เศรษฐศาสตรคืออะไร

         เศรษฐศาสตรเปนวิชาการแขนงหนึ่งของสังคมศาสตร ไดกอตัวและมีพัฒนาการตอเนื่อง
จนมีสถานภาพเปน “ศาสตร” นับตั้งแตมีการตีพิมพตาราทางเศรษฐศาสตรเลมแรกของโลก ซึ่งมี
                                                          ํ
ชือคอนขางยาววา An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of the Nation เมื่อ
   ่
ค.ศ.1776 ผูเขียนเปนชาวอังกฤษ ชื่อ อดัม สมิธ (Adam Smith) ซึงไดรับยกยองวาเปนบิดาแหง
                                                                     ่
วิชาเศรษฐศาสตรระดับสากล และนับจากนั้นเปนตนมา การศึกษาทางเศรษฐศาสตร ก็ไดขยายตัว
และครอบคลุมเนื้อหาอยางกวางขวางมากขึ้นเรื่อย ๆ
         คํานิยามอยางสั้นที่สุดที่จะแนะนําใหรูจักกับ เศรษฐศาสตร มีดังนี้
         เศรษฐศาสตร คือ ศาสตรที่ศึกษาเกี่ยวกับการเลือกหนทางในการใชทรัพยากรการผลิต
อันมีอยูจากัด สําหรับการผลิตสินคาและบริการเพื่อใหเกิดประโยชนสงสุด
        ํ                                                             ู
         จากคําอธิบายขางตน มีคําสําคัญที่ควรอธิบายขยายความอยู 4 คํา คือ
                   (1) การเลือก
                   (2) ทรัพยากรการผลิต
                   (3) การมีอยูจํากัด
                   (4) สินคาและบริการ
         เหตุที่ตองมี “การเลือก” (choice) เพราะทรัพยากรตาง ๆ สามารถนําไปใชประโยชนได
หลายทาง ขณะเดียวกัน ความไมสมดุลระหวางความตองการที่ไมมีขีดจํ ากัดของมนุษยกับ
ทรัพยากรการผลิตที่มีอยูจํากัด ทําใหความตองการบางสวนไมสามารถจะบรรลุผลได เราจึงตอง
เลือกหนทางในการใชทรัพยากรอันมีจํากัดไปในทางที่จะกอใหเกิดประโยชนสูงสุด หรือใหความพอ
ใจมากที่สุด การเลือกดังกลาวนี้เปนพฤติกรรมเชิงเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานที่ตองเผชิญอยูทุกเมื่อ
เชือวัน นับตั้งแตระดับบุคคล กลุมบุคคล ไปจนถึงระดับประเทศชาติ ในระดับบุคคลหรือกลุม
     ่
บุคคล รายไดที่มีจํากัดทําใหไมสามารถใชจายไดตามใจชอบ เมื่อมีสินคาที่อยากไดพรอมกันหลาย
อยาง บุคคลจึงตองตัดสินใจเลือกซื้อเฉพาะสินคาที่จะใหประโยชนสูงสุด ในระดับประเทศชาติ จํา
เปนตองตัดสินใจเลือกใชทรัพยากรที่มีจํ ากัดไปในทางที่จะทํ าใหประชาชนโดยสวนรวมไดรับ
ประโยชนสูงสุดเชนกัน
         ดังนัน “การเลือก” จึงเปน “เงา” ของเศรษฐศาสตร สิ่งใดที่มีประเด็นเกี่ยวกับการเลือกใช
              ้
ซึ่งทรัพยากรการผลิต สิ่งนั้นยอมเกี่ยวของกับเศรษฐศาสตร โดยนัยตรงขาม หากมีประกาสิต
กําหนดการใชทรัพยากรไวตายตัว เศรษฐศาสตรก็จะไมมีบทบาทในเรื่องนั้น
คําวา “ทรัพยากรการผลิต” (productive resources) หมายถึง ทรัพยากรที่นํามาผลิต
สินคาและบริการ เรียกอีกชื่อหนึ่งวา ปจจัยการผลิต (factors of production) แบงเปน 4 ประเภท
คือ ที่ดิน (land) แรงงาน (labor) ทุน (capital) และผูประกอบการ (entrepreneur)
