เศรษฐศาสตร ์มหภาค
MACROECONOMICS
บทที่ 7
อรคพัฒร ์ บัวลม
การค้าและการเงินระหว่างประเทศ
การค้าระหว่างประเทศ
1.ความหมายการค้าระหว่างประเทศ
2.ความเป็ นมาและความสาคัญของ การค้าระหว่าง
ประเทศ
3.ประโยชน์ที่ได้รับจากการค้าระหว่าประเทศ
4.ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ
5.นโยบายการค้าระหว่างประเทศ
การเงินระหว่าง
ประเทศ
1.อัตราการแลกเปลี่ยน
2.ดุลการชาระเงิน
การประยุกต์ใช้
การค้าและการเงิน
ระหว่างประเทศ
1.การค้าและการเงิน
ระหว่างประเทศที่ส่งผล
กระทบต่อระบบเศรษฐกิจ
การค้าระหว่าง
ประเทศ
◦ 1.ความหมายการค้าระหว่างประเทศ
◦ 2.ความเป็ นมาและความสาคัญของ การค้าระหว่างประเทศ
◦ 3.ประโยชน์ที่ได้รับจากการค้าระหว่างประเทศ
◦ 4.ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ
◦ 5.นโยบายการค้าระหว่างประเทศ
1.ความหมายการค้าระหว่างประเทศ
หมายถึงการแลกเปลี่ยนทุน สินค้า และบริการ ข้ามชายแดนระหว่างประเทศ ซึ่ง
อาจเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของภาครัฐบาล หรือเอกชนก็ได้ในหลายประเทศ การค้าแบบ
ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงส่วนแบ่งที่สาคัญของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ส่วน
ประเทศที่ไม่ได้จัดให้มีการค้าระหว่างประเทศนั้นจะสามารถเลือกใช้ได้เพียงสินค้าและบริการ
ที่ผลิตและจาหน่ายในประเทศของตนเองเท่านั้น
ดุลการค้าระหว่างประเทศ คือ การเปรียบเทียบ การนาเข้า และ การส่งออก ในรอบ
1 ปี
สาเหตุของการค้าระหว่างประเทศ
เหตุผลทางเศรษฐกิจที่ทาให้ประเทศต่างๆ ในโลกทาการค้าขายกัน เพราะไม่มี
ประเทศใดในโลกสามารถผลิตสินค้าและบริการ ทุกอย่างได้ครบและเพียงพอกับความ
ต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศ
ถึงแม้ว่าบางประเทศจะมีขีดความสามารถผลิตสินค้าได้ทุกอย่าง แต่อาจจะมีต้นทุน
การผลิตที่สูงกว่าซึ่งไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน การที่แต่ละประเทศผลิตเฉพาะสินค้าที่ตนมี
ความถนัดหรือมีความได้เปรียบจึงเป็ นสิ่งที่คุ้มค่า และเกิดประโยชน์แก่ทุกประเทศร่วมกัน
การค้าระหว่างประเทศจึงเกิดขึ้นถือว่าเป็ นการแบ่งงานกันทาระหว่างประเทศตาม
ความชานาญของประชาชน ทรัพยากรธรรมชาติและภูมิอากาศในแต่ละประเทศซึ่งเป็ นการ
ใช้ทรัพยากรของโลกให้เกิดประสิทธิภาพ
2.ความเป็นมาและความสาคัญของ การค้าระหว่างประเทศ
◦ ช่วง พ.ศ. 1998 – 2293 ทุกประเทศเน้นการดาเนินนโยบายการค้าแบบเกินดุล เพื่อ
ดึงดูดทองคาเข้าประเทศ
◦ ช่วง พ.ศ. 2246 – 2333 เน้นนโยบายการค้าเสรี และมีมุมมองว่า ทองคาเป็ นสินค้า
ประเภทหนึ่ง ส่งเสริมให้มีการทางานแบบแบ่งงานกันทา เพื่อทาให้ต้นทุนต่า
