ศาสนาคริสต์
“ศาสนาแห่งความรัก
ต่อ พระเจ้าและ มนุษยชาติ”
โดย อ.สรณีย์ สายศร
• “...เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จึงได้ทรงส่งพระบุตรองค์เดียวของ
พระองค์ลงมา เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ.....
แต่มีชีวิตนิรันดร”
 ศาสนาคริสต์ (Christianity) เป็นศาสนาแห่งความรัก เพราะ
พระเจ้าทรงรักมนุษย์ ทรงรักประชากรของพระองค์ทรงสร้างสัตว์
ต่างๆขึ้นมาเพื่อรับใช้ ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่นับถือศรัทธาใน
พระเจ้าองค์เดียวเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกและทุกสิ่งทุกอย่าง
รวมถึงมนุษย์
 ศาสนาคริสต์ วิวัฒนาการมาจากศาสนายูดาย(ฮิบบรู)หรือ
ศาสนายิว นับถือพระเจ้าองค์เดียวกัน คือ พระยะโฮวา
ความสาคัญ
ประวัติศาสนา
 ประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์มีความสัมพันธ์กับศาสนายิว
และคนยิวอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นที่ยอมรับกันว่าทั้งสองศาสนานี้เกิดมา
จากคนยิวมีลักษณะเป็นศาสนาแห่งประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
และเป็นประวัติศาสตร์ที่ยึดโยงกับพระเจ้าและกาหนดมรรคาแห่งชีวิตที่ทุกคน
จะต้องดาเนินไปตามคัมภีร์
 บุคคลในประวัติศาสตร์ของทั้งสองศาสนานี้อาทิเช่น อับราฮัม (Abraham)
โยเซฟ (Joseph) โมเสส (Moses) และกษัตริย์โซโลมอน (Solomon) ฯลฯ ล้วนเป็น
บุคคลที่พระเจ้าได้ทรงกาหนดให้เป็นไปตามแผนที่พระองค์ได้วางไว้เพื่อ
ช่วยชีวิตมนุษย์ให้ถึงความรอด (Salvation) คัมภีร์ไบเบิลทั้งสองภาค (พันธสัญญา)
จึงเป็นคัมภีร์ที่มีความสาคัญยิ่ง โดยเฉพาะในด้านประวัติศาสตร์ของทั้งสองศาสนา
อับราฮัม โมเสส กษัตริย์โซโลมอน
ประวัติศาสนา
• - ศาสนาคริสต์เป็น “เอกเทวนิยม” นับถือ “พระยะโฮวาห์”
• - เป็น 1 ใน 3 ศาสนาของโลก
• -เกิดในปาเลสไตน์ พ.ศ.543 ในปีเกิดของพระเยซู พัฒนามาจากศาสนายิว
• - มีพระเยซู (JESUS) เป็นพระศาสดา และ พระเมสสิอาห์ (MESSIAH)
• - ศาสนาคริสต์เจริญแพร่หลายโดยการเผยแผ่ของสาวกและศาสนิกชน หลังจาก
พระเยซูสิ้นชีพแล้ว เช่น ในสมัยพระเจ้าคอนสแตนตินแห่งโรมันและเจริญอย่าง
ต่อเนื่อง ตั้งแต่ พ.ศ. 868-1597 ในหลายภูมิภาคทั่วโลก
• - ตั้งแต่ พ.ศ.1597-2060 สันตะปาปา หรือ โป๊ ป เป็นตัวแทนของพระเจ้า มีอานาจ
สูงสุด
• - ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2060 มาร์ติน ลูเธอร์ นักบวชชาวเยอรมัน ต่อต้านอานาจของโป๊ ป
และ พิธีการที่ฟุ้ งเฟ้ อบิดเบือน ยึดมั่นในคาสอนที่แท้ของพระเยซู เกิดนิกาย
โปรเตสแตนท์
• ศาสดาของศาสนาคริสต์ คือ พระเยซู เกิดเมื่อ พ.ศ. 543 ในวันที่ 25