          ก. ที่ดิน ไดแกทดนรวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติตาง ๆ เชน ปาไม แรธาตุ สัตวนํ้า ความ
                           ี่ ิ
อุดมสมบูรณของที่ดิน ปริมาณนํ้าฝนและสิ่งแวดลอมตามธรรมชาติตาง ๆ เปนตน สิ่งเหลานี้มีอยู
                                                                       
ตามธรรมชาติ มนุษยสรางขึ้นไมได แตสามารถปรับปรุงคุณภาพของทรัพยากรธรรมชาติไดบาง              
เชน ปรับปรุงที่ดินใหอุดมสมบูรณขึ้น เปนตน ผลตอบแทนจากการใชที่ดินเรียกวา คาเชา (rent)
          ข. แรงงาน เปนทรัพยากรมนุษย (human resource) ไดแก สติปญญา ความรู ความ
คิด แรงกายและแรงใจที่มนุษยทุมเทใหแกการผลิตสินคาและบริการ โดยทั่วไปมีการแบงแรงงาน
เปน 3 ประเภท คือ แรงงานฝมือ เชน นักวิทยาศาสตร นักวิชาการ วิศวกร และแพทย เปนตน แรง
งานกึงฝมอ เชน ชางไม ชางเทคนิค พนักงานเสมียน คนคุมเครื่องจักรในโรงงาน เปนตน และแรง
       ่ ื
งานไรฝมอ เชน กรรมกรแบกหาม นักการภารโรง คนยาม เปนตน ผลตอบแทนของแรงงานเรียก
          ื
วา คาจางและเงินเดือน (wage and salary) อนึง แรงงานสัตวไมถือเปนปจจัยผลิตประเภทแรง
                                                    ่
งาน แตอนุโลมถือเปนทุน
          ค. ทุน คือเครืองจักรเครื่องมือที่มนุษยสรางขึ้นเพื่อใชรวมกับปจจัยการผลิตอื่น ๆ ในการ
                         ่
ผลิตสินคาและบริการ ทุนหรือสินคาทุน หรือสินทรัพยประเภททุน (capital goods) แบงเปน 2
ประเภท คือ สิ่งกอสราง (construction) และเครื่องจักรอุปกรณการผลิต (equipment)
          การลงทุน (investment) หมายถึงการใชจายในการจัดหาเพิ่มพูนสินคาทุน โดยมีวัตถุ
ประสงคเพือเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตสินคาและบริการทั้งในปจจุบันและอนาคต
             ่
          สวนเงินทุน (money capital) นัน นักเศรษฐศาสตรถือวาเปนเพียงสื่อกลางที่นํามาซึ่งสิน
                                          ้
ทรัพยประเภททุน สินทรัพยประเภททุนยอมสะทอนความเปนจริงทางเศรษฐกิจยิ่งกวาจํานวนเงิน
ทุน เงินทุนจํานวนเดียวกันใชจัดหาสินคาทุนไดมากหรือนอยขึ้นอยูกับหลายปจจัย ดังนั้น สินคา
ทุนจึงมีความสําคัญในเชิงเศรษฐกิจมากกวาเงินทุน อนึ่ง เนื่องจากการวัดผลตอบแทนจากปจจัย
ทุนโดยตรงมีความยุงยาก เราจึงอนุโลมใหใชผลตอบแทนของเงินทุน อันไดแกอัตราดอกเบี้ย
(interest) เปนผลตอบแทนของปจจัยทุนดวย
          ง. ผูประกอบการ (entrepreneur) คือ ผูทาหนาที่รวบรวมปจจัยการผลิต 3 ประเภทที่
                                                       ํ
กลาวมาขางตน เพื่อทําการผลิตสินคาและบริการ คาตอบแทนของผูประกอบการเรียกวากําไร
(profit) ในบรรดาปจจัยการผลิตทั้ง 4 ประเภท ผูประกอบการนับเปนปจจัยการผลิตที่มีความ
