1
บทที่ 6
ทฤษฎีการผลิต
( Theory of Production )
อ.อรคพัฒร์ บัวลม
2
1. ความหมายของการผลิต
ขบวนการเปลี่ยนแปลงปัจจัยการผลิตให้เป็นผลผลิต
โดยมุ่งสนองความต้องการของผู้บริโภค
การผลิต
(production)
ปัจจัยการผลิต
ที่ดิน แรงงาน ทุน ผู้ประกอบการ
ผลผลิต
สินค้า บริการ
ขบวนการผลิต
3
2. ความหมาย ประเภท เป้ าหมายของหน่วยผลิต
และการผลิตสินค้าและบริการ
หน่วยการผลิต (firm) หมายถึง สถาบันหรือองค์กรที่ทา
หน้าที่ในการจัดหา รวบรวมปัจจัยการผลิตต่างๆ มาผลิตสินค้า
หรือบริการเพื่อออกจาหน่าย
แม้ว่าหน่วยผลิตต่างๆ จะมีลักษณะและหน้าที่ที่คล้ายคลึง
กันแต่การจัดองค์กรและลักษณะ รวมทั้งเงื่อนไจในการดาเนิน
กิจกรรมแตกต่างกันไป
4
ประเภทของหน่วยผลิต
1. กิจการส่วนบุคคล (Proprietorship) เป็นหน่วยผลิตที่มีเจ้าของ
เพียงคนเดียวรับผิดชอบการดาเนินธุรกิจทั้งหมด
2. ห้างหุ้นส่วน (Partnership) เป็นหน่วยผลิตที่มีเจ้าของหรือผู้
ร่วมรับผิดชอบตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป แบ่งเป็น
1) ห้างหุ้นส่วนสามัญ
2) ห้างหุ้นส่วนจากัด
3. บริษัทหรือบรรษัท (Company or corporation) เป็นหน่วยผลิต
ที่มีเจ้าของหรือผู้ร่วมรับผิดชอบตั้งแต่ 7 คนขึ้นไป แบ่งสิทธิ
การเป็นเจ้าของตามจานวนหุ้นที่ถือ
5
เป้ าหมายของหน่วยผลิต
ไม่ว่าหน่วยผลิตจะมีลักษณะอย่างไร ก็มักจะมีเป้าหมายใน
การดาเนินกิจการเช่นเดียวกันคือ “การแสวงหากาไรสูงสุด
(Profit maximization) ”
การผลิตสินค้าและบริการ
การผลิตแบ่งได้เป็น 3 ขั้น
1. การผลิตสินค้าขั้นปฐม
2. การผลิตสินค้าขั้นกลาง หรือการผลิตสินค้าประเภททุน
3. การผลิตสินค้าขั้นสุดท้าย
6
3. การใช้ปัจจัยการผลิต
การผลิตนั้น ต้องใช้ปัจจัยการผลิตหลายชนิดจึงจะสามารถ
ผลิตเป็นสินค้าและบริการได้การผสมปัจจัยการผลิตของ
หน่วยผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตในอัตราต่างๆนั้น มี 2 กรณี คือ
1. การผลิตที่ใช้ปัจจัยในส่วนคงที่ (fixed proportion production)
คือกรณีต้องใช้ปัจจัยการผลิตในสัดส่วนคงที่เสมอ
2. การผลิตที่ใช้ปัจจัยในสัดส่วนที่ผันแปรได้(variable
proportion production) คือกรณีผู้ผลิตใช้ปัจจัยบางชนิด
เพิ่มขึ้น หรือลดลง ตามระดับผลผลิต ทั้งๆที่ยังใช้ปัจจัยบาง
ชนิดเท่าเดิม
7
กล่าวคือในการผลิตจะกาหนดปัจจัยการผลิตชนิดหนึ่งเป็น
ปัจจัยคงที่ และปัจจัยการผลิตอีกชนิดเป็นปัจจัยผันแปร
อัตราส่วนการผสมปัจจัยการผลิตจะผันแปรไปตามขนาดและ
ปริมาณการผลิตที่ต้องการ(Law of variable proportion) มักใช้
