Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
wisita42
1,751 views
สรุปภาษาไทย
ไทย
Education
◦
Read more
11
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 29 times
1
/ 191
2
/ 191
3
/ 191
4
/ 191
5
/ 191
6
/ 191
7
/ 191
8
/ 191
9
/ 191
10
/ 191
11
/ 191
12
/ 191
13
/ 191
14
/ 191
15
/ 191
16
/ 191
17
/ 191
Most read
18
/ 191
19
/ 191
20
/ 191
21
/ 191
22
/ 191
23
/ 191
Most read
24
/ 191
25
/ 191
Most read
26
/ 191
27
/ 191
28
/ 191
29
/ 191
30
/ 191
31
/ 191
32
/ 191
33
/ 191
34
/ 191
35
/ 191
36
/ 191
37
/ 191
38
/ 191
39
/ 191
40
/ 191
41
/ 191
42
/ 191
43
/ 191
44
/ 191
45
/ 191
46
/ 191
47
/ 191
48
/ 191
49
/ 191
50
/ 191
51
/ 191
52
/ 191
53
/ 191
54
/ 191
55
/ 191
56
/ 191
57
/ 191
58
/ 191
59
/ 191
60
/ 191
61
/ 191
62
/ 191
63
/ 191
64
/ 191
65
/ 191
66
/ 191
67
/ 191
68
/ 191
69
/ 191
70
/ 191
71
/ 191
72
/ 191
73
/ 191
74
/ 191
75
/ 191
76
/ 191
77
/ 191
78
/ 191
79
/ 191
80
/ 191
81
/ 191
82
/ 191
83
/ 191
84
/ 191
85
/ 191
86
/ 191
87
/ 191
88
/ 191
89
/ 191
90
/ 191
91
/ 191
92
/ 191
93
/ 191
94
/ 191
95
/ 191
96
/ 191
97
/ 191
98
/ 191
99
/ 191
100
/ 191
101
/ 191
102
/ 191
103
/ 191
104
/ 191
105
/ 191
106
/ 191
107
/ 191
108
/ 191
109
/ 191
110
/ 191
111
/ 191
112
/ 191
113
/ 191
114
/ 191
115
/ 191
116
/ 191
117
/ 191
118
/ 191
119
/ 191
120
/ 191
121
/ 191
122
/ 191
123
/ 191
124
/ 191
125
/ 191
126
/ 191
127
/ 191
128
/ 191
129
/ 191
130
/ 191
131
/ 191
132
/ 191
133
/ 191
134
/ 191
135
/ 191
136
/ 191
137
/ 191
138
/ 191
139
/ 191
140
/ 191
141
/ 191
142
/ 191
143
/ 191
144
/ 191
145
/ 191
146
/ 191
147
/ 191
148
/ 191
149
/ 191
150
/ 191
151
/ 191
152
/ 191
153
/ 191
154
/ 191
155
/ 191
156
/ 191
157
/ 191
158
/ 191
159
/ 191
160
/ 191
161
/ 191
162
/ 191
163
/ 191
164
/ 191
165
/ 191
166
/ 191
167
/ 191
168
/ 191
169
/ 191
170
/ 191
171
/ 191
172
/ 191
173
/ 191
174
/ 191
175
/ 191
176
/ 191
177
/ 191
178
/ 191
179
/ 191
180
/ 191
181
/ 191
182
/ 191
183
/ 191
184
/ 191
185
/ 191
186
/ 191
187
/ 191
188
/ 191
189
/ 191
190
/ 191
191
/ 191
More Related Content
PDF
สรุปเนื้อหาภาษาไทย..ม.ต้น
by
Took Took Rachataporn
PDF
สรุปสังคม O-net
by
Warissa'nan Wrs
PDF
ใบงานเสียงในภาษาไทย
by
ssuser456899
DOCX
คำประสม
by
Arocha Chaichana
PPTX
อักษรนำ
by
WatcharasakChantong1
PPTX
ประโยคสามัญ ประโยคซ้อน ประโยครวม
by
thinnakornsripho
DOC
ระบบเสียงและอวัยวะในการออกเสียงในภาษาไทย
by
โรงเรียนประชาบำรุง อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง
PPT
เฉลยข้อสอบ O net 53
by
monnawan
สรุปเนื้อหาภาษาไทย..ม.ต้น
by
Took Took Rachataporn
สรุปสังคม O-net
by
Warissa'nan Wrs
ใบงานเสียงในภาษาไทย
by
ssuser456899
คำประสม
by
Arocha Chaichana
อักษรนำ
by
WatcharasakChantong1
ประโยคสามัญ ประโยคซ้อน ประโยครวม
by
thinnakornsripho
ระบบเสียงและอวัยวะในการออกเสียงในภาษาไทย
by
โรงเรียนประชาบำรุง อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง
เฉลยข้อสอบ O net 53
by
monnawan
What's hot
PDF
โครงงานคอมพิวเตอร์ เรื่อง โรคซึมเศร้า
by
ธนัชพร ส่งงาน
PDF
Ast.c2560.5tp
by
มะดาโอะ มะเซ็ง
PDF
การสร้างความปรองดอง และสมานฉันท์ในสังคมไทยปัจจุบัน
by
Taraya Srivilas
PDF
แบบรายงานการสร้างนวัตกรรม โสภิญญา.pdf
by
SophinyaDara
PDF
การสร้างคำในภาษาไทย
by
bambookruble
PDF
แบบทดสอบ เรื่อง การวัด
by
Piriya Sisod
PDF
ใบงานจำนวนนับ
by
ReungWora
PDF
โครงงานออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
by
Winthai Booloo
PPTX
ผู้นำแห่งศตวรรษที่21 partthree
by
Pattie Pattie
PDF
โอเน็ตไทย49
by
Pornthip Nabnain
PDF
ขอความอนุเคราะห์
by
Rapheephan Phola
PDF
กลอนเทียนปัญญา
by
niralai
PDF
แบบทดสอบ ภาษาไทย(วรรณคดี) ม.3
by
teerachon
PPT
เรขาคณิต มัทนา ป.4
by
Krumatt Sinoupakarn
DOC
สคริปบทสารคดี ตลาดสามชุก
by
Ruzz Vimolrut
DOC
หนังสือนำส่ง
by
Mapowzee Dahajee
DOC
การเขียนเค้าโครง
by
vittaya411
PDF
บทบรรยายพระคุณแม่
by
niralai
PDF
รายงานการประชุมคณะกรรมการสหวิทยาเขตสมเด็จ ครั้งที่2-55
by
somdetpittayakom school
DOC
บทที่ 1 วิธีการทางประวัติศาสตร์ และการแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์
by
krunumc
โครงงานคอมพิวเตอร์ เรื่อง โรคซึมเศร้า
by
ธนัชพร ส่งงาน
Ast.c2560.5tp
by
มะดาโอะ มะเซ็ง
การสร้างความปรองดอง และสมานฉันท์ในสังคมไทยปัจจุบัน
by
Taraya Srivilas
แบบรายงานการสร้างนวัตกรรม โสภิญญา.pdf
by
SophinyaDara
การสร้างคำในภาษาไทย
by
bambookruble
แบบทดสอบ เรื่อง การวัด
by
Piriya Sisod
ใบงานจำนวนนับ
by
ReungWora
โครงงานออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
by
Winthai Booloo
ผู้นำแห่งศตวรรษที่21 partthree
by
Pattie Pattie
โอเน็ตไทย49
by
Pornthip Nabnain
ขอความอนุเคราะห์
by
Rapheephan Phola
กลอนเทียนปัญญา
by
niralai
แบบทดสอบ ภาษาไทย(วรรณคดี) ม.3
by
teerachon
เรขาคณิต มัทนา ป.4
by
Krumatt Sinoupakarn
สคริปบทสารคดี ตลาดสามชุก
by
Ruzz Vimolrut
หนังสือนำส่ง
by
Mapowzee Dahajee
การเขียนเค้าโครง
by
vittaya411
บทบรรยายพระคุณแม่
by
niralai
รายงานการประชุมคณะกรรมการสหวิทยาเขตสมเด็จ ครั้งที่2-55
by
somdetpittayakom school
บทที่ 1 วิธีการทางประวัติศาสตร์ และการแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์
by
krunumc
Similar to สรุปภาษาไทย
PDF
เสียงในภาษาไทย
by
นางอรสา บุญยาพงษ์
PPT
คำสมาส สนธิ
by
Rodchana Pattha
PPT
Korat
by
ทิพวรรณ พิทักษ์
PDF
วิธีการสร้างคำในภาษาไทย
by
rattasath
PDF
ใบงาน
by
คำถามอยู่ที่ฉัน คำตอบอยู่ที่เธอ
PPT
Intro computer
by
sujira tapthong
PDF
ใบงานไทย
by
คณานิตย์ สอนกล้า
PPT
ภาษาไทย
by
sujira tapthong
DOCX
คำสมาส
by
น้องมุก ชาไช่มุก
PDF
บทที่ 2
by
maerimwittayakom school
PPT
ครั้ง๗
by
vp12052499
PDF
ใบงาน
by
คำถามอยู่ที่ฉัน คำตอบอยู่ที่เธอ
PPT
ภาษาไทย
by
vp12052499
PDF
ใบงาน
by
คำถามอยู่ที่ฉัน คำตอบอยู่ที่เธอ
PDF
ใบงาน
by
คำถามอยู่ที่ฉัน คำตอบอยู่ที่เธอ
PPT
ติวเตรียมสอบ O net
by
vanichar
DOC
สรุปย่อ หลักภาษาไทย
by
Kun Cool Look Natt
PDF
Th 2014-01-01
by
เด็กพรหมพิราม จร๊
PPTX
เสียงและอักษรไทย
by
vinvin cocokurt
PPT
0021
by
mai-mai
เสียงในภาษาไทย
by
นางอรสา บุญยาพงษ์
คำสมาส สนธิ
by
Rodchana Pattha
Korat
by
ทิพวรรณ พิทักษ์
วิธีการสร้างคำในภาษาไทย
by
rattasath
ใบงาน
by
คำถามอยู่ที่ฉัน คำตอบอยู่ที่เธอ
Intro computer
by
sujira tapthong
ใบงานไทย
by
คณานิตย์ สอนกล้า
ภาษาไทย
by
sujira tapthong
คำสมาส
by
น้องมุก ชาไช่มุก
บทที่ 2
by
maerimwittayakom school
ครั้ง๗
by
vp12052499
ใบงาน
by
คำถามอยู่ที่ฉัน คำตอบอยู่ที่เธอ
ภาษาไทย
by
vp12052499
ใบงาน
by
คำถามอยู่ที่ฉัน คำตอบอยู่ที่เธอ
ใบงาน
by
คำถามอยู่ที่ฉัน คำตอบอยู่ที่เธอ
ติวเตรียมสอบ O net
by
vanichar
สรุปย่อ หลักภาษาไทย
by
Kun Cool Look Natt
Th 2014-01-01
by
เด็กพรหมพิราม จร๊
เสียงและอักษรไทย
by
vinvin cocokurt
0021
by
mai-mai
More from wisita42
PDF
สรุปสูตรฟิสิกส์
by
wisita42
PDF
สรุปภาษาอังกฤษ
by
wisita42
PDF
รวมสรุปเนื้อหาชีววิทยา
by
wisita42
PDF
สรุปสูตรคณิตศาสตร์
by
wisita42
PDF
สรุปเคมี
by
wisita42
PDF
o-net 61
by
wisita42
PDF
ใบงานที่1 แบบสำรวจตนเอง
by
wisita42
PDF
2560 project
by
wisita42
PDF
2560 project
by
wisita42
PDF
โครงร่างโครงงาน
by
wisita42
PDF
ปฎิทินการคัดเลือก
by
wisita42
PDF
ค่าสมัคร
by
wisita42
PDF
Gatpat 61
by
wisita42
PDF
Compressed 9sub
by
wisita42
PDF
ใบงานที่1 แบบสำรวจตนเอง
by
wisita42
PDF
แบบสำรวจตนเอง
by
wisita42
PDF
กิจกรรมที่ 4 ขั้นตอนการทำโครงงานคอมพิวเตอร์
by
wisita42
PDF
สรุปสังคม
by
wisita42
PDF
พ.ร.บ.คอม
by
wisita42
สรุปสูตรฟิสิกส์
by
wisita42
สรุปภาษาอังกฤษ
by
wisita42
รวมสรุปเนื้อหาชีววิทยา
by
wisita42
สรุปสูตรคณิตศาสตร์
by
wisita42
สรุปเคมี
by
wisita42
o-net 61
by
wisita42
ใบงานที่1 แบบสำรวจตนเอง
by
wisita42
2560 project
by
wisita42
2560 project
by
wisita42
โครงร่างโครงงาน
by
wisita42
ปฎิทินการคัดเลือก
by
wisita42
ค่าสมัคร
by
wisita42
Gatpat 61
by
wisita42
Compressed 9sub
by
wisita42
ใบงานที่1 แบบสำรวจตนเอง
by
wisita42
แบบสำรวจตนเอง
by
wisita42
กิจกรรมที่ 4 ขั้นตอนการทำโครงงานคอมพิวเตอร์
by
wisita42
สรุปสังคม
by
wisita42
พ.ร.บ.คอม
by
wisita42
สรุปภาษาไทย
1.
สรุปภาษาไทย 1. โครงสรางของพยางค มีองคประกอบดังตอไปนี้
(เปลงเสียง 1 ครั้งก็คือ 1 พยางค) พยัญชนะตน สระ วรรณยุกต ทุกพยางคจําเปนตองมีเสมอ! 1. 2. 3. พยัญชนะทาย (ตัวสะกด) บางพยางคไมจําเปนตองมีก็ได4. จากจุดนี้ จึงเปนตัวตัดสินวาโครงสรางพยางคของใครเหมือน/ตางเปนอันดับแรก 2. โครงสรางของแตละพยางค ตองมีทั้งรูป และ เสียง 1. พยัญชนะตน รูป 44 เสียง 21 2. สระ รูป 21 เสียง 21 3. วรรณยุกต รูป 4 เสียง 5 4. พยัญชนะทาย รูป 37 เสียง 8 3. ใหเด็กๆ ถอดพยางค "ทรุด" 1. พยัญชนะตน รูป ทร เสียง /ซ/ 2. สระ รูป ตีนเหยียด เสียง อุ (สั้น) 3. วรรณยุกต รูป -(สามัญ) เสียง ตรี 4. พยัญชนะทาย รูป ด เสียง /ต/ 4. ใหเด็กๆ ถอดพยางค "หมอบ" 1. พยัญชนะตน รูป หม เสียง /ม/ 2. สระ รูป ตัวออ เสียง ออ (ยาว) 3. วรรณยุกต รูป - (สามัญ) เสียง เอก 4. พยัญชนะทาย รูป บ เสียง /ป/ BOBBYtutor Thai Note
2.
5. พยัญชนะตน มี
44 รูป (ก ถึง ฮ) แบงเปนอักษร 3 หมู เรียกวา อักษรไตรยางศ อักษรกลาง ทองวา ไก จิก เด็ก ตาย บน ปาก อาว อักษรสูง ทองวา ผัว ฝาก ถุง ขาว สาร ให ฉัน อักษรตํ่าคู ทองวา พอ คา ฟน ทอง ซื้อ ชาง ฮอ อักษรตํ่าเดี่ยว ทองวา งู ใหญ นอน อยู ณ ริม วัด โม ฬี โลก * ที่เรียกวา ตํ่าคู เพราะมีเสียงคูกับอักษรสูง แมวาหนาตาจะไมเหมือนกัน 6. พยัญชนะตนมี 21 เสียง จากตัวรูป 44 รูป เหลือ 21 เสียง เพราะบางรูปมีเสียงซํ้ากัน 1. รูปพยัญชนะ ก จะเปนเสียง /ก/ 2. รูปพยัญชนะ ข ฃ ค ฅ ฆ จะเปนเสียง /ค/ = /ข/ /ฃ/ /ฅ/ /ฆ/ 3. รูปพยัญชนะ ง จะเปนเสียง /ง/ 4. รูปพยัญชนะ จ จะเปนเสียง /จ/ 5. รูปพยัญชนะ ช ฌ ฉ จะเปนเสียง /ช/ 6. รูปพยัญชนะ ซ ส ศ ษ จะเปนเสียง /ซ/ 7. รูปพยัญชนะ ย ญ จะเปนเสียง /ย/ 8. รูปพยัญชนะ ด ฎ ฑ จะเปนเสียง /ด/ *ระวัง เสียงนี้ในพยัญชนะทายไมมีแลว แมกด = /ต/ 9. รูปพยัญชนะ ต ฏ จะเปนเสียง /ต/ 10. รูปพยัญชนะ ท ถ ธ ฑ ฒ ฐ จะเปนเสียง /ท/ 11. รูปพยัญชนะ น ณ จะเปนเสียง /น/ 12. รูปพยัญชนะ บ จะเปนเสียง /บ/ *ระวัง เสียงนี้ในพยัญชนะทายไมมีแลว แมกบ = /ป/ 13. รูปพยัญชนะ ป จะเปนเสียง /ป/ 14. รูปพยัญชนะ พ ผ ภ จะเปนเสียง /พ/ 15. รูปพยัญชนะ ฟ ฝ จะเปนเสียง /ฟ/ 16. รูปพยัญชนะ ม จะเปนเสียง /ม/ 17. รูปพยัญชนะ ร (ฤ) จะเปนเสียง /ร/ 18. รูปพยัญชนะ ล ฬ (ฦ) จะเปนเสียง /ล/ 19. รูปพยัญชนะ ว จะเปนเสียง /ว/ 20. รูปพยัญชนะ อ จะเปนเสียง /อ/ 21. รูปพยัญชนะ ฮ ห จะเปนเสียง /ฮ/ 7. เสียงพยัญชนะตนควบกลํ้า (เสียงพยัญชนะประสม, เสียงพยัญชนะตน 2 หนวยเสียง) ทองวา กอนคํ่าไปพบเตี่ย (ก ค ป พ ต) คูณดวย ร ล ว กร คร ปร พร ตร ทั้งหมด 11 เสียง เปนของไทยกล คล ปล พล ? กว คว ? ? ? หมายเหตุ คร = ขร คล = ขล คว = ขว พล = ผล หมายเหตุ เสียงควบกลํ้าที่มาจากภาษาอังกฤษ /ดร/ /ฟร/ /ฟล/ /บร/ /บล/ BOBBYtutor Thai Note
3.
8. เสียงพยัญชนะตนควบกลํ้าไมแท มี
2 Version 8.1 ไมออกเสียง ร คือ ตัวหนาออกเสียง (ร ไมออกเสียง) จริง ไซร ศรี สรอย สราง สระ 8.2 "ทร" เปลี่ยนเสียงเปน ซ ทรวดทรงทราบทรามทราย ทรุดโทรมหมายนกอินทรี มัทรีอินทรียมี เทริดนนทรีพุทราเพรา ทรวงไทรทรัพยแทรกวัด โทรมนัสฉะเชิงเทรา ตัว "ทร" เหลานี้เรา ออกสําเนียงเปนเสียง "ซ" แต "ทร" ควบกลํ้าแทก็มี แตมาจากภาษาสันสกฤต จันทรา นิทรา อินทรา ภัทรา อินทรวิเชียรฉันท 9. อักษรนํา มี 2 Version (เอกลักษณอักษรนํา เวลาอานจะมีเสียง "ห" นํา) 9.1 อาน 2 พยางค ทองวา สูงหรือกลาง นําหนา ตํ่าเดี่ยว ใชสระตัวเดียวกัน (ทั้งคํามีสระ 1 ตัว) พยางคหนาออกเสียง "อะ" พยางคหลังออกเสียง "ห" นํา ผงก สนิม สยาย ตลาด ขนม สมัน 9.2 อาน 1 พยางค ทองวา "ห" นําตํ่าเดี่ยว หรือ "อ" นํา "ย" หนอน หมอน หนอย อยา อยู อยาง อยาก 10. ภาษาไทยเรามีรูปพยัญชนะบางรูปไมออกเสียง เชน องค พรหม ปรารถนา สามารถ พุทธ พราหมณ เนตร จักร หลาก หมา สรวล สรวง เสร็จ โทรม ทราบ หนอน สรอย ทรง ลักษณ ลักษมณ ฯลฯ 11. สระ มี 21 รูป 21 เสียง 1. วิสรรชนีย ะ 2. ลากขาง า 3. พินทุอิ 4. หยาดนํ้าคาง 5. ตีนเหยียด 6. ตนคู 7. ไมหนา เ 8. ไมโอ โ 9. ไมมลาย ไ 10. ไมมวน ใ 11. ฝนทอง ’ 12.! ฟนหนู " 13. ไมไตคู คําวา "ก็" เสียงสระเอาะ 14. ไมหันอากาศ 15. ตัวรึ ฤ ยืมมาจาก สันสกฤต 16. ตัวรือ ฤๅ ยืมมาจาก สันสกฤต 17. ตัวลึ ฦ ยืมมาจาก สันสกฤต 18. ตังลือ ฦๅ ยืมมาจาก สันสกฤต 19. ตัวออ อ เปนสระ ก็ไดแฮะ! 20. ตัววอ ว เปนสระ ก็ไดแฮะ! 21. ตัวยอ ย เปนสระ ก็ไดแฮะ! BOBBYtutor Thai Note
4.
12. เสียงสระ มี
21 เสียง มี 2 Version 1. สระเดี่ยว (สระแท) 18 เสียง อะ อา อิ อี อึ อือ อุ อู เอะ เอ แอะ แอ โอะ โอ เอาะ ออ เออะ เออ = คูสระ 2. สระประสม (สระเลื่อน) 3 เสียง เอีย อัว เอือ ทองวา เมียกลัวเรือ สระประสมตัวมันเองจะไมมีตัวสะกด แตถาตองการเติมสามารถทําไดภายหลัง ลาย เมีย เมียง ลาว กลัว กลวย อาว เรือ เรือน 13. 8 พยางคทอง อํา ไอ ใอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ = ไมใชสระเกิน = อ + อะ + ม = อ + อะ + ย = อ + อะ + ย = อ + อะ + ว อํา ไอ ใอ เอา เปนพยางคที่มีตัวสะกดแมจะมองไมเห็น = ร + อึฤ ฤๅ ฦ ฦๅ เปนพยางคที่ไมมีตัวสะกด = ร + อื = ล + อึ = ล + อื 14. ระวังมีหลักอยูขอหนึ่ง คือ ภาษาไทยสามารถออกเสียงสระไมตรงกับรูป คือ ปกติรูปยาวออกเสียงยาว รูปสั้น ออกเสียงสั้น แตบางคําออกเสียงไมตรงกับรูป หลักการทําขอสอบ คือ ออกเสียงคูสระของมัน วาตรงกับชีวิตจริง ? วาว รูปยาว แตออกเสียง สั้น (อะ) อิเหนา รูปสั้น แตออกเสียง ยาว (อี) คลินิก รูปสั้น แตออกเสียง ยาว (อี) คอมพิวเตอร รูปยาว แตออกเสียง สั้น (เอาะ) 15. รูปสระบางรูปไมออกเสียง เชน ยาธาตุ นั่งขัดสมาธิ พยาธิ ญาติ ประวัติ เมรุ มาตุ ฯลฯ 16. สระลดรูป คือ มองไมเห็นรูปสระเดิม หรืออาจเปลี่ยนรูปเปนสระอื่นได เพราะมันมีตัวสะกด เชน กัน ศร เปน ชน เชิง เลย สงน ฯลฯ 17. เปลี่ยนเสียงคูสระสั้น-ยาว จะมีผลตอความหมาย วัด → วาด จิน → จีน แกะ → แก เกาะ → กอ 18. วรรณยุกต มี 4 รูป 5 เสียง (สามัญไมมีรูปใหเห็น) หลักการนับเสียงวรรณยุกต 1. ออกเสียงคํานั้นจากชีวิตจริงกอน 2. นับนิ้ว 19. วรรณยุกตตางกัน ความหมายจะตางกัน เชน เสือ เสื่อ เสื้อ BOBBYtutor Thai Note
5.
20. วรรณยุกตมีการออกเสียงไมตรงกับรูปก็ได ขี้ริ้ว รูปโท
แตเสียง ตรี ทาน รูปเอก แตเสียง โท 21. พยัญชนะทาย มีรูป 37 รูป มี 8 เสียง (8 แม 8 มาตรา) ตัวอักษรที่ใชเปนตัวสะกดไมไดมี ผัว ฝาก เฌอ เอม ให ฉัน ฮา 1. แมกก = เสียง /ก/ ใชรูปสะกด คือ ก ข ค ฆ 2. แมกบ = เสียง /ป/ ใชรูปสะกด คือ บ ป พ ภ ฟ 3. แมกด = เสียง /ต/ ใชรูปสะกด คือ ด ต จ ช ฎ ฏ ฐ ฒ ส ศ ษ ถ ท ธ ซ ฑ 4. แมกม = เสียง /ม/ ใชรูปสะกด คือ ม 5. แมกน = เสียง /น/ ใชรูปสะกด คือ น ณ ญ ร ล ฬ 6. แมกง = เสียง /ง/ ใชรูปสะกด คือ ง 7. แมเกย = เสียง /ย/ ใชรูปสะกด คือ ย 8. แมเกอว = เสียง /ว/ ใชรูปสะกด คือ ว 22. พยางคปด คือ พยางคที่มีเสียงตัวสะกด อํา ไอ ใอ เอา เชน กิน จิบ จํา ฯลฯ พยางคเปด คือ พยางคที่ไมมีเสียงตัวสะกด เอีย อัว เอือ เชน ดุ ปู เมีย ฯลฯ 23. คําโสด : คํามูล (พยางคเดียวหรือหลายพยางคก็ได แตแยกจากกันไมไดแลว) คําแตงงาน : ประสม ซอน ซํ้า สมาส สนธิ 24. คํามูล : ขาว อวน ไกล เพ็ญ โชว ขมิ้น ดิฉัน บะหมี่ เสวย ขจี สวรรคต ฯลฯ 25. คําประสม : เกิดจากคํามูล 2 คําขึ้นไปมารวมกันแลวเกิดความหมายใหม แตตองมีเคาความหมายเดิม ใชเรียก สิ่งใหม คํามูล 2 คํานั้นหามเหมือน คลาย ตรงขาม มิฉะนั้นจะกลายเปน ซอนหมาย (คําประสม เชน นาม กริยา หรือวิเศษณก็ได) บานพัก เรือดวน ขายตัว บานเรือน เรือแพ ซื้อขาย 1. N + N = N. เชน รถไฟ นํ้าปลา ฯลฯ 2. N + V. = N. เชน หมอดู เหล็กดัด ฯลฯ 3. N + adj = N. เชน มดแดง กลองดํา ฯลฯ 4. N + Prep = N. เชน คนกลาง ความหลัง ฯลฯ 5. V. + V. = N. เชน หอหมก กันสาด ฯลฯ 6. V. + N = N. เชน เรียงความ พัดลม ฯลฯ 7. N + V. + N = N. เชน ชางเย็บผา คนขายตั๋ว ฯลฯ 8. V. + V. = V. เชน เดินเลน ติดตั้ง ฯลฯ 9. V. + N = V. เชน ยกราง เดินสาย ฯลฯ 10. V. + adj = V. เชน อวดดี คิดคด ฯลฯ 11. N + V. = V. เชน หัวหมุน ใจแตก ฯลฯ 12. adj + N = V. เชน ดีใจ ออนใจ ฯลฯ 13. N + adj = adj. เชน ใจเย็น หัวสูง ฯลฯ คําประสมสามารถแปลไมตรงตัว แปลเปรียบเทียบได เชน แมวมอง ปากฉลาม ตีนแมว ฯลฯ BOBBYtutor Thai Note
6.
26. คําซอน มี
2 Version 1. ซอนเพื่อความหมาย มีไวขยายความ (คํา 2 คําที่มาวางซอนตองมีความหมายทั้งคู คือ เหมือน คลาย ตรงขาม) 2. ซอนเพื่อเสียง มีไวไพเราะ (คํา 2 คําที่มาวางซอนกันตองมีเสียงพยัญชนะตนเสียงเดียวกัน แตจะมี 1 คํา ไมให ความหมายหรืออาจไมใหความหมายของ 2 คําเลย) คําซอนเพื่อความหมาย เชน บานเรือน เล็กนอย ซื้อขาย ฯลฯ คําซอนเพื่อเสียง เชน ดีเด มองเมิง โลเล ฯลฯ * คําซอนเพื่อความหมาย ความหมายหลักบางครั้งอยูที่คําหนาหรือหลังก็ได เชน ใจคอ นํ้าหูนํ้าตา หนาตา หูตา ปากคอ ฯลฯ ตารางความแตกตางระหวางคําประสมกับคําซอน คําประสม คําซอน 1. ใชเรียกสิ่งใหม 2. หามเหมือน คลาย ตรงขาม 3. นํ้าหนักอยูที่คําตน 4. แปลเปรียบเทียบได 1. ไมไดเรียกสิ่งใหม 2. ตอง เหมือน คลาย ตรงขาม 3. นํ้าหนักเทากัน ไมมีใครเดนกวาใคร 4. แปลเปรียบเทียบไมได 27. คําซํ้า ตองมี ๆ ใหเห็น เพราะขี้เกียจเขียน 2 ครั้ง เชน เด็กๆ เพื่อนๆ ดังๆ ฯลฯ แตจะเขียนใช ๆ ได จะตองมี ลักษณะ 3 ประการใหครบตอไปนี้ 1. คําเขียนเหมือนกัน 2. ความหมายเหมือนกัน 3. หนาที่ของคําเหมือนกัน * คําตอไปนี้ตองเปนคําซํ้าเสมอ เชน ฝนตกหยิมๆ พยักหนาหงึกๆ พูดฉอดๆ ไดมาเหนาะๆ ความหมายที่เกิดจากการซํ้าคํา 1. บอกพหูพจน : เพื่อนๆ นองๆ ปๆ ตูๆ ฯลฯ 2. เนนความหมาย : ซวยสวย เดกเด็ก ดี๊ดี ฯลฯ 3. ไมเจาะจง : เชาๆ เย็นๆ หลังๆ แถวๆ ฯลฯ 4. แยกเปนสวน : คนๆ เรื่องๆ หองๆ อยางๆ ฯลฯ 5. เปลี่ยนความหมายจากเดิม : หยกๆ พื้นๆ ลวกๆ หมูๆ งูๆ ปลาๆ ฯลฯ 6. บอกความไมตั้งใจ : สงๆ เขียนๆ ชอบๆ ฯลฯ 7. ทํากริยานั้นไปเรื่อยๆ : มองๆ นั่งๆ เดินๆ ฯลฯ 8. บอกลักษณะ : หลอๆ อวบๆ ดําๆ สูงๆ ฯลฯ 28. คําสมาส มี 2 Version (ตองเปนภาษาอินเดีย คือ บาลี-สันสกฤต เพราะเปนหลักสูตรของอินเดีย) 28.1 สมาสแบบสมาส ที่พูดติดปากวา คําสมาส (ชน) 28.2 สมาสแบบสนธิ ที่พูดติดปากวา คําสนธิ (เชื่อม) คือ สมาสแบบกลมกลืนเสียง * ระวัง ตอไปนี้ไมใชคําสมาส เพราะมีภาษาไทยแท ภาษาเขมร ภาษาอังกฤษ เขามาปน พลเมือง ผลไม คุณคา ทุนทรัพย ราชวัง ราชดําเนิน พลความ พลเรือน พระพุทธเจา ตรัสรู สรรพสิ่ง มูลคา ชํานาญการ เคมีภัณฑ ภูมิลําเนา เครื่องจักร บายศรี กลเม็ด กลมทา เมรุมาศ กระยาสารท BOBBYtutor Thai Note
7.
