เอกสารประกอบการบรรยาย วิชาระเบียบวิธีวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดย รศ . ดร . สุวัลลีย์ เปี่ยมปิติ
ความหมายและลักษณะทั่วไปของการวิจัย การวิจัย คือ การนำวิธีการเชิงวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ เพื่อตอบคำถามที่สลับซับซ้อนเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการศึกษาแสวงหาความรู้  โดยวิธีการเชิงวิทยาศาสตร์  (scientific method)   เป็นกระบวนการตามแนวทางที่กำหนดเพื่อรวบรวมข้อมูลข่าวสารในการที่จะตอบคำถามที่ทำการตรวจสอบอยู่ให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง  เชื่อถือได้ และมีความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด  ซึ่งการที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว กระบวนการเชิงวิทยาศาสตร์เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด
กระบวนการหรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ สามารถรวบรวมขั้นตอนได้ดังต่อไปนี้ การเสนอปัญหาที่ต้องการศึกษาวิจัย หรือเรื่องราวที่จะทำการสำรวจตรวจสอบ หรือการทดสอบการอธิบายตามทฤษฎี การแปลงแนวความคิดเชิงนามธรรม  (abstract)  ให้เป็นการอธิบายเชิงทฤษฏีในลักษณะที่เป็นรูปธรรม  (concrete) การเสนอวิธีการวัดตัวแปรที่สำคัญในการอธิบายตามทฤษฎี
กระบวนการหรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์  ( ต่อ ) 4.  การออกแบบการวิจัย  (research design)   เพื่อเป็นแนวทางในการตอบปัญหาเรื่องที่ศึกษาวิจัย 5.  การเลือกวิธีดำเนินการที่เหมาะสมกับรูปแบบการวิจัย 6.  การเก็บรวบรวมข้อมูล 7.  การวิเคราะห์ข้อมูลตามเนื้อหาที่ต้องการศึกษาวิจัย 8.  การสรุปผลจากการวิเคราะห์ และรวบรวมผลการศึกษาวิจัยตามพื้นฐานของความที่มีอยู่
สาเหตุสำคัญของการทำวิจัย 1.   นักวิจัยหรือนักวิชาการต้องการเพิ่มพูนความรู้ในสาขาวิชานั้นๆ หรือต้องการทดสอบทฤษฎีที่มีอยู่ว่าถูกต้องหรือไม่ ควรมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เนื่องจากมีหลักฐานใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น หรืออีกข้อหนึ่ง คือ ต้องการเปลี่ยนแปลงแนวคิดหรือทฤษฎีทางสังคมบางประการนั่นเอง การวิจัยแบบนี้ คือ การวิจัยพื้นฐาน  ( Basic research)
สาเหตุสำคัญของการทำวิจัยเกี่ยวกับปัญหาทางสังคม 2.   การวิจัยที่เกิดจากองค์กรหรือหน่วยงานต้องการให้มีการศึกษาเป็นวิจัยเชิงประยุกต์  ( applied research)  หรือเป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการ  ( action research)  คือการวิจัยที่นำไปสู่การกำหนดนโยบายหรือการวิจัยเกี่ยวกับปัญหาสังคม เช่น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสาธารณสุข หรือปัญหาสิ่งแวดล้อม และนำผลจากการวิจัยนั้นๆ เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายของท้องถิ่นหรือของประเทศต่อไป
ความหมายของทฤษฏี  (Theory) ทฤษฎี คือการอธิบายความสัมพันธ์ และแสดงหลักการที่ปรากฏต่อเหตุการณ์ใดๆ ที่นักวิจัยต้องการศึกษา  ซึ่งการอธิบายความสัมพันธ์นั้น จะต้องประกอบด้วยข้อความที่แสดงความสัมพันธ์ หรือเหตุผลของความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ หรือตัวแปร  (variables)   ความเห็นที่เสนอตามทฤษฎีนั้น  เป็นข้อความ ที่สามารถตรวจสอบได้โดยใช้วิธีการศึกษาวิจัยนั่นเอง
ความหมายของทฤษฎี ทฤษฎีหมายถึงการรวบรวมเรื่องราวและข้อความอย่างมีระบบ โดยการใช้เหตุผล เพื่ออธิบายปรากฏการณ์บางอย่าง เป็นข้อความที่นำไปสู่กฎทั่วไป  (general laws)   หลักการ  (principles)   หรืออธิบายสาเหตุของพฤติกรรมบางอย่างจากการสังเกตการณ์ ทฤษฎี คือคำอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมหรือธรรมชาติ ที่เชื่อมโยงกันอย่างมีเหตุและผลสามารถทดสอบความถูกต้องได้ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์
การสร้างทฤษฎี  (Theory development)   ทำได้  2  ทางคือ 1.  ทฤษฎี ­ ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ เป็นการอธิบายเชิงเหตุและผลเพื่อการสรุป  (deductive theory)  กล่าวคือ เมื่อมีแนวคิดของทฤษฏีเกี่ยวกับพฤติกรรมหรือเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วนำไปสู่การสร้างสมมติฐานซึ่งสมมติฐานนี้จะมีแนวคิดที่ต้องแปลงเป็นนิยามปฏิบัติการ โดยผู้วิจัยจะต้องกำหนดว่า จะเก็บข้อมูลอย่างไร เพื่อทดสอบสมมติฐานนั้น  แล้วนำไปสู่การสรุป  ซึ่งสามารถจัดลำดับในส่วนที่ย่อย ๆ ลงไปดังภาพ
The Process of Deduction ภาพที่  1  The Process of Deduction (Bryman p.9) Theory Hypothesis Data Collection Findings Hypothesis confirmed or rejected Revision of theory 1 2 3 4 5 6
เป็นกระบวนการที่กลับกันกับ  deductive   คือเป็นการศึกษาเหตุผลในการกำหนดข้อเสนอต่อไป จากการศึกษาส่วนย่อยที่เฉพาะเจาะจงเพื่อนำไปสู่การสรุปถึงทฤษฏีหลัก Deduction   =  theory  observations/findings  Induction  =  observation/findings  theory 2.  การอธิบายเชิงเหตุและผล เพื่อการอนุมาน  (inductive)
สมมติฐาน  (Hypothesis) สมมติฐาน  คือ ข้อความที่แสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรในลักษณะที่แสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์นั้นสามารถทดสอบได้ หรือเป็นข้อความที่คาดคะเนความเกี่ยวข้องระหว่างตัวแปร  2  ตัว หรือมากกว่า  2  ตัว เพื่อตอบคำถามในการวิจัย การตั้งสมมติฐาน  คือ การอธิบายปรากฏการณ์ที่ต้องการ จะยืนยันว่าเป็นความจริง และสมมติฐานนั้นสามารถพิสูจน์ได้ คือ การทดสอบโดยวิธีการทางสถิติ ซึ่งสมมติฐานอาจผิดหรือถูกก็ได้ หรือถ้าพบว่าบกพร่องก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้
สมมติฐาน คือข้อความที่ระบุความสัมพันธ์ของตัวแปรหรือเปรียบเทียบระหว่างตัวแปร คำตอบที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าอย่างสมเหตุสมผลต่อปัญหาที่ปรึกษา คำตอบนี้อาจผิดหรือถูกก็ได้ ต้องทดสอบโดยวิธีการทางสถิติ
สมมติฐานทางการวิจัย  (Research Hypothesis) การตั้งสมมติฐานในงานวิจัยมี  2  ลักษณะ คือ 1.  แบบมีทิศทาง  (directional hypothesis)   เช่น การศึกษามีความสัมพันธ์กับฐานะทางเศรษฐกิจเชิงบวก 2.  แบบไม่แสดงทิศทาง   (non directional hypothesis)   เช่น การศึกษามีความสัมพันธ์กับฐานะทางเศรษฐกิจ
ที่มาสมมติฐาน แนวคิด หรือทฤษฏี ประสบการณ์ การวิจัย ลักษณะของสมมติฐาน มีตัวแปรตั้งแต่  2  ตัว วัดได้ ทดสอบได้ มีทิศทาง / ไม่มีทิศทาง ที่มา ลักษณะ และการนำไปใช้ของสมมติฐาน การนำไปใช้ ตอบปัญหาการวิจัย ยอมรับสมมติฐานการวิจัย ปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย
ตัวแปร  (Variable) ตัวแปรเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของสิ่งต่าง ๆ ที่มีความผันแปรได้ กรณีที่ศึกษาอาจจะเป็นคนหรือสิ่งของ เช่น ครัวเรือน เมือง องค์กร โรงเรียน หรือประเทศ ถ้าคุณสมบัติไม่มีความผันแปร เราเรียกว่า  ค่าคงที่  (constant)   เช่น ถ้าโรงงานแห่งหนึ่งมีอัตราส่วนพนักงานที่เป็นผู้จัดการชายและหญิงเท่ากัน คุณสมบัติขององค์กรนี้จะเรียกว่าค่าคงที่ และไม่ใช่ตัวแปร ซึ่งในงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ นักวิจัยมักจะไม่สนใจค่าคงที่ โดยปกติจะมีการแยกความแตกต่างระหว่างตัวแปรชนิดต่าง ๆ เช่น การแยกระหว่าง ตัวแปรอิสระ  (independent variables)   ซึ่งหมายความว่าตัวแปรอิสระจะมีอิทธิพลหรือเป็นสาเหตุให้เกิดผลกระทบต่อตัวแปรตาม (dependent variable) นั้นเอง
ตัวแปร  (Variable)  เนื่องจากการวิจัยเป็นกระบวนการที่มีระบบในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีเหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์   ในการวิจัย จึงต้องมีตัวแปรอิสระ และตัวแปรตาม กล่าวคือ ค่าของ   ตัวแปรอิสระมีส่วนกำหนดค่าของตัวแปรตาม หรืออีกนัยหนึ่ง ค่าของตัวแปรตามผันแปรตามค่าของตัวแปรอิสระ นอกจากนี้ ยังมีตัวแปรอื่น ๆ เช่น  ตัวแปรภายนอก   (extraneous variables)   และ ตัวแปรระหว่างกลาง  (intervening variable)
ตัวแปร  (Variable)  ตัวแปรแบ่งได้เป็น  2  ชนิด คือ ตัวแปรเชิงปริมาณ  ( Quantitative variable) ตัวแปรเชิงคุณภาพ  ( Qualitative variable)