◦ ปัจจุบันการค้าระหว่างประเทศเป็ นไปแบบเสรีมากขึ้น แต่ว่า แต่ละประเทศก็มีมาตรการใน
การปกป้ องธุรกิจในประเทศที่อาจได้รับผลกระทบจากสินค้านาเข้า โดยการกีดกันทาง
การค้าด้วยการกาหนดกาแพงภาษี หรือการกีดกันทางการค้าแบบไม่ใช่ภาษี
3. ประโยชน์ที่ได้รับจากการค้าระหว่าประเทศ
◦ การจัดสรรทรัพยากรโลก ประหยัดและมีประสิทธิภาพ
◦ ช่วยยกระดับมาตรฐานการครองชีพ
◦ ตลาดโลกมีการแข่งขันกันมากขึ้น
◦ รัฐบาลมีรายได้มากขึ้น จากการเก็บภาษี และค่าธรรมเนียมการนาเข้า
ส่งออก
4.ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ
ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศสมัยคลาสสิค
(Classic Theory)
• แรงงานเป็ นปัจจัยการผลิตชนิดเดียวที่มีความสาคัญต่อการผลิตสินค้าและบริการ
• แรงงานมีคุณสมบัติเหมือนกัน
• การเคลื่อนย้ายแรงงานเป็ นไปแบบเสรีในประเทศ
• การค้าแบบเสรี แต่เป็ นการแลกเปลี่ยนระหว่างสินค้าเท่านั้น
ทฤษฎีที่น่าสนใจคือ ทฤษฎีการได้เปรียบโดยสัมบูรณ์และทฤษฎีการได้เปรียบโดย
เปรียบเทียบ ซึ่งทั้งสองทฤษฎีจะทาการเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตของแต่ละประเทศ และเลือก
ผลิตในสินค้าที่ประเทศของตนมีความได้เปรียบในการผลิตมากกว่า หรือประเทศจะเลือกผลิต
สินค้าที่ตนถนัดโดยเปรียบเทียบระหว่างกัน การแลกเปลี่ยนจะมีขอบเขตอยู่ระหว่างปริมาณ
สินค้าที่ผลิตได้ โดยเปรียบเทียบของประเทศทั้งสอง
ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศสมัยคลาสสิค
(Classic Theory)
ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศพยายามอธิบายถึงชนิดของสินค้าที่ซื้อขาย และประโยชน์
จากการค้าระหว่างประเทศ
1. ทฤษฎีการได้เปรียบโดยสัมบูรณ์ (อดัม สมิธ :นักเศรษฐศาสตร ์คลาสสิกในปลายศตวรรษที่ 18)
ยึดหลักการแบ่งงานกันทาตามความถนัด เขาเห็นว่าการค้าระหว่างประเทศจะก่อให้เกิด
ประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศคู่ค้า เมื่อแต่ละประเทศยึดหลักในเรื่องการแบ่งงานกันทา นั่นคือ ประเทศ
หนึ่งจะได้เปรียบโดยสัมบูรณ์ ถ้าประเทศนั้นสามารถผลิตสินค้าชนิดหนึ่งได้มากกว่าอีกประเทศหนึ่ง
ด้วยปัจจัยการผลิตจานวนเท่ากันหรือผลิตได้จานวนเท่ากันได้โดยการใช ้ปัจจัยการผลิตที่น้อยกว่า
ดังนั้นประเทศควรทาการผลิตสินค้าที่ตนได้เปรียบโดยสัมบูรณ์เพื่อการส่งออกแล้วซื้อ
สินค้าที่ตนเสียเปรียบโดยสัมบูรณ์เป็ นสินค้าเข้า
ทฤษฎีการได้เปรียบโดยสัมบูรณ์
อดัม สมิธ กล่าวว่า “ประเทศใดที่ได้เปรียบในการผลิตสินค้าชนิดใดก็จะผลิตสินค้าชนิด
นั้น แล้วจึงนาไปแลกเปลี่ยนสินค้าชนิดอื่นกับต่างประเทศ”
ประเทศ จำนวนแรงงำนต่อชั่วโมง ได้เปรียบ
ผลิตข้ำว 1 ถัง ผลิตผ้ำ 1 ม้วน สมบูรณ์