สมาส สนธิ ชน แยกงาย เชื่อม แยกยาก แยกงาย :
มองเห็นศัพทรูปเดิมเปนคําๆ เต็มๆ ไมเปลี่ยนแปลง แยกยาก : มองไมเห็นศัพทรูปเดิมแตแยกแลว 99% คําหลังขึ้นตนดวย "อ" 28.1 คําสมาสแบบสมาส มีสูตรงายๆ 2 ขอ (ความหมายหลักจะอยูหลัง เวลาแปลจะ แปลจากขางหลังไปหนา) 1. ลางใหสะอาด คือ ลาง และ ะ ของคําหนาทิ้ง 2. ทากาว คือ ตรงรอยตอของ 2 คําใหออกเสียง "อะ" ศิลปะ + ศาสตร = ศิลปศาสตร สวัสดิ์ + ภาพ = สวัสดิภาพ สิทธิ์ + บัตร = สิทธิบัตร ภูมิ + ศาสตร = ภูมิศาสตร ชาติ + ภูมิ = ชาติภูมิ ญาติ + เภท = ญาติเภท อุบัติ + เหตุ = อุบัติเหตุ วีระ + บุรุษ = วีรบุรุษ ระวัง! เจอคําเหลานี้ลงทายจะเปนสมาสแบบสมาส "กิจ การ กรรม กร ศึกษา ภัย สถาน ภาพ วิทยา ศิลป ธรรม ศาสตร" = ศุลก + อากร = ศิลป + อากรแต ศิลปากร สนธิ ศุลกากร คุณากร ประชากร สรรพากร = คุณ + อากร = ประชา + อากร = สรรพ + อากร 28.2 สมาสแบบสนธิ จะดูแยกออกจากกันแยกยาก แตเวลาแยกแลว คําหลังขึ้นตนดวย "อ" (แยกยาก คือ มองไมเห็นศัพทรูปเดิมเปนตัวๆ) สนธิ มี 3 Version 1. สระสนธิ เอาสระกับสระมาเจอกัน อะอา + อะอา = อา สุข + อภิบาล = สุขาภิบาล อะอา + อิอี = อีเอ (อิ อี เอ) นร + อิศวร = นเรศวร อะอา + อุอู = อุอูโอว (อุ อู โอ) นย + อุบาย = นโยบาย อะอา + เอไอโอเอา = เอไอโอเอา ราช + ไอศูรย = ราไชศูรย อิอี + อิ = อิ โกสี + อินทร = โกสินทร อุอู + อุอู = อุอู ครู + อุปกรณ = ครุปกรณ BOBBYtutor Thai Note
8.
2. พยัญชนะสนธิ เอาพยัญชนะกับพยัญชนะมาเจอกัน
(หลักการ คือ 1. เปลี่ยน ส. เปน โ 2. ลบ ส. ทิ้ง) มนสฺ + ภาพ = มโนภาพ มนสฺ + รถ = มโนรถ สรชฺ + ช = สโรช ศิรสฺ + เพฐน = ศิโรเพฐน เตชสฺ + ชัย = เตโชชัย นิรสฺ + ภัย = นิรภัย อาตมนฺ + ภาพ = อาตมภาพ พรหมนฺ + ชาติ = พรหมชาติ รหสฺ + ฐาน = รโหฐาน เตชสฺ + ธาตุ = เตโชธาตุ นิรสฺ + ทุกข = นิรทุกข ทุรสฺ + ชน = ทุรชน ทรสฺ + พล = ทุรพล ยสสฺ + ธร = ยโสธร 3. นฤคหิตสนธิ คือ สํ + สระ พยัญชนะวรรค เศษวรรค สํ เจอสระ ใหสระผม สํ + อาคม = สมาคม สํ + อาทาน = สมาทาน สํ + อุทัย = สมุทัย สํ + โอสร = สโมสร สํ + อาส = สมาส สํ + อิทธิ = สมิทธิ สํ เจอพยัญชนะวรรค ใหเปลี่ยนเปนตัวสุดทายของวรรคนั้น = สังคมก ข ค ฆ ง *เปนภาษาบาลี-สันสกฤต = สัญจร = สัณฐาน = สันธาน = สัมผัส จ ฉ ช ฌ ญ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ต ถ ท ธ น ป ผ พ ภ ม สํ + คม สํ + จร สํ + ฐาน สํ + ธาน สํ + ผัส เศษวรรค : วิรุฬหยลสํ สํ เจอเศษวรรค ใหทิ้ง สํ + โยค = สังโยค สํ + หรณ = สังหรณ สํ + วร = สังวร สํ + วาส = สังวาส สํ + สันทน = สังสันทน BOBBYtutor Thai Note
9.
29. คําเปนคําตาย ทองสูตร
คือ ดูตัวสะกดอันดับแรก คําตาย = เจอแม กบด มันก็ตาย จํา : ใครกบฏมันตองตาย เชน โรค ภาพ มรกต ฯลฯ = ถาไมมีตัวสะกดคอยดูสระเสียงสั้น จํา : อายุสั้นมันก็ตาย เชน นะ ดุ ทิ ฯลฯ คําเปน = เจอแม มนงยว เพราะยังมีชีวิตเปนๆ เธอเปนสาวชาวพมา เชน สม ชาง ฯลฯ = ถาไมมีตัวสะกดคอยดูที่สระเสียงยาว เพราะชีวิตยืนยาวก็เปนๆ เชน ตา ดู ปู ฯลฯ 30. คําครุ คําลหุ ทองสูตร คือ ดูตัวสะกดกอนอันดับแรก คําครุ : พยางคที่มีเสียงหนัก วิธีการจําดูจาก ค. : เจอตัวสะกดทุกแมเปนครุ หมด เชน โรค ภาพ มรกต สม ชาง ฯลฯ : ถาไมเจอตัวสะกดก็ดูที่สระเสียงยาว ยิ่งยาวยิ่งหนัก เชน ชูใจ มานี ฯลฯ คําลหุ : พยางคที่มีเสียงเบา วิธีการจําดูจาก ล. เธอเกิดมาอาภัพ : หามมีตัวสะกดและตองเจอสระเสียงสั้นเทานั้น เชน บ ธ ณ ก็ เงอะงะ เกะกะ เอะอะ ฯลฯ * อํา ไอ ใอ เอา เปนครุ เพราะ มีตัวสะกด 31. คําไทยแท 1. 99% ไทยแทจะมีพยางคเดียว เชน กิน นอน ฉัน ขา ดิน นํ้า บน ใน ฯลฯ 2. 1% จะมี 2 พยางค จะมาจากการกรอนเสียง (ตัดเสียง) เชน หมากพราว → มะพราว ตัวขาบ → ตะขาบ ฯลฯ จะมาจากการเพิ่มเสียง เชน หนึ่ง → ประหนึ่ง โดด → กระโดด ทวง → ประทวง ฯลฯ 3. ไทยแทสะกดตรงตามมาตรา เชน รัก คับ รัด วัง เรือน ผม หาย ผิว ฯลฯ แตบางครั้งสะกดตรงตามมาตรา ก็ไมใชไทยแท ระวัง! โลก กาย ยาน พน ชน ราม ธน มน กนก วัย ชัย อภัย อาลัย → มาจาก บาลี-สันสกฤต ระวัง! จมูก เดิน ตะบันหมาก ทะเลสาบ ละออง บายศรี เลอโฉม ปลนสะดม โงเขลา โปรด → มาจาก เขมร 4. ไทยแทไมมีการันต ยกเวน ผี้ว มาห เยียร = ไทยแท 5. ไทยแทมีวรรณยุกตได แตภาษาอื่นไมมีวรรณยุกต 6. ไทยแทไมนิยมตัวอักษรหยักๆ หัวแตกๆ หางยาวๆ เชน ฆ ณ ญ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ธ ศ ษ ยกเวนบางคําเปน ไทยแท คือ หญิง หญา ใหญ ระฆัง ฆา เฆี่ยน เศิก ศอก ศึก ธ เธอ ณ ฯลฯ 32. คําบาลี-สันสกฤต บาลีมีสระ 8 ตัว = อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ สันสกฤตมีสระ 14 ตัว = อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ เพิ่ม ไอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ บาลีมีพยัญชนะ 33 ตัว = 5 วรรคๆ 5 ตัว = 25 + เศษวรรค 8 = 33 สันสกฤตมีพยัญชนะ 35 ตัว = เหมือนบาลีทุกตัว เพิ่มพิเศษอีก 2 = ศ ษ คําสันสกฤต ทองสูตร หระนะควบหันเคราะหกด 1. หระ คือ ประสมสระ ไอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ เปนสันสกฤต เชน ไมตรี เยาวชน ฤดู ฯลฯ 2. นะ คือ ประสมพยัญชนะ ศ ษ เปนสันสกฤต เชน ศาสนา รัศมี ศึกษา มนุษย ฯลฯ 3. ควบ คือ ควบกลํ้า เปนสันสกฤต จะควบกลํ้าศัพทหรูเลิศ เชน ปราชญ จักร อินทร ประทีบ ฯลฯ 4. หัน คือ รร เปนสันสกฤต เชน ธรรม จรรยา สวรรค อุปสรรค ฯลฯ 5. เคราะห คือ มีคําวา "เคราะห" เปนสันสกฤต เชน อนุเคราะห สังเคราะห วิเคราะห ฯลฯ 6. กด คือ ตัวสะกด ตัวตาม นอกเหนือกฎเกณฑของบาลี ยกใหเปนสันสกฤต เชน อัคนี มุกดา รักษา วิทยา สัตว มนัส อาชญา ฯลฯ BOBBYtutor Thai Note
10.
คําบาลี ตองมีตัวสะกด ตัวตามอยูบรรทัดเดียวกัน 1.
ทองวา 1 สะกด 1, 2 ตาม เชน สักกะ จักขุ สัจจะ มัจฉา รัฏฐ อัฏฐิ ทิฏฐิ อัตตา วัตถุ บุปผา กิจจ จิตต นิจจ เขตต ฯลฯ 2. ทองวา 3 สะกด 3, 4 ตาม เชน อัคคี พยัคฆ วิชชา อัชฌาสัย วัฑฒนะ สิทธิ อัพภาส เวชช ฯลฯ 3. ทองวา 5 สะกด 1, 2, 3, 4, 5 ตาม เชน กังขา สัญญา วันทนา องค สันติ บิณฑบาต คัมภีร การุญญ หิรัญญ อรัญญ สามัญญ ธัญญ เบญจ บุญญ ฯลฯ 4. เศษวรรคสะกด แลวเศษวรรคตาม เชน ภัสสร ปสสาวะ วัลลภ มัลลิกา นิสสัย นิสสิต ฯลฯ 33. คําเขมร 1. คนเขมรชอบสะสม จาน หญิง ลิง เรือ เสือ = สะกดดวย จ ญ ล ร ส 2. คนเขมรชอบควบ = ควบกลํ้า (คํางายๆ ธรรมดาๆ) 3. คนเขมรชอบนํา = อักษรนํา 4. คนเขมรชอบอํา = ขึ้นตนดวย "กํา คํา จํา ชํา ดํา ตํา ทํา สํา อํา" 5. คนเขมรชอบระบํา = บํา บัง บัน บรร 1. อํานาจ เสร็จ เสด็จ เพ็ญ สราญ เจริญ ถกล จรัล กํานัล กําธร อร ขจร จํารัส ตรัส ฯลฯ 2. กรวด กระบือ ขลาด เกลอ โปรด ประชุม ประเดิม คลัง กรม เพลา โขลน ไพร ปรุง เพลิง ฯลฯ 3. ขยม เขมา สนอง เสวย เขนย จมูก ถวาย ฉนํา ขนุน ขยํา ขนม จรวด สนิม ฯลฯ 4. กําเนิด จําแนก จําหนาย ชํานาญ ชํารุด ดําเนิน ดําริ ดํารัส ตํารา กําจัด อํานวย ฯลฯ 5. บําเพ็ญ บํานาญ บําบัด บังควร บังอาจ บังคม บันเทิง บันดาล บรรทุก บรรจุ บรรจง ฯลฯ 34. ราชาศัพท จํา 3 อยางตอไปนี้ใหดีๆ 1. ลําดับชั้นพระราชวงศไทย โดยมี 5 ชั้น (5 level) 2. จําคํานาม ทําใหเปน คํานามราชาศัพท 3. จําคํากริยา ทําใหเปน คํากริยาราชาศัพท ชั้นที่ 1 * เปนคํานาม พระบรม/พระบรมราช ชั้นที่ 2 ชั้นที่ 3-4-5 พระราช พระ * คํากริยา เจออะไรเอา "ทรง" ขึ้นตนใหหมด แตเวนอยางเดียวที่ทรงขึ้นตนนําหนาไมได คือ คํานั้นเปนกริยา ราชาศัพทอยูแลว 35. ราชวงศ 5 ชั้น ชั้นที่ 1 (พระบาทสมเด็จ ....................) พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ชั้นที่ 2 (สมเด็จพระบรม ....................) สมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี BOBBYtutor Thai Note
11.
ชั้นที่ 3 (สมเด็จเจาฟา
....................) สมเด็จพระเจาภคินีเธอเจาฟาเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพรรณวดี สมเด็จพระเจาพี่นางเธอเจาฟากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร สมเด็จพระเจาลูกเธอเจาฟาจุฬาภรณวลัยลักษณ อัครราชกุมารี ชั้นที่ 4 (พระองคเจา ....................) พระเจาวรวงศเธอพระองคเจาโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ พระเจาหลานเธอ พระองคเจาพัชรกิติยาภา * สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก (สมเด็จวัดอื่นๆ จะใชราชาศัพท ไมได) ชั้นที่ 5 (หมอมเจา ....................) หมอมเจาสิริวัณวรี มหิดล ม.ร.ว. ม.ล. ไมใชราชาศัพท 36. การทําคํานามใหเปน คํานามราชาศัพท 1. ใชพระบรมหรือพระบรมราช นําหนาคํานามสําคัญมากๆ ของในหลวงพระองคเดียว เชน พระบรมมหาราชวัง พระบรมราชินี พระบรมโอรสาธิราช พระสยามบรมราชกุมารี * พระปรมาภิไธย (พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร) พระบรมนามาภิไธย (ชั้น 2 ใช พระนามาภิไธย) * พระบรมราชโองการ (ชั้น 2 ใช พระราชโองการ) แตสมเด็จพระนางเจาฯ ใช พระราชเสาวณีย พระบรมราโชวาท (ชั้น 2 ใช พระราโชวาท) พระบรมราโชบาย (ชั้น 2 ใช พระราโชบาย) * พระบรมราชูปถัมภ (ชั้น 2 ใช พระราชูปถัมภ) แตสมเด็จพระนางเจาฯ ใช พระบรมราชินูปถัมภ พระบรมราชวินิจฉัย (ชั้น 2 ใช พระราชวินิจฉัย) พระบรมราชวโรกาส (ชั้น 2 ใช พระราชวโรกาส) พระบรมราชานุเคราะห (ชั้น 2 ใช พระราชานุเคราะห) พระบรมเดชานุภาพ (ชั้น 2 ใช พระเดชานุภาพ) 2. "พระราช" ใชนําหนาทั่วๆ ไปของในหลวง และคํานามสําคัญของราชวงศลําดับ 2 เชน 1. พระราชหฤทัย 4. พระราชดําริ 2. พระราชประวัติ 5. พระราชประสงค 3. พระราชกุศล 6. พระราชนิพนธ (ไหนนักเรียนลองถอดคําศัพทขางตนใหราชวงศ ลําดับ 3-4-5 จะใชวาอยางไร) 1. พระหฤทัย 4. พระดําริ 2. พระประวัติ 5. พระประสงค 3. พระกุศล 6. พระนิพนธ BOBBYtutor Thai Note
12.
3. "พระ" นําหนานามธรรมดาขั้นพื้นฐาน
ชั้น 1-5 ใชไดหมด เชน พระเกาอี้ พระสุพรรณราช พระตําหนัก พระบาท พระหัตถ พระนาสิก ฯลฯ 4. คําราชาศัพทบางคําไมนิยมใช "พระ" จะใช หลวง, ตน แทน เชน ชางหลวง เรือนหลวง ชางตน เรือตน เรือนตน เครื่องตน ฯลฯ 37. การทํากริยา ทําใหเปน กริยาราชาศัพท 1. ทรง + กริยาธรรมดา กริยาราชาศัพท เชน ทรงเปลี่ยน ทรงเจิม ทรงวิ่ง ทรงฟง ฯลฯ 2. ทรง + นามธรรมดา กริยาราชาศัพท เชน ทรงกีตาร ทรงมา ทรงสกี ฯลฯ 3. ทรง + นามราชาศัพท กริยาราชาศัพท เชน ทรงพระราชดําริ ทรงพระราชสมภพ ฯลฯ * คําที่หามใช ทรง นําหนา : ซูบพระองค บรรทม ประสูติ สวรรคต ประทับ เสวย เสด็จ เสด็จแปรพระราชฐาน ตรัส รับสั่ง สรง โปรด พอพระราชหฤทัย พอพระทัย กริ้ว ทอดพระเนตร สุบิน พระราชทาน สิ้นพระชนม 38. มี, เปน + ราชาศัพท เชน มีพระราชประสงค เปนพระราชโอรส มีพระราชดําริ ฯลฯ ทรงมี, ทรงเปน + คําธรรมดา เชน ทรงมีความสงสาร ทรงเปนครู ทรงเปนประธาน ฯลฯ 39. สวรรคต = ชั้น 1-2 สิ้นพระชนม = ชั้น 3-4 สิ้นชีพิตักษัย = ชั้น 5 ถึงแกอสัญกรรม = ประธานาธิบดี, ประธาน 3 อํานาจ, ประธานองคมนตรี, องคมนตรี, รัฐมนตรี ถึงแกอนิจกรรม = ขาราชการ ซี 9 ขึ้นไป, ทานผูหญิง ถึงแกกรรม = พวกเราๆ ทานๆ 40. กราบบังคมทูลรายงาน = พูดรายงาน (ไมตองใสถวายขางหนารายงาน) 41. แสดงความจงรักภักดี = มีความจงรักภักดี (ไมตองใสถวายความจงรักภักดี) 42. รับเสด็จพระราชดําเนิน = ตอนรับ (ไมตองใสถวายการตอนรับ) 43. ทูลเกลาทูลกระหมอมถวาย = (ทูลเกลาฯ ถวาย) ของเล็กๆ ยกได นอมเกลานอมกระหมอมถวาย = (นอมเกลาฯ ถวาย) ของใหญๆ หรือของเล็กจํานวนเยอะมาก 44. แปรพระราชฐาน = ไปพักผอน เสด็จนิวัติพระนคร = ขากลับกรุงเทพฯ 45. "เสด็จ" ใชเหมือนกับ "ทรง" ทุกอยาง แตแพ ทรง อยู 1 อยาง คือ เสด็จ + นามธรรมดาไมได เชน เสด็จกีตาร เสด็จ + กริยาธรรมดา = เสด็จไป เสด็จออก เสด็จขึ้น เสด็จลง ฯลฯ เสด็จ + นามราชาศัพท = เสด็จพระราชสมภพ เสด็จพระราชดําเนิน ฯลฯ 46. เสด็จพระราชดําเนิน + V.หลัก (เพื่อบอกวัตถุประสงค) เสด็จพระราชดําเนินไปเรียนตอตางประเทศ เสด็จพระราชดําเนินตรวจพลสวนสนาม เสด็จพระราชดําเนินกลับประเทศไทย 47. พระบรมฉายาสาทิสลักษณ : รูปวาด พระบรมฉายาลักษณ : รูปถาย พระบรมรูป : รูปปน BOBBYtutor Thai Note
13.
48. พระปรมาภิไธย :
ชื่อราชการทูลเกลาฯ ถวาย พระบรมนามาภิไธย : ชื่อตัว (ภูมิพล) พระราชสมัญญา : ชื่อที่ประชาชนทูลเกลาฯ ถวาย เชน พระปยมหาราช, พระมหาธีรราชเจา 49. วันพระบรมราชสมภพ : วันเกิด (5 ธันวาคม 2470) วันคลายวันพระบรมราชสมภพ : วันคลายวันเกิด (5 ธันวาคม ของทุกป) 50. อาคันตุกะ : ใชเรียก สามัญชน, K ไปเปนแขกของ สามัญชน ราชอาคันตุกะ : ใชเรียก สามัญชน ไปเปนแขกของ K พระราชอาคันตุกะ : ใชเรียก K, ประธานาธิบดี ไปเปนแขกของ K * ถา กษัตริย ไปเปนแขกของประธานาธิบดี จะใช อาคันตุกะ * ถา ประธานาธิบดี ไปเปนแขกของกษัตริย จะใช พระราชอาคันตุกะ * จําเจาบานเปนหลัก 51. ความหมายของคําในภาษาไทยมี 2 Version 1. แปลตรงตัวตามพจนานุกรม = ความหมายนัยตรง 2. แปลไมตรงตัวตามพจนานุกรม = ความหมายโดยนัย ความหมายโดยอุปมา ความหมายนัยประหวัด ความหมายนัยตรง ความหมายโดยนัย ดาว = stars ฟน = teeth ดาว = คนสวย คนเดน คนดัง ฟน = นะ 52. ความหมายแบงตามลักษณะความหมาย มี 5 Version 1. ความหมายเหมือนกัน = ไวพจน (synonym) 2. ความหมายใกลเคียงกัน = (คลายๆ กัน แตไมเหมือนกัน) 3. ความหมายตรงขามกัน = (antonym) 4. พองรูป พองเสียง พองทั้งรูปพองทั้งเสียง (พอง แปลวา เหมือน คําจะพองกันไดตองมี 2 คําขึ้นไป 5. ความหมายแคบ กวาง 53. ไวพจน เวลาขอสอบ Ent ถาม คือ หลากคํา พระเจาแผนดิน = ไท ไท บพิตร ขัตติยะ นฤบาล นฤบดี ฯลฯ ทองฟา = เวหา หาว นภา โพยม นลฯ ทอง = กนก สุวรรณ สุพรรณ กาญจนา เหม ฯลฯ พระจันทร = แข แถง บุหลัน โสม รัชนีกร ศศิธร ฯลฯ พระอาทิตย = ไถง รพี รวี ทิพากร อาภากร ฯลฯ แผนดิน = ดาว ธาษตรี เมทินี หลา ปฐพี ฯลฯ 54. ความหมายใกลเคียงกัน ภาพพจน = เปรียบเทียบ ปรบมือ = ยกยอง ภาพลักษณ = Image ตบมือ = ทั่วๆ ไป สมรรถภาพ = คน จักรวรรดิ = Kingdom (ดินแดน) สมรรถนะ = เครื่องยนต จักรพรรดิ = King (คน) BOBBYtutor Thai Note
14.
55. ความหมายตรงขามกัน มงคล ≠
อวมงคล ทักษิณาวรรต ≠ อุตตราวรรต โลกียธรรม ≠ โลกุตตรธรรม นางฟา ≠ เทวดา สวรรค ≠ นรก สุริยัน ≠ จันทรา (หาม พระจันทร เพราะคนละระดับ) 56. พองรูป = หวงแหน จอกแหน พองเสียง = ทาร ทาน ธาร พองทั้งรูปพองทั้งเสียง = "อยาลืมฉันนะพี่" "อยาลืมฉันนะหลวงพี่" *ความหมายที่มาพองจะไมเหมือนกัน 57. ความหมายแคบกวาง = สับเซต ความหมายกวาง สี ภาชนะ มนุษย กีฬา ผลไม ความหมายแคบ สีแดง หมอ ผูชาย วาว strawberry 58. ประโยคบกพรอง มี 10 Version 1. การใชคําขัดแยงกัน : ความหมายขัดกัน ไปดวยกันไมได * คุณแมสับหมูทีละชิ้น แกเปน หั่น * แมวาลูลูจะสวย แตเธอก็มีแฟนหลอ แกเปน ขี้เหร ถาจะออก Ent หัวขอนี้ ระวัง! คําเชื่อม (บุพบท สันธาน ประพันธสรรพนาม ขัดแยงกัน) 2. ใชคําผิดความหมาย ระวังเรื่องคําที่มีความหมายใกลเคียงกัน Ent จะเอาเขามาหลอก ทําใหสับสน เวลาอาน ขอสอบใหสังเกตวา อานแลวสะดุดตรงไหน แปลกๆ ตรงไหน ไมเคยไดยินแปลกๆ ระวังตรงนั้น * พอกลับมาเหนื่อยๆ คุณพอก็อาบนํ้าชําระลางสังขารใหสะอาด แลวก็เขานอน * ที่ประชุมในสภาโตเถียงกันอยางอิสระเสรี 3. ใชสํานวนเปรียบเทียบไมเหมาะสม ระวังใชสํานวนไทยใหถูกตอง จะออกประมาณ 1 ขอ * คุณครูกับอาจารยใหญสุมหัวเรื่องกําหนดวันสอบปลายภาค แกเปน ประชุม * คุณยายตักบาตรเสร็จก็เลยกรวดนํ้าควํ่าขัน แกเปน กรวดนํ้า 4. ใชคําฟุมเฟอย ลักษณะภาษาไทยตองกะทัดรัด ชัดเจน หามเยิ่นเยอ คําไหนแปลเหมือนกันใหตัดทิ้ง มันเกิน เขามาโดยไมจําเปนก็ใหตัดเสีย แตตองไมใหเสียความหมาย ระวัง! มี ใน ให ทํา + การ, ความ = 99% จะฟุมเฟอย คุณประเทืองมีความยินดีที่จะประกวดนางฟาจําแลง แต 1% ก็อาจไมฟุมเฟอยก็ได คุณประเทืองมีความรักใหเด็กๆ ผูชาย * ในอดีตที่ผานมาชีวิตฉันขมขื่นเมื่ออยูกับเขา (ตัด ที่ผานมา ทิ้ง) * โตขึ้นฉันอยากอยูกับเอิน จะไดเปนเกษตรกรชาวนาตัวอยางกับเขาบาง (ตัด ชาวนา ทิ้ง) BOBBYtutor Thai Note
15.
5. ใชสํานวนภาษาตางประเทศ หามใชสํานวนภาษาตางประเทศเด็ดขาด
ในการสอบ Ent วิชาภาษาไทย 1. หลักไวยากรณไทย ตองเรียง ประธาน + กริยา + กรรม (Active) หามใช .......... โดย = สํานวนตางประเทศ (Passive) * ภาพยนตรเรื่อง "The beach" นําแสดงโดย ลีโอ พุฒ (ต.ป.ท.) แกเปน →→→→ * ลีโอ พุฒ แสดงภาพยนตรเรื่อง "The beach" (ไทย) 2. ถูก .................... + ความหมายไมดี = ไวยากรณไทย ถูก .................... + ความดี = สํานวนตางประเทศ * คุณลอราถูกลวนลามเมื่อวานตอนกลับบาน (ไวยากรณไทย) * คุณลูลูถูกเชิญใหมางานเลี้ยงสมาคมแมบานทหารบก (สํานวนตางประเทศ) แกเปน →→→→ * สมาคมแมบานทหารบกเชิญคุณลูลูใหมางานเลี้ยง (ไวยากรณไทย) (S + V + O) 3. มัน ถาแปลวา It's จะเปนสํานวนตางประเทศ * มันเปนความลําบากของฉันที่จะเข็นครกขึ้นภูเขา (สํานวนตางประเทศ) แกเปน →→→→ * ฉันเข็นครกขึ้นภูเขาลําบาก (ไวยากรณไทย) (S + V + O) * มันฝรั่งใสแกงใชไหม (สํานวนภาษาไทย) 4. ไวยากรณไทยตองมีลักษณนามตามหลังตัวเลข * 3 พรรคการเมืองประชุมอยางเครงเครียด (สํานวนตางประเทศ) แกเปน →→→→ * พรรคการเมือง 3 พรรค ประชุมอยางเครงเครียด (ไวยากรณไทย) S + V + O 5. การวางสวนขยายตองวางไวขางหลัง ถึงจะเปนไวยากรณไทย * ไมเปนการงายเลยที่ตํารวจจะตามจับนักโทษแหกคุก (สํานวนตางประเทศ) แกเปน →→→→ * ตํารวจจะตามจับนักโทษแหกคุกไมงาย (ไวยากรณไทย) S + V + O จําไวหลักๆ คือ ไวยากรณไทยจะตองเรียง S + V + O เปนพื้นฐาน 6. ตีความได 2 อยาง : ภาษาไทยบางครั้งกํากวม แปลได 2 ความหมาย เวลาเจอขอสอบใหแปลตรงตัว ตามคํานั้นกอน แลวคอยๆ นึกอีกความหมายหนึ่งที่ซอนอยู * อาการชักแบบนี้สงสัยจะโดนของ 1. Something 2. คุณไสย * ดูนั่นสิ! ชมพูกําลังกิน 1. Eating 2. กําลังพอเหมาะที่จะกิน 7. วางสวนขยายผิดที่ ภาษาไทยสวนขยายตองวางขางหลังคําหลัก แตไมจําเปนตองติดกัน * พระราชินีแหงอังกฤษตอนรับอยางสมเกียรติคณะทูตไทย แกเปน →→→→ * พระราชินีแหงอังกฤษตอนรับคณะทูตไทยอยางสมเกียรติ * พวกเรากอเจดียทรายในวันสงกรานตอยางสนุกสนาน แกเปน →→→→ * พวกเรากอเจดียทรายอยางสนุกสนานในวันสงกรานต 8. ประโยคไมสมบูรณ อาจจะขาดประธาน กริยา กรรม บุพบท สันธาน หรือขาดอีก 1 ประโยค * คณะแมบานสหกรณอําเภอภูเขียวที่พึ่งจะเขาเฝาฯ สมเด็จพระนางเจาพระบรมราชินีนาถ ขาด กิริยา (แลวทําไมตอละ) * แมวาเขาจะเปนผูบุกเบิกการคิดคนยาสมุนไพรสําหรับแกโรคมะเร็งไดสําเร็จเปนคนแรก ขาด 1 ประโยค BOBBYtutor Thai Note
16.