กับการผลิตสินค้าทั่วๆไป
8
4. ปัจจัยการผลิต (Factors of production )
• ปัจจัยคงที่ : ปัจจัยการผลิตที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
ในช่วงระยะเวลาสั้นๆได้แก่ ที่ดิน โรงงาน ทุน เครื่องจักร
• ปัจจัยผันแปร : ปัจจัยการผลิตที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
ในช่วงระยะเวลาสั้นๆได้แก่ แรงงาน วัตถุดิบ
การพิจารณาว่าปัจจัยการผลิตใดเป็นปัจจัยคงที่ หรือปัจจัย
ผันแปร คือ ถ้าปริมาณการใช้ปัจจัยนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงตาม
ปริมาณผลผลิตถือเป็นปัจจัยคงที่ และปัจจัยใดที่ต้องใช้ปริมาณ
เปลี่ยนแปลงไปตามปริมาณผลผลิตถือเป็นปัจจัยผันแปร
9
5. ฟังก์ชันการผลิต (Production function)
แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการผลิตที่ใส่เข้าไปในการ
ผลิตกับผลผลิตที่ได้รับจากปัจจัยการผลิตนั้นๆในช่วงระยะเวลา
หนึ่ง
สมการการผลิต
Y = f ( X1 , X2 , X3 , …… , Xn )
Y = จานวนผลผลิตทั้งหมด
X1 , X2 , X3 , ….. Xn คือปัจจัยการผลิตต่างๆที่ใช้ในการผลิต
10
หากต้องการหาฟังก์ชันการผลิตโดยใช้ปัจจัยการผลิต
อย่างเดียวต้องกาหนดให้ปัจจัยตัวอื่นคงที่
หากใช้ปัจจัยการผลิต 2 ตัว เขียนฟังก์ชัน ดังนี้
)
,....,
(
32
1
nXXX
X
fY 
)
,...
,
(
3
21
nXX
XX
fY 
11
ฟังก์ชันการผลิตเป็นเครื่องมือแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง
ปัจจัยการผลิตกับผลผลิต เพื่อวัดปริมาณการ ใช้ปัจจัยการผลิต
ให้ได้ผลผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
จานวนผลผลิตรวมจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ
1. จานวนปัจจัยการผลิตที่ใส่เข้าไป
2. เทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิต
3. ประสิทธิภาพของการบริหารงาน
4. การขยายขนาดการผลิตในระยะยาว
12
6. ความหมายของการผลิตระยะสั้นและระยะยาว
การผลิตในระยะสั้น (short run period)
- ปัจจัยคงที่ (fixed input)
- ปัจจัยผันแปร (variable input)
การผลิตในระยะยาว (long run period)
- ปัจจัยผันแปร (variable input)
การแบ่งว่าเป็น ระยะสั้น หรือระยะยาว วัดจาก
ความสามารถ ในการเปลี่ยนปัจจัยการผลิตทุกชนิดให้เป็นปัจจัย
ผันแปรได้ไม่ได้หมายถึงการกาหนดเวลาเป็นเดือน หรือปี
13
7. การผลิตระยะสั้น (short run period)
การศึกษาการผลิตระยะสั้นเป็นการศึกษาความสัมพันธ์
ระหว่างผลผลิตกับปัจจัยการผลิต โดยที่ปัจจัยการผลิตอย่างน้อย
