทางการเอาไว้เป็ นที่เรี ยบร้อยแล้ว เช่น ตาราบันทึกฮะดีษ ต้ นฉบับของบุคอรี มีตาราอธิ บายชื่ อว่า ฟั ตฮุ ลบารี ย์ อัน ํ เป็ นหนังสื อที่รู้จกกันดี ในโลกมุสลิม ตาราบันทึกฮะดีษ ั ต้ น ฉบั บ สุ นั น ติ ร มี ซี มี ห นั ง สื อ อธิ บ ายชื่ อ ว่ า ตั ว ฮฺ ฟ ะ ตุลอะฮฺ วาซี เพราะฉะนั้นแนะนําให้ศึกษาดู ว่า หนังสื อ บันทึกฮะดี ษแต่ละเล่มนั้นมีหนังสื ออธิ บายชื่ ออะไรกัน บ้าง เพื่อที่เมื่อเราต้องการคําอธิ บายฮะดีษบทหนึ่ งบทใด ในหนังสื อบันทึกฮะดีษใด ๆ ก็แล้วแต่ที่เราอ่านอยู่ เราจะ ได้คนหาได้โดยสะดวกโดยค้นหาได้อย่างถูกที่ ้ 6. ใครก็ตามที่ยกอัลกุรอานหรื อฮะดีษมาเพื่อสนับสนุ น การกระทําอย่างหนึ่ งอย่างใดของตนเองหรื อกลุ่มหรื อ
82.
79 แนวทางของตนเองภายหลังจากที่ได้ตรวจสอบหลักฐาน แล้ ว ว่
า เชื่ อ ถื อ ได้ เราจะต้ อ งถามเขาผู ้น้ ั นต่ อ ไปว่ า หลักฐานต้นที่ท่านยกมานี้ท่านเข้าใจเอาเอง ตีความเอาเอง หรื อ ท่ า นเข้า ใจตามอุ ล ะมาอฺ ที่ มี ชื่ อ เสี ย งในยุ ค สะลัฟ เพราะหลายกรณี ดวยกันที่เราพบว่า กลุ่มบิดเบือนอิสลาม ้ ทั้งหลายจะยกหลักฐานที่เชื่อถือได้มา แต่ตีความหลักฐาน ต้น นั้น เอาเองเพื่ อ ให้ร องรั บ กับ การกระทํา ของตนเอง ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอุละมาอฺ ที่มีชื่อเสี ยงท่านใดในยุคสะลัฟเข้าใจ หลักฐานเช่นนั้น ต่อมาคือตําราประวัติศาสตร์ ต่าง ๆ ตําราเหล่านี้ ก็เช่นกันที่เราจะต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล ต่าง ๆ ที่ถูกระบุเอาไว้ ไม่ใช่ว่า ข้อมูลอะไรก็แล้วแต่ที่นก ั บันทึ กประวัติศาสตร์ ได้บน ทึ ก เอาไว้แล้ว จะเชื่ อถื อได้ ั ทั้งหมด ทั้งนี้ ก็เพราะนักบันทึกประวัติศาสตร์ ต่าง ๆ นั้น เมื่อได้ยินอะไรมาเขาก็จะบันทึกเอาไว้ก่อนโดยยังไม่ได้ ตรวจสอบความน่ าเชื่ อถือของสิ่ งที่ตนได้ยิน ได้ฟังมา ที่ เป็ นเช่นนี้ ก็เพราะขั้นตอนการตรวจสอบความน่ าเชื่ อถือ นั้นมีหลายขั้นตอนด้วยกัน และหลายครั้ งด้วยกันที่การ ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ได้รับมานั้นไม่ง่าย เสมอไป รายละเอียดการตรวจสอบความน่ าเชื่ อถือของ
83.
80 ข้อมูลที่ได้รับมานั้น ก็มีข้ นตอนเหมือนกับการตรวจสอบ
ั ความน่าเชื่อถือของฮะดีษต้นหนึ่ ง ๆ ที่ถูกยกมาอ้างขึ้นมา และเพื่ อ ความสะดวกแนะนํา ให้ ส อบถามผูที่ มี ค วาม ้ เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบ ประวัตินกรายงานต่าง ๆ ั ศัต รู อิ ส ลามนั้น พยายามที่ จ ะนํา หลัก ฐานจาก ภายนอกอิสลามแล้วตัดสิ นอิสลามด้วยกับหลักฐานนั้น แต่สิ่งที่เราจะต้องถามก็คือ หลักฐานนั้น ๆ ในความเป็ น จริ งแล้ว ตัว มัน เองสามารถถู ก นํา มาเป็ นหลัก ฐานได้ หรื อไม่ เช่ น สมมุติว่า ชาวยิวคนหนึ่ งได้เขียนหนังสื อ เล่มหนึ่ งขึ้นมาเกี่ ยวกับตัวท่านนบีมุฮมมัด แต่กระนั้นก็ ั ตามยิวคนนั้นเกิดหลังจากท่านนบี 500 ปี ไม่เคยพบเจอ กับท่านศาสดามุฮมมัด ถ้าเป็ นเช่นนั้น หนังสื อเล่มนี้ ที่ยิว ั คนนี้ เขี ย นนอกจากตัว มัน เองจะเป็ นหลัก ฐานในเรื่ อ ง ท่านนบีมุฮมมัดไม่ได้แล้ว เรายังจะต้องตั้งคําถามต่อไป ั เพื่อสอบสวนหนังสื อเล่มนี้อีกว่า แล้วผูเ้ ขียนชาวยิวผูน้ ีไป ้ นําข้อมูลเกี่ยวกับตัวท่านนบีมาจากไหนกัน จะเห็นได้ว่า หนั ง สื อ เล่ ม นี้ จะหมดความน่ า เชื่ อ ถื อ ไปในทัน ที ถ้า ผูเ้ ขี ย นไม่ บอกแหล่ งที่ มาของข้อมูลต่ าง ๆ ที่ ตนเองได้ เขียนขึ้นในหนังสื อเล่มนี้ เกี่ยวกับตัวท่านนบีมุฮมมัด แต่ ั สมมุติว่า ชาวยิวคนนี้ ได้อางอิงแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับสิ่ งที่ ้
84.
81 เขาเขี ย นเกี่
ย วกับ ตัว ท่ า นนบี มุ ฮัม มัด มาได้ก็ ต าม เราก็ จะต้องตรวจสอบกันต่อไปอีกว่า ข้อมูลอ้างอิงที่ยิวคนนี้ นํามาอ้างนั้นเชื่ อถือได้มากน้อยเพียงไร เพราะถ้าข้อมูล ที่ยิวคนนี้ นามาอ้างอิง ก็ได้มาจากนักเขียนที่เกิดคนละยุค ํ คนละสมัย กับท่ านนบี มุฮัมมัด ข้อมูล อ้างอิ งเหล่ านั้น ก็ จะต้อ งถู ก ถามคํา ถาม และตรวจสอบกัน ต่ อ ไปว่ า นํา ข้อมูลเกี่ ย วกับตัว ท่านนบี มาจากไหนกัน เพราะฉะนั้น คําถามสําคัญที่เราจะต้องถามเพื่อนําไปสู่ ความจริ งก็คือ หนัง สื อ เล่ ม นั้น ๆ ถู ก เขี ย นขึ้ น มาเมื่ อ ไหร่ ใครเป็ นคน เขี ย น ผู ้เ ขี ย นเป็ นใครมาจากไหน ผู ้เ ขี ย นได้ อ ้า งอิ ง แหล่ งข้อ มูล ที่ เ ชื่ อ ถื อ ได้ห รื อไม่ ตามที่ ไ ด้ก ล่ าวมาแล้ว ข้างต้น คําถามอีกอย่างก็คือ สมมุติมีเหตุการณ์ หนึ่ ง ๆ เกิดขึ้นในสถานที่แห่ งหนึ่ ง โดยในสถานที่แห่ งนั้นมีคน อยู่ 10 คน ถ้าคุณต้องการได้ขอมูลที่เชื่ อถือได้เกี่ ยวกับ ้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในสถานที่แห่ งนั้น คุณจะถามใคร เพื่อที่ จ ะได้รั บข้อมู ลที่ เ ชื่ อถื อได้ ระหว่าง 1. ถามคนที่ ่ ไม่ได้อยูในเหตุการณ์ แต่เป็ นคนที่เชื่อได้ หรื อ 2. ถามคน ่ ที่อยูในเหตุการณ์และรู ้เห็นสิ่ งที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง และยัง เป็ นผูที่เชื่อถือได้อีกด้วย... คุณจะถามใครครับเพื่อที่จะได้ ้
85.
