ไม่พบส่วนของรูปที่มี ID ความสัมพันธ์ rId3 ในไฟล์นี้
เศรษฐศาสตร ์มหภาค
MACROECONOMICS
บทที่ 8
อรคพัฒร ์ บัวลม
ไม่พบส่วนของรูปที่มี ID ความสัมพันธ์ rId3 ในไฟล์นี้
การจ้างงานและวัฏจักรเศรษฐกิจ
การจ้างงาน
1.ทฤษฎีการจ้างงานเต็มที่ตามแนวคิดของเคนส์
2.ดุลยภาพของเศรษฐกิจที่มีการจ้างงานเต็มที่
3.การว่างงาน
4.การแก้ปัญหาการว่างงาน
5.ความสัมพันธ์ระหว่างเงินเฟ้ อกับการว่างงาน
6.สถานการณ์แรงงานไทยในปัจจุบัน
วัฏจักรเศรษฐกิจ
1.วัฏจักรเศรษฐกิจ
2.สาเหตุของวัฏจักรเศรษฐกิจ
3. การทํางานร่วมกันระหว่างตัวทวีกับตัวเร่ง
การพัฒนา
เศรษฐกิจ
1.ความสําคัญของ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจ
2.แผนพัฒนาเศรษฐกิจของ
ไทย
การจ้างงาน
◦ 1.ทฤษฎีการจ้างงานเต็มที่ตามแนวคิดของเคนส์
◦ 2.ดุลยภาพของเศรษฐกิจที่มีการจ้างงานเต็มที่
◦ 3.การว่างงาน
◦ 4.การแก้ปัญหาการว่างงาน
◦ 5.ความสัมพันธ์ระหว่างเงินเฟ้ อกับการว่างงาน
◦ 6.สถานการณ์แรงงานไทยในปัจจุบัน
แรงงาน
แรงงาน หมายถึง คนงาน แรงงาน กําลังกายกําลังความคิดของมนุษย์หมาย
รวมถึงคนทํางานทังหมดในวัยแรงงาน หรืออาจหมายถึงจํานวนวนหรือชั่วโมงที่คนจะทํางาน
ได้ในระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้
แรงงาน ถือเป็ นปัจจัยการผลิตชนิดหนึ่ง ที่มีอิทธิพลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ
การให้ความสําคัญในการจัดการแรงงาน ในเรื่องการพัฒนาศักยภาพของแรงงานและ การ
จัดสรรแรงงานอย่างถูกต้องถือเป็นปัจจัยสําคัญที่ทําให้ใช้ปัจจัยการผลิตมีประสิทธิภาพสูง
และเป็ นข้อได้เปรียบในการขยายตัวเศรษฐกิจ
ตลาดแรงงาน
ตลาดแรงงาน หมายถึง กลุ่มแรงงานที่มีความรู้ความชํานาญในแขนงต่างๆ การ
แข่งขันในตลาดแรงงาน จึงหมายถึงการแข่งขันในเรื่องของความรู้ ความสามารถ และ
ประสบการณ์ ที่ตรงความต้องการของผู้ประกอบการ ทําให้เกิดการตกลงว่าจ้างทํางาน
ระหว่างนายจ้าง กับลูกจ้าง โดยตกลงกันที่อัตราค่าจ้างที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย
อัตราค่าจ้าง คือ ราคาแรงงาน ตามระยะเวลา เช่น ค่าจ้างต่อชั่วโมง ต่อวัน ต่อเดือน
เป็ นผลตอบแทนของแรงงาน
อัตราการมีส่วนร่วมของกําลังแรงงาน =
กําลังแรงงาน X 100
จํานวนประชากรในวัยทํางาน
ปัจจัยกําหนดอัตราค่าจ้าง
◦ การศึกษา
◦ นโยบายของรัฐ
◦ สภาวะเศรษฐกิจ
◦ สหพันธ์
◦ จํานวนแรงงานในตลาดแรงงาน
◦ ประเภทของกิจการ/อุตสาหกรรม
◦ ขนาดของกิจการ/อุตสาหกรรม
การจ้างงานดุลยภาพ
การจ้างงานดุลยภาพ การจ้างงานดุลยภาพ คือ จุดที่อุปสงค์แรงงานเท่ากับอุปทาน
แรงงาน ณ ระดับค่าจ้างหนึ่งๆ
SL
DL
W
Q
We
Qe
E
ทฤษฎีการจ้างงานเต็มที่ตามแนวคิดของเคนส์
เกิดจากยุคที่ ภาวะเศรษฐกิจตกตํ่าทั่วโลก อัตาการลงทุนลดลง ต้องปลดคนงานออก
ผู้บริโภคไม่มีกําลังซื้อ กลไกตลาดเสรีตามแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร ์สํานักคลาสลิกไม่สามารถ
แก้ปัญหาการว่างงานได้
ทฤษฎีการจ้างงานเต็มที่ของ จอห์น เมนาร ์ด เคนส์มีการกล่าวถึงการจ้างงาน 2 ประเด็น
◦ ประเด็นแรก กล่าวว่า เห็นด้วยกับสํานักคลาสสิกที่กล่าวว่า การจ้างงานสัมพันธ์กับปริมาณ
ผลผลิตในทิศทางเดียวกัน (ผลิตสินค้ามากต้องจ้างคนมาก)
◦ ประเด็นที่สอง เห็นต่างจากสํานักคลาสสิก คือ กล่าวว่าผู้ผลิตต้องการกําไรสูงสุด โดย
เปรียบเทียบรายได้ที่คาดว่าจะได้รับ กับต้นทุนจากการจ้างงานผลิตสินค้า หรือเป็ นการ
เปรียบเทียบอุปสงค์มวลรวม และอุปทานมวลรวม จากการจ้างคนงานระดับต่างๆ
รายได้และต้นทุนการผลิต ณ ระดับการจ้างงานต่างๆ
◦ AD อุปสงค์รวม/รายได้จากการขาย
◦ AS อุปทานรวม/ต้นทุนการผลิต
เคนส์กล่าวว่า ดุลยภาพเกิดขึ้นได้ทุกระดับ
การผลิต แม้ไม่ได้มีการจ้างงานเต็มที่ แต่แก้ไข
ปัญหาโดยให้ผู้ที่อยู่ในวัยทํางานได้งานทําทุกคน
◦ L0 คือ AD>AS (รายได้>ต้นทุน) ได้กําไร จูงใจให้
ขยายขนาดการผลิตและการจ้างงาน ส่งผลให้
ต้นทุนสูงขึ้น
◦ L1 คือ AD<AS (รายได้ = ต้นทุน) ระดับการผลิต
ดุลยภาพ แต่เป็ นจุดที่มีการว่างงาน
◦ LF คือ ระดับการผลิตที่มีการจ้างงานเต็มที่
AS
AD1
รายได้/ต้นทุนการผลิต
จํานวนแรงงาน
L0 L1 LF
40
35
10
42
ดุลยภาพของเศรษฐกิจที่มีการจ้างงานเต็มที่
เคนส์กล่าวว่า ดุลยภาพของเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้ทุกระดับ
การผลิตซึ่งไม่จําเป็นต้องมีการจ้างงานเต็มที่ แต่จะเน้นการ
แก้ปัญหาโดยผู้ที่อยู่ในวัยทํางานได้งานทําทุกคน รัฐบาล
ต้องใช ้นโยบายเศรษฐกิจในการแก้ปัญหา
◦ ทําให้เส้น AS เลื่อนไปทางขวา เพื่อให้ตัดกับเส้น AD1 หรือ
AD2 ตรงระดับการจ้างงานเต็มที่ (LF) คือ พยายามเพิ่ม
ผลผลิตโดยต้นทุนเท่าเดิม
◦ ทําให้เส้น AD สูงขึ้นด้วยการกระตุ้นความต้องการซื้อของทั้ง
ประเทศ เพื่อกระตุ้นการลงทุน ส่งผลให้มีการผลิตสินค้าและ
การจ้างงานเพิ่มขึ้น จนถึงจุดที่ AD = AS
AS
AD1
รายได้/ต้นทุนการผลิต
จํานวนแรงงาน
L0 L1 LF
40
35
10
42
AD2
การจ้างงานระดับ L0 และ L1 เป็นระดับการจ้างงาน
ตํ่ากว่า LF ซึ่งเป็นระดับการจ้างงานเต็มที่
การว่างงาน
◦ การว่างงานจากการเปลี่ยนงาน (ว่างงานชั่วคราว)
◦ การว่างงานตามวัฏจักรเศรษฐกิจ
◦ การว่างงานแฝง (เกิดขึ้นในสาขาเกษตรกรรม)
◦ การว่างงานตํ่าระดับ (การทํางานน้อยกว่าปกติ/การทํางานตํ่ากว่าความสามารถ)
◦ การว่างงานตามฤดูกาล
◦ การว่างงานตามโครงสร ้างของระบบเศรษฐกิจ
การแก้ปัญหาการว่างงาน
◦ กลุ่มคลาสสิก ใช้นโยบายค่าจ้าง โดยลดค่าจ้าง และลดการแทรกแซงของรัฐ
◦ เคนส์ใช้นโยบายการเงิน การคลัง เพื่อเพิ่ม AD
◦ นโยบายกําลังคน คือ เพิ่มประสิทธิภาพของแรงงาน
◦ นโยบายส่งเสริมการลงทุน เพื่อเพิ่มการจ้างงาน
อัตราการว่างงาน=
จํานวนแรงงานว่างงาน X 100
กําลังแรงงาน
ประโยชน์ของการทราบตัวเลขการว่างงาน
◦ รู้ภาวะเศรษฐกิจว่าอยู่ช่วงใดของวัฏจักรเศรษฐกิจ
◦ รู้อัตรากําลังแรงงานที่พร ้อมทํางานแต่ยังหางานไม่ได้
◦ เป็ นประโยชน์ในการจัดทํางบประมาณการจ่ายเงินชดเชยการว่างงาน
ความสัมพันธ ์ระหว่างเงินเฟ
้ อกับการว่างงาน
Phillips Curve (1958) นั้นเป็ นการบ่งบอกถึงความสัมพันธ์
ระหว่างอัตราเงินเฟ้ อและอัตราว่างงาน ซึ่งสาระสําคัญของมันก็