9. ภาษาผิดระดับ ไวยากรณไทยใน
1 ประโยค ตองใชภาษาระดับเดียวกัน หามใช 2 ระดับในประโยคเดียวกัน * คณะมนตรีความมั่นคงแหงสหประชาชาติอภิปรายเรื่องวิกฤตการณในอิรักอยางเมามัน * คุณแมจะบอกคุณพอตอนไหนคะ วาหนูสําเร็จการศึกษาปริญญาขั้นนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต 10. เวนวรรคตอนผิด : ระวัง! คําประสมในภาษาไทยจะถูกฉีกใหอาน 2 แบบ แลวถาอานเวนวรรคตอนผิด ความหมายจะกํากวม * พี่วิลลี่คะขอจานรองแกวหนอยสิ * จดหมายลงทะเบียนเสร็จหรือยัง 59. ภาพพจน มี 8 Version (ภาพพจนตองมีการเปรียบเทียบ) 1. อุปมา เปรียบ เหมือน มีคําที่แปลวา เหมือน = ดุจ ประดุจ ดัง ดั่ง ปูน เพียง ราว เสมอ ประหนึ่ง กล ละมาย คลาย ครุวนา เชน เทียบ เลห พาง ฉัน แมน เฉก ยิ่ง ปาน ฯลฯ "เจางามพักตรผองเพียงบุหลันฉาย" ระวัง ! มีคําตระกูล "เหมือน" แตไมใชอุปมา เพราะ ไมไดเปรียบเทียบ โดยเฉพาะคําวา เหมือน ดัง เชน 2. อุปลักษณ เปรียบ เปน คือ หรือ ละคํา ไมตองใส เปน, คือ ก็ได "ฉันเปนตะเกียงสองทางใหเธอเดิน" = อุปลักษณ Ent ชอบออก ระวัง! "ฉันก็เปนผูหญิงคนหนึ่ง" (เจิน เจิน) = ไมใชอุปลักษณ เพราะ ไมไดเปรียบเทียบ "พี่จะเปนบัลลังกตระการ แมนองคือนางพญา" = อุปลักษณ แกวกิริยาตัดพอขุนแผนวาตัวเองสูนางวันทองไมได จึงพูดวา "หิ่งหอยหรือจะแขงแสงพระจันทร อยาปนนํ้าใหหลงตะลึงเงา" หิ่งหอย = แกวกิริยา แสงพระจันทร = วันทอง * อุปลักษณแบบละคํา (Ent' ชอบออก) แตประโยคนี้ "ฉันเปนดั่งพฤกษาในวนาลึก" จะยกใหเปนอุปมาหรืออุปลักษณ * จําเลยนะ เปนดั่ง เปนดุจ เปนเฉก เปนเชน เปนเพียง เปนเหมือน = อุปมา 3. สัญลักษณ, นามนัย = ตระกูลเดียวกัน "พูดปุบรูปบ" แตคนละตัว สัญลักษณ = ศัพทที่จะเปนสัญลักษณไดจะตองมีความเหมือน จุดเดนรวมกับหรือ (Intersection) กับคําแปล เชน อีกา คนชั้นตํ่าแปลวา ตํ่าตอย หงส คนชั้นสูงแปลวา ผูดี พายุ อุปสรรคแปลวา วุนวาย ดอกมะเขือ ความออนนอมแปลวา นอมลง BOBBYtutor Thai Note
17.
นามนัย = ศัพทที่จะเปนนามนัย
ศัพทตัวนั้นตองเปน จุดสําคัญ เปนสวนหนึ่งหรือเปนแค สับเซตของคําแปล เชน ทีมโสมหมายถึงประเทศเกาหลี นวมหมายถึงนักมวย เมืองนํ้าหอมหมายถึงประเทศฝรั่งเศส ปากกาหมายถึงนักเขียน เปนจุดเดน เปนจุดเดน เปนจุดเดน เปนจุดเดน จําไววา : เปนสัญลักษณแลวจะเปนนามนัยไมได เปนนามนัยแลว เปนสัญลักษณไมได จําไววา : สัญลักษณ, นามนัย = พูดปุบรูปบ สังคมเขากําหนดไวแลว : อุปลักษณละคํา = แลวแตกวีจะเปรียบเทียบเปนอะไรก็ได *ระวัง! สัตวในนิทานอีสปถือวาเปนสัญลักษณ เชน ราชสีห = ผูมีอํานาจ ลา = คนโง งูเหา = คนทรยศ สุนัขจิ้งจอก = พวกเจาเลห 4. บุคลาธิษฐาน : อธิษฐานโดยทําสิ่งที่ไมใชคน ใหทํากริยาเหมือนคน ทองสูตรวา "เจาประคุณ ขอใหเปนคนทีเถอะ" (บุคคลวัต, บุคคลสมมุติ) "ดอกหญาสายระบําขําเจาลมแลง" "นํ้าพริกกะปมัวยั่วใหฉันเกิดกิเลส" หลักการบุคลาธิษฐานใหดูที่ V. + adj. 5. อธิพจน ≠ อวพจน (อ อาง โอเวอร) อธิพจน = คนกลาว OVERมากกวาความเปนจริง อวพจน = คนกลาว OVERนอยกวาความเปนจริง อธิพจน อวพจน FACT "เรื่องนี้สบายมาก เรื่องขี้ผง" = อวพจน "พี่คิดถึงนองทุกนาที" = อธิพจน อธิพจน, อวพจน = OVER คนทําเอง บุคลาธิษฐาน = OVER แบบสิ่งที่ไมใชคนเปนคนทํา 6. สัทพจน = เลียนเสียงธรรมชาติ (ส. เสือ Sound of Music) "ไกขัน" = ไมใชสัทพจน "เอกอี๊เอกเอก" = สัทพจน "ฟารอง" = ไมใชสัทพจน "เปรี้ยงเปรี้ยง" = สัทพจน BOBBYtutor Thai Note
18.
7. ปฏิพากย =
การกลาวขัดแยง "ผูหญิงสวยเปนบา" "คุณปาใจดีฉิบ lose" 8. อุปมานิทัศน : เปนการเปรียบโดยยกประโยคยาวๆ มาเปรียบ แตอุปมายกแคคํา "นักเรียนก็เหมือนเพชรที่จะตองถูกเจียระไน ใหเพชรเงางาม สองประกาย บางมุมเหลี่ยมอาจจะไมคม ตองเจียใหคม เพื่อจะใหสมเปนเพชรนํ้าหนึ่งประดับหัวแหวน โดยครูคนนี้และจะตั้งใจเจียเพชรเม็ดนี้ใหประณีตที่สุด" 60. คําประพันธในวรรณคดีไทย คําประพันธ จํานวนคําใน 1 บท แบงวรรคละ สูตรสัมผัส กลอนแปด กาพยฉบัง 16 กาพยสุรางคนางค 28 กาพยยานี 11 อินทรวิเชียรฉันท 11 โคลงสี่สุภาพ โคลงสามสุภาพ รายยาว 32 × 2 = 64 16 × 2 = 32 28 × 2 = 56 22 × 2 = 44 22 × 2 = 44 30 ± 2, 4 = 32, 34 19 + 2 = 21 ไมแนนอน 8 - 8 - 8 - 8 6 - 4 - 6 4 - 4 - 4 - 4 - 4 - 4 - 4 5 - 6 - 5 - 6 5 - 6 - 5 - 6 5 - 2 5 - 2 5 - 2 5 - 4 5 - 5 - 5 - 6 ไมแนนอน 8 - 11 16 - 24 - 27 6 - 10 (16 - 22) "เมื่อคืนฉันฝน" 5 - 8 11 - 16 5 - 8 11 - 16 พระลอ, พระราม เครื่องบินรอนลง ตรงไหนก็ได ขอสอบ Ent จะใหประโยคยาวๆ มาแลวใหเราแบงวรรค แลวถามวาเปนคําประพันธชนิดใด สูตร 1. นับคํา 2. สงสัยวาเปนอะไรใหลองแบงวรรค แลวเอาสัมผัสแทนคาวาลงจังหวะไหม ระวัง! ตัวหลอก คูแรก ฉบัง 16 2 บท = กลอนแปด 1 บท คูสอง กาพยยานี 11 กับ อินทรวิเชียรฉันท 11 แตกตางตรงฉันท 3 - 6 - 7 - 9 = ลหุ คูสาม กาพยยานี 11 กับ โคลงสามสุภาพ จํานวนคําใกลเคียงกัน คูสี่ กลอนแปด กับ โคลงสี่สุภาพ จํานวนคําใกลเคียงกัน แตโคลงมีเอก 7 โท 4 ทองสูตรสัมผัสของสุรางคนางค : "เมื่อคืนฉันฝน วาเธอกับฉัน ชวนกันขี่ควาย ควายมันไลขวิด หวุดหวิดเจียนตาย ฝนดีหรือราย ทํานายใหที" โคลงสามสุภาพ : ก กก ( ) * ขอสอบ Ent แบบคําประพันธแนวใหม จะใหวรรคแบงมาเรียบรอยแลว แตสลับวรรคมั่วกัน ใหนักเรียนเรียง ลําดับใหถูกตอง นักเรียนก็ใชสูตรเดียวกับขางบน "พระสมุทรสุดลึกลนคณนาสายดิ่งทิ้งทอดมาหยั่งไดเขาสูงอาจวัดวากําหนดจิตมนุษยนั้นไซรยากแทหยั่งถึง" เปนคําประพันธ โคลงสี่สุภาพ BOBBYtutor Thai Note
19.
61. ความงามวรรณศิลป มี
8 Version 1. สัมผัสสระ : สระกับตัวสะกดเสียงเดียวกัน แตเสียงพยัญชนะตนหามเหมือนกัน "เปนแถวทองลองตามกัน" "เจริญกรุง บํารุงเมือง เฟองนคร" "จันทรจวง ดวงจันทร" "อาภาพร นครสวรรค" พร พร คร 2. สัมผัสอักษร : (สัมผัสพยัญชนะ) ใหดูที่เสียงพยัญชนะตนเสียงเดียวกัน "ยุย ญาติเยอะ" เสียงพยัญชนะตน /ย/ "พี่จําใจจําจากเจาพรากมา" "ตองจําจําใจจากเจาคืนคอย" 3. สัมผัสวรรณยุกต : สัมผัสวรรณยุกตแทนที่จะเหมือนกันมาเจอกัน แตกลับเรียงวรรณยุกตจาก นอย → มาก มาก → นอย (2 ตัว หรือ 3 ตัวก็ได) "บึงบัวตุมตุมตุม กลางตม" "แมลงเมาเมาเมาฉม ซมซราบ" แต "แมนแมมาจักวอน พี่ชี้" "ดลยังเวียงดานดาว โดยมี" * ไมใชสัมผัสวรรณยุกต เพราะตัวสะกดไมเหมือนกัน 4. จินตภาพ : ภาพที่เกิดในสมองจินตนาการ มี 3 Version 1. จินตภาพดาน ภาพ (แสง + สี) "ใบระกาหนาบันบนชั้นมุข สุวรรณสุกเลื่อมแกวประภัสสร" 2. จินตภาพดาน เคลื่อนไหว (นาฏการ) "เรือสิงหวิ่งเผนโผน โจนตามคลื่นฝนฝาฟอง" 3. จินตภาพดาน เสียง = สัทพจน "สายธารไหลจอกจอกเซาะซอกหิน" หลักการทําใหสังเกต V. + adj 5. การใชคําที่มีเสียงและจังหวะดุจดนตรี (ตองแยกออกเปน 2 ตัว คือ เสียงและจังหวะ) 1. เสียงดุจดนตรี : มีวรรณยุกตหลายๆ เสียงใน 1 วรรค แตไมจําเปนตองเรียงวรรณยุกตเหมือนสัมผัส วรรณยุกต "ตะลึงเหลียวเปลี่ยวเปลาใหเหงาหงิม" 2. จังหวะดุจดนตรี : ใน 1 วรรค แบงจังหวะการอานไดเทาๆ กัน (ถวง ....................) "เชาทําเปนหนายบายบอกเหนื่อยเย็นเมื่อยลา" "ถือหัตถงาทาเห็นงาม ตามทํานองตองธรรมเนียม เตรียมทุกหมวดตรวจทุกหมู" 6. การเลนคํา : ใชคําๆ เดียวกันวางทั่วๆ ไป แลวความหมายไมเหมือนกัน เชน "นวลจันทรเปนนวลจริง เจางามพริ้งยิ่งนวลปลา" เลนคําวา นวล BOBBYtutor Thai Note
20.
7. การซํ้าคํา :
ใชคําๆ เดียวกันวางทั่วๆ ไป แลวความหมายตองแปลเหมือนกันทุกตัว เชน "งามทรงวงดั่งวาด งามมารยาทนาดกรกราย งามพริ้มยิ้มแยมพราย งามคําหวานลานใจถวิล" ซํ้าคําวา งาม เพราะทุกตัวแปลวา Beautiful 8. ดุลเสียงและดุลความหมาย : 2 วรรค มีคําเทากันและตําแหนงเดียวกันมีคําเหมือนกัน จึงใหเสียงและความหมาย เหมือนกัน เชน "มีเพื่อนเลนก็ไมเหมือนกับเพื่อนตาย มีเพื่อนชายก็ไมเหมือนมีเพื่อนชม" "ยิ่งวายิ่งยุ" (วรรคเดียวแบบนี้อนุโลม) "รูหลบเปนปก รูหลีกเปนหาง" 62. ประโยคความเดียว ความรวม ความซอน ความเดียว = S1 + V1 สวนขยายยาวไดแตตองเปนวลี ของแทมีเลข 1 (S., V.) ความรวม = 2 ความเดียว = 1 ความหมาย โดยเอาสันธานเชื่อม ของแทตองมีเลข 2 (S., V.) ความซอน = ซอน แปลวา ขยาย จําอยางนี้กอน โดยสวนขยายเปนประโยค แสดงวาก็ตองมี 2 ประโยครวมกัน แตใหดูวาเอา "ที่ ซึ่ง อัน ผูที่ ผูซึ่ง วา ให" เชื่อม โดย 2 ประโยคนั้นนํ้าหนักไมเทากัน โดยมีประโยคหนึ่งเปนตัวตั้ง แลวมีอีกประโยคมาขยาย (ความเดียว) เขาปลูกขาวนาปรังทุกปริมแปลงเกษตรสาธิต (ความรวม) เขาปลูกขาวนาปรังทุกปและเขาขายขาวนาปรังทุกป = "เขาปลูกและขายขาวนาปรังทุกป" (ความซอน) เขาปลูกขาวนาปรังที่กํานันทรงเสนอแนะ ระวัง! 1. ความรวมกับความซอน สามารถละตัวเชื่อมได แตก็มีวิธีดูที่ นํ้าหนักประโยค 2. หลัง ที่ ซึ่ง อัน .................... จะเปนประโยคขยาย สรุปความแตกตางระหวาง ความเดียว ความรวม ความซอน 1. เดียว กับ รวม ใหดูที่ เลข 1 + 2 2. รวม กับ ซอน ใหดูที่ เอาอะไรเชื่อม 3. ซอน กับ เดียว ใหดูที่ เอาอะไรขยาย ลองทําดูวาเปนประโยคความอะไร (ซอน) 1. นายกรัฐมนตรีใหคําสัญญาแกชาวไทยวา จะแกปญหาเศรษฐกิจใหได (ซอน) 2. คนที่ลอบยิงทานประธานาธิบดีตองเปนคนวงใน (รวม) 3. แตฉันก็ทําสุดความสามารถแลวก็ยังไมประสบความสําเร็จ (เดียว) 4. ตัวอยางที่ดีตองเปนที่โรงเรียนนายรอย (เดียว) 5. คุณธรรมของผูใหญ คือ เมตตาธรรมตอเพื่อนมนุษยและสัตวโลก (ซอน) 6. เจาหนาที่ของสหรัฐพบวา ทหารอิรักสะสมขีปนาวุธในโกดังสินคาใกลกรุงแบกแดด (รวม) 7. สถาบันวิจัยจุฬาภรณรวมกับมูลนิธิสายใจไทยจัดงานครั้งนี้ (เดียว) 8. งานฤดูหนาวของจังหวัดเชียงใหมสําเร็จไปไดดวยความรวมมือของประชาชนชาวเชียงใหม (ซอน) 9. บุคคลใดที่ไมเคยพบกับความทุกขเลย คือ บุคคลที่ไมเคยพบกับประสบการณชีวิต (รวม) 10. เจาหมูนอยหัวใจเทวดาวิ่งงับอนาคอนดาอยางเมามัน BOBBYtutor Thai Note
21.
(ซอน) 11. ชาวลอนดอนชินกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเสมอๆ (ซอน)
12. พนักงานขององคการโทรศัพทกําลังปนเสาอยูใกลหอประชุมของโรงเรียน (ซอน) 13. คุณครู Lilly ไมชอบนักเรียนลอกขอสอบ (ซอน) 14. ชาวไทยตองทนกับสภาพเศรษฐกิจอยางนี้จนเสียขวัญหมดแลว (เดียว) 15. การไมพูดระหวางรับประทานอาหารเปนนิสัยที่ดีของลูกผูหญิง (ซอน) 16. ภาพที่เธอสงเขาประกวดและเพื่อนๆ ชวยกันวาดนั้น ไดรับรางวัลชนะเลิศ (รวม) 17. ชาวประมงทําลายปะการังที่ทางรัฐบาลสงวน แต ส.ส. บางคนเห็นดีดวยกับชาวประมง (ซอน) 18. ภาพวาดนางบุษบาเสี่ยงเทียนที่คุณจักรพันธุวาดนั้น ไดรับรางวัลพระราชทาน (รวม) 19. การวายนํ้าเปนกิจกรรมที่มีประโยชนตอรางกายทุกสวน และการพักผอนซึ่งเปนกิจกรรมของคนเรามี ความสําคัญไมแพกัน (รวม) 20. หากเราสามารถเก็บเศษใบไมและกระปองนํ้าอัดลมตามชายหาดไดแลวก็จะทําใหชายหาดพัทยาสวยขึ้น (ซอน) 21. การที่คุณแมหักเงินคาขนมพวกเธอเปนการลงโทษอยางเบาๆ (รวม) 22. หมาของฉันไลกัดนักเรียนกลุมนั้น (รวม) 23. ครูใชปากกาหมึกซึมตรวจการบานนักเรียน (ซอน) 24. เขาตบหนาเพื่อนยืนหลังโตะ (ซอน) 25. ผลิตภัณฑที่สรางจากภูมิปญญาของชาวบาน เปนงานที่นายกยองอยางหนึ่ง 63. การอานจับใจความ (ออกสอบเยอะมาก) หลักการทํา คือ 1. ยังสรุปใจความ (Main Idea) ไมได อยาอาน choice 4 ขอ 2. หา 3 W (Who, What, Why) 3. ไลผี คือ เอา choice ที่ผิดแนๆ ออกไปกอน ระวัง ! จุดหลอกของการอานจับใจความ 1. การเปรียบเทียบ อันไหนเกิดจริง อันไหนเปรียบเทียบ ตองจับใหได 2. ศัพทที่แปลไมตรงตัว (เราก็อาศัย บริบท ในการตีความ) 3. การตอบดูใหดี มี 2 แง จะตอบคลุมหรือตอบเจาะ (choice 2 ขอ สุดทายจะบอกเราเอง) 4. ระวัง Error ภาษาที่เขียน choice ตีความดีๆ มันจะหลอก 64. โวหาร ทางรอยแกว มี 7 Version 1. บรรยายโวหาร ไดเรื่องราว ขอมูล 2. พรรณนาโวหาร ไดภาพรายละเอียด 3. อธิบายโวหาร ทําใหเขาใจ 4. สาธกโวหาร ยกตัวอยาง 5. เทศนาโวหาร สั่งสอน 6. อุปมาโวหาร เปรียบเทียบ (คลุมทั้งหมด 8 ภาพพจน) 7. อภิปรายโวหาร โนมนาวใจ (Persuade) BOBBYtutor Thai Note
22.
บรรยายโวหาร (เนื้อๆ) =
ได Information ใคร ทําอะไร ที่ไหน เมื่อไร พรรณนาโวหาร (นํ้าๆ) = ได Detail ใหภาพรายละเอียด บุคคล วัตถุ สถานที่ เหตุการณ มี 2 ลักษณะ คือ แยกสวนประกอบ : ชี้ลักษณะเดน สูตรการดูพรรณนาโวหาร คือ ตระกูล ว. + แซมเปรียบเทียบ วิเศษณ วิลิศ วิจิตร เวอร + แซมเปรียบเทียบ 65. อธิบายโวหาร มี 6 Version เรียกวา กลวิธีอธิบาย 1. การอธิบายตามลําดับขั้น : ใชกับเรื่องๆ นั้นตองเปน ขั้นตอน กรรมวิธี 2. การใชตัวอยาง : เพื่อให เห็นภาพชัดเจน 3. การเปรียบเทียบความเหมือน/ตาง : ใชเปรียบเทียบของ 2 สิ่งไมใชภาพพจน 4. การชี้สาเหตุผลลัพธสัมพันธกัน : ใชใหเหตุผลอธิบาย 5. การนิยาม : จะใชกับคําศัพท แตไมจําเปนตองมี หมายถึง, คือ เสมอไป 6. การกลาวซํ้าดวยถอยคําที่แปลกออกไป : อธิบายใหมเปนรอบที่ 2 แตจะใชคํา งายขึ้น มักจะมีคําวา กลาวคือ แตไมตองมี กลาวคือ เสมอไปก็ได ถาไมมี กลาวคือ เขาจะเวนวรรคเอา (ขอความหนาและหลัง กลาวคือ ตองมี ความหมายเหมือนกัน) 66. ทรรศนะ คือ ความคิดเห็น (Opinion) อาจถูกหรือผิดก็ได เพราะไมใช FACT คําที่แสดงทรรศนะ คือ คง คงจะ นา นาจะ ควร ควรจะ พึง พึงจะ อาจ อาจจะ หรือ ผมเห็นวา, เขาใจวา, สรุปวา, มีมติวา, เสนอวา หรืออาจไมมีคําพวกนี้เลยก็ได ทรรศนะ มี 3 Version 1. ทรรศนะเชิงขอเท็จจริง (Guess) : เดา, สันนิษฐาน ไมใช บอก ขอเท็จจริง 2. ทรรศนะเชิงคุณคา/คานิยม (Evaluate) : ประเมินคา, ตัดสินใจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 3. ทรรศนะเชิงนโยบาย (Suggest) : แนะนํา * พี่ชายเธอดูเทหระเบิดเลย หุนดี หนาตาก็ใชได (ทรรศนะเชิงคุณคา) * ฉันวาเธอเอาเรื่องแสงสีกับกินดีอยูดีสอบดีกวา เหมาะกับเธอดี (ทรรศนะเชิงนโยบาย) * คงไมใชนักโทษแหกคุก 4 คนนี่หรอก ฉันวาคงตองเปนผูคุมตางหาก (ทรรศนะเชิงขอเท็จจริง) 67. ระเบียบวิธีคิด มี 3 Version 1. วิเคราะห : หาสาเหตุ ทําไมเกิด = ทรรศนะเชิงขอเท็จจริง 2. ประเมินคา : ใหความเห็นประเมิน = ทรรศนะเชิงคุณคา/คานิยม 3. สังเคราะห : คิดวิธีการ Idea ใหญๆ = ทรรศนะเชิงนโยบาย 68. โครงสรางเหตุผล มี 2 องคประกอบ คือ (เกิดกอน) 1. เหตุ สาเหตุ ขอสนับสนุน (เกิดหลัง) 2. ผล ผลลัพธ ขอสรุป ระวัง! สันธานเหลานี้จะเจอเสมอเรื่องโครงสรางเหตุผล เพราะ, เนื่องจาก, ดวย, ก็เลย, จึง, ดังนั้น, เมื่อ.....จึง, เพราะ.....จึง เวลาออก Ent เรื่องนี้ใหดู โครงสรางดีๆ วาเขาเอา สาเหตุหรือผลลัพธขึ้นตนลงทาย BOBBYtutor Thai Note
23.
69. อุปนัย =
เกือบและ! นิรนัย = แนแน! นัย ทองวา จริง อุป ทองวา เกือบ นิร ทองวา แนๆ อุปนัย : ไมแนนอน ไมจําเปน โอกาสเกิดไมถึง 100% นิรนัย : ตอง Sure เกิดแนๆ เปนอยางนั้นแนๆ 100% * "ดูผูชายคนนี้สิ แตงตัวดี ทองหยองเต็มตัว ใสสูทดวย เปนลูกเจาสัวแหงๆ" ประโยคนี้เปน อุปนัย นิรนัย * ทุกปชวงตนเดือนธันวาคม นกนางแอนจะมาเกาะตามเสาไฟฟาถนนสีลมเต็มไปหมด เดี๋ยวธันวาคมปนี้ก็ตองมาอีก" ประโยคนี้เปน อุปนัย นิรนัย วิธีการดูอุปนัยและนิรนัย คือ ดูวาเกิดแนหรือไมแนไมจําเปน 70. อนุมาน 3 Version แบบสัมพันธเปนเหตุเปนผลกัน 1. การอนุมานจาก สาเหตุ ไปหา ผลลัพธ (เดา อนาคต) 2. การอนุมานจาก ผลลัพธ ไปหา สาเหตุ (เดา อดีต) 3. การอนุมานจาก ผลลัพธ ไปหา ผลลัพธ (เดา อนาคต) (ไมมี! การอนุมานจาก สาเหตุ ไปหา สาเหตุ) สูตรการทํา 1. หาทอน ที่เกิดขึ้นกับทอนเดาใหเจอ 2. ดูวาเดา อดีต เดาอนาคต * "ปลาลอยเปนแพอยางนี้ ใครชางใจรายปลอยนํ้าเสียลงแมนํ้าอีกแลว" อนุมานจาก ผลลัพธ ไปหา สาเหตุ * "รีบๆ หนอยคุณพี่ เราคงตองทันแนๆ รถไฟเที่ยวสุดทาย" อนุมานจาก สาเหตุ ไปหา ผลลัพธ * "ยาหมองยี่หอนี้ขายดีเปนอันดับ 1 ที่อเมริกา รับรองถามาขายในเมืองโดยก็ตองอันดับหนึ่งแนๆ" อนุมานจาก ผลลัพธ ไปหา ผลลัพธ 71. การโนมนาวใจ = อภิปราย โวหาร การทําใหใครคนหนึ่งเปลี่ยนความคิด ความเชื่อ แลวมาทําตามเรา มีกลวิธี การโนมนาวใจ 6 Version 1. ใชความนาเชื่อถือของผูโนมนาวใจ 2. ใชเหตุผลหนักแนน 3. ความรูสึกรวมหรืออารมณรวม พวกเดียวกัน ชอบเหมือนกัน 4. ชี้ใหเห็นทางเลือกทั้งดีและเสีย 5. สรางความบันเทิง 6. เราใหเกิดอารมณแรงกลา ภาษารุนแรง OVER * ระวัง! การโนมนาวใจตองใชหลัก สุภาพ นุมนวล หามขู บีบบังคับ นํ้าเสียงออนวอน วิงวอน หรือขอรอง ปนี้ระวัง! จะออกคําขวัญกับลักษณะภาษาโนมนาวใจ BOBBYtutor Thai Note
24.
72. การโตแยง :
ใชเหตุผลสูกัน ถาใชอารมณ เรียกวา โตเถียง เรื่องนี้จะถามวา "อะไรคือประเด็นการโตแยง" ประเด็นการโตแยง คือ หัวขอ Topic ที่กําลังเห็นไมลงรอยกัน มักอยูในรูปประโยคคําถาม ขอสําคัญของการโตแยง คือ 1. ไมใชอารมณ, สุภาพ 2. มีมารยาทใหเกียรติ 3. เลือกประเด็นโตแยงที่สรางสรรค 73. ระดับภาษา มี 5 Level แบงตาม Hi กับ Low ดังนี้ Level 1-2-3 = Hi Level 4-5 = Low พิธีการ ทางการ กึ่งทางการ ไมเปนทางการ กันเอง กาลเทศะ คนที่ใช วิธีสงสาร ลักษณะภาษา นานๆ ครั้ง บุคคล VIP อาน จริงจัง ไพเราะ สละสลวย Serious (การลงทาย) นักธุรกิจ/วิชาการ พูด/เขียน ตรงไปตรงมา Serious ไม Serious ความสัมพันธ/ใกลกวา 2 พูด/เขียน ลด Serious ทั่วๆ ไป ทุติยภูมิ พูด/เขียน ไมสวนตัว สนิท/สวนตัว ปฐมภูมิ พูด สวนตัว/สนิท ปญหาเรื่องระดับภาษา คือ ระดับใกลกัน จะตัดสินลําบาก (2 : 3) (4 : 5) 74. โทรเลข : สูตรมีอยูวา สั้น กะทัดรัด ชัดเจน (วัน เวลา สถานที่) สั้น ไมจําเปนตองสั้นมาก ตองไดใจความดวย 75. โทรศัพท ระวัง! 1. หามพูดโทรศัพทวา "ฮัลโหล" 2. หามพูด "ขอสาย" "เรียนสาย" ใหใช ขอพูด เรียนถาม 3. คนโทรไปตองพูดวา "ขอพูดกับ .................... จาก ...................." อยาพูด "นั่นที่ไหน" 4. คนรับโทรศัพท ตองบอกวาที่นี่ "สถานที่" หามบอกเปน เบอรโทรศัพท 76. การประกาศ ไมใชโฆษณา ดังนั้นประกาศก็บอกแค Who What When Where สูตรการทําประกาศ 1. บอก Who What When Where ใหชัดเจน 2. บอกที่อยู/เบอรโทรศัพทใหติดตอกลับ เพื่อสื่อสาร 2 ทาง 3. การเรียง When + Where ตองเรียงจาก วัน เวลา สถานที่ 4. รายละเอียดพอเหมาะอยาพรรณนามาก เดี๋ยวกลายเปนโฆษณา 77. การลําดับความ : ขอสอบจะให Passage มาแลวสลับทอน แลวใหเราเรียงใหม หลักการทํา 1. หามเรียงตาม choice ที่เขาใหมา 4 ขอ จะโดนหลอก 2. ตัดทอนที่ขึ้นตนดวย Verb สันธาน บุพบท ออกไปกอน 3. จับทอน 2 ทอนที่คิดวาอยูติดกันแนๆ มาเปนเสาเอก เสาหลัก สัมพันธเชิง ประธาน+กริยา, สาเหตุ+ผลลัพธ 4. เนื้อๆ หลักๆ กวางๆ ตองขึ้น Passage กอน อยาเอานํ้า, สวนขยายอื่นขึ้น BOBBYtutor Thai Note
25.
78. การเวนวรรคตอน :
การแบงจังหวะการเขียนใหถูกตอง หลักการทํา 1. ยังไมจบความหามเวนวรรค 2. ที่ ซึ่ง อัน ผูที่ ผูซึ่ง วา ให ตองอยูติดกับคํานามขางหนา 3. ไดแก อาทิ เชน ตองเวนวรรคหนาหลังของคําเหลานี้ 4. มียกตัวอยางของหลายสิ่ง สิ่งสุดทายใช และ เชื่อม 79. การพูด : จะออกขอสอบแนววาใหสถานการณมาแลว ใหเราเลือกขอที่การพูดเหมาะสมที่สุด ตองยึดหลัก ใจเขา ใจเรา ระวัง! มารยาทตอไปนี้ 1. เวลาเห็นขัดแยงกับใคร หรือปฏิเสธใคร ตองบอกเหตุผล และตองสุภาพใหเกียรติ 2. อยาประชดประชัน 80. การประชุม : จะออก 2 ลักษณะ คือ ศัพทในการประชุมและการพูดจาในการประชุม 1. ประชุมตามขอบังคับ กําหนดปกติ = ประชุมสามัญ 2. ประชุมพิเศษเรงดวน = ประชุมวิสามัญ 3. ผูริเริ่มจัดประชุม กําหนดเรื่อง วางแผนงาน = ผูจัดประชุม 4. จํานวนเต็มของผูประชุม (Fix) = องคประชุม 5. คนที่มาประชุมในวันนั้น (ไม Fix) = ที่ประชุม 6. ผูควบคุมการประชุม = ประธาน 7. ผูจัดระเบียบวาระ บันทึกรายงาน = เลขานุการ 8. เรื่องที่จะประชุม = ระเบียบวาระ เรื่องที่จะประชุมลําดับที่ 1 = วาระที่ 1 วาระที่ 1 รับรองการประชุมครั้งกอน (เรื่องที่ประธานแจงใหทราบ ตองพูดกอนวาระที่ 1) วาระที่ 2 สะสางเรื่องเกา วาระที่ 3 Mouth เรื่องใหม 9. ขอเสนอ = ญัตติ 10. เห็นดวยกับขอเสนอ = สนับสนุน 11. ไมเห็นดวยกับขอเสนอ = คัดคาน 12. ทั้งเห็นดวยกับไมเห็นดวยรวมเรียกวา = อภิปราย 13. ขอสรุปของที่ประชุม = มติ ทุกคน 100% เห็นดวย = มติเอกฉันท ไมถึง 100% เห็นดวย = มติเสียงขางมาก 14. ที่ประชุมยอมรับขอเสนอ = ผาน 15. ที่ประชุมไมยอมรับขอเสนอ = ตก BOBBYtutor Thai Note
26.