82 ข้อมูลที่ เชื่ อถื
อได้ว่า เกิ ดอะไรขึ้นในสถานที่ แห่ งนั้น ? แน่ นอน ผูที่มีใจเป็ นกลางอี กทั้งแสวงหาความจริ งย่อม ้ เลื อ กคํา ตอบได้อ ย่า งถู ก ต้อ ง นั่น ก็ คื อ ถามคนที่ อ ยู่ใ น เหตุการณ์และรู ้เห็นสิ่ งที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง และยังเป็ นผูที่ ้ เชื่ อถื อได้อีกด้วย แต่สมมุติว่า มี ผูที่อยู่ในเหตุการณ์ 10 ้ คนโดยที่ 4 คนนั้น ได้รั บ การพิ สู จ น์ แ ล้ว ว่ า เป็ นคนที่ เชื่ อถือไม่ได้ คําถามก็คือ เราจะเชื่ อใครระหว่าง 6 คนที่ เชื่ อถือได้ หรื อว่า 4 คนที่เชื่ อถือไม่ได้ ? แน่ นอน เราก็ จะต้องเชื่อคําบอกเล่าของคนทั้ง 6 คน แต่ถาทั้ง 6 คนเล่า ้ ในสิ่ งที่เกิดทั้งหมด 20 อย่างด้วยกัน โดยทุกคนเล่าตรงกัน ่ หมดทุกอย่าง แต่มีอยูหนึ่งคนจาก 6 คนนี้ที่ชื่อว่านายเอ ที่ เล่าในสิ่ งสองสิ่ งที่เกิดขึ้นไม่ตรงกับอีก 5 คน เช่นนี้ เราจะ เลือกเชื่อใครตามหลักวิชาการ แน่นอนเราก็จะเลือกเชื่อ 5 คนที่เล่าเรื่ องตรงกัน โดยถือว่านายเอนั้นผิดพลาดในสอง เรื่ องนั้น ๆ ที่เล่าไม่ตรงกับคนอื่นอีก 5 คน ตรงนี้เราได้รับ บทเรี ย นว่า ถึ งแม้ว่านายเอจะเป็ นคนที่ เ ชื่ อถื อได้ แต่ ก็ ไม่ได้หมายความว่าเขาจะพลาดไม่ได้ในบางจุด หรื อมีการเล่ากันต่อ ๆ มาว่า มีเหตุการณ์เช่นนั้น เช่ น นี้ เกิ ด ขึ้ น ในอดี ต โดยที่ เ มื่ อ พยายามสื บต้นตอหรื อ ที่มาของเรื่ องที่เล่าต่อ ๆ กันมานี้ ปรากฏว่า ไม่สามารถหา
86.
83 ต้นมาหรื อที่มาของเรื่ องได้
ถ้าเราเป็ นผูที่แสวงหาความ ้ จริ งอย่างเป็ นวิชาการ มีความซื่อตรงไม่มีอคติใด ๆ ทั้งสิ้ น อีกทั้งมีใจที่เป็ นกลาง คําถามก็คือ เราจะเชื่อเรื่ องเล่านั้น ๆ หรื อไม่ ซึ่ งก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า มีตนตอมาจากไหน ้ แต่ละคนที่เล่าต่อ ๆ กันมานั้นเชื่อถือได้มากน้อยเพียงไร แน่ น อนเราจะไม่ ย อมเชื่ อ เรื่ องเช่ น นั้ นอย่ า งแน่ น อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเรื่ องนั้น ๆ จะต้องเป็ นเหตุ ทาให้ ํ บุ ค คลหนึ่ งบุ คคลใดต้องได้รั บ ความอับ อายหรื อ ความ เสี ยหาย และถ้าจะใช้กระบวนการทางกฏหมายของต่าง ศาสนิ ก มาตัด สิ น ก็ต าม เรื่ อ งเล่ า เช่ น นั้น ก็เ ชื่ อ ถื อ ไม่ ไ ด้ เช่นกัน ย้อนกลับไปที่เรื่ องฮะดีษอีกครั้ง อย่างที่ได้กล่าว ไปแล้วว่า มีการปลอมฮะดีษกันขึ้นมาภายหลังจากที่ท่าน ศาสดามุ ฮัม มัด ได้สิ้นชี วิ ตไป เนื่ องด้ว ยเหตุ น้ ี เองเราจึ ง จะต้องตรวจสอบฮะดีษที่ได้รับมาให้ดีเสี ยก่อนว่า ฮะดีษ นั้น ๆ เชื่อถือได้หรื อไม่ เพราะอาจจะเป็ นฮะดีษที่เชื่อถือ ไม่ได้ก็เป็ นไปได้ เนื่ องจากขาดคุณสมบัติต่าง ๆ ที่จะถูก เรี ยกว่าเป็ นฮะดีษที่เชื่อถือได้ ฮะดีษนั้นจะประกอบไปด้วยหลัก ๆ 2 ส่ วน นั้นคือ :
87.
84 1. ส่ ว
นที่ เ ป็ นสายรายงาน (เรี ยกในภาษาอาหรั บ ว่ า สะนัด) โดยสายรายงานจะเริ่ มตั้งแต่ผที่ได้ทาการบันทึก ู้ ํ ฮะดีษเอาไว้ในตําราบันทึกฮะดีษต้นฉบับของตนเอง เช่น ตําราบันทึกฮะดีษต้นฉบับที่มีชื่อว่า ‚มุสนัด‛ ของอิหม่าม อะฮฺ หมัด โดยอิหม่ามอะฮฺ หมัดจะไล่สายรายงานจากตัว ท่านเองไปว่า ท่ านได้ รับฮะดีษบทนั้ นมาจากใคร (เช่ น อิหม่ามอะฮฺ หมัดบอกว่าตนเองรับฮะดีษต้นนั้น ๆ มาจาก นาย ก. โดยนาย ก. อ้างว่ารับมาจาก นาย ข. และนาย ข. ั อ้างว่ารั บมาจาก นาย ค.) ไล่กนไปเรื่ อย ๆ จนไปถึงผูที่ ้ เป็ นเจ้ าของคาพูดทีถูกอ้างถึง หรื อเจ้ าของการกระทาที่ถูก ่ อ้ า งถึ ง ซึ่ ง อาจจะเป็ นตัว ท่ า นศาสดามุ ฮัม มัด เอง หรื อ บรรดาสาวกทั้งหลายของท่านศาสดามุฮมมัด ฮะดี ษต้นั หนึ่ง ๆ ที่ถูกยกมาอ้างนั้นจะมีจานวนผูเ้ ล่าหรื อนักรายงาน ํ ที่แตกต่างกันไป และโดยทัวไปแล้วนักรายงานจะเป็ น ่ มุสลิ ม โดยที่ นัก รายงานแต่ละคนจะต้องถูกตรวจสอบ ประวัติโดยละเอียด ตามมาตรฐานที่เข้มงวดที่ได้ถูกวาง เอาไว้ เพื่อที่จะได้ขอสรุ ปว่าฮะดีษบทนั้น ๆ ที่ถูกอ้างไป ้ ยังท่านนบีเชื่ อถือได้หรื อไม่ โดยนักรายงานฮะดีษแต่ละ คนจะต้องถูกตรวจสอบข้อมูลดังต่อไปนี้ :
88.
85 1.1 สายรายงานติดต่อกันไม่ขาดตอน เช่น
นาย ค. อ้างว่า ได้รับฟั งฮะดีษมาจากนาย ก. แต่กระนั้นก็ตามเมื่อตรวจ ประวัติดูแล้วพบว่า นาย ค. กับนาย ก. นั้นเกิดคนละสมัย กัน หรื ออาจจะเกิดในสมัยเดียวกันแต่อยู่คนละที่กนเลย ั โดยวิเคราะห์ดูแล้วไม่มีทางที่ท้ งสองจะพบเจอกันได้เลย ั เมื่อเป็ นเช่ นนี้ แล้ว จะเป็ นไปได้อย่างไรที่นาย ค. อ้างว่า ได้รับฟั งฮะดีษมาจากนาย ก. เมื่อเป็ นเช่ นนี้ จึงทําให้เกิ ด ปัญหาในเรื่ องความน่าเชื่อถือ 1.2 นัก รายงานแต่ ล ะคนที่ อ ยู่ใ นสายรายงานจะต้อ งมี คุณธรรมทุกคน คือจะต้องไม่มีประวัติโกหก หรื อทําบาป ใหญ่ หรื อทําบาปเล็กเป็ นประจํา 1.3 ผูรายงานทุกคนจะต้องมีความจําดี โดยจะมีการแบ่ง ้ ระดับความจําออกไปอีก และจะมีการแบ่งละเอียดลงไป อี ก ว่า นัก รายงานฮะดี ษ คนใดตอนช่ ว งต้น ชี วิ ต ของเขา ความจําดี แต่พอช่วงอายุมากมีความจําแย่ จําถูก ๆ ผิด ๆ หรื อมีนักรายงานบางคนที่เมื่ อตําราบันทึกฮะดี ษของเขา ถูกไฟไหม้ทาให้หลังจากนั้นเกิดการสับสนทางความจํา ํ
89.
86 1.4 จะต้อ งไม่
ร ายงานฮะดี ษ ที่ ไ ปขัด แย้ง กับ ฮะดี ษ ที่ แข็งแรงหรื อน่าเชื่อถือได้มากกว่า 1.5 จะต้องไม่มีขอบกพร่ องซ่ อนเร้ นใด ๆ ในฮะดี ษบท ้ นั้น ทั้ง 5 ข้อที่ ก ล่ าวมานั้น เป็ นเพีย งคร่ าว ๆ ซึ่ งใน ความเป็ นจริ งแล้วยังมีรายละเอียดในแต่ละข้ออีกมากที่ ั จะต้องมาวิเคราะห์กน ก่อนที่จะตัดสิ นฟั งธงว่าฮะดีษต้น หนึ่ ง ๆ นั้นเชื่อถือได้หรื อไม่ ทั้งนี้ เพื่อที่เราจะได้มนใจว่า ่ั สิ่ งที่ถูกอ้างไปยังการกระทํา หรื อคําพูดของคนหนึ่งคนใด ไม่ ว่าจะเป็ นตัว ท่ า นศาสดามุ ฮัมมัด เอง หรื อ สาวกของ ท่าน หรื อใครก็ตามในยุคอดีต หรื อเหตุการณ์ต่าง ๆ นั้น เป็ นสิ่ ง ที่ เ ป็ นจริ ง หรื อเกิ ด ขึ้ น เช่ น นั้ นจริ งหรื อไม่ ไ ด้ เกิดขึ้นจริ ง 2. ส่ ว นที่ เ ป็ นคํา พู ด หรื อ การกระทํา ของบุ ค คลหนึ่ ง บุคคลใดที่ ถูก อ้างถึ ง ส่ ว นนี้ ใ นภาษาอาหรั บจะเรี ย กว่า ‚มัตนฺ‛ หรื อตัวบท และโดยทัวไปแล้ว มัตนฺ หรื อตัวบทนี้ ่ จะเป็ นจริ งหรื อเท็จ จะเชื่อถือได้หรื อไม่ก็ข้ ึนอยู่กบความ ั น่าเชื่อถือของสายรายงานอีกทีตามที่กล่าวเอาไว้ขางต้น ้
90.