คือหากอัตราว่างงานนั้นตํ่า อัตราเงินเฟ้ อก็จะสูง แต่ถ้าอัตรา
ว่างงานนั้นสูงเกินไป อัตราเงินเฟ้ อก็จะตํ่า
**อย่างไรก็ดี ในช่วงสิบปีที่ผ่านมานั้น “Phillips curve” นั้น
ล้มเหลวตั้งสองด้าน จากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงเริ่มปี 2010 ทํา
ให้อัตราว่างงานนั้นพุ่งขึ้นไปที่ 8.5% ตามทฤษฏี เหตุการณ์นี้
ควรจะทําให้อัตราเงินเฟ้ อลดตํ่าลง แต่ปรากฏว่าอัตราเงินเฟ้ อ
ไม่เปลี่ยน ในขณะที่อัตราว่างงานนั้นจะขึ้นหรือลง**
**มิลตัน ฟรีดแมน พบว่า ในระยะยาวอัตราเงินเฟ้ อกับอัตรา
การว่างงานไม่มีความสัมพันธ์กัน ดังนั้น Philips Curve ใน
ระยะยาวจะขนานกับแกนอัตราเงินเฟ้ อ
สถานการณ์แรงงานไทยในปัจจุบัน (มีนาคม 2563)
https://docs.google.com/viewer?a=v&pid=sites&srcid=ZnRpa20uY29tfGRlbW9rbXxneDoyYjAzNWJiZDAxOGZlMjU4
วัฏจักรเศรษฐกิจ
◦วัฏจักรเศรษฐกิจ
◦สาเหตุของวัฏจักรเศรษฐกิจ
◦การทํางานร่วมกันระหว่างตัวทวีกับ
ตัวเร่ง
วัฏจักรเศรษฐกิจ
วัฏจักรเศรษฐกิจ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงขึ้นลง ซํ้าๆ กันของเศรษฐกิจ ซึ่งมี 4
ระยะ คือ ระยะรุ่งเรือง ระยะถดถอย ระยะตกตํ่า และระยะฟื้นตัว ในแต่ละระยะมีเหตุการณ์ทาง
เศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ในแต่ละระยะไม่จําเป็ นต้องใช้เวลาเท่ากันเสมอไป และอาจใช้เวลาใน
แต่ละช่วงอยู่ระหว่าง 2 - 5 ปี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงในภาวะเศรษฐกิจ (สุดารัตน์ พิมลรัตน
กานต์, 2556)
สาเหตุการเกิดวัฏจักรเศรษฐกิจ เกิดจากสาเหตุภายนอกระบบเศรษฐกิจ และสาเหตุ
ภายในระบบเศรษฐกิจ จึงไม่สามารถบังคับไม่ให้เกิดวัฏจักรเศรษฐกิจได้แต่เมื่อเกิดวัฏจักร
เศรษฐกิจในระยะที่ไม่พึงปรารถนาแล้ว ก็สามารถป้องกันและแก้ไขได้โดยใช้นโยบายการเงิน
และนโยบายการคลัง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไว้
สาเหตุของวัฏจักรเศรษฐกิจ
◦ สาเหตุจากภายนอก เช่น สงคราม การปฏิวัติ นโยบายการเมือง การค้นพบเทคโนโลยี
ใหม่ๆ
◦ สาเหตุภายใน เช่น ราคาปัจจัยการผลิต อัตราดอกเบี้ย กลไกในระบบเศรษฐกิจ
โดยสรุปแล้ว วัฏจักรเกิดจากความผันผวนของการลงทุนเป็ นส่วนใหญ่ ซึ่งมีสาเหตุ
มาจากปัจจัยภายนอก เช่น การนําเทคโนโลยีใหม่มาใช้การเพิ่มขึ้นของประชากร
นอกจากนี้ คือ เกิดจากการลงทุนโดยอิสระ
ระยะในวัฏจักรเศรษฐกิจ
◦ การขยายตัว/รุ่งเรือง (expansion) ระยะนี้ ราคาสินค้าค่อยๆสูงขึ้น การลงทุนเพิ่มขึ้น
การจ้างงานมากขึ้น ขยายการผลิตมากขึ้น ทําให้รายได้มากขึ้น
◦ การชะลอตัว/ถดถอย(recession) ระยะนี้ เศรษฐกิจเติบโตเต็มที่แล้ว อัตราผลตอบแทน
จากการลงทุนตกตํ่าลง เนื่องจากผลผลิตมาก ต้นทุนสูงขึ้น การลงทุนลดลง เกิด
ภาวะการว่างงาน รายได้ลดลง
◦ การหดตัว/ตกตํ่า(depression) ระยะนี้ ภาวะเศรษฐกิจตกตํ่าอย่างรวดเร็วเนื่องจากการ
หดตัวของการลงทุน ทําให้รายได้ตํ่าลง การว่างงานมากขึ้น
◦ การฟื้นตัว (recovery) ระยะนี้ เศรษฐกิจฟื้นตัว
วัฏจักรธุรกิจ
วัฏจักรธุรกิจสามารถบังคับให้เกิดการเคลื่อนไหวของรายได้ประชาชาติระยะยาวได้
Keynes อธิบายว่า ต้นเหตุของการเกิดวัฏจักรว่าเกิดจากการแปรปรวนของการใช้จ่าย
ลงทุน ซึ่งปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการลงทุน คือ อัตราดอกเบี้ย และ ผลกําไรที่คาดว่าจะได้รับ
จากการลงทุน
◦ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจระยะยาว มักเป็ นไปในทางที่สูงขึ้น เรียกว่ามีการเติบโตทาง
เศรษฐกิจ(economic growth) ซึ่งเป็ นเรื่องของแนวโน้ม(trend)
◦ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจระยะสั้น เป็ นเรื่องของวัฏจักรธุรกิจ (business cycle) ซึ่ง
เป็ นเรื่องของวัฏจักร
รูปวัฏจักรธุรกิจ
เวลา
Y
Trough Peak Trough Peak
Normal growth path
ExpansionContraction Expansion
การทํางานร่วมกันระหว่างตัวทวีกับตัวเร่ง
ทฤษฎีตัวทวี
ตัวทวี คือ ตัวเลขที่คูณกับส่วนเปลี่ยนของความต้องการใช้จ่ายมวลรวมเพื่อหาค่า
การเปลี่ยนแปลงของรายได้ประชาชาติ
การทํางานของตัวทวี การหาค่าตัวทวี ตามทฤษฎีของเคนส์(Keynes) เกี่ยวกับ
ตัวทวี สรุปได้ว่า “I (เพิ่ม) หรือ G (เพิ่ม) > รายรับ(T) จะมีผลทําให้ Y (เพิ่ม) ไม่เพียง
เท่ากับจํานวน I และ G ที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่เพิ่มขึ้นเท่ากับจํานวนนั้นคูณด้วยตัวคูณตัว
หนึ่ง ตัวคูณนั้นเรียกว่า “ตัวทวีคูณ (The Multiplier)”
MPC
1
1
=
K
-
MPS
1
=
K
กรณีการลงทุนแบบอิสระ กรณีการลงทุนแบบจูงใจ
I
Y
=
K
Δ
Δ
การทํางานร่วมกันระหว่างตัวทวีกับตัวเร่ง
ทฤษฎีตัวเร่ง
ตัวเร่ง หมายถึง ค่าตัวเลขที่แสดงระดับค่าใช้จ่ายเมื่อการบริโภคเปลี่ยนแปลงไปก็
จะมีผลทําให้ปริมาณการลงทุนหรือถูกจูงใจในการลงทุนจะเปลี่ยนแปลงไปด้วย
ตัวเร่ง ใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงการบริโภคกับการ
เปลี่ยนแปลงการลงทุนจูงใจสุทธิ
ตัวเร่ง =
การเปลี่ยนแปลงการลงทุนจูงใจ
การเปลี่ยนแปลงการบริโภค C
I
A
∆
∆
=
กระบวนการทํางานของตัวเร่ง
◦ ถ้าค่าใช้จ่ายในการบริโภคเพิ่มขึ้นไป 1 หน่วย จะทําให้การลงทุนหรือผู้ผลิตลงทุนเพิ่มขึ้น
อีก 2 หน่วยหรือลงทุนเพิ่ม ก็จะเพิ่มขึ้นเป็ น 2 เท่า
◦ การลงทุนสุทธิ หมายถึง การลงทุนประเภทเครื่องมือเครื่องจักรต่าง ๆ โดยไม่มีการ
◦ เพิ่มปริมาณสินค้าคงคลัง
◦ การคิดค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรในอัตราคงที่
◦ กําหนดให้ราคาสินค้าเพื่อการบริโภคและสินค้าประเภททุนคงที่
การพัฒนา
เศรษฐกิจ
◦ความสําคัญของแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
◦แผนพัฒนาเศรษฐกิจของไทย
ความเจริญทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเศรษฐกิจ
การพัฒนาเศรษฐกิจ (Economics Development) หมายถึง กระบวนการที่
ก่อให้เกิดความเจริญทางเศรษฐกิจโดยสมํ่าเสมอและต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานพอที่จะ
ทําให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาพทางสังคมและยกระดับมาตรฐานการครองชีพของ
ประเทศให้สูงขึ้น เกิดการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่แท้จริงต่อบุคคล (per capita real income)