การพูดจาในที่ประชุม : จําหลักสําคัญตอไปนี้ 1.
ใชภาษาใหสอดคลองกับระดับการประชุม (ถาประชุมใหญๆ ใชภาษาระดับทางการ) 2. ประธานตองใหเกียรติผูเขาประชุม อยาทําใหเขาอาย, โกรธ ตองสุภาพ 3. ประธานตองคอยประนีประนอม 4. ประธานพูดขบขันไดนิดหนอยเพื่อคลายเครียด 5. ผูเขาประชุมจะพูดอะไรตองขึ้นตนดวยคําวา "ขอ" 6. ผูเขาประชุมตองพูดจาสุภาพ มีมารยาท ใหเกียรติ เวลาแสดงความเห็นขัดแยงกัน 81. การเขียนรายงาน + เรียงความ จะใชหลักเดียวกัน เพราะ 2 เรื่องนี้ เวลาออกสอบจะใหแตงหรือเขียนเรียงความรายงานไมได จึงออกสอบใน ลักษณะใหหัวขอมา แลวใหเราวางโครงเรื่อง ดังนั้นจึงใชหลักเดียวกัน คือ ตองวาง คํานาม + เนื้อเรื่อง + สรุป สามารถนําหลักการลําดับความขอ 77. มาประยุกตได * หมายเหตุ การเขียนรายงานนั้น ตองใชภาษาระดับทางการ (Level 2) 82. จดหมาย จําหลักไววา 1. ใชภาษาใหเหมาะสมกับระดับบุคคลที่เราไปสื่อสารดวย 2. อยาใชคํา OVER มากไป ระวังใหดี (สูงไป ตํ่าไป) 3. ถอยคํากระชับ ชัดเจน ไมฟุมเฟอย (เรียนมาแลวขอ 58) 83. ยอความ ใชหลักเดียวกับขอ 63. (การอานจับใจความ) ขอสอบมักจะใหเปน Passage แลวถามวาทอนใดเปน Main Idea นี่แหละลักษณะการออกสอบยอความ ตองดึง Main Idea มาใหได BOBBYtutor Thai Note
27.
นิราศพระบาท ผูแตง : สุนทรภู คําประพันธ
: กลอนนิราศ (กลอนแปดชนิดหนึ่ง) ที่มา : แตงในโอกาสที่ตามเสด็จพระองคเจาปฐมวงศโอรสกรมพระราชวังหลัง ไปนมัสการพระพุทธบาท สระบุรี จุดประสงคการแตง : พรรณนาการเดินทางและรําพันถึงนางผูเปนที่รัก (นางจันทน) ลักษณะของนิราศ : เดินทาง → คิดถึงนาง → เปรียบเทียบ การเปรียบเทียบในนิราศ 1. เห็นสิ่งรอบตัว นาง อวัยวะของนาง 2. เห็นสิ่งรอบตัว กวี เบ็ดเตล็ด 3. เห็นสิ่งรอบตัว ไมไดเปรียบเทียบ * สิ่งรอบตัวไมจําเปนตองเห็นทุกสถานการณ อาจดมก็ได * สิ่งรอบตัวในนิราศ มีอะไรบาง 1. สถานที่ บาง .................... 2. สิ่งกอสราง 3. นก 4. ปลา 5. ตนไม * คําที่แปลวา นางอันเปนที่รัก ตองระวังใหดี Ent ชอบถาม เนื้อเรื่อง : เริ่มตนดวยการกลาวถึงสาเหตุของการเดินทาง วันเวลาที่ออกเดินทาง คือ วันขึ้น 12 คํ่า เดือน 3 ออก เดินทางจากวัดระฆังโฆษิตารามโดยขบวนเรือพระที่นั่งขึ้นไปตามลํานํ้าเจาพระยา ผานสถานที่ตางๆ ของจังหวัดพระนคร ธนบุรี นนทบุรี ปทุมธานี อยุธยา คางแรมที่วัดแมนางปลื้ม แลวไปขึ้นบกที่ทาเรือ เดินขบวนชางไปตามปาเขาลําเนาไพร จนถึงพระพุทธบาท สระบุรี พักแรมที่พระพุทธบาท 4 คืน เดินทางกลับเมื่อวันแรม 3 คํ่า ขณะที่พักอยูนั้นไดชม ธรรมชาติในบริเวณพระพุทธบาทอยางเพลิดเพลิน BOBBYtutor Thai Note
28.
กลอนสุภาพ กลอน 1 บท
ประกอบดวยคําประพันธ 4 วรรคหรือ 2 บาท วรรคหนึ่งจะประกอบดวยคํา (พยางค) 7-9 คํา (พยางค) แตที่นิยมกันคือ 8 คํา จึงเรียกวา กลอนแปด 7-9 คํา 2 วรรค 2 บาท 4 วรรค = = = = 1 วรรค 1 บาท (บรรทัด) 1 บท 1 บท (วรรคสดับ) (วรรครับ) ถึงมวยดินสิ้นฟามหาสมุทร ไมสิ้นสุดความรักสมัครสมาน (บาทเอก) แมเกิดในใตหลาสุธาธาร ขอพบพานพิศวาสไมคลาดคลา (บาทโท) (วรรครอง) (วรรคสง) การแบงจังหวะการอานใน 1 วรรค ถาวรรคนั้นมี 9 คํา จะแบงอานทีละ 3-3-3 ถาวรรคนั้นมี 8 คํา จะแบงอานทีละ 3-2-3 ถาวรรคนั้นมี 7 คํา จะแบงอานทีละ 2-2-3 สัมผัสนอก คือ การสัมผัสสระ นอกวรรคหรือนอกบท เปนสัมผัสบังคับ ซึ่งเปนสัมผัสบังคับ กลอนจะตองมีดังสูตรนี้ 8-11 16-24-27 เกลือกศัตรูจะจูโจมตี ในทางที่จะขามแมนํ้าใหญ ถึงชองแคบชองเขาเขาแหงไร อยาไวใจจัดกองออกปองกัน พระชี้ชมศิลาปะการัง ที่เขียวดังมรกตสดสี ที่ลายคลายราชาวดี แดงเหลืองเลื่อมสีเหมือนโมรา เสียงวรรณยุกตของกลอน : เสียงวรรณยุกตมีความสําคัญตอการลงเสียงในทายวรรคของกลอนแตละวรรค จะตองมี เสียงตรงตามฉันทลักษณ ดังนี้ 5 เสียง จัตวา (หามสามัญ) สามัญ, ตรี สามัญ, ตรี เรไรจักจั่นสนั่นเสียง เพราะเพียงดนตรีปไฉน บุหรงรองพรองเพรียกพงไพร ฟงเพลินจําเริญใจไปมา BOBBYtutor Thai Note
29.
ตรงนี้ตองระวัง 1. "โออาลัยใจหายไมวายหวง ดังศรสักปกซํ้าระกําทรวง เสียดายดวงจันทราพะงางาม เจาคุมแคนแสนโกรธพิโรธพี่
แตเดือนยี่จนยางเขาเดือนสาม จนพระหนอสุริยวงศทรงพระนาม จากอารามแรมรางทางกันดาร ดวยเรียมรองมุลิกาเปนขาบาท จํานิราศรางนุชสุดสงสาร ตามเสด็จโดยแดนแสนกันดาร นมัสการรอยบาทพระศาสดา" "ดังศรสักปกซํ้าระกําทรวง" = ภาพพจน (อุปมา) "เสียดายดวงจันทราพะงางาม = ในที่นี้ดวงจันทรา หมายถึง นางจันทน "แตเดือนยี่จนยางเขาเดือนสาม = แต แปลวา Since "ดวยเรียมรองมุลิกาเปนขาบาท" = ดวย แปลวา เพราะ เรียม แปลวา พี่ (ผูชาย) ขอ 1 กลอนชวงนี้ 3 บท สุนทรภูบอกเหตุความจําเปนวาทําไปตองไปนมัสการรอยพระพุทธบาท เพราะเปน ขารับใชของกรมพระราชวังหลัง (วังหลัง ปจจุบัน คือ ร.พ.ศิริราช) 2. "แสนสลดใหระทดระทวยกาย ไมเหือดหายหวงหวงเปนหวงครัน" กลอนบทนี้ เดนทางวรรณศิลป ตรงสัมผัสอักษร (สัมผัสพยัญชนะ) ระทด-ระทวย เหือด-หาย-หวง-หวง-หวง 3. "ถึงคลองขวางบางจากยิ่งตรมจิต ใครชางคิดชื่อบางไวกางกั้น วาชื่อจากแลวไมรักรูจักกัน พิเคราะหครันฤๅมาพองกับคลองบาง ทั้งจากที่จากคลองเปนสองขอ ยังจากกอนั้นก็ขั้นในคลองขวาง โอวาจากชางมารวบประจวบทาง ทั้งจากบางจากไปใจระบม" กลอน 2 บทนี้ เดนทางการประพันธคือ เลนคํา (ใชคําคําเดียวกันวางอยูทั่วกลอน แตความหมายจะไมเหมือนกัน) ชวงนี้เลนคําวา "จาก" บางจาก = ชื่อสถานที่ จากแลว = พลัดพราก จากที่ = พลัดพราก จากคลอง = ชื่อคลอง จากกอ = กอตนไม (กอตนจาก ที่เขาเอาใบมาทําขนมจาก) โอวาจาก = พลัดพราก จากบาง = ชื่อสถานที่ จากไป = พลัดพราก 4. "ถึงสามเสนแจงความตามสําเหนียก เมื่อแรกเรียกสามแสนทั้งกรุงศรี ประชุมฉุดพุทธรูปในวารี ไมเคลื่อนที่ชลธารบาดาลดิน" กลอนบทนี้บอกที่มาของตําบลสามเสน สมัยกอนเรียกวา สามแสน แลวปจจุบันแผลงเสียงเปนสามเสน เพราะที่เรียกสามแสนก็คือ มีพระพุทธรูปลอยนํ้ามาแลวคนสามแสนคนฉุดพระพุทธรูปก็ไมขึ้นจากนํ้า BOBBYtutor Thai Note
30.
5. ขอใจนุชที่ฉันสุจริตรัก ใหแนนหนักเหมือนพุทธรูปเลขาขํา ถึงแสนคนจะมาวอนชะออนนํา
สักแสนคําอยาใหเคลื่อนจงเหมือนใจ" นุช = นางอันเปนที่รัก ในที่นี้ คือ นางจันทน สุนทรภู ก็เปรียบกับคนรักวาคนแสนคนมาจีบมาชอบ ก็ขออยาใหเคลื่อนไหว โนมเอียงเหมือนพระพุทธรูป เลย แสดงวาเห็นสิ่งรอบตัวแลวเปรียบเทียบ 6. "ถึงบางพลัดยิ่งอนัตอนาถจิต นิ่งพินิจนึกนานํ้าตาไหล พี่พลัดนางรางรักมาแรมไกล ประเดี๋ยวใจพบบางริมทางจร" เลนคําวา "พลัด" บางพลัด = ชื่อสถานที่ (N.) พลัดนาง = พลัดพราก (V.) 7. "ถึงบางซื่อชื่อบางนี้สุจริต เหมือนซื่อจิตที่พี่ตรงจํานงสมร มิตรจิตขอใหมิตรใจจร ใจสมรขอใหซื่อเหมือนชื่อบาง" เห็นสิ่งรอบตัว "บางซื่อ" ก็เปรียบเทียบกับใจนางขอใหซื่อเหมือนชื่อบาง 8. "เห็นจันทนสุกลูกเหลืองตรลบกลิ่น แมลงภูบินรอนรองประคองหวง พฤกษาพองตองนามกานดาดวง พี่ยลพวงผลจันทนใหหวั่นใจ แมลงภูเชยเหมือนพี่เคยประคองชิด นั่งพินิจนึกนานํ้าตาไหล เห็นรักรวงผลิผลัดสลัดใบ เหมือนรักใจขวัญเมืองที่เคืองเรา พี่เวียนเตือนเหมือนอยางนํ้าคางยอย ใหแชมชอยชื่นชอเชนกอเกา โอรักตนฤๅมาตองกับสองเรา จึงใจเจาโกรธไปไมไดนาน" เห็นตนไมคือตนจันทน แลวมีแมลงภูมาบินตอมผลจันทน (สิ่งรอบตัว) สุนทรภูก็เลยคิดถึงตัวเองกับ นางจันทน (ชางบังเอิญวา สิ่งรอบตัวกับชีวิตสุนทรภู ชื่อชางพองตรงกัน) "เห็นรักรวงผลิผลัดสลัดใบ เหมือนรักใจขวัญเมืองที่เคืองเรา" รักรวง = ดอกรักรวง รักใจ = นางจันทน "ใหแชมชอยชื่นชอเชนกอเกา" สัมผัสอักษรเดน 9. "พินิจนางแมคาก็นาชม ทาคมรมเร็วเรงอยูเซ็งแซ ใสเสื้อตึงรึงรัดดูอัดแอ พี่แลแลเครื่องเลนเปนเสียดาย" "ใสเสื้อตึงรึงรัดดูอัดแอ" นักเรียนเห็นภาพอะไรจากกลอนวรรคนี้ ขอ 9 นี้ เปนความเจาชูของผูชาย (สุนทรภู) ขณะกําลังเศราคิดถึงแฟนตัวเอง แตพอเห็นสาวอื่นแตงตัว วาบหวิวก็อดจะแสดงนิสัยอันถาวรของผูชายออกมาไมไดไชไหมคะ 10. "ถึงหาดขวางบางพูดเขาพูดกัน พี่คิดฝนใจฉงนอยูคนเดียว เปนพูดชื่อฤๅผีภูตปศาจหลอก ใครชวยบอกภูตผีมานี่ประเดี๋ยว จะสั่งฝากขนิษฐาสุดาเดียว ใครเกินเกี้ยวแลวอยาไวอะไรเลย" ถึงบางพูด แตเสียงไปพองกับภูต สุนทรภูเลยขอฝากนองจันทนไวกับภูตผีปศาจ วาอยาใหใคร เขามาจีบ เปนอารมณที่แสดงวารักและหวงนางจันทน ขนาดตองฝากกับภูตผีปศาจ BOBBYtutor Thai Note
31.
11. "ถึงบางหลวงทรวงรอนดังศรปก พี่รางรักมาดวยราชการหลวง เมื่อคิดไปใจหายเสียดายดวง
จนเรือลวงมาถึงยานบานกระแซง" เลนคําวา "หลวง" บางหลวง = ชื่อสถานที่ ราชการหลวง = ในวัง งานของพระเจาแผนดิน "เสียดายดวง" = เสียดาย นางจันทนไมไดมาดวย 12. "ตาโถงถุงนุงออมลงกรอมซน เปนแยบยลเมื่อยกขยับยาง เห็นขาขาววาวแวบอยูหวางกลาง ใครยลนางก็เห็นนาจะปรานี ดูเหยาเรือนหาเหมือนอยางไทยไม หลังคาใหญพื้นเล็กเปนโลงผี ระยะบานยานนั้นก็ยาวรี จําเพาะมีฝงซายเมื่อพายไป" บรรยายสภาพบานเรือนและการแตงกาย ของชาวมอญ สามโคก จ.ปทุมธานี ตาโถง = ผานุงชาวมอญ ทอเปนตาโตๆ 13. "เห็นลมอื้อจะใครสื่อสาราสั่ง ถึงรอยชั่งคูเชยเคยถนอม ใหนิ่มนองครองศักดิ์อยาปลักปลอม เรียมนี้ตรอมใจถึงคะนึงนาง" รอยชั่ง = นางอันเปนที่รัก พอสุนทรภูเห็นลมพัดมาก็จะวอนสายลมไปบอกนางจันทนวา พี่คิดถึงนอง นักเรียนพอจะดูเปนหรือยังวานิราศจะเปนลักษณะนี้ รําพึงรําพันแบบออนๆ 14. "โอกระแสแควเดียวทีเดียวหนอ มาเกิดกอเกาะถนัดสกัดหนา ตองแยกคลองออกเปนสองทางคงคา นี่ฤๅคนจะมินาเปนสองใจ" เห็นแมนํ้าแบงออกเปนสองทาง เพราะมีสันดอนอยูกลางแมนํ้า แลวสุนทรภูกําลังบอกวา ขนาดแมนํ้า ยังแยกออกเปน 2 สายได แลวใจคนเราจะไมคิดมี 2 ใจหรือ "คน" ในกลอนนี้ หมายถึง จะประชดประชัน นางจันทน 15. "นกยางเลียบเหยียบปลานขาหยิก เอาปากจิกบินฮือขึ้นเวหา" ตรงนี้เดน ดานจินตภาพดานมีการเคลื่อนไหว คือ ใชคําใหเราดูวามีการเคลื่อนไหวจริง "บินฮือขึ้นเวหา" 16. "หนาวังหรือจะสั่งดวยนะนก ใหแนบอกของพี่รูวาโหยไห มิทันสั่งสกุณินก็บินไป ลงจับใกลนกตะกรุมริมวุมวน ศีรษะเตียนเลี่ยนโลงหัวลานเลื่อม เหนียงกระเพื่อมรองแรงแสยงขน โอหัวนกนี่ก็ลานประจานคน เมื่อยามยลพี่ยิ่งแสนระกําทรวง" แนบอก = นางอันเปนที่รัก กลอน 2 บทนี้ สุนทรภูเห็นนก ก็จะฝากนกไปบอกนางจันทนวาสุนทรภูคิดถึง กลอนตรงนี้พอ จะอนุมานไดวา สุนทรภูเปนคนศีรษะลาน "โอหัวนกนี่ก็ลานประจานคน" 17. "ถึงเกาะเกิดเกิดเกาะขึ้นกลางนํ้า เหมือนเกิดกรรมเกิดราชการหลวง จึงเกิดโศกขัดขวางขึ้นกลางทรวง จะตักตวงไวก็เติบกวาเกาะดิน" BOBBYtutor Thai Note
32.
ความงามวรรณศิลปตรงนี้เลนคําวา "เกิด" เกาะเกิด =
ชื่อสถานที่ เกิดเกาะ = ผุด, ปรากฏ เกิดกรรม = มีกรรม เกิดราชการหลวง = ทํางานรับใชราชการ เกิดโศก = มีความทุกข 18. "ทั้งวังหลวงวังหลังก็รั้งรก เห็นนกหกซอแซบนพฤกษา ดูปราสาทราชวังเปนรังกา ดังปาชาพงชัฏสงัดคน" ภาพพจน "อุปลักษณ" = "ดูปราสาทราชวังเปนรังกา" "อุปมา" = "ดังปาชาพงชัฏสงัดคน" ตอนนี้พรรณนาสภาพเมืองเกาอยุธยาวาเปนเมืองราง หลังจากถูกพมาตี 19. "อนิจจาธานินทรสิ้นกษัตริย เหงาสงัดเงียบไปดังไพรสณฑ แมกรุงยังพรั่งพรอมประชาชน จะสับสนแซเสียงทั้งเวียงวัง มโหรีปกลองจะกองกึก จะโครมครึกเซ็งแซดวยแตรสังข" จินตภาพดานเสียงเดน "สับสนแซเสียง" "กองกึก" "โครมครึกเซ็งแซ" 20. "กําแพงรอบขอบคูก็ดูลึก ไมนาศึกอายพมาจะมาได ยังใหมันขามเขาเอาเวียงชัย โออยางไรเหมือนบุรีไมมีชาย" นํ้าเสียงของสุนทรภูกําลังติเตียนคนอยุธยา วาทําไมปลอยใหพมามันตีกรุงศรีฯ ได บุรี = ในที่นี้คือ กรุงศรีอยุธยา 21. "ขอเทเวศรเขตสวรรคชั้นดุสิต ดลใจมิตรอยาใหเหมือนกับกรุงใหญ ใหเหมือนกรุงเราทุกวันไมพรั่นใคร นั่นแลใจเห็นจะครองกับนองนาน" สุนทรภูขอพรใหกรุงรัตนโกสินทรอยาลมสลายเหมือนกรุงอยุธยาเลย เพราะอยากอยูกับนองจันทนนานๆ "กรุงใหญ" = กรุงศรีอยุธยา "กรุงเรา" = กรุงรัตนโกสินทร 22. "คอยขืนเคี้ยวขาวคําสักกํามือ พอกลืนครือคอแคนดังขวากคม จะเจือนํ้าซํ้าแสบในทรวงเสียว ที่เค็มเปรี้ยวกลํ้ากลืนก็ขื่นขม" สภาพความรูสึกของสุนทรภูที่คิดถึงนางอันเปนที่รัก วากินขาว กินนํ้าก็กินไมลง นักเรียนเคยเปน เหมือนบทกลอนบทนี้ไหม เวลาถูกแฟนทิ้ง 23. "เขาลําคลองหัวรอตอระดะ ดูเกะกะรอรางทางพมา เห็นรอหักเหมือนหนึ่งรักพี่รอรา แตรอทารั้งทุกขมาตามทาง" BOBBYtutor Thai Note
33.
กลอนบทนี้ เลนคําวา "รอ" รอ
(N.) = เสาหลักปกกั้นกระแสนํ้าไมใหตลิ่งพัง รอ (V.) = รอคอย หัวรอ = เสา รอราง = เสา รอหัก = เสา รอรา = รอคอย รอทา = รอคอย 24. "ถึงบอโพงถามีโพงจะผาสุก จะโพงทุกขเสียใหสิ้นที่โศกศัลย" เลนคําวา "โพง" บอโพง = ชื่อสถานที่ มีโพง = (N.) ที่วิดนํ้าในรองสวน โพงทุกข = (V.) วิดความทุกข 25. "ถึงบางระกําโอกรรมระยําใจ เคราะหกระไรจึงมารายไมวายเลย ระกํากายมาถึงทายระกําบาน ระกํายานนี่ก็ยาวนะอกเอย โอคนผูเขาชางอยูอยางไรเอย ฤๅอยูเคยความระกําทุกคํ่าคืน" เลนคําวา "ระกํา" บางระกํา = ชื่อสถานที่ ระกํากาย = ทรมาน ชอกชํ้า ระกําบาน = ชื่อสถานที่ ระกํายาน = ชื่อสถานที่ ความระกํา = ทรมาน ชอกชํ้า 26. "ถึงอรัญญิกยามแดดแผดพยับ เสโทซับซาบโทมนัสสา ถึงตะเคียนดวนดวนรีบนาวามา ถึงศาลาลอยแลลิงโลดใจ เงื้อมตลิ่งงิ้วงามตระหงานยอด ระกะกอดเกะกะกิ่งไสว พยุยวบกิ่งเยือกเขยื้อนใบ ถึงวังตะไลเห็นบานละลานแล" กลอน 2 บทนี้ เดนดาน สัมผัสอักษร เส-ซับ-ซาบ-สา ลา-ลอย-แล-ลิง-โลด เงื้อม-งิ้ว-งาม-หงาน กะ-กอด-เกะ-กะ-กิ่ง ยุ-ยวบ-เยือก-เขยื้อน ละ-ลาน-แล BOBBYtutor Thai Note
34.
27. "บางขึ้นบนขนสงคนขางลาง เสียงโฉงฉางชามแตกกระแทกขัน จนคนบนสัปคับรับไมทัน
หมอขาวขันตกแตกกระจายราย ยามกระสอบกรอบแกรบกระไกรกริก กลักพริกพลิกแพลงตะแคงหงาย" จินตภาพดานเสียง = "เสียงโฉงฉางชามแตกกระแทกขัน" จินตภาพดานเคลื่อนไหว = "หมอขาวขันตกแตกกระจายราย" สัมผัสพยัญชนะเดน = "กรอบแกรบกระไกรกริก" 28. "กูบกระโดกโยกอยางทุกยางเดิน เขยื้อนเยินยอบเยือกยะยวบกาย" สัมผัสอักษรเดน = โยก-อยาง-ยาง-เขยื้อน-เยิน-ยอบ-เยือก-ยะ-ยวบ ในขณะเดียวกันจินตภาพการเคลื่อนไหวก็มีปะปนดวย 29. "รุกขชาติดาษดูระดะปา สกุณาจอแจประจําจับ ดุเหวาแววหวาดไหวฤทัยวับ จะแลกลับหลังเหลียวยิ่งเปลี่ยวใจ" สัมผัสอักษรเดน มีทุกวรรค 30. "เห็นเขาตกเขาแตกมาตกลึก อนาถนึกแลวนานํ้าตาไหล พี่ตกยากจากนางมากลางไพร วิตกใจตกมาถึงคีรี" เลนคําวา "ตก" เขาตก = ชื่อสถานที่ ตกลึก = ลวง, ถลําลึก ตกยาก = ลําบาก วิตก = กลุมอกกลุมใจ ตกมา = เขามาถึง 31. "ประจวบจนสุริยนเย็นพยับ ไมไดศัพทเซ็งแซดวยแตรสังข ประนาดฆองกลองประโคมดัง ระฆังหงั่งหงั่งหงางลงครางครึม มโหรีปไฉนจับใจแจว วิเวกแววกลองโยนตะโพนกระหึม" กลอนชวงนี้ ใหจินตภาพดานเสียงเดน 32. "ไฟตะเกียงเรียงรอบพระมณฑป กระจางจบจันทรแจมแอรมผา ดอกไมพุมจุดงามอรามตา จับศิลาแลเลื่อมเปนลายลาย พระจันทรสองตองยอดมณฑปสุก ในหนามุขเงางามอรามฉาย นกบินกรวดพรวดพราดประกายพราย พลุกระจายชอชวงดังดวงเดือน" กลอน 2 บทนี้ใชคําใหเกิดภาพ ความงาม จินตภาพดานภาพ ดอกไมพุมกับนกบินกรวด = ดอกไมไฟชนิดหนึ่ง 33. "กับหมูไมไกรกรวยกันเกรากราง พะยอมยางตาพยัคฆพยุงเหียง ขอยมะขามตามทางสลางเรียง นอกเขาเคียงคูคูประสานคํา" Ent ชอบถามพวกนิราศบอยๆ วาใหนับดอกไม, ปลา, ตนไม วามีกี่ชนิด อยางขอนี้ใหนักเรียนนับวา มีตนไมกี่ชนิด ตอบ 11 ชนิด ไกร-กราย-กันเกรา-กราง-พะยอม-ยาง-ตาพยัคฆ-พยุง-เหียง-ขอย-มะขาม BOBBYtutor Thai Note
35.
34. "ทวาราที่ตรงหนาบันไดนาค มีรูปรากษสสองอสูรขยัน แสยะแยกโอษฐอาสองตามัน
ยืนยิงฟนแยกเขี้ยวอยูอยางเปน บันไดนาคนาคในบันไดนั้น ดูผกผันเพียงจะเลื้อยออกโลดเลน ขยํ้าเขี้ยวขบปากเหมือนนาคเปน ตาเขมนมองมุงสะดุงกาย" รากษส = ยักษ อยูอยางเปน = เหมือนมีชีวิตจริง "ดูผกผันเพียงจะเลื้อยออกโลดเลน" = จินตภาพเคลื่อนไหว เหมือนนาคเปน = เหมือนมีชีวิตจริง 35. "ทั้งซุมเสามณฑปกระจกแจม กระจังแซมปลายเสาเปนบัวหงาย มีดอกจันทนกานแยงสลับลาย กลางกระจายดอกจอกประจําทํา พื้นผนังหลังบัวที่ฐานบัทม เปนครุฑอัดยืนเหยียบภุชงคขยํา" สถาปตยกรรมของไทย 36. "นาคสะดุงรุงรังกระดึงหอย ใบโพธิ์รอยระเรงอยูเหงงหงั่ง เสียงประสานกังสดาลกระดึงดัง วิเวกวังเวงในหัวใจครัน" จินตภาพดานเสียงเดน 37. "แมนกลับชาติเกิดใหมกลายเปนคน ชื่อวาจนแลวจงจากกําจัดไกล สตรีหึงหนึ่งแพศยาหญิง ทั้งสองสิ่งอยาไดชิดพิสมัย สัญชาติชายทรชนที่คนใด ใหหลีกไกลรอยโยชนอยารวมทาง" คําอธิษฐานของสุนทรภูที่ขอพรรอยพระพุทธบาท 1. อยาใหเกิดมาจน 2. อยาไดผูหญิงขี้หึงเปนเมีย 3. อยาไดหญิงแพศยาเปนเมีย 4. อยาใหเจอคนเลว 38. "ศาลารีมีทั้งระฆังหอย เขาตีบอยไปยังคํ่าไมขาดเสียง" ความเชื่อของพุทธศาสนิกชนที่ไปทําบุญแลวตองตีหรือเคาะระฆัง เพื่อบอกเทวดาวาตนเองมาทําบุญแลว หรืออาจจะเปนเคล็ดวาทําใหมีบุญมีชื่อเสียงโดงดังเหมือนเสียงระฆัง 39. "ตีเขาปบรับโปกสองมือปด ประจบติดเตะผางหวัดขวางหวือ กระหวัดหวิดหวิวผวาเสียงฮาฮือ คนดูอื้อเออเอาสนั่นอึง" จินตภาพดานการเคลื่อนไหวรวมกับจินตภาพดานเสียง 40. "อธิษฐานแลวก็ลาฝาพระบาท เที่ยวประพาสในพนมพนาสัณฑ" ฝาพระบาท หมายถึง รอยพระพุทธบาท BOBBYtutor Thai Note
36.
อิเหนา ผูพระราชนิพนธ : พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ลักษณะคําประพันธ
: กลอนบทละคร (กลอนแปดชนิดหนึ่ง) จุดประสงคการแตง : ใชเลนละครใน เนื้อเรื่องยอ : มีกษัตริยวงศเทวัญ 4 องค คือ ทาวกุเรปน ทาวดาหา ทาวกาหลัง และทาวสิงหัดสาหรี ทาวกุเรปนมีโอรสองค สําคัญซึ่งเกงกลาสามารถยิ่ง ชื่อ อิเหนา และทาวดาหามีธิดาซึ่งงามยิ่งนัก ชื่อนางบุษบา กษัตริยทั้งสองนครใหโอรสและ ธิดาตุนาหงัน (หมั้น) กันไวตั้งแตวัยเยาวตามประเพณีของกษัตริยวงศเทวัญ เมื่ออิเหนาอายุได 15 ป อิเหนาตองไปชวยปลงศพพระอัยกีที่เมืองหมันหยา ไดพบกับนางจินตะหรา ธิดาทาว หมันยาก็หลงรักและไมยอมกลับเมืองกุเรปนเพื่อสมรสกับนางบุษบา ทาวกุเรปนจึงมีหนังสือไปเรียกตัวอิเหนากลับ แลว นัดทาวดาหาใหเตรียมการวิวาห อิเหนาเมื่อทราบเรื่องก็ออกอุบายขอไปเที่ยวปาพรอมบริวาร แลวปลอมตัวเปนโจรปาชื่อ มิสาระปนหยี ตั้งใจจะไปเมืองหมันยา ระหวางทางไดสูรบกับกษัตริยหลายเมือง และมีชัยชนะ เมื่อไปถึงเมืองหมันหยา อิเหนาไดนางจินตะหราเปนชายา ทาวดาหาทรงทราบก็กริ้ว ประกาศวาใครมาขอนางบุษบาก็จะยกให กลาวถึงระตูจรกาซึ่งปรารถนามีคู จึงใหชางวาดไปวาดรูปธิดาเมืองตางๆ ชางวาดไดลอบวาดรูปนางจินดาสาหรี ธิดาของทางสิงหัดสาหรี แลววาดรูปนางบุษบา ธิดาทาวดาหา 2 รูป ปะตาระกาหลาซึ่งเปนองคเทวอัยกา ไดลักรูปนาง บุษบาไปจากชางวาดรูปหนึ่ง เหลือไวรูปหนึ่ง เมื่อจรกาเห็นรูปนางบุษบาก็หลงรัก จึงออนวอนพี่ชายใหมาสูขอนางบุษบา ไปอภิเษก ทาวดาหายอมยกนางบุษบาใหแกจรกาเมื่อทรงทราบวาอิเหนาไดตัดรอนการอภิเษกสมรส ฝายองค ปะตาระกาหลาไดนํารูปนางบุษบาที่ลักจากชางวาดนั้นไปทิ้งไวที่โคนตนไทร วิหยาสะกําตามกวางมาพบรูปนาง ก็คลั่งไคล ใหลหลง วอนทาวกะหมังกุหนิง ซึ่งเปนพระราชบิดาใหสงทูตไปขอนางบุษบา เรื่องราวตอจากนี้เปนตอนที่นักเรียนจะได อานตอไป คือ ทาวกะหมังกุหนิงยกทัพไปตีเมืองดาหา เพราะทาวดาหาไมยอมยกนางบุษบาใหลูกชายของตน ตรงนี้ตองระวัง 1. "กรุงกษัตริยขอขึ้นก็นับรอย เราเปนเมืองนอยกระจิหริด ดังหิ่งหอยจะแขงแสงอาทิตย เห็นผิดระบอบบุราณมา" "กรุงกษัตริยขอขึ้นก็นับรอย" หมายถึง เมืองของกษัตริยวงศเทวัญที่มีแสนยานุภาพ ที่กษัตริยเมืองตางๆ ขอนอมเปนเมืองขึ้น "ดังหิ่งหอยจะแขงแสงอาทิตย" ความเปรียบตรงนี้ เปนคําพูดของระตูปาหยัง กับทาวปะหมันซึ่งเปนนอง ของทาวกะหมังกุหนิง กราบบังคมทูลเสด็จพี่กะหมังกุหนิงวา เมืองของเราเล็กดั่งหิ่งหอย สวนเมืองของกษัตริย วงศเทวัญเปรียบเปนแสงอาทิตย BOBBYtutor Thai Note
37.