87
มีผูนาเสนอทฤษฎี ใหม่ข้ ึนมาว่า ‚ผูที่เป็ นมุสลิม ้ ํ ้ (ในที่ น้ ี หมายถึ งนัก รายงานฮะดี ษ ) ย่อมที่ จ ะไม่ ใ ส่ ร้ า ย ศาสนาตัวเอง เพราะฉะนั้นคําพูดของเขาที่พูดถึงศาสนา ตัวเองจึงถือว่าเชื่อถือได้‛ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะใช้ฮะดีษจํานวน มากที่ ถูกตัด สิ นแล้วว่าเชื่ อถื อไม่ได้มาโจมตี อิสลามใน ด้านต่าง ๆ โดยอ้างว่านักรายงานที่อยู่ในสายรายฮะดีษที่ ถูกตัดสิ นแล้วว่าเชื่ อถื อไม่ได้น้ ัน แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยง ั เป็ นมุ ส ลิ ม ... โดยตั้ง สมมุ ติ ฐ านเอาอี ก ว่า โดยพื้ น ฐาน ทั่ ว ไปแล้ ว มุ ส ลิ ม ย่ อ มจะไม่ ใ ส่ ร้ า ยศาสนาตั ว เอง เพราะฉะนั้นคําพูดของพวกเขา (นักรายงานฮะดีษ) ที่เป็ น มุ ส ลิ ม ที่ อ ้า งไปถึ ง ท่ า นนบี ใ นทางที่ ไ ม่ ดี หรื ออ้า งถึ ง เหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้นต่าง ๆ ในทางที่ไม่ดีต่ออิสลาม จึงเป็ น การกล่าวออกมาหรื อเล่าออกมาด้วยความซื่ อตรง และ บริ สุทธิ์ ใจ ซึ่ งถือว่าเชื่อถือได้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือนาย ก. รักและเคารพมากในตัวนาย ค. พูดถึงสิ่ งที่ดี ๆ เกี่ยวกับ ตัวนาย ค. อยู่โดยตลอด และพยายามปกป้ องเกียรติของ ่ นาย ค. แต่กระนั้นก็ตามนาย ก. เล่าว่ามีอยูครั้งหนึ่ งที่นาย ่ ค. เคยขโมยของ และมีอยูอีกครั้งหนึ่งที่นาย ค. เคยข่มขืน ผูหญิง แน่ นอนถ้าเหตุการณ์เป็ นตามที่ยกตัวอย่างมาจริ ง ้ คําพูดของนาย ก. ย่อมเชื่ อถือได้มากเลยทีเดี ยว คนต่าง
91.
88 ศาสนิ ก ที่
พ ยายามโจมตี อิ สลาม โจมตี ท่ า นนบี มุฮัม มัด กําลังจะบอกเราว่า จากตัวอย่างที่ยกมา นาย ก. คือบรรดา นักรายงานฮะดีษที่เป็ นมุสลิม ส่ วนนาย ค. คือตัวท่านนบี มุฮมมัด แต่ผที่จองจะโจมตีอิสลามด้วยกับฮะดีษต่าง ๆ ที่ ั ู้ ้ ่ เชื่อถือไม่ได้ลืมที่จะพิจารณาสิ่ งดังต่อไปนี้วา : 1. สายรายงานของฮะดี ษ ต้น นั้น ๆ ติ ด ต่ อ กัน หรื อ ไม่ เพราะถ้าไม่มีต่อกันแล้ว นันก็เท่ากับว่ามีช่องว่างระหว่าง ่ นักรายงาน 2 คน เช่ น นักรายงาน ก. กับนักรายงาน ค. อยู่กนคนละสมัย แล้วจะเป็ นไปได้อย่างไรที่นาย ค. จะ ั รายงานหรื อรับฟั งฮะดีษมาจากนาย ก. ทั้งนี้ ก็เพราะเกิ ด ไม่ ท ัน กั น เพราะฉะนั้ นผู ้ท่ี ข าดหายไปนั่ น ก็ คื อ นั ก รายงาน ข. ซึ่งสถานะภาพของเขา (นักรายงาน ข.) ไม่เป็ น ที่ รั บ รู ้ ไ ด้ และก็ เ ป็ นไปได้ว่ า เขาอาจจะเป็ นศัต รู ข อง อิ ส ลามก็ ไ ด้ โดยปลอมฮะดี ษ นั้น ๆ ขึ้ น มา พร้ อ มสาย รายงาน โดยมีจุดม่งหมายอย่างหนึ่ งอย่างใดแอบแฝงอยู่ หรื อว่า 2. นักรายงานคนหนึ่ งในสายรายงาน ไม่ได้ขาดหายไป ไหน แถมยังมีชื่อถูกระบุเอาไว้อีกด้วย แต่กระนั้นก็ตาม ไม่มีใครรู ้ประวัติของเขาว่าเป็ นใครมาจากไหน เพียงแต่มี
92.
89 แค่ชื่อ เพราะฉะนั้น ก็มีความเป็
นไปได้อีกเช่นกันว่า เขาผู ้ นั้นอาจจะเป็ นผูที่ไม่ใช่มุสลิม และอาจจะเป็ นศัตรู อิสลาม ้ ก็ เ ป็ นไปได้ แต่ ผู ้ที่ ไ ปรั บ รายงานจากเขามาโดยไม่ ตรวจสอบให้ดีก่อนว่าเขาเป็ นใครได้แต่เพียงรับรายงาน มา หรื อว่า 3. ฮะดีษนั้น ๆ ที่เป็ นฮะดี ษฏออีฟ (ขาดความน่ าเชื่ อถือ) อันเนื่องจากไปขัดแย้งกับฮะดีษที่เชื่อถือได้ ซึ่งกรณี เช่นนี้ น่าจะไม่มีปัญหาอะไร เพราะเราจะต้องยึดฮะดีษที่เชื่ อถือ ได้เอาไว้ก่อน หรื อว่า 4. เป็ นไปไม่ได้หรื อที่คน ๆ หนึ่งอ้างตัวเองว่าเป็ นมุสลิม และผูคนทั้งหลายก็เข้าใจว่าเขาเป็ นมุสลิ ม แต่ในความ ้ เป็ นจริ งแล้ว มี ผูที่ เ ชื่ อถื อได้ไ ด้ยืน ยัน ว่า เขาคื อคนหน้า ้ ไหวหลังหลอก (มุนาฟิ ก) ที่อางตัวเป็ นมุสลิม เพื่อที่จะ ้ โจมตีอิสลามจากภายใน หรื อเป็ นผูที่ไม่หวังดีต่ออิสลาม ้ โดยอุตริ คาสอนขึ้นมาเองใหม่ข้ ึนมาในอิสลาม ซึ่งมีความ ํ เป็ นไปได้อย่างแน่นอนที่จะเป็ นเช่นนั้น เพราะมีหลักฐาน ทํานองนี้ ยืน ยัน เอาไว้ โดยท่ านอิ ห ม่ า มอัซ ซะฮะบี ย ไ ด้ ์ กล่าวเอาไว้ในหนังสื อของท่านที่ มีชื่อว่า ‚ตัสกิ เราะตุล ฮุฟฟาซฺ ‛ เล่มหนึ่ง หน้าที่ 273 และท่านอิหม่ามซุยตียก็ได้ ู ์
93.
90 กล่าวเอาไว้ในหนังสื อของท่านเช่นกันที่มีชื่อว่า ‚ตารี
คุล คุละฟาอฺ ‛ หน้า 174 โดยเรื่ องมีอยู่ว่า ในสมัยคอลีฟะฮฺ ฮารู น อัรเราะชี ด ชายคนหนึ่ งได้ถูกตัดสิ นประหารชี วิต แต่ก่อนที่เขาจะถูกประหารชีวิตเขากล่าวกับฮารู นอัรเราะ ชี ดว่า ‚แล้วท่านจะทําอย่างไรกับฮะดี ษเป็ นพันฮะดี ษที่ ฉันได้ปลอมมันขึ้นมา และทําให้แพร่ กระจายออกไปใน หมู่พวกท่าน โดยทําให้สิ่งที่ฮะลาล (อนุมติ) กลายเป็ นสิ่ ง ั ที่ฮะรอม (สิ่ งที่ตองห้าม) และทําให้สิ่งที่ฮะรอมกลายเป็ น ้ สิ่ งที่ฮะลาล ซึ่งท่านศาสดาไม่เคยได้กล่าวเอาไว้เลยแม้แต่ อักษรเดียว‛ ท่านฮารู น อัรเราะชีดก็กล่าวตอบกลับไปว่า ‚โอ้ศตรู ของอัลลอฮฺ เอ๋ ย แล้วเจ้าจะกล่าวอย่างไรกับอบู ั อิสฮาก อัลฟะซารี และท่านอับดุลลอฮฺ อิบนฺ อลมุบารอก ? ั เพราะพวกเขาจะตรวจสอบฮะดี ษ ทั้งหมดโดยละเอี ย ด และร่ อนทีละอักษรต่ออักษร (เพื่อแยกความจริ งออกจาก ความเท็จ)‛ หรื อ 5. คําถามคือ มีหลักฐานยืนยันเอาไว้หรื อไม่ว่า มุสลิมคน หนึ่ งคนใดยอมรับว่าตัวเองได้ปลอมฮะดีษขึ้นมาเพื่อการ หนึ่งการใด เช่น เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง หรื อเพื่อ สนับสนุนหลักความเชื่อที่ผิดเพี้ยนของตนเอง หรื ออื่น ๆ ั คําตอบก็คือมี และเป็ นที่รู้กน การปลอมฮะดีษขึ้นมานันก็ ่
94.