เรียกว่าเกิดความเจริญทางเศรษฐกิจ (Economic Growth)
การพัฒนาเศรษฐกิจ เป็ นการวิเคราะห์ในระยะยาวที่มุ่งให้อุปทานรวม(AD)สูงขึ้น
เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อให้ผลผลิตของระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น มีการใช้ทรัพยากรหรือ
การจ้างงานภายในประเทศเพิ่มขึ้น
การวัดความเจริญทางเศรษฐกิจ
ตัวเลขผลิตภัณฑ์ประชาชาติเบื้องต้นแท้จริงต่อบุคคล เป็ นปัจจัยที่ใช้วัดความ
เจริญทางเศรษฐกิจได้ดีที่สุดมี 2 แบบ
◦ การวัดระดับ เป็ นการวัดโดยเปรียบเทียบตัวเลขผลิตภัณฑ์ประชาชาติเฉลี่ยต่อบุคคลของ
ประเทศต่างๆในปีนั้น
◦ การวัดอัตรา เป็ นการวัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยคํานวณในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ของผลิตภัณฑ์ประชาชาติต่อบุคคลเฉลี่ยต่อปี “อัตราความเจริญทางเศรษฐกิจต่อปี”
การวัดการเจริญเติบโตและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไม่มีตัวชี้วัดใดที่
สมบูรณ์ ต้องใช้ตัวชี้วัดหลายชนิดร่วมกัน
ปัจจัยกําหนดความเจริญทางเศรษฐกิจ
◦ ทรัพยากรมนุษย์
◦ ทรัพยากรธรรมชาติ
◦ ทรัพยากรทุน
◦ เทคโนโลยีรวมถึงเทคนิคการผลิต
◦ ปัจจัยอื่นๆ เช่น ศาสนา การเมือง การปกครอง
ความสําคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ
◦ การมีรายได้และมาตรฐานการครองชีพที่สูงขึ้น
◦ เพื่อป้องกันการแทรกแซงทางเศรษฐกิจและการเมือง จากต่างประเทศที่มีความเจริญทาง
เศรษฐกิจมากกว่า
◦ เพื่อเศรษฐกิจของโลกขยายตัว
◦ เพื่อสามารถพึ่งตนเองได้ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง
◦ เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา
การวัดระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
แบ่งได้เป็ น 3 ระดับ
◦ กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
◦ กลุ่มประเทศกําลังพัฒนา
◦ กลุ่มประเทศด้อยพัฒนา
หลักเกณฑ์การวัดการพัฒนาเศรษฐกิจ
◦ ระดับมาตรฐานการครองชีพ
◦ ประสิทธิภาพของผลผลิต
◦ โครงสร ้างอาชีพ
◦ อัตราการขยายตัวของประชากร
◦ สภาพการทํางาน
◦ สถาบันการเงินและการใช้เครื่องมือเครดิต
กลยุทธ ์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ
◦ ผลิตสินค้าทดแทนการนําเข้า
◦ เลือกพัฒนาระหว่างเกษตรกรรมกับอุตสาหกรรม
◦ เน้นการพัฒนาแบบสมดุล เป็ นการพัฒนาทั้งในเชิงปริมาณ คุณภาพ และความเป็ นธรรม
ในสังคมควบคู่กันไป
◦ เน้นการพัฒนาแบบไม่สมดุล เป็ นการลงทุนเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีอัตราการพึ่งพิง
ระหว่างกันสูง
◦ การพัฒนาแบบยั่งยืน เป็ นการพัฒนาที่รักษาความสมดุลทั้งในด้านตัวคน สังคม
เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมทั้งเชิงปริมาณ คุณภาพ และความเป็ นธรรมในสังคม
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
◦ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2504-2509 เน้นด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลงทุนในสิ่งก่อสร ้างขั้นพื้นฐาน ระบบ
คมนาคมขนส่ง ระบบเขื่อนเพื่อการชลประทานและพลังงานไฟฟ้ า สาธารณูปการ ฯลฯ เพื่อเป็ นฐานให้มีการลงทุนใน
ด้านเอกชนเป็ นหลัก
◦ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2510-2514 ยึดแนวทางแผน 1 โดยขยายขอบเขตของแผนให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เน้นเขต
ทุรกันดารและห่างไกลความเจริญ และมีโครงการพิเศษนอกเหนือไปจากหน้าที่ปกติของกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เช่น
โครงการพัฒนาภาค โครงการเร่งรัด พัฒนาชนบทและโครงการช่วยเหลือชาวนา ฯลฯ
◦ ฉบับที่ 3 พ.ศ.2515-2519
• รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยรักษาอัตราการขยายตัวของปริมาณเงินตรา, รักษาระดับราคาสินค้าที่จําเป็ น
ต่อการครองชีพ, รักษาเสถียรภาพทางการเงินระหว่างประเทศ, ส่งเสริมการส่งออก, ปรับปรุงโครงสร ้างการนําเข้า
• ปรับปรุงโครงสร ้างทางเศรษฐกิจและยกระดับการผลิต เร่งรัดการส่งออกและทดแทนสินค้านําเข้า ปรับงบลงทุนใน
โครงการก่อสร ้างมาสนับสนุนการลงทุนเพื่อใช ้ประโยชน์จากโครงการขั้นพื้นฐานที่มีอยู่
• กระจายรายได้และบริการทางสังคม โดยลดอัตราการเพิ่มประชากร กระจายบริการเศรษฐกิจและสังคมสู่ชนบท
ปรับปรุงสถาบันและองค์กรทางด้านเกษตรและสินเชื่อ รักษาระดับราคาสินค้าเกษตร
https://www.nesdc.go.th/main.php?filename=develop_issue
◦ ฉบับที่ 4 พ.ศ.2520-2524
• เน้นและปรับปรุงกาการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศโดยมุ่งขยายการผลิตสาขาเกษตร, ปรับปรุงโครงสร ้าง
อุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่ง ออก, กระจายรายได้และการมีงานทําในภูมิภาค, มาตรการ กระตุ้นอุตสาหกรรม
ที่ซบเซา, รักษาดุลการชําระเงินและการ ขาดดุลงบประมาณ
• เร่งบูรณะรบริหารทรัพยากรหลักของชาติ รวมทั้งการนําเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช ้โดยเฉพาะที่ดิน แหล่ง
นํ้า ป่าไม้และแหล่งแร่, เร่งรัดการปฏิรูปที่ดิน, จัดสรร แหล่งนํ้าในประเทศ, อนุรักษ์ทะเลหลวง, สํารวจและ
พัฒนา แหล่งพลังงานในอ่าวไทยและภาคใต้ฝั่งตะวันออก
◦ ฉบับที่ 5 พ.ศ.2525-2529
• ยึดพื้นที่เป็ นหลักในการวางแผน กําหนดแผนงานและโครง การให้มีผลทางปฏิบัติทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
เช่น พื้นที่ เป้ าหมายเพื่อพัฒนาชนบท พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก พื้น ที่เมืองหลัก ฯลฯ
• เน้นการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจการเงินของประเทศ เป็ นพิเศษโดยการเร่งระดมเงินออม, สร ้างวินัยทาง
เศรษฐกิจ การเงิน และการปรับโครงสร ้างเศรษฐกิจต่าง ๆ เช่น ปรับ โครงสร ้างการเกษตร ปรับโครงสร ้าง
อุตสาหกรรมเพื่อการส่ง ออกและกระจายอุตสาหกรรมไปสู่ส่วนภูมิภาค, ปรับโครง สร ้างการค้าต่างประเทศ
และบริการ, ปรับโครงสร ้างการผลิต และการใช ้พลังงาน ฯลฯ
• เน้นความสมดุลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของ ประเทศ
• เน้นการแก้ปัญหาความยากจนในชนบทล้าหลัง กําหนดพื้นที่ เป้ าหมาย 286 อําเภอและกิ่งอําเภอ