สําคัญมากที่สุด แมวาจะมีปจจัยการผลิต 3 ประเภทแรกมากมายก็ตาม การผลิตจะไมอาจเกิด
ขึนหากขาดผูประกอบการ
  ้
ในทางเศรษฐศาสตรตนทุนการผลิต คือ ผลรวมคาตอบแทนปจจัยการผลิตทั้งหมด
             คําวา “การมีอยูจํากัด” (scarcity) ใหคาจํากัดความได 2 แบบ (1) คําจํากัดความเชิง
                                                     ํ
สัมบูรณ (absolute definition) คือพิจารณาจากทรัพยากรการผลิตทั้งหมดที่มีอยู ซึ่งอาจมองได
หลายระดับ หากมองในระดับโลก ทรัพยากรการผลิตทุกอยางในโลกลวนมีอยูอยางจํากัด ไมวา
จะเปนกําลังแรงงาน ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และเครื่องจักรตาง ๆ ทรัพยากรเหลานี้ทั่วทั้งโลกมี
อยูเ ทาไรก็เทานัน เพิ่มอีกไมได หากประเทศใดมีเพิ่มขึ้น โดยมากก็เปนเพียงการเคลื่อนยายมา
                     ้
จากประเทศอืน ตัวอยางเชน การเคลื่อนยายแรงงานขามประเทศ หรือการเคลื่อนยายปจจัยการ
                   ่
ผลิตอืน ๆ ไปทําการผลิตรวมกับที่ดินของประเทศอื่น โดยการเชาหรือซื้อที่ดินในตางประเทศทํา
         ่
การผลิต หากมองในระดับประเทศ การมีอยูจํากัดปรากฏขึ้นเมื่อบุคคลหนึ่งครอบครอง
ทรัพยากรการผลิตมากขึ้น ก็จะมีทรัพยากรการผลิตเหลือนอยลงสําหรับคนอื่น ๆ ในสังคม (2) คํา
จํากัดความเชิงสัมพัทธ (relative definition) เปนการพิจารณาอุปทานของทรัพยากรการผลิตเมื่อ
เทียบกับอุปสงคหรือความตองการทางวัตถุอันไมจํากัด ฉะนัน ไมวาจะมีทรัพยากรการผลิต
                                                                     ้
มากเทาใดก็ตาม เมื่อนําทรัพยากรเหลานี้ไปใชในการผลิตสินคาและบริการ ก็ยังไมสามารถสนอง
ความตองการอันไมจํากัดของมนุษยได
             ความจํากัดนี้เปนปรากฏการณที่เกิดขึ้นในทุกระดับสังคมและเกิดขึ้นอยูตลอดเวลา และ
ในอนาคตการมีอยูจํ ากัดคงจะปรากฎชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อทรัพยากรสวนหนึ่งถูกใชหมดไป สวนที่
เหลือมีนอยลง อยางไรก็ตาม ปรากฏการณนี้จะไมเกิดขึ้น หากมีการคนพบวิทยาการใหม ๆ ใน
             
ผลิตทีสามารถประหยัดทรัพยากรหรือสรางทรัพยากรใหมทดแทนทรัพยากรเดิมที่หมดไป
           ่
             ไดกลาวพาดพิงในขอความขางตนวา “ความตองการทางวัตถุอันไมจํากัด” (unlimited
wants in materials) ในทางศาสนาพุทธมีคาเรียกมนุษยวา “ปุถุชน” ซึ่งหมายถึงคนที่มีความโลภ
                                                 ํ
โกรธ หลง คําวา “โลภ” นี้อาจอนุโลมใหมีความหมายใกลเคียงกับคําวา “มีความตองการไมจํากัด”
กลาวคือ เมือไดมาอยางหนึ่งก็อยากไดอยางอื่น เปนเชนนี้ตอไปเรื่อย ๆ ไมมีที่สิ้นสุด หากไปถาม
                 ่
คนยากจนวาในชีวิตปรารถนาอะไร คําตอบมักจะเปนวาขอใหมีอาหารรับประทานครบ 3 มื้อ หรือ
มีปจจัย 4 ครบถวน หากถามคําถามเดียวกันกับผูมีรายไดปานกลาง คําตอบมักเปนวานอกจากมี
     
ปจจัย 4 ครบถวนแลวยังตองมีคุณภาพที่ดี เชน อาหารตองอรอยถูกปาก เสื้อผาตองตามสมัย
