1




                                     โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี
                                  เอกสารประกอบการเรี ยนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ 3 ชั้นมัธยมศึ กษาปี ที่ 2
                                หน่ วยการเรี ยนรู้ที่ 3 แสง      ตัวชี้วัด ว 5.1 ม.2/1,ม.2/2, ม.2/3
                       ประเภทเอกสาร            ข้ อสอบ/แบบทดสอบ              เอกสารสื่ อการสอน          อื่นๆ
              ผู้สอน ครู มณีรัตน์ กาลสุ วรรณ และครู สุกัญญา นาคอ้ น ห้ อง ม.2/1 -2/7 ภาคเรี ยนที่ 2 ปี การศึกษา 2555




                                                        ใบความรู้
                                        เรื่อง การสะท้ อนและการหักเหของแสง

แสง (Light) เป็ นพลังงานที่อยูในรู ปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ า ซึ่งแสงมีสมบัติดงนี้
                              ่                                         ั
         1.     แสงเป็ นคลื่นตามขวาง
         2.     แสงเดินทางโดยไม่จาเป็ นต้องอาศัยตัวกลาง
         3.     แสงเดินทางในสุ ญญากาศได้ดวยความเร็ ว 3 x 108 เมตร/วินาที
                                           ้
         4.     แสงเดินทางเป็ นเส้นตรงในตัวกลางชนิดเดียวกัน
         5.     แสงจะเกิดการหักเหได้เมื่อแสงเดินทางผ่านตัวกลางต่างชนิดกัน
ภาพ ( Image) เกิดจากการการสะท้อนของแสงจากวัตถุที่กระจก และการหักเหของแสงผ่านเลนส์ มี 2 ชนิดได้แก่
        1. ภาพจริง เกิดจากรังสี ของแสงตัดกันจริ ง จะเกิดภาพหน้ากระจกหรื อหลังเลนส์ ต้องมีฉากรับภาพ ภาพที่ได้
จะมีลกษณะหัวกลับกับวัตถุ เช่น ภาพที่ปรากฏบนจอภาพยนตร์ เป็ นต้น
     ั
        2. ภาพเสมือน เกิดจากรังสี ของแสงเสมือนตัดกันโดยการต่อรั งสี ของแสง จะเกิดภาพด้านหลังกระจกหรื อ
หน้าเลนส์ ไม่ตองมีฉากรับภาพ ภาพที่ได้จะมีลกษณะหัวตั้งเหมือนกับวัตถุ เช่น ภาพเกิดจากแว่นขยาย เป็ นต้น
              ้                           ั

การสะท้ อนของแสง
          การสะท้อน เมื่อแสงตกกระทบกับวัตถุแสงบางส่ วนจะสะท้อนจากวัตถุแล้วเข้าสู่ นยน์ตา จะเกิดการรับรู ้และมองเห็น
                                                                                   ั
วัตถุน้ นได้ เป็ นไปตามกฎการสะท้อนของแสง
        ั
          กฎการสะท้อนของแสง
          1. มุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน
          2. รังสี ตกกระทบ รังสี สะท้อนละเส้นแนวฉากอยูในระนาบเดียวกัน
                                                      ่
2


การเกิดภาพจากกระจกเงาและเลนส์
การเกิดภาพจากกระจกเงา แบ่ งเป็ น 2 ชนิด
     1. กระจกเงาราบ
     2. กระจกเงาโค้ง แบ่งเป็ น
        - กระจกโค้งนูน หรื อกระจกนูน
        - กระจกโค้งเว้า หรื อกระจกเว้า
กระจกเงาราบ
กระจกเงาราบ คือ กระจกแบนราบ ซึ่ งมีดานหนึ่งสะท้อนแสง ดังนั้นภาพที่เกิดขึ้นจึงเป็ นภาพเสมือน อยูหลังกระจก มีระยะภาพ
                                    ้                                                          ่
เท่ากับระยะวัตถุ และขนาดภาพเท่ากับขนาดวัตถุ ภาพที่ได้จะกลับด้านกันจากขวาเป็ นซ้ายของวัตถุจริ ง




รูปแสดงการเกิดภาพจากกระจกเงาราบ


การหาจานวนภาพที่เกิดจากกระจกเงาราบ 2 บาน วางทามุมกัน หาได้ จากสู ตร

กาหนดให้

n = จานวนภาพที่มองเห็น
u = มุมที่กระจกเงาราบ 2 บานวางทามุมต่อกัน

ถ้าผลลัพธ์ n ที่ได้ไม่ลงตัว ให้ปัดเศษขึ้นเป็ นหนึ่งได้

ตัวอย่ างที่ 1 กระจกเงาราบ 2 บาน วางนามุม 60 องศาต่อกัน จงหาจานวนภาพที่เกิดขึ้น
วิธีคด จากสู ตร
     ิ




