Recommended
PPTX
ทฤษฎีทางการเมือง (Political theory)
PPT
บทที่ 2 วิวัฒนาการของการบริหารราชการไทย
DOCX
PDF
PDF
PPT
การบริหารเชิงสถานการณ์ ดร.ชาญวิทย์ หาญรินทร์
PDF
PDF
ใบความรู้ที่ 4 เรื่อง การวางแผนการทำโครงงาน
PPTX
กฎหมายในชีวิตประจำวัน ครั้งที่ 2
PDF
รวมบทสวดพระพุทธมนต์ พร้อมคำแปล
PDF
PDF
PPTX
PDF
PPT
บริบทที่ส่งผลต่อการจัดการศึกษา
PDF
PDF
ใบงานที่ 1.1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง เครื่องมือเกษตร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
DOCX
PDF
การสร้างความปรองดอง และสมานฉันท์ในสังคมไทยปัจจุบัน
PDF
ถอดบทเรียนเศรษฐกิจพอเพียง
PDF
PPTX
ความสำคัญของพระมหากษัตริย์ต่อชาติไทย
PDF
PPT
กรณีตัวอย่างการวิเคราะห์สภาพโรงเรียนด้วยเทคนิคSwot
DOCX
เอกสารแสดงวิสัยทัศน์และผลงาน
PDF
PPTX
หน้าที่ สิทธิ เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน
PDF
PPT
PPT
More Related Content
PPTX
ทฤษฎีทางการเมือง (Political theory)
PPT
บทที่ 2 วิวัฒนาการของการบริหารราชการไทย
DOCX
PDF
PDF
PPT
การบริหารเชิงสถานการณ์ ดร.ชาญวิทย์ หาญรินทร์
PDF
PDF
ใบความรู้ที่ 4 เรื่อง การวางแผนการทำโครงงาน
What's hot
PPTX
กฎหมายในชีวิตประจำวัน ครั้งที่ 2
PDF
รวมบทสวดพระพุทธมนต์ พร้อมคำแปล
PDF
PDF
PPTX
PDF
PPT
บริบทที่ส่งผลต่อการจัดการศึกษา
PDF
PDF
ใบงานที่ 1.1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง เครื่องมือเกษตร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
DOCX
PDF
การสร้างความปรองดอง และสมานฉันท์ในสังคมไทยปัจจุบัน
PDF
ถอดบทเรียนเศรษฐกิจพอเพียง
PDF
PPTX
ความสำคัญของพระมหากษัตริย์ต่อชาติไทย
PDF
PPT
กรณีตัวอย่างการวิเคราะห์สภาพโรงเรียนด้วยเทคนิคSwot
DOCX
เอกสารแสดงวิสัยทัศน์และผลงาน
PDF
PPTX
หน้าที่ สิทธิ เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน
PDF
Similar to ppt
PPT
PPT
PPT
PPT
PPT
วิธีการสำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ
PPTX
การวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์
PPTX
การวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์
PPTX
PPTX
เอกสารบรรยาย เรื่อง แนวทางการใช้สถิติเพื่อการวิจัยทางการศึกษาและการใช้คอมพิวเ...
PDF
PPT
PPTX
DOC
DOC
PPTX
PPT
PPT
PPT
PDF
3 ตัวแปร,สมมุติฐาน,กรอบแนวคิด
PPTX
การตั้งสมมติฐานและการกำหนดตัวแปร
ppt 1. 2. ความหมายและลักษณะทั่วไปของการวิจัย การวิจัย คือ การนำวิธีการเชิงวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ เพื่อตอบคำถามที่สลับซับซ้อนเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการศึกษาแสวงหาความรู้ โดยวิธีการเชิงวิทยาศาสตร์ (scientific method) เป็นกระบวนการตามแนวทางที่กำหนดเพื่อรวบรวมข้อมูลข่าวสารในการที่จะตอบคำถามที่ทำการตรวจสอบอยู่ให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และมีความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด ซึ่งการที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว กระบวนการเชิงวิทยาศาสตร์เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด 3. 4. กระบวนการหรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ( ต่อ ) 4. การออกแบบการวิจัย (research design) เพื่อเป็นแนวทางในการตอบปัญหาเรื่องที่ศึกษาวิจัย 5. การเลือกวิธีดำเนินการที่เหมาะสมกับรูปแบบการวิจัย 6. การเก็บรวบรวมข้อมูล 7. การวิเคราะห์ข้อมูลตามเนื้อหาที่ต้องการศึกษาวิจัย 8. การสรุปผลจากการวิเคราะห์ และรวบรวมผลการศึกษาวิจัยตามพื้นฐานของความที่มีอยู่ 5. สาเหตุสำคัญของการทำวิจัย 1. นักวิจัยหรือนักวิชาการต้องการเพิ่มพูนความรู้ในสาขาวิชานั้นๆ หรือต้องการทดสอบทฤษฎีที่มีอยู่ว่าถูกต้องหรือไม่ ควรมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เนื่องจากมีหลักฐานใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น