หนึ่งชนิดเป็นปัจจัยคงที่
หน่วยผลิตสามารถเพิ่มปริมาณผลผลิตได้โดยการเพิ่มการ
ใช้ปัจจัยแปรผันชนิดใดชนิดหนึ่ง
สรุปได้ว่า เป็นการผลิตในช่วงระยะเวลาที่มีการใช้ปัจจัย
คงที่(fixed input) และ ปัจจัยผันแปร (variable input) ร่วมกันใน
การผลิตสินค้า
14
7.1 การผลิตระยะสั้นโดยใช้ปัจจัยผันแปรเพียงชนิดเดียว
การผลิตในระยะสั้นผู้ผลิตไม่สามารถเปลี่ยนแปลงจานวนหรือ
ขนาดของปัจจัยบางชนิดได้เช่น ที่ดิน โรงงาน (ปัจจัยคงที่) ดังนั้น
การเพิ่มผลผลิตในระยะสั้นจึงหมายถึงการเพิ่มปัจจัยผันแปร เพื่อใช้
ร่วมกับปัจจัยคงที่ที่มีอยู่
ความสัมพันธ์ของผลผลิตแต่ละชนิด เกิดจากการใช้ปัจจัยแปร
ผันในระดับต่างๆ เมื่อเพิ่มปัจจัยผันแปรเพียงชนิดเดียวทีละหน่วย
15
7.2 ผลผลิตรวมจากการใช้ปัจจัยที่ไม่ได้สัดส่วนกัน
เราจะศึกษาว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณการใช้ปัจจัย
ผันแปรชนิดหนึ่งๆ (ใช้ปัจจัยผันแปรชนิดเดียวคือ L) โดยที่
ปัจจัยชนิดอื่นคงที่แล้ว จะทาให้ผลผลิตที่ได้เปลี่ยนไปอย่างไร
หากกาหนดให้ การผลิต สินค้าชนิดหนึ่ง(Q) ใช้ปัจจัยการ
ผลิต 2 ชนิดได้แก่
ที่ดิน (K) กาหนดให้เป็น ปัจจัยคงที่ (fixed input) และ
แรงงาน (L) กาหนดให้เป็น ปัจจัยผันแปร (variable input)
),( KLfQ 
16
7.3 ประเภทของผลผลิตในระยะสั้น
1) ผลผลิตรวม (total product : TP) หมายถึง ผลผลิตทั้งหมด
ที่ผลิตได้จากการใช้ปัจจัยผันแปรจานวนหนึ่งๆ ร่วมกับ
ปัจจัยคงที่ที่มีอยู่ในขณะนั้น
1) ผลผลิตเฉลี่ย (average product : AP) หมายถึง จานวน
ผลผลิตที่ได้ต่อการใช้ปัจจัยผันแปร 1 หน่วย ซึ่งก็คือผลผลิต
รวมที่ได้หารด้วยจานวนปัจจัยผันแปรที่ใช้
).....,,( 321 nXXXXfTP 
L
TP
AP 
17
3) ผลผลิตส่วนเพิ่ม (marginal product : MP) หมายถึง
จานวนผลผลิตรวมทั้งหมดที่เปลี่ยนแปลง เมื่อใช้ปัจจัย
ผันแปรเปลี่ยนแปลงไป 1 หน่วย
L
TP
MP



18
ตารางการใช้ปัจจัยการผลิตระยะสั้นโดยใช้ปัจจัยผันแปรเพียงชนิดเดียว
K คงที่
(หน่วย)
L ผันแปร
(คน/วัน)
TP
(หน่วย/วัน)
AP
(หน่วย/แรงงาน)
MP
(หน่วย)
2 0 0.0 -
2 1 4.0 4.0 4.0
2 2 10.0 5.0 6.0
2 3 14.0 4.7 4.0
2 4 16.0 4.0 2.0
2 5 16.0 3.3 0.0
2 6 14.0 2.3 -2.0
ช่วงที่ 1
ช่วงที่ 2
ช่วงที่ 3
19
รูปแสดงความสัมพันธ์ ระหว่าง TP AP และ MP
1 2 3 4 5 6
ผลผลิต
ปัจจัย
แปรผัน
16.0
14.0
12.0
10.0
8.0
6.0
2.0
0.0
TP
AP
MP
Stage 1 (ช่วงที่ 1) Stage 2 (ช่วงที่ 2) Stage 3 (ช่วงที่ 3)
20
ความสัมพันธ์ระหว่าง TP, AP และ MP
1) TP เพิ่มขึ้น MP > AP
