เนื้อหาในบทนี้
 การบริหารเชิงกลยุทธ์
 การประสานโครงการเข้ากับกระบวนการบริหารเชิงกลยุทธ์
 การจัดองค์การในการบริหารโครงการ
 ทรัพยากรมนุษย์กับการบริหารโครงการ
การบริหารเชิงกลยุทธ์
 เป็นการบริหารเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้
 แผนกลยุทธ์ (Strategy planning) คือ ชุดปฏิบัติการที่ออกแบบมาเพื่อ
เปลี่ยนแปลงองค์กรจากสถานภาพปัจจุบันไปสู่สภาพที่ต้องการตามเป้าประสงค์
ภายใต้ข้อจากัดและศักยภาพขององค์กร
ยุทธศาสตร์ /กลยุทธ์
 แนวคิดหรือวิธีการอันแยบคายอันบ่งบอกถึงลักษณะการเคลื่อนตัวขององค์กรว่าจะก้าว
ไปสู่จุดหมายที่ต้องการในอนาคตได้อย่างไร
 เป็นการตอบคาถามว่า หน่วยงานจะไปถึงจุดหมายที่ต้องการได้ด้วยวิธีการอย่างไร
ข้อแตกต่างระหว่างการวางแผนกลยุทธ์กับการวางแผนทั่วไป
 การวางแผนกลยุทธ์ เป็นการวางแผนเพื่อนาองค์กรไปสู่ภาพลักษณ์ใหม่ ก้าวสู่วิสัน
ทัศน์ที่ต้องการในอนาคต เป็นการวางแผนในภาพรวมขององค์กร ทุกกลยุทธ์ที่กาหนด
ขึ้นเป็นปัจจัยที่ชี้อนาคตขององค์กรนั้น
 การวางแผนทั่วไป เป็นการวางแผนแก้ปัญหา ป้องกันปัญหา หรือการพัฒนาผลผลิต
ขององค์กร มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้แนวทางการดาเนินงาน ที่ทาให้งานหรือโครงการ
บรรลุผลสาเร็จอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น
องค์ประกอบของแผนกลยุทธ์
วิสัยทัศน์ (Vision) จุดหมายปลายทางที่เราต้องการจะไปให้ถึง
พันธกิจ (Mission) ขอบเขตของภาระที่เราต้องทาหรือดาเนินการมีอะไรบ้าง
กลุ่มเป้าหมายคือใคร หลักในการดาเนินงานของเราคืออะไร
ประเด็นยุทธศาสตร์ (Strategy Issues) จุดเน้นเรื่องที่ต้องพัฒนา
เป้าประสงค์ (Goal) สิ่งที่ต้องการจะบรรลุผลคืออะไร
ตัวชี้วัด (Key Performance Indicators) อะไรคือเครื่องที่จะช่วยแสดงให้เรารู้ว่าได้บรรลุผลแล้ว ระดับ
มากน้อยที่ต้องการบรรลุผล
กลยุทธ์ (Strategy) แนวทาง วิธีการ มาตรการ ที่จะนาไปสู่การบรรลุผลตามที่
ต้องการ
กระบวนการบริหารเชิงกลยุทธ์
1. การกาหนดพันธกิจและวัตถุประสงค์
2. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม
3. การระบุโอกาสและอุปสรรค
4. การวิเคราะห์ทรัพยากรองค์การ
5. การระบุจุดแข็งและจุดอ่อน
6. การกาหนดกลยุทธ์
7. การปฏิบัติตามกลยุทธ์
8. การประเมินผล
1. การกาหนดพันธกิจและวัตถุประสงค์
 จะเป็นการบอกให้บุคลภายนอกรู้รายละเอียดขององค์กรเช่น
 ปรัชญาขององค์กร
 จุดแข็งขององค์การที่ได้เปรียบคู่แข่งขัน
 ลูกค้าขององค์กร
 ตลาดผลิตภัณฑ์ขององค์กร
 เทคโนโลยี่สาคัญ
 การเจริญเติบโตและความมั่นคงทางการเงิน
 การรักษาภาพพจน์ขององค์กร
 การส่งเสริมบารุงขวัญกาลังใจและสร้างความปลอดภัยของพนักงาน
1. การกาหนดพันธกิจและวัตถุประสงค์
 หลักการเขียนวัตถุประสงค์
 S Specific ระบุเป้าหมายของวัตถุประสงค์อย่างแจ้งชัด
 M Measurable สร้างเครื่องชี้วัดความก้าวหน้าได้
 A Assignable สามารถมอบหมายให้บุคคลทาให้สาเร็จ
 R Realistic เป็นจริงได้ตามทรัพยากรที่มีอยู่
 T Time Related ระยะเวลาที่ทาให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้
2. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม
 สภาพแวดล้อมภายนอก
 สภาพแวดล้อมทั่วไป
 สภาพแวดล้อมเฉพาะเจาะจง
 สภาพแวดล้อมภายใน
3. การระบุโอกาสและอุปสรรค
