11
ใบความรูที่ 1
เรื่อง แรงและงาน
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 วิชาฟสิกส 2 (ว30202)
งาน (work) คือ ผลคูณของแรงกับการขจัดที่อยูในแนวเดียวกันเปนปริมาณสเกลลาร มี
หนวย เปนจูลหรือนิวตัน-เมตร (J , N-m)
งานที่เกิดกับวัตถุที่ถูกกระทําดวยแรงตางๆ
กําหนดใหวัตถุมวล m ถูกกระทําดวยแรง F เคลื่อนที่บนพื้นราบเกลี้ยงจาก A ไป B ได
การขจัดเทากับ s
ถา F และ S อยูในแนวเดียวกัน จะได W = Fxs
ถา F และ s อยูคนละแนวจะได W = (Fcosθ)s + (Fsinθ)0
W = Fscosθ
ถา θ = 1800 แสดงวาแรงกับการขจัดมีทิศตรงขามกันสวนใหญไดแกงานเนื่องจากแรง
เสียดทาน
12.
12
W = fcos1800
หรือ W = -fs
แสดงวา งานเนื่องจากแรงที่มีทิศตรงขามกับการขจัดจะตองเปนลบเสมอ
สรุป
งานเปนปริมาณสเกลาร จึงมีไดทั้งบวกและลบ แยกการพิจารณาไดดังนี้
1.งานเปนบวก คืองานอันเนื่องจากแรงที่ทําใหวัตถุเคลื่อนที่ สวนใหญ ไดแก งานเนื่องจากแรง
ที่เราใหแกวัตถุ
2.งานเปนลบ คืองานอันเนื่องจากแรงตานการเคลื่อนที่ของวัตถุ ไดแก งานเนื่องจากแรงเสียด
ทาน
การคํานวณโจทยเกี่ยวกับงาน แยกพิจารณาโจทยเปน 2 ลักษณะ คือ
1. งานเนื่องจากแรงไมคงที่กระทําตอวัตถุ แยกเปน 2 แบบ
1.1.ถามีแรงไมคงที่แรงเดียวกระทํากับวัตถุ จะไดงานมีคาเทากับพื้นที่ใตกราฟของแรงกับ
การขจัด
W = F x s = พื้นที่ใตกราฟ Fs
กําหนดให วัตถุมวล m อยูบนพื้นเกลี้ยง ถูกกระทําดวยแรง F ซึ่งไมคงที่ดังกราฟ ให
เคลื่อนที่จาก A ไป B ไดการขจัด d ตองการหางานที่เกิดขึ้นกับวัตถุ
13.
13
จากสูตร W = F x s = พ.ท.ใตกราฟ Fs
1 fd
จากรูป W = xfxd =
2 2
จากสูตร W = F scosθ = (พ.ท.ใตกราฟ Fs)cosθ
จากรูป W = ( 1 x f x d)cosθ = fd
cosθ
2 2
1.2 ถามีแรงคงที่และไมคงที่กระทํากับวัตถุ จะไดงานที่เกิดขึ้นกับวัตถุมีคาเทากับผลคูณของ
แรงลัพธกับการขจัด (W= ∑ Fs )โดยผลคูณของแรงไมคงที่กับการขจัดคือ พ.ท.ใตกราฟ F กับ s
กําหนดใหมวล m อยูบนพื้นที่มีสัมประสิทธิ์ของความเสียดทาน µ ถูกกระทําดวยแรง F ไม
คงที่เคลื่อนที่จาก A ไป B ไดการขจัด d ตองการหางานที่เกิดขึ้นกับวัตถุ
14.