ไทย 10 คน 30 คน ไทย/ข้าว
ญี่ปุ่น 20 คน 10 คน ญี่ปุ่น/ผ้า
2. ทฤษฎีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ เดวิด ริคาร ์โด (David Ricardo) ได้พัฒนาจาก
ทฤษฎีความได้เปรียบโดยสัมบูรณ์ของ อดัม สมิธ โดยเขาไม่เห็นด้วยกับ สมิธ ในประเด็น
ต่อไปนี้
◦ ประเทศคู่ค้าที่ผลิตสินค้าและส่งออกนั้นควรจะเป็ นประเทศที่มีความได้เปรียบโดย
สัมบูรณ์ได้เสมอไป
◦ ประเทศสามารถผลิตสินค้าและส่งออกอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีความได้เปรียบโดยสัมบูรณ์
ได้ ถ้าประเทศนั้นมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบกับประเทศคู่ค้า
◦ ประเทศที่มีความได้เปรียบโดยสัมบูรณ์ของประเทศคู่ค้าในทุกกรณีของการผลิตสินค้า
ก็มิได้หมายความว่า ประเทศนั้นสมควรผลิตสินค้าเสียทุกอย่าง หากแต่สมควรที่จะ
เลือกผลิตสินค้าส่งออกชนิดที่มีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบมากกว่า
◦ ในทางปฏิบัติ การค้าระหว่างประเทศยังคงเกิดขึ้น แม้ว่าประเทศหนึ่งมีความได้เปรียบ
โดยสัมบูรณ์ (เสียเปรียบโดยสัมบูรณ์) เหนืออีกประเทศหนึ่งและประโยชน์จากการค้า
ระหว่างประเทศยังคงเกิดขึ้นในรูปผลผลิตรวมที่เพิ่มขึ้น
ทฤษฎีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ
เดวิด ริคาโด อธิบายว่า แต่ละประเทศมีความสามารถในการผลิตสินค้า บริการ ด้วย
ต้นทุน ต่างกัน ทาให้มีความได้เปรียบในการผลิตสินค้าแต่ละชนิดต่างกัน ทฤษฎีได้เปรียบ
โดยเปรียบเทียบคือ การเปรียบเทียบว่าต้นทุนการผลิตสินค้าชนิดใดมีต้นทุนต่าที่สุด ถือว่า
ประเทศนั้นได้เปรียบโดยเปรียบเทียบในการผลิตสินค้าชนิดนั้น
ประเทศ จำนวนแรงงำนต่อชั่วโมง ได้เปรียบ
ผลิตข้ำว 1 ตัน ผลิตผ้ำ 1 ม้วน โดยเปรียบเทียบ
ไทย 6 คน 8 คน ไทย/ข้าว
ญี่ปุ่น 18 คน 16 คน ญี่ปุ่น/ผ้า
ทฤษฎีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ
จอห์น สจ๊วต มิล อธิบายแนวใหม่โดยใช้วิธีการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของแรงงาน 2
ประเทศ ในการใช้แรงงานจานวนเท่ากันผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน
ประเทศ จำนวนผลผลิต ได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ
ผลิตข้ำว ผลิตผ้ำ ได้เปรียบ อัตรำควำมสำมำรถในกำรผลิต
ไทย 100 60 ไทย/ข้าว ข้าว>ผ้า
100/60 = 1.7
ญี่ปุ่น 40 50 ญี่ปุ่น/ผ้า ผ้า>ข้าว
40/50 = 0.8
ทางเลือกในการผลิตโดยใช้วิธีเปรียบเทียบประสิทธิภาพแรงงาน
ไทย ญี่ปุ่ น
ข้ำว
(1.7)
ผ้ำ
(1)
ข้ำว
(0.8)
ผ้ำ
(1)
ผลิตข้าว แลกผ้า แลกข้าว ผลิตผ้า
0.8 ตัน 1 ม้วน 1.7 ตัน 1 ม้วน
ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศสมัยนีโอคลาสสิค
(Neo-classic Theory)