2) MP มากที่สุด ที่จุดเปลี่ยนโค้งของ TP
3) AP มีค่ามากที่สุด AP = MP
4) AP เพิ่มขึ้น AP < MP และ AP ลดลง AP > MP
5) TP มากที่สุด MP = 0
6) TP ลดลง MP < 0
21
7.4 การแบ่งช่วงการผลิต (Stage of production)
ช่วงที่ 1 เริ่มตั้งแต่ 0 จนถึงจุด AP มีค่าสูงสุด ขั้นนี้ เมื่อเพิ่มปัจจัยผัน
แปรเรื่อยๆ MP จะเพิ่มขึ้น (AP>MP) ทาให้ผลผลิตรวม(TP)
เพิ่มขึ้นในอัตราที่เพิ่มขึ้น(Increase at Increasing)
ช่วงที่ 2 เริ่มตั้งแต่ AP มีค่าสูงสุดถึง MP มีค่าเท่ากับ 0 ขั้นนี้ MP
และ AP จะเริ่มลดลง แต่ผลผลิตรวม(TP) จะยังคงเพิ่มขึ้นถึง
จุดสูงสุด จนถึงลดน้อยถอยลง ที่ MP = 0
ช่วงที่ 3 เริ่มตั้งแต่ MP เท่ากับ 0 หรือ TP สูงสุดเป็นต้นไป ขั้นนี้เมื่อ
เพิ่มปัจจัยผันแปรเข้าไปอีก จะทาให้ผลผลิตรวม(TP) จะลดลง
เรื่อยๆ และ MP ติดลบ
22
7.5 กฎการลดน้อยถอยลง(Law of Diminishing Returns)
เมื่อผู้ผลิตเพิ่มการใช้ปัจจัยการผลิตชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่
เพียงชนิดเดียวขึ้นเรื่อยๆ(ในที่นี้คือปัจจัยผันแปร) เพื่อใช้ร่วมกับ
ปัจจัยอื่นที่มีจานวนคงที่(ในที่นี้คือปัจจัยคงที่) ผลได้จากปัจจัย
(ผันแปร)แต่ละหน่วยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งก็คือ MP จะเพิ่มขึ้นในตอน
แรก แต่จะลดลงและในที่สุดจะเป็น 0 และติดลบ
สาเหตุเนื่องจากความไม่ได้สัดส่วนกันของปัจจัยผันแปร
และปัจจัยคงที่ ผลผลิตรวม(TP) จะเพิ่มสูงขึ้นได้อีกก็ต่อเมื่อมี
การขยายขนาดหรือเพิ่มปัจจัยคงที่ให้สอดคล้องกับปัจจัยผันแปร
ที่เพิ่มขึ้น
23
การผลิตที่ระยะยาวพอให้สามารถเปลี่ยนแปลงจานวนหรือ
ขนาดของปัจจัยผลิตได้ ดังนั้นในระยะยาวจึงมีปัจจัยผันแปร
เท่านั้น เมื่อผู้ผลิตมีเป้าหมายที่จะแสวงหากาไรสูงสุด จึงต้องรู้ว่า
จะผสมปัจจัยอย่างไรเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยเสียต้นทุน
ต่าสุด ความสัมพันธ์ของผลผลิตแต่ละชนิด เกิดจากการใช้ปัจจัย
แปรผันในระดับต่างๆ เมื่อเพิ่มปัจจัยผันแปร 2 ชนิดในเวลา
เดียวกัน สามารถใช้แทนกันได้
การผลิตระยะยาวต้องอาศัยแนวความคิดของเส้นผลผลิต
เท่ากัน(isoquant curve) และเส้นต้นทุนเท่ากัน (isocost curve)
8. การผลิตระยะยาว (long run period)
24
8.1 เส้นผลผลิตเท่ากัน (isoquant curve :Iq) คือ เส้นที่แสดงถึง
ส่วนผสมของปัจจัยการผลิต 2 ชนิด ในอัตราต่างกัน ที่ทาให้ได้ผล
ผลิตเท่ากัน เพื่อผลิตสินค้า A 100 หน่วย โดยใช้K,L
แผนการ
ใช้ปัจจัย
K
(เครื่องจักร)
L