ตัวแปรเชิงปริมาณ  ( Quantitative variable) หมายถึงตัวแปรที่มีค่าต่างๆ เป็นจำนวนหรือขนาด ซึ่งบอกปริมาณความมากน้อยได้ หรือเป็นตัวแปรที่แสดงลักษณะที่คนทั่วไปรับรู้ได้ตรงกันเป็นรูปธรรม เช่น อายุ รายได้ จำนวนประชากร จำนวนครัวเรือน เหล่านี้คือ ตัวแปรเชิงปริมาณ เป็นจำนวนที่วัดได้ หรือเรียงลำดับจากน้อยไปหามากได้ เช่น จังหวัดที่มีประชากรน้อยที่สุดไปจนถึงจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุด
ตัวแปรเชิงคุณภาพ  ( Qualitative variable) เป็นตัวแปรที่แสดงความหมายในลักษณะเฉพาะของตัวบุคคลที่คนทั่วไปอาจรับรู้ได้ตรงกัน หรือไม่ตรงกันเป็นลักษณะนามธรรม เช่น ทัศนคติ แรงจูงใจ ซึ่งต้องอาศัยเครื่องมืออื่นในการวัด หรือตัวแปรที่แสดงคุณลักษณะของบุคคล เช่น เพศชายและเพศหญิง หรือ เชื้อชาติ สถานภาพสมรส เช่น โสด สมรส หรือหม้าย หย่าร้าง ซึ่งตัวแปรเชิงคุณภาพไม่สามารถจัดลำดับเรื่องตามขนาดได้
ตัวแปรที่มีค่าต่อเนื่อง และไม่ต่อเนื่อง ( Continuous and discrete variable) ตัวแปรเชิงปริมาณนั้นจะมีค่าอยู่  2  ชนิด คือ ตัวแปรที่มีค่าต่อเนื่อง เช่น อายุ คือ อายุ  5, 6, 7  ปี ตามลำดับ ส่วนตัวแปรที่มีค่าไม่ต่อเนื่อง เช่น จำนวนคนในบ้าน จำนวนรถในบ้าน
ระดับการวัดตัวแปร  (scale of Measurements) การวัดตัวแปร เป็นการระบุลักษณะหรือให้ค่าแก่ตัวแปรที่ต้องการศึกษา ในการวิจัย การวัดตัวแปรจะทำให้ได้ผลการวัดออกมาเป็นสเกล ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็น  4  ระดับดังนี้คือ Nominal scale Ordinal scale Interval scale Ratio scale
1.  ระดับการวัดแบบนามบัญญัติหรือจัดพวก  (nominal scale) เป็นระดับการวัดขั้นพื้นฐานที่สุดคือแสดงลักษณะที่แตกต่างกันตามชื่อหรือหมู่พวกหรือเป็นการวัดที่กำหนดสัญลักษณ์ขึ้น เพื่อจำแนกหรือจัดประเภทตามคุณลักษณะ การจัดหมวดหมู่ลักษณะของตัวแปร เช่น เพศ  ( ชาย , หญิง )  ศาสนา เชื้อชาติ ซึ่งในการวิจัย ข้อมูลในระดับนี้มักจะใช้เป็นตัวแปรอิสระ  ( independent variable)
2.  ระดับการวัดแบบจัดลำดับ  (ordinal scale) เป็นการวัดที่แสดงลักษณะความแตกต่างและอันดับของการวัดผลที่ได้จากการวัดตัวแปรนี้เป็นตัวเลขที่แสดง คือ ปริมาณความมากน้อย สามารถเรียงลำดับได้ ตัวแปรนี้มีลักษณะแตกต่างตามหมู่พวกและแสดงระดับสูงต่ำของผลที่ได้ เช่นระดับการศึกษา แต่การวัดในมาตรานี้ ความแตกต่างระหว่างแต่ละหน่วยอาจไม่เท่ากัน และไม่มีศูนย์แท้  ( absolute zero)
3.  ระดับการวัดแบบช่วง  (interval scale) เป็นการวัดที่แสดงลักษณะแตกต่าง ค่าของความแตกต่างแสดงอันดับสูงต่ำ และมีช่วงห่างเท่ากัน เช่น การวัดอุณหภูมิเป็นองศาเซลเซียส เช่น ขณะนี้กรุงเทพมีอุณหภูมิ  36  องศาเซลเซียส แต่ปทุมธานีมีอุณหภูมิ  33  องศาเซลเซียส ซึ่งต่างกัน  3  องศาเซลเซียส แต่ความแตกต่างของแต่ละช่วงองศาจะเท่ากัน  ( equal interval)  แต่ไม่เป็นศูนย์แท้ เพราะอุณหภูมิสามารถต่ำกว่า  0  องศาได้
4.  ระดับการวัดแบบอัตราส่วน  (Ratio scale) เป็นการวัดที่แสดงลักษณะความแตกต่างกันตามหมู่พวก แสดงอันดับ หรือปริมาณความมากน้อยได้ ค่าของแต่ละหน่วย การวัดมีความแตกต่างของแต่ละหน่วยเท่ากัน  ( equal interval)  และมีจุดตั้งต้นเป็น  0   คือ  ( absolute zero)  เช่น น้ำหนัก
องค์ประกอบของการกำหนดรูปแบบการวิจัย ชื่อเรื่อง ปัญหาที่จะศึกษาวิจัย 1 คำถามในการวิจัยหรือ วัตถุประสงค์ในการวิจัย 2 กลยุทธ์ในการวิจัย 3 แนวคิด / ทฤษฎี  สมมติฐานและวิธีการวิจัย 4 แหล่งที่มาของข้อมูล 5 การเลือกข้อมูล จากแหล่งของข้อมูล 6 การเก็บรวบรวมข้อมูล และระยะเวลา 7 การประมวลผล และวิเคราะห์ข้อมูล 8
การกำหนดรูปแบบการวิจัย มีกระบวนการดังนี้คือ เสนอปัญหาที่ต้องการศึกษา เหตุผลของการศึกษา หรือความสำคัญของปัญหา และวัตถุประสงค์ที่ต้องการศึกษา แนวคิดทฤษฏีที่เกี่ยวข้อง แสดงกระบวนการในการศึกษาวิจัย การสุ่มตัวอย่าง การเสนอนิยามปฏิบัติการ การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการทดสอบสมมติฐานเพื่อตอบคำถามการวิจัย เสนอตารางการทำงานตามขั้นตอนต่าง ๆ  การกำหนดงบประมาณ  ( ตามจำนวนคน ตามเวลาที่กำหนด ) เสนอรูปแบบรายงานการวิจัย
การจำแนกรูปแบบการวิจัย ก จำแนกตามเป้าหมายการนำไปใช้ การวิจัยพื้นฐาน  (Basic research) การวิจัยประยุกต์  (Applied research) ข . จำแนกตามลักษณะที่ทำการศึกษา การวิจัยจากเอกสาร  (Literature research) การวิจัยทางคลินิก  (Clinical research) การวิจัยทางห้องปฏิบัติการ  ( Laboratory research ) การวิจัยในสัตว์ทดลอง  ( Animal research) การวิจัยชุมชน  (Community research) การวิจัยปฏิบัติการ  (Operational research)
การจำแนกรูปแบบการวิจัย  ( ต่อ ) ค . จำแนกตามประเภทของการเก็บข้อมูล การศึกษาย้อนหลัง  (Retrospective study) การศึกษาไปข้างหน้า  (Prospective study) การศึกษาโดยการสำรวจ  (Survey study) ง . จำแนกตามการออกแบบการวิจัย การศึกษาเชิงพรรณนา  (Descriptive study) การศึกษาเชิงวิเคราะห์  (Analytical study) การศึกษาโดยการทดลอง  (Experimental study)
วัตถุประสงค์ของการกำหนดรูปแบบการวิจัย โดยทั่วไป  เพื่อตอบคำถามพื้นฐานดังนี้คือ WHAT   –   จะศึกษาเรื่องอะไร WHY  –   เหตุไรจึงต้องศึกษาเรื่องนี้ HOW   –   วิธีการศึกษาเป็นอย่างไร ซึ่งแยกเป็นดังนี้คือ 3.1   WHAT  –   จะใช้กลยุทธ์ในการวิจัยแบบไหน   3.2  WHERE   –   ข้อมูลจะมาจากแหล่งใด   3.3   HOW   –   จะเก็บข้อมูล และวิเคราะห์อย่างไร   3.4   WHEN   –   แต่ละขั้นตอนจะดำเนินการเมื่อใด
การเลือกหัวข้อการวิจัย สาเหตุของการเลือกหัวข้อการวิจัย  อาจสรุปได้  3  ทางคือ 1. ส่วนบุคคล  (personal reasons) –   เพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็น –   เพื่อเพิ่มพูนเครดิต หรือเพิ่มความก้าวหน้าทางการงาน –   พยายามแก้ปัญหาส่วนตัว –   สนองความสนใจส่วนบุคคล หรือเป็นการรับงานเฉพาะตัว
การเลือกหัวข้อการวิจัย  2. ทางวิชาการ  (academic reasons) –   เพื่อเพิ่มพูนความรู้เฉพาะสาขา –   แสดงหาคำตอบที่อยู่ในความสนใจ ในปัจจุบัน –   การมีส่วนร่วมในการค้นคว้าเชิงวิชาการ –   เพื่อสร้างแนวคิดทฤษฎีใหม่ขึ้นมา
การเลือกหัวข้อการวิจัย  3. ทางสังคม  (social reasons) เพื่อให้คำตอบหรือการแก้ไขเกี่ยวกับปัญหาสังคม เพื่อช่วยให้องค์กร ชุมชน หรือบุคคลบางกลุ่มบรรลุวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นแนวทางในการเสนอนโยบายทางสังคม เพื่อช่วยในการตัดสินใจขององค์การทั้งภาครัฐและเอกชน
ประเภทของคำถามในการวิจัย คำถามในการวิจัย  (research questions)   แบ่งได้เป็น  3  ประเภท คือ  WHAT, WHY, HOW   ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้คือ WHAT   คำถามที่ต้องการคำตอบเชิงบรรยายเกี่ยวกับคุณลักษณะของ บุคคล และแบบแผนของปรากฏการณ์ทางสังคมต่าง ๆ  ประชากรกลุ่มใดเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คุณลักษณะของบุคคล ความรู้ ความเชื่อ และทัศนคติของบุคคลต่าง ๆ เป็นอย่างไร กระบวนการทางสังคมที่ทำให้เกิดพฤติกรรมเหล่านั้น แบบแผนของความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะต่าง ๆ ผลของการกระทำต่าง ๆ เป็นเช่นไร
ประเภทของคำถามในการวิจัย  2.  WHY   คำถามนี้ต้องการทราบสาเหตุหรือเหตุผลของปรากฏการณ์บางอย่าง การอธิบายความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ หรือกิจกรรม และกระบวนการทางสังคม เช่น เหตุไรบุคคลเหล่านี้คิดและทำเช่นนี้ เหตุไรแบบแผนของการกระทำจึงเป็นเช่นนี้ เหตุไร คุณลักษณะหรือกระบวนการทางสังคม จึงเปลี่ยนแปลง หรือ  คงที่ เหตุไร การกระทำเช่นนี้จึงทำให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ
ประเภทของคำถามในการวิจัย  3.  HOW   คำถามนี้เกี่ยวกับการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง  โดยเฉพาะผลของการกระทำบางอย่าง หรือการคิดค้นสิ่งใดขึ้นมา คุณลักษณะของประชากร  กระบวนการทางสังคม และแบบแผนต่างๆ  จะเปลี่ยนได้อย่างไร การหยุดการเปลี่ยนแปลง การชะลอหรือการเร่งอัตราการเปลี่ยนแปลง  จะทำได้อย่างไร