       = 5 ภาพ
        จานวนภาพที่เกิดจากกระจกเงาราบ 2 บานวางทามุมต่อกัน 60 องศา เท่ากับ 5 ภาพ ตอบ
3

กระจกโค้ง
1. กระจกเว้ า มีลกษณะสาคัญดังนี้
                 ั
         - เป็ นกระจกรวมแสง
         - เกิดทั้งภาพเสมือนและภาพจริ ง มีท้ งขนาดเล็ก ใหญ่ หรื อเท่ากับวัตถุ
                                             ั
         - รังสี ตกกระทบและรังสี สะท้อนอยูดานเดียวกับจุดศูนย์กลางความโค้ง ดังรู ป
                                           ่ ้




                  รูปแสดงรังสี ตกกระทบและรังสี สะท้ อนของกระจกเว้ า



2. กระจกนูน มีลกษณะสาคัญดังนี้
               ั
        - เป็ นกระจกกระจายแสง
        - ทาให้เกิดภาพเสมือนหัวตั้งขนาดเล็กกว่าวัตถุ
        - รังสี ตกกระทบและรังสี สะท้อนอยูคนละด้านกับจุดศูนย์กลางความโค้ง ดังรู ป
                                         ่




                   รูปแสดงรังสี ตกกระทบและรังสี สะท้ อนของกระจกนูน
4




        ส่ วนประกอบของกระจกโค้ง
        1. จุดศูนย์กลางความโค้ง ตามรู ปคือจุด C เป็ นจุดที่เมื่อมีรังสี ตกกระทบกระจกผ่านจุดนี้รังสี สะท้อนจะผ่านทางเดิม
             (แต่มีทิศตรงข้าม)
        2. ขั้วกระจก ตามรู ปคือจุด O เป็ นจุดที่แบ่งครึ่ งกระจกออกเป็ น 2 ส่ วนเท่าๆ กัน
        3. จุดโฟกัส ตามรู ปคือจุด F เป็ นจุดรวมรังสี สะท้อน
        4. เส้นแกนมุขสาคัญ ในรู ปคือเส้นตรงที่ลากผ่านจุด C F O
        5. ความยาวโฟกัส f คือระยะจากจุด O ถึงจุด F
        6. รัศมีความโค้งของกระจก R จะเท่ากับ 2f

ตารางแสดงตัวอย่ างประโยชน์ ของกระจกเว้ าและกระจกนูน

                        กระจกเว้ า                                                   กระจกนูน
1. ทันตแพทย์ใช้ส่องดูฟันผูป่วย เพื่อให้เห็นภาพของฟันมี
                           ้                              1. ใช้ติดรถยนต์หรื อรถจักรยานยนต์เพื่อดูรถที่ตามมาข้าง
ขนาดใหญ่กว่าปกติ                                          หลัง และจะมองเห็นมุมที่กว้างกว่ากระจกเงาราบ
2. ใช้ในกล้องจุลทรรศน์เพื่อช่วยรวมแสงให้ตกที่แผ่นสไลด์    2. ใช้ติดตั้งบริ เวณทางเลี้ยวเพื่อช่วยให้เห็นรถที่ว่งสวนทาง
                                                                                                              ิ
เพื่อทาให้เราเห็นภาพชัดขึ้น                               หรื ออ้อมมาก็ได้



การเขียนทางเดินของแสงเพื่อหาตาแหน่ งภาพ มีหลักการเขียนดังนี้

        1. จากจุดปลายของวัตถุ ลากเส้นตรงให้ขนานกับแกนมุขสาคัญ แล้วสะท้อนผ่านจุดโฟกัสของกระจกแล้ว
สะท้อนกลับทางเดิม
        2. จากจุดปลายของวัตถุเช่นเดียวกับข้อแรก ลากเส้นตรงผ่านจุดศูนย์กลางความโค้งของกระจกแล้วสะท้อนผ่าน
ทางเดิม
        3. รังสี ที่ตดกันจะเป็ นตาแหน่งของภาพจริ ง ส่ วนตาแหน่งที่รังสี สะท้อนเหมือนตัดกันเป็ นตาแหน่งของ
                     ั
ภาพเสมือน
5