หรืออีกข้อหนึ่ง คือ ต้องการเปลี่ยนแปลงแนวคิดหรือทฤษฎีทางสังคมบางประการนั่นเอง การวิจัยแบบนี้ คือ การวิจัยพื้นฐาน ( Basic research) 6. สาเหตุสำคัญของการทำวิจัยเกี่ยวกับปัญหาทางสังคม 2. การวิจัยที่เกิดจากองค์กรหรือหน่วยงานต้องการให้มีการศึกษาเป็นวิจัยเชิงประยุกต์ ( applied research) หรือเป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการ ( action research) คือการวิจัยที่นำไปสู่การกำหนดนโยบายหรือการวิจัยเกี่ยวกับปัญหาสังคม เช่น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสาธารณสุข หรือปัญหาสิ่งแวดล้อม และนำผลจากการวิจัยนั้นๆ เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายของท้องถิ่นหรือของประเทศต่อไป 7. ความหมายของทฤษฏี (Theory) ทฤษฎี คือการอธิบายความสัมพันธ์ และแสดงหลักการที่ปรากฏต่อเหตุการณ์ใดๆ ที่นักวิจัยต้องการศึกษา ซึ่งการอธิบายความสัมพันธ์นั้น จะต้องประกอบด้วยข้อความที่แสดงความสัมพันธ์ หรือเหตุผลของความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ หรือตัวแปร (variables) ความเห็นที่เสนอตามทฤษฎีนั้น เป็นข้อความ ที่สามารถตรวจสอบได้โดยใช้วิธีการศึกษาวิจัยนั่นเอง 8. 9. การสร้างทฤษฎี (Theory development) ทำได้ 2 ทางคือ 1. ทฤษฎี ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ เป็นการอธิบายเชิงเหตุและผลเพื่อการสรุป (deductive theory) กล่าวคือ เมื่อมีแนวคิดของทฤษฏีเกี่ยวกับพฤติกรรมหรือเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วนำไปสู่การสร้างสมมติฐานซึ่งสมมติฐานนี้จะมีแนวคิดที่ต้องแปลงเป็นนิยามปฏิบัติการ โดยผู้วิจัยจะต้องกำหนดว่า จะเก็บข้อมูลอย่างไร เพื่อทดสอบสมมติฐานนั้น แล้วนำไปสู่การสรุป ซึ่งสามารถจัดลำดับในส่วนที่ย่อย ๆ ลงไปดังภาพ 10. The Process of Deduction ภาพที่ 1 The Process of Deduction (Bryman p.9) Theory Hypothesis Data Collection Findings Hypothesis confirmed or rejected Revision of theory 1 2 3 4 5 6 11. เป็นกระบวนการที่กลับกันกับ deductive คือเป็นการศึกษาเหตุผลในการกำหนดข้อเสนอต่อไป จากการศึกษาส่วนย่อยที่เฉพาะเจาะจงเพื่อนำไปสู่การสรุปถึงทฤษฏีหลัก Deduction = theory observations/findings Induction = observation/findings theory 2. การอธิบายเชิงเหตุและผล เพื่อการอนุมาน (inductive) 12. สมมติฐาน (Hypothesis) สมมติฐาน คือ ข้อความที่แสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรในลักษณะที่แสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์นั้นสามารถทดสอบได้ หรือเป็นข้อความที่คาดคะเนความเกี่ยวข้องระหว่างตัวแปร 2 ตัว หรือมากกว่า 2 ตัว เพื่อตอบคำถามในการวิจัย การตั้งสมมติฐาน คือ การอธิบายปรากฏการณ์ที่ต้องการ จะยืนยันว่าเป็นความจริง และสมมติฐานนั้นสามารถพิสูจน์ได้ คือ การทดสอบโดยวิธีการทางสถิติ ซึ่งสมมติฐานอาจผิดหรือถูกก็ได้ หรือถ้าพบว่าบกพร่องก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ 13. 14. สมมติฐานทางการวิจัย (Research Hypothesis) การตั้งสมมติฐานในงานวิจัยมี 2 ลักษณะ คือ 1. แบบมีทิศทาง (directional hypothesis) เช่น การศึกษามีความสัมพันธ์กับฐานะทางเศรษฐกิจเชิงบวก 2. แบบไม่แสดงทิศทาง (non directional hypothesis) เช่น การศึกษามีความสัมพันธ์กับฐานะทางเศรษฐกิจ 15. ที่มาสมมติฐาน แนวคิด หรือทฤษฏี ประสบการณ์ การวิจัย ลักษณะของสมมติฐาน มีตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัว วัดได้ ทดสอบได้ มีทิศทาง / ไม่มีทิศทาง ที่มา ลักษณะ และการนำไปใช้ของสมมติฐาน การนำไปใช้ ตอบปัญหาการวิจัย ยอมรับสมมติฐานการวิจัย ปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย 16. ตัวแปร (Variable) ตัวแปรเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของสิ่งต่าง ๆ ที่มีความผันแปรได้ กรณีที่ศึกษาอาจจะเป็นคนหรือสิ่งของ เช่น ครัวเรือน เมือง องค์กร โรงเรียน หรือประเทศ ถ้าคุณสมบัติไม่มีความผันแปร เราเรียกว่า ค่าคงที่ (constant) เช่น ถ้าโรงงานแห่งหนึ่งมีอัตราส่วนพนักงานที่เป็นผู้จัดการชายและหญิงเท่ากัน คุณสมบัติขององค์กรนี้จะเรียกว่าค่าคงที่ และไม่ใช่ตัวแปร ซึ่งในงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ นักวิจัยมักจะไม่สนใจค่าคงที่ โดยปกติจะมีการแยกความแตกต่างระหว่างตัวแปรชนิดต่าง ๆ เช่น การแยกระหว่าง ตัวแปรอิสระ (independent variables) ซึ่งหมายความว่าตัวแปรอิสระจะมีอิทธิพลหรือเป็นสาเหตุให้เกิดผลกระทบต่อตัวแปรตาม (dependent variable) นั้นเอง 17. ตัวแปร (Variable) เนื่องจากการวิจัยเป็นกระบวนการที่มีระบบในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีเหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ ในการวิจัย จึงต้องมีตัวแปรอิสระ และตัวแปรตาม กล่าวคือ ค่าของ ตัวแปรอิสระมีส่วนกำหนดค่าของตัวแปรตาม หรืออีกนัยหนึ่ง ค่าของตัวแปรตามผันแปรตามค่าของตัวแปรอิสระ นอกจากนี้ ยังมีตัวแปรอื่น ๆ เช่น ตัวแปรภายนอก (extraneous variables) และ ตัวแปรระหว่างกลาง (intervening variable) 18. ตัวแปร (Variable) ตัวแปรแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ ตัวแปรเชิงปริมาณ ( Quantitative variable) ตัวแปรเชิงคุณภาพ ( Qualitative variable) 19. ตัวแปรเชิงปริมาณ ( Quantitative variable) หมายถึงตัวแปรที่มีค่าต่างๆ เป็นจำนวนหรือขนาด ซึ่งบอกปริมาณความมากน้อยได้ หรือเป็นตัวแปรที่แสดงลักษณะที่คนทั่วไปรับรู้ได้ตรงกันเป็นรูปธรรม เช่น อายุ รายได้ จำนวนประชากร จำนวนครัวเรือน เหล่านี้คือ ตัวแปรเชิงปริมาณ เป็นจำนวนที่วัดได้ หรือเรียงลำดับจากน้อยไปหามากได้ เช่น จังหวัดที่มีประชากรน้อยที่สุดไปจนถึงจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุด 20. ตัวแปรเชิงคุณภาพ ( Qualitative variable) เป็นตัวแปรที่แสดงความหมายในลักษณะเฉพาะของตัวบุคคลที่คนทั่วไปอาจรับรู้ได้ตรงกัน หรือไม่ตรงกันเป็นลักษณะนามธรรม เช่น ทัศนคติ แรงจูงใจ ซึ่งต้องอาศัยเครื่องมืออื่นในการวัด หรือตัวแปรที่แสดงคุณลักษณะของบุคคล เช่น เพศชายและเพศหญิง หรือ เชื้อชาติ สถานภาพสมรส เช่น โสด สมรส หรือหม้าย หย่าร้าง ซึ่งตัวแปรเชิงคุณภาพไม่สามารถจัดลำดับเรื่องตามขนาดได้ 21. ตัวแปรที่มีค่าต่อเนื่อง และไม่ต่อเนื่อง ( Continuous and discrete variable) ตัวแปรเชิงปริมาณนั้นจะมีค่าอยู่ 2 ชนิด คือ ตัวแปรที่มีค่าต่อเนื่อง เช่น อายุ คือ อายุ 5, 6, 7 ปี ตามลำดับ ส่วนตัวแปรที่มีค่าไม่ต่อเนื่อง เช่น จำนวนคนในบ้าน จำนวนรถในบ้าน 22. ระดับการวัดตัวแปร (scale of Measurements) การวัดตัวแปร เป็นการระบุลักษณะหรือให้ค่าแก่ตัวแปรที่ต้องการศึกษา ในการวิจัย การวัดตัวแปรจะทำให้ได้ผลการวัดออกมาเป็นสเกล ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็น 4 ระดับดังนี้คือ Nominal scale Ordinal scale Interval scale Ratio scale 23. 1. ระดับการวัดแบบนามบัญญัติหรือจัดพวก (nominal scale) เป็นระดับการวัดขั้นพื้นฐานที่สุดคือแสดงลักษณะที่แตกต่างกันตามชื่อหรือหมู่พวกหรือเป็นการวัดที่กำหนดสัญลักษณ์ขึ้น เพื่อจำแนกหรือจัดประเภทตามคุณลักษณะ การจัดหมวดหมู่ลักษณะของตัวแปร เช่น เพศ ( ชาย , หญิง ) ศาสนา เชื้อชาติ ซึ่งในการวิจัย ข้อมูลในระดับนี้มักจะใช้เป็นตัวแปรอิสระ ( independent variable) 24. 2. ระดับการวัดแบบจัดลำดับ (ordinal scale) เป็นการวัดที่แสดงลักษณะความแตกต่างและอันดับของการวัดผลที่ได้จากการวัดตัวแปรนี้เป็นตัวเลขที่แสดง คือ ปริมาณความมากน้อย สามารถเรียงลำดับได้ ตัวแปรนี้มีลักษณะแตกต่างตามหมู่พวกและแสดงระดับสูงต่ำของผลที่ได้ เช่นระดับการศึกษา แต่การวัดในมาตรานี้ ความแตกต่างระหว่างแต่ละหน่วยอาจไม่เท่ากัน และไม่มีศูนย์แท้ ( absolute zero) 25. 