ประเภทของการวิจัยจำแนกตามวัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์ของการวิจัยพื้นฐาน  (Basic search) 1.  เพื่อการค้นคว้าเพิ่มเติม  (EXPLORE)   คือการพยายามพัฒนาคำอธิบายเบื้องต้น หรือการทำความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทางสังคม 2.  การบรรยายความ  (DESCRIBE)   การให้รายละเอียดเกี่ยวกับการวัดหรือการรายงาน คุณลักษณะของประชากรของกลุ่มรวมถึงการเสนอกฎเกณฑ์บางประการ 3.  การอธิบาย  (EXPLAIN)   คือ การสร้างองค์ประกอบ ปัจจัยหรือกลไก เพื่อนำไปสู่การกำหนดกฎเกณฑ์ ปรากฏการณ์ทางสังคม 4.  การเสนอเหตุผลเพื่อความเข้าใจ  (UNDERSTAND)   การกระทำบางอย่างทางสังคม และสาเหตุที่ทำให้เกิดการกระทำเช่นนั้นในสังคม 5.  การคาดหมาย  (PREDICT)   ซึ่งเกิดจากการสร้างความเข้าใจ หรืออธิบายเกี่ยวกับปรากฏการณ์บางอย่างภายในเงื่อนไขบางประการ
วัตถุประสงค์ของการวิจัยเชิงประยุกต์  (Applied Research) 1.  เพื่อการเปลี่ยนแปลง  (CHANGE)   การศึกษาวิจัยบางเรื่อง  เพื่อให้ผู้ที่มีส่วนร่วมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง อาจจะบางส่วนหรืออย่างมากก็ได้ 2.  การประเมินผล  (EVALUATION)   การประเมินผลเป็นการศึกษาวิจัยเพื่อประเมินผลการดำเนินงานของโครงการต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ หรือการแก้ปัญหาตามนโยบายที่กำหนด 3.  การประเมินผลกระทบ  (IMPACT ASSESSMENT)   เป็นการศึกษาวิจัยเพื่อประเมินผลกระทบของโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยทั่วไปเป็นการศึกษา ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม  โครงสร้างทางสังคม กระบวนทางสังคมและประชากร ที่จะเปลี่ยนแปลงหรือได้รับผลกระทบจากโครงการตามนโยบายที่กำหนดขึ้น
การประเมินผลโครงการ   (project evaluation) เป็นกระบวนการในการพิจารณาระดับความสำเร็จในการบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้น โดยในการประเมินผลนั้น ต้องมีเกณฑ์มาตรฐานสำหรับวัดความสำเร็จ เพื่อผู้ประเมินสามารถพิจารณาและอธิบายความสำเร็จของโครงการได้ กระบวนการประเมินผลโครงการ คือ การเก็บข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูลตามข้อเท็จจริงของโครงการอย่างเป็นระบบเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับผลสำเร็จของโครงการ การปรับปรุงเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น
แบบจำลองการประเมินผล แบบจำลองการประเมินผลมีหลายแบบ ที่นิยมกล่าวถึงคือของ  Stufflebeam  ซึ่งเรียกว่า  CIPP model  โดยสตัฟเฟลบีม ได้ให้ความหมายของการประเมินว่า “เป็นกระบวนการของการวิเคราะห์เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจในทางเลือกต่างๆ ที่มีอยู่”  แบบจำลอง  CIPP  นี้ไม่เพียงแต่ประเมินว่า บรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่เท่านั้น แต่ยังเป็ฯการประเมินเพื่อให้รายละเอียดต่างๆ ที่ช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการอีกด้วย
แบบจำลอง  ( Model)  การประเมินผล การประเมินผล  4  ประเภทของแบบจำลองซิป  ( CIPP Model)  คือ 1. Context Evaluation 2. Input Evaluation 3. Process Evaluation 4. Product Evaluation
การประเมินเนื้อหาหรือการประเมินสภาวะแวดล้อม  เป็นการประเมินเพื่อให้ได้มาซึ่งเหตุผล เป็นพื้นฐานเกี่ยวกับการค้นหาข่าวสารอันจะนำไปสู่การพัฒนาเป้าหมายของโครงการ หรือเป็นแนวทางในการตัดสินใจเกี่ยวกับการวางแผนในการกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน สำหรับดำเนินโครงการ โดยเน้นความสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ความต้องการ และเงื่อนไขที่เป็นจริงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม Context Evaluation   ( การประเมินเนื้อหาหรือการประเมินสภาวะแวดล้อม  )
2. Input Evaluation  ( การประเมินปัจจัยเบื้องต้น หรือปัจจัยนำเข้า ) เป็นการประเมินปัจจัยเบื้องต้น หรือปัจจัยนำเข้า เพื่อค้นหาตัวประกอบหรือแนวทางที่เหมาะสม หรือมีประสิทธิภาพ ที่จะอำนวยให้โครงการดำเนินไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ คือ บรรลุเป้าหมายของโครงการ ซึ่งมักจะประเมินในด้านต่างๆ เช่น ความสามารถของหน่วยงานในการจัดทำโครงการยุทธวิธีที่ใช้ในการบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ และการได้รับความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้โครงการดำเนินไปได้ เช่น เกี่ยวกับอุปกรณ์ เงินทุน เป็นต้น
การประเมินผลประเภทนี้จะทำหน้าที่ต่อจาก  Context  และ  Input evaluation   เป็นการประเมินผลเพื่อค้นหาข่าวสารที่จะเป็นแนวทางหรือวิธีการปฎิบัติ สำหรับโครงการว่าจะดำเนินให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้อย่างไร ซึ่งการประเมินกระบวนการมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ เพื่อหาข้อบกพร่องของกระบวนการ หรือการดำเนินงานตามขั้นตอนที่วางไว้ ตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ ระหว่างดำเนินโครงการ 3. Process Evaluation ( การประเมินผลกระบวนการ )
4. Product Evaluation  ( การประเมินผลิตผล ) วัตถุประสงค์ของการประเมินผลประเภทนี้ก็คือ ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธิ์จากโครงการกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการอย่างไร การประเมินผลประเภทนี้ อาจอาศัยการเปรียบเทียบผลผลิตกับเกณฑ์มาตรฐาน  ( absolute or relative standards)  เลือกไว้ นอกจากนั้น อาจอาศัยรายงานการประเมินผลจากข้อมูลที่ได้จาก  Context input  และ  Process evaluation
การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม   (Environmental Impact Assessment : EIA) หมายถึง การศึกษาเพื่อคาดการณ์ผลที่จะเกิดต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินการของโครงการ และเสนอแนะวิธีการลดผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินการ เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินการได้อย่างเหมาะสม โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ในปัจจุบัน การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม จะครอบคลุมถึงการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และประชากร ซึ่งมีผลตั้งแต่ต่อตัวบุคคล องค์กร ,  สถาบัน และภาพรวมของสังคมทั้งหมด โดยเป็นการศึกษาถึงผลกระทบทางด้านต่างๆในอนาคตจากโครงการที่อาจจะเกิดขึ้นตามนโยบายที่กำหนด
การประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นระบบของกรรมวิธีซึ่งเกี่ยวข้องกับปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย 1.  การนำเสนอวัตถุประสงค์ของการพัฒนาซึ่งอาจเกิดผลต่อสิ่งแวดล้อม 2.  การเสนอสภาพแวดล้อมในปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบ 3.  การประเมินความเป็นไปได้ของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น 4.  การออกข้อกำหนดเพื่อรักษาสภาพแวดล้อม 5.  การเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม 6.  การจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อลดผลกระทบ
ผลกระทบสิ่งแวดล้อม แบ่งเป็น  2  ประเภท 1.  ผลกระทบปฐมภูมิ  ( Primary Impact) 2.  ผลกระทบทุติยภูมิ  ( Secondary Impact)
1.  ผลกระทบปฐมภูมิ  ( Primary Impact) เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยตรงจากกิจกรรม เช่น การก่อสร้างอาคารสถานที่ ซึ่งผลกระทบปฐมภูมิ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องจากกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ก่อสร้าง เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ที่ดิน และระบบนิเวศน์ภายในอาณาเขตของพื้นที่ของโครงการ
2.  ผลกระทบทุติยภูมิ  ( Secondary Impact) เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยทางอ้อมของกิจกรรม อันเนื่องมาจากผลกระทบปฐมภูมิ เช่น การก่อสร้างที่เกิดขึ้นจะทำให้ผลกระทบที่ตามมา เช่น การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงประชากร สภาพเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนถึงทรัพยากรธรรมชาติ
ผลกระทบปฐมภูมิและทุติยภูมิ ผลกระทบปฐมภูมิและทุติยภูมิ จะใช้ประโยชน์ในการประเมินผลกระทบ โดยใช้ประกอบการพิจารณา เพื่อที่จะลดผลเสียที่เกิดขึ้นจากตัวแปรที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นั่นคือ  การสร้างความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆในสิ่งแวดล้อม จะทำให้สามารถคาดคะเนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จนทำให้สิ่งแวดล้อมเสียดุลยภาพอันจะเป็นพื้นฐานนำไปสู่มาตรการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นต่อไป