ตารางแสดงการเกิดภาพจากกระจกเว้า
6




ตารางแสดงการเกิดภาพจากกระจกนูน
7




สู ตรที่ใช้ คานวณเกียวกับกระจกโค้ง
                    ่


สู ตร =




เมื่อ     m คือ กาลังขยายของกระจก
          I คือ ขนาดหรื อความสู งของภาพ
          O คือ ขนาดหรื อความสู งของวัตถุ

หลักการกาหนดเครื่องหมาย
ในการคานวณหาตาแหน่งและชนิดของภาพจะต้องมีการกาหนดเครื่ องหมาย - และ + สาหรับปริ มาณต่างๆ ในสมการดังนี้
1. ระยะวัตถุ ( s ) ถ้าวัตถุอยูหน้ากระจก s มีเครื่ องหมายเป็ น + ถ้าวัตถุอยูหลังหลังกระจก s มีเครื่ องหมายเป็ น -
                              ่                                            ่
2. ระยะภาพ ( s' ) ภาพจริ ง s' เป็ น + ภาพเสมือ s' เป็ น -
3. ระยะโฟกัส ( f ) f ของกระจกเว้า มีเครื่ องหมาย + และ f ของกรจกนูน มีเครื่ องหมาย -
4. กาลังขยาย ( m ) ภาพจริ ง กาลังขยายเป็ น + ภาพเสมือน กาลังขยายเป็ น –

ตัวอย่ างที่ 1 วางวัตถุไว้หน้ากระจกโค้ง ห่างจากกระจก 8 เซนติเมตร เกิดภาพเสมือนห่างจากกระจก 4 เซนติเมตร จงหาความยาว
โฟกัสและชนิดของกระจก
วิธีทา
8

ตัวอย่ างที่ 2 วัตถุอยูหน้ากระจกเว้าเป็ นระยะ 10 เซนติเมตร เกิดภาพจริ งหน้ากระจกที่ระยะ 15 เซนติเมตร กระจกเว้ามีรัศมีความ
                       ่
โค้งเท่าใด
วิธีทา




ตัวอย่ างที่ 3 วางวัตถุสูง 5 เซนติเมตร ไว้หน้ากระจกโค้งเป็ นระยะ 50 เซนติเมตร ได้ภาพเสมือนขนาดสู ง 3 เซนติเมตร จงหา
ชนิดของกระจก และความยาวโฟกัสของกระจก
วิธีทา




ตัวอย่ างที่ 4 จะต้องวางวัตถุห่างจากกระจกเว้าเท่าไร จึงได้ภาพจริ งขยายเป็ น 2 เท่าของวัตถุ ถ้ารัศมีความโค้งของกระจกเป็ น
6 เซนติเมตร
วิธีทา
9

เลนส์
เลนส์ (lens) คือ วัตถุโปร่ งใสที่มีผิวหน้าโค้งทาจากแก้วหรื อพลาสติก เลนส์แบ่งออกเป็ น 2 ชนิด ได้แก่ เลนส์นูนและเลนส์เว้า

    1. เลนส์ นูน
       เลนส์นูน (convex lens) คือ เลนส์ที่มีลกษณะหนาตรงกลางและบางที่ขอบ ดังรู ป
                                             ั




รูปแสดงลักษณะเลนส์ นูน




รูปแสดงส่ วนสาคัญและรังสี บางรังสี ของเลนส์

เลนส์นูนทาหน้าที่รวมแสงขนานไปตัดกันที่จุดๆ หนึ่ง ซึ่ งแนวหรื อทิศทางของแสงที่เข้ามายังเลนส์สามารถเขียนแทนด้วยรังสี ของ
แสง ถ้าแสงมาจากระยะไกลมากเรี ยกระยะนี้ว่า " ระยะอนันต์"เช่น แสงจากดวงอาทิตย์หรื อดวงดาวต่างๆ แสงจะส่ องมาเป็ นรังสี
ขนาน เมื่อรังสี ของแสงผ่านเลนส์จะมีการหักเหและไปรวมกันที่จุดๆ หนึ่งเรี ยกว่า "จุดโฟกัส (F)" ระยะจากจุดโฟกัสถึงกึ่งกลาง
เลนส์ เรี ยกว่า "ความยาวโฟกัส (f)" และเส้นตรงที่ลากผ่านจุดศูนย์กลางความโค้งของผิวทั้งสองของเลนส์เรี ยกว่า " แกนมุขสาคัญ
(principal axis)"