3. ระดับการวัดแบบช่วง (interval scale) เป็นการวัดที่แสดงลักษณะแตกต่าง ค่าของความแตกต่างแสดงอันดับสูงต่ำ และมีช่วงห่างเท่ากัน เช่น การวัดอุณหภูมิเป็นองศาเซลเซียส เช่น ขณะนี้กรุงเทพมีอุณหภูมิ 36 องศาเซลเซียส แต่ปทุมธานีมีอุณหภูมิ 33 องศาเซลเซียส ซึ่งต่างกัน 3 องศาเซลเซียส แต่ความแตกต่างของแต่ละช่วงองศาจะเท่ากัน ( equal interval) แต่ไม่เป็นศูนย์แท้ เพราะอุณหภูมิสามารถต่ำกว่า 0 องศาได้ 26. 4. ระดับการวัดแบบอัตราส่วน (Ratio scale) เป็นการวัดที่แสดงลักษณะความแตกต่างกันตามหมู่พวก แสดงอันดับ หรือปริมาณความมากน้อยได้ ค่าของแต่ละหน่วย การวัดมีความแตกต่างของแต่ละหน่วยเท่ากัน ( equal interval) และมีจุดตั้งต้นเป็น 0 คือ ( absolute zero) เช่น น้ำหนัก 27. 28. การกำหนดรูปแบบการวิจัย มีกระบวนการดังนี้คือ เสนอปัญหาที่ต้องการศึกษา เหตุผลของการศึกษา หรือความสำคัญของปัญหา และวัตถุประสงค์ที่ต้องการศึกษา แนวคิดทฤษฏีที่เกี่ยวข้อง แสดงกระบวนการในการศึกษาวิจัย การสุ่มตัวอย่าง การเสนอนิยามปฏิบัติการ การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการทดสอบสมมติฐานเพื่อตอบคำถามการวิจัย เสนอตารางการทำงานตามขั้นตอนต่าง ๆ การกำหนดงบประมาณ ( ตามจำนวนคน ตามเวลาที่กำหนด ) เสนอรูปแบบรายงานการวิจัย 29. การจำแนกรูปแบบการวิจัย ก จำแนกตามเป้าหมายการนำไปใช้ การวิจัยพื้นฐาน (Basic research) การวิจัยประยุกต์ (Applied research) ข . จำแนกตามลักษณะที่ทำการศึกษา การวิจัยจากเอกสาร (Literature research) การวิจัยทางคลินิก (Clinical research) การวิจัยทางห้องปฏิบัติการ ( Laboratory research ) การวิจัยในสัตว์ทดลอง ( Animal research) การวิจัยชุมชน (Community research) การวิจัยปฏิบัติการ (Operational research) 30. การจำแนกรูปแบบการวิจัย ( ต่อ ) ค . จำแนกตามประเภทของการเก็บข้อมูล การศึกษาย้อนหลัง (Retrospective study) การศึกษาไปข้างหน้า (Prospective study) การศึกษาโดยการสำรวจ (Survey study) ง . จำแนกตามการออกแบบการวิจัย การศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive study) การศึกษาเชิงวิเคราะห์ (Analytical study) การศึกษาโดยการทดลอง (Experimental study) 31. วัตถุประสงค์ของการกำหนดรูปแบบการวิจัย โดยทั่วไป เพื่อตอบคำถามพื้นฐานดังนี้คือ WHAT – จะศึกษาเรื่องอะไร WHY – เหตุไรจึงต้องศึกษาเรื่องนี้ HOW – วิธีการศึกษาเป็นอย่างไร ซึ่งแยกเป็นดังนี้คือ 3.1 WHAT – จะใช้กลยุทธ์ในการวิจัยแบบไหน 3.2 WHERE – ข้อมูลจะมาจากแหล่งใด 3.3 HOW – จะเก็บข้อมูล และวิเคราะห์อย่างไร 3.4 WHEN – แต่ละขั้นตอนจะดำเนินการเมื่อใด 32. 33. การเลือกหัวข้อการวิจัย 2. ทางวิชาการ (academic reasons) – เพื่อเพิ่มพูนความรู้เฉพาะสาขา – แสดงหาคำตอบที่อยู่ในความสนใจ ในปัจจุบัน – การมีส่วนร่วมในการค้นคว้าเชิงวิชาการ – เพื่อสร้างแนวคิดทฤษฎีใหม่ขึ้นมา 34. การเลือกหัวข้อการวิจัย 3. ทางสังคม (social reasons) เพื่อให้คำตอบหรือการแก้ไขเกี่ยวกับปัญหาสังคม เพื่อช่วยให้องค์กร ชุมชน หรือบุคคลบางกลุ่มบรรลุวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นแนวทางในการเสนอนโยบายทางสังคม เพื่อช่วยในการตัดสินใจขององค์การทั้งภาครัฐและเอกชน 35. ประเภทของคำถามในการวิจัย คำถามในการวิจัย (research questions) แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ WHAT, WHY, HOW ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้คือ WHAT คำถามที่ต้องการคำตอบเชิงบรรยายเกี่ยวกับคุณลักษณะของ บุคคล และแบบแผนของปรากฏการณ์ทางสังคมต่าง ๆ ประชากรกลุ่มใดเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คุณลักษณะของบุคคล ความรู้ ความเชื่อ และทัศนคติของบุคคลต่าง ๆ เป็นอย่างไร กระบวนการทางสังคมที่ทำให้เกิดพฤติกรรมเหล่านั้น แบบแผนของความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะต่าง ๆ ผลของการกระทำต่าง ๆ เป็นเช่นไร 