นิยม ในบานขอมีเครืองปรับอากาศ มีตูเย็น โทรทัศนสี เปนตน และหากถามมหาเศรษฐีวา
                           ่
ปรารถนาอะไรในชีวิต คําตอบก็คงจะเปนวาอยากอยูในตําแหนงคนรวยที่สุด หรืออยากมีชื่อเสียง
เกียรติยศโดงดังนอกเหนือจากวัตถุสมบัตที่มีมากมายอยูแลว กลาวโดยสรุป สําหรับมนุษยปถุชน
                                              ิ                                              ุ
มักจะไมมีคําตอบวาพอแลว หยุดแลว ไมปรารถนาอะไรทั้งสิ้นแลว
             คําวา “สินคาและบริการ” (goods and services) คือสิงทีไดจากการทํางานรวมกันของ
                                                                    ่ ่
ปจจัยการผลิตตาง ๆ เปนสิ่งที่มีอรรถประโยชน (utility) มากกวาศูนย แบงเปน 2 ประเภท (1) สิน
คาและบริการขั้นกลาง (intermediate goods and services) เปนสินคาที่มีการซื้อขายเพื่อนําไป
ใชเปนปจจัยการผลิต เชน อาหารสัตว วัสดุกอสราง รถบรรทุกสิบลอ เปนตน และ (2) สินคา
และบริการขั้นสุดทาย (final goods and services) เปนสินคาที่มีการซื้อขายเพื่อนําไปใชอุปโภค
และบริโภค ตัวอยางเชน ผลิตภัณฑเหล็ก โรงงานถลุงเหล็กนําสินแรเหล็กมาถลุงและทําเปนแทง
เหล็ก จากนันรีดเปนแผนเหล็ก ใชแผนเหล็กขึ้นรูปเปนตัวถังรถ โรงงานประกอบรถยนตใสชิ้น
                 ้
สวนตาง ๆ เขากับตัวถังรถ สําเร็จออกมาเปนรถยนต จะเห็นวาแทงเหล็ก แผนเหล็ก โครงตัวถังรถ
เปนสินคาขันกลาง สวนรถยนตอาจถือเปนสินคาขั้นกลางถาหนวยผลิตซื้อไปใชงาน และถือเปน
             ้
สินคาขันสุดทายถาครัวเรือนซื้อไปใช จะเห็นไดวาสินคาหรือบริการอยางเดียวกันอาจเปนไดทั้งสิน
         ้
คาขั้นกลางและสินคาขั้นสุดทาย ทั้งนี้พิจารณาจากวัตถุประสงคในการนําไปใชประโยชนเปน
สําคัญ
           ในการศึกษาเศรษฐศาสตร ไดแบงสินคาออกเปน 2 ประเภท ไดแก เศรษฐทรัพย
(economic goods) และสินคาไรราคา (free goods) เศรษฐศาสตรศึกษาเฉพาะสินคาที่เปน
เศรษฐทรัพยเทานั้น
           ก. เศรษฐทรัพย คือสินคาที่มีตนทุน ดังนั้นจึงมีราคามากกวาศูนย โดยปกติ
ผูบริโภคจะเปนผูจายคาสินคาโดยตรง แตในบางกรณี ผูบริโภคกับผูจายคาสินคาอาจจะเปน
คนละคน ซึงไดแก เศรษฐทรัพยที่ไดจาการบริจาค หรือจากการใหโดยเสนหา หรือจากบริการสวัส
               ่
ดิการของรัฐ ซึ่งเปนเศรษฐทรัพยทไดเปลา จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งวา “สินคาใหเปลา” (ซึ่งไมใชสินคาไร
                                   ี่
ราคา)
        ข. สินคาไรราคา หมายถึงสินคาและบริการที่ไมมีตนทุน จึงไมมีราคาที่ตองจาย ตัวอยาง
ของสินคาไรราคา ไดแก สายลม แสงแดด นํ้าฝน อากาศในบรรยากาศ นํ้าทะเล และนํ้าในแมนํ้า
ลําคลอง
------------
พิมพครั้งแรกใน เศรษฐสาร ปที่ 4 ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน 2531

ใบความรู้เศรษฐศาสตร์

  • 1.
