สาระและมาตรฐานการเรียนรู
สาระการเรียนรูวิทยาศาสตร

                   มาตรฐานการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร เปนขอกําหนดคุณภาพของ
ผูเรียนดานความรู ความคิด ทักษะ กระบวนการเรียนรู คุณธรรม จริยธรรม และคานิยม ซึ่งเปน
จุดมุงหมายที่จะพัฒนาผูเรียนใหมีคุณลักษณะอันพึงประสงค ประกอบดวย มาตรฐานการเรียนรู
การศึกษา ขั้นพื้นฐาน สําหรับนักเรียนทุกคนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมาตรฐานการเรียนรูชวง
ชั้น สําหรับนักเรียนทุกคนเมื่อจบการศึกษาในแตละชวงชั้น

มาตรฐานการเรียนรูการศึกษาขั้นพื้นฐานของกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร มีดังนี้

สาระที่ 1 สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดํารงชีวิต
มาตรฐาน ว 1.1 เขาใจหนวยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธของโครงสราง และหนาที่ของ
                  ระบบตางๆ ของสิ่งมีชีวิตที่ทํางานสัมพันธกัน มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู
                  สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชในการดํารงชีวิตของตนเองและดูแลสิ่งมีชีวิต
มาตรฐาน ว 1.2 เขาใจกระบวนการและความสําคัญของการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
                  วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ การใชเทคโนโลยีชีวภาพที่มี
                  ผลกระทบตอมนุษยและสิ่งแวดลอม มีกระบวนการสืบเสาะหาความรูและจิตวิทยา
                  ศาสตร สื่อสาร สิ่งที่เรียนรู และนําความรูไปใชประโยชน

สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดลอม
มาตรฐาน ว 2.1 เขาใจสิ่งแวดลอมในทองถิ่น ความสัมพันธระหวางสิ่งแวดลอมกับสิ่งมีชีวิต
                  ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตตาง ๆ ในระบบนิเวศ มีกระบวนการสืบเสาะ
                  หาความรูและจิตวิทยาศาสตรสื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน
มาตรฐาน ว 2.2 เขาใจความสําคัญของทรัพยากรธรรมชาติ การใชทรัพยากรธรรมชาติในระดับ
                  ทองถิ่น ประเทศ และโลกนําความรูไปใชในในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ
                  สิ่งแวดลอมในทองถิ่นอยางยั่งยืน

สาระที่ 3 สารและสมบัติของสาร
มาตรฐาน ว 3.1 เขาใจสมบัติของสาร ความสัมพันธระหวางสมบัติของสารกับโครงสรางและแรง
               ยึดเหนี่ยวระหวางอนุภาค มีกระบวนการสืบเสาะ หาความรูและจิตวิทยาศาสตร
               สื่อสารสิ่งที่เรียนรู นําความรูไปใชประโยชน
2

มาตรฐาน ว 3.2     เขาใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร การเกิด
                  สารละลาย การเกิดปฏิกิริยา มีกระบวนการสืบเสาะ หาความรูและจิตวิทยาศาสตร
                  สื่อสารสิ่งที่เรียนรู และนําความรูไปใชประโยชน

สาระที่ 4 แรงและการเคลือนที่
                       ่
มาตรฐาน ว 4.1 เขาใจธรรมชาติของแรงแมเหล็กไฟฟา แรงโนมถวง และแรงนิวเคลียร
               มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน
               อยางถูกตองและมีคุณธรรม
มาตรฐาน ว 4.2 เขาใจลักษณะการเคลื่อนที่แบบตางๆ ของวัตถุในธรรมชาติมีกระบวนการ
                สืบเสาะหาความรูและจิตวิทยาศาสตร สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใช
                 ประโยชน

สาระที่ 5 พลังงาน
มาตรฐาน ว 5.1 เขาใจความสัมพันธระหวางพลังงานกับการดํารงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน
                ปฏิสัมพันธระหวางสารและพลังงาน ผลของการใชพลังงานตอชีวิตและ
                สิ่งแวดลอม มีกระบวน การสืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและ
                นําความรูไปใชประโยชน

สาระที่ 6 กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก
มาตรฐาน ว 6.1 เขาใจกระบวนการตาง ๆ ที่เกิดขึ้นบนผิวโลกและภายในโลก ความสัมพันธของ
                 
               กระบวนการตาง ๆ ที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และสัณฐาน
               ของโลก มีกระบวนการสืบเสาะหาความรูและจิตวิทยาศาสตร สื่อสารสิ่งที่เรียนรู
               และนําความรูไปใชประโยชน

สาระที่ 7 ดาราศาสตรและอวกาศ
มาตรฐาน ว 7.1 เขาใจวิวัฒนาการของระบบสุริยะ กาแล็กซีและเอกภพการปฏิสัมพันธภายในระบบ
               สุริยะและผลตอสิ่งมีชีวิตบนโลก มีกระบวนการสืบเสาะ หาความรูและจิตวิทยา
               ศาสตร การสื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน
มาตรฐาน ว 7.2 เขาใจความสําคัญของเทคโนโลยีอวกาศที่นํามาใชในการสํารวจอวกาศและ
               ทรัพยากรธรรมชาติ ดานการเกษตรและการสื่อสาร มีกระบวนการสืบเสาะหา
               ความรูและจิตวิทยาศาสตร สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชนอยางมี
               คุณธรรมตอชีวิตและสิ่งแวดลอม
3

สาระที่ 8 ธรรมชาติของวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 8.1 ใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรและจิตวิทยาศาสตรในการสืบเสาะหาความรู การ
               แกปญหา รูวาปรากฏการณทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นสวนใหญมีรูปแบบที่แนนอน
               สามารถอธิบายและตรวจสอบได ภายใตขอมูลและเครื่องมือที่มีอยูในชวงเวลา
               นั้นๆ เขาใจวา วิทยาศาสตร เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดลอม มีความเกี่ยวของ
               สัมพันธกัน
4

                      มาตรฐานการเรียนรูชวงชั้นที่ 4 (ม. 4 – 6)

สาระการเรียนรูวิทยาศาสตร
         สาระที่ 5 พลังงาน
                    มาตรฐาน ว 5.1 เขาใจความสัมพันธระหวางพลังงานกับการดํารงชีวิต การ
เปลี่ยนรูปพลังงาน ปฏิสัมพันธระหวางสารและพลังงาน ผลของการใชพลังงานตอชีวิตและ
สิ่งแวดลอม มีกระบวน การสืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน
5

                             แผนการจัดการเรียนรู (แผนหลัก)
รายวิชาฟสิกส 2                   รหัสวิชา ว30202             กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร
โรงเรียนกระแชงวิทยา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4                 ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2555
หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน                                    เวลา 12.00 ชั่วโมง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
แผนการจัดการเรียนรู หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน แบงเปนแผนยอย ดังนี้
        แผนยอยที่ 1 เรื่อง แรงและงาน                              เวลา 2 ชั่วโมง
        แผนยอยที่ 2 เรื่อง พลังงานจลน                            เวลา 2 ชั่วโมง
        แผนยอยที่ 3 เรื่อง พลังงานศักย                           เวลา 2 ชั่วโมง
        แผนยอยที่ 4 เรื่อง กฎการอนุรักษพลังงาน                   เวลา 2 ชั่วโมง
        แผนยอยที่ 5 เรื่อง กําลัง                                 เวลา 2 ชั่วโมง
        แผนยอยที่ 6 เรื่อง แหลงพลังงานและการใชพลังงาน           เวลา 2 ชั่วโมง

จุดประสงคการเรียนรู
        1. สืบคนขอมูล สํารวจตรวจสอบและอธิบายเกี่ยวกับแรง งาน พลังงานจลน พลังงานศักย
        2. อธิบายกฎการอนุรักษพลังงานและคํานวณหาปริมาณที่เกี่ยวของกับ งาน พลังงาน และ
กําลัง
        3. สืบคนขอมูลและอธิบายแหลงของพลังงานและการใชพลังงานประโยชนของเครื่องกลและ
การนําไปใชในชีวิตประจําวัน
6

                                  แผนการจัดการเรียนรูที่ 1
รายวิชาฟสิกส 2                    รหัสวิชา ว30202                กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร
โรงเรียนกระแชงวิทยา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4                     ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2555
สาระที่ 5 : พลังงาน                หนวยการเรียนรูที่ 1                ชื่อหนวยยอย แรงและงาน
เวลา 2.00 ชั่วโม                                                  ผูสอน ครูยุพวรรณ ตรีรัตนวิชชา
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
มาตรฐาน ว 5.1 เขาใจความสัมพันธระหวางพลังงานกับการดํารงชีวิต การเปลี่ยนแปลงพลังงาน
ปฏิสัมพันธระหวางสารและพลังงาน ผลของการใชพลังงานตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม มีกระบวนการ
สืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน

มาตรฐานการเรียนรูชวงชั้น ม.4-6 สํารวจตรวจสอบและอธิบายความหมายของงาน พลังงานศักย
โนมถวง พลังงานจลน กฎการอนุรักษพลังงานและการนําไปใชประโยชน

สาระการเรียนรู
        เมื่อมีแรงกระทําตอวัตถุและการกระจัดอยูในแนวเดียวกับแรงจะเกิดงานของแรงนั้น งานของ
แรงที่กระทําตอวัตถุหาไดจากผลคูณของแรงกับการกระจัดในแนวแรง และอาจหาไดจากพื้นที่ใตกราฟ
ระหวางแรงในแนวการเคลื่อนที่กับการกระจัด งานที่ทําไดในหนึ่งหนวยเวลา เรียกวา กําลัง

จุดประสงคการเรียนรู
         1. บอกความสําคัญของงานและพลังงานที่เกี่ยวของในชีวิตประจําวัน
         2. อธิบายความแตกตางของความหมายของงานตามความเขาใจของบุคคลทั่วไปกับงานใน
วิชาฟสิกส
         3. บอกไดวางานเปนปริมาณสเกลาร มีหนวยนิวตัน เมตร หรือจูล
         4. อธิบายความแตกตางของงานบวกและงานลบ
         5. หางานของแรงที่ใชในการเคลื่อนวัตถุเมื่อแรงอยูแนวเดียวกับแนวการเคลื่อนที่
         6. หางานของแรงที่ใชในการเคลื่อนวัตถุเมื่อแรงทํามุมกับแนวการเคลื่อนที่
         7. หางานจากพื้นที่ใตกราฟระหวางแรงกับการกระจัดในแนวเดียวกัน
         ดานความรู (K)
                 - อธิบายเกี่ยวกับงานทางฟสิกสได
                 - ถายทอดความรูใหแกเพื่อนในชั้นเรียนได
                 - ประยุกตใชความรูเกี่ยวกับงานในชีวิตประจําวันได
7

        ดานทักษะกระบวนการ (P)
                - คํานวณหาปริมาณที่เกี่ยวของกับงานได
                - ทํางานรวมกับเพื่อนในชั้นเรียนได
                - สื่อสารและสื่อความหมายได
                - นําเสนอขอมูลได
        ดานจิตวิทยาศาสตร (A)
                - มีความอยากรูอยากเห็น สนใจใฝรูในสถานการณหรือเหตุการณที่กําหนด
                - มีความมุงมั่น อดทนในการแกปญหาทางวิทยาศาสตร
                - ใจกวาง ยอมรับความคิดเห็นของผูอื่น
                - มีความละเอียดรอบคอบในการทําการทดลองทางวิทยาศาสตร
                - มีความซื่อสัตยตอผลการทดลอง
                - มีความสงสัยและกระตือรือรนที่จะหาคําตอบ
                - ยอมรับเมื่อมีประจักษพยานหรือเหตุผลที่เพียงพอ

สมรรถนะที่สําคัญ
      1. มีทักษะในการสื่อสาร
      2. มีทักษะในการคิดวิเคราะหอยางมีวิจารณญาณ
      3. มีทักษะในการแกปญหา
      4. มีทักษะกระบวนการ
      5. มีทักษะในการใชเทคโนโลยีเนื้อหา

กระบวนการจัดการเรียนรู / กิจกรรม 5 Es
1. ขั้นสรางความสนใจ (Engage)
         1. ใหนักเรียนทําแบบทดสอบกอนเรียน เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟสิกส 2
(ว30202) เรื่อง งานและพลังงาน และทําแบบวัดจิตวิทยาศาสตร
         2. ครูใหนกเรียนยกตัวอยางกิจกรรมที่พบเห็นในชีวิตประจําวันและเปนกิจกรรมที่นักเรียนคิด
                   ั
วาเปนการทํางาน
         3. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายเกี่ยวกับกิจกรรมในชีวิตประจําวันที่เรียกวาทํางาน และไม
ทํางาน จนไดขอสรุปความหมายของ งาน ในชีวิตประจําวันกับความหมายทางฟสิกส และแจง
จุดประสงคในการเรียนหัวขอนี้ใหนักเรียนทราบ
8

2. ขั้นสํารวจและคนหา (Explore)
          4. ครูอธิบายความหมายของงานในทางฟสิกส เมื่อทิศทางของแรงและการกระจัดอยูใน
แนวเสนตรงเดียวกัน แลวอธิบายความหมายของงานที่เปนบวกและงานที่เปนลบ โดยยกตัวอยาง งาน
ที่เปนบวกและงานที่เปนลบ
        5. ครูเนนใหนักเรียนทราบวา งานที่เกิดจากแรงที่มีทศตรงขามกับการเคลื่อนที่ของ
                                                           ิ
วัตถุจะเปนลบเสมอ เครื่องหมายบวกและลบของงานไมไดเปนสิ่งแสดงทิศทางของงาน เพราะ
งานเปนปริมาณสเกลาร
          6. ครูถามนักเรียนวาหนวยของงานเปนอะไร โดยถามนักเรียนวาหนวยของแรงเปนอะไร
(นิวตัน) แลวหนวยของการกระจัดเปนอะไร (เมตร) ดังนั้นหนวยของงานเปนอะไร (นิวตัน-เมตร) ครู
อธิบายเพิ่มเติมวาหนวยของงานอีกหนวยหนึ่ง คือ จูล และอธิบายความหมายของงาน 1 จูล และบอก
วางาน เปนปริมาณสเกลาร
          7. ครูนําอภิปรายเรื่องงานของแรงที่กระทํามุมกับแนวการเคลื่อนที่ โดยสาธิตลากถุงทรายโดย
ที่ทิศทางของแรงที่ดึงถุงทรายทํามุมกับทิศทางที่ถุงทรายเคลื่อนที่ แลวถามนักเรียนวาในกรณีนี้มีงาน
เกิดขึ้นไหม แลวเราจะหางานที่เกิดขึ้นไดอยางไร

3. ขั้นอธิบาย (Explain)
        8. ครูอธิบายเรื่องงานของแรงที่กระทํามุมกับแนวการเคลื่อนที่ โดยใชใบความรูที่ 1




และถามนักเรียนวา แรงดึงในแนวระดับและแนวดิ่งมีคาเปนเทาไหร และแรงที่มีทิศเดียวกับการกระจัด
คือแรงใด ( F cosθ เปนองคประกอบของแรง ในแนวราบ และ F sin θ เปนแรงองคประกอบของแรง
 
 F ในแนวดิ่ง แรงที่ทีทิศทางเดียวกับการกระจัดคือ F cos θ ) ดังนั้นงานงานของแรงที่กระทํามุมกับ

แนวการเคลื่อนที่จะเทากับเทาไหร (W = Fscosθ)
         9. ครูถามนักเรียนวาถาแรงทํามุม 90 องศากับแนวการเคลื่อนที่ อยางเชนเราเดินถือกระเปา
จะเกิดงานหรือไม (ไมเกิดงาน)
         10. ครูอธิบายการหางานของแรงหลายแรงที่กระทําตอวัตถุเดียวกัน การหางานของแรง
ไมคงตัวกระทําใหวัตถุ โดยถามนักเรียนวางานของแรงแตละแรงหาไดอยางไร และการกระจัดของวัตถุ
เปนเทาไหรถาใหวัตถุเคลื่อนที่มาที่จุด A เหมือนเดิม (การกระจัดเปนศูนย) แลวจะมีงานเกิดขึ้นหรือไม
9

           11. ครูอธิบายการหางานของแรงไมคงตัวกระทําใหวัตถุ การหางานดวยวิธีการคํานวณจาก
พื้นที่ใตกราฟทั้งกรณีแรงคงตัว และแรงไมคงตัว
           12. ครูยกตัวอยางการคํานวณหางานจากแบบฝกเสริมประสบการณ 2 ขอ แสดงวิธีทําบน
กระดาน
4. ขั้นขยายความรู (Elaborate)
           13. ครูใหนักเรียนทําโจทยปญหาในใบงานที่ 1 แลวสุมนักเรียนออกมาแสดงวิธีทํา
บนกระดาน
           14. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนสอบถามเนื้อหาเรื่อง แรงและงาน วามีสวนไหนที่ยังไมเขาใจและ
ใหความรูเพิ่มเติมในสวนนั้น

5. ขั้นประเมินผล (Evaluate)
         ครูนําอภิปราย สรุปเนื้อหา ดวยคําถามตอไปนี้
         15. งานในความหมายทั่วไปและงานในทางฟสิกสแตกตางกันอยางไร (สําหรับบุคคลทั่วไป
งาน หมายถึง การประกอบอาชีพหรือการกระทําภารกิจตางๆในชีวิตประจําวัน สวนงานในทางฟสิกส
จะเกิดขึ้นก็ตอเมื่อมีแรงมากระทําตอวัตถุ แลวทําใหวัตถุมีการกระจัด โดยปริมาณงานที่ทําขึ้นกับแรง
และการกระจัด )
         16. ถามีแรงมากระทําใหวัตถุเคลื่อนที่ เราจะหางานไดจากสูตรไหน ( W = Fs )
         17. ถาแรงที่กระทําใหวัตถุไมอยูในแนวเดียวกับการเคลื่อนที่เราจะหางานไดจากสูตรไหน
         18. งานเปนบวกกับงานเปนลบ มีความหมายวาอยางไร (งานเปนบวก หมายถึง งานของแรง
                                                                                            
 F เมื่อแรง F อยูในทิศเดียวกับการเคลื่อนที่ สวนงานที่เปนลบ หมายถึง งานของแรง F เมื่อแรง F อยู
ในทิศตรงขามกับการเคลื่อนที่)
                                                                                      n
        19. ถามีแรงหลายแรงมากระทําใหวัตถุเคลื่อนที่ เราจะหางานไดอยางไร = ∑ Fi ∆si )
                                                                           (W
                                                                                     i =1

        20. เราสามารถหางานจากกราฟไดอยางไร (งานเทากับพื้นที่ใตกราฟระหวางแรง(มีทิศ
เดียวกับการเคลื่อนที่) และขนาดของการกระจัด)
        ครูมอบหมายใหนักเรียนไปศึกษาเนื้อหาเรื่อง พลังงานจลน ซึ่งจะเรียนในชั่วโมงเรียนตอไป

สื่อและแหลงการเรียนรู
        1. หนังสือเรียนวิชาฟสิกสเพิ่มเติม เลม 2
        2. ใบความรที่ 1 เรื่อง แรงและงาน
                     ู
        3. ใบงานที่ 1 เรื่อง การหางานที่เกิดขึ้นกับวัตถุที่มีรูปรางไมแนนอน
10

       4. ถุงทราย
       5. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟสิกส (กอนเรียน)
       6. แบบวัดจิตวิทยาศาสตร

การวัดและประเมินผล

   วิธการวัดและประเมินผล
       ี                                เครื่องมือ                 เกณฑการวัดและประเมินผล
1. สังเกต ความสนใจ ความ      1. แบบบันทึกการสังเกต              1. นักเรียนมีพฤติกรรมที่พึง
    ตั้งใจเรียน การแสดงความ     พฤติกรรมการเรียนรูของ              ประสงคตามคาดหวังตั้งแต 3
    คิดเห็น การตอบคําถาม การ    นักเรียน                            รายการขึ้นไป ผานเกณฑการ
    มีสวนรวมและพฤติกรรม                                           ประเมิน
    การทํางาน

2. การทําใบงานที่ 1            2. แบบบันทึกการทํากิจกรรม        2. นักเรียนทําแบบฝกหัดในใบงาน
                                  ใบงานที่ 1                       ที่ 1 ถูกตอง 1 ใน 2 ขอ
3. ประเมินการมีคุณธรรมและ      3. แบบประเมินการมีคุณธรรม        3. แสดงพฤติกรรมที่บงบอกถึงการ
   จริยธรรมที่นักเรียน            และจริยธรรม                      มีคุณธรรมและจริยธรรมอยูใน
   แสดงออกในขณะที่มีการ                                            ระดับมาก
   เรียนรู
11


                                         ใบความรูที่ 1
                                     เรื่อง แรงและงาน
                      ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 วิชาฟสิกส 2 (ว30202)

        งาน (work) คือ ผลคูณของแรงกับการขจัดที่อยูในแนวเดียวกันเปนปริมาณสเกลลาร มี
หนวย เปนจูลหรือนิวตัน-เมตร (J , N-m)

       งานที่เกิดกับวัตถุที่ถูกกระทําดวยแรงตางๆ
       กําหนดใหวัตถุมวล m ถูกกระทําดวยแรง F เคลื่อนที่บนพื้นราบเกลี้ยงจาก A ไป B ได
การขจัดเทากับ s




       ถา F และ S อยูในแนวเดียวกัน จะได          W = Fxs




       ถา F และ s อยูคนละแนวจะได W = (Fcosθ)s + (Fsinθ)0

                               W = Fscosθ

       ถา θ = 1800 แสดงวาแรงกับการขจัดมีทิศตรงขามกันสวนใหญไดแกงานเนื่องจากแรง
เสียดทาน
12




                               W = fcos1800
                หรือ           W = -fs
        แสดงวา งานเนื่องจากแรงที่มีทิศตรงขามกับการขจัดจะตองเปนลบเสมอ

          สรุป
          งานเปนปริมาณสเกลาร จึงมีไดทั้งบวกและลบ แยกการพิจารณาไดดังนี้
          1.งานเปนบวก คืองานอันเนื่องจากแรงที่ทําใหวัตถุเคลื่อนที่ สวนใหญ ไดแก งานเนื่องจากแรง
ที่เราใหแกวัตถุ
          2.งานเปนลบ คืองานอันเนื่องจากแรงตานการเคลื่อนที่ของวัตถุ ไดแก งานเนื่องจากแรงเสียด
ทาน

การคํานวณโจทยเกี่ยวกับงาน แยกพิจารณาโจทยเปน 2 ลักษณะ คือ
        1. งานเนื่องจากแรงไมคงที่กระทําตอวัตถุ แยกเปน 2 แบบ
           1.1.ถามีแรงไมคงที่แรงเดียวกระทํากับวัตถุ จะไดงานมีคาเทากับพื้นที่ใตกราฟของแรงกับ
การขจัด

                         W = F x s = พื้นที่ใตกราฟ Fs



          กําหนดให วัตถุมวล m อยูบนพื้นเกลี้ยง ถูกกระทําดวยแรง F ซึ่งไมคงที่ดังกราฟ ให
เคลื่อนที่จาก A ไป B ไดการขจัด d ตองการหางานที่เกิดขึ้นกับวัตถุ
13




                         จากสูตร W = F x s = พ.ท.ใตกราฟ Fs
                                              1                fd
                         จากรูป      W =          xfxd =
                                              2                 2




                         จากสูตร W = F scosθ                = (พ.ท.ใตกราฟ Fs)cosθ
                         จากรูป      W = ( 1 x f x d)cosθ =           fd
                                                                         cosθ
                                              2                        2


          1.2 ถามีแรงคงที่และไมคงที่กระทํากับวัตถุ จะไดงานที่เกิดขึ้นกับวัตถุมีคาเทากับผลคูณของ
แรงลัพธกับการขจัด (W= ∑ Fs )โดยผลคูณของแรงไมคงที่กับการขจัดคือ พ.ท.ใตกราฟ F กับ s
          กําหนดใหมวล m อยูบนพื้นที่มีสัมประสิทธิ์ของความเสียดทาน µ ถูกกระทําดวยแรง F ไม
คงที่เคลื่อนที่จาก A ไป B ไดการขจัด d ตองการหางานที่เกิดขึ้นกับวัตถุ
14




        เพราะวา แรงเสียดทาน f = µmg
        ตรวจสอบวาวัตถุเคลื่อนที่หรือไม
        ถาตอนเริ่มแรกแรง        F1 < µmg              วัตถุจะไมเคลื่อนที่
        และถา                   F1 > µmg              วัตถุจะเคลื่อนที่ทันที
        สมมติวากรณีนี้          F1 > µmg
                ∴ งานที่เกิดกับวัตถุ     W = ∑ Fx s
                                         W = (F-f)s = Fx s - fs
                                         W = (พ.ท.ใตกราฟF,s) - fs
                 จากรูป                    W =      1
                                                       (F1 + F2)d - µmgd
                                                    2
                 ∴                         W =     ( F1 + F2 )d - µmgd
                                                        2


       2. งานที่เกิดขึ้นกับวัตถุที่มีรูปรางไมแนนอน งานที่ใชในการสูบน้ํา งานที่ใชดึงโซ การหางาน
ในกรณีนี้หาไดจากสมการ W = Fs โดย s เทากับการขจัดซึ่งวัดจากจุด C.G ตนที่วัตถุอยูไปยังจุด
C.G ปลายที่วัตถุอยู โดยวัดตามแนวแรงกระทํา
15

                                          ใบงานที่ 1
                     เรื่อง การหางานที่เกิดขึ้นกับวัตถุที่มีรูปรางไมแนนอน

1. การหางานสูบน้ํา     กําหนดใหบอลึก h มีน้ําเต็มบอ น้ํามวล m ตองการสูบน้ําใหหมดบอ




………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

2. การหางานในการดึงโซ
       กําหนดใหโซยาว l มวล m อยูในลักษณะดังรูป a ตองการหางานที่ดึงโซใหอยูดังรูป b




………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
16

                                     เฉลย ใบงานที่ 1
                     เรื่อง การหางานที่เกิดขึ้นกับวัตถุที่มีรูปรางไมแนนอน

1. การหางานสูบน้ํา     กําหนดใหบอลึก h มีน้ําเต็มบอ น้ํามวล m ตองการสูบน้ําใหหมดบอ




       ให F เปนแรงที่ใชในการสูบน้ําใหหมดบอ
       จากรูป หาขนาดของแรง F ไดจากสมการ ∑ F = 0 จะได F = mg
               ∴ งานในการสูบน้ํา = งานเนื่องจากแรง F (WF)
                                                         h       mgh
               แต               WF        =      F.         =                         ตอบ
                                                         2        2

2. การหางานในการดึงโซ
       กําหนดใหโซยาว l มวล m อยูในลักษณะดังรูป a ตองการหางานที่ดึงโซใหอยูดังรูป b




       เพื่อความสะดวกในการคํานวณใหแยกการพิจารณางานเปน 2 งาน คือ งานที่ใชดึงโซ
สวนบน (W1) และงานที่ใชดึงโซสวนลาง (W2)
                                                                         mg
       ให F1 เปนแรงที่ใชในการดึงโซทอนบน จะได               F1 =
                                                                          2
                                                                           mg
            F2 เปนแรงที่ใชในการดึงโซทอนลาง จะได             F2 =
                                                                            2
       ∴ งานในการดึงโซ          W         = W1 + W2 = F1 . s1 + F2 . s2
             W =       ( mg ).   l
                                      + ( mg ).    l
                                                             =   mgl mgl
                                                                    +       =   3mgl
                          2      4        2        2              8   4          8
                                                  3mgl
               นั่นคือ งานในการดึงโซ =                                                ตอบ
                                                     8
17

                                แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู

       วิชา ฟสิกส 2 (ว30202) หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4
                                                                                        มุงมั่น
                                                     มีจิต     ใฝเรียน
                                       มีวินัย                                        ทํางานได
                                                สาธารณะ ใฝรู
                                   ตั้งใจเรียน                           ซื่อสัตย      สําเร็จ
เลขที่          ชื่อ-นามสกุล                       รวมกัน รวมทํา                               หมายเหตุ
                                    และทํา                                สุจริต      เรียบรอย
                                                  อภิปราย กิจกรรม
                                    กิจกรม                                           ถูกตองและ
                                                   ซักถาม       กลุม
                                                                                      ครบถวน




หมายเหตุ ใหบันทึกโดยใชเครื่องหมาย
        =             แสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวัง
              =       ไมแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวัง
เกณฑการประเมิน
       นักเรียนมีพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวังตั้งแต 3 รายการขึ้นไป ผานเกณฑการประเมิน
18

                              แบบบันทึกการทํากิจกรรมใบงานที่ 1

     วิชา ฟสิกส 2 (ว30202) หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4

      เลขที่                  ชื่อ-นามสกุล                   ขอที่ 1 ขอที่ 2 หมายเหตุ




หมายเหตุ ใหบันทึกโดยใชเครื่องหมาย
        =             ทําแบบฝกหัดในใบงานไดถูกตอง
              =       ทําแบบฝกหัดในใบงานไมถูกตอง
เกณฑการประเมิน
       นักเรียนทําแบบฝกหัดในใบงานที่ 1 ถูกตอง 1 ใน 2 ขอ จึงจะผานเกณฑการประเมิน
19

                                              แบบประเมินการมีคุณธรรมและจริยธรรม

วิชา ฟสิกส 2 (ว30202) หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4

ชื่อ-สกุล...............................................................................ชัน .................เลขที่ .............................
                                                                                          ้
คําชี้แจง
ทําเครื่องหมาย  ลงในชองตรงกับคุณลักษณะที่นักเรียนแสดงออก โดยจําแนกระดับ
พฤติกรรมการแสดงออกเปน 5 ระดับ ดังนี้
ระดับพฤติกรรมการแสดงออก
                        5 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกอยางสม่ําเสมอตลอดเวลามากที่สุด
                        4 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงอยางมาก
                        3 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกเปนครั้งคราว
                        2 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกนอยครั้ง
                        1 หมายถึง ผูเรียนไมมีพฤติกรรมการแสดงออกเลย
สถานะของผูประเมิน                                             ครูผูสอน                                       นักเรียน

                                                                                                            พฤติกรรมการแสดงออก
                                              รายการ
                                                                                                           5 4 3 2 1
1. ความสนใจใฝรู
   1.1 มีความใฝใจและพอใจในการสืบเสาะแสวงหาความรู
   1.2 มีความกระตือรือรนตอกิจกรรมและเรื่องอื่นๆ
   1.3 ชอบทดลอง คนควา
   1.4 ชอบสนทนาซักถาม ฟง อาน เพื่อใหไดความรูเพิ่มขึ้น
สรุป ( x )
2. ความมุงมั่น อดทน รอบคอบ
   2.1 ยอมรับผลการกระทําของตนเองทั้งที่เปนผลดีและผลเสีย
   2.2 ทํางานที่ไดรับมอบหมายใหสมบูรณตามกําหนดและตรงเวลา
   2.3 ทํางานเต็มความสามารถ
   2.4 ไมทอถอยในการทํางานเมื่อมีอุปสรรคหรือลมเหลว
   2.5 มีความอดทนแมการดําเนินการแกปญหาจะยุงยากและใชเวลา
สรุป ( x )
20

                                                                                                                    พฤติกรรมการแสดงออก
                                                 รายการ
                                                                                                                   5 4 3 2 1
3. อยูอยางพอเพียง
    3.1 ใชเวลาในการปฏิบัติงานเปนไปตามที่กําหนด (พอประมาณ)
    3.2 ใชวสดุอุปกรณไดอยางเหมาะสม ประหยัด และคุมคา
             ั
(พอประมาณ)
    3.3 อธิบายหรือแสดงความคิดเห็นอยางมีเหตุผล (มีเหตุผล)
    3.4 ยอมรับฟงคําวิพากษวิจารณ ขอโตแยงหรือขอคิดเห็นของผูอื่น
(มีเหตุผล)
     3.5 มีการวงแผนการทํางานอยางรอบคอบ (ภูมิคุมกัน)
     3.6 จัดเตรียมใหพรอมและดําเนินการทดลองดวยความ
ระมัดระวัง (ภูมิคุมกัน)
สรุป ( x )



ความคิดเห็นเพิ่มเติม ...............................................................................................................................
.................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................
                                                                                   (ลงชื่อ)                                                ผูประเมิน
                                                                                            (                                              )
                                                                                              ............./.............../.............
21

                               แผนการจัดการเรียนรูที่ 2
รายวิชาฟสิกส 2            รหัสวิชา ว30202        กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร
โรงเรียนกระแชงวิทยา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4     ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2555
สาระที่ 5 : พลังงาน       หนวยการเรียนรูที่ 1         ชื่อหนวยยอย พลังงานจลน
เวลา 2.00 ชั่วโมง                               ผูสอน ครูยุพวรรณ ตรีรัตนวิชชา
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

มาตรฐาน ว 5.1 เขาใจความสัมพันธระหวางพลังงานกับการดํารงชีวิต การเปลี่ยนแปลงพลังงาน
ปฏิสัมพันธระหวางสารและพลังงาน ผลของการใชพลังงานตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม มีกระบวนการ
สืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน

มาตรฐานการเรียนรูชวงชั้น ม.4-6 สํารวจตรวจสอบและอธิบายความหมายของงาน พลังงานศักย
โนมถวง พลังงานจลน กฎการอนุรักษพลังงานและการนําไปใชประโยชน

สาระการเรียนรู
      พลังงานเปนความสามารถในการทํางาน พลังงานจลนเปนพลังงานของวัตถุที่กําลังเคลื่อนที่
งานและพลังงานมีความสัมพันธกัน โดยงานของแรงลัพธเทากับพลังงานจลนของวัตถุที่เปลี่ยนไป

จุดประสงคการเรียนรู
       1. อธิบายความหมายของพลังงานจลนได
       2. บอกความสัมพันธของงานกับพลังงานจลนและคํานวณหาปริมาณที่เกี่ยวของได
       3. คํานวณหาพลังงานจลนของวัตถุเมื่อทราบมวลและอัตราเร็วของวัตถุ
       ดานความรู (K)
               - อธิบายเกี่ยวกับพลังงานจลนได
               - ถายทอดความรูใหแกเพื่อนในชั้นเรียนได
               - ประยุกตใชความรูเกี่ยวกับพลังงานจลนในชีวิตประจําวันได
       ดานทักษะกระบวนการ (P)
               - หาความสัมพันธของงานกับพลังงานจลนได
               - คํานวณหาปริมาณที่เกี่ยวของกับงานและพลังงานจลนได
               - สื่อสารและสื่อความหมายได
               - นําเสนอขอมูลได
22


        ดานจิตวิทยาศาสตร (A)
                - มีความอยากรูอยากเห็น สนใจใฝรูในสถานการณหรือเหตุการณที่กําหนด
                - มีความมุงมั่น อดทนในการแกปญหาทางวิทยาศาสตร
                - ใจกวาง ยอมรับความคิดเห็นของผูอื่น
                - มีความละเอียดรอบคอบในการทําการทดลองทางวิทยาศาสตร
                - มีความซื่อสัตยตอผลการทดลอง
                - มีความสงสัยและกระตือรือรนที่จะหาคําตอบ
                - ยอมรับเมื่อมีประจักษพยานหรือเหตุผลที่เพียงพอ