เทคนิคการเก็บรวบรวมข้อมูล เชิงปริมาณ  (Quantitative) – จากแบบสอบถาม  ( ตอบแบบสอบถามเอง ) – จากการสัมภาษณ์ – จากการสังเกต  ( แบบมีโครงร่าง ) – วิเคราะห์จากเอกสาร เชิงคุณภาพ  (Qualitative) – การมีส่วนร่วม – การสัมภาษณ์กลุ่ม – การสัมภาษณ์เชิงลึก – การสัมภาษณ์ประวัติชีวิติ – วิเคราะห์จากเอกสาร
Data Analysis Techniques Qualitative Description Distribution : numerical and graphical Central tendency and dispersion Association Correlation : simple, partial and multiple Analysis of variance and covariance Regression: simple, partial and multiple Causation Factor analysis Path analysis Regression: simple, partial and multiple Inference Sample statistic to population parameter Sample differences to population  differences
Data Analysis Techniques Qualitative Description Theory generation Analytic induction Grounded theory: open and axial coding Categorizing and connecting From everyday typifications to typologies
สถิติสำหรับตัวแปรเดี่ยว สถิติที่ใช้กับตัวแปรเดี่ยว ซึ่งอาจจะเป็นได้ทุกระดับคือ  nominal, ordinal, interval, & ratio..  ในเบื้องต้นคือ แสดงการกระจายจำนวนโดยความถี่  (frequency)  และการกระจายด้วยอัตราส่วนร้อย  (percent) สำหรับข้อมูลตัวแปรช่วงและอัตราส่วน การใช้สถิติจะมีเพิ่มเติมคือ ใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ามัธยฐาน และค่าฐานนิยม  (mode)   ค่าการผันแปร  (variance)   ส่วนใหญ่นิยมใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด และค่าสูงสุด
สถิติสำหรับตัวแปรเดี่ยว ในกรณีที่มีตัวแปร  2  ตัว หรือมากกว่า  2  ตัวขึ้นไป มีวิธีการทางสถิติที่ใช้หลายแบบ อย่างหนึ่งที่นิยมกันมากคือการใช้ตารางไขว้  (cross tabulation)   ซึ่งในการเสนอด้วยตารางไขว้ ต้องใช้อัตราส่วนร้อยให้ถูกประเภท ซึ่งแบ่งเป็นสามแบบคือ อัตราส่วนร้อยของคอลัมน์ อัตราส่วนร้อยของแถว และอัตราส่วนร้อยของทั้งหมด ดังที่แสดงในตารางตัวอย่าง โดยทั่วไปตัวแปร  2  ตัว ที่นำเสนอหมายถึงตัวแปรหนึ่งเป็นตัวแปรอิสระ อีกตัวแปรหนึ่งเป็นตัวแปรตาม ในกรณีที่ตัวแปรทั้ง  2  เป็นตัวแปรแบบ  nominal  การเสนอโดยตารางไขว้ก็เหมาะสม หรือถ้าตัวแปรอิสระเป็น  nominal   ส่วนตัวแปรตามเป็น  ordinal  ก็ควรใช้ตารางไขว้เช่นกัน
สถิติสำหรับตัวแปรเดี่ยว  ( ต่อ ) ในกรณีที่ตัวแปรอิสระเป็นตัวแปรแบบ  normial  และตัวแปร   interval  เป็นตัวแปรตาม การวิเคราะห์ควรใช้วิธีการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของแต่ละกลุ่มย่อยของตัวแปรอิสระ แต่หากตัวแปรตามเป็นแบบ  nominal  และตัวแปรอิสระเป็นแบบ  interval  ควรแบ่งตัวแปรอิสระเป็นกลุ่มก่อน แล้วแสดงตารางไขว้ของข้อมูลดังตัวอย่างที่แสดง
การวิจัยด้วยการสำรวจ  (Survey Research ) การวิจัยด้วยการสำรวจ เป็นการศึกษาวิจัยโดยใช้ข้อมูล ซึ่งเก็บรวบรวมจากแบบสอบถาม หรือโดยการสัมภาษณ์จากประชากรตัวอย่างที่สุ่มขึ้นมา และจะต้องเป็นช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่กำหนด เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวแปรต่างๆซึ่งโดยปกติตัวแปรจะมากกว่า  2  ตัวขึ้นไป  หลังจากนั้นจะเป็นการประมวลผล การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อศึกษาแบบแผนความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆ และรายงานผลการศึกษา
การเลือกตัวอย่าง  (Sampling) 1. Probability sampling การเลือกตัวอย่าง โดยใช้หลักการเชิงสุ่ม ทุกหน่วยของประชากรมีโอกาสที่จะถูกเลือกเป็นตัวอย่างเท่าๆกัน 2. Non probability sampling การเลือกตัวอย่างโดยไม่ใช้หลักการเชิงสุ่ม แต่เลือกโดยเหตุผลอื่นๆทำให้ทุกหน่วยของประชากร มีโอกาสไม่เท่ากันที่จะถูกเลือกเป็นตัวอย่าง
ลักษณะตัวอย่างที่ดี เนื่องจากการสุ่มตัวอย่าง เป็นการเลือกตัวแทนของประชากรจากกลุ่มที่ต้องการศึกษา จึงต้องเป็นตัวแทนที่ดีมีลักษณะที่สำคัญของประชากรที่จะศึกษา และเป็นตัวแทนที่ถูกเลือกมาโดยไม่มีความลำเอียง ขนาดของตัวอย่างต้องมีความเหมาะสมเพียงพอที่จะอ้างไปถึงกลุ่มประชากรที่ศึกษาได้ การเลือกขนาดตัวอย่างจึงต้องใช้หลักวิชาที่ถูกต้อง
ความหมายของประชากรและตัวอย่าง  (Populations and samples) ประชากร หมายถึง กลุ่มของบุคคลหรือสิ่งของ โดยมีองค์ประกอบเป็นจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจจะหมายถึง จำนวนคน เหตุการณ์ สถานที่ หรือสิ่งของก็ได้ ตัวอย่างเช่น จำนวนประชากรในประเทศหนึ่งในเวลาที่กำหนด นักศึกษาปีที่หนึ่ง ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จำนวนประชากรตามกลุ่มอายุ เช่น วัยแรงงานอายุ  15-59  ปี ข่าวในหนังสือพิมพ์ในช่วง  12  เดือนที่ผ่านมา ดังนั้น ตัวอย่าง  (samples)   จึงเป็นการเลือกบุคคลจำนวนหนึ่งจากประชากรกลุ่มที่กำหนด เพื่อให้เป็นตัวแทนที่ดีที่สุด ในการศึกษาวิจัยเรื่องที่ต้องการ
การสุ่มตัวอย่างตามหลักความน่าจะเป็น  (Probability sampling) เป็นกระบวนการที่ทุกหน่วยของประชากรมีโอกาสที่จะถูกเลือกเท่ากัน โดยวิธีดังนี้ 1.  การสุ่มอย่างง่าย  (simple random sampling) 2.  การสุ่มอย่างมีระบบ   (systematic random sampling) 3.  การสุ่มแบบแบ่งชั้น   (stratified random sampling) 4.  การสุ่มแบบกลุ่ม   (cluster random sampling) 5.  การสุ่มแบบหลายขั้นตอน   (multi-stage random sampling)
การสุ่มอย่างง่าย  (Simple random sampling) เป็นการสุ่มโดยสมาชิกแต่ละหน่วยในประชากรมีโอกาสได้เลือกเท่าๆกัน วิธีนี้ใช้กับกรณีที่ทราบจำนวนประชากรกลุ่มที่จะศึกษาโดยสร้างเป็นกรอบตัวอย่าง มีรายชื่อตั้งแต่  1  ถึง  N   และสุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสุ่ม  (Table of random numbers)
การสุ่มอย่างมีระบบ  (systematic random sampling) การเลือกตัวอย่างที่มีลักษณะเป็นช่วง ช่วงละเท่าๆกันแต่ละจุดของการแบ่งเป็นช่วงคือ ตัวอย่างที่ได้รับเลือก เช่น การสุ่มตัวอย่างบ้านในเมือง ซึ่งมีถนนเป็นบล๊อก การสุ่มอย่างมีระบบคือ เลือกบ้านตามอัตราส่วน  1  ต่อ  15  คือ ทุก  15  ครัวเรือน เลือกตัวอย่างมา  1  ครัวเรือน ตามกรอบตัวอย่าง คือ ถนนตามบล๊อก หรือตามโซนที่เลือกไว้แล้ว
การสุ่มแบบแบ่งชั้น  (stratified random sampling) การเลือกตัวอย่างโดยจัดสมาชิกของประชากรที่มีลักษณะเดียวกันไว้ในกลุ่มหรือชั้นเดียวกัน จากนั้นทำการสุ่มเลือกจากแต่ละชั้นโดยวิธีที่เหมาะสม จำนวนตัวอย่างในแต่ชั้นอาจจะเท่ากันหรือไม่เท่ากันก็ได้ ขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกหรือความสำคัญของแต่ละชั้น การกำหนดขนาดของตัวอย่างแต่ละชั้นควรให้ได้สัดส่วนกับขนาดของประชากรในแต่ละชั้น
การสุ่มแบบหลายขั้นตอน   (multi-stage random sampling) การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน มักจะใช้กับการสำรวจครัวเรือน ในระดับประเทศหรือเขต โดยมีการสุ่มเป็นชั้นๆ เช่น ชั้นแรก สุ่มตัวอย่างจังหวัดที่จะต้องการศึกษา ในแต่ละจังหวัด สุ่มอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน จนถึงครัวเรือนที่จะเลือกเป็นตัวอย่าง ขั้นตอนต่างๆจะเป็นการสุ่มอย่างมีระบบ การสุ่มแบบกลุ่ม  (cluster sampling)   บางครั้งก็เป็นส่วนหนึ่งของการสุ่มหลายขั้นตอน
การเลือกตัวอย่างโดยไม่อาศัยหลักความน่าจะเป็น (non-probability sampling) Convenience sampling accidental) เป็นวิธีที่ไม่มีข้อจำกัดในการเลือกตัวอย่าง เมื่อพบสมาชิกของประชากรที่จะศึกษา ก็เก็บข้อมูลจนครบจำนวนที่ต้องการเป็นวิธีที่ได้รับความน่าเชื่อถือน้อย Purposive sampling 1. Judgment sampling 2. Quota sampling 3. Snowball sampling
การเสนอรายงานวิจัย 1.  ชื่อเรื่อง  ( โดยปกติจะมี  2  ส่วน คือ ส่วนแรกเป็นเรื่องที่ต้องการศึกษา ส่วนที่สองเป็นสถานที่ ) 2.  บทนำ  ความสำคัญของปัญหา  วัตถุประสงค์การวิจัย สมมติฐานการวิจัย ขอบเขตการศึกษา นิยามศัพท์ กรอบแนวคิดในการวิจัย ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
การเสนอรายงานวิจัย 3.  ทบทวนวรรณกรรม  แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4.  ระเบียบวิธีวิจัย แหล่งที่มาของข้อมูล ขนาดตัวอย่าง การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ระยะเวลาในการทำวิจัย 5.  ผลการศึกษา 6.  สรุปและข้อเสนอแนะ

ppt

  • 1.