14
เพราะวา แรงเสียดทาน f = µmg
ตรวจสอบวาวัตถุเคลื่อนที่หรือไม
ถาตอนเริ่มแรกแรง F1 < µmg วัตถุจะไมเคลื่อนที่
และถา F1 > µmg วัตถุจะเคลื่อนที่ทันที
สมมติวากรณีนี้ F1 > µmg
∴ งานที่เกิดกับวัตถุ W = ∑ Fx s
W = (F-f)s = Fx s - fs
W = (พ.ท.ใตกราฟF,s) - fs
จากรูป W = 1
(F1 + F2)d - µmgd
2
∴ W = ( F1 + F2 )d - µmgd
2
2. งานที่เกิดขึ้นกับวัตถุที่มีรูปรางไมแนนอน งานที่ใชในการสูบน้ํา งานที่ใชดึงโซ การหางาน
ในกรณีนี้หาไดจากสมการ W = Fs โดย s เทากับการขจัดซึ่งวัดจากจุด C.G ตนที่วัตถุอยูไปยังจุด
C.G ปลายที่วัตถุอยู โดยวัดตามแนวแรงกระทํา
15.
15
ใบงานที่ 1
เรื่อง การหางานที่เกิดขึ้นกับวัตถุที่มีรูปรางไมแนนอน
1. การหางานสูบน้ํา กําหนดใหบอลึก h มีน้ําเต็มบอ น้ํามวล m ตองการสูบน้ําใหหมดบอ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. การหางานในการดึงโซ
กําหนดใหโซยาว l มวล m อยูในลักษณะดังรูป a ตองการหางานที่ดึงโซใหอยูดังรูป b
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
16.
16
เฉลย ใบงานที่ 1
เรื่อง การหางานที่เกิดขึ้นกับวัตถุที่มีรูปรางไมแนนอน
1. การหางานสูบน้ํา กําหนดใหบอลึก h มีน้ําเต็มบอ น้ํามวล m ตองการสูบน้ําใหหมดบอ
ให F เปนแรงที่ใชในการสูบน้ําใหหมดบอ
จากรูป หาขนาดของแรง F ไดจากสมการ ∑ F = 0 จะได F = mg
∴ งานในการสูบน้ํา = งานเนื่องจากแรง F (WF)
h mgh
แต WF = F. = ตอบ
2 2
2. การหางานในการดึงโซ
กําหนดใหโซยาว l มวล m อยูในลักษณะดังรูป a ตองการหางานที่ดึงโซใหอยูดังรูป b
เพื่อความสะดวกในการคํานวณใหแยกการพิจารณางานเปน 2 งาน คือ งานที่ใชดึงโซ
สวนบน (W1) และงานที่ใชดึงโซสวนลาง (W2)
mg
ให F1 เปนแรงที่ใชในการดึงโซทอนบน จะได F1 =
2
mg
F2 เปนแรงที่ใชในการดึงโซทอนลาง จะได F2 =
2
∴ งานในการดึงโซ W = W1 + W2 = F1 . s1 + F2 . s2
W = ( mg ). l
+ ( mg ). l
= mgl mgl
+ = 3mgl
2 4 2 2 8 4 8
3mgl
นั่นคือ งานในการดึงโซ = ตอบ
8
34
ใบความรูที่ 3
เรื่อง พลังงานศักย
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 วิชาฟสิกส 2 (ว30202)
พลังงาน คือ สิ่งที่ไมมีตัวตน แตมีความสามารถทํางานได
พลังงานศักย (potential energy; Ep) คือ พลังงานที่สะสมอยูในวัตถุอันเนื่องจากระดับ
ความสูงที่วัตถุอยู มีคาเทากับงานเนื่องจากแรงดึงดูดของโลกในการดึงดูดใหวัตถุกลับลงสูพื้นดิน
กําหนดใหมวล m อยูสูงจากพื้นเทากับ h ดังรูป ตองการหาพลังงานศักย = ?
จากรูปงานจาก A ไป B เนื่องจากแรง mg มีขนาดดังนี้
WA->B = mgh
ดังนั้นพลังงานศักย Ep = mgh
Ep = mgh
กราฟแสดงความสัมพันธพลังงานศักยกับความสูง
พลังงานศักยยืดหยุน คือ พลังงานศักยของสปริงขณะที่ยืดออก หรือหดเขาจากตําแหนงสมดุล
1. แรงในสปริง (F) เมื่อสปริงเกิดการยืดหรือหดตัว จากสภาพปกติจะทําใหเกิดแรงในตัว
สปริง โดยขนาดของแรงจะแปรผันตามระยะยืดหรือหดของสปริง
กําหนดใหสปริงมีความยาวปกติ l0 เมื่อถูกดึงหรืออัดดวยแรง P จะทําใหสปริงยืดออกหรือ
หดตัวเปนระยะเทากับ x ดังรูป
35.