สมรรถนะที่สําคัญ
      1. มีทักษะในการสื่อสาร
      2. มีทักษะในการคิดวิเคราะหอยางมีวิจารณญาณ
      3. มีทักษะในการแกปญหา
      4. มีทักษะกระบวนการ
      5. มีทักษะในการใชเทคโนโลยีเนื้อหา

กระบวนการจัดการเรียนรู / กิจกรรม 5 Es
1. ขั้นสรางความสนใจ (Engage)
          1. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายถึงความหมายของพลังงานจลน โดยใชสถานการณการเตะ
ลูกบอลใหเคลื่อนที่ เมื่อลูกบอลไปชนกับถังที่ตั้งไวอยูนิ่ง ถาลูกบอลมีพลังงานมากพอ จะทําใหถัง
กระเด็นหรือลมได และเรียกพลังงานของวัตถุที่กําลังเคลื่อนที่นี้วา พลังงานจลน
          2. ครูตั้งคําถามนักเรียน ถาลูกบอลอยูนิ่งๆ นักเรียนคิดวาลูกบอลมีพลังงานหรือไม (ไมมี)
          3. ครูอภิปรายรวมกับนักเรียน จะทราบไดอยางไรวาวัตถุที่กําลังเคลื่อนที่อยูมีพลังงานจลน
มากหรือนอยเพียงใด
          4. ครูอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอยางการเตะลูกบอลใหเคลื่อนที่นั้น จะทําใหลูกบอลหยุดการ
เคลื่อนที่ ปริมาณงานที่ทําตอลูกบอลจะมากหรือนอยขึ้นกับพลังงานจลนของวัตถุนั้น
          5. ครูแจงจุดประสงคการเรียนรู เกี่ยวกับงาน พลังงานจลนมีความสัมพันธกันอยางไร

2. ขั้นสํารวจและคนหา (Explore)
          6. ครูอธิบายเรื่องงานกับการเปลี่ยนพลังงานจลนของวัตถุ เมื่อวัตถุเคลื่อนที่ดวยอัตราเร็ว
23

เริ่มตนไมเทากับศูนย จนไดขอสรุปวา งานของแรงลัพธจะเทากับพลังงานจลนของวัตถุที่เปลี่ยนไป
          7. ครูใหนักเรียนอภิปรายวา ถาแรงที่มากระทํามีทิศเดียวกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ ความเร็ว
ปลายกับความเร็วตน คาไหนมากกวากัน และพลังงานจลนของวัตถุเปลี่ยนแปลงหรือไม อยางไร และ
ถาแรงที่มากระทํามีทิศตรงขามกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ พลังงานจลนของวัตถุจะเปลี่ยนแปลงหรือไม
อยางไร จนไดขอสรุปวา พลังงานจลนของวัตถุจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงนั้นขึ้นอยูกับทิศของแรงที่มากระทํา
กลาวคือ ถาแรงที่มากระทํามีทิศเดียวกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ จะทําใหพลังงานจลนของวัตถุเพิ่มขึ้น
แตถาแรงที่มากระทํามีทิศตรงขามกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ จะทําใหพลังงานจลนของวัตถุลดลง

3. ขั้นอธิบาย (Explain)
         8. ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานที่เปนบวกและเปนลบ เมื่อใหงานที่เปนบวกแกวัตถุจะทําให
พลังงานจลนของวัตถุเพิ่มขึ้น นั่นคือ เปนบวก และเมื่อใหงานที่เปนลบแกวัตถุ จะทําใหพลังงานจลน
ของวัตถุลดลง นั่นคือ ของวัตถุเปนลบ
         9. ครูชี้ใหนักเรียนเห็นวา งานของแรงตานการเคลื่อนที่อาจอยูในรูปพลังงานอื่นๆก็ได เชน
พลังงานความรอน

4. ขั้นขยายความรู (Elaborate)
         10. ครูแบงกลุมนักเรียนออกเปน 3 กลุม แลวใหจับฉลากแบบฝกหัดกลุมละ 1 ขอ (ปญหา
ขอ 11 – 13) คําถามทายบทในหนังสือเรียนฟสิกส เลม 2 แตละกลุมชวยกันทํา แลวสงตัวแทนออกมา
แสดงวิธีทําบนกระดานและอธิบายใหเพื่อนๆฟง
         11. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนสอบถามเนื้อหาเรื่อง พลังงานจลน วามีสวนไหนที่ยังไมเขาใจ
และใหความรูเพิ่มเติมในสวนนั้น

5. ขั้นประเมินผล (Evaluate)
   ครูนําอภิปราย สรุปเนื้อหา ดวยคําถามตอไปนี้
         12. พลังงานจลนของวัตถุ คืออะไร หาไดอยางไร (พลังงานจลน (Kinetic Energy) คือ
                                                                                  1 2
พลังงานที่สะสมในวัตถุที่มีความเร็ว เขียนแทนดวยสัญลักษณ “Ek” ซึ่งมีคาเทากับ      mv )
                                                                                  2
        13. งานสัมพันธกับพลังงานจลนอยางไร
(พลังงานจลนที่เปลี่ยนแปลง = งานของแรงลัพธ W =Ek =kv − Eku )
                                                     ∆    E
        14. เราจะหางานของแรงหลายแรงที่กระทําตอวัตถุไดอยางไร (งานเนื่องจากแรงภายนอกที่
กระทําตอวัตถุใหเคลื่อนที่ในแนวระดับ มีคาเทากับผลบวกของพลังงานจลนที่เปลี่ยนไปของวัตถุกับแรง
ของงานที่ตานการเคลื่อนที่ Fs Ek + fs )
                             =
24

           ครูมอบหมายใหนักเรียนไปศึกษาเนื้อหา เรื่อง พลังงานศักย ซึ่งจะเรียนในชั่วโมงตอไปมา
ลวงหนา


สื่อและแหลงการเรียนรู
        1. หนังสือเรียนวิชาฟสิกสเพิ่มเติม เลม 2
        2. ใบความรูที่ 2 เรื่อง พลังงานจลน

การวัดและประเมินผล

   วิธการวัดและประเมินผล
       ี                                เครื่องมือ                       เกณฑการวัดและประเมินผล
1. สังเกต ความสนใจ ความ      1. แบบบันทึกการสังเกต                    1. นักเรียนมีพฤติกรรมที่พึง
    ตั้งใจเรียน การแสดงความ     พฤติกรรมการเรียนรูของ                    ประสงคตามคาดหวังตั้งแต 3
    คิดเห็น การตอบคําถาม การ    นักเรียน                                  รายการขึ้นไป ผานเกณฑการ
    มีสวนรวมและพฤติกรรม                                                 ประเมิน
    การทํางาน
2. ประเมินการมีคุณธรรมและ 2. แบบประเมินการมีคุณธรรม                   2. แสดงพฤติกรรมที่บงบอกถึงการ
    จริยธรรมที่นักเรียน         และจริยธรรม                              มีคุณธรรมและจริยธรรมอยูใน
    แสดงออกในขณะที่มีการ                                                 ระดับมาก
    เรียนรู
25

                                        ใบความรูที่ 2
                                    เรื่อง พลังงานจลน
                      ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 วิชาฟสิกส 2 (ว30202)

        พลังงาน คือ สิ่งที่ไมมีตัวตน แตมีความสามารถทํางานได
        พลังงานจลน (kinetic energy; Ek) คือพลังงานที่สะสมอยูในวัตถุอันเนื่องจากอัตราเร็ว
ของวัตถุ มีขนาดเทากับงานตานการเคลื่อนที่ของวัตถุจนหยุดนิ่ง
        กําหนดใหวัตถุมวล m เคลื่อนที่ดวยอัตราเร็ว v ดังรูป ตองการหาขนาดของพลังงานจลน
(Ek)
        หาความเรงจาก               v2 = u2 + 2as
        แทนคา                      0 = v2 + 2as
                                          v2
                              a =     −
                                          2s
       เปนลบ แสดงวาความเรงมีทิศตรงขามกับ u
       หาขนาดของแรงตาน ∑ F = ma
                                                            2             mv 2
       แทนคา                  f          = ma      = mv           =
                                                           2s              2s
                                                            2
       หางานจากแรงตาน          Wf        = -fs     = - mv s       = - 1 mv 2
                                                           2s             2
                                                                          1
       ดังนั้นขนาดของพลังงานจลนเทากับ        E    = | Wf |       =        mv 2
                                                                          2
                                                        1
       นั่นคือ                                 Ek   =     mv 2            ……..(1)
                                                        2
26

                                แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู

       วิชา ฟสิกส 2 (ว30202) หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4
                                                                                        มุงมั่น
                                                     มีจิต     ใฝเรียน
                                       มีวินัย                                        ทํางานได
                                                สาธารณะ ใฝรู
                                   ตั้งใจเรียน                           ซื่อสัตย      สําเร็จ
เลขที่          ชื่อ-นามสกุล                       รวมกัน รวมทํา                               หมายเหตุ
                                    และทํา                                สุจริต      เรียบรอย
                                                  อภิปราย กิจกรรม
                                    กิจกรม                                           ถูกตองและ
                                                   ซักถาม       กลุม
                                                                                      ครบถวน




หมายเหตุ ใหบันทึกโดยใชเครื่องหมาย
        =             แสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวัง
              =       ไมแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวัง
เกณฑการประเมิน
       นักเรียนมีพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวังตั้งแต 3 รายการขึ้นไป ผานเกณฑการประเมิน
27

                                              แบบประเมินการมีคุณธรรมและจริยธรรม

วิชา ฟสิกส 2 (ว30202) หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4

ชื่อ-สกุล...............................................................................ชัน .................เลขที่ .............................
                                                                                          ้
คําชี้แจง
ทําเครื่องหมาย  ลงในชองตรงกับคุณลักษณะที่นักเรียนแสดงออก โดยจําแนกระดับ
พฤติกรรมการแสดงออกเปน 5 ระดับ ดังนี้
ระดับพฤติกรรมการแสดงออก
                        5 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกอยางสม่ําเสมอตลอดเวลามากที่สุด
                        4 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงอยางมาก
                        3 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกเปนครั้งคราว
                        2 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกนอยครั้ง
                        1 หมายถึง ผูเรียนไมมีพฤติกรรมการแสดงออกเลย
สถานะของผูประเมิน                                             ครูผูสอน                                       นักเรียน

                                                                                                            พฤติกรรมการแสดงออก
                                              รายการ
                                                                                                           5 4 3 2 1
1. ความสนใจใฝรู
   1.1 มีความใฝใจและพอใจในการสืบเสาะแสวงหาความรู
   1.2 มีความกระตือรือรนตอกิจกรรมและเรื่องอื่นๆ
   1.3 ชอบทดลอง คนควา
   1.4 ชอบสนทนาซักถาม ฟง อาน เพื่อใหไดความรูเพิ่มขึ้น
สรุป ( x )
2. ความมุงมั่น อดทน รอบคอบ
   2.1 ยอมรับผลการกระทําของตนเองทั้งที่เปนผลดีและผลเสีย
   2.2 ทํางานที่ไดรับมอบหมายใหสมบูรณตามกําหนดและตรงเวลา
   2.3 ทํางานเต็มความสามารถ
   2.4 ไมทอถอยในการทํางานเมื่อมีอุปสรรคหรือลมเหลว
   2.5 มีความอดทนแมการดําเนินการแกปญหาจะยุงยากและใชเวลา
สรุป ( x )
28

                                                                                                                    พฤติกรรมการแสดงออก
                                                 รายการ
                                                                                                                   5 4 3 2 1
3. อยูอยางพอเพียง
    3.1 ใชเวลาในการปฏิบัติงานเปนไปตามที่กําหนด (พอประมาณ)
    3.2 ใชวสดุอุปกรณไดอยางเหมาะสม ประหยัด และคุมคา
             ั
(พอประมาณ)
    3.3 อธิบายหรือแสดงความคิดเห็นอยางมีเหตุผล (มีเหตุผล)
    3.4 ยอมรับฟงคําวิพากษวิจารณ ขอโตแยงหรือขอคิดเห็นของผูอื่น
(มีเหตุผล)
     3.5 มีการวงแผนการทํางานอยางรอบคอบ (ภูมิคุมกัน)
     3.6 จัดเตรียมใหพรอมและดําเนินการทดลองดวยความ
ระมัดระวัง (ภูมิคุมกัน)
สรุป ( x )



ความคิดเห็นเพิ่มเติม ...............................................................................................................................
.................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................
                                                                                   (ลงชื่อ)                                                ผูประเมิน
                                                                                            (                                              )
                                                                                              ............./.............../.............
29

                                   แผนการจัดการเรียนรูที่ 3
รายวิชาฟสิกส 2                    รหัสวิชา ว30202                 กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร
โรงเรียนกระแชงวิทยา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4                      ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2555
สาระที่ 5 : พลังงาน                             หนวยการเรียนรู ที่ 1 ชื่อหนวยยอย พลังงานศักย
เวลา 2.00 ชั่วโมง                                                ผูสอน ครูยุพวรรณ ตรีรัตนวิชชา
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
มาตรฐาน ว 5.1 เขาใจความสัมพันธระหวางพลังงานกับการดํารงชีวิต การเปลี่ยนแปลงพลังงาน
ปฏิสัมพันธระหวางสารและพลังงาน ผลของการใชพลังงานตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม มีกระบวนการ
สืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน

มาตรฐานการเรียนรูชวงชั้น ม.4-6 สํารวจตรวจสอบและอธิบายความหมายของงาน พลังงานศักย
โนมถวง พลังงานจลน กฎการอนุรักษพลังงานและการนําไปใชประโยชน

สาระการเรียนรู
         พลังงานเปนความสามารถในการทํางาน พลังงานศักยเปนพลังงานของวัตถุที่เกี่ยวของกับ
ตําแหนงหรือรูปรางอันเปนผลมาจากแรงที่กระทําตอวัตถุนั้น เชน พลังงานศักยโนมถวง พลังงานศักย
ยืดหยุน

จุดประสงคการเรียนรู
       1. อธิบายความหมายของพลังงานศักย พลังงานศักยโนมถวง พลังงานศักยยืดหยุนได
       2. ทดลองหาความสัมพันธของงานกับพลังงานศักยโนมถวงของวัตถุ
       3. อธิบายความสัมพันธของงานกับพลังงานศักยโนมถวงของวัตถุ
       4. ทดลองหาความสัมพันธระหวางขนาดของแรงที่ใชดึงสปริงกับระยะทางที่สปริงยืดออก
       5. อธิบายความสัมพันธระหวางขนาดของแรงที่ใชดึงสปริงกับระยะทางที่สปริงยืดออก
       6. หาพลังงานศักยโนมถวงของวัตถุและพลังงานศักยยืดหยุนในสปริง
       ดานความรู (K)
               - อธิบายเกี่ยวกับพลังงานศักยได
               - ถายทอดความรูใหแกสมาชิกในกลุมได
               - ประยุกตใชความรูเกี่ยวกับพลังงานศักยในชีวิตประจําวันได
       ดานทักษะกระบวนการ (P)
               - หาความสัมพันธของงานกับพลังงานศักยได
30

                - คํานวณหาปริมาณที่เกี่ยวของกับงานและพลังงานศักยได
                - ออกแบบและทดลองตามที่กําหนดใหได
                - สรุปผลและอธิบายผลการทดลองได
                - สื่อสารและสื่อความหมายได
                - นําเสนอขอมูลได
        ดานจิตวิทยาศาสตร (A)
                - มีความอยากรูอยากเห็น สนใจใฝรูในสถานการณหรือเหตุการณที่กําหนด
                - มีความมุงมั่น อดทนในการแกปญหาทางวิทยาศาสตร
                - ใจกวาง ยอมรับความคิดเห็นของผูอื่น
                - มีความละเอียดรอบคอบในการทําการทดลองทางวิทยาศาสตร
                - มีความซื่อสัตยตอผลการทดลอง
                - มีความสงสัยและกระตือรือรนที่จะหาคําตอบ
                - ยอมรับเมื่อมีประจักษพยานหรือเหตุผลที่เพียงพอ

สมรรถนะที่สําคัญ
      1. มีทักษะในการสื่อสาร
      2. มีทักษะในการคิดวิเคราะหอยางมีวิจารณญาณ
      3. มีทักษะในการแกปญหา
      4. มีทักษะกระบวนการ
      5. มีทักษะในการใชเทคโนโลยีเนื้อหา

กระบวนการจัดการเรียนรู / กิจกรรม 5 Es
1. ขั้นสรางความสนใจ (Engage)
         1. ครูนําเขาสูเรื่องพลังงานศักยโดยอภิปรายรวมกับนักเรียนเกี่ยวกับกิจกรรมประจําวันที่มี
การทํางาน เชน การตอกเสาเข็ม การดึงหรือการอัดสปริง
         2. ครูชี้ใหนักเรียนเห็นวา ถาเรากดสปริงใหหดสั้นหรือดึงสปริงใหยืดออก เมื่อปลอยมือสปริง
จะเคลื่อนที่ วัตถุที่ติดกับสปริงก็จะเคลื่อนที่ไปดวย แสดงวามีพลังงานจากสปริงถายโอนเปนพลังงาน
จลนของวัตถุ
         3. ครูตั้งคําถามใหนักเรียนพิจารณาและหาคําตอบวา การยกหนังสือขึ้นตรงๆในแนวดิ่ง
                   - มีแรงกระทําตอหนังสือหรือไม
                   - เกิดงานหรือไม และงานนี้เปนงานเนื่องจากแรงใด
31

2. ขั้นสํารวจและคนหา (Explore)
          4. ครูใหความรูเกี่ยวกับความหมายของพลังงานศักย พลังงานศักยโนมถวง พลังงานศักย
ยืดหยุน
          5. ครูอธิบายเพิ่มเติมวา พลังงานศักยของวัตถุอาจอยูในรูปอื่นๆอีก เชน พลังงานศักยไฟฟา
พลังงานศักยของพันธะเคมี เปนตน แตบทนี้เราจะศึกษาเฉพาะพลังงานศักยโนมถวงและพลังงานศักย
ยืดหยุนเทานั้น
          6. ครูแบงกลุมนักเรียนออกเปน 6 กลุมๆละ 10 คน ใหนักเรียนศึกษาขอมูลในกิจกรรมที่ 1
          7. นักเรียนแตละกลุมออกแบบและทําการทดลองตามใบกิจกรรมที่ 1 เรื่อง ความสัมพันธ
ระหวางขนาดของแรงที่ใชดึงสปริงกับระยะทางที่สปริงยืดออก
          8. นักเรียนแตละกลุมสรุปผลการทดลอง เรื่อง ความสัมพันธระหวางขนาดของแรงที่ใชดึง
สปริงกับระยะทางที่สปริงยืดออก

3. ขั้นอธิบาย (Explain)
         9. นักเรียนแตละกลุมรวมกันสรางกราฟแสดงความสัมพันธระหวางแรงที่ใชดึงสปริงกับ
ระยะทางที่สปริงยืดออก จากตําแหนงสมดุลดวยโปรแกรม SCILAB โดยใชคอมพิวเตอรสืบคนใน
หองปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร จํานวน 3 กลุม และเครื่องคอมพิวเตอรชนิดพกพาของนักเรียนอยาง
นอยกลุมละ 1 เครื่อง
         10. จับสลากแสดงลําดับการนําเสนอการทดลอง
         11. ครูอธิบายเรื่องพลังงานศักยยืดหยุน โดยถามนักเรียนวาเวลาที่เราดึงสปริงใหออกจาก
ตําแหนงเริ่มตน รูสึกไหมวามีแรงจากสปริงดึงมือเรา หรือเวลาที่เราออกแรงอัดสปริง เราก็จะรูสึกวามี
แรงจากสปริงดันมือเรา แรงที่มือดึงสปริงกับแรงที่สปริงดึงมือนี้ เปนแรงคูกิริยา-ปฏิกิริยากัน แรงที่
สปริงดึงหรือดันมือทําใหสปริงกลับสูตําแหนงเริ่มตน เราเรียกตําแหนงเริ่มตนนี้วา ตําแหนงสมดุล
         12. ครูใหนักเรียนทบทวนความหมายของพลังงานศักยยืดหยุน แลวบอกวาพลังงานศักย
ยืดหยุนในสปริงหาไดจากแรงดึงหรือกดสปริง ครูตั้งปญหาใหนักเรียนคิดวา พลังงานศักยยืดหยุน
ขึ้นกับอะไรบาง แรงที่ใชดึงหรือกดสปริงมีความสัมพันธกับระยะทางที่สปริงยืดอยางไร
         13. ครูใหความรู เรื่องพลังงานศักยโนมถวง โดยครูทบทวนวิธีการหางานในการยกวัตถุขึ้น
ตรงๆ ในแนวดิ่ง และสรุปวา คา mgh ก็คือพลังงานศักยโนมถวงของวัตถุมวล m ซึงอยูสูง h นั่นเอง
         14. ครูและนักเรียนอภิปรายสถานการณการยกวัตถุที่เดิมอยูที่ระยะ h1 จากระดับพื้นดิน แลว
ยกขึ้นไปสูงเปนระยะ h2 ครูถามนักเรียนวาจะหาพลังงานศักยของวัตถุที่ความสูง h1 และ h2 และหา
งานของแรงที่ยกวัตถุนี้ไดอยางไร
          (พลังงานศักยของวัตถุที่ h1 E p1 = mgh1 (คิดเทียบกับพื้นดิน)
32

          พลังงานศักยของวัตถุที่ h2 E p2 = mgh 2 (คิดเทียบกับพื้นดิน)
          งานของแรงที่ยกวัตถุ mg(h 2 − h1 ) = mgh 2 − mgh1 ดังนั้น = mgh 2 − mgh1 )
                                                                       Fd

4. ขั้นขยายความรู (Elaborate)
         15. ครูยกตัวอยางการแกปญหาดังนี้
         ตัวอยาง วัตถุมวล m เคลื่อนที่ในแนวดิ่ง โดยมีแรงตานของอากาศกระทําตอวัตถุเทากับ f
วัตถุผานตําแหนง (1) มีความเร็ว v1 และผานตําแหนง (2) มีความเร็ว v2 โดยตําแหนง (1) และ
(2) หางกัน h
วิธีทํา จาก               W = E2 - E1 จะได Wf = E2 - E1
         จากรูป           Wf = -fh
                                         1
                         E1     =          mv1 + mgh
                                              2
                                         2
                                          1
                         E2     =           mv 2
                                               2
                                          2
                                            1         1
        แทนคา            -fh        =        mv 2 - ( mv1 + mgh)
                                                 2
                                                         2
                                            2         2
        หรือ             fh      =       ( mv1 + mgh) - 1 mv 2
                                           1    2
                                                              2
                                           2               2
ขอสังเกต ; งานจากแรง mg อยูในรูปพลังงานศักยจึงแทนในคาของ E1
         16. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนสอบถามเนื้อหาเรื่อง พลังงานศักย วามีสวนไหนที่ยังไมเขาใจ
และใหความรูเพิ่มเติมในสวนนั้น
         17. ครูอภิปรายรวมกับนักเรียนโดยใช Interactive Simulations: mass-spring-lab_en.jar
ตามคูมือโปรแกรมสื่อการเรียนการสอนวิชาฟสิกส 2 (ว30202) เรื่อง งานและพลังงาน

5. ขั้นประเมินผล (Evaluate)
          ครูนําอภิปราย สรุปเนื้อหา ดวยคําถามตอไปนี้
              18. พลังงานศักยของวัตถุ คืออะไร ที่เราศึกษามีอะไรบาง (พลังงานศักย คือ พลังงานที่
สะสมในวัตถุอันเนื่องมาจากตําแหนงของวัตถุ ที่ศึกษาแบงออกเปน 2 ประเภท คือ พลังงานศักยโนม
ถวง และ พลังงานศักยยืดหยุน)
              19. พลังงานศักยโนมถวงกับพลังงานศักยยืดหยุนมีความหมายวาอยางไร เหมือนหรือ
แตกตางกันอยางไร (พลังงานศักยโนมถวง (Gravitational Potential Energy) คือ พลังงานศักยของ
วัตถุซึ่งอยูในที่สูง เกิดเนื่องจากแรงโนมถวงของโลกที่กระทําตอวัตถุ ขึ้นอยูกับตําแหนงความสูงจาก
ระดับอางอิง / พลังงานศักยยืดหยุน (Elastic Potential Energy) คือ พลังงานศักยของสปริงขณะที่
ยืดออก หรือหดเขาจากตําแหนงสมดุล )
33

          20. เราจะหาคาของพลังงานศักยโนมถวงและพลังงานศักยยืดหยุนไดจาความสัมพันธใด
                                                           1 2
                ( E p = mgh ,          E p ( elastic ) =     kx   )
                                                           2
       ครูมอบหมายใหนักเรียนไปศึกษาเนื้อหา เรื่อง กฎการอนุรักษพลังงาน ซึ่งจะเรียนในชั่วโมง
ตอไปมาลวงหนา


สื่อและแหลงการเรียนรู
        1. หนังสือเรียนวิชาฟสิกสเพิ่มเติม เลม 2
        2. ใบความรูที่ 3 เรื่อง พลังงานศักย
        3. ใบกิจกรรมที่ 1 การทดลอง เรื่อง ความสัมพันธระหวางขนาดของแรงที่ใชดึงสปริงกับ
ระยะทางที่สปริงยืดออก
        4. วัสดุอุปกรณในการทดลอง ไดแก เครื่องชั่งสปริง 1 เครื่อง /สปริง 1 อัน/ไมบรรทัด 1 อัน
        5. โปรแกรม SCILAB
        6. คูมือโปรแกรมสื่อการเรียนการสอนวิชาฟสิกส 2 (ว30202) เรื่อง งานและพลังงาน
        7. สื่อการสอนอิเล็กทรอนิกส Interactive Simulations: mass-spring-lab_en.jar

การวัดและประเมินผล

   วิธการวัดและประเมินผล
       ี                                เครื่องมือ         เกณฑการวัดและประเมินผล
1. สังเกต ความสนใจ ความ      1. แบบบันทึกการสังเกต      1. นักเรียนมีพฤติกรรมที่
    ตั้งใจเรียน การแสดงความ     พฤติกรรมการเรียนรูของ      พึงประสงคตามคาดหวังตั้งแต 3
    คิดเห็น การตอบคําถาม การ    นักเรียน                    รายการขึ้นไป ผานเกณฑการ
    มีสวนรวมและพฤติกรรม                                   ประเมิน
    การทํางาน
2. การปฏิบัติการทดลอง ใบ     2. แบบประเมินการทํากิจกรรม 2. นักเรียนทําการทดลอง ผานการ
    กิจกรรมที่ 1                การทดลอง                    ประเมินไดไมนอยกวาระดับ 2
3. ประเมินการมีคุณธรรมและ 3. แบบประเมินการมีคุณธรรม 3. แสดงพฤติกรรมที่บงบอกถึงการ
    จริยธรรมที่นักเรียน         และจริยธรรม                 มีคุณธรรมและจริยธรรมอยูใน
    แสดงออกในขณะที่มีการ                                    ระดับมาก
    เรียนรู
34

                                          ใบความรูที่ 3
                                      เรื่อง พลังงานศักย
                       ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 วิชาฟสิกส 2 (ว30202)


พลังงาน คือ สิ่งที่ไมมีตัวตน แตมีความสามารถทํางานได
       พลังงานศักย (potential energy; Ep) คือ พลังงานที่สะสมอยูในวัตถุอันเนื่องจากระดับ
ความสูงที่วัตถุอยู มีคาเทากับงานเนื่องจากแรงดึงดูดของโลกในการดึงดูดใหวัตถุกลับลงสูพื้นดิน
       กําหนดใหมวล m อยูสูงจากพื้นเทากับ h ดังรูป ตองการหาพลังงานศักย = ?
       จากรูปงานจาก A ไป B เนื่องจากแรง mg มีขนาดดังนี้
                             WA->B = mgh
       ดังนั้นพลังงานศักย Ep = mgh

Ep    =     mgh




        กราฟแสดงความสัมพันธพลังงานศักยกับความสูง

       พลังงานศักยยืดหยุน คือ พลังงานศักยของสปริงขณะที่ยืดออก หรือหดเขาจากตําแหนงสมดุล
        1. แรงในสปริง (F) เมื่อสปริงเกิดการยืดหรือหดตัว จากสภาพปกติจะทําใหเกิดแรงในตัว
สปริง โดยขนาดของแรงจะแปรผันตามระยะยืดหรือหดของสปริง
        กําหนดใหสปริงมีความยาวปกติ l0 เมื่อถูกดึงหรืออัดดวยแรง P จะทําใหสปริงยืดออกหรือ
หดตัวเปนระยะเทากับ x ดังรูป
35


ในขณะที่สปริงยืดหรือหดตัวจากสภาพปกติ จะเกิดแรงในสปริง ใหมีขนาดเทากับ F
      จากนิยาม จะได F α x หรือ F = kx
      โดย F = แรงในสปริง, x = ระยะยืดหรือหดของสปริงจากสภาพปกติ
                k = คานิจของสปริง หรือ คือแรงที่ทําใหสปริงยืดหรือหดหนึ่งหนวย

         2. พลังงานศักยในสปริง คือพลังงานที่สะสมอยูในสปริง อันเนื่องจากระยะยืดหรือหดของ
สปริง มีคาเทากับงานเนื่องจากแรงในสปริงที่จะทําใหวัตถุกลับคืนสูแนวปกติ
         กําหนดใหวัตถุมวล m ยึดติดกับสปริงและสปริงมีความยาวปกติดังรูปบน เมื่อสปริงยืดตัว
ออก x ปรากฏดังรูปลาง แรงที่เกิดในสปริงมีความสัมพันธกับระยะยืดดังกราฟรูปขวามือ




         จากนิยาม พลังงานศักยสปริงที่ B = งานเนื่องจากแรง F ในการดึงวัตถุจาก B ไป A
เนื่องจากแรงในสปริงไมคงที่ ดังนั้นงานจากแรงในสปริงจึงมีคาเทากับพื้นที่ใตกราฟ F กับ x
         แทนคา         Eps = พ.ท. ใตกราฟ F กับ x
                                                   1 2
        จะได           Eps    = 1/2kx . x =         kx
                                                   2
                                   1 2
       นั่นคือ         Eps    =      kx
                                   2
36

                                    ใบกิจกรรมที่ 1


การทดลองที่ 1 ความสัมพันธระหวางขนาดของแรงที่ใชดึงสปริงกับระยะทางที่สปริงยืดออก

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
คําชี้แจง ใหนักเรียนออกแบบกิจกรรมการทดลอง โดยใชหลักการของพลังงานศักยยืดหยุน
อุปกรณ
         1. เครื่องชั่งสปริง   1 เครื่อง
         2. สปริง              1 อัน
         3. ไมบรรทัด          1 อัน

จุดประสงคของการทดลอง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
สมมติฐาน
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
วิธีการทดลอง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ผลการทดลอง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
สรุปผลการทดลอง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
37

                                       เฉลย ใบกิจกรรมที่ 1


การทดลองที่ 1 ความสัมพันธระหวางขนาดของแรงที่ใชดึงสปริงกับระยะทางที่สปริงยืดออก

จุดประสงคของการทดลอง
            1) เขียนกราฟแสดงความสัมพันธระหวางแรงที่ใชดึงสปริงกับระยะทางที่สปริงยืดออก
จากตําแหนงสมดุล
           2) สรุปวา แรงที่ใชดึงสปริงจะแปรผันตรงกับระยะที่สปริงยืดออกจากตําแหนงสมดุล
           3) หาคาคงตัวสปริงจากกราฟระหวางแรงที่ใชดึง กับระยะที่สปริงยืดออกได
                                                                       1
            4) สรุปเปนสมการของพลังงานศักยยืดหยุนไดวา         E p = ks 2
                                                                       2
สมมติฐาน
         ความสัมพันธระหวางขนาดของแรงดึงกับระยะทางที่สปริงยืดออกจะแปรผันตรงกัน ดังนั้น
เมื่อออกแรงดึงมากแลวระยะทางที่สปริงยืดออกจะมากขึ้นดวย

วิธีการทดลอง
              1) ใหยึดปลายขางหนึ่งของสปริงไวแลวใชเครื่องชั่งสปริงเกี่ยวปลายอีกขางหนึ่ง วาง
สปริงและเครื่องชั่งสปริงในแนวขนานกับไมบรรทัด ดังรูป โดยใหปลายสุดของสปริงดานที่เกี่ยวกับ
เครื่องชั่งสปริงอยูตรงขีดศูนยของไมบรรทัด
                2) ออกแรงดึงเครื่องชั่งสปริงใหยืดออกครั้งละ 1 เซนติเมตร บันทึกขนาดของแรงดึง
กับระยะทางที่สปริงยืดออกจากตําแหนงสมดุล
                3) เขียนกราฟระหวางขนาดของแรงดึงอยูในแกน Y และระยะทางที่สปริงยืดออกอยู
ในแกน X

ผลการทดลอง

 ระยะที่สปริงยืดจากตําแหนงสมดุล(cm) 0.00 1.0            2.0    3.0    4.0     5.0    6.0    7.0
 ขนาดของแรงที่ใชดึง(N)                   0      1.00 1.85 2.80 3.85 4.80 5.70 6.60
38

กราฟระหวางขนาดของแรงดึง (แกน X) กับระยะทางที่สปริงยืดออก (แกน Y) ดวยโปรแกรม
SCILAB




สรุปผลการทดลอง
             1) เมื่อเราดึงใหระยะสปริงยืดจาดตําแหนงสมดุลมากขึ้น ขนาดของแรงที่ใชดึงจะมาก
ขึ้นดวย)
             2) กราฟมีลักษณะเปนเสนตรง
             3) ความสัมพันธระหวางขนาดของแรงดึงกับระยะทางที่สปริงยืดออกจะแปรผันตรงกัน
คือ Fαs หรือ F = ks
              4) จากกราฟผลการทดลอง จะหางานจากแรงดึงสปริงได คือ งาน เทากับ พื้นที่ใต
                                      1
กราฟแรงและระยะทาง ซึ่งเทากับ w = Fs )
                                      2
             5) งานที่ใชในการดึงสปริงใหยืดออกจากตําแหนงสมดุล จะเทากับคาพลังงานศักย
                              1
ยืดหยุนของสปริง นั่นคือ E p = ks 2
                              2
39

                                แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู

       วิชา ฟสิกส 2 (ว30202) หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4
                                                                                        มุงมั่น
                                                     มีจิต     ใฝเรียน
                                       มีวินัย                                        ทํางานได
                                                สาธารณะ ใฝรู
                                   ตั้งใจเรียน                           ซื่อสัตย      สําเร็จ
เลขที่          ชื่อ-นามสกุล                       รวมกัน รวมทํา                               หมายเหตุ
                                    และทํา                                สุจริต      เรียบรอย
                                                  อภิปราย กิจกรรม
                                    กิจกรม                                           ถูกตองและ
                                                   ซักถาม       กลุม
                                                                                      ครบถวน




หมายเหตุ ใหบันทึกโดยใชเครื่องหมาย
        =             แสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวัง
              =       ไมแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวัง
เกณฑการประเมิน
       นักเรียนมีพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวังตั้งแต 3 รายการขึ้นไป ผานเกณฑการประเมิน
40