  • 2.
    ความหมายและลักษณะทั่วไปของการวิจัย การวิจัย คือการนำวิธีการเชิงวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ เพื่อตอบคำถามที่สลับซับซ้อนเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการศึกษาแสวงหาความรู้ โดยวิธีการเชิงวิทยาศาสตร์ (scientific method) เป็นกระบวนการตามแนวทางที่กำหนดเพื่อรวบรวมข้อมูลข่าวสารในการที่จะตอบคำถามที่ทำการตรวจสอบอยู่ให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และมีความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด ซึ่งการที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว กระบวนการเชิงวิทยาศาสตร์เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด
  • 3.
    กระบวนการหรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ สามารถรวบรวมขั้นตอนได้ดังต่อไปนี้ การเสนอปัญหาที่ต้องการศึกษาวิจัยหรือเรื่องราวที่จะทำการสำรวจตรวจสอบ หรือการทดสอบการอธิบายตามทฤษฎี การแปลงแนวความคิดเชิงนามธรรม (abstract) ให้เป็นการอธิบายเชิงทฤษฏีในลักษณะที่เป็นรูปธรรม (concrete) การเสนอวิธีการวัดตัวแปรที่สำคัญในการอธิบายตามทฤษฎี
  • 4.
    กระบวนการหรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ (ต่อ ) 4. การออกแบบการวิจัย (research design) เพื่อเป็นแนวทางในการตอบปัญหาเรื่องที่ศึกษาวิจัย 5. การเลือกวิธีดำเนินการที่เหมาะสมกับรูปแบบการวิจัย 6. การเก็บรวบรวมข้อมูล 7. การวิเคราะห์ข้อมูลตามเนื้อหาที่ต้องการศึกษาวิจัย 8. การสรุปผลจากการวิเคราะห์ และรวบรวมผลการศึกษาวิจัยตามพื้นฐานของความที่มีอยู่
  • 5.
    สาเหตุสำคัญของการทำวิจัย 1. นักวิจัยหรือนักวิชาการต้องการเพิ่มพูนความรู้ในสาขาวิชานั้นๆ หรือต้องการทดสอบทฤษฎีที่มีอยู่ว่าถูกต้องหรือไม่ ควรมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เนื่องจากมีหลักฐานใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น หรืออีกข้อหนึ่ง คือ ต้องการเปลี่ยนแปลงแนวคิดหรือทฤษฎีทางสังคมบางประการนั่นเอง การวิจัยแบบนี้ คือ การวิจัยพื้นฐาน ( Basic research)
  • 6.
    สาเหตุสำคัญของการทำวิจัยเกี่ยวกับปัญหาทางสังคม 2. การวิจัยที่เกิดจากองค์กรหรือหน่วยงานต้องการให้มีการศึกษาเป็นวิจัยเชิงประยุกต์ ( applied research) หรือเป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการ ( action research) คือการวิจัยที่นำไปสู่การกำหนดนโยบายหรือการวิจัยเกี่ยวกับปัญหาสังคม เช่น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสาธารณสุข หรือปัญหาสิ่งแวดล้อม และนำผลจากการวิจัยนั้นๆ เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายของท้องถิ่นหรือของประเทศต่อไป
  • 7.
    ความหมายของทฤษฏี (Theory)ทฤษฎี คือการอธิบายความสัมพันธ์ และแสดงหลักการที่ปรากฏต่อเหตุการณ์ใดๆ ที่นักวิจัยต้องการศึกษา ซึ่งการอธิบายความสัมพันธ์นั้น จะต้องประกอบด้วยข้อความที่แสดงความสัมพันธ์ หรือเหตุผลของความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ หรือตัวแปร (variables) ความเห็นที่เสนอตามทฤษฎีนั้น เป็นข้อความ ที่สามารถตรวจสอบได้โดยใช้วิธีการศึกษาวิจัยนั่นเอง
  • 8.
    ความหมายของทฤษฎี ทฤษฎีหมายถึงการรวบรวมเรื่องราวและข้อความอย่างมีระบบ โดยการใช้เหตุผลเพื่ออธิบายปรากฏการณ์บางอย่าง เป็นข้อความที่นำไปสู่กฎทั่วไป (general laws) หลักการ (principles) หรืออธิบายสาเหตุของพฤติกรรมบางอย่างจากการสังเกตการณ์ ทฤษฎี คือคำอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมหรือธรรมชาติ ที่เชื่อมโยงกันอย่างมีเหตุและผลสามารถทดสอบความถูกต้องได้ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์
  • 9.
    การสร้างทฤษฎี (Theorydevelopment) ทำได้ 2 ทางคือ 1. ทฤษฎี ­ ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ เป็นการอธิบายเชิงเหตุและผลเพื่อการสรุป (deductive theory) กล่าวคือ เมื่อมีแนวคิดของทฤษฏีเกี่ยวกับพฤติกรรมหรือเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วนำไปสู่การสร้างสมมติฐานซึ่งสมมติฐานนี้จะมีแนวคิดที่ต้องแปลงเป็นนิยามปฏิบัติการ โดยผู้วิจัยจะต้องกำหนดว่า จะเก็บข้อมูลอย่างไร เพื่อทดสอบสมมติฐานนั้น แล้วนำไปสู่การสรุป ซึ่งสามารถจัดลำดับในส่วนที่ย่อย ๆ ลงไปดังภาพ
  • 10.
    The Process ofDeduction ภาพที่ 1 The Process of Deduction (Bryman p.9) Theory Hypothesis Data Collection Findings Hypothesis confirmed or rejected Revision of theory 1 2 3 4 5 6
  • 11.
    เป็นกระบวนการที่กลับกันกับ deductive คือเป็นการศึกษาเหตุผลในการกำหนดข้อเสนอต่อไป จากการศึกษาส่วนย่อยที่เฉพาะเจาะจงเพื่อนำไปสู่การสรุปถึงทฤษฏีหลัก Deduction = theory observations/findings Induction = observation/findings theory 2. การอธิบายเชิงเหตุและผล เพื่อการอนุมาน (inductive)
  • 12.
    สมมติฐาน (Hypothesis)สมมติฐาน คือ ข้อความที่แสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรในลักษณะที่แสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์นั้นสามารถทดสอบได้ หรือเป็นข้อความที่คาดคะเนความเกี่ยวข้องระหว่างตัวแปร 2 ตัว หรือมากกว่า 2 ตัว เพื่อตอบคำถามในการวิจัย การตั้งสมมติฐาน คือ การอธิบายปรากฏการณ์ที่ต้องการ จะยืนยันว่าเป็นความจริง และสมมติฐานนั้นสามารถพิสูจน์ได้ คือ การทดสอบโดยวิธีการทางสถิติ ซึ่งสมมติฐานอาจผิดหรือถูกก็ได้ หรือถ้าพบว่าบกพร่องก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้
  • 13.
  • 14.
    สมมติฐานทางการวิจัย (ResearchHypothesis) การตั้งสมมติฐานในงานวิจัยมี 2 ลักษณะ คือ 1. แบบมีทิศทาง (directional hypothesis) เช่น การศึกษามีความสัมพันธ์กับฐานะทางเศรษฐกิจเชิงบวก 2. แบบไม่แสดงทิศทาง (non directional hypothesis) เช่น การศึกษามีความสัมพันธ์กับฐานะทางเศรษฐกิจ
  • 15.
    ที่มาสมมติฐาน แนวคิด หรือทฤษฏีประสบการณ์ การวิจัย ลักษณะของสมมติฐาน มีตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัว วัดได้ ทดสอบได้ มีทิศทาง / ไม่มีทิศทาง ที่มา ลักษณะ และการนำไปใช้ของสมมติฐาน การนำไปใช้ ตอบปัญหาการวิจัย ยอมรับสมมติฐานการวิจัย ปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย
  • 16.
    ตัวแปร (Variable)ตัวแปรเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของสิ่งต่าง ๆ ที่มีความผันแปรได้ กรณีที่ศึกษาอาจจะเป็นคนหรือสิ่งของ เช่น ครัวเรือน เมือง องค์กร โรงเรียน หรือประเทศ ถ้าคุณสมบัติไม่มีความผันแปร เราเรียกว่า ค่าคงที่ (constant) เช่น ถ้าโรงงานแห่งหนึ่งมีอัตราส่วนพนักงานที่เป็นผู้จัดการชายและหญิงเท่ากัน คุณสมบัติขององค์กรนี้จะเรียกว่าค่าคงที่ และไม่ใช่ตัวแปร ซึ่งในงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ นักวิจัยมักจะไม่สนใจค่าคงที่ โดยปกติจะมีการแยกความแตกต่างระหว่างตัวแปรชนิดต่าง ๆ เช่น การแยกระหว่าง ตัวแปรอิสระ (independent variables) ซึ่งหมายความว่าตัวแปรอิสระจะมีอิทธิพลหรือเป็นสาเหตุให้เกิดผลกระทบต่อตัวแปรตาม (dependent variable) นั้นเอง
  • 17.
    ตัวแปร (Variable) เนื่องจากการวิจัยเป็นกระบวนการที่มีระบบในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีเหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ ในการวิจัย จึงต้องมีตัวแปรอิสระ และตัวแปรตาม กล่าวคือ ค่าของ ตัวแปรอิสระมีส่วนกำหนดค่าของตัวแปรตาม หรืออีกนัยหนึ่ง ค่าของตัวแปรตามผันแปรตามค่าของตัวแปรอิสระ นอกจากนี้ ยังมีตัวแปรอื่น ๆ เช่น ตัวแปรภายนอก (extraneous variables) และ ตัวแปรระหว่างกลาง (intervening variable)
  • 18.
    ตัวแปร (Variable) ตัวแปรแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ ตัวแปรเชิงปริมาณ ( Quantitative variable) ตัวแปรเชิงคุณภาพ ( Qualitative variable)
  • 19.
    ตัวแปรเชิงปริมาณ (Quantitative variable) หมายถึงตัวแปรที่มีค่าต่างๆ เป็นจำนวนหรือขนาด ซึ่งบอกปริมาณความมากน้อยได้ หรือเป็นตัวแปรที่แสดงลักษณะที่คนทั่วไปรับรู้ได้ตรงกันเป็นรูปธรรม เช่น อายุ รายได้ จำนวนประชากร จำนวนครัวเรือน เหล่านี้คือ ตัวแปรเชิงปริมาณ เป็นจำนวนที่วัดได้ หรือเรียงลำดับจากน้อยไปหามากได้ เช่น จังหวัดที่มีประชากรน้อยที่สุดไปจนถึงจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุด
  • 20.
