แบบสอบถาม(Questionnaire)
แบบสอบถาม หมายถึง รูปแบบของคาถามเป็นชุดๆ ที่ได้ถูกรวบรวมไว้อย่างมีหลักเกณฑ์และเป็น
ระบบ เพื่อใช้วัดสิ่งที่ผู้วิจัยต้องการจะวัดจากกลุ่มตัวอย่างหรือประชากรเป้าหมายให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงทั้งใน
อดีต ปัจจุบันและการคาดคะเนเหตุการณ์ในอนาคต แบบสอบถามประกอบด้วยรายการคาถามที่สร้างอย่าง
ประณีต เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นหรือข้อเท็จจริง โดยส่งให้กลุ่มตัวอย่างตามความสมัครใจ การ
ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลนั้น การสร้างคาถามเป็นงานที่สาคัญสาหรับผู้วิจัย
เพราะว่าผู้วิจัยอาจไม่มีโอกาสได้พบปะกับผู้ตอบแบบสอบถามเพื่ออธิบายความหมายต่าง ๆ ของข้อคาถามที่
ต้องการเก็บรวบรวม
แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือวิจัยชนิดหนึ่งที่นิยมใช้กันมาก เพราะการเก็บรวบรวมข้อมูลสะดวกและ
สามารถใช้วัดได้อย่างกว้างขวาง การเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามสามารถทาได้ด้วยการสัมภาษณ์หรือให้ผู้ตอบ
ด้วยตนเอง
โครงสร้างของแบบสอบถาม
โครงสร้างของแบบสอบถาม ประกอบไปด้วย 3 ส่วนสาคัญ ดังนี้
1. หนังสือนาหรือคาชี้แจง โดยมากมักจะอยู่ส่วนแรกของแบบสอบถาม อาจมีจดหมายนาอยู่
ด้านหน้าพร้อมคาขอบคุณ โดยคาชี้แจงมักจะระบุถึงจุดประสงค์ที่ให้ตอบแบบสอบถาม การนาคาตอบที่ได้ไป
ใช้ประโยชน์ คาอธิบายลักษณะของแบบสอบถาม วิธีการตอบแบบสอบถามพร้อมตัวอย่าง ชื่อ และที่อยู่ของ
ผู้วิจัย ประเด็นที่สาคัญคือการแสดงข้อความที่ทาให้ผู้ตอบมีความมั่นใจว่า ข้อมูลที่จะตอบไปจะไม่ถูกเปิดเผย
เป็นรายบุคคล จะไม่มีผลกระทบต่อผู้ตอบ และมีการพิทักษ์สิทธิของผู้ตอบด้วย
2. คาถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัว เช่น เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ เป็นต้น การที่จะถามข้อมูล
ส่วนตัวอะไรบ้างนั้นขึ้นอยู่กับกรอบแนวความคิดในการวิจัย โดยดูว่าตัวแปรที่สนใจจะศึกษานั้นมีอะไรบ้างที่
เกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัว และควรถามเฉพาะข้อมูลที่จาเป็นในการวิจัยเท่านั้น
3. คาถามเกี่ยวกับคุณลักษณะหรือตัวแปรที่จะวัด เป็นความคิดเห็นของผู้ตอบในเรื่องของ
คุณลักษณะ หรือตัวแปรนั้น
ขั้นตอนการสร้างแบบสอบถาม
การสร้างแบบสอบถามประกอบไปด้วยขั้นตอนสาคัญ ดังนี้
ขั้นที่ 1 ศึกษาคุณลักษณะที่จะวัด
การศึกษาคุณลักษณะอาจดูได้จาก วัตถุประสงค์ของการวิจัย กรอบแนวความคิดหรือสมมติฐานการ
วิจัย จากนั้นจึงศึกษาคุณลักษณะ หรือตัวแปรที่จะวัดให้เข้าใจอย่างละเอียดทั้งเชิงทฤษฎีและนิยามเชิง
ปฏิบัติการ
ขั้นที่ 2 กาหนดประเภทของข้อคาถาม
ข้อคาถามในแบบสอบถามอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. คาถามปลายเปิด (Open Ended Question) เป็นคาถามที่เปิดโอกาสให้ผู้ตอบสามารถ
ตอบได้อย่างเต็มที่ ซึ่งคาดว่าน่าจะได้คาตอบที่แน่นอน สมบูรณ์ ตรงกับสภาพความเป็นจริงได้มากกว่าคาตอบ
ที่จากัดวงให้ตอบ คาถามปลายเปิดจะนิยมใช้กันมากในกรณีที่ผู้วิจัยไม่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้าว่าคาตอบจะ
เป็นอย่างไร หรือใช้คาถามปลายเปิดในกรณีที่ต้องการได้คาตอบเพื่อนามาเป็นแนวทางในการสร้างคาถาม
ปลายปิด แบบสอบถามแบบนี้มีข้อเสียคือ มักจะถามได้ไม่มากนัก การรวบรวมความคิดเห็นและการแปลผล
มักจะมีความยุ่งยาก
2. คาถามปลายปิด (Close Ended Question) เป็นคาถามที่ผู้วิจัยมีแนวคาตอบไว้ให้
ผู้ตอบเลือกตอบจากคาตอบที่กาหนดไว้เท่านั้น คาตอบที่ผู้วิจัยกาหนดไว้ล่วงหน้ามักได้มาจากการ
ทดลองใช้คาถามในลักษณะที่เป็นคาถามปลายเปิด หรือการศึกษากรอบแนวความคิด สมมติฐานการวิจัย และ
นิยามเชิงปฏิบัติการ คาถามปลายเปิดมีวิธีการเขียนได้หลาย ๆ แบบ เช่น แบบให้เลือกตอบอย่างใดอย่างหนึ่ง
แบบให้เลือกคาตอบที่ถูกต้องเพียงคาตอบเดียว แบบผู้ตอบจัดลาดับความสาคัญหรือแบบให้เลือกคาตอบหาย
คาตอบ
ขั้นที่ 3 การร่างแบบสอบถาม
เมื่อผู้วิจัยทราบถึงคุณลักษณะหรือประเด็นที่จะวัด และกาหนดประเภทของข้อคาถามที่จะมี
อยู่ในแบบสอบถามเรียบร้อยแล้ว ผู้วิจัยจึงลงมือเขียนข้อคาถามให้ครอบคลุมทุกคุณลักษณะหรือประเด็นที่จะ
วัด โดยเขียนตามโครงสร้างของแบบสอบถามที่ได้กล่าวไว้แล้ว และหลักการในการสร้างแบบสอบถาม ดังนี้
1. ต้องมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนว่าต้องการจะถามอะไรบ้าง โดยจุดมุ่งหมายนั้นจะต้อง
สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของงานวิจัยที่จะทา
2. ต้องสร้างคาถามให้ตรงตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ เพื่อป้องกันการมีข้อคาถามนอกประเด็น
และมีข้อคาถามจานวนมาก
3. ต้องถามให้ครอบคลุมเรื่องที่จะวัด โดยมีจานวนข้อคาถามที่พอเหมาะ ไม่มากหรือน้อย
เกินไป แต่จะมากหรือน้อยเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมที่จะวัด ซึ่งตามปกติพฤติกรรมหรือเรื่องที่จะวัดเรื่อง
หนึ่งๆ นั้นควรมีข้อคาถาม 25-60 ข้อ
4. การเรียงลาดับข้อคาถาม ควรเรียงลาดับให้ต่อเนื่องสัมพันธ์กัน และแบ่งตามพฤติกรรม
ย่อยๆ ไว้เพื่อให้ผู้ตอบเห็นชัดเจนและง่ายต่อการตอบ นอกจากนั้นต้องเรียงคาถามง่ายๆ ไว้เป็นข้อแรกๆ เพื่อ
ชักจูงให้ผู้ตอบอยากตอบคาถามต่อ ส่วนคาถามสาคัญๆ ไม่ควรเรียงไว้ตอนท้ายของแบบสอบถาม เพราะความ
สนใจในการตอบของผู้ตอบอาจจะน้อยลง ทาให้ตอบอย่างไม่ตั้งใจ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการวิจัยมาก
5. ลักษณะของข้อความที่ดี ข้อคาถามที่ดีของแบบสอบถามนั้น ควรมีลักษณะดังนี้
1) ข้อคาถามไม่ควรยาวจนเกินไป ควรใช้ข้อความสั้น กะทัดรัด ตรงกับวัตถุประสงค์
และสองคล้องกับเรื่อง
2) ข้อความ หรือภาษาที่ใช้ในข้อความต้องชัดเจน เข้าใจง่าย
3) ค่าเฉลี่ยในการตอบแบบสอบถามไม่ควรเกินหนึ่งชั่วโมง ข้อคาถามไม่ควรมากเกินไปจนทา
ให้ผู้ตอบเบื่อหน่ายหรือเหนื่อยล้า
4) ไม่ถามเรื่องที่เป็นความลับเพราะจะทาให้ได้คาตอบที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
5) ไม่ควรใช้ข้อความที่มีความหมายกากวมหรือข้อความที่ทาให้ผู้ตอบแต่ละคนเข้าใจ
ความหมายของข้อความไม่เหมือนกัน
6) ไม่ถามในเรื่องที่รู้แล้ว หรือถามในสิ่งที่วัดได้ด้วยวิธีอื่น
7) ข้อคาถามต้องเหมาะสมกับกลุ่มตัวอย่าง คือ ต้องคานึงถึงระดับการศึกษา ความ
สนใจ สภาพเศรษฐกิจ ฯลฯ
8) ข้อคาถามหนึ่งๆ ควรถามเพียงประเด็นเดียว เพื่อให้ได้คาตอบที่ชัดเจนและตรงจุด
ซึ่งจะง่ายต่อการนามาวิเคราะห์ข้อมูล
9) คาตอบหรือตัวเลือกในข้อคาถามควรมีมากพอ หรือให้เหมาะสมกับข้อคาถามนั้น แต่ถ้าไม่
สามารถระบุได้หมดก็ให้ใช้ว่า อื่นๆ โปรดระบุ ……………….