                                                    แบบประเมินการปฏิบัติการทดลอง
              เรื่อง ความสัมพันธระหวางขนาดของแรงที่ใชดึงสปริงกับระยะทางที่สปริงยืดออก
                                   กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4
                                       ---------------------------------------------------------------
ชื่อกลุม...............................................................ชั้น ...................วันที่.........................................
คําชี้แจง ทําเครื่องหมาย  ลงในชองตรงกับระดับพฤติกรรมที่นักเรียนแสดงออก ตามเกณฑ
                การประเมินที่กําหนด
                                                                                                    คะแนนที่ได
                           รายการพฤติกรรม                                                                                               ขอเสนอแนะ
                                                                                           4 3 2 1
1. การวางแผนการทดลอง
 1.1 การกําหนดปญหา
 1.2 การตั้งสมมติฐาน
 1.2 การดําเนินการทดลอง
 1.3 การวางแผนกําหนดขั้นตอนการทํางาน
2. การปฏิบัติการทดลอง
 2.1 ใชวัสดุ อุปกรณ เครื่องมือในการทดลอง
 2.2 ทําการทดลองตามขั้นตอนที่กําหนด
 2.3 การบันทึกผลการทดลอง
 2.4 ทําความสะอาดและเก็บวัสดุ อุปกรณ
3. การนําเสนอ
 3.1 การแปลความหมายขอมูล
 3.2 การนําเสนอผลการทดลอง
 3.3 การสรุปผลการทดลอง
 3.4 การอภิปรายและขอเสนอแนะ
รวม
รอยละ
ความคิดเห็นเพิ่มเติม
......................................................................................................................... .......................................
..............................................................................................................................................................
                                                                                   (ลงชื่อ)                                                ผูประเมิน
                                                                                         (..................................................)
41

                       เกณฑการใหคะแนนการประเมินการปฏิบัติการทดลอง
          เรื่อง ความสัมพันธระหวางขนาดของแรงที่ใชดึงสปริงกับระยะทางที่สปริงยืดออก

                                                                                        ระดับ
                                  รายการประเมิน
                                                                                       คะแนน
1. การวางแผนการทดลอง
    1.1 การกําหนดปญหา
    - กําหนดปญหาไดชัดเจน สอดคลองครอบคลุมกับเรื่องที่ศึกษาดีมาก                        4
    - กําหนดปญหาไดไมชัดเจน สอดคลองครอบคลุมกับเรื่องที่ศึกษาเพียงบางสวน              3
    - กําหนดปญหาไดบาง แตไมสอดคลองครอบคลุมกับเรื่องที่ศึกษา                         2
    - กําหนดปญหาไมได                                                                  1
    1.2 กําหนดปญหาและตั้งสมมติฐาน
    - สมมติฐานสอดคลองกับปญหาและแสดงความสัมพันธระหวางเหตุและผล อยางชัดเจน            4
    - สมมติฐานสอดคลองกับปญหาและแสดงความสัมพันธระหวางเหตุและผลแตยังไมชัดเจน         3
    - ตั้งสมมติฐานสอดคลองกับปญหา แตไมแสดงความสัมพันธระหวางเหตุและผล                2
    - สมมติฐานไมสอดคลองกับปญหา                                                        1
    1.3 การดําเนินการทดลอง
    - ดําเนินการทดลองไดถูกตองครบสมบูรณ                                                4
    - ดําเนินการทดลองไดถูกตองเปนสวนใหญ                                              3
    - ดําเนินการทดลองไดถูกตองเปนบางสวน                                               2
    - ดําเนินการทดลองไมเหมาะสม                                                          1
   1.4 การวางแผนกําหนดขั้นตอนการทํางาน
    - ระบุภาระงานและขั้นตอนการทํางานไดชัดเจน การทํางานทั้งหมดสอดคลองกับ                4
จุดประสงค
    - ระบุภาระงานไดบาง แตไมครบทุกขั้นตอน การทํางานที่กําหนดสวนใหญเหมาะสมดี         3
แผนการทํางานโดยรวมสอดคลองกับจุดประสงคดี
    - ระบุภาระงานและขั้นตอนการทํางานไดพอสมควร ขั้นตอนการทํางานบางสวนไมเหมาะ           2
สมกับจุดประสงค
    - ไมสามารถระบุภาระงาน ไมครบทุกขั้นตอน แผนการทํางานไมสอดคลองกับจุดประสงค         1
42

                       เกณฑการใหคะแนนการประเมินการปฏิบัติการทดลอง
       เรื่อง ความสัมพันธระหวางขนาดของแรงที่ใชดึงสปริงกับระยะทางที่สปริงยืดออก (ตอ)

                                                                                       ระดับ
                                  รายการประเมิน
                                                                                      คะแนน
2. การปฏิบัติการทดลอง
  2.1 การใชวัสดุ อุปกรณ เครื่องมือ ในการทดลอง
   - ใชอุปกรณ อุปกรณ เครื่องมือไดถูกตองตามหลักการปฏิบัติ อยางคลองแคลว             4
   - ใชอุปกรณ อุปกรณ เครื่องมือไดถูกตองตามหลักการปฏิบัติ แตไมคลองแคลว            3
   - ใชอุปกรณ อุปกรณ เครื่องมือไดบางสวนแตไมคลองแคลว                              2
   - ใชอุปกรณ อุปกรณ เครื่องมือไดไมถูกตอง                                           1
   2.2 ทําการทดลองตามขั้นตอนที่กําหนด
   - ทดลองตามวิธีการและขั้นตอนที่กําหนดไวอยางถูกตอง                                    4
   - ทดลองตามวิธีการและขั้นตอนที่กําหนดไวโดยครูเปนผูแนะนําในบางสวน                    3
   - ทดลองตามวิธีการและขั้นตอนที่กําหนดไว หรือดําเนินการขามขั้นตอนที่กําหนด             2
   - ไมทดลองตามวิธีการและขั้นตอนที่กําหนดไว                                             1
  2.3 การบันทึกผลการทดลอง
   - บันทึกผล อยางถูกตองมีระเบียบ และเปนไปตามการทดลอง                                  4
   - บันทึกผล ไมระบุหนวย ไมเปนระเบียบ และเปนไปตามการทดลอง                            3
   - บันทึกผล ไมมีการระบุหนวย และไมเปนไปตามการทดลอง                                   2
   - ไมมีการบันทึกผล                                                                     1
  2.4 ทําความสะอาดและจัดเก็บอุปกรณ
   - ดูแลอุปกรณ/เครื่องมือทดลองอยางดี มีการทําความสะอาดและเก็บอยางถูกตองตาม           4
หลักการ
   - ดูแลอุปกรณ/เครื่องมือขณะทดลอง ทําความสะอาด แตเก็บไมถูกตอง                        3
   - ดูแลอุปกรณ/เครื่องมือบางสวน แตไมสนใจทําความสะอาดและเก็บใหเขาที่                2
   - ไมดูแลอุปกรณ/เครื่องมือและไมสนใจทําความสะอาด ไมเก็บเขาที่                       1
43

                       เกณฑการใหคะแนนการประเมินการปฏิบัติการทดลอง
       เรื่อง ความสัมพันธระหวางขนาดของแรงที่ใชดึงสปริงกับระยะทางที่สปริงยืดออก (ตอ)

                                                                                       ระดับ
                                  รายการประเมิน
                                                                                      คะแนน
3. การนําเสนอ
  3.1 การแปลความหมายขอมูล
   - บรรยายลักษณะขอมูลตามขอมูลที่มีอยางถูกตอง                                         4
   - บรรยายลักษณะขอมูลตามขอมูลที่มีถูกตองพอใช                                         3
   - บรรยายลักษณะขอมูลตามขอมูลที่มีถูกตองบางสวน                                       2
   - บรรยายลักษณะขอมูลนอกเหนือจากที่มี และไมถูกตอง                                     1
  3.2 การนําเสนอผลการทดลอง
   - จัดกระทําขอมูลเขาใจงาย นําเสนอผลการทดลองเปนลําดับขั้นตอนชัดเจนดีมาก              4
   - จัดกระทําขอมูลเขาใจงาย นําเสนอผลการทดลองเปนลําดับขั้นตอนชัดเจนพอใช              3
   - จัดกระทําขอมูลเขาใจพอควร และนําเสนอผลการทดลองไมเปนลําดับขั้นตอน                  2
   - จัดกระทําขอมูลไมเขาใจ และนําเสนอผลการทดลองไมเปนลําดับขั้นตอน                    1
  3.3 การสรุปผลการทดลอง
   - สรุปผลการทดลองดวยตนเองไดชัดเจนดีมาก ครบถวนตรงตามจุดประสงค                        4
   - สรุปผลการทดลองไดชัดเจนดี คอนขางจะครบถวนตรงตามจุดประสงค                          3
   - สรุปผลการทดลองดวยตนเองไมไดทั้งหมด ตองไดรับคําแนะนําเปนบางสวน                  2
   - สรุปผลการทดลองไมได                                                                 1
  3.4 การอภิปรายผลและขอแสนอแนะ
   - อภิปรายผลการทดลองถูกตองและสอดคลองกับจุดประสงคของการทดลอง                          4
   - อภิปรายผลการทดลองถูกตองและสอดคลองกับจุดประสงคการทดลองเปนสวนใหญ                 3
   - อภิปรายผลการทดลองถูกตอง แตสอดคลองกับจุดประสงคของการทดลองบางสวน                  2
   - อภิปรายผลการทดลองไมถูกตอง และไมสอดคลองกับจุดประสงค                              1
44

                                              แบบประเมินการมีคุณธรรมและจริยธรรม

วิชา ฟสิกส 2 (ว30202) หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4

ชื่อ-สกุล...............................................................................ชัน .................เลขที่ .............................
                                                                                          ้
คําชี้แจง
ทําเครื่องหมาย  ลงในชองตรงกับคุณลักษณะที่นักเรียนแสดงออก โดยจําแนกระดับ
พฤติกรรมการแสดงออกเปน 5 ระดับ ดังนี้
ระดับพฤติกรรมการแสดงออก
                        5 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกอยางสม่ําเสมอตลอดเวลามากที่สุด
                        4 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงอยางมาก
                        3 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกเปนครั้งคราว
                        2 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกนอยครั้ง
                        1 หมายถึง ผูเรียนไมมีพฤติกรรมการแสดงออกเลย
สถานะของผูประเมิน                                             ครูผูสอน                                       นักเรียน

                                                                                                            พฤติกรรมการแสดงออก
                                              รายการ
                                                                                                           5 4 3 2 1
1. ความสนใจใฝรู
   1.1 มีความใฝใจและพอใจในการสืบเสาะแสวงหาความรู
   1.2 มีความกระตือรือรนตอกิจกรรมและเรื่องอื่นๆ
   1.3 ชอบทดลอง คนควา
   1.4 ชอบสนทนาซักถาม ฟง อาน เพื่อใหไดความรูเพิ่มขึ้น
สรุป ( x )
2. ความมุงมั่น อดทน รอบคอบ
   2.1 ยอมรับผลการกระทําของตนเองทั้งที่เปนผลดีและผลเสีย
   2.2 ทํางานที่ไดรับมอบหมายใหสมบูรณตามกําหนดและตรงเวลา
   2.3 ทํางานเต็มความสามารถ
   2.4 ไมทอถอยในการทํางานเมื่อมีอุปสรรคหรือลมเหลว
   2.5 มีความอดทนแมการดําเนินการแกปญหาจะยุงยากและใชเวลา
สรุป ( x )
45

                                                                                                                    พฤติกรรมการแสดงออก
                                                 รายการ
                                                                                                                   5 4 3 2 1
3. อยูอยางพอเพียง
    3.1 ใชเวลาในการปฏิบัติงานเปนไปตามที่กําหนด (พอประมาณ)
    3.2 ใชวสดุอุปกรณไดอยางเหมาะสม ประหยัด และคุมคา
             ั
(พอประมาณ)
    3.3 อธิบายหรือแสดงความคิดเห็นอยางมีเหตุผล (มีเหตุผล)
    3.4 ยอมรับฟงคําวิพากษวิจารณ ขอโตแยงหรือขอคิดเห็นของผูอื่น
(มีเหตุผล)
     3.5 มีการวงแผนการทํางานอยางรอบคอบ (ภูมิคุมกัน)
     3.6 จัดเตรียมใหพรอมและดําเนินการทดลองดวยความ
ระมัดระวัง (ภูมิคุมกัน)
สรุป ( x )



ความคิดเห็นเพิ่มเติม ...............................................................................................................................
.................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................
                                                                                   (ลงชื่อ)                                                ผูประเมิน
                                                                                            (                                              )
                                                                                              ............./.............../.............
46

                                    แผนการจัดการเรียนรูที่ 4
รายวิชาฟสิกส 2                    รหัสวิชา ว30202                    กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร
โรงเรียนกระแชงวิทยา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4                         ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2555
สาระที่ 5 : พลังงาน                      หนวยการเรียนรู ที่ 1 ชื่อหนวยยอย กฎการอนุรักษพลังงาน
เวลา 2.00 ชั่วโมง                                                   ผูสอน ครูยุพวรรณ ตรีรัตนวิชชา
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
มาตรฐาน ว 5.1 เขาใจความสัมพันธระหวางพลังงานกับการดํารงชีวิต การเปลี่ยนแปลงพลังงาน
ปฏิสัมพันธระหวางสารและพลังงาน ผลของการใชพลังงานตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม มีกระบวนการ
สืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน

มาตรฐานการเรียนรูชวงชั้น ม.4-6 สํารวจตรวจสอบและอธิบายความหมายของงาน พลังงานศักย
โนมถวง พลังงานจลน กฎการอนุรักษพลังงานและการนําไปใชประโยชน

สาระการเรียนรู
          พลังงานตางๆของวัตถุจะไมสูญหาย แตอาจเปลี่ยนรูปจากพลังงานหนึ่งเปนอีกพลังงานหนึ่ง
ซึ่งเปนไปตามกฎการอนุรักษพลังงานกล กฎการอนุรักษพลังงานกลสามารถใชวิเคราะหการเคลื่อนที่
ตางๆ เชน การเคลื่อนที่แบบวงกลมในระนาบดิ่ง การเคลื่อนที่ของวัตถุที่ติดสปริง การเคลื่อนที่ภายใต
สนามโนมถวงของโลก เปนตน

จุดประสงคการเรียนรู
       1. วิเคราะหความสัมพันธระหวางพลังงานศักยโนมถวงและพลังงานจลนของวัตถุและอธิบาย
ความสัมพันธของพลังงานทั้งสอง
       2. ใชกฎการอนุรักษพลังงานกลอธิบายการเปลี่ยนรูปพลังงาน พรอมทั้งยกตัวอยางประกอบ
       ดานความรู (K)
                - อธิบายเกี่ยวกับกฎการอนุรักษพลังงานได
                - ถายทอดความรูใหแกสมาชิกในกลุมได
                - ประยุกตใชความรูเกี่ยวกับกฎการอนุรักษพลังงานในชีวิตประจําวันได
       ดานทักษะกระบวนการ (P)
                - หาความสัมพันธของพลังงานรูปแบบตางๆตามกฎการอนุรักษพลังงานได
                - คํานวณหาปริมาณที่เกี่ยวของกับกฎการอนุรักษพลังงานได
                - สื่อสารและสื่อความหมายได
47

                - นําเสนอขอมูลได
        ดานจิตวิทยาศาสตร (A)
                - มีความอยากรูอยากเห็น สนใจใฝรูในสถานการณหรือเหตุการณที่กําหนด
                - มีความมุงมั่น อดทนในการแกปญหาทางวิทยาศาสตร
                - ใจกวาง ยอมรับความคิดเห็นของผูอื่น
                - มีความละเอียดรอบคอบในการทําการทดลองทางวิทยาศาสตร
                - มีความซื่อสัตยตอผลการทดลอง
                - มีความสงสัยและกระตือรือรนที่จะหาคําตอบ
                - ยอมรับเมื่อมีประจักษพยานหรือเหตุผลที่เพียงพอ

สมรรถนะที่สําคัญ
      1. มีทักษะในการสื่อสาร
      2. มีทักษะในการคิดวิเคราะหอยางมีวิจารณญาณ
      3. มีทักษะในการแกปญหา
      4. มีทักษะกระบวนการ
      5. มีทักษะในการใชเทคโนโลยีเนื้อหา

กระบวนการจัดการเรียนรู / กิจกรรม 5 Es
1. ขั้นสรางความสนใจ (Engage)
         1. ครูสาธิตการตกอยางเสรีของถุงทราย ใหนักเรียนสังเกตวามีปริมาณใดเปลี่ยนแปลงไป
บาง (ปริมาณที่เปลี่ยนไป คือ เมื่อระดับของวัตถุลดลง อัตราเร็วของวัตถุจะเพิ่มขึ้น)
         2. ครูตั้งประเด็นคําถามวา
                  - การที่เมื่อระดับของวัตถุลดลง แลวความเร็วเพิ่มขึ้น แสดงวาพลังงานจลนของวัตถุ
จะเปลี่ยนแปลงอยางไร (พลังงานจลนของวัตถุจะเพิ่มขึ้น)
                  - เมื่อวัตถุเคลื่อนที่ลงสูพื้นโลก คาพลังงานศักยของวัตถุจะมีการเปลี่ยนแปลง
อยางไร (พลังงานศักยของวัตถุจะลดลง)
         3. ครูอภิปรายรวมกับนักเรียนวา ผลบวกของพลังงานศักยและพลังงานจลน เรียกวา
พลังงานกลรวมของวัตถุ
         4. ครูตั้งปญหาถามนักเรียนวา พลังงานกลรวมของวัตถุที่ตกลงมาอยางเสรี ณ ตําแหนง
ตางๆจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม อยางไร
48


2. ขั้นสํารวจและคนหา (Explore)
           5. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายการนํากฎการเคลื่อนที่มาคํานวณหาพลังงานศักยโนมถวง
และพลังงานจลนของวัตถุ ณ ตําแหนงตางๆ เมื่อวัตถุตกแบบเสรี และใหนักเรียนวิเคราะหวา การ
หยอนถุงทรายลงแนวดิ่งโดยมือจับถุงทรายตลอดเวลา ใหถุงทรายเคลื่อนที่ลงดวยอัตราเร็วคงตัว และ
ถาโยนวัตถุขึ้นในแนวดิ่ง ภายใตแรงโนมถวงของโลกเพียงแรงเดียว พลังงานกลรวมของถุงทรายและ
วัตถุ ณ ตําแหนงตางๆเปลี่ยนแปลงอยางไร จนไดขอสรุปวา
     - การเคลื่อนที่แบบเสรีของวัตถุภายใตแรงโนมถวงของโลก โดยไมมีแรงอื่นมากระทํา พลังงานกล
รวมของวัตถุ ณ ตําแหนงตางๆยอมมีคาคงตัวเสมอ
     - เมื่อวัตถุตก ในแตละระดับพลังงานศักยโนมถวงลดลงมีคาเทากับพลังงานจลนที่เพิ่มขึ้น
     - เมื่อขวางวัตถุตามแนวดิ่งอยางเสรี ณ ตําแหนงตางๆ พลังงานศักยโนมถวงจะเพิ่มขึ้นเทากับ
พลังงานจลนของวัตถุที่ลดลง
           6. ครูใหนักเรียนวิเคราะหวาพลังงานกลรวมของสปริงมีคาคงตัว โดยใชคําถามนําการ
วิเคราะห เชน
               - ขณะสปริงถูกกด พลังงานกลรวมของสปริงมีคาเทาใด
               - เมื่อปลอยใหสปริงดีดกลับ พลังงานกลมีการเปลี่ยนแปลงอยางไร
               - ที่ตําแหนงสมดุล สปริงมีพลังงานใดมากที่สุด
               - เราจะสรุปพลังงานกลรวมของสปริงไดวาอยางไร
           7. ครูอภิปรายรวมกับนักเรียน จนไดขอสรุปวา ในการเคลื่อนที่ของวัตถุภายใตแรงโนมถวง
ของโลก หรือภายใตแรงยืดหยุน พลังงานกลรวมขอวัตถุจะมีคาคงตัวเสมอ ซึ่งเปนไปตามกฎการ
อนุรักษพลังงาน ที่กลาววา พลังงานรวมของวัตถุจะมาสูญหายไปไหน แตอาจเปลี่ยนจากรูปหนึ่งไป
เปนอีกรูปหนึ่ง

3. ขั้นอธิบาย (Explain)
          9. ครูนํานักเรียนอภิปรายเกี่ยวกับการเปลี่ยนรูปพลังงานอื่นๆนอกเหนือจากการพลังงานที่
กลาวมา โดยใหนักเรียนยกตัวอยาง จนไดขอสรุปวา ถึงแมจะมีการเปลี่ยนรูปพลังงาน แตพลังงานรวม
ของระบบยังมีคาคงตัวเสมอ ซึ่งเปนไปตามกฎการอนุรักษพลังงาน
          (ตัวอยางเชน การเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตยที่สองมายังโลก เปนพลังงานความรอน หรือ
พลังงานไฟฟา การเปลี่ยนพลังงานกลของน้ําที่ตกลงมายังหนาเขื่อน เทียบกับตําแหนงใตเขื่อน และ
การเปลี่ยนพลังงานศักยของน้ําไปเปนพลังงานไฟฟาเมื่อใหน้ําผานเครื่องกําเนิดไฟฟา พลังงานไฟฟาที่
ไดเปลี่ยนเปนพลังงานแสงของหลอดไฟ หรือพลังงานกลของมอเตอรไฟฟา)
49

         10. ครูยกตัวอยางการนํากฎการอนุรักษพลังงานไปใชแกปญหาโจทยจากตัวอยางในใบความรู
ที่ 4 แสดงวิธีการหาคําตอบตัวอยางที่ 1 และตัวอยางที่ 2 บนกระดาน

4. ขั้นขยายความรู (Elaborate)
         11. ครูอภิปรายรวมกับนักเรียนโดยใช Interactive Simulations: energy-skate-park-
basics_en.jar ตามคูมือโปรแกรมสื่อการเรียนการสอนวิชาฟสิกส 2 (ว30202) เรื่อง งานและพลังงาน
         12. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนสอบถามเนื้อหาเรื่อง กฎการอนุรักษพลังงาน วามีสวนไหนที่ยัง
ไมเขาใจและใหความรูเพิ่มเติมในสวนนั้น จากนั้นใหนักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียน

5. ขั้นประเมินผล (Evaluate)
           ครูนําอภิปราย สรุปเนื้อหา ดวยคําถามตอไปนี้
           13. พลังงานกลรวมของวัตถุ ประกอบดวยพลังงานใดบาง (พลังงานกลรวมของวัตถุ คือ
ผลรวมของพลังงานจลนและพลังงานศักยของวัตถุ)
           14. กฎการอนุรักษพลังงานกลาววาอยางไร ( กฎการอนุรักษพลังงานกลาววา พลังงาน
รวมของวัตถุจะไมสูญหายไปไหน แตอาจเปลี่ยนรูปจากรูปหนึ่งไปเปนอีกรูปหนึ่ง)
           15. น้ําเหนือเขื่อนถูกปลอยลงมาเขาเครื่องกําเนิดไฟฟาสามารถผลิตพลังงานไฟฟาได จะมี
การเปลี่ยนแปลงของพลังงานอยางไร ( พลังงานศักยโนมถวงของน้ํา เปลี่ยนเปนพลังงานจลนในการ
หมุนเครื่องกําเนิดไฟฟาจากนั้นจึงเปลี่ยนเปนพลังงานไฟฟา )
           16. ปลอยลูกบอลจากที่สูงใหตกกระทบพื้น แลวลูกบอลสะทอนขึ้นจากพื้น มีการ
เปลี่ยนแปลงของพลังงานอยางไร ( ลูกบอลมีพลังงานศักยโนมถวงและเปลี่ยนเปนพลังงานจลนขณะ
กระทบพื้นจะสูญเสียพลังงานบางสวนไปเปนเสียงและทําใหอนุภาคของพื้นสั่นสะเทือน จากนั้น
พลังงานจลนจึงเปลี่ยนเปนพลังงานศักยโนมถวงอีกครั้ง)
           17. ถารถยนตเริ่มเคลื่อนที่จากจุดหยุดนิ่ง แลวเพิ่มความเร็วอยูระยะหนึ่ง จากนั้นเบรกให
ความเร็วลดลงจนรถหยุด จะมีการเปลี่ยนแปลงพลังงานอยางไร (ขณะรถเพิ่มความเร็วพลังงานเคมีใน
น้ํามันเชื้อเพลิงเปลี่ยนเปนพลังงานจลนและพลังงานความรอน ขณะรถเบรก พลังงานจลน
เปลี่ยนเปนพลังงานความรอน)
           18. ใหนักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียน จํานวน 5 ขอ
           ครูมอบหมายใหนักเรียนไปศึกษาเนื้อหา เรื่อง กําลัง ซึ่งจะเรียนในชั่วโมงตอไปมาลวงหนา

สื่อและแหลงการเรียนรู
        1. หนังสือเรียนวิชาฟสิกสเพิ่มเติม เลม 2
50

       2. ถุงทราย
       3. เชือก
       4. สปริง
       5. ใบความรูที่ 4 เรื่อง กฎการอนุรักษพลังงาน
       6. คูมือโปรแกรมสื่อการเรียนการสอนวิชาฟสิกส 2 (ว30202) เรื่อง งานและพลังงาน
       7. สื่อการสอนอิเล็กทรอนิกส Interactive Simulations: energy-skate-park-
basics_en.jar

การวัดและประเมินผล

   วิธการวัดและประเมินผล
      ี                                  เครื่องมือ                 เกณฑการวัดและประเมินผล
1. สังเกต ความสนใจ ความ         1. แบบบันทึกการสังเกต            1. นักเรียนมีพฤติกรรมที่
    ตั้งใจเรียน การแสดงความ         พฤติกรรมการเรียนรูของ           พึงประสงคตามคาดหวังตั้งแต 3
    คิดเห็น การตอบคําถาม การ        นักเรียน                         รายการขึ้นไป ผานเกณฑการ
    มีสวนรวมและพฤติกรรม                                            ประเมิน
    การทํางาน

2. ประเมินการมีคุณธรรมและ       2. แบบประเมินการมีคุณธรรม        2. แสดงพฤติกรรมที่บงบอกถึงการ
    จริยธรรมที่นักเรียน             และจริยธรรม                      มีคุณธรรมและจริยธรรมอยูใน
    แสดงออกในขณะที่มีการ                                             ระดับมาก
    เรียนรู
51

                                                     ใบความรูที่ 4
                                          เรื่อง กฎการอนุรักษพลังงาน
                              ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 วิชาฟสิกส 2 (ว30202)

             ถาปลอยวัตถุมวล m ใหตกแบบเสรี ความเร็วเปนศูนย เมื่ออยูสูง h 0 จากพื้นดินตอมาเมื่อ
วัตถุนี้มีความเร็ว v1 เมื่ออยูสูง h1 จากพื้นดิน และเมื่ออยูสูง h 2 จากพื้นดิน มีความเร็ว v 2
           จากสมการ                       v 2= u 2 + 2gs
           ขณะมีความเร็ว v1               v 12 =+ 2g(h 0 − h 1 )
                                               02
                1                          1
                                   mv 12
           คูณ m ทั้งสองขาง จะได = mg(h 0 − h1 )
                2                          2
                                           1 2
                                             mv 1 + mgh 1 =..........................(a)
                                                          mgh 0
                                           2
           ขณะมีความเร็ว v 2                            v 22 =+ 2g(h 0 − h 2 )
                                                             02
                1                                  1 2
           คูณ m ทั้งสองขาง จะได                  = mg(h 0 − h 2 )
                                                     mv 2
                2                                  2
                                           1 2
                                             mv 2 + mgh 2 =..........................(b)
                                                          mgh 0
                                           2
                    เนื่องจาก                           (a) = (b)
                                            1 2             1
                    ดังนั้น                   mv 1 + mgh 1 = mv 22 + mgh 2
                                            2                2
           นั่นคือ ในการเคลื่อนที่แบบเสรีของวัตถุภายใตแรงโนมถวงของโลก พลังงานกลรวมของวัตถุ
ณ ตําแหนงใดๆ มีคาเทากับผลรวมของพลังงานจลนและพลังงานศักยของวัตถุ ซึ่งมีคาคงตัวเสมอ กฎ
การอนุรักษพลังงานกลาววา “พลังงานรวมของวัตถุจะไมสูญหายไปไหน แตอาจเปลี่ยนรูปจากรูปหนึ่ง
ไปเปนอีกรูปหนึ่ง”
        ตัวอยางที่ 1 ปลอยวัตถุตกจากที่สูงจากพื้น h ตองการหาความเร็ววัตถุที่พื้น
        วิธีทํา สังเกตรูปการเคลื่อนที่
52


       พิจารณาการเคลื่อนที่ของวัตถุจาก A  B
       วัตถุเคลื่อนที่จาก A  B ไมมีแรงเสียดทานและแรง P ใดๆ กระทํา
       ดังนั้นสมการพลังงานจะได        EA = E B
       ที่ A มีแตพลังงานศักยโลก ∴ EA = mgh
       ที่ B มีแตพลังงานจลน ∴ EB =        1
                                              mv 2
                                            2
                                              1
       ดังนั้น                 mgh =            mv 2
                                              2
                                   v   =        2gh


        ตัวอยางที่ 2 สปริงอันหนึ่งยึดแนนปลายขางหนึ่งและปลายอีกขางหนึ่งอิสระ วัตถุมวล m
อัดสปริงเขาไปไดระยะ x แลวปลอยใหกระเด็นออกมา จงหาความเร็วของวัตถุที่กระเด็นออกมา
วิธีทํา สังเกตรูปการเคลื่อนที่ของวัตถุ




         วัตถุเคลื่อนที่จาก (1) ไป (2) ไมมีแรงเสียดทานและแรง P ใดๆ กระทํา
ดังนั้น จะไดสมการพลังงานคือ E1 = E2
                               1 2          1
                                 kx    =      mv 2
                               2            2
                                              kx 2           k
                                   v    =              = x
                                               m             m
53

                                แบบทดสอบหลังเรียน
                           เรื่อง กฎการอนุรักษพลังงาน
               ชื่อ……………………………………………………ชั้น ม.4 /…….เลขที่……….

จงเติมเครื่องหมาย () หรือ ( ) ลงไปหนาคําตอบที่ถูกตองถาผิดใหแกคําตอบใหถูกตองลงไป
ในที่วางดานขวามือ
______ 1. พลังงานจลนมีคาเปนบวกเสมอ
         2. พลังงานศักยมีคาไดทั้งบวกและลบ
         3. พลังงานกลไมสามารถเปลี่ยนรูปเปนงานได
       4. เมื่อไมมีแรงเสียดทานมากระทําพลังงานรวมที่แตละจุดจะเทากัน

       5. เมื่อมีแรงเสียดทานมากระทํา พลังงานทีจุดเริ่มตน +
                                              ่               งานของแรงเสียดทานเทากับ
                                                                                 
          พลังงานรวมที่จุดปลาย


54

                                      เฉลย
                                แบบทดสอบหลังเรียน
                           เรื่อง กฎการอนุรักษพลังงาน
               ชื่อ……………………………………………………ชั้น ม.4 /…….เลขที่……….