    ตัวแปรเชิงคุณภาพ (Qualitative variable) เป็นตัวแปรที่แสดงความหมายในลักษณะเฉพาะของตัวบุคคลที่คนทั่วไปอาจรับรู้ได้ตรงกัน หรือไม่ตรงกันเป็นลักษณะนามธรรม เช่น ทัศนคติ แรงจูงใจ ซึ่งต้องอาศัยเครื่องมืออื่นในการวัด หรือตัวแปรที่แสดงคุณลักษณะของบุคคล เช่น เพศชายและเพศหญิง หรือ เชื้อชาติ สถานภาพสมรส เช่น โสด สมรส หรือหม้าย หย่าร้าง ซึ่งตัวแปรเชิงคุณภาพไม่สามารถจัดลำดับเรื่องตามขนาดได้
  • 21.
    ตัวแปรที่มีค่าต่อเนื่อง และไม่ต่อเนื่อง (Continuous and discrete variable) ตัวแปรเชิงปริมาณนั้นจะมีค่าอยู่ 2 ชนิด คือ ตัวแปรที่มีค่าต่อเนื่อง เช่น อายุ คือ อายุ 5, 6, 7 ปี ตามลำดับ ส่วนตัวแปรที่มีค่าไม่ต่อเนื่อง เช่น จำนวนคนในบ้าน จำนวนรถในบ้าน
  • 22.
    ระดับการวัดตัวแปร (scaleof Measurements) การวัดตัวแปร เป็นการระบุลักษณะหรือให้ค่าแก่ตัวแปรที่ต้องการศึกษา ในการวิจัย การวัดตัวแปรจะทำให้ได้ผลการวัดออกมาเป็นสเกล ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็น 4 ระดับดังนี้คือ Nominal scale Ordinal scale Interval scale Ratio scale
  • 23.
    1. ระดับการวัดแบบนามบัญญัติหรือจัดพวก (nominal scale) เป็นระดับการวัดขั้นพื้นฐานที่สุดคือแสดงลักษณะที่แตกต่างกันตามชื่อหรือหมู่พวกหรือเป็นการวัดที่กำหนดสัญลักษณ์ขึ้น เพื่อจำแนกหรือจัดประเภทตามคุณลักษณะ การจัดหมวดหมู่ลักษณะของตัวแปร เช่น เพศ ( ชาย , หญิง ) ศาสนา เชื้อชาติ ซึ่งในการวิจัย ข้อมูลในระดับนี้มักจะใช้เป็นตัวแปรอิสระ ( independent variable)
  • 24.
    2. ระดับการวัดแบบจัดลำดับ (ordinal scale) เป็นการวัดที่แสดงลักษณะความแตกต่างและอันดับของการวัดผลที่ได้จากการวัดตัวแปรนี้เป็นตัวเลขที่แสดง คือ ปริมาณความมากน้อย สามารถเรียงลำดับได้ ตัวแปรนี้มีลักษณะแตกต่างตามหมู่พวกและแสดงระดับสูงต่ำของผลที่ได้ เช่นระดับการศึกษา แต่การวัดในมาตรานี้ ความแตกต่างระหว่างแต่ละหน่วยอาจไม่เท่ากัน และไม่มีศูนย์แท้ ( absolute zero)
  • 25.
    3. ระดับการวัดแบบช่วง (interval scale) เป็นการวัดที่แสดงลักษณะแตกต่าง ค่าของความแตกต่างแสดงอันดับสูงต่ำ และมีช่วงห่างเท่ากัน เช่น การวัดอุณหภูมิเป็นองศาเซลเซียส เช่น ขณะนี้กรุงเทพมีอุณหภูมิ 36 องศาเซลเซียส แต่ปทุมธานีมีอุณหภูมิ 33 องศาเซลเซียส ซึ่งต่างกัน 3 องศาเซลเซียส แต่ความแตกต่างของแต่ละช่วงองศาจะเท่ากัน ( equal interval) แต่ไม่เป็นศูนย์แท้ เพราะอุณหภูมิสามารถต่ำกว่า 0 องศาได้
  • 26.
    4. ระดับการวัดแบบอัตราส่วน (Ratio scale) เป็นการวัดที่แสดงลักษณะความแตกต่างกันตามหมู่พวก แสดงอันดับ หรือปริมาณความมากน้อยได้ ค่าของแต่ละหน่วย การวัดมีความแตกต่างของแต่ละหน่วยเท่ากัน ( equal interval) และมีจุดตั้งต้นเป็น 0 คือ ( absolute zero) เช่น น้ำหนัก
  • 27.
    องค์ประกอบของการกำหนดรูปแบบการวิจัย ชื่อเรื่อง ปัญหาที่จะศึกษาวิจัย1 คำถามในการวิจัยหรือ วัตถุประสงค์ในการวิจัย 2 กลยุทธ์ในการวิจัย 3 แนวคิด / ทฤษฎี สมมติฐานและวิธีการวิจัย 4 แหล่งที่มาของข้อมูล 5 การเลือกข้อมูล จากแหล่งของข้อมูล 6 การเก็บรวบรวมข้อมูล และระยะเวลา 7 การประมวลผล และวิเคราะห์ข้อมูล 8
  • 28.
    การกำหนดรูปแบบการวิจัย มีกระบวนการดังนี้คือ เสนอปัญหาที่ต้องการศึกษาเหตุผลของการศึกษา หรือความสำคัญของปัญหา และวัตถุประสงค์ที่ต้องการศึกษา แนวคิดทฤษฏีที่เกี่ยวข้อง แสดงกระบวนการในการศึกษาวิจัย การสุ่มตัวอย่าง การเสนอนิยามปฏิบัติการ การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการทดสอบสมมติฐานเพื่อตอบคำถามการวิจัย เสนอตารางการทำงานตามขั้นตอนต่าง ๆ การกำหนดงบประมาณ ( ตามจำนวนคน ตามเวลาที่กำหนด ) เสนอรูปแบบรายงานการวิจัย
  • 29.
    การจำแนกรูปแบบการวิจัย ก จำแนกตามเป้าหมายการนำไปใช้การวิจัยพื้นฐาน (Basic research) การวิจัยประยุกต์ (Applied research) ข . จำแนกตามลักษณะที่ทำการศึกษา การวิจัยจากเอกสาร (Literature research) การวิจัยทางคลินิก (Clinical research) การวิจัยทางห้องปฏิบัติการ ( Laboratory research ) การวิจัยในสัตว์ทดลอง ( Animal research) การวิจัยชุมชน (Community research) การวิจัยปฏิบัติการ (Operational research)
  • 30.
    การจำแนกรูปแบบการวิจัย (ต่อ ) ค . จำแนกตามประเภทของการเก็บข้อมูล การศึกษาย้อนหลัง (Retrospective study) การศึกษาไปข้างหน้า (Prospective study) การศึกษาโดยการสำรวจ (Survey study) ง . จำแนกตามการออกแบบการวิจัย การศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive study) การศึกษาเชิงวิเคราะห์ (Analytical study) การศึกษาโดยการทดลอง (Experimental study)
  • 31.
    วัตถุประสงค์ของการกำหนดรูปแบบการวิจัย โดยทั่วไป เพื่อตอบคำถามพื้นฐานดังนี้คือ WHAT – จะศึกษาเรื่องอะไร WHY – เหตุไรจึงต้องศึกษาเรื่องนี้ HOW – วิธีการศึกษาเป็นอย่างไร ซึ่งแยกเป็นดังนี้คือ 3.1 WHAT – จะใช้กลยุทธ์ในการวิจัยแบบไหน 3.2 WHERE – ข้อมูลจะมาจากแหล่งใด 3.3 HOW – จะเก็บข้อมูล และวิเคราะห์อย่างไร 3.4 WHEN – แต่ละขั้นตอนจะดำเนินการเมื่อใด
  • 32.
    การเลือกหัวข้อการวิจัย สาเหตุของการเลือกหัวข้อการวิจัย อาจสรุปได้ 3 ทางคือ 1. ส่วนบุคคล (personal reasons) – เพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็น – เพื่อเพิ่มพูนเครดิต หรือเพิ่มความก้าวหน้าทางการงาน – พยายามแก้ปัญหาส่วนตัว – สนองความสนใจส่วนบุคคล หรือเป็นการรับงานเฉพาะตัว
  • 33.
    การเลือกหัวข้อการวิจัย 2.ทางวิชาการ (academic reasons) – เพื่อเพิ่มพูนความรู้เฉพาะสาขา – แสดงหาคำตอบที่อยู่ในความสนใจ ในปัจจุบัน – การมีส่วนร่วมในการค้นคว้าเชิงวิชาการ – เพื่อสร้างแนวคิดทฤษฎีใหม่ขึ้นมา
  • 34.
    การเลือกหัวข้อการวิจัย 3.ทางสังคม (social reasons) เพื่อให้คำตอบหรือการแก้ไขเกี่ยวกับปัญหาสังคม เพื่อช่วยให้องค์กร ชุมชน หรือบุคคลบางกลุ่มบรรลุวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นแนวทางในการเสนอนโยบายทางสังคม เพื่อช่วยในการตัดสินใจขององค์การทั้งภาครัฐและเอกชน
  • 35.
    ประเภทของคำถามในการวิจัย คำถามในการวิจัย (research questions) แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ WHAT, WHY, HOW ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้คือ WHAT คำถามที่ต้องการคำตอบเชิงบรรยายเกี่ยวกับคุณลักษณะของ บุคคล และแบบแผนของปรากฏการณ์ทางสังคมต่าง ๆ ประชากรกลุ่มใดเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คุณลักษณะของบุคคล ความรู้ ความเชื่อ และทัศนคติของบุคคลต่าง ๆ เป็นอย่างไร กระบวนการทางสังคมที่ทำให้เกิดพฤติกรรมเหล่านั้น แบบแผนของความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะต่าง ๆ ผลของการกระทำต่าง ๆ เป็นเช่นไร
  • 36.
    ประเภทของคำถามในการวิจัย 2. WHY คำถามนี้ต้องการทราบสาเหตุหรือเหตุผลของปรากฏการณ์บางอย่าง การอธิบายความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ หรือกิจกรรม และกระบวนการทางสังคม เช่น เหตุไรบุคคลเหล่านี้คิดและทำเช่นนี้ เหตุไรแบบแผนของการกระทำจึงเป็นเช่นนี้ เหตุไร คุณลักษณะหรือกระบวนการทางสังคม จึงเปลี่ยนแปลง หรือ คงที่ เหตุไร การกระทำเช่นนี้จึงทำให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ
  • 37.