91 หมายความว่า เขาจะต้องปลอมสายรายงานขึ้นมาด้วย คํา ว่าปลอมสายรายงานก็คือ
เช่ น นาย ก. อ้างว่าได้รับฟั ง เรื่ องหนึ่ งมาจากนาย ข. และ นาย ก. ก็อางอีกว่า นาย ข. ้ รับฟั งเรื่ องดังกล่าวมาจากนาย ค. และนาย ก. ก็อางอีกว่า้ นาย ค. รั บฟั งเรื่ องดังกล่าวมาจากนาย ง. โดยนาย ก. ก็ อ้า งอี ก ว่ า นาย ง. เป็ นคนอยู่ ใ นเหตุ ก ารณ์ แ ละรู ้ เ ห็ น เหตุการณ์ดวยตัวเอง แต่ในความเป็ นจริ งแล้ว ทั้งนาย ข. ้ ค. ง. ไม่รู้เรื่ องอะไรเลย แต่นาย ก. แต่งเรื่ องขึ้นมาทั้งหมด และปลอมสายรายงาน (คือนาย ข. ค. และ ง.) ขึ้นมาเอง เพื่อให้เรื่ องที่ตนเองเล่าดูน่าเชื่อถือ หรื อเป็ นไปได้วา ่ 6. สมมุติว่ามุสลิ มคนหนึ่ งชื่ อยูนุส ซึ่ งตัวเขาเองอาจจะ เชื่ อถื อได้โดยส่ วนตัว แต่ กลับไปรายงานฮะดี ษมาจาก คน ๆ หนึ่ งที่ ชื่อนายสุ ลัยมาน โดยที่ นายสุ ลยมานเองก็ั เป็ นผูที่เชื่ อถือไม่ได้ แต่พอนายยูนุสไปเล่าฮะดี ษให้คน ้ อื่ น ฟั ง อี ก ต่ อ หนึ่ ง กลับ ปิ ดบัง หรื อ ปกปิ ดนายสุ ล ัย มาน เอาไว้ โดยนายยูนุสจะบอกเฉพาะนักรายงานที่เชื่อถือได้ ั ให้กบคนที่เขาจะรายฮะดีษต่อให้อีกทีหนึ่ ง เช่น ยูนุสรับ ฮะดี ษมาจากสุ ลยมาน โดยสุ ลยมานอ้างว่า ตนเองรับมา ั ั จากนายเอ และอ้างอีกว่านายเอก็รับมาจากนายบี และอ้าง อี ก ว่านายบี ไ ด้เ ห็ น เหตุก ารณ์ น้ ัน ๆ ด้ว ยตนเอง แต่ เ มื่ อ
95.
92 ยูนุสมาเล่าฮะดีษต้นนี้ให้ นาย ก.
ฟังยูนุสกลับบอกนาย ก. ว่า ฉันรับฮะดีษต้นนี้ มาจากนายเอ และโดยนายเออ้างอีก ว่ารับมาจากนายบี โดยอ้างอีกว่านายบีได้เห็ นเหตุการณ์ นั้น ๆ ด้วยตนเอง โดยตัดนายสุ ลยมานออกไปจากสาย ั รายงาน เพราะนายยูนุสรู ้ว่า นายสุ ลยมาเป็ นคนที่เชื่ อถือ ั ไม่ได้ ส่ วนคนที่เหลือในสายรายงานเป็ นคนที่เชื่ อถือได้ เพื่อต้องการทําให้นาย ก. หลงเชื่ อไปว่า ฮะดีษที่เล่ามานี้ เชื่อถือได้ เพราะมีแต่คนที่น่าเชื่อถืออยูในสายรายงาน แต่ ่ ความจริ งแล้วไม่ใช่เช่นนั้น คนที่ ป กปิ ดหรื ออํา พรางประเภทนี้ ถู ก เรี ยก ใ น ท า ง วิ ช า ก า ร เ ป็ น ภ า ษ า อ า ห รั บ ว่ า ‚มุ ดั ล ลิ ส ‛ เพราะฉะนั้นใครก็แล้ว แต่ที่ถูก จับได้ว่าเป็ นมุ ดัลลิ สใน ลักษณะเช่นนี้ การรายงานของเขาถือว่าเชื่อไม่ได้ เพราะ ถือว่ามีประวัติในทางที่ไม่ดี ไม่ซื่อสัตย์ ปกปิ ด อําพราง ความจริ ง เอาไว้ เพราะเป็ นไปได้สู ง ว่ า คนที่ น ายยูนุ ส ปกปิ ดเอาไว้น้ นอาจจะป็ นศัตรู อิสลามที่มุ่งทําร้ายอิสลาม ั จากภายในก็ได้ หรื ออาจจะเป็ นคนที่หน้าไหว้หลังหลอก ก็ได้ที่กุฮะดีษขึ้นมาเพื่อหลอกให้คนหลงเชื่อตาม และถ้า นายยูนุสประสงค์ดีต่ออิสลามจริ ง และต้องการให้คาสอน ํ ของอิสลามบริ สุทธิ์จริ ง โดยมันใจว่าเป็ นคําสอนที่มาจาก ่
96.
93 ท่ า นนบี
จ ริ ง แล้ว จะมี เ หตุ ผ ลอะไรที่ เ ขาจะต้อ งปกปิ ด อําพรางสถานะภาพความเป็ นจริ งของนายสุ ลยมานด้วย ั ตรงนี้เองทําให้สถานะภาพตัวนายยูนุสเองจากที่เป็ นคนที่ เชื่ อถือได้กลับกลายเป็ นผูที่ไม่ซื่อสัตย์และเชื่ อถือไม่ได้ ้ ไปโดยปริ ยาย แต่บางคนก็อาจจะแย้งมาได้เช่นกันว่า ถ้าเช่นนั้น ประวัติศาสตร์ ในแต่ละชาติหรื อแต่ละประเทศ เราควรที่ จะเชื่ อคนในประเทศที่เขียนประวัติเกี่ ยวกับชาติ ตวเอง ั มากกว่าคนในประเทศอื่นที่เขียนประวัติของประเทศคน อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ของประเทศตัวเองใช่หรื อไม่ คําตอบคือใช่ เพราะเป็ นเรื่ องธรรมดาทัวไปที่ผูที่อยู่ในเหตุการณ์ หรื อ ่ ้ อยู่ ส ถานที่ เ กิ ด เหตุ ย่ อ มที่ จ ะรู ้ ดี ก ว่ า ผู ้ที่ ไ ม่ ไ ด้ อ ยู่ ใ น เหตุการณ์หรื อสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์น้ น แต่ถาผูที่ไม่ได้ ั ้ ้ อยู่ในเหตุการณ์หรื อไม่ได้อยู่ในประเทศนั้น ๆ สามารถ นําหลักฐานมายืนยันพิสูจน์ได้จากคนในประเทศนั้น ๆ เองที่ อยู่ในเหตุการณ์ และที่ สามารถเชื่ อถื อได้ดวย โดย ้ ยืนยันขัดกับที่คนในประเทศที่ได้รายงานเอาไว้ เช่นนี้ เรา ั จะต้องมาพิสูจน์กนในรายละเอียดว่าเรื่ องเล่าของใครที่ เชื่อถือได้มากกว่ากัน อย่างไร โดยพิจารณาดูที่ :
97.
94
1. ความน่าเชื่อถือของตัวผูรายงาน ้ 2. ผูรายงานเป็ นผูที่อยู่ในเหตุการณ์จริ งหรื อไม่ ้ ้ หรื อ ่ 3. ถ้าไม่ได้อยูในเหตุการณ์ แล้วฟังมาจากใครอีก ที และ ้ ่ 4. ผูท่ีเขารับฟังมานั้นเป็ นผูที่อยูในเหตุการณ์และ ้ ได้เห็นเหตุการณ์น้ นด้วยตัวเองจริ งหรื อไม่ และ ั 5. ถ้าเขาเห็นจริ ง ตัวเขาเองเป็ นผูที่เชื่อถือได้มาก ้ น้อยเพียงไร และ 6. มีความบกพร่ องในด้านความจําหรื อไม่ และ 7. ถ้า ไม่ มี ค วามบ่ ง พร่ อ งด้า นความจํา แล้ว มี หลักฐานยืนยันไหมว่า เขาผูน้ ันเกิ ดความจําเลอะเลื อน ้ ในช่วงท้ายของชีวิตเขา และ 8. เคยถู ก จับ ได้ไ หมว่ า เคยโกหก ถ้า มี ป ระวัติ ยืนยันว่าเขาเคยโกหก การรายงานของเขาก็จะหมดความ น่าเชื่อถือไปในทันที และ
98.