จงเติมเครื่องหมาย () หรือ ( ) ลงไปหนาคําตอบที่ถูกตองถาผิดใหแกคําตอบใหถูกตองลงไป
ในที่วางดานขวามือ
 1. พลังงานจลนมีคาเปนบวกเสมอ
 2. พลังงานศักยมีคาไดทั้งบวกและลบ
 3. พลังงานกลไมสามารถเปลี่ยนรูปเปนงานได
 4. เมื่อไมมีแรงเสียดทานมากระทําพลังงานรวมที่แตละจุดจะเทากัน
 5. เมื่อมีแรงเสียดทานมากระทํา พลังงานที่จุดเริ่มตน + งานของแรงเสียดทานเทากับ
พลังงานรวมที่จุดปลาย


55

                                แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู

       วิชา ฟสิกส 2 (ว30202) หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4
                                                                                        มุงมั่น
                                                     มีจิต     ใฝเรียน
                                       มีวินัย                                        ทํางานได
                                                สาธารณะ ใฝรู
                                   ตั้งใจเรียน                           ซื่อสัตย      สําเร็จ
เลขที่          ชื่อ-นามสกุล                       รวมกัน รวมทํา                               หมายเหตุ
                                    และทํา                                สุจริต      เรียบรอย
                                                  อภิปราย กิจกรรม
                                    กิจกรม                                           ถูกตองและ
                                                   ซักถาม       กลุม
                                                                                      ครบถวน




หมายเหตุ ใหบันทึกโดยใชเครื่องหมาย
        =             แสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวัง
              =       ไมแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวัง
เกณฑการประเมิน
       นักเรียนมีพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวังตั้งแต 3 รายการขึ้นไป ผานเกณฑการประเมิน
56

                                              แบบประเมินการมีคุณธรรมและจริยธรรม

วิชา ฟสิกส 2 (ว30202) หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4

ชื่อ-สกุล...............................................................................ชัน .................เลขที่ .............................
                                                                                          ้
คําชี้แจง
ทําเครื่องหมาย  ลงในชองตรงกับคุณลักษณะที่นักเรียนแสดงออก โดยจําแนกระดับ
พฤติกรรมการแสดงออกเปน 5 ระดับ ดังนี้
ระดับพฤติกรรมการแสดงออก
                        5 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกอยางสม่ําเสมอตลอดเวลามากที่สุด
                        4 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงอยางมาก
                        3 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกเปนครั้งคราว
                        2 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกนอยครั้ง
                        1 หมายถึง ผูเรียนไมมีพฤติกรรมการแสดงออกเลย
สถานะของผูประเมิน                                             ครูผูสอน                                       นักเรียน

                                                                                                            พฤติกรรมการแสดงออก
                                              รายการ
                                                                                                           5 4 3 2 1
1. ความสนใจใฝรู
   1.1 มีความใฝใจและพอใจในการสืบเสาะแสวงหาความรู
   1.2 มีความกระตือรือรนตอกิจกรรมและเรื่องอื่นๆ
   1.3 ชอบทดลอง คนควา
   1.4 ชอบสนทนาซักถาม ฟง อาน เพื่อใหไดความรูเพิ่มขึ้น
สรุป ( x )
2. ความมุงมั่น อดทน รอบคอบ
   2.1 ยอมรับผลการกระทําของตนเองทั้งที่เปนผลดีและผลเสีย
   2.2 ทํางานที่ไดรับมอบหมายใหสมบูรณตามกําหนดและตรงเวลา
   2.3 ทํางานเต็มความสามารถ
   2.4 ไมทอถอยในการทํางานเมื่อมีอุปสรรคหรือลมเหลว
   2.5 มีความอดทนแมการดําเนินการแกปญหาจะยุงยากและใชเวลา
สรุป ( x )
57

                                                                                                                    พฤติกรรมการแสดงออก
                                                 รายการ
                                                                                                                   5 4 3 2 1
3. อยูอยางพอเพียง
    3.1 ใชเวลาในการปฏิบัติงานเปนไปตามที่กําหนด (พอประมาณ)
    3.2 ใชวสดุอุปกรณไดอยางเหมาะสม ประหยัด และคุมคา
             ั
(พอประมาณ)
    3.3 อธิบายหรือแสดงความคิดเห็นอยางมีเหตุผล (มีเหตุผล)
    3.4 ยอมรับฟงคําวิพากษวิจารณ ขอโตแยงหรือขอคิดเห็นของผูอื่น
(มีเหตุผล)
     3.5 มีการวงแผนการทํางานอยางรอบคอบ (ภูมิคุมกัน)
     3.6 จัดเตรียมใหพรอมและดําเนินการทดลองดวยความ
ระมัดระวัง (ภูมิคุมกัน)
สรุป ( x )



ความคิดเห็นเพิ่มเติม ...............................................................................................................................
.................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................
                                                                                   (ลงชื่อ)                                                ผูประเมิน
                                                                                            (                                              )
                                                                                              ............./.............../.............
58

                                 แผนการจัดการเรียนรูที่ 5
รายวิชาฟสิกส 2            รหัสวิชา ว30202            กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร
โรงเรียนกระแชงวิทยา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4         ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2555
สาระที่ 5 : พลังงาน                            หนวยการเรียนรู ที่ 1 ชื่อหนวยยอย กําลัง
เวลา 2.00 ชั่วโมง                                     ผูสอน ครูยุพวรรณ ตรีรัตนวิชชา
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

มาตรฐาน ว 5.1 เขาใจความสัมพันธระหวางพลังงานกับการดํารงชีวิต การเปลี่ยนแปลงพลังงาน
ปฏิสัมพันธระหวางสารและพลังงาน ผลของการใชพลังงานตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม มีกระบวนการ
สืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน

มาตรฐานการเรียนรูชวงชั้น ม.4-6 สํารวจตรวจสอบและอธิบายความหมายของงาน พลังงานศักย
โนมถวง พลังงานจลน กฎการอนุรักษพลังงานและการนําไปใชประโยชน

สาระการเรียนรู
      กําลัง คือ งานที่ทําไดในหนึ่งหนวยเวลา

จุดประสงคการเรียนรู
       1. อธิบายความหมายของกําลังเฉลี่ยและกําลังขณะหนึ่ง
       2. คํานวณหากําลัง (เฉลี่ย) จากงานในชวงเวลาของการทํางาน
       ดานความรู (K)
               - อธิบายเกี่ยวกับกําลังได
               - ถายทอดความรูใหแกสมาชิกในกลุมได
               - ประยุกตใชความรูเกี่ยวกับกําลังในชีวิตประจําวันได
       ดานทักษะกระบวนการ (P)
               - คํานวณหาปริมาณที่เกี่ยวของกับกําลังได
               - สื่อสารและสื่อความหมายได
               - นําเสนอขอมูลได
       ดานจิตวิทยาศาสตร (A)
               - มีความอยากรูอยากเห็น สนใจใฝรูในสถานการณหรือเหตุการณที่กําหนด
               - มีความมุงมั่น อดทนในการแกปญหาทางวิทยาศาสตร
59

                  -   ใจกวาง ยอมรับความคิดเห็นของผูอื่น
                  -   มีความละเอียดรอบคอบในการทําการทดลองทางวิทยาศาสตร
                  -   มีความซื่อสัตยตอผลการทดลอง
                  -   มีความสงสัยและกระตือรือรนที่จะหาคําตอบ
                  -   ยอมรับเมื่อมีประจักษพยานหรือเหตุผลที่เพียงพอ

สมรรถนะที่สําคัญ
      1. มีทักษะในการสื่อสาร
      2. มีทักษะในการคิดวิเคราะหอยางมีวิจารณญาณ
      3. มีทักษะในการแกปญหา
      4. มีทักษะกระบวนการ
      5. มีทักษะในการใชเทคโนโลยีเนื้อหา

กระบวนการจัดการเรียนรู / กิจกรรม 5 Es
1. ขั้นสรางความสนใจ (Engage)
         1. ครูยกตัวอยางการทํางานตางกันในชวงเวลาตางๆ กัน ตามรายละเอียดในหนังสือเรียน แลว
จึงใหความเห็นวาปริมาณงานที่ทําไดในหนึ่งหนวยเวลา เรียกวา กําลัง

2. ขั้นสํารวจและคนหา (Explore)
          2. ครูนําอภิปรายและใหความรูเกี่ยวกับเรื่องกําลัง หนวยเปนจูล/วินาที เรียกวา วัตต และ
หนวยของกําลังที่ใชในชีวิตประจําวัน เชน เครื่องยนต เครื่องจักร เครื่องใชหรือเครื่องใชไฟฟา ซึ่งจะ
บอกกําลังเปนวัตต หรือกิโลวัตต

3. ขั้นอธิบาย (Explain)
         3. ครูยกตัวอยางเพื่อคํานวณหากําลังและปริมาณตางๆที่เกี่ยวของอยางหลากหลายตาม
ใบความรูที่ 5 เรื่อง กําลัง ตัวอยางที่ 1 – ตัวอยางที่ 4

4. ขั้นขยายความรู (Elaborate)
         4. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนสอบถามเนื้อหาเรื่อง กําลัง วามีสวนไหนที่ยังไมเขาใจและให
ความรูเพิ่มเติมในสวนนั้น
60

        5. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดทายบทในหนังสือเรียนฟสิกส เลม 2 คําถามขอ 17 และปญหา
ขอ 25 - 28

5. ขั้นประเมินผล (Evaluate)
         5. ครูนําอภิปราย สรุปเนื้อหา ดวยคําถามตอไปนี้
            1) กําลัง หมายความวาอยางไร (อัตราการทํางาน หรือปริมาณงานที่ทําตอหนึ่งหนวยเวลา
มีหนวยเปน จูล/วินาที หรือ วัตต)
         2) จะสามารถหากําลังของวัตถุที่เคลื่อนที่ดวยอัตราเร็วคงที่ ไดอยางไร
          W
(P =            = F.vav)
          t
        3) เครื่องใชไฟฟา มีหนวยเปนอะไร (วัตต หรือกิโลวัตต)
        ครูมอบหมายใหนักเรียนไปศึกษาเนื้อหา เรื่อง เครื่องกล แหลงพลังงานและการใชพลังงาน ซึ่ง
จะเรียนในชั่วโมงเรียนตอไปมาลวงหนา


สื่อและแหลงการเรียนรู
        1. หนังสือเรียนวิชาฟสิกสเพิ่มเติม เลม 2
        2. ใบความรูที่ 5 เรื่อง กําลัง

การวัดและประเมินผล
   วิธีการวัดและประเมินผล                    เครื่องมือ              เกณฑการวัดและประเมินผล
1. สังเกต ความสนใจ ความ             1. แบบบันทึกการสังเกต         1. นักเรียนมีพฤติกรรมที่
    ตั้งใจเรียน การแสดงความ             พฤติกรรมการเรียนรูของ        พึงประสงคตามคาดหวังตั้งแต 3
    คิดเห็น การตอบคําถาม การ            นักเรียน                      รายการขึ้นไป ผานเกณฑการ
    มีสวนรวมและพฤติกรรม                                             ประเมิน
    การทํางาน

2. ประเมินการมีคุณธรรมและ           2. แบบประเมินการมีคุณธรรม     2. แสดงพฤติกรรมที่บงบอกถึงการ
    จริยธรรมที่นักเรียน                 และจริยธรรม                   มีคุณธรรมและจริยธรรมอยูใน
    แสดงออกในขณะที่มีการ                                              ระดับมาก
    เรียนรู
61

                                         ใบความรูที่ 5
                                          เรื่อง กําลัง
                        ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 วิชาฟสิกส 2 (ว30202)

        กําลัง คือ อัตราการทํางาน มีหนวยเปน จูล/วินาที หรือ วัตต
        ถาให P = กําลัง มีหนวยเปน วัตต
                  W = งาน มีหนวยเปน จูล
                  t = เวลา มีหนวยเปน วินาที
        จากนิยาม จะได
                                   dW          dF.s          F.ds
                         P =               =            =             = F.v
                                    dt          dt            dt


                ∴ กําลังเฉลี่ย จะได Pav =            W
                                                            = F.vav
                                                      t
                                                        dW
                       กําลังขณะใดๆ       P       =          = F.v
                                                         dt


ขอสังเกต       1. ถาวัตถุเคลื่อนที่ดวยอัตราเร็วคงที่ จะไดกําลังขณะใด มีคาเทากับกําลังเฉลี่ย
                                  W
                         P =             = F.vav
                                  t
                2. กําลังมา 1 กําลังมา(HP) มีคา 746 วัตต (watt)

ตัวอยางที่ 1 ขนาดของแรงที่กระทํากับวัตถุเปนนิวตัน มีความสัมพันธกับระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ใน
ทิศเดียวกับแรงเปนเมตร เขียนแสดงได ดังรูป




        ก. จงประมาณคางานที่ทําได
        ข. จงหากําลังเฉลี่ยเนื่องจากการทํางานนี้ ถาทํางานอยูนาน 5 วินาที
62


วิธีทํา เนื่องจากแรงที่กระทําตอวัตถุไมคงที่
                 ∴ W = Fs = พ.ท.ใตกราฟ F,s
                   W = พ.ท.ใตกราฟ ACB
                         = พ.ท.สี่เหลี่ยมคางหมู ABQP
                               1
                          =        x(1+4)x4 = 10 จูล                                     ตอบ
                               2


        หากําลังเนื่องจากการทํางานใน 5 วินาที
                           W                10
                 P =               =             = 2 วัตต                               ตอบ
                           t                 5


ตัวอยางที่ 2 วัวลากของหนัก 200 นิวตัน ขึ้นเนินซึ่งเอียง 30 องศา ไปเปนระยะทาง 10 เมตร ดวย
อัตราเร็วสม่ําเสมอในเวลา 100 วินาที ถาสัมประสิทธิ์ของความเสียดทานระหวางของนั้นกับเนินเปน
  3
      จงคํานวณหา
 2
        ก. แรงที่วัวใช                             ข. กําลังเนื่องจากแรงที่ใช
        ค. งานที่เกิดขึ้นกับวัตถุในการเคลื่อนที่นี้
วิธีทํา ก. หาแรงที่วัวใช
        ใหวัวออกแรงลากของ = F
         วัตถุเคลื่อนที่ดวยความเร็วคงที่
                ∴ ∑F = 0
                        F = f + 200sin300
                              = µ(200cos300) + 200sin300
                                        3              3       200
                               =            x 200 x        +
                                       2              2         2
                               = 150 + 100
                               = 250 นิวตัน

        ข. หากําลังเนื่องจากแรงที่ใช
               งานเนื่องจากแรง F (WF) = F.s = 250 x 10 = 2500 จูล
                                                           W         2500
                                                 P =             =          = 25 วัตต
                                                           t         100
63

        ค. หางานที่เกิดขึ้นกับวัตถุ
                                 WT      =       ∑ F .s        =   0

 ตัวอยางที่ 3 งานของแรง F ซึ่งกระทําบนวัตถุหนึ่งมีความสัมพันธกับระยะทาง S ดังรูป โดยวัตถุ
ใชเวลาเคลื่อนที่ 5 วินาที จะไดวา
        ก. งานของแรง F เทากับ 40 จูล
        ข. กําลังของแรง F เทากับ 8 วัตต
        ค. ความเรงของวัตถุคงที่
        ง. ขอ ก. และ ข. ถูก ขอ ค. ผิด

วิธีทํา ตอบขอ ข.
        จาก             W = F.S = พื้นที่ใตกราฟ F, S
        จากรูป               W = พื้นที่ใตกราฟ OABC
                                1
        แทนคา           W =       x (5+3) x 10               = 40 จูล
                                2
                                W
                         P =         = 40 =           8 วัตต
                                 t       5
        เนื่องจากขนาดของแรงไมคงที่จากสมการ F = ma จะได a ไมคงที่ดวย ตอบ

ตัวอยางที่ 4 แรง F = 10 นิวตัน กระทําบนวัตถุหนึ่งใหเคลื่อนที่ดวยความเรงคงที่จากความเร็ว 5
m/s เปน 10 m/s กําลังของแรง F คือ
       ก. 50 วัตต ข. 100 วัตต ค. 150 วัตต ง. 200 วัตต
                                                              u+v
วิธีทํา หาระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่จาก       S =          (       )t
                                                               2
        จากโจทย u =5, v = 15, S = S , t = t
                                                          5 + 15
        แทนคา                           S =              (      )t    = 10t
                                                            2
        หากําลัง                         P =              W
                                                                =      FS
                                                                             = 10(10t )
                                                          t             t         t
                                                                        F(u + v)
        หรือหาจาก                                = F. vav          =
                                                                           2
                                                  10(5 + 15)
                                             =
                                                      2
                                             = 100 วัตต               ตอบ
64

                                แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู

       วิชา ฟสิกส 2 (ว30202) หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4
                                                                                        มุงมั่น
                                                     มีจิต     ใฝเรียน
                                       มีวินัย                                        ทํางานได
                                                สาธารณะ ใฝรู
                                   ตั้งใจเรียน                           ซื่อสัตย      สําเร็จ
เลขที่          ชื่อ-นามสกุล                       รวมกัน รวมทํา                               หมายเหตุ
                                    และทํา                                สุจริต      เรียบรอย
                                                  อภิปราย กิจกรรม
                                    กิจกรม                                           ถูกตองและ
                                                   ซักถาม       กลุม
                                                                                      ครบถวน




หมายเหตุ ใหบันทึกโดยใชเครื่องหมาย
        =             แสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวัง
              =       ไมแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวัง
เกณฑการประเมิน
       นักเรียนมีพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวังตั้งแต 3 รายการขึ้นไป ผานเกณฑการประเมิน
65

                                              แบบประเมินการมีคุณธรรมและจริยธรรม

วิชา ฟสิกส 2 (ว30202) หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4

ชื่อ-สกุล...............................................................................ชัน .................เลขที่ .............................
                                                                                          ้
คําชี้แจง
ทําเครื่องหมาย  ลงในชองตรงกับคุณลักษณะที่นักเรียนแสดงออก โดยจําแนกระดับ
พฤติกรรมการแสดงออกเปน 5 ระดับ ดังนี้
ระดับพฤติกรรมการแสดงออก
                        5 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกอยางสม่ําเสมอตลอดเวลามากที่สุด
                        4 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงอยางมาก
                        3 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกเปนครั้งคราว
                        2 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกนอยครั้ง
                        1 หมายถึง ผูเรียนไมมีพฤติกรรมการแสดงออกเลย
สถานะของผูประเมิน                                             ครูผูสอน                                       นักเรียน

                                                                                                            พฤติกรรมการแสดงออก
                                              รายการ
                                                                                                           5 4 3 2 1
1. ความสนใจใฝรู
   1.1 มีความใฝใจและพอใจในการสืบเสาะแสวงหาความรู
   1.2 มีความกระตือรือรนตอกิจกรรมและเรื่องอื่นๆ
   1.3 ชอบทดลอง คนควา
   1.4 ชอบสนทนาซักถาม ฟง อาน เพื่อใหไดความรูเพิ่มขึ้น
สรุป ( x )
2. ความมุงมั่น อดทน รอบคอบ
   2.1 ยอมรับผลการกระทําของตนเองทั้งที่เปนผลดีและผลเสีย
   2.2 ทํางานที่ไดรับมอบหมายใหสมบูรณตามกําหนดและตรงเวลา
   2.3 ทํางานเต็มความสามารถ
   2.4 ไมทอถอยในการทํางานเมื่อมีอุปสรรคหรือลมเหลว
   2.5 มีความอดทนแมการดําเนินการแกปญหาจะยุงยากและใชเวลา
สรุป ( x )
66

                                                                                                                    พฤติกรรมการแสดงออก
                                                 รายการ
                                                                                                                   5 4 3 2 1
3. อยูอยางพอเพียง
    3.1 ใชเวลาในการปฏิบัติงานเปนไปตามที่กําหนด (พอประมาณ)
    3.2 ใชวสดุอุปกรณไดอยางเหมาะสม ประหยัด และคุมคา
             ั
(พอประมาณ)
    3.3 อธิบายหรือแสดงความคิดเห็นอยางมีเหตุผล (มีเหตุผล)
    3.4 ยอมรับฟงคําวิพากษวิจารณ ขอโตแยงหรือขอคิดเห็นของผูอื่น
(มีเหตุผล)
     3.5 มีการวงแผนการทํางานอยางรอบคอบ (ภูมิคุมกัน)
     3.6 จัดเตรียมใหพรอมและดําเนินการทดลองดวยความ
ระมัดระวัง (ภูมิคุมกัน)
สรุป ( x )



ความคิดเห็นเพิ่มเติม ...............................................................................................................................
.................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................
                                                                                   (ลงชื่อ)                                                ผูประเมิน
                                                                                            (                                              )
                                                                                              ............./.............../.............
67

                                  แผนการจัดการเรียนรูที่ 6
รายวิชาฟสิกส 2                    รหัสวิชา ว30202               กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร
โรงเรียนกระแชงวิทยา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4                    ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2555
สาระที่ 5 : พลังงาน หนวยการเรียนรู ที่ 1 หนวยยอย เครื่องกล แหลงพลังงานและการใชพลังงาน
เวลา 2.00 ชั่วโมง                                                 ผูสอน ครูยุพวรรณ ตรีรัตนวิชชา
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
มาตรฐาน ว 5.1 เขาใจความสัมพันธระหวางพลังงานกับการดํารงชีวิต การเปลี่ยนแปลงพลังงาน
ปฏิสัมพันธระหวางสารและพลังงาน ผลของการใชพลังงานตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม มีกระบวนการ
สืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน

มาตรฐานการเรียนรูชวงชั้น ม.4-6 สํารวจตรวจสอบและอธิบายความหมายของงาน พลังงานศักย
โนมถวง พลังงานจลน กฎการอนุรักษพลังงานและการนําไปใชประโยชน

สาระการเรียนรู
         เครื่องกลอยางงาย ไดแก คาน รอก พื้นเอียง ลอกับเพลา ลิ่ม และสกรู การทํางานของ
เครื่องกลอยางงายใชหลักการของงาน

จุดประสงคการเรียนรู
       1. อธิบายความหมายของประสิทธิภาพเครื่องกล และหาประสิทธิภาพเครื่องกล
       2. ใชหลักการของงานอธิบายการทํางานของเครื่องกลอยางงาย ไดแก รอก คาน ลอกับเพลา
           พื้นเอียง ลิ่มและสกูรได
       3. บอกความสําคัญของพลังงานและความจําเปนในการใชพลังงานอยางประหยัดได
       ดานความรู (K)
                - อธิบายเกี่ยวกับกฎเครื่องกลและประสิทธิภาพของเครื่องกลได
                - อธิบายเกี่ยวกับแหลงพลังงาน การใชพลังงานอยางประหยัดได
                - ถายทอดความรูใหแกสมาชิกในกลุมได
                - ประยุกตใชความรูเกี่ยวกับเครื่องกลในชีวิตประจําวันได
       ดานทักษะกระบวนการ (P)
                - คํานวณหาปริมาณที่เกี่ยวของกับเครื่องกลและประสิทธิภาพของเครื่องกลได
                - สื่อสารและสื่อความหมายได
                - นําเสนอขอมูลได
68

        ดานจิตวิทยาศาสตร (A)
                - มีความอยากรูอยากเห็น สนใจใฝรูในสถานการณหรือเหตุการณที่กําหนด
                - มีความมุงมั่น อดทนในการแกปญหาทางวิทยาศาสตร
                - ใจกวาง ยอมรับความคิดเห็นของผูอื่น
                - มีความละเอียดรอบคอบในการทําการทดลองทางวิทยาศาสตร
                - มีความซื่อสัตยตอผลการทดลอง
                - มีความสงสัยและกระตือรือรนที่จะหาคําตอบ
                - ยอมรับเมื่อมีประจักษพยานหรือเหตุผลที่เพียงพอ


สมรรถนะที่สําคัญ
      1. มีทักษะในการสื่อสาร
      2. มีทักษะในการคิดวิเคราะหอยางมีวิจารณญาณ
      3. มีทักษะในการแกปญหา
      4. มีทักษะกระบวนการ
      5. มีทักษะในการใชเทคโนโลยี

กระบวนการจัดการเรียนรู / กิจกรรม 5 Es
1. ขั้นสรางความสนใจ (Engage)
         1. ครูตั้งคําถามนักเรียนวา ในแตละวันนั้นเราไดของเกี่ยวกับสิ่งอํานวยความสะดวกอะไรบาง
(แนวคําตอบ กรรไกรตัดกระดาษ ชอน ตะเกียบ ชะแลง ฯลฯ)
         2. ครูอภิปรายรวมกับนักเรียนวาสิ่งที่ยกตัวอยางมานั้น เรียกวา เครื่องกล ซึ่งประกอบ
ไปดวยเครื่องกลอยางงาย และเครื่องกลที่มีความสลับซับซอน และครูก็ใหความหมายของเครื่องกลวา
“เปนเครื่องมือที่ชวยอํานวยความสะดวกในการทํางาน บางชนิดอาจชวยผอนแรง บางชนิดอาจไมชวย
ผอนแรง แตทุกชนิดไมชวยผอนงาน”
         3. ครูชี้ใหนักเรียนเห็นขอแตกตางการเรียนเรื่องเครื่องกลในเรื่องสมดุลกลกับเรื่องงานและ
พลังงานวา ในที่นี้จะเนนที่ประสิทธิภาพของเครื่องกลเปนหลัก

2. ขั้นสํารวจและคนหา (Explore)
          4. ครูอธิบายหลักการทํางานของเครื่องกลอยางงาย (เพิ่มเติมจากเรื่องสมดุลกล) 3 รายการ
ไดแก รอก ลอและเพลา คานดีดคานงัด ตามรายละเอียดในสวนที่เปนเนื้อหา ใบความรูที่ 6 โดยมี
สาระสําคัญดังนี้
69

        เครื่องกลทุกชนิดจะใหงานแกเราได ก็ตอเมื่อเราตองใหงานแกเครื่องกลนั้นกอน งานที่เรา
ไดรับจากเครื่องกล ยอมนอยกวางานที่เราใหแกเครื่องกลเสมอ ทั้งนี้เพราะงานที่เราใหแกเครื่องกล
บางสวนตองสูญเสียไปเนื่องจากแรงเสียดทานหรือความฝดของเครื่องกล ดังนั้นถาใชหลักการของงาน
หรือกฎการอนุรักษพลังงานอธิบายการทํางานของเครื่องกลจะได


                                  งานที่ใหกับเครื่องกล = งานที่ไดรบ + งานของแรงเสียดทาน
                                                                    ั


            ถางานของแรงเสียดทานมีคานอยมาก เมื่อเทียบกับงานที่ไดรับ ถือไดวางานของแรงเสียดทาน
เปนศูนย
         5. ครูถามนักเรียนวา มีกาตมน้ํา อยู 2 ใบใสน้ําเทากันใหพลังงานไฟฟาเทากัน เวลาผานไป
10 นาทีกาใบที่ 1 เดือดกอนใบที่ 2 ถามวากาตมน้ําใบไหนมีประสิทธิภาพมากกวากัน
(กาตมน้ําใบที่ 1 มีประสิทธิภาพสูงกวาใบที่ 2 เพราะวาใชเวลาในการทํางานนอยกวา)
         - ในทํานองเดียวกันประสิทธิภาพของเครื่องกลก็คือ ความสามารถในการทํางานของเครื่องกล
เครื่องกลที่มีประสิทธิภาพสูง ยอมดีกวาเครื่องกลประเภทเดียวกันที่มีประสิทธิภาพต่ํากวา
ประสิทธิภาพของเครื่องกลหาไดจาก ( ประสิทธิภาพของเครื่องกล คือ กําลังที่ไดรับจากเครื่องกล สวน
ดวยกําลังที่ใหกับเครื่องกล หรือ งานที่ไดรับจากเครื่องกล สวนดวยงานที่ใหกับเครื่องกล)

3. ขั้นอธิบาย (Explain)
         6. ครูนําอภิปรายรวมกับนักเรียนวา เครื่องกลนั้น ในทางอุดมคตินั้นจะใหประสิทธิภาพสูงสุด
100 เปอรเซ็นต แตในทางปฏิบัติแลว จะเกิดงานเนื่องจากแรงเสียดทาน ทําใหประสิทธิภาพ ไมเต็ม
รอยหรืองานที่ไดรับ จะมีคานอยกวางานที่ใหเขาไป
         7. ครูชี้ใหนักเรียนเห็นวาประสิทธิภาพของเครื่องกลเปนสิ่งที่ประชาชนทั่วไปควรทราบ เพราะ
จะชวยใหสามารถเลือกใชอุปกรณไดอยางถูกตองและประหยัด ทางสํานักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม
ไดออกใบรับรองคุณภาพสินคา ISO 9002 และบอกประสิทธิภาพของเครื่องใชไฟฟาเปนเบอร 1 ถึง 5
(เพื่อความเขาใจงายของประชาชน) โดยที่เบอร 5 เปนสินคาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด หมายความวา ใช
พลังงานไฟฟานอยสุด ในกลุมสินคาประเภทเดียวกันที่มีกําลังเทากัน
         8. ครูยกตัวอยางหลักการทํางานของรอกตามใบความรูที่ 6
         9. ครูใหคําแนะนําเรื่องการใชพลังงานอยางประหยัดใหนักเรียนเขาใจ ตัวอยางเชน การใช
แสงสวางจากหลอดไฟฟาอานหนังสือ ความสวางที่ตกบนหนากระดาษตองเพียงพอที่สายตาจะรับรูได
ไมมากหรือนอยจนเกินไปและตองเปดไฟในบริเวณที่ตองการอานหนังสือเทานั้น
70

          -เมื่อมองในภาพรวม ประชาชนที่มีฐานะปานกลางและยากจน จะใชพลังงานอยางประหยัด
อยูแลว เพราะไมมีการใชเครื่องใชไฟฟาที่มีกําลังไฟฟาสูง เชน เครื่องปรับอากาศ เครื่องทําน้ํารอน
เครื่องซักผา เครื่องลางจาน ผูที่ใชพลังงานไฟฟาอยางไมประหยัด คือ กลุมคนที่มีฐานะ ตองมีการ
รณรงคใหคนกลุมนี้ประหยัด จึงจะไดผล
          - การใชพลังงานอยางประหยัดมีผลตอการอนุรักษแหลงพลังงาน เพราะเมื่อเราใชพลังงาน
ไฟฟานอยลง ก็จะลดการใชน้ํามันเชื้อเพลิง ถานหินและทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ
          10. ครูชี้และย้ําใหนักเรียนเขาใจวา ความหมายของการประหยัดคือ การใชอยางคุมคาและ
เปนประโยชน ไมใชการไมใชเลย เพื่อใหเกิดความเขาใจที่ถูกตองกับการอนุรักษธรรมชาติ เชน เรา
ตองการใชเกาอี้ โตะ บานเรือน ที่ทําจากไม ก็ตองมีการตัดไมมาใช การปลูกปาทดแทน การควบคุม
การตัดไมใหถูกหลักวิชาจึงเปนสิ่งที่จําเปนกับการอนุรักษธรรมชาติ การตัดสินใจที่มีเหตุผล พิจารณา
ทั้งสวนดี สวนเสียใหรอบคอบจึงจะเปนการคิดแบบวิทยาศาสตร

4. ขั้นขยายความรู (Elaborate)
         11. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนสอบถามเนื้อหาเรื่อง เครื่องกล แหลงพลังงานและการใช
พลังงาน วามีสวนไหนที่ยังไมเขาใจและใหความรูเพิ่มเติมในสวนนั้น

5. ขั้นประเมินผล (Evaluate)
         ครูนําอภิปราย สรุปเนื้อหา ดวยคําถามตอไปนี้
         12. ทําไมเครื่องกลจึงไมสามารถผอนงานได (เพราะวา จากกฎการอนุรักษพลังงานกลาววา
พลังงานรวมของวัตถุจะไมสูญหายไปไหน แตอาจเปลี่ยนรูปจากรูปหนึ่งไปเปนอีกรูปหนึ่งได)
         13. ประสิทธิภาพของเครื่องกล หาไดจากอะไร (ประสิทธิภาพของเครื่องกล คือ กําลังที่ไดรับ
จากเครื่องกล สวนดวยกําลังที่ใหกับเครื่องกล หรือ งานที่ไดรับจากเครื่องกล สวนดวยงานที่ใหกับ
เครื่องกล)
         14. เปรียบเทียบการใชพลังงานของกลุมคนที่มีฐานะและยากจนในกรณีการใชน้ํามันเชื้อเพลิง
(กลุมคนที่มีฐานะ จะใชรถยนตที่มีเครื่องยนตขนาดใหญเกินความจําเปน สวนคนยากจนหรือผูมีรายได
นอย ก็จะใชบริการขนสงมวลชนของรัฐซึ่งเปนการใชพลังงานอยางประหยัดอยูแลว)
         15. ใหนักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียน เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟสิกส 2 (ว
30202) เรื่อง งานและพลังงาน ทําแบบวัดจิตวิทยาศาสตร และแบบประเมินความพึงพอใจตอการ
จัดการเรียนรูแบบบูรณาการ โดยใชการจําลองสถานการณแบบมีปฏิสัมพันธ (Interactive
Simulations) และโปรแกรม SCILAB
71

สื่อและแหลงการเรียนรู
        1. หนังสือเรียนวิชาฟสิกสเพิ่มเติม เลม 2
        2. ใบความรูที่ 6 เรื่อง เครื่องกล พลังงานและการใชพลังงาน
        3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟสิกส (หลังเรียน)
        4. แบบวัดจิตวิทยาศาสตร
        5. แบบประเมินความพึงพอใจตอการจัดการเรียนรูแบบบูรณาการ โดยใชการจําลอง
สถานการณแบบมีปฏิสัมพันธ (Interactive Simulations) และโปรแกรม SCILAB

การวัดและประเมินผล
   วิธีการวัดและประเมินผล              เครื่องมือ               เกณฑการวัดและประเมินผล
1. สังเกต ความสนใจ ความ       1. แบบบันทึกการสังเกต          1. นักเรียนมีพฤติกรรมที่
   ตั้งใจเรียน การแสดงความ        พฤติกรรมการเรียนรูของ         พึงประสงคตามคาดหวังตั้งแต 3
   คิดเห็น การตอบคําถาม การ       นักเรียน                       รายการขึ้นไป ผานเกณฑการ
   มีสวนรวมและพฤติกรรม                                         ประเมิน
   การทํางาน

2. ประเมินการมีคุณธรรมและ     2. แบบประเมินการมีคุณธรรม      2. แสดงพฤติกรรมที่บงบอกถึงการ
   จริยธรรมที่นักเรียน            และจริยธรรม                    มีคุณธรรมและจริยธรรมอยูใน
   แสดงออกในขณะที่มีการ                                          ระดับมาก
   เรียนรู
72


                                            ใบความรูที่ 6
                         เรื่อง เครื่องกล แหลงพลังงานและการใชพลังงาน
                        ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 วิชาฟสิกส 2 (ว30202)

       เครื่องกล เปนเครื่องมือที่ชวยอํานวยความสะดวกในการทํางาน บางชนิดอาจชวยผอนแรง
บางชนิดอาจไมชวยผอนแรง แตทุกชนิดไมชวยผอนงาน
       เราใชเครื่องผอนแรงในการทํางาน โดยยึดหลักใหงานแกเครื่องกลนอย แตเครื่องกลสามารถ
ทํางานออกมาไดมาก
       เครื่องผอนแรง มีอยูหลายชนิดดวยกัน ดังอธิบายตอไปนี้
       1. รอก ใหนักเรียนพิจารณาระบบรอกดังรูป




          ออกแรง F1 ในการดึงโซ ใหโซเคลื่อนที่ลงได Si ทําใหกลองวัตถุเคลื่อนที่ขึ้นได SO โดย
แรงดึงกลองเทากับ FO
          พิจารณาแรงที่กลอง
          เนื่องจากเปนโซเสนเดียวกัน ดังนั้น ความตึงในโซเสนเดียวกันมีคาเทากันเทากับแรง Fi ดวย
จากรูป จะได                  FO = 4Fi                    และ              FO = mg
          เมื่อโซถูกดึงใหเคลื่อนที่ลงได Si วัตถุเคลื่อนที่ขึ้นได SO จะไดความสัมพันธระหวาง Si และ
SO ดังนี้                     Si = 4SO
          งานที่ใหแกเครื่องกล                 Wi = FiSi
          งานที่เครื่องกลใหออกมา               WO = FOSO
          - ถาระบบรอกมีประสิทธิภาพ 100% จะได
                     งานที่ใหแกเครื่องกล = งานที่เครื่องกลใหออกมา
                                        Wi = WO
73

                            FiSi      =     FOSO
       - ถาระบบรอกมีความฝดจะใหประสิทธิภาพไมถึง 100 % เราหาประสิทธิภาพไดดังนี้
                                               งานที�ให้ออกมา
       เปอรเซ็นตของประสิทธิภาพ Eff =                         x100%
                                                งานที�เข้าระบบ
                                               Wo                   Fo S o
       ดังนั้น                      Eff =          x100 =                  x100%
                                               Wi                    Fi Si
                           Fo
       อัตราสวนระหวาง         เรียก การไดเปรียบเชิงกลปรากฎ (AMA)
                           Fi
                           Si
       อัตราสวนระหวาง         เรียก การไดเปรียบเชิงกลจริง (IMA)
                           So
       - ถาระบบรอกไมมีความฝดจะมีประสิทธิภาพ 100 % จะได
                          Fo             Si                         Fi Si
                                =              หรือ FO       =
                          Fi             So                          So
       - ถาระบบรอกมีความฝดจะใหประสิทธิภาพไมถึง 100% จะได
                                         Fo S o                   F S
                       Eff          =            x100% =         ( o )( o ) x100%
                                          Fi Si                   Fi Si
                                         F       1
                                    =   ( o )(
                                                Si
                                                   ) x100%
                                         Fi
                                                So
                                          AMA
                                    =         x100%
                                          IMA


        2. ลอและเพลา
        เพลาดังรูป รัศมีของลอในการยกน้ําหนัก W มีคาเทากับ a และรัศมีของเพลาที่รับแรง F
เทากับ b ถาลอและเพลาดังรูป มีประสิทธิภาพ 100 % จะได
                        WO = Wi
                       FOSO =         FiSi
                     FO(2πa) = Fi(2πb)
                 ∴         Fo
                                =       b
                           Fi           a

                 ∴ IMA          =       b
                                        a
                                        b
                 และ      FO =            Fi
                                        a
74

      3. คานดีดคานงัด
      คานงัดดังรูป ออกแรง F1 กดคาน ทําใหเคลื่อนที่ลงไดระยะ S1 ปลายคานงัดกอนหินดวย
แรง FO ทําใหกอนหินเคลื่อนที่ขึ้นไดระยะ SO
      ถาคานงัดไมมีแรงเสียดทาน จะมีประสิทธิภาพ 100%
      จากรูป จะได                Wi = WO

       แทนคา                  FiSi     =     FOSO
                                   Fo        Si
                                        =
                                   Fi        So

        ∴ การไดเปรียบเชิงกลปรากฏ AMA       = Fo
                                               Fi

        ∴ การไดเปรียบเชิงกลจริง IMA        = Si
                                                So


ตัวอยางการผอนแรงของระบบรอก




เขียนแรงที่เกิดกับระบบรอกทั้งสาม
75




ถาระบบรอกทั้งสามมีประสิทธิภาพ 100% จะได
                                   Fo
       รูปที่ 1)     3Fi = FO ;             = 3
                                   Fi
                     Si
                          = 3 นั่นคือ IMA = 3
                     So
                                   Fo
       รูปที่ 2)     2Fi = FO ;             = 2
                                   Fi
                     Si
                          = 2 นั่นคือ IMA = 2
                     So
                                   Fo
       รูปที่ 3)     4Fi = FO ;             = 4
                                   Fi
                     Si
                          = 4 นั่นคือ IMA = 4
                     So
76

                                แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู

       วิชา ฟสิกส 2 (ว30202) หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4
                                                                                        มุงมั่น
                                                     มีจิต     ใฝเรียน
                                       มีวินัย                                        ทํางานได
                                                สาธารณะ ใฝรู
                                   ตั้งใจเรียน                           ซื่อสัตย      สําเร็จ
เลขที่          ชื่อ-นามสกุล                       รวมกัน รวมทํา                               หมายเหตุ
                                    และทํา                                สุจริต      เรียบรอย
                                                  อภิปราย กิจกรรม
                                    กิจกรม                                           ถูกตองและ
                                                   ซักถาม       กลุม
                                                                                      ครบถวน




หมายเหตุ ใหบันทึกโดยใชเครื่องหมาย
        =             แสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวัง
              =       ไมแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวัง
เกณฑการประเมิน
       นักเรียนมีพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวังตั้งแต 3 รายการขึ้นไป ผานเกณฑการประเมิน
77

                                              แบบประเมินการมีคุณธรรมและจริยธรรม

วิชา ฟสิกส 2 (ว30202) หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4

ชื่อ-สกุล...............................................................................ชัน .................เลขที่ .............................
                                                                                          ้
คําชี้แจง
ทําเครื่องหมาย  ลงในชองตรงกับคุณลักษณะที่นักเรียนแสดงออก โดยจําแนกระดับ
พฤติกรรมการแสดงออกเปน 5 ระดับ ดังนี้
ระดับพฤติกรรมการแสดงออก
                        5 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกอยางสม่ําเสมอตลอดเวลามากที่สุด
                        4 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงอยางมาก
                        3 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกเปนครั้งคราว
                        2 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกนอยครั้ง
                        1 หมายถึง ผูเรียนไมมีพฤติกรรมการแสดงออกเลย
สถานะของผูประเมิน                                             ครูผูสอน                                       นักเรียน

                                                                                                            พฤติกรรมการแสดงออก
                                              รายการ
                                                                                                           5 4 3 2 1
1. ความสนใจใฝรู
   1.1 มีความใฝใจและพอใจในการสืบเสาะแสวงหาความรู
   1.2 มีความกระตือรือรนตอกิจกรรมและเรื่องอื่นๆ
   1.3 ชอบทดลอง คนควา
   1.4 ชอบสนทนาซักถาม ฟง อาน เพื่อใหไดความรูเพิ่มขึ้น
สรุป ( x )
2. ความมุงมั่น อดทน รอบคอบ
   2.1 ยอมรับผลการกระทําของตนเองทั้งที่เปนผลดีและผลเสีย
   2.2 ทํางานที่ไดรับมอบหมายใหสมบูรณตามกําหนดและตรงเวลา
   2.3 ทํางานเต็มความสามารถ
   2.4 ไมทอถอยในการทํางานเมื่อมีอุปสรรคหรือลมเหลว
   2.5 มีความอดทนแมการดําเนินการแกปญหาจะยุงยากและใชเวลา
สรุป ( x )
78

                                                                                                                    พฤติกรรมการแสดงออก
                                                 รายการ
                                                                                                                   5 4 3 2 1
3. อยูอยางพอเพียง
    3.1 ใชเวลาในการปฏิบัติงานเปนไปตามที่กําหนด (พอประมาณ)
    3.2 ใชวสดุอุปกรณไดอยางเหมาะสม ประหยัด และคุมคา
             ั
(พอประมาณ)
    3.3 อธิบายหรือแสดงความคิดเห็นอยางมีเหตุผล (มีเหตุผล)
    3.4 ยอมรับฟงคําวิพากษวิจารณ ขอโตแยงหรือขอคิดเห็นของผูอื่น
(มีเหตุผล)
     3.5 มีการวงแผนการทํางานอยางรอบคอบ (ภูมิคุมกัน)
     3.6 จัดเตรียมใหพรอมและดําเนินการทดลองดวยความ
ระมัดระวัง (ภูมิคุมกัน)
สรุป ( x )



ความคิดเห็นเพิ่มเติม ...............................................................................................................................
.................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................
                                                                                   (ลงชื่อ)                                                ผูประเมิน
                                                                                            (                                              )
                                                                                              ............./.............../.............

แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์ 2 (ว30202)

  • 1.
    สาระและมาตรฐานการเรียนรู สาระการเรียนรูวิทยาศาสตร มาตรฐานการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร เปนขอกําหนดคุณภาพของ ผูเรียนดานความรู ความคิด ทักษะ กระบวนการเรียนรู คุณธรรม จริยธรรม และคานิยม ซึ่งเปน จุดมุงหมายที่จะพัฒนาผูเรียนใหมีคุณลักษณะอันพึงประสงค ประกอบดวย มาตรฐานการเรียนรู การศึกษา ขั้นพื้นฐาน สําหรับนักเรียนทุกคนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมาตรฐานการเรียนรูชวง ชั้น สําหรับนักเรียนทุกคนเมื่อจบการศึกษาในแตละชวงชั้น มาตรฐานการเรียนรูการศึกษาขั้นพื้นฐานของกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร มีดังนี้ สาระที่ 1 สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดํารงชีวิต มาตรฐาน ว 1.1 เขาใจหนวยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธของโครงสราง และหนาที่ของ ระบบตางๆ ของสิ่งมีชีวิตที่ทํางานสัมพันธกัน มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชในการดํารงชีวิตของตนเองและดูแลสิ่งมีชีวิต มาตรฐาน ว 1.2 เขาใจกระบวนการและความสําคัญของการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ การใชเทคโนโลยีชีวภาพที่มี ผลกระทบตอมนุษยและสิ่งแวดลอม มีกระบวนการสืบเสาะหาความรูและจิตวิทยา ศาสตร สื่อสาร สิ่งที่เรียนรู และนําความรูไปใชประโยชน สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดลอม มาตรฐาน ว 2.1 เขาใจสิ่งแวดลอมในทองถิ่น ความสัมพันธระหวางสิ่งแวดลอมกับสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตตาง ๆ ในระบบนิเวศ มีกระบวนการสืบเสาะ หาความรูและจิตวิทยาศาสตรสื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน มาตรฐาน ว 2.2 เขาใจความสําคัญของทรัพยากรธรรมชาติ การใชทรัพยากรธรรมชาติในระดับ ทองถิ่น ประเทศ และโลกนําความรูไปใชในในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดลอมในทองถิ่นอยางยั่งยืน สาระที่ 3 สารและสมบัติของสาร มาตรฐาน ว 3.1 เขาใจสมบัติของสาร ความสัมพันธระหวางสมบัติของสารกับโครงสรางและแรง ยึดเหนี่ยวระหวางอนุภาค มีกระบวนการสืบเสาะ หาความรูและจิตวิทยาศาสตร สื่อสารสิ่งที่เรียนรู นําความรูไปใชประโยชน
  • 2.
    2 มาตรฐาน ว 3.2 เขาใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร การเกิด สารละลาย การเกิดปฏิกิริยา มีกระบวนการสืบเสาะ หาความรูและจิตวิทยาศาสตร สื่อสารสิ่งที่เรียนรู และนําความรูไปใชประโยชน สาระที่ 4 แรงและการเคลือนที่ ่ มาตรฐาน ว 4.1 เขาใจธรรมชาติของแรงแมเหล็กไฟฟา แรงโนมถวง และแรงนิวเคลียร มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน อยางถูกตองและมีคุณธรรม มาตรฐาน ว 4.2 เขาใจลักษณะการเคลื่อนที่แบบตางๆ ของวัตถุในธรรมชาติมีกระบวนการ สืบเสาะหาความรูและจิตวิทยาศาสตร สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใช ประโยชน สาระที่ 5 พลังงาน มาตรฐาน ว 5.1 เขาใจความสัมพันธระหวางพลังงานกับการดํารงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน ปฏิสัมพันธระหวางสารและพลังงาน ผลของการใชพลังงานตอชีวิตและ สิ่งแวดลอม มีกระบวน การสืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและ นําความรูไปใชประโยชน สาระที่ 6 กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก มาตรฐาน ว 6.1 เขาใจกระบวนการตาง ๆ ที่เกิดขึ้นบนผิวโลกและภายในโลก ความสัมพันธของ  กระบวนการตาง ๆ ที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และสัณฐาน ของโลก มีกระบวนการสืบเสาะหาความรูและจิตวิทยาศาสตร สื่อสารสิ่งที่เรียนรู และนําความรูไปใชประโยชน สาระที่ 7 ดาราศาสตรและอวกาศ มาตรฐาน ว 7.1 เขาใจวิวัฒนาการของระบบสุริยะ กาแล็กซีและเอกภพการปฏิสัมพันธภายในระบบ สุริยะและผลตอสิ่งมีชีวิตบนโลก มีกระบวนการสืบเสาะ หาความรูและจิตวิทยา ศาสตร การสื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน มาตรฐาน ว 7.2 เขาใจความสําคัญของเทคโนโลยีอวกาศที่นํามาใชในการสํารวจอวกาศและ ทรัพยากรธรรมชาติ ดานการเกษตรและการสื่อสาร มีกระบวนการสืบเสาะหา ความรูและจิตวิทยาศาสตร สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชนอยางมี คุณธรรมตอชีวิตและสิ่งแวดลอม
  • 3.
    3 สาระที่ 8 ธรรมชาติของวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มาตรฐานว 8.1 ใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรและจิตวิทยาศาสตรในการสืบเสาะหาความรู การ แกปญหา รูวาปรากฏการณทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นสวนใหญมีรูปแบบที่แนนอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได ภายใตขอมูลและเครื่องมือที่มีอยูในชวงเวลา นั้นๆ เขาใจวา วิทยาศาสตร เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดลอม มีความเกี่ยวของ สัมพันธกัน
  • 4.
    4 มาตรฐานการเรียนรูชวงชั้นที่ 4 (ม. 4 – 6) สาระการเรียนรูวิทยาศาสตร สาระที่ 5 พลังงาน มาตรฐาน ว 5.1 เขาใจความสัมพันธระหวางพลังงานกับการดํารงชีวิต การ เปลี่ยนรูปพลังงาน ปฏิสัมพันธระหวางสารและพลังงาน ผลของการใชพลังงานตอชีวิตและ สิ่งแวดลอม มีกระบวน การสืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน
  • 5.
    5 แผนการจัดการเรียนรู (แผนหลัก) รายวิชาฟสิกส 2 รหัสวิชา ว30202 กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนกระแชงวิทยา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2555 หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน เวลา 12.00 ชั่วโมง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… แผนการจัดการเรียนรู หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน แบงเปนแผนยอย ดังนี้ แผนยอยที่ 1 เรื่อง แรงและงาน เวลา 2 ชั่วโมง แผนยอยที่ 2 เรื่อง พลังงานจลน เวลา 2 ชั่วโมง แผนยอยที่ 3 เรื่อง พลังงานศักย เวลา 2 ชั่วโมง แผนยอยที่ 4 เรื่อง กฎการอนุรักษพลังงาน เวลา 2 ชั่วโมง แผนยอยที่ 5 เรื่อง กําลัง เวลา 2 ชั่วโมง แผนยอยที่ 6 เรื่อง แหลงพลังงานและการใชพลังงาน เวลา 2 ชั่วโมง จุดประสงคการเรียนรู 1. สืบคนขอมูล สํารวจตรวจสอบและอธิบายเกี่ยวกับแรง งาน พลังงานจลน พลังงานศักย 2. อธิบายกฎการอนุรักษพลังงานและคํานวณหาปริมาณที่เกี่ยวของกับ งาน พลังงาน และ กําลัง 3. สืบคนขอมูลและอธิบายแหลงของพลังงานและการใชพลังงานประโยชนของเครื่องกลและ การนําไปใชในชีวิตประจําวัน
  • 6.
    6 แผนการจัดการเรียนรูที่ 1 รายวิชาฟสิกส 2 รหัสวิชา ว30202 กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนกระแชงวิทยา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2555 สาระที่ 5 : พลังงาน หนวยการเรียนรูที่ 1 ชื่อหนวยยอย แรงและงาน เวลา 2.00 ชั่วโม ผูสอน ครูยุพวรรณ ตรีรัตนวิชชา ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… มาตรฐาน ว 5.1 เขาใจความสัมพันธระหวางพลังงานกับการดํารงชีวิต การเปลี่ยนแปลงพลังงาน ปฏิสัมพันธระหวางสารและพลังงาน ผลของการใชพลังงานตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม มีกระบวนการ สืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน มาตรฐานการเรียนรูชวงชั้น ม.4-6 สํารวจตรวจสอบและอธิบายความหมายของงาน พลังงานศักย โนมถวง พลังงานจลน กฎการอนุรักษพลังงานและการนําไปใชประโยชน สาระการเรียนรู เมื่อมีแรงกระทําตอวัตถุและการกระจัดอยูในแนวเดียวกับแรงจะเกิดงานของแรงนั้น งานของ แรงที่กระทําตอวัตถุหาไดจากผลคูณของแรงกับการกระจัดในแนวแรง และอาจหาไดจากพื้นที่ใตกราฟ ระหวางแรงในแนวการเคลื่อนที่กับการกระจัด งานที่ทําไดในหนึ่งหนวยเวลา เรียกวา กําลัง จุดประสงคการเรียนรู 1. บอกความสําคัญของงานและพลังงานที่เกี่ยวของในชีวิตประจําวัน 2. อธิบายความแตกตางของความหมายของงานตามความเขาใจของบุคคลทั่วไปกับงานใน วิชาฟสิกส 3. บอกไดวางานเปนปริมาณสเกลาร มีหนวยนิวตัน เมตร หรือจูล 4. อธิบายความแตกตางของงานบวกและงานลบ 5. หางานของแรงที่ใชในการเคลื่อนวัตถุเมื่อแรงอยูแนวเดียวกับแนวการเคลื่อนที่ 6. หางานของแรงที่ใชในการเคลื่อนวัตถุเมื่อแรงทํามุมกับแนวการเคลื่อนที่ 7. หางานจากพื้นที่ใตกราฟระหวางแรงกับการกระจัดในแนวเดียวกัน ดานความรู (K) - อธิบายเกี่ยวกับงานทางฟสิกสได - ถายทอดความรูใหแกเพื่อนในชั้นเรียนได - ประยุกตใชความรูเกี่ยวกับงานในชีวิตประจําวันได
  • 7.
    7 ดานทักษะกระบวนการ (P) - คํานวณหาปริมาณที่เกี่ยวของกับงานได - ทํางานรวมกับเพื่อนในชั้นเรียนได - สื่อสารและสื่อความหมายได - นําเสนอขอมูลได ดานจิตวิทยาศาสตร (A) - มีความอยากรูอยากเห็น สนใจใฝรูในสถานการณหรือเหตุการณที่กําหนด - มีความมุงมั่น อดทนในการแกปญหาทางวิทยาศาสตร - ใจกวาง ยอมรับความคิดเห็นของผูอื่น - มีความละเอียดรอบคอบในการทําการทดลองทางวิทยาศาสตร - มีความซื่อสัตยตอผลการทดลอง - มีความสงสัยและกระตือรือรนที่จะหาคําตอบ - ยอมรับเมื่อมีประจักษพยานหรือเหตุผลที่เพียงพอ สมรรถนะที่สําคัญ 1. มีทักษะในการสื่อสาร 2. มีทักษะในการคิดวิเคราะหอยางมีวิจารณญาณ 3. มีทักษะในการแกปญหา 4. มีทักษะกระบวนการ 5. มีทักษะในการใชเทคโนโลยีเนื้อหา กระบวนการจัดการเรียนรู / กิจกรรม 5 Es 1. ขั้นสรางความสนใจ (Engage) 1. ใหนักเรียนทําแบบทดสอบกอนเรียน เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟสิกส 2 (ว30202) เรื่อง งานและพลังงาน และทําแบบวัดจิตวิทยาศาสตร 2. ครูใหนกเรียนยกตัวอยางกิจกรรมที่พบเห็นในชีวิตประจําวันและเปนกิจกรรมที่นักเรียนคิด ั วาเปนการทํางาน 3. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายเกี่ยวกับกิจกรรมในชีวิตประจําวันที่เรียกวาทํางาน และไม ทํางาน จนไดขอสรุปความหมายของ งาน ในชีวิตประจําวันกับความหมายทางฟสิกส และแจง จุดประสงคในการเรียนหัวขอนี้ใหนักเรียนทราบ
  • 8.
    8 2. ขั้นสํารวจและคนหา (Explore) 4. ครูอธิบายความหมายของงานในทางฟสิกส เมื่อทิศทางของแรงและการกระจัดอยูใน แนวเสนตรงเดียวกัน แลวอธิบายความหมายของงานที่เปนบวกและงานที่เปนลบ โดยยกตัวอยาง งาน ที่เปนบวกและงานที่เปนลบ 5. ครูเนนใหนักเรียนทราบวา งานที่เกิดจากแรงที่มีทศตรงขามกับการเคลื่อนที่ของ ิ วัตถุจะเปนลบเสมอ เครื่องหมายบวกและลบของงานไมไดเปนสิ่งแสดงทิศทางของงาน เพราะ งานเปนปริมาณสเกลาร 6. ครูถามนักเรียนวาหนวยของงานเปนอะไร โดยถามนักเรียนวาหนวยของแรงเปนอะไร (นิวตัน) แลวหนวยของการกระจัดเปนอะไร (เมตร) ดังนั้นหนวยของงานเปนอะไร (นิวตัน-เมตร) ครู อธิบายเพิ่มเติมวาหนวยของงานอีกหนวยหนึ่ง คือ จูล และอธิบายความหมายของงาน 1 จูล และบอก วางาน เปนปริมาณสเกลาร 7. ครูนําอภิปรายเรื่องงานของแรงที่กระทํามุมกับแนวการเคลื่อนที่ โดยสาธิตลากถุงทรายโดย ที่ทิศทางของแรงที่ดึงถุงทรายทํามุมกับทิศทางที่ถุงทรายเคลื่อนที่ แลวถามนักเรียนวาในกรณีนี้มีงาน เกิดขึ้นไหม แลวเราจะหางานที่เกิดขึ้นไดอยางไร 3. ขั้นอธิบาย (Explain) 8. ครูอธิบายเรื่องงานของแรงที่กระทํามุมกับแนวการเคลื่อนที่ โดยใชใบความรูที่ 1 และถามนักเรียนวา แรงดึงในแนวระดับและแนวดิ่งมีคาเปนเทาไหร และแรงที่มีทิศเดียวกับการกระจัด คือแรงใด ( F cosθ เปนองคประกอบของแรง ในแนวราบ และ F sin θ เปนแรงองคประกอบของแรง  F ในแนวดิ่ง แรงที่ทีทิศทางเดียวกับการกระจัดคือ F cos θ ) ดังนั้นงานงานของแรงที่กระทํามุมกับ แนวการเคลื่อนที่จะเทากับเทาไหร (W = Fscosθ) 9. ครูถามนักเรียนวาถาแรงทํามุม 90 องศากับแนวการเคลื่อนที่ อยางเชนเราเดินถือกระเปา จะเกิดงานหรือไม (ไมเกิดงาน) 10. ครูอธิบายการหางานของแรงหลายแรงที่กระทําตอวัตถุเดียวกัน การหางานของแรง ไมคงตัวกระทําใหวัตถุ โดยถามนักเรียนวางานของแรงแตละแรงหาไดอยางไร และการกระจัดของวัตถุ เปนเทาไหรถาใหวัตถุเคลื่อนที่มาที่จุด A เหมือนเดิม (การกระจัดเปนศูนย) แลวจะมีงานเกิดขึ้นหรือไม
  • 9.
    9 11. ครูอธิบายการหางานของแรงไมคงตัวกระทําใหวัตถุ การหางานดวยวิธีการคํานวณจาก พื้นที่ใตกราฟทั้งกรณีแรงคงตัว และแรงไมคงตัว 12. ครูยกตัวอยางการคํานวณหางานจากแบบฝกเสริมประสบการณ 2 ขอ แสดงวิธีทําบน กระดาน 4. ขั้นขยายความรู (Elaborate) 13. ครูใหนักเรียนทําโจทยปญหาในใบงานที่ 1 แลวสุมนักเรียนออกมาแสดงวิธีทํา บนกระดาน 14. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนสอบถามเนื้อหาเรื่อง แรงและงาน วามีสวนไหนที่ยังไมเขาใจและ ใหความรูเพิ่มเติมในสวนนั้น 5. ขั้นประเมินผล (Evaluate) ครูนําอภิปราย สรุปเนื้อหา ดวยคําถามตอไปนี้ 15. งานในความหมายทั่วไปและงานในทางฟสิกสแตกตางกันอยางไร (สําหรับบุคคลทั่วไป งาน หมายถึง การประกอบอาชีพหรือการกระทําภารกิจตางๆในชีวิตประจําวัน สวนงานในทางฟสิกส จะเกิดขึ้นก็ตอเมื่อมีแรงมากระทําตอวัตถุ แลวทําใหวัตถุมีการกระจัด โดยปริมาณงานที่ทําขึ้นกับแรง และการกระจัด ) 16. ถามีแรงมากระทําใหวัตถุเคลื่อนที่ เราจะหางานไดจากสูตรไหน ( W = Fs ) 17. ถาแรงที่กระทําใหวัตถุไมอยูในแนวเดียวกับการเคลื่อนที่เราจะหางานไดจากสูตรไหน 18. งานเปนบวกกับงานเปนลบ มีความหมายวาอยางไร (งานเปนบวก หมายถึง งานของแรง     F เมื่อแรง F อยูในทิศเดียวกับการเคลื่อนที่ สวนงานที่เปนลบ หมายถึง งานของแรง F เมื่อแรง F อยู ในทิศตรงขามกับการเคลื่อนที่) n 19. ถามีแรงหลายแรงมากระทําใหวัตถุเคลื่อนที่ เราจะหางานไดอยางไร = ∑ Fi ∆si ) (W i =1 20. เราสามารถหางานจากกราฟไดอยางไร (งานเทากับพื้นที่ใตกราฟระหวางแรง(มีทิศ เดียวกับการเคลื่อนที่) และขนาดของการกระจัด) ครูมอบหมายใหนักเรียนไปศึกษาเนื้อหาเรื่อง พลังงานจลน ซึ่งจะเรียนในชั่วโมงเรียนตอไป สื่อและแหลงการเรียนรู 1. หนังสือเรียนวิชาฟสิกสเพิ่มเติม เลม 2 2. ใบความรที่ 1 เรื่อง แรงและงาน ู 3. ใบงานที่ 1 เรื่อง การหางานที่เกิดขึ้นกับวัตถุที่มีรูปรางไมแนนอน
  • 10.
    10 4. ถุงทราย 5. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟสิกส (กอนเรียน) 6. แบบวัดจิตวิทยาศาสตร การวัดและประเมินผล วิธการวัดและประเมินผล ี เครื่องมือ เกณฑการวัดและประเมินผล 1. สังเกต ความสนใจ ความ 1. แบบบันทึกการสังเกต 1. นักเรียนมีพฤติกรรมที่พึง ตั้งใจเรียน การแสดงความ พฤติกรรมการเรียนรูของ ประสงคตามคาดหวังตั้งแต 3 คิดเห็น การตอบคําถาม การ นักเรียน รายการขึ้นไป ผานเกณฑการ มีสวนรวมและพฤติกรรม ประเมิน การทํางาน 2. การทําใบงานที่ 1 2. แบบบันทึกการทํากิจกรรม 2. นักเรียนทําแบบฝกหัดในใบงาน ใบงานที่ 1 ที่ 1 ถูกตอง 1 ใน 2 ขอ 3. ประเมินการมีคุณธรรมและ 3. แบบประเมินการมีคุณธรรม 3. แสดงพฤติกรรมที่บงบอกถึงการ จริยธรรมที่นักเรียน และจริยธรรม มีคุณธรรมและจริยธรรมอยูใน แสดงออกในขณะที่มีการ ระดับมาก เรียนรู
  • 11.
    11 ใบความรูที่ 1 เรื่อง แรงและงาน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 วิชาฟสิกส 2 (ว30202) งาน (work) คือ ผลคูณของแรงกับการขจัดที่อยูในแนวเดียวกันเปนปริมาณสเกลลาร มี หนวย เปนจูลหรือนิวตัน-เมตร (J , N-m) งานที่เกิดกับวัตถุที่ถูกกระทําดวยแรงตางๆ กําหนดใหวัตถุมวล m ถูกกระทําดวยแรง F เคลื่อนที่บนพื้นราบเกลี้ยงจาก A ไป B ได การขจัดเทากับ s ถา F และ S อยูในแนวเดียวกัน จะได W = Fxs ถา F และ s อยูคนละแนวจะได W = (Fcosθ)s + (Fsinθ)0 W = Fscosθ ถา θ = 1800 แสดงวาแรงกับการขจัดมีทิศตรงขามกันสวนใหญไดแกงานเนื่องจากแรง เสียดทาน
  • 12.
    12 W = fcos1800 หรือ W = -fs แสดงวา งานเนื่องจากแรงที่มีทิศตรงขามกับการขจัดจะตองเปนลบเสมอ สรุป งานเปนปริมาณสเกลาร จึงมีไดทั้งบวกและลบ แยกการพิจารณาไดดังนี้ 1.งานเปนบวก คืองานอันเนื่องจากแรงที่ทําใหวัตถุเคลื่อนที่ สวนใหญ ไดแก งานเนื่องจากแรง ที่เราใหแกวัตถุ 2.งานเปนลบ คืองานอันเนื่องจากแรงตานการเคลื่อนที่ของวัตถุ ไดแก งานเนื่องจากแรงเสียด ทาน การคํานวณโจทยเกี่ยวกับงาน แยกพิจารณาโจทยเปน 2 ลักษณะ คือ 1. งานเนื่องจากแรงไมคงที่กระทําตอวัตถุ แยกเปน 2 แบบ 1.1.ถามีแรงไมคงที่แรงเดียวกระทํากับวัตถุ จะไดงานมีคาเทากับพื้นที่ใตกราฟของแรงกับ การขจัด W = F x s = พื้นที่ใตกราฟ Fs กําหนดให วัตถุมวล m อยูบนพื้นเกลี้ยง ถูกกระทําดวยแรง F ซึ่งไมคงที่ดังกราฟ ให เคลื่อนที่จาก A ไป B ไดการขจัด d ตองการหางานที่เกิดขึ้นกับวัตถุ
  • 13.
    13 จากสูตร W = F x s = พ.ท.ใตกราฟ Fs 1 fd จากรูป W = xfxd = 2 2 จากสูตร W = F scosθ = (พ.ท.ใตกราฟ Fs)cosθ จากรูป W = ( 1 x f x d)cosθ = fd cosθ 2 2 1.2 ถามีแรงคงที่และไมคงที่กระทํากับวัตถุ จะไดงานที่เกิดขึ้นกับวัตถุมีคาเทากับผลคูณของ แรงลัพธกับการขจัด (W= ∑ Fs )โดยผลคูณของแรงไมคงที่กับการขจัดคือ พ.ท.ใตกราฟ F กับ s กําหนดใหมวล m อยูบนพื้นที่มีสัมประสิทธิ์ของความเสียดทาน µ ถูกกระทําดวยแรง F ไม คงที่เคลื่อนที่จาก A ไป B ไดการขจัด d ตองการหางานที่เกิดขึ้นกับวัตถุ
  • 14.
    14 เพราะวา แรงเสียดทาน f = µmg ตรวจสอบวาวัตถุเคลื่อนที่หรือไม ถาตอนเริ่มแรกแรง F1 < µmg วัตถุจะไมเคลื่อนที่ และถา F1 > µmg วัตถุจะเคลื่อนที่ทันที สมมติวากรณีนี้ F1 > µmg ∴ งานที่เกิดกับวัตถุ W = ∑ Fx s W = (F-f)s = Fx s - fs W = (พ.ท.ใตกราฟF,s) - fs จากรูป W = 1 (F1 + F2)d - µmgd 2 ∴ W = ( F1 + F2 )d - µmgd 2 2. งานที่เกิดขึ้นกับวัตถุที่มีรูปรางไมแนนอน งานที่ใชในการสูบน้ํา งานที่ใชดึงโซ การหางาน ในกรณีนี้หาไดจากสมการ W = Fs โดย s เทากับการขจัดซึ่งวัดจากจุด C.G ตนที่วัตถุอยูไปยังจุด C.G ปลายที่วัตถุอยู โดยวัดตามแนวแรงกระทํา
  • 15.
    15 ใบงานที่ 1 เรื่อง การหางานที่เกิดขึ้นกับวัตถุที่มีรูปรางไมแนนอน 1. การหางานสูบน้ํา กําหนดใหบอลึก h มีน้ําเต็มบอ น้ํามวล m ตองการสูบน้ําใหหมดบอ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. การหางานในการดึงโซ กําหนดใหโซยาว l มวล m อยูในลักษณะดังรูป a ตองการหางานที่ดึงโซใหอยูดังรูป b ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………
  • 16.
    16 เฉลย ใบงานที่ 1 เรื่อง การหางานที่เกิดขึ้นกับวัตถุที่มีรูปรางไมแนนอน 1. การหางานสูบน้ํา กําหนดใหบอลึก h มีน้ําเต็มบอ น้ํามวล m ตองการสูบน้ําใหหมดบอ ให F เปนแรงที่ใชในการสูบน้ําใหหมดบอ จากรูป หาขนาดของแรง F ไดจากสมการ ∑ F = 0 จะได F = mg ∴ งานในการสูบน้ํา = งานเนื่องจากแรง F (WF) h mgh แต WF = F. = ตอบ 2 2 2. การหางานในการดึงโซ กําหนดใหโซยาว l มวล m อยูในลักษณะดังรูป a ตองการหางานที่ดึงโซใหอยูดังรูป b เพื่อความสะดวกในการคํานวณใหแยกการพิจารณางานเปน 2 งาน คือ งานที่ใชดึงโซ สวนบน (W1) และงานที่ใชดึงโซสวนลาง (W2) mg ให F1 เปนแรงที่ใชในการดึงโซทอนบน จะได F1 = 2 mg F2 เปนแรงที่ใชในการดึงโซทอนลาง จะได F2 = 2 ∴ งานในการดึงโซ W = W1 + W2 = F1 . s1 + F2 . s2 W = ( mg ). l + ( mg ). l = mgl mgl + = 3mgl 2 4 2 2 8 4 8 3mgl นั่นคือ งานในการดึงโซ = ตอบ 8
  • 17.
    17 แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู วิชา ฟสิกส 2 (ว30202) หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4 มุงมั่น มีจิต ใฝเรียน มีวินัย ทํางานได สาธารณะ ใฝรู ตั้งใจเรียน ซื่อสัตย สําเร็จ เลขที่ ชื่อ-นามสกุล รวมกัน รวมทํา หมายเหตุ และทํา สุจริต เรียบรอย อภิปราย กิจกรรม กิจกรม ถูกตองและ ซักถาม กลุม ครบถวน หมายเหตุ ใหบันทึกโดยใชเครื่องหมาย  = แสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวัง  = ไมแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวัง เกณฑการประเมิน นักเรียนมีพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวังตั้งแต 3 รายการขึ้นไป ผานเกณฑการประเมิน
  • 18.
    18 แบบบันทึกการทํากิจกรรมใบงานที่ 1 วิชา ฟสิกส 2 (ว30202) หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4 เลขที่ ชื่อ-นามสกุล ขอที่ 1 ขอที่ 2 หมายเหตุ หมายเหตุ ใหบันทึกโดยใชเครื่องหมาย  = ทําแบบฝกหัดในใบงานไดถูกตอง  = ทําแบบฝกหัดในใบงานไมถูกตอง เกณฑการประเมิน นักเรียนทําแบบฝกหัดในใบงานที่ 1 ถูกตอง 1 ใน 2 ขอ จึงจะผานเกณฑการประเมิน
  • 19.
    19 แบบประเมินการมีคุณธรรมและจริยธรรม วิชา ฟสิกส 2 (ว30202) หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4 ชื่อ-สกุล...............................................................................ชัน .................เลขที่ ............................. ้ คําชี้แจง ทําเครื่องหมาย  ลงในชองตรงกับคุณลักษณะที่นักเรียนแสดงออก โดยจําแนกระดับ พฤติกรรมการแสดงออกเปน 5 ระดับ ดังนี้ ระดับพฤติกรรมการแสดงออก 5 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกอยางสม่ําเสมอตลอดเวลามากที่สุด 4 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงอยางมาก 3 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกเปนครั้งคราว 2 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกนอยครั้ง 1 หมายถึง ผูเรียนไมมีพฤติกรรมการแสดงออกเลย สถานะของผูประเมิน ครูผูสอน นักเรียน พฤติกรรมการแสดงออก รายการ 5 4 3 2 1 1. ความสนใจใฝรู 1.1 มีความใฝใจและพอใจในการสืบเสาะแสวงหาความรู 1.2 มีความกระตือรือรนตอกิจกรรมและเรื่องอื่นๆ 1.3 ชอบทดลอง คนควา 1.4 ชอบสนทนาซักถาม ฟง อาน เพื่อใหไดความรูเพิ่มขึ้น สรุป ( x ) 2. ความมุงมั่น อดทน รอบคอบ 2.1 ยอมรับผลการกระทําของตนเองทั้งที่เปนผลดีและผลเสีย 2.2 ทํางานที่ไดรับมอบหมายใหสมบูรณตามกําหนดและตรงเวลา 2.3 ทํางานเต็มความสามารถ 2.4 ไมทอถอยในการทํางานเมื่อมีอุปสรรคหรือลมเหลว 2.5 มีความอดทนแมการดําเนินการแกปญหาจะยุงยากและใชเวลา สรุป ( x )
  • 20.
    20 พฤติกรรมการแสดงออก รายการ 5 4 3 2 1 3. อยูอยางพอเพียง 3.1 ใชเวลาในการปฏิบัติงานเปนไปตามที่กําหนด (พอประมาณ) 3.2 ใชวสดุอุปกรณไดอยางเหมาะสม ประหยัด และคุมคา ั (พอประมาณ) 3.3 อธิบายหรือแสดงความคิดเห็นอยางมีเหตุผล (มีเหตุผล) 3.4 ยอมรับฟงคําวิพากษวิจารณ ขอโตแยงหรือขอคิดเห็นของผูอื่น (มีเหตุผล) 3.5 มีการวงแผนการทํางานอยางรอบคอบ (ภูมิคุมกัน) 3.6 จัดเตรียมใหพรอมและดําเนินการทดลองดวยความ ระมัดระวัง (ภูมิคุมกัน) สรุป ( x ) ความคิดเห็นเพิ่มเติม ............................................................................................................................... ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. (ลงชื่อ) ผูประเมิน ( ) ............./.............../.............
  • 21.
    21 แผนการจัดการเรียนรูที่ 2 รายวิชาฟสิกส 2 รหัสวิชา ว30202 กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนกระแชงวิทยา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2555 สาระที่ 5 : พลังงาน หนวยการเรียนรูที่ 1 ชื่อหนวยยอย พลังงานจลน เวลา 2.00 ชั่วโมง ผูสอน ครูยุพวรรณ ตรีรัตนวิชชา ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… มาตรฐาน ว 5.1 เขาใจความสัมพันธระหวางพลังงานกับการดํารงชีวิต การเปลี่ยนแปลงพลังงาน ปฏิสัมพันธระหวางสารและพลังงาน ผลของการใชพลังงานตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม มีกระบวนการ สืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน มาตรฐานการเรียนรูชวงชั้น ม.4-6 สํารวจตรวจสอบและอธิบายความหมายของงาน พลังงานศักย โนมถวง พลังงานจลน กฎการอนุรักษพลังงานและการนําไปใชประโยชน สาระการเรียนรู พลังงานเปนความสามารถในการทํางาน พลังงานจลนเปนพลังงานของวัตถุที่กําลังเคลื่อนที่ งานและพลังงานมีความสัมพันธกัน โดยงานของแรงลัพธเทากับพลังงานจลนของวัตถุที่เปลี่ยนไป จุดประสงคการเรียนรู 1. อธิบายความหมายของพลังงานจลนได 2. บอกความสัมพันธของงานกับพลังงานจลนและคํานวณหาปริมาณที่เกี่ยวของได 3. คํานวณหาพลังงานจลนของวัตถุเมื่อทราบมวลและอัตราเร็วของวัตถุ ดานความรู (K) - อธิบายเกี่ยวกับพลังงานจลนได - ถายทอดความรูใหแกเพื่อนในชั้นเรียนได - ประยุกตใชความรูเกี่ยวกับพลังงานจลนในชีวิตประจําวันได ดานทักษะกระบวนการ (P) - หาความสัมพันธของงานกับพลังงานจลนได - คํานวณหาปริมาณที่เกี่ยวของกับงานและพลังงานจลนได - สื่อสารและสื่อความหมายได - นําเสนอขอมูลได
  • 22.