นาทฤษฎีในสมัยคลาสสิคมาปรับปรุงแก้ไข ทฤษฎีที่น่าสนใจคือ
◦ ทฤษฎีการค้าแบบต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) โดย ต้นทุนค่าเสีย
โอกาสจะถูกนามาเป็ นหลักในการพิจารณา เนื่องจากต้นทุนค่าเสียโอกาสในการผลิต
สินค้าในแต่ละประเทศสามารถวัดได้จากมูลค่าสูงสุดของสินค้าอื่นที่ประเทศนั้นไม่ได้ผลิต
ดังนั้น ประเทศจะได้รับประโยชน์ที่สามารถระบายสินค้าที่ผลิตได้มากและซื้อสินค้าที่ตน
ผลิตได้ไม่พอกับการบริโภคเข้าประเทศ และ
◦ ทฤษฎีการค้าที่พิจารณาปริมาณทรัพยากรธรรมชาติโดยใช้แนวคิดเส้นความเป็ นไปได้
ในการผลิต ซึ่งในประเทศต่างๆ จะแตกต่างกันไปตามปริมาณทรัพยากรการผลิตที่มีอยู่
ในประเทศ
ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศสมัยใหม่
(Modern Theory)
นักเศรษฐศาสตร ์ได้ศึกษาและแก้ไขปรับปรุงทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศสมัย
คลาสสิคโดยเพิ่มข้อสมมุติฐานในการพิจารณา คือ มีปัจจัยการผลิตหลายชนิด การ
ทดแทนกันของปัจจัยไม่สมบูรณ์ การโยกย้ายปัจจัยการผลิตจะเกิดต้นทุนเพิ่ม
และมีต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost)เกิดขึ้น การโยกย้ายปัจจัยการผลิต
แยกได้ 3 ลักษณะ คือ ต้นทุนคงที่ ต้นทุนเพิ่มขึ้น และต้นทุนลดลง
5.นโยบายการค้าระหว่างประเทศ
นโยบายการค้าระหว่างประเทศ คือ มาตรการการดาเนินการค้ากับต่างประเทศที่
รัฐบาลกาหนดไว้เพื่อควบคุมการนาเข้าแบะส่งออก ทั้งนี้ เพื่อรักษาเสถียรภาพทาง
เศรษฐกิจของประเทศ โดยกาหนดเป็ น 2 แนวทางหลัก ดังนี้
1) นโยบายการค้าเสรี
2) นโยบายการค้าคุ้มครอง
นโยบายการค้าเสรี
การค้าระหว่างประเทศจะไม่ถูกแทรกแซงโดยรัฐบาล ทั้งด้านภาษี หรือการจากัด
ปริมาณการนาเข้า หรือส่งออก
ประโยชน์
- รายได้ที่แท้จริงจะสูงขึ้น
- ใช้ทรัพยากรมีประสิทธิภาพ
- ไม่มีการผูกขาดการค้า
- มาตรฐานการครองชีพสูงขึ้น
นโยบายการค้าคุ้มครอง
รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงการค้าเพื่อคุ้มครอง และช่วยเหลือผู้ผลิตภายในประเทศ
◦ การตั้งกาแพงภาษี
◦ การกาหนดโควตาสินค้า
◦ การให้การอุดหนุน
◦ การทุ่มตลาด
◦ การผูกขาดตลาดต่างประเทศ
◦ การค้าโดยรัฐบาล
นโยบายการค้าระหว่างประเทศของไทย
• การส่งเสริมการค้าเสรี
• การขยายตลาดต่างประเทศ
• การปกป้องและรักษาผลประโยชน์ทางการค้า
• การขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้า
การเงินระหว่าง
ประเทศ
◦1.อัตราการแลกเปลี่ยน
◦2.ดุลการชาระเงิน
1.อัตราการแลกเปลี่ยน
การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ คือ การแลกเปลี่ยนเงินสกุลหนึ่งไปเป็นเงินอีกสกุลหนึ่งในอัตรา
แลกเปลี่ยนที่เป็นไปตามข้อตกลงตามราคาตลาด