    เศรษฐศาสตรคืออะไร เศรษฐศาสตรเปนวิชาการแขนงหนึ่งของสังคมศาสตร ไดกอตัวและมีพัฒนาการตอเนื่อง จนมีสถานภาพเปน “ศาสตร” นับตั้งแตมีการตีพิมพตาราทางเศรษฐศาสตรเลมแรกของโลก ซึ่งมี ํ ชือคอนขางยาววา An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of the Nation เมื่อ ่ ค.ศ.1776 ผูเขียนเปนชาวอังกฤษ ชื่อ อดัม สมิธ (Adam Smith) ซึงไดรับยกยองวาเปนบิดาแหง ่ วิชาเศรษฐศาสตรระดับสากล และนับจากนั้นเปนตนมา การศึกษาทางเศรษฐศาสตร ก็ไดขยายตัว และครอบคลุมเนื้อหาอยางกวางขวางมากขึ้นเรื่อย ๆ คํานิยามอยางสั้นที่สุดที่จะแนะนําใหรูจักกับ เศรษฐศาสตร มีดังนี้ เศรษฐศาสตร คือ ศาสตรที่ศึกษาเกี่ยวกับการเลือกหนทางในการใชทรัพยากรการผลิต อันมีอยูจากัด สําหรับการผลิตสินคาและบริการเพื่อใหเกิดประโยชนสงสุด ํ ู จากคําอธิบายขางตน มีคําสําคัญที่ควรอธิบายขยายความอยู 4 คํา คือ (1) การเลือก (2) ทรัพยากรการผลิต (3) การมีอยูจํากัด (4) สินคาและบริการ เหตุที่ตองมี “การเลือก” (choice) เพราะทรัพยากรตาง ๆ สามารถนําไปใชประโยชนได หลายทาง ขณะเดียวกัน ความไมสมดุลระหวางความตองการที่ไมมีขีดจํ ากัดของมนุษยกับ ทรัพยากรการผลิตที่มีอยูจํากัด ทําใหความตองการบางสวนไมสามารถจะบรรลุผลได เราจึงตอง เลือกหนทางในการใชทรัพยากรอันมีจํากัดไปในทางที่จะกอใหเกิดประโยชนสูงสุด หรือใหความพอ ใจมากที่สุด การเลือกดังกลาวนี้เปนพฤติกรรมเชิงเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานที่ตองเผชิญอยูทุกเมื่อ เชือวัน นับตั้งแตระดับบุคคล กลุมบุคคล ไปจนถึงระดับประเทศชาติ ในระดับบุคคลหรือกลุม ่ บุคคล รายไดที่มีจํากัดทําใหไมสามารถใชจายไดตามใจชอบ เมื่อมีสินคาที่อยากไดพรอมกันหลาย อยาง บุคคลจึงตองตัดสินใจเลือกซื้อเฉพาะสินคาที่จะใหประโยชนสูงสุด ในระดับประเทศชาติ จํา เปนตองตัดสินใจเลือกใชทรัพยากรที่มีจํ ากัดไปในทางที่จะทํ าใหประชาชนโดยสวนรวมไดรับ ประโยชนสูงสุดเชนกัน ดังนัน “การเลือก” จึงเปน “เงา” ของเศรษฐศาสตร สิ่งใดที่มีประเด็นเกี่ยวกับการเลือกใช ้ ซึ่งทรัพยากรการผลิต สิ่งนั้นยอมเกี่ยวของกับเศรษฐศาสตร โดยนัยตรงขาม หากมีประกาสิต กําหนดการใชทรัพยากรไวตายตัว เศรษฐศาสตรก็จะไมมีบทบาทในเรื่องนั้น
  • 2.