• เน้นการแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติเช่นมีระบบการบริหารการ พัฒนาชนบทแนวใหม่ประกาศใช ้พ.ศ. 2527
• เน้นบทบาทและการระดมความร่วมมือจากภาคเอกชน
◦ ฉบับที่ 6 พ.ศ.2530-2534
• เน้นการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพของการเงินการคลัง โดยเน้นการ
ระดมเงินออมในประเทศ เน้นการใช ้จ่ายภาครัฐอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ และเน้นบทบาท
ภาคเอกชนในการพัฒนา
• เน้นการพัฒนาฝีมือแรงงานและคุณภาพชีวิต
• เน้นการเพิ่มบทบาทองค์กรประชาชนในท้องถิ่นเพื่อพัฒนาทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
• เริ่มแผนหลักการพัฒนาวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยี
• ทบทวนบทบาทรัฐในการพัฒนาประเทศ
• มีแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ
• มุ่งปรับโครงสร ้างการผลิตและการตลาดของประเทศให้กระจายตัวมากขึ้น
• เน้นการนําบริการพื้นฐานที่มีอยู่แล้วมาใช ้ประโยชน์อย่างเต็มที่
• พัฒนาเมืองและพื้นที่เฉพาะ กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค
• ขยายขอบเขตพัฒนาชนบทครอบคลุมทั่วประเทศ เขตล้าหลัง 5,787 หมู่บ้าน เขตปานกลาง 35,514
หมู่บ้าน และเขตก้าวหน้า 11,612 หมู่บ้าน
◦ ฉบับที่ 7 พ.ศ.2535-2539
• เน้นการรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และมีเสถียรภาพ
• เน้นการกระจายรายได้และการพัฒนาไปสู่ภูมิภาคและชนบท
• เน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม
• เน้นการพัฒนากฎหมาย รัฐวิสาหกิจ และระบบราชการ
◦ ฉบับที่ 8 พ.ศ.2540-2544
• เป็ นจุดเปลี่ยนสําคัญของการวางแผนพัฒนาประเทศที่ให้ความสําคัญกับการมีส่วนร่วมของ ทุกภาคส่วนใน
สังคม และมุ่งให้ “คนเป็ นศูนย์กลางการพัฒนา” และใช ้เศรษฐกิจเป็ นเครื่องมือช่วยพัฒนาให้คนมีความสุขและ
มีคุณภาพชีวิตที่ดี ขึ้นพร ้อมทั้ง ปรับเปลี่ยนวิธีการพัฒนาแบบแยกส่วนมาเป็ นบูรณาการแบบองค์รวม เพื่อให้
เกิดความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
• การพัฒนาศักยภาพของคน และการพัฒนาสภาพแวดล้อมของสังคมให้เอื้อต่อการพัฒนาคน
• การเสริมสร ้างศักยภาพการพัฒนาของภูมิภาคและชนบทเพื่อ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึง
• การพัฒนาสมรรถนะทางเศรษฐกิจเพื่อสนับสนุนการพัฒนา คนและคุณภาพชีวิต
• การจัดหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
• การพัฒนาประชารัฐ เป็ นการพัฒนาภาครัฐให้มีสมรรถนะ และส่งเสริมให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ
• การบริหารจัดการเพื่อให้มีการนําแผนพัฒนาฯไปดําเนินการ ให้เกิดผลในทางปฏิบัติด้วยแนวทางการแปลง
แผนไปสู่การ ปฏิบัติ
◦ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545 - 2549)
• อัญเชิญแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ควบคู่
ไปกับ “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” ต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ฉบับที่ 9 สรุปได้ว่า ประสบ
ความสําเร็จที่น่าพอใจ เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องในอัตราเฉลี่ยร ้อยละ 5.7 ต่อปี
เสถียรภาพทางเศรษฐกิจปรับตัวสู่ความมั่นคง ความยากจนลดลง ขณะเดียวกันระดับคุณภาพชีวิตของ
ประชาชนดีขึ้นมาก ลําดับความสําคัญของการพัฒนา
1. การเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและมีเสถียรภาพ
2. การสร ้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก
3. การบรรเทาปัญหาสังคม
4. การแก้ปัญหาความยากจน
◦ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550 - 2554)
• โดยยังคงอัญเชิญ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นแนวปฏิบัติในการพัฒนาแบบบูรณาการเป็น
องค์รวมที่มี “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” ต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 และแผนพัฒนาฯ ฉบับ
ที่ 9 และให้ความสําคัญต่อการรวมพลังสังคมจากทุกภาคส่วนให้มีส่วนร่วมดําเนินการใน ทุกขั้นตอน
ของแผนฯ
◦ ฉบับที่ 11 พ.ศ.2555-2559
◦ แผนฉบับที่ 11 นั้น เน้นการ "ตั้งรับ" มากกว่า "รุก" โดยเน้นการป้องกันปัญหาจากวิกฤตการณ์ที่อาจ
เกิดขึ้นในอนาคต เพราะเราเพิ่งผ่านวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลก และวิกฤตการณ์ทางการเมือง
ภายในประเทศ ตามวิสัยทัศน์ 3 พันธกิจ 3 วัตถุประสงค์4 เป้าหมายหลัก และ 7 ยุทธศาสตร ์
3 พันธกิจ ได้แก่ การพัฒนาฐานการผลิตและบริการ การสร ้างความเป็นธรรมและ ลดความเหลื่อม
ลํ้าทางเศรษฐกิจ สังคม และสร ้างภูมิคุ้มกันจากวิกฤตการณ์
3 วัตถุประสงค์เพื่อให้ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน คนไทยอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
สุข และพร ้อมเชิญกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นสุข
4 เป้าหมายหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจมีความเข้มแข็งสมดุล ความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น มี
หลักประกันสังคมที่ทั่วถึง และสังคมไทยมีความสุขอย่างมีธรรมาภิบาล
7 ยุทธศาสตร ์ได้แก่ การสร ้างฐานการผลิตให้เข้มแข็ง สมดุล อย่างสร ้างสรรค์การสร ้าง
สภาพแวดล้อมที่เอื้ออํานวยต่อการผลิต การค้า การลงทุน การพัฒนาคุณภาพคน ทั้งความรู้คู่
คุณธรรม สังคม มั่นคงเป็นธรรม มีพลังและเอื้ออาทร เน้นการผลิตและบริโภคที่เป็นมิตรกับ
สิ่งแวดล้อม มีความมั่นคงของพลังงานและอาหาร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ
ประเทศ
◦ ฉบับที่ 12 พ.ศ.2560-2564
• ยึดหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับก่อนหน้า ได้กําหนดเป้าหมาย
ยุทธศาสตร ์และแนวทางการพัฒนาประเทศในระยะ 5 ปี ซึ่งจะเป็นแผนที่มีความสําคัญในการวางรากฐาน
การพัฒนาประเทศไปสู่สังคมที่มีความสุขอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน สอดคล้องตามยุทธศาสตร ์ชาติ
20 ปี ที่เป็นกรอบการพัฒนาประเทศในระยะยาว

Macro Economics c8 การจ้างงานและวัฏจักรเศรษฐกิจ

  • 1.