2. "ผิดก็ทําสงครามดูตามที เคราะหดีก็จะไดดังใฝฝน พี่พฤกษาพนาวัน
จะอาสัญเพราะลูกเหมือนกลาวมาฯ" ทาวกะหมังกุหนิงรักลูกชายมาก (วิหยาสะกํา) ที่ลูกชายอยากไดนางบุษบาเปนเมียก็รบเราใหพอไปขอ บุษบาใหหนอย ทาวกะหมังกุหนิงจึงพูดประโยคขอ 2 นี้วา ถาเขาไมใหบุษบาก็ตองทําศึกสงครามแยงชิงนางบุษบา กันหนอย 3. "หวังเปนเกือกทองรองบาทา พระผูวงศเทาวาอันปรากฏ" ขอความในพระราชสารที่ทาวกะหมังกุหนิงสงไปเมืองดาหา ใชคําพูดหวานๆ ออนนอมถอมตน เพราะหวัง อยากไดลูกสาว (บุษบา) ของเขา จึงพูดประโยควา "หวังเปนเกือกทองรองบาทา" ตรงนี้เปนความเปรียบแบบอุปลักษณ วาทาวกะหมังกุหนิงยอมเปนรองเทาของทาวดาหา 4. "ซึ่งจะรับของสูระตูนี้ เห็นผิดประเพณีหนักหนา ฝูงคนทั้งแผนดินจะนินทา สิ่งของที่เอามาจงคืนไปฯ" ตอนนี้ทาวดาหาเชิดใสคณะทูตจากทาวกะหมังกุหนิงไมยอมรับของบรรณาการ ที่เขามาสูขอนางบุษบา เพราะไดมอบนางบุษบาใหกับระตูจรกาไปแลว ตรงนี้แสดงถึงความเปนกษัตริย "ที่ตรัสแลวไมคืนคํา" (กษัตริย วงศเทวัญใชคํานําหนาวา "ระเดน" กษัตริยเมืองอื่นใชคํานําหนาวา "ระตู") 5. "ถาแมนมิยินยอมอนุญาต ใหพระราชธิดามารศรี เรงระวังพระองคใหจงดี ตกแตงบุรีใหมั่นคงฯ" ทูตจากทาวกะหมังกุหนิงพูดบทนี้อยางอหังการมาก เมื่อทาวดาหาไมยอมยกนางบุษบา ก็เลยพูดตาม ขอ 5 นี้ ถือวาทูตนี้สันดานหยาบ กลาวจาบจวงตอหนาทาวดาหามาก เหิมเกริมวาใหเมืองดาหาระวังตัวใหดีจะ โดนบุกแน 6. "เราก็เรืองฤทธาศักดาเดช อาณาจักรนัคเรศกวางขวาง จําตองมีมานะไมละวาง จะชิงนางบุษบาลาวัณย แมนมิไดสมคิดดังจิตปอง ไมคืนครองกรุงไกรไอศวรรย จะสงครามตามตีติดพัน ไปกวาชีวันจะบรรลัยฯ" ตรงนี้แสดงถึงบุคลิกลักษณะนิสัยของทาวกะหมังกุหนิง วาเปนคนพาล ซึ่งพอจะอนุมานวาเปนภาพยนตร เรื่อง "2499 อันธพาลครองเมือง" ก็พอเขาไมยอมยกนางบุษบาใหตัวเอง ทาวกะหมังกุหนิงก็แสดงอํานาจวา จะลักพา นางบุษบาไป ถาเขาไมยินยอมก็จะตีรบราฆาฟนกันยกใหญ แบบนี้ไมดีเลยนะ นักเรียนจะทําแบบทาวกะหมังกุหนิง ไหมคะ 7. "จึงทูลวาถายกวันพรุงนี้ จะเสียชัยไพรีเปนแมนมั่น งดอยูอยาเสด็จสักเจ็ดวัน ถาพนนั้นก็เห็นไมเปนไร ขอพระองคจงกําหนดงดยาตรา ฟงคําโหราหาฤกษใหม อันการยุทธยิงชิงชัยหนักหนวงนํ้าพระทัยดูใหดีฯ" คํากราบบังคมทูลของโหรตอทาวกะหมังกุหนิงวา อยาเพิ่งไปรบเลย ใหคอยทาสัก 7 วัน กอนตามฤทธิ์ผา นาทีแสดงวาความเชื่อเรื่องโหราศาสตรมีมาตั้งแตโบราณขนาดกษัตริยจะออกรบก็ตองมีการหาฤกษหายาม BOBBYtutor Thai Note
38.
8. "เมื่อเราบัญชาการกําหนดทัพ แลวจะกลับงดอยูอยางไรได อายแกไพรฟาเสนาใน
จะวากลัวฤทธิไกรไพริน จําจะไปตานตอรอฤทธิ์ ถึงมวยมิดมิใหใครดูหมิ่น เกียรติยศจะไวในธรณินทร จนสุดสิ้นดินแดนแผนฟา" ทาวกะหมังกุหนิงไมฟงคําทํานายของโหรหลวง เพราะไดลั่นวาจาใหเตรียมกองทัพแลว แสดงลักษณะ นิสัยวารักษาเกียรติยศของตัวเองมาก ไมยอมใหใครมาดูหมิ่นได ถาขืนไปยกเลิกกองทัพ คนอาจจะหาวา ขี้ขลาดได คือ พระองคพูดคําไหนก็คํานั้น ไมกลับคํา = "เสียชีพ อยาเสียสัตย" 9. "เสียแรงหวังฝงฝากชีวี พระจะมีเมตตาก็หาไม หมายบําเหน็จจะรีบเสด็จไป ก็รูเทาเขาใจในทํานอง ดวยระเดนบุษบาโฉมตรู ควรคูภิรมยสมสอง ไมตํ่าศักดิ์รูปชั่วเหมือนตัวนอง ทั้งพวกพองสุริยวงศพงศพันธุ" นางจินตะหรา ตัดพออิเหนาที่อิเหนาจะไปชวยทาวดาหารบ เพราะทาวดาหาเปนพอนางบุษบาตัวจินตะหรา เองก็ระแวงกลัวอิเหนาจะไปรักนางบุษบา ประโยคทอนนี้แสดงความนอยเนื้อตํ่าใจ ตัดพอ "ไมตํ่าศักดิ์รูปชั่วเหมือนตัวนอง ทั้งพวกพองสุริยวงศพงศพันธุ" นอง = นางจินตะหรา 10. "นี่จําเปนจึงจําจากไป เพราะกลัวภัยพระราชบิดา แมนเสียดาหาก็เสียวงศ อัปยศถึงองคอสัญหยา เจากับพี่ก็จะมีแตนินทา แกวตาจงดําริตริตรอง" 3 บาทนี้ แสดงเหตุผลของอิเหนาบอกกับนางจินตะหราวาทําไมตนเองตองไปชวยรบ เพราะ กลัวพระบิดา (ทาวกุเรปน) จะทําโทษ อิเหนาเคยสรางความเดือดรอนใหกับทาวกุเรปนครั้งหนึ่ง คือ ไมยอมแตงงานกับนางบุษบา ซึ่งเขาหมั้นกันตั้งแตเด็กๆ ถาคราวนี้ไมไปชวยเมืองดาหารบ คงถูกทาวกุเรปนผูเปนพอเลนงานแน "แมเสียดาหาก็เสียวงศ" แสดงวากษัตริยวงศเทวัญนี้มีความรักสมัครสมานสามัคคี ชวยเหลือกัน รักพวกพอง ถึงแมไมใชเมืองของอิเหนาเอง อิเหนาก็รักตระกูลวงศเทวัญ อิเหนามีสามัญสํานึก 11. "แววเสียงสําเนียงบุหรงรอง วาเสียงสามนิ่มนองเสนหา พระแยมเยี่ยมมานทองทัศนา เห็นแตปาพุมไมใบบัง เอนองคลงอิงพิงเขนย กรเกยกายพักตรถวิลหวัง รสรักรอนรนพนกําลัง ชลนัยนไหลหลั่งลงพรั่งพรายฯ" พรรณนาความเศราของอิเหนาที่จากคนรักมา ตอนนี้คนรักมี 3 คน นอกจากนางจินตะหราแลวมี นางสการะวาตี กับมาหยารัศมี "วาเสียงสามนิ่มนองเสนหา" BOBBYtutor Thai Note
39.
12. "วาพลางทางชมคณานก โผนผกจับไมอึงมี่ 1.
เบญจวรรณจับวัลยชาลี เหมือนวันพี่ไกลสามสุดามา 2. นางนวลจับนางนวลนอน เหมือนพี่แนบนวลสมรจินตะหรา 3. จากพรากจับจากจํานรรจา เหมือนจากนางสการะวาตี 4. แขกเตาจับเตารางรอง เหมือนรางหองมาหยารัศมี 5. นกแกวจับแกวพาที เหมือนแกวพี่ทั้งสามสั่งความมา 6. ตระเวนไพรรอนรองตระเวรไพร เหมือนเวรใดใหนิราศเสนหา 7. เคาโมงจับโมงอยูเอกา เหมือนพี่นับโมงมาเมื่อไกลนาง 8. คับแคจับแคสันโดษเดี่ยว เหมือนเปลาเปลี่ยวคับใจในไพรกวาง ชมวิหคนกไมไปตามทาง คะนึงนางพลางรีบโยธีฯ" ความงามวรรณศิลปตรงนี้ เปนการที่กวีเห็นสิ่งรอบตัวแลวเปรียบเทียบกับนางอันเปนที่รัก อาศัย "การเลนคํา" เปนสื่อถายทอดออกมา ทําใหเกิดความไพเราะและมีความหมายลึกซึ้งยิ่งขึ้น แสดงถึงอารมณ ความรูสึกเศราสรอยของอิเหนาที่ตองพรากจากผูหญิงที่รัก 3 คน เลนคํา 1. เบญจวรรณ-วัน (เบญจวรรณ คือ นกแกวขนาดโต) 2. นางนวล-นวลสมร (นวลสมร คือ คนรัก) 3. จากพราก-จาก (จากพราก คือ นกเปดนํ้า) 4. เตาราง-ราง (เตาราง คือ ตนไมชนิดหนึ่ง) 5. นกแกว-แกวพี่ (แกวพี่ คือ นางอันเปนที่รัก) 6. ตระเวนไพร-เวร (ตระเวนไพร คือ นกชนิดหนึ่ง) 7. เคาโมง-โมง (เคาโมง คือ นกชนิดหนึ่ง) 8. คับแค-คับใจ (คับแค คือ นกชนิดหนึ่ง) 13. "ดาบสองมือโถมทะลวงฟน เหลากริชติดพันประจัญรบ ทหารหอกกลอกกลับสัประยุทธ ปองปดอาวุธไมหลีกหลบ พวกพลพาชีตีกระทบ รําทวนสวนประจบโถมแทง บางสกัดซัดพุงหอกคู เกาทัณฑธนูนาวแผลง ตะลุมบอนฟอนฟนกันกลางแปลง ตอแยงยุทธยิงชิงชัย ตายระดับทับกันดังฟอนฟาง เลือดนองทองชางเหลวไหล" แสดงจินตภาพการเคลื่อนไหวของการรบสูทําสงครามในสมรภูมิ แสดงความรูสึกตื่นเตนของการตอสู สุดทายสงครามมีแตสูญเสีย "ตายระดับทับกันดังฟอนฟาง เลือดนองทองชางเหลวไหล" 14. "เห็นโอรสตองศัสตรา ตกจากอาชาบรรลัย กริ้วโกรธโกรธาบาจิต จะรอรั้งยั้งคิดก็หาไม แกวงหอกคูขับอาชาไนย เขารุกไลสังคามาระตาฯ" หัวอกผูเปนพอ เห็นลูกชาย (วิหยาสะกํา) ตายก็เลย "กริ้วโกรธโกรธาบาจิต" ใครๆ ก็ตองรักลูกเปนธรรมดา BOBBYtutor Thai Note
40.
15. "เห็นระตูถอยเทากาวผิด พระกรายกริชแทงอกตลอดหลัง ลมลงดาวดิ้นสิ้นกําลัง
มอดมวยชีวังปลดปลงฯ" ขอ 14 ลูกตาย พอมาขอ 15 พอตายบาง (ทาวกะหมังกุหนิง) "เห็นระตูถอยเทากาวผิด" = ทาวกะหมังกุหนิง 16. "ทนตแดงดังแสงทับทิม เพริศพริ้มเพรารับกับขนง เกศาปลายงอนงามทรง เอวองคสารพัดไมขัดตา" พรรณนาความหลอเหลาของวิหยาสะกําตอนตาย บทนี้ผูเปนพอของวิหยาสะกําเปนคนพูด คือ ระตูปาหยังกับ ทาวประหมัน 17. "ครั้งนี้ควรหรือมาพินาศ เบาจิตคิดประมาทไมพอที่ เพราะรักบุตรสุดสวาทแสนทวี จะทัดทานภูมีไมเชื่อฟง" การตายของ 2 พอลูก เปนเพราะพอ (ทาวกะหมังกุหนิง) ตามใจลูกชายเกินไป และก็ไมคิดใหรอบคอบ หุนหันพลันแลน เอะอะอะไรก็จะใชกําลังสูกัน แลวสุดทายตัวเองกับลูกก็ตองมาตาย สวรรคชั้นกวี ผูแตง : พระราชวรวงศเธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ ลักษณะคําประพันธ : กลอนสุภาพ จุดประสงคการแตง : สดุดี แสดงความคารวะตอกวี "สรวงสวรรคชั้นกวีรุจีรัตน ผองประภัศรพลอยหาวพราวเวหา พริ้งไพเราะเสนาะกรรณวัณณนา สมสมญาแหงสวรรคชั้นกวีฯ" "อิ่มอารมณชมสถานวิมานมาศ อันโอภาศแผผายพรายรังสี รัศมีมีเสียงเพียงดนตรี ประทีปทีฆรัสสะจังหวะโยน รเมียรไมใบโบกสุโนคเกาะ สุดเสนาะเสียงนกซึ่งผกโผน โผตนนั้นผันตนไปตนโนน จังหวะโจนสงจับรับกันไป เสียงนกรองคลองคําลํานําขับ ดุริยศัพทสํานึกเมื่อพฤกษไหว โปรยประทิ่นกลิ่นผกาสุราลัย เปนคลื่นในเวหาหยาดยินดีฯ" "บังคมคัลอัญชลีกวีเทพ ซึ่งสุขเสพยสําราญมาณศรี ณภพโนนในสวรรคชั้นกวี แลภพนี้ในถอยที่รองกรอง ไมมีเวลาวายในภายนา เนาในฟาในดินทั้งถิ่นสอง เชิญสดับรับรศบทลบอง ซึ่งขาปองสดุดีกวีเอยฯ" BOBBYtutor Thai Note
41.
ตรงนี้ตองระวัง 1. "ผองประภัสรพลอยหาวพราวเวหา" =
ใหจินตภาพ ดานภาพเดน วาสวยงามมาก 2. "พริ้งไพเราะเสนาะกรรณวัณณนา" = ใหจินตภาพ ดานเสียง 3. "อิ่มอารมณชมสถานวิมานมาศ" = มีความรูสึกเปนสุขมาก 4. "รัศมีมีเสียงเพียงดนตรี" = ภาพพจน อุปมา 5. "รเมียรไมใบโบกสุโนคเกาะ สุดเสนาะเสียงนกซึ่งผกโผน โผตนนั้นผันตนไปตนโนน จังหวะโจนสงจับรับกันไป" ใหจินตภาพดานเคลื่อนไหว เดนมาก 6. "โปรยประทิ่นกลิ่นผกาสุราลัย เปนคลื่นในเวหาหยาดยินดี" ใหความรูสึกมีความสุข นํ้าเสียงมีความสุขมาก คําอธิบายศัพท กรรณ หู ทีฆรัสสะ จังหวะยาวและสั้น (ของเสียงดนตรีหรือคําประพันธ) บทลบอง บทที่แตงขึ้นตามแบบฉบับ ประทิ่น เครื่องหอม ประภัศร ปจจุบันเขียน ประภัส คือ ประภัสสร หมายถึง แสงเลื่อมพราย ปอง ปรารถนา มาณศรี ผูหญิง ในที่นี้หมายถึง นางฟา มาศ ทอง มาส เดือน รเมียร ปจจุบันเขียน "ระเมียร" หมายถึง ดู นาดู รัตน แกว รุจ งาม ลบอง แบบ ฉบับ ลํานํา บทเพลงที่ขับเปนทํานอง วัณณนา ปจจุบันเขียน "วัณนา" หมายถึง พรรณนา คือ กลาวอยางละเอียดใหนึกเห็นภาพได ศรี ประเสริฐ สมญา ชื่อซึ่งตั้งขึ้นดวยความยกยอง เปนที่ยอมรับรวมกันในที่นี้ "สวรรคชั้นกวี" ถือวาเปนสมญาอยางหนึ่งสวรรค สรวง สวรรค สุโนค ปจจุบันเขียน "สุโนก" หมายถึง นก สุราลัย ที่อยูของเทวดา หมายถึง สวรรค เนา อยู BOBBYtutor Thai Note
42.
ธรรมาธรรมะสงคราม ผูทรงพระราชนิพนธ : พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ลักษณะคําประพันธ
: กาพยยานี 11 และกาพยฉบัง 16 เนื้อเรื่อง : เสนอเนื้อเรื่องในแบบบุคลาธิษฐาน คือ วิธีการสมมติใหบุคคลแทนนามธรรม คือ ธรรมเทวบุตรเปนสัญลักษณ ของฝายที่มีความดี และอธรรมเทวบุตรเปนตัวแทนของฝายความชั่ว อันเปนธรรมดาของมนุษยโลก และใหเทวดาทั้งสองฝาย รบกัน ผลคือ ฝายธรรมเทวบุตรไดชัยชนะ เพราะเปนผูประพฤติดี กาพย กาพยที่ Entrance จะออกที่สําคัญมี 3 ชนิด 1. กาพยยานี 11 2. กาพยฉบัง 16 3. กาพยสุรางคนางค 28 1. กาพยยานี 11 : บทหนึ่งมี 2 บาท (2 บรรทัด) 4 วรรค วรรคหนามี 5 คํา วรรคหลังมี 6 คํา รวมกัน = 11 คํา จึงเรียกวา กาพยยานี 11 แตถานับจริงๆ 1 บทจะมี 22 คํา กาพยยานีมีสูตรสัมผัสสระ (สัมผัสนอก) ดังนี้ 5-8 11-16 "กาพยยานีลํานํา สิบเอ็ดคําจําอยาคลาย วรรคหนาหาคําหมาย วรรคหลังหกยกแสดง ครุลหุนั้น ไมสําคัญอยาระแวง สัมผัสตองจัดแจง ใหถูกตองตามวิธี" ระวังตอไปนี้ คือ คูแฝดของกาพยยานี 11 คูแฝด คือ อินทรวิเชียรฉันท 11 "องคใดพระสัมพุทธ สุวิสุทธสันดาน ปราบมูลกิเลสมาร บมิหมนมิหมองมัว" ทุกอยางเหมือนกันหมด จํานวนพยางค ตําแหนงสัมผัส แตอินทรวิเชียรฉันทมีสูตรการดูครุ-ลหุ คือ ตําแหนง พยางค 3-6-7-9 = ลหุ อินทรวิเชียรฉันท 3-6-7-9 = ลหุ ** กาพยจะมีการวางคณะพยางค และสัมผัสคลายกับฉันท แตกาพยจะไมมีการบังคับครุลหุเหมือนกับฉันท 2. กาพยฉบัง 16 : บทหนึ่งมี 3 วรรค วรรค 1, 2, 3 จะมีจํานวนคํา 6-4-6 เรียงตามลําดับ บทหนึ่งมี 16 คํา จึงเรียกวา กาพยฉบัง 16 BOBBYtutor Thai Note
43.
บังคับสัมผัสสระ (สัมผัสนอก) มีสูตรดังนี้ 6-10
16-22 "ฉบังสิบหกคําควร ถอยคําสํานวน พึงเลือกใหเพราะเหมาะกัน วรรคหนาวรรคหลังรําพัน วรรคหนึ่งพึงสรร ใสวรรคละหกคําเทอญ" 3. กาพยสุรางคนางค 28 : บทหนึ่งมี 7 วรรค วรรคละ 4 คํา 1 บท จึงมี 28 คํา จึงเรียกวา กาพยสุรางคนางค 28 บังคับสัมผัสสระ (สัมผัสนอก) มีสูตรดังนี้ 4-8 12-20-24 "สุรางคนางค เจ็ดวรรคจักวาง ใหถูกวิธี วรรคหนึ่งสี่คํา จงจําใหดี บทหนึ่งจึงมี ยี่สิบแปดคํา" ตรงนี้ตองระวัง แนะนําธรรมเทวบุตร 1. "ธรรมเทวบุตร ผูพิสุทธิโสภา สถิตอยู ณ กามา- พจรภพแผนดินสรวง 2. ครองทิพยพิมาน บริวารอมรปวง ปองธรรมมะบลวง ลุอํานาจอกุศล 3. เมตตาการุญรัก ษะพิทักษภูวดล ปรานีนิกรชน ดุจดังปโยรส 4. ครั้นถึง ณ วันเพ็ญ ที่เปนวันอุโบสถ เธอมุงจะทรงรถ ประพาสโลกเชนเคยมา 5. เขาที่สนานสรง เสาวคนธธารา แลวลูบพระกายา ดวยวิเลปนารม 6. ทรงเครื่องก็ลวนขาว สวิภูษณาสม สําแดงสุโรดม สุจริต ณ ไตรทวาร 7. ทรงเพชราภรณ พระกรกุมพระขรรคกาญจน ออกจากพิมานสถาน ธ เสด็จ ณ เกยพลันฯ" 1-7 ธรรมเทวบุตรอาศัยอยู ณ สวรรคชั้นกามาพจร จิตใจใฝธรรมะ มีความเมตตา ดูแลลูกนองบริวารดุจดังลูก เมื่อถึงวันพระ 15 คํ่า ก็จะเสด็จลงมายังโลกมนุษย ฉะนั้นก็ตองไปอาบนํ้า แตงเนื้อแตงตัวใหหอม นุงขาว หมขาว และ ตองทํากาย วาจา ใจ ใหสงบ ถือพระขรรคเปนอาวุธ BOBBYtutor Thai Note
44.
แนะนําอธรรมเทวบุตร 1. "ปางนั้นอธรรมะ เทวบุตรผูใจพาล เนาในพิมานสถาน
ณ กามาพจรสวรรค 2. ครองพวกบริวาร ลวนแตพาลประดุจกัน โทโสและโมหันธ บมิพึงบําเพ็ญบุญ 3. เห็นใครนํ้าใจซื่อ สุจริตะการุญ เธอก็มักหันหุน เพราะพิโรธและริษยา 4. ถึงวันที่จันทรเพ็ญ ธก็มักจะไคลคลา ขับรถะยานมา ณ ชมพูทวีปพลัน 5. แตงองคและทรงลวน พัสตระดําทุกสิ่งอัน อาภรณก็เลือกสรร- พะสัมฤทธิ์และพลอยดํา 6. หัตถสดําพระกําขวาน อันมหิทธิกํายํา จรจากวิมานอัม- พรตรงมาทรงรถฯ" 1-6 อธรรมเทวบุตรเปนอันธพาล อยู ณ สวรรคชั้นกามาพจรเหมือนกัน มีลูกนองเปนคนเลวๆ ทั้งนั้นพวกนี้กอแต บาปบุญไมทํา เห็นใครเปนคนดีก็จะอิจฉา ไมชอบ วันนี้เปนวันพระจันทรเต็มดวง ก็ตองออกมายังโลกมนุษยเหมือนกัน จึงแตงตัวชุดดํา เครื่องประดับก็สีดําๆ ถือขวานเปนอาวุธ พรรณนาการออกเดินทางของธรรมเทวบุตร 1. "ขึ้นทรงรถทองผองพรรณ งามงอนออนฉัน เฉกนาคราชกําแหง 2. งามกงวงจักรรักตแดง งามกําสํ่าแสง งามดุมประดับเพชรพราย 3. เลิศลวนมวลมาศฉลุลาย เทพประนมเรียงราย รับที่บัลลังกเทวินทร 4. กินนรฟอนรํารายบิน กระหนกนาคิน ทุกเกล็ดก็เก็จสุรกานต 5. งานเทวธวัชชัชวาล โบกในคัดนานต แอรมอรามงามตา 6. พรั่งพรอมทวยเทวเสนา หอมแหแหนหนา และหลังสะพรั่งพรอมนวล 7. จามรีเฉิดฉายปลายทวน หอกดาบปลาบยวน ยั่วตาพินิศพิศวง" BOBBYtutor Thai Note
45.
1. ใหจินตภาพที่งาม :
"ทองผองพรรณ" "งามงอน" ภาจพจนอุปมา : เฉก นาคราชกําแหง 2. ศิลปะการประพันธ : ซํ้าคํา "งาม" 3. สัมผัสอักษรเดน : เลิศ-ลวน มวล-มาศ ฉลุ-ลาย 4. มีนาฏการ : กินนรฟอนรํา รายบิน (นาฏการ = การรายรํา) 5. มีการเคลื่อนไหว : โบกในคัดนานต 6. สัมผัสอักษรเดน : พรั่ง-พรอม ทวย-เทว หอม-แห-แหน และ-หลัง พรั่ง-พรอม 7. สัมผัสสระภายในวรรค : ฉาย-ปลาย ดาบ-ปลาบ นิศ-พิศ พรรณนาการเดินทางของอธรรมเทวบุตร 1. "รถทรงกงกําทั้งหมด ตลอดงอนรถ ลวนแลวดวยไมดําดง 2. บัลลังกมียักษยรรยง ยืนรับรองทรง สลับกระหนกมังกร 3. ลายสิงหเสือสีหมีสลอน หมาในยืนนอน อีกทั้งจระเขเหรา 4. งอนรถมีธวัชตวัดรา สีดําขํานา สยดสยองพองขน 5. แลดูหมูกองพยุหพล สลับสับสน ลวนฤทธิ์คําแหงแรงขัน 6. กองหนาอารักขาะไพรสัณฑ ปกซายกุมภัณฑ คนธรรพเปนกองปกขวา 7. กองหลังนาคะนาคา สี่เหลาเสนา สาตราอาวุธวาวแสง 8. พวกพลทุกตนคําแหง หาญเหิมฤทธิแรง พรอมเพื่อผจญสงคราม 9. พาหนคํารนคําราม เสือสิงหวิ่งหลาม แลลวนจะนาสยดสยอน" 1. ในวรรคเดียวกันมีทั้งสัมผัสอักษรและสัมผัสสระ "รถทรงกงกําทั้งหมด" สัมผัสอักษร : กง-กํา สัมผัสสระ : ทรง-กง "ลวนแลวดวยไมดําดง" = สัมผัสอักษร ลวน-แลว ดวย-ดํา-ดง 2. สัมผัสอักษร : ยักษ-ยรร-ยง 4. ใหจินตภาพที่นากลัว : สยดสยองพองขน 7. สัมผัสอักษรแบบ 2 เสียง พรอมๆ กัน : นาคะ-นาคา 8. ทุกวรรคมีสัมผัสอักษรหมดเลย : พวก-พล หาญ-เหิม ฤทธิ-แรง 9. สัมผัสอักษรแบบ 2 เสียง : คํารน-คําราม สยด-สยอน BOBBYtutor Thai Note
46.
คําสอนของธรรมเทวบุตร ที่ Ent
ชอบออก 12 ขอ 1. "การฆาประดาสัตว ฤประโยชนบพึงมี อันวาดวงชีวี ยอมเปนสิ่งที่ควรถนอม 2. ถือเอาซึ่งทรัพยสิน อันเจาของมิยินยอม เขานั้นเสียดายยอม จิตตะขึ้งเปนหนักหนา 3. การลวงประเวณี ณ บุตรีและภรรยา ของชายผูอื่นลา มากิจบบังควร 4. กลาวปดและลดเลี้ยว พจนามิรูสงวน ยอมจะเปนสิ่งชวน นรชังเปนพนไป 5. สอเสียดเพราะเกลียดชัง บมิยังประโยชนใด เสื่อมยศและลดไม- ตริระหวางคณาสลาย 6. พูดหยาบกระทบคน ก็ตองทนซึ่งหยาบคาย เจรจากับเขาราย ฤวาเขาจะตอบดี 7. พูดจาที่เพอเจอ วจะสาระบมี ทําตนใหเปนที่ นรชนเขานินทา 8. มุงใจและใฝทรัพ- ยะดวยโลภะเจตนา ทําใหผูอื่นพา กันตําหนิมิรูหาย 9. อีกความพยาบาท มนะมุงจํานงราย กอเวรบรูวาย ฤจะพนซึ่งเวรา 10. เชื่อผิดและเห็นผิด สิจะนิจจะเสื่อมพา เศราหมองมิผองผา สุกะรื่นฤดีสบาย 11. ละสิ่งอกุศล สิกมลจะพึงหมาย เหมาะยิ่งทั้งหญิงชาย สุจริต ณ ไตรทวาร 12. จงมุงบําเพ็ญมา- ตุปตุปฏฐานการ บํารุงบิดามาร- ดรใหเสวยสุข" 1. ไมควรฆาสัตวตัดชีวิต เพราะชีวิตใครๆ ก็รัก 2. การขโมย เปนสิ่งที่ทําใหเจาทรัพยเสียใจมาก 3. การผิดลูกผิดเมีย เปนสิ่งที่ไมควรทํา 4. การพูดปด ทําใหเปนที่รังเกียจของผูอื่น 5. การพูดสอเสียด ไมดีเลย ทําใหความสัมพันธหายไป 6. การพูดจาไมเพราะ นึกหรือวาเขาจะพูดเพราะกับเรา เขาก็ตองพูดกับเราไมเพราะเหมือนกัน 7. พูดจาไรสาระ บาๆ บอๆ คนทั่วไปเขาจะนินทาเอาได 8. ถาเราคิดโลภ อยากไดของผูอื่น จะถูกนินทาเหมือนกัน 9. การอาฆาต จองลางจองผลาญ ทําใหไมมีความสงบ 10. การมีมิจฉาทิฏฐิ ทําใหจิตใจไมสบาย 11. ละความชั่วทั้งปวง ทํากาย วาจา ใจ ใหบริสุทธิ์ 12. บํารุงเลี้ยงดู พอแม แสดงความกตัญูตอทาน BOBBYtutor Thai Note
47.