ธันวาคม ที่หมู่บ้านเบธเลเฮ็ม แคว้นยูเดีย ปาเลสไตน์ เจริญเติบโตที่เมือง
นาซาเรท แคว้นกาลิลี
• มารดา ชื่อ มาเรีย บิดา ชื่อ โจเซฟ ท่านเกิดจากพระครรภ์บริสุทธิ์ เป็น
บุตรของพระเจ้า
• ท่านเกิดในยุคที่ชาวยิวได้รับทุกข์หนัก เพราะถูกกดขี่จากพวกโรมัน
ประวัติศาสดา
• คาว่า คริสต์(Christ) มาจากภาษากรีก ว่า Christos หมายถึง
เมสสิอาห์ (ผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้) ในภาษายิว ทั้งนี้ชาวคริสต์
ส่วนใหญ่จะเชื่อว่า พระเยซู คือ เมสสิอาห์ ที่พระเจ้าประทานมา
• พระเยซูได้รับการศึกษาจากโรงเรียนในหมู่บ้าน
• ศึกษาพระคัมภีร์เก่าของศาสนายิวจนมีความรู้แตกฉาน
ประวัติศาสดา
 หลังจากนั้นพระเยซู(ผู้เป็นยิว)ได้ออกเทศนาทั่วประเทศเพื่อประกาศ "ข่าวดี"
อันเป็นหนทางแห่งความรอดพ้นจากบาปไปสู่ชีวิตนิรันดร์ การประกาศศาสนาของพระ
เยซูนั้นไม่ใช่เพื่อล้มล้างศาสนายูดาย แต่เป็นการปฏิรูปศาสนาเดิมให้มีความสมบูรณ์
ยิ่งขึ้น โดยเน้นความรักต่อพระเจ้าและความรักต่อเพื่อนมนุษย์ ในขณะนั้นได้มีผู้สนใจ
คาสอนของพระเยซู แต่ส่วนมากเป็นชนชั้นชาวบ้าน ที่ยากจนและชาวประมง พระเยซู
ได้คัดเลือกสาวกจากบุคคลเหล่านี้ได้ทั้งหมด 12 คน
มีข่าวดีมาบอก
สืบเนื่องมาจากคาสอนของพระเยซู
มีส่วนทาให้ผู้นาศาสนา ยูดาย ขุนนาง
และคน ร่ารวยบังเกิดความไม่พอใจ
เพราะถูกตาหนิจึงโกรธแค้นคิดหาทาง
ทาร้าย ด้วยการจับตัวไปขึ้นศาลของ
เจ้าเมืองชาวโรมัน โดยยูดายรับอาสา
ชี้ตัวพระเยซู เมื่อวันที่ผู้นาศาสนา ยู
ดายมาจับตัวพระเยซูไป สาวกทั้ง 11
คน ได้รีบหลบหนีทิ้งให้พระเยซูถูกจับ
ไปลงโทษ โดยการตรึงกับไม้กางเขน
จนถึงแก่ชีวิตในขณะที่มีอายุได้ 33 ปี
เท่านั้น จึงใช้เวลาประกาศศาสนา
เพียง 3 ปี
• ชาวคริสต์เชื่อกันว่าหลังจากที่พระเยซูได้สิ้นไป 3 วันแล้วได้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง สาวกทั้ง 11
คน พวกเขาได้ทดสอบพระเยซูหลายครั้งจนมั่นใจว่าการฟื้นคืนชีพของพระเยซูนั้นไม่ใช่ เรื่อง
หลอกลวงแต่เป็นจริง ประกอบกับการเทศนาสั่งสอนย้าให้สาวกทั้งหลายมีความเข้าใจใน
พระคัมภีร์ พวกเขาทั้ง 11 คน ได้กลับไปกรุงเยรูซาเล็ม จึงร่วมกันอธิษฐานอย่าง
ขะมักเขม้น นับแต่นั้นมาอัครสาวกทั้ง 11 คน และ มัทธีอัส (Matthias) ซึ่งได้รับเลือกเข้ามา
ในภายหลังรวมเป็น 12 คน ได้ช่วยกันเผยแพร่ศาสนาอย่างมั่นคงทาให้มีผู้เข้ามาเป็นสาวก
ของพระเจ้ามากมาย แต่ในขณะเดียวกันการเผยแพร่ศาสนามีความลาบากเป็นอย่างมาก
เพราะถูกต่อต้านอยู่เสมอจากพวกที่นับถือศาสนายูดาย
 นักบุญเปโตร (Petro) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น หัวหน้า
