เมื่อขว ้างวัตถุออกไปด ้วยความเร็วที่เท่ากันและไม่คิดแรงต้านอากาศ
การขว ้างวัตถุออกไปให ้ได ้ไกลที่สุดนั้นจะต ้องทามุม 45°
ถ ้าขว ้างวัตถุสองครั้งโดยที่มีมุมรวมกันเท่ากับ 90° วัตถุจะตกห่างจากจุดที่ขว ้างเท่ากัน
แรงต ้านอากาศ
แรงต ้านอากาศนั้นจะมีขนาดขึ้นกับขนาดของความเร็ว โดยถ ้าความเร็วมีขนาดยิ่งมากแรงต ้านอากาศก็จะยิ่งมี
ขนาดมาก
สูตรคานวณจะเป็นสูตรเดียวกับการเคลื่อนที่แนวตรง คือ v = u + at , s = ut +
1
2
at2
และ v2
= u2
+ 2as
โดยการแทนค่าในสูตรต ้องใช ้ปริมาณที่อยู่ในแนวขนานกันเท่านั้น
ในการขว ้างวัตถุแบบโพรเจกไทล์จากพื้นสู่พื้น จะได ้ว่า
1. ระยะสูงสุด H =
u2 sin2 θ
2g
2. ระยะตกไกล R =
u2 (2sin θ cos θ)
g
=
u2 sin 2θ
g
3. เมื่อ u คงที่ วัตถุจะมีระยะตก R เท่ากัน ถ ้ามุมยิงเป็น θ และ 90 - θ (มุมยิง 2 มุมที่รวมกันได ้ 90° จะให ้
ระยะตก R เท่ากัน)
4. วัตถจะมีระยะไกลสุด เมื่อ θ = 45°
การเคลื่อนที่แบบวงกลม
เมื่อ |F⃑ c| คือ ขนาดของแรงสู่ศูนย์กลาง
m คือ มวลของวัตถุ
r คือ ขนาดของรัศมีวงกลม
v คือ ขนาดของความเร็วในแนวเส ้นสัมผัสของวงกลม
อัตราเร็วเชิงมุม ω =
θ
t
=
2π
T
= 2πf ; [rad/s]
อัตราเร็วเชิงเส ้น v =
s
t
= ωR เมื่อ R คือรัศมีวงกลม
|F⃑ c| = m
v2
r
7.
การเคลื่อนที่แบบวงกลมเป็นการเคลื่อนที่แบบมีความเร่ง โดยความเร่ง aจะมีทิศพุ่งเข ้าสู่จุดศูนย์กลางของ
วงกลมเสมอ โดยมีขนาด
การเคลื่อนที่แบบวงกลมจึงต ้องมีแรงลัพธ์มากระทาต่อวัตถุในแนวพุ่งเข ้าสู่จุดศูนย์กลางของวงกลมโดย
เป็นไปตามสูตร
การเคลื่อนที่บนถนนโค้ง
ถนนโค ้งราบ กรณีนี้ต ้องเอียงตัวทามุม θ กับแนวดิ่ง ตามสูตร
ถนนโค ้งเอียง ในกรณีพื้นถนนไม่มีความฝืด จะต ้องยกถนนให ้เอียงมุม θ กับแนวราบ ตามสูตร
การเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์หรือดาวเทียม
การเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้ าในสนามแม่เหล็กที่ตั้งฉาก
จะได ้รัศมีการเคลื่อนที่ R =
mv
qB
มีคาบการเคลื่อนที่ T =
2πm
qB
หรือความสัมพันธ์ระหว่าง มุมที่เบี่ยงเบนไป (θ) กับเวลา (t) คือ T =
mθ
qB
โดย θ ต ้องเป็นมุมในหน่วยเรเดียน
ac =
v2
R
= ω2
R
ΣFc =
mv2
R
= mω2
R
tan θ =
v2
Rg
; v คือ ความเร็ว และ R คือ รัศมีทางโค ้ง
v = √μRg ; μ คือ สัมประสิทธิ์ความเสียดทานของพื้นถนน
tan θ =
v2
Rg
ΣFc =
GMm
R2
=
mv2
R
= mω2
R
ΣFc = qvB =
mv2
R
8.
การเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกอย่างง่าย คือ การเคลื่อนที่กลับไปกลับมาซ้าทางเดิม
การสั่นของวัตถุติดสปริง
เมื่อm คือ มวลของวัตถุ
k คือ ค่าคงที่ของสปริง (อาจเรียกว่าค่านิจสปริง)
การแกว่งของลูกตุ้ม
เมื่อ L คือ ความยาวของเส ้นเชือก(วัดจากจุดตรึงถึงลูกตุ้ม)
g คือ ขนาดของความเร่งโน้มถ่วง
การเคลื่อนที่แบบหมุน
ตารางการเปรียบเทียบปริมาณเชิงเส ้นกับปริมาณเชิงมุม
ปริมาณเชิงเส้น ปริมาณเชิงมุม สูตรระหว่างปริมาณเชิงเส้นกับเชิงมุม
ระยะการกระจัด s
ความเร็ว v =
∆𝐬
∆𝐭
ความเร่ง a =
∆𝐯
∆𝐭
แรง F = ma
มวล m
มุมที่หมุน θ
ความเร็วเชิงมุม ω =
∆θ
∆t
ความเร่งเชิงมุม α =
∆ω
∆t
ทอร์ด τ = Iα
โมเมนต์ความเฉื่อย I
s = θR
v = ωR
a = αR
τ = F × R
I = mR2
พลังงานจลน์ในการหมุน
พลังงานจลน์ในการเคลื่อนที่ ; Ek =
1
2
mv2
ดังนั้น ถ ้าวัตถุกลิ้งไป คือ ทั้งหมุน และทั้งเคลื่อนที่ไปด ้วยจะมีพลังงานจลน์เป็น Ek =
1
2
mv2
=
1
2
Iω2
T = 2π√
m
k
T = 2π√
L
g
Ek =
1
2
Iω2
2. การหักเห (refraction)
กฎการหักเหของสเนลล์(Snell’s law of refraction) ใช ้ในการคานวณการหักเหของคลื่น
3. การเลี้ยวเบน (diffraction)
หลักการของฮอยเกนส์ (Huygens’s principle) คือ ทุกๆ จุดบนหน้าคลื่นถือได ้ว่าเป็นแหล่งกาเนิดคลื่นใหม่
ซึ่งส่งคลื่นออกไปทุกทิศทางด ้วยอัตราเร็วเท่ากับอัตราเร็วของคลื่นเดิม
4. การแทรกสอด (interference)
การแทรกสอดแบบเสริม การแทรกสอดแบบหักล ้าง
เสียงและการได้ยิน
อัตราเร็วของเสียง
เมื่อ v คือ อัตราเร็วของคลื่นเสียง มีหน่วยเป็น m/s
K คือ ค่ามอดุลัสของตัวกลาง มีหน่วยเป็น N/m2
ρ คือ ความหนาแน่นของตัวกลาง มีหน่วยเป็น kg/m3
sin θ1
sinθ2
=
λ1
λ2
=
v1
v2
v = √
K
ρ
19.
ตารางแสดงอัตราเร็วของเสียงในตัวกลางต่างๆ
ความเข้มเสียง
เมื่อ I คือความเข ้มเสียง มีหน่วยเป็น W/m2
P คือ กาลังหรืออัตราการส่งผ่านพลังงานของคลื่นเสียง มีหน่วยเป็น W
A⊥ คือ พื้นที่ที่พลังงานผ่านในแนวตั้งฉากมีหน่วยเป็น m2
จาก P คือ อัตราการส่งผ่านพลังงาน หรือพลังงานที่ถูกส่งผ่านในหนึ่งหน่วยเวลา
ดังนั้นเราสามารถเขียนเป็นสมการได ้ว่า
เมื่อ P คือ กาลังหรืออัตราการส่งผ่านพลังงานของคลื่นเสียง มีหน่วยเป็น W
ΔE คือ พลังงานที่ถูกส่งผ่านมีหน่วยเป็ น J
Δt คือ ช่วงเวลาที่พลังงานส่งผ่านมีหน่วยเป็น s
I =
P
A⊥
P =
∆E
∆t
20.
แสงและการมองเห็น
การสะท้อนแสง มุมตกกระทบ θ1= มุมสะท ้อน θ2
การหักเหของแสง n =
sinθ1
sinθ2
=
c
v
∝
1
v
ความสว่างของแสง E =
F
A
ลูเมน/ตารางเมตร
งานและพลังงาน
ปริมาณงานของแรง W = F∙S cosθ
กาลังงาน P =
W
t
= F∙v cosθ ; θ เป็นมุมระหว่างแรง F กับความเร็ว v
พลังงานจลน์ Ek =
1
2
mv2
พลังงานศักย์โน้มถ่วง Ep = mgh เมื่อ h คือ ความสูงจากระดับอ ้างอิง
พลังงานศักย์ยืดหยุ่น Ep =
1
2
kx2
เมื่อ k คือ ค่าคงที่สปริง
งานและพลังงาน WF + Wf = ΣE2 − ΣE1 (งานของแรงเสียดทาน Wf = −f × s)
กฎทรงพลังงาน ΣE1 = ΣE2
ประสิทธิภาพเครื่องกล =
งานที่ได ้จากเครื่องกล
งานที่ให ้แก่เครื่องกล
× 100
สมบัติเชิงกลของสาร
สมบัติของของแข็ง
ความยืดหยุ่น
ความเค้น =
F
A
ความเครียด =
∆L
L
มอดุลัสของยัง (y) =
ความเค ้น
ความเครียด
21.
สมบัติของของเหลว
ความดัน P =
F
A
ความดันของของเหลวP = ρgh
โดย P คือ ความดันเนื่องจากของเหลว เรียกความดันนี้ว่า ความดันเกจ
ρ คือ ความหนาแน่นของของเหลว
g คือ ความเร่งแห่งความโน้มถ่วงของโลก
h คือ ความลึกของของเหลว
ความดันสัมบูรณ์ = ความดันบรรยากาศ + ความดันเกจ
กฎของพาสคัล
f
a
=
F
A
ความดันของของเหลวที่มีการไหล
โดย A1 คือ พื้นที่หน้าตัดของท่อตรงจุดที่หนึ่ง
A2 คือ พื้นที่หน้าตัดของท่อตรงจุดที่สอง
v1 คือ อัตราเร็วของของเหลวตรงจุดที่หนึ่ง
v2 คือ อัตราเร็วของของเหลวตรงจุดที่สอง
ฟิสิกส์อะตอม
การหาประจุต่อมวลของอิเล็กตรอน
อิเล็กตรอนเบนใน B⃑⃑ R =
mv
qB
อิเล็กตรอนวิ่งตรงใน E⃑⃑ และ B⃑⃑ v =
E
B
=
V
dB
ประจุต่อมวลของอิเล็กตรอน
q
m
=
E
RB2
=
V
dRB2
การทดลองหยดน้ามันของมิลลิแกน
หยดน้ามันหยุดนิ่งใน E⃑⃑ qE = mg
E =
V
d
มวลหยดน้ามัน m = ρ
4
3
πr3
ประจุหยดน้ามัน q = ne
n = จานวน e-
ที่เกินหรือขาด
การกระเจิงของรัทเทอร์ฟอร์ด
อนุรักษ์พลังงาน
1
2
mu2
=
1
2
mv2
+
kQq
r
ขณะเข ้าใกล ้สุด
1
2
mu2
=
kQq
rmin
A1v1 = A2v2
22.
หน่วยอิเล็กตรอนโวลต์
เร่งประจุ q จากหยุดนิ่งด้วยความต่างศักย์ V Ek =
1
2
mv2
= qV J
เร่งอิเล็กตรอนด ้วย V Ek = eV (q = e)
= V eV (อิเล็กตรอนโวลต์)
นิยามหน่วย eV 1 eV = 1.6 × 10-19
J = e J
สเปกตรัมของอะตอมไฮโดรเจน
สูตรบัลเมอร์
1
λ
= RH (
1
nf
2
−
1
ni
2
)
ni = nf + 1, nf + 2, …, ∞
ค่าคงตัวริดเบิร์ก RH = 1.097 × 107
m-1
= 1.097 × 10-2
nm-1
สมมติฐานของพลังค์
พลังงานการสั่น ESHM = hf, 2hf, 3hf, …
= nhf (n = จานวนเต็ม)
ดูดหรือคายพลังงาน ∆E = hf
h = 6.6 × 10-34
J.s = 4.1 × 10-15
eV⋅s
สเปกตรัมของของแข็งร้อน
สเปกตรัม λ, f มีค่าต่อเนื่อง (0 → ∞)
λmax 𝛼
1
T
fmax 𝛼 T
ทฤษฎีโฟตอน
พลังงานของโฟตอน 1 ตัว E = hf =
hc
λ
= mc2
(หน่วย J)
โมเมนตัมของโฟตอน p = mc =
E
c
(หน่วย N⋅s)
E =
hf
e
=
hc
eλ
=
1240
λ(nm)
(หน่วย eV)
พลังงานแสง Eแสง = nhf (n = จานวนโฟตอน)
ความเข ้มแสง I =
nhf
tA
(หน่วย W/m2
)(A = พื้นที่ตั้งฉาก)
อะตอมไฮโดรเจน
แรงสู่ศูนย์กลาง Fc =
ke2
r2
=
mv2
r
พลังงานจลน์ Ek =
I
2
ke2
r
พลังงานศักย์ไฟฟ้า Ep =
−ke2
r
= −2Ek
พลังงานรวม E = Ek + Ep = -
I
2
ke2
r
= -Ek =
Ep
2
23.
ระดับพลังงาน En =−
13.6
n2
=
E1
E2
eV
รัศมีวงโคจร rn = 0.053 n2
= r1n2
nm
อัตราเร็ว vn =
2.18×106
n
=
v1
n
m/s
คลื่นสสารของเดอบรอยล์
โฟตอน λ =
h
p
=
h
mc
และ λ =
1240
E
อนุภาคทั่วไป λ =
h
p
=
h
mv
=
h
√2mEk
อิเล็กตรอนถูกเร่งด ้วยความต่างศักย์ V λ =
h
√2meV
nm
คลื่นนิ่งของอิเล็กตรอนใน H-atom 2πr = nλ =
nh
mv
ฟิสิกส์นิวเคลียร์
ปฏิกิริยานิวเคลียร์
ปฏิกิริยาทั่วไป A + B → C + D + พลังงาน Q
การเปลี่ยนแปลงมวลสาร mA + mB ≠ mC + mD
มวลพร่อง Δm = mก่อน – mหลัง
กฎของปฏิกิริยา ∑Aก่อน = ∑Aหลัง
∑Zก่อน = ∑Zหลัง
มวลลด Δm > 0 คายพลังงาน
มวลเพิ่ม Δm< 0 ดูดพลังงาน
พลังงานของปฏิกิริยา Q = Δm × 931 MeV
Q > 0 คายพลังงาน(เกิดเองได ้)
Q < 0 ดูดพลังงาน(เกิดเองไม่ได ้)
Q = Δm × 931
= BEหลัง - BEก่อน
= Ek หลัง - Ek ก่อน
ปฏิกิริยาทั่วไป X + a → Y + b
X (a + b) Y
พลังงาน Q = Δm × 931
= Ekb
- Eka
(เมื่อ X กับ Y หยุดนิ่ง)
คายพลังงาน Ekb
> Eka
ดูดพลังงาน Ekb
< Eka
24.
ปฏิกิริยาฟิชชัน
XZ
A
+ a
แตกตัว
→ Y+ Z + b + Q (ควบคุมได ้)
ถ ้า a เป็นนิวตรอนจะได ้ b เป็นนิวตรอนเฉลี่ย 2-3 ตัว และมี Q ≈ 200 MeV
Q
มวลเชื้อเพลิง
มีค่าน้อย
ปฏิกิริยาฟิวชัน
a + b
รวมตัว
→ X+ Q (ควบคุมไม่ได ้)
บนดวงอาทิตย์ 4 H1
1
→ H2
4
e + 2 e+1 + Q
Q ≈ 25 MeV
Q
มวลเชื้อเพลิง
มีค่ามาก