คําสอนเลวๆ ของอธรรมบุตร 12
ขอ ที่ Ent ชอบถาม 1. "ผูใฝซึ่งอํานาจ ก็ตองอาจและหาญกลา ใครขวาง ณ มรรคา ก็ตองปองประหารพลัน 2. อยากมีซึ่งทรัพยสิ่ง จะมานิ่งอยูเฉยฉะนั้น เมื่อใดจะไดทัน มนะมุงและปรารถนา 3. กําลังอยูกับใคร สิก็ใชกําลังครา ใครออนก็ปรา- ชิตะแนมิสงสัย 4. สตรีผูมีโฉม ศุภลักษณาไซร ควรถือวามีไว เปนสมบัติ ณ กลางเมือง 5. ใครเขลาควรเอาเปรียบ และมุสาประดิษฐเรื่อง ลวงลอบตองเปลือง ธนะหากําไรงาม 6. เมื่อเห็นซึ่งโอกาส ผูฉลาดพยายาม สอเสียดและใสความ และประโยชน ณ ตนถึง 7. ใครทวง ฤ ทักวา ก็จงดาใหเสียงอึง เขานั้นสิแนจึ่ง จะขยาดและเกรงเรา 8. พูดเลนไมเปนสา- ระสําหรับจะแกเหงา กระทบกระเทียบเขา ก็สนุกสนานดี 9. ใครจนจะทนยาก และลําบากอยูไยมี คิดปองซึ่งของดี ณ ผูอื่นอันเก็บงํา 10. ใครทําใหขัดใจ สิก็ควรจะจดจํา ไวหาโอกาสทํา ทุษะบางเพื่อสาใจ 11. คําสอนของอาจารย ก็บุราณะเกินสมัย จะนั่งใยดีใย จงประพฤติจามจิตตู 12. บิดรและมารดา ก็ชราหนักหนาอยู เลี้ยงไวทําไมดู นับจะเปลืองมิควรการ" 1. ใครตองการมีอํานาจก็ตองกลาหาญ บาบิ่น ใครขวางทางปนก็ฆาไปเลย 2. ถาอยากรวย จะมาอยูเฉยทําไมก็ปลนซิ 3. เรามีกําลังอิทธิพลก็จัดการเลย คนอื่นที่ดอยกวาเราจะไดหงอ 4. หญิงสวยๆ ถาชอบก็จัดการเลย เพราะถือวาเปนสาธารณสมบัติที่ใครๆ ก็สามารถเด็ดดม 5. คนโงยอมเปนเหยื่อของคนฉลาด หลอกไดก็หลอกเลย 6. การนินทา ใสรายปายสี ควรทําเมื่อจะสรางประโยชนแกเรา 7. ใครหือกับเราก็ดามันเลย วันหลังจะไดขยาดเกรงกลัวเรา 8. เวลาจะแกเหงา หาอะไรทําเพลินๆ ก็พูดจาบาบอไมเปนสาระ 9. เราเปนคนจน จะไปยอมทําไม ก็ไปขโมยของคนรวย 10. ใครแกลงเรา ทําใหเราโกรธ จําหนามันไว คิดบัญชีวันหลัง 11. อาจารยสอนอะไร อยาไปเชื่อมาก เพราะพวกอาจารยหัวโบราณ เชื่อตนเองดีที่สุด 12.!พอแมแกแลวก็ปลอยตามเวรตามกรรมเถอะ เปลืองขาวสุก BOBBYtutor Thai Note
48.
ราตรี ผูแตง : เจาพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ลักษณะคําประพันธ
: อินทรวิเชียรฉันท 11 แตงสลับดวย วสันตดิลกฉันท 14 จึงเรียกเปนคําประพันธใหมวา อินทวสันตดิลกฉันท จุดประสงคการแตง : แสดงปรัชญาชีวิต ฉันท ฉันทบังคับ ครุ ลหุ นักเรียนทราบแลว ฉันทที่ Ent ออกมี 2 ชนิด 1. อินทรวิเชียรฉันท 11 2. วสันตดิลกฉันท 14 อินทรวิเชียรฉันท ถานักเรียนจํากาพยยานี 11 ได ก็ตองจําอินทรวิเชียรฉันทได เพราะทุกอยางเหมือนกัน แตแตกตาง ตรงที่อินทรวิเชียรฉันทบังคับ ครุ ลหุ ที่สูตร 3-6-7-9 → ลหุ วสันตดิลกฉันท 14 ถานักเรียนจําอินทรวิเชียรฉันท 11 ได ก็สามารถจําวสันตดิลกฉันท 14 ได เพราะ 14 เพิ่มมาจาก 11 เทากับ 3 แสดงวาวสันตดิลกฉันท มีพยางค 3 พยางคเพิ่มขึ้นมาเปน ลหุ 3 ตัวติดกัน ตรงดอกจัน 3 = อินทรวิเชียรฉันท 11 3 *** 6 7 9 6 7 9 = วสันตดิลกฉันท 14 * จําเลยนะนักเรียน ฉันท 2 ชนิดนี้จะสลับตําแหนง ครุ ลหุ จาก 3-6-7-9 ซึ่งเปนลหุจะไปตําแหนงอื่นๆ ไมได ถาบิดเบือนตําแหนงเดียวก็ไมใชอินทรวิเชียรฉันท และวสันตดิลกฉันท * ตําแหนงลหุ เราสามารถอนุโลมใชสระ "อํา" เปนลหุไดแคสระเดียว ปกติสระอํา เปนครุ แตถาเปนฉันท เขาอนุโลม ราตรี 1. "ราตรีก็แมนมี ขณะดีและรายปน ไปผิดกะคนๆ คุณโทษประโยชนถม 2. ราตรีกลีกลพิโรธ หฤโหดคระหึมลม มืดตื้อกระพือพิรุณพรม และฤเราจะแยแส 3. ราตรีดิถีสุข นิรทุกขประเทืองแด ฟางามอรามแล ระกะดอกกุดั่นหาว 4. โสมสองสนองชุษณปกษ ศุภลักษณลํายอง, คราว ยั่วยิ้มณริมพิภพ, ราว ทิพลาภบําเรอเรา BOBBYtutor Thai Note
49.
5. พิณฟา ณ
ราตรี ธรณีสุโนกเนา สงเสียงประสานเสา- วสภาพพะนอสรวง" 4. วรรคที่มีความเดนดานสัมผัสอักษร "หฤโหดคระหึมลม" หฤ-โหด-หึม "ธรณีสุโนกเนา" ณี-โนก-เนา "พนพุมผกาไพร" พน-พุม-ผกา-ไพร "กระพือพิรุณพรม" พือ-พิ-พรม "โสมสองสนองชุษณปกษ" โสม-สอง-สนอง-ชุษณ "ริมพิภพราว" พิ-ภพ "สงเสียงประสานเสา" สง-เสียง-สาน-เสา "ชลโชยชะดอกใบ" ชล-โชย-ชะ "คํ่าคืนระรื่นรัก" คํ่า-คืน ระ-รื่น-รัก "มธุรสธํารงเรือน" รส-รง-เรือน 5. วรรคสุดทายของ "ราตรี" เปนพระเอกของงานเพื่อบอก Main Idia "โลกียสุขสุขเหมือน สุขโลกอุดรหรือ" กําลังจะบอกวาโลกบันเทิงที่เสพกามารมณ ทุกวันนี้จะมีความสุขที่แทจริงเหมือนโลกนิพพานหรือ 6. เรื่องราตรี มีการชมความงามธรรมชาติ 6 ชนิด 1. "ฟางามอรามแล ระกะดอกกุกั่นหาว" = ชมดาว 2. "โสมสองสนองชุษณปกษ ศุภลักษณลํายอง, คราว" = ชมพระจันทร 3. "พิณฟา ณ ราตรี ธรณีสุโนกเนา" = ชมนก 4. "กลิ่นหลานภาจรจะปรน สุวคนธบําบวง" = ชมดอกไมหอม 5. "นํ้าคางพระพรางโปรย ชลโชยชะดอกใบ" = ชมนํ้าคาง 6. "ดึกดื่น ณ พื้นอุทยทิศ สุริยฤทธิแพรงพราย" = ชมพระอาทิตย 7. อัพภาส "นํ้าคางพระพรางโปรย" "พระพราง" เปนคําอัพภาส อัพภาส คือ การกรอนเสียงจากคําซํ้าแลวตัดพยางคหนาของคําซํ้าใหเหลือพยัญชนะตนอยางเดียว จึงใสสระอะลง แทนสระเดิม เชน วับวับ วะวับ เรื่อยเรื่อย ระเรื่อย แยงแยง ยะแยง ยุงยุง ยะยุง แวมแวม วะแวม พรางพราง พระพราง BOBBYtutor Thai Note
50.
คําอธิบายศัพท กล ราวกับ กลี เลวราย กุดั่น
ทองแกมแกว ทําโดยปดทองคําเปลวทับบนลวดลายที่แกะดวยไมหรือปนดวยปูน แลวประดับดวย กระจกสี ถาลวดลายเปนดอกเรียก ดอกกุดั่น ในที่นี้หมายถึง ดวงดาว ซึ่งแพรวพราวราวดอกกุดั่น คระหึม ดังกระหึ่ม ชะ ลางใหสะอาด ชิพ แผลงจากชีพ ชุษณปกษ ขางขึ้น ชุษณ แปลวา ขาว สวาง ปกษ แปลวา ขาง ฝาย ดํารู งาม แผลงจากคําวา ตรู ดิถี วันตามจันทรคติ มักใชคูกับ วาระ แด ใจ ถม มาก เนา อยู บําบวง บูชา พน ปา พระพราง กรอนมาจาก พรางพราง พราง หมายถึง แวววาบ พิณ เครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง พิณฟา เปนอุปลักษณ หมายถึง เสียงจากฟาดุจเสียงพิณ มธุ นํ้าหวาน นํ้าผึ้ง มธุรส รสหวาน รชนิ คือ รัชนี หมายถึง กลางคืน รมย คือ รมย หมายถึง ความสุขที่นาบันเทิงใจ ความสุขอันพึงใจ ระพิ คือ รพี หรือ รวี หมายถึง พระอาทิตย เรณู ละอองเกสรดอกไม ลํายอง สวยงาม โลกอุดร อุดร แปลวา เหนือ มาจาก อุตร โลกอุดร แปลวา เหนือโลก มาจาก โลกกุตร โลกียสุข ความสุขอยางชาวโลก เชน มีทรัพยสินเงินทอง ศุภลักษณ ลักษณะดี สรวง สวรรค สุโนก นก เสาวสภาพ สภาพที่ดีงาม BOBBYtutor Thai Note
51.
นายขนมตมชกพมาถวายตัวพระเจาอังวะ ผูแตง : กรมหลวงพิชิตปรีชากร ลักษณะคําประพันธ
: โคลงสี่สุภาพ เนื้อเรื่อง : ฝายพระเจาอังวะอยู ณ เมืองยางกุง ทําการยกฉัตรยอดพระมหาเจดียเกศธาตุสําเร็จแลวใหมีการฉลอง จึงมีขุนนางพมากราบทูลวา คนมวยเมืองไทยฝมือดียิ่งนัก จึงตรัสสั่งใหจัดหามา ไดนายขนมตมคนหนึ่ง เปนมวยดี มีฝมือแตครั้งกรุงเกา เอาตัวมาถวายพระเจากรุงอังวะ จึงใหจัดพมาคนมวยเขามาเปรียบกับนายขนมตม ไดกันแลวก็ให ชกกันหนาที่นั่ง และนายขนมตมชกพมาไมทันถึงยกพมาก็แพ แลวจัดเอาคนอื่นเขามาเปรียบชกอีก นายขนมตมชกพมา ชกมอญแพถึงเกาคนสิบคนสูไมได พระเจาอังวะทอดพระเนตร ยกพระหัตถตบ พระอุระตรัสสรรเสริญฝมือนายขนมตมวา ไทยมีพิษอยูทั่วตัวแตมือเปลา ไมมีอาวุธเลยยังสูไดคนเดียวชนะถึงเกาคนสิบคนฉะนี้ เพราะเจานายไมดีจึงเสียเมือง แกขาศึก ถาเจานายดีแลวไหนเลยจะเสียกรุงศรีอยุธยา แลวพระราชทานรางวัลแกนายขนมตมโดยสมควร โคลงสี่สุภาพ คณะ : บทหนึ่งมี 30 คํา แบงออกเปน 4 บาท (บาท = บรรทัด) บาทละ 7 คํา บาทที่ 4 มี 9 คํา สัมผัส : คําที่ 7 ของบาทที่ 1 สัมผัสกับคําที่ 5 ของบาทที่ 2 และ 3 (พระลอสัมผัส เพื่อน-แพง) คําที่ 7 ของบาทที่ 2 สัมผัสกับคําที่ 5 ของบาทที่ 4 (พระราม สัมผัส สีดา) คําเอกคําโท บทหนึ่งมีคําเอก 7 โท 4 คําเอก : ถาใสเอกไมไดใหใช เอกโทษ หรือคําตาย (เอกโทษ = ซู, ฮา, เคี่ยว) = สามเหลี่ยมเบอรมิวดา คําโท : ถาใสโทไมไดใหใช โทโทษ (โทโทษ = แหยง, ผึ้ง, ขอย) = Z สัมผัส เสียงลือเสียงเลาอาง อันใด (พี่เอย) เสียงยอมยอยศใคร ทั่วหลา สองเขือพี่หลับไหล ลืมตื่น (ฤๅพี่) สองพี่คิดเองอา อยาไดถามเผือ * เอกโทษ = ไมเอกที่สะกดผิด แตยอมสะกดผิดเพราะตองการใหถูกฉันทลักษณ * โทโทษ = ไมโทที่สะกดผิด แตยอมสะกดผิดเพราะตองการใหถูกฉันทลักษณ การใชคําตายแทนคําเอก (ขอสอบ Ent' ชอบถาม) คุณแมหนาหนักเพี้ยง พสุธา คุณบิดรดุจอา กาศกวาง คุณพี่พางศิขรา เมรุ มาศ คุณพระอาจารยอาง อาจสูสาคร นักเรียนสังเกตโคลงบาทที่ 1 ตอไปนี้ ผิดฉันทลักษณตรงไหน (1) ปากแตกเอาขี้ผึ้ง ทาซะ (พี่เอย) (2) เสียงลือเสียงแมเคี่ยว กะทิ (นะแม) BOBBYtutor Thai Note
52.
การใชคําเอกโทษและโทโทษ เนื้อออนหอนซูเนื้อ นองหญิง ออนแอบแนบอกอิง อุนลํ้า นวลจันทรนั่นนวลจริง
แตชื่อ ฤๅเอย นวลที่พี่กลืนกลํ้า กลิ่นเนื้อเหลือนวล ซู ตัวนี้เรียกวา เอกโทษ (ตําแหนงนี้ตองใสคําวา "สู" แตถาใสจะผิดฉันทลักษณ) ขอฝากซากสวาทสรอย สุนทร ไวที่ทาสาคร เขตนี้ ศาลาทาวันพร พี่ฝาก มาเอย ใครที่พี่เปนผี้ พี่ใหอภัยเจริญ ผี้ ตัวนี้เรียกวา โทโทษ (ตําแหนงนี้ตองใสคําวา "พี่" แตถาใสจะผิดฉันทลักษณ) * ตําแหนง เอก โท คูแรกในบาทที่ 1 สามารถอนุโลมสลับเปน โท เอกได ตรงนี้ตองระวัง "อังวะธิราชเจา พุกาม ฉลองธาตุรางกุงงาม ครึกครื้น ขนมตมชื่อชาวสยาม ตนหนึ่ง ขันตอยตีพวกพื้น มานรูครูมวยฯ" (1) พุกาม, มาน แปลวา พมา (2) ครึกครื้น เปนคําซอนเพื่อเสียง (3) "ขนมตมชื่อชาวสยาม ตนหนึ่ง" การใชคําวา ตนหนึ่ง เปนการยกยองนายขนมตม ปกติคําวา ตน จะใชกับพวก ฤๅษี นักสิทธิ์ วิทยาธร ซึ่งเหนือมนุษยแตไมถึงกับเทพ (4) ขันตอยตี แปลวา อาสาไปตอยตี "ฉับฉวยชกฉกชํ้า ฉุบฉับ โถมทุบทุมถองทับ ถีบทาว เตะตีตอยตุบตับ ตบตัก หมดหมูเมงมอญมาว มานเมื้อหมางเมินฯ" (1) ภาพพจน แบบสัทพจน (เลียนเสียงธรรมชาติ) ตรง ฉุบฉับ ตุบตับ (2) โคลงบทนี้ ทุกบาทมีการเลนสัมผัสอักษร (สัมผัสพยัญชนะ) บาทที่ 1 ฉับ-ฉวย-ชก-ฉก-ชํ้า-ฉุบ-ฉับ บาทที่ 2 โถม-ทุบ-ทุม-ถอง-ทับ-ถีบ-ทาว บาทที่ 3 เตะ-ตี-ตอย-ตุบ-ตับ-ตบ-ตัก บาทที่ 4 หมด-หมู-เมง-มอญ-มาว-มาน-เมื้อ-หมาง-เมิน (3) คํากริยาที่แสดงอาการตอยมวย มีคําดังตอไปนี้ ชก ฉก โถม ทุบ ทุม ถอง ทับ ถีบ เตะ ตี ตอย ตบ ตัก BOBBYtutor Thai Note
53.
(4) คําที่หมายถึงพมา มีคําดังตอไปนี้ เมง
มอญ มาว มาน "เกินสิบตอยบซํ้า สองยก มานกษัตริยหัตถลูบอก โอษฐพรอง ชาติสยามผิยามตก ไรยาก ไฉนนา ยังแตตัวยังตอง หอนไดภัยมีฯ" (1) โคลงบทนี้ชื่นชมนายขนมตมวามีความสามารถจริงๆ ตรงบาทที่ 4 (2) เลนคําวา "ยัง" "ยังแตตัว" = เหลือแตตัว "ยังตอง" = แมกระนั้นยัง "ฉากนี้สมพากษพรอง เพลงสุภา-ษิตเอย เคยปากหากพูดมา มากครั้ง กรุงศรีอยุธยา ไปขาด ดีเลย รูปฉากพากษติดตั้ง ตอใหเห็นจริง" โคลงบาท "กรุงศรีอยุธยา ไปขาด ดีเลย" ตรงกับสํานวน กรุงศรีอยุธยาไมสิ้นคนดี คําอธิบายศัพท ขัน อาสา ตบ อาการที่ใชมือหรือหมัดฟาด ตัก อาการที่ใชมือหรือหมัดชอนขึ้น ทาว ในบทกวีนี้หมายถึง เทา ธาตุ พระสถูปเจดียที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจา หรือพระธาตุของพระอรหันต ธิราช มาจาก อธิราช แปลวา พระราชาผูยิ่งใหญ พรอง รอง พูด พุกาม พมา เพรง กาลกอน มอญ ชื่อชนชาติหนึ่งอยูทางตอนใตของพมา มาน พมา มาว ชื่อชนชาติหนึ่งซึ่งอาศัยแถบชายแดนพมา-ไทย (พิจารณาจากบริบท) เมง ชื่อชนชาติหนึ่งซึ่งอาศัยอยูแถบชายแดนพมา-ไทย เมื้อ ไป กลับ สมพากษ เหมาะกับคําพูดหรือคําบรรยาย หมางเมิน หมาง แปลวา หมองใจ เมิน แปลวา ไมมอง หมางเมิน แปลวา เสียใจจนไมมอง BOBBYtutor Thai Note
54.
เสนาะฉันท ผูแตง : พระเจาบรมวงศเธอ
กรมพระนราธิปประพันธพงศ ลักษณะคําประพันธ : โคลงสี่สุภาพ เนื้อเรื่อง : เสียงของกวีนิพนธ ไพเราะกวาเสียงใดในโลก "ฟาลั่นครั่นกระหึ่มกอง นภากาศ ก็ดี กรีดดีดสีปพาทย ขับครึ้ม สะดิ้งฤดีเฉกกวีวาท ไพเราะ ไฉนรา พจนาทรสสวาทพรึ้ม เพราะเพี้ยงนิพนธหรือฯ การเวกหวือวิเวกรอง ระงมสวรรค เสนาะมิเหมือนเสนาะฉันท เสนาะซึ้ง ประกายฟาสุริยาจันทร แจรมโลก ไฉนฤๅ เมฆพยับอับแสงสอึ้ง อรามแพประพนธเฉลยฯ" ตรงนี้ตองระวัง 1. สาระสําคัญของโคลงทั้ง 2 บทนี้ คือ เสียงของคําประพันธไพเราะกวาเสียงใดๆ ในโลก 2. ภาพพจนแบบอุปมา : สดิ้งฤดี เฉกกวีวาท เพราะเพี้ยงนิพนธหรือฯ เสนาะมิเหมือนเสนาะฉันท 3. เนื้อหาจะบอกวา เสียงฟารอง เสียงปพาทย เสียงหญิงสาว หรือแมกระทั่งเสียงนกการเวกทั้งหมดนี้ไพเราะ สูเสียงกวีนิพนธไมไดเลย 4. จินตภาพดานภาพ : (1) "ประกายฟาสุริยาจันทร แจรมโลก ไฉนฤๅ" (2) "เมฆพยับอับแสงสอึ้ง" 5. จินตภาพดานเสียง : (1) "ฟาลั่นครั่นกระหึ่มกอง" (2) "กรีดดีดสีปพาทย ขับครึ้ม" (3) "การเวกหวือวิเวกรอง ระงมสวรรค" 6. โคลงบทที่ 2 ชมความงามของคําประพันธ = รสเสาวรจนี 7. มีการแสดงศิลปะการประพันธ "ซํ้าคํา" "เสนาะมิเหมือนเสนาะฉันท เสนาะซึ้ง" BOBBYtutor Thai Note
55.
คําอธิบายศัพท แจรม คือ แจม
เชนเดียวกับคํา จรด มาจาก จด ซึ่งหมายถึง กระจางไมมัวหมอง นาท เสียงรอง พจ แผลงมาจาก วจะ แปลวา คําพูด พรื้ม แผลงมาจาก พริ้ม แปลวา งามอยางยิ้มแยม เพี้ยง แผลงมาจาก เพียง แปลวา เทาเสมอ เหมือน สวาท นารัก เปนที่รัก สะดิ้ง สันนิษฐานวา เปนคําที่มีความหมายเดียวกับ สะดุง อาจใชคูกับคํา สะดิ้ง เปนสะดุงสะดิ้ง ไดเชนเดียวกับคํา กระตุงกระติ้ง กะหนุงกะหนิง กระจุงกระจิ๋ง จึงไมควรเขาใจสับสนกับคําวา สะดิ้ง ในปจจุบันที่มี ความหมายในทํานองดัดจริต มอม ผูแตง : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ลักษณะคําประพันธ : รอยแกวประเภทเรื่องสั้น ซึ่งเปนรูปแบบการเขียนที่ไดรับอิทธิพลจากวรรณกรรมตะวันตก มีอิทธิพลตอการเขียนมาจนถึงปจจุบัน เนื้อเรื่อง : ฉากของเรื่อง มอม คือ กรุงเทพมหานคร แถบถนนเพชรบุรี เรื่อยมาจนถึงถนนราชวิถี ชวงเวลาของเหตุการณ ในเรื่องนี้เปนชวงที่ประเทศไทยเขาสูสงครามโลกครั้งที่ 2 กรุงเทพถูกโจมตีทางอากาศอยางรุนแรง บานเรือนเสียหายและ ผูคนลมตายเปนจํานวนมาก ตัวละครในเรื่องอยูในครอบครัวที่มีฐานะปานกลางครอบครัวหนึ่ง มีชีวิตเรียบงายแบบ คนไทยทั่วๆ ไป ตัวละครในอีกครอบครัวหนึ่งมีฐานะดี มอมตัวเอกเปนเรื่องของสุนัขครอบครัวแรกในตอนตนของชีวิต แตภัยจากสงครามทําใหมอมตกอยูกับครอบครัวหลัง และในที่สุดเหตุการณก็ผันกลับทําใหมอมมาพบกับเจานาย เจาของเดิมของตน ตรงนี้ตองระวัง 1. "มอมไมไดรักนายเทาชีวิต แตนายเปนชีวิตของมอม" การใชภาษาตรงนี้ สละสลวยกินใจ สําบัดสํานวน แสดงลักษณะนิสัยของมอมวารักเจานายของมันมากที่สุด มากกวารักตัวมันเอง 2. "การถายปสสาวะรดที่ตัวอื่นทําไวแลว จึงเปนอนันตริยกรรมของสุนัข อภัยใหกันไมได แลวถาทําการตอหนาก็ เปนการทาทายกันโดยตรง เปนการทําลายเกียรติของหมาตัวผูดวยกัน" สัญชาตญาณของสุนัขนั่นเอง 3. "ครั้นตอมาอาการรักหนักขึ้น มันก็ไมกลับเอาเลย เฝาเวียนวนอยูแถวนั้น คอยไลกัดตัวผูอื่นๆ ทั้งหนุม ทั้งแก ที่มาตอมนางนวลเปนฝูง คนในบานเขาหนวกหูหนักเขา เขาก็ทุบตีเอาบาง เอาอิฐขวางเอาบางมอมก็ตองทนเพราะ ความรักกําลังขึ้นหนา" ตรงนี้แสดงความรักของมอมตอหมาตัวเมีย หมาก็มีหัวใจเหมือนคน BOBBYtutor Thai Note
56.
4. "พอหัวใจมอมมันหวนกลับไปบาน ตัวมันก็หันกลับและขาทั้ง
4 ของมันก็พาตัวมันกลับบานทันที" สํานวนภาษาเลียนแบบสํานวนภาษาตางประเทศ ตรงประโยคที่พิมพตัวหนา แบบนี้ภาษาไทยจะไมใช นอกจาก ภาษานวนิยาย 5. "วันไหนมอมหิวหนักเขา มันก็ไปนั่งมองขณะที่นายผูหญิงกําลังกิน ถานายผูหญิงหันมามอง มันก็เลียปาก ใหรูวามันหิวมากเหมือนกัน นายผูหญิงก็จะนํ้าตากบลูกตารีบอิ่มขาว แลวเอาของที่เหลือคลุกใหมันกินทันที" ตรงนี้แสดงความมีนํ้าใจ เมตตาของนายผูหญิงตอสัตว ยอมเสียสละใหมอมกินขาว แมวาตัวเองจะไมคอยมีกิน 6. ตั้งแตมอมมันยังตัวเล็กๆ นายเคยหามเด็ดขาดไมใหมันไปเก็บของกินนอกบาน มอมมันก็ปฏิบัติตามตลอดเวลา เพราะเมื่อทองมันอิ่มมันก็ไมมีความจําเปนที่จะตองไปหาอะไรกินที่อื่น แตเดี๋ยวนี้มอมตองผิดคําสั่งนาย เพราะทองมันหิว เต็มทน ก็ตองพึ่งถังขยะเชนเดียวกับหมาขางถนนตัวหนึ่ง ดวยความอด" สัญชาตญาณของสัตวโลก ตองยอมแหกกฎบรรทัดฐานของชีวิตเพื่อความอยูรอด ถามอมไมหิวมันก็ไมจําเปน ตองคุยขยะกินหรอก 7. "เพราะมันรูวามันมีหนาที่จะตองทํา มันเบียดเขาไปจนชิดตัวนายผูหญิง มันเลียมือนายผูหญิงและเลียแขน คุณหนู เปนวิธีเดียวที่มันจะบอกใหสองคนนั้นรูวาไมตองกลัว ไมตองตกใจ มอมยังอยู" ความกตัญูของมอมมีตอนายผูหญิง สัตวมันยังรูคุณคนเลย แลวคนละ 8. "เลือดขนๆ ของมันกําลังไหลออกมาแดงฉาน" ตรงนี้ใชภาษาพรรณนาโวหารภาษาวิจิตรใหเห็นภาพ 9. "แตที่กลบนั้นหนานัก สุดกําลังที่มอมจะคุยผูเดียวไหว หมดปญญาเขามันก็เริ่มเหาและหอนอยูที่ปากหลุม เสียงหอนของมันทําใหชาวบานแถบนั้นวังเวงใจ เพราะมันเปนเสียงครํ่าครวญของหมาพันธุทางตัวหนึ่งที่หัวใจแตกสลายลง" มอมพยายามชวยนายผูหญิงและคุณหนูอยางสุดชีวิต แตทําไมสําเร็จ ภาษาตรงนี้สะเทือนอารมณมาก รูสึกเศราหด หูตาม ใชภาษากินใจ 10. "มอมมันอยูกับคุณแตวมานาน มันรูวาเดี๋ยวนี้มันชื่อไอดิ๊ก ถาคุณแตวเรียกมันดวยชื่อนั้นมันก็เขาไปหา แตมอม ไมมีวันลืมวาชื่อจริงที่นายตั้งใหคือ "ไอมอม" มอมไมลืมนายคนเกา แสดงวา มันผูกพันและรักนายคนเกามาก แสดงความจงรักภักดี 11. "เขาสงขาไปไกลขาไมไดขาวคราวจากใครเลย พอกลับมาบานเขาก็บอกวาไฟไหมหมด ลูกเมียถูกระเบิดตาย งานการที่ขาเคยทําคนอื่นเขาก็เอาตําแหนงไปหมดแลว ไมมีใครเขาจะมาคอย ขาหมดหนทางจริงๆ มอมเอยแตเอ็งอยา นึกวาขาลักขโมย ครั้งนี้เปนครั้งแรก พอดีพบเอ็ง เอ็งก็ทําใหขาตองอาย ทําไมลง" ระบบความลมเหลวของราชการไทย ที่ไมรับผิดชอบตอทหารผานศึก เขาไปรบเพื่อประเทศชาติ แตกลับมา ไมมีสวัสดิการอะไรเลย สุดทายก็ตองไปขโมยเขากิน แตมาเจอมอมรูสึกละอายตอบาปเลยทําไมลง 12. "ถึงแมวามอมมันจะรักคุณแตว มันก็รักเพราะมือที่ใหขาวมันกิน คุณแตวไมใชชีวิตของมอม" จากเรื่องมอม ขอความที่พิมพตัวหนา หมายความวา มอมมีความผูกพันอยูกับผูอื่นลึกซึ้งกวาที่รักคุณแตวมาก 13. ขอคิดจากการอานเรื่องมอม 13.1 สงครามเปนสิ่งที่นําความพินาศและความทุกขทรมานมาใหมนุษย ทั้งฝายที่ไดรับชัยชนะและฝายแพ 13.2 การดูแลสวัสดิการของครอบครัวทหารในสมัยนั้นไมดี แมแตทหารที่ผานสงครามแลว กลับมาบานก็ไมไดรับส วัสดิการเทาที่ควร 13.3 คนที่ประกอบอาชญากรรมนั้น มิไดทําไปโดยกมลสันดานทุกคน แตทําเพราะความจําเปนบีบคั้นเปนครั้ง คราว BOBBYtutor Thai Note
57.