โดยนัยนี้ท่านจึงเป็นผู้นาสูงสุดของศาสนาคริสต์เป็นคนแรก
นักบุญเปโตรได้เผยแพร่ศาสนาถึงกรุงโรม และได้เลือกกรุงโรม
เป็นศูนย์กลางการดาเนินงานของศาสนจักร ในบั้นปลายชีวิตของ
ท่านนั้นได้ถูกพวกทหารโรมันจับทรมานและประหารชีวิต
 ความเจริญของศาสนาคริสต์ได้มีมา
ยาวนาน จนกระทั่งถึงยุคล่าอาณานิคมของพวก
จักรวรรดิ์นิยมชาวยุโรปและอเมริกัน ซึ่งอยู่ใน
ช่วงเวลาประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 15-16 ศาสนา
คริสต์ได้ถูกนาไปเผยแพร่ในประเทศต่าง ๆ ที่นัก
ล่าอาณานิคมเหล่านี้ไปถึง ทาให้คริสต์ศาสนิกชน
มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นทั้งในทวีปยุโรป อาฟริกา
อเมริกา เอเชีย และออสเตรเลีย
 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยได้มีนัก
สอนศาสนาชาวโปรตุเกสและสเปนเข้ามา
เผยแพร่ โดยเดินทางมาพร้อมกับพวกทหารและ
พ่อค้าของประเทศเหล่านั้น ทาให้มีคนไทยนับถือ
ศาสนาคริสต์กระจัดกระจายไปทั่วประเทศ
สรุป
• ผู้ก่อตั้งคือ พระเยซู แห่งนาซาเรท
• มีฐานะเป็นทั้งศาสดาพยากรณ์และเทพบุตร
• มีพื้นฐานมาจากศาสนายิว (พระเยซูได้รับการสอนถึงพระบัญญัติ
อันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนายูดา)
• เป็นศาสนาเอกเทวนิยม พระเจ้ามีพระนามว่า ยะโฮวาห์
• คือมีพื้นฐานความเชื่อว่า
• มีเทพเจ้าที่มีอานาจสูงสุด ที่มีอานาจเหนือธรรมชาติ
• ซึ่งมีชื่อว่า พระยะโฮวาห์ (GOD) โดยพระผู้เป็นเจ้านี้
» จะเป็นผู้ที่ดลบันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไป
» คือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เปลี่ยนแปลง และดับสลายไป.
 มีผู้นับถือมากที่สุดเพราะอิทธิพลจากการเมืองใน
อดีต
 ได้ชื่อ Christ = Mesiah แปลว่า ผู้ไถ่บาป (พบกับ
จอห์นผู้ล้างบาปเมื่ออายุ 30)
 ทรงสอนศาสนาอยู่ได้ ๓ ปี ก็ถูกประหาร เพราะอ้าง
ตนเองว่าเป็นบุตรของพระยะโฮวาห์ ผิดกฎศาสนายิว
 คาสอนของศาสนาคริสต์จะอยู่ในคัมภีร์ใหม่ ส่วน
ใหญ่เป็นคาสอนในระดับศีลธรรม และการปฏิบัติใน
ชีวิตประจาวัน โดยเน้นไปที่ความเชื่อมั่นในพระเจ้า คือ
เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง และปฏิบัติตามที่พระจ้าสั่งไว้โดย
ผ่านมาทางพระเยซู
 กล่าวโดยสรุป คาสอนของพระเยซูก็คือ "ปรัชญาแห่ง
ความรัก" คือรักพระเจ้า รักครอบครัว และรักเพื่อนมนุษย์ทั้ง
ปวง โดยไม่เลือกชนชั้นและเชื้อชาติ รวมทั้งการให้อภัยไม่
โกรธเกลียดแม้ผู้ที่มาทาร้ายตนเอง.
 ส่วนคาสอนในระดับอภิปรัชญานั้นถูกแต่งขึ้นโดยสาว
กรุ่นใหม่ ที่บวกเอาแนวคิดของนักปรัชญาเช่นอริสโตเติ้ลของ
ในยุคนั้นเข้าไว้ จึงทาให้ศาสนาคริสต์มีความแข็งแกร่งทางภูมิ
ปัญญามาก.