    22 ดานจิตวิทยาศาสตร (A) - มีความอยากรูอยากเห็น สนใจใฝรูในสถานการณหรือเหตุการณที่กําหนด - มีความมุงมั่น อดทนในการแกปญหาทางวิทยาศาสตร - ใจกวาง ยอมรับความคิดเห็นของผูอื่น - มีความละเอียดรอบคอบในการทําการทดลองทางวิทยาศาสตร - มีความซื่อสัตยตอผลการทดลอง - มีความสงสัยและกระตือรือรนที่จะหาคําตอบ - ยอมรับเมื่อมีประจักษพยานหรือเหตุผลที่เพียงพอ สมรรถนะที่สําคัญ 1. มีทักษะในการสื่อสาร 2. มีทักษะในการคิดวิเคราะหอยางมีวิจารณญาณ 3. มีทักษะในการแกปญหา 4. มีทักษะกระบวนการ 5. มีทักษะในการใชเทคโนโลยีเนื้อหา กระบวนการจัดการเรียนรู / กิจกรรม 5 Es 1. ขั้นสรางความสนใจ (Engage) 1. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายถึงความหมายของพลังงานจลน โดยใชสถานการณการเตะ ลูกบอลใหเคลื่อนที่ เมื่อลูกบอลไปชนกับถังที่ตั้งไวอยูนิ่ง ถาลูกบอลมีพลังงานมากพอ จะทําใหถัง กระเด็นหรือลมได และเรียกพลังงานของวัตถุที่กําลังเคลื่อนที่นี้วา พลังงานจลน 2. ครูตั้งคําถามนักเรียน ถาลูกบอลอยูนิ่งๆ นักเรียนคิดวาลูกบอลมีพลังงานหรือไม (ไมมี) 3. ครูอภิปรายรวมกับนักเรียน จะทราบไดอยางไรวาวัตถุที่กําลังเคลื่อนที่อยูมีพลังงานจลน มากหรือนอยเพียงใด 4. ครูอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอยางการเตะลูกบอลใหเคลื่อนที่นั้น จะทําใหลูกบอลหยุดการ เคลื่อนที่ ปริมาณงานที่ทําตอลูกบอลจะมากหรือนอยขึ้นกับพลังงานจลนของวัตถุนั้น 5. ครูแจงจุดประสงคการเรียนรู เกี่ยวกับงาน พลังงานจลนมีความสัมพันธกันอยางไร 2. ขั้นสํารวจและคนหา (Explore) 6. ครูอธิบายเรื่องงานกับการเปลี่ยนพลังงานจลนของวัตถุ เมื่อวัตถุเคลื่อนที่ดวยอัตราเร็ว
  • 23.
    23 เริ่มตนไมเทากับศูนย จนไดขอสรุปวา งานของแรงลัพธจะเทากับพลังงานจลนของวัตถุที่เปลี่ยนไป 7. ครูใหนักเรียนอภิปรายวา ถาแรงที่มากระทํามีทิศเดียวกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ ความเร็ว ปลายกับความเร็วตน คาไหนมากกวากัน และพลังงานจลนของวัตถุเปลี่ยนแปลงหรือไม อยางไร และ ถาแรงที่มากระทํามีทิศตรงขามกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ พลังงานจลนของวัตถุจะเปลี่ยนแปลงหรือไม อยางไร จนไดขอสรุปวา พลังงานจลนของวัตถุจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงนั้นขึ้นอยูกับทิศของแรงที่มากระทํา กลาวคือ ถาแรงที่มากระทํามีทิศเดียวกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ จะทําใหพลังงานจลนของวัตถุเพิ่มขึ้น แตถาแรงที่มากระทํามีทิศตรงขามกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ จะทําใหพลังงานจลนของวัตถุลดลง 3. ขั้นอธิบาย (Explain) 8. ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานที่เปนบวกและเปนลบ เมื่อใหงานที่เปนบวกแกวัตถุจะทําให พลังงานจลนของวัตถุเพิ่มขึ้น นั่นคือ เปนบวก และเมื่อใหงานที่เปนลบแกวัตถุ จะทําใหพลังงานจลน ของวัตถุลดลง นั่นคือ ของวัตถุเปนลบ 9. ครูชี้ใหนักเรียนเห็นวา งานของแรงตานการเคลื่อนที่อาจอยูในรูปพลังงานอื่นๆก็ได เชน พลังงานความรอน 4. ขั้นขยายความรู (Elaborate) 10. ครูแบงกลุมนักเรียนออกเปน 3 กลุม แลวใหจับฉลากแบบฝกหัดกลุมละ 1 ขอ (ปญหา ขอ 11 – 13) คําถามทายบทในหนังสือเรียนฟสิกส เลม 2 แตละกลุมชวยกันทํา แลวสงตัวแทนออกมา แสดงวิธีทําบนกระดานและอธิบายใหเพื่อนๆฟง 11. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนสอบถามเนื้อหาเรื่อง พลังงานจลน วามีสวนไหนที่ยังไมเขาใจ และใหความรูเพิ่มเติมในสวนนั้น 5. ขั้นประเมินผล (Evaluate) ครูนําอภิปราย สรุปเนื้อหา ดวยคําถามตอไปนี้ 12. พลังงานจลนของวัตถุ คืออะไร หาไดอยางไร (พลังงานจลน (Kinetic Energy) คือ 1 2 พลังงานที่สะสมในวัตถุที่มีความเร็ว เขียนแทนดวยสัญลักษณ “Ek” ซึ่งมีคาเทากับ mv ) 2 13. งานสัมพันธกับพลังงานจลนอยางไร (พลังงานจลนที่เปลี่ยนแปลง = งานของแรงลัพธ W =Ek =kv − Eku ) ∆ E 14. เราจะหางานของแรงหลายแรงที่กระทําตอวัตถุไดอยางไร (งานเนื่องจากแรงภายนอกที่ กระทําตอวัตถุใหเคลื่อนที่ในแนวระดับ มีคาเทากับผลบวกของพลังงานจลนที่เปลี่ยนไปของวัตถุกับแรง ของงานที่ตานการเคลื่อนที่ Fs Ek + fs ) =
  • 24.
    24 ครูมอบหมายใหนักเรียนไปศึกษาเนื้อหา เรื่อง พลังงานศักย ซึ่งจะเรียนในชั่วโมงตอไปมา ลวงหนา สื่อและแหลงการเรียนรู 1. หนังสือเรียนวิชาฟสิกสเพิ่มเติม เลม 2 2. ใบความรูที่ 2 เรื่อง พลังงานจลน การวัดและประเมินผล วิธการวัดและประเมินผล ี เครื่องมือ เกณฑการวัดและประเมินผล 1. สังเกต ความสนใจ ความ 1. แบบบันทึกการสังเกต 1. นักเรียนมีพฤติกรรมที่พึง ตั้งใจเรียน การแสดงความ พฤติกรรมการเรียนรูของ ประสงคตามคาดหวังตั้งแต 3 คิดเห็น การตอบคําถาม การ นักเรียน รายการขึ้นไป ผานเกณฑการ มีสวนรวมและพฤติกรรม ประเมิน การทํางาน 2. ประเมินการมีคุณธรรมและ 2. แบบประเมินการมีคุณธรรม 2. แสดงพฤติกรรมที่บงบอกถึงการ จริยธรรมที่นักเรียน และจริยธรรม มีคุณธรรมและจริยธรรมอยูใน แสดงออกในขณะที่มีการ ระดับมาก เรียนรู
  • 25.
    25 ใบความรูที่ 2 เรื่อง พลังงานจลน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 วิชาฟสิกส 2 (ว30202) พลังงาน คือ สิ่งที่ไมมีตัวตน แตมีความสามารถทํางานได พลังงานจลน (kinetic energy; Ek) คือพลังงานที่สะสมอยูในวัตถุอันเนื่องจากอัตราเร็ว ของวัตถุ มีขนาดเทากับงานตานการเคลื่อนที่ของวัตถุจนหยุดนิ่ง กําหนดใหวัตถุมวล m เคลื่อนที่ดวยอัตราเร็ว v ดังรูป ตองการหาขนาดของพลังงานจลน (Ek) หาความเรงจาก v2 = u2 + 2as แทนคา 0 = v2 + 2as v2 a = − 2s เปนลบ แสดงวาความเรงมีทิศตรงขามกับ u หาขนาดของแรงตาน ∑ F = ma 2 mv 2 แทนคา f = ma = mv = 2s 2s 2 หางานจากแรงตาน Wf = -fs = - mv s = - 1 mv 2 2s 2 1 ดังนั้นขนาดของพลังงานจลนเทากับ E = | Wf | = mv 2 2 1 นั่นคือ Ek = mv 2 ……..(1) 2
  • 26.
    26 แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู วิชา ฟสิกส 2 (ว30202) หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4 มุงมั่น มีจิต ใฝเรียน มีวินัย ทํางานได สาธารณะ ใฝรู ตั้งใจเรียน ซื่อสัตย สําเร็จ เลขที่ ชื่อ-นามสกุล รวมกัน รวมทํา หมายเหตุ และทํา สุจริต เรียบรอย อภิปราย กิจกรรม กิจกรม ถูกตองและ ซักถาม กลุม ครบถวน หมายเหตุ ใหบันทึกโดยใชเครื่องหมาย  = แสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวัง  = ไมแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวัง เกณฑการประเมิน นักเรียนมีพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวังตั้งแต 3 รายการขึ้นไป ผานเกณฑการประเมิน
  • 27.
    27 แบบประเมินการมีคุณธรรมและจริยธรรม วิชา ฟสิกส 2 (ว30202) หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4 ชื่อ-สกุล...............................................................................ชัน .................เลขที่ ............................. ้ คําชี้แจง ทําเครื่องหมาย  ลงในชองตรงกับคุณลักษณะที่นักเรียนแสดงออก โดยจําแนกระดับ พฤติกรรมการแสดงออกเปน 5 ระดับ ดังนี้ ระดับพฤติกรรมการแสดงออก 5 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกอยางสม่ําเสมอตลอดเวลามากที่สุด 4 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงอยางมาก 3 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกเปนครั้งคราว 2 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกนอยครั้ง 1 หมายถึง ผูเรียนไมมีพฤติกรรมการแสดงออกเลย สถานะของผูประเมิน ครูผูสอน นักเรียน พฤติกรรมการแสดงออก รายการ 5 4 3 2 1 1. ความสนใจใฝรู 1.1 มีความใฝใจและพอใจในการสืบเสาะแสวงหาความรู 1.2 มีความกระตือรือรนตอกิจกรรมและเรื่องอื่นๆ 1.3 ชอบทดลอง คนควา 1.4 ชอบสนทนาซักถาม ฟง อาน เพื่อใหไดความรูเพิ่มขึ้น สรุป ( x ) 2. ความมุงมั่น อดทน รอบคอบ 2.1 ยอมรับผลการกระทําของตนเองทั้งที่เปนผลดีและผลเสีย 2.2 ทํางานที่ไดรับมอบหมายใหสมบูรณตามกําหนดและตรงเวลา 2.3 ทํางานเต็มความสามารถ 2.4 ไมทอถอยในการทํางานเมื่อมีอุปสรรคหรือลมเหลว 2.5 มีความอดทนแมการดําเนินการแกปญหาจะยุงยากและใชเวลา สรุป ( x )
  • 28.
    28 พฤติกรรมการแสดงออก รายการ 5 4 3 2 1 3. อยูอยางพอเพียง 3.1 ใชเวลาในการปฏิบัติงานเปนไปตามที่กําหนด (พอประมาณ) 3.2 ใชวสดุอุปกรณไดอยางเหมาะสม ประหยัด และคุมคา ั (พอประมาณ) 3.3 อธิบายหรือแสดงความคิดเห็นอยางมีเหตุผล (มีเหตุผล) 3.4 ยอมรับฟงคําวิพากษวิจารณ ขอโตแยงหรือขอคิดเห็นของผูอื่น (มีเหตุผล) 3.5 มีการวงแผนการทํางานอยางรอบคอบ (ภูมิคุมกัน) 3.6 จัดเตรียมใหพรอมและดําเนินการทดลองดวยความ ระมัดระวัง (ภูมิคุมกัน) สรุป ( x ) ความคิดเห็นเพิ่มเติม ............................................................................................................................... ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. (ลงชื่อ) ผูประเมิน ( ) ............./.............../.............
  • 29.
    29 แผนการจัดการเรียนรูที่ 3 รายวิชาฟสิกส 2 รหัสวิชา ว30202 กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนกระแชงวิทยา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2555 สาระที่ 5 : พลังงาน หนวยการเรียนรู ที่ 1 ชื่อหนวยยอย พลังงานศักย เวลา 2.00 ชั่วโมง ผูสอน ครูยุพวรรณ ตรีรัตนวิชชา ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… มาตรฐาน ว 5.1 เขาใจความสัมพันธระหวางพลังงานกับการดํารงชีวิต การเปลี่ยนแปลงพลังงาน ปฏิสัมพันธระหวางสารและพลังงาน ผลของการใชพลังงานตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม มีกระบวนการ สืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน มาตรฐานการเรียนรูชวงชั้น ม.4-6 สํารวจตรวจสอบและอธิบายความหมายของงาน พลังงานศักย โนมถวง พลังงานจลน กฎการอนุรักษพลังงานและการนําไปใชประโยชน สาระการเรียนรู พลังงานเปนความสามารถในการทํางาน พลังงานศักยเปนพลังงานของวัตถุที่เกี่ยวของกับ ตําแหนงหรือรูปรางอันเปนผลมาจากแรงที่กระทําตอวัตถุนั้น เชน พลังงานศักยโนมถวง พลังงานศักย ยืดหยุน จุดประสงคการเรียนรู 1. อธิบายความหมายของพลังงานศักย พลังงานศักยโนมถวง พลังงานศักยยืดหยุนได 2. ทดลองหาความสัมพันธของงานกับพลังงานศักยโนมถวงของวัตถุ 3. อธิบายความสัมพันธของงานกับพลังงานศักยโนมถวงของวัตถุ 4. ทดลองหาความสัมพันธระหวางขนาดของแรงที่ใชดึงสปริงกับระยะทางที่สปริงยืดออก 5. อธิบายความสัมพันธระหวางขนาดของแรงที่ใชดึงสปริงกับระยะทางที่สปริงยืดออก 6. หาพลังงานศักยโนมถวงของวัตถุและพลังงานศักยยืดหยุนในสปริง ดานความรู (K) - อธิบายเกี่ยวกับพลังงานศักยได - ถายทอดความรูใหแกสมาชิกในกลุมได - ประยุกตใชความรูเกี่ยวกับพลังงานศักยในชีวิตประจําวันได ดานทักษะกระบวนการ (P) - หาความสัมพันธของงานกับพลังงานศักยได
  • 30.
    30 - คํานวณหาปริมาณที่เกี่ยวของกับงานและพลังงานศักยได - ออกแบบและทดลองตามที่กําหนดใหได - สรุปผลและอธิบายผลการทดลองได - สื่อสารและสื่อความหมายได - นําเสนอขอมูลได ดานจิตวิทยาศาสตร (A) - มีความอยากรูอยากเห็น สนใจใฝรูในสถานการณหรือเหตุการณที่กําหนด - มีความมุงมั่น อดทนในการแกปญหาทางวิทยาศาสตร - ใจกวาง ยอมรับความคิดเห็นของผูอื่น - มีความละเอียดรอบคอบในการทําการทดลองทางวิทยาศาสตร - มีความซื่อสัตยตอผลการทดลอง - มีความสงสัยและกระตือรือรนที่จะหาคําตอบ - ยอมรับเมื่อมีประจักษพยานหรือเหตุผลที่เพียงพอ สมรรถนะที่สําคัญ 1. มีทักษะในการสื่อสาร 2. มีทักษะในการคิดวิเคราะหอยางมีวิจารณญาณ 3. มีทักษะในการแกปญหา 4. มีทักษะกระบวนการ 5. มีทักษะในการใชเทคโนโลยีเนื้อหา กระบวนการจัดการเรียนรู / กิจกรรม 5 Es 1. ขั้นสรางความสนใจ (Engage) 1. ครูนําเขาสูเรื่องพลังงานศักยโดยอภิปรายรวมกับนักเรียนเกี่ยวกับกิจกรรมประจําวันที่มี การทํางาน เชน การตอกเสาเข็ม การดึงหรือการอัดสปริง 2. ครูชี้ใหนักเรียนเห็นวา ถาเรากดสปริงใหหดสั้นหรือดึงสปริงใหยืดออก เมื่อปลอยมือสปริง จะเคลื่อนที่ วัตถุที่ติดกับสปริงก็จะเคลื่อนที่ไปดวย แสดงวามีพลังงานจากสปริงถายโอนเปนพลังงาน จลนของวัตถุ 3. ครูตั้งคําถามใหนักเรียนพิจารณาและหาคําตอบวา การยกหนังสือขึ้นตรงๆในแนวดิ่ง - มีแรงกระทําตอหนังสือหรือไม - เกิดงานหรือไม และงานนี้เปนงานเนื่องจากแรงใด
  • 31.
    31 2. ขั้นสํารวจและคนหา (Explore) 4. ครูใหความรูเกี่ยวกับความหมายของพลังงานศักย พลังงานศักยโนมถวง พลังงานศักย ยืดหยุน 5. ครูอธิบายเพิ่มเติมวา พลังงานศักยของวัตถุอาจอยูในรูปอื่นๆอีก เชน พลังงานศักยไฟฟา พลังงานศักยของพันธะเคมี เปนตน แตบทนี้เราจะศึกษาเฉพาะพลังงานศักยโนมถวงและพลังงานศักย ยืดหยุนเทานั้น 6. ครูแบงกลุมนักเรียนออกเปน 6 กลุมๆละ 10 คน ใหนักเรียนศึกษาขอมูลในกิจกรรมที่ 1 7. นักเรียนแตละกลุมออกแบบและทําการทดลองตามใบกิจกรรมที่ 1 เรื่อง ความสัมพันธ ระหวางขนาดของแรงที่ใชดึงสปริงกับระยะทางที่สปริงยืดออก 8. นักเรียนแตละกลุมสรุปผลการทดลอง เรื่อง ความสัมพันธระหวางขนาดของแรงที่ใชดึง สปริงกับระยะทางที่สปริงยืดออก 3. ขั้นอธิบาย (Explain) 9. นักเรียนแตละกลุมรวมกันสรางกราฟแสดงความสัมพันธระหวางแรงที่ใชดึงสปริงกับ ระยะทางที่สปริงยืดออก จากตําแหนงสมดุลดวยโปรแกรม SCILAB โดยใชคอมพิวเตอรสืบคนใน หองปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร จํานวน 3 กลุม และเครื่องคอมพิวเตอรชนิดพกพาของนักเรียนอยาง นอยกลุมละ 1 เครื่อง 10. จับสลากแสดงลําดับการนําเสนอการทดลอง 11. ครูอธิบายเรื่องพลังงานศักยยืดหยุน โดยถามนักเรียนวาเวลาที่เราดึงสปริงใหออกจาก ตําแหนงเริ่มตน รูสึกไหมวามีแรงจากสปริงดึงมือเรา หรือเวลาที่เราออกแรงอัดสปริง เราก็จะรูสึกวามี แรงจากสปริงดันมือเรา แรงที่มือดึงสปริงกับแรงที่สปริงดึงมือนี้ เปนแรงคูกิริยา-ปฏิกิริยากัน แรงที่ สปริงดึงหรือดันมือทําใหสปริงกลับสูตําแหนงเริ่มตน เราเรียกตําแหนงเริ่มตนนี้วา ตําแหนงสมดุล 12. ครูใหนักเรียนทบทวนความหมายของพลังงานศักยยืดหยุน แลวบอกวาพลังงานศักย ยืดหยุนในสปริงหาไดจากแรงดึงหรือกดสปริง ครูตั้งปญหาใหนักเรียนคิดวา พลังงานศักยยืดหยุน ขึ้นกับอะไรบาง แรงที่ใชดึงหรือกดสปริงมีความสัมพันธกับระยะทางที่สปริงยืดอยางไร 13. ครูใหความรู เรื่องพลังงานศักยโนมถวง โดยครูทบทวนวิธีการหางานในการยกวัตถุขึ้น ตรงๆ ในแนวดิ่ง และสรุปวา คา mgh ก็คือพลังงานศักยโนมถวงของวัตถุมวล m ซึงอยูสูง h นั่นเอง 14. ครูและนักเรียนอภิปรายสถานการณการยกวัตถุที่เดิมอยูที่ระยะ h1 จากระดับพื้นดิน แลว ยกขึ้นไปสูงเปนระยะ h2 ครูถามนักเรียนวาจะหาพลังงานศักยของวัตถุที่ความสูง h1 และ h2 และหา งานของแรงที่ยกวัตถุนี้ไดอยางไร (พลังงานศักยของวัตถุที่ h1 E p1 = mgh1 (คิดเทียบกับพื้นดิน)
  • 32.
    32 พลังงานศักยของวัตถุที่ h2 E p2 = mgh 2 (คิดเทียบกับพื้นดิน) งานของแรงที่ยกวัตถุ mg(h 2 − h1 ) = mgh 2 − mgh1 ดังนั้น = mgh 2 − mgh1 ) Fd 4. ขั้นขยายความรู (Elaborate) 15. ครูยกตัวอยางการแกปญหาดังนี้ ตัวอยาง วัตถุมวล m เคลื่อนที่ในแนวดิ่ง โดยมีแรงตานของอากาศกระทําตอวัตถุเทากับ f วัตถุผานตําแหนง (1) มีความเร็ว v1 และผานตําแหนง (2) มีความเร็ว v2 โดยตําแหนง (1) และ (2) หางกัน h วิธีทํา จาก W = E2 - E1 จะได Wf = E2 - E1 จากรูป Wf = -fh 1 E1 = mv1 + mgh 2 2 1 E2 = mv 2 2 2 1 1 แทนคา -fh = mv 2 - ( mv1 + mgh) 2 2 2 2 หรือ fh = ( mv1 + mgh) - 1 mv 2 1 2 2 2 2 ขอสังเกต ; งานจากแรง mg อยูในรูปพลังงานศักยจึงแทนในคาของ E1 16. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนสอบถามเนื้อหาเรื่อง พลังงานศักย วามีสวนไหนที่ยังไมเขาใจ และใหความรูเพิ่มเติมในสวนนั้น 17. ครูอภิปรายรวมกับนักเรียนโดยใช Interactive Simulations: mass-spring-lab_en.jar ตามคูมือโปรแกรมสื่อการเรียนการสอนวิชาฟสิกส 2 (ว30202) เรื่อง งานและพลังงาน 5. ขั้นประเมินผล (Evaluate) ครูนําอภิปราย สรุปเนื้อหา ดวยคําถามตอไปนี้ 18. พลังงานศักยของวัตถุ คืออะไร ที่เราศึกษามีอะไรบาง (พลังงานศักย คือ พลังงานที่ สะสมในวัตถุอันเนื่องมาจากตําแหนงของวัตถุ ที่ศึกษาแบงออกเปน 2 ประเภท คือ พลังงานศักยโนม ถวง และ พลังงานศักยยืดหยุน) 19. พลังงานศักยโนมถวงกับพลังงานศักยยืดหยุนมีความหมายวาอยางไร เหมือนหรือ แตกตางกันอยางไร (พลังงานศักยโนมถวง (Gravitational Potential Energy) คือ พลังงานศักยของ วัตถุซึ่งอยูในที่สูง เกิดเนื่องจากแรงโนมถวงของโลกที่กระทําตอวัตถุ ขึ้นอยูกับตําแหนงความสูงจาก ระดับอางอิง / พลังงานศักยยืดหยุน (Elastic Potential Energy) คือ พลังงานศักยของสปริงขณะที่ ยืดออก หรือหดเขาจากตําแหนงสมดุล )
  • 33.
    33 20. เราจะหาคาของพลังงานศักยโนมถวงและพลังงานศักยยืดหยุนไดจาความสัมพันธใด 1 2 ( E p = mgh , E p ( elastic ) = kx ) 2 ครูมอบหมายใหนักเรียนไปศึกษาเนื้อหา เรื่อง กฎการอนุรักษพลังงาน ซึ่งจะเรียนในชั่วโมง ตอไปมาลวงหนา สื่อและแหลงการเรียนรู 1. หนังสือเรียนวิชาฟสิกสเพิ่มเติม เลม 2 2. ใบความรูที่ 3 เรื่อง พลังงานศักย 3. ใบกิจกรรมที่ 1 การทดลอง เรื่อง ความสัมพันธระหวางขนาดของแรงที่ใชดึงสปริงกับ ระยะทางที่สปริงยืดออก 4. วัสดุอุปกรณในการทดลอง ไดแก เครื่องชั่งสปริง 1 เครื่อง /สปริง 1 อัน/ไมบรรทัด 1 อัน 5. โปรแกรม SCILAB 6. คูมือโปรแกรมสื่อการเรียนการสอนวิชาฟสิกส 2 (ว30202) เรื่อง งานและพลังงาน 7. สื่อการสอนอิเล็กทรอนิกส Interactive Simulations: mass-spring-lab_en.jar การวัดและประเมินผล วิธการวัดและประเมินผล ี เครื่องมือ เกณฑการวัดและประเมินผล 1. สังเกต ความสนใจ ความ 1. แบบบันทึกการสังเกต 1. นักเรียนมีพฤติกรรมที่ ตั้งใจเรียน การแสดงความ พฤติกรรมการเรียนรูของ พึงประสงคตามคาดหวังตั้งแต 3 คิดเห็น การตอบคําถาม การ นักเรียน รายการขึ้นไป ผานเกณฑการ มีสวนรวมและพฤติกรรม ประเมิน การทํางาน 2. การปฏิบัติการทดลอง ใบ 2. แบบประเมินการทํากิจกรรม 2. นักเรียนทําการทดลอง ผานการ กิจกรรมที่ 1 การทดลอง ประเมินไดไมนอยกวาระดับ 2 3. ประเมินการมีคุณธรรมและ 3. แบบประเมินการมีคุณธรรม 3. แสดงพฤติกรรมที่บงบอกถึงการ จริยธรรมที่นักเรียน และจริยธรรม มีคุณธรรมและจริยธรรมอยูใน แสดงออกในขณะที่มีการ ระดับมาก เรียนรู
  • 34.
    34 ใบความรูที่ 3 เรื่อง พลังงานศักย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 วิชาฟสิกส 2 (ว30202) พลังงาน คือ สิ่งที่ไมมีตัวตน แตมีความสามารถทํางานได พลังงานศักย (potential energy; Ep) คือ พลังงานที่สะสมอยูในวัตถุอันเนื่องจากระดับ ความสูงที่วัตถุอยู มีคาเทากับงานเนื่องจากแรงดึงดูดของโลกในการดึงดูดใหวัตถุกลับลงสูพื้นดิน กําหนดใหมวล m อยูสูงจากพื้นเทากับ h ดังรูป ตองการหาพลังงานศักย = ? จากรูปงานจาก A ไป B เนื่องจากแรง mg มีขนาดดังนี้ WA->B = mgh ดังนั้นพลังงานศักย Ep = mgh Ep = mgh กราฟแสดงความสัมพันธพลังงานศักยกับความสูง พลังงานศักยยืดหยุน คือ พลังงานศักยของสปริงขณะที่ยืดออก หรือหดเขาจากตําแหนงสมดุล 1. แรงในสปริง (F) เมื่อสปริงเกิดการยืดหรือหดตัว จากสภาพปกติจะทําใหเกิดแรงในตัว สปริง โดยขนาดของแรงจะแปรผันตามระยะยืดหรือหดของสปริง กําหนดใหสปริงมีความยาวปกติ l0 เมื่อถูกดึงหรืออัดดวยแรง P จะทําใหสปริงยืดออกหรือ หดตัวเปนระยะเทากับ x ดังรูป
  • 35.
    35 ในขณะที่สปริงยืดหรือหดตัวจากสภาพปกติ จะเกิดแรงในสปริง ใหมีขนาดเทากับF จากนิยาม จะได F α x หรือ F = kx โดย F = แรงในสปริง, x = ระยะยืดหรือหดของสปริงจากสภาพปกติ k = คานิจของสปริง หรือ คือแรงที่ทําใหสปริงยืดหรือหดหนึ่งหนวย 2. พลังงานศักยในสปริง คือพลังงานที่สะสมอยูในสปริง อันเนื่องจากระยะยืดหรือหดของ สปริง มีคาเทากับงานเนื่องจากแรงในสปริงที่จะทําใหวัตถุกลับคืนสูแนวปกติ กําหนดใหวัตถุมวล m ยึดติดกับสปริงและสปริงมีความยาวปกติดังรูปบน เมื่อสปริงยืดตัว ออก x ปรากฏดังรูปลาง แรงที่เกิดในสปริงมีความสัมพันธกับระยะยืดดังกราฟรูปขวามือ จากนิยาม พลังงานศักยสปริงที่ B = งานเนื่องจากแรง F ในการดึงวัตถุจาก B ไป A เนื่องจากแรงในสปริงไมคงที่ ดังนั้นงานจากแรงในสปริงจึงมีคาเทากับพื้นที่ใตกราฟ F กับ x แทนคา Eps = พ.ท. ใตกราฟ F กับ x 1 2 จะได Eps = 1/2kx . x = kx 2 1 2 นั่นคือ Eps = kx 2
  • 36.
    36 ใบกิจกรรมที่ 1 การทดลองที่ 1 ความสัมพันธระหวางขนาดของแรงที่ใชดึงสปริงกับระยะทางที่สปริงยืดออก ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… คําชี้แจง ใหนักเรียนออกแบบกิจกรรมการทดลอง โดยใชหลักการของพลังงานศักยยืดหยุน อุปกรณ 1. เครื่องชั่งสปริง 1 เครื่อง 2. สปริง 1 อัน 3. ไมบรรทัด 1 อัน จุดประสงคของการทดลอง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… สมมติฐาน ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… วิธีการทดลอง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ผลการทดลอง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… สรุปผลการทดลอง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………….
  • 37.
    37 เฉลย ใบกิจกรรมที่ 1 การทดลองที่ 1 ความสัมพันธระหวางขนาดของแรงที่ใชดึงสปริงกับระยะทางที่สปริงยืดออก จุดประสงคของการทดลอง 1) เขียนกราฟแสดงความสัมพันธระหวางแรงที่ใชดึงสปริงกับระยะทางที่สปริงยืดออก จากตําแหนงสมดุล 2) สรุปวา แรงที่ใชดึงสปริงจะแปรผันตรงกับระยะที่สปริงยืดออกจากตําแหนงสมดุล 3) หาคาคงตัวสปริงจากกราฟระหวางแรงที่ใชดึง กับระยะที่สปริงยืดออกได 1 4) สรุปเปนสมการของพลังงานศักยยืดหยุนไดวา E p = ks 2 2 สมมติฐาน ความสัมพันธระหวางขนาดของแรงดึงกับระยะทางที่สปริงยืดออกจะแปรผันตรงกัน ดังนั้น เมื่อออกแรงดึงมากแลวระยะทางที่สปริงยืดออกจะมากขึ้นดวย วิธีการทดลอง 1) ใหยึดปลายขางหนึ่งของสปริงไวแลวใชเครื่องชั่งสปริงเกี่ยวปลายอีกขางหนึ่ง วาง สปริงและเครื่องชั่งสปริงในแนวขนานกับไมบรรทัด ดังรูป โดยใหปลายสุดของสปริงดานที่เกี่ยวกับ เครื่องชั่งสปริงอยูตรงขีดศูนยของไมบรรทัด 2) ออกแรงดึงเครื่องชั่งสปริงใหยืดออกครั้งละ 1 เซนติเมตร บันทึกขนาดของแรงดึง กับระยะทางที่สปริงยืดออกจากตําแหนงสมดุล 3) เขียนกราฟระหวางขนาดของแรงดึงอยูในแกน Y และระยะทางที่สปริงยืดออกอยู ในแกน X ผลการทดลอง ระยะที่สปริงยืดจากตําแหนงสมดุล(cm) 0.00 1.0 2.0 3.0 4.0 5.0 6.0 7.0 ขนาดของแรงที่ใชดึง(N) 0 1.00 1.85 2.80 3.85 4.80 5.70 6.60
  • 38.
    38 กราฟระหวางขนาดของแรงดึง (แกน X)กับระยะทางที่สปริงยืดออก (แกน Y) ดวยโปรแกรม SCILAB สรุปผลการทดลอง 1) เมื่อเราดึงใหระยะสปริงยืดจาดตําแหนงสมดุลมากขึ้น ขนาดของแรงที่ใชดึงจะมาก ขึ้นดวย) 2) กราฟมีลักษณะเปนเสนตรง 3) ความสัมพันธระหวางขนาดของแรงดึงกับระยะทางที่สปริงยืดออกจะแปรผันตรงกัน คือ Fαs หรือ F = ks 4) จากกราฟผลการทดลอง จะหางานจากแรงดึงสปริงได คือ งาน เทากับ พื้นที่ใต 1 กราฟแรงและระยะทาง ซึ่งเทากับ w = Fs ) 2 5) งานที่ใชในการดึงสปริงใหยืดออกจากตําแหนงสมดุล จะเทากับคาพลังงานศักย 1 ยืดหยุนของสปริง นั่นคือ E p = ks 2 2
  • 39.
    39 แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู วิชา ฟสิกส 2 (ว30202) หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4 มุงมั่น มีจิต ใฝเรียน มีวินัย ทํางานได สาธารณะ ใฝรู ตั้งใจเรียน ซื่อสัตย สําเร็จ เลขที่ ชื่อ-นามสกุล รวมกัน รวมทํา หมายเหตุ และทํา สุจริต เรียบรอย อภิปราย กิจกรรม กิจกรม ถูกตองและ ซักถาม กลุม ครบถวน หมายเหตุ ใหบันทึกโดยใชเครื่องหมาย  = แสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวัง  = ไมแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวัง เกณฑการประเมิน นักเรียนมีพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวังตั้งแต 3 รายการขึ้นไป ผานเกณฑการประเมิน
  • 40.