ภาพที่เกิดจากเลนส์ นูน
ภาพจากเลนส์นูนเป็ นภาพที่เกิดจากรังสี หกเหไปพบกันที่จุดๆ หนึ่ง ซึ่ งมีท้ งภาพจริ งและภาพเสมือนขึ้นอยูกบตาแหน่งวัตถุที่วาง
                                       ั                                 ั                           ่ ั
หน้าเลนส์ ดังรู ป
10

รูปแสดงตัวอย่างภาพจริงและภาพเสมือนที่เกิดจากเลนส์ นูน




(ก) การเกิดภาพเมื่อวัตถุอยู่ห่างเลนส์ นูนระยะไกลกว่ าความยาวโฟกัส




(ข) การเกิดภาพเมื่อวัตถุอยู่ห่างจากเลนส์ นูนที่ระยะใกล้ กว่ าความยาวโฟกัส

รูปแสดงตัวอย่างการเกิดภาพที่ตาแหน่ งต่ างๆ ของเลนส์ นูน
11




ตารางแสดงภาพทีเ่ กิดจากเลนส์ นูน
12

เลนส์ เว้ า
เลนส์เว้า (concave lens) คือ เลนส์ที่มีลกษณะบางตรงกลางและหนาที่ขอบ ดังรู ป
                                        ั




รูปแสดงลักษณะเลนส์ เว้ า

ภาพที่เกิดจากเลนส์ เว้ า
เมื่อแสงส่ องผ่านเลนส์เว้ารังสี หกเหของแสงจะกระจายออก ดังรู ป
                                 ั




                    รูปแสดงภาพที่เกิดจากเลนส์ เว้ าเมื่อวางวัตถุที่ระยะต่ างๆ
13

ตารางแสดงภาพทีเ่ กิดจากเลนส์ เว้า
14

การหาชนิดและตาแหน่ งของภาพจากวิธีการคานวณ
การหาตาแหน่งภาพที่ผ่านมาใช้วิธีเขียนแผนภาพของรังสี ยังมีอีกวิธีที่ใช้หาตาแหน่งภาพคือ วิธีคานวณ ซึ่ งสู ตรที่ใช้ในการ
คานวณมีดงต่อไปนี้
         ั



สู ตร =




เมื่อ m คือ กาลังขยายของเลนส์
      I คือ ขนาดหรื อความสู งของภาพ
      O คือ ขนาดหรื อความสู งของวัตถุ

หลักการกาหนดเครื่องหมาย
ในการคานวณหาตาแหน่งและชนิดของภาพจะต้องมีการกาหนดเครื่ องหมาย - และ + สาหรับปริ มาณต่างๆ ในสมการดังนี้
1. ระยะวัตถุ ( s ) ถ้าวัตถุอยูหน้าเลนส์ s มีเครื่ องหมายเป็ น + ถ้าวัตถุอยูหลังเลนส์ s มีเครื่ องหมายเป็ น -
                              ่                                            ่
2. ระยะภาพ ( s' ) ภาพจริ ง s' เป็ น + ภาพเสมือ s' เป็ นลบ
3. ระยะโฟกัส ( f ) f ของเลนส์นูนมีเครื่ องหมาย + และ f ของเลนส์เว้ามีเครื่ องหมาย -
4. กาลังขยาย ( m ) ภาพจริ ง กาลังขยายเป็ น + ภาพเสมือน กาลังขยายเป็ น -
15

ตัวอย่ างที่ 1 วางวัตถุห่างจากเลนส์นูนเป็ นระยะ 12 เซนติเมตร ถ้าเลนส์นูนมีความยาวโฟกัส 5 เซนติเมตร จะเกิดภาพชนิดใด และ
ที่ตาแหน่งใด




ตัวอย่ างที่ 2 วางวัตถุห่างจากเลนส์นูนเป็ นระยะ 25 เซนติเมตร ปรากฏว่าเกิดภาพเสมือนห่างจากเลนส์ 15 เซนติเมตร เลนส์น้ ีเป็ น
เลนส์ชนิดใดและมีความยาวโฟกัสเท่าไร

วิธีทา จากสู ตร




ค่า f เป็ นลบ มีค่า 37.5                          เซนติเมตร เป็ นเลนส์เว้า ตอบ
16

ตัวอย่ างที่ 3 วางวัตถุห่างจากเลนส์เว้าเป็ นระยะทาง 20 เซนติเมตร เกิดภาพหน้าเลนส์และอยูห่างจากเลนส์ 8 เซนติเมตร จงหา
                                                                                       ่
ความยาวโฟกัสของเลนส์เว้าและกาลังขยายของเลนส์