พระครูวัดฉลอง ผูแตง : สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ ลักษณะคําประพันธ
: รอยแกวเชิงสารคดี ที่มาของเรื่อง : เปนเรื่องหนึ่งใน "นิทานโบราณคดี" จุดประสงคการแตง : เพื่อถายทอดประสบการณของพระองคในสมัยที่ทรงรับราชการ ประทานแกพระธิดา (หมอม เจาหญิง พูนพิศมัย ดิศกุล) และเพื่อปองกันไมใหเรื่องสูญหาย เรื่องเหลานี้ตีพิมพรวมเปนเลมแลว เรียกชื่อวา นิทานโบราณคดี ทรงชี้แจงไวในคํานําวา "เรื่องตางๆ ที่จะเลาตอไป นี้ลวนเปนเรื่องจริง ซึ่งตัวฉันไดรูเห็นเองไมใชคิดประดิษฐขึ้นใหม แตเปนเรื่องเกล็ดนอกพงศาวดาร จึงเรียกวา "นิทาน โบราณคดี" ตรงนี้ตองระวัง 1. "ขาอยูในวัดนี้มาตั้งแตยังเปนเด็กจนถึงอายุปานนี้แลว ทั้งเปนสมภารเจาวัดอยูดวย จะทิ้งวัดไปเสียอยางไรได พวกสูจะหนีก็หนีเถิด แตขาไมไปละ จะตองตายก็ตายอยูในวัด อยาเปนหวงขาเลย" พวกลูกศิษยออนวอนเทาใดทานก็ ยืนคําอยูอยางนั้น ตรงนี้แสดงถึงความเปนผูนํา ถึงแมจะเกิดอะไรขึ้น ผูนําก็ตองแสดงความเปนผูนํา และพระครูวัดฉลอง มีความรับผิดชอบเพราะตอนนี้เปนเจาอาวาส 2. แตทานตอบวา "ขาเปนพระเปนสงฆจะรบฆาฟนใครไมได สูจะรบพุงอยางไรก็ไปคิดอานกันเองเถิด ขาจะใหแต เครื่องคุณพระสําหรับปองกันตัว" คนเหลานั้นไปเที่ยวชักชวนกัน ความเชื่อเรื่องคุณไสยของคนไทยโบราณ ปจจุบันก็ยังมีใหเห็นอยู เชน ความเลื่อมใสของชาวไทยตอหลวงพอคูณ 3. ทานพระครูวา "จีนรบสูไทยไมไดดวยตัวมันตองกินขาวตม พวกไทยไมตองกินขาวตมจึงเอาชนะไดงายๆ" ตรงนี้แสดงอารมณขันของทานพระครูวัดฉลอง (ดวย แปลวา เพราะ) 4. ทานพระครูวา "ขาไมใชพระพุทธรูปจะทํานอกรีตมาปดทองคนเปนๆ อยางนี้ ขาไมยอม" แตคนหาปลาโตวา "ก็ผมบนไวอยางนั้น ถาขรัวพอไมยอมใหผมปดทองแกสินบน ฉวยแรงสินบนทําใหผมเจ็บลมตายขรัวพอจะวาอยางไร" ทานพระครูจนถอยคําสํานวนดวยตัวทานก็เชื่อเรื่องสินบน เกรงวาถาเกิดเหตุรายแกผูบน บาปจะตกอยูแกตัว ทานก็ตองยอม ความตอนนี้สะทอนความสัมพันธระหวางชาวบานกับพระสงฆ เพราะมีอะไรก็ตองอาศัยพึ่งพาพระสงฆ และ สะทอนความเชื่อดานไสยศาสตร เพราะมีการบนบานศาลกลาว ปจจุบันชวงสอบเขามหาวิทยาลัยก็มีการบนใชไหม คนหาปลาก็มีจิตวิทยาในการพูดใหพระครูวัดฉลองยอมใหปดทอง ดวยการอางเหตุผลที่หนักแนนนาเชื่อถือ พระครูวัดฉลองมีเมตตาบารมีเห็นแกคนหาปลาจะเปนอันตราย จึงยอมใหปดทองแมวาจะดูพิกลอยูวาไมมีใคร เขาปดทองคนเปนๆ 5. "ขาไมใชพระพุทธรูป จะทํานอกรีตมาปดทองคนเปนๆ อยางนี้ขาไมยอม" คําวา นอกรีต มีความหมายตรงกับ นอกแบบ BOBBYtutor Thai Note
58.
6. จากขอความขางตน ขอ
5 แสดงใหเห็นวาผูพูดมีทรรศนะวา การปดทองเปนเครื่องหมายแสดงความศรัทธาตอ พระพุทธศาสนาไมควรนํามาใชกับคนเปนๆ 7. "ทานพระครูไมยอมใหแกไขในบริเวณโบสถที่ทานเคยลงไปอยูเมื่อตอสูกับพวกจีน กําแพงแกวที่พวกลูกศิษย เคยอาศัยบังตัวรบจีนครั้งนั้นก็ไมใหรื้อแยงแกไข ยังใหคงอยูอยางเดิม" จากเรื่องพระครูวัดฉลอง ขอความนี้อนุมานไดวา ทานพระครูมีความคิดตองการเตือนใจใหอนุชนในชาติใหสามัคคีกัน 8. เราคาดไววา "การไมยอมใหแกไข" ของทานพระครูจะทําใหบังเกิดประโยชนในดานเปนประจักษพยานของ เหตุการณในอดีต คําอธิบายศัพท กําแพงแกว กําแพงเตี้ยสรางลอมพระอุโบสถ วิหาร หรือเจดีย เปนตน เพื่อแสดงอาณาเขต ขรัว เปนคําเรียกบุคคลที่เคารพนับถือ เชน ขรัวยาย ขรัวตา ขรัวพอ (โบราณ) นอกรีต ไมประพฤติตามจารีตประเพณี รีต นาจะกรอนจาก จารีต ประเจียด ผาที่ลงเลขยันต ถือเปนของศักดิ์สิทธิ์ ปองกันอันตราย พัทธสีมา เครื่องแสดงเขตของพระอุโบสถอันเปนที่ทําสังฆกรรมไดตามพระวินัย มณฑล วงรอบ บริเวณ แควน สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย มณฑล คือ สวนหนึ่งของประเทศ มีสมุห- เทศาภิบาลเปนผูดูแลรับผิดชอบมณฑลหนึ่งๆ มักมี 4-5 จังหวัด การแบงประเทศเปนมณฑลๆ ไดเลิกไปหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ยันต รูปซึ่งเขียนลงบนสิ่งตางๆ เชน ผา โลหะ แลวลงอักขระหรือเลข ใชเปนของขลัง รูปฉาย รูปถาย ลับแล ฉากกั้นหรือบังที่ยกยายได โลน หยาบคาย มีความหมายกระเดียดไปทางเรื่องเพศ วิทยาคม เวทมนต ความเกงกลาทางเวทมนต (วิทย + อาคม) วิปสสนาธุระ การปฏิบัติธรรม บําเพ็ญเพียรทางจิต เพื่อใหเกิดปญญาขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา คูกับคันถธุระ ซึ่งหมายถึง การศึกษาคัมภีรทางพระพุทธศาสนาเพื่อความแตกฉานในพระปริยัติธรรม สังฆปาโมกข หัวหนาสงฆ ตําแหนงเจาคณะจังหวัด เสนาบดี ขาราชการใหญ รับผิดชอบสูงสุดในกระทรวง ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย อธิกรณ เหตุ โทษ คดี หรือเรื่องราวการกระทําความผิดของพระภิกษุสงฆ อัจฉริยบุตร คนพิเศษ คนนาอัศจรรย BOBBYtutor Thai Note
59.
เมื่อหัวถึงหมอน ผูแตง : นายตํารา
ณ เมืองใต (นายเปลื้อง ณ นคร) ลักษณะคําประพันธ : รอยแกว ประเภทบทความ จุดประสงคการแตง : เปนบทความจรรโลงใจ (อานแลวสบายใจ) เพื่อใหเปนขอคิดถึงชีวิตและตรึกตรองกอนนอน เนื้อเรื่อง : แบงเปน 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 กลาวถึงประสบการณของผูเขียนในวัยเด็ก ตอนที่ 2 อธิบายความในชวงแรกใหแจมชัดขึ้น ตอนที่ 3 ผูแตงใหขอคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของการนอนวาเปนการตายไปชั่วขณะนั่นเอง ตรงนี้ตองระวัง 1. "เมื่อกราบลาทาน ทานพูดวา "หลานเอย ตาไมมีอะไรจะให แตตาอยากใหหลานจําใสใจวาความสัตยหนึ่ง ความกตัญูรูคุณทานหนึ่ง กับความเมตตาหนึ่ง ใหหลานถือไวเปนประจําแลวไมมีตกยาก" พูดแลวทานทําปากขมุบขมิบ เปาลงในฝามือลูบหัวให ขาพเจากราบรับพร" โวหารตรงนี้คือ เทศนาโวหาร (สั่งสอน) 2. "นอกจากรูสึกขันและพิศวง เมื่อทานจะรับประทานขาว ทานตองปนขาวเปลาเปนกอน ทําปากขมุบขมิบไปพลาง แลวก็ยกชูขึ้น เวลาทานจะออกจากบานทานตองยืนนิ่งที่หัวบันไดครูหนึ่ง แลวคอยๆ ยางลงไปพอถึงขั้นสุดทายทาน ตองกมตัวกาวออมไปทางขวาเสียสองสามกาว แลวจึงเดินตามทางตอไป การกระทําของคนโบราณ เปนความเชื่อที่ทํากันมาตั้งแตสมัยเกากอน ทั้งนี้เพราะเปนการรําลึกถึงพระคุณของ แมโพสพและการขออภัยแมธรณีที่ตองเหยียบลงแผนดิน 3. "แตหัวถึงหมอน หมอนอันออนนุม ที่นอนอันอบอุน ผาขาวสะอาด มุงผาโปรงถึงกระนั้นตาก็มิอาจ หรี่หลับลงได ตั้งแตจักรพรรดิลงมาถึงยาจก ลวนไดรับความทรมานจากมานตาซึ่งไมยอมปด และหัวใจซึ่งไมยอมระงับในเวลา ซึ่งธรรมชาติตองการใหเรานอน" ภาษาที่ใชตรงชวงนี้เปน พรรณนาโวหาร - "ตั้งแตจักรพรรดิลงมาถึงยาจก ลวนไดรับความทรมานจากมานตาซึ่งไมยอมปด" - "หัวใจซึ่งไมยอมระงับในเวลาซึ่งธรรมชาติตองการใหเรานอน" - "หมอนอันออนนุม ที่นอนอันอบอุน ผาขาวสะอาด มุงผาโปรง" 4. "บนผิวโลกกําลังเต็มไปดวยเชื้อสกปรกเหลานี้ ปลิวแทรกซานอขาสูจิตมนุษย เราชําระแตกายไมชําระใจ ฉะนั้น บางคนจึงเปนโรคทางใจงอมแงม มนุษย สังคมและโลกตองสั่นสะเทือน เรารอนอยูดวยโรคอาธรรม" บทความยอหนานี้มีความเดนตรงที่ใชคําเปรียบเทียบ (ไมไดแปลตรงตัว) เชื้อสกปรก = กิเลส ตัณหา ชําระใจ = ใจสงบบริสุทธิ์ โรคทางใจ = ใจที่อาฆาตพยาบาท โลภ โกรธ หลง โรคอาธรรม = โรคทางใจ BOBBYtutor Thai Note
60.
5. "เมื่อหัวถึงหมอนจงระลึกถึงพุทธคุณและบริกรรมแผเมตตาจิต ถาตางคนตางแผความเมตตา
(เพียงแตตั้งใจ เทานั้นก็พอ) ใหผิวโลกพรําดวยละอองแหงเมตตาจิต โลกก็จะประสบสันติสุขโดยแทจริง ในทางตรงขามถาเราปลอย กระแสแหงความแคนเคือง ความริษยาอาฆาตออกไปจากดวงจิต โลกก็จะระงมไปดวยความเรารอน ความเบียดเบียน กันก็ยิ่งแกกลา" โวหารตรงนี้ คือ เทศนาโวหาร (การสั่งสอน) ภาษาที่วิจิตร : "ผิวโลกพรําดวยละอองแหงเมตตาจิต" "โลกก็จะระงมไปดวยความเรารอน" บทความยอหนานี้ กลาวถึงขอดี ขอเสีย 2 ดานเลย 6. "นอน เปนธรรมชาติของสัตวโลกทั้งหลาย การนอนนั้นคือการหลับ จิตใจไมมีสัญญา ไมเห็นไมไดยินอะไร เปรียบเหมือนเปนการตายชั่วคราว" ตรงนี้เปนการอธิบายแบบ (1) "นิยาม" ใหคําจํากัดความ (2) "เปรียบเทียบความเหมือนความตาง" การนิยาม : "การนอนนั้น คือ การหลับ จิตใจไมมีสัญญา ไมเห็น ไมไดยินอะไร" การเปรียบเทียบ : "เปรียบเหมือนความตายชั่วคราว" 7. มีคนมิใชนอยที่พาเอายศศักดิ์ ตําแหนงหนาที่ ความเปนกังวล ความอาฆาตพยาบาท ความระแวง ความกลัว เขาไปในมุงดวย" จุดมุงหมายของผูแตงตอนนี้ คือ ตองการใหพักกายพักใจอยางเต็มที่ ไมใชเวลานอนก็คิดเรื่องราวตางๆ นานา แยกเวลาไมเปนวาเวลาไหนเวลางาน เวลาพักผอน 8. "การนอนนี้ก็เปนปริศนาธรรมประการหนึ่ง คลายๆ จะเตือนวา สัตวโลกทั้งหลายอยาไดลืมความตาย ใครจะมี ยศอํานาจทรัพยศฤงคารปานไหน เมื่อหลับแลวก็เหมือนกันหมด" ปริศนาธรรมเกี่ยวกับการนอน เปนเครื่องบอกถึงเรื่อง มนุษยไมควรทะเยอทะยาน 9. "แตในที่สุดในเวลานอน เราก็ตองเอนตัวลงขนานกับพื้นดินเหมือนกันหมด ธรรมชาติยอมบอกกลาวเราอยู ทุกวันวา หัวของคนนั้นยอมอยูในระดับเดียวกันทั้งสิ้น แมในเวลาตื่น หัวของเราจะแลดูสูงเดน แตในที่สุดก็จะตองลดลง มาอยูในระดับเดียวกับคนทั้งหลาย" การอานจับใจความขอสอบ Ent นักเรียนตองจับความหมายของบทความ คําพูดที่ผูแตงไดกลาวไวใหจงได อยางบทความขอที่ 9 นี้ ความมุงหมายของผูแตงคืออะไรนักเรียนตอบไดไหม คือ เขาตองการจะบอกวาผูดีมีจน คนรวย คนจน สุดทายทุกคนก็เทากัน คือ ความตาย ทุกคนเกิดมาแลวตองตาย BOBBYtutor Thai Note
61.
ทุกขของชาวนาในบทกวี ผูพระราชนิพนธ : สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี ลักษณะคําประพันธ : รอยแกว เนื้อเรื่อง : พระราชนิพนธเรื่องนี้แสดงแนวพระราชดําริเกี่ยวกับบทกวีไทยและบทกวีจีน ซึ่งกลาวถึงชีวิตและความทุกข ยากของชาวนา เนื้อความในพระราชนิพนธตอนแรกแสดงถึงความเขาพระทัยปญหาตางๆ ของชาวนา และยังสะทอนให เห็นพระเมตตาธรรมอันเปยมลมของพระองคที่มีตอชาวนาอีกดวย สวนตอนตอมา ทรงแปลบทกวีจีนของหลี่เซินเปน ภาษาไทย ทําใหเราเห็นภาพชีวิตของชาวนาจีนกับชาวนาไทยวา มิไดแตกตางกันเทาใดนัก สวนที่สําคัญที่สุด ทรงชี้ใหเห็น กลวิธีนําเสนอของกวีทั้งสองที่แตกตางกัน ตรงนี้ตองระวัง "เปบขาวทุกคราวคํา จงสูจําเปนอาจิณ เหงื่อกูที่สูกิน จึงกอเกิดมาเปนคน ขาวนี้นะมีรส ใหชนชิมทุกชั้นชน เบื้องหลังสิทุกขทน และขมขื่นจนเขียวคาว จากแรงมาเปนรวง ระยะทางนั้นเหยียดยาว จากรวงเปนเม็ดพราว ลวนทุกขยากลําเค็ญเข็ญ เหงื่อหยดสักกี่หยาด ทุกหยดหยาดลวนยากเข็ญ ปูดโปนกี่เสนเอ็น จึงแปรรวงมาเปบกิน นํ้าเหงื่อที่เรื่อแดง และนํ้าแรงอันหลั่งริน สายเลือดกูทั้งสิ้น ที่สูซดกําซาบฟน" จิตร ภูมิศักดิ์ 1. ครูอยากทราบคําประพันธทั้ง 5 บท นี้เปนคําประพันธชนิดใด นักเรียนตอบไดไหม 2. คําประพันธ 5 บทนี้ เหมือนจะเปนการลําเลิกทวงบุญคุณ วาทุกคนมีขาวกินไดเพราะความยากลําบากของชาวนา นักเรียนรูสึกไหม 3. ปญหาของชาวนาที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงสรุปมีดังนี้ 3.1 ความชวยเหลือดานปจจัยผลิตยังไมมี 3.2 การพยุงหรือประกันราคายังไมมี 3.3 ชาวนาตางละทิ้งอาชีพเกษตรกรรม ไปอยูในภาคอุตสาหกรรม เพราะรายไดดีกวา สวัสดิการดีกวา 3.4 ชาวนาเปลี่ยนจากปลูกขาวมาปลูกพืชเศรษฐกิจ 3.5 ไมรูจะอุทธรณรองฎีกากับใครเวลามีปญหา 4. ความงามของบทประพันธของจิตร ภูมิศักดิ์ อยูตรงบทที่ 4 มีการเลนสัมผัสอักษร "เหงื่อหยดสักกี่หยาด ทุกหยดหยาดลวนยากเย็น" BOBBYtutor Thai Note
62.
5. คําประพันธบทที่ 1
นํ้าเสียงของผูแตงเหมือนกับมีความกดดัน และอยากตะโกนบอกวาที่พวกเจาอยูได เพราะ หยาดเหงื่อแรงงานของชาวนา เหมือนกับผูแตงเปนชาวนาซะเอง "เปบขาวทุกคราวคํา จงสูจําเปนอาจิณ เหงื่อกูที่สูกิน จึงกอเกิดมาเปนคน" นํ้าเสียงผูแตงแรงมากเลย พอๆ กับบทสุดทาย เหมือนพวกหัวรุนแรง "นํ้าเหงื่อที่เรื่อแดง และนํ้าแรงอันหลั่งริน สายเลือดกูทั้งสิ้น ที่สูซดกําซาบฟน" บทกวีตอไปนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงแปลมาจากบทกวีจีนของหลี่เซิน "หวานขาวในฤดูใบไมผลิ ขาวเมล็ดหนึ่ง จะกลายเปนหมื่นเมล็ดในฤดูใบไมรวง รอบขางไมมีนาที่ไหนทิ้งวาง แตชาวนาก็ยังอดตาย ตอนอาทิตยเที่ยงวัน ชาวนายังพรวนดิน เหงื่อหยดบนดินภายใตตนขาว ใครจะรับรูบางวาในจานใบนั้น ขาวแตละเม็ดคือความยากแคนแสนสาหัส" 6. ความหมายคลายกับของจิตร ภูมิศักดิ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงพระราชนิพนธตรงประโยควา "แตก็แสดงความขัดแยงชัดเจน แมวาในฤดูกาลนั้นภูมิศาสตรจะอํานวยใหพืชพันธุธัญญาหารบริบูรณดี แตผลผลิตไมไดตกเปนประโยชนของผูผลิตเทาที่ควร" แสดงวาชาวนาไทยกับชาวนาจีนก็ไมมีความแตกตางในดานการเปนอยู ตองลําบากเหมือนกัน ไมใชอาชีพ ที่รํ่ารวย 7. เทคนิคการเขียนของกวีทั้ง 2 ทาน หลี่เซิน : บรรยายภาพที่เห็นเหมือนจิตรกรวาดภาพใหคนชม จิตร ภูมิศักดิ์ : ใชวิธีเสมือนกับนําชาวนามาบรรยายเรื่องของตนใหผูอานฟงดวยตนเอง 8. "เวลานี้สภาพบานเมืองก็เปลี่ยนไป ตั้งแตสมัยที่หลีเซินเมื่อพันปกวา สมัยจิตร ภูมิศักดิ์ เมื่อ 30 กวาปที่แลว สมัยที่ ขาพเจาไดเห็นเอง ก็ไมมีอะไรแตกตางกันนัก" ฉะนั้นกอนที่ทุกคนจะหันไปกินอาหารเม็ดเหมือนนักบินอวกาศ เรื่องความทุกข ของชาวนาก็คงยังจะเปนแรงสรางความสะเทือนใจใหแกกวียุคคอมพิวเตอรสืบตอไป บทพระราชนิพนธ ตอนนี้ไพเราะมาก คือ กําลังจะบอกวาชาวนาทุกสมัยก็ลําบากเปนอยูอยางนี้ทุกยุคทุกสมัย ประโยค สุดทายตั้งแต "เรื่องความทุกข ..." เปนการสะทอนใหผูอานไดคิดวา ชาวนาเปนบุคคลที่ตองชวยเหลือพวกเขากันตอไปหรือไม BOBBYtutor Thai Note
63.
พระบรมราโชวาท ผูพระราชนิพนธ : พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว
(รัชกาลที่ 5) ลักษณะคําประพันธ : รอยแกว เชิงเทศนาโวหาร ในรูปพระราชหัตถเลขา ที่มา : ทรงพระราชนิพนธเปนพระราชหัตถเลขา พระราชทานแกพระเจาลูกยาเธอ 4 พระองคใน วโรกาสเสด็จไปทรงศึกษาตอ ณ ประเทศในยุโรป พระโอรสทั้ง 4 พระองค : 1. พระองคเจากิติยากรวรลักษณ ตอมาทรงกรมเปนกรมพระจันทบุรีนฤนาท ทรงเปนตนสกุล "กิติยากร" 2. พระองคเจารพีพัฒนศักดิ์ ตอมาทรงกรมเปนกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ตนสกุล "รพีพัฒน" ทรงเปนพระบิดา แหงกฎหมายไทย 3. พระองคประวิตรวัฒโนดม ตอมาทรงกรมเปนกรมหลวงปราจีณษกิติบดี ตนสกุล "ประวิตร" 4. พระองคเจาจิรประวัติวรเดช ตอมาทรงกรมเปนกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช ตนสกุล "จิรประวัติ" จุดมุงหมายที่ทรงพระราชนิพนธ : เพื่อทรงสั่งสอนพระเจาลูกยาเธอใหปฏิบัติตนใหถูกตองและดีงามขณะที่ทรงศึกษา อยูหางไกล ตรงนี้ตองระวัง 1. ทรงสั่งสอนวา หามถือยศถือศักดิ์วาเปนเจา ดังพระราชนิพนธตอนนี้ : "อยาใหไวยศวาเปนเจา ใหถือเอาบรรดาศักดิ์เสมอลูกผูมีตระกูลในกรุงสยาม คือ อยาใหใชฮิสรอแยลไฮเนสปรินซ นําหนาชื่อ ใหใชแตชื่อเดิมของตัว" ทรงมีเหตุผลจากตอนนี้ : "ถาเปนเจานายแลว ตองรักษายศศักดิ์ในกิจการทั้งปวงที่จะทําทุกอยาง เปนเครื่องลอตาลอหูคนทั้งปวงที่จะให พอใจดูพอใจฟง จะทําอันใดก็ตองระวังตัวไปทุกอยาง ที่สุดจนจะซื้อจายอันใดแพงกวาสามัญ เพราะเขาถือวามั่งมี เปนการเปลืองทรัพยในที่ไมควรจะเปลือง" 2. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาทรงใชพระราชทรัพยสวนพระองค ดังจากความตอนนี้ : "เงินคาที่จะใชสอยในการเลาเรียนกินอยูนุงหมทั้งปวงนั้น จะใชเงินพระคลังขางที่คือเงินที่เปนสวนสิทธิ์ขาด แกตัวพอเอง ไมใชเงินสําหรับจายราชการแผนดิน" ทรงมีเหตุผล ดังความตอไปนี้ : "การซึ่งใชเงินพระคลังขางที่ไมใชเงินแผนดินอยางเชนเคยจายใหเจานาย และบุตรขาราชการไปเลาเรียน แตกอนนั้น เพราะเห็นวาพอมีลูกมากดวยกัน การซึ่งใหมีโอกาสและใหทุนทรัพยซึ่งจะไดเลาเรียนวิชานี้ เปนทรัพยมรดกอันประเสริฐดี กวาทรัพยสินเงินทองอื่นๆ ดวยเปนของติดตัวอยูไดไมมีอันตรายที่จะเสื่อมสูญ ลูกคนใดที่มีสติปญญาเฉลียวฉลาดก็ดี หรือไมมีสติปญญาเฉลียวฉลาดก็ดี ก็จะตองสงออกไปเรียนวิชาทุกคนตลอด โอกาสที่จะเปนไปไดเหมือนหนึ่งไดแบง ทรัพยมรดกใหแกลูกเสมอๆ กันทุกคน ก็ถาจะใชเงินแผนดินสําหรับใหไปเลาเรียนแกผูซึ่งไมมีสติปญญาเฉลียวฉลาด กลับมาไมไดทําราชการคุมกับเงินแผนดินที่ลงไป ก็จะเปนที่ติเตียนของคนบางจําพวกวามีลูกมากเกินไป จนตองใชเงิน แผนดินเปนคาเลาเรียนมากมายเหลือเกิน แลวซํ้าไมเลือกฟนเอาแตที่เฉลียวฉลาดจะไดราชการ คนโงคนเงาก็เอาไป เลาเรียนใหเปลืองเงิน เพราะคาที่เปนลูกของพอ ไมอยากจะใหมีมลทินที่จะพูดติเตียนเกี่ยวกับความปรารถนาซึ่งสงเคราะห แกลูกใหทั่วถึงโดยเที่ยงธรรม จึงมิไดใชเงินแผนดิน เพราะเหตุที่พอไดเอาเงินสวนที่พอไดใชเองนั้นออกใหเลาเรียนดวย เงินรายนี้ไมมีผูหนึ่งผูใดที่จะแทรกแซงวาควรใชอยางนั้น ไมควรใชอยางนั้นไดเลย" BOBBYtutor Thai Note
64.
2.1 พระองคทรงรักพระโอรสเทากันทุกพระองค และพระองคมีพระโอรสมากและรักเทากันทุกพระองค 2.2
ถาสงพระโอรสที่ไมเกงไปศึกษาตอ โดยใชเงินแผนดิน ก็อาจถูกขุนนางและประชาชนนินทาติเตียนเอาได แสดงวาพระองคมีความรอบคอบ เห็นวาอะไรควรอะไรไมควร 2.3 พระองคมีพระโอรสมากถาใชเงินแผนดินก็เปลืองมาก จึงใชพระราชทรัพยสวนพระองคดีกวา 2.4 การใชพระราชทรัพยสวนพระองคใครจะมาวามาพูดอะไรไมได 2.5 พระองคทรงตระหนักถึงวิชาความรูเปนสิ่งสําคัญ จึงแบงใหลูกๆ เทาๆ กันไดมีโอกาสศึกษาเลาเรียนตอ ตางประเทศ 3. พระบรมราโชวาท ตอนตอไปนี้ทรงสั่งสอน เปรียบเทียบรุนแรงมาก แตมิไดใหความหมายแรง แตเปนการ เปรียบเทียบใหเห็นภาพมากกวา ทรงสั่งสอนใหตั้งใจเรียน "ถาจะถือวาเกิดมาเปนเจานายแลวนิ่งๆ อยูจนตลอดชีวิตก็เปนสบาย ดังนั้นจะไมผิดอันใดกับสัตวดิรัจฉาน อยางเลวนัก สัตวดิรัจฉานมันเกิดมากินๆ นอนๆ แลวก็ตาย แตสัตวบางอยางยังมีหนัง มีเขา มีกระดูกเปนประโยชนไดบาง แตถาคนประพฤติอยางเชนสัตวดิรัจฉานแลวจะไมมีประโยชนอันใดยิ่งกวาสัตวดิรัจฉานบางพวกไปอีก เพราะฉะนั้น จงอุตสาหะที่จะเรียนวิชาเขามาเปนกําลังที่จะทําตัวใหดีกวาสัตวดิรัจฉานใหจงได จึงจะนับวาเปนการได สนองคุณพอ ซึ่งไดคิดทํานุบํารุงเพื่อจะใหดีตั้งแตเกิดมา" 4. ทรงสั่งสอนวา ไมใหประพฤติตนเปนคนเกเร โดยอาศัยบารมีพอวาเปนพระเจากรุงสยาม ดังจากความตอนนี้ : "อยาไดถือวาตัวเปนลูกเจาแผนดิน พอมีอํานาจยิ่งใหญอยูในบานเมือง ถึงจะเกะกะไมกลังเกรงคุมเหงผูใด เขาก็คงจะมีความเกรงใจพอ ไมตอสูหรือไมอาจฟองรองวากลาว การซึ่งเชื่อใจดังนั้นเปนการผิดแททีเดียว" ทรงมีเหตุผล ดังจากความตอนนี้ "การที่มีพอเปนเจาแผนดินนั้นจะไมเปนการชวยเหลืออุดหนุนแกไขอันใดไดเลย อีกประการหนึ่ง ชีวิตสังขาร ของมนุษยไมยั่งยืนยืดยาวเหมือนเหล็กเหมือนศิลา ถึงโดยวาจะมีพออยูในขณะหนึ่ง ก็คงจะมีเวลาที่ไมมีไดในขณะหนึ่ง เปนแนแท ถาประพฤติความชั่วเสียในเวลามีพออยูแลว โดยจะปดบังซอนเรนอยูไดดวยอยางใดอยางหนึ่ง เวลาไมมีพอ ความชั่วนั้นคงจะปรากฏเปนโทษติดตัวเหมือนเงาตามหลังอยูไมขาด เพราะฉะนั้นจงเปนคนออนนอม วานอนสอนงาย อยาใหเปนทิฐิมานะไปในทางที่ผิด จงประพฤติตัวหันมาทางที่ชอบที่ถูกอยูเสมอเปนนิจเถิด จงละเวนทางที่ชั่ว ซึ่งไดรูไดเอง แกตัวหรือมีผูตักเตือนแนะนําใหรูแลว อยาใหลวงใหเปนไปเลยเปนอันขาด" ตรงนี้มีความเปรียบแบบอุปมา "เหมือนเหล็กเหมือนศิลา" "เหมือนเงาตามหลังอยูไมขาด" ความตรงนี้เปนการเทศนา (สั่งสอน) 5. ทรงสั่งสอนวา ใหใชเงินอยางประหยัด ดังจากความตอนนี้ : "อยาทําใจโตมือโตสุรุยสุราย โดยถือวาตัวเปนเจานายมั่งมีมาก หรือถือวาพอเปนเจาแผนดินมีเงินทองถมไป" ทรงมีเหตุผลดังจากความตอนนี้ : "สวนเงินที่พอไดหรือลูกไดเพราะพอนั้น ก็เพราะอาศัยพอเปนผูทํานุบํารุงรักษาบานเมือง และราษฎรผูเจาของ ทรัพยนั้น ก็เฉลี่ยเรี่ยไรกันมาใหพอจะไดเปนกําลังที่จะหาความสุขคุมกับคาที่เหน็ดเหนื่อยที่ตองรับราชการในตําแหนงอันสูง คือ เปนผูรักษาความสุขของเขาทั้งปวง เงินนั้นไมควรจะนํามาจําหนายในการที่ไมเปนประโยชน ไมเปนเรื่อง และเปน การไมมีคุณ กลับใหโทษแกตัว ตองใชแตในการจําเปนที่จะตองใช ซึ่งจะเปนการมีคุณประโยชน แกตนและผูอื่นใน ทางชอบธรรม" แสดงวาพระองคทรงรูจักคุณคาของเงิน ซึ่งจริงๆ แลว กษัตริยมีอํานาจมาก เพราะอยูในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย BOBBYtutor Thai Note
65.