(แรงงาน)
a 0 60
b 1 38
c 2 20
d 3 10
e 4 5
f 5 2
g 6 0
K
L
0 10 20 30 40 50 60
เส้นผลผลิตเท่ากัน
6
5
4
3
2
1
25
8.2 อัตราหน่วยสุดท้ายของการทดแทนกันระหว่างปัจจัยการผลิต
(Marginal Rate of Technical Substitution : MRTS )
คืออัตราส่วนการใช้แทนกันระหว่าง จานวนปัจจัยการผลิต
ชนิดหนึ่งที่ลดลง ต่อ จานวนปัจจัยการผลิตอีกชนิดหนึ่งที่เพิ่มขึ้น
โดยที่จานวนผลผลิตยังอยู่เท่าเดิม
สูตรคานวณ
*ลดปัจจัยการผลิต Y กี่หน่วย เพื่อเพิ่มปัจจัยการผลิต X 1 หน่วย
*ลดปัจจัยการผลิต X กี่หน่วย เพื่อเพิ่มปัจจัยการผลิต Y 1 หน่วย
L
K
MRTSLK


 ใช้L แทน K
K
L
MRTSKL


 ใช้K แทน L
26
ตารางอัตราหน่วยสุดท้ายของการใช้แทนกันระหว่างปัจจัยการผลิต 2 ชนิด
คือ K,L
ปัจจัยการผลิต L
ปัจจัยการผลิต K
0
f5
e4
2 5
Iq=100L
K
K
L
MRTSKL



รูปแสดงการทดแทนกันของปัจจัยการผลิต
2 ชนิด แต่ได้ผลผลิตเท่าเดิม 100 หน่วย
แผนการ
ใช้ปัจจัย
K
(เครื่องจักร)
L
(แรงงาน)
MRTKL
a 0 60 -
b 1 38 22/1
c 2 20 18/1
d 3 10 10/1
e 4 5 5/1
f 5 2 3/1
g 6 0 2/1
27
8.3 เส้นต้นทุนเท่ากัน(Isocost Curve: Ic) คือ เส้นที่แสดงส่วนผสม
ของปัจจัยการผลิต 2 ชนิด ที่สามารถซื้อได้ด้วยเงินจานวนเท่ากัน
(ต้นทุนการผลิตเท่ากัน)
ในการสร้างเส้นต้นทุนเท่ากันต้องอาศัยข้อมูล 3 อย่างคือ
– เงินงบประมาณของผู้ผลิตคือต้นทุนการผลิต
– ราคาของปัจจัยการผลิต K (PK)
– ราคาของปัจจัยการผลิต L (PL)
28
เส้นต้นทุนเท่ากัน Icเครื่องจักร (K)
0 10 20 30 40 50
PL= 20 บาท
PK= 200 บาท
แรงงาน
(L)
TC = 1,000 บาท
a Total cost = K(PK) + L(PL)
1,000 = 3(200) + 20(20)
= 600 + 400
= 1,000 บาท
Slope = PK/PL
7
1
2
6
3
5
4
60 70 80
b
c
เส้น Ic
29
K (ทุน)
L
(แรงงาน)
การเปลี่ยนแปลงIC เมื่อเงินที่ซื้อ
ปัจจัยเปลี่ยน แต่ราคาปัจจัยคงเดิม
K (ทุน)
L
(แรงงาน)
IC
K (ทุน)
L
(แรงงาน)
การเปลี่ยนแปลงIC เมื่อเงินที่ซื้อ
ปัจจัยคงที่ แต่ราคา L เปลี่ยน
30
8.4 การผสมปัจจัยที่จะเสียต้นทุนต่าสุด (least cost combination)
ผู้ผลิตต้องการกาไรสูงสุด จึงพยายามเลือกเทคนิคการผลิต
และใช้ส่วนผสมของปัจจัยการผลิตที่เหมาะสม เพื่อให้ต้นทุน
ต่าสุด
เป็นส่วนประกอบของปัจจัยการผลิตสองชนิดที่ให้ต้นทุนต่า
ที่สุดในการผลิตสินค้าจานวนหนึ่งๆ ส่วนประกอบนี้คือ จุด
สัมผัสของเส้นผลผลิตเท่ากันและเส้นต้นทุนเท่ากัน (เส้น Iq
สัมผัสเส้น Ic)
L
K
KL
P
P
K
L
MRTS 



31
แผนการ
ใช้ปัจจัย
K
(เครื่องจักร)
L
(แรงงาน)
MRTKL
a 0 60 -