บ่อเกิดของศาสนาคริสต์
• ๑. ส่วนหนึ่งมาจากพันธะสัญญาเก่า (Old Testament)
• ๒. ส่วนหนึ่งมาจากความสานึกของสาวกเกี่ยวกับพระเยซู
• ๓. ส่วนหนึ่งมาจากวัฒนธรรมที่ได้สัมผัส ตามกระแสแห่ง
ประวัติศาสตร์
• ไม่มีวัฒนธรรมคริสต์ที่ตายตัว เพราะพระเยซูมิได้
ทรงกาหนดไว้ ชาวคริสต์อยู่ที่ไหน ก็เป็นคนของ
ถิ่นนั้น และมีวัฒนธรรมตามท้องถิ่นที่ตนสังกัด
• หลังจากพระเยซูเสด็จจากไป สานุศิษย์ได้ประชุม
ร่วมกัน เริ่มออกทาการเผยแผ่คาสอนของ
พระองค์ แยกตัวออกจากศาสนายิว และมาตั้ง
ศาสนาคริสต์ ตามชื่อของพระคริสต์ แปลว่า
พระผู้ช่วยให้รอด คือ พระเยซู
• ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑ ได้มีสาวก ๔ คน คือ
มัตธาย มาธาโก ลูกา และโยฮัน เขียนพระ
ประวัติและคาสอนของพระเยซูรวมเรียกว่า
“พระกิตติคุณ” ต่อมาเป็น คัมภีร์ไบเบิล ฉบับ
พันธสัญญาใหม่
ลักษณะ
• มีความหวังในพระเมสซิอา
(ผู้จะมาไถ่ให้คนยิวพ้นจาก การถูกกดขี่ นาความหวังมาให้)
• เมสซิอา = ผู้นาการเมืองและศาสนาหรือผู้นาประเทศ
• พระเยซู เป็นผู้ให้กาเนิดศาสนา
• เซนต์ปอล เป็นผู้ประดิษฐาน
• ศาสนาคริสต์เดิมนั้นสอนให้ดาเนินตามแบบชาวยิว
- ต่อมา St. ปีเตอร์ ประกาศว่า คริสตชนที่เป็นยิวก็ทา
แบบยิวต่อไป คริสตชนที่เป็นกรีกก็เป็นคริสต์แบบกรีก
หลักความเชื่อดั้งเดิมของศาสนาคริสต์ (เครโค)
• ๑) ข้าพเจ้าเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว พระบิดผู้ทรงสรรพานุภาพ
• ๒) เชื่อในพระเยซูคริสต์เจ้า พระบุตรแต่พระองค์เดียวของพระเป็นเจ้า
ทรงบังเกิดจากพระบิดา...เพราะเห็นแก่เรามนุษย์ เพื่อช่วยให้รอด
พระองค์จึงเสด็จจากสวรรค์
• ๓) ข้าพเจ้าเชื่อในพระจิตเจ้า ผู้ประทานชีวิต ทรงเนื่องมาจากพระบิดา
และพระบุตร พระองค์ดารัสทางประกาศ
• ๔) ข้าพเจ้าเชื่อในประกาศศาสนจักร หนึ่งเดียว ศักดิ์สิทธิ์ คาทอลิก
และสืบจากอัครสาวก
• ๖) ข้าพเจ้าเชื่อในการยกบาป ยอมรับว่าพิธีล้างที่ยกบาปมีแต่พิธีเดียว
• ๗) ข้าพเจ้าเชื่อในการคืนชีพของร่างกาย
หลักความเชื่อต่อมา
• เชื่อว่า พระบิดา พระบุตร และพระจิต เป็น ๓ บุคคล แต่ละบุคคล
เป็นพระเจ้าสมบูรณ์ในตนเองเสมอกัน ต่อเนื่องมาจากกัน
• พระบิดาทาให้บังเกิดพระบุตร และพระจิตเนื่องมาจากพระบิดา
และพระบุตร *** ทั้ง ๓ บุคคล รวมกันเป็นหนึ่งเดียว เรียกว่า
“ตรีเอกภาพ” (Trinity)
• ยกย่องพระเยซูว่ามี ๒ สภาวะ คือ สภาวะพระเจ้า และสภาวะ
มนุษย์
• ๓ วันหลังจากที่พระเยซูถูกตรึงกางเขน ได้ฟื้นคืนพระชนม์ พระองค์
ได้เสด็จไปสู่สวรรค์หลังจากได้ประทับอยู่กับสาวกเป็นเวลา ๔๐ วัน
พระผู้สร้าง
(พระยะโฮวา)
ผู้ไถ่บาป (พระเยซู)
ผู้เสด็จเพื่อนาทาง
ช่วยเหลือมนุษย์
ไปสู่พระเจ้า หรือ
เป็นมัคคุเทศก์
2. พระบุตร
( Jesus, Son
of God)
รวมกันเป็นพระเจ้าองค์เดียว
(ตรีเอกภาพ (Trinity)
3.พระจิต
(Holy Spirit)
1. พระบิดา
(God : the Father)
พระจิต
พระบุตร
พระบิดา
• ชาวคริสต์บางนิกาย ได้ยกย่อง