  ความยาวโฟกัสของเลนส์เว้าเท่ากับ 13.3 เซนติเมตร ตอบ
หากาลังขยายใช้สูตร



แทนค่า



= -0.4
   ภาพที่เกิดเป็ นภาพเสมือน มีกาลังขยายเท่ากับ 0.4 เท่าของวัตถุ ตอบ

ใบความรู้เรื่องแสง

  • 1.
    1 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี เอกสารประกอบการเรี ยนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ 3 ชั้นมัธยมศึ กษาปี ที่ 2 หน่ วยการเรี ยนรู้ที่ 3 แสง ตัวชี้วัด ว 5.1 ม.2/1,ม.2/2, ม.2/3 ประเภทเอกสาร ข้ อสอบ/แบบทดสอบ เอกสารสื่ อการสอน อื่นๆ ผู้สอน ครู มณีรัตน์ กาลสุ วรรณ และครู สุกัญญา นาคอ้ น ห้ อง ม.2/1 -2/7 ภาคเรี ยนที่ 2 ปี การศึกษา 2555 ใบความรู้ เรื่อง การสะท้ อนและการหักเหของแสง แสง (Light) เป็ นพลังงานที่อยูในรู ปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ า ซึ่งแสงมีสมบัติดงนี้ ่ ั 1. แสงเป็ นคลื่นตามขวาง 2. แสงเดินทางโดยไม่จาเป็ นต้องอาศัยตัวกลาง 3. แสงเดินทางในสุ ญญากาศได้ดวยความเร็ ว 3 x 108 เมตร/วินาที ้ 4. แสงเดินทางเป็ นเส้นตรงในตัวกลางชนิดเดียวกัน 5. แสงจะเกิดการหักเหได้เมื่อแสงเดินทางผ่านตัวกลางต่างชนิดกัน ภาพ ( Image) เกิดจากการการสะท้อนของแสงจากวัตถุที่กระจก และการหักเหของแสงผ่านเลนส์ มี 2 ชนิดได้แก่ 1. ภาพจริง เกิดจากรังสี ของแสงตัดกันจริ ง จะเกิดภาพหน้ากระจกหรื อหลังเลนส์ ต้องมีฉากรับภาพ ภาพที่ได้ จะมีลกษณะหัวกลับกับวัตถุ เช่น ภาพที่ปรากฏบนจอภาพยนตร์ เป็ นต้น ั 2. ภาพเสมือน เกิดจากรังสี ของแสงเสมือนตัดกันโดยการต่อรั งสี ของแสง จะเกิดภาพด้านหลังกระจกหรื อ หน้าเลนส์ ไม่ตองมีฉากรับภาพ ภาพที่ได้จะมีลกษณะหัวตั้งเหมือนกับวัตถุ เช่น ภาพเกิดจากแว่นขยาย เป็ นต้น ้ ั การสะท้ อนของแสง การสะท้อน เมื่อแสงตกกระทบกับวัตถุแสงบางส่ วนจะสะท้อนจากวัตถุแล้วเข้าสู่ นยน์ตา จะเกิดการรับรู ้และมองเห็น ั วัตถุน้ นได้ เป็ นไปตามกฎการสะท้อนของแสง ั กฎการสะท้อนของแสง 1. มุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน 2. รังสี ตกกระทบ รังสี สะท้อนละเส้นแนวฉากอยูในระนาบเดียวกัน ่
  • 2.
    2 การเกิดภาพจากกระจกเงาและเลนส์ การเกิดภาพจากกระจกเงา แบ่ งเป็น 2 ชนิด 1. กระจกเงาราบ 2. กระจกเงาโค้ง แบ่งเป็ น - กระจกโค้งนูน หรื อกระจกนูน - กระจกโค้งเว้า หรื อกระจกเว้า กระจกเงาราบ กระจกเงาราบ คือ กระจกแบนราบ ซึ่ งมีดานหนึ่งสะท้อนแสง ดังนั้นภาพที่เกิดขึ้นจึงเป็ นภาพเสมือน อยูหลังกระจก มีระยะภาพ ้ ่ เท่ากับระยะวัตถุ และขนาดภาพเท่ากับขนาดวัตถุ ภาพที่ได้จะกลับด้านกันจากขวาเป็ นซ้ายของวัตถุจริ ง รูปแสดงการเกิดภาพจากกระจกเงาราบ การหาจานวนภาพที่เกิดจากกระจกเงาราบ 2 บาน วางทามุมกัน หาได้ จากสู ตร กาหนดให้ n = จานวนภาพที่มองเห็น u = มุมที่กระจกเงาราบ 2 บานวางทามุมต่อกัน ถ้าผลลัพธ์ n ที่ได้ไม่ลงตัว ให้ปัดเศษขึ้นเป็ นหนึ่งได้ ตัวอย่ างที่ 1 กระจกเงาราบ 2 บาน วางนามุม 60 องศาต่อกัน จงหาจานวนภาพที่เกิดขึ้น วิธีคด จากสู ตร ิ = 5 ภาพ จานวนภาพที่เกิดจากกระจกเงาราบ 2 บานวางทามุมต่อกัน 60 องศา เท่ากับ 5 ภาพ ตอบ
  • 3.
    3 กระจกโค้ง 1. กระจกเว้ ามีลกษณะสาคัญดังนี้ ั - เป็ นกระจกรวมแสง - เกิดทั้งภาพเสมือนและภาพจริ ง มีท้ งขนาดเล็ก ใหญ่ หรื อเท่ากับวัตถุ ั - รังสี ตกกระทบและรังสี สะท้อนอยูดานเดียวกับจุดศูนย์กลางความโค้ง ดังรู ป ่ ้ รูปแสดงรังสี ตกกระทบและรังสี สะท้ อนของกระจกเว้ า 2. กระจกนูน มีลกษณะสาคัญดังนี้ ั - เป็ นกระจกกระจายแสง - ทาให้เกิดภาพเสมือนหัวตั้งขนาดเล็กกว่าวัตถุ - รังสี ตกกระทบและรังสี สะท้อนอยูคนละด้านกับจุดศูนย์กลางความโค้ง ดังรู ป ่ รูปแสดงรังสี ตกกระทบและรังสี สะท้ อนของกระจกนูน
  • 4.
    4 ส่ วนประกอบของกระจกโค้ง 1. จุดศูนย์กลางความโค้ง ตามรู ปคือจุด C เป็ นจุดที่เมื่อมีรังสี ตกกระทบกระจกผ่านจุดนี้รังสี สะท้อนจะผ่านทางเดิม (แต่มีทิศตรงข้าม) 2. ขั้วกระจก ตามรู ปคือจุด O เป็ นจุดที่แบ่งครึ่ งกระจกออกเป็ น 2 ส่ วนเท่าๆ กัน 3. จุดโฟกัส ตามรู ปคือจุด F เป็ นจุดรวมรังสี สะท้อน 4. เส้นแกนมุขสาคัญ ในรู ปคือเส้นตรงที่ลากผ่านจุด C F O 5. ความยาวโฟกัส f คือระยะจากจุด O ถึงจุด F 6. รัศมีความโค้งของกระจก R จะเท่ากับ 2f ตารางแสดงตัวอย่ างประโยชน์ ของกระจกเว้ าและกระจกนูน กระจกเว้ า กระจกนูน 1. ทันตแพทย์ใช้ส่องดูฟันผูป่วย เพื่อให้เห็นภาพของฟันมี ้ 1. ใช้ติดรถยนต์หรื อรถจักรยานยนต์เพื่อดูรถที่ตามมาข้าง ขนาดใหญ่กว่าปกติ หลัง และจะมองเห็นมุมที่กว้างกว่ากระจกเงาราบ 2. ใช้ในกล้องจุลทรรศน์เพื่อช่วยรวมแสงให้ตกที่แผ่นสไลด์ 2. ใช้ติดตั้งบริ เวณทางเลี้ยวเพื่อช่วยให้เห็นรถที่ว่งสวนทาง ิ เพื่อทาให้เราเห็นภาพชัดขึ้น หรื ออ้อมมาก็ได้ การเขียนทางเดินของแสงเพื่อหาตาแหน่ งภาพ มีหลักการเขียนดังนี้ 1. จากจุดปลายของวัตถุ ลากเส้นตรงให้ขนานกับแกนมุขสาคัญ แล้วสะท้อนผ่านจุดโฟกัสของกระจกแล้ว สะท้อนกลับทางเดิม 2. จากจุดปลายของวัตถุเช่นเดียวกับข้อแรก ลากเส้นตรงผ่านจุดศูนย์กลางความโค้งของกระจกแล้วสะท้อนผ่าน ทางเดิม 3. รังสี ที่ตดกันจะเป็ นตาแหน่งของภาพจริ ง ส่ วนตาแหน่งที่รังสี สะท้อนเหมือนตัดกันเป็ นตาแหน่งของ ั ภาพเสมือน