    ไม่พบส่วนของรูปที่มี ID ความสัมพันธ์rId3 ในไฟล์นี้ เศรษฐศาสตร ์มหภาค MACROECONOMICS บทที่ 8 อรคพัฒร ์ บัวลม
  • 2.
    ไม่พบส่วนของรูปที่มี ID ความสัมพันธ์rId3 ในไฟล์นี้ การจ้างงานและวัฏจักรเศรษฐกิจ การจ้างงาน 1.ทฤษฎีการจ้างงานเต็มที่ตามแนวคิดของเคนส์ 2.ดุลยภาพของเศรษฐกิจที่มีการจ้างงานเต็มที่ 3.การว่างงาน 4.การแก้ปัญหาการว่างงาน 5.ความสัมพันธ์ระหว่างเงินเฟ้ อกับการว่างงาน 6.สถานการณ์แรงงานไทยในปัจจุบัน วัฏจักรเศรษฐกิจ 1.วัฏจักรเศรษฐกิจ 2.สาเหตุของวัฏจักรเศรษฐกิจ 3. การทํางานร่วมกันระหว่างตัวทวีกับตัวเร่ง การพัฒนา เศรษฐกิจ 1.ความสําคัญของ แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 2.แผนพัฒนาเศรษฐกิจของ ไทย
  • 3.
    การจ้างงาน ◦ 1.ทฤษฎีการจ้างงานเต็มที่ตามแนวคิดของเคนส์ ◦ 2.ดุลยภาพของเศรษฐกิจที่มีการจ้างงานเต็มที่ ◦3.การว่างงาน ◦ 4.การแก้ปัญหาการว่างงาน ◦ 5.ความสัมพันธ์ระหว่างเงินเฟ้ อกับการว่างงาน ◦ 6.สถานการณ์แรงงานไทยในปัจจุบัน
  • 4.
    แรงงาน แรงงาน หมายถึง คนงานแรงงาน กําลังกายกําลังความคิดของมนุษย์หมาย รวมถึงคนทํางานทังหมดในวัยแรงงาน หรืออาจหมายถึงจํานวนวนหรือชั่วโมงที่คนจะทํางาน ได้ในระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ แรงงาน ถือเป็ นปัจจัยการผลิตชนิดหนึ่ง ที่มีอิทธิพลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ การให้ความสําคัญในการจัดการแรงงาน ในเรื่องการพัฒนาศักยภาพของแรงงานและ การ จัดสรรแรงงานอย่างถูกต้องถือเป็นปัจจัยสําคัญที่ทําให้ใช้ปัจจัยการผลิตมีประสิทธิภาพสูง และเป็ นข้อได้เปรียบในการขยายตัวเศรษฐกิจ
  • 5.
    ตลาดแรงงาน ตลาดแรงงาน หมายถึง กลุ่มแรงงานที่มีความรู้ความชํานาญในแขนงต่างๆการ แข่งขันในตลาดแรงงาน จึงหมายถึงการแข่งขันในเรื่องของความรู้ ความสามารถ และ ประสบการณ์ ที่ตรงความต้องการของผู้ประกอบการ ทําให้เกิดการตกลงว่าจ้างทํางาน ระหว่างนายจ้าง กับลูกจ้าง โดยตกลงกันที่อัตราค่าจ้างที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย อัตราค่าจ้าง คือ ราคาแรงงาน ตามระยะเวลา เช่น ค่าจ้างต่อชั่วโมง ต่อวัน ต่อเดือน เป็ นผลตอบแทนของแรงงาน อัตราการมีส่วนร่วมของกําลังแรงงาน = กําลังแรงงาน X 100 จํานวนประชากรในวัยทํางาน
  • 6.
    ปัจจัยกําหนดอัตราค่าจ้าง ◦ การศึกษา ◦ นโยบายของรัฐ ◦สภาวะเศรษฐกิจ ◦ สหพันธ์ ◦ จํานวนแรงงานในตลาดแรงงาน ◦ ประเภทของกิจการ/อุตสาหกรรม ◦ ขนาดของกิจการ/อุตสาหกรรม
  • 7.
    การจ้างงานดุลยภาพ การจ้างงานดุลยภาพ การจ้างงานดุลยภาพ คือจุดที่อุปสงค์แรงงานเท่ากับอุปทาน แรงงาน ณ ระดับค่าจ้างหนึ่งๆ SL DL W Q We Qe E
  • 8.
    ทฤษฎีการจ้างงานเต็มที่ตามแนวคิดของเคนส์ เกิดจากยุคที่ ภาวะเศรษฐกิจตกตํ่าทั่วโลก อัตาการลงทุนลดลงต้องปลดคนงานออก ผู้บริโภคไม่มีกําลังซื้อ กลไกตลาดเสรีตามแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร ์สํานักคลาสลิกไม่สามารถ แก้ปัญหาการว่างงานได้ ทฤษฎีการจ้างงานเต็มที่ของ จอห์น เมนาร ์ด เคนส์มีการกล่าวถึงการจ้างงาน 2 ประเด็น ◦ ประเด็นแรก กล่าวว่า เห็นด้วยกับสํานักคลาสสิกที่กล่าวว่า การจ้างงานสัมพันธ์กับปริมาณ ผลผลิตในทิศทางเดียวกัน (ผลิตสินค้ามากต้องจ้างคนมาก) ◦ ประเด็นที่สอง เห็นต่างจากสํานักคลาสสิก คือ กล่าวว่าผู้ผลิตต้องการกําไรสูงสุด โดย เปรียบเทียบรายได้ที่คาดว่าจะได้รับ กับต้นทุนจากการจ้างงานผลิตสินค้า หรือเป็ นการ เปรียบเทียบอุปสงค์มวลรวม และอุปทานมวลรวม จากการจ้างคนงานระดับต่างๆ
  • 9.
    รายได้และต้นทุนการผลิต ณ ระดับการจ้างงานต่างๆ ◦AD อุปสงค์รวม/รายได้จากการขาย ◦ AS อุปทานรวม/ต้นทุนการผลิต เคนส์กล่าวว่า ดุลยภาพเกิดขึ้นได้ทุกระดับ การผลิต แม้ไม่ได้มีการจ้างงานเต็มที่ แต่แก้ไข ปัญหาโดยให้ผู้ที่อยู่ในวัยทํางานได้งานทําทุกคน ◦ L0 คือ AD>AS (รายได้>ต้นทุน) ได้กําไร จูงใจให้ ขยายขนาดการผลิตและการจ้างงาน ส่งผลให้ ต้นทุนสูงขึ้น ◦ L1 คือ AD<AS (รายได้ = ต้นทุน) ระดับการผลิต ดุลยภาพ แต่เป็ นจุดที่มีการว่างงาน ◦ LF คือ ระดับการผลิตที่มีการจ้างงานเต็มที่ AS AD1 รายได้/ต้นทุนการผลิต จํานวนแรงงาน L0 L1 LF 40 35 10 42
  • 10.
    ดุลยภาพของเศรษฐกิจที่มีการจ้างงานเต็มที่ เคนส์กล่าวว่า ดุลยภาพของเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้ทุกระดับ การผลิตซึ่งไม่จําเป็นต้องมีการจ้างงานเต็มที่ แต่จะเน้นการ แก้ปัญหาโดยผู้ที่อยู่ในวัยทํางานได้งานทําทุกคนรัฐบาล ต้องใช ้นโยบายเศรษฐกิจในการแก้ปัญหา ◦ ทําให้เส้น AS เลื่อนไปทางขวา เพื่อให้ตัดกับเส้น AD1 หรือ AD2 ตรงระดับการจ้างงานเต็มที่ (LF) คือ พยายามเพิ่ม ผลผลิตโดยต้นทุนเท่าเดิม ◦ ทําให้เส้น AD สูงขึ้นด้วยการกระตุ้นความต้องการซื้อของทั้ง ประเทศ เพื่อกระตุ้นการลงทุน ส่งผลให้มีการผลิตสินค้าและ การจ้างงานเพิ่มขึ้น จนถึงจุดที่ AD = AS AS AD1 รายได้/ต้นทุนการผลิต จํานวนแรงงาน L0 L1 LF 40 35 10 42 AD2 การจ้างงานระดับ L0 และ L1 เป็นระดับการจ้างงาน ตํ่ากว่า LF ซึ่งเป็นระดับการจ้างงานเต็มที่
  • 11.