 โอกาส (Opportunities)
 แนวโน้มของสภาพแวดล้อมภายนอกที่เป็นไปในทางบวกซึ่งจะส่งเสริมการดาเนินงานของ
องค์กร
 อุปสรรค (Threats)
 แนวโน้มของสภาพแวดล้อมที่เป็นไปในทางลบซึ่งจะขัดขวาง หรือไม่เอื้ออานวยต่อการ
ดาเนินงานขององค์กร
4. การวิเคราะห์ทรัพยากรขององค์กร
 วิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในขององค์กร เช่น ทรัพยากรที่มีอยู่ ความรู้
ความสามารถของบุคลากร สถานะทางการเงิน เทคโนโลยี
 การวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ภายในองค์กร จะทาให้ผู้บริหารได้ข้อมูลที่สาคัญเกี่ยวกับ
ทรัพยากรและสมรรถนะขององค์กร
5. การระบุจุดแข็งและจุดอ่อน
 จุดแข็ง (strength)
ทรัพยากรเด่นที่กิจการมีอยู่หรือกิจกรรมใดก็ตามที่องค์กรสามารถทาได้ดีเป็น
พิเศษ
 จุดอ่อน (weakness)
ทรัพยากรที่องค์กรต้องการ แต่องค์กรไม่มีอยู่ในความครอบครอง หรือกิจกรรม
ใดก็ตามที่องค์กรไม่สามารถทาได้ดี
 การระบุโอกาส อุปสรรค จุดแข็ง จุดอ่อน อาจเรียกว่า การวิเคราะห์สวอท (SWOT
Analysis)
6. การกาหนดกลยุทธ์
 กลยุทธ์ระดับองค์กร (Corporate level strategy)
 กลยุทธ์ระดับธุรกิจ (Business level strategy) ต้องประเมินปัจจัย 5 ประการ
 ความยากง่ายในการเข้าแข่งขันของรายใหม่
 ความยากง่ายในการใช้สินค้าทดแทน
 อานาจการต่อรองของผู้ซื้อ
 อานาจการต่อรองของผู้หาปัจจัยการผลิต
 การแข่งขันในตลาด
 กลยุทธ์ระดับหน้าที่ (Functional level strategy)
7. การปฏิบัติตามกลยุทธ์
 ผู้บริหารต้องเป็นผู้นาในการในการปฏิบัติตามกลยุทธ์
 มีการจัดทาแผนปฏิบัติงาน แผนการจัดสรรทรัพยากร
 มีการส่งเสริมให้ปฏิบัติงานเป็นทีม
 กระตุ้นและจูงใจให้ผู้บริหารระดับกลางและระดับต้นปฏิบัติตามกลยุทธ์
การประสานโครงการเข้ากับ
กระบวนการบริหารเชิงกลยุทธ์
1. การวิเคราะห์โครงการ
2. การจัดอันดับโครงการ
3. ระบบการจัดอันดับโครงการ
การจัดองค์การในการบริหารโครงการ
 การจัดองค์กรในการบริหารโครงการแบบแบ่งตามหน้าที่
 การจัดองค์กรในการบริหารโครงการแบบทีมงานจากแผนกต่างๆ
 การจัดองค์กรในการบริหารโครงการแบบโครงการที่แท้จริง
 การจัดองค์กรในการบริหารโครงการแบบเมทริก
การจัดองค์กรในการบริหารโครงการ แบบแบ่งตามหน้าที่
(Functional project organization)
ผู้จัดการใหญ่
แผนก
การตลาด
แผนกวิจัย
พัฒนา
แผนกโรงงาน
ผลิต วิศวกรรม อุปกรณ์
โครงการ
ข้อดี/ข้อเสีย
ข้อดี
 ทาโครงการสาเร็จในแผนกใดแผนกหนึ่งของโครงสร้างองค์กรเดิม
 ยืดหยุ่นสูงในการใช้บุคลากรทางานให้องค์กร
 ลดปัญหาการใช้บุคลากรไม่เต็มเวลา
ข้อเสีย
 การสื่อสารข้ามแผนกยากและล่าช้า
 แต่ละแผนกมุ่งเน้นโครงการตนเอง
 ไม่เหมาะกับโครงการใหญ่ที่มีขอบข่ายงานกว้าง
 ผู้ประสานงานไม่มีอานาจในการบังคับบัญชา
การจัดองค์กรในการบริหารโครงการแบบทีมงานจากแผนกต่างๆ
ผู้จัดการใหญ่
แผนก
การตลาด
แผนกจัดซื้อ แผนกโรงงาน
โครงการ
ข้อดี/ข้อเสีย
ข้อดี
 เหมาะกับโครงการใหญ่ ที่มีขอบเขตกว้าง
 การสื่อสารและประสานความร่วมมือระหว่างแผนกต่างๆทาได้ง่ายขึ้น เพราะผู้ร่วมทีม
มาจากแผนกต่างๆ
ข้อเสีย
 ผู้ประสานโครงการไม่มีอานาจในการบังคับบัญชา
 การตั้งเป็นทีมงานจากแผนกต่างๆอาจทาให้เกิดความขัดแย้ง
 การตั้งทีมงานโครงการที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากแผนกต่างๆ อาจทาให้ความรู้