36. ประเภทของคำถามในการวิจัย 2. WHY คำถามนี้ต้องการทราบสาเหตุหรือเหตุผลของปรากฏการณ์บางอย่าง การอธิบายความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ หรือกิจกรรม และกระบวนการทางสังคม เช่น เหตุไรบุคคลเหล่านี้คิดและทำเช่นนี้ เหตุไรแบบแผนของการกระทำจึงเป็นเช่นนี้ เหตุไร คุณลักษณะหรือกระบวนการทางสังคม จึงเปลี่ยนแปลง หรือ คงที่ เหตุไร การกระทำเช่นนี้จึงทำให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ 37. ประเภทของคำถามในการวิจัย 3. HOW คำถามนี้เกี่ยวกับการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะผลของการกระทำบางอย่าง หรือการคิดค้นสิ่งใดขึ้นมา คุณลักษณะของประชากร กระบวนการทางสังคม และแบบแผนต่างๆ จะเปลี่ยนได้อย่างไร การหยุดการเปลี่ยนแปลง การชะลอหรือการเร่งอัตราการเปลี่ยนแปลง จะทำได้อย่างไร 38. ประเภทของการวิจัยจำแนกตามวัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์ของการวิจัยพื้นฐาน (Basic search) 1. เพื่อการค้นคว้าเพิ่มเติม (EXPLORE) คือการพยายามพัฒนาคำอธิบายเบื้องต้น หรือการทำความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทางสังคม 2. การบรรยายความ (DESCRIBE) การให้รายละเอียดเกี่ยวกับการวัดหรือการรายงาน คุณลักษณะของประชากรของกลุ่มรวมถึงการเสนอกฎเกณฑ์บางประการ 3. การอธิบาย (EXPLAIN) คือ การสร้างองค์ประกอบ ปัจจัยหรือกลไก เพื่อนำไปสู่การกำหนดกฎเกณฑ์ ปรากฏการณ์ทางสังคม 4. การเสนอเหตุผลเพื่อความเข้าใจ (UNDERSTAND) การกระทำบางอย่างทางสังคม และสาเหตุที่ทำให้เกิดการกระทำเช่นนั้นในสังคม 5. การคาดหมาย (PREDICT) ซึ่งเกิดจากการสร้างความเข้าใจ หรืออธิบายเกี่ยวกับปรากฏการณ์บางอย่างภายในเงื่อนไขบางประการ 39. วัตถุประสงค์ของการวิจัยเชิงประยุกต์ (Applied Research) 1. เพื่อการเปลี่ยนแปลง (CHANGE) การศึกษาวิจัยบางเรื่อง เพื่อให้ผู้ที่มีส่วนร่วมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง อาจจะบางส่วนหรืออย่างมากก็ได้ 2. การประเมินผล (EVALUATION) การประเมินผลเป็นการศึกษาวิจัยเพื่อประเมินผลการดำเนินงานของโครงการต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ หรือการแก้ปัญหาตามนโยบายที่กำหนด 3. การประเมินผลกระทบ (IMPACT ASSESSMENT) เป็นการศึกษาวิจัยเพื่อประเมินผลกระทบของโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยทั่วไปเป็นการศึกษา ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม โครงสร้างทางสังคม กระบวนทางสังคมและประชากร ที่จะเปลี่ยนแปลงหรือได้รับผลกระทบจากโครงการตามนโยบายที่กำหนดขึ้น 40. การประเมินผลโครงการ (project evaluation) เป็นกระบวนการในการพิจารณาระดับความสำเร็จในการบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้น โดยในการประเมินผลนั้น ต้องมีเกณฑ์มาตรฐานสำหรับวัดความสำเร็จ เพื่อผู้ประเมินสามารถพิจารณาและอธิบายความสำเร็จของโครงการได้ กระบวนการประเมินผลโครงการ คือ การเก็บข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูลตามข้อเท็จจริงของโครงการอย่างเป็นระบบเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับผลสำเร็จของโครงการ การปรับปรุงเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น 41. แบบจำลองการประเมินผล แบบจำลองการประเมินผลมีหลายแบบ ที่นิยมกล่าวถึงคือของ Stufflebeam ซึ่งเรียกว่า CIPP model โดยสตัฟเฟลบีม ได้ให้ความหมายของการประเมินว่า “เป็นกระบวนการของการวิเคราะห์เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจในทางเลือกต่างๆ ที่มีอยู่” แบบจำลอง CIPP นี้ไม่เพียงแต่ประเมินว่า บรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่เท่านั้น แต่ยังเป็ฯการประเมินเพื่อให้รายละเอียดต่างๆ ที่ช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการอีกด้วย 42. แบบจำลอง ( Model) การประเมินผล การประเมินผล 4 ประเภทของแบบจำลองซิป ( CIPP Model) คือ 1. Context Evaluation 2. Input Evaluation 3. Process Evaluation 4. Product Evaluation 43. การประเมินเนื้อหาหรือการประเมินสภาวะแวดล้อม เป็นการประเมินเพื่อให้ได้มาซึ่งเหตุผล เป็นพื้นฐานเกี่ยวกับการค้นหาข่าวสารอันจะนำไปสู่การพัฒนาเป้าหมายของโครงการ หรือเป็นแนวทางในการตัดสินใจเกี่ยวกับการวางแผนในการกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน สำหรับดำเนินโครงการ โดยเน้นความสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ความต้องการ และเงื่อนไขที่เป็นจริงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม Context Evaluation ( การประเมินเนื้อหาหรือการประเมินสภาวะแวดล้อม ) 44. 2. Input Evaluation ( การประเมินปัจจัยเบื้องต้น หรือปัจจัยนำเข้า ) เป็นการประเมินปัจจัยเบื้องต้น หรือปัจจัยนำเข้า เพื่อค้นหาตัวประกอบหรือแนวทางที่เหมาะสม หรือมีประสิทธิภาพ ที่จะอำนวยให้โครงการดำเนินไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ คือ บรรลุเป้าหมายของโครงการ ซึ่งมักจะประเมินในด้านต่างๆ เช่น ความสามารถของหน่วยงานในการจัดทำโครงการยุทธวิธีที่ใช้ในการบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ และการได้รับความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้โครงการดำเนินไปได้ เช่น เกี่ยวกับอุปกรณ์ เงินทุน เป็นต้น 45. การประเมินผลประเภทนี้จะทำหน้าที่ต่อจาก Context และ Input evaluation เป็นการประเมินผลเพื่อค้นหาข่าวสารที่จะเป็นแนวทางหรือวิธีการปฎิบัติ สำหรับโครงการว่าจะดำเนินให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้อย่างไร ซึ่งการประเมินกระบวนการมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ เพื่อหาข้อบกพร่องของกระบวนการ หรือการดำเนินงานตามขั้นตอนที่วางไว้ ตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ ระหว่างดำเนินโครงการ 3. Process Evaluation ( การประเมินผลกระบวนการ ) 46. 4. Product Evaluation ( การประเมินผลิตผล ) วัตถุประสงค์ของการประเมินผลประเภทนี้ก็คือ ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธิ์จากโครงการกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการอย่างไร การประเมินผลประเภทนี้ อาจอาศัยการเปรียบเทียบผลผลิตกับเกณฑ์มาตรฐาน ( absolute or relative standards) เลือกไว้ นอกจากนั้น อาจอาศัยรายงานการประเมินผลจากข้อมูลที่ได้จาก Context input และ Process evaluation 47. การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) หมายถึง การศึกษาเพื่อคาดการณ์ผลที่จะเกิดต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินการของโครงการ และเสนอแนะวิธีการลดผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินการ เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินการได้อย่างเหมาะสม โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ในปัจจุบัน การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม จะครอบคลุมถึงการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และประชากร ซึ่งมีผลตั้งแต่ต่อตัวบุคคล องค์กร , สถาบัน และภาพรวมของสังคมทั้งหมด โดยเป็นการศึกษาถึงผลกระทบทางด้านต่างๆในอนาคตจากโครงการที่อาจจะเกิดขึ้นตามนโยบายที่กำหนด 48. 49. 50. 1. ผลกระทบปฐมภูมิ ( Primary Impact) เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยตรงจากกิจกรรม เช่น การก่อสร้างอาคารสถานที่ ซึ่งผลกระทบปฐมภูมิ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องจากกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ก่อสร้าง เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ที่ดิน และระบบนิเวศน์ภายในอาณาเขตของพื้นที่ของโครงการ 51. 