35
ในขณะที่สปริงยืดหรือหดตัวจากสภาพปกติ จะเกิดแรงในสปริง ใหมีขนาดเทากับF
จากนิยาม จะได F α x หรือ F = kx
โดย F = แรงในสปริง, x = ระยะยืดหรือหดของสปริงจากสภาพปกติ
k = คานิจของสปริง หรือ คือแรงที่ทําใหสปริงยืดหรือหดหนึ่งหนวย
2. พลังงานศักยในสปริง คือพลังงานที่สะสมอยูในสปริง อันเนื่องจากระยะยืดหรือหดของ
สปริง มีคาเทากับงานเนื่องจากแรงในสปริงที่จะทําใหวัตถุกลับคืนสูแนวปกติ
กําหนดใหวัตถุมวล m ยึดติดกับสปริงและสปริงมีความยาวปกติดังรูปบน เมื่อสปริงยืดตัว
ออก x ปรากฏดังรูปลาง แรงที่เกิดในสปริงมีความสัมพันธกับระยะยืดดังกราฟรูปขวามือ
จากนิยาม พลังงานศักยสปริงที่ B = งานเนื่องจากแรง F ในการดึงวัตถุจาก B ไป A
เนื่องจากแรงในสปริงไมคงที่ ดังนั้นงานจากแรงในสปริงจึงมีคาเทากับพื้นที่ใตกราฟ F กับ x
แทนคา Eps = พ.ท. ใตกราฟ F กับ x
1 2
จะได Eps = 1/2kx . x = kx
2
1 2
นั่นคือ Eps = kx
2
52
พิจารณาการเคลื่อนที่ของวัตถุจาก A B
วัตถุเคลื่อนที่จาก A B ไมมีแรงเสียดทานและแรง P ใดๆ กระทํา
ดังนั้นสมการพลังงานจะได EA = E B
ที่ A มีแตพลังงานศักยโลก ∴ EA = mgh
ที่ B มีแตพลังงานจลน ∴ EB = 1
mv 2
2
1
ดังนั้น mgh = mv 2
2
v = 2gh
ตัวอยางที่ 2 สปริงอันหนึ่งยึดแนนปลายขางหนึ่งและปลายอีกขางหนึ่งอิสระ วัตถุมวล m
อัดสปริงเขาไปไดระยะ x แลวปลอยใหกระเด็นออกมา จงหาความเร็วของวัตถุที่กระเด็นออกมา
วิธีทํา สังเกตรูปการเคลื่อนที่ของวัตถุ
วัตถุเคลื่อนที่จาก (1) ไป (2) ไมมีแรงเสียดทานและแรง P ใดๆ กระทํา
ดังนั้น จะไดสมการพลังงานคือ E1 = E2
1 2 1
kx = mv 2
2 2
kx 2 k
v = = x
m m
72
ใบความรูที่ 6
เรื่อง เครื่องกล แหลงพลังงานและการใชพลังงาน
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 วิชาฟสิกส 2 (ว30202)
เครื่องกล เปนเครื่องมือที่ชวยอํานวยความสะดวกในการทํางาน บางชนิดอาจชวยผอนแรง
บางชนิดอาจไมชวยผอนแรง แตทุกชนิดไมชวยผอนงาน
เราใชเครื่องผอนแรงในการทํางาน โดยยึดหลักใหงานแกเครื่องกลนอย แตเครื่องกลสามารถ
ทํางานออกมาไดมาก
เครื่องผอนแรง มีอยูหลายชนิดดวยกัน ดังอธิบายตอไปนี้
1. รอก ใหนักเรียนพิจารณาระบบรอกดังรูป
ออกแรง F1 ในการดึงโซ ใหโซเคลื่อนที่ลงได Si ทําใหกลองวัตถุเคลื่อนที่ขึ้นได SO โดย
แรงดึงกลองเทากับ FO
พิจารณาแรงที่กลอง
เนื่องจากเปนโซเสนเดียวกัน ดังนั้น ความตึงในโซเสนเดียวกันมีคาเทากันเทากับแรง Fi ดวย
จากรูป จะได FO = 4Fi และ FO = mg
เมื่อโซถูกดึงใหเคลื่อนที่ลงได Si วัตถุเคลื่อนที่ขึ้นได SO จะไดความสัมพันธระหวาง Si และ
SO ดังนี้ Si = 4SO
งานที่ใหแกเครื่องกล Wi = FiSi
งานที่เครื่องกลใหออกมา WO = FOSO
- ถาระบบรอกมีประสิทธิภาพ 100% จะได
งานที่ใหแกเครื่องกล = งานที่เครื่องกลใหออกมา
Wi = WO
73.