ด้านเทคนิคของทีมงานจากัดตามความสามารถของผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้น
 เสียค่าใช้จ่ายสูง
การจัดองค์กรในการบริหารโครงการแบบโครงการที่แท้จริง
ผู้จัดการใหญ่
โปรแกรม
โครงการ
โครงการ A โครงการ B
แผนกจัดซื้อ แผนกโรงงาน แผนกบุคคล
แผนกจัดซื้อ แผนกโรงงาน แผนกบุคคล
ข้อดี / ข้อเสีย
ข้อดี
 เป็นโครงสร้างองค์การแบบง่ายทาให้สามารถทาโครงการได้สาเร็จรวดเร็วไม่เป็นผลเสีย
งานประจาของแผนก
 มุ่งเน้นการทางานของโครงการ
 มีโอกาสทาโครงการได้เสร็จรวดเร็ว
 เป็นการรวมศูนย์การบังคับไว้ที่ผู้บริหารโครงการ
ข้อเสีย
 เสียค่าใช้จ่ายสูง
การจัดองค์กรในการบริหารโครงการแบบเมทริก
ข้อดี / ข้อเสีย
ข้อดี
 สามารถแบ่งปันทรัพยากรไปใช้กับโครงการต่างๆ และแบ่งปันทรัพยากรใช้ในแผนกได้ ลดความ
ซ้าซ้อนในการทางาน
 มุ่งเน้นโครงการโดยมีการมอบหมายอย่างเป็นทางการให้ผู้บริหารโครงการรับผิดชอบประสานงาน
 ยืดหยุ่นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและผู้เชี่ยวชาญขององค์กร
 เนื่องจากเป็นโครงสร้างองค์กรแบบโครงการที่แท้จริงวางทับบนโครงการแบบแบ่งตามหน้าที่ ทาให้
โครงการสามารถเข้าถึงแหล่งเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญของแผนกได้
ข้อเสีย
 อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้บริหารตามหน้าที่กับผู้บริหารโครงการได้
 อาจเกิดความขัดแย้งและเกิดการแข่งขันในการแย่งทรัพยากรที่มีจากัดให้งานของตน
 ผิดหลักการบริหารจัดการให้เป็นหนึ่งเดียวในการบังคับบัญชา
ทรัพยากรมนุษย์ของโครงการ
Overview
• ทรัพยากรมนุษย์ของฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับโครงการ
• ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับโครงการ
• การคัดเลือกบุคลากรเพื่อการบริหารโครงการ
• คุณสมบัติของผู้จัดการโครงการ
ทรัพยากรมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ
ทักษะที่ทรัพยากรมนุษย์ทุกระดับต้องมี ได้แก่
• ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์
• ทักษะด้านความคิด
• ทักษะด้านการออกแบบ
• ทักษะด้านเทคนิค
ทักษะความรู้ในด้านต่างๆที่จาเป็น
• ทักษะที่เกี่ยวข้องกับองค์การและการจัดการ
• ทักษะที่เกี่ยวกับการผลิตและการปฏิบัติการ
• ทักษะที่เกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์
• ทักษะที่เกี่ยวกับการตลาด
• ทักษะที่เกี่ยวกับบัญชี
• ทักษะที่เกี่ยวกับการเงิน
• ทักษะที่เกี่ยวกับระบบสารสนเทศ
ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับโครงการ
1. ผู้จัดการโครงการ (The Project Manager)
เป็นผู้ที่รับผิดชอบในการประสานงานระหว่างสายงานในหน้าที่และกิจกรรมอื่นๆ
ลักษณะของผู้จัดการโครงการ
• มีทักษะในการสื่อสาร
• มีความสามารถหลายด้าน
• มีความรู้และประสบการณ์กว้างขวาง
• มีความสามารถในการใช้และถ่ายทอดทางด้านเทคโนโลยี
บทบาทของผู้จัดการโครงการ
• บริหารความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในโครงการ
• รักษาสมดุลระหว่างหน้าที่ด้านเทคนิคและหน้าที่บริหารโครงการ
• รับภาระความเสี่ยงในการบริหารโครงการ
• จัดทาตารางการทางาน
• กาหนดทรัพยากรที่ต้องการ
• กาหนดความต้องการด้านคุณภาพและความไว้วางใจของโครงการ
• กาหนดเกณฑ์การประเมินผลการทางาน