10) ควรหลีกเลี่ยงคาถามที่เกี่ยวกับค่านิยมที่จะทาให้ผู้ตอบไม่ตอบตามความเป็นจริง
11) คาตอบที่ได้จากแบบสอบถาม ต้องสามารถนามาแปลงออกมาในรูปของปริมาณและใช้
สถิติอธิบายข้อเท็จจริงได้ เพราะปัจจุบันนี้นิยมใช้คอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนั้นแบบสอบถามควร
คานึงถึงวิธีการประมวลข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วย
ขั้นที่ 4 การปรับปรุงแบบสอบถาม
หลังจากที่สร้างแบบสอบถามเสร็จแล้ว ผู้วิจัยควรนาแบบสอบถามนั้นมาพิจารณาทบทวนอีก
ครั้งเพื่อหาข้อบกพร่องที่ควรปรับปรุงแก้ไข และควรให้ผู้เชี่ยวชาญได้ตรวจสอบแบบสอบถามนั้นด้วยเพื่อที่จะ
ได้นาข้อเสนอแนะและข้อวิพากษ์วิจารณ์ของผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น
ขั้นที่ 5 วิเคราะห์คุณภาพแบบสอบถาม
เป็นการนาแบบสอบถามที่ได้ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างเล็กๆ เพื่อนาผล
มาตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถาม ซึ่งการวิเคราะห์หรือตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถามทาได้หลาย
วิธี แต่ที่สาคัญมี 2 วิธี ได้แก่
1. ความตรง (Validity) หมายถึง เครื่องมือที่สามารถวัดได้ในสิ่งที่ต้องการวัด โดย
แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ
1) ความตรงตามเนื้อหา (Content Validity) คือ การที่แบบสอบถามมีความ
ครอบคลุมวัตถุประสงค์หรือพฤติกรรมที่ต้องการวัดหรือไม่ ค่าสถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพ คือ ค่าความ
สอดคล้องระหว่างข้อคาถามกับวัตถุประสงค์ หรือเนื้อหา(IOC: Index of item Objective Congruence)
หรือดัชนีความเหมาะสม โดยให้ผู้เชี่ยวชาญ ประเมินเนื้อหาของข้อถามเป็นรายข้อ
2) ความตรงตามเกณฑ์ (Criterion-related Validity) หมายถึง ความสามารถของ
แบบวัดที่สามารถวัดได้ตรงตามสภาพความเป็นจริง แบ่งออกได้เป็นความเที่ยงตรงเชิงพยากรณ์และความ
เที่ยงตรงตามสภาพ สถิติที่ใช้วัดความเที่ยงตรงตามเกณฑ์ เช่น ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์(Correlation
Coefficient) ทั้งของ Pearson และ Spearman และ ค่า t-test เป็นต้น
3) ความตรงตามโครงสร้าง (Construct Validity) หมายถึงความสามารถของ
แบบสอบถามที่สามารถวัดได้ตรงตามโครงสร้างหรือทฤษฎี ซึ่งมักจะมีในแบบวัดทางจิตวิทยาและแบบวัด
สติปัญญา สถิติที่ใช้วัดความเที่ยงตรงตามโครงสร้างมีหลายวิธี เช่น การวิเคราะห์องค์ประกอบ (Factor
Analysis) การตรวจสอบในเชิงเหตุผล เป็นต้น
2. ความเที่ยง (Reliability) หมายถึง เครื่องมือที่มีความคงเส้นคงวา นั่นคือ เครื่องมือที่
สร้างขึ้นให้ผลการวัดที่แน่นอนคงที่จะวัดกี่ครั้งผลจะได้เหมือนเดิม สถิติที่ใช้ในการหาค่าความเที่ยงมีหลายวิธี
แต่นิยมใช้กันคือ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของ คอนบาร์ช (Conbach’s Alpha Coefficient: α coefficient)
ซึ่งจะใช้สาหรับข้อมูลที่มีการแบ่งระดับการวัดแบบประมาณค่า (Rating Scale)
ขั้นที่ 6 ปรับปรุงแบบสอบถามให้สมบูรณ์
ผู้วิจัยจะต้องทาการแก้ไขข้อบกพร่องที่ได้จากผลการวิเคราะห์คุณภาพของแบบสอบถาม และ
ตรวจสอบความถูกต้องของถ้อยคาหรือสานวน เพื่อให้แบบสอบถามมีความสมบูรณ์และมีคุณภาพผู้ตอบอ่าน
เข้าใจได้ตรงประเด็นที่ผู้วิจัยต้องการ ซึ่งจะทาให้ผลงานวิจัยเป็นที่น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
ขั้นที่ 7 จัดพิมพ์แบบสอบถาม
จัดพิมพ์แบบสอบถามที่ได้ปรับปรุงเรียบร้อยแล้วเพื่อนาไปใช้จริงในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับ
กลุ่มเป้าหมาย โดยจานวนที่จัดพิมพ์ควรไม่น้อยกว่าจานวนเป้าหมายที่ต้องการเก็บรวบรวมข้อมูล และควรมี
การพิมพ์สารองไว้ในกรณีที่แบบสอบถามเสียหรือสูญหายหรือผู้ตอบไม่ตอบกลับ แนวทางในการจัดพิมพ์
แบบสอบถามมีดังนี้
1. การพิมพ์แบ่งหน้าให้สะดวกต่อการเปิดอ่านและตอบ
2. เว้นที่ว่างสาหรับคาถามปลายเปิดไว้เพียงพอ
3. พิมพ์อักษรขนาดใหญ่ชัดเจน
4. ใช้สีและลักษณะกระดาษที่เอื้อต่อการอ่าน
หลักการสร้างแบบสอบถาม
1. สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย
2. ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เหมาะสมกับผู้ตอบ
3. ใช้ข้อความที่สั้น กระทัดรัด ได้ใจความ
4. แต่ละคาถามควรมีนัย เพียงประเด็นเดียว
5. หลีกเลี่ยงการใช้ประโยคปฏิเสธซ้อน
6. ไม่ควรใช้คาย่อ
7. หลีกเลี่ยงการใช้คาที่เป็นนามธรรมมาก
8. ไม่ชี้นาการตอบให้เป็นไปแนวทางใดแนวทางหนึ่ง
9. หลีดเลี่ยงคาถามที่ทาให้ผู้ตอบเกิดความลาบากใจในการตอบ
10. คาตอบที่มีให้เลือกต้องชัดเจนและครอบคลุมคาตอบที่เป็นไปได้
11. หลีกเลี่ยงคาที่สื่อความหมายหลายอย่าง
12. ไม่ควรเป็นแบบสอบถามที่มีจานวนมากเกินไปไม่ควรให้ผู้ตอบใช้เวลาในการตอบ
แบบสอบถามนานเกินไป
13. ข้อคาถามควรถามประเด็นที่เฉพาะเจาะจงตามเป้าหมายของการวิจัย
14. คาถามต้องน่าสนใจสามารถกระตุ้นให้เกิดความอยากตอบ
เทคนิคการใช้แบบสอบถาม
วิธีใช้แบบสอบถามมี 2 วิธี คือการส่งทางไปรษณีย์ กับการเก็บข้อมูลด้วยตนเอง ซึ่งไม่ว่ากรณีใดต้องมี
จดหมายระบุวัตถุประสงค์ของการเก็บข้อมูล ตลอดจนความสาคัญของข้อมูลและผลที่คาดว่าจะได้รับ เพื่อให้
ผู้ตอบตระหนักถึงความสาคัญและสละเวลาในการตอบแบบสอบถาม
การทาให้อัตราตอบแบบสอบถามสูงเป็นเป้าหมายสาคัญของผู้วิจัย ข้อมูลจากแบบสอบถามจะเป็นตัวแทนของ