2. ผลกระทบทุติยภูมิ ( Secondary Impact) เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยทางอ้อมของกิจกรรม อันเนื่องมาจากผลกระทบปฐมภูมิ เช่น การก่อสร้างที่เกิดขึ้นจะทำให้ผลกระทบที่ตามมา เช่น การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงประชากร สภาพเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนถึงทรัพยากรธรรมชาติ 52. 53. เทคนิคการเก็บรวบรวมข้อมูล เชิงปริมาณ (Quantitative) – จากแบบสอบถาม ( ตอบแบบสอบถามเอง ) – จากการสัมภาษณ์ – จากการสังเกต ( แบบมีโครงร่าง ) – วิเคราะห์จากเอกสาร เชิงคุณภาพ (Qualitative) – การมีส่วนร่วม – การสัมภาษณ์กลุ่ม – การสัมภาษณ์เชิงลึก – การสัมภาษณ์ประวัติชีวิติ – วิเคราะห์จากเอกสาร 54. Data Analysis Techniques Qualitative Description Distribution : numerical and graphical Central tendency and dispersion Association Correlation : simple, partial and multiple Analysis of variance and covariance Regression: simple, partial and multiple Causation Factor analysis Path analysis Regression: simple, partial and multiple Inference Sample statistic to population parameter Sample differences to population differences 55. Data Analysis Techniques Qualitative Description Theory generation Analytic induction Grounded theory: open and axial coding Categorizing and connecting From everyday typifications to typologies 56. สถิติสำหรับตัวแปรเดี่ยว สถิติที่ใช้กับตัวแปรเดี่ยว ซึ่งอาจจะเป็นได้ทุกระดับคือ nominal, ordinal, interval, & ratio.. ในเบื้องต้นคือ แสดงการกระจายจำนวนโดยความถี่ (frequency) และการกระจายด้วยอัตราส่วนร้อย (percent) สำหรับข้อมูลตัวแปรช่วงและอัตราส่วน การใช้สถิติจะมีเพิ่มเติมคือ ใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ามัธยฐาน และค่าฐานนิยม (mode) ค่าการผันแปร (variance) ส่วนใหญ่นิยมใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด และค่าสูงสุด 57. สถิติสำหรับตัวแปรเดี่ยว ในกรณีที่มีตัวแปร 2 ตัว หรือมากกว่า 2 ตัวขึ้นไป มีวิธีการทางสถิติที่ใช้หลายแบบ อย่างหนึ่งที่นิยมกันมากคือการใช้ตารางไขว้ (cross tabulation) ซึ่งในการเสนอด้วยตารางไขว้ ต้องใช้อัตราส่วนร้อยให้ถูกประเภท ซึ่งแบ่งเป็นสามแบบคือ อัตราส่วนร้อยของคอลัมน์ อัตราส่วนร้อยของแถว และอัตราส่วนร้อยของทั้งหมด ดังที่แสดงในตารางตัวอย่าง โดยทั่วไปตัวแปร 2 ตัว ที่นำเสนอหมายถึงตัวแปรหนึ่งเป็นตัวแปรอิสระ อีกตัวแปรหนึ่งเป็นตัวแปรตาม ในกรณีที่ตัวแปรทั้ง 2 เป็นตัวแปรแบบ nominal การเสนอโดยตารางไขว้ก็เหมาะสม หรือถ้าตัวแปรอิสระเป็น nominal ส่วนตัวแปรตามเป็น ordinal ก็ควรใช้ตารางไขว้เช่นกัน 58. สถิติสำหรับตัวแปรเดี่ยว ( ต่อ ) ในกรณีที่ตัวแปรอิสระเป็นตัวแปรแบบ normial และตัวแปร interval เป็นตัวแปรตาม การวิเคราะห์ควรใช้วิธีการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของแต่ละกลุ่มย่อยของตัวแปรอิสระ แต่หากตัวแปรตามเป็นแบบ nominal และตัวแปรอิสระเป็นแบบ interval ควรแบ่งตัวแปรอิสระเป็นกลุ่มก่อน แล้วแสดงตารางไขว้ของข้อมูลดังตัวอย่างที่แสดง 59. การวิจัยด้วยการสำรวจ (Survey Research ) การวิจัยด้วยการสำรวจ เป็นการศึกษาวิจัยโดยใช้ข้อมูล ซึ่งเก็บรวบรวมจากแบบสอบถาม หรือโดยการสัมภาษณ์จากประชากรตัวอย่างที่สุ่มขึ้นมา และจะต้องเป็นช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่กำหนด เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวแปรต่างๆซึ่งโดยปกติตัวแปรจะมากกว่า 2 ตัวขึ้นไป หลังจากนั้นจะเป็นการประมวลผล การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อศึกษาแบบแผนความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆ และรายงานผลการศึกษา 60. การเลือกตัวอย่าง (Sampling) 1. Probability sampling การเลือกตัวอย่าง โดยใช้หลักการเชิงสุ่ม ทุกหน่วยของประชากรมีโอกาสที่จะถูกเลือกเป็นตัวอย่างเท่าๆกัน 2. Non probability sampling การเลือกตัวอย่างโดยไม่ใช้หลักการเชิงสุ่ม แต่เลือกโดยเหตุผลอื่นๆทำให้ทุกหน่วยของประชากร มีโอกาสไม่เท่ากันที่จะถูกเลือกเป็นตัวอย่าง 61. 