    คําวา “ทรัพยากรการผลิต” (productiveresources) หมายถึง ทรัพยากรที่นํามาผลิต สินคาและบริการ เรียกอีกชื่อหนึ่งวา ปจจัยการผลิต (factors of production) แบงเปน 4 ประเภท คือ ที่ดิน (land) แรงงาน (labor) ทุน (capital) และผูประกอบการ (entrepreneur) ก. ที่ดิน ไดแกทดนรวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติตาง ๆ เชน ปาไม แรธาตุ สัตวนํ้า ความ ี่ ิ อุดมสมบูรณของที่ดิน ปริมาณนํ้าฝนและสิ่งแวดลอมตามธรรมชาติตาง ๆ เปนตน สิ่งเหลานี้มีอยู  ตามธรรมชาติ มนุษยสรางขึ้นไมได แตสามารถปรับปรุงคุณภาพของทรัพยากรธรรมชาติไดบาง  เชน ปรับปรุงที่ดินใหอุดมสมบูรณขึ้น เปนตน ผลตอบแทนจากการใชที่ดินเรียกวา คาเชา (rent) ข. แรงงาน เปนทรัพยากรมนุษย (human resource) ไดแก สติปญญา ความรู ความ คิด แรงกายและแรงใจที่มนุษยทุมเทใหแกการผลิตสินคาและบริการ โดยทั่วไปมีการแบงแรงงาน เปน 3 ประเภท คือ แรงงานฝมือ เชน นักวิทยาศาสตร นักวิชาการ วิศวกร และแพทย เปนตน แรง งานกึงฝมอ เชน ชางไม ชางเทคนิค พนักงานเสมียน คนคุมเครื่องจักรในโรงงาน เปนตน และแรง ่ ื งานไรฝมอ เชน กรรมกรแบกหาม นักการภารโรง คนยาม เปนตน ผลตอบแทนของแรงงานเรียก  ื วา คาจางและเงินเดือน (wage and salary) อนึง แรงงานสัตวไมถือเปนปจจัยผลิตประเภทแรง ่ งาน แตอนุโลมถือเปนทุน ค. ทุน คือเครืองจักรเครื่องมือที่มนุษยสรางขึ้นเพื่อใชรวมกับปจจัยการผลิตอื่น ๆ ในการ ่ ผลิตสินคาและบริการ ทุนหรือสินคาทุน หรือสินทรัพยประเภททุน (capital goods) แบงเปน 2 ประเภท คือ สิ่งกอสราง (construction) และเครื่องจักรอุปกรณการผลิต (equipment) การลงทุน (investment) หมายถึงการใชจายในการจัดหาเพิ่มพูนสินคาทุน โดยมีวัตถุ ประสงคเพือเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตสินคาและบริการทั้งในปจจุบันและอนาคต ่ สวนเงินทุน (money capital) นัน นักเศรษฐศาสตรถือวาเปนเพียงสื่อกลางที่นํามาซึ่งสิน ้ ทรัพยประเภททุน สินทรัพยประเภททุนยอมสะทอนความเปนจริงทางเศรษฐกิจยิ่งกวาจํานวนเงิน ทุน เงินทุนจํานวนเดียวกันใชจัดหาสินคาทุนไดมากหรือนอยขึ้นอยูกับหลายปจจัย ดังนั้น สินคา ทุนจึงมีความสําคัญในเชิงเศรษฐกิจมากกวาเงินทุน อนึ่ง เนื่องจากการวัดผลตอบแทนจากปจจัย ทุนโดยตรงมีความยุงยาก เราจึงอนุโลมใหใชผลตอบแทนของเงินทุน อันไดแกอัตราดอกเบี้ย (interest) เปนผลตอบแทนของปจจัยทุนดวย ง. ผูประกอบการ (entrepreneur) คือ ผูทาหนาที่รวบรวมปจจัยการผลิต 3 ประเภทที่  ํ กลาวมาขางตน เพื่อทําการผลิตสินคาและบริการ คาตอบแทนของผูประกอบการเรียกวากําไร (profit) ในบรรดาปจจัยการผลิตทั้ง 4 ประเภท ผูประกอบการนับเปนปจจัยการผลิตที่มีความ สําคัญมากที่สุด แมวาจะมีปจจัยการผลิต 3 ประเภทแรกมากมายก็ตาม การผลิตจะไมอาจเกิด ขึนหากขาดผูประกอบการ ้
  • 3.