“พระนางมารีอา หรือมาเรีย” เป็น
พระมารดาของพระเจ้า หรือ
“แม่พระ”
• ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จสู่สวรรค์ได้
ทรงสถาปนาพระนางให้เป็นแม่
พระของคริสต์ศาสนิกชนทุกคน
และพระนางได้ถูกยกขึ้นสวรรค์ทั้ง
ร่าง (Assumption)
• ทรงเป็นคนกลางระหว่างพระเจ้า
กับคริสต์ศาสนิกชน
• ชาวคริสต์เชื่อใน The last
judgment หรือการพิพากษา
ครั้งสุดท้าย >> เชื่อว่า เมื่อตาย
วิญญาณแยกจากร่ างกาย
ร่างกายจะเน่าเปื่ อย แต่จะ
กลับฟื้นคืนขึ้นใหม่ในวันสิ้น
โลก แล้วมารับวิญญาณ ส่วน
วิญญาณจะถูกพิพากษา ถ้าทา
ดีจะได้ไปอยู่ร่วมกับพระเจ้าใน
สวรรค์นิรันดร และถ้าทาชั่ว
จะถูกพิพากษาให้ ลงนรก
นิรันดรเช่นเดียวกัน
พระเยซู คือ พระเมสิอาห์
• พระเยซูเป็นนามเดิมของพระองค์ เมื่อชาวคริสต์สานึกได้ว่า
พระเยซู คือ พระเมสิอาห์ จึงได้ถวายสมญานามต่อท้ายให้ว่าคริสต์
ซึ่งมาจากศัพท์ภาษากรีกว่า “Christos” แปลว่า “เมสิอาห์”
เรียกตนเองว่า “คริสเตียน” แปลว่า “ผู้เป็นบริวารของพระเมสิอาห์”
• ชาวยิวมีความหวังในองค์เมสิอาห์ เมื่อพระเยซูมาเกิดและทาความ
ดีเป็นที่ประจักษ์ ชาวยิวส่วนหนึ่งจึงปลงใจว่า พระเยซูนี้เองคือองค์
เมสิอาห์ ที่พระเจ้าส่งลงมาเพื่อช่วยปลดเปลื้องความทุกข์
• “คริสต์ หรือ ไครสต์” หมายถึงพระวิญญาณของพระเจ้า ซึ่งมาสถิต
ในร่างของพระเยซู เพราะเป็นผู้บริสุทธิ์
การเผยแพร่ศาสนาคริสต์
• ผู้เป็นกาลังสาคัญในการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ คือ เซนต์ ปอล >>
หลังพระเยซูสิ้นพระชนม์ไปแล้ว ๑๕ ปี
• **พระเยซูเป็นผู้ให้กาเนิดศาสนาคริสต์ แต่เซนต์ปอลเป็นผู้
ประดิษฐานศาสนาคริสต์ให้มั่นคง โดยได้ประกาศศาสนาคริสต์ที่
กรุงโรม
• เมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์ราวปี คศ. ๓๐ นักบุญเปโตร หรือ เซนต์ปี
เตอร์ได้ปฏิบัติตนเป็นหัวหน้าสาวก ได้เรียกประชุมสังคายนาครั้ง
แรกของคริสต์ศาสนา
• สังฆราชที่กรุงโรมได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้สืบตาแหน่งจากนักบุญ
เปรโตในตาแหน่งสันตะปาปา เป็นประมุขของศาสนจักร
การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ (ต่อ)
• ปี ค.ศ. ๓๑๓ จักรพรรดิคอนสแตนติน ทรงอุปถัมภ์คริสต์ศาสนา
มอบหมายอานาจทางอาณาจักรให้สันตะปาปาปกครองกรุงโรม และ
เป็นประมุขของพระศาสนจักร
• พระเจ้าคอนสแตนติน ได้ย้ายราชธานีไปตั้งในดินแดนกรีก ให้ชื่อว่า
“คอนสแตนติโนเปิล” หรือ “กรุงโรมตะวันออก” กรุงโรมเดิม เรียกว่า
“กรุงโรมตะวันตก” ซึ่งเป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์สืบมา ต่อมา
เรียกนิกายโรมันคาธอลิก
• ฝ่ายศาสนาคริสต์ในกรุงคอนสแตนติโนเปิล ถือว่าตนมีฐานะเท่าเทียม
กับสานักในกรุงโรมเดิม จึงแยกเป็นนิกาย “กรีก ออร์ธอดอกซ์”
กาเนิดและวิวัฒนาการของนิกาย
ที่สาคัญในศาสนาคริสต์
 ในรัชสมัยของ จักรพรรดิคอนสแตนติน (Constantine the Great) พระองค์