b 1 38 22/1
c 2 20 18/1
d 3 10 10/1
e 4 5 5/1
f 5 2 3/1
g 6 0 2/1
PL= 20 บาท PK= 200 บาท TC = 1,000 บาท
A = 100 หน่วย
จาก TC = 1,000 ต้อง
ลดลง เป็น 800 เพื่อ
สัมผัสกับ เส้น IC
5 10 15 20 25 30 35 40 45 50 55 60
6
5
4
3
2
1
0
K
L
1) Total cost = K(PK) + L(PL)
1,000 = 2.5(200) + 25(20)
= 500 + 500
= 1,000
Iq =100หน่วย
Ic = 800 บาท
2) Total cost = K(PK) + L(PL)
800 = 2(200) + 20(20)
= 400 + 400
= 800
ตารางตัวเลขที่ทาให้ได้เส้น Iq
32
8.5 กฎว่าด้วยผลตอบแทนในการขยายขนาดการผลิต
(law of return to scale)
เกิดขึ้นในการผลิตระยะยาว หน่วยผลิตที่ทาการผลิตมานาน
มักจะมีต้นทุนเพื่อใช้ผลิตมากขึ้น สามารถขยายผลผลิต โดยเลือก
เทคนิคการผลิตและการใช้ส่วนผสมของปัจจัยการผลิตที่เหมาะสม
เป็นกฎที่ระบุถึงลักษณะของผลได้จากการเปรียบเทียบอัตรา
การเปลี่ยนแปลงของผลผลิตกับอัตราการเปลี่ยนแปลงของปัจจัย
การผลิต โดยกฎดังกล่าวระบุว่า
“เมื่อผู้ผลิตเพิ่มปัจจัยการผลิตทุกชนิดขึ้นอย่างเป็นสัดส่วน
เดียวกัน ผลได้ต่อขนาดอาจเพิ่มขึ้น ลดลง หรือคงที่ก็ได้”
แบ่งออกเป็น 3 ระยะ
33
สมมติ ในระยะยาวปัจจัยการผลิตทุกชนิดเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน
1. ระยะผลตอบแทนต่อขนาดเพิ่มขึ้น (increasing returns to scale)
เกิดขึ้นเมื่ออัตราการเพิ่มขึ้นของผลผลิตมากกว่าอัตราการเพิ่ม
ของปัจจัยการผลิต (TP >VF)
2. ระยะผลตอบแทนต่อขนาดคงที่ (constant returns to scale)
เกิดขึ้นเมื่ออัตราการเพิ่มขึ้นของผลผลิตเท่ากับอัตราการเพิ่มของ
ปัจจัยการผลิต (TP = VF)
3. ระยะผลตอบแทนต่อขนาดลดลง (decreasing returns to scale)
เกิดขึ้นเมื่ออัตราการเพิ่มขึ้นของผลผลิตน้อยกว่าอัตราการเพิ่ม
ของปัจจัยการผลิต (TP < VF)
34
8.6 การประหยัดต่อขนาด (economies of scale) และการไม่ประหยัด
ต่อขนาด (diseconomies of scale)
สาเหตุที่ทาให้ผลตอบแทนต่อการขยายขนาดการผลิตแบ่งเป็น 3 ระยะ
เป็นเพราะผลจากการประหยัดและการไม่ประหยัดต่อการขยายการผลิต
- ถ้าผลได้ต่อขนาดเพิ่มขึ้น เกิดการประหยัดภายในกิจการในช่วงแรก เกิดการ
แบ่งงานกันทา คนงานมีความชานาญเฉพาะ ใช้เครื่องจักรมีประสิทธิภาพ
ซื้อวัตถุดิบคราวละมากๆทาให้ราคาถูกกว่า(การประหยัดภายนอกกิจการ)
- ถ้าผลได้ต่อขนาดลดลง ไม่เกิดการประหยัดภายในกิจการ เมื่อธุรกิจขยาย
กิจการจนเกินระดับที่เหมาะสม ทาให้บริหารงานยุ่งยาก เกิดการไม่ประหยัด
(การไม่ประหยัดภายในกิจการ)

บทที่ 6 ทฤษฎีการผลิต