Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
freelance
DOCX, PDF
603 views
กลุ่มทับทิมกรอบ --เรื่องมนุษย์กับความคิด
เรื่องมนุษย์กับความคิด GEN311 ETHICS IN SCIENCE-BASED SOCIETY GEN311จริยศาสตร์ในฐานสังคมวิทยาศาสตร์
Education
◦
Read more
0
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Download to read offline
1
/ 34
2
/ 34
3
/ 34
4
/ 34
5
/ 34
6
/ 34
7
/ 34
8
/ 34
9
/ 34
10
/ 34
11
/ 34
12
/ 34
13
/ 34
14
/ 34
15
/ 34
16
/ 34
17
/ 34
18
/ 34
19
/ 34
20
/ 34
21
/ 34
22
/ 34
23
/ 34
24
/ 34
25
/ 34
26
/ 34
27
/ 34
28
/ 34
29
/ 34
30
/ 34
31
/ 34
32
/ 34
33
/ 34
34
/ 34
More Related Content
PPTX
Dec 10 Vol.2
by
Ptoc Promkaew
PDF
ศึกษาเปรียบเทียบแนวความคิด
by
pentanino
PPT
มรดกอารยธรรมโลก(อ.ไพรินทร์)
by
Heritagecivil Kasetsart
PPTX
อภิปรัชญา ความจริงของโลก และ มนุษย์
by
Padvee Academy
PDF
ไอน์สไตน์ถามพระพุทธเจ้าตอบ
by
sarawu5
DOCX
กลุ่มน้องเต่าชิกูเมะ --มนุษยกับการแสวงหาความจริงและความหมายของชีวิต
by
freelance
PDF
ความฉลาดทางอารมณ์และการพัฒนาจิตใจ
by
Padvee Academy
PDF
ปรัชญาทั่วไป ตอน ทำความรู้จักกับปรัชญา
by
Padvee Academy
Dec 10 Vol.2
by
Ptoc Promkaew
ศึกษาเปรียบเทียบแนวความคิด
by
pentanino
มรดกอารยธรรมโลก(อ.ไพรินทร์)
by
Heritagecivil Kasetsart
อภิปรัชญา ความจริงของโลก และ มนุษย์
by
Padvee Academy
ไอน์สไตน์ถามพระพุทธเจ้าตอบ
by
sarawu5
กลุ่มน้องเต่าชิกูเมะ --มนุษยกับการแสวงหาความจริงและความหมายของชีวิต
by
freelance
ความฉลาดทางอารมณ์และการพัฒนาจิตใจ
by
Padvee Academy
ปรัชญาทั่วไป ตอน ทำความรู้จักกับปรัชญา
by
Padvee Academy
Similar to กลุ่มทับทิมกรอบ --เรื่องมนุษย์กับความคิด
PDF
กำเนิดจักรวาล
by
niralai
PDF
กำเนิดเอกภพ
by
Marnburapa รักในหลวง
PDF
แนวคิดเรื่องกรรมและความจริงสูงสุดของศาสนาเชน
by
Tongsamut vorasan
PDF
Contentastrounit2
by
SAKANAN ANANTASOOK
PDF
กำเนิดเอกภพ
by
Marnburapa รักในหลวง
PDF
Lesson7
by
Regina_Aretha
PDF
Evolution Plan : การคัดเลือกตามธรรมชาติ
by
กมลรัตน์ ฉิมพาลี
PDF
พลังแห่งจักรวาล
by
anong
PDF
1ก่อกำเนิดมนุษย์
by
Surapol Imi
PDF
แผนการสอน เรื่องวิวัฒนาการ
by
Sumalee Khvamsuk
PDF
Astroplan10
by
SAKANAN ANANTASOOK
DOCX
บทที่ 3 เอกภพ
by
Sakchai Sodsejan
DOCX
กลุ่มพอนะ พอนะ --เชื้อโรค ปืน เหล็กกล้า
by
freelance
DOC
สารคดีจักรวาล
by
farimfilm
PDF
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
by
Muttakeen Che-leah
PDF
02life
by
etcenterrbru
PDF
What is life
by
changnoi2518
PPTX
ดาราศาสตร
by
Sakulpit Promrungsee
DOCX
กลุ่มปลาUse --ตายแล้วเกิดอีกกี่ครั้งก็ยังเป็นสุข
by
freelance
PDF
You Are The One How Can You Chage The World (PDF)
by
Poramate Minsiri
กำเนิดจักรวาล
by
niralai
กำเนิดเอกภพ
by
Marnburapa รักในหลวง
แนวคิดเรื่องกรรมและความจริงสูงสุดของศาสนาเชน
by
Tongsamut vorasan
Contentastrounit2
by
SAKANAN ANANTASOOK
กำเนิดเอกภพ
by
Marnburapa รักในหลวง
Lesson7
by
Regina_Aretha
Evolution Plan : การคัดเลือกตามธรรมชาติ
by
กมลรัตน์ ฉิมพาลี
พลังแห่งจักรวาล
by
anong
1ก่อกำเนิดมนุษย์
by
Surapol Imi
แผนการสอน เรื่องวิวัฒนาการ
by
Sumalee Khvamsuk
Astroplan10
by
SAKANAN ANANTASOOK
บทที่ 3 เอกภพ
by
Sakchai Sodsejan
กลุ่มพอนะ พอนะ --เชื้อโรค ปืน เหล็กกล้า
by
freelance
สารคดีจักรวาล
by
farimfilm
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
by
Muttakeen Che-leah
02life
by
etcenterrbru
What is life
by
changnoi2518
ดาราศาสตร
by
Sakulpit Promrungsee
กลุ่มปลาUse --ตายแล้วเกิดอีกกี่ครั้งก็ยังเป็นสุข
by
freelance
You Are The One How Can You Chage The World (PDF)
by
Poramate Minsiri
More from freelance
PDF
International disaster management
by
freelance
PDF
Ch 6 geological hazard
by
freelance
PDF
Policy and disaster risk reduction
by
freelance
PDF
geo hazard and Incident command systems
by
freelance
PDF
Ch 3 disaster risk assessment
by
freelance
PDF
Ch 5 fire hazard
by
freelance
PDF
Ch 2 disaster informatics
by
freelance
PDF
Ch 8 basic emergency medical service and triage
by
freelance
PPTX
Week14 summarize disaster education class
by
freelance
PDF
Ch 7 damange and need assessment
by
freelance
PPTX
Week 2 disaster informatics
by
freelance
PPTX
Week 9 emergency medical
by
freelance
PPT
Week 6 geo hazard and Incident command systems
by
freelance
PPTX
Disaster education game
by
freelance
PDF
Ch 1 disaster education
by
freelance
PDF
Week 1 meteorological hazard and risk assessments
by
freelance
PPTX
Week 4 disaster risk reduction
by
freelance
PPT
Week 8 survival
by
freelance
PDF
Ch 4 disaster risk reduction
by
freelance
PPT
Week 7 geo hazard and damage and need assessment (DANA)
by
freelance
International disaster management
by
freelance
Ch 6 geological hazard
by
freelance
Policy and disaster risk reduction
by
freelance
geo hazard and Incident command systems
by
freelance
Ch 3 disaster risk assessment
by
freelance
Ch 5 fire hazard
by
freelance
Ch 2 disaster informatics
by
freelance
Ch 8 basic emergency medical service and triage
by
freelance
Week14 summarize disaster education class
by
freelance
Ch 7 damange and need assessment
by
freelance
Week 2 disaster informatics
by
freelance
Week 9 emergency medical
by
freelance
Week 6 geo hazard and Incident command systems
by
freelance
Disaster education game
by
freelance
Ch 1 disaster education
by
freelance
Week 1 meteorological hazard and risk assessments
by
freelance
Week 4 disaster risk reduction
by
freelance
Week 8 survival
by
freelance
Ch 4 disaster risk reduction
by
freelance
Week 7 geo hazard and damage and need assessment (DANA)
by
freelance
กลุ่มทับทิมกรอบ --เรื่องมนุษย์กับความคิด
1.
กลุ่ม ทับทิมกรอบ หนังสือ :
มนุษย์กับความคิด 55090500235 นางสาวฐิติพร ปทุมวิทย์ 55090500211 นางสาวปนัดดา นวลศรี 55090500212 นางสาวพิชาดา กลางสาทร 52291543 นายปุริม รัตนธราดล 55090500229 นางสาวอุรัสยา กลิ่นขจร 55090500230 นางสาวอุษณีย์ เพ็ชรวิภาต 55090500234 นายชัชชัย ตู้จินดา 52215143 นายชัยยุทธ์ ปราณวิจิตรกุล 53211220 นายธีระวัฒน์ เที่ยงกินรี 52291216 นายพัฒน์ วงศ์บุตรดี
2.
เรื่องมนุษย์กับความคิด บทที่ 1 ศาสตร์แห่งจักรวาล โลก-อุบัติการณ์ปานเสกปั้น ตั้
ง แ ต่ ม นุ ษ ย์ เ กิ ด ขึ้ น ม า บ น โ ล ก เริ่มรู้สึกสัมผัสกับสิ่งล้อมรอบตัวเมื่อมนุษย์เริ่มสะสมประสบการณ์และมีความรู้มากขึ้นก็เริ่มรู้สึกว่าสิ่งต่าง ๆล้วนมีความสัมพันธ์และสาคัญต่อตัวเขา ชีวิตเขา ธรรมชาติและโลกกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เช่น ชาวอียิป ต์โบ ราณ เชื่อว่าเข็มทิศ เป็ นศู นย์กลางข อง โลกมีเท พเจ้าป ท าห์สิง สถิตอยู่ เขาโอลิมปัสของชาวกรีกเป็นสวรรค์ของเทพเจ้า จุดกึ่งกลางของจักรวาล เช่นหิมพานต์ และ เขาสิเนรุสาหรับชาวอารยัน ฮินดู และตานานของพระพุทธศาสนา ชาวจีนโบราณเชื่อว่าแผ่นดินจีน และ ชาวจีนคือศูนย์กลางของโลก เหมือนกับที่ปโตเลมีเชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลา งของจักรวาร ทั้งห มดเป็ นค วามคิดแม่แบบ ของจักรวารวิท ย า และเท ว จิตศาสตร์ คาร์ล สตัมพพ์ กล่าวว่ารายละเอียดชิ้นส่วนต่างๆประกอบขึ้นมาเป็นโลกแต่ก็ยังขาดความพอดี คาร์ลเชกาน กล่าวว่าถ้าหากโลกสร้างมาไม่สมบรูณ์จักรวาลก็คงไม่มีหรือมนุษย์คือจักรวาล หรือมนุษย์คือจักรวาล อั ต ต า ทั ศ น์ ป โ ต เ ล มี ถือว่าโลกเป็นสูญกลางของระบบสุริยะหรือจักรวาลเป็นส่วนขยายของจิตที่อยู่ลีกเข้าไปภายในของมนุษย์ หากมองจากความคิดที่คล้ายๆกันที่เป็นอภิมหาปรัชญ าซื่งเป็นหัวใจสาคัญต่อศาสนาต่างๆ มนุษย์ต่างหากที่เป็นส่วนขยายของจักรวาลหรือทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งซึ่งกันและกัน แบรดอนคาร์เตอร์ นั ก ฟิ สิ ก ส์ แ ห่ ง ม ห า วิ ท ย า ลั ย แ ค ม บ ริ ด จ์ ได้ราย ง าน ว่ าด ว ง ด าว ทั้ ง ป ว ง แล ะด ว ง อ าทิ ต ย์ ที่ ค ง รูป อ ยู่ ได้ชั่ว กั ป ป์ ชั่ว กั ล ป์ ก็ ด้ ว ย ก า ร ค้ า น กั น ร ะ ห ว่ า ง แ ร ง ส อ ง แ ร ง ที่กระทาต่อกันแทบจะเท่ากันพอดีนั้นก็คือแรงดึงดูดที่เกิดจากความหนาแน่นของมวลสาร ฟรีแมน ไดสัน ได้แสดงข้อเท็จจริงทางนิวเคลียร์ฟิสิกส์ว่า แต่ละนิวเคลียสของอะตอมแต่ละอะตอมนั้น โป ร ต อ น กั บ อิเ ล็ก ต รอ น จ ะจับ คู่ กั น ด้ ว ย แ รง ที่ ดึ ง ดู ด กั น แ ล ะ กั น ที่ เรีย ก ว่ า แรงยึดที่แข็งแรงของนิวเคลียสวิลเลี่ยมเฟาว์เลอร์ ได้พิสูจน์ว่า สสารหรือธาตุที่สาคัญที่สุดต่อชีวิตคือ ออกซิเจ นและค าร์บ อ น ห รือ อ าจจะเป็ นไป ต ามที่ อัตต าทั ศ น์ ป โต เลมีก ล่าว ว่ า จัก รว าลนั้น คือจิต ที่มนุ ษ ย์สร้างขึ้ น เพ ราะถ้าไม่มีม นุ ษย์ ก็ไม่มีดาว ไม่มีกาแล็ก ซี่ ไม่ มีจัก รว าลซื่ ง กิ ด ขึ้ น ม าจาก สัม พั น ธภ าพ จาก ก ารสัง เ ก ตแ ละก ารมีส่ ว น ร่ว ม ทั้งนี้ไม่ว่าสรรพสิ่งต่างๆจะเป็ นอะไรอยู่ ณ ตาแห น่งใดในจักรวาล กาแล็กซี่ ห รือโลก และชีวิตทั้งหลายทั้งป วงย่ อมต่อเนื่ องกันสัมพันธ์กัน“มนุษย์ที่แท้ ก็คือจักรวาลนั้นเอง” นั้นคือหัวใจของทฤษฎีทักษนะแห่งอัตตาทัศน์ ปโตเลมี
3.
ก่อนที่จะมาเป็นจักรวาล การกาเนิดของจักรวาลและท ฤษฎีข องการระเบิดที่ยิ่งใหญ่
ที่เรียกว่า บิ๊ก -แบ ง แ ต่ สิ่ ง ที่ อ ยู่ ก่ อ น ห น้ า ก า ร ร ะ เ บิ ด บิ๊ ก - แบงนั้นยังไม่ได้เป็ นที่รู้จักห รือยอมรับกันอย่ างแน่ นอนในท างวิทย าศาสตร์ในปัจจุบัน สมมุติฐานที่นักจักรวาลวิทยา และนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ให้ความสนใจค่อนข้างมาก คือ ส ม ม ติ ฐ า น ที่ อ ธิ บ า ย ร ะ บ บ ปิ ด ข อ ง จั ก ร ว า ล โดยอาศัยทฤษฎีแห่งความสัมพันธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ประยุกต์กับทฤษฎีแห่งแรงดึงดูดที่จะทาให้จั ก ร ว า ล ค่ อ ย ๆ ห ด ตั ว เ ล็ ก ล ง สม มติฐานที่ อธิบ าย จักรว าลใน รูป ข องจักรว าลเปิ ด มีค ว าม เป็ นไป ได้มากเช่ นกั น ในทางคณิตศาสตร์ได้แก่สภาพก่อนการเกิด บิ๊ก-แบง ความละม้ายคล้ายกันระหว่างจักรวาลกับมนุษย์ เป็นที่น่าประหลาดใจภาพวาดและศิลปกรรมต่างๆเหล่านั้นไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนล้วนแล้วแต่มีความ ค ล้ า ย ค ลึ ง กั น เ ป็ น อ ย่ า ง ยิ่ ง ซึ่งแสดงออกถึงจินตนาการร่วมของมนุษย์ที่มีต่อสรรพสิ่งที่ลี้ลับของโลกและจักรวาลที่มีความสัมพันธ์ต่อ ก า ร ด า ร ง ชี พ แ ล ะ ก า ร ท า ม า ห า กิ น ข อ ง พ ว ก เ ข า จ า ก ค ว า ม ไ ม่ รู้ ไม่เข้าใจทาให้มนุษย์ต้องพยายามที่จะค้นคว้าและหาคาตอบที่แท้จริงของจักรวาลและดวงดาว ต่อมามนุษย์ได้พัฒนาวิวัฒนาการไปสู่พิธีกรรมความงมงายทางจิตกลายเป็นเรื่องของภูตผี พระเจ้า เท ว ด า ไส ย ศ า ส ต ร์ ศ า ส น า ซึ่ ง เ ป็ น สิ่ง ที่ อ ยู่ กั บ ม นุ ษ ย์ ม า จ น ถึง ปั จ จุ บั น นี้ เมื่อสังคมมนุษย์ได้พัฒนามายิ่งขึ้น ความพยายามที่จะเข้าใจต่อสรรพสิ่งที่เป็นธรรมชาติ ได้ผันแปรสู่การใช้วิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์ ทฤษฎีต้นแบบมาตรฐาน หรือ ทฤษฎีบิก -แบง ชี้ว่าจักรวาลที่รวมทุกสิ่งทุกอย่างเขาด้วยกันไม่ว่า กาแล็กซี ดวงดาว ระบบสุริยะ ดาวเคราะห์ต่างๆ โ ล ก ข อ ง เ ร า แ ล ะ ส ร ร พ สิ่ ง ทั้ ง ป ว ง ใ น โ ล ก ชี วิ ต ทุ ก ชี วิ ต ล้ว น อุ บั ติ ขึ้ น ม าจ าก ก ารร ะเบิ ด ข อ ง ม ว ล ส ารที่ อัด แ น่ น กั น ที่ สุ ด นักจักรวาลวิทยาและนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ส่วนมากในปัจจุบันเชื่อว่าจักรวาลเป็นจักรวาลปิด ไม่มีการเกิดและการไม่มีการแตกดับ มีแต่หมุ่นเวียนการระเบิด ขยายตัว ละหดตัว ความจริงทางโลกกับความจริงแควนตัม อั ล เ บิ ร์ ต ไอน์สไตน์ได้กล่าวถึงจิตปัญญาที่ล้าลึกที่สรุปรวมยอดแควนตัมที่ยังไม่ค่อยมีใครเข้าใจเท่าไรนักว่า “มนุ ษย์ เราเป็ นส่วน น้อย ข องค วาม เป็ น ห นึ่ง เดีย ว ที่ยิ่ง ให ญ่ ที่ เราเรีย กว่ าจักรว าล ความรู้แควนตัมได้กล้าวกระโดดจากเพียงทฤษฎีมาเป็นข้อเท็จจริงที่มีข้อพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ยืนยันแ ละสนับสนุนมากมาย สรุปได้สาคัญดังนี้
4.
ข้ อ ที่
1 นี ล ส์ บ อ ห์ ร สรุปว่าสรรพสิ่งไม่จริงถ้าเราไม่ได้ไปสังเกตหามันเข้าโลกและจักรวาลเป็นจริงตามที่เราสัมผัสแค่ส่วนหนึ่ง ข้อที่2 การสังเกตของมนุษย์สร้างความจริงที่เรารู้จักขึ้นมา ข้อที่3 ความจริงแท้คือความเป็นสิ่งเดียวกันที่แยกออกจากกันไม่ได้ ข้อที่4 ในความจริงแท้ จักรวาลแควนตัมเพิ่มจานวนได้เป็นหลายๆจักรวาลหรือหลายมิติตลอดไป ข้อที่5 โลกและจักรวาลไม่อยู่ภายใต้ตรรกะของเหตุปัจจัย หรือเหตุผลของมนุษย์ ข้อที่6 โลกและจักรวาลถูกสร้างขึ้นมาด้วยวัตถุพื้นฐานเหมือนกันทั้งหมด ข้อที่7 จิตวิญญาณสร้างความจริงแท้ ข้อที่8 โลกและจักรวาลมีแต่ความอาจที่จะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ และความจริงอย่างโน้นอย่างนี้ บทที่2 ชีวิตบนพื้นพิภพ กาเนิดชีวิต-ความบังเอิญที่เหลือเชื่อ ชีวิตที่เรารู้จักและคุ้ย เค ยนั้น นักวิท ย าศาสตร์บ อกว่าชีวิตป ระกอบ ด้ว ยเซลล์ ไม่ มีสิ่งใดจ ะมีเซ ลล์ที่ ส มบู รณ์ ยิ่ ง ไป ก ว่ าม นุ ษ ย์แ ละนั กวิ ท ย าศ าสต ร์ยัง บ อ กว่ า ไม่ ว่ า เ ซ ล ล์ นั้ น จ ะ เ ป็ น ข อ ง ใค ร ข อ ง สั ต ว์ ห รือ พื ช ล้ ว น ไ ม่ แ ต ก ต่ า ง กั น นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกับใคร ชีวิตเกิดมาได้เพราะสิ่งที่มากับดวงดาว ตอนแรกโลกนั้นเต็มไปด้วยความแห้งแล้งและรกร้าง ไม่มีทั้งน้าและบรรยากาศซึ่งนิวตันคาดว่า น้าและบรรยากาศน่าจะเกิดมาจากความบังเอิญ มีทฤษฎีที่ว่าด้วยการกาเนิดโลก ซึ่งมีใจความว่า “เซลล์สิ่งมีชีวิตเกิดกระทาปฎิกิริยาทางเคมีของชั้นบรรยากาศกับอนินทรีย์ทาให้เกิดเป็นมนุษย์จนทุกวัน นี้” ทฤษฎีนี้แม้จะดูเข้าท่าแต่ทุกๆสิ่งในทฤษฎีนี้เกิดจากความบังเอิญ ซึ่งเราไม่สามารถเข้าใจแน่ชัดได้ ฟ ร า เ ส ชิ ล ค ริ ค ผู้ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลจากผลงานการค้นคว้าโครงสร้างของDNAได้กล่าวว่าทฤษฎีนี้ล้วนมีแต่ความบังเอิ ญ ดังนั้นคงสรุปได้แค่ว่าการกาเนิดของชีวิตบนโลกนี้แทบจะเป็นเรื่องของปาฏิหาริย์เหนือธรรมชาติ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หรือทุกคนก็ยังไม่มีใครตอบได้ว่าแท้จริงแล้วชีวิตเกิดได้ยังไง หลายเผ่าพันธุ์ใช่เฉกเช่นพันธุ์เดียวกัน นั ก วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ ทุ ก ส า ข า ทั่ ว โ ล ก ไ ด้ บ อ ก กั บ เ ร า ว่ า มนุษย์ทั้งหมดทั้งโลกทุกเชื่อชาติผิวพรรณล้วนเป็นเผ่าพันธุ์มาจากแหล่งกาเนิดตระกูลเดียวกัน ท ฤ ษ ฎี นี้ ก็ ยั ง มี ช่ ว ง โ ห ว่ ที่ ต้ อ ง วิ เ ค ร า ะ ห์ โ ด ย ล ะ เ อี ย ด แต่ จ าก ห ลัก ฐา น ที่ มี ก็ พ อ ส รุป ได้ค่ อ น ข้ าง แน่ น อ น ว่ าม นุ ษ ย์ ไม่ ได้ม า จ าก ลิง
5.
จริงอยู่ที่ในอดีตต้นตระกูลของมนุษย์ทั้งมวลกับต้นตระกูลของลิงอาจจะเป็นญาติที่เกี่ยวข้องกันและกัน อ า จ
จ ะ มี ค ว า ม ค ล้ า ย ห รื อ ลั ก ษ ณ ะ บ า ง อ ย่ า ง เ ห มื อ น แ ต่ ไ ม่ ใ ช่ นักวิทยาศาสตร์บางคนก็อ้างว่าค้นพบฟอสซิลของมนุษย์ตามที่ต่างๆจึงทาให้สับสนและไม่มั่นใจว่ามนุษ ย์ม าจากไห นกั น จ นม นุ ษ ย์ได้ค้นพ บ ซ าก ฟ อสซิลตาม สถ านที่ แล ะเว ลาต่าง กั น ทาให้พอที่จะประเมินได้ว่ามนุษย์ต่างมีวิวัฒนาการจากสายพันธุ์ที่แยกจากกันมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่เริ่มแรกก่ อนกาเนิดของตระกู ลที่เป็ นเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่แท้จริง ที่วิเค ราะห์มานี้ ไม่เกี่ยวกับกาพืดนิยม ท้องถิ่นนิยม หรือตะวันออกนิยมแต่ประการใด ชีวิต โลก และจักรวาล ย่อมไม่ไร้ซึ่งเป้ าหมาย นักคิดต่างได้พยายามที่จะค้นหาความลี้ลับของปัญหาเพื่อความเข้าใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง ของที่มาละที่ไปของจักรวาลและสรรพสิ่ง โลกชีวิต คงไม่มีนักคิดคนใดในโลกที่จะคิดว่าจักรวาล โ ล ก แ ล ะ ชี วิ ต ล้ ว น มี ขึ้ น ด้ ว ย เ ห ตุ บั ง เ อิ ญ พัฒนาวิวัฒนาการไปด้วยสารพันความบังเอิญและจบสิ้นดับสูญไปเหมือนกับลิเกละครน้าเน่าปัญญาอ่อน ทั้งหมดทั้งหลายมันต้องมีที่มาที่ไป มีเป้าหมายอะไรที่สาคัญมากยิ่งใหญ่อย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน ชี วิ ต เ ท่ า ที่ วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ บ อ ก กั บ เ ร า โ ด ย เ ฉ พ า ะ ม นุ ษ ย์ นั้ น มีกายกับจิตเป็นองค์ประกอบกายที่เป็นวัตถุกาหนดขึ้นเป็นรูปตามแม่แบบแม่พิมพ์ที่แตกต่างกันไปโดยมี ส า ร เ ค มี ที่ ก า ห น ด ขึ้ น ม า ใ ห้ ต อ บ ส น อ ง รู ป ที่ ว่ า นั้ น ส่ ว น จิ ต นั้ น อ ดี ต วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ เ ค ย บ อ ก กั บ เ ร า ว่ า เ นื่ อ ง จ า ก ไ ม่ ใช่ วั ต ถุ ดังนั้นจึงแยกออกจากกายเป็นเอกเทศและวิทยาศาสตร์ในอดีตหมาดๆยังเข้าใจว่าที่ตั้งของจิตคือสมองที่เ ป็นกายรูปและบอกว่าการทางานการควบคุมจิตเป็นด้วยสารเคมีที่ส่วนใหญ่เป็นไปตามแห่งยุคใหม่ การค้นพบ ให ม่ๆนอกจากจะแย กกาย ที่ เป็ นวัตถุออกจากจิตที่ ไม่ใช่ วัตถุไม่ได้แล้ว ในความจริงที่แท้แล้วยังไม่สามารถแยกชีวิตหรือแม้สรรพสิ่งที่ต่างกันออกจากกันและกันได้ อิเล็กตรอนที่ประกอบเป็นกายเป็นจิตวิญญาณของใครต่อใครก็ตาม ล้วนเชื่อมโยงสัมพันธ์กันทั้งนั้น พันธุกรรมที่เป็นสารเคมีที่กาหนดแม่แบบของรูปกายพฤติกรรมและจิตก็เพียงบางส่วนเท่านั้นที่เป็นตัว กาหนดทั้งยังเป็นส่วนที่เกิดขึ้นที่หลังของกิจกรรมและบริบทของการเจริญวิวัฒนาการของรูปแบบชีวิตใด ๆ ไ ด้ เ ล ย ถ้ า ไ ม่ มี สิ่ ง อื่ น ที่ ส า คั ญ เ ท่ า ๆ กั น การวิวัฒนาการทางธรรมชาติปรับปรุงสายพันธุ์สัตว์สัตว์ให้ซับซ้อนตามกาลเวลาและสิ่งแวดล้อม มนุษย์เป็นผลผลิตที่สมบูรณ์ที่สุด มียีนส์ที่ซับซ้อนจานวนมากที่สุด ดังนั้นกิเลสตัณหาจึงซับซ้อนที่สุด ศ า ส น า พุ ท ธ ข อ ง เ ร า กั บ ศ า ส น า พ ร า ห ม ณ์ ต่างกันก็เห็นพ้องต้องกันเป็นอย่างดีในเรื่องของจักรวาลที่เราอาศัยอยู่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ก า ร เ กิ ด ขึ้ น ม า สิ้ น สุ ด ก็ เ ป็ น สิ่ ง ที่ เ กิ น ก า ร สั ม ผั ส แ ล ะ รั บ รู้ เ ข้ า ใ จ ไ ด้ พระพุทธเจ้าไม่ได้ให้รายละเอียดไว้ในเรื่องจุดมุ่งห มายของจักรวาลและสรรพสิ่งในโลก และชีวิตเป็นเอกเทศและกิจจะลักษณะ แต่นั่นไม่ใช่เพราะพระองค์ไม่รู้แต่อาจด้วยสาเหตุอื่นๆ ความเป็นกลางความพอดีที่ไม่ใช่การหนีกามวัตถุอย่างเคร่งครัดให้จริยธรรมเป็นทุกขั้นตอน
6.
แต่เป็นเรื่องของความเข้าใจความพอดีอย่างลึกซึ้งด้วยการเข้าถึงจิตปัญญาที่จะนามนุษย์ไปสู่ความสุข ซึ่งแน่นอนที่สุดย่อมส่งผลเป็นความสุขสงบสันติของโลก และสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งมวล พลังงานชีวิตกับจิตวิญญาณ ในมนุษย์เรานั้นมีองค์ป ระกอบ
ของค วามจริงแท้ห รือป รกติอยู่ 23 องค์ป ระกอบ ใน จ า น ว น นี้ เ ป็ น ธ า ตุ ต า ม ธ ร ร ม ช า ติ ทั้ ง 5 คื อ ดิ น น้ า ล ม ไ ฟ อี เ ธ อ ร์ ที่ เ ป็ น ธ า ตุ ห ย า บ แ ล ะ ล ะ เ อี ย ด อ ย่ า ง ล ะ ห นึ่ ง ร ว ม เ ป็ น สิ บ อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ที่เหลือเป็นอินทรีย์หรือความรู้สึกสัมผัส รวมทั้งหมดเป็น20 ส่วนอีก3องค์ประกอบได้แก่ จิตสัญชาตญาณ จิตพุ ท ธิห รือจิตต ารมณ์ ร่า ง กาย มนุ ษ ย์ที่ เป็ น วัตถุ เมื่ อสัมผัสห รือมอง เห็ นภ าพ มี ร่ า ง ก า ย แ ล ะ ส ม อ ง มี ส ถ า น ที่ มี เ ว ล า เ ป็ น ตั ว ก า ห น ด เ ป็ น จิ ต ส า นึ ก แต่ ค ลื่ น พ ลัง ง าน ค ลื่ น อ นุ ภ า ค ที่ เป็ น พ ลัง ง า น ซ้ อ น ค ลื่ น ที่ เป็ น ส่ ว น ข อ ง ก าย - จิ ต แ ย ก จ า ก กั น ไ ม่ ไ ด้ นั้ น เ ป็ น จิ ต ไ ร้ ส า นึ ก เคลื่อนไหวและสัมพันธ์เชื่อมโยงไป กับกลุ่มคลื่นอนุภาคที่แน่ นและละเอีย ดมีความถี่สูง คลื่นจิตไร้สานึกแห่งสกลจักรวาล นายแพท ย์เบนจามิน ลีเบตกับ เบอร์แทรม เพนสไตน์ ได้ทดลองกระตุ้นผู้ป่วยหลายคนด้วยอิเล็กโทรดที่ผิวหนังและให้ผู้ป่วยกดปุ่มไปไฟฟ้าที่วางใกล้มือของผู้ ป่ ว ย ให้ ก ดได้ทั น ที และ ให้ ผู้ป่ ว ย ส่ ง สัญ ญ าณ ร้อง เมื่ อมีค ว าม รู้สึก ว่ าถูก ก ระ ตุ้ น ก า ร ท ด ล อ ง ใ น เ ว ล า ต่ อ ม า ล้ ว น ส นั บ ส นุ น อ ย่ า ง ชั ด เ จ น ว่ า การตั้งใจตัดสินใจให้ส่วนของร่างกายส่วนหนึ่งส่วนใดทางานที่คิดว่าเป็นคาสั่งของสมองนั้น แท้ที่จริงแล้วมีคลื่นพลังงานที่กล้ามเนื้อส่วนนั้นเริ่มทางานเกิดขึ้นก่อนแล้วก่อนการเกิดคลื่นคาสั่งขึ้นที่สม องถึงหนึ่งวินาทีครึ่งทีเดียว จิตวิญญาณในทฤษฎีสังฆียะนั้นไม่ได้อยู่ในร่างกายหรือสมองที่เป็นวัตถุธาตุ แต่ เค ลื่ อน ไห ว ไป กั บ ป ราณ ค ง อ ยู่ แม้ภ าย ห ลัง ที่ วั ต ถุ ธ าตุ เสื่อ ม ส ลาย ไป แ ล้ว เดี๋ยวนี้วิทยาศาสตร์สรีวิทยากาลังบอกว่าจิตวิญญาณอาจไม่ได้ตั้งอยู่ในสมองแต่เคลื่อนไหวอยู่ทั่วไปในส นามของคลื่นพลังงานที่ต่อเนื่องกับจิตไร้สานึกที่เป็นสากล พฤติกรรมมนุษย์กับการเปลี่ยนแปลง ปัจจัยสาคัญที่สุดที่มีผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อทิศทางของการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกได้ แ ก่ พฤติกรรมของมนุษย์ที่แปรเปลี่ยนแปลงแยกไปตลอดเวลาตามวิวัฒนาการของสังคมและผลที่กระทบต่อ สิ่ ง แ ว ด ล้ อ ม คื อ พฤติกรรมที่แสดงอย่างชัดแจงถึงแนวโน้มของความก้าวร้าวรุนแรงทางความคิดและปฎิเสธการอยู่ร่วมกั นอย่างสันติระห ว่างมนุ ษย์ด้วยกัน พื้นฐานข องสังคมและตัวแปรตัวเร่งที่ส ลับ ซับ ซ้อน การบังคับบัญชาของจิตใต้สานึกที่มนุษย์เท่านั้นสามารถนามาแปรเป็นสติปัญญาและพฤติกรรมในการสร้ า ง ส ร ร ค์ สั ง ค ม
7.
พฤติกรรมมนุษย์ในกลุ่มคนช่วงเวลาสั้นๆควาแตกต่างกันของพฤติกรรมสามารถแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรก-เริ่มวัยรุ่นช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง สงคามที่ไม่มีประเทศใดในโลกที่ไม่รับผลกระทบ ช่วงเวลานั้นเป็ นช่วงเวลาที่สภาพทางสังคมและเศรษฐกิจมีความวุ่นวายและตกต่าที่สุด ใ
น ข ณ ะ เ ดี ย ว กั น ก็ ส ร้ า ง นิ สั ย ป ร ะ ห ยั ด แ ล ะ อ ด ท น ก ลุ่ ม ส อ ง - ผู้ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ของความทุกข์ของสงครามและความยากลาบาก กลุ่มสาม-ผู้ที่กาลังเติบโต มีขบวนการทางสังคมและการเมืองเกิดขึ้นมาในประเทศต่างๆทั่วโลกเป็นขบวนการฟันดาเมนตัลลิสม์ที่ใ ช้ ค ว า ม รุ น แ ร ง ใ น ก า ร ตั ด สิ น ปั ญ ห า การบรรเทาหาทางปรับระบบรูปแบบและโครงสร้างของสังคมและทัศนคติของการดารงชีวิตร่วมกันของส มาชิกในสังคมโลก ฮันนี่และอารมณ์มนุษย์ สิ ท ธิ ม นุ ษ ย ช น ที่ ป ร ะ ก า ศ อ ยู่ ว่ า ชี วิ ต อิ ส ร ภ า พ เ ส รี ภ า พ แ ล ะ ก า ร แ ส ว ง ห า ค ว า ม สุ ข ส่ ว น ตั ว ข อ ง ป ร ะ ช า ช น ค า ป ร ะ ก า ศ นี้ เ ป็ น ค า ป ร ะ ก า ศ ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ ส ห รั ฐ อ เ ม ริ ก า คาประกาศดังกล่าวและไม่ว่าจะเป็นคาประกาศมี่เป็นนโยบ ายหลักของรัฐบาลใดในโลก ล้วนเป็นไปในทานองเดียวกันทั้งนั้น ชีวิต อิสรภาพ และสิทธิที่จะแสวหาความสุขส่วนตัว เช่น 20ที่ แ ล้ ว บ า ง รั ฐ ใ น ส ห รั ฐ อ เ ม ริ ก า ท า ง ต อ น ใ ต้ รถรางรถประจาทางบางสายแบ่งแยกที่นั่งระหว่างคนดาและคนขาว ทั้งหมดนี้ดูกันไม่จืด ก ล า ย เ ป็ น เ รื่ อ ง ป ก ติ ธ ร ร ม ด า ม นุ ษ ย์ จึง เ ป็ น สั ต ว์ ที่ ป ร ะ เ ส ริฐ ยิ่ ง โด ย แ ท้ ม นุ ษ ย์ เ ร า นั้ น มี พ ฤ ติ ก ร ร ม ที่ แ ต ก ต่ า ง แ ล ะ ซั บ ซ้ อ น กั น คื อ ค ว า ม รู้สึ ก อ า ร ม ณ์ ที่ ทั้ ง ห ย า บ ทั้ ง ดิ บ ที่ เ รี ย ก ร ว ม ว่ า กิ เ ล ส ตั ณ ห า ความรู้สึกขั้นต่าที่สุดของสรรพสิ่งที่มีชีวิตซึ่งทางชีววิทยาถือว่าได้มาจาก Brain stem , Reptilian Complex ทั้ ง ส อ ง ส่ ว น นี้ ท า ห น้ า ที่ ก า ห น ด ค ว บ คุ ม แ ล ะ บ ริห า ร ค ว า ม รู้สึ ก แ ล ะ อ า ร ม ณ์ ทั้ ง ห ล า ย ทั้ ง ป ว ง ข อ ง ชี วิ ต พฤติกรรมของมนุษย์ได้มาจากการกระตุ้นเตือนจากจิต ได้มาจากทั้งสองส่วนคือจากจิตขั้นต่า จิ ต ข อ ง อ า ร ม ณ์ ค ว า ม รู้ สึ ก ดึ ก ด า บ ร ร พ์ ข อ ง สั ต ว์ ที่ พู ด ถึ ง นั้ น ส่ ว น ห นึ่ ง และได้มาจากส่วนที่เป็นจิตที่เป็นสติปัญญารู้เหตุและรู้ผลที่ได้มาจากนีโอคอร์เท็กซ์อีกส่วนหนึ่ง จิตทั้งสองส่วนนี้อาจตรงกับ ที่ท างศาสนาพราห มณ์จัดลาดับ ไว้คือ จิตมนัสและจิตพุท ธิ ค ว า ม สั ม พั น ธ์ กั น แ ล ะ กั น ร ะ ห ว่ า ง อ า ร ม ณ์ ค ว า ม รู้ สึ ก กับสติปัญญาของการใช้เหตุและผลมักจะเข้าใจอย่างผิดๆมาตลอดคนส่วนใหญ่คิดว่ามนุษย์ที่เป็นสัตว์ขั้น สู ง ที่ สุ ด พั ฒ น า วิ วั ฒ น า ก า ร ม า ไ ก ล ที่ สุ ด การใช้สติปัญญาของเหตุและผลจึงเป็นตัวกาหนดควบคุมจิตวิญญาณที่มีเฉพาะในมนุษย์แต่เพียงเผ่าพัน ธุ์เดีย ว ค ว าม รู้สึก ที่ ได้จ าก ป ระสาท สัมผัสทั้ง ห กไม่ว่ าจะเป็ น ห รือ นึก คิด ขึ้น ม า สัม ผั ส ก ร ะ ตุ้ น ให้ เ กิ ด ค ว า ม รู้สึ ก แ ล ะ อ า ร ม ณ์ ค ว า ม รัก ค ว า ม ส ง ส า ร เ อ็ด ดู
8.
พฤติกรรมของมนุษย์ที่เข้าใจว่าเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากสติปัญ ญาของการใช้เหตุผล มิได้มีการพัฒนาทางด้านจิตพื้นฐานที่เป็นสัญชาติดิบของความรู้สึกและอารมณ์เลยแม้แต่น้อย บทที่3 เก็บดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว อากาศ
โอโซนกับมนุษยชาติ ใน200ปีมานี้มนุษย์ที่ว่าเจริญก้าวหน้าด้วยอารยธรรมและวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ได้ถางป่าโค่นต้ นไม้ที่ให้ออกซิเจนแก่ชีวิตไปกว่าครึ่งหนึ่ง ตอนนี้ออกซิเจนในชั้นบรรยากาศได้ลดจานวนลง มี ก๊ า ซ ค า ร์ บ อ น ไ ด อ อ ก ไซ ด์ เ พิ่ ม ขึ้ น ท า ล า ย ชั้ น โอ โซ น ใน บ ร ร ย า ก า ศ ทาให้รังสีอัลตร้าไวโอเลตส่องมาถึงโลกเพิ่มทั้งความร้อนและอันตรายต่อการดารงชีวิตแก่มวลชีวภาพรว ม ทั้ ง ม นุ ษ ย์ นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นคว้าหาสาเหตุจนพบว่าโอโซนถูกทาลายไปเพราะสารเคมีที่นามาใช้กันแพร่หลายที่ เรีย กว่ าคลอโรฟลูโอค าร์บ อน (CFC) ที่ใช้ในสารท าคว ามเย็น ในโฟมในสเป รย์ต่าง ๆ คลอรีนจะไปแย่งเอาออกซิเจนออกจากโอโซนมารวมเป็นคลอรีนออกไซด์แย่งเรื่อยไปจนโอโซนค่อยๆห มดไป โอโซนจะช่ว ยดูดซึมรังสีอัลตร้าไวโอเลตไม่ให้ผ่านบ รรยากาศ ลงมายังโลกได้ รังสีดังกล่าวเป็นอันตรายต่อชีวิตของพืชและสัตว์ แพล็งตันกุ้งที่เป็นอาหารปฐมภูมิของสัตว์น้าถูกทาลาย พืชพันธุ์ธัญญ าหารชะลอการเติบโต สาหรับมนุษย์เป็นสาเหตุโดยตรงของมะเร็งผิวหนัง แสงจะทาให้เกิดโรคต้อกระจกและระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องเกิดโรคติดเชื้อรุนแรงได้ง่าย แสงอัลตร้าไวโอเลตที่ผ่านลงมาถึงด้านล่างของสตราโตสเฟียร์ทาให้เกิดความร้อนเพิ่มขึ้นก่อให้เกิดลมเค ลื่อน ไห ว รุน แรง ตั้ง แต่ ป ลาย ปี 1 9 9 1 ค ว าม ร้อน ใน ชั้น สต ราโตส เฟี ย ร์เพิ่ม ขึ้ น ห ลุมโอโซนเกิด ขึ้นให ม่ที่ขั้ว โลกเห นือ ในปี 1 99 2 สถิติ โรค ต่าง ๆเพิ่มขึ้นม ากมาย โช ค ดีอ ยู่ บ้ า ง ที่ เรื่ อง นี้ นั ก วิ ท ย าศ า ส ต ร์ร าย ง าน ท า ง สื่ อ ม ว ล ช น อ ย่ า ง จ ริง จัง การตอบสนองหาทางป้องกันจึงทาได้เร็วรัฐบาลต่างๆต้องออกมาตรการอย่างเด็ดขาดในด้านของการผลิ ตและใช้สารซีเอฟซีซึ่งการที่จะยุติการผลิตสารซีเอฟซีโดยทันทีทันใดนั้นคงเป็นไป ไม่ได้ ใน ปี 1 9 8 1 มี ม ติ ให้ ป ร ะเ ท ศ ผู้ ผ ลิต ห ยุ ด ก าร ผ ลิต ล ง 5 0 เป อ ร์เ ซ็ น ต์ ปี 1 9 9 9 ให้ แ ต่ ล ะ ป ร ะ เ ท ศ รี บ ห า ม า ต ร ก า ร ใน ก า ร ใช้ ส า ร ดั ง ก ล่ า ว ให้ ล ด ล ง แต่ ค ว าม เสีย ห าย ก ลับ เพิ่ม ม ากขึ้ น เพ ราะซีเอ ฟ ซีไม่ สลาย ตัว จน อีก ห ลาย สิบ ปี ดังนั้นในการประชุมที่ลอนดอนในปี1990จึงมีมติออกมาให้มีการยุติการผลิตทั่วโลกลง 100เปอร์เซ็นต์ จ ะ ว่ า ไ ป ก็ ต้ อ ง โ ท ษ บ ริ ษั ท ดู ป อ ง ท์ ที่ ผ ลิ ต ซี เ อ ฟ ซี ขึ้ น ม า บ ริษัท รวย ค นเดีย วแต่ทั้ง โลกพากันบ รรลัย ไป ด้วย ก็ไม่เห็นใค รเข็ดกับ เรื่องอย่ าง นี้ บ้านเราก็ให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนที่ให้ผลคล้ายๆกันถมไป เซต้าเรติคูลี่ กับราศีกันย์ กลุ่มดาวที่อยู่ในจักรราศีกันย์แทบจะเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มดาวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาล ในสมัยที่นครอเลกซานเดรียกาลังรุ่งโรจน์วิชาโหราศาสตร์กาลังหยั่งรากฝังลึกในวัฒนธรรมกรีก-อียิปต์
9.
เ ท พ
ที่ เ ป็ น ตั ว แ ท น แ ห่ ง ร า สี กั น ย์ คื อ ดี ม า เ ต อ ร์ ข อ ง เ ท พ นิ ย า ย ก รี ก เทพเจ้าแห่งความสมบูรณ์ของพืชพันธัญญาหารและผู้ปราดเปรื่องทางปัญญาโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับความ รู้ ก า ร เ กิ ด ก า ร ต า ย แ ล ะ ก า ร ฟื้ น คื น ชี พ แต่ในขณะเดียวกันราศีกันย์ก็มีสัญลักษณ์เป็นตัวสฟิ้งซ์ซึ่งเป็นตัวแทนของจอมผู้รอบรู้ในการตั้งและแก้ป ริ ศ น า ที่ เ กี่ ย ว กั บ ที่ ม า ที่ ไ ป ข อ ง ชี วิ ต วิ ต ลี่ สไตรเบอร์นักเขียนที่อ้างว่าเรื่องที่เขียนในหนังสือชื่อคอมมูเนี่ยนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงกับตัวเขาที่ได้พบ กั บ ม นุ ษ ย์ ต่ า ง ด า ว ผู้ ม า จ า ก ด า ว เ ค ร า ะ ห์ ที่ อ ยู่ ใ น จั ก ร ร า ศี กั น ย์ และอีกครั้งเมื่อนางบาร์นีฮิลล์ผู้ที่ได้เล่าให้จิตแพทย์ฟังภายใต้การสะกดจิตว่านางถูกจับตัวไปทาการตรว จ ร่ า ง ก า ย โ ด ย ม นุ ษ ย์ ผู้ ม า จ า ก ด า ว เ ค ร า ะ ห์ น อ ก พิ ภ พ ใน ย า น อ ว ก า ศ มนุษย์ผู้นั้นได้ชี้ให้นางดูตาแหน่งของดาวดวงนั้นบนแผนที่ของดาวที่อยู่ในยานนั้นปรากฏว่าดาวดวงนั้น อ ยู่ ใน ร ะ บ บ ด า ว เ ซ ต้ า เร ติ คู ลี่ข อ ง จั ก ร ร า ศี กั น ย์ ร ะ บ บ ด า ว เ ซ ต้ า เ ร ติ คู ลี่ เป็นระบบดาวที่อยู่ในกาแลกซีเดียวกับระบบสุริยะจักรวาลของเราซึ่งในระยะทางที่ห่างจากโลกภายใน 3 0 0 ปี แ ส ง มี ร ะ บ บ ด า ว ต่ า ง ๆ อ ยู่ ม า ก ม า ย นักวิทยาศาสตร์ส่วนมากเชื่อว่ามีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในดาวเคราะห์อื่นๆในระบบดาวอื่นๆทั้งในกาแลกซีท า ง ช้ า ง เ ผื อ ก แ ล ะ ก า แ ล ก ซี ต่ า ง ๆ ม า ก ม า ย แต่ ก ารที่ จะ ติด ต่ อ ห รือไป ม าห าสู่ กั น ได้ห รือไม่ นั้น เ ป็ น เรื่อ ง อีก ป ระเด็ น ห นึ่ ง โลกราหูของเราไม่ได้วิเศษวิโสเป็นเอกภพแต่เพียงผู้เดียวในจักรวาลอย่างแน่นอนและก็ไม่รู้ว่ามนุษย์เรา ที่แบ่งกันเป็นฝักเป็นฝ่ายแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันอยากร่ารวยใหญ่โตกันนักหนานั้นมันวิเศษวิโสตรงไหน ยิงกระสุนฝุ่นลดอุณหภูมิโลก นักวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้ว่าภายในระยะเวลาหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมานี้อุณหภูมิบนดาวเครา ะห์ที่เป็นโลกของเราได้ร้อนขึ้นเฉลี่ยทั้งโลกได้ประมาณหนึ่งองศาเซลเซียสและมาทวีความร้อนสูงกว่านั้น ใ น ร ะ ห ว่ า ง ท ศ ว ร ร ษ ที่ 8 0 อุณหภูมิในช่วงนั้นได้ก่อให้เกิดความวิตกกังวลให้แก่นักวิทยาศาสตร์และผู้นาประเทศที่ก้าวหน้าทางวิทย า ก า ร ทั้ ง ห ล า ย ม า ก ปี1990ซึ่งเป็นปีที่โลกมีอากาศร้อนที่สุดอยู่นั้นบังเอิญ ที่ปีรุ่งขึ้นเกิดกรณีบินาตูโบขึ้นมา แรงระเบิดของภูเขาไฟฟิลิปปินส์ส่งเศษธุลีดินและฝุ่นก๊าซโดยเฉพาะก๊าซกามะถันกว่า 20 ล้านตันขึ้นไปในชั้นบรรยากาศโลกทาให้แสงแดดและความร้อนจากดวงอาทิตย์ลดจานวนลงไป ผลของการระเบิดของบินาตูโบคราวนั้นลดปริมาณของแสงแดดและความร้อนที่โลกควรจะได้รับลงไปได้ ราว ๆ ห นึ่ ง เป อ ร์เซ็นต์ห รือคิด เป็ น พ ลัง ง าน ได้ป ระม าณ 1 7 0 0 ล้าน ล้าน วั ต ต์ ข้อมูลดังกล่าวทาให้นักวิทยาศาสตร์สรุปได้สองประเด็น ประเด็นแรกโลกร้อนขึ้นอย่างช้าๆแน่นอน และโลกที่ร้อนขึ้นนั้นเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่ใช้การเผาไหม้ของซากคาร์บอนหรื อน้ามันและจากการตัดไม้ทาลายป่าทั้งสองอย่างทาให้คาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นในบรรยากาศนอกจาก นั้นแล้วโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆยังเพิ่มปริมาณก๊าซที่ร่วมกันสร้างสภาพเรือนกระจกให้แก่โลกและยัง
10.
ทาให้เกิดหลุมโอโซนขึ้นในชั้นบรรยากาศ ข้อสรุปที่นักวิทยาศาสตร์สรุปไว้อีกประเด็นหนึ่งคือ ถ้ามีฝุ่นละอองธุลีดินในบรรยากาศจานวนมากก็สามารถที่จะลดอุณหภูมิจากการจากัดแสงแดดและความ ร้ อ
น ที่ มั น จ ะ ม า ถึ ง ผิ ว โ ล ก ข อ ง เ ร า ไ ด้ ไมเคิลออพเพ็นไฮเมอร์ได้เสนอให้ทางรัฐบาลสหรัฐดาเนินการลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ลงให้ได้ ด้ ว ย ก า ร ล ด พ ลั ง ง า น จ า ก ก า ร เ ผ า ซ า ก ค า ร์บ อ น แ ล ะ ยุ ติ ก า ร ตั ด ป่ า ไ ม้ รวมทั้งการผลิตก๊าซต่างๆที่ก่อให้เกิดสภาพเรือนกระจกทั้งหมดนี้ให้ลดอย่างจริงจังทั่วทั้งโลกติดต่อกันอ ย่ า ง น้ อ ย เ ป็ น เ ว ล า 5 0 ปี แ ต่ ข้ อ เ ส น อ นี้ ถู ก ต่ อ ต้ า น จ า ก นั ก อุ ต ส า ห ก ร ร ม นักเศรษฐศาสตร์และนักการเมืองว่าการทาเช่นนั้นเป็นการบั่นทอนความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ กา รแข่ ง ขั น อย่ า ง เสรีแ ละลัท ธิข อง ม นุ ษ ย ช น นั ก วิท ย าศ าส ต ร์จึง หั น ม าสน ใจ การหาทางจากัดแสงแดดและลดปริมาณพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ไม่ให้ลงมายั งโลก โดยมีข้อเสนอคือใช้ปืนใหญ่ของรัฐนาวีของสหรัฐยิงลูกปืนใหญ่ขนาดหนึ่งตันบรรจุแต่ฝุ่นกับธุลีดินขึ้นไปสู งกว่า20กิโลเมตรสู่ชั้นสตราโตสเฟียร์แต่นักการเมืองของสหรัฐก็ไม่เห็นด้วยกับหลักการนี้ แล้วนักวิทยาศาสตร์จะมีข้อเสนออะไรที่ดีกว่านี้ ห ากว่านักรัฐศาสตร์ นั กเศรษฐศาสตร์ นั ก นิ ติ ศ า ส ต ร์ แ ล ะ นั ก ก า ร ท ห า ร ซึ่งส่ว น มาก ผูกข าด การเป็ นผู้น าท าง การเมือง ไม่ ว่าจะโดย เจต นาห รือไม่เจตน า ความหายนะของระบบนิเวศน์ที่กระทบกระเทือนถึงประชาคมทั้งโลกล้วนเกิดจากจิตที่อ่อนไหวของตัวเร า เ อ ง ทั้ ง สิ้ น ผู้ที่จะแก้ไขป้องกันธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและสังคมโลกจึงเป็นความรับผิดชอบของมนุษย์เราทั้งหลายโดย รวม ดินฟ้ าอากาศกาลังปฏิวัติ ตั้ ง แ ต่ ก า ร ป ฏิ วั ติ อุ ต ส า ห ก ร ร ม เ มื่ อ 3 0 0 ปีมาแล้วโลกเราร้อนขึ้นเรื่อยๆแน่ๆมีหลักฐานแน่นอนเพราะเกิดมาแล้วและในอนาคตอันใกล้นี้โลกก็จะร้ อนขึ้นเรื่อยๆ ความร้อนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆอย่างที่ว่านั้นหากว่านานติดต่อกันรวมเวลาแล้ว 150 ปี ก็ จ ะ จุ ด ช น ว น ให้ ก ล ไก ก า ร รัก ษ าอุ ณ ห ภู มิ โ ล ก ต า ม ก ฎ ธ ร ร ม ช าติ ท า ง า น ส ภ า พ ค ว า ม ห น า ว เ ย็ น จั ด ก็ จ ะ เ กิ ด ขึ้ น สิ่งที่ค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ก็คือภาวะของโลกที่เข้าสู่สภาพความหนาวเย็นจัดหรือสภาพอบอุ่นในระ หว่างยุคสมัยน้าแข็งหรือในระหว่างอินเตอร์เกลเชียลในอดีตล้วนเกิดขึ้นอย่างกะทันหันทันทีทันใด สาเหตุที่ทาให้โลกมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างกะทันหันก็คือสายพานยักษ์ที่ส่งกระแสความร้อนจาก แ ถ บ ศู น ย์ สู ต ร ไ ป ยั ง บ ริ เ ว ณ ขั้ ว โ ล ก เ ห นื อ สายพานยักษ์นี้คือกระแสน้าร้อนกัลฟ์สตรีมในมหาสมุทรแอตแลนติคที่ปกติจะนากระแสน้าร้อนจานวนม ห า ศ า ล ขึ้ น ม า ท า ง เ ห นื อ เนื่องจากความร้อนที่มันมีอยู่และความเร็วของกระแสน้าก็จะลอยอยู่ที่ผิวของมหาสมุทรทาให้มีการระเห ย น้ า ขึ้ น ไ ป ใ น อ า ก า ศ ต ล อ ด เ ว ล า
11.
ดังนั้นมันจะมีความเค็มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเมื่อมาถึงยังบริเวณขั้วโลกเหนือความเค็มจัดของน้าเมื่อกระทบคว ามเย็นทาให้กระแสน้าหนักขึ้นและจมลงไปอยู่ข้างล่าง กลายเป็นกระแสน้าเย็นที่เค็มกว่าไหลย้อนกลับไป ว น
เ วี ย น เ ห มื อ น ส า ย พ า น ยั ก ษ์ ต ล อ ด เ ว ล า ต้นเหตุที่สาคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังตัวแปรที่เป็นชนวนที่มากระทบต่อระบบส่งน้าร้อนสายพาน ยั ก ษ์ ก็ คื อ การตัดไม้ทาลายป่าที่ทาให้น้าจืดไหลลงสู่มหาสมุทรมากขึ้นทาให้สายพานยักษ์หยุดหรือไหลขึ้นไปทางเ หนือช้าลงและการตัดไม้ทาลายป่าทาให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหลือมากขึ้นเรื่อยๆจะทาให้อุณหภูมิโล กเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากเกิดอยู่นานก็จะทาให้น้าแข็งที่ขั้วโลกละลายมากขึ้นเกิดภาวะน้าท่วมโลกได้ ในขณะเดียวกันก็เป็นชนวนไปยับยั้งไม่ให้สายพานยักษ์ท างานเมื่อไม่มีกระแสน้าร้อน ทางซีกโลกเหนือก็เย็นลงเรื่อยๆไม่ช้าไม่นานสภาพยุคสมัยน้าแข็งย่อยๆชั่วคราวหรือแม้ยุคสมัยน้าแข็งจ ริงๆก็อาจเกิดขึ้นได้ ป่าฝน ไม้ผล ไม้ดอก กับมนุษยชาติ ทฤษฎีของซัสแมนระบุว่าต้นตระกูลดั้งเดิมของมนุษย์มีวิวัฒนาการขึ้นมาก็เพื่อกินผลไม้ผลผลิต ข อ ง ไ ม้ ด อ ก ข อ ง ป่ า ฝ น ซึ่งในทางกลับกันไม้ดอกและไม้ผลเองก็จะพัฒนาขึ้นมาไม่ได้เหมือนกันหากไม่มีไพรเมตที่ได้พัฒนาขึ้นม า คู่ กั น กิ น ด อ ก แ ล ะ ผ ล ไม้ นั้ น ๆ เ ป็ น อ า ห า ร เ พื่ อ ก ร ะ จ า ย เ ม ล็ด พั น ธุ์ต่ อ ไ ป ซัสแมนอธิบายเพิ่มเติมว่าไพรเมตทุกชนิดทุกประเภททุกเผ่าพันธุ์มีนิ้วหัวแม่มือที่คล่องแคล่วสัมพันธุ์กับ นิ้ ว อื่ น ๆ เ ห ม า ะ ส ม ที่ สุ ด ส า ห รั บ ก า ร ห ยิ บ ฉ ว ย จับกิ่งไม้และสิ่งต่างๆที่อยู่รอบๆเพื่อการดารงชีวิตตามต้นไม้ในป่าแต่ไม่มีเล็บที่แข็งแรงพอจะใช้จับสัตว์อื่ น ๆ เ ป็ น อ า ห า ร ไ ด้ นอกจากนี้ยังมีตาทั้งสองข้างที่อยู่ใกล้กันบนศีรษะที่ตั้งอยู่บนคอที่หมุนได้กว่า180องศาเหมาะต่อการจับ ภาพและแยกแยะสิ่งต่างๆที่อยู่ข้างหน้านอกเหนือไปจากเหตุผลทางกายวิภาควิทยาแล้วยังหลักฐานด้าน อื่ น ๆ อี ก เ ช่ น ในตอนแรกแองจิโอสเปอร์มที่เป็นดอกไม้ทุกชนิดล้วนแล้วแต่แพร่พันธุ์ตัวเองไม่รอดแต่แล้วเมื่อ55ล้านปี ที่แล้วแองจิโอสเปอร์มพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลชนิดต่างๆเจริญเติบโตและพัฒนาแยกประเภทเป็นพันธุ์ต่างๆมา กมายขึ้นมาพร้อมๆกันนั่นเองเผ่าพันธุ์ของแมมมอลที่เคยไร้ความสาคัญก็ได้พัฒนาตัวเองแยกเผ่าพันธุ์ไ ปเป็นชนิดต่างๆมากมายหนึ่งในนั้นก็คือไพรเมตต้นแบบที่อยู่ๆก็พัฒนาแยกเผ่าประเภทเป็นพันธุ์ต่างๆขึ้ น ม า อ ย่ า ง ร ว ด เ ร็ ว เมื่อต้นตระกูลสายตรงของไพรเมตที่ต่อมาจะวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ได้ไต่ลงมาจากต้นไม้และป่าฝนลง ม า สู่ พื้ น ดิ น แ ล ะ ที่ ร า บ ประมาณ4ล้านปีมาแล้วไพรเมตชนิดใหญ่ของเผ่าพันธุ์ที่เรียกว่าออสตราโลพิเธกัสต่างทิ้งถินฐานลงมาข้า ง ล่ า ง แ ต่ ก็ ยั ง ใ ช้ ต้ น ไ ม้ เ ป็ น ที่ พั ก ผ่ อ น ห ลั บ น อ น ผลไม้และผลตผลจากพืชก็ยังเป็นอาหารหลักแม้กระทั่งอีกนับล้านปีต่อมาในสมัยของมนุษย์เดินตัวตรงป่
12.
า ไ ม้
แ ล ะ ต้ น ไ ม้ ก็ ยั ง เ ป็ น ปั จ จั ย ที่ ส า คั ญ ที่ สุ ด ข อ ง ก า ร ด า ร ง ชี วิ ต จนกระทั่งไม่กี่ร้อยปีมานี้คาว่าป่าได้หายไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงด้วยอารยธรรมทางวัตถุจากการพัฒน า อุ ต ส า ห ก ร ร ม ที่ นั บ วั น ไ ด้ เ พิ่ ม ขึ้ น อ ย่ า ง ร ว ด เ ร็ ว การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ยิ่งใหญ่ท้าทายและเหยียบย่าธรรมชาติครั้งที่สาคัญในอดีตเกิดขึ้นในสมัยขอ งการรู้แจ้งเห็นจริงด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ มนุษย์เริ่มมีความเชื่อมั่นในตัวเอง โล ก ทั้ง โลก เป็ น ข อง ม นุ ษ ย์ แล ะ ม นุ ษ ย์ เ ท่ านั้น เป็ น ผู้ก าห น ด ทุ ก สิ่ง ทุ ก อ ย่ า ง และวันนี้เมื่อธรรมชาติถูกเหยียบย่าและข่มเหงถูกต้อนจนหมดหนทางที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกที่ยิ่งใหญ่ที่กาลังจะเกิดขึ้นจะเป็นไปในทิศทางใดและเมื่อวันนั้นมาถึงอะไร จะเกิดขึ้นกับมนุษย์ผู้อหังการ หลัง2553ระวังน้าจะเอ่อล้นโลก ฮิวเบิร์ตแลมบ์ ได้คานวณไว้เมื่อ1982ว่ายุคสมัยย่อยโฮโลซีนที่เราอยู่นี้กาลังจะสิ้นสุดลง เ ริ่ ม ด้ ว ย อุ ณ ห ภู มิ ที่ สู ง ขึ้ น อ ย่ า ง ร ว ด เ ร็ ว ระดับน้าจะสูงขึ้นมากทั่วไปและหลังจากนั้นไอน้ากับคาร์บอนไดออกไซด์ก็เพิ่มขึ้นในชั้นบรรยากาศหนาม ากขึ้นและในที่สุดรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ก็จะส่องลงมาถึงโลกได้น้อยลงโลกจะย่างเข้ายุคน้าแข็งใ หม่อีกครั้งหนึ่งแต่การคานวรของแลมบ์ตอนนั้นปริมาณของก๊าซคาร์บอนและฝุ่นในอากาศก็ยังไม่ได้มากเ ช่ น ทุ ก วั น นี้ เ มื่ อ เ ริ่ ม ยุ ค ส มั ย ข อ ง ก า ร ป ฏิ วั ติ อุ ต ส า ห ก ร ร ม ไ ป แ ล้ ว ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพิ่มขึ้นเป็น 270 ส่วนและอุณหภูมิโลกเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1 องศาและหลังจากนั้นจนปัจจุบันนี้ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพิ่มขึ้นจนเกือบถึงระดับ 400 ส่ ว น ใ น ล้ า น พ ร้ อ ม กั บ อุ ณ ห ภู มิ ก็ สู ง ขึ้ น ไ ป อี ก เ กื อ บ 2 อ ง ศ า ปริมาณของก๊าซคาร์บอนที่เป็นอิสระลอยสู่ชั้นบรรยากาศได้เพิ่มขึ้นเป็นปีละ 7 พันล้านตัน ที่ น่ า พิ ศ ว ง ก็ คื อ นั ก วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ พ บ ว่ า ใ น จ า น ว น 7 พั น ล้ า น ตั น ข อ ง ก๊ า ซ ที่ ม นุ ษ ย์ ผ ลิ ต ขึ้ น ม า แ ต่ ล ะ ปี นั้ น มี เ พี ย ง 3 . 4 พันล้านตันเท่านั้นที่ล่องลอยอยู่ในชั้นบ รรยากาศแล้วอีก 3.6 ล้านตันมันได้ห ายไป ไห น ปีเตอร์ตันส์ได้รายงานว่ากาซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ไม่ได้อยู่ในชั้นบรรยากาศนั้นอยู่ทั้งในมหาสมุทรและ บนแผ่นดิน ตันส์บอกว่าเกือบทั้งหมดอยู่เฉพาะบนแผ่นดินที่อยู่ทางซีกโลกเหนือเส้นศูนย์สูตรเท่านั้น และในมห าสมุท รสามารถเก็บ ก๊าซค าร์บ อนไดออกไซด์ไว้มากถึง 2 พันล้านตันต่อปี อย่ างไรก็ตามยั งมีที่เห ลืออีก 1.6 พันล้านตันจานวนนี้ถูกเก็บไว้ที่ส่วนไหนของแผ่นดิน นักวิจัยแห่งสถาบันวิจัยป่าไม้ของฟินแลนด์ได้รายงานว่าคาร์บอนไดออกไซด์ไม่ได้หายไปไหนอย่างน้อย ส่วนหนึ่งได้เปลี่ยนเป็นชีวสภาพของเนื้อไม้ไปเป็นการทดแทนแต่ริชาร์ดฮอก์วตันได้แสดงความคิดเห็นคั ด ค้ า น อ ย่ า ง รุ น แ ร ง ต่ อ ข้ อ ส รุ ป ดั ง ก ล่ า ว เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องที่สาคัญที่สุดของมนุษย์เราที่จะต้องเผชิญในเวลาที่อาจไม่นานก็ได้หากว่าฉนวนหรื อแหล่งป้องกันภัยที่เก็บซ่อนคาร์บอนไดออกไซด์เอาไว้ไม่สามารถรับเพิ่มได้อีกหรือหมดสภาพลงหรือม นุษย์ผลิตคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างกะทันหัน อะไรจะเกิดขึ้นกับโลกที่เราอยู่
13.
คงไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดสามารถบอกกับเราได้ว่าอะไรที่เลวร้ายจะเกิดขึ้นกับโลกของเรา ในวันนั้น เ ว
ล า นั้ น แต่ที่แน่นอนที่สุดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นมากเหลือเกินและก็ยังเพิ่มขึ้นพร้อมกับความรุนแรงข อง ส ภ า พ เรือ น ก ระ จก แ ละ อุ ณ ห ภู มิโล ก ที่ เ พิ่ ม ขึ้ น เรื่อ ย ๆ ห ลัง ปี พ .ศ . 2 5 5 3 นั้น ส ภ าพ ข อง ก ารเกิ ด น้ าท ะเลท่ ว ม ใน บ ริเว ณ ภู มิภ าค ข อ ง โล ก ที่ เป็ น ที่ ลุ่ ม ต่ า ที่ทางนักวิทยาศาสตร์ได้ย้าแล้วเตือนมาหลายปีแล้วว่าเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนก็เช่นเดียวกับกา รย้าเตือนเรื่องอื่นๆที่ล้วนแล้วแต่เป็นผลจากน้ามือของมนุษย์และความอยากที่เกินความพอดี จักรวาลทัศน์ ทิศทางใหม่ของสังคมโลก การสะสมทัศนคติค่านิยมกายภาพเหนือจิตวิญญาณของมนุษย์ได้วิวัฒน์มาถึงจุดที่ต้องมีการเปลี่ ยนแปลงเมื่อธรรมชาติสิ่งแวดล้อมไม่สามารถรองรับอารมณ์ความใคร่ความอยากของมนุษย์ต่อไปได้อีกแ ล้ว ความคิดกายนิยม อารยธรรมวัตถุนิยมที่วางรากฐานอย่างแน่นหนาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่17 ไ ด้ ส่ ง ผ ล พ ว ง เ ป็ น ค ว า ม ก้ า ว ห น้ า ศิ วิ ไ ล ซ์ วั ต ถุ ล ว ง ต า เป็นปรัชญาแห่งกิเลสและอัตตสุขาซึมแทรกกระจายไปทั่วทุกอณูของประชาชนอย่างรวดเร็ว สังคมอุตสาหกรรมใหม่ทาลายทั้งธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและที่สาคัญที่สุดทาลายจิตวิญญาณของความรัก ค ว า ม เ ม ต ต า ห ลัก ก า ร อ ยู่ ร่ ว ม กั น อ ย่ าง สัน ติ ร ะห ว่ าง ม นุ ษ ย์ กั บ ธ รร ม ช า ติ ถ้าหากว่าความคิดในด้านจักรวาลทัศน์ยังไม่ได้รับการตอบสนองในวงกว้างสภาพของโลกและสังคมมนุษ ย์ ห ลั ง ปี 2 5 5 2 จ ะ เ ป็ น ไ ป ยั ง ทิ ศ ท า ง ใ ด ก็ ย า ก ที่ ม อ ง ภ า พ อ อ ก ในเมื่อประชากรล้นโลกแต่หน้าดินที่ใช้ในการเกษตรกลับลดลง ป่าฝนที่น้อยลง ระดับน้าทะเลที่เพิ่มขึ้น หากเป็นจริงแม้แต่เพียงบางส่วนของการคาดคะเนและหากว่าประชาชนยังคงดาเนินชีวิตเช่นที่เป็นอยู่ใน ปัจจุบันยังค งทัศนค ติและค่านิย มเดิมไม่เป ลี่ยนแป ลง อะไรจะเกิดขึ้นกับ สังค มโลก ค ง ห นี ค ว า ม วุ่ น ว า ย โก ล า ห ล ถึ ง ขั้ น ก ลียุ ค อ ย่ า ง ไม่ ส า ม า ร ถ ห ลีก เ ลี่ย ง ไ ด้ กว่าที่โลกจะสามารถจัดระเบียบสังคมใหม่ขึ้นมาได้ความทุกข์ทรมานและความเจ็บปวดที่ประชาโลกจะไ ด้ รั บ จ ะ เ ป็ น ไ ป อ ย่ า ง ก ว้ า ง ข ว า ง แ ล ะ รุ น แ ร ง อ ย่ า ง ที่ ไ ม่ เ ค ย มี ม า ก่ อ น แ ต่ ต ร ง จุ ด นี้ เ อ ง เ ชื่ อ ไ ด้ ว่ า เ ป็ น จุ ด เ ริ่ ม ต้ น ข อ ง สั ง ค ม ใ ห ม่ ระเบียบใหม่ที่เป็นสังคมจักรวาลทัศน์ที่มนุษย์ได้ปรับความสัมพันธ์กับธรรมชาติขึ้นมาใหม่ มนุษย์จะมีความสานึกใหม่ว่าแท้จริงตนเองก็คือธรรมชาติและต่างก็มีหน้าที่ที่จะต้องทาและรับผิดชอบร่ว ม กั น ต ร ง นี้ จ ะเ ป็ น จุ ด เริ่ม ต้ น ข อ ง ค ว าม ล่ ม ส ล า ย ข อ ง อ า รย ธ รร ม วั ต ถุ นิ ย ม หากไม่มีความเจ็บปวดหรือความสูญเสียในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของหารเปลี่ยนแปลงเอาเสียเลยการเปลี่ย นแปลงนวัตกรรมใดๆย่อมเกิดขึ้นไมได้และหากมนุษย์หรือสังคมแห่งโลกไม่ยอมเปลี่ยนแปลงได้เองเมื่อ ถึงเวลาแห่งความสุกงอมจักรวาลก็จะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงเสียเอง ความรู้แจ้งตามแนวคิดนิเวศน์ทัศน์
14.
นิเว ศ น์ทั
ศ น์เป็ นค ว ามคิดค ว ามเข้าใจที่ละเอีย ดและลึกล้ายังกว้าง ข ว างยิ่ ง เ ป็ น ค ว า ม คิ ด ที่ ร ะ ดั บ ข อ ง จิ ต วิ ญ ญ า ณ เ ห นื อ ส ติ ปั ญ ญ า เป็นความรู้แห่งอภิปัญญาที่เหนือล้าและละเอียดลึกซึ้งเกินวิทยาศาสตร์วิชาการทั้งหลายทั้งปวง แ น ว ท า ง ห รือ ท ฤ ษ ฎี ที่ จ ะ ก า ห น ด ทั ศ น ค ติ นิ เ ว ศ ทั ศ น์ คื อ ค ว า ม รู้จ ริ ง รู้สิ่งที่อยู่เบื้องหลังธรรมชาติและความสัมพันธ์เป็นหน่วยเดียวกันของมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลายในจักร วาล ในขณะที่สังคมโลกปัจจุบันกาลังเผชิญหน้าอยู่กับทางแพร่งของการเปลี่ยนแปลงสังคมโลกที่นักคิด นั ก ป ร า ช ญ์ นั ก วิ ช า ก า ร ล้วนแล้วแต่ให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์มนุ ษยชาติ การเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เป็นผลของวิทยาศาสตร์ยักย้ายถ่ายเท อารยธรรมวัตถุ ที่กระทาต่อธรรมชาติอย่างซ้าซ้อนรุนแรงจนสุดเกินกาลังที่ระบบนิเวศน์จะตอบสนองได้อีกต่อไป ในสภาพเช่นนี้โลกย่อมไม่สามารถที่จะตอบสนองรองรับหรือปล่อยให้ดาเนินอีกต่อไปได้อีกโดยไม่กระท บกระเทือนต่อสังคม สิ่งที่โลกต้องการอย่างรีบด่วนคือทฤษฎีใหม่ แนวชีวิตใหม่ ทิศทางของสังคมใหม่ นั่นคือทฤษฎีแห่งความรู้แจ้งและวิทยาศาสตร์แห่งปัญญา แนวทางชีวิตที่มีพื้นฐานตั้งอยู่บนความจริงแท้ บนความสัมพันธ์ของจิตแห่ งจักรวาลที่เป็นความสุขอันอิ่มเอิบของปรัชญ าแห่ งศ าสนา แ ล ะ ค ว า ม ต้ อ ง ก า ร ที่ พ อ เ ห ม า ะ พ อ ดี เ พี ย ง เพื่ อ ค ว า ม อ ยู่ ร อ ด ข อ ง ม นุ ษ ย์ แนว ท าง ดัง ก ล่ าว จ ะ ส่ง ผล ให้ สัง ค ม ม นุ ษ ย์ และ สัง ค มโลก เป็ นสังค ม แห่ ง ปัญ ญ า สังคมที่มั่นคงถาวรและสันติสุขตลอดกาลอย่างแท้จริง บทที่ 4 ประสานศาสตร์กับสังคม รู้ธรรมชาติ รู้ตน รู้สังคม เ ป้ า ห ม า ย ข อ ง ม นุ ษ ย์ นั้ น เ พื่ อ เ ป็ น ก า ร เ รี ย น รู้ เ รี ย น รู้ ชี วิ ต ที่ เ ป็ น สุ ข ส ง บ มี ค ว า ม พ อ ดี ใน ทุ ก อ ย่ า ง กิ น พ อ ดี อ ยู่ พ อ ดี ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องระหว่างกันกับสิ่งอื่นอย่างพอดี แต่เมื่อไหร่ที่มนุษย์ไปยุ่งกับ การพัฒนา เมื่อนั้นความพอดีก็หมดสิ้นไปและยังส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมให้เกิดความล่มสลายของระบบนิเวศน์ และสภาพแวดล้อมธรรมชาติ เพราะความพอดีสอนหรือบังคับด้วยจริยธรรมหรือกฎหมายไม่ได้ มันต้องเป็นสานึกของจิตวิญญาณที่ได้รับการเพาะบ่มจากการรู้จักกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง ส ห ภ า พ อ นุ รั ก ษ์ ธ ร ร ม ช า ติ แ ห่ ง โ ล ก โค รงก ารสิ่งแว ดล้อม แห่ ง สห ป ระช าช าติและกอง ทุ นรว มเพื่อธรรมช าติแห่ งโลก ได้ว าง เป้ าห ม าย สัง ค ม ข อ ง ม นุ ษ ย์ ช าติไว้ที่ ก ารพัฒ น าก าร ดา รง ชี วิต ที่ ยั่ง ยื น ด้วยการผสมผสานการอนุรักษ์และการจัดการสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับการพัฒนา นั่นคือ การปกป้องรักษาธรรมชาติให้อยู่ภายในขอบเขตความสามารถของแผ่นดินโลกกับการพัฒนาชีวิตความเ ป็นอยู่ของประชาชนให้มีสุขภาพดีและความสุขอย่างยั่งยืน
15.
วิสัยทัศน์และวิวัฒนาการจิตวิญญาณสู่สังคมใหม่ ฟ ริ ต
จ อ ฟ แ ค ป ร้ า นักฟิสิกส์และนักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงจากการเสนอความคิดใหม่ในหนังสือที่ขายดีที่สุดในช่วงต้นทศวรรษ ที่ 1970 ที่ มี ชื่ อ ว่ า เ ต๋ า แ ห่ ง ฟิ สิ ก ส์ ในหนังสือฟริตจอฟได้เสนอแนวคิดอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรกถึงความสอดคล้องแบบข นานกันระหว่างทฤษฎีและความจริงทางวิทยาศาสตร์แห่งยุคใหม่กับอภิปรัชญาทางศาสนาที่อุบัติขึ้นทาง ต ะ วั น อ อ ก ไ ด้ แ ก่ ศ า ส น า พุ ท ธ พ ร า ห ม ณ์ แ ล ะ เ ต๋ า ทั้งสามศ าสนาเป็ นแนว ท างข องค ว ามคิดค วามเชื่ อที่ รว มเข้าห ากันอย่ าง กลมกลืน ไ ด้ ก ล า ย เ ป็ น พื้ น ฐ า น ข อ ง ก า ร ย้ า ย ก ร ะ บ ว น ทั ศ น์ ไ ป สู่ สั ง ค ม ใ ห ม่ ที่ปฎิวัติความคิดความเชื่อและที่สาคัญที่สุดคือความรู้ของมนุษย์ที่เป็นเนื้อหาสาระของรูปแบบโครงสร้าง กายวัตถุนิยมและวิสัยทัศน์สนองอัตตาที่เป็นมิจทิษฐิแทบทั้งหมดของมนุษยชาติในอดีตและปัจจุบัน ทาให้เกิดมีวิวัฒนาการทางจิตวิญาณโดยเฉพาะจิตปัญญาที่ล้าเลิศ วิวัฒนาการทางจิตวิญาณ วิวัฒนาการที่สามารถพัฒนามนุษย์ให้ดาเนินไปในทางที่ถูก ทางแห่งปัญญา ธรรมปัญญาและธรรมจิต ปั ญ ญ า ที่ ส า ม า ร ถ ก า ห น ด แ ล ะ ค ว บ คุ ม ก า ย แ ล ะ วั ต ถุ วิทยาการและเทคโนโลยีและความพอเหมาะพอดีมีดุลยภาพของสังคมมนุษย์และสรรพสิ่งที่เป็นธรรมชา ติทั้งหลายทั้งปวงที่ล้วนเชื่อมโยงสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียว วิทยาศาสตร์กายภาพกับความเท่าเทียมกันในสังคม นักวิทยาศาสตร์หลายคนได้กล่าวเกี่ยวกับเผ่าและชาติพันธุ์ของมนุษย์ที่มีมันสมองที่แตกต่างกัน โดยมีการนาเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการแบ่งหรือวิเคราะห์หาขนาดของสมองแตกต่างกันไป เ พื่ อ น า ม า วิ เ ค ร า ะ ห์ ว่ า ช า ติ พั น ธุ์ ใ ด มี ค ว า ม ฉ ล า ด ม า ก ก ว่ า กั น แต่วิธีการดังกล่าวจากนักวิทยาศาสตร์หลายๆท่านก็ยังสรุปได้ไม่แน่นอนยังมีข้อบกพร่องหรือวัตถุประสง ค์ ห ล า ย อ ย่ า ง วัตถุประสงค์ที่ซ่อนเร้นเจตนาต้องการเพียงที่จะนามากาหนดบทบาทและสิทธิของสตรีและคนผิวดาในสัง ค ม ที่ เสี ย เ ป รีย บ ม าก อ ยู่ แ ล้ว ให้ ป ลัก จ ม อ ยู่ ที่ ก้ น บ่ อ เสีย เป รีย บ ม า ก ยิ่ ง ขึ้ น พฤติกรรมของสังคมมนุษย์ไม่ได้แตกต่างไปจากสังคมลิงบาบูนและซิมแป นซีสักเท่ าใด มีแต่รูปแบบและวิธีการที่มนุษย์นามาดัดแปลงซ่อนเร้นเงื่อนงาเป็นกลเป็นอุบายให้ลึกซึ้งแล้วยึดถือความ ส า ม า ร ถ เ ช่ น นั้ น ว่ า เ ป็ น ค ว า ม เ ฉ ลี ย ว ฉ ล า ด เป็นพฤติกรรมอันชาญฉลาดเป็นความสาเร็จอันสูงส่งของกระบวนการวิวัฒนาการธรรมชาติ ทางแพร่งแห่งสังคม ทศนิยมที่ไม่เคยจบ ในสภาพของสังคมที่เรารู้จักและคุ้นเคยเราได้เห็นทั้งสิ่งที่ต้องการเห็นและไม่ต้องการเห็น เราคุ้นเค ย กั บ เสีย งเรีย กร้องค วามถูกต้อง และค ว ามเป็ น ธรรมบ าง กลุ่มบ างค ณ ะ แต่ในบางขณะเราก็เบื่อหน่ายต่อความไร้วินัย ไร้ความรับผิดช อบ ต่อสังคมของบางกลุ่ม
16.
ทางสองแพร่งแห่งสังคมจึงเกิดขึ้นตลอดเวลา สังคมมนุษย์เผชิญกับทางแยกทางสองแพร่งมาตลอด ซ้าแล้ว ซ้าอีก
เป ลี่ย น แล้ว เป ลี่ย น อีก สั้น บ้าง ย าว บ้ าง ดุจท ศ นิย มที่ ไม่ จบ สิ้น ปัจจุบันนี้ประเทศทางตะวันตกกาลังผ่านสู่ทางแยกใหม่ ทางแยกทางสังคมประชาธิปไตยใหม่ ที่ทุกคนล้วนมีส่วนในกระบวนการตัดสินใจในเรื่องของตนเองและเรื่องของส่วนรวม บทที่ 5 ภพในสังขาร เราแยกจากกันไม่ได้ ดร.โรสซี่ เมสเตล ได้เล่าให้ฟังถึงผลงานวิจัยใหม่ของนักวิจัยสองสามคน นายแพทย์ริชาร์ด แ ก ร น ส ไ ต ล์ แ ล ะ น า ย แ พ ท ย์ จ อ ร์ จ เ ม อ ร์ ฟี่ ได้ตีพิมพ์ผลงานที่นับได้ว่าเป็นพิสูจน์เป็นครั้งแรกถึงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ที่ไม่ใช่เป็นเพียงทฤษฎี ห รื อ เ ป็ น ห ลั ก ก า ร ท า ง ด้ า น เ ห ตุ ผ ล หากเป็นห ลักฐานที่พิสูจน์แสดงให้เห็นได้ท างวิท ยาศาสตร์กายภาพอย่างชัดเจนถึง ‘’การดารงอยู่ของการเชื่อมโยงติดต่อกันระหว่างส่วนของกายกับจิตทั้งสองได้รายงานการค้นพบการเชื่อ ม โ ย ง กั น แ ล ะ กั น โ ด ย ต ร ง ร ะ ห ว่ า ง ใย ข อง ป ลาย ป ระ สาท กั ลป์ เซ ลที่ สร้าง ภูมิคุ้มกันโรค ที่ก ระจ าย อยู่ ในชั้นใต้ผิว ห นั ง นอกจากนั้นยังสังเกตเห็นได้ชัดเจนเห มือนกับ ว่ าเซลล์ป ระสาท ที่ว่านั้นกาลัง ’’พูด ’’ กั บ เ ซ ล ล์ส ร้า ง ภู มิ คุ้ ม กั น ที่ อ ยู่ ใต้ ผิ ว ห นั ง ด้ ว ย ภ า ษ า ที่ เป็ น ร หั ส ท า ง เ ค มี การค้นพบดังกล่าวนับว่าเป็นสิ่งที่อธิบายได้ถึงเกร็ดเรื่องที่สาคัญๆทางการแพทย์ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ที่เคยอธิบายไม่ได้ภายหลังความเครียด หรือสงบไปทันทีเมื่อเกิดความตกใจหรือกลัวต่อบางสิ่งบางอย่าง ห รื อ ก า ร ใ ช้ ส ม า ธิ แ ล ะ พ ลั ง จิ ต ข อ ง โ ร ค ร้ า ย ต่ า ง ๆ บางอย่างที่เกิดขึ้นทันทียกตัวอย่างโรคซอริเอซิส(โรคผิวหนังที่ร้ายแรงที่รักษายากหรือไม่หาย ) ที่ เ กิ ด ป ร า ก ฏ อ า ก า ร ก ลั บ ม า ให ม่ อ ย่ า ง รุ น แ ร ง เ อ ผู้ ป่ ว ย มี อ า ก า ร เ ค รีย ด หรือในเด็กบางคนที่เกิดเป็นโรคหูดตามนิ้วมือนิ้วเท้าที่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่เกิดยุบห ายอย่างทันที
17.
เพีย งแ ต่
พ่ อแม่ ข อง เด็ก บ อ กกั บ เด็ก ว่ าจ ะนั ด พ าไป ห าห ม อผ่ าตัดเ อาหู ด ออ ก เ ซ ล ล์ ที่ ส ร้ า ง ภู มิ คุ้ ม กั น ข อ ง ผิ ว ห นั ง ที่ ว่ า นี้ คื อ เ ซ ล ล์ แ ล ง เ ก อ ร์ ฮ า น ส์ ซึ่งปกติเซลล์ที่มีหน้าที่สาคัญอย่างยิ่งของร่างกายในการต่อสู้กับโรค ในตาแหน่งที่มันอยู่ในขั้นใต้ผิวหนัง มันจะส่งกิ่งก้านสาขาดุจสายใยน้อยๆ จานวนมากกระจายไปตามผิวหนัง เมื่อไห ร่ก็ตามที่มีสารแป ลกป ลอมมากระท บ ผิว ห นัง และกระท บ กับ ใย ที่ว่านี้ ส ม ม ติ ว่ า เ ป็ น ส า ร เ ค มี โ ป ร ตี น ที่ พิ ษ จ า ก ตั ว บุ้ ง เซ ลล์แลง เก อร์ฮ านส์ก็ จะเกิ ดโมเลกุ ลข อ งสารโป รตีน ที่ ได้มาจากตัว บุ้ งที่ ว่ านั้น เ ป็ น ชิ้ น เ ล็ ก ชิ้ น น้ อ ย แ ล้ ว เ อ า ไ ป ปั ก ไ ว้ บ น เ ปื อ ก ผิ ว ข อ ง เ ซ ล ล์ ตั ว เ อ ง ทาให้เมล็ดเลือดขาวแห่กันมาอยู่รอบๆเซลล์เกิดลักษณะของการอักเสบขึ้นมาส่วนเซลล์ประสาทที่ส่งใยที่ เป็นปลายประสาทมาเชื่อมอย่างใกล้ชิดติดกับเซลล์แลงเกอร์ฮานส์นั้นทาน้าที่ดุจตัวเชื่อมในการสื่อสารสั มพันธ์กันระหว่างผิวหนังกับสมอง และเช่นเดียวกับกิ่งก้านสาขาของเซลล์แลงเกอร์ฮานส์ นักวิจัยที่ชื่อว่าเมอร์ฟี่ถึงได้พบว่า ที่แท้แล้วใยละเอียดของเซลล์ประสาทกับกิ่งก้านน้อยๆ ข อง เซ ลล์แลงเกอร์ฮ านส์ที่ ว่านั้น มันติดต่อกั นได้ในบ ริเวณ ชั้น บ นสุดข องผิว ห นั ง แกรนสไตน์ก็รายงานว่าสามารถแยกสารเคมีออกมาจากใยละเอียดของเซลล์ประสาทได้อย่างหนึ่ง เ รี ย ก ชื่ อ ย่ อ ว่ า ซี จี อ า ร์ พี ซึ่งมีความสามารถอย่างสูงในการหยุดยั้งการทางานของการสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันโรคของเซลล์แลงเกอ ร์ฮานส์นั้นมีการสื่อสารที่ละเอียดที่สุดอย่างต่อเนื่องในการสั่งให้เซลล์ประสาทผลิตสารเคมีจานวนมากหรื อน้อยในเวลาหนึ่งเวลาใด และเป็นไปได้ที่สุดว่า คาสั่งนั้นเป็นผลของการทางานของจิตและอารมณ์ ก ารรัก ษ าโรค ทั้งสิ้นสาห รับ ตัว ผู้ป่ ว ย ที่ ก าลัง ท นทุ ก ข์ท รมาน อยู่ กั บ โรค ร้าย นั้น เป็นเรื่องที่การและจิตจะต้องทางานร่วมกันและประสานกันอย่างพร้อมเพรียงสอดคล้องกันอย่างมีสมดุล รายงานการวิจัยที่พิสูจน์บางส่วนที่สาคัญยิ่งของความเชื่อมโยงต่อกันระหว่างกายกับจิตดังที่ได้นามาเล่า นี้ ไ ด้ บ่ ง ชี้ ถึ ง ค ว า ม คิ ด ค ว า ม เ ชื่ อ ที่ มี ม า นั บ เ ป็ น พั น ปี ข อ ง ม นุ ษ ย์ โดยเฉพาะความคิดที่เป็นพื้นฐานของปรัชญาศาสนาที่อุบัติขึ้นในทางตะวันออกที่ล้วนกล่าวถึงความสัมพั นธ์ต่อเนื่องกันและกันระหว่างสรรพสิ่งทั้งหลายหรือความเป็นหนึ่งเดียวกันขงสรรพสิ่งทั้งปวง เป็นอีกก้าวหนึ่งที่บ่งชี้ความเป็นอนันตลักษณ์ของธรรมชาติด้วยการพิสูจน์ที่เป็นรูปธรรมข้อเท็จจริงทางวิ ทยาศาสตร์ วงเวียนแห่งกรรมสัตว์ คน ต้นไม้ กับเชื้อโรค ความก้าวหน้าทางด้านการป้องกันโรคการบริการสาธารณะสุขและการปรับปรุงอนามัยชุมชน การค้นพบและการพัฒนาในด้านของการสร้างภูมิคุ้มกันตามทฤษฏีของ หลุส์ ปาสเตอร์,ลอร์ด ลิสเตอร์ แล ะโร เบิ ร์ต ค็ อค แ ล ะก าร ค้น พ บ ย าป ฏิ ชี ว น ะได้ ท า ให้ เรื่อ ง ข อ ง โรค ติ ด เชื้ อ โ ร ค ร ะ บ า ด ต่ า ง ๆ ถู ก ค ว บ คุ ม อ ย่ า ง ไ ด้ ผ ล ทั น ต า ทาให้ประชาชนทั่วไปเลื่อมใสเชื่อและศรัทธาต่อความก้าวหน้าทางการแพทย์สมัยใหม่อย่าลุ่มหลง แพทย์ให้ความเห็นว่าความสาเร็จแทบทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่วิชาการแพทย์การรักษาสักเท่าใด
18.
บางท่านยังคิดว่าแทบจะไม่มีเสียเลยก็ว่าได้หากแต่ความสาเร็จทั้งหลายอยู่ที่การป้องกันโรคและความก้า วหน้าทางด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยชุมชนเกือบแทบจะหมดนายแพทย์ฮอโรบินยังสงสัยว่าเมื่อ คานึงโดยรอบด้าน แล้วไม่แน่ว่าเราประสบกับความล้มเหลวทางด้านการแพทย์โดยสิ้นเชิงด้วยซ้า แทบจะพูดได้ว่าอายุเฉลี่ยของประชากรของคนอังกฤษที่เป็นผู้ใหญ่แล้วเพิ่มขึ้นมาจากเดิมเพียง 0.๔ เป
อร์เ ซ็น ต์เท่ านั้นข ณ ะที่ ราย จ่าย ใน ก ารรัก ษ าพ ย าบ าลเ พิ่ม ขึ้ นห ลาย เท่ าตัว และผู้ป่ วยที่ป่ วยเป็ นโรค ของระบ บ ต่างๆที่ต้องเสีย ชีวิตลงในระย ะเวลาห นึ่งเมื่อ ๒ ๕ ปี ก่ อ น ก็ ยั ง ค ง ต้อ ง ต าม ล ง ด้ว ย โรค นั้ น ๆ ใน ระ ย ะ เ ว ล าที่ เท่ า ๆ กั น ใน ปั จ จุ บั น ความแตกต่างอยู่ที่ว่าเดี๋ยวนี้ผู้ป่วยตายอย่างไม่ค่อยทรมานมากเหมือนสมัยก่อนมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ช่ว ยยึดชีวิตผู้ป่วยนับเป็นวันเป็นชั่วโมงได้มากขึ้น ประชาชนทั่วไปก็ยังศรัทธาในความล้มเหลวที่ว่านั้นอย่างน่าแปลกใจและด้วยเชื่อมั่นเช่นนั้นเอง ที่ ท า ใ ห้ เ กิ ด ค ว า ม คิ ด เ ห็ น ว่ า การแพทย์สามารถเอาชนะโรคต่างๆได้แทบทั้งหมดมากก็น้อยทาให้มนุษย์เกิดความประมาทที่จะติดตาม แสวงหาความจริงจากรอบด้านและที่ร้ายที่สุดก็คือลืมเลือนที่จะใช้สติปัญญาที่ละเอียดในการค้นหาที่มาข องโรค โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างคนกับโรคและคนกับเชื้อโรค โจชัว เลอเดอร์เบิร์ก กล่าวว่า “ค น ทั่ว ไป ยั งไม่เข้ าใจ เอาเสีย เลย ว่ าโรค เอ ดส์ มันไม่ได้พิสด ารไป กว่ าโรค อื่น ๆ โร ค เ อ ด ส์เ กิ ด จ า ก ค ว า ม ผิ ด พ ล า ด ข อ ง ค ว า ม สัม พั น ธ์ร ะ ห ว่ า ง กั น แ ล ะกั น ระหว่างเชื้อไวรัสเอดส์เผ่าพันธุ์สัตว์และเผ่าพันธุ์มนุษย์ยังมีไวรัสหลายตัวเหลือเกินที่กาลังคอยจังหวะที่จ ะ โ ผ ล่ ม า เ ล่ น ง า น เ ผ่ า พั น ธุ์ ม นุ ษ ย์ อ ยู่ ใ น ปั จ จุ บั น คนส่วนใหญ่อยู่ในป่าเขตร้อนอยู่ในสัตว์ต่างๆโดยไม่ทาอันตรายอะไรที่ร้ายแรงให้แก่สัตว์นั้นๆ แต่ถ้าหากว่ามันหลุดเข้ามาอยู่ในคนจะทาให้เกิดโรคที่มีความหายนะแก่มนุษยชาติได้อย่างน่าสะพรึงกลั ว และโอกาสที่วิเศษที่สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นมีมากขึ้นและมากขึ้นทุกวัน’’ เมื่อมนุษย์ทาลายป่าเขตร้อนมากขึ้น เมื่อประชากรในนครมีมากขึ้นเมื่อทั้งคนและสัตว์ต่างพากันเดินทางข้ามทวีปด้วยกันไปทั่วทุกแห่งหนในเ ค รื่ อ ง บิ น ไ ว รั ส ก็ อ า จ ป รั บ ตั ว เ อ ง ขู่ ค น เ มื่ อ ไ ร ก็ ไ ด้ อ ย่ า ง ไ ม่ รู้ ตั ว ในอดีตนักระบาดวิทยารู้แต่เพียงว่าโรคระบาดเกิดขึ้นเพราะประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างแออัดยัดเยียด ส ถ า น ที่ แ ล ะ ก า ร ด า ร ง ชี พ ข า ด สุ ข ลั ก ษ ณ ะ ขาดการดูแลอย่างทั่วถึงในด้านการแพทย์และการบริการสาธารณะสุขประชาชนขาดความรู้และไร้การศึก ษ า แ ล ะ อื่ น ๆ แ ต่ ปั จ จุ บั น ไ ด้ เ ป็ น ที่ ก ร ะ จ่ า ง ชั ด ว่ า ก า ร ระ บ า ด โด ย เ ฉ พ า ะด้ ว ย เ ชื้ อ โ รค ตั ว ให ม่ พั น ธุ์ย่ อ ย ให ม่ ข อ ง เชื้ อ ตั ว เ ก่ า แ ล ะ พ ฤ ติ ก ร ร ม ที่ ข า ด ก า ร ไ ม่ ไ ด้ ดั่ ง ที่ ก ล่ า ว ม า แ ล้ ว ไม่ได้เกิดจากปัญหาของสุขลักษณะหรือการศึกษามากเท่ากับพฤติกรรมของมนุษย์ที่กระทาต่อธรรมชาติ ระบ บ นิ เว ศ น์ ข อง โลก เรา ที่ ถู กก ระท บ แล ะท าล าย ไป อย่ าง ต่อเ นื่ อง แ ละรุนแ รง เพราะความอยากและความไม่รู้ของมนุษย์และที่สาคัญอีกอย่างหนึ่งคือการเพิ่มอุณหภูมิของโลลกอย่างต่ อ เ นื่ อ ง
19.
ความร้อนโลกทาให้เกิดการเคลื่อนย้ายประชากรของสัตว์และกระทบกระเทือนต่อที่อยู่อาศัยทาให้เชื้อที่อ า ศั ย
ใ น สั ต ว์ แ พ ร่ ก ร ะ จ า ย เ ค ลื่ อ น ที่ ต า ม ค ว า ม แ ย ก ย้ า ย ข อ ง สั ต ว์ ค ว า ม ร้ อ น โ ล ก แ ล ะ ม ล ภ า ว ะ ท า ใ ห้ สั ต ว์ บ า ง ช นิ ด ต้ อ ง สู ญ พั น ธุ์ ไ ป ท า ใ ห้ เ ชื้ อ โ ร ค ต้ อ ง ย้ า ย ไ ป อ า ศั ย ใ น สั ต ว์ ช นิ ด อื่ น รว มทั้ง ค นและแต่ละค รั้งข องก ารย้าย ที่ อยู่ อาศัย เชื้ อโรค ก็ป รับ เป ลี่ย น แลก ยีน ส์ ทาให้มันมีความสามารถในการก่อให้เกิดโรคในคนเพิ่มขึ้นจนเป็นการระบาดที่รุนแรงขึ้นได้ทั้งหมดก็มนุ ษย์เราทั้งนั้นที่ก่อปัญหาขึ้นมาเอง ประสาทชีววิทยากับบุคลิก หลักฐานที่แน่นหนาที่เป็นหลักฐานรากที่สาคัญที่สุดของวิชาชีววิทยาน่าจะได้แก่การพิสูจน์การถ่ าย ทอดลักษณะเฉพาะข องชีวิตทางพันธุกรรมตามกฎ ของเกรกอร์แมนเดล อย่างหนึ่ง กั บ ก ฎ ที่ ว่ า ด้ว ย ก ารคัด เลือก โด ย ธ รร ม ช าติข อง ช าร์ล ด าร์วิ น อีก อ ย่ าง ห นึ่ ง บทสรุปที่มั่นคงด้วยการค้นพบยีนส์และดีเอ็นเอที่สามารถนามาพิสูจน์ได้อย่างครบ ถ้วน ดังนั้นสรรพชีวิตจึงเป็นผลของวิวัฒนาการทางชีววิทยาของชีวิตที่เก่ากว่าสิ่งแวดล้อมธรรมชาติความจาเ ป็นก่อให้เกิดสายพันธุ์ใหม่จากการคัดเลือกและแลกยีนส์ด้วยความบังเอิญที่เรียกว่า มิวเตชั่น ทั้งหมดนั้นอาจนับได้ว่าเป็นพื้นฐานของความรู้วิทยาศาสตร์ชีววิทยากายภาพที่ได้พัฒนามาเป็นวิชาพัน ธุกรรมศาสตร์และโมเลกุลชีววิทยาของเวลาปัจจุบัน เ รื่ อ ง ข อ ง บุ ค ลิ ก นิ สั ย เ ฉ พ า ะ ตั ว แ ล ะ พ ฤ ติ ก ร ร ม ข อ ง ม นุ ษ ย์ รวมทั้งปัญหาทั้งหลายแหล่งของสังคมล้วนเป็นผลพวงทางพันธุกรรมกรณีและนักสังคมศึกษาศาสตร์ทาง กายภาพท างชีว วิท ยาพันธุกรรมศาสตร์เห ล่านี้มาสรุป ในเชิงจิตวิท ยาและจิตศ าสตร์ บุคลิกและนิสัยที่กาหนดด้วยวัตถุธาตุทางเคมีคือเนื้อหาของการพัฒนากฎและระเบียบของสังคมอย่างกั บว่าเนื้อหาสาระของชีวิตที่แท้จริงมีแต่รูปกายและโมเลกุลของสารเคมีเท่านั้นยิ่งไปกว่านั้นนักชีววิทยายัง พยายามโยงใยโมเลกุลสารเคมีทั้งหลายมาเป็นสูตรสาเร็จในเบื้องต้นและบทส่งท้ายของความรู้ความคิดอ ธิ บ า ย ค ว า ม รู้ ทั้ ง ชี วิ ต รวมทั้งเรื่องของวิญญาณและจิตวิญญาณอย่างกับว่าธรรมชาติของจิตวิญญาณมีพื้นฐานหลักอยู่ที่ประสา ท ชี ว วิท ย าพัน ธุ ก รรม ศ า สต ร์แ ละ สาร เค มีที่ ส ลับ ซับ ซ้อน เพี ย ง ป ระก ารเดีย ว วิเคราะห์กันตรงนี้ได้เลยว่าที่กล่าวมาถูกต้องเป็นความจริงในทางโลกแต่ที่อธิบายที่พิสูจน์มาทั้งหมดไม่ส าม าร ถ อ ธิบ า ย ธ ร รม ช า ติข อ ง จิต ม นุ ษ ย์ ได้ อ ย่ าง ค ร บ ถ้ว น ก ร ะบ ว น ค ว า ม รู้ ความรู้ทางประสาทชีววิทยาที่มีข้อสนับสนุนหรือพิสูจน์แน่นอนที่อธิบายรูปและระบบการทางานของเซล ล์ ส ม อ ง ที่ ค า ด ว่ า เ ป็ น ก า ร รั บ รู้ ที่ เ ป็ น จิ ต ส า นึ ก เมื่อประสาทสัมผัสของเราสัมผัสกับข้อมูลที่เกิดหรือปรากฏอยู่ในโลกภายนอกไม่ว่าจะด้วยการเห็น การได้ยินหรือได้กลิ่นหรือการสัมผัสทางกายจะเดินทางตามเส้นทางของมันด้วยพลังงานไฟฟ้า ข้อมูลจะต้องผ่านไปที่ศูนย์รับรู้ข้อมูลที่คอร์เท็กซ์ก่อนจะส่งไปประกอบบริเวณกลุ่มเซลล์ที่รับหน้าที่ประก อบแล้วจากนั้นข้อมูลที่สมควรประกอบเป็นความทรงจาที่ถูกส่งต่อไปเก็บเป็นข้อมูลทรงจาถาวรในสมอง
20.
ส่ ว น
นี โ อ ค อ ร์ เ ท็ ก ซ์ ทั่ ว ไ ป ทั้ ง ส อ ง ซี ก หลักฐานที่เป็นประเด็นสาคัญอยู่ที่ส่วนของการค้นพบส่วนของการกาหนดการประสานและการบริหารข้อ มู ล ค ว า ม จ า ทั้ ง ที่ เ ป็ น ค ว า ม จ า ข อ ง จิ ต ใ ต้ ส า นึ ก แ ล ะ จิ ต ส า นึ ก ว่ า ตั้งอยู่ที่บริเวณก่อนกลีบหน้าของสมองที่มีหน้าที่แปรข้อมูลความจาและประสานประกอบให้เป็นบุคลิกนิสั ยที่ตะล่อมกล่อมมาจากเหตุภายนอกอีกทีให้เป็นพฤติกรรมทั้งหมดนี้ผ่านตัวกลางเช่นเดียวกันเป็นที่เชื่อ กันว่าการบริหารข้อมูลความจาให้เป็นบุคลิกนิสัยและพฤติกรรมเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโมเลกุลขอ งสารเค มีนิว โรเป็ ป ไต ด์ต่ างๆ ภ าย ใน เซลล์ส มอง ตาม คาสั่ง ข อง ยีน ส์พันธุ กรรม เพราะฉะนั้นแม้ว่าข้อมูลที่ได้รับมาจะเหมือนกันในคนทุกๆคนไม่ว่าจะเป็นการเห็นการได้ยินหรืออื่นๆ ช่องทางการส่งข้อมูล สถานที่ประกอบข้อมูลรวมทั้งสารเคมีที่ใช้ในการเก็บข้อมูลจะเหมือนกัน แต่การบริหารการแปลบันทึกและการระลึกข้อมูลและความจาที่บริหารข้อมูลด้วยจิตที่เป็นจิตวิญญาณนั้น ล้ ว น มี ค ว า ม แ ต ก ต่ า ง กั น อ อ ก ไ ป จิตวิญญาณการรับรู้จึงเป็นผลของการบริหารข้อมูลของจิตทั้งสองคือจิตสานึกที่สมองที่หนึ่งและจิตไร้สานึ กที่อยู่ ภ าย นอกสมอง อีกที่ ห นึ่ งทั้งสองส่ว นมีผลให้มีการแสดง ออกเป็ นนิสัย ใจค อ บุคลิกภาพที่เป็นเหตุปัจจัยของพฤติกรรมต่างๆของแต่ละคนที่จะไม่เหมือนกันคนจึงไม่เหมือนกันบางคน อารมณ์ร้อนเป็นไฟหุนหันและรุนแรงสนองตอบต่อการกระตุ้นด้วยข้อมูลเหมือนกันในขณะที่อีกหนึ่งคนเ ย็ น ย ะ เ ยื อ ก ห รื อ อี ก ค น ไ ม่ รู้ เ ย็ น รู้ ร้ อ น ความรู้สึกและจิตตารมณ์ของความรักเมตตาและกามารมณ์และความรู้สึกอื่นๆที่ล้วนแตกต่างกันซึ่งมีส่ว น ส า คั ญ อ ยู่ ที่ ก า ร เ รี ย ง ตั ว ข อ ง โ ม เ ล กุ ล สารเคมีในเซลล์ของสมองที่กาหนดด้วยยีนส์พันธุกรรมพฤติกรรมของมนุษย์เพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็น ผลต่อสิ่งแวดล้อมภาย นอก ค ว ามรู้ค วามคิดที่เป็ นเรื่องด้านเดีย วจึงไม่น่ าถูกต้อง วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ ท า ง ก า ย ท า ง วั ต ถุ ต า ม ที่ เ ร า ยึ ด ถื อ ม า น า น ที่เรานามาพัฒนาเป็นเทคโนโลยีด้วยการแลกเปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่คุ้มค่าจึงไม่น่าถูกต้องเร ามั่นใจในจิตสานึกและการทางานของสมองแต่อย่างเดียวมากเกินไปจึงไม่ถูกต้องอย่างแน่นอน เราจึงมีแต่ปัญหาสังคมของเราจึงมีแต่ปัญหา ทฤษฎีรวมระบบจิต – กายกับโรคมะเร็ง นายแพท ย์ โอคาร์ ไซมอนตัน แพทย์ที่มีชื่ อเสียงทั่วโลกในด้านการใช้วิธีจิต – กายในการศึกษาและการบาบัดโรคมะเร็งเชื่อมั่นว่าสภาพของการป่วยเจ็บด้วยโรคร้ายของมนุษย์เป็นสภ าพที่มีเหตุปัจจัยสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับระบบทั้งมวลของร่างกายและจิตใจโดยเฉพาะโรคมะเร็งที่เขาได้ ทุ่ มเท สติปัญ ญ าและ ก ารศึก ษ าติด ตาม และ บ าบัด รัก ษ าผู้ป่ ว ย อย่ างจิง จังมานาน วิ ธี ก า ร ข อ ง ไ ซ ม อ น ตั น ต่ อ เ รื่ อ ง ข อ ง ม ะ เ ร็ ง การรักษาดูแลของนายแพทย์ผู้นี้ต่อผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งผิดแตกต่างกับวิธีการรักษาบาบัดโรคตามอากา รที่มักจะถือว่ามะเร็งก่อให้เกิดความพิการเป็นโรคเฉพาะที่อวัยวะใดอวัยวะหนึ่งและทุกระบบทุกส่วนของ ผู้ป่วยได้รับผลกระทบจากสภาพของการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องกันเป็นหน่วยเดียวกัน
21.
สัมพันธ์กันโดย จะแย ก
จากกันเป็ นชิ้นส่ว นไม่ได้ ห รือแย กกาย จากจิตใจเป็ นไป ได้ เพราะร่างกายและจิตใจมนุษย์ไม่ได้ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนของเครื่องยนต์กลไกไซมอนตันยังก้าวไปไก ล ที่ จ ะ เ ชื่ อ ว่ า จิ ต นั้ น ค ว บ คุ ม ก า ย ม า ก ก ว่ า โรคภัยไข้เจ็บที่ร้ายแรงที่ไม่ได้เป็นผลของรุกรานหรือภัยที่มาจากภายนอกโดยตรงแต่ที่เกิดขึ้นเองจากภา ยนอกในร่างกาย เช่นโรคมะเร็งล้วนเป็นโรคที่จิตใจมีความเกี่ยวข้องเป็นเหตุปัจจัยทั้งสิ้น โดย เฉพาะในระ บ บ ก ารป้ อง กันตัว เอง ห รือก ารสร้าง ภูมิคุ้มกั นและ ฮ อร์โมนต่ าง ๆ ห รือ ร ะ บ บ ข อ ง ก าร ต่ อ สู้ค ว บ คุ ม โ รค ห รือ ก า ร ส ร้า ง แ ล ะ ส่ ง เ ม็ ด เ ลือ ด ข า ว ร ว ม ทั้ ง ก า ร ค ว บ คุ ม ร ะ บ บ ห ล อ ด เ ลื อ ด แ ด ง ข อ ง ร่ า ง ก า ย เ ป็ น ต้ น ไซมอนตันสอนให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีผ่อนคลายจิตและร่างกายและการสอนวิธีการใช้จิตในการสร้างภาพที่ไ ซมอนตันได้คิดค้นขึ้นมาเรียกว่าการเห็นภาพจิตด้วยการชี้แนะ และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา ไซมอนตันจะอยู่ผู้ป่วยวันละสามเวลา ชี้แนะให้ผู้ป่วยใช้พลังทางจิตนึกว่าภาพของกระสุนรังสีเล็กๆ จ า น ว น ล้ า น ๆ ลูกกาลังถล่มยิงไปที่เซลล์มะเร็งในร่างกายและสร้างของเซลล์ของโรคร้ายที่กาลังสับสนและอ่อนแอลงไป ทุกขณะที่เซลล์อื่นๆ ที่เป็นเซลล์ปกติของร่างกายที่อยู่บริเวณเดียวกันไม่ได้รับผลกระทบจากกระสุนรังสี และสามารถต่อสู้กับเซลล์ที่เป็นโรคอย่างแข็งขันพร้อมกับซ่อมแซมเนื้อเยื่อไปด้วยฟริจิฟให้ความสาคัญเ ห็นว่ าพลังที่สามารถท าให้ห าย จากการเป็ นโรค นั้นมีอยู่สอง แนว ท างที่แตกต่าง กัน แ น ว ห นึ่ ง โ ด ย อ า ศั ย ศั ล ย ก ร ร ม วิ ธี ต่ า ง ๆ ข อ ง ก ารป รับ ตัว เอง ก ลับ สู่ส ภ าพ ป ก ติก ลัง จ าก ที่ ด าเนิ น ก ารข อ ง โรค ได้สิ้น สุ ด อีกแนวหนึ่งร่างกายอาจเปลี่ยนแปลงตนเองไปสู่สภาพและดุลภาพใหม่ที่แปลกและแตกต่างจากสภาพแล ะดุลยภาพเดิมโดยสิ้นเชิง สมองกับความทรงจา ข้อพิสูจน์และการค้นพบใหม่ที่แสดงข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์กับสารเคมีที่สมองผลิตขึ้นมาใน ระหว่างการรับรู้ และกันของสมองส่วนต่างๆ กับสารเคมีที่สมองผลิตขึ้นมาในระหว่างการรับรู้ และความทรงจาและจิตสานึกที่เป็นต้นเหตุของความทรงจานั้นๆเช่นเรารู้สติปัญญาและความฉลาดอารม ณ์และจินตนาการล้วนมีความสัมพันธ์กับขนาดและน้าหนักของสมองโดยเฉพาะปริมาณของเนื้อสมองสีเ ทาที่เป็นที่อยู่ของเซลล์ประสาทส่วนใหญ่ ซึ่งปริมาณหนึ่งลูกบาศก์มิลลิเมตรของเนื้อสมองสีเทา ผู้ ห ญิ ง มี เ ซ ล ล์ ส ม อ ง อ ยู่ กั น ห น า แ น่ น ม า ก ก ว่ า ผู้ ช า ย 4 0 0 0 เ ซ ล ล์ นั่นหมายความว่าการต่อเชื่อมกันระหว่างเซลล์จะมีความหนาแน่นมากกว่าผู้ชาย คานวณกันว่า เ ซ ล ล์ ส ม อ ง ข อ ง ม นุ ษ ย์ โ ด ย เ ฉ ลี่ ย มี จ า น ว น 1 0 ก า ลั ง 1 1 ห รื อ แ ต ะ ล ะ เ ซ ล ล์ มี กิ่ ง ก้ า น ต่ อ กั บ กิ่ ง ก้ า น เ ซ ล ล์ ป ร ะ ส า น ตั ว อื่ น ๆ เพราะฉะนั้นเซลล์สมองมนุษย์จะสามาระทาให้มีการสัมผัสเชื่อมโยงต่อเนื่องระหว่างกันและกันได้ถึง 10 ยกกาลัง 15 สัมผัส ภายในเวลาหนึ่งเวลาใด
22.
ท ฤ ษ
ฎี ที่ เ ค ย ถื อ กั น ม า น า น เ รี ย ก ว่ า เอ็นแกรมที่เชื่อว่าความจาเป็นผลของสารเคมีในเซลล์สมองและความจาที่เก็บเฉพาะเหมือนกับสถานที่ตั้ ง ข อ ง จั ง ห วั ด บ น แ ผ น ที่ ก า ร รั บ ภ า พ แ ล ะ ก า ร ไ ด้ ยิ น ก า ร สั ม ผั ส อื่ น ๆ ร ว ม ทั้ ง ค ว า ม คิ ด จิ น ต น า ก า ร มี ผ ล ใ ห้ เ กิ ด ค ว า ม รั บ รู้ ที่เป็นข้อมูลความจาที่มีผลทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชั่วคราวจากการถ่ายเทสารเคมีระหว่างกันที่ตาแห น่งของการเชื่อมต่อกันของเซลล์สมองและหากข้อมูลความจาเป็นเรื่องสาคัญมีการกระตุ้นอย่างรุ่นแรง ข้อมูลนั้นก็จะถูกเก็บไว้ในฮิโปแคมปัสและต่อมาภายในเวลาเป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือนมีการสร้างข้อมูลใ นรูปของสารโปรตีนนาไปเก็บไว้ที่เซลล์สมองที่นีโอคอร์เท็กซี่ ข้อมูลความจาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ข้อมูลค ว าม จาเปิ ด กั บ ข้อมูลค ว ามจาปิ ด ข้อมูลเปิ ดที่ เก็ บ ไว้ที่ อมิกดาลา และข้อมูลเปิดจะเก็บที่สมองส่วนขมับ อีกทฤษฎีหนึ่งที่เป็นทฤษฏีใหม่ต้นพบในยุคของวิทยาศาสตร์แห่งยุคใหม่คือทฤษฎีอนันตภาพ ที่ อธิบ าย ก าร รับ แ ละก ารเก็ บ ข้ อมู ล เป็ น ค ว าม จา แล ะก ารระลึก ค ว าม จา นั้น ๆ ท ฤ ษ ฎี ข อ ง พ ริ แ บ ร ม ไ ม่ ไ ด้ ขั ด แ ย้ ง กั บ ท ฤ ษ ฎี เ อ็ น แ ก ร ม ทั้ ง ห ม ด โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางกายสภาพที่กิ่งก้านเซลล์สมองและการปรากฏของสารเคมีเฉพาะในส่วน หนึ่งส่วนใดของสมองแต่เก็บ อยู่ห ลายที่และทุกที่ทั่วทั้งสมองแม้ว่าค วามจาที่ย าวนาน เนื่ องจากท ฤษฎีของพริแบ รมอธิบ ายที่เป็นสากลซึมแทรกทั่วไป ในอวกาศในจักว าล จึ ง มี นั ก ฟิ สิ ก ส์ ร ะ ดั บ แ น ว ห น้ า เ ชื่ อ ว่ า ข้ อ มู ล ค ว า ม จ า แ ล ะ ก า ร ร ะ ลึ ก ไ ด้ ถ้าสมองของมนุษย์เป็นไปตามทฤษฎีของพริแบรมที่เก็บข้อมูลความจาเช่นแผ่นฟิมล์อนันตภาพรับข้อมูล ด้ ว ย ค ลื่ น พ ลั ง ง า น แ ส ง ที่ มี ค ว า ม ถี่ ต่ า ง ๆ แยกแยะและเก็บเป็นคลื่นอนุภาคไว้ทั่วไปในสมองก็ย่อมเป็นไปได้ที่ข้อมูลนั้นจะซึมแทรกกระจายอยู่ทั่วไ ปในอวกาศ เพราะคลื่นอนุภาคล้วนสัมพันธ์เชื่อมโยงต่อเนื่องเป็นหนึ่งเดียวกันแยกจากกันไม่ได้ บทที่6ดวงดาวและสรรพสิ่ง อุกกาบาตและสะเก็ดดาว :สื่อแห่งฟ้ า ผู้สร้างหรือทาลาย? ใน ห้ ว งอ ว กาศ น อกโลกเรานั้น มีสะเก็ ดด าว และด าว ห าง อยู่ เป็ น จาน ว นม าก สะเก็ดหินอาจแตกกระจายออกจากดาวหางได้ตลอดเวลาและมีโอกาสวิ่งเข้าชนโลก เราเรียกมันว่า “อุกกาบ าต ” มันช นโลกทุ กวัน แต่เพราะมีบ รรย ากาศ ข องโลกที่ช่ วย ผ่อนค ลาย ไป จึ ง ไ ม่ มี อั น ต ร า ย ต่ อ ม นุ ษ ย์ อุกกาบ าตเป็ นสาเห ตุ โดย ตรงข องการเป ลี่ย นแป ลงสภาพอากาศ และนิเวศ วิท ย า มีผลต่อวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด การคงอยู่ เปลี่ยนแปลง และสูญสิ้นของพืชและสัตว์ ซึ่ง ได้มีก ารพั ง พิ น าศ อ ย่ าง รุ น แร ง ม าแ ล้ว นั่น คื อ ก ารสู ญ พั น ธุ์ข อง ได โน เ สา ร์ พบ หลุมอุกกาบ าตอยู่ใต้โคลนดินที่นอกฝั่งแห ลมยู คาท าน ในทะเลค าริเบีย นแมกซิโก
23.
ซึ่งตกลงมาตรงกับเวลาไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปพอดีนอกจากนี้ดวงอาทิตย์ก็ไม่สามารถส่องมายังโลกได้นับ เดือน ๆ ส่
งผ ลให้ มีก ารเป ลี่ย นแ ป ลง อุณ ห ภู มิและระดับ น้ าท ะเลอ ย่ าง ก ะทั นหั น นักวิทยาศาสตร์คานวณว่าไดโนเสาร์อย่างน้อยสองในสามของสิ่งมีชีวิตได้สิ้นเผ่าพันธุ์หายไปจากโลกตล อดกาล อุกกาบาตที่เพชรบูรณ์ ป ร ะ ช า ช น ไ ด้ ยิ น สี ย ง อุ ก ก า บ า ต ที่ ต ก ล ง ม า ที่ โ ล ก ค น ที่ อ ยู่ ใก ล้ ๆ จ ะ ไ ด้ ยิ น ค ล้ า ย เ สี ย ง โ ซ นิ ค บู ม แ ต่ ดั ง ก ว่ า ม า ก คนที่อยู่ไกลๆได้ยินเสีย งเหมือนคนกลิ้งหรือโยนวัตถุหนักๆบ นพื้นดิน และเงียบห ายไป วันรุ่งขึ้นชาวบ้านพบร่องหลุมลึกในทุ่งสวน และที่ก้นหลุมมีวัตถุประหลาดขนาดลูกมะพร้าวเล็กๆ นักวิทยาศาสตร์ค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นอุกกาบาตที่มาจากสะเก็ดดาวแอสเตอรอยด์ ชนิดโลหะผสมนิเกิล ที่พบได้บ่อยๆ และไม่ได้ตกลงมากระแทกกับบ้านเรือน หรืออันตรายต่อสิ่งมีชีวิต ดาวอังคารฐานปฏิบัติการต่างพิภพ 24 สิง ห า ค ม 1993 ย า น ส า ร ว จ ด า ว อั ง ค า ร “ม า ร์ ส อ็ อ พ เ ซ อ พ์ พ เ ว่ อ ร์ ” จะถึงจุดหมายปลายทางเข้าสู่วงโคจรรอบดาวอังคารและจะเริ่มสารวจดาวด้วยเครื่องมือสารวจทางวิทยา ศาสตร์ ยานอวกาศจะส่งข้อมูลกลับมาทางคอมพิวเตอร์ รัส เ ซี ย ได้ ส่ ง ย า น อ ว ก า ศ ไ ป แ ต่ ไ ม่ ป ร ะ ส บ ค ว า ม ส า เ ร็จ ใน ก า ร ล ง จ อ ด เพราะพอลงจอดสัญญาณจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย ส่วนสหรัฐส่งยานไปแต่จอดตามจุดที่ตั้งใจไว้ไม่ได้ จึงจอดบริเวณใกล้เคียง พบว่าท้องฟ้ามีสีชมพูอมแสด มีลมพายุอ่อนๆพัดทรายสีสนิมเหล็ก พบว่า ดินสามารถดูดซึมก๊าซจากโลกที่นาไปด้วยไปใช้ได้ (คล้ายสังเคราะห์แสง) ไม่พบสิ่งมีชีวิต แต่ในอดีตอาจมีเพราะพบแอ่งน้ามหึมา อาจเคยมีแม่น้าทะเลสาบที่แห้งแล้งไปแล้ว มีบางอย่างที่นักวิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้คือ ภาพที่ยานไวกิ้งส่งมา นั่นคือเป็นตัวอักษร B ป ร า ก ฏ อ ย่ า ง ก ะ ทั น หั น บ น ผ นั ง ก้ อ น หิ น ก้ อ น ที่ อ ยู่ ห่ า ง จ า ก ย า น ไ ว กิ้ ง อีกครั้งหนึ่งเป็นวงแหวนของแสงประกายจ้า นักวิทยาศาสตร์พยายามคิดว่าอาจเป็นเพราะมุมของเลนส์ แ ต่ ด า ว อั ง ค า ร เ ห มื อ น โล ก ม า ก ซึ่ ง ม นุ ษ ย์ ยั ง ไ ม่ ส า ม า ร ถ ห า ค า ต อ บ ไ ด้ ดาว อัง ค ารอาจเค ย มีสิ่ง มีชีวิตแล้ว สิ้นสภาพลงจากการท าลาย ล้างสภาพ แว ดล้อม หวังว่าโลกจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟ ก็ไม่สู้อุกกาบาต โ ล ก เ ร า มี ค ว า ม ห า ย น ะ ที่ เ กิ ด จ า ก ธ ร ร ม ช า ติ ม า ก ม า ย ทั้งแผ่นดินไหวที่มีระดับอ่อนจนถึงรุนแรงข้าวของพังเสียหาย อาคารบ้านเรือนพังทาให้มีคนตาย นอกจากนี้การระเบิดภูเขาไฟก็ให้ความสูญเสียและรุนแรงไม่แพ้แผ่นดินไหว การระเบิดที่รุนแรงที่สุดคือ
24.
ภู เข าไฟ
โ ต บ า ท า ง ต อ น เห นื อ ข อ ง เ ก า ะ สุ ม า ต ร า เ กิ ด เมื่ อ 75000 ปี ม าแ ล้ ว และคงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทาให้มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์หนีขึ้นมาแผ่นดินใหญ่ของอินโดจีน แ ต่ ค ง ไม่ มี ภั ย ธ ร ร ม ช า ติ อ ะ ไร ที่ ยิ่ ง ให ญ่ ไป ก ว่ า แ ร ง ร ะเ บิ ด จ า ก อุ ก ก าบ า ต ซึ่ ง ท า ใ ห้ ไ ด โ น เ ส า ร์ แ ท บ จ ะ สู ญ พั น ธุ์ ไ ป ห ม ด มีอยู่ครั้งหนึ่งลูกอุกกาบาตจากสะเก็ดของดาวหางขนาดใหญ่พอที่จะลบนิวยอร์กออกจากแผนที่ได้ แ ต่ โ ช ค ดี ที่ มั น ร ะ เ บิ ด ตั ว เ อ ง เ สี ย ก่ อ น ที่ จ ะ ก ร ะ แ ท ก พื้ น และไปตกที่ทุ่งตุงกุสคาในไซบีเรียที่ไม่มีคนอาศัยเลย ซึ่ง 100 ปีถึงจะมีสักครั้ง อ ง ค์ ก า ร NASA ไ ด้ ก่ อ ส ร้ า ง ส ถ า นี ต ร ว จ อุ ก ก า บ า ต 6 แ ห่ ง ทั่ ว โ ล ก เ พื่ อ ค า น ว ณ โ อ ก า ส ที่ อุ ก ก า บ า ต จ ะ วิ่ ง เ ข้ า ช น โ ล ก และให้มนุษย์ได้ป้องกันก่อนที่จะเกิดความเสียหายมากมายตามมา แฟ้ มลับของนาโต้กับยานต่างดาว ใน ปี 1969 ก อ ง ทั พ อ า ก า ศ ส ห รัฐ ฯ ไ ด้ ยุ ติ โค ร ง ก า ร บั น ทึ ก สี น้ า เ งิ น ที่ตั้ง ขึ้นม าเพื่ อสืบ สว นเกี่ย ว กับ ย าน อว ก าศ ที่ ระบุ ไม่ได้ว่ าเป็ นอะไรกัน แน่ (UFO) แต่แม้ว่ารัฐบ าลและกองทัพ สห รัฐฯจะ ท าเห มือนไม่สนใจใน UFO แต่ค ว ามจริงแล้ว ความลับที่เกี่ยว กับ ความมั่นคง ท างการก็ยังติดตามอย่างต่อเนื่ อง โดยเมื่อเร็วๆนี้ อดีตเจ้าหน้าที่กองทัพและทางการหลายคน ก็ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลบางส่วนให้สาธารณชนได้รับรู้ โรเบิร์ต โอ ดีน อดีตทหารกองประจาการกองทัพสหรัฐฯ ที่ทางานกับองค์กรนาโต้ ได้เล่าว่า วันห นึ่งในเดือนมกราคม 1965 นายทหารที่มีหน้าที่ตรวจห้องเก็บเอกสารลับ ของศูนย์ฯ ไ ด้ น า แ ฟ้ ม ที่ มี ป ร ะ ทั บ ต ร า ว่ า ด้ ว ย ค ว า ม ลั บ ท า ง อ ว ก า ศ ใ ห้ ดี น ดู ในแฟ้มมีข้อมูลและภาพถ่ายเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่อาจจะเป็นภัยทางอากาศ หลังจากวันนั้น ดีนได้เข้าไปอ่านแฟ้มทุกวัน จนเมื่อเขาปลดประจาการ และเห็นว่าไม่มีผลเสียกับทางการทหาร เขาจึงเปิดเผยข้อมูลในแฟ้มซึ่งว่าด้วยเรื่องของรายงานการเผชิญหน้ากับยานอวกาศและมนุษย์ต่างดาว โ ด ย เ รื่ อ ง ที่ น่ า ตื่ น ต า ตื่ น ใ จ ที่ สุ ด เ ป็ น เ รื่ อ ง “ผ ล ก า ร ต ร ว จ ศ พ ” โดยในบันทึกได้มีรายงานเกี่ยวกับการตรวจศพของมนุษย์ต่างดาวที่ยานอวกาศตกลงมายังโลก โดยข้อสรุปจากรายงานมีอยู่ 5 ข้อ คือ 1. โลก ถูก ศึ กษ าจาก ต่าง ด าว มาน าน โดย ระบุ ว่ ามีก ารเผชิ ญ ห น้ากั น 4 สถานที่ที่ต่างกันเป็นอย่างน้อย และแต่ละที่ มนุษย์ต่างดาวก็มีรูปร่างต่างกัน 2. ย านต่าง ดาว ได้มาเยือน โลกเป็ นเว ลานาน และเท ค โนโลยีต่างๆบ นโลก บางอย่างมาจากต่างดาว 3. การบินอย่างรวดเร็ว หรือการหายไปอย่างรวดเร็ว มาจากการที่ต้องการอวดเทคโนโลยี 4. ส รุ ป ว่ า ก า ร ม า เ ยื อ น นั้ น ไม่ ได้ มี แ ผ น ร้า ย ต่ อ โล ก เ พ ร า ะห า ก ว่ า มี คงต้องมีการทาอะไรบางอย่างลงไปแล้ว
25.
5. มนุษย์ต่างดาวปฏิบัติตามแผนงานที่มีขั้นตอน หลังเกิดปรากฎการณ์การลักพาตัวโดยมนุษย์ต่างดาวได้มีการศึกษาเกี่ยวกับข้อสรุปทั้ง 5
ข้อนี้ และสิ่งที่เป็นที่สนใจในหมู่นักจิตวิทยาและนักภาษาศาสตร์คือเรื่องภาษาเขียนของมนุษย์ต่างดาว ซึ่งผู้รับอ้างว่ามาจากการได้รับคาสั่งทางจิต หรือถูกสะกดจิต ดี น ก ล่ า ว ว่ า ใ น ช่ ว ง ที่ เ ข า เ ป็ น ท ห า ร เขาไม่สามารถเก็บหลักฐานอะไรมาได้นอกจากหน้าป กของแฟ้ม หลังเขาปลดประจาการ เขาจึงทาทุกวิถีทางที่กฎหมายเปิดโอกาสเพื่อนาแฟ้มฉบับนั้นมาเผยแพร่ต่อประชาชน อ ย่ า ง ไ ร ก็ ต า ม ศู น ย์ ป ฏิ บั ติ ก า ร ข อ ง อ ง ค์ ก า ร น า โ ต้ ได้ ต อ บ ก ลั บ นิ ต ย ส า ร ที่ ถ า ม เ กี่ ย ว กั บ แ ฟ้ ม ลั บ ที่ ดี น พู ด ถึ ง ว่ า แ ฟ้ ม นั้ น ในเวลานั้นไม่ปรากฏมีเก็บเป็นเอกสารลับที่กองบัญชาการแต่อย่างใด ในระหว่าง 2 ฝ่าย ใครจะเชื่อฝ่ายใดก็ไม่ว่ากัน สรุปความเชื่อมโยงระหว่างสาระสาคัญของหนังสือกับแนวคิดทางจริยศาสตร์ บทที่1 ปั ญ ญ า นิ ย ม เหมือนกับนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ที่มีลักษณะเฉพาะที่ตอนแรกคนเราคิดว่ามนุษย์เร า มี เ ผ่ า พั น ธุ์ ม า จ า ก ลิ ง แ ต่ จ ริ ง ๆ แ ล้ ว ม นุ ษ ย์ เ ร า ไ ม่ ใ ช่ มั น เ ป็ น แ ค่ ลั ก ษ ณ ะ แ ล ะ มี ค ว า ม ค ล้ า ย กั น ข อ ง ม นุ ษ ย์ กั บ ลิ ง แ ล ะ มี พ ฤ ติ ก ร ร ม ที่ แ ต ก ต่ า ง กั น ร ะ ห ว่ า ง ม นุ ษ ย์ กั บ ลิ ง โดย เฉพาะมนุ ษย์มีพฤติกรรมที่มีการเป ลี่ยนแป ลงไป ตามยุ ค สมัยอย่างชัดเจน เช่ น
26.
ยุคสงครามโลกเกิดความยากจนเลยทาให้คนพวกนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยคนปรับตัวให้เข้ากับยุคสง ค ร า
ม โ ล ก ใ น ต อ น นั้ น ม โ น ธ ร ร ม สั ม บู ร ณ์ ก็ เ ป็ น อี ก รู ป แ บ บ ห นึ่ ง เช่ นการที่มนุ ษย์ช่ วย เห ลือค นอื่นไม่ว่าจะเป็ นค นห รือสัตว์ก็ตาม สิ่งเห ล่านั้นมันคือ จิตใต้สานึกโดยธรรมชาติและมีศีลธรรมของตัวมันเอง อัตนิยมก็คือ การที่มนุษย์ไม่มีการแบ่งกัน ช่วยเหลือกันตอนเกิดความยากลาบาก มีการแย่งชิงกัน เอาประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง บทที่ 2 ภาพวาดและศิลปกรรมต่างๆไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนล้วนแต่มีความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างยิ่ง ซึ่ ง แ ส ด ง อ อ ก ถึ ง จิ น ต น า ก า ร ร่ ว ม ข อ ง ม นุ ษ ย์ ที่มีต่อความสัมพันธ์การดารงชีวิตและการทามาหากินของพวกเขา(ตรงกับหลักจริยศาสตร์ สัมพัทธ์นิยม)เมื่อมนุษย์เกิดขึ้นมาบนโลกได้สัมผัสกับสิ่งต่างๆรอบตัวทาให้มนุษย์มีประสบการณ์มากขึ้น และคิดว่ าสิ่งต่างๆ ล้วนมีค ว ามสัมพันธ์กั น (ตรง กับ ห ลักจริย ศ าสต ร์ ปัญ ญ านิย ม ) มนุษย์มีการพัฒนาการสังเกตหรือคิดค้นอุปกรณ์ได้มากขึ้น มีการนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ม า ใช้ ใน ชี วิ ต ป ร ะจ า วั น ( ต ร ง กั บ ห ลัก จ ริย ศ า ส ต ร์ ปั ญ ญ านิ ย ม ) ค ว าม ไม่ รู้ ไม่เข้าใจทาให้มนุษย์ต้องพยายามที่จะค้นคว้าแสวงหาที่มาที่ไปและหาคาตอบที่แท้จริง(ตรงกับหลักจริย ศาสตร์ ปัญญานิยม) บทที่3 เนื้อหาในบทนี้เป็นเรื่องการกระทาของมนุษย์ที่เป็นเรื่องเล็กๆ แต่ส่งผลกระทบมากมายต่อโลก ซึ่ ง ก า ร ก ร ะ ท า ข อ ง ม นุ ษ ย์ เ กิ ด จ า ก ค ว า ม เ ห็ น แ ก่ ตั ว ข อ ง ม นุ ษ ย์ ทั้ ง สิ้ น มนุ ษย์ทุ กค นอย ากจะมีชีวิตอย่ างสุข สบ าย จึงมักจะท าสิ่งที่ให้ป ระโย ช น์ต่อตนเอง โดย ไม่ได้คานึงถึงผลกระท บ ต่อส่วนรวม ตรงกับ แนว คิดท างจริย ศ าสตร์ วัตถุนิย ม เนื่องจากมนุษย์มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านอารยธรรมและวัฒนธรรมทางวิทยาศาสตร์ ส่งผลให้มนุ ษย์ท าลาย ธรรมช าติ ก่ อให้ เกิดผลเสีย ต่อสิ่งแวดล้อมและตัว มนุษ ย์เอง บ ริษัท ที่ ผลิต สารCFCขึ้ นม า บ ริษัท รว ย ค นเดีย ว แต่ ส่ง ผลเสีย ห าย ต่อค นทั้ง โล ก มนุษย์หันมาสนใจเรื่องของโอโซนมากขึ้นทั้งที่ไม่รู้ว่าคืออะไรรู้แค่ว่าส่งผลกระทบต่อตนเอง ถ้ารัฐ บ า ลรู้เรื่อ ง ปั ญ ห า ที่ จ ะ เ กิ ด ขึ้ น เพี ย ง ฝ่ า ย เดีย ว โด ย ที่ ป ร ะ ช าช น ไม่ รับ รู้ รัฐบ าลจะไม่ออกมาพูดถึงปัญ หานี้ เพราะเก รงกลัว อิท ธิพลของบ ริษัท ที่ผลิตสารCFC ก ลั ว บ ริ ษั ท จ ะ ไ ม่ ส นั บ ส นุ น พ ร ร ค ก า ร เ มื อ ง ข อ ง ต น นัก วิท ย าศ าสต ร์น าเสน อแ นว ท าง ที่ ช่ ว ย แก้ ปัญ ห าอุ ณ ห ภู มิที่ เพิ่ม ขึ้ น ข อ ง โล ก โดยการลดพลังงานจากการเผาซากคาร์บอนและลดการผลิตก๊าซที่ก่อให้เกิดสภาวะเรือนกระจก แ ต่ ก ลั บ ถู ก ต่ อ ต้ า น จ า ก นั ก อุ ต ส า ห ก ร รม นั ก เ ศ รษ ฐศ า ส ต ร์ นั ก ก า ร เมื อ ง เพราะพวกนักอุตสาหกรรมบอกว่า แนวทางนั้นจะไปบั่นทอนความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ มนุษย์ล้วนแสวงหาประโยชน์เฉพาะหน้าและใกล้ตัวมากกว่าที่จะคิดถึงผลประโยชน์ในระยะยาว
27.
ม นุ ษ
ย์ ใช้ รถ ย น ต์เพื่ อ ค ว าม สะ ด ว ก ข อ ง ตัว เอ ง แ ละ เ ผ าไม้ท าล าย ป่ าม าก ขึ้ น ทาให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เยอะขึ้นและอาจจะส่งผลให้เกิดน้าท่วมโลกได้ แนวคิดประโยชน์นิยม คื อ สิ่ ง ที่ ก่ อ ใ ห้ เ กิ ด ป ร ะ โ ย ช น์ สุ ข แ ก่ ค น จ า น ว น ม า ก ที่ สุ ด เ ช่ น นั ก วิ ท ย า ศ าส ต ร์ห าวิ ธีก ารช่ ว ย เ ห ลือ แล ะ ป้ อ ง กั น ผ ลก ร ะท บ จ าก ก ารใช้ CFC นั ก วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ ห า วิ ธี ที่ จ ะ ช่ ว ย จ า กั ด แ ส ง แ ด ด แต่การที่นักวิทยาศาสตร์หาวิธีช่วยเหลือคนอื่นนั้นอาจจะมองเป็นแนวคิดอัตนิยมก็ได้ เพราะ นั ก วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ อ า จ จ ะ อ ย า ก มี ชื่ อ เ สี ย ง โ ด่ ง ดั ง จ า ก ผ ล ง า น ที่ ท า ห รื อ ตั ว เ อ ง ก็ อ ย า ก จ ะ ร อ ด จ า ก ภั ย ที่ จ ะ เ กิ ด ขึ้ น ก็ ไ ด้ ม โ น ธ ร ร ม สัม บู ร ณ์ คื อ นั ก วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ ยั ง มี ส า นึ ก ใ น ใ จ ว่ า อ ะ ไ ร ดี ไ ม่ ดี ค ว ร ไ ม่ ค ว ร จึงเลือก ที่จะราย งานปัญ หาที่เกิดขึ้นให้สื่อมวลชนรับรู้แทนที่จะไป ราย งานกับ รัฐบ าล เพราะถ้ารัฐบาลทราบปัญหาเพียงฝ่ายเดียวอาจจะแก้ปัญหาได้ช้า บทที่4 มนุษย์เรามีการพัฒนาสิ่งต่างๆอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ตัวเองมีความสุขมีความสะดวกสบายโดยไม่ ค า นึ ง ถึ ง ผ ล ก ร ะ ท บ ที่ จ ะ ต า ม ม า เพราะในการพัฒนานั้นนอกจากจะส่งผลดีต่อตัวเองแล้วแต่ก็ยังมีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์หรือทรัพยาก รธรรมชาติอื่นๆอีกมากมาย มนุษย์มีความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวของตนเอง เช่ น เ ดี ย ว กั บ ฟ ริต จ อ ฟ นั ก ฟิ สิ ก ส์ ที่ ได้ เ ขี ย น ห นั ง สื อ เ รื่ อ ง เ ต๋ า แ ห่ ง ฟิ สิ ก ส์ ซึ่งในหนังสือมีเนื้อหาเกี่ย วกับศาสนาทั้งสามศาสนาคือศาสนาพุท ธ พราหมณ์ และเต๋า จ น ท า ใ ห้ ห นั ง สื อ ข อ ง เ ข า ข า ย ดี ที่ สุ ด ใ น ช่ ว ง นั้ น (ฟริตจอฟเขียนหนังสือขึ้นมาลึกๆข้างในก็เพื่อหวังให้ตัวเองมีชื่อเสียงโด่งดัง) ซึ่งตรงกับแนวคิดอัตนิยม อีกมุมมองหนึ่งฟริตจอฟหรือนักวิทยาศาสตร์อีกหลายๆท่านที่ได้คิดค้นทฤษฎีเกี่ยวกับเผ่าและช าติพันธุ์ของมนุษย์ว่าชาติพันธุ์ใดมีสมองใหญ่กว่ากันหรือมีความฉลาดฉลาดมากกว่ากันก็เพื่อเป็นประโย ช น์ แ ก่ ค น รุ่ น ห ลั ง เหมือนกันกับสหภาพอนุรักษ์ธรรมชาติแห่งโลกได้มีการวางเป้าหมายปกป้องรักษาธรรมชาติเพื่อให้มนุษ ย์ ห รื อ ป ร ะ ช า ช น ไ ด้ มี สุ ข ภ า พ ที่ ดี แ ล ะ ค ว า ม สุ ข ที่ ยั่ ง ยื น ตรงกับแนวคิดประโยชน์นิยมทาประโยชน์เพื่อส่วนรวมเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ส่วนพฤติกรรมของมนุษย์แตกต่างแตกต่างจากสัตว์โลกทั้งหลายโดยเฉพาะพฤติกรรมทางสังคม มนุษย์มีวิธีการคิดหรือดาเนินชีวิตแตกต่างจากสัตว์จึงสามารถแยกมนุษย์ออกจากสัตว์ได้ ซึ่งตรงกับแนวคิดปัญญานิยม
28.
ในทางสังคมก็ยังมีกฎเกณฑ์หรือกฎหมายที่เคร่งครัดโดยไม่สนใจความเรียกร้องหรือความไม่พอใจจากบุ คคลทุกกลุ่ม ซึ่งตรงกับแนวคิดหน้าที่นิยม บทที่5 บทนี้จะพูดจะพูดเกี่ยวกับการค้นหาวิธีการรักษาโรคร้ายต่างๆไม่ว่าจะเป็นโรคเอดส์และโรคมะเร็ ง โ
ด ย แ พ ท ย์ แ ต่ ล ะ ค น มี วิ ธี ต่ า ง กั น อ อ ก ไ ป แพท ย์ต้องรักษาทุ กค นให้ห าย ซึ่ง เป็ นจรรย าบ รรณ ของแพท ย์ซึ่งเป็ นสัมบู รณ์นิย ม ผลที่ตามมาก็คือคนไข้ส่วนใหญ่สามารถหายจากการเป็นโรคต่างๆนั้นได้เพราะแพทย์สามมารถคิดค้นหา วิธียับยั้งและรักษาจนได้ จึงจัดว่าเป็นประโยชน์นิยมเพราะคนส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์มากกว่าผลเสีย อี ก ทั้ ง ผู้ ป่ ว ย มี เ จ ต น า ที่ อ ย า ก ห า ย จึ ง ต่ อ สู่ กั บ โ ร ค ไ ด้ ส่วนหมอก็ตั้งใจรักษาให้หายสิ่งเหล่านี้ก็จัดเป็นหน้าที่นิยม หลังจากชาวสเปนนาเอาเชื้อไวรัส ( โ ร ค ฝี ด า ษ ) มาแพร่ในชาวอินเดียแดงทาให้ผู้คนล้มตายเป็นจานวนมากเเละแพทย์ก็หาวิธีรักษาโรคนี้จนได้จึงทาให้ผู้ ป่วยเป็นโรคนี้จากตอนแรกต้องตายก็สามารถหายขาดได้จึงทาให้ผู้ที่เป็นโรคหลุดพ้นความทุกข์ตามหลัก จ ริ ย ศ า ส ต ร์ ก็ คื อ วิ มุ ติ นิ ย ม แ ล ะ สุ ข นิ ย ม เพราะทุกคนที่เป็ นโรคห ลุดพ้นจากความตายและสามารถดารงชีวิตได้อย่างมีความสุข มนุษย์แต่ละคนมีความทรงจาและขนาดของสมองไม่เท่ากันถ้าคนที่มีขนาดสมองใหญ่จะเป็นคนที่มีความ ท ร ง จ า ดี เ พ ร า ะ สิ่ ง เ ห ล่ า นี้ จ ะ ติ ด ตั ว ตั้ ง แ ต่ เ กิ ด เราจึงสามารถใช้ปัญหาในการแสวงหาความจริงได้ตรงกันและใช้ปัญญาในการแสวงหาความรู้เองว่าอะไ รถูกผิด อะไรควรทาไม่ควรทา ดั้งนั้นจึงตรงกับปัญญานิยมซึ่งจัดอยู่ในหลักจริยศาสตร์เช่นเดียวกัน บทที่6 มนุษย์มีความคิด ปัญญา ในการแสวงหาความรู้ เป็นเหตุผลที่ว่ามนุษย์แตกต่างจากสัตว์อื่นๆ นั่นคือมนุษย์รู้จักใช้ความคิด ความสามารถ พัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น นักวิทยาศาสตร์ศึกษาหาความรู้ หาหลักฐานเรื่องอุกกาบาต เป็นประโยชน์แก่ประเทศ หรือนักวิทยาศาสตร์สารวจสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร และปรากฏการณ์ต่างๆบนดาวอังคาร เพื่อหาที่อยู่ใหม่ ตรงกับแนวคิดของปัญญานิยม
29.
ป ร ะ
เ ท ศ รั ส เ ซี ย แ ล ะ อ เ ม ริ ก า น า ย า น ไ ป ส า ร ว จ ด า ว อั ง ค า ร เพราะต้องการหาที่อยู่ใหม่ให้มนุษย์บนโลกโดยไม่สนใจค่าใช้จ่ายว่ามูลค่าเท่าไหร่ แต่ในทางกลับกัน ป ร ะ เ ท ศ ที่ ส่ ง ย า น อ ว ก า ศ ไ ป นั้ น ก็ ต้ อ ง ก า ร มี ชื่ อ เ สี ย ง หรือแม้กระทั่งนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องต่างๆนั้นก็ยังหวังเกียรติยศชื่อเสียงเงินทองอยู่ดี นั่นคือ “มนุษย์ทุกคนล้วนเห็นแก่ตัว” ตรงกับแนวคิดของอัตนิยม นักวิทยาศาสตร์และองค์กรนาโต้ได้ศึกษาหาหลักฐานเรื่องอุกกาบาต ตั้งสถานีตรวจอุกกาบาต เพื่ อต้ อ ง ก า รตั้ง รับ ก่ อ น ที่ อุ ก ก าบ า ต จ ะต ก ลง ม ายั ง โล ก , ส าร ว จ ด าว อัง ค า ร ทุกสิ่งที่ทานั้นก็เพื่อต้องการปกป้ องและช่วยเหลือโลกมนุษย์ให้รอดพ้นจากภัยทางอวกาศ ห รื อ ถ้ า ต้ อ ง ย้ า ย ที่ อ ยู่ ก็ จ ะ ไ ด้ มี พื้ น ที่ ร อ ง รั บ ต่ อ จ า ก โ ล ก น อ ก จ า ก นี้ องค์กรนาโต้ยังเก็บหลักฐานเรื่องมนุษย์ต่างดาวมาเยือนโลก เพราะต้องการป้องกันมนุษย์จากอันตราย เ กิ ด วั น ใ ด วั น ห นึ่ ง ม นุ ษ ย์ ต่ า ง ด า ว ม า ท า ร้ า ย ผลลัพธ์ที่ออกมาอาจจะช่วยให้โลกและมนุษย์ปลอดภัยจากสิ่งเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นกับโลกได้ ตรงกับแนวคิดของประโยชน์นิยม ส ร้ า ง ย า น อ ว ก า ศ เ พื่ อ ไป ส า ร ว จ ด า ว อัง ค า ร ตั้ง ส ถ า นี อุ ก ก า บ า ต ค าน ว ณ โอ ก าส ที่ อุ ก ก า บ าต จะวิ่ ง เ ข้ าช น โล ก โด ย สิ่ง ที่ ท า ไป นั้น มีเ จต น าที่ ดี ต้องการช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์เหล่านี้ ตรงกับแนวคิดของหน้าที่นิยม สรุปบทบาท วิธีทางาน ความคิดเห็นทางจริยศาสตร์ต่อหนังสือ หัวหน้ากลุ่ม (ตรวจสอบความเรียบร้อย) คือนางสาวฐิติพร ปทุมวิทย์ ผู้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมภายในกลุ่ม คือนางสาวอุษณีย์ เพ็ชรวิภาต ผู้รวบรวมความคิดเห็นของกลุ่มคือ นางสาวพิชาดา กลางสาทร,นางสาวปนัดดา นวลศรี,นางสาวอุรัสยา กลิ่นขจร ผู้ตรวจติดตามงานของกลุ่มคือ นายชัชชัย ตู้จินดา,นายพัฒน์ วงศ์บุตรดี ผู้สืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมของงาน คือ นายธีระวัฒน์ เที่ยงกินรี,นายชัยยุทธ์ ปราณวิจิตรกุล วิธีท างาน : ขั้นตอนแรกให้ทุ กคนในกลุ่มอ่านห นังสือเรื่องมนุ ษย์กับ ค วามคิดทุ กบ ท จ า ก นั้ น แ บ่ ง กั น ไป ส รุ ป ค น ล ะ 1 บ ท บ า ง บ ท ที่ มี เ นื้ อ ห า เ ย อ ะ ส รุ ป 2 ค น เมื่อสรุปเสร็จแล้วรวมกลุ่มกันทางานโดยให้ทุกคนช่วยกันคิดจับประเด็นที่สาคัญของแต่ละบทมาเชื่อมโย ง กั บ แ น ว คิ ด ท า ง จ ริ ย ศ า ส ต ร์ และสุดท้ายให้ทุกคนเขียนแสดงความคิดเห็นทางจริยศาสตร์ที่มีต่อหนังสือเรื่องนี้
30.
“หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุ ษย์ ดวงดาว
จักรวาล ธรรมชาติ ความเชื่อและทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มากมายซึ่งล้วนมีความสอดคล้องทางหลักจริยศาสตร์ โดยส่วนใหญ่หนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงนักวิทยาศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ว่ามีแนวคิดและความเห็นเกี่ยวกับสิ่ง ต่ า ง ๆ บ น โ ล ก อ ย่ า ง ไ ร โดยแต่ละคนก็ล้วนแต่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไปโดยมีการยกเอาทฤษฎีต่างๆทางวิทยาศาสตร์ ค ณิ ต ศ า ส ต ร์ ห รือ ค ว า ม เชื่ อ ม า ส นั บ ส นุ น ท ฤ ษ ฎี ข อ ง ตัว เ อ ง ให้ ดู น่ า เ ชื่ อ ถื อ โด ย ค ว าม คิ ด เ ห็ น ข อ ง แ ต่ ล ะ ค น อ า จ จ ะ ไม่ ใช่ สิ่ง ที่ ถู ก ห รือ เ ป็ น จ ริง เส ม อ ไ ป ซึ่งผู้อ่านหนังสือเล่มนี้ต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วย” (นางสาวฐิติพร ปทุมวิทย์) “จ า ก ห นั ง สื อ เ ล่ ม นี้ มี ค ว า ม คิ ด เ ห็ น ท า ง จ ริ ย ศ า ส ต ร์ ว่าเป็นหนังสือที่มีจริยศาสตร์แบบหลายรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็นการได้เห็นการกระทาข อ ง ม นุ ษ ย์ แ บ บ ที่ เ ป็ น ค น ดี แ ล ะ ค น ไ ม่ ดี เช่นการที่ชาวบ้านช่วยเหลือช้างที่ถูกรถชนและอีกแบบที่ไม่ดีคือการมี่มนุษย์มีการแย่งชิงกัน ไม่ช่วยเห ลือกันมีความเห็นแก่ตัว ไม่นึกถึงผู้อื่นและมีอีกพวกที่เป็นกลุ่มประโยชน์นิย ม ที่ มี แ น ว ค ว า ม คิ ด ว่ า จ ะ ท า สิ่ ง ที่ ดี ที่ สุ ด ที่ เ ป็ น ป ร ะ โย ช น์ ข อ ง ค น ส่ ว น ให ญ่ เช่นการที่คนทั่วโลกมีการยุติการผลิตCFC100% เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อคนและพืชและสัตว์ เพ ราะถ้าเป็ น ค นอ าจจ ะเป็ นส าเห ตุที่ ท าให้ เกิ ด โรค ม ะเ ร็ง ผิว ห นั ง โด ย ต รง ได้ หนังสือเล่มนี้ยังมีจริยศาสตร์ที่ทาให้เกิดอารมณ์ในการอ่านได้หลากหลายอารมณ์มีทั้งที่เราอ่านแล้วมีควา มรู้สึก มนุษย์เรานั้นสามารถเชื่อมโยงต่อสิ่งต่างๆในโลกได้หรือนอกโลกได้ สามารถจับต้องได้ต่อสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมต่อคนหรือสัตว์,การกระทาของมนุษย์กับสิ่งต่างๆ,มีการเชื่อมโยงจริยศาสตร์เข้าได้ ทุกเรื่อง มีการกาหนดเป้าหมายชีวิตว่าจะสุขหรือทุกข์และอีกอื่นๆมากมาย” (นางสาวพิชาดา กลางสาทร) “ในหนังสือเรื่องมนุษย์กับความคิด จะเป็นเรื่องที่มนุษย์พูดถึงสิ่งรอบๆตัว มีทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นอยู่ และ สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ถ้าอ่านผ่านๆแล้วจะเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการกาเนิดสิ่งมีชีวิต จัก ร ว า ล ซึ่ ง อ อ ก แ น ว ไ ป ท า ง วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ม า ก ก ว่ า แ ต่ ถ้ า เ ข้ า ใจ จ ริง ๆ จะ รู้ว่ าห นั ง สือ เ รื่อ ง นี้ มีเนื้ อห า ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง กั บ ท าง ด้ าน จ ริย ศ าส ต ร์ม า ก ม า ย ถ้ า เ ร า น า แ น ว คิ ด ท า ง จ ริ ย ศ า ส ต ร์ ที่ เ รี ย น ผ่ า น ม า เ ข้ า ไ ป เ ชื่ อ ม โ ย ง จะทาให้เห็นพฤติกรรมและอุปนิสัยของมนุษย์และทาให้รู้ว่าที่แท้จริงแล้วสิ่งที่มนุษย์กาลังกระทาอยู่ เป็ นสิ่ง ที่ ดี ชั่ว ถูก ห รือผิด ที่ เห็ นได้ชั ด คือ บ ท เก็บ ด อก ไม้สะเทื อน ถึงด ว ง ด าว ท า ใ ห้ เ ร า ไ ด้ เ ห็ น ถึ ง ค ว า ม เ ห็ น แ ก่ ตั ว ข อ ง ม นุ ษ ย์ มนุษย์อยากให้ตัวเองได้รับ ความสุขสบายถึงแม้ว่ าจะส่งผลเสียหายกับ สิ่งรอบข้างก็ตาม
31.
ซึ่งตรงกับแนวคิดอัตนิยมและทาให้เห็นแนวความคิดแบบมนุษย์นิยมซึ่งเป็นแนวคิดที่เชื่อมั่นในการใช้เห ตุผ ลข อง
ตน ใน การแสว ง ห าค ว ามรู้ ก ารสร้าง น วัต กรรม และเท ค โน โลยี ให ม่ ๆ เพื่อให้นาไปสู่การสร้างชีวิตและสังคมที่ดีของมนุษย์ คิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่าง เ ป็ น ผู้ ก า ห น ด ทุ ก สิ่ ง ทุ ก อ ย่ า ง หนังสือเล่มนี้ทาให้เราต้องย้อนกลับมาดูตัวเองว่าการกระทาที่เราทาอยู่ทุกวันนี้ถูกต้องตามหลักจริยศาส ตร์แล้วจริงหรือไม่” (นางสาวอุษณีย์เพ็ชรวิภาต) “ห นัง สือเรื่องม นุ ษย์กับ ค ว ามคิด นั้นอยู่ บ นพื้นฐานท างจริย ศ าสตร์มากมาย ในหนังสือมีเนื้อหาที่ซ่อนเร้นแอบแฝงด้วยข้อคิดทางจริยศาสตร์ต่างๆและยังเป็นรากฐานความคิดของม นุ ษ ย์ ที่ พ ย า ย า ม จ ะ เ ข้ า ใ จ โ ล ก ห รื อ ค ว า ม เ ป็ น ม า ข อ ง ม นุ ษ ย์ โดยธรรมชาติของมนุษย์นั้นมีความเห็นแก่ตัวชอบความสะดวกสบายจนบางทีไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทานั้นส่ง ผลกระทบต่อธรรมชาติหรือระบบนิเวศมากน้อยเพียงใดก็เพราะมนุษย์เราขาดจิตสานึกไม่เข้าใจถึงธรรม ช า ติ แ ล ะ ไ ม่ รู้ จั ก ค ว า ม พ อ ดี ส่วนในเรื่องพฤติกรรมทางสังคมก็สาคัญเช่นกันเพราะมนุษย์มีพฤติกรรมทางสังคมที่แตกต่างจากสัตว์ มนุษย์มีกระบวนการคิดการปรับตัวเพื่อเข้ากับสังคมและยังมีกฎเกณฑ์หรือกฎหมายทางสังคมเพื่อให้เรา ทาตามหรือประพฤติตามในสิ่งที่ถูกต้องทาให้เรารู้ว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิด” (นางสาวปนัดดา นวลศรี) “ในหนังสือเรื่องมนุษย์กับ ความคิดเป็ นหนังสือที่พูดเกี่ย วกับสิ่งต่างๆรอบ ตัวเรา แล้วมีหลักจริยศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง ทาให้เราสามารถรับรู้ได้ว่าสิ่งต่างๆบนโลกใบนี้ได้อย่างถ่องแท้ มีการเกิดขึ้นอย่างไรแล้วในอนาคตภายภาคหน้าจะเป็นเช่นไรแต่ถ้าเราสามารถนาหลักของจริยศาสตร์เข้ าไปเชื่อมโยงได้จะทาให้เรารูจักพฤติกกรมของมนุษย์และการทางานของระบบร่างกายที่ทางานอยู่ภายใ นอานาจจิตใจเหมือนตามที่หนังสือกล่าวไว้ว่ากายและจิตที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้จริงเพราะทุกค รั้งที่เรามีความทุกข์หรือสุขจิตของเราจะส่งโดยตรงถึงร่างกายให้เราแสดงออกการกระทาต่างๆ อีกทั้งพฤติกรรมของบ รรดามนุษย์ที่เห็นได้ชัดเจนคือค วามเห็นแก่ ตัวและรักสบ าย ถึงแม้ว่าใครจะเดือดร้อนก็ไม่สนใจหรือสิ่งที่ทาออกมานั้นส่งผลเสียหายก็จะไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ขอแค่ตัวเองได้รับผลประโยชน์แต่เมื่อเวลาผ่านไปมนุษย์สามารถสร้างเทคโนโลยีต่างๆล้าสมัยที่ให้โลกมี ก า ร พั ฒ น า ไ ด้ อ ย่ า ง ส ม บู ร ณ์ เพราะมนุษย์กล้าคิดกล้าทดลองเพื่อที่จะแสวงหาความจริงบนโลกใบนี้ให้ได้จึงนาเอาหลักจริยศาสตร์มา ป ร ะ ยุ ก ต์ ใ ช้ ห า ค า ต อ บ ต่ า ง ๆ ต้ อ ง ก า ร อาจจะถูกหรือผิดก็ไม่สามารถมีใครบอกได้แต่เรารู้เพียงว่าหลักจริยศาสตร์สามารถทาให้ค้นหาคาตอบต่า งๆที่เกิดขึ้นกับโลกนี้” (นายชัชชัย ตู้จินดา)
32.
“ห นั ง
สือเล่ม นี้อ่าน ภ าย นอ กเห มือนจะดี แต่ถ้านาห ลัก จริย ศ าสต ร์เข้า ม า จะเห็นว่ าในห นั งสือมีแนว คิด บ างอย่ างซ่ อน อยู่ เราอ่านกันโดย ที่ ไม่เอะใจเลย ว่ า ทุ ก สิ่ ง ทุ ก อ ย่ า ง ที่ นั ก วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ ก ล่ า ว ม า นั้ น จ ริ ง ห รื อ ไ ม่ ไม่ว่าจะเป็นค้นพบต้นกาเนิดของเผ่าพันธุ์มนุษย์,มนุษย์ต่างดาว หรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ เ ป็ น ต้ น อ า จ จ ะ เ ป็ น เ รื่ อ ง ที่ ม นุ ษ ย์ ที่ ไ ด้ ชื่ อ ว่ า “นักวิทยาศาสตร์”คิดแค่ต้องการให้บุคคลอื่นยอมรับแนวคิดของตนเองว่าถูกต้อง หรือต้องการชื่อเสียง เงินทอง เกียรติยศ การมีหน้ามีตาในสังคม ตรงกับแนวคิดที่ว่า “มนุษย์เรานั้นล้วนเห็นแก่ตัวทั้งสิ้น” น อ ก จ าก นี้ ม นุ ษ ย์ ทั้ ง ห ล า ย ยั ง เ ชื่ อ ว่ า สิ่ง ที่ พิ สู จ น์ ได้ ต้อ ง เ ป็ น สิ่ง ที่ ถู ก เส ม อ อาจจะเป็นเพราะเป็นพฤติกรรมที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยอดีต ทาให้เป็นประเพณีสืบต่อกันมาเรื่อยๆ ตามหลักทฤษฎีสัมพัทธนิยม ซึ่งกล่าวไว้ว่า “คุณค่าทางจริยธรรมไม่ใช่สิ่งที่แน่นอนตายตัว เปลี่ยนแปลงได้ จารีตประเพณีเป็นเกณฑ์ตัดสินศีลธรรม” ดังนั้นมนุษย์ล้วนมีความเห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น บางคนอาจจะทาเพื่อต้องการให้ตัวเองได้รับสิ่งดีๆ บางคนต้องการให้คนส่วนใหญ่ได้รับสิ่งดีๆ แ ต่ ใ น ใ จ ลึ ก ๆ ก็ ท า เ พื่ อ ห วั ง ผ ล ย ก ตั ว อ ย่ า ง เ ช่ น นัก วิ ท ย าศ าสต ร์คิด ค้น สิ่ง ป ระดิษ ฐ์ต่ าง ๆ เพื่ อให้ โล ก ก้า ว ห น้ าท าง เท ค โนโล ยี แ ต่ ใ น ใ จ นั ก วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ ก็ ห วั ง ค ว า ม มี ชื่ อ เ สี ย ง ล า ภ ย ศ ทั้ ง สิ้ น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมนุษย์ยังมีจิตใต้สานึกดีชั่วในการที่จะช่วย เหลือโลก เพื่อนร่วมโลกบ้าง ตามแนวคิดมโนธรรมสัมบูรณ์ที่กล่าวว่า “ความสานึกทางศีลธรรมที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่โดยธรรมชาติ” บางสิ่งที่ทามันผิด ในใจก็รู้สึกว่ามันไม่ดี แสดงว่าในความมืดมิดก็ยังคงมีแสงสว่างอยู่เสมอ อาจจะมากหรือน้อยก็แล้วแต่สถานการณ์” (นางสาวอุรัสยา กลิ่นขจร) “จากหนังสือเรื่อง มนุษย์กับความคิดทาไห้เราได้เห็นความคิดเห็นของผู้เขียนในแนวทางต่างๆ และทาให้เราได้รู้ถึงสิ่งที่เชื่อมโยงไป หาจริยศาสตร์ว่าด้วย ทางเรื่องศีลธรรมของมนุษย์ โดยที่มนุษย์นั้นต้องอาศัยอยู่ในท่ามกลางธรรมชาติอันเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์กายภาพ ความรู้เข้าใจในกฎธรรมชาติทาให้มนุษย์หายกลัวสิ่งแวดล้อมส่งผลถึงศีลธรรมในตัวมนุษย์ด้วยอย่างเช่น ฟ ริ ต จ อ ฟ แ ค ป ร้ า นักฟิสิกส์และนักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงจากการเสนอความคิดใหม่ในหนังสือที่ขายดีที่สุดในช่วงต้นทศวรรษ ที่ 1 9 7 0 ที่ มี ชื่ อ ว่ า เต๋าแห่งฟิสิกส์ในหนังสือฟริตจอฟได้เสนอแนวคิดอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรกถึงความส อดคล้องแบบขนานกันระหว่างทฤษฎีและความจริงทางวิทยาศาสตร์แห่งยุคใหม่กับอภิปรัชญาทางศาสน า ที่ อุ บั ติ ขึ้ น ท า ง ต ะ วั น อ อ ก ไ ด้ แ ก่ ศ า ส น า พุ ท ธ พ ร า ห ม ณ์ แ ล ะ เ ต๋ า ทั้งสามศ าสนาเป็ นแนว ท างข องค ว ามคิดค วามเชื่ อที่ รว มเข้าห ากันอย่ าง กลมกลืน ไ ด้ ก ล า ย เ ป็ น พื้ น ฐ า น ข อ ง ก า ร ย้ า ย ก ร ะ บ ว น ทั ศ น์ ไ ป สู่ สั ง ค ม ใ ห ม่
33.
ที่ปฏิวัติความคิดความเชื่อและที่สาคัญที่สุดคือความรู้ของมนุษย์ที่เป็นเนื้อหาสาระของรูปแบบโครงสร้าง กายวัตถุนิยมและวิสัยทัศน์สนองอัตตาที่เป็นมิจทิฐิแทบทั้งหมดของมนุษย์ชาติในอดีตและปัจจุบัน ทาให้เกิดมีวิวัฒนาการทางจิตวิญาณโดยเฉพาะจิตปัญญาที่ล้าเลิศ วิวัฒนาการทางจิตวิญาณ วิวัฒนาการที่สามารถพัฒนามนุษย์ให้ดาเนินไปในทางที่ถูกทางแห่งปัญญา ธรรมปัญญาและธรรมจิต ปั
ญ ญ า ที่ ส า ม า ร ถ ก า ห น ด แ ล ะ ค ว บ คุ ม ก า ย แ ล ะ วั ต ถุ วิทยาการและเทคโนโลยีและความพอเหมาะพอดีมีดุลยภาพของสังคมมนุษย์และสรรพสิ่งที่เป็นธรรมชา ติทั้งหลายทั้งปวงที่ล้วนเชื่อมโยงสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียว ในสภาพของสังคมที่เรารู้จักและคุ้นเคยเราได้เห็นทั้งสิ่งที่ต้องการเห็นและไม่ต้องการเห็น เราคุ้นเคยกับเสียงเรียกร้องความถูกต้องและความเป็นธรรมบางกลุ่มบางคณะ แต่ในบางทีเราก็เบื่อหน่ายต่อความไร้วินัยไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมของบางกลุ่ม ทางสองแพร่งแห่งสังคมจึงเกิดขึ้นตลอดเวลา สังคมมนุษย์เผชิญกับทางแยกทางสองแพร่งมาตลอดซ้าแล้วซ้าอีกเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีกสั้นบ้างยาวบ้าง ดุจทศนิยมที่ไม่จบสิ้น ปัจจุบันนี้ประเทศทางตะวันตกกาลังผ่านสู่ทางแยกใหม่ทางแยกทางสังคมประชาธิปไตยใหม่ที่ทุกคนล้ว นมีส่วนในกระบวนการตัดสินใจในเรื่องของตนเองและเรื่องของส่วนรวม” ( นายพัฒน์ วงศ์บุตรดี) “จากบทเก็บดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวตรงกับหลักจริยศาสตร์คือการทาสิ่งเล็กๆ ที่ตนได้ประโยชน์ แต่ผลกระทากลับให้โทษต่อโลกและหลายชีวิต สอดคล้องกับหลักจริยศาสตร์คือมนุษย์ทุกคนล้วนทาเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง จากบทที่ห้าพูดถึงเรื่องการค้นหาวิธีรักษาโรคร้ายต่างๆซึ่งหมอพยายามค้นหาวิธีการรักษาจะตรงกับหลั กจริยศาสตร์คือทาตามหลักจรรยาบรรณแพทย์จึงเป็นหน้าที่นิยมคนป่วยต้องการหายจากโรคร้ายจึงเป็น หลักการสุขนิยม และหมอก็ทาตามหลักมโนธรรมสัมบูรณ์จากแนวคิดหลักจริยศาสตร์มนุษย์เป็นผู้มีปัญญาในการใช้ความ คิด ในการแสวงหาความรู้ พัฒนาคุณภาพชีวิต ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ หมอต่างก็ใช้แนวคิดปัญญานิยมตามหลักจริยศาสตร์” (นายธีระวัฒน์ เที่ยงกินรี) " ม นุ ษ ย์ กั บ ค ว า ม คิ ด เป็นงานเขียนที่เรียบเรียงได้สอดคล้องกับชื่อเพราะได้รวบรวมสิ่งที่เรียกว่าความคิดของมนุษย์ในรูปแบบ
34.
ต่ า ง
ๆ ไ ว้ ไ ม่ ว่ า จ ะ ก ล่ า ว ถึ ง เ รื่ อ ง ใ ด หั ว ข้ อ ใ ด ก็ล้วนเป็นเพียงความคิดของมนุษย์ที่สื่อให้เห็นถึงแนวคิดที่อยู่บนพื้นฐานทางจริยศาสตร์ที่แตกต่างกัน บางตอนเป็นการนาเสนอในรูปแบบ แนวคิดแบบปัญญานิยม ยึดเหตุผลและความจริงเป็นหลัก บางตอนเป็ นสัมพันธ์นิยม ยึดความสัมพันธ์ข องสิ่งต่างๆและความเกี่ยวเนื่องเป็ นห ลัก แ ต่ สิ่ ง ที่ เ ห็ น ไ ด้ ชั ด จ า ก ก า ร อ่ า น คื อ ทุกตอนล้วนเป็นเพียงความคิดในพื้นฐานทางจริยศาสตร์ด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว ทาให้ขาดมิติ ข า ด มุ ม ม อ ง ข า ด ค ว า ม ต่ อ เ นื่ อ ง มี ค ว า ม แ ต ก ต่ า ง เพราะเป็นเพียงการเรียบเรียงจากมนุษย์ที่มีความคิดทางจริยศาสตร์ของแต่ละคนที่แตกต่างกัน ท าให้ได้เรีย นรู้ว่ า บุ ค ค ลแต่ละบุ ค ค ลล้ว นมี่ค วามแตกต่ าง ท าง พื้นฐานจริย ศ าสตร์ ค วามคิด การกระท าย่ อมแตกต่าง การจะเข้าใจในการสื่อสารข องบุ ค ค ลเห ล่านั้น ย่อมสมควรเริ่มจากการเข้าใจจริยศาสตร์ของบุคคลเหล่านั้นก่อน” (นายชัยยุทธ์ปราณวิจิตรกุล) รายชื่อสมาชิกในกลุ่ม นางสาวฐิติพร ปทุมวิทย์ 55090500235 นางสาวปนัดดา นวลศรี 55090500211 นางสาวพิชาดา กลางสาทร 55090500212 นายชัชชัย ตู้จินดา 55090500234 นางสาวอุรัสยา กลิ่นขจร 55090500229 นางสาวอุษณีย์เพ็ชรวิภาต 55090500230 นายพัฒน์ วงศ์บุตรดี52291216 นายธีระวัฒน์ เที่ยงกินรี 53211220 นายชัยยุทธ์ ปราณวิจิตรกุล 52215143
Download