95
9. มี คนอื่ น ๆที่ มีความน่ าเชื่ อถื อได้มากกว่าเขา รายงานในสิ่ ง ที่ ข ัด แย้ง กับ เขาหรื อไม่ ถ้า มี ก็ จ ะต้อ ง พิจารณากันต่อไป และ 10. บุ ค คลนั้ นเป็ นศัต รู กับ คนหรื อ ขบวนการ นั้น ๆ ที่ เ ขาเขี ย นถึ ง อยู่ห รื อ ไม่ เพราะเราไม่ อ าจที่ จ ะ คาดหวังได้ว่าศัตรู ของคน ๆ หนึ่ งหรื อขบวนการหนึ่ งจะ กล่ า วในสิ่ ง ที่ เ ป็ นจริ ง เกี่ ย วกับ เขาผูน้ ัน หรื อ ขบวนการ ้ นั้น ๆ เสมอไป มาถึงตรงนี้ อาจจะมีคนถามขึ้นมาว่า แล้วเราจะรู ้ ได้อย่างไรถึงประวัติดานต่าง ๆ ของนักรายงานฮะดีษแต่ ้ ละคนที่ อยู่ในสายรายงานตามที่ ไ ด้กล่าวมาในตอนต้น คําตอบก็คือ ประวัตินกรายงานฮะดีษจะถูกตรวจสอบจาก ั ผู ้ เ ชี่ ย ว ช า ญ อี ก ก ลุ่ ม ห นึ่ ง ที่ เ ร า เ รี ย ก ไ ด้ ว่ า เ ป็ น ‘คณะกรรมการอิสระ’ ที่จะคอยสื บเสาะประวัติในด้าน ต่าง ๆ ของเหล่าบรรดานักรายงานแต่ละคนให้มากที่สุด เท่าที่จะทําได้ โดยจะมีตาราอีกชุดหนึ่ งในเรื่ องนี้ เป็ นการ ํ เ ฉ พ า ะ ซึ่ ง เ ป็ น ตํ า ร า ที่ ร ว บ ร ว ม ก า ร ยื น ยั น ข อ ง
99.
96 คณะกรรมการอิสระท่านต่าง ๆ ที่มีต่อนักรายงานฮะดีษ แต่ละคน
เช่น นักรายงานฮะดีษทั้งหมดมีอยู่ 20,000 คน ในยุคสมัยต่าง ๆ โดยเฉพาะในยุค 300 ปี แรกนับจากสมัย ท่ า นศาสดามุ ฮัม มัด และมี ค ณะกรรมการอิ ส ระมี อ ยู่ จํานวน 500 คน โดยที่คณะกรรมการอิสระทั้ง 500 ท่านที่ ่ อาศัยอยูในยุคสมัยเดียวกับเหล่านักรายงานฮะดีษจะคอย สื บเสาะตรวจสอบประวัตินักรายงานฮะดีษที่อยู่ในสมัย เดียวกับตนเอาไว้โดยละเอียด โดยจะมีการบันทึกประวัติ ต่าง ๆ เหล่านี้เอาไว้ในตําราอีกชุดหนึ่ง โดยในตํารานี้จะมี แต่ประวัตินกรายงานบันทึกฮะดีษเอาไว้ลวน ๆ และตํารา ั ้ เหล่านี้ ได้ตกทอดมาจนถึ งเราในยุคปั จจุบน ต่อไปนี้ จะ ั ยกตัวอย่างสมมุติเพื่อให้เกิดความเข้าและเห็นภาพ : สมมุติว่า มีฮะดี ษถูกอ้างไปหาท่านนบี ว่าท่าน นบีกล่าวว่า ‚บุคคลที่ดีที่สุดคือผู้ที่สอนศาสนาโดยไม่ คิด ค่ าตอบแทน‛ ส่ วนนี้ เราเรี ยกว่าตัวบทหรื อในภาษา อาหรับเรี ยกว่า มะตัน แต่ฮะดีษจะต้องมีสองส่ วน จะขาด อีกส่ วนหนึ่ งไปไม่ได้เด็ดขาด ส่ วนนั้นก็คือสายรายงานที่ ประกอบไปด้ว ยชื่ อ ของนัก รายงานฮะดี ษ เมื่ อ เราไป ตรวจดู ใ นตํา ราบัน ทึ ก ฮะดี ษ เราพบว่ า ฮะดี ษ นี้ มี ส าย รายงานดังต่อไปนี้ : นาย ก. ซึ่ งเป็ นเจ้ าของตาราบันทึ ก
100.
97 ฮะดีษต้ นฉบับ บอกว่
าตนเองได้ รับฮะดีษนีมาจากนาย ข. ้ โดยที่นาย ข. บอกว่ ารั บมาจากนาย ค. โดยนาย ค. บอกว่ า รั บ มาจากนาย ง. โดยนาย ง. บอกว่ า รั บ มาจากนาย จ. โดยนาย จ.บอกว่ าได้ ยินท่ านนบีกล่ าวเช่ นนั้น ข้อความที่ ขีดเส้นใต้เอาไว้น้ ีเราเรี ยกว่าสายรายงานของฮะดีษ ต่อไป เราจะต้องทําการตรวจสอบประวัตินักรายงานแต่ละคน โดยตรวจจากตํา ราที่ บ รรดาคณะกรรมการอิ ส ระได้ บันทึกเอาไว้ โดยไล่ทีละคน เริ่ มตั้งแต่เจ้าของตําราฮะดีษ นั่น คือตัวนาย ก. ตรวจสอบประวัติไ ล่ ไปจนถึ งนาย ง. เมื่อตรวจสอบแล้วผลปรากฏว่านาย ข. มีประวัติว่าเคย โกหก ส่ วนนาย ค. มีประวัติว่าความจําไม่ดี ส่ วนบุคคลที่ เหลื อคือนาย ก. นาย ง. และนาย จ. นั้นประวัติในด้าน ต่าง ๆ ดีทุกคน เพราะฉะนั้นตามหลักวิชาการฮะดีษแล้ว ข้อ ตัด สิ น ของฮะดี ษ บทนี้ ที่ มี ก ารอ้า งว่ า ท่ า นนบี ก ล่ า ว เอาไว้เช่นนั้นก็คือ เชื่ อถือไม่ ได้ ท่านนบีไม่ได้กล่าวอะไร เช่ น นั้ นเอาไว้ ท่ า นบี ไ ม่ เ กี่ ย วข้อ งอะไรกับ ข้อ ความ ดังกล่าวที่ถูกอ้างไปหาท่านนบี ถึงแม้ว่าข้อความดังกล่าว จะถูก เรี ย กว่า เป็ นฮะดี ษ ก็ตาม ตามที่ ไ ด้อธิ บายไปแล้ว ข้างต้นว่าฮะดี ษคือสิ่ งที่ถูกอ้างไปหาท่านนบี ซี่ งอาจจะ เชื่อถือได้ หรื ออาจจะเชื่อถือไม่ได้ ก็เป็ นไปได้ท้ งคู่ั
101.
98
อีกอย่างที่เราจะต้องรับรู ้เอาไว้ก็คือ ตําราบันทึก ฮะดีษต้นฉบับนั้นมีหลายสิ บชุด โดยตําราแต่ละชุดก็จะมี เจ้าของตํา ราที่ ต ัว เองเป็ นทั้ง นัก รายงานและนัก บัน ทึ ก ฮะดีษด้วยในขณะเดียวกัน เช่น ตําราบันทึกฮะดีษบุคอรี โดยอิหม่ามบุคอรี ตําราบันทึกฮะดี ษมุสลิม ตําราบันทึก ฮะดี ษ อบู ด าวูด ตํา ราบัน ทึ ก ฮะดี ษ นาซาอี ตํา ราบัน ทึ ก ฮะดีษติรมีซี ตําราบันทึกฮะดีษอิบนุมาญะฮฺ และอื่น ๆ อีก มากมาย เจ้าของตําราเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะทําการบันทึ ก ฮะดีษต่าง ๆ ที่ตนเองได้ยินได้ฟังมา โดยจะยังไม่ทาการ ํ ตรวจสอบสายรายงานก่ อ น เพราะการตรวจสอบสาย รายงานเป็ นเรื่ องที่ ทาได้ย ากลําบากมากในยุคอดี ต ไม่ ํ เหมื อ นยุค เราที่ มี โ รงพิ ม พ์ ตํา ราตรวจสอบประวัติ นัก รายงานฮะดีษถูกตีพิมพ์ไปทัวโลก แถมยังมีให้ตรวจด้วย ่ ระบบทางคอมพิวเตอร์ อีก เมื่อเป็ นเช่นนี้ ถ้าเจ้าของตํารา เหล่านั้นมัวแต่มานั่งตรวจสอบสายรายงานกันก่ อน คง บัน ทึ ก ได้ไ ม่ กี่ ฮ ะดี ษ อย่ า งแน่ น อน เพราะฉะนั้ นเมื่ อ เจ้าของตําราเหล่านั้นได้ยินอะไรมาที่ถูกอ้างไปหาท่าน นบี หรื อซอฮาบะฮฺ (สาวกของท่านนบี) หรื อเหตุการณ์ ใด ๆ ก็ตาม ก็จะทําการบันทึกเอาไว้ก่อน แล้วมาทําการ ตรวจที่ ห ลั ง ตํ า ราฮะดี ษ ที่ เ จ้ า ของตํ า ราได้ ท ํ า การ
102.