“อัตราแลกเปลี่ยน” คือ มูลค่าของสกุลเงินประเทศหนึ่ง เมื่อเทียบกับสกุลเงินของอีกประเทศหนึ่ง
ค่าเงินบาทหรืออัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทเทียบกับเงินสกุลต่างประเทศ มีการเปลี่ยนแปลงตาม
ภาวะตลาด
◦ การแข็งค่าหรืออ่อนค่าของเงินบาทจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออก ผู้นาเข้า นักลงทุน และผู้ที่กู้เงินตรา
ต่างประเทศ ซึ่งมีทั้งผู้ที่ได้และเสียประโยชน์เสมอ
◦ การดูแลค่าเงินบาทจึงต้องพิจารณาผลกระทบให้รอบด้าน และเป็นไปไม่ได้เลยที่แบงก์ชาติจะทาการฝืนตลาด
เพื่อทาให้ค่าเงินบาทอ่อนหรือแข็งค่า
◦ การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน จะเป็นไปตามกลไกตลาด ทั้งนี้ แบงก์ชาติจะดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผัน
ผวนมากจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
2.ดุลการชาระเงินระหว่างประเทศ
◦ ดุลการชาระเงินสมดุล
◦ ดุลการชาระเงินเกินดุล
◦ ดุลการชาระเงินขาดดุล
การบันทึกบัญชีดุลการชาระเงินระหว่างประเทศ
1. บัญชีเดินสะพัด
◦ ดุลการค้า
◦ ดุลบริการ
◦ บัญชีรายได้จากการลงทุน
◦ ดุลเงินโอนและบริจาค
2. บัญชีทุนและการเงิน
◦ บัญชีทุน
◦ บัญชีการเงิน
การแก้ปัญหาดุลการชาระเงินระหว่างประเทศ
◦ เพิ่มการส่งออก
◦ ลดการนาเข้า
◦ ส่งเสริมการท่องเที่ยว
◦ ส่งเสริมการลงทุน
◦ เพิ่มเงินสดสารองระหว่างประเทศ
◦ ลดค่าเงินบาท
สาเหตุของการเกิดค่าเงินบาทแข็งค่า-อ่อนค่า
1. ดุลการค้าและการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ
 หากประเทศไทยเกินดุลการค้า คือ มีมูลค่าส่งออกมากกว่ามูลค่านาเข้า หรือ มีเงินทุน
เคลื่อนย้ายจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศมากๆ ประเทศก็จะมีเงินดอลลาร ์ฯ “มากขึ้น”
เงินทุนที่ย้ายเข้ามาจะถูกแลกจากเงินดอลลาร ์ฯเป็ นเงินบาท ทาให้อุปสงค์หรือความต้องการ
เงินบาทเพิ่มขึ้นส่งผลให้เงินบาทมีค่าเพิ่มขึ้น (ค่าเงินบาทแข็งขึ้น)
 ประเทศไทยขาดดุลการค้า คือ มีมูลค่าส่งออกน้อยกว่านาเข้า หรือ มีเงินทุนเคลื่อนย้ายออก
จากประเทศมากๆ ก็จะทาให้ประเทศมีเงินดอลลาร ์ฯ “น้อยลง” มีความต้องการแลกเงินบาทเป็ น
เงินดอลลาร ์ฯ เพื่อนาออกนอกประเทศมากขึ้น ส่งผลให้เงินบาทมีค่าลดลง (ค่าเงินบาทอ่อนค่า)
สาเหตุของการเกิดค่าเงินบาทแข็งค่า-อ่อนค่า
2. อัตราดอกเบี้ย
เงินทุนจะเคลื่อนไหวจากประเทศที่อัตราดอก “เบี้ยต่า” กว่าไปประเทศที่อัตราดอกเบี้ย “สูง
กว่า” เนื่องจากนักลงทุนมองว่าผลตอบแทนให้มากกว่าจากความเสี่ยงประเภทเดียวกัน แต่ใน
ท้ายที่สุดแล้วอัตราแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนแปลงไปจะส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนของทั้งสองประเทศ
 หากอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกาปรับตัว “ลดลง” จะทาให้อัตราดอกเบี้ยไทย “ไม่ได้
เปลี่ยนแปลง” โดยเปรียบเทียบ ทาให้ส่งผลให้มีเงินลงทุนเคลื่อนย้ายเข้าประเทศไทยมากขึ้น
เงินทุนที่เคลื่อนย้ายเข้ามาจะถูกแลกเป็ นเงินบาททาให้ความต้องการซื้อเงินบาทสูงขึ้น ค่าเงิน
บาทจึงแข็งค่าขึ้น
 ในทางตรงกันข้าม หากอัตราดอกเบี้ยไทยปรับตัวลดลง ก็จะทาให้อัตราดอกเบี้ยโดย
เปรียบเทียบของไทยกับต่างประเทศที่ยัง “ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย” ส่งผลให้มีเงินทุน
ไหลออก จึงมีความต้องการขายเงินบาทเพื่อนาไปแลกเปลี่ยนเป็ นเงินดอลลาร ์ฯเพิ่มขึ้นค่าเงินบาท
จึงอ่อนค่าลง
สาเหตุของการเกิดค่าเงินบาทแข็งค่า-อ่อนค่า
3. นโยบายการเงินของธนาคารกลาง
ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถกาหนดปริมาณเงินบาทในระบบการเงินผ่านมาตรการ
ต่างๆ เช่น มาตรการดารงสินทรัพย์สภาพคล่อง และการดาเนินการผ่านตลาดการเงิน เป็ นต้น ซึ่ง
มาตรการเหล่านี้จะส่งผลให้อุปสงค์และอุปทานของเงินบาทเปลี่ยนแปลงไป และทาให้ค่าเงินบาท
เปลี่ยนแปลงตาม เช่น
 ธนาคารกลางเห็นว่าเงินเฟ้ ออยู่ในระดับที่สูงเกินไป จึงกาหนดให้ธนาคารพาณิชย์ดารง
สินทรัพย์สภาพคล่องตามกฎหมายเพิ่มขึ้น ทาให้เงิน ที่ธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยกู้ได้มี
จานวนลดลง ส่งผลให้ปริมาณเงินบาทในประเทศลดลงตาม จึงเปรียบเสมือนกับการลดอุปทาน
หรือปริมาณของเงินบาททาให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มที่จะแข็งขึ้น
 ธนาคารกลางเห็นว่าเงินฝืดอยู่ในระดับสูงเกินไป จึงกาหนดให้ธนาคารพาณิชย์ลดระดับอัตรา
ดารงสินทรัพย์สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ ทาให้ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้น
เปรียบเสมือนการเพิ่มอุปทานของเงินบาท ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลง
สาเหตุของการเกิดค่าเงินบาทแข็งค่า-อ่อนค่า
4. ปัจจัยอื่นๆ เช่น ความไม่มั่นคงทางการเมือง ภาวะเศรษฐกิจของประเทศ และ
เสถียรภาพทางการเงินของประเทศ
การประยุกต์ใช้
การค้าและการเงิน
ระหว่างประเทศ
◦ 1.การค้าและการเงินระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อระบบ
เศรษฐกิจ
งานกลุ่ม
◦ แบ่งเป็ น 4 กลุ่ม (ห้องละ 2 กลุ่ม)
◦ ค้นหาข้อมูลการใช้นโยบายการค้าระหว่างประเทศที่ผ่านมาของรัฐบาลไทย มา 1
เหตุการณ์
◦ นาเสนอ หัวข้อ “นโยบายการค้าระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ” โดย
ตัวแทนกลุ่ม หน้าชั้นเรียน พร ้อมตอบข้อสักถามของอาจารย์และเพื่อนๆ ในคาบต่อไป

Macro Economics c7 การค้าและการเงินระหว่างประเทศ