ได้ตั้งราชธานีใหม่ในภาคตะวันออก แถบประเทศตุรกีในปัจจุบัน และได้พระราชทาน
นามราชธานีนี้ว่า "คอนสแตนติโนเปิล" (Constantinople) หรือ โรมันตะวันออก
ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรไบแซนทีน (Byzantine) อาณาจักรนี้มีความอิสระ
แยกออกจาก โรมันตะวันตก ซึ่งมี โรม (Rome) เป็นศูนย์กลาง
จักรพรรดิคอนสแตนตินที่1
เมื่อนานวันอาณาจักรโรมันตะวันออกมีความเข้มแข็งและเป็นอิสระใน
ทุกด้าน จึงตีตนออกห่างและแยกการปกครองเป็นเอกเทศรวมไปถึงการ
ปกครองทางศาสนา มีความเป็นอิสระจากกรุงโรม ไม่ยอมรับในพระราช
อานาจของพระสันตะปาปา จึงทาให้เกิดการแตกแยกออกเป็นนิกาย
อาณาจักรโรมันตะวันตกนั้นได้รับอิทธิพลคาสอนของปีเตอร์ ซึ่ง
เข้าไปมีส่วนผสมกลมกลืนกับบทบาททางสังคมและการเมือง
ส่วนอาณาจักรโรมันตะวันออกได้รับอิทธิพลทาง
วัฒนธรรมของเอเชีย จากจุดนี้เองทาให้ศาสนา
คริสต์ต้องแยกออกเป็น 2 นิกาย คือ
1. นิกายโรมันคาทอลิก (Roman Catholic)
2. นิกายกรีกออร์ธอด็อกซ์ (Greek Orthodox)
นิกายโรมันคาทอลิก
(Roman Catholic)
• ใช้ภาษาละตินเป็นภาษาทางศาสนา
• เชื่อว่า pope (สันตะปาปา) มีสิทธิและหน้าที่ในการวางบัญญัติ
ใหม่ๆ ได้
• โดยมีพระสันตะปาปาแห่งนครวาติกัน ในกรุงโรมประเทศอิตาลี
เป็นประมุข ครองศาสนจักรและเป็นรัฐอิสระปกครองตนเองโดย
ไม่ขึ้นกับประเทศอิตาลี
• ประมุข คือ สันตะปาปา และมีพระที่เรียกว่า บาทหลวงต้องเป็นผู้
สืบทอดคาสอนจากพระเยซู
• เป็นนิกายเดียวที่เชื่อเรื่องนักบุญ และแดนชาระวิญญาณผู้ตาย
• รูปเคารพ คือ ไม้กางเขนที่พระเยซูถูกตรึงอยู่
นิกายกรีกออร์ธอดอกซ์
(Greek Orthodox)
ไม่มีศูนย์กลางอานาจในที่ใดโดยเฉพาะ เพราะให้
ความสาคัญต่อประมุขนิกายซึ่งอยู่ในประเทศต่างๆ
อย่างเท่าเทียมกัน โดยเรียกชื่อประมุขเหมือนกัน
หมดว่า ปาตริอาร์ค (Patriarch) หรือ
อาร์คบิชอบ (Archbishop)
– แยกจากคาทอลิคเพราะเหตุผลทางการเมือง
– รูปเคารพ คือ ภาพ 2 มิติ
โบส์ในนิกายออร์ธอด็อกซ์ : มหาวิหารเซนต์บาซิล
ตั้งอยู่ที่จัตุรัสแดง กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย สร้างโดยพระเจ้าอีวาน
ที่4 เพื่อฉลองชัยชนะเหนือพวกมองโกลที่กรีธาทัพมาเมืองคาซาน เมื่อ
ปี ค.ศ. 1552 ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อปอสต์นิค ยาคอฟเลฟ ตามตานาน
เล่าว่า กษัตริย์อีวานจอมโหดทรงชื่นชอบความงดงามไม่มีที่ติของมหาวิหาร
แห่งนี้และ ไม่ประสงค์ให้สถาปนิกไปออกแบบให้ผู้อื่นให้สวยเทียมเท่านี้อีก
จึงมีรับสั่งให้ควักนัยน์ตาเขาทิ้งทั้งสองข้าง
 ประเทศที่นับถือนิกาย ออร์ธอด็อกซ์ส่วนมากเป็นพวกยุโรป
ตะวันออก เช่น โรมาเนีย ฮังการี โปแลนด์ ยูโกสลาเวีย รัสเซีย ฯลฯ
 สรุปได้ว่า นิกายออร์ธอด็อกซ์เป็ นนิกายแรก ที่แยกตัว
ออกมาเป็นอิสระจากสานัก วาติกันในกรุงโรม โดยมีสาเหตุ
ใหญ่ที่สุดคือ การปฏิเสธในอานาจของพระสันตะปาปา ประกอบ
กับมีพื้นภูมิประเทศที่ห่างไกลจากอานาจของโรมันตะวันตก