• กาหนดนโยบายการปฏิบัติงาน
ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับโครงการ
ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับโครงการ
2. ผู้จัดการตามหน้าที่ (Functional Manager)
เป็นผู้ที่ทาหน้าที่บริหารงานแผนกต่าง ๆ จะเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่รับผิดชอบ
บทบาทของผู้จัดการตามหน้าที่ที่มีต่อโครงการ
• ช่วยกาหนดวิธีการทางาน และสถานที่
• สนับสนุนด้านการจัดหาทรัพยากรให้เพียงพอ
• ควบคุมดูแลกิจกรรมต่าง ๆ ในหน่วยงาน ควบคุมงานต่างๆ ของโครงการให้เสร็จ
ตามเวลาและงบประมาณที่ตั้งไว้
ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับโครงการ
3. ผู้บริหารระดับสูง (Executive)
เป็นผู้คิดริเริ่ม มีส่วนเกี่ยวข้องในการวางแผนโครงการ กาหนดระยะเวลา
กาหนดลาดับความสาคัญ แก้ปัญหาต่างๆ
บทบาทของผู้บริหารระดับสูง
• วางแผน และกาหนดวัตถุประสงค์ของโครงการ
• แก้ปัญหาข้อขัดแย้ง
• กาหนดลาดับความสาคัญ
•รับผิดชอบโครงการ
•ทบทวน/สร้างนโยบายการทางาน
•ปรับเปลี่ยนความรับผิดชอบของโครงการ
•หาผู้ร่วมทีมที่มีความรู้และทักษะ
ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับโครงการ
4. ผู้จัดการกลุ่มจัดการโครงการ (Manager of Project Manager)
เป็นผู้ควบคุมโครงการย่อยทั้งหมด
บทบาทหน้าที่
• ตรวจสอบควบคุมโครงการให้เป็นไปตามกลยุทธ์ขององค์กร
• ร่วมแก้ปัญหาเมื่อเกิดข้องขัดแย้งระหว่างหน่วยงานในองค์กร
• แก้ปัญหาด้านการจัดสรรระหว่างโครงการต่าง ๆ
• พัฒนาระบบการบริหารโครงการ
• สั่งการ วัดผลการปฏิบัติงานของผู้จัดการโครงการ
• วางแผนกาหนดนโยบายเพื่อการบริหารโครงการ
ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับโครงการ
5. ผู้จัดการกิจกรรม (Activity Manager)
เป็นผู้ได้รับมอบหมายจากผู้จัดการโครงการให้รับผิดชอบกิจกรรมต่างๆ
บทบาทหน้าที่
• วางแผนการดาเนินงานในกิจกรรม
•ควบคุมงานแต่ละกิจกรรม
•ทางบประมาณของกิจกรรม
•รายงานผลการปฏิบัติงานของกิจกรรม
ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับโครงการ
6. ตัวแทนจากหน่วยงานตามหน้าที่ (Functional Representative)
เป็นผู้ได้รับคัดเลือกจากหน่วยงานตามหน้าที่เป็นตัวแทนร่วมกับทีมงานโครงการ
บทบาทหน้าที่
• รับผิดชอบงานที่ได้รับจากโครงการ
• ประสานงานระหว่างผู้จัดการโครงการและผู้จัดการหน่วยงานตามหน้าที่
ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับโครงการ
7. เจ้าหน้าที่ประจาโครงการ (Project Officer)
เป็นผู้ปฏิบัติงานประจาโครงการขึ้นตรงต่อหัวหน้างานในส่วนต่าง ๆ
การคัดเลือกบุคลากรเพื่อบริหารโครงการ
มีขั้นตอนดังนี้
1. คัดเลือกผู้จัดการโครงการ
2. คัดเลือกบุคลากรทีมงาน
คุณสมบัติของผู้จัดการโครงการ
• เป็นบุคคลเชื่อถือได้
•เชื่อถือได้ด้านเทคนิค
•เชื่อถือได้ด้านบริหาร
•มีความรู้สึกไว
•มีความเป็นผู้นา
•ปฏิบัติงานได้ในสภาวะกดดัน
•เป็นที่ยอมรับของบุคลต่างๆในโครงการ
•เป็นผู้ที่ลูกค้ายอมรับและเห็นชอบ
•มีประสบการณ์ในงานโครงการ
ทักษะของผู้จัดการโครงการที่มีประสิทธิผล
• กาหนดเป้าหมายได้
• การแก้ปัญหา
• การบริหารเวลา
• การสื่อสารด้วยวาจา
• ทักษะระหว่างบุคคล
• การทางานเป็นกลุ่ม
• การบริหารความขัดแย้ง

2การบริหารองค์การด้วยโครงการ