    ประเภทของคำถามในการวิจัย 3. HOW คำถามนี้เกี่ยวกับการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะผลของการกระทำบางอย่าง หรือการคิดค้นสิ่งใดขึ้นมา คุณลักษณะของประชากร กระบวนการทางสังคม และแบบแผนต่างๆ จะเปลี่ยนได้อย่างไร การหยุดการเปลี่ยนแปลง การชะลอหรือการเร่งอัตราการเปลี่ยนแปลง จะทำได้อย่างไร
  • 38.
    ประเภทของการวิจัยจำแนกตามวัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์ของการวิจัยพื้นฐาน (Basic search) 1. เพื่อการค้นคว้าเพิ่มเติม (EXPLORE) คือการพยายามพัฒนาคำอธิบายเบื้องต้น หรือการทำความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทางสังคม 2. การบรรยายความ (DESCRIBE) การให้รายละเอียดเกี่ยวกับการวัดหรือการรายงาน คุณลักษณะของประชากรของกลุ่มรวมถึงการเสนอกฎเกณฑ์บางประการ 3. การอธิบาย (EXPLAIN) คือ การสร้างองค์ประกอบ ปัจจัยหรือกลไก เพื่อนำไปสู่การกำหนดกฎเกณฑ์ ปรากฏการณ์ทางสังคม 4. การเสนอเหตุผลเพื่อความเข้าใจ (UNDERSTAND) การกระทำบางอย่างทางสังคม และสาเหตุที่ทำให้เกิดการกระทำเช่นนั้นในสังคม 5. การคาดหมาย (PREDICT) ซึ่งเกิดจากการสร้างความเข้าใจ หรืออธิบายเกี่ยวกับปรากฏการณ์บางอย่างภายในเงื่อนไขบางประการ
  • 39.
    วัตถุประสงค์ของการวิจัยเชิงประยุกต์ (AppliedResearch) 1. เพื่อการเปลี่ยนแปลง (CHANGE) การศึกษาวิจัยบางเรื่อง เพื่อให้ผู้ที่มีส่วนร่วมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง อาจจะบางส่วนหรืออย่างมากก็ได้ 2. การประเมินผล (EVALUATION) การประเมินผลเป็นการศึกษาวิจัยเพื่อประเมินผลการดำเนินงานของโครงการต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ หรือการแก้ปัญหาตามนโยบายที่กำหนด 3. การประเมินผลกระทบ (IMPACT ASSESSMENT) เป็นการศึกษาวิจัยเพื่อประเมินผลกระทบของโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยทั่วไปเป็นการศึกษา ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม โครงสร้างทางสังคม กระบวนทางสังคมและประชากร ที่จะเปลี่ยนแปลงหรือได้รับผลกระทบจากโครงการตามนโยบายที่กำหนดขึ้น
  • 40.
    การประเมินผลโครงการ (project evaluation) เป็นกระบวนการในการพิจารณาระดับความสำเร็จในการบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้น โดยในการประเมินผลนั้น ต้องมีเกณฑ์มาตรฐานสำหรับวัดความสำเร็จ เพื่อผู้ประเมินสามารถพิจารณาและอธิบายความสำเร็จของโครงการได้ กระบวนการประเมินผลโครงการ คือ การเก็บข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูลตามข้อเท็จจริงของโครงการอย่างเป็นระบบเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับผลสำเร็จของโครงการ การปรับปรุงเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น
  • 41.
    แบบจำลองการประเมินผล แบบจำลองการประเมินผลมีหลายแบบ ที่นิยมกล่าวถึงคือของ Stufflebeam ซึ่งเรียกว่า CIPP model โดยสตัฟเฟลบีม ได้ให้ความหมายของการประเมินว่า “เป็นกระบวนการของการวิเคราะห์เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจในทางเลือกต่างๆ ที่มีอยู่” แบบจำลอง CIPP นี้ไม่เพียงแต่ประเมินว่า บรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่เท่านั้น แต่ยังเป็ฯการประเมินเพื่อให้รายละเอียดต่างๆ ที่ช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการอีกด้วย
  • 42.
    แบบจำลอง (Model) การประเมินผล การประเมินผล 4 ประเภทของแบบจำลองซิป ( CIPP Model) คือ 1. Context Evaluation 2. Input Evaluation 3. Process Evaluation 4. Product Evaluation
  • 43.
    การประเมินเนื้อหาหรือการประเมินสภาวะแวดล้อม เป็นการประเมินเพื่อให้ได้มาซึ่งเหตุผลเป็นพื้นฐานเกี่ยวกับการค้นหาข่าวสารอันจะนำไปสู่การพัฒนาเป้าหมายของโครงการ หรือเป็นแนวทางในการตัดสินใจเกี่ยวกับการวางแผนในการกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน สำหรับดำเนินโครงการ โดยเน้นความสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ความต้องการ และเงื่อนไขที่เป็นจริงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม Context Evaluation ( การประเมินเนื้อหาหรือการประเมินสภาวะแวดล้อม )
  • 44.
    2. Input Evaluation ( การประเมินปัจจัยเบื้องต้น หรือปัจจัยนำเข้า ) เป็นการประเมินปัจจัยเบื้องต้น หรือปัจจัยนำเข้า เพื่อค้นหาตัวประกอบหรือแนวทางที่เหมาะสม หรือมีประสิทธิภาพ ที่จะอำนวยให้โครงการดำเนินไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ คือ บรรลุเป้าหมายของโครงการ ซึ่งมักจะประเมินในด้านต่างๆ เช่น ความสามารถของหน่วยงานในการจัดทำโครงการยุทธวิธีที่ใช้ในการบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ และการได้รับความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้โครงการดำเนินไปได้ เช่น เกี่ยวกับอุปกรณ์ เงินทุน เป็นต้น
  • 45.
    การประเมินผลประเภทนี้จะทำหน้าที่ต่อจาก Context และ Input evaluation เป็นการประเมินผลเพื่อค้นหาข่าวสารที่จะเป็นแนวทางหรือวิธีการปฎิบัติ สำหรับโครงการว่าจะดำเนินให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้อย่างไร ซึ่งการประเมินกระบวนการมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ เพื่อหาข้อบกพร่องของกระบวนการ หรือการดำเนินงานตามขั้นตอนที่วางไว้ ตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ ระหว่างดำเนินโครงการ 3. Process Evaluation ( การประเมินผลกระบวนการ )
  • 46.
    4. Product Evaluation ( การประเมินผลิตผล ) วัตถุประสงค์ของการประเมินผลประเภทนี้ก็คือ ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธิ์จากโครงการกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการอย่างไร การประเมินผลประเภทนี้ อาจอาศัยการเปรียบเทียบผลผลิตกับเกณฑ์มาตรฐาน ( absolute or relative standards) เลือกไว้ นอกจากนั้น อาจอาศัยรายงานการประเมินผลจากข้อมูลที่ได้จาก Context input และ Process evaluation
  • 47.
    การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) หมายถึง การศึกษาเพื่อคาดการณ์ผลที่จะเกิดต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินการของโครงการ และเสนอแนะวิธีการลดผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินการ เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินการได้อย่างเหมาะสม โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ในปัจจุบัน การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม จะครอบคลุมถึงการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และประชากร ซึ่งมีผลตั้งแต่ต่อตัวบุคคล องค์กร , สถาบัน และภาพรวมของสังคมทั้งหมด โดยเป็นการศึกษาถึงผลกระทบทางด้านต่างๆในอนาคตจากโครงการที่อาจจะเกิดขึ้นตามนโยบายที่กำหนด
  • 48.
    การประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นระบบของกรรมวิธีซึ่งเกี่ยวข้องกับปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย 1. การนำเสนอวัตถุประสงค์ของการพัฒนาซึ่งอาจเกิดผลต่อสิ่งแวดล้อม 2. การเสนอสภาพแวดล้อมในปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบ 3. การประเมินความเป็นไปได้ของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น 4. การออกข้อกำหนดเพื่อรักษาสภาพแวดล้อม 5. การเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม 6. การจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อลดผลกระทบ
  • 49.
    ผลกระทบสิ่งแวดล้อม แบ่งเป็น 2 ประเภท 1. ผลกระทบปฐมภูมิ ( Primary Impact) 2. ผลกระทบทุติยภูมิ ( Secondary Impact)
  • 50.
    1. ผลกระทบปฐมภูมิ ( Primary Impact) เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยตรงจากกิจกรรม เช่น การก่อสร้างอาคารสถานที่ ซึ่งผลกระทบปฐมภูมิ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องจากกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ก่อสร้าง เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ที่ดิน และระบบนิเวศน์ภายในอาณาเขตของพื้นที่ของโครงการ
  • 51.
    2. ผลกระทบทุติยภูมิ ( Secondary Impact) เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยทางอ้อมของกิจกรรม อันเนื่องมาจากผลกระทบปฐมภูมิ เช่น การก่อสร้างที่เกิดขึ้นจะทำให้ผลกระทบที่ตามมา เช่น การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงประชากร สภาพเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนถึงทรัพยากรธรรมชาติ
  • 52.
    ผลกระทบปฐมภูมิและทุติยภูมิ ผลกระทบปฐมภูมิและทุติยภูมิ จะใช้ประโยชน์ในการประเมินผลกระทบโดยใช้ประกอบการพิจารณา เพื่อที่จะลดผลเสียที่เกิดขึ้นจากตัวแปรที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นั่นคือ การสร้างความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆในสิ่งแวดล้อม จะทำให้สามารถคาดคะเนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จนทำให้สิ่งแวดล้อมเสียดุลยภาพอันจะเป็นพื้นฐานนำไปสู่มาตรการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นต่อไป
  • 53.
    เทคนิคการเก็บรวบรวมข้อมูล เชิงปริมาณ (Quantitative) – จากแบบสอบถาม ( ตอบแบบสอบถามเอง ) – จากการสัมภาษณ์ – จากการสังเกต ( แบบมีโครงร่าง ) – วิเคราะห์จากเอกสาร เชิงคุณภาพ (Qualitative) – การมีส่วนร่วม – การสัมภาษณ์กลุ่ม – การสัมภาษณ์เชิงลึก – การสัมภาษณ์ประวัติชีวิติ – วิเคราะห์จากเอกสาร
  • 54.
    Data Analysis TechniquesQualitative Description Distribution : numerical and graphical Central tendency and dispersion Association Correlation : simple, partial and multiple Analysis of variance and covariance Regression: simple, partial and multiple Causation Factor analysis Path analysis Regression: simple, partial and multiple Inference Sample statistic to population parameter Sample differences to population differences
  • 55.
    Data Analysis TechniquesQualitative Description Theory generation Analytic induction Grounded theory: open and axial coding Categorizing and connecting From everyday typifications to typologies
  • 56.
    สถิติสำหรับตัวแปรเดี่ยว สถิติที่ใช้กับตัวแปรเดี่ยว ซึ่งอาจจะเป็นได้ทุกระดับคือ nominal, ordinal, interval, & ratio.. ในเบื้องต้นคือ แสดงการกระจายจำนวนโดยความถี่ (frequency) และการกระจายด้วยอัตราส่วนร้อย (percent) สำหรับข้อมูลตัวแปรช่วงและอัตราส่วน การใช้สถิติจะมีเพิ่มเติมคือ ใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ามัธยฐาน และค่าฐานนิยม (mode) ค่าการผันแปร (variance) ส่วนใหญ่นิยมใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด และค่าสูงสุด
  • 57.
    สถิติสำหรับตัวแปรเดี่ยว ในกรณีที่มีตัวแปร 2 ตัว หรือมากกว่า 2 ตัวขึ้นไป มีวิธีการทางสถิติที่ใช้หลายแบบ อย่างหนึ่งที่นิยมกันมากคือการใช้ตารางไขว้ (cross tabulation) ซึ่งในการเสนอด้วยตารางไขว้ ต้องใช้อัตราส่วนร้อยให้ถูกประเภท ซึ่งแบ่งเป็นสามแบบคือ อัตราส่วนร้อยของคอลัมน์ อัตราส่วนร้อยของแถว และอัตราส่วนร้อยของทั้งหมด ดังที่แสดงในตารางตัวอย่าง โดยทั่วไปตัวแปร 2 ตัว ที่นำเสนอหมายถึงตัวแปรหนึ่งเป็นตัวแปรอิสระ อีกตัวแปรหนึ่งเป็นตัวแปรตาม ในกรณีที่ตัวแปรทั้ง 2 เป็นตัวแปรแบบ nominal การเสนอโดยตารางไขว้ก็เหมาะสม หรือถ้าตัวแปรอิสระเป็น nominal ส่วนตัวแปรตามเป็น ordinal ก็ควรใช้ตารางไขว้เช่นกัน
  • 58.
    สถิติสำหรับตัวแปรเดี่ยว (ต่อ ) ในกรณีที่ตัวแปรอิสระเป็นตัวแปรแบบ normial และตัวแปร interval เป็นตัวแปรตาม การวิเคราะห์ควรใช้วิธีการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของแต่ละกลุ่มย่อยของตัวแปรอิสระ แต่หากตัวแปรตามเป็นแบบ nominal และตัวแปรอิสระเป็นแบบ interval ควรแบ่งตัวแปรอิสระเป็นกลุ่มก่อน แล้วแสดงตารางไขว้ของข้อมูลดังตัวอย่างที่แสดง
  • 59.
    การวิจัยด้วยการสำรวจ (SurveyResearch ) การวิจัยด้วยการสำรวจ เป็นการศึกษาวิจัยโดยใช้ข้อมูล ซึ่งเก็บรวบรวมจากแบบสอบถาม หรือโดยการสัมภาษณ์จากประชากรตัวอย่างที่สุ่มขึ้นมา และจะต้องเป็นช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่กำหนด เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวแปรต่างๆซึ่งโดยปกติตัวแปรจะมากกว่า 2 ตัวขึ้นไป หลังจากนั้นจะเป็นการประมวลผล การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อศึกษาแบบแผนความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆ และรายงานผลการศึกษา
  • 60.
    การเลือกตัวอย่าง (Sampling)1. Probability sampling การเลือกตัวอย่าง โดยใช้หลักการเชิงสุ่ม ทุกหน่วยของประชากรมีโอกาสที่จะถูกเลือกเป็นตัวอย่างเท่าๆกัน 2. Non probability sampling การเลือกตัวอย่างโดยไม่ใช้หลักการเชิงสุ่ม แต่เลือกโดยเหตุผลอื่นๆทำให้ทุกหน่วยของประชากร มีโอกาสไม่เท่ากันที่จะถูกเลือกเป็นตัวอย่าง
  • 61.
    ลักษณะตัวอย่างที่ดี เนื่องจากการสุ่มตัวอย่าง เป็นการเลือกตัวแทนของประชากรจากกลุ่มที่ต้องการศึกษาจึงต้องเป็นตัวแทนที่ดีมีลักษณะที่สำคัญของประชากรที่จะศึกษา และเป็นตัวแทนที่ถูกเลือกมาโดยไม่มีความลำเอียง ขนาดของตัวอย่างต้องมีความเหมาะสมเพียงพอที่จะอ้างไปถึงกลุ่มประชากรที่ศึกษาได้ การเลือกขนาดตัวอย่างจึงต้องใช้หลักวิชาที่ถูกต้อง
  • 62.
    ความหมายของประชากรและตัวอย่าง (Populationsand samples) ประชากร หมายถึง กลุ่มของบุคคลหรือสิ่งของ โดยมีองค์ประกอบเป็นจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจจะหมายถึง จำนวนคน เหตุการณ์ สถานที่ หรือสิ่งของก็ได้ ตัวอย่างเช่น จำนวนประชากรในประเทศหนึ่งในเวลาที่กำหนด นักศึกษาปีที่หนึ่ง ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จำนวนประชากรตามกลุ่มอายุ เช่น วัยแรงงานอายุ 15-59 ปี ข่าวในหนังสือพิมพ์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้น ตัวอย่าง (samples) จึงเป็นการเลือกบุคคลจำนวนหนึ่งจากประชากรกลุ่มที่กำหนด เพื่อให้เป็นตัวแทนที่ดีที่สุด ในการศึกษาวิจัยเรื่องที่ต้องการ
  • 63.
    การสุ่มตัวอย่างตามหลักความน่าจะเป็น (Probabilitysampling) เป็นกระบวนการที่ทุกหน่วยของประชากรมีโอกาสที่จะถูกเลือกเท่ากัน โดยวิธีดังนี้ 1. การสุ่มอย่างง่าย (simple random sampling) 2. การสุ่มอย่างมีระบบ (systematic random sampling) 3. การสุ่มแบบแบ่งชั้น (stratified random sampling) 4. การสุ่มแบบกลุ่ม (cluster random sampling) 5. การสุ่มแบบหลายขั้นตอน (multi-stage random sampling)
  • 64.
    การสุ่มอย่างง่าย (Simplerandom sampling) เป็นการสุ่มโดยสมาชิกแต่ละหน่วยในประชากรมีโอกาสได้เลือกเท่าๆกัน วิธีนี้ใช้กับกรณีที่ทราบจำนวนประชากรกลุ่มที่จะศึกษาโดยสร้างเป็นกรอบตัวอย่าง มีรายชื่อตั้งแต่ 1 ถึง N และสุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสุ่ม (Table of random numbers)
  • 65.
    การสุ่มอย่างมีระบบ (systematicrandom sampling) การเลือกตัวอย่างที่มีลักษณะเป็นช่วง ช่วงละเท่าๆกันแต่ละจุดของการแบ่งเป็นช่วงคือ ตัวอย่างที่ได้รับเลือก เช่น การสุ่มตัวอย่างบ้านในเมือง ซึ่งมีถนนเป็นบล๊อก การสุ่มอย่างมีระบบคือ เลือกบ้านตามอัตราส่วน 1 ต่อ 15 คือ ทุก 15 ครัวเรือน เลือกตัวอย่างมา 1 ครัวเรือน ตามกรอบตัวอย่าง คือ ถนนตามบล๊อก หรือตามโซนที่เลือกไว้แล้ว
  • 66.
    การสุ่มแบบแบ่งชั้น (stratifiedrandom sampling) การเลือกตัวอย่างโดยจัดสมาชิกของประชากรที่มีลักษณะเดียวกันไว้ในกลุ่มหรือชั้นเดียวกัน จากนั้นทำการสุ่มเลือกจากแต่ละชั้นโดยวิธีที่เหมาะสม จำนวนตัวอย่างในแต่ชั้นอาจจะเท่ากันหรือไม่เท่ากันก็ได้ ขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกหรือความสำคัญของแต่ละชั้น การกำหนดขนาดของตัวอย่างแต่ละชั้นควรให้ได้สัดส่วนกับขนาดของประชากรในแต่ละชั้น
  • 67.
    การสุ่มแบบหลายขั้นตอน (multi-stage random sampling) การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน มักจะใช้กับการสำรวจครัวเรือน ในระดับประเทศหรือเขต โดยมีการสุ่มเป็นชั้นๆ เช่น ชั้นแรก สุ่มตัวอย่างจังหวัดที่จะต้องการศึกษา ในแต่ละจังหวัด สุ่มอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน จนถึงครัวเรือนที่จะเลือกเป็นตัวอย่าง ขั้นตอนต่างๆจะเป็นการสุ่มอย่างมีระบบ การสุ่มแบบกลุ่ม (cluster sampling) บางครั้งก็เป็นส่วนหนึ่งของการสุ่มหลายขั้นตอน
  • 68.
    การเลือกตัวอย่างโดยไม่อาศัยหลักความน่าจะเป็น (non-probability sampling)Convenience sampling accidental) เป็นวิธีที่ไม่มีข้อจำกัดในการเลือกตัวอย่าง เมื่อพบสมาชิกของประชากรที่จะศึกษา ก็เก็บข้อมูลจนครบจำนวนที่ต้องการเป็นวิธีที่ได้รับความน่าเชื่อถือน้อย Purposive sampling 1. Judgment sampling 2. Quota sampling 3. Snowball sampling
  • 69.
    การเสนอรายงานวิจัย 1. ชื่อเรื่อง ( โดยปกติจะมี 2 ส่วน คือ ส่วนแรกเป็นเรื่องที่ต้องการศึกษา ส่วนที่สองเป็นสถานที่ ) 2. บทนำ ความสำคัญของปัญหา วัตถุประสงค์การวิจัย สมมติฐานการวิจัย ขอบเขตการศึกษา นิยามศัพท์ กรอบแนวคิดในการวิจัย ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
  • 70.
    การเสนอรายงานวิจัย 3. ทบทวนวรรณกรรม แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4. ระเบียบวิธีวิจัย แหล่งที่มาของข้อมูล ขนาดตัวอย่าง การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ระยะเวลาในการทำวิจัย 5. ผลการศึกษา 6. สรุปและข้อเสนอแนะ