จึงเป็ นการง่ายที่จะตั้งตนเป็ นอิสระ และปฏิบัติพิธีกรรม
ความเชื่อไปตามวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนผสมผสมผสานกับ
ความเชื่อในคริสตศาสนา ดังนั้นนิกายออร์ธอด็อกซ์จึงมี
ลักษณะที่ค่อนข้างแปลกแยกจากพวกคาทอลิคและพวก
โปรเตสแตนด์
สิ่งที่นิกายออร์ธอดอกซ์ถือต่างจากนิกายโรมันคาทอลิกคือ
•ไม่บังคับการถือโสดของนักบวช
•ไม่บังคับเรื่องการอดอาหาร
•ไม่บังคับเรื่องการไว้หนวดไว้เครา
•ปฏิเสธเรื่องการไถ่บาป
•ปฏิเสธอานาจของสันตะปาปา
•จัดเป็นผู้เคร่งในหลักคาสอนและเชื่อแนวทางที่ตนดาเนินมานั้นถูกต้องเที่ยงตรง
•ไม่ให้ความสาคัญเรื่องพิธีกรรม
•ได้รับอิทธิพลจากกรีก
•ยอมรับศีลศักดิ์สิทธิ์ ๗ ประการเป็นหลักปฏิบัติเหมือนกัน
ลัทธิลูเธอร์น
(นิกายโปรเตสแตนท์)
 ต่อมาศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิคได้แตกแยกออกไปอีก โดยบาทหลวง
ชาวเยอรมันชื่อ มาร์ติน ลูเธอร์ (Martin Luther) ท่านเกิดความไม่พอใจต่อสภาพการ
ปกครองของสานักวาติกัน จึงทาหนังสือถึงอาร์คบิชอบ (Archbishop) ผู้เกี่ยวข้อง แต่
กลับได้รับหมายขับออกจากพระศาสนจักรในปี ค.ศ. 1521 มาร์ติน ลูเธอร์ จึงแยก
ตนเองออกมาตั้งนิกายใหม่ คือ โปรเตสแตนต์ (Protestant)
• ไม่พอใจการกระทาคาสอนบางประการของ
สันตะปาปา ไม่นับถือโป๊ บ
• เน้นคัมภีร์ ไม่มีนักบวช ไม่นับถือไม้กางเขน
ว่าสาคัญ
• รับศีลศักดิ์สิทธิ์เพียง 2 ศีล คือ ศีลล้างบาป
และศีลมหาสนิท
สรุปว่า:นิกายใหญ่ๆในศาสนาคริสต์มี 3นิกาย
๑. นิกายโรมันคาทอลิค (คาทอลิคแปลว่าสากล)
๒. นิกายกรีซออร์ธอดอกซ์ ซึ่งนิกายนี้ไม่ขึ้นกับพระสันตะปาปาแห่งนครวาติกันในกรุงโรม
๓. นิกายโปรแตสแต๊นท์ เกิดขึ้นโดยนักบวชชื่อลูเทอร์เป็นผู้สถาปนาขึ้นที่ประเทศเยอรมัน
ซึ่งเป็นนิกายที่ยึดมั่นในคัมภีร์ และไม่ขึ้นกับพระสันตะปาปาแห่งนครวาติกัน.
คัมภีร์ในศาสนา
• คัมภีร์ที่สำคัญในศำสนำคริสต์ คือ
คัมภีร์ไบเบิ้ล
พระคัมภีร์เก่ำ (พันธสัญญำเดิม)
พระคัมภีร์ใหม่ (พันธสัญญำใหม่)
คัมภีร์ของศาสนาคริสต์
๑. คัมภีร์ไบเบิล  หนังสือ
๒. แบ่งเป็น ๒ ภาค
- The Old Testament ได้รับมาจากศาสนายิว
- The New Testament เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา
คริสต์โดยเฉพาะ บันทึกชีวิตและคาสอนของพระเยซู
๓. ยอมรับกันถึง ๓ ศาสนา โดยเฉพาะ The Old Testament
- ยิว คริสต์ และอิสลาม
*** เหตุที่เรียกพระคัมภีร์ว่า “พันธะสัญญา” เพราะถือว่าเป็นพระ
วจนะของพระเจ้า เป็นพันธสัญญาที่พระเจ้าได้มีต่อมนุษย์ผู้มี
ศรัทธาในพระองค์เป็นข้อผูกพันระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์
• คาสอนของศาสนาคริสต์จะอยู่ในคัมภีร์ใหม่ ส่วนใหญ่เป็น
คาสอนในระดับศีลธรรม และการปฏิบัติในชีวิตประจาวัน
โดยเน้นไปที่ความเชื่อมั่นในพระเจ้า คือเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่
จริง และปฏิบัติตามที่พระจ้าสั่งไว้โดยผ่านมาทางพระเยซู.