99 ตรวจสอบให้เราแล้วตั้งแต่ยคอดีตก็มีอยู่ 2 ชุด
ชุดที่หนึ่ ง ุ เป็ นของอิ ห ม่ ามบุ คอรี ชื่ อเศาะฮี ฮฺ บุคอรี ชุ ดที่ สองเป็ น ของอิหม่ามมุสลิมชื่อเศาะฮีฮฺมุสลิม แต่ตาราบันทึกฮะดีษ ํ ต้นฉบับเล่มอื่ น ๆ ที่ เ หลื อ เราจะต้องทําการตรวจสอบ ตามกระบวนการตรวจสอบที่ เ ข้ม งวดและรั ด กุ ม และ ละเอียดอ่อน เพื่อที่จะรู ้ได้ว่าฮะดีษบทหนึ่ง ๆ ที่ถูกอ้างไป หาท่ า นนบี ห รื อ คนอื่ น ๆ นอกจากท่ า นนบี เ ชื่ อ ถื อ ได้ หรื อไม่ หรื อเป็ นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริ งหรื อไม่ เพื่อที่จะ ได้นามาเป็ นหลักฐานต่อไป ในกรณี ที่ได้พิสูจน์แล้วว่า ํ เชื่อถือได้ ขอให้ดูตวอย่างต่อไปนี้: ั َ َ ه َه ِ َ َ ي َ ًِ ُ َ َ ة ًُِّْع ْ أب ْ هسيس ْ زضًَْ اللَّـ ُْ عن ُْ قبلَْ : قبلَْ النَّب َ َْصلًَّ اللَّـ ُْ علَيِ ْ وسلَّنَْ : تَجِْ ْ ه ْ شسا ْ النَّب ْ يىم َ د ِي ِ َ ز س ِ ِ ُ َ َ ه َ ه ِ َ َ ُ َ ً ِ َ َ ت ِ د ه َ َ َ ِ َّ ِ ي ِْالقِيَبه ْ عن ْ اللَّـ ْ ذ االى جهيي ، ا لر ْ يأ ت ْ هؤ الء ِ َ ِ ... ْ بِىجه، وهؤالَءِْ بِىج َ ه ٍ َُ َ ٍ َ รายงานโดยท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ ว่า ท่านนบีกล่าว ว่า ‚ท่านจะได้พบว่า มนุษย์ที่ชวช้าที่สุดในวันกิยามะฮฺ ณ ั่ ที่อลลอฮฺ ก็คือ ผูซ่ ึ งตีสองหน้า ! (คือ) ผูซ่ ึ งไปหาคนหนึ่ ง ั ้ ้
103.
100 ด้วยสี หน้าแบบหนึ่ ง
และไปหาอีกคนหนึ่ งด้วยสี หน้าอีก แบบหนึ่ง‛... (บุคอรี , ฮะดีษที่ 6058) ที่ยกตัวอย่างฮะดีษข้างต้นมาให้ดูก็เพื่อที่จะบอก ว่า ในหนังสื อศาสนาทัว ๆ ไปที่ไม่ใช่ตาราบันทึกฮะดีษ ่ ํ ต้นฉบับ เมื่อผูเ้ ขียนหนังสื อต้องการจะยกหลักฐานจาก ฮะดีษแล้วก็มักจะยกสายรายงานมาแต่ เฉพาะผู้ท่ีถูกอ้ าง ว่ ารับฮะดีษต้ นนั้นมาจากท่ านนบีโดยตรง ตัวอย่างข้างต้น ก็คือ ท่านอบูฮุรอยเราะฮ์ที่เป็ นผูถูกอ้างว่ารับฟั งฮะดีษมา ้ จากท่านนบี โดยจะไม่ ยกนักรายงานฮะดี ษ ที่ อยู่ใ นสาย รายงานคนอื่น ๆ มาเพื่อให้เกิ ดความกะทัดรั ด และจาก ข้างต้นจะเห็นในตอนท้ายที่มีขอความว่า ‚บุคอรี, ฮะดีษที่ ้ 6058‛ นั่ น หมายความว่ า เจ้า ของตํา ราบัน ทึ ก ฮะดี ษ ต้นฉบับก็คือ ท่านอิหม่ามบุคอรี โดยฮะดี ษนี้ เป็ นฮะดี ษ หมายเลขที่ 6058 เมื่อต้องการไปตรวจสอบดู และถ้าหนังสื อศาสนาเล่มใดก็ตามที่อางฮะดี ษ้ บทหนึ่ ง บทใดมาโดยที่ ผูเ้ ขี ย นก็ ไ ม่ ยืน ยัน มาให้ด้ว ยว่ า ฮะดีษที่ตนเองยกมานั้นเชื่อถือได้หรื อไม่อย่างไร และเรา ต้องการที่จะทําการตรวจสอบด้วยตนเองในกรณี ที่เรามี ความสามารถ เช่นนั้น เราจะต้องไปตรวจดูที่ตาราบันทึก ํ
104.
101 ฮะดี ษ ต้น
ฉบับ ในตัว อย่างข้างต้น คื อ ตําราต้น ฉบับ คื อ ตําราบุคอรี เพราะตําราบักทึกฮะดีษต้นฉบับทุกเล่มจะมี สายรายงานระบุเอาไว้อย่างครบถ้วนทุกคน และเมื่อเรา ไปตรวจสอบฮะดีษข้างต้นจากตําราบักทึกฮะดีษบุค อรี ดู แล้ว เราพบว่าสายรายงานเต็ม ๆ มีดงนี้ : ั حد َثنَب عُ وسُْ بيُْ حفص ، حد َثنَب َأ ِبً ، حد َثنَب َّ َ َّ َ ٍ َ َ َّ َ ِ َ ًِ ُ َ َ ة َاألَعوش، حدثَنَب أَبُىصبلح، ع ْ أ ًََْ ِ ٍ َ ي ب ْ هسيس َْ زض َّ َ ُ َ : َْاللَّـ ُْ عن ُْ قَبلَْ : قَبلَْ النَّبًُِّْ صلًَّ اللَّـ ُْ علَيِ ْ وسلَّن َ َ ه َ ه ِ َ ه َه ْ تَج ْ ه ْ شس ا زِْ ا لنَّب سِْ َي ْ مَْ ا لقِيَب ه ْ عن ْ ا للَّـ َت ِ د ه ِ َ ِ ى َ ِ ِد ِ ي ُ َ ُ َ َ ٍ َ ِ َ ُ َ ً ِ َ َ َ َ ِ َّ ِ ي ِْذ االى جهيي ، ا لر ْ يأ ت ْ هؤ ال ءِْ بى جه ، و هؤ الء ... ْ بِىج َ ه ٍ 1. บุคอรี 2. อุมรฺ บิน หัฟศ์ ั 3. หัฟศ์ บิน ฆิยาษ (บิดาของอุมรฺ) ั 4. อัลอะอฺ มชั 5. อบูศอลิฮฺ 6. อบูฮุรอยเราะฮฺ ร.ฎ. 7. ท่ า นนบี ศอลลัล ลอฮุ อะลัย ฮิ ว ะซัล ลัม ได้ กล่าวว่า...
105.
102
หมายเลขที่ 1 ข้างต้นคือ ตัวอิหม่ามบุคอรี ซึ่งเป็ น เจ้าของตําราฮะดีษต้นฉบับ ซึ่ งตําราของท่านก็ตกทอดมา จนถึงยุคสมัยเรา ส่ วนเลขที่ 2 คือ คนที่อิหม่ามบุคอรี รับ ฮะดี ษ มาจากเขา โดยที่ เ ลขที่ 2 อ้า งว่ า ตนเองได้รั บ ฮะดี ษมาจากเลขที่ 3 และเลขที่ 3 ถูกอ้างว่ารั บฮะดี ษมา จากเลขที่ 4 และเลขที่ 4 ถูกอ้างว่ารับฮะดีษมาจากเลขที่ 5 และเลขที่ 5 ถูกอ้างว่ารับมาจาก เลขที่ 6 นันก็คือท่านอบู ่ ฮุรอยเราะฮฺที่ถูกอ้างว่าได้รับฮะดีษมาจากท่านนบีโดยตรง อีกทีคือเลขที่ 7 สรุ ปแล้วฮะดี ษบทนี้ มีนักรายงานอยู่ใน สายรายงานทั้งหมด 6 คน โดยไม่นับตัวท่านนบี ซึ่ งก็ยง ั จะต้องตรวจสอบกันต่อไปว่าประวัตินักรายงานฮะดีษแต่ ละคนนั้ น ผ่ า นมาตรฐานหรื อ ไม่ และเมื่ อ ตรวจสอบ ประวัติแต่ละคนแล้วจากตําราที่บนทึกประวัติของแต่ละ ั คนเอาไว้ ผลปรากฏว่ า ทุ ก คนผ่า นมาตรฐาน จึ ง ทํา ให้ ฮะดีษบทนี้เชื่อถือได้ในที่สุด และนันเท่ากับยืนยันว่าการ ่ ที่นักรายงานฮะดีษถูกอ้างว่ารับฮะดีษต่อ ๆ กันมาจนถึง ท่านนบีน้ ันเป็ นความจริ ง และนั่นก็เท่ากับว่าท่านนบีได้ พูดเอาไว้เช่นนั้นจริ ง ๆ
106.
103
ขอให้ดูตวอย่างต่อไปนี้ และลองเปรี ยบเทียบกัน ั ั ดูกบตัวอย่างข้างต้น : ุ ั ่ ท่านอัดดารุ กฏนี ได้บนทึกไว้วา ... ْ حدثَنَب عبدُالصودِْ بيُْ علًِ، ثَنَب إِبساهينُْ بيُْ أَحو َد َ ِ َ ٍّ َ َ َّ َ َّ َ َ ٍِ َ َ َ َ َ بيِْ هس و اى ، ثنَب عُ وسَْ بيُْ عُ ثوبىَْ بيِْ عبصن ، ثنَب َ َ ٍ َ َي َ ِ ه َي َ ُ ٍ َي هحو ْ بيُْ فضلٍْ ع ْ أبي ْ ع ْ طبووس، ع ْ جبِبس ِ َ ُ َ َّ د ُ َ َ ه َ ه ِ َ ه ِ َ َ ُى َْ : َْقبلَْ : قبلَْ زس ْلُْ اللَّـ ْ صلًَّ اللَّـ ُْ علَي ْ وسلَّن ال َ يَقسأِالحبئِضُْ و َْ النُّفَسبءُْ هيَْ القُسآىِْ شَيـئًب ِ َ َ ال َ َ ลักษณะการรายงานและข้อความของฮะดีษบทนี้ เป็ นอย่างนี้ ... 1. อัดดารุ กฏนี ุ 2. อับดุศ ซอมัด บินอะลี 3. อิบรอฮีม บินอะห์มด บินมัรฺวาน ั 4. อุมรฺ บินอุษมาน บินอาศิม ั 5. มุหมมัด บินฟัฎล์ ั 6. อะฏียะฮ์ บินอุมรฺ (บิดาของมุฮมมัด บินฟัฎล์) ั ั 7. ฏอวูซ บินกัยซาน 8. ญาบิรฺ บินอับดุลลอฮ์ ร.ฎ.