ประชากรได้เมื่อมีจานวนแบบสอบถามคืนมามากว่าร้อยละ 90 ของจานวนแบบสอบถามที่ส่งไป แนวทางที่จะ
ทาให้ได้รับแบบสอบถามกลับคืนในอัตราที่สูง มีวิธีการดังนี้
1. มีการติดตามแบบสอบถามเมื่อให้เวลาผู้ตอบไประยะหนึ่งระยะเวลาที่เหมาะสมในการติดตาม
คือ 2 สัปดาห์ หลังครบกาหนดส่ง อาจจะติดตามมากกว่าหนึ่งครั้ง
2. วิธีการติดตามแบบสอบถาม อาจใช้จดหมาย ไปรษณีย์ โทรศัพท์ เป็นต้น
3. ในกรณีที่ขอ้คาถามอาจจะถามในเรื่องของส่วนตัว ผู้วิจัยต้องให้ความมั่นใจว่าข้อมูลที่ได้จะ
เป็นความลับ
ข้อเด่นและข้อด้อยของการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม
การใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูลมีข้อเด่นและข้อด้อยที่ต้องพิจารณาประกอบในการ
เลือกใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้
ข้อเด่นของการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามมีดังนี้ คือ
1. ถ้ากลุ่มตัวอย่างมีขนาดใหญ่ วิธีการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม จะเป็นวิธีการที่สะดวกและ
ประหยัดกว่าวิธีอื่น
2. ผู้ตอบมีเวลาตอบมากกว่าวิธีการอื่น
3. ไม่จาเป็นต้องฝึกอบรมพนักงานเก็บข้อมูลมากเหมือนกับวิธีการสัมภาษณ์หรือวิธีการสังเกต
4. ไม่เกิดความลาเอียงอันเนื่องมาจากการสัมภาษณ์หรือการสังเกต เพราะผู้ตอบเป็นผู้ตอบข้อมูล
เอง
5. สามารถส่งแบบสอบถามให้ผู้ตอบทางไปรษณีย์ได้
6. ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเก็บข้อมูล
ข้อด้อยของการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีดังนี้คือ
1. ในกรณีที่ส่งแบบสอบถามให้ผู้ตอบทางไปรษณีย์ มักจะได้แบบสอบถามกลับคืนมาน้อย และต้อง
เสียเวลาในการติดตาม อาจทาให้ระยะเวลาการเก็บข้อมูลล่าช้ากว่าที่กาหนดไว้
2. การเก็บข้อมูลโดยวิธีการใช้แบบสอบถามจะใช้ได้เฉพาะกับกลุ่มประชากรเป้าหมายที่อ่านและเขียน
หนังสือได้เท่านั้น
3. จะได้ข้อมูลจากัดเฉพาะที่จาเป็นจริงๆ เท่านั้น เพราะการเก็บข้อมูลโดยวิธีการใช้แบบสอบถาม
จะต้องมีคาถามจานวนน้อยข้อที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
4. การส่งแบบสอบถามไปทางไปรษณีย์ หน่วยตัวอย่างอาจไม่ได้เป็นผู้ตอบแบบสอบถามเองก็ได้ ทาให้
คาตอบที่ได้มีความคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับความจริง
5. ถ้าผู้ตอบไม่เข้าใจคาถามหรือเข้าใจคาถามผิด หรือไม่ตอบคาถามบางข้อ หรือไม่ไตร่ตรองให้
รอบคอบก่อนที่จะตอบคาถาม ก็จะทาให้ข้อมูลมีความคลาดเคลื่อนได้ โดยที่ผู้วิจัยไม่สามารถย้อนกลับไป
สอบถามหน่วยตัวอย่างนั้นได้อีก
6. ผู้ที่ตอบแบบสอบถามกลับคืนมาทางไปรษณีย์ อาจเป็นกลุ่มที่มีลักษณะแตกต่างจากกลุ่มผู้ที่ไม่ตอบ
แบบสอบถามกลับคืนมา ดังนั้นข้อมูลที่นามาวิเคราะห์จะมีความลาเอียงอันเนื่องมาจากกลุ่มตัวอย่างได้
เอกสารอ้างอิง
เกียรติสุดา ศรีสุข.(2552). ระเบียบวิธีวิจัย. เชียงใหม่ : โรงพิมพ์ครองช่าง
จินตนา ธนวิบูลย์ชัย. (2545). การพัฒนาเครื่องมือสาหรับการประเมินการศึกษา. หน่วยที่ 8-15
นนทบุรี; โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2544). ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์. กรุงเทพมหานคร : ศูนย์หนังสือ
ราชภัฏพระนคร.
เพ็ญแข แสงแก้ว. (2541). การวิจัยทางสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
อุทุมพร จามรมาน (2544) แบบสอบถาม: การสร้างและการใช้. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ: ฟันนี่
พลับบิชชิ่งจากัด.
Neil J.Salkind (2006). Exploring Research . 6th
New jersey ; Pearson Prentice Hall.
หลักการทาแบบสอบถาม
Check List สาหรับการทาแบบสอบถาม
หมวดที่1: ความเข้าใจที่ตรงกัน
1. คนอื่นอ่านคาถามแล้วเข้าใจไหม
2. ที่เข้าใจนั้นเหมือนกับที่เราต้องการให้เข้าใจไหม
3. คนอื่นอ่านคาตอบแล้วเข้าใจตรงตามที่เราอยากให้เข้าใจไหม
หมวดที่ 2: ไม่รบกวนกันมากเกินไป
4. จับเวลาดูแล้วนานไม่เกิน 10 นาทีหรือเปล่า (แบบสอบถามที่นานกว่านั้นก็ทาได้ แต่ต้องอาศัยประสบการณ์
ในการพูดคุยกับผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งนักศึกษาปริญญาตรีอาจจะยังไม่มีประสบการณ์มากพอ จึงควรเริ่มจาก
แบบสอบถามประเภทไม่เกิน 10 นาที)
5. ยาวไม่เกิน 5 หน้า (ยาวกว่านั้นก็ได้ แต่ต้องอาศัยประสบการณ์ในการพูดคุย เช่น แบบสอบถาม 124 หน้า
สาหรับการสร้าง Social Accounting Matrix หรือ SAM ของหมู่บ้านท่องเที่ยว ใช้เวลาประมาณครึ่งวันถึง
หนึ่งวัน ต้องจ่ายค่าเสียเวลาให้ผู้ตอบแบบสอบถามด้วย และต้องสร้างความไว้วางใจระหว่างผู้ตอบ
แบบสอบถามกับนักวิจัยไม่น้อยกว่า 1 เดือนก่อนเก็บข้อมูล )
หมวดที่ 3: เนื้อหาข้อมูล
6. มีข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบหรือยัง ไม่จาเป็นต้องได้ชื่อผู้ตอบแบบสอบถาม
7. เนื้อหาครอบคลุมข้อมูลที่เราต้องการหรือไม่
8. รู้หรือไม่ว่าจะต้องใช้แบบจาลองอะไรในการวิเคราะห์ข้อมูล
หมวดที่ 4: สเกล
9. ให้ตีสเกลไปทิศทางเดียวกันทั้งหมด คือ ถ้าทางซ้ายเป็นค่าน้อย ทางขวาเป็นค่ามาก ก็ต้องให้เป็นทิศทาง
เดียวกันทั้งแบบสอบถาม เพื่อผู้ตอบแบบสอบถามจะได้เข้าใจง่ายไม่งง (บางคนชอบวางกับดักให้ผู้ตอบ
แบบสอบถามต้องตั้งใจมาก ๆ แต่ผมว่ามันไม่สะดวกสาหรับคนตอบ ผมเคยตอบแบบสอบถามที่มีกับดักเยอะ
ๆ แล้วรู้สึกเหนื่อยมากที่ต้องมานั่งคิดว่าข้างไหนมากข้างไหนน้อย)
10. การเลือกสเกลว่าจะใช้กี่ช่องขึ้นอยู่กับสองเรื่อง
หนึ่ง แบบจาลองที่จะวิเคราะห์ต้องการตัวเลขละเอียดแค่ไหน (เช่น แบบจาลองผลต่างของ Utility ชอบ
ใช้สเกล 11 ช่อง แบบจาลอง Structural Equation Model ก็ชอบใช้ประมาณ 10 ช่องขึ้นไป แบบจาลองที่
ให้เลือกว่าจะเอาไม่เอาก็ใช้สองช่อง)
สอง อนุญาตให้ผู้ตอบเลือกคาตอบแบบกลาง ๆ ไหม (เลือกใช้แบบสเกลที่เป็นเลขคี่) หรือต้องการให้เลือก
ข้างไปเลยว่ามากหรือน้อย (เลือกใช้สเกลที่เป็นเลขคู่)
หมวดที่ 5: อคติ
11. ให้ระวังเรื่องการเรียงตัวเลือกที่ต่างกันมีผลต่อคาตอบ เพราะผู้ตอบแบบสอบถามจะเลือกตอบข้อแรก ๆ
มากกว่าข้อหลัง ให้ลองเรื่องที่สาคัญมากแทรกไว้ตรงข้อกลาง ๆ ประกบหัวท้ายด้วยเรื่องที่สาคัญน้อย
กว่า เพราะหากผู้ตอบอ่านคาตอบอย่างถี่ถ้วนแล้วก็จะเลือกสิ่งที่สาคัญมากกว่าอยู่ดี
12. ตัวเลือกแต่ละข้อมีน้าหนักใกล้เคียงกันไหม มีโอกาสที่ผู้ตอบจะเลือกพอ ๆ กันไหม จนทาให้เดาไม่ได้ว่า
สัดส่วนของคาตอบจะออกข้อไหนมากกว่ากันอย่างชัดเจน ซึ่งรอให้งานวิจัยมาตอบคาถามนี้ (ถ้าเดาได้อยู่แล้ว
ก็ไม่ใช่งานวิจัยที่ดี ดั่งที่ไอน์สไตน์กล่าวว่า ถ้ารู้คาตอบอยู่แล้วจะเรียกว่างานวิจัยได้อย่างไร) ทั้งนี้ บางข้อ
อาจจะแยกย่อยเกินไปจนไม่มีใครตอบ ในขณะที่บางข้อเป็นเรื่องทั่วไปซึ่งคนมีโอกาสตอบมากกว่า เช่น ท่าน
มาเที่ยวเมืองไทยเพราะเหตุใด (1) ประเทศไทยเป็นประเทศที่สวยงามและผู้คนอัธยาศัยดี (2) ชอบอาหาร
ไทย (3) ชอบราไทย (4) ชอบหมีแพนด้า แบบนี้เมื่อตอบออกมาแล้วบอกได้ว่าสัดส่วนจะค่อนไปที่ข้อ
(1) มากที่สุดโดยอัตโนมัติ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า เมื่อนาคะแนนมาเรียงลาดับกันแล้วข้อ (1) ก็ต้องชนะอย่าง
ท่วมท้นแน่นอน แต่ไม่ได้ทาให้เรามีความรู้เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับสาเหตุของการมาเที่ยวเมืองไทยเท่าใดนัก หากทา
เช่นนี้ก็เหมือนกับทาให้งานวิจัยนั้นผ่าน ๆ ไป ไม่ได้ตั้งใจจะเอาผลการวิจัยมาปรับปรุงเรื่องอะไรให้ดีขึ้น
13. ไม่ควรตั้งคาถามแบบ Leading question คือ คาถามที่นาไปสู่คาตอบอย่างที่เราต้องการ เพราะเราจะ
ไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่เลย และเหมือนกับการหลอกให้คนตอบตอบอย่างนั้นอยู่แล้ว เหมือนกับว่านักวิจัยมี
จุดมุ่งหมายเพื่อที่จะใช้ผลการวิจัยนั้นยืนยันความคิดของตัวเองมากกว่าที่จะทดสอบความคิดของ
ตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น ท่านคิดว่าเรื่องใดเป็นสาเหตุที่ทาให้ท่านไม่อยากกลับมาเที่ยวเมืองไทยอีก (1) การ
ชุมนุมทางการเมือง (2) การก่อวินาศกรรม (3) ความไม่ยุติธรรมสังคมโดยมีสองมาตรฐาน (4) การกลั่น
แกล้งทางการเมือง คาถามเหล่านี้จะเห็นว่านักวิจัยมุ่งใช้คาตอบเพื่อผลทางการเมือง สังเกตได้ตั้งแต่คาถาม
ว่า สาเหตุที่ไม่กลับมาเที่ยว คือ เน้นคาว่าไม่ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ดี แล้วโยงเข้ากับทางเลือกที่มีแต่เรื่องการเมือง
ล้วน ๆ โดยไม่มีเรื่องอื่นเลย นั่นก็คือต้องการบอกว่าเรื่องการเมืองส่งผลไม่ดีต่อการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะด้วย
สาเหตุไหนในสี่ข้อนี้ แล้วนาผลการวิจัยไปขยายผลทางการเมืองต่อไป ทั้ง ๆ ที่คนอาจจะไม่อยากกลับมา
เมืองไทยเพราะเรื่องอื่น ๆ เช่น สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ก็อาจจะเป็นได้ แต่ไม่มีตัวเลือกให้เลือก
หมวดที่ 6: ความสะดวกในการบันทึกข้อมูลลงคอมพิวเตอร์
14. มีตัวเลขกากับสายตาสาหรับให้ง่ายต่อการกรอกข้อมูลลงคอมพิวเตอร์
หมวดที่ 7: ความโปร่งใสและตรวจสอบได้
15. มีช่องให้กรอกเลขที่แบบสอบถาม วันที่เก็บแบบสอบถาม และชื่อผู้เก็บแบบสอบถาม
16. มีคาถามปลายเปิดสั้น ๆ ที่ผู้ตอบต้องเขียนด้วยลายมือของตัวเองด้วย เพื่อความโปร่งใสในการตรวจสอบว่า
นักศึกษาได้นาไปให้ผู้อื่นกรอก มิใช่กรอกเอง
17. มีคาถามที่สัมพันธ์กันเองในตัว เพื่อตรวจสอบความมีสติสัมปชัญญะและตรรกะของผู้ตอบแบบสอบถาม
หมวดที่ 8: การทดสอบและปรับปรุงก่อนเก็บข้อมูลจริง
18. ทดสอบและปรับปรุงไม่น้อยกว่า 1 ครั้งก่อนลงมือเก็บข้อมูลจริง แต่ไม่จาเป็นต้องใช้จานวนตัวอย่าง
มาก เพียงแต่ให้พอสาหรับการเช็คว่าผู้ตอบเข้าใจทุกอย่างไม่ผิดไปจากที่เราเข้าใจ และคาตอบออกมาได้น้า
ได้เนื้อตามที่เราต้องการ
หมวดที่ 9: แบบสอบถามที่เก็บข้อมูลมาแล้วแต่ใช้ไม่ได้
19. เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วอาจจะต้องทิ้งแบบสอบถามที่ใช้ไม่ได้ไปบางส่วนและเก็บเพิ่ม แบบสอบถามที่ใช้ไม่ได้
เช่น ทาไม่เสร็จ ทาเสร็จแต่ไม่ครบ ทาครบแต่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจ ตอบมั่วไร้สติไร้ตรรกะ ผู้ตอบไม่ได้อยู่
ในกลุ่มตัวอย่าง แบบสอบถามที่อ่านไม่ออกหรือมีเครื่องหมายที่กากวม และแบบสอบถามที่น่าสงสัยว่า
นักวิจัยจะกรอกเอง
หมวดที่ 10: ความสุภาพในแบบสอบถาม
20. ในหน้าแรกต้องมีชื่อโครงการ ชื่อผู้รับผิดชอบ หน่วยงานที่สังกัด และวัตถุประสงค์หลักของการวิจัย เพื่อให้
ผู้อ่านได้ทราบว่าเราเป็นใครมาจากไหน และตัดสินใจว่าจะทาให้หรือไม่
21. ตัวหนังสือใช้แบบเป็นทางการ ภาษาทางการ และมีช่องว่างระหว่างข้อให้พอเหมาะ ไม่บีบกันแน่นเกินไป
เพราะจะทาให้ผู้ตอบอึดอัด
22. ในหน้าสุดท้ายต้องมีคาขอบคุณเสมอ
ที่มา : เกร็ดการทาวิจัยตอนที่ 10 หลักการทาแบบสอบถาม
โดยคุณคมสัน สุริยะ
วันที่ 24 พฤศจิกายน 2552

6 2-1-ออกแบบเครื่องมือ

  • 1.
    แบบสอบถาม(Questionnaire) แบบสอบถาม หมายถึง รูปแบบของคาถามเป็นชุดๆที่ได้ถูกรวบรวมไว้อย่างมีหลักเกณฑ์และเป็น ระบบ เพื่อใช้วัดสิ่งที่ผู้วิจัยต้องการจะวัดจากกลุ่มตัวอย่างหรือประชากรเป้าหมายให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงทั้งใน อดีต ปัจจุบันและการคาดคะเนเหตุการณ์ในอนาคต แบบสอบถามประกอบด้วยรายการคาถามที่สร้างอย่าง ประณีต เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นหรือข้อเท็จจริง โดยส่งให้กลุ่มตัวอย่างตามความสมัครใจ การ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลนั้น การสร้างคาถามเป็นงานที่สาคัญสาหรับผู้วิจัย เพราะว่าผู้วิจัยอาจไม่มีโอกาสได้พบปะกับผู้ตอบแบบสอบถามเพื่ออธิบายความหมายต่าง ๆ ของข้อคาถามที่ ต้องการเก็บรวบรวม แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือวิจัยชนิดหนึ่งที่นิยมใช้กันมาก เพราะการเก็บรวบรวมข้อมูลสะดวกและ สามารถใช้วัดได้อย่างกว้างขวาง การเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามสามารถทาได้ด้วยการสัมภาษณ์หรือให้ผู้ตอบ ด้วยตนเอง โครงสร้างของแบบสอบถาม โครงสร้างของแบบสอบถาม ประกอบไปด้วย 3 ส่วนสาคัญ ดังนี้ 1. หนังสือนาหรือคาชี้แจง โดยมากมักจะอยู่ส่วนแรกของแบบสอบถาม อาจมีจดหมายนาอยู่ ด้านหน้าพร้อมคาขอบคุณ โดยคาชี้แจงมักจะระบุถึงจุดประสงค์ที่ให้ตอบแบบสอบถาม การนาคาตอบที่ได้ไป ใช้ประโยชน์ คาอธิบายลักษณะของแบบสอบถาม วิธีการตอบแบบสอบถามพร้อมตัวอย่าง ชื่อ และที่อยู่ของ ผู้วิจัย ประเด็นที่สาคัญคือการแสดงข้อความที่ทาให้ผู้ตอบมีความมั่นใจว่า ข้อมูลที่จะตอบไปจะไม่ถูกเปิดเผย เป็นรายบุคคล จะไม่มีผลกระทบต่อผู้ตอบ และมีการพิทักษ์สิทธิของผู้ตอบด้วย 2. คาถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัว เช่น เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ เป็นต้น การที่จะถามข้อมูล ส่วนตัวอะไรบ้างนั้นขึ้นอยู่กับกรอบแนวความคิดในการวิจัย โดยดูว่าตัวแปรที่สนใจจะศึกษานั้นมีอะไรบ้างที่ เกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัว และควรถามเฉพาะข้อมูลที่จาเป็นในการวิจัยเท่านั้น 3. คาถามเกี่ยวกับคุณลักษณะหรือตัวแปรที่จะวัด เป็นความคิดเห็นของผู้ตอบในเรื่องของ คุณลักษณะ หรือตัวแปรนั้น ขั้นตอนการสร้างแบบสอบถาม การสร้างแบบสอบถามประกอบไปด้วยขั้นตอนสาคัญ ดังนี้ ขั้นที่ 1 ศึกษาคุณลักษณะที่จะวัด การศึกษาคุณลักษณะอาจดูได้จาก วัตถุประสงค์ของการวิจัย กรอบแนวความคิดหรือสมมติฐานการ วิจัย จากนั้นจึงศึกษาคุณลักษณะ หรือตัวแปรที่จะวัดให้เข้าใจอย่างละเอียดทั้งเชิงทฤษฎีและนิยามเชิง ปฏิบัติการ ขั้นที่ 2 กาหนดประเภทของข้อคาถาม ข้อคาถามในแบบสอบถามอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ 1. คาถามปลายเปิด (Open Ended Question) เป็นคาถามที่เปิดโอกาสให้ผู้ตอบสามารถ ตอบได้อย่างเต็มที่ ซึ่งคาดว่าน่าจะได้คาตอบที่แน่นอน สมบูรณ์ ตรงกับสภาพความเป็นจริงได้มากกว่าคาตอบ ที่จากัดวงให้ตอบ คาถามปลายเปิดจะนิยมใช้กันมากในกรณีที่ผู้วิจัยไม่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้าว่าคาตอบจะ
  • 2.
    เป็นอย่างไร หรือใช้คาถามปลายเปิดในกรณีที่ต้องการได้คาตอบเพื่อนามาเป็นแนวทางในการสร้างคาถาม ปลายปิด แบบสอบถามแบบนี้มีข้อเสียคือมักจะถามได้ไม่มากนัก การรวบรวมความคิดเห็นและการแปลผล มักจะมีความยุ่งยาก 2. คาถามปลายปิด (Close Ended Question) เป็นคาถามที่ผู้วิจัยมีแนวคาตอบไว้ให้ ผู้ตอบเลือกตอบจากคาตอบที่กาหนดไว้เท่านั้น คาตอบที่ผู้วิจัยกาหนดไว้ล่วงหน้ามักได้มาจากการ ทดลองใช้คาถามในลักษณะที่เป็นคาถามปลายเปิด หรือการศึกษากรอบแนวความคิด สมมติฐานการวิจัย และ นิยามเชิงปฏิบัติการ คาถามปลายเปิดมีวิธีการเขียนได้หลาย ๆ แบบ เช่น แบบให้เลือกตอบอย่างใดอย่างหนึ่ง แบบให้เลือกคาตอบที่ถูกต้องเพียงคาตอบเดียว แบบผู้ตอบจัดลาดับความสาคัญหรือแบบให้เลือกคาตอบหาย คาตอบ ขั้นที่ 3 การร่างแบบสอบถาม เมื่อผู้วิจัยทราบถึงคุณลักษณะหรือประเด็นที่จะวัด และกาหนดประเภทของข้อคาถามที่จะมี อยู่ในแบบสอบถามเรียบร้อยแล้ว ผู้วิจัยจึงลงมือเขียนข้อคาถามให้ครอบคลุมทุกคุณลักษณะหรือประเด็นที่จะ วัด โดยเขียนตามโครงสร้างของแบบสอบถามที่ได้กล่าวไว้แล้ว และหลักการในการสร้างแบบสอบถาม ดังนี้ 1. ต้องมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนว่าต้องการจะถามอะไรบ้าง โดยจุดมุ่งหมายนั้นจะต้อง สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของงานวิจัยที่จะทา 2. ต้องสร้างคาถามให้ตรงตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ เพื่อป้องกันการมีข้อคาถามนอกประเด็น และมีข้อคาถามจานวนมาก 3. ต้องถามให้ครอบคลุมเรื่องที่จะวัด โดยมีจานวนข้อคาถามที่พอเหมาะ ไม่มากหรือน้อย เกินไป แต่จะมากหรือน้อยเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมที่จะวัด ซึ่งตามปกติพฤติกรรมหรือเรื่องที่จะวัดเรื่อง หนึ่งๆ นั้นควรมีข้อคาถาม 25-60 ข้อ 4. การเรียงลาดับข้อคาถาม ควรเรียงลาดับให้ต่อเนื่องสัมพันธ์กัน และแบ่งตามพฤติกรรม ย่อยๆ ไว้เพื่อให้ผู้ตอบเห็นชัดเจนและง่ายต่อการตอบ นอกจากนั้นต้องเรียงคาถามง่ายๆ ไว้เป็นข้อแรกๆ เพื่อ ชักจูงให้ผู้ตอบอยากตอบคาถามต่อ ส่วนคาถามสาคัญๆ ไม่ควรเรียงไว้ตอนท้ายของแบบสอบถาม เพราะความ สนใจในการตอบของผู้ตอบอาจจะน้อยลง ทาให้ตอบอย่างไม่ตั้งใจ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการวิจัยมาก 5. ลักษณะของข้อความที่ดี ข้อคาถามที่ดีของแบบสอบถามนั้น ควรมีลักษณะดังนี้ 1) ข้อคาถามไม่ควรยาวจนเกินไป ควรใช้ข้อความสั้น กะทัดรัด ตรงกับวัตถุประสงค์ และสองคล้องกับเรื่อง 2) ข้อความ หรือภาษาที่ใช้ในข้อความต้องชัดเจน เข้าใจง่าย 3) ค่าเฉลี่ยในการตอบแบบสอบถามไม่ควรเกินหนึ่งชั่วโมง ข้อคาถามไม่ควรมากเกินไปจนทา ให้ผู้ตอบเบื่อหน่ายหรือเหนื่อยล้า 4) ไม่ถามเรื่องที่เป็นความลับเพราะจะทาให้ได้คาตอบที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง 5) ไม่ควรใช้ข้อความที่มีความหมายกากวมหรือข้อความที่ทาให้ผู้ตอบแต่ละคนเข้าใจ ความหมายของข้อความไม่เหมือนกัน 6) ไม่ถามในเรื่องที่รู้แล้ว หรือถามในสิ่งที่วัดได้ด้วยวิธีอื่น 7) ข้อคาถามต้องเหมาะสมกับกลุ่มตัวอย่าง คือ ต้องคานึงถึงระดับการศึกษา ความ สนใจ สภาพเศรษฐกิจ ฯลฯ 8) ข้อคาถามหนึ่งๆ ควรถามเพียงประเด็นเดียว เพื่อให้ได้คาตอบที่ชัดเจนและตรงจุด
  • 3.
    ซึ่งจะง่ายต่อการนามาวิเคราะห์ข้อมูล 9) คาตอบหรือตัวเลือกในข้อคาถามควรมีมากพอ หรือให้เหมาะสมกับข้อคาถามนั้นแต่ถ้าไม่ สามารถระบุได้หมดก็ให้ใช้ว่า อื่นๆ โปรดระบุ ………………. 10) ควรหลีกเลี่ยงคาถามที่เกี่ยวกับค่านิยมที่จะทาให้ผู้ตอบไม่ตอบตามความเป็นจริง 11) คาตอบที่ได้จากแบบสอบถาม ต้องสามารถนามาแปลงออกมาในรูปของปริมาณและใช้ สถิติอธิบายข้อเท็จจริงได้ เพราะปัจจุบันนี้นิยมใช้คอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนั้นแบบสอบถามควร คานึงถึงวิธีการประมวลข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วย ขั้นที่ 4 การปรับปรุงแบบสอบถาม หลังจากที่สร้างแบบสอบถามเสร็จแล้ว ผู้วิจัยควรนาแบบสอบถามนั้นมาพิจารณาทบทวนอีก ครั้งเพื่อหาข้อบกพร่องที่ควรปรับปรุงแก้ไข และควรให้ผู้เชี่ยวชาญได้ตรวจสอบแบบสอบถามนั้นด้วยเพื่อที่จะ ได้นาข้อเสนอแนะและข้อวิพากษ์วิจารณ์ของผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น ขั้นที่ 5 วิเคราะห์คุณภาพแบบสอบถาม เป็นการนาแบบสอบถามที่ได้ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างเล็กๆ เพื่อนาผล มาตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถาม ซึ่งการวิเคราะห์หรือตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถามทาได้หลาย วิธี แต่ที่สาคัญมี 2 วิธี ได้แก่ 1. ความตรง (Validity) หมายถึง เครื่องมือที่สามารถวัดได้ในสิ่งที่ต้องการวัด โดย แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ 1) ความตรงตามเนื้อหา (Content Validity) คือ การที่แบบสอบถามมีความ ครอบคลุมวัตถุประสงค์หรือพฤติกรรมที่ต้องการวัดหรือไม่ ค่าสถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพ คือ ค่าความ สอดคล้องระหว่างข้อคาถามกับวัตถุประสงค์ หรือเนื้อหา(IOC: Index of item Objective Congruence) หรือดัชนีความเหมาะสม โดยให้ผู้เชี่ยวชาญ ประเมินเนื้อหาของข้อถามเป็นรายข้อ 2) ความตรงตามเกณฑ์ (Criterion-related Validity) หมายถึง ความสามารถของ แบบวัดที่สามารถวัดได้ตรงตามสภาพความเป็นจริง แบ่งออกได้เป็นความเที่ยงตรงเชิงพยากรณ์และความ เที่ยงตรงตามสภาพ สถิติที่ใช้วัดความเที่ยงตรงตามเกณฑ์ เช่น ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์(Correlation Coefficient) ทั้งของ Pearson และ Spearman และ ค่า t-test เป็นต้น 3) ความตรงตามโครงสร้าง (Construct Validity) หมายถึงความสามารถของ แบบสอบถามที่สามารถวัดได้ตรงตามโครงสร้างหรือทฤษฎี ซึ่งมักจะมีในแบบวัดทางจิตวิทยาและแบบวัด สติปัญญา สถิติที่ใช้วัดความเที่ยงตรงตามโครงสร้างมีหลายวิธี เช่น การวิเคราะห์องค์ประกอบ (Factor Analysis) การตรวจสอบในเชิงเหตุผล เป็นต้น 2. ความเที่ยง (Reliability) หมายถึง เครื่องมือที่มีความคงเส้นคงวา นั่นคือ เครื่องมือที่ สร้างขึ้นให้ผลการวัดที่แน่นอนคงที่จะวัดกี่ครั้งผลจะได้เหมือนเดิม สถิติที่ใช้ในการหาค่าความเที่ยงมีหลายวิธี แต่นิยมใช้กันคือ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของ คอนบาร์ช (Conbach’s Alpha Coefficient: α coefficient) ซึ่งจะใช้สาหรับข้อมูลที่มีการแบ่งระดับการวัดแบบประมาณค่า (Rating Scale)
  • 4.
    ขั้นที่ 6 ปรับปรุงแบบสอบถามให้สมบูรณ์ ผู้วิจัยจะต้องทาการแก้ไขข้อบกพร่องที่ได้จากผลการวิเคราะห์คุณภาพของแบบสอบถามและ ตรวจสอบความถูกต้องของถ้อยคาหรือสานวน เพื่อให้แบบสอบถามมีความสมบูรณ์และมีคุณภาพผู้ตอบอ่าน เข้าใจได้ตรงประเด็นที่ผู้วิจัยต้องการ ซึ่งจะทาให้ผลงานวิจัยเป็นที่น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ขั้นที่ 7 จัดพิมพ์แบบสอบถาม จัดพิมพ์แบบสอบถามที่ได้ปรับปรุงเรียบร้อยแล้วเพื่อนาไปใช้จริงในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับ กลุ่มเป้าหมาย โดยจานวนที่จัดพิมพ์ควรไม่น้อยกว่าจานวนเป้าหมายที่ต้องการเก็บรวบรวมข้อมูล และควรมี การพิมพ์สารองไว้ในกรณีที่แบบสอบถามเสียหรือสูญหายหรือผู้ตอบไม่ตอบกลับ แนวทางในการจัดพิมพ์ แบบสอบถามมีดังนี้ 1. การพิมพ์แบ่งหน้าให้สะดวกต่อการเปิดอ่านและตอบ 2. เว้นที่ว่างสาหรับคาถามปลายเปิดไว้เพียงพอ 3. พิมพ์อักษรขนาดใหญ่ชัดเจน 4. ใช้สีและลักษณะกระดาษที่เอื้อต่อการอ่าน หลักการสร้างแบบสอบถาม 1. สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย 2. ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เหมาะสมกับผู้ตอบ 3. ใช้ข้อความที่สั้น กระทัดรัด ได้ใจความ 4. แต่ละคาถามควรมีนัย เพียงประเด็นเดียว 5. หลีกเลี่ยงการใช้ประโยคปฏิเสธซ้อน 6. ไม่ควรใช้คาย่อ 7. หลีกเลี่ยงการใช้คาที่เป็นนามธรรมมาก 8. ไม่ชี้นาการตอบให้เป็นไปแนวทางใดแนวทางหนึ่ง 9. หลีดเลี่ยงคาถามที่ทาให้ผู้ตอบเกิดความลาบากใจในการตอบ 10. คาตอบที่มีให้เลือกต้องชัดเจนและครอบคลุมคาตอบที่เป็นไปได้ 11. หลีกเลี่ยงคาที่สื่อความหมายหลายอย่าง 12. ไม่ควรเป็นแบบสอบถามที่มีจานวนมากเกินไปไม่ควรให้ผู้ตอบใช้เวลาในการตอบ แบบสอบถามนานเกินไป 13. ข้อคาถามควรถามประเด็นที่เฉพาะเจาะจงตามเป้าหมายของการวิจัย 14. คาถามต้องน่าสนใจสามารถกระตุ้นให้เกิดความอยากตอบ เทคนิคการใช้แบบสอบถาม วิธีใช้แบบสอบถามมี 2 วิธี คือการส่งทางไปรษณีย์ กับการเก็บข้อมูลด้วยตนเอง ซึ่งไม่ว่ากรณีใดต้องมี จดหมายระบุวัตถุประสงค์ของการเก็บข้อมูล ตลอดจนความสาคัญของข้อมูลและผลที่คาดว่าจะได้รับ เพื่อให้ ผู้ตอบตระหนักถึงความสาคัญและสละเวลาในการตอบแบบสอบถาม
  • 5.
    การทาให้อัตราตอบแบบสอบถามสูงเป็นเป้าหมายสาคัญของผู้วิจัย ข้อมูลจากแบบสอบถามจะเป็นตัวแทนของ ประชากรได้เมื่อมีจานวนแบบสอบถามคืนมามากว่าร้อยละ 90ของจานวนแบบสอบถามที่ส่งไป แนวทางที่จะ ทาให้ได้รับแบบสอบถามกลับคืนในอัตราที่สูง มีวิธีการดังนี้ 1. มีการติดตามแบบสอบถามเมื่อให้เวลาผู้ตอบไประยะหนึ่งระยะเวลาที่เหมาะสมในการติดตาม คือ 2 สัปดาห์ หลังครบกาหนดส่ง อาจจะติดตามมากกว่าหนึ่งครั้ง 2. วิธีการติดตามแบบสอบถาม อาจใช้จดหมาย ไปรษณีย์ โทรศัพท์ เป็นต้น 3. ในกรณีที่ขอ้คาถามอาจจะถามในเรื่องของส่วนตัว ผู้วิจัยต้องให้ความมั่นใจว่าข้อมูลที่ได้จะ เป็นความลับ ข้อเด่นและข้อด้อยของการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม การใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูลมีข้อเด่นและข้อด้อยที่ต้องพิจารณาประกอบในการ เลือกใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ ข้อเด่นของการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามมีดังนี้ คือ 1. ถ้ากลุ่มตัวอย่างมีขนาดใหญ่ วิธีการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม จะเป็นวิธีการที่สะดวกและ ประหยัดกว่าวิธีอื่น 2. ผู้ตอบมีเวลาตอบมากกว่าวิธีการอื่น 3. ไม่จาเป็นต้องฝึกอบรมพนักงานเก็บข้อมูลมากเหมือนกับวิธีการสัมภาษณ์หรือวิธีการสังเกต 4. ไม่เกิดความลาเอียงอันเนื่องมาจากการสัมภาษณ์หรือการสังเกต เพราะผู้ตอบเป็นผู้ตอบข้อมูล เอง 5. สามารถส่งแบบสอบถามให้ผู้ตอบทางไปรษณีย์ได้ 6. ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเก็บข้อมูล ข้อด้อยของการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีดังนี้คือ 1. ในกรณีที่ส่งแบบสอบถามให้ผู้ตอบทางไปรษณีย์ มักจะได้แบบสอบถามกลับคืนมาน้อย และต้อง เสียเวลาในการติดตาม อาจทาให้ระยะเวลาการเก็บข้อมูลล่าช้ากว่าที่กาหนดไว้ 2. การเก็บข้อมูลโดยวิธีการใช้แบบสอบถามจะใช้ได้เฉพาะกับกลุ่มประชากรเป้าหมายที่อ่านและเขียน หนังสือได้เท่านั้น 3. จะได้ข้อมูลจากัดเฉพาะที่จาเป็นจริงๆ เท่านั้น เพราะการเก็บข้อมูลโดยวิธีการใช้แบบสอบถาม จะต้องมีคาถามจานวนน้อยข้อที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ 4. การส่งแบบสอบถามไปทางไปรษณีย์ หน่วยตัวอย่างอาจไม่ได้เป็นผู้ตอบแบบสอบถามเองก็ได้ ทาให้ คาตอบที่ได้มีความคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับความจริง 5. ถ้าผู้ตอบไม่เข้าใจคาถามหรือเข้าใจคาถามผิด หรือไม่ตอบคาถามบางข้อ หรือไม่ไตร่ตรองให้ รอบคอบก่อนที่จะตอบคาถาม ก็จะทาให้ข้อมูลมีความคลาดเคลื่อนได้ โดยที่ผู้วิจัยไม่สามารถย้อนกลับไป สอบถามหน่วยตัวอย่างนั้นได้อีก 6. ผู้ที่ตอบแบบสอบถามกลับคืนมาทางไปรษณีย์ อาจเป็นกลุ่มที่มีลักษณะแตกต่างจากกลุ่มผู้ที่ไม่ตอบ แบบสอบถามกลับคืนมา ดังนั้นข้อมูลที่นามาวิเคราะห์จะมีความลาเอียงอันเนื่องมาจากกลุ่มตัวอย่างได้
  • 6.
    เอกสารอ้างอิง เกียรติสุดา ศรีสุข.(2552). ระเบียบวิธีวิจัย.เชียงใหม่ : โรงพิมพ์ครองช่าง จินตนา ธนวิบูลย์ชัย. (2545). การพัฒนาเครื่องมือสาหรับการประเมินการศึกษา. หน่วยที่ 8-15 นนทบุรี; โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2544). ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์. กรุงเทพมหานคร : ศูนย์หนังสือ ราชภัฏพระนคร. เพ็ญแข แสงแก้ว. (2541). การวิจัยทางสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. อุทุมพร จามรมาน (2544) แบบสอบถาม: การสร้างและการใช้. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ: ฟันนี่ พลับบิชชิ่งจากัด. Neil J.Salkind (2006). Exploring Research . 6th New jersey ; Pearson Prentice Hall.
  • 7.
    หลักการทาแบบสอบถาม Check List สาหรับการทาแบบสอบถาม หมวดที่1:ความเข้าใจที่ตรงกัน 1. คนอื่นอ่านคาถามแล้วเข้าใจไหม 2. ที่เข้าใจนั้นเหมือนกับที่เราต้องการให้เข้าใจไหม 3. คนอื่นอ่านคาตอบแล้วเข้าใจตรงตามที่เราอยากให้เข้าใจไหม หมวดที่ 2: ไม่รบกวนกันมากเกินไป 4. จับเวลาดูแล้วนานไม่เกิน 10 นาทีหรือเปล่า (แบบสอบถามที่นานกว่านั้นก็ทาได้ แต่ต้องอาศัยประสบการณ์ ในการพูดคุยกับผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งนักศึกษาปริญญาตรีอาจจะยังไม่มีประสบการณ์มากพอ จึงควรเริ่มจาก แบบสอบถามประเภทไม่เกิน 10 นาที) 5. ยาวไม่เกิน 5 หน้า (ยาวกว่านั้นก็ได้ แต่ต้องอาศัยประสบการณ์ในการพูดคุย เช่น แบบสอบถาม 124 หน้า สาหรับการสร้าง Social Accounting Matrix หรือ SAM ของหมู่บ้านท่องเที่ยว ใช้เวลาประมาณครึ่งวันถึง หนึ่งวัน ต้องจ่ายค่าเสียเวลาให้ผู้ตอบแบบสอบถามด้วย และต้องสร้างความไว้วางใจระหว่างผู้ตอบ แบบสอบถามกับนักวิจัยไม่น้อยกว่า 1 เดือนก่อนเก็บข้อมูล ) หมวดที่ 3: เนื้อหาข้อมูล 6. มีข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบหรือยัง ไม่จาเป็นต้องได้ชื่อผู้ตอบแบบสอบถาม 7. เนื้อหาครอบคลุมข้อมูลที่เราต้องการหรือไม่ 8. รู้หรือไม่ว่าจะต้องใช้แบบจาลองอะไรในการวิเคราะห์ข้อมูล หมวดที่ 4: สเกล 9. ให้ตีสเกลไปทิศทางเดียวกันทั้งหมด คือ ถ้าทางซ้ายเป็นค่าน้อย ทางขวาเป็นค่ามาก ก็ต้องให้เป็นทิศทาง เดียวกันทั้งแบบสอบถาม เพื่อผู้ตอบแบบสอบถามจะได้เข้าใจง่ายไม่งง (บางคนชอบวางกับดักให้ผู้ตอบ แบบสอบถามต้องตั้งใจมาก ๆ แต่ผมว่ามันไม่สะดวกสาหรับคนตอบ ผมเคยตอบแบบสอบถามที่มีกับดักเยอะ ๆ แล้วรู้สึกเหนื่อยมากที่ต้องมานั่งคิดว่าข้างไหนมากข้างไหนน้อย) 10. การเลือกสเกลว่าจะใช้กี่ช่องขึ้นอยู่กับสองเรื่อง หนึ่ง แบบจาลองที่จะวิเคราะห์ต้องการตัวเลขละเอียดแค่ไหน (เช่น แบบจาลองผลต่างของ Utility ชอบ ใช้สเกล 11 ช่อง แบบจาลอง Structural Equation Model ก็ชอบใช้ประมาณ 10 ช่องขึ้นไป แบบจาลองที่ ให้เลือกว่าจะเอาไม่เอาก็ใช้สองช่อง) สอง อนุญาตให้ผู้ตอบเลือกคาตอบแบบกลาง ๆ ไหม (เลือกใช้แบบสเกลที่เป็นเลขคี่) หรือต้องการให้เลือก ข้างไปเลยว่ามากหรือน้อย (เลือกใช้สเกลที่เป็นเลขคู่) หมวดที่ 5: อคติ
  • 8.
    11. ให้ระวังเรื่องการเรียงตัวเลือกที่ต่างกันมีผลต่อคาตอบ เพราะผู้ตอบแบบสอบถามจะเลือกตอบข้อแรกๆ มากกว่าข้อหลัง ให้ลองเรื่องที่สาคัญมากแทรกไว้ตรงข้อกลาง ๆ ประกบหัวท้ายด้วยเรื่องที่สาคัญน้อย กว่า เพราะหากผู้ตอบอ่านคาตอบอย่างถี่ถ้วนแล้วก็จะเลือกสิ่งที่สาคัญมากกว่าอยู่ดี 12. ตัวเลือกแต่ละข้อมีน้าหนักใกล้เคียงกันไหม มีโอกาสที่ผู้ตอบจะเลือกพอ ๆ กันไหม จนทาให้เดาไม่ได้ว่า สัดส่วนของคาตอบจะออกข้อไหนมากกว่ากันอย่างชัดเจน ซึ่งรอให้งานวิจัยมาตอบคาถามนี้ (ถ้าเดาได้อยู่แล้ว ก็ไม่ใช่งานวิจัยที่ดี ดั่งที่ไอน์สไตน์กล่าวว่า ถ้ารู้คาตอบอยู่แล้วจะเรียกว่างานวิจัยได้อย่างไร) ทั้งนี้ บางข้อ อาจจะแยกย่อยเกินไปจนไม่มีใครตอบ ในขณะที่บางข้อเป็นเรื่องทั่วไปซึ่งคนมีโอกาสตอบมากกว่า เช่น ท่าน มาเที่ยวเมืองไทยเพราะเหตุใด (1) ประเทศไทยเป็นประเทศที่สวยงามและผู้คนอัธยาศัยดี (2) ชอบอาหาร ไทย (3) ชอบราไทย (4) ชอบหมีแพนด้า แบบนี้เมื่อตอบออกมาแล้วบอกได้ว่าสัดส่วนจะค่อนไปที่ข้อ (1) มากที่สุดโดยอัตโนมัติ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า เมื่อนาคะแนนมาเรียงลาดับกันแล้วข้อ (1) ก็ต้องชนะอย่าง ท่วมท้นแน่นอน แต่ไม่ได้ทาให้เรามีความรู้เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับสาเหตุของการมาเที่ยวเมืองไทยเท่าใดนัก หากทา เช่นนี้ก็เหมือนกับทาให้งานวิจัยนั้นผ่าน ๆ ไป ไม่ได้ตั้งใจจะเอาผลการวิจัยมาปรับปรุงเรื่องอะไรให้ดีขึ้น 13. ไม่ควรตั้งคาถามแบบ Leading question คือ คาถามที่นาไปสู่คาตอบอย่างที่เราต้องการ เพราะเราจะ ไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่เลย และเหมือนกับการหลอกให้คนตอบตอบอย่างนั้นอยู่แล้ว เหมือนกับว่านักวิจัยมี จุดมุ่งหมายเพื่อที่จะใช้ผลการวิจัยนั้นยืนยันความคิดของตัวเองมากกว่าที่จะทดสอบความคิดของ ตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น ท่านคิดว่าเรื่องใดเป็นสาเหตุที่ทาให้ท่านไม่อยากกลับมาเที่ยวเมืองไทยอีก (1) การ ชุมนุมทางการเมือง (2) การก่อวินาศกรรม (3) ความไม่ยุติธรรมสังคมโดยมีสองมาตรฐาน (4) การกลั่น แกล้งทางการเมือง คาถามเหล่านี้จะเห็นว่านักวิจัยมุ่งใช้คาตอบเพื่อผลทางการเมือง สังเกตได้ตั้งแต่คาถาม ว่า สาเหตุที่ไม่กลับมาเที่ยว คือ เน้นคาว่าไม่ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ดี แล้วโยงเข้ากับทางเลือกที่มีแต่เรื่องการเมือง ล้วน ๆ โดยไม่มีเรื่องอื่นเลย นั่นก็คือต้องการบอกว่าเรื่องการเมืองส่งผลไม่ดีต่อการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะด้วย สาเหตุไหนในสี่ข้อนี้ แล้วนาผลการวิจัยไปขยายผลทางการเมืองต่อไป ทั้ง ๆ ที่คนอาจจะไม่อยากกลับมา เมืองไทยเพราะเรื่องอื่น ๆ เช่น สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ก็อาจจะเป็นได้ แต่ไม่มีตัวเลือกให้เลือก หมวดที่ 6: ความสะดวกในการบันทึกข้อมูลลงคอมพิวเตอร์ 14. มีตัวเลขกากับสายตาสาหรับให้ง่ายต่อการกรอกข้อมูลลงคอมพิวเตอร์ หมวดที่ 7: ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ 15. มีช่องให้กรอกเลขที่แบบสอบถาม วันที่เก็บแบบสอบถาม และชื่อผู้เก็บแบบสอบถาม 16. มีคาถามปลายเปิดสั้น ๆ ที่ผู้ตอบต้องเขียนด้วยลายมือของตัวเองด้วย เพื่อความโปร่งใสในการตรวจสอบว่า นักศึกษาได้นาไปให้ผู้อื่นกรอก มิใช่กรอกเอง 17. มีคาถามที่สัมพันธ์กันเองในตัว เพื่อตรวจสอบความมีสติสัมปชัญญะและตรรกะของผู้ตอบแบบสอบถาม หมวดที่ 8: การทดสอบและปรับปรุงก่อนเก็บข้อมูลจริง 18. ทดสอบและปรับปรุงไม่น้อยกว่า 1 ครั้งก่อนลงมือเก็บข้อมูลจริง แต่ไม่จาเป็นต้องใช้จานวนตัวอย่าง มาก เพียงแต่ให้พอสาหรับการเช็คว่าผู้ตอบเข้าใจทุกอย่างไม่ผิดไปจากที่เราเข้าใจ และคาตอบออกมาได้น้า ได้เนื้อตามที่เราต้องการ
  • 9.
    หมวดที่ 9: แบบสอบถามที่เก็บข้อมูลมาแล้วแต่ใช้ไม่ได้ 19.เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วอาจจะต้องทิ้งแบบสอบถามที่ใช้ไม่ได้ไปบางส่วนและเก็บเพิ่ม แบบสอบถามที่ใช้ไม่ได้ เช่น ทาไม่เสร็จ ทาเสร็จแต่ไม่ครบ ทาครบแต่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจ ตอบมั่วไร้สติไร้ตรรกะ ผู้ตอบไม่ได้อยู่ ในกลุ่มตัวอย่าง แบบสอบถามที่อ่านไม่ออกหรือมีเครื่องหมายที่กากวม และแบบสอบถามที่น่าสงสัยว่า นักวิจัยจะกรอกเอง หมวดที่ 10: ความสุภาพในแบบสอบถาม 20. ในหน้าแรกต้องมีชื่อโครงการ ชื่อผู้รับผิดชอบ หน่วยงานที่สังกัด และวัตถุประสงค์หลักของการวิจัย เพื่อให้ ผู้อ่านได้ทราบว่าเราเป็นใครมาจากไหน และตัดสินใจว่าจะทาให้หรือไม่ 21. ตัวหนังสือใช้แบบเป็นทางการ ภาษาทางการ และมีช่องว่างระหว่างข้อให้พอเหมาะ ไม่บีบกันแน่นเกินไป เพราะจะทาให้ผู้ตอบอึดอัด 22. ในหน้าสุดท้ายต้องมีคาขอบคุณเสมอ ที่มา : เกร็ดการทาวิจัยตอนที่ 10 หลักการทาแบบสอบถาม โดยคุณคมสัน สุริยะ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2552