6. "เงินทองที่จะใชสอยในคากินอยู นุงหม
หรือใชสอยเบ็ดเสร็จทั้งปวง จงเขม็ดแขม ใชแตเพียงพอที่อนุญาต ใหใช อยาทําใจโตมือโตสุรุยสุราย โดยถือวาตัวเปนเจานายมั่งมีมาก มีพอเปนเจาแผนดินมีเงินทองถมไป" 6.1 มีความหมายตรงกับลักษณะไมพึงประสงคที่กลาวไวในขอความนี้ คือ อีลุยฉุยแฉก 6.2 ขอความดังกลาวมีจุดมุงหมาย สั่งสอน 6.3 ความคิดสําคัญของขอความที่ยกมาคือ การรูจักใชจาย 7. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว จึงมีพระบรมราโชวาทใหพระเจาลูกยาเธอทั้ง 4 พระองค ทรงศึกษาภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ใหแตกฉานเพราะจะใชเปนเครื่องมือในการแสวงหาความรูไดกวางขวาง 8. พระบรมราโชวาทตอนที่สะทอนบทบาทสําคัญที่สุดที่ผูที่เปนบิดามารดา คือ การซึ่งใหโอกาสและใหทุนทรัพย ซึ่งจะไดเลาเรียนวิชานี้เปนทรัพยมรดกอันประเสริฐดีกวาทรัพยสินเงินทองอื่นๆ 9. พระราชประสงคที่แทจริงตามพระบรมราโชวาทนี้ "ใหเขียนหนังสือถึงพอทุกคนอยางนอยเดือนละฉบับ เมื่อเวลายังเขียนหนังสืออังกฤษไมไดก็ใหเขียนมา เปนหนังสือไทย ถาเขียนหนังสืออังกฤษหรือภาษาใดก็ได ใหเขียนภาษาอื่นนั้นมาฉบับหนึ่ง ใหเขียนคําแปลเปนภาษาไทย อีกฉบับหนึ่ง" คือ ใหรูทั้งภาษาไทยและภาษาตางประเทศ 10. ขอความตอไปนี้ แสดงวาผูกลาวตองการสอนในเรื่อง "จึงรูไวเถิดวา ถาเมื่อไดทําความผิดมาเมื่อใด จะไดรับโทษโดยทันที การมีพอเปนพระเจาแผนดินนั้นจะไม เปนการชวยเหลืออุดหนุนแกไขอันใดไดเลย" ตองการสอนไมใหถืออํานาจประพฤติมิชอบ คําอธิบายศัพท บรรดาศักดิ์ ฐานะของขุนนางในอดีต เชน ขุน หลวง พระ พระยา เจาพระยา ซึ่งไดรับพระราชทาน เนื่องจากตําแหนง ผูมีบรรดาศักดิ์จัดวาเปนผูมีตระกูล เบี้ยหวัด ในบทอานนี้ หมายถึง เงินที่พระราชทานเปนงวดๆ ใหแกเจานายหรือผูที่รับราชการสนอง พระเดชพระคุณ หนังสือ หมายถึง วิชาดานภาษา เงินพระคลังขางที่ ทรัพยสินสวนพระองค เงินถุงแดง เงินพระคลังขางที่ มหาดเล็กวิเศษ บุตรขาราชการที่ถวายตัวเปนมหาดเล็ก นายรองหุมแพรมหาดเล็ก ตําแหนงขาราชการสัญญาบัตรขั้นตํ่าสุด ใจโตมือโต ใชเงินสุรุยสุราย ฟุมเฟอย ตนมือ ตอนแรก BOBBYtutor Thai Note
66.
สายใยของธรรมชาติ คือสายใยของชีวิต ผูแตง :
นงพงา สุขวานิช ลักษณะคําประพันธ : สารคดีขนาดสั้น เชิงโนมนาวใจ จุดประสงคการแตง : สงเสริมการอนุรักษธรรมชาติ สิ่งแวดลอม การใหความรู ความเขาใจแกทุกคน เพื่อใหเกิด ความตระหนักถึงผลที่เกิดขึ้น ใหเห็นแนวทางในการชวยใหสามารถมีชีวิตอยูในสภาพแวดลอมที่มนุษยอยูไดอยางปกติสุข ตรงนี้ตองระวัง 1. "นานมาแลวที่ธรรมชาติสรางความอุดมสมบูรณขึ้นไวใหกับแผนดินผืนนี้ ดินทุกๆ ตารางนิ้วตางประกอบขึ้น ดวยธาตุอาหารที่ไดจากความชุมชื้นภายใตรมเงาของปาไม ใบไมแตละใบที่รวงหลนจากลําตนคือระบบเล็กๆ ของธาตุ อาหารที่เกิดขึ้นบนผิวดิน นั่นคือเมื่อใดที่ใบไมรวงหลนถึงพื้นดิน มันก็จะผุพังและเนาเปอยดวยความชุมชื้นและจุลินทรีย เล็กๆ ที่ชวยกันยอยสลายใหใบไมนั้นกลายเปนธาตุอาหารสะสมอยูในดิน และดินก็จะสะสมธาตุอาหารใหตัวเองตลอด เวลาตราบเทาที่มีปาไม มีนํ้าเปนสายใยธรรมชาติเกื้อหนุนกันและกัน" ครูอยากใหนักเรียนหาคําซอนจากบทความขางตน อุดมสมบูรณ ชุมชื้น รมเงา รวงหลน ผุพัง เนาเปอย ยอยสลาย เกื้อหนุน 2. "เมื่อธรรมชาติตางผูกพันกันไวดวยสายใยแหงชีวิตอันละเอียดออน ความอุดมสมบูรณจึงเกิดขึ้นบนพื้นพิภพ ทุกชีวิตที่เกิดขึ้นบนพื้นพิภพ จึงไดรับการโอบอุมไวใหอยูอยางรมเย็นเปนสุขภายใตระบบความสัมพันธอันซับซอนของ ธรรมชาติมานานแสนนาน ยิ่งความสัมพันธมีมากเพียงใดชีวิตยิ่งไดรับความรมเย็นเปนสุขมากขึ้นเพียงนั้น" สํานวนภาษาสารคดีเรื่องนี้มีการใชภาษาที่วิจิตรมาก คลายๆ จะเปนนวนิยาย เชน "ดวยสายใยแหงชีวิตอันละเอียดออน" "ทุกชีวิตที่เกิดขึ้นบนพื้นพิภพ จึงไดรับการโอบอุม" ภาษาแบบนี้เขาเรียกวา ภาษาพรรณนาโวหาร 3. "ปาไมนั่นคือแหลงศูนยรวมความชุมชื้นของโลก เมื่อปาไดลดลง ความชุมชื้นจะคอยๆ สูญสลายไปจากพิภพ ในทํานองเดียวกัน พื้นดินที่ถูกแยกออกจากปาใหเปนทองทุง เกษตรกรรมก็คอยๆ ลดความอุดมสมบูรณของธาตุอาหาร ในดินไป เพราะตองนําไปหลอเลี้ยงพืชพันธุธัญญาหาร จนในที่สุดเหลืออยูเพียงความแหงแลงใหแกโลก" การอานบทความแตละยอหนา นักเรียนตองหาความสัมพันธของประโยคใดที่เปนสาเหตุ-ผลลัพธกันดวย เพราะขอสอบ Ent ชอบถามบอยๆ อยางบทความยอหนานี้ ครูจะชี้ใหเห็นความสัมพันธของประโยคสาเหตุ-ผลลัพธ ดังตัวอยางตอไปนี้ * "เมื่อปาไมลดลง" : สาเหตุ "ความชุมชื้นจะคอยๆ สูญสลายไปจากพิภพ" : ผลลัพธ * "ก็คอยๆ ลดความอุดมสมบูรณของธาตุอาหารในดินไป" : ผลลัพธ "เพราะตองนําไปหลอเลี้ยงพืชพันธุธัญญาหาร" : สาเหตุ BOBBYtutor Thai Note
67.
4. "ในขณะที่ระบบความสัมพันธของปาไม ดิน
และนํ้าถูกรบกวนอยางรุนแรงนั้น ระบบแหงจักรวาลก็ถูกรบกวน จากมนุษยเชนเดียวกัน ตัวการซึ่งรุกลํ้าขึ้นไปทําลายระบบความสัมพันธในจักรวาลนั้น คือ ระบบความเจริญแหงการ พัฒนาทางอุตสาหกรรม ที่เผาพันธุมนุษยไดคิดคนควา เพื่อสรางความยิ่งใหญใหแกโลกนั่นเอง อากาศบริสุทธิ์ ที่ถูกเจือปน ดวยกาซพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม และจากยวดยานพาหนะนี้นําไปสูภาวะการเกิดฝนกรด การทําลายชั้นโอโซน ในบรรยากาศ และการอบความรอนในพิภพไมใหกระจายขึ้นไปสูหวงบรรยากาศได" บทความยอหนานี้เปนการอธิบาย เพื่อทําใหผูอานเขาใจ แตการอธิบายก็มีวิธีการหลากหลายวิธีนักเรียนวา บทความนี้ใชกลวิธีใดอธิบาย 1. นิยาม 2. การอธิบายตามลําดับขั้น 3. เปรียบเทียบความเหมือนความตาง 4. ยกตัวอยางประกอบ 5. การชี้สาเหตุและผลลัพธที่สัมพันธกัน 6. การกลาวซํ้าดวยถอยคําที่แปลกออกไป บทความนี้ เปนการอธิบายโดยชี้สาเหตุผลลัพธที่สัมพันธกัน 5. "หากวันนี้โลกกําลังถูกเปลี่ยนแปลง ธรรมชาติกําลังเสื่อมสลาย ความรมเย็นเปนสุขของชีวิตกําลังเสื่อมสูญ ชีวิตมิอาจอยูไดในทามกลางการแตกสลายของพิภพ ใชภาษาวิจิตร วิลิศมาหรา เปนการใชพรรณนาโวหาร 6. "ในวันนี้จึงมีเพียงมนุษยเทานั้นที่จะสามารถฟนฟูความสมดุลของธรรมชาติใหแกพื้นพิภพ ขอไดโปรดพิทักษ ธรรมชาติไวเพื่อชีวิตอันยั่งยืนนานบนพื้นพิภพนี้" ตรงนี้เปนสาระสําคัญของเรื่องนี้ การชักจูงใจ โนมนาวใจผูอานใหรักษาธรรมชาติ หวงใยสิ่งแวดลอม "โลกสวยดวย มือเรา" BOBBYtutor Thai Note
68.
เก็งแนวขอสอบ ใชขอความตอไปนี้ตอบคําถามขอ 1-2 ก. วนและวิ่งคืนและวันหวั่นและไหว ข.
เกิดแลวกอลอแลวเรนเย็นแลวรอน ค. ไมไดศัพทเซ็งแซดวยแตรสังข ง. ศีรษะออกตลุมปุมเทาตุมไห 1. ขอใดมีเสียงพยัญชนะตนนอยที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 2. ขอใดมีเสียงพยัญชนะตนมากที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 3. ขอความตอไปนี้มีเสียงพยัญชนะตนกี่เสียง "จนรุงแรงแสงหิรัญสุวรรณมาศ ผองโอภาสพรรณรายชายเวหา" 1) 9 เสียง 2) 10 เสียง 3) 11 เสียง 4) 12 เสียง ใชขอความตอไปนี้ตอบคําถามขอ 4-5 ก. เคลิ้มถวิลกลิ่นปรางอบกลางทรวง ข. รอนจะแผดเผาทรายพริบพรายพราง ค. หาดกรวดกวางกลางนํ้าเริ่มครํ่าครวญ ง. เหมือนทุกกอนกรวดทรายยอมคลายกัน 4. ขอใดมีเสียงพยัญชนะตนเดี่ยวมากที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 5. ขอใดมีเสียงพยัญชนะตนควบกลํ้ามากที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 6. ขอความตอไปนี้มีเสียงพยัญชนะประสมกี่เสียง "โปรยประทิ่นกลิ่นผกาสุราลัย เปนคลื่นในเวหาศหยาดยินดี" 1) 1 เสียง 2) 2 เสียง 3) 3 เสียง 4) 4 เสียง พิจารณาคําตอไปนี้ตอบคําถามขอ 7-8 เฒา อยาก ทรวง โซ ทาย ฆอง อยู ทราย หญา ถาน ขาว ทรง ยุง เสื้อ ธรรม ไข ฐาน ศาล 7. จากรายการคําขางตนเสียงพยัญชนะตนเสียงใดมีจํานวนมากที่สุด 1) /ย/ 2) /ซ/ 3) /ท/ 4) /ค/ BOBBYtutor Thai Note
69.
8. จากรายการคําขางตนเสียงพยัญชนะตนเสียงใดมีจํานวนนอยที่สุด 1) /ย/
2) /ซ/ 3) /ท/ 4) /ค/ 9. ขอใดไมมีเสียงสระประสมปนอยู 1) ชีวิตมนุษยนี้ เปลี่ยนแปลง (จริงนอ) 2) ทุกขและสุขพลิกแพลง มากครั้ง 3) โบราณทานจึงแสดง เปนเยี่ยง (อยางนา) 4) ชั่วนับเจ็ดทีทั้ง เจ็ดขางฝายดี 10. ขอใดมีการเลนเสียงคูสระกันทั้ง 2 วรรค 1) ประยงคทรงพวงหอย ระยายอยหอยพวงกรอง 2) เหมือนอุบะนวลละออง เจาแขวนไวใหเรียมชม 3) สุวรรณหงสทรงพูหอย งามชดชอยลอยหลังสินธุ 4) เพียงหงสทรงพรหมินทร ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม 11. ขอใดออกเสียงสั้นทุกพยางค 1) ใจดํา ใจใหม ใจเย็น ใจแคบ 2) ชางเหล็ก ชางปะ ชางแกะ ชางไม 3) นักบิน นักวิ่ง นักเรียน นักเตน 4) นํ้าใจ นํ้ามัน นํ้าสุก นํ้าซุป ใชขอความตอไปนี้ตอบคําถามขอ 12-13 ก. นฤบดีโถมถีบสู ศึกธาร ข. ฟอนฟาดสุงสุมาร มอดมวย ค. สายสินธุซึ่งนองพนานต หายเหือด (แหงแฮ) ง. พระเรงปรีดาดวย เผด็จเสี้ยนเศิกกษัย 12. ขอใดมีเสียงพยัญชนะทายมากที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 13. ขอใดมีเสียงพยัญชนะทายเทากัน 1) ขอ ก-ข-ง 2) ขอ ก-ข-ค 3) ข-ค-ง 4) ขอ ก-ค-ง 14. ขอความตอไปนี้มีเสียงพยัญชนะทายกี่เสียง "แมนเจาครามเคราะหกาจ จงอยายาตรยุทธนา เอาพัสตราสตรี สวมอินทรียสรางเคราะห" 1) 4 เสียง 2) 5 เสียง 3) 6 เสียง 4) 7 เสียง พิจารณาคําตอไปนี้ตอบคําถามขอ 15-16 ครุฑ ภพ พุธ ญาณ นาฏ โชค รูป บวบ กาฬ เมฆ ยีราฟ จรัล สด สาร ลาภ เลข คช บาต อากาศ ดาษ 15. จากรายการคําขางตนเสียงพยัญชนะสะกดเสียงใดมีจํานวนมากที่สุด 1) /ต/ 2) /ป/ 3) /น/ 4) /ก/ BOBBYtutor Thai Note
70.
16. จากรายการคําขางตนเสียงพยัญชนะสะกดเสียงใดมีจํานวนนอยที่สุด 1) /ต/
2) /ป/ 3) /น/ 4) /ก/ 17. คําใดมีทั้งพยางคปดและพยางคเปด 1) นํ้าใจ 2) เสียวัว 3) กําเดา 4) เขาที 18. พยางคสุดทายของคําในขอใดมีลักษณะเปนพยางคปดทุกคํา 1) ขาวสวย แชร มอเตอรไซค เจาสัว เสเพล นํ้าไฟ เชียร 2) อาทิตย จุนเจือ สมุดดํา นายทา ตอนเพล รังสรรค สวนครัว 3) ดวงจันทร มะเดื่อ นํ้าเนา ผาไหว วาเหว แมเบี้ย ปเตอร 4) ตมยํา สอดไส อนุสติ สะระตะ นํ้าไหล นงเยาว เหว 19. ขอใดมีวรรณยุกตครบ 5 เสียง 1) ยังลูกออนก็จะออนแตอาหาร 2) นารําคาญคิดมานํ้าตาไหล 3) ทั้งผัวแสนอนาถเพียงขาดใจ 4) สุดอาลัยแลวก็กอดกันโศกา 20. ขอใดที่ทุกคําออกเสียงวรรณยุกตไมตรงกับรูป 1) เดิน ดวน วิ่ง มัน 2) จับ กิน ปูน ขวาง 3) สูง ทาน นอก รอน 4) งาน นํ้า สุก ลอ 21. เสียงของพยางคในขอใดมีโครงสรางตางกับพยางคอื่น 1) ควํ่า 2) ทราบ 3) ปลํ้า 4) ไพร 22. ขอใดมีโครงสรางของพยางคตางกับขออื่น 1) ลําพูน 2) ขอนแกน 3) ประจวบ 4) เชียงใหม 23. คําในขอใดมีลักษณะโครงสรางพยางคเหมือนกันทุกคํา 1) เปลี่ยน แทรก หวาน ยาว 2) เมื่อ ขรัว เสี่ย เจือ 3) ดรีม ฟลอร พราน ควาย 4) อํ่า ใหญ เขา ตํ่า 24. "เด็กเสเพลตีกลองตอนเพล" คําที่พิมพตัวหนา 2 คํานี้มีเสียงอะไรเหมือนกัน 1) พยัญชนะตน 2) สระ 3) พยัญชนะทาย 4) ตัวสะกด 25. คําในขอใดมีเสียงพยัญชนะตนกับเสียงพยัญชนะทายเปนเสียงเดียวกัน 1) ตรัส 2) ตาด 3) บาป 4) ภพ 26. ขอใดมีเสียงพยัญชนะทายของพยางคที่ 1 เหมือนกับเสียงพยัญชนะตนของพยางคที่ 3 1) กิจกรรม 2) พลโลก 3) ดาษดา 4) กรมหมื่น 27. รูปพยัญชนะที่ทําหนาที่เปนทั้งตัวสะกดและพยัญชนะตนในขอใดที่เปนเสียงเดียวกัน 1) พลความ 2) ภาสกร 3) รูปพรรณ 4) กิจการ 28. ขอใดเปนคําประสมทุกคํา 1) อิ่มใจ เอาใจ จิตใจ ใจดํา ติดใจ 2) แมทัพ แมเหล็ก แมงาน พอแม แมมด 3) ปลาเค็ม นํ้าหวาน รถดวน ที่นอน ของกลาง 4) ผูจัดการ ผูสมัคร ผูราย ผูประกวด ผูคน BOBBYtutor Thai Note
71.
29. ขอใดมีคําประสมที่มีความหมายเชิงอุปมาทุกคํา 1) หัวคะแนน
ตีนแมว ตูเย็น ปากกา 2) หางเสือ หักหนา ฉีกหนา ถือหาง 3) หนามา ชางปูน ที่ดิน นักบิน 4) ปากตลาด เจาะขาว เตาอบ หัวหมุน 30. ขอใดมีคําประสมที่มีโครงสรางเหมือนกับคําวา "โตะกินขาว" ทุกคํา 1) ผาปูโตะ ลวดเย็บกระดาษ ไมตีพริก รถไฟฟา 2) ที่เขี่ยบุหรี่ ที่เปดกระปอง สมุดสะสมแสตมป จานดาวเทียม 3) จานรองแกว ของถวายพระ เครื่องตัดหญา เรือหางยาว 4) หองรับแขก เครื่องซักผา ทางยกระดับ ไมจิ้มฟน 31. คําประสมในขอใดมีโครงสรางเหมือนกันทุกคํา 1) คนขายขนม ชางตัดเสื้อ ยารักษาโรคเอดส หมอกรองนํ้า 2) ถนนวงแหวน โทรศัพทมือถือ โทรศัพทเคลื่อนที่ กระทะไฟฟา 3) กระโดดคํ้าถอ สะพานแขวน เครื่องปรับอากาศ นํ้าอัดลม 4) จดหมายดวน ที่เย็บกระดาษ ประชุมทางไกล ของถวายพระ 32. ขอใดมีคําประสมทุกคําที่ประกอบดวยคํากริยากับคํากริยา 1) ตายดาน ถือดี คิดราย คิดคด 2) จูงใจ ยกราง กินที่ ปดปาก 3) ตบแตง ติดตั้ง เลือกตั้ง ซักซอม 4) บังตา ยกทรง ยอความ พัดลม 33. ขอใดมีคําทุกคําเปนคําซอน 1) เสื่อสาด ทรัพยสิน โงเขลา ขมเหง เซอซา 2) แปดเปอน รื้อถอน เบี่ยงเบน กินแกน ใจแตก 3) แกนสาร นัยนตา สรางสรรค อวนพี นอยใจ 4) ทองคํา พัดวี วางเปลา งอแง คนงาน 34. ขอใดที่ทุกคําเปนคําซอนเพื่อความหมาย 1) หนาตา เจริญรุงเรือง เจ็บปวย ดีเด 2) โกรธแคน ลิดรอน แสวงหา ดื้อดึง 3) ผิดถูก เสื้อผา ดึงดัน เนื้อตัว 4) สูงตํ่า ตมตุน ทิ่มตํา ทอแท 35. ขอใดที่ทุกคําเปนคําซอนเพื่อเสียง 1) คับแคน จิตใจ เฉลิมฉลอง เบิกบาน 2) ขมขู เจือจาง แกวงไกว ปนปาย 3) ขัดขวาง เหี่ยวแหง ลมลุก แจมแจง 4) ชิงชัง จริงจัง เปะปะ โผงผาง 36. ขอใดความหมายของคําซอนอยูที่คําหลังทั้งหมด 1) นํ้าหูนํ้าตา หูตา ติดอกติดใจ 2) ใจคอ ทักทาย เจ็บปวย 3) เสื้อผา ชื่อแซ ขาวของ 4) ซุมเสียง กวาดแกวด กินแกน 37. ขอใดมีคําซอนที่ทุกคําเกิดจากคํา 4 คํา มาซอนกัน 1) ขาวปลาอาหาร เสกสรรคปนแตง อุปถัมภคํ้าจุน 2) ถวยโถโอชาม ลวงแคะแกะเกา ชางมาวัวควาย 3) หมูเห็ดเปดไก เหยียบยํ่าซํ้าเติม ลําบากยากแคน 4) ตมยําทําแกง แตงเสริมเติมตอ วิจิตรพิสดาร 38. ขอใดตอไปนี้ถือวาไมใชคําซํ้า 1) พี่แลแลเครื่องเลนเปนเสียดาย 2) จับศิลาแลเลื่อมเปนลายลาย 3) รอนรอนออนแสงพระสุริยา 4) ถึงบางพูดพูดกันสนั่นหู BOBBYtutor Thai Note
72.
39. ขอใดเปนคําสมาสทุกคํา 1) พลเมือง
บุญญาธิการ เมรุมาศ กรมทา สัจจาธิษฐาน 2) ปรมินทร ราชดําเนิน เคมีภัณฑ กษัตริยาธิราช ราโชบาย 3) มหัศจรรย คุณคา กิจจานุกิจ ทุนทรัพย อุปทวันตราย 4) อเนก จลาจล ภยันตราย ศตพรรษ ปจจุบัน 40. ขอใดเปนคําสมาสแบบกลมกลืนเสียงทุกคํา 1) อุโบสถกรรม อัครราชทูต สุขนาฏกรรม วินาศภัย มงคลฤกษ 2) อุณหภูมิ สุนทรียภาพ สัมปทานบัตร วิสามัญฆาตกรรม ปรมาภิเษก 3) อากาศธาตุ สุพรรณบัฏ ศาสตราจารย โลกทัศน โภชนาการ 4) เวสสันดร วชิราวุธานุสรณ สุโขทัย มไหศวรรย มหรรณพ 41. ขอใดมีคําสมาสซึ่งไมมีการสนธิทุกคํา 1) ปฐมทัศน กุศโลบาย นาเคนทร ปจฉิมยาม มัชฌิมวัย 2) วีรชน เบญจราชกกุธภัณฑ ปรมาจารย รัฐสภา วราราม 3) คริสตกาล กาฬปกษ ครุภัณฑ จิตแพทย ชาติภูมิ 4) ทาสกรรมกร คมนาคม ปรมาภิไธย ภัณฑาคาร สุรนารี 42. คําทุกคําในขอใดที่มีคําสมาสที่ประกอบจากคํา 3 คํา 1) บรรณารักษ พระบรมราโชบาย ทักษิณราชนิเวศน ราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม 2) เบญจราชกกุธภัณฑ มหาพฤฒาราม เอกอัครราชทูต อินทรวิหาร 3) สัมมนาคาร เทพศิรินทราวาส พระปฐมเจดีย โสตทัศนอุปกรณ 4) มหรรณพาราม จิรัฏฐิติกาล ประชากรศาสตร พระพุทธจักร มหาวิทยาลัย 43. ขอใดมีตําแหนงของคําครุ ลหุ ไมเหมือนขอความตอไปนี้ "ราตรีก็แมนมี ขณะดีและรายปน" 1) เหลือที่จะแทนทด จะสนองคุณานันต 2) ราคีบพันพัว สุวคนธกําจร 3) ฟางามอรามแล ระกะดอกกุดั่นหาว 4) ตรากทนระคนทุกข ถนอมเลี้ยงฤรูวาย ใชขอความตอไปนี้ตอบคําถามขอ 44-45 ก. แมนมิไดสมคิดดังจิตปอง ข. หวังเปนเกือกทองรองบาทา ค. จะอาสัญเพราะลูกเหมือนกลาวมา ง. เพราะรักบุตรสุดสวาทแสนทวี 44. ขอใดมีพยางคคําตายมากที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 45. ขอใดมีพยางคคําเปนมากที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. BOBBYtutor Thai Note
73.
46. "ไมทรงเลือกชาติชั้นเผาพันธุไหน อยูปาเขาอยูเมืองไกลอยูฝงสินธุ โปรดใหผูรูพืชและนํ้าดิน
เสริมอาชีพไทยถิ่นใหรูทํา" คําประพันธนี้มีคําเปนกี่คํา (ไมนับคําซํ้ากัน) 1) 20 คํา 2) 21 คํา 3) 22 คํา 4) 23 คํา 47. ขอใดมีคําที่มาจากภาษาบาลีทุกคํา 1) อัคคี อัชฌาสัย สิกขา วัตถุ ปญญา อิทธิ สัจจะ สัตตะ บุปผา อัคนี อัศจรรย 2) ขัตติยะ อัจฉริยะ วิชชา มัชฌิม จักขุ กิตติ สักกะ รุกขทุกข หฤทัย กรีฑา 3) อิตถี หัตถี สัจจะ มนต กัญญา ปจฉิม อิจฉา มัจฉา อัตตา กษัตริย วิทยา 4) หทัย สิริ รังสี ภริยา ปฐม ถาวร ฐาปนา ฐาน จริยา ครุฬ กีฬา นิจ สามี โอฬาร อมตะ 48. ขอใดมีคําที่มาจากภาษาสันสกฤตทุกคํา 1) ภรรยา สถาวร จักษุ กันยา ฤทธิ เอารส ภิกษุ สมัคร บุตร สังกร วิชชุดา 2) ปรัชญา สถาปนา จรรยา นิตย โอฑาร ฤษี ลักษมี จันทรา กริยา สังข ทุกข 3) ประถม สถาน ครุฑ สวามี กีรติ ไวทย จักร นิทรา เนตร องค พยัคฆ 4) สตรี อัธยาศัย อมฤต หัสดี ศิริ ศึกษา สัตย วัสดุ รัศมี มัธยม ไพศาล 49. ขอใดมีคําที่มาจากภาษาตางประเทศทุกคําโดยไมมีคําไทยแทปนเลย 1) โลก มน เดิน วิกล กนก จักร สังเกต รถ ชาติ ยศ มาห เศิก นํ้า 2) กาย ชาม ประหยัด พร เลข นัดดา คช เวท มาตรา เทพ เยียร ศึก มะมวง 3) ยาน ธน เขลา บุญ วิหค รัตนะ ครุฑ อาพาธ ศูทร เดชะ ระฆัง ผี้ว ตะวัน 4) พนา จมูก ประหยัด คุณ เมฆ อนุญาต รัฐ ปรากฏ เพชร บาป ลาภ วัฒนะ ผล ใชขอความตอไปนี้ตอบคําถามขอ 50-51 "นานมาแลวที่ธรรมชาติสรางความอุดมสมบูรณขึ้นไวใหกับผืนแผนดินนี้ ดินทุกๆ ตารางนิ้วตางประกอบขึ้นดวย ธาตุอาหารที่ไดจากความชุมชื้น ภายใตรมเงาของปาไม ใบไมแตละใบที่รวงหลนจากลําตน คือระบบเล็กๆ ของธาตุอาหาร ที่เกิดขึ้นบนผิวดิน นั่นคือ เมื่อใดที่ใบไมรวงหลนถึงพื้นดิน มันก็จะผุพังและเนาเปอยดวยความชุมชื้นและจุลินทรียเล็กๆ ที่ชวยกันยอยสลายใหใบนั้นกลายเปนธาตุอาหารสะสมอยูในดิน และดินก็จะสะสมธาตุอาหารใหตัวเองตลอดเวลา ตราบ เทาที่มีปาไม มีนํ้าเปนสายใยธรรมชาติเกื้อหนุนกันและกัน" 50. จากขอความขางตนมีคําซอนเพื่อความหมายกี่คํา (ไมนับคําซํ้ากัน) 1) 7 คํา 2) 8 คํา 3) 9 คํา 4) 10 คํา 51. จากขอความขางตนมีคําสมาสกี่คํา (ไมนับคําซํ้ากัน) 1) 1 คํา 2) 2 คํา 3) 3 คํา 4) 4 คํา 52. ขอใดใชคําราชาศัพทถูกตอง 1) ประธานาธิบดี บลิน คลินตันเปนอาคันตุกะ ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ 2) ประธานาธิบดี บลิน คลินตันเปนพระอาคันตุกะ ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ 3) ประธานาธิบดี บลิน คลินตันเปนราชอาคันตุกะ ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ 4) ประธานาธิบดี บลิน คลินตันเปนพระราชอาคันตุกะ ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ BOBBYtutor Thai Note
74.
53. ขอใดใชคําราชาศัพทผิด 1) สมเด็จพระนางเจาฯ
พระบรมราชินีนาถทรงถามชาวเขาเผาอีกอ 2) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงระนาด ณ หอประชุมโรงเรียนนายรอยฯ 3) พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ทรงทอดพระเนตรโครงการแกมลิงในพระดําริ 4) พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ทรