ธรรมะเสวนา
หลวงปูเทสก เทสรังสี
หลวงปูเทสก เทสรังสี
“ใจ” คือตัวกลางๆ ไมมีอะไรทั้งหมด ไมมีอดีตอนาคต
ไมคิดนึกปรุงแตงทั้งดีและชั่ว มีแตความรูตัว อยูกับปจจุบันเทานั้น
มโน คือ “ใจ” คือมันเปนกลางๆอยู ไมมีอะไร ดี-ชั่ว บาป-บุญ
และอะไรทั้งหมดก็ไมมีในที่นั้น วางเฉยๆ
เมื่อมีผัสสะอายตนะ ความรูก็เกิดขึ้น เรียกวา “วิญญาณ”
 เมื่อ”วิญญาณ”เกิดขึ้นแลว แสสายไปตามอายตนะ เรียกวา “จิต”
“จิต” กับ “ใจ” ความจริงก็อันเดียวกันนั่นแหละ
แต”จิต”เปนผูคิดนึกปรุงแตงเกิดกิเลสสารพัดทั้งปวง
เมื่อปญญาเขาไปรูเทาเรื่องของจิตทั้งหมดแลว
จิตก็หยุดนิ่ง ไมมีอาการอีก จึงเรียกวา “ใจ” เปนของกลางๆ
“ใจ” เมื่อมีอายตนะ ซึ่งเปนชองทางหรือบอเกิดอารมณตางๆจากภายนอก
เมื่อ”ใจ”รับอารมณ ก็จะเกิดการปรุงแตง นึกคิด ซัดสายไปตามอารมณนั้นๆ
ทําใหเกิดความรูสึก รัก-ชัง โลภ โกรธ หลง เปนอาการของ”ใจ” เรียกวา “จิต”
หลวงปูเทสก เทสรังสี
เมื่อ “ใจ” ไมหลงไปตาม “จิต” เพราะ “ใจ” รูเทาเขาใจอาการของ “จิต”
วา “จิต” เปนผูนําอารมณใหปรุงแตงวุนวาย
“ใจ” ก็จะอยูคนเดียวตามธรรมชาติของ “ใจ”
เมื่อ “ใจ” เปนธรรมชาติของมันแลว
“จิต” จะปรุงแตงก็ไมเขาถึง “ใจ”
เพราะ “ใจ” ไมมีอาการไปแลอาการมา
ไมมีนอกแลใน ไมมีความยินดีแลยินราย
ปลอยวางเฉยในสิ่งทั้งปวง แลว “จิต” ก็จะขวยเขินไปเอง
“จิต” ธรรมชาติ เปนของผองใส อาคันตุกะกิเลสมันพาใหเศราหมอง
ที่มาหัดทําสมาธิภาวนานี้ ก็เพื่อขัดเกลาใหกิเลสหมดสิ้นไป
เพื่อใหมันใสสะอาด คืนตามธรรมชาติเดิม
ผูตองการชําระจิตใจของตนใหสะอาดปราศจากกิเลสทั้งปวง ตองชําระ “จิต”นี้
แหละ ไมตองไปชําระที่ “ใจ”หรอก เมื่อชําระที่ “จิต”แลว “ใจ”มันก็สะอาดไปเอง
เมื่อชําระ “จิต” ใหใสสะอาดแลว ก็จะกลายมาเปน “ใจ” ไปในตัว
หลวงปูเทสก เทสรังสี
“สติ” และ “จิต” เปนอาการของ “ใจ” “จิต” เปนผูนึกผูคิด แสสายไปตางๆนานา
จึงกลายเปนกิเลส ดวยเหตุนั้นจึงตองใช “สติ” ควบคุมไมใหออกนอกลูนอกทาง
“สติ” คุม “จิต” ไดมากเทาไร “ปญญา” ก็เพิ่มพลังขึ้นมากเทานั้น
“สติ” กับ “ใจ” อยูดวยกัน “สติ” อยูตรงไหน “ใจ” ก็อยูตรงนั้น
“ใจ” อยูตรงไหน “สติ” ก็อยูตรงนั้น
ฐานที่ตั้งที่ฝกอบรม “สติ” คือ “สติปฏฐาน 4”
อันไดแก กาย เวทนา จิต ธรรม นั่นเอง
ธรรมอื่นใดนอกจากนี้ ถึงจะมีมากขอแลวิธีปฏิบัติมากอยางก็ตาม
เมื่อปฏิบัติเขาถึงหลักธรรมที่ถูกตองแลว จะตองรวมลงมาหา “สติปฏฐาน” นี้ทั้งนั้น
และก็ทางเดียวเทานี้ ที่จะนําผูปฏิบัติใหพนจากทุกขทั้งปวงได
“สติปฏฐาน” นอกจากจะเปน ทั้ง โลกียะ และ โลกุตตระ แลว
ผูอบรมทั้งหลาย จะเปนไดทั้ง สมถะ และ วิปสสนา อีกดวย
แลวก็ทางเดียวเทานี้ ที่จะนําผูปฏิบัติใหพนจากกองทุกขทั้งปวงได
หลวงปูเทสก เทสรังสี
คําวา “รูเทารูทัน” ก็บงชัดอยูแลววา “ผูรู” คือ “จิต”
“รูเทา” ก็คือ รูเทาที่ “จิต” รูอยูนั้น ไมเหลือไมเกิน
เมื่อรูเทาอยางนี้แลว อาการของ”จิต” ไมมี
เมื่ออาการของ “จิต” ไมมี รอยของ “จิต” ก็ไมมี
แลวใครจะเปนผูไปตามรอยของ “จิต” อีกเลา
รวมความแลว “สติ” ระลึกอยูตรงไหน “ใจผูรู” ก็อยูตรงนั้น
“สติ” กับ “ผูรู” เทากัน อยุ ณ ที่เดียวกัน ทํางานรวมกัน ขณะเดียวกัน
คําวา “รูแจงแทงตลอด” ก็หมายเอาความรูที่รูชัดรูแจงของ “ผูรู” ที่รูไมเหลือไมเกิน
แทงตลอด คือ ตลอดเบื้องตน ตั้งแตเริ่มคิดเริ่มรุ
จนตรวจตรองรูชัดถองแทลงเปนสภาวธรรม
“จิต” ไมสงสายแสหาอะไรอีกตอไป
เพราะ ความแจงแทงตลอดในเหตุผลนั้นๆ หมดสิ้นแลว
หลวงปูเทสก เทสรังสี
มรรค 8 เปนทางดําเนินดวยใจ ถึงแมนจะแสดงออกมาใหเปนศีล
ก็แสดงศีลในองคมรรคนั่นเอง มรรคแทมีอันเดียว คือ สัมมาทิฏฐิ
อีก 7 ขอเบื้องปลายเปนบริวารบริขารของสัมมาทิฏฐิทั้งนั้น
หากขาดสัมมาทิฏฐิตัวเดียวแลว สัมมาสังกัปปะเปนตนยอมเปนไปไมได
สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบ พอปญญาสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้นเทานั้นแหละ
มันก็เปนองคมรรค 8 สมบูรณบริบูรณเลย
เหตุนั้น มรรค 8 รวมอยูในที่เดียวกัน รวมอยูในจุดเดียวกัน
เมื่อจิตเปนสมาธิแนวแนเต็มที่แลว สัมมาทิฏฐิความเห็นชอบก็เกิด
ณ ที่สัมมาสมาธินั้นเอง คือเห็นทุกข เห็นสมุทัย
สวนจะละไดมากนอยขนาดไหนก็แลวแตกําลังปญญาสัมมาทิฏฐิของตนๆ
เมื่อละไดแลว นิโรธความดับเย็นขนาดไหนก็จะปรากฎขึ้นเฉพาะตนในที่นั้น
หลวงปูเทสก เทสรังสี
มรรค 8 คือ ศีล สมาธิ ปญญา เทานั้น เปนทางเอก
อันจะนําสัตวใหถึงซึ่งความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสได
มรรควิถี มันตองมีกิเลส ถาไมมีกิเลส มรรคจะไปดับอะไร
กิเลสกับมรรคเกิดขึ้นพรอมๆกันนั่นแหละ
ถาไมเกิดพรอมกัน มันจะดับกันไดอยางไร
แลวกิเลสดับพรอมๆกับมรรคนั่นแหละ
การอบรมกาย ไดแก สมถะ ละ ราคะ
การอบรมจิต ไดแก วิปสสนา ละ อวิชชา
มรรคผลนิพพานไมใชอื่นไกล คือ
ผูมาชําระใจของตนใหบริสุทธิ์ ดวยปญญาอันชอบแลว
มองเห็นโลกตามสภาพความเปนจริง ดวยปญญาอันชอบแลว
ไมเขาไปยึดถือในโลกทั้งปวง
หลวงปูเทสก เทสรังสี
ผูที่จะเขาอริยภูมิ ก็ตองเขาถึงจิตเปนหนึ่ง เรียกวา “มรรคสมังคี”
จิตรวมศีล สมาธิ ปญญา เขามาเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน จึงจะเขาถึงอริยภูมิได
จิตรวบรวมเอาความคิดความนึก อารมณเล็กๆนอยๆ ที่มีความของกังวลอยู
ยกขึ้นมาวินิจฉัย เพงพิจารณาดวยปญญาสัมมาทิฏฐิ
 ไดชื่อวา เปนวิถีเดินมรรคใหเขาถึง “มรรคสมังคี”
ผูเจริญวิปสสนาทั้งหลาย เมื่ออายตะภายในและภายนอกมากระทบกันเขา
มีความรูสึกเกิดขึ้น ยอมพิจารณาเปนไตรลักษณญาณ อยางนี้ทุกขณะ
ไมวาอิริยาบถใดๆทั้งหมด ดวยอํานาจผูเจริญฌาน-สมาธิ และ วิปสสนานี้แหละ
จนชํานิชํานาญแกกลาแลว จึงทําใหเกิด “มรรคสมังคี”
จิตที่คนควาปฏิบัติอยุในมรรค คิดคนแสวงหาเหตุหาผล เรื่องราวตางๆ
รูชัดตามเปนจริง แลวจึงรวมลงในที่เดียว เรียกวา “มรรคสมังคี”
จึงจะประหัตประหารกิเสลทั้งหลายได
หลวงปูเทสก เทสรังสี
“มรรคสมังคี” ไมใชจิตที่รวมเขาภวังคอยางฌาน และไมใชจิตที่รวมเขา
เปนสมาธิอยางสมาธิ แตจะรวมเขาเปนอันหนึ่งอันเดียวเหมือนกัน
เมื่อวิปสสนาพิจารณาคนควาหาเหตุผลภายนอกภายใน เห็นแจมแจงชัดเจน
ตามความเปนจริง ไมเคลือบแคลงสงสัยแลว
จิตก็รวมเอาองคมรรคทั้ง 8 (ศีล สมาธิ ปญญา) เขามาไวในที่เดียว
ใหเปนสัมมาทิฏฐิอันเดียว ในขณะจิตเดียว
แลวก็ถอนออกมา จากนั้นก็เดินไปตามกามาพจรจิต
แตมีความรูเทาอยูตลอดเวลา ไมไดหลงไปตามกามารมณเชนเมื่อกอน
“มรรคสมังคี” เปนที่รวมของอริยมรรคทั้ง 8 อันมีสัมมาทิฏฐิเปนตน
หรือ สรรพวิชาความรูใดๆก็ตาม ที่ไดคิดติดตามมาจนรูชัดเจนในเหตุผลนั้นๆ
ทั้งที่ดีและที่ไมดี จนปลอยวางลงไปไดเปนตอนๆ เปนพักๆ แลวนั้น
“มรรคสมังคี” จะตองประมวลรวบรวมลงมาไว ณ ที่เดียว
แลวตัดสินชี้ขาดวา อันนี้เปนหนทาง หรือ มิใชหนทางใหพนจากทุกข
หลวงปูเทสก เทสรังสี
ใจกับกาย คือ ความตางระหวาง นามกับรูป เปนการแยกกันอยางเดนชัด
แตภายใน การแยกนั้นก็มีความสัมพันธกัน
จิตกับใจ มิใชอันเดียวกัน
จิต เปนผูคิด นึก ปรุงแตงสัญญา อารมณ สรรพสิ่งทั้งปวง
ใจ เปนผูนิ่งอยูเฉยๆ เพียงแตรู วานิ่งอยูเฉยๆ ไมมีคิด นึก ปรุงแตงอะไรเลย
เหมือนกับ แมน้ํากับคลื่นของแมน้ํา
เมื่อคลื่นสงบแลว ยังจะเหลือแต แมน้ําอันใสแจวอยูอยางเดียว
สรรพวิชาทั้งหลาย แลกิเลสทั้งปวง จะเกิดมีขึ้นมาได
ก็เพราะจิตคิดนึกปรุงแตงแสสายหามา
สิ่งทั้งปวงเหลานั้น จะเห็นไดชัดดวยใจของตนเอง
ก็ตอเมื่อจิตนิ่ง แลวจึงเขาถึงใจ
หลวงปูเทสก เทสรังสี
น้ําเปนของใสสะอาดโดยธรรมชาติอยูแลว
เมื่อมีผูเอาสีตางๆมาผสมน้ํานั้น น้ํายอมเปลี่ยนแปลงไปตามสีนั้น
แตเมื่อกลั่นกรองเอาน้ํานั้นออกมาจากสีนั้นๆแลว
น้ําก็จะใสสะอาดดังเดิม
พระพุทธเจา ตรัสไววา
"จิตอันใด ใจก็อันนั้น ถาไมมีใจ จิตก็ไมมี
จิตเปนอาการ ใจไมมีอาการ"
เมื่อเขาถึงใจ เห็นใจของตนแลว
ก็จะเห็นสรรพกิเลสของตนทั้งหมด
เพราะจิต มันสะสมกิเลสไวที่จิตทั้งหมด
หลวงปูเทสก เทสรังสี
เราบริกรรม "พุทโธ พุทโธ พุทโธ" ก็เพื่อใหจิตรวมเขาเปนหนึ่ง
ธรรมดาจิตมันฟุงซานอยูแลว
เมื่อบริกรรมนานๆเขา จิตก็จะคอยคลายความฟุงซาน
แลวจะคอยรวมเขาหา "พุทโธ"
จิตก็จะตั้งมั่นเปนอารมณเดียวกับ "พุทโธ"
จนเห็นวา "พุทโธ“ อันใดจิตก็อันนั้น อยูตลอดทุกเมื่อ
อุปสรรคแหงจิตที่เปนสมาธิอยางรายแรง คือ ความอยาก
สมาธิเสื่อมเพราะหลักสมาธิ คือพุทโธไมมั่นคง
แคอยากไดอารมณที่เคยไดรับจากสมาธิ หรือความสงบสุขจากสมาธิ
จิตก็ยิ่งฟุงใหญ

ธรรมะเสวนา หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

  • 1.
  • 3.
    หลวงปูเทสก เทสรังสี “ใจ” คือตัวกลางๆไมมีอะไรทั้งหมด ไมมีอดีตอนาคต ไมคิดนึกปรุงแตงทั้งดีและชั่ว มีแตความรูตัว อยูกับปจจุบันเทานั้น มโน คือ “ใจ” คือมันเปนกลางๆอยู ไมมีอะไร ดี-ชั่ว บาป-บุญ และอะไรทั้งหมดก็ไมมีในที่นั้น วางเฉยๆ เมื่อมีผัสสะอายตนะ ความรูก็เกิดขึ้น เรียกวา “วิญญาณ” เมื่อ”วิญญาณ”เกิดขึ้นแลว แสสายไปตามอายตนะ เรียกวา “จิต” “จิต” กับ “ใจ” ความจริงก็อันเดียวกันนั่นแหละ แต”จิต”เปนผูคิดนึกปรุงแตงเกิดกิเลสสารพัดทั้งปวง เมื่อปญญาเขาไปรูเทาเรื่องของจิตทั้งหมดแลว จิตก็หยุดนิ่ง ไมมีอาการอีก จึงเรียกวา “ใจ” เปนของกลางๆ “ใจ” เมื่อมีอายตนะ ซึ่งเปนชองทางหรือบอเกิดอารมณตางๆจากภายนอก เมื่อ”ใจ”รับอารมณ ก็จะเกิดการปรุงแตง นึกคิด ซัดสายไปตามอารมณนั้นๆ ทําใหเกิดความรูสึก รัก-ชัง โลภ โกรธ หลง เปนอาการของ”ใจ” เรียกวา “จิต”
  • 4.
    หลวงปูเทสก เทสรังสี เมื่อ “ใจ”ไมหลงไปตาม “จิต” เพราะ “ใจ” รูเทาเขาใจอาการของ “จิต” วา “จิต” เปนผูนําอารมณใหปรุงแตงวุนวาย “ใจ” ก็จะอยูคนเดียวตามธรรมชาติของ “ใจ” เมื่อ “ใจ” เปนธรรมชาติของมันแลว “จิต” จะปรุงแตงก็ไมเขาถึง “ใจ” เพราะ “ใจ” ไมมีอาการไปแลอาการมา ไมมีนอกแลใน ไมมีความยินดีแลยินราย ปลอยวางเฉยในสิ่งทั้งปวง แลว “จิต” ก็จะขวยเขินไปเอง “จิต” ธรรมชาติ เปนของผองใส อาคันตุกะกิเลสมันพาใหเศราหมอง ที่มาหัดทําสมาธิภาวนานี้ ก็เพื่อขัดเกลาใหกิเลสหมดสิ้นไป เพื่อใหมันใสสะอาด คืนตามธรรมชาติเดิม ผูตองการชําระจิตใจของตนใหสะอาดปราศจากกิเลสทั้งปวง ตองชําระ “จิต”นี้ แหละ ไมตองไปชําระที่ “ใจ”หรอก เมื่อชําระที่ “จิต”แลว “ใจ”มันก็สะอาดไปเอง เมื่อชําระ “จิต” ใหใสสะอาดแลว ก็จะกลายมาเปน “ใจ” ไปในตัว
  • 5.
    หลวงปูเทสก เทสรังสี “สติ” และ“จิต” เปนอาการของ “ใจ” “จิต” เปนผูนึกผูคิด แสสายไปตางๆนานา จึงกลายเปนกิเลส ดวยเหตุนั้นจึงตองใช “สติ” ควบคุมไมใหออกนอกลูนอกทาง “สติ” คุม “จิต” ไดมากเทาไร “ปญญา” ก็เพิ่มพลังขึ้นมากเทานั้น “สติ” กับ “ใจ” อยูดวยกัน “สติ” อยูตรงไหน “ใจ” ก็อยูตรงนั้น “ใจ” อยูตรงไหน “สติ” ก็อยูตรงนั้น ฐานที่ตั้งที่ฝกอบรม “สติ” คือ “สติปฏฐาน 4” อันไดแก กาย เวทนา จิต ธรรม นั่นเอง ธรรมอื่นใดนอกจากนี้ ถึงจะมีมากขอแลวิธีปฏิบัติมากอยางก็ตาม เมื่อปฏิบัติเขาถึงหลักธรรมที่ถูกตองแลว จะตองรวมลงมาหา “สติปฏฐาน” นี้ทั้งนั้น และก็ทางเดียวเทานี้ ที่จะนําผูปฏิบัติใหพนจากทุกขทั้งปวงได “สติปฏฐาน” นอกจากจะเปน ทั้ง โลกียะ และ โลกุตตระ แลว ผูอบรมทั้งหลาย จะเปนไดทั้ง สมถะ และ วิปสสนา อีกดวย แลวก็ทางเดียวเทานี้ ที่จะนําผูปฏิบัติใหพนจากกองทุกขทั้งปวงได
  • 6.
    หลวงปูเทสก เทสรังสี คําวา “รูเทารูทัน”ก็บงชัดอยูแลววา “ผูรู” คือ “จิต” “รูเทา” ก็คือ รูเทาที่ “จิต” รูอยูนั้น ไมเหลือไมเกิน เมื่อรูเทาอยางนี้แลว อาการของ”จิต” ไมมี เมื่ออาการของ “จิต” ไมมี รอยของ “จิต” ก็ไมมี แลวใครจะเปนผูไปตามรอยของ “จิต” อีกเลา รวมความแลว “สติ” ระลึกอยูตรงไหน “ใจผูรู” ก็อยูตรงนั้น “สติ” กับ “ผูรู” เทากัน อยุ ณ ที่เดียวกัน ทํางานรวมกัน ขณะเดียวกัน คําวา “รูแจงแทงตลอด” ก็หมายเอาความรูที่รูชัดรูแจงของ “ผูรู” ที่รูไมเหลือไมเกิน แทงตลอด คือ ตลอดเบื้องตน ตั้งแตเริ่มคิดเริ่มรุ จนตรวจตรองรูชัดถองแทลงเปนสภาวธรรม “จิต” ไมสงสายแสหาอะไรอีกตอไป เพราะ ความแจงแทงตลอดในเหตุผลนั้นๆ หมดสิ้นแลว
  • 7.
    หลวงปูเทสก เทสรังสี มรรค 8เปนทางดําเนินดวยใจ ถึงแมนจะแสดงออกมาใหเปนศีล ก็แสดงศีลในองคมรรคนั่นเอง มรรคแทมีอันเดียว คือ สัมมาทิฏฐิ อีก 7 ขอเบื้องปลายเปนบริวารบริขารของสัมมาทิฏฐิทั้งนั้น หากขาดสัมมาทิฏฐิตัวเดียวแลว สัมมาสังกัปปะเปนตนยอมเปนไปไมได สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบ พอปญญาสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้นเทานั้นแหละ มันก็เปนองคมรรค 8 สมบูรณบริบูรณเลย เหตุนั้น มรรค 8 รวมอยูในที่เดียวกัน รวมอยูในจุดเดียวกัน เมื่อจิตเปนสมาธิแนวแนเต็มที่แลว สัมมาทิฏฐิความเห็นชอบก็เกิด ณ ที่สัมมาสมาธินั้นเอง คือเห็นทุกข เห็นสมุทัย สวนจะละไดมากนอยขนาดไหนก็แลวแตกําลังปญญาสัมมาทิฏฐิของตนๆ เมื่อละไดแลว นิโรธความดับเย็นขนาดไหนก็จะปรากฎขึ้นเฉพาะตนในที่นั้น
  • 8.
    หลวงปูเทสก เทสรังสี มรรค 8คือ ศีล สมาธิ ปญญา เทานั้น เปนทางเอก อันจะนําสัตวใหถึงซึ่งความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสได มรรควิถี มันตองมีกิเลส ถาไมมีกิเลส มรรคจะไปดับอะไร กิเลสกับมรรคเกิดขึ้นพรอมๆกันนั่นแหละ ถาไมเกิดพรอมกัน มันจะดับกันไดอยางไร แลวกิเลสดับพรอมๆกับมรรคนั่นแหละ การอบรมกาย ไดแก สมถะ ละ ราคะ การอบรมจิต ไดแก วิปสสนา ละ อวิชชา มรรคผลนิพพานไมใชอื่นไกล คือ ผูมาชําระใจของตนใหบริสุทธิ์ ดวยปญญาอันชอบแลว มองเห็นโลกตามสภาพความเปนจริง ดวยปญญาอันชอบแลว ไมเขาไปยึดถือในโลกทั้งปวง
  • 9.
    หลวงปูเทสก เทสรังสี ผูที่จะเขาอริยภูมิ ก็ตองเขาถึงจิตเปนหนึ่งเรียกวา “มรรคสมังคี” จิตรวมศีล สมาธิ ปญญา เขามาเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน จึงจะเขาถึงอริยภูมิได จิตรวบรวมเอาความคิดความนึก อารมณเล็กๆนอยๆ ที่มีความของกังวลอยู ยกขึ้นมาวินิจฉัย เพงพิจารณาดวยปญญาสัมมาทิฏฐิ ไดชื่อวา เปนวิถีเดินมรรคใหเขาถึง “มรรคสมังคี” ผูเจริญวิปสสนาทั้งหลาย เมื่ออายตะภายในและภายนอกมากระทบกันเขา มีความรูสึกเกิดขึ้น ยอมพิจารณาเปนไตรลักษณญาณ อยางนี้ทุกขณะ ไมวาอิริยาบถใดๆทั้งหมด ดวยอํานาจผูเจริญฌาน-สมาธิ และ วิปสสนานี้แหละ จนชํานิชํานาญแกกลาแลว จึงทําใหเกิด “มรรคสมังคี” จิตที่คนควาปฏิบัติอยุในมรรค คิดคนแสวงหาเหตุหาผล เรื่องราวตางๆ รูชัดตามเปนจริง แลวจึงรวมลงในที่เดียว เรียกวา “มรรคสมังคี” จึงจะประหัตประหารกิเสลทั้งหลายได
  • 10.
    หลวงปูเทสก เทสรังสี “มรรคสมังคี” ไมใชจิตที่รวมเขาภวังคอยางฌานและไมใชจิตที่รวมเขา เปนสมาธิอยางสมาธิ แตจะรวมเขาเปนอันหนึ่งอันเดียวเหมือนกัน เมื่อวิปสสนาพิจารณาคนควาหาเหตุผลภายนอกภายใน เห็นแจมแจงชัดเจน ตามความเปนจริง ไมเคลือบแคลงสงสัยแลว จิตก็รวมเอาองคมรรคทั้ง 8 (ศีล สมาธิ ปญญา) เขามาไวในที่เดียว ใหเปนสัมมาทิฏฐิอันเดียว ในขณะจิตเดียว แลวก็ถอนออกมา จากนั้นก็เดินไปตามกามาพจรจิต แตมีความรูเทาอยูตลอดเวลา ไมไดหลงไปตามกามารมณเชนเมื่อกอน “มรรคสมังคี” เปนที่รวมของอริยมรรคทั้ง 8 อันมีสัมมาทิฏฐิเปนตน หรือ สรรพวิชาความรูใดๆก็ตาม ที่ไดคิดติดตามมาจนรูชัดเจนในเหตุผลนั้นๆ ทั้งที่ดีและที่ไมดี จนปลอยวางลงไปไดเปนตอนๆ เปนพักๆ แลวนั้น “มรรคสมังคี” จะตองประมวลรวบรวมลงมาไว ณ ที่เดียว แลวตัดสินชี้ขาดวา อันนี้เปนหนทาง หรือ มิใชหนทางใหพนจากทุกข
  • 11.
    หลวงปูเทสก เทสรังสี ใจกับกาย คือความตางระหวาง นามกับรูป เปนการแยกกันอยางเดนชัด แตภายใน การแยกนั้นก็มีความสัมพันธกัน จิตกับใจ มิใชอันเดียวกัน จิต เปนผูคิด นึก ปรุงแตงสัญญา อารมณ สรรพสิ่งทั้งปวง ใจ เปนผูนิ่งอยูเฉยๆ เพียงแตรู วานิ่งอยูเฉยๆ ไมมีคิด นึก ปรุงแตงอะไรเลย เหมือนกับ แมน้ํากับคลื่นของแมน้ํา เมื่อคลื่นสงบแลว ยังจะเหลือแต แมน้ําอันใสแจวอยูอยางเดียว สรรพวิชาทั้งหลาย แลกิเลสทั้งปวง จะเกิดมีขึ้นมาได ก็เพราะจิตคิดนึกปรุงแตงแสสายหามา สิ่งทั้งปวงเหลานั้น จะเห็นไดชัดดวยใจของตนเอง ก็ตอเมื่อจิตนิ่ง แลวจึงเขาถึงใจ
  • 12.
    หลวงปูเทสก เทสรังสี น้ําเปนของใสสะอาดโดยธรรมชาติอยูแลว เมื่อมีผูเอาสีตางๆมาผสมน้ํานั้น น้ํายอมเปลี่ยนแปลงไปตามสีนั้น แตเมื่อกลั่นกรองเอาน้ํานั้นออกมาจากสีนั้นๆแลว น้ําก็จะใสสะอาดดังเดิม พระพุทธเจาตรัสไววา "จิตอันใด ใจก็อันนั้น ถาไมมีใจ จิตก็ไมมี จิตเปนอาการ ใจไมมีอาการ" เมื่อเขาถึงใจ เห็นใจของตนแลว ก็จะเห็นสรรพกิเลสของตนทั้งหมด เพราะจิต มันสะสมกิเลสไวที่จิตทั้งหมด
  • 13.
    หลวงปูเทสก เทสรังสี เราบริกรรม "พุทโธพุทโธ พุทโธ" ก็เพื่อใหจิตรวมเขาเปนหนึ่ง ธรรมดาจิตมันฟุงซานอยูแลว เมื่อบริกรรมนานๆเขา จิตก็จะคอยคลายความฟุงซาน แลวจะคอยรวมเขาหา "พุทโธ" จิตก็จะตั้งมั่นเปนอารมณเดียวกับ "พุทโธ" จนเห็นวา "พุทโธ“ อันใดจิตก็อันนั้น อยูตลอดทุกเมื่อ อุปสรรคแหงจิตที่เปนสมาธิอยางรายแรง คือ ความอยาก สมาธิเสื่อมเพราะหลักสมาธิ คือพุทโธไมมั่นคง แคอยากไดอารมณที่เคยไดรับจากสมาธิ หรือความสงบสุขจากสมาธิ จิตก็ยิ่งฟุงใหญ