107.
104
9. ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า... ‚ห้ ามสตรีที่กาลังมีประจาเดือน และสตรี ที่กาลัง มี นิ ฟ าส (เลื อ ดหลั ง จากคลอดบุ ต ร) อ่ า นส่ วนใดของ อัลกุรอานเป็ นอันขาด”... (สุ นนอัดดารุ กฏนี , เล่มที่ 2 หน้า 87) ั ุ อธิบาย ข้ อความข้ างต้ นนีเ้ รียกว่ า ฮะดีษ เพราะถูกอ้างว่า เป็ นคํา พู ด ของท่ า นรอซู ลุ ล ลอฮ์ ศอลลัล ลอฮุ อ ะลัย ฮิ วะซัลลัม... แต่เมื่อนักวิชาการได้ตรวจสอบดูแล้ว ปรากฏว่า บุ ค คลหมายเลข 5 ของสายรายงานฮะดี ษ บทนี้ คื อ ่ ‚มุฮัมมัด บินฟัฎล์ ‛ ถูกวิจารณ์วา เป็ นจอมโกหก (ْ )كر َ َّ اة (หนังสื อ ‚ตักรี บ อัตตะฮ์ซีบ‛ เล่มที่ 2 หน้า 200 (ซึ่ งเป็ น หนึ่ งในบรรดาตํา ราบัน ทึ ก ประวัตินักรายงานฮะดี ษ)) ดังนั้น ฮะดี ษบทนี้ จึงเรี ยกว่า เป็ นฮะดีษเฎาะอีฟ (ْ )ضعيหรื อฮะดีษอ่อน คือมิใช่คาเป็ นคําพูดของท่าน َِف ํ นบีอย่างแท้จริ งดังที่ถกอ้าง... ู
108.
105
ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องไม่ฟังและเชื่อบรรดาโต๊ะ ครู หรื อโต๊ะอิหม่าม หรื ออาจารย์หลาย ๆ ท่านเพียงอย่าง เดียวโดยที่ไม่คิดแม้แต่จะถามว่า สิ่ งที่ท่านทั้งหลายเหล่านี้ พูดไปนั้นเป็ นการพูดด้วยหลักฐานหรื อไม่ หรื อพูดด้วย ความคิดตัวเอง และถ้าพูดโดยอ้างหลักฐานไม่ว่าจะอ้าง จากอัลกุรอานหรื อฮะดี ษ ก็ตาม ก็ใ ห้ท่านผูอ่านทําตาม ้ ขั้นตอนต่าง ๆ ที่ได้แนะนําเอาไว้ในบทความนี้ ถึงเวลา แล้วที่เราจะต้องปลดปล่อยตัวเองจากการถูกหลอกจาก บรรดาโต๊ะครู หรื อโต๊ะอิหม่าม หรื ออาจารย์บางคนที่คิด ว่าชาวบ้านธรรมดา ๆ อย่างเราคงได้แต่ ตามอย่างเดี ย ว แยกแยะอะไรไม่เป็ น พูดอะไรมาก็เชื่ อ พูดอะไรมาก็ทา ํ ตาม ถึ ง เวลาแล้ ว ที่ เ ราจะต้ อ งเอาจริ งเอาจั ง ในการ ตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ ในเรื่ องของศาสนาที่เราได้รับมา จากทั้งหมดข้างต้นที่กล่าวมา เราสามารถกล่าวสรุ ปอี ก ครั้ งเกี่ ย วกั บ คั ม ภี ร์ อ ั ล กุ ร อานและเกี่ ย วกั บ ตั ว ท่ า น ศาสนฑูตมุฮมมัดได้ดงต่อไปนี้ : ั ั 1. มี หลักฐานที่ เ ชื่ อถื อได้ยืน ยัน เอาไว้ว่าท่ านศาสนฑู ต มุ ฮั ม มั ด เป็ นผู ้ที มี ค วามซื่ อสั ต ย์ยิ่ ง จนได้ รั บ ฉายาว่ า ‚อัลอะมีน‛ แปลว่าผูที่มีความซื่อสัตย์ยิ่ง และนอกจากนี้ ้
109.
106 ยังไม่มีหลักฐานแม้แต่ชิ้นเดียวยืนยันว่าท่านเคยพูดโกหก แม้แ ต่ ค
รั้ งเดี ย วในชี วิ ต และยัง มี ห ลัก ฐานที่ เ ชื่ อ ถื อ ได้ ยืนยันว่า แม้แต่ศตรู ของท่านก็ยงนําสิ่ งของมาฝากไว้กบ ั ั ั ท่านเพราะความไว้วางใจที่มีต่อท่าน 2. มีหลักฐานที่เชื่ อถือได้ยืนยันว่าในสมัยที่มุฮมมัดมีชีวิต ั อยู่ ภาษาอาหรับได้ถึงจุดสุ ดยอดของความเป็ นภาษา โดย ที่ ช าวอาหรั บ ในสมัย นั้ นมี ค วามภาคภู มิ ใ จกับ ภาษา อาหรั บของตนเองเป็ นอย่า งมาก โดยทุ ก ๆ ปี จะมี ก าร จัดการแข่งขันการแต่งกาพย์กลอนกัน แต่สุดท้ายก็จะต้อง หยุดไป ภายหลังจากการมาของคัมภีร์อลกุรอาน ั 3. มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ยืนยันว่า มุฮมมัดเป็ นผูที่อ่านไม่ ั ้ ออกเขียนไม่ได้จนตาย ไม่มีการศึกษา ใช้ชีวิตอย่างเรี ยบ ง่าย เป็ นที่รับรู ้แก่คนทัวไป ่ 4. มี ห ลัก ฐานที่ เ ชื่ อ ถื อ ได้ยื น ยัน ว่ า เมื่ อ ชาวอาหรั บ ผู ้ ปฏิเสธศรัทธาผูเ้ ชี่ยวชาญในโคลง กาพย์ กลอนถูกท้าทาย ให้ประพันธ์เลียนแบบคัมภีร์อลกุรอาน ผลปรากฏว่าไม่มี ั ใครสามารถรับคําท้าทายได้ แต่เลือกที่จะทําสงครามกับ มุฮัมมัดแทน เพราะหมดความสามารถจริ ง ๆ ที่จะแต่ง เลี ย นแบบอัล กุรอานได้ การท้าทายให้ป ระพัน ธ์คมภี ร์ ั ขึ้ น มาให้เ หมื อ นกับ อัล กุร อานให้ไ ด้ก็ เ พื่ อ ที่ จ ะเป็ นข้อ
110.
107 พิสูจน์ว่าอัลกุรอานที่มุฮมมัดนํามานั้นมาจากพระผูเ้ ป็ น
ั เจ้าจริ ง ๆ เพราะถ้าชาวอาหรับผูเ้ ชี่ยวชาญในโคลง กาพย์ กลอน กวี เ หล่ า นั้ นสามารถประพัน ธ์ ใ ห้ เ หมื อ นกั บ อัลกุรอานได้ นั่นก็จะเท่ากับพิสูจน์ว่ามุฮมมัดโกหกไป ั โดยปริ ยาย เพราะมุฮมมัดยืนยันว่าตนเองถูกพระผูเ้ ป็ นเจ้า ั สั่งใช้ให้ทาทายพวกอาหรั บเหล่ านั้นให้แ ต่งเลี ยนแบบ ้ อัลกุรอานขึ้นมาให้ได้ และมุฮมมัดยังยังยืนยันอีกด้วยว่า ั จะไม่มีใ ครสามารถแต่ งเลี ยนแบบอัลกุรอานได้ และก็ เป็ นเช่ นนั้นจริ ง ๆ เมื่ อเป็ นเช่ นนี้ พวกอาหรั บที่ ปฏิ เสธ การประกาศศาสนาของท่านจึงเลือกที่จะทําสงครามกับ ท่านแทนที่จะพยายามแต่งเลียนแบบคัมภีร์อลกุรอานให้ ั ได้ เพราะได้พ ยายามกัน สุ ด ความสามารถแล้ว แต่ ต ้อ ง ล้มเหลว 5. ถ้าจะถามว่า แล้วมุฮมมัดนําคัมภีร์อลกุรอานที่ว่านี้ มา ั ั จากไหน คําตอบที่เราได้รับจากมุฮม มัดด้วยหลักฐานที่ ั ็ เชื่อถือได้กคือ รับมาจากพระผูเ้ ป็ นเจ้า ผูสร้างทุกสรรพสิ่ ง ้ โดยศาสนฑูตมุฮมหมัดใช้คมภีร์อลกุรอานนี้เป็ นสิ่ งยืนยัน ั ั ั ว่าตัวท่านนั้นได้รับการแต่งตั้งจากพระผูเ้ ป็ นเจ้าให้เป็ น ผูนาสารจากพระองค์มาบอกแก่มนุษยชาติ ว่าพระองค์ได้ ้ ํ สร้ างมนุ ษย์ข้ ึนมาบนโลกนี้ เพื่ออะไร มี เป้ าหมายอะไร
111.