    40 แบบประเมินการปฏิบัติการทดลอง เรื่อง ความสัมพันธระหวางขนาดของแรงที่ใชดึงสปริงกับระยะทางที่สปริงยืดออก กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 --------------------------------------------------------------- ชื่อกลุม...............................................................ชั้น ...................วันที่......................................... คําชี้แจง ทําเครื่องหมาย  ลงในชองตรงกับระดับพฤติกรรมที่นักเรียนแสดงออก ตามเกณฑ การประเมินที่กําหนด คะแนนที่ได รายการพฤติกรรม ขอเสนอแนะ 4 3 2 1 1. การวางแผนการทดลอง 1.1 การกําหนดปญหา 1.2 การตั้งสมมติฐาน 1.2 การดําเนินการทดลอง 1.3 การวางแผนกําหนดขั้นตอนการทํางาน 2. การปฏิบัติการทดลอง 2.1 ใชวัสดุ อุปกรณ เครื่องมือในการทดลอง 2.2 ทําการทดลองตามขั้นตอนที่กําหนด 2.3 การบันทึกผลการทดลอง 2.4 ทําความสะอาดและเก็บวัสดุ อุปกรณ 3. การนําเสนอ 3.1 การแปลความหมายขอมูล 3.2 การนําเสนอผลการทดลอง 3.3 การสรุปผลการทดลอง 3.4 การอภิปรายและขอเสนอแนะ รวม รอยละ ความคิดเห็นเพิ่มเติม ......................................................................................................................... ....................................... .............................................................................................................................................................. (ลงชื่อ) ผูประเมิน (..................................................)
  • 41.
    41 เกณฑการใหคะแนนการประเมินการปฏิบัติการทดลอง เรื่อง ความสัมพันธระหวางขนาดของแรงที่ใชดึงสปริงกับระยะทางที่สปริงยืดออก ระดับ รายการประเมิน คะแนน 1. การวางแผนการทดลอง 1.1 การกําหนดปญหา - กําหนดปญหาไดชัดเจน สอดคลองครอบคลุมกับเรื่องที่ศึกษาดีมาก 4 - กําหนดปญหาไดไมชัดเจน สอดคลองครอบคลุมกับเรื่องที่ศึกษาเพียงบางสวน 3 - กําหนดปญหาไดบาง แตไมสอดคลองครอบคลุมกับเรื่องที่ศึกษา 2 - กําหนดปญหาไมได 1 1.2 กําหนดปญหาและตั้งสมมติฐาน - สมมติฐานสอดคลองกับปญหาและแสดงความสัมพันธระหวางเหตุและผล อยางชัดเจน 4 - สมมติฐานสอดคลองกับปญหาและแสดงความสัมพันธระหวางเหตุและผลแตยังไมชัดเจน 3 - ตั้งสมมติฐานสอดคลองกับปญหา แตไมแสดงความสัมพันธระหวางเหตุและผล 2 - สมมติฐานไมสอดคลองกับปญหา 1 1.3 การดําเนินการทดลอง - ดําเนินการทดลองไดถูกตองครบสมบูรณ 4 - ดําเนินการทดลองไดถูกตองเปนสวนใหญ 3 - ดําเนินการทดลองไดถูกตองเปนบางสวน 2 - ดําเนินการทดลองไมเหมาะสม 1 1.4 การวางแผนกําหนดขั้นตอนการทํางาน - ระบุภาระงานและขั้นตอนการทํางานไดชัดเจน การทํางานทั้งหมดสอดคลองกับ 4 จุดประสงค - ระบุภาระงานไดบาง แตไมครบทุกขั้นตอน การทํางานที่กําหนดสวนใหญเหมาะสมดี 3 แผนการทํางานโดยรวมสอดคลองกับจุดประสงคดี - ระบุภาระงานและขั้นตอนการทํางานไดพอสมควร ขั้นตอนการทํางานบางสวนไมเหมาะ 2 สมกับจุดประสงค - ไมสามารถระบุภาระงาน ไมครบทุกขั้นตอน แผนการทํางานไมสอดคลองกับจุดประสงค 1
  • 42.
    42 เกณฑการใหคะแนนการประเมินการปฏิบัติการทดลอง เรื่อง ความสัมพันธระหวางขนาดของแรงที่ใชดึงสปริงกับระยะทางที่สปริงยืดออก (ตอ) ระดับ รายการประเมิน คะแนน 2. การปฏิบัติการทดลอง 2.1 การใชวัสดุ อุปกรณ เครื่องมือ ในการทดลอง - ใชอุปกรณ อุปกรณ เครื่องมือไดถูกตองตามหลักการปฏิบัติ อยางคลองแคลว 4 - ใชอุปกรณ อุปกรณ เครื่องมือไดถูกตองตามหลักการปฏิบัติ แตไมคลองแคลว 3 - ใชอุปกรณ อุปกรณ เครื่องมือไดบางสวนแตไมคลองแคลว 2 - ใชอุปกรณ อุปกรณ เครื่องมือไดไมถูกตอง 1 2.2 ทําการทดลองตามขั้นตอนที่กําหนด - ทดลองตามวิธีการและขั้นตอนที่กําหนดไวอยางถูกตอง 4 - ทดลองตามวิธีการและขั้นตอนที่กําหนดไวโดยครูเปนผูแนะนําในบางสวน 3 - ทดลองตามวิธีการและขั้นตอนที่กําหนดไว หรือดําเนินการขามขั้นตอนที่กําหนด 2 - ไมทดลองตามวิธีการและขั้นตอนที่กําหนดไว 1 2.3 การบันทึกผลการทดลอง - บันทึกผล อยางถูกตองมีระเบียบ และเปนไปตามการทดลอง 4 - บันทึกผล ไมระบุหนวย ไมเปนระเบียบ และเปนไปตามการทดลอง 3 - บันทึกผล ไมมีการระบุหนวย และไมเปนไปตามการทดลอง 2 - ไมมีการบันทึกผล 1 2.4 ทําความสะอาดและจัดเก็บอุปกรณ - ดูแลอุปกรณ/เครื่องมือทดลองอยางดี มีการทําความสะอาดและเก็บอยางถูกตองตาม 4 หลักการ - ดูแลอุปกรณ/เครื่องมือขณะทดลอง ทําความสะอาด แตเก็บไมถูกตอง 3 - ดูแลอุปกรณ/เครื่องมือบางสวน แตไมสนใจทําความสะอาดและเก็บใหเขาที่ 2 - ไมดูแลอุปกรณ/เครื่องมือและไมสนใจทําความสะอาด ไมเก็บเขาที่ 1
  • 43.
    43 เกณฑการใหคะแนนการประเมินการปฏิบัติการทดลอง เรื่อง ความสัมพันธระหวางขนาดของแรงที่ใชดึงสปริงกับระยะทางที่สปริงยืดออก (ตอ) ระดับ รายการประเมิน คะแนน 3. การนําเสนอ 3.1 การแปลความหมายขอมูล - บรรยายลักษณะขอมูลตามขอมูลที่มีอยางถูกตอง 4 - บรรยายลักษณะขอมูลตามขอมูลที่มีถูกตองพอใช 3 - บรรยายลักษณะขอมูลตามขอมูลที่มีถูกตองบางสวน 2 - บรรยายลักษณะขอมูลนอกเหนือจากที่มี และไมถูกตอง 1 3.2 การนําเสนอผลการทดลอง - จัดกระทําขอมูลเขาใจงาย นําเสนอผลการทดลองเปนลําดับขั้นตอนชัดเจนดีมาก 4 - จัดกระทําขอมูลเขาใจงาย นําเสนอผลการทดลองเปนลําดับขั้นตอนชัดเจนพอใช 3 - จัดกระทําขอมูลเขาใจพอควร และนําเสนอผลการทดลองไมเปนลําดับขั้นตอน 2 - จัดกระทําขอมูลไมเขาใจ และนําเสนอผลการทดลองไมเปนลําดับขั้นตอน 1 3.3 การสรุปผลการทดลอง - สรุปผลการทดลองดวยตนเองไดชัดเจนดีมาก ครบถวนตรงตามจุดประสงค 4 - สรุปผลการทดลองไดชัดเจนดี คอนขางจะครบถวนตรงตามจุดประสงค 3 - สรุปผลการทดลองดวยตนเองไมไดทั้งหมด ตองไดรับคําแนะนําเปนบางสวน 2 - สรุปผลการทดลองไมได 1 3.4 การอภิปรายผลและขอแสนอแนะ - อภิปรายผลการทดลองถูกตองและสอดคลองกับจุดประสงคของการทดลอง 4 - อภิปรายผลการทดลองถูกตองและสอดคลองกับจุดประสงคการทดลองเปนสวนใหญ 3 - อภิปรายผลการทดลองถูกตอง แตสอดคลองกับจุดประสงคของการทดลองบางสวน 2 - อภิปรายผลการทดลองไมถูกตอง และไมสอดคลองกับจุดประสงค 1
  • 44.
    44 แบบประเมินการมีคุณธรรมและจริยธรรม วิชา ฟสิกส 2 (ว30202) หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4 ชื่อ-สกุล...............................................................................ชัน .................เลขที่ ............................. ้ คําชี้แจง ทําเครื่องหมาย  ลงในชองตรงกับคุณลักษณะที่นักเรียนแสดงออก โดยจําแนกระดับ พฤติกรรมการแสดงออกเปน 5 ระดับ ดังนี้ ระดับพฤติกรรมการแสดงออก 5 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกอยางสม่ําเสมอตลอดเวลามากที่สุด 4 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงอยางมาก 3 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกเปนครั้งคราว 2 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกนอยครั้ง 1 หมายถึง ผูเรียนไมมีพฤติกรรมการแสดงออกเลย สถานะของผูประเมิน ครูผูสอน นักเรียน พฤติกรรมการแสดงออก รายการ 5 4 3 2 1 1. ความสนใจใฝรู 1.1 มีความใฝใจและพอใจในการสืบเสาะแสวงหาความรู 1.2 มีความกระตือรือรนตอกิจกรรมและเรื่องอื่นๆ 1.3 ชอบทดลอง คนควา 1.4 ชอบสนทนาซักถาม ฟง อาน เพื่อใหไดความรูเพิ่มขึ้น สรุป ( x ) 2. ความมุงมั่น อดทน รอบคอบ 2.1 ยอมรับผลการกระทําของตนเองทั้งที่เปนผลดีและผลเสีย 2.2 ทํางานที่ไดรับมอบหมายใหสมบูรณตามกําหนดและตรงเวลา 2.3 ทํางานเต็มความสามารถ 2.4 ไมทอถอยในการทํางานเมื่อมีอุปสรรคหรือลมเหลว 2.5 มีความอดทนแมการดําเนินการแกปญหาจะยุงยากและใชเวลา สรุป ( x )
  • 45.
    45 พฤติกรรมการแสดงออก รายการ 5 4 3 2 1 3. อยูอยางพอเพียง 3.1 ใชเวลาในการปฏิบัติงานเปนไปตามที่กําหนด (พอประมาณ) 3.2 ใชวสดุอุปกรณไดอยางเหมาะสม ประหยัด และคุมคา ั (พอประมาณ) 3.3 อธิบายหรือแสดงความคิดเห็นอยางมีเหตุผล (มีเหตุผล) 3.4 ยอมรับฟงคําวิพากษวิจารณ ขอโตแยงหรือขอคิดเห็นของผูอื่น (มีเหตุผล) 3.5 มีการวงแผนการทํางานอยางรอบคอบ (ภูมิคุมกัน) 3.6 จัดเตรียมใหพรอมและดําเนินการทดลองดวยความ ระมัดระวัง (ภูมิคุมกัน) สรุป ( x ) ความคิดเห็นเพิ่มเติม ............................................................................................................................... ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. (ลงชื่อ) ผูประเมิน ( ) ............./.............../.............
  • 46.
    46 แผนการจัดการเรียนรูที่ 4 รายวิชาฟสิกส 2 รหัสวิชา ว30202 กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนกระแชงวิทยา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2555 สาระที่ 5 : พลังงาน หนวยการเรียนรู ที่ 1 ชื่อหนวยยอย กฎการอนุรักษพลังงาน เวลา 2.00 ชั่วโมง ผูสอน ครูยุพวรรณ ตรีรัตนวิชชา ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… มาตรฐาน ว 5.1 เขาใจความสัมพันธระหวางพลังงานกับการดํารงชีวิต การเปลี่ยนแปลงพลังงาน ปฏิสัมพันธระหวางสารและพลังงาน ผลของการใชพลังงานตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม มีกระบวนการ สืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน มาตรฐานการเรียนรูชวงชั้น ม.4-6 สํารวจตรวจสอบและอธิบายความหมายของงาน พลังงานศักย โนมถวง พลังงานจลน กฎการอนุรักษพลังงานและการนําไปใชประโยชน สาระการเรียนรู พลังงานตางๆของวัตถุจะไมสูญหาย แตอาจเปลี่ยนรูปจากพลังงานหนึ่งเปนอีกพลังงานหนึ่ง ซึ่งเปนไปตามกฎการอนุรักษพลังงานกล กฎการอนุรักษพลังงานกลสามารถใชวิเคราะหการเคลื่อนที่ ตางๆ เชน การเคลื่อนที่แบบวงกลมในระนาบดิ่ง การเคลื่อนที่ของวัตถุที่ติดสปริง การเคลื่อนที่ภายใต สนามโนมถวงของโลก เปนตน จุดประสงคการเรียนรู 1. วิเคราะหความสัมพันธระหวางพลังงานศักยโนมถวงและพลังงานจลนของวัตถุและอธิบาย ความสัมพันธของพลังงานทั้งสอง 2. ใชกฎการอนุรักษพลังงานกลอธิบายการเปลี่ยนรูปพลังงาน พรอมทั้งยกตัวอยางประกอบ ดานความรู (K) - อธิบายเกี่ยวกับกฎการอนุรักษพลังงานได - ถายทอดความรูใหแกสมาชิกในกลุมได - ประยุกตใชความรูเกี่ยวกับกฎการอนุรักษพลังงานในชีวิตประจําวันได ดานทักษะกระบวนการ (P) - หาความสัมพันธของพลังงานรูปแบบตางๆตามกฎการอนุรักษพลังงานได - คํานวณหาปริมาณที่เกี่ยวของกับกฎการอนุรักษพลังงานได - สื่อสารและสื่อความหมายได
  • 47.
    47 - นําเสนอขอมูลได ดานจิตวิทยาศาสตร (A) - มีความอยากรูอยากเห็น สนใจใฝรูในสถานการณหรือเหตุการณที่กําหนด - มีความมุงมั่น อดทนในการแกปญหาทางวิทยาศาสตร - ใจกวาง ยอมรับความคิดเห็นของผูอื่น - มีความละเอียดรอบคอบในการทําการทดลองทางวิทยาศาสตร - มีความซื่อสัตยตอผลการทดลอง - มีความสงสัยและกระตือรือรนที่จะหาคําตอบ - ยอมรับเมื่อมีประจักษพยานหรือเหตุผลที่เพียงพอ สมรรถนะที่สําคัญ 1. มีทักษะในการสื่อสาร 2. มีทักษะในการคิดวิเคราะหอยางมีวิจารณญาณ 3. มีทักษะในการแกปญหา 4. มีทักษะกระบวนการ 5. มีทักษะในการใชเทคโนโลยีเนื้อหา กระบวนการจัดการเรียนรู / กิจกรรม 5 Es 1. ขั้นสรางความสนใจ (Engage) 1. ครูสาธิตการตกอยางเสรีของถุงทราย ใหนักเรียนสังเกตวามีปริมาณใดเปลี่ยนแปลงไป บาง (ปริมาณที่เปลี่ยนไป คือ เมื่อระดับของวัตถุลดลง อัตราเร็วของวัตถุจะเพิ่มขึ้น) 2. ครูตั้งประเด็นคําถามวา - การที่เมื่อระดับของวัตถุลดลง แลวความเร็วเพิ่มขึ้น แสดงวาพลังงานจลนของวัตถุ จะเปลี่ยนแปลงอยางไร (พลังงานจลนของวัตถุจะเพิ่มขึ้น) - เมื่อวัตถุเคลื่อนที่ลงสูพื้นโลก คาพลังงานศักยของวัตถุจะมีการเปลี่ยนแปลง อยางไร (พลังงานศักยของวัตถุจะลดลง) 3. ครูอภิปรายรวมกับนักเรียนวา ผลบวกของพลังงานศักยและพลังงานจลน เรียกวา พลังงานกลรวมของวัตถุ 4. ครูตั้งปญหาถามนักเรียนวา พลังงานกลรวมของวัตถุที่ตกลงมาอยางเสรี ณ ตําแหนง ตางๆจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม อยางไร
  • 48.
    48 2. ขั้นสํารวจและคนหา (Explore) 5. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายการนํากฎการเคลื่อนที่มาคํานวณหาพลังงานศักยโนมถวง และพลังงานจลนของวัตถุ ณ ตําแหนงตางๆ เมื่อวัตถุตกแบบเสรี และใหนักเรียนวิเคราะหวา การ หยอนถุงทรายลงแนวดิ่งโดยมือจับถุงทรายตลอดเวลา ใหถุงทรายเคลื่อนที่ลงดวยอัตราเร็วคงตัว และ ถาโยนวัตถุขึ้นในแนวดิ่ง ภายใตแรงโนมถวงของโลกเพียงแรงเดียว พลังงานกลรวมของถุงทรายและ วัตถุ ณ ตําแหนงตางๆเปลี่ยนแปลงอยางไร จนไดขอสรุปวา - การเคลื่อนที่แบบเสรีของวัตถุภายใตแรงโนมถวงของโลก โดยไมมีแรงอื่นมากระทํา พลังงานกล รวมของวัตถุ ณ ตําแหนงตางๆยอมมีคาคงตัวเสมอ - เมื่อวัตถุตก ในแตละระดับพลังงานศักยโนมถวงลดลงมีคาเทากับพลังงานจลนที่เพิ่มขึ้น - เมื่อขวางวัตถุตามแนวดิ่งอยางเสรี ณ ตําแหนงตางๆ พลังงานศักยโนมถวงจะเพิ่มขึ้นเทากับ พลังงานจลนของวัตถุที่ลดลง 6. ครูใหนักเรียนวิเคราะหวาพลังงานกลรวมของสปริงมีคาคงตัว โดยใชคําถามนําการ วิเคราะห เชน - ขณะสปริงถูกกด พลังงานกลรวมของสปริงมีคาเทาใด - เมื่อปลอยใหสปริงดีดกลับ พลังงานกลมีการเปลี่ยนแปลงอยางไร - ที่ตําแหนงสมดุล สปริงมีพลังงานใดมากที่สุด - เราจะสรุปพลังงานกลรวมของสปริงไดวาอยางไร 7. ครูอภิปรายรวมกับนักเรียน จนไดขอสรุปวา ในการเคลื่อนที่ของวัตถุภายใตแรงโนมถวง ของโลก หรือภายใตแรงยืดหยุน พลังงานกลรวมขอวัตถุจะมีคาคงตัวเสมอ ซึ่งเปนไปตามกฎการ อนุรักษพลังงาน ที่กลาววา พลังงานรวมของวัตถุจะมาสูญหายไปไหน แตอาจเปลี่ยนจากรูปหนึ่งไป เปนอีกรูปหนึ่ง 3. ขั้นอธิบาย (Explain) 9. ครูนํานักเรียนอภิปรายเกี่ยวกับการเปลี่ยนรูปพลังงานอื่นๆนอกเหนือจากการพลังงานที่ กลาวมา โดยใหนักเรียนยกตัวอยาง จนไดขอสรุปวา ถึงแมจะมีการเปลี่ยนรูปพลังงาน แตพลังงานรวม ของระบบยังมีคาคงตัวเสมอ ซึ่งเปนไปตามกฎการอนุรักษพลังงาน (ตัวอยางเชน การเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตยที่สองมายังโลก เปนพลังงานความรอน หรือ พลังงานไฟฟา การเปลี่ยนพลังงานกลของน้ําที่ตกลงมายังหนาเขื่อน เทียบกับตําแหนงใตเขื่อน และ การเปลี่ยนพลังงานศักยของน้ําไปเปนพลังงานไฟฟาเมื่อใหน้ําผานเครื่องกําเนิดไฟฟา พลังงานไฟฟาที่ ไดเปลี่ยนเปนพลังงานแสงของหลอดไฟ หรือพลังงานกลของมอเตอรไฟฟา)
  • 49.
    49 10. ครูยกตัวอยางการนํากฎการอนุรักษพลังงานไปใชแกปญหาโจทยจากตัวอยางในใบความรู ที่ 4 แสดงวิธีการหาคําตอบตัวอยางที่ 1 และตัวอยางที่ 2 บนกระดาน 4. ขั้นขยายความรู (Elaborate) 11. ครูอภิปรายรวมกับนักเรียนโดยใช Interactive Simulations: energy-skate-park- basics_en.jar ตามคูมือโปรแกรมสื่อการเรียนการสอนวิชาฟสิกส 2 (ว30202) เรื่อง งานและพลังงาน 12. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนสอบถามเนื้อหาเรื่อง กฎการอนุรักษพลังงาน วามีสวนไหนที่ยัง ไมเขาใจและใหความรูเพิ่มเติมในสวนนั้น จากนั้นใหนักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียน 5. ขั้นประเมินผล (Evaluate) ครูนําอภิปราย สรุปเนื้อหา ดวยคําถามตอไปนี้ 13. พลังงานกลรวมของวัตถุ ประกอบดวยพลังงานใดบาง (พลังงานกลรวมของวัตถุ คือ ผลรวมของพลังงานจลนและพลังงานศักยของวัตถุ) 14. กฎการอนุรักษพลังงานกลาววาอยางไร ( กฎการอนุรักษพลังงานกลาววา พลังงาน รวมของวัตถุจะไมสูญหายไปไหน แตอาจเปลี่ยนรูปจากรูปหนึ่งไปเปนอีกรูปหนึ่ง) 15. น้ําเหนือเขื่อนถูกปลอยลงมาเขาเครื่องกําเนิดไฟฟาสามารถผลิตพลังงานไฟฟาได จะมี การเปลี่ยนแปลงของพลังงานอยางไร ( พลังงานศักยโนมถวงของน้ํา เปลี่ยนเปนพลังงานจลนในการ หมุนเครื่องกําเนิดไฟฟาจากนั้นจึงเปลี่ยนเปนพลังงานไฟฟา ) 16. ปลอยลูกบอลจากที่สูงใหตกกระทบพื้น แลวลูกบอลสะทอนขึ้นจากพื้น มีการ เปลี่ยนแปลงของพลังงานอยางไร ( ลูกบอลมีพลังงานศักยโนมถวงและเปลี่ยนเปนพลังงานจลนขณะ กระทบพื้นจะสูญเสียพลังงานบางสวนไปเปนเสียงและทําใหอนุภาคของพื้นสั่นสะเทือน จากนั้น พลังงานจลนจึงเปลี่ยนเปนพลังงานศักยโนมถวงอีกครั้ง) 17. ถารถยนตเริ่มเคลื่อนที่จากจุดหยุดนิ่ง แลวเพิ่มความเร็วอยูระยะหนึ่ง จากนั้นเบรกให ความเร็วลดลงจนรถหยุด จะมีการเปลี่ยนแปลงพลังงานอยางไร (ขณะรถเพิ่มความเร็วพลังงานเคมีใน น้ํามันเชื้อเพลิงเปลี่ยนเปนพลังงานจลนและพลังงานความรอน ขณะรถเบรก พลังงานจลน เปลี่ยนเปนพลังงานความรอน) 18. ใหนักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียน จํานวน 5 ขอ ครูมอบหมายใหนักเรียนไปศึกษาเนื้อหา เรื่อง กําลัง ซึ่งจะเรียนในชั่วโมงตอไปมาลวงหนา สื่อและแหลงการเรียนรู 1. หนังสือเรียนวิชาฟสิกสเพิ่มเติม เลม 2
  • 50.
    50 2. ถุงทราย 3. เชือก 4. สปริง 5. ใบความรูที่ 4 เรื่อง กฎการอนุรักษพลังงาน 6. คูมือโปรแกรมสื่อการเรียนการสอนวิชาฟสิกส 2 (ว30202) เรื่อง งานและพลังงาน 7. สื่อการสอนอิเล็กทรอนิกส Interactive Simulations: energy-skate-park- basics_en.jar การวัดและประเมินผล วิธการวัดและประเมินผล ี เครื่องมือ เกณฑการวัดและประเมินผล 1. สังเกต ความสนใจ ความ 1. แบบบันทึกการสังเกต 1. นักเรียนมีพฤติกรรมที่ ตั้งใจเรียน การแสดงความ พฤติกรรมการเรียนรูของ พึงประสงคตามคาดหวังตั้งแต 3 คิดเห็น การตอบคําถาม การ นักเรียน รายการขึ้นไป ผานเกณฑการ มีสวนรวมและพฤติกรรม ประเมิน การทํางาน 2. ประเมินการมีคุณธรรมและ 2. แบบประเมินการมีคุณธรรม 2. แสดงพฤติกรรมที่บงบอกถึงการ จริยธรรมที่นักเรียน และจริยธรรม มีคุณธรรมและจริยธรรมอยูใน แสดงออกในขณะที่มีการ ระดับมาก เรียนรู
  • 51.
    51 ใบความรูที่ 4 เรื่อง กฎการอนุรักษพลังงาน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 วิชาฟสิกส 2 (ว30202) ถาปลอยวัตถุมวล m ใหตกแบบเสรี ความเร็วเปนศูนย เมื่ออยูสูง h 0 จากพื้นดินตอมาเมื่อ วัตถุนี้มีความเร็ว v1 เมื่ออยูสูง h1 จากพื้นดิน และเมื่ออยูสูง h 2 จากพื้นดิน มีความเร็ว v 2 จากสมการ v 2= u 2 + 2gs ขณะมีความเร็ว v1 v 12 =+ 2g(h 0 − h 1 ) 02 1 1 mv 12 คูณ m ทั้งสองขาง จะได = mg(h 0 − h1 ) 2 2 1 2 mv 1 + mgh 1 =..........................(a) mgh 0 2 ขณะมีความเร็ว v 2 v 22 =+ 2g(h 0 − h 2 ) 02 1 1 2 คูณ m ทั้งสองขาง จะได = mg(h 0 − h 2 ) mv 2 2 2 1 2 mv 2 + mgh 2 =..........................(b) mgh 0 2 เนื่องจาก (a) = (b) 1 2 1 ดังนั้น mv 1 + mgh 1 = mv 22 + mgh 2 2 2 นั่นคือ ในการเคลื่อนที่แบบเสรีของวัตถุภายใตแรงโนมถวงของโลก พลังงานกลรวมของวัตถุ ณ ตําแหนงใดๆ มีคาเทากับผลรวมของพลังงานจลนและพลังงานศักยของวัตถุ ซึ่งมีคาคงตัวเสมอ กฎ การอนุรักษพลังงานกลาววา “พลังงานรวมของวัตถุจะไมสูญหายไปไหน แตอาจเปลี่ยนรูปจากรูปหนึ่ง ไปเปนอีกรูปหนึ่ง” ตัวอยางที่ 1 ปลอยวัตถุตกจากที่สูงจากพื้น h ตองการหาความเร็ววัตถุที่พื้น วิธีทํา สังเกตรูปการเคลื่อนที่
  • 52.
    52 พิจารณาการเคลื่อนที่ของวัตถุจาก A  B วัตถุเคลื่อนที่จาก A  B ไมมีแรงเสียดทานและแรง P ใดๆ กระทํา ดังนั้นสมการพลังงานจะได EA = E B ที่ A มีแตพลังงานศักยโลก ∴ EA = mgh ที่ B มีแตพลังงานจลน ∴ EB = 1 mv 2 2 1 ดังนั้น mgh = mv 2 2 v = 2gh ตัวอยางที่ 2 สปริงอันหนึ่งยึดแนนปลายขางหนึ่งและปลายอีกขางหนึ่งอิสระ วัตถุมวล m อัดสปริงเขาไปไดระยะ x แลวปลอยใหกระเด็นออกมา จงหาความเร็วของวัตถุที่กระเด็นออกมา วิธีทํา สังเกตรูปการเคลื่อนที่ของวัตถุ วัตถุเคลื่อนที่จาก (1) ไป (2) ไมมีแรงเสียดทานและแรง P ใดๆ กระทํา ดังนั้น จะไดสมการพลังงานคือ E1 = E2 1 2 1 kx = mv 2 2 2 kx 2 k v = = x m m
  • 53.
    53 แบบทดสอบหลังเรียน เรื่อง กฎการอนุรักษพลังงาน ชื่อ……………………………………………………ชั้น ม.4 /…….เลขที่………. จงเติมเครื่องหมาย () หรือ ( ) ลงไปหนาคําตอบที่ถูกตองถาผิดใหแกคําตอบใหถูกตองลงไป ในที่วางดานขวามือ ______ 1. พลังงานจลนมีคาเปนบวกเสมอ 2. พลังงานศักยมีคาไดทั้งบวกและลบ 3. พลังงานกลไมสามารถเปลี่ยนรูปเปนงานได 4. เมื่อไมมีแรงเสียดทานมากระทําพลังงานรวมที่แตละจุดจะเทากัน 5. เมื่อมีแรงเสียดทานมากระทํา พลังงานทีจุดเริ่มตน + ่ งานของแรงเสียดทานเทากับ  พลังงานรวมที่จุดปลาย 
  • 54.
    54 เฉลย แบบทดสอบหลังเรียน เรื่อง กฎการอนุรักษพลังงาน ชื่อ……………………………………………………ชั้น ม.4 /…….เลขที่………. จงเติมเครื่องหมาย () หรือ ( ) ลงไปหนาคําตอบที่ถูกตองถาผิดใหแกคําตอบใหถูกตองลงไป ในที่วางดานขวามือ  1. พลังงานจลนมีคาเปนบวกเสมอ  2. พลังงานศักยมีคาไดทั้งบวกและลบ  3. พลังงานกลไมสามารถเปลี่ยนรูปเปนงานได  4. เมื่อไมมีแรงเสียดทานมากระทําพลังงานรวมที่แตละจุดจะเทากัน  5. เมื่อมีแรงเสียดทานมากระทํา พลังงานที่จุดเริ่มตน + งานของแรงเสียดทานเทากับ พลังงานรวมที่จุดปลาย 
  • 55.
    55 แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู วิชา ฟสิกส 2 (ว30202) หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4 มุงมั่น มีจิต ใฝเรียน มีวินัย ทํางานได สาธารณะ ใฝรู ตั้งใจเรียน ซื่อสัตย สําเร็จ เลขที่ ชื่อ-นามสกุล รวมกัน รวมทํา หมายเหตุ และทํา สุจริต เรียบรอย อภิปราย กิจกรรม กิจกรม ถูกตองและ ซักถาม กลุม ครบถวน หมายเหตุ ใหบันทึกโดยใชเครื่องหมาย  = แสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวัง  = ไมแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวัง เกณฑการประเมิน นักเรียนมีพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวังตั้งแต 3 รายการขึ้นไป ผานเกณฑการประเมิน
  • 56.
    56 แบบประเมินการมีคุณธรรมและจริยธรรม วิชา ฟสิกส 2 (ว30202) หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4 ชื่อ-สกุล...............................................................................ชัน .................เลขที่ ............................. ้ คําชี้แจง ทําเครื่องหมาย  ลงในชองตรงกับคุณลักษณะที่นักเรียนแสดงออก โดยจําแนกระดับ พฤติกรรมการแสดงออกเปน 5 ระดับ ดังนี้ ระดับพฤติกรรมการแสดงออก 5 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกอยางสม่ําเสมอตลอดเวลามากที่สุด 4 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงอยางมาก 3 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกเปนครั้งคราว 2 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกนอยครั้ง 1 หมายถึง ผูเรียนไมมีพฤติกรรมการแสดงออกเลย สถานะของผูประเมิน ครูผูสอน นักเรียน พฤติกรรมการแสดงออก รายการ 5 4 3 2 1 1. ความสนใจใฝรู 1.1 มีความใฝใจและพอใจในการสืบเสาะแสวงหาความรู 1.2 มีความกระตือรือรนตอกิจกรรมและเรื่องอื่นๆ 1.3 ชอบทดลอง คนควา 1.4 ชอบสนทนาซักถาม ฟง อาน เพื่อใหไดความรูเพิ่มขึ้น สรุป ( x ) 2. ความมุงมั่น อดทน รอบคอบ 2.1 ยอมรับผลการกระทําของตนเองทั้งที่เปนผลดีและผลเสีย 2.2 ทํางานที่ไดรับมอบหมายใหสมบูรณตามกําหนดและตรงเวลา 2.3 ทํางานเต็มความสามารถ 2.4 ไมทอถอยในการทํางานเมื่อมีอุปสรรคหรือลมเหลว 2.5 มีความอดทนแมการดําเนินการแกปญหาจะยุงยากและใชเวลา สรุป ( x )
  • 57.
    57 พฤติกรรมการแสดงออก รายการ 5 4 3 2 1 3. อยูอยางพอเพียง 3.1 ใชเวลาในการปฏิบัติงานเปนไปตามที่กําหนด (พอประมาณ) 3.2 ใชวสดุอุปกรณไดอยางเหมาะสม ประหยัด และคุมคา ั (พอประมาณ) 3.3 อธิบายหรือแสดงความคิดเห็นอยางมีเหตุผล (มีเหตุผล) 3.4 ยอมรับฟงคําวิพากษวิจารณ ขอโตแยงหรือขอคิดเห็นของผูอื่น (มีเหตุผล) 3.5 มีการวงแผนการทํางานอยางรอบคอบ (ภูมิคุมกัน) 3.6 จัดเตรียมใหพรอมและดําเนินการทดลองดวยความ ระมัดระวัง (ภูมิคุมกัน) สรุป ( x ) ความคิดเห็นเพิ่มเติม ............................................................................................................................... ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. (ลงชื่อ) ผูประเมิน ( ) ............./.............../.............
  • 58.
    58 แผนการจัดการเรียนรูที่ 5 รายวิชาฟสิกส 2 รหัสวิชา ว30202 กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนกระแชงวิทยา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2555 สาระที่ 5 : พลังงาน หนวยการเรียนรู ที่ 1 ชื่อหนวยยอย กําลัง เวลา 2.00 ชั่วโมง ผูสอน ครูยุพวรรณ ตรีรัตนวิชชา ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… มาตรฐาน ว 5.1 เขาใจความสัมพันธระหวางพลังงานกับการดํารงชีวิต การเปลี่ยนแปลงพลังงาน ปฏิสัมพันธระหวางสารและพลังงาน ผลของการใชพลังงานตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม มีกระบวนการ สืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน มาตรฐานการเรียนรูชวงชั้น ม.4-6 สํารวจตรวจสอบและอธิบายความหมายของงาน พลังงานศักย โนมถวง พลังงานจลน กฎการอนุรักษพลังงานและการนําไปใชประโยชน สาระการเรียนรู กําลัง คือ งานที่ทําไดในหนึ่งหนวยเวลา จุดประสงคการเรียนรู 1. อธิบายความหมายของกําลังเฉลี่ยและกําลังขณะหนึ่ง 2. คํานวณหากําลัง (เฉลี่ย) จากงานในชวงเวลาของการทํางาน ดานความรู (K) - อธิบายเกี่ยวกับกําลังได - ถายทอดความรูใหแกสมาชิกในกลุมได - ประยุกตใชความรูเกี่ยวกับกําลังในชีวิตประจําวันได ดานทักษะกระบวนการ (P) - คํานวณหาปริมาณที่เกี่ยวของกับกําลังได - สื่อสารและสื่อความหมายได - นําเสนอขอมูลได ดานจิตวิทยาศาสตร (A) - มีความอยากรูอยากเห็น สนใจใฝรูในสถานการณหรือเหตุการณที่กําหนด - มีความมุงมั่น อดทนในการแกปญหาทางวิทยาศาสตร