• กล่าวโดยสรุป คาสอนของพระเยซูก็คือ "ปรัชญาแห่งความ
รัก" คือรักพระเจ้า รักครอบครัว และรักเพื่อนมนุษย์ทั้งปวง
โดยไม่เลือกชนชั้นและเชื้อชาติ รวมทั้งการให้อภัยไม่โกรธ
เกลียดแม้ผู้ที่มาทาร้ายตนเอง.
• ส่วนคาสอนในระดับอภิปรัชญานั้นถูกแต่งขึ้นโดยสาวกรุ่น
ใหม่ ที่บวกเอาแนวคิดของนักปรัชญาเช่นอริสโตเติ้ลของใน
ยุคนั้นเข้าไว้ จึงทาให้ศาสนาคริสต์มีความแข็งแกร่งทางภูมิ
ปัญญามาก.
เป้ าหมายสูงสุด
• การเข้าถึงพระเจ้าและดารงชีวิตเป็น
อันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้า
• คือ การได้กลับไปอยู่กับพระเจ้าชั่ว
นิรันดร โดยมีความเชื่อมาดั้งเดิมว่าจะมี
พระเมสสิอาห์(พระคริสต์)มาเกิดและมา
ช่วยไถ่บาปให้มวลมนุษย์พ้นจากบาป
และได้ไปอยู่กับพระเจ้าชั่วนิรันดร ซึ่งวัน
นั้นจะเรียกว่า วันของพระเจ้า คือเป็น
วันที่คนชั่วคนบาปจะถูกลงโทษ ส่วนคนที่
เชื่อมั่นในพระเจ้าจะได้ไปอยู่กับพระเจ้า
ชั่วนิรันดร.
พิธีกรรมที่สาคัญ
ศาสนากิจ
1. ศีลล้างบาป ถือว่าทุกคนมีบาปติดตัวมา จาต้องทาพิธีล้างบาปเสีย
ก่อนที่จะนับถือศาสนาคริสต์
2. ศีลกาลัง เป็นพิธีรับพระจิตให้มาอยู่ในตัวพระสังฆราชเจิมน้ามันที่
หน้าผากของเด็กโตที่รู้รับผิดชอบแล้ว เป็นรูปกางเขน
3. ศีลมหาสนิท หรือเรียกอีกอย่างว่า มิสซา เป็นพิธีที่แสดงให้เห็นว่าผู้รับ
ศีลข้อนี้แล้วได้อยู่แนบสนิทกับพระเยซู และเพื่อระลึกถึงชีวิตและคา
สอนของพระเยซู
4. ศีลแก้บาปหรืออภัยบาป เป็นพิธีที่ชาวคริสต์ที่สานึกว่าตนได้ทาบาปลง
ไป โดยคุกเข่าลงต่อหน้าบาทหลวงและสารภาพความผิดที่ได้กระทา
ไป เป็นการปลดเปลื้องบาปของตน
5. ศีลสมรส เป็นพิธีที่ให้บ่าวสาวประกาศคามั่นว่าจะเป็นสามีภรรยากัน
ตลอดไปไม่หย่าร้าง แม้มีบุตรธิดาก็จะนับถือพระเจ้าตลอดไป
6. ศีลบวช พิธีนี้จะทากับผู้ที่เลื่อมใสมั่นคง พร้อมที่จะรับใช้ศาสนาคริสต์
แล้วก็จะเป็นบาทหลวง
7. ศีลเจิมครั้งสุดท้าย พิธีนี้จะทาให้เฉพาะคนป่วยหนัก ใกล้มรณะ
สัญลักษณ์ของศาสนา
สัญลักษณ์
- ไม้กางเขน
- รูปพระเยซู
- รูปพระแม่มาเรีย
ฐานะของศาสนาในปัจจุบัน
• ศาสนาคริสต์ในปัจจุบันมีผู้นับถือมากที่สุดในโลก มีศา
สนิกกว่า 1,000 ล้านคนทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในทวีป
ยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย
จบการนาเสนอ
ขอให้พระเจ้าคุ้มครองทุกท่านค่ะ
ดาวน์โหลดไฟล์นี้ได้ที่
www.philosophychicchic.com
สนุกกับการเรียนรู้ปรัชญาและศาสนาแบบชิคๆ เคียงคู่รอยยิ้ม

ศาสนาคริสต์

Editor's Notes

  • #44 http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%98%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B9%8C