108 ในขณะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ จะต้องปฏิบติตวอย่างไร ตาย
ั ั แล้ว ไปไหน มี อ ะไรรอคอยอยู่ภ ายหลัง จากความตาย เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า มุฮมมัดมีหลักฐานที่จะมาใช้ ั พิสูจน์และยืนยันว่าตนเองได้รับการแต่งตั้งจากพระผูเ้ ป็ น เจ้า ไม่ใช่กล่าวอ้างโดยปราศจากหลักฐานยืนยันตนเอง 6. มีหลักฐานที่เชื่อถือได้มากมายที่ยนยันว่ามุฮมมัดแสดง ื ั สิ่ งที่ เ รี ย กว่า ปราฎิ ห ารย์ เพื่อ ยืน ยัน ว่า ตนเองได้รับ การ แต่งตั้งเป็ นศาสฑูตของพระผูเ้ ป็ นเจ้า และปราฎิ หารย์ที่ ยิงใหญ่ที่สุดคือคัมภีร์อล-กุรอาน ที่คนทุกยุคสมัยสามารถ ่ ั เดินเข้ามาพิสูจน์ได้ 7. หลัก ฐานทางประวัติ ศ าสตร์ ยื น ยัน ชัด เจนว่ า คัม ภี ร์ อัลกุรอานไม่เคยถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขตลอดระยะเวลา 1400 กว่าปี ที่ผานมา ่ 8. มีขอมูลต่าง ๆ มากมายที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ้ ได้ถูกระบุเอาไว้ในอัลกุรอานและได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ถูกต้องตรงกับที่ วิทยาศาสตร์ ได้คน พบโดยผ่านการใช้ ้ เครื่ องมื่ อ ทางวิ ท ยาศาสตร์ ส มัย ใหม่ เ พี ย งเท่ า นั้ นจึ ง สามารถรู ้ ไ ด้โ ดยข้อ มู ล ที่ อ ัล กุ ร อานบอกเอาไว้ไ ม่ มี ข้อผิดพลาดเลยแม้แต่สิ่งเดี ยว ซึ่ งเป็ นการยืนยันได้เป็ น อย่างดีว่าคัมภีร์อลกุรอานมาจากพระผูทรงสร้างสรรพสิ่ ง ั ้
112.
109 ทั้งหลาย เพราะพระองค์ย่อมรู ้ดีย่ิงในสิ่
งที่พระองค์ทรง สร้าง และทรงบอกข้อมูลเกี่ยวกับสิ่ งต่างๆเหล่านั้นเอาไว้ ในคัมภี ร์อลกุรอานผ่านทางศาสนฑูตมุฮมมัดเมื่อ 1400 ั ั กว่าปี ที่แล้ว 9. เมื่อสามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนแล้วว่าพระผูเ้ ป็ นเจ้า ที่แท้จริ งมีอยู่จริ ง และ สามารถพิสูจน์ได้อีกว่าพระองค์ คื อ ผู ้ที่ ม อบคัม ภี ร์ อ ัล กุ ร อานมาให้ ผ่ า นทางศาสนฑู ต มุ ฮัม มัด เมื่ อ เป็ นเช่ น นี้ ผูท่ี แ สวงหาความจริ ง ย่อ มไม่ มี ้ ทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องตอบสนองคําเรี ยกร้องของ พระผูเ้ ป็ นเจ้าที่มีระบุเอาไว้ในคัมภีร์อล กรุ อาน และการ ั ตอบสนองเบื้องแรกก็ดวยการเข้ารับอิสลามก่อนด้วยการ ้ ทํา 4 ข้อต่อไปนี้คือ 1. กล่าวยืนยันว่า ‚ข้าพเจ้าขอปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้า อื่นใดที่แท้จริ งที่จะต้องได้รับการเคารพสักการะนอกจาก พระองค์อลลอฮฺเพียงผูเ้ ดียวเท่านั้น ‛ ั 2. กล่าวยืนยันว่า ‚ข้าพเจ้าขอปฏิญาณตนว่ามุฮมมัดนั้น ั เป็ นบ่าวของพระองค์และเป็ นศาสนฑูตของพระองค์ ‛ 3. จะต้องไม่เคารพ สักการะ บูชา กราบไหว้ หรื อ อธิ ฐาน ต่อสิ่ งใดทั้งสิ้ น นอกจากพระองค์อลลอฮฺ พระผูสร้ างที่ ั ้ แท้จริ งเท่านั้น และปฏิเสธว่าไม่มีอานาจใดในการบริ หาร ํ
113.
110 ควบคุมทุกสรรพสิ่ งนอกจากอํานาจของอัลลอฮฺ องค์เดียว เท่านั้น 4.
จะต้องไม่ปฏิเสธหลักคําสอนข้อหนึ่ งข้อใดที่พระองค์ อัลลอฮฺทรงบัญญัติเอาไว้ ถึงแม้ตวเองจะยังปฏิบติไม่ได้ก็ ั ั ตาม คือสิ่ งใดที่ อิสลามสั่งใช้หรื อสั่งห้ามก็ให้ยืนยันไป ตามนั้นถึ งแม้ว่าตนเองยังทําตามไม่ ได้ ที่ สําคัญคืออย่า ปฏิ เ สธ เพราะการปฏิ เ สธคํา สั่ ง ใช้ห รื อ คํา สั่ ง ห้า มของ พระองค์อลลอฮฺ จะทําให้เขาผูน้ นต้องสิ้ นสภาพจากการที่ ั ้ ั จะถูกเรี ยกว่าเป็ นมุสลิม และใครที่ตายลงไปในสภาพที่ ไม่เป็ นมุสลิ มทั้ง ๆ ที่ สัจธรรมความจริ งแห่ งอิ สลามได้ ปรากฏชัดแก่เขาผูน้ นแล้ว เขาจะต้องพบกับความขาดทุน ้ ั อย่างไม่ มีทางแก้ตวได้โลกหน้าที่ มีสวรรค์และนรกรอ ั คอยอยูเ่ ป็ นสิ่ งตอบแทนให้กบผูที่เป็ นมุสลิมและผูปฏิเสธ ั ้ ้ ศรัทธาที่ด้ือดึงทั้ง ๆ ที่ความจริ งได้ปรากฏชัดแก่เข้าผูน้ น ้ ั แล้ว ใครก็ต ามทํา 4 ข้อ ข้า งต้น ที่ ก ล่ า วมา ถื อ ว่า เขา ได้รั บ อิ ส ลามแล้ว ในเบื้ อ งต้น ในทัศ นะของพระองค์ อัลลอฮฺ และถือว่าได้ทาให้ชีวิตในโลกหน้าของตัวเขาเอง ํ ได้รับความปลอดภัยแล้วในระดับหนึ่ง และ 4 ข้อดังกล่าว นั้นจะเห็ นได้ว่าเป็ นสิ่ งที่ ง่ายถ้าเรามีความกล้าหาญเสี ย
114.
111 อย่าง ความมี เหตุ
ผลกับตนเองโดยไม่คิดเข้าข้างตัวเอง บวกกับความกล้าจะทําให้เราสามารถทํา 4 ข้อข้างต้นได้ อย่างง่ายดาย
115.
112
จงระวัง! ท่านผูอ่านโปรดจําเอาไว้ว่าภายหลังจากที่เราได้ ้ ใช้ห ลัก ฐานที่ เ ชื่ อ ถื อ ได้เ พื่ อ พิ สู จ น์ สิ่ ง ที่ เ กี่ ย วกับ คัม ภี ร์ อัลกุรอานและสิ่ งที่เกี่ยวกับตัวศาสนฑูตมุฮมมัดแล้ว ก็จะ ั มี ผูที่ ไ ม่ มี เ หตุ ผ ลไม่ มี ค วามเป็ นวิ ช าการพยายามสร้ า ง ้ ความสงสัย ความคลางแคลงใจต่าง ๆ นา ๆ ให้เกิดขึ้นกับ คัมภี ร์อลกุรอานและตัวศาสนฑูตมุฮม มัดด้วยการยกคํา ั ั กล่าวอ้างต่าง ๆ นา ๆ มา แต่ขอให้จงรู ้ เอาไว้เถิดว่า คํา กล่าวอ้างทั้งหลายเหล่านั้นต่างก็เป็ นข้อสมมุติฐานที่ไร้ซ่ ึง ข้อพิสูจน์ ต่างก็เป็ นการทึกทักไปเองก่อนที่จะได้ทาการ ํ พิสูจน์เสี ยก่ อนตามกระบวนการวิชาการ ต่างก็เป็ นการ โยงเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้เข้าด้วยกันเพื่อสนับสนุนคํากล่าว อ้างของตนเองโดยปรากจากหลักฐานเชื่ อมโยงที่แท้จริ ง ที่ตองกล่าวเช่นนี้ ก็เพื่อที่ท่านผูอ่านจะได้ไหวตัวทันหรื อ ้ ้ จะได้สังเกตุเห็นได้ดวยตัวเองถึงคํากล่าวอ้างต่าง ๆ ที่จะ ้ พยายามลดความน่ า เชื่ อถื อ ต่ อ คัม ภี ร์ อ ัลกุรอานและตัว ท่านศาสนฑูตมุฮมมัด การทึกทัก การสันนิ ษฐานไปเอง ั ก่อน และการโยงเรื่ องให้เข้ากันเองไม่อาจที่จะหักล้างสิ่ ง ที่ได้รับการพิสูจน์ดวยกับหลักฐานที่เชื่อถือได้แล้วว่าสิ่ ง ้ นั้นคือสัจธรรมความจริ ง
Download