  • 59.
    59 - ใจกวาง ยอมรับความคิดเห็นของผูอื่น - มีความละเอียดรอบคอบในการทําการทดลองทางวิทยาศาสตร - มีความซื่อสัตยตอผลการทดลอง - มีความสงสัยและกระตือรือรนที่จะหาคําตอบ - ยอมรับเมื่อมีประจักษพยานหรือเหตุผลที่เพียงพอ สมรรถนะที่สําคัญ 1. มีทักษะในการสื่อสาร 2. มีทักษะในการคิดวิเคราะหอยางมีวิจารณญาณ 3. มีทักษะในการแกปญหา 4. มีทักษะกระบวนการ 5. มีทักษะในการใชเทคโนโลยีเนื้อหา กระบวนการจัดการเรียนรู / กิจกรรม 5 Es 1. ขั้นสรางความสนใจ (Engage) 1. ครูยกตัวอยางการทํางานตางกันในชวงเวลาตางๆ กัน ตามรายละเอียดในหนังสือเรียน แลว จึงใหความเห็นวาปริมาณงานที่ทําไดในหนึ่งหนวยเวลา เรียกวา กําลัง 2. ขั้นสํารวจและคนหา (Explore) 2. ครูนําอภิปรายและใหความรูเกี่ยวกับเรื่องกําลัง หนวยเปนจูล/วินาที เรียกวา วัตต และ หนวยของกําลังที่ใชในชีวิตประจําวัน เชน เครื่องยนต เครื่องจักร เครื่องใชหรือเครื่องใชไฟฟา ซึ่งจะ บอกกําลังเปนวัตต หรือกิโลวัตต 3. ขั้นอธิบาย (Explain) 3. ครูยกตัวอยางเพื่อคํานวณหากําลังและปริมาณตางๆที่เกี่ยวของอยางหลากหลายตาม ใบความรูที่ 5 เรื่อง กําลัง ตัวอยางที่ 1 – ตัวอยางที่ 4 4. ขั้นขยายความรู (Elaborate) 4. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนสอบถามเนื้อหาเรื่อง กําลัง วามีสวนไหนที่ยังไมเขาใจและให ความรูเพิ่มเติมในสวนนั้น
  • 60.
    60 5. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดทายบทในหนังสือเรียนฟสิกส เลม 2 คําถามขอ 17 และปญหา ขอ 25 - 28 5. ขั้นประเมินผล (Evaluate) 5. ครูนําอภิปราย สรุปเนื้อหา ดวยคําถามตอไปนี้ 1) กําลัง หมายความวาอยางไร (อัตราการทํางาน หรือปริมาณงานที่ทําตอหนึ่งหนวยเวลา มีหนวยเปน จูล/วินาที หรือ วัตต) 2) จะสามารถหากําลังของวัตถุที่เคลื่อนที่ดวยอัตราเร็วคงที่ ไดอยางไร W (P = = F.vav) t 3) เครื่องใชไฟฟา มีหนวยเปนอะไร (วัตต หรือกิโลวัตต) ครูมอบหมายใหนักเรียนไปศึกษาเนื้อหา เรื่อง เครื่องกล แหลงพลังงานและการใชพลังงาน ซึ่ง จะเรียนในชั่วโมงเรียนตอไปมาลวงหนา สื่อและแหลงการเรียนรู 1. หนังสือเรียนวิชาฟสิกสเพิ่มเติม เลม 2 2. ใบความรูที่ 5 เรื่อง กําลัง การวัดและประเมินผล วิธีการวัดและประเมินผล เครื่องมือ เกณฑการวัดและประเมินผล 1. สังเกต ความสนใจ ความ 1. แบบบันทึกการสังเกต 1. นักเรียนมีพฤติกรรมที่ ตั้งใจเรียน การแสดงความ พฤติกรรมการเรียนรูของ พึงประสงคตามคาดหวังตั้งแต 3 คิดเห็น การตอบคําถาม การ นักเรียน รายการขึ้นไป ผานเกณฑการ มีสวนรวมและพฤติกรรม ประเมิน การทํางาน 2. ประเมินการมีคุณธรรมและ 2. แบบประเมินการมีคุณธรรม 2. แสดงพฤติกรรมที่บงบอกถึงการ จริยธรรมที่นักเรียน และจริยธรรม มีคุณธรรมและจริยธรรมอยูใน แสดงออกในขณะที่มีการ ระดับมาก เรียนรู
  • 61.
    61 ใบความรูที่ 5 เรื่อง กําลัง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 วิชาฟสิกส 2 (ว30202) กําลัง คือ อัตราการทํางาน มีหนวยเปน จูล/วินาที หรือ วัตต ถาให P = กําลัง มีหนวยเปน วัตต W = งาน มีหนวยเปน จูล t = เวลา มีหนวยเปน วินาที จากนิยาม จะได dW dF.s F.ds P = = = = F.v dt dt dt ∴ กําลังเฉลี่ย จะได Pav = W = F.vav t dW กําลังขณะใดๆ P = = F.v dt ขอสังเกต 1. ถาวัตถุเคลื่อนที่ดวยอัตราเร็วคงที่ จะไดกําลังขณะใด มีคาเทากับกําลังเฉลี่ย W P = = F.vav t 2. กําลังมา 1 กําลังมา(HP) มีคา 746 วัตต (watt) ตัวอยางที่ 1 ขนาดของแรงที่กระทํากับวัตถุเปนนิวตัน มีความสัมพันธกับระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ใน ทิศเดียวกับแรงเปนเมตร เขียนแสดงได ดังรูป ก. จงประมาณคางานที่ทําได ข. จงหากําลังเฉลี่ยเนื่องจากการทํางานนี้ ถาทํางานอยูนาน 5 วินาที
  • 62.
    62 วิธีทํา เนื่องจากแรงที่กระทําตอวัตถุไมคงที่ ∴ W = Fs = พ.ท.ใตกราฟ F,s W = พ.ท.ใตกราฟ ACB = พ.ท.สี่เหลี่ยมคางหมู ABQP 1 = x(1+4)x4 = 10 จูล ตอบ 2 หากําลังเนื่องจากการทํางานใน 5 วินาที W 10 P = = = 2 วัตต ตอบ t 5 ตัวอยางที่ 2 วัวลากของหนัก 200 นิวตัน ขึ้นเนินซึ่งเอียง 30 องศา ไปเปนระยะทาง 10 เมตร ดวย อัตราเร็วสม่ําเสมอในเวลา 100 วินาที ถาสัมประสิทธิ์ของความเสียดทานระหวางของนั้นกับเนินเปน 3 จงคํานวณหา 2 ก. แรงที่วัวใช ข. กําลังเนื่องจากแรงที่ใช ค. งานที่เกิดขึ้นกับวัตถุในการเคลื่อนที่นี้ วิธีทํา ก. หาแรงที่วัวใช ใหวัวออกแรงลากของ = F  วัตถุเคลื่อนที่ดวยความเร็วคงที่ ∴ ∑F = 0 F = f + 200sin300 = µ(200cos300) + 200sin300 3 3 200 = x 200 x + 2 2 2 = 150 + 100 = 250 นิวตัน ข. หากําลังเนื่องจากแรงที่ใช งานเนื่องจากแรง F (WF) = F.s = 250 x 10 = 2500 จูล W 2500 P = = = 25 วัตต t 100
  • 63.
    63 ค. หางานที่เกิดขึ้นกับวัตถุ WT = ∑ F .s = 0 ตัวอยางที่ 3 งานของแรง F ซึ่งกระทําบนวัตถุหนึ่งมีความสัมพันธกับระยะทาง S ดังรูป โดยวัตถุ ใชเวลาเคลื่อนที่ 5 วินาที จะไดวา ก. งานของแรง F เทากับ 40 จูล ข. กําลังของแรง F เทากับ 8 วัตต ค. ความเรงของวัตถุคงที่ ง. ขอ ก. และ ข. ถูก ขอ ค. ผิด วิธีทํา ตอบขอ ข. จาก W = F.S = พื้นที่ใตกราฟ F, S จากรูป W = พื้นที่ใตกราฟ OABC 1 แทนคา W = x (5+3) x 10 = 40 จูล 2 W P = = 40 = 8 วัตต t 5 เนื่องจากขนาดของแรงไมคงที่จากสมการ F = ma จะได a ไมคงที่ดวย ตอบ ตัวอยางที่ 4 แรง F = 10 นิวตัน กระทําบนวัตถุหนึ่งใหเคลื่อนที่ดวยความเรงคงที่จากความเร็ว 5 m/s เปน 10 m/s กําลังของแรง F คือ ก. 50 วัตต ข. 100 วัตต ค. 150 วัตต ง. 200 วัตต u+v วิธีทํา หาระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่จาก S = ( )t 2 จากโจทย u =5, v = 15, S = S , t = t 5 + 15 แทนคา S = ( )t = 10t 2 หากําลัง P = W = FS = 10(10t ) t t t F(u + v) หรือหาจาก = F. vav = 2 10(5 + 15) = 2 = 100 วัตต ตอบ
  • 64.
    64 แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู วิชา ฟสิกส 2 (ว30202) หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4 มุงมั่น มีจิต ใฝเรียน มีวินัย ทํางานได สาธารณะ ใฝรู ตั้งใจเรียน ซื่อสัตย สําเร็จ เลขที่ ชื่อ-นามสกุล รวมกัน รวมทํา หมายเหตุ และทํา สุจริต เรียบรอย อภิปราย กิจกรรม กิจกรม ถูกตองและ ซักถาม กลุม ครบถวน หมายเหตุ ใหบันทึกโดยใชเครื่องหมาย  = แสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวัง  = ไมแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวัง เกณฑการประเมิน นักเรียนมีพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวังตั้งแต 3 รายการขึ้นไป ผานเกณฑการประเมิน
  • 65.
    65 แบบประเมินการมีคุณธรรมและจริยธรรม วิชา ฟสิกส 2 (ว30202) หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4 ชื่อ-สกุล...............................................................................ชัน .................เลขที่ ............................. ้ คําชี้แจง ทําเครื่องหมาย  ลงในชองตรงกับคุณลักษณะที่นักเรียนแสดงออก โดยจําแนกระดับ พฤติกรรมการแสดงออกเปน 5 ระดับ ดังนี้ ระดับพฤติกรรมการแสดงออก 5 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกอยางสม่ําเสมอตลอดเวลามากที่สุด 4 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงอยางมาก 3 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกเปนครั้งคราว 2 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกนอยครั้ง 1 หมายถึง ผูเรียนไมมีพฤติกรรมการแสดงออกเลย สถานะของผูประเมิน ครูผูสอน นักเรียน พฤติกรรมการแสดงออก รายการ 5 4 3 2 1 1. ความสนใจใฝรู 1.1 มีความใฝใจและพอใจในการสืบเสาะแสวงหาความรู 1.2 มีความกระตือรือรนตอกิจกรรมและเรื่องอื่นๆ 1.3 ชอบทดลอง คนควา 1.4 ชอบสนทนาซักถาม ฟง อาน เพื่อใหไดความรูเพิ่มขึ้น สรุป ( x ) 2. ความมุงมั่น อดทน รอบคอบ 2.1 ยอมรับผลการกระทําของตนเองทั้งที่เปนผลดีและผลเสีย 2.2 ทํางานที่ไดรับมอบหมายใหสมบูรณตามกําหนดและตรงเวลา 2.3 ทํางานเต็มความสามารถ 2.4 ไมทอถอยในการทํางานเมื่อมีอุปสรรคหรือลมเหลว 2.5 มีความอดทนแมการดําเนินการแกปญหาจะยุงยากและใชเวลา สรุป ( x )
  • 66.
    66 พฤติกรรมการแสดงออก รายการ 5 4 3 2 1 3. อยูอยางพอเพียง 3.1 ใชเวลาในการปฏิบัติงานเปนไปตามที่กําหนด (พอประมาณ) 3.2 ใชวสดุอุปกรณไดอยางเหมาะสม ประหยัด และคุมคา ั (พอประมาณ) 3.3 อธิบายหรือแสดงความคิดเห็นอยางมีเหตุผล (มีเหตุผล) 3.4 ยอมรับฟงคําวิพากษวิจารณ ขอโตแยงหรือขอคิดเห็นของผูอื่น (มีเหตุผล) 3.5 มีการวงแผนการทํางานอยางรอบคอบ (ภูมิคุมกัน) 3.6 จัดเตรียมใหพรอมและดําเนินการทดลองดวยความ ระมัดระวัง (ภูมิคุมกัน) สรุป ( x ) ความคิดเห็นเพิ่มเติม ............................................................................................................................... ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. (ลงชื่อ) ผูประเมิน ( ) ............./.............../.............
  • 67.
    67 แผนการจัดการเรียนรูที่ 6 รายวิชาฟสิกส 2 รหัสวิชา ว30202 กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนกระแชงวิทยา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2555 สาระที่ 5 : พลังงาน หนวยการเรียนรู ที่ 1 หนวยยอย เครื่องกล แหลงพลังงานและการใชพลังงาน เวลา 2.00 ชั่วโมง ผูสอน ครูยุพวรรณ ตรีรัตนวิชชา ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… มาตรฐาน ว 5.1 เขาใจความสัมพันธระหวางพลังงานกับการดํารงชีวิต การเปลี่ยนแปลงพลังงาน ปฏิสัมพันธระหวางสารและพลังงาน ผลของการใชพลังงานตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม มีกระบวนการ สืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน มาตรฐานการเรียนรูชวงชั้น ม.4-6 สํารวจตรวจสอบและอธิบายความหมายของงาน พลังงานศักย โนมถวง พลังงานจลน กฎการอนุรักษพลังงานและการนําไปใชประโยชน สาระการเรียนรู เครื่องกลอยางงาย ไดแก คาน รอก พื้นเอียง ลอกับเพลา ลิ่ม และสกรู การทํางานของ เครื่องกลอยางงายใชหลักการของงาน จุดประสงคการเรียนรู 1. อธิบายความหมายของประสิทธิภาพเครื่องกล และหาประสิทธิภาพเครื่องกล 2. ใชหลักการของงานอธิบายการทํางานของเครื่องกลอยางงาย ไดแก รอก คาน ลอกับเพลา พื้นเอียง ลิ่มและสกูรได 3. บอกความสําคัญของพลังงานและความจําเปนในการใชพลังงานอยางประหยัดได ดานความรู (K) - อธิบายเกี่ยวกับกฎเครื่องกลและประสิทธิภาพของเครื่องกลได - อธิบายเกี่ยวกับแหลงพลังงาน การใชพลังงานอยางประหยัดได - ถายทอดความรูใหแกสมาชิกในกลุมได - ประยุกตใชความรูเกี่ยวกับเครื่องกลในชีวิตประจําวันได ดานทักษะกระบวนการ (P) - คํานวณหาปริมาณที่เกี่ยวของกับเครื่องกลและประสิทธิภาพของเครื่องกลได - สื่อสารและสื่อความหมายได - นําเสนอขอมูลได
  • 68.
    68 ดานจิตวิทยาศาสตร (A) - มีความอยากรูอยากเห็น สนใจใฝรูในสถานการณหรือเหตุการณที่กําหนด - มีความมุงมั่น อดทนในการแกปญหาทางวิทยาศาสตร - ใจกวาง ยอมรับความคิดเห็นของผูอื่น - มีความละเอียดรอบคอบในการทําการทดลองทางวิทยาศาสตร - มีความซื่อสัตยตอผลการทดลอง - มีความสงสัยและกระตือรือรนที่จะหาคําตอบ - ยอมรับเมื่อมีประจักษพยานหรือเหตุผลที่เพียงพอ สมรรถนะที่สําคัญ 1. มีทักษะในการสื่อสาร 2. มีทักษะในการคิดวิเคราะหอยางมีวิจารณญาณ 3. มีทักษะในการแกปญหา 4. มีทักษะกระบวนการ 5. มีทักษะในการใชเทคโนโลยี กระบวนการจัดการเรียนรู / กิจกรรม 5 Es 1. ขั้นสรางความสนใจ (Engage) 1. ครูตั้งคําถามนักเรียนวา ในแตละวันนั้นเราไดของเกี่ยวกับสิ่งอํานวยความสะดวกอะไรบาง (แนวคําตอบ กรรไกรตัดกระดาษ ชอน ตะเกียบ ชะแลง ฯลฯ) 2. ครูอภิปรายรวมกับนักเรียนวาสิ่งที่ยกตัวอยางมานั้น เรียกวา เครื่องกล ซึ่งประกอบ ไปดวยเครื่องกลอยางงาย และเครื่องกลที่มีความสลับซับซอน และครูก็ใหความหมายของเครื่องกลวา “เปนเครื่องมือที่ชวยอํานวยความสะดวกในการทํางาน บางชนิดอาจชวยผอนแรง บางชนิดอาจไมชวย ผอนแรง แตทุกชนิดไมชวยผอนงาน” 3. ครูชี้ใหนักเรียนเห็นขอแตกตางการเรียนเรื่องเครื่องกลในเรื่องสมดุลกลกับเรื่องงานและ พลังงานวา ในที่นี้จะเนนที่ประสิทธิภาพของเครื่องกลเปนหลัก 2. ขั้นสํารวจและคนหา (Explore) 4. ครูอธิบายหลักการทํางานของเครื่องกลอยางงาย (เพิ่มเติมจากเรื่องสมดุลกล) 3 รายการ ไดแก รอก ลอและเพลา คานดีดคานงัด ตามรายละเอียดในสวนที่เปนเนื้อหา ใบความรูที่ 6 โดยมี สาระสําคัญดังนี้
  • 69.
    69 เครื่องกลทุกชนิดจะใหงานแกเราได ก็ตอเมื่อเราตองใหงานแกเครื่องกลนั้นกอน งานที่เรา ไดรับจากเครื่องกล ยอมนอยกวางานที่เราใหแกเครื่องกลเสมอ ทั้งนี้เพราะงานที่เราใหแกเครื่องกล บางสวนตองสูญเสียไปเนื่องจากแรงเสียดทานหรือความฝดของเครื่องกล ดังนั้นถาใชหลักการของงาน หรือกฎการอนุรักษพลังงานอธิบายการทํางานของเครื่องกลจะได งานที่ใหกับเครื่องกล = งานที่ไดรบ + งานของแรงเสียดทาน ั ถางานของแรงเสียดทานมีคานอยมาก เมื่อเทียบกับงานที่ไดรับ ถือไดวางานของแรงเสียดทาน เปนศูนย 5. ครูถามนักเรียนวา มีกาตมน้ํา อยู 2 ใบใสน้ําเทากันใหพลังงานไฟฟาเทากัน เวลาผานไป 10 นาทีกาใบที่ 1 เดือดกอนใบที่ 2 ถามวากาตมน้ําใบไหนมีประสิทธิภาพมากกวากัน (กาตมน้ําใบที่ 1 มีประสิทธิภาพสูงกวาใบที่ 2 เพราะวาใชเวลาในการทํางานนอยกวา) - ในทํานองเดียวกันประสิทธิภาพของเครื่องกลก็คือ ความสามารถในการทํางานของเครื่องกล เครื่องกลที่มีประสิทธิภาพสูง ยอมดีกวาเครื่องกลประเภทเดียวกันที่มีประสิทธิภาพต่ํากวา ประสิทธิภาพของเครื่องกลหาไดจาก ( ประสิทธิภาพของเครื่องกล คือ กําลังที่ไดรับจากเครื่องกล สวน ดวยกําลังที่ใหกับเครื่องกล หรือ งานที่ไดรับจากเครื่องกล สวนดวยงานที่ใหกับเครื่องกล) 3. ขั้นอธิบาย (Explain) 6. ครูนําอภิปรายรวมกับนักเรียนวา เครื่องกลนั้น ในทางอุดมคตินั้นจะใหประสิทธิภาพสูงสุด 100 เปอรเซ็นต แตในทางปฏิบัติแลว จะเกิดงานเนื่องจากแรงเสียดทาน ทําใหประสิทธิภาพ ไมเต็ม รอยหรืองานที่ไดรับ จะมีคานอยกวางานที่ใหเขาไป 7. ครูชี้ใหนักเรียนเห็นวาประสิทธิภาพของเครื่องกลเปนสิ่งที่ประชาชนทั่วไปควรทราบ เพราะ จะชวยใหสามารถเลือกใชอุปกรณไดอยางถูกตองและประหยัด ทางสํานักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม ไดออกใบรับรองคุณภาพสินคา ISO 9002 และบอกประสิทธิภาพของเครื่องใชไฟฟาเปนเบอร 1 ถึง 5 (เพื่อความเขาใจงายของประชาชน) โดยที่เบอร 5 เปนสินคาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด หมายความวา ใช พลังงานไฟฟานอยสุด ในกลุมสินคาประเภทเดียวกันที่มีกําลังเทากัน 8. ครูยกตัวอยางหลักการทํางานของรอกตามใบความรูที่ 6 9. ครูใหคําแนะนําเรื่องการใชพลังงานอยางประหยัดใหนักเรียนเขาใจ ตัวอยางเชน การใช แสงสวางจากหลอดไฟฟาอานหนังสือ ความสวางที่ตกบนหนากระดาษตองเพียงพอที่สายตาจะรับรูได ไมมากหรือนอยจนเกินไปและตองเปดไฟในบริเวณที่ตองการอานหนังสือเทานั้น
  • 70.
    70 -เมื่อมองในภาพรวม ประชาชนที่มีฐานะปานกลางและยากจน จะใชพลังงานอยางประหยัด อยูแลว เพราะไมมีการใชเครื่องใชไฟฟาที่มีกําลังไฟฟาสูง เชน เครื่องปรับอากาศ เครื่องทําน้ํารอน เครื่องซักผา เครื่องลางจาน ผูที่ใชพลังงานไฟฟาอยางไมประหยัด คือ กลุมคนที่มีฐานะ ตองมีการ รณรงคใหคนกลุมนี้ประหยัด จึงจะไดผล - การใชพลังงานอยางประหยัดมีผลตอการอนุรักษแหลงพลังงาน เพราะเมื่อเราใชพลังงาน ไฟฟานอยลง ก็จะลดการใชน้ํามันเชื้อเพลิง ถานหินและทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ 10. ครูชี้และย้ําใหนักเรียนเขาใจวา ความหมายของการประหยัดคือ การใชอยางคุมคาและ เปนประโยชน ไมใชการไมใชเลย เพื่อใหเกิดความเขาใจที่ถูกตองกับการอนุรักษธรรมชาติ เชน เรา ตองการใชเกาอี้ โตะ บานเรือน ที่ทําจากไม ก็ตองมีการตัดไมมาใช การปลูกปาทดแทน การควบคุม การตัดไมใหถูกหลักวิชาจึงเปนสิ่งที่จําเปนกับการอนุรักษธรรมชาติ การตัดสินใจที่มีเหตุผล พิจารณา ทั้งสวนดี สวนเสียใหรอบคอบจึงจะเปนการคิดแบบวิทยาศาสตร 4. ขั้นขยายความรู (Elaborate) 11. ครูเปดโอกาสใหนักเรียนสอบถามเนื้อหาเรื่อง เครื่องกล แหลงพลังงานและการใช พลังงาน วามีสวนไหนที่ยังไมเขาใจและใหความรูเพิ่มเติมในสวนนั้น 5. ขั้นประเมินผล (Evaluate) ครูนําอภิปราย สรุปเนื้อหา ดวยคําถามตอไปนี้ 12. ทําไมเครื่องกลจึงไมสามารถผอนงานได (เพราะวา จากกฎการอนุรักษพลังงานกลาววา พลังงานรวมของวัตถุจะไมสูญหายไปไหน แตอาจเปลี่ยนรูปจากรูปหนึ่งไปเปนอีกรูปหนึ่งได) 13. ประสิทธิภาพของเครื่องกล หาไดจากอะไร (ประสิทธิภาพของเครื่องกล คือ กําลังที่ไดรับ จากเครื่องกล สวนดวยกําลังที่ใหกับเครื่องกล หรือ งานที่ไดรับจากเครื่องกล สวนดวยงานที่ใหกับ เครื่องกล) 14. เปรียบเทียบการใชพลังงานของกลุมคนที่มีฐานะและยากจนในกรณีการใชน้ํามันเชื้อเพลิง (กลุมคนที่มีฐานะ จะใชรถยนตที่มีเครื่องยนตขนาดใหญเกินความจําเปน สวนคนยากจนหรือผูมีรายได นอย ก็จะใชบริการขนสงมวลชนของรัฐซึ่งเปนการใชพลังงานอยางประหยัดอยูแลว) 15. ใหนักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียน เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟสิกส 2 (ว 30202) เรื่อง งานและพลังงาน ทําแบบวัดจิตวิทยาศาสตร และแบบประเมินความพึงพอใจตอการ จัดการเรียนรูแบบบูรณาการ โดยใชการจําลองสถานการณแบบมีปฏิสัมพันธ (Interactive Simulations) และโปรแกรม SCILAB
  • 71.
    71 สื่อและแหลงการเรียนรู 1. หนังสือเรียนวิชาฟสิกสเพิ่มเติม เลม 2 2. ใบความรูที่ 6 เรื่อง เครื่องกล พลังงานและการใชพลังงาน 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟสิกส (หลังเรียน) 4. แบบวัดจิตวิทยาศาสตร 5. แบบประเมินความพึงพอใจตอการจัดการเรียนรูแบบบูรณาการ โดยใชการจําลอง สถานการณแบบมีปฏิสัมพันธ (Interactive Simulations) และโปรแกรม SCILAB การวัดและประเมินผล วิธีการวัดและประเมินผล เครื่องมือ เกณฑการวัดและประเมินผล 1. สังเกต ความสนใจ ความ 1. แบบบันทึกการสังเกต 1. นักเรียนมีพฤติกรรมที่ ตั้งใจเรียน การแสดงความ พฤติกรรมการเรียนรูของ พึงประสงคตามคาดหวังตั้งแต 3 คิดเห็น การตอบคําถาม การ นักเรียน รายการขึ้นไป ผานเกณฑการ มีสวนรวมและพฤติกรรม ประเมิน การทํางาน 2. ประเมินการมีคุณธรรมและ 2. แบบประเมินการมีคุณธรรม 2. แสดงพฤติกรรมที่บงบอกถึงการ จริยธรรมที่นักเรียน และจริยธรรม มีคุณธรรมและจริยธรรมอยูใน แสดงออกในขณะที่มีการ ระดับมาก เรียนรู
  • 72.
    72 ใบความรูที่ 6 เรื่อง เครื่องกล แหลงพลังงานและการใชพลังงาน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 วิชาฟสิกส 2 (ว30202) เครื่องกล เปนเครื่องมือที่ชวยอํานวยความสะดวกในการทํางาน บางชนิดอาจชวยผอนแรง บางชนิดอาจไมชวยผอนแรง แตทุกชนิดไมชวยผอนงาน เราใชเครื่องผอนแรงในการทํางาน โดยยึดหลักใหงานแกเครื่องกลนอย แตเครื่องกลสามารถ ทํางานออกมาไดมาก เครื่องผอนแรง มีอยูหลายชนิดดวยกัน ดังอธิบายตอไปนี้ 1. รอก ใหนักเรียนพิจารณาระบบรอกดังรูป ออกแรง F1 ในการดึงโซ ใหโซเคลื่อนที่ลงได Si ทําใหกลองวัตถุเคลื่อนที่ขึ้นได SO โดย แรงดึงกลองเทากับ FO พิจารณาแรงที่กลอง เนื่องจากเปนโซเสนเดียวกัน ดังนั้น ความตึงในโซเสนเดียวกันมีคาเทากันเทากับแรง Fi ดวย จากรูป จะได FO = 4Fi และ FO = mg เมื่อโซถูกดึงใหเคลื่อนที่ลงได Si วัตถุเคลื่อนที่ขึ้นได SO จะไดความสัมพันธระหวาง Si และ SO ดังนี้ Si = 4SO งานที่ใหแกเครื่องกล Wi = FiSi งานที่เครื่องกลใหออกมา WO = FOSO - ถาระบบรอกมีประสิทธิภาพ 100% จะได งานที่ใหแกเครื่องกล = งานที่เครื่องกลใหออกมา Wi = WO
  • 73.
    73 FiSi = FOSO - ถาระบบรอกมีความฝดจะใหประสิทธิภาพไมถึง 100 % เราหาประสิทธิภาพไดดังนี้ งานที�ให้ออกมา เปอรเซ็นตของประสิทธิภาพ Eff = x100% งานที�เข้าระบบ Wo Fo S o ดังนั้น Eff = x100 = x100% Wi Fi Si Fo อัตราสวนระหวาง เรียก การไดเปรียบเชิงกลปรากฎ (AMA) Fi Si อัตราสวนระหวาง เรียก การไดเปรียบเชิงกลจริง (IMA) So - ถาระบบรอกไมมีความฝดจะมีประสิทธิภาพ 100 % จะได Fo Si Fi Si = หรือ FO = Fi So So - ถาระบบรอกมีความฝดจะใหประสิทธิภาพไมถึง 100% จะได Fo S o F S Eff = x100% = ( o )( o ) x100% Fi Si Fi Si F 1 = ( o )( Si ) x100% Fi So AMA = x100% IMA 2. ลอและเพลา เพลาดังรูป รัศมีของลอในการยกน้ําหนัก W มีคาเทากับ a และรัศมีของเพลาที่รับแรง F เทากับ b ถาลอและเพลาดังรูป มีประสิทธิภาพ 100 % จะได WO = Wi FOSO = FiSi FO(2πa) = Fi(2πb) ∴ Fo = b Fi a ∴ IMA = b a b และ FO = Fi a
  • 74.
    74 3. คานดีดคานงัด คานงัดดังรูป ออกแรง F1 กดคาน ทําใหเคลื่อนที่ลงไดระยะ S1 ปลายคานงัดกอนหินดวย แรง FO ทําใหกอนหินเคลื่อนที่ขึ้นไดระยะ SO ถาคานงัดไมมีแรงเสียดทาน จะมีประสิทธิภาพ 100% จากรูป จะได Wi = WO แทนคา FiSi = FOSO Fo Si = Fi So ∴ การไดเปรียบเชิงกลปรากฏ AMA = Fo Fi ∴ การไดเปรียบเชิงกลจริง IMA = Si So ตัวอยางการผอนแรงของระบบรอก เขียนแรงที่เกิดกับระบบรอกทั้งสาม
  • 75.
    75 ถาระบบรอกทั้งสามมีประสิทธิภาพ 100% จะได Fo รูปที่ 1) 3Fi = FO ; = 3 Fi Si = 3 นั่นคือ IMA = 3 So Fo รูปที่ 2) 2Fi = FO ; = 2 Fi Si = 2 นั่นคือ IMA = 2 So Fo รูปที่ 3) 4Fi = FO ; = 4 Fi Si = 4 นั่นคือ IMA = 4 So
  • 76.
    76 แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู วิชา ฟสิกส 2 (ว30202) หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4 มุงมั่น มีจิต ใฝเรียน มีวินัย ทํางานได สาธารณะ ใฝรู ตั้งใจเรียน ซื่อสัตย สําเร็จ เลขที่ ชื่อ-นามสกุล รวมกัน รวมทํา หมายเหตุ และทํา สุจริต เรียบรอย อภิปราย กิจกรรม กิจกรม ถูกตองและ ซักถาม กลุม ครบถวน หมายเหตุ ใหบันทึกโดยใชเครื่องหมาย  = แสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวัง  = ไมแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวัง เกณฑการประเมิน นักเรียนมีพฤติกรรมที่พึงประสงคตามคาดหวังตั้งแต 3 รายการขึ้นไป ผานเกณฑการประเมิน
  • 77.
    77 แบบประเมินการมีคุณธรรมและจริยธรรม วิชา ฟสิกส 2 (ว30202) หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง งานและพลังงาน ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4 ชื่อ-สกุล...............................................................................ชัน .................เลขที่ ............................. ้ คําชี้แจง ทําเครื่องหมาย  ลงในชองตรงกับคุณลักษณะที่นักเรียนแสดงออก โดยจําแนกระดับ พฤติกรรมการแสดงออกเปน 5 ระดับ ดังนี้ ระดับพฤติกรรมการแสดงออก 5 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกอยางสม่ําเสมอตลอดเวลามากที่สุด 4 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงอยางมาก 3 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกเปนครั้งคราว 2 หมายถึง ผูเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกนอยครั้ง 1 หมายถึง ผูเรียนไมมีพฤติกรรมการแสดงออกเลย สถานะของผูประเมิน ครูผูสอน นักเรียน พฤติกรรมการแสดงออก รายการ 5 4 3 2 1 1. ความสนใจใฝรู 1.1 มีความใฝใจและพอใจในการสืบเสาะแสวงหาความรู 1.2 มีความกระตือรือรนตอกิจกรรมและเรื่องอื่นๆ 1.3 ชอบทดลอง คนควา 1.4 ชอบสนทนาซักถาม ฟง อาน เพื่อใหไดความรูเพิ่มขึ้น สรุป ( x ) 2. ความมุงมั่น อดทน รอบคอบ 2.1 ยอมรับผลการกระทําของตนเองทั้งที่เปนผลดีและผลเสีย 2.2 ทํางานที่ไดรับมอบหมายใหสมบูรณตามกําหนดและตรงเวลา 2.3 ทํางานเต็มความสามารถ 2.4 ไมทอถอยในการทํางานเมื่อมีอุปสรรคหรือลมเหลว 2.5 มีความอดทนแมการดําเนินการแกปญหาจะยุงยากและใชเวลา สรุป ( x )
  • 78.
    78 พฤติกรรมการแสดงออก รายการ 5 4 3 2 1 3. อยูอยางพอเพียง 3.1 ใชเวลาในการปฏิบัติงานเปนไปตามที่กําหนด (พอประมาณ) 3.2 ใชวสดุอุปกรณไดอยางเหมาะสม ประหยัด และคุมคา ั (พอประมาณ) 3.3 อธิบายหรือแสดงความคิดเห็นอยางมีเหตุผล (มีเหตุผล) 3.4 ยอมรับฟงคําวิพากษวิจารณ ขอโตแยงหรือขอคิดเห็นของผูอื่น (มีเหตุผล) 3.5 มีการวงแผนการทํางานอยางรอบคอบ (ภูมิคุมกัน) 3.6 จัดเตรียมใหพรอมและดําเนินการทดลองดวยความ ระมัดระวัง (ภูมิคุมกัน) สรุป ( x ) ความคิดเห็นเพิ่มเติม ............................................................................................................................... ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. (ลงชื่อ) ผูประเมิน ( ) ............./.............../.............