    การว่างงาน ◦ การว่างงานจากการเปลี่ยนงาน (ว่างงานชั่วคราว) ◦การว่างงานตามวัฏจักรเศรษฐกิจ ◦ การว่างงานแฝง (เกิดขึ้นในสาขาเกษตรกรรม) ◦ การว่างงานตํ่าระดับ (การทํางานน้อยกว่าปกติ/การทํางานตํ่ากว่าความสามารถ) ◦ การว่างงานตามฤดูกาล ◦ การว่างงานตามโครงสร ้างของระบบเศรษฐกิจ
  • 12.
    การแก้ปัญหาการว่างงาน ◦ กลุ่มคลาสสิก ใช้นโยบายค่าจ้างโดยลดค่าจ้าง และลดการแทรกแซงของรัฐ ◦ เคนส์ใช้นโยบายการเงิน การคลัง เพื่อเพิ่ม AD ◦ นโยบายกําลังคน คือ เพิ่มประสิทธิภาพของแรงงาน ◦ นโยบายส่งเสริมการลงทุน เพื่อเพิ่มการจ้างงาน อัตราการว่างงาน= จํานวนแรงงานว่างงาน X 100 กําลังแรงงาน
  • 13.
    ประโยชน์ของการทราบตัวเลขการว่างงาน ◦ รู้ภาวะเศรษฐกิจว่าอยู่ช่วงใดของวัฏจักรเศรษฐกิจ ◦ รู้อัตรากําลังแรงงานที่พร้อมทํางานแต่ยังหางานไม่ได้ ◦ เป็ นประโยชน์ในการจัดทํางบประมาณการจ่ายเงินชดเชยการว่างงาน
  • 14.
    ความสัมพันธ ์ระหว่างเงินเฟ ้ อกับการว่างงาน PhillipsCurve (1958) นั้นเป็ นการบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ ระหว่างอัตราเงินเฟ้ อและอัตราว่างงาน ซึ่งสาระสําคัญของมันก็ คือหากอัตราว่างงานนั้นตํ่า อัตราเงินเฟ้ อก็จะสูง แต่ถ้าอัตรา ว่างงานนั้นสูงเกินไป อัตราเงินเฟ้ อก็จะตํ่า **อย่างไรก็ดี ในช่วงสิบปีที่ผ่านมานั้น “Phillips curve” นั้น ล้มเหลวตั้งสองด้าน จากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงเริ่มปี 2010 ทํา ให้อัตราว่างงานนั้นพุ่งขึ้นไปที่ 8.5% ตามทฤษฏี เหตุการณ์นี้ ควรจะทําให้อัตราเงินเฟ้ อลดตํ่าลง แต่ปรากฏว่าอัตราเงินเฟ้ อ ไม่เปลี่ยน ในขณะที่อัตราว่างงานนั้นจะขึ้นหรือลง** **มิลตัน ฟรีดแมน พบว่า ในระยะยาวอัตราเงินเฟ้ อกับอัตรา การว่างงานไม่มีความสัมพันธ์กัน ดังนั้น Philips Curve ใน ระยะยาวจะขนานกับแกนอัตราเงินเฟ้ อ
  • 15.
  • 17.
  • 18.
    วัฏจักรเศรษฐกิจ วัฏจักรเศรษฐกิจ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงขึ้นลงซํ้าๆ กันของเศรษฐกิจ ซึ่งมี 4 ระยะ คือ ระยะรุ่งเรือง ระยะถดถอย ระยะตกตํ่า และระยะฟื้นตัว ในแต่ละระยะมีเหตุการณ์ทาง เศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ในแต่ละระยะไม่จําเป็ นต้องใช้เวลาเท่ากันเสมอไป และอาจใช้เวลาใน แต่ละช่วงอยู่ระหว่าง 2 - 5 ปี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงในภาวะเศรษฐกิจ (สุดารัตน์ พิมลรัตน กานต์, 2556) สาเหตุการเกิดวัฏจักรเศรษฐกิจ เกิดจากสาเหตุภายนอกระบบเศรษฐกิจ และสาเหตุ ภายในระบบเศรษฐกิจ จึงไม่สามารถบังคับไม่ให้เกิดวัฏจักรเศรษฐกิจได้แต่เมื่อเกิดวัฏจักร เศรษฐกิจในระยะที่ไม่พึงปรารถนาแล้ว ก็สามารถป้องกันและแก้ไขได้โดยใช้นโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไว้
  • 19.
    สาเหตุของวัฏจักรเศรษฐกิจ ◦ สาเหตุจากภายนอก เช่นสงคราม การปฏิวัติ นโยบายการเมือง การค้นพบเทคโนโลยี ใหม่ๆ ◦ สาเหตุภายใน เช่น ราคาปัจจัยการผลิต อัตราดอกเบี้ย กลไกในระบบเศรษฐกิจ โดยสรุปแล้ว วัฏจักรเกิดจากความผันผวนของการลงทุนเป็ นส่วนใหญ่ ซึ่งมีสาเหตุ มาจากปัจจัยภายนอก เช่น การนําเทคโนโลยีใหม่มาใช้การเพิ่มขึ้นของประชากร นอกจากนี้ คือ เกิดจากการลงทุนโดยอิสระ
  • 21.
    ระยะในวัฏจักรเศรษฐกิจ ◦ การขยายตัว/รุ่งเรือง (expansion)ระยะนี้ ราคาสินค้าค่อยๆสูงขึ้น การลงทุนเพิ่มขึ้น การจ้างงานมากขึ้น ขยายการผลิตมากขึ้น ทําให้รายได้มากขึ้น ◦ การชะลอตัว/ถดถอย(recession) ระยะนี้ เศรษฐกิจเติบโตเต็มที่แล้ว อัตราผลตอบแทน จากการลงทุนตกตํ่าลง เนื่องจากผลผลิตมาก ต้นทุนสูงขึ้น การลงทุนลดลง เกิด ภาวะการว่างงาน รายได้ลดลง ◦ การหดตัว/ตกตํ่า(depression) ระยะนี้ ภาวะเศรษฐกิจตกตํ่าอย่างรวดเร็วเนื่องจากการ หดตัวของการลงทุน ทําให้รายได้ตํ่าลง การว่างงานมากขึ้น ◦ การฟื้นตัว (recovery) ระยะนี้ เศรษฐกิจฟื้นตัว
  • 22.
    วัฏจักรธุรกิจ วัฏจักรธุรกิจสามารถบังคับให้เกิดการเคลื่อนไหวของรายได้ประชาชาติระยะยาวได้ Keynes อธิบายว่า ต้นเหตุของการเกิดวัฏจักรว่าเกิดจากการแปรปรวนของการใช้จ่าย ลงทุนซึ่งปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการลงทุน คือ อัตราดอกเบี้ย และ ผลกําไรที่คาดว่าจะได้รับ จากการลงทุน ◦ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจระยะยาว มักเป็ นไปในทางที่สูงขึ้น เรียกว่ามีการเติบโตทาง เศรษฐกิจ(economic growth) ซึ่งเป็ นเรื่องของแนวโน้ม(trend) ◦ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจระยะสั้น เป็ นเรื่องของวัฏจักรธุรกิจ (business cycle) ซึ่ง เป็ นเรื่องของวัฏจักร
  • 23.
    รูปวัฏจักรธุรกิจ เวลา Y Trough Peak TroughPeak Normal growth path ExpansionContraction Expansion
  • 24.
    การทํางานร่วมกันระหว่างตัวทวีกับตัวเร่ง ทฤษฎีตัวทวี ตัวทวี คือ ตัวเลขที่คูณกับส่วนเปลี่ยนของความต้องการใช้จ่ายมวลรวมเพื่อหาค่า การเปลี่ยนแปลงของรายได้ประชาชาติ การทํางานของตัวทวีการหาค่าตัวทวี ตามทฤษฎีของเคนส์(Keynes) เกี่ยวกับ ตัวทวี สรุปได้ว่า “I (เพิ่ม) หรือ G (เพิ่ม) > รายรับ(T) จะมีผลทําให้ Y (เพิ่ม) ไม่เพียง เท่ากับจํานวน I และ G ที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่เพิ่มขึ้นเท่ากับจํานวนนั้นคูณด้วยตัวคูณตัว หนึ่ง ตัวคูณนั้นเรียกว่า “ตัวทวีคูณ (The Multiplier)” MPC 1 1 = K - MPS 1 = K กรณีการลงทุนแบบอิสระ กรณีการลงทุนแบบจูงใจ I Y = K Δ Δ
  • 25.