    ในทางเศรษฐศาสตรตนทุนการผลิต คือ ผลรวมคาตอบแทนปจจัยการผลิตทั้งหมด คําวา “การมีอยูจํากัด” (scarcity) ใหคาจํากัดความได 2 แบบ (1) คําจํากัดความเชิง ํ สัมบูรณ (absolute definition) คือพิจารณาจากทรัพยากรการผลิตทั้งหมดที่มีอยู ซึ่งอาจมองได หลายระดับ หากมองในระดับโลก ทรัพยากรการผลิตทุกอยางในโลกลวนมีอยูอยางจํากัด ไมวา จะเปนกําลังแรงงาน ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และเครื่องจักรตาง ๆ ทรัพยากรเหลานี้ทั่วทั้งโลกมี อยูเ ทาไรก็เทานัน เพิ่มอีกไมได หากประเทศใดมีเพิ่มขึ้น โดยมากก็เปนเพียงการเคลื่อนยายมา ้ จากประเทศอืน ตัวอยางเชน การเคลื่อนยายแรงงานขามประเทศ หรือการเคลื่อนยายปจจัยการ ่ ผลิตอืน ๆ ไปทําการผลิตรวมกับที่ดินของประเทศอื่น โดยการเชาหรือซื้อที่ดินในตางประเทศทํา ่ การผลิต หากมองในระดับประเทศ การมีอยูจํากัดปรากฏขึ้นเมื่อบุคคลหนึ่งครอบครอง ทรัพยากรการผลิตมากขึ้น ก็จะมีทรัพยากรการผลิตเหลือนอยลงสําหรับคนอื่น ๆ ในสังคม (2) คํา จํากัดความเชิงสัมพัทธ (relative definition) เปนการพิจารณาอุปทานของทรัพยากรการผลิตเมื่อ เทียบกับอุปสงคหรือความตองการทางวัตถุอันไมจํากัด ฉะนัน ไมวาจะมีทรัพยากรการผลิต ้ มากเทาใดก็ตาม เมื่อนําทรัพยากรเหลานี้ไปใชในการผลิตสินคาและบริการ ก็ยังไมสามารถสนอง ความตองการอันไมจํากัดของมนุษยได ความจํากัดนี้เปนปรากฏการณที่เกิดขึ้นในทุกระดับสังคมและเกิดขึ้นอยูตลอดเวลา และ ในอนาคตการมีอยูจํ ากัดคงจะปรากฎชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อทรัพยากรสวนหนึ่งถูกใชหมดไป สวนที่ เหลือมีนอยลง อยางไรก็ตาม ปรากฏการณนี้จะไมเกิดขึ้น หากมีการคนพบวิทยาการใหม ๆ ใน  ผลิตทีสามารถประหยัดทรัพยากรหรือสรางทรัพยากรใหมทดแทนทรัพยากรเดิมที่หมดไป ่ ไดกลาวพาดพิงในขอความขางตนวา “ความตองการทางวัตถุอันไมจํากัด” (unlimited wants in materials) ในทางศาสนาพุทธมีคาเรียกมนุษยวา “ปุถุชน” ซึ่งหมายถึงคนที่มีความโลภ ํ โกรธ หลง คําวา “โลภ” นี้อาจอนุโลมใหมีความหมายใกลเคียงกับคําวา “มีความตองการไมจํากัด” กลาวคือ เมือไดมาอยางหนึ่งก็อยากไดอยางอื่น เปนเชนนี้ตอไปเรื่อย ๆ ไมมีที่สิ้นสุด หากไปถาม ่ คนยากจนวาในชีวิตปรารถนาอะไร คําตอบมักจะเปนวาขอใหมีอาหารรับประทานครบ 3 มื้อ หรือ มีปจจัย 4 ครบถวน หากถามคําถามเดียวกันกับผูมีรายไดปานกลาง คําตอบมักเปนวานอกจากมี  ปจจัย 4 ครบถวนแลวยังตองมีคุณภาพที่ดี เชน อาหารตองอรอยถูกปาก เสื้อผาตองตามสมัย นิยม ในบานขอมีเครืองปรับอากาศ มีตูเย็น โทรทัศนสี เปนตน และหากถามมหาเศรษฐีวา ่ ปรารถนาอะไรในชีวิต คําตอบก็คงจะเปนวาอยากอยูในตําแหนงคนรวยที่สุด หรืออยากมีชื่อเสียง เกียรติยศโดงดังนอกเหนือจากวัตถุสมบัตที่มีมากมายอยูแลว กลาวโดยสรุป สําหรับมนุษยปถุชน ิ ุ มักจะไมมีคําตอบวาพอแลว หยุดแลว ไมปรารถนาอะไรทั้งสิ้นแลว คําวา “สินคาและบริการ” (goods and services) คือสิงทีไดจากการทํางานรวมกันของ ่ ่ ปจจัยการผลิตตาง ๆ เปนสิ่งที่มีอรรถประโยชน (utility) มากกวาศูนย แบงเปน 2 ประเภท (1) สิน
  • 4.