62. ความหมายของประชากรและตัวอย่าง (Populations and samples) ประชากร หมายถึง กลุ่มของบุคคลหรือสิ่งของ โดยมีองค์ประกอบเป็นจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจจะหมายถึง จำนวนคน เหตุการณ์ สถานที่ หรือสิ่งของก็ได้ ตัวอย่างเช่น จำนวนประชากรในประเทศหนึ่งในเวลาที่กำหนด นักศึกษาปีที่หนึ่ง ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จำนวนประชากรตามกลุ่มอายุ เช่น วัยแรงงานอายุ 15-59 ปี ข่าวในหนังสือพิมพ์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้น ตัวอย่าง (samples) จึงเป็นการเลือกบุคคลจำนวนหนึ่งจากประชากรกลุ่มที่กำหนด เพื่อให้เป็นตัวแทนที่ดีที่สุด ในการศึกษาวิจัยเรื่องที่ต้องการ 63. การสุ่มตัวอย่างตามหลักความน่าจะเป็น (Probability sampling) เป็นกระบวนการที่ทุกหน่วยของประชากรมีโอกาสที่จะถูกเลือกเท่ากัน โดยวิธีดังนี้ 1. การสุ่มอย่างง่าย (simple random sampling) 2. การสุ่มอย่างมีระบบ (systematic random sampling) 3. การสุ่มแบบแบ่งชั้น (stratified random sampling) 4. การสุ่มแบบกลุ่ม (cluster random sampling) 5. การสุ่มแบบหลายขั้นตอน (multi-stage random sampling) 64. การสุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling) เป็นการสุ่มโดยสมาชิกแต่ละหน่วยในประชากรมีโอกาสได้เลือกเท่าๆกัน วิธีนี้ใช้กับกรณีที่ทราบจำนวนประชากรกลุ่มที่จะศึกษาโดยสร้างเป็นกรอบตัวอย่าง มีรายชื่อตั้งแต่ 1 ถึง N และสุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสุ่ม (Table of random numbers) 65. การสุ่มอย่างมีระบบ (systematic random sampling) การเลือกตัวอย่างที่มีลักษณะเป็นช่วง ช่วงละเท่าๆกันแต่ละจุดของการแบ่งเป็นช่วงคือ ตัวอย่างที่ได้รับเลือก เช่น การสุ่มตัวอย่างบ้านในเมือง ซึ่งมีถนนเป็นบล๊อก การสุ่มอย่างมีระบบคือ เลือกบ้านตามอัตราส่วน 1 ต่อ 15 คือ ทุก 15 ครัวเรือน เลือกตัวอย่างมา 1 ครัวเรือน ตามกรอบตัวอย่าง คือ ถนนตามบล๊อก หรือตามโซนที่เลือกไว้แล้ว 66. การสุ่มแบบแบ่งชั้น (stratified random sampling) การเลือกตัวอย่างโดยจัดสมาชิกของประชากรที่มีลักษณะเดียวกันไว้ในกลุ่มหรือชั้นเดียวกัน จากนั้นทำการสุ่มเลือกจากแต่ละชั้นโดยวิธีที่เหมาะสม จำนวนตัวอย่างในแต่ชั้นอาจจะเท่ากันหรือไม่เท่ากันก็ได้ ขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกหรือความสำคัญของแต่ละชั้น การกำหนดขนาดของตัวอย่างแต่ละชั้นควรให้ได้สัดส่วนกับขนาดของประชากรในแต่ละชั้น 67. การสุ่มแบบหลายขั้นตอน (multi-stage random sampling) การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน มักจะใช้กับการสำรวจครัวเรือน ในระดับประเทศหรือเขต โดยมีการสุ่มเป็นชั้นๆ เช่น ชั้นแรก สุ่มตัวอย่างจังหวัดที่จะต้องการศึกษา ในแต่ละจังหวัด สุ่มอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน จนถึงครัวเรือนที่จะเลือกเป็นตัวอย่าง ขั้นตอนต่างๆจะเป็นการสุ่มอย่างมีระบบ การสุ่มแบบกลุ่ม (cluster sampling) บางครั้งก็เป็นส่วนหนึ่งของการสุ่มหลายขั้นตอน 68. 69. การเสนอรายงานวิจัย 1. ชื่อเรื่อง ( โดยปกติจะมี 2 ส่วน คือ ส่วนแรกเป็นเรื่องที่ต้องการศึกษา ส่วนที่สองเป็นสถานที่ ) 2. บทนำ ความสำคัญของปัญหา วัตถุประสงค์การวิจัย สมมติฐานการวิจัย ขอบเขตการศึกษา นิยามศัพท์ กรอบแนวคิดในการวิจัย ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 70. การเสนอรายงานวิจัย 3. ทบทวนวรรณกรรม แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4. ระเบียบวิธีวิจัย แหล่งที่มาของข้อมูล ขนาดตัวอย่าง การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ระยะเวลาในการทำวิจัย 5. ผลการศึกษา 6. สรุปและข้อเสนอแนะ