    การทํางานร่วมกันระหว่างตัวทวีกับตัวเร่ง ทฤษฎีตัวเร่ง ตัวเร่ง หมายถึง ค่าตัวเลขที่แสดงระดับค่าใช้จ่ายเมื่อการบริโภคเปลี่ยนแปลงไปก็ จะมีผลทําให้ปริมาณการลงทุนหรือถูกจูงใจในการลงทุนจะเปลี่ยนแปลงไปด้วย ตัวเร่งใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงการบริโภคกับการ เปลี่ยนแปลงการลงทุนจูงใจสุทธิ ตัวเร่ง = การเปลี่ยนแปลงการลงทุนจูงใจ การเปลี่ยนแปลงการบริโภค C I A ∆ ∆ =
  • 26.
    กระบวนการทํางานของตัวเร่ง ◦ ถ้าค่าใช้จ่ายในการบริโภคเพิ่มขึ้นไป 1หน่วย จะทําให้การลงทุนหรือผู้ผลิตลงทุนเพิ่มขึ้น อีก 2 หน่วยหรือลงทุนเพิ่ม ก็จะเพิ่มขึ้นเป็ น 2 เท่า ◦ การลงทุนสุทธิ หมายถึง การลงทุนประเภทเครื่องมือเครื่องจักรต่าง ๆ โดยไม่มีการ ◦ เพิ่มปริมาณสินค้าคงคลัง ◦ การคิดค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรในอัตราคงที่ ◦ กําหนดให้ราคาสินค้าเพื่อการบริโภคและสินค้าประเภททุนคงที่
  • 27.
  • 28.
    ความเจริญทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเศรษฐกิจ การพัฒนาเศรษฐกิจ (EconomicsDevelopment) หมายถึง กระบวนการที่ ก่อให้เกิดความเจริญทางเศรษฐกิจโดยสมํ่าเสมอและต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานพอที่จะ ทําให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาพทางสังคมและยกระดับมาตรฐานการครองชีพของ ประเทศให้สูงขึ้น เกิดการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่แท้จริงต่อบุคคล (per capita real income) เรียกว่าเกิดความเจริญทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) การพัฒนาเศรษฐกิจ เป็ นการวิเคราะห์ในระยะยาวที่มุ่งให้อุปทานรวม(AD)สูงขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อให้ผลผลิตของระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น มีการใช้ทรัพยากรหรือ การจ้างงานภายในประเทศเพิ่มขึ้น
  • 29.
    การวัดความเจริญทางเศรษฐกิจ ตัวเลขผลิตภัณฑ์ประชาชาติเบื้องต้นแท้จริงต่อบุคคล เป็ นปัจจัยที่ใช้วัดความ เจริญทางเศรษฐกิจได้ดีที่สุดมี2 แบบ ◦ การวัดระดับ เป็ นการวัดโดยเปรียบเทียบตัวเลขผลิตภัณฑ์ประชาชาติเฉลี่ยต่อบุคคลของ ประเทศต่างๆในปีนั้น ◦ การวัดอัตรา เป็ นการวัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยคํานวณในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ของผลิตภัณฑ์ประชาชาติต่อบุคคลเฉลี่ยต่อปี “อัตราความเจริญทางเศรษฐกิจต่อปี” การวัดการเจริญเติบโตและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไม่มีตัวชี้วัดใดที่ สมบูรณ์ ต้องใช้ตัวชี้วัดหลายชนิดร่วมกัน
  • 30.
    ปัจจัยกําหนดความเจริญทางเศรษฐกิจ ◦ ทรัพยากรมนุษย์ ◦ ทรัพยากรธรรมชาติ ◦ทรัพยากรทุน ◦ เทคโนโลยีรวมถึงเทคนิคการผลิต ◦ ปัจจัยอื่นๆ เช่น ศาสนา การเมือง การปกครอง
  • 31.
    ความสําคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ ◦ การมีรายได้และมาตรฐานการครองชีพที่สูงขึ้น ◦ เพื่อป้องกันการแทรกแซงทางเศรษฐกิจและการเมืองจากต่างประเทศที่มีความเจริญทาง เศรษฐกิจมากกว่า ◦ เพื่อเศรษฐกิจของโลกขยายตัว ◦ เพื่อสามารถพึ่งตนเองได้ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ◦ เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา
  • 32.
    การวัดระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แบ่งได้เป็ น 3ระดับ ◦ กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ◦ กลุ่มประเทศกําลังพัฒนา ◦ กลุ่มประเทศด้อยพัฒนา หลักเกณฑ์การวัดการพัฒนาเศรษฐกิจ ◦ ระดับมาตรฐานการครองชีพ ◦ ประสิทธิภาพของผลผลิต ◦ โครงสร ้างอาชีพ ◦ อัตราการขยายตัวของประชากร ◦ สภาพการทํางาน ◦ สถาบันการเงินและการใช้เครื่องมือเครดิต
  • 33.
    กลยุทธ ์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ ◦ ผลิตสินค้าทดแทนการนําเข้า ◦เลือกพัฒนาระหว่างเกษตรกรรมกับอุตสาหกรรม ◦ เน้นการพัฒนาแบบสมดุล เป็ นการพัฒนาทั้งในเชิงปริมาณ คุณภาพ และความเป็ นธรรม ในสังคมควบคู่กันไป ◦ เน้นการพัฒนาแบบไม่สมดุล เป็ นการลงทุนเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีอัตราการพึ่งพิง ระหว่างกันสูง ◦ การพัฒนาแบบยั่งยืน เป็ นการพัฒนาที่รักษาความสมดุลทั้งในด้านตัวคน สังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมทั้งเชิงปริมาณ คุณภาพ และความเป็ นธรรมในสังคม
  • 34.
    แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ◦ ฉบับที่ 1พ.ศ.2504-2509 เน้นด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลงทุนในสิ่งก่อสร ้างขั้นพื้นฐาน ระบบ คมนาคมขนส่ง ระบบเขื่อนเพื่อการชลประทานและพลังงานไฟฟ้ า สาธารณูปการ ฯลฯ เพื่อเป็ นฐานให้มีการลงทุนใน ด้านเอกชนเป็ นหลัก ◦ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2510-2514 ยึดแนวทางแผน 1 โดยขยายขอบเขตของแผนให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เน้นเขต ทุรกันดารและห่างไกลความเจริญ และมีโครงการพิเศษนอกเหนือไปจากหน้าที่ปกติของกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เช่น โครงการพัฒนาภาค โครงการเร่งรัด พัฒนาชนบทและโครงการช่วยเหลือชาวนา ฯลฯ ◦ ฉบับที่ 3 พ.ศ.2515-2519 • รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยรักษาอัตราการขยายตัวของปริมาณเงินตรา, รักษาระดับราคาสินค้าที่จําเป็ น ต่อการครองชีพ, รักษาเสถียรภาพทางการเงินระหว่างประเทศ, ส่งเสริมการส่งออก, ปรับปรุงโครงสร ้างการนําเข้า • ปรับปรุงโครงสร ้างทางเศรษฐกิจและยกระดับการผลิต เร่งรัดการส่งออกและทดแทนสินค้านําเข้า ปรับงบลงทุนใน โครงการก่อสร ้างมาสนับสนุนการลงทุนเพื่อใช ้ประโยชน์จากโครงการขั้นพื้นฐานที่มีอยู่ • กระจายรายได้และบริการทางสังคม โดยลดอัตราการเพิ่มประชากร กระจายบริการเศรษฐกิจและสังคมสู่ชนบท ปรับปรุงสถาบันและองค์กรทางด้านเกษตรและสินเชื่อ รักษาระดับราคาสินค้าเกษตร https://www.nesdc.go.th/main.php?filename=develop_issue
  • 35.
    ◦ ฉบับที่ 4พ.ศ.2520-2524 • เน้นและปรับปรุงกาการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศโดยมุ่งขยายการผลิตสาขาเกษตร, ปรับปรุงโครงสร ้าง อุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่ง ออก, กระจายรายได้และการมีงานทําในภูมิภาค, มาตรการ กระตุ้นอุตสาหกรรม ที่ซบเซา, รักษาดุลการชําระเงินและการ ขาดดุลงบประมาณ • เร่งบูรณะรบริหารทรัพยากรหลักของชาติ รวมทั้งการนําเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช ้โดยเฉพาะที่ดิน แหล่ง นํ้า ป่าไม้และแหล่งแร่, เร่งรัดการปฏิรูปที่ดิน, จัดสรร แหล่งนํ้าในประเทศ, อนุรักษ์ทะเลหลวง, สํารวจและ พัฒนา แหล่งพลังงานในอ่าวไทยและภาคใต้ฝั่งตะวันออก ◦ ฉบับที่ 5 พ.ศ.2525-2529 • ยึดพื้นที่เป็ นหลักในการวางแผน กําหนดแผนงานและโครง การให้มีผลทางปฏิบัติทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เช่น พื้นที่ เป้ าหมายเพื่อพัฒนาชนบท พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก พื้น ที่เมืองหลัก ฯลฯ • เน้นการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจการเงินของประเทศ เป็ นพิเศษโดยการเร่งระดมเงินออม, สร ้างวินัยทาง เศรษฐกิจ การเงิน และการปรับโครงสร ้างเศรษฐกิจต่าง ๆ เช่น ปรับ โครงสร ้างการเกษตร ปรับโครงสร ้าง อุตสาหกรรมเพื่อการส่ง ออกและกระจายอุตสาหกรรมไปสู่ส่วนภูมิภาค, ปรับโครง สร ้างการค้าต่างประเทศ และบริการ, ปรับโครงสร ้างการผลิต และการใช ้พลังงาน ฯลฯ • เน้นความสมดุลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของ ประเทศ • เน้นการแก้ปัญหาความยากจนในชนบทล้าหลัง กําหนดพื้นที่ เป้ าหมาย 286 อําเภอและกิ่งอําเภอ • เน้นการแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติเช่นมีระบบการบริหารการ พัฒนาชนบทแนวใหม่ประกาศใช ้พ.ศ. 2527 • เน้นบทบาทและการระดมความร่วมมือจากภาคเอกชน
  • 36.
    ◦ ฉบับที่ 6พ.ศ.2530-2534 • เน้นการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพของการเงินการคลัง โดยเน้นการ ระดมเงินออมในประเทศ เน้นการใช ้จ่ายภาครัฐอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ และเน้นบทบาท ภาคเอกชนในการพัฒนา • เน้นการพัฒนาฝีมือแรงงานและคุณภาพชีวิต • เน้นการเพิ่มบทบาทองค์กรประชาชนในท้องถิ่นเพื่อพัฒนาทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม • เริ่มแผนหลักการพัฒนาวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยี • ทบทวนบทบาทรัฐในการพัฒนาประเทศ • มีแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ • มุ่งปรับโครงสร ้างการผลิตและการตลาดของประเทศให้กระจายตัวมากขึ้น • เน้นการนําบริการพื้นฐานที่มีอยู่แล้วมาใช ้ประโยชน์อย่างเต็มที่ • พัฒนาเมืองและพื้นที่เฉพาะ กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค • ขยายขอบเขตพัฒนาชนบทครอบคลุมทั่วประเทศ เขตล้าหลัง 5,787 หมู่บ้าน เขตปานกลาง 35,514 หมู่บ้าน และเขตก้าวหน้า 11,612 หมู่บ้าน
  • 37.
    ◦ ฉบับที่ 7พ.ศ.2535-2539 • เน้นการรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และมีเสถียรภาพ • เน้นการกระจายรายได้และการพัฒนาไปสู่ภูมิภาคและชนบท • เน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม • เน้นการพัฒนากฎหมาย รัฐวิสาหกิจ และระบบราชการ ◦ ฉบับที่ 8 พ.ศ.2540-2544 • เป็ นจุดเปลี่ยนสําคัญของการวางแผนพัฒนาประเทศที่ให้ความสําคัญกับการมีส่วนร่วมของ ทุกภาคส่วนใน สังคม และมุ่งให้ “คนเป็ นศูนย์กลางการพัฒนา” และใช ้เศรษฐกิจเป็ นเครื่องมือช่วยพัฒนาให้คนมีความสุขและ มีคุณภาพชีวิตที่ดี ขึ้นพร ้อมทั้ง ปรับเปลี่ยนวิธีการพัฒนาแบบแยกส่วนมาเป็ นบูรณาการแบบองค์รวม เพื่อให้ เกิดความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม • การพัฒนาศักยภาพของคน และการพัฒนาสภาพแวดล้อมของสังคมให้เอื้อต่อการพัฒนาคน • การเสริมสร ้างศักยภาพการพัฒนาของภูมิภาคและชนบทเพื่อ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึง • การพัฒนาสมรรถนะทางเศรษฐกิจเพื่อสนับสนุนการพัฒนา คนและคุณภาพชีวิต • การจัดหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม • การพัฒนาประชารัฐ เป็ นการพัฒนาภาครัฐให้มีสมรรถนะ และส่งเสริมให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ • การบริหารจัดการเพื่อให้มีการนําแผนพัฒนาฯไปดําเนินการ ให้เกิดผลในทางปฏิบัติด้วยแนวทางการแปลง แผนไปสู่การ ปฏิบัติ
  • 38.
    ◦ ฉบับที่ 9(พ.ศ. 2545 - 2549) • อัญเชิญแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ควบคู่ ไปกับ “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” ต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ฉบับที่ 9 สรุปได้ว่า ประสบ ความสําเร็จที่น่าพอใจ เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องในอัตราเฉลี่ยร ้อยละ 5.7 ต่อปี เสถียรภาพทางเศรษฐกิจปรับตัวสู่ความมั่นคง ความยากจนลดลง ขณะเดียวกันระดับคุณภาพชีวิตของ ประชาชนดีขึ้นมาก ลําดับความสําคัญของการพัฒนา 1. การเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและมีเสถียรภาพ 2. การสร ้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก 3. การบรรเทาปัญหาสังคม 4. การแก้ปัญหาความยากจน ◦ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550 - 2554) • โดยยังคงอัญเชิญ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นแนวปฏิบัติในการพัฒนาแบบบูรณาการเป็น องค์รวมที่มี “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” ต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 และแผนพัฒนาฯ ฉบับ ที่ 9 และให้ความสําคัญต่อการรวมพลังสังคมจากทุกภาคส่วนให้มีส่วนร่วมดําเนินการใน ทุกขั้นตอน ของแผนฯ
  • 39.
    ◦ ฉบับที่ 11พ.ศ.2555-2559 ◦ แผนฉบับที่ 11 นั้น เน้นการ "ตั้งรับ" มากกว่า "รุก" โดยเน้นการป้องกันปัญหาจากวิกฤตการณ์ที่อาจ เกิดขึ้นในอนาคต เพราะเราเพิ่งผ่านวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลก และวิกฤตการณ์ทางการเมือง ภายในประเทศ ตามวิสัยทัศน์ 3 พันธกิจ 3 วัตถุประสงค์4 เป้าหมายหลัก และ 7 ยุทธศาสตร ์ 3 พันธกิจ ได้แก่ การพัฒนาฐานการผลิตและบริการ การสร ้างความเป็นธรรมและ ลดความเหลื่อม ลํ้าทางเศรษฐกิจ สังคม และสร ้างภูมิคุ้มกันจากวิกฤตการณ์ 3 วัตถุประสงค์เพื่อให้ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน คนไทยอยู่ร่วมกันอย่างสันติ สุข และพร ้อมเชิญกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นสุข 4 เป้าหมายหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจมีความเข้มแข็งสมดุล ความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น มี หลักประกันสังคมที่ทั่วถึง และสังคมไทยมีความสุขอย่างมีธรรมาภิบาล 7 ยุทธศาสตร ์ได้แก่ การสร ้างฐานการผลิตให้เข้มแข็ง สมดุล อย่างสร ้างสรรค์การสร ้าง สภาพแวดล้อมที่เอื้ออํานวยต่อการผลิต การค้า การลงทุน การพัฒนาคุณภาพคน ทั้งความรู้คู่ คุณธรรม สังคม มั่นคงเป็นธรรม มีพลังและเอื้ออาทร เน้นการผลิตและบริโภคที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม มีความมั่นคงของพลังงานและอาหาร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ ประเทศ
  • 40.
    ◦ ฉบับที่ 12พ.ศ.2560-2564 • ยึดหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับก่อนหน้า ได้กําหนดเป้าหมาย ยุทธศาสตร ์และแนวทางการพัฒนาประเทศในระยะ 5 ปี ซึ่งจะเป็นแผนที่มีความสําคัญในการวางรากฐาน การพัฒนาประเทศไปสู่สังคมที่มีความสุขอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน สอดคล้องตามยุทธศาสตร ์ชาติ 20 ปี ที่เป็นกรอบการพัฒนาประเทศในระยะยาว