    คาและบริการขั้นกลาง (intermediate goodsand services) เปนสินคาที่มีการซื้อขายเพื่อนําไป ใชเปนปจจัยการผลิต เชน อาหารสัตว วัสดุกอสราง รถบรรทุกสิบลอ เปนตน และ (2) สินคา และบริการขั้นสุดทาย (final goods and services) เปนสินคาที่มีการซื้อขายเพื่อนําไปใชอุปโภค และบริโภค ตัวอยางเชน ผลิตภัณฑเหล็ก โรงงานถลุงเหล็กนําสินแรเหล็กมาถลุงและทําเปนแทง เหล็ก จากนันรีดเปนแผนเหล็ก ใชแผนเหล็กขึ้นรูปเปนตัวถังรถ โรงงานประกอบรถยนตใสชิ้น ้ สวนตาง ๆ เขากับตัวถังรถ สําเร็จออกมาเปนรถยนต จะเห็นวาแทงเหล็ก แผนเหล็ก โครงตัวถังรถ เปนสินคาขันกลาง สวนรถยนตอาจถือเปนสินคาขั้นกลางถาหนวยผลิตซื้อไปใชงาน และถือเปน ้ สินคาขันสุดทายถาครัวเรือนซื้อไปใช จะเห็นไดวาสินคาหรือบริการอยางเดียวกันอาจเปนไดทั้งสิน ้ คาขั้นกลางและสินคาขั้นสุดทาย ทั้งนี้พิจารณาจากวัตถุประสงคในการนําไปใชประโยชนเปน สําคัญ ในการศึกษาเศรษฐศาสตร ไดแบงสินคาออกเปน 2 ประเภท ไดแก เศรษฐทรัพย (economic goods) และสินคาไรราคา (free goods) เศรษฐศาสตรศึกษาเฉพาะสินคาที่เปน เศรษฐทรัพยเทานั้น ก. เศรษฐทรัพย คือสินคาที่มีตนทุน ดังนั้นจึงมีราคามากกวาศูนย โดยปกติ ผูบริโภคจะเปนผูจายคาสินคาโดยตรง แตในบางกรณี ผูบริโภคกับผูจายคาสินคาอาจจะเปน คนละคน ซึงไดแก เศรษฐทรัพยที่ไดจาการบริจาค หรือจากการใหโดยเสนหา หรือจากบริการสวัส ่ ดิการของรัฐ ซึ่งเปนเศรษฐทรัพยทไดเปลา จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งวา “สินคาใหเปลา” (ซึ่งไมใชสินคาไร ี่ ราคา) ข. สินคาไรราคา หมายถึงสินคาและบริการที่ไมมีตนทุน จึงไมมีราคาที่ตองจาย ตัวอยาง ของสินคาไรราคา ไดแก สายลม แสงแดด นํ้าฝน อากาศในบรรยากาศ นํ้าทะเล และนํ้าในแมนํ้า ลําคลอง ------------ พิมพครั้งแรกใน เศรษฐสาร ปที่ 4 ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน 2531