  • 5.
  • 6.
  • 7.
    7 สู ตรที่ใช้ คานวณเกียวกับกระจกโค้ง ่ สู ตร = เมื่อ m คือ กาลังขยายของกระจก I คือ ขนาดหรื อความสู งของภาพ O คือ ขนาดหรื อความสู งของวัตถุ หลักการกาหนดเครื่องหมาย ในการคานวณหาตาแหน่งและชนิดของภาพจะต้องมีการกาหนดเครื่ องหมาย - และ + สาหรับปริ มาณต่างๆ ในสมการดังนี้ 1. ระยะวัตถุ ( s ) ถ้าวัตถุอยูหน้ากระจก s มีเครื่ องหมายเป็ น + ถ้าวัตถุอยูหลังหลังกระจก s มีเครื่ องหมายเป็ น - ่ ่ 2. ระยะภาพ ( s' ) ภาพจริ ง s' เป็ น + ภาพเสมือ s' เป็ น - 3. ระยะโฟกัส ( f ) f ของกระจกเว้า มีเครื่ องหมาย + และ f ของกรจกนูน มีเครื่ องหมาย - 4. กาลังขยาย ( m ) ภาพจริ ง กาลังขยายเป็ น + ภาพเสมือน กาลังขยายเป็ น – ตัวอย่ างที่ 1 วางวัตถุไว้หน้ากระจกโค้ง ห่างจากกระจก 8 เซนติเมตร เกิดภาพเสมือนห่างจากกระจก 4 เซนติเมตร จงหาความยาว โฟกัสและชนิดของกระจก วิธีทา
  • 8.
    8 ตัวอย่ างที่ 2วัตถุอยูหน้ากระจกเว้าเป็ นระยะ 10 เซนติเมตร เกิดภาพจริ งหน้ากระจกที่ระยะ 15 เซนติเมตร กระจกเว้ามีรัศมีความ ่ โค้งเท่าใด วิธีทา ตัวอย่ างที่ 3 วางวัตถุสูง 5 เซนติเมตร ไว้หน้ากระจกโค้งเป็ นระยะ 50 เซนติเมตร ได้ภาพเสมือนขนาดสู ง 3 เซนติเมตร จงหา ชนิดของกระจก และความยาวโฟกัสของกระจก วิธีทา ตัวอย่ างที่ 4 จะต้องวางวัตถุห่างจากกระจกเว้าเท่าไร จึงได้ภาพจริ งขยายเป็ น 2 เท่าของวัตถุ ถ้ารัศมีความโค้งของกระจกเป็ น 6 เซนติเมตร วิธีทา
  • 9.
    9 เลนส์ เลนส์ (lens) คือวัตถุโปร่ งใสที่มีผิวหน้าโค้งทาจากแก้วหรื อพลาสติก เลนส์แบ่งออกเป็ น 2 ชนิด ได้แก่ เลนส์นูนและเลนส์เว้า 1. เลนส์ นูน เลนส์นูน (convex lens) คือ เลนส์ที่มีลกษณะหนาตรงกลางและบางที่ขอบ ดังรู ป ั รูปแสดงลักษณะเลนส์ นูน รูปแสดงส่ วนสาคัญและรังสี บางรังสี ของเลนส์ เลนส์นูนทาหน้าที่รวมแสงขนานไปตัดกันที่จุดๆ หนึ่ง ซึ่ งแนวหรื อทิศทางของแสงที่เข้ามายังเลนส์สามารถเขียนแทนด้วยรังสี ของ แสง ถ้าแสงมาจากระยะไกลมากเรี ยกระยะนี้ว่า " ระยะอนันต์"เช่น แสงจากดวงอาทิตย์หรื อดวงดาวต่างๆ แสงจะส่ องมาเป็ นรังสี ขนาน เมื่อรังสี ของแสงผ่านเลนส์จะมีการหักเหและไปรวมกันที่จุดๆ หนึ่งเรี ยกว่า "จุดโฟกัส (F)" ระยะจากจุดโฟกัสถึงกึ่งกลาง เลนส์ เรี ยกว่า "ความยาวโฟกัส (f)" และเส้นตรงที่ลากผ่านจุดศูนย์กลางความโค้งของผิวทั้งสองของเลนส์เรี ยกว่า " แกนมุขสาคัญ (principal axis)" ภาพที่เกิดจากเลนส์ นูน ภาพจากเลนส์นูนเป็ นภาพที่เกิดจากรังสี หกเหไปพบกันที่จุดๆ หนึ่ง ซึ่ งมีท้ งภาพจริ งและภาพเสมือนขึ้นอยูกบตาแหน่งวัตถุที่วาง ั ั ่ ั หน้าเลนส์ ดังรู ป
  • 10.
    10 รูปแสดงตัวอย่างภาพจริงและภาพเสมือนที่เกิดจากเลนส์ นูน (ก) การเกิดภาพเมื่อวัตถุอยู่ห่างเลนส์นูนระยะไกลกว่ าความยาวโฟกัส (ข) การเกิดภาพเมื่อวัตถุอยู่ห่างจากเลนส์ นูนที่ระยะใกล้ กว่ าความยาวโฟกัส รูปแสดงตัวอย่างการเกิดภาพที่ตาแหน่ งต่ างๆ ของเลนส์ นูน
  • 11.
  • 12.
    12 เลนส์ เว้ า เลนส์เว้า(concave lens) คือ เลนส์ที่มีลกษณะบางตรงกลางและหนาที่ขอบ ดังรู ป ั รูปแสดงลักษณะเลนส์ เว้ า ภาพที่เกิดจากเลนส์ เว้ า เมื่อแสงส่ องผ่านเลนส์เว้ารังสี หกเหของแสงจะกระจายออก ดังรู ป ั รูปแสดงภาพที่เกิดจากเลนส์ เว้ าเมื่อวางวัตถุที่ระยะต่ างๆ
  • 13.
  • 14.
    14 การหาชนิดและตาแหน่ งของภาพจากวิธีการคานวณ การหาตาแหน่งภาพที่ผ่านมาใช้วิธีเขียนแผนภาพของรังสี ยังมีอีกวิธีที่ใช้หาตาแหน่งภาพคือวิธีคานวณ ซึ่ งสู ตรที่ใช้ในการ คานวณมีดงต่อไปนี้ ั สู ตร = เมื่อ m คือ กาลังขยายของเลนส์ I คือ ขนาดหรื อความสู งของภาพ O คือ ขนาดหรื อความสู งของวัตถุ หลักการกาหนดเครื่องหมาย ในการคานวณหาตาแหน่งและชนิดของภาพจะต้องมีการกาหนดเครื่ องหมาย - และ + สาหรับปริ มาณต่างๆ ในสมการดังนี้ 1. ระยะวัตถุ ( s ) ถ้าวัตถุอยูหน้าเลนส์ s มีเครื่ องหมายเป็ น + ถ้าวัตถุอยูหลังเลนส์ s มีเครื่ องหมายเป็ น - ่ ่ 2. ระยะภาพ ( s' ) ภาพจริ ง s' เป็ น + ภาพเสมือ s' เป็ นลบ 3. ระยะโฟกัส ( f ) f ของเลนส์นูนมีเครื่ องหมาย + และ f ของเลนส์เว้ามีเครื่ องหมาย - 4. กาลังขยาย ( m ) ภาพจริ ง กาลังขยายเป็ น + ภาพเสมือน กาลังขยายเป็ น -
  • 15.
    15 ตัวอย่ างที่ 1วางวัตถุห่างจากเลนส์นูนเป็ นระยะ 12 เซนติเมตร ถ้าเลนส์นูนมีความยาวโฟกัส 5 เซนติเมตร จะเกิดภาพชนิดใด และ ที่ตาแหน่งใด ตัวอย่ างที่ 2 วางวัตถุห่างจากเลนส์นูนเป็ นระยะ 25 เซนติเมตร ปรากฏว่าเกิดภาพเสมือนห่างจากเลนส์ 15 เซนติเมตร เลนส์น้ ีเป็ น เลนส์ชนิดใดและมีความยาวโฟกัสเท่าไร วิธีทา จากสู ตร ค่า f เป็ นลบ มีค่า 37.5 เซนติเมตร เป็ นเลนส์เว้า ตอบ
  • 16.
    16 ตัวอย่ างที่ 3วางวัตถุห่างจากเลนส์เว้าเป็ นระยะทาง 20 เซนติเมตร เกิดภาพหน้าเลนส์และอยูห่างจากเลนส์ 8 เซนติเมตร จงหา ่ ความยาวโฟกัสของเลนส์เว้าและกาลังขยายของเลนส์ ความยาวโฟกัสของเลนส์เว้าเท่ากับ 13.3 เซนติเมตร ตอบ หากาลังขยายใช้สูตร แทนค่า = -0.4 ภาพที่เกิดเป็ นภาพเสมือน มีกาลังขยายเท่ากับ 0.4 เท่าของวัตถุ ตอบ