73
FiSi = FOSO
- ถาระบบรอกมีความฝดจะใหประสิทธิภาพไมถึง 100 % เราหาประสิทธิภาพไดดังนี้
งานที�ให้ออกมา
เปอรเซ็นตของประสิทธิภาพ Eff = x100%
งานที�เข้าระบบ
Wo Fo S o
ดังนั้น Eff = x100 = x100%
Wi Fi Si
Fo
อัตราสวนระหวาง เรียก การไดเปรียบเชิงกลปรากฎ (AMA)
Fi
Si
อัตราสวนระหวาง เรียก การไดเปรียบเชิงกลจริง (IMA)
So
- ถาระบบรอกไมมีความฝดจะมีประสิทธิภาพ 100 % จะได
Fo Si Fi Si
= หรือ FO =
Fi So So
- ถาระบบรอกมีความฝดจะใหประสิทธิภาพไมถึง 100% จะได
Fo S o F S
Eff = x100% = ( o )( o ) x100%
Fi Si Fi Si
F 1
= ( o )(
Si
) x100%
Fi
So
AMA
= x100%
IMA
2. ลอและเพลา
เพลาดังรูป รัศมีของลอในการยกน้ําหนัก W มีคาเทากับ a และรัศมีของเพลาที่รับแรง F
เทากับ b ถาลอและเพลาดังรูป มีประสิทธิภาพ 100 % จะได
WO = Wi
FOSO = FiSi
FO(2πa) = Fi(2πb)
∴ Fo
= b
Fi a
∴ IMA = b
a
b
และ FO = Fi
a
74.
74
3. คานดีดคานงัด
คานงัดดังรูป ออกแรง F1 กดคาน ทําใหเคลื่อนที่ลงไดระยะ S1 ปลายคานงัดกอนหินดวย
แรง FO ทําใหกอนหินเคลื่อนที่ขึ้นไดระยะ SO
ถาคานงัดไมมีแรงเสียดทาน จะมีประสิทธิภาพ 100%
จากรูป จะได Wi = WO
แทนคา FiSi = FOSO
Fo Si
=
Fi So
∴ การไดเปรียบเชิงกลปรากฏ AMA = Fo
Fi
∴ การไดเปรียบเชิงกลจริง IMA = Si
So
ตัวอยางการผอนแรงของระบบรอก
เขียนแรงที่เกิดกับระบบรอกทั้งสาม
75.
75
ถาระบบรอกทั้งสามมีประสิทธิภาพ 100% จะได
Fo
รูปที่ 1) 3Fi = FO ; = 3
Fi
Si
= 3 นั่นคือ IMA = 3
So
Fo
รูปที่ 2) 2Fi = FO ; = 2
Fi
Si
= 2 นั่นคือ IMA = 2
So
Fo
รูปที่ 3) 4Fi = FO ; = 4
Fi
Si
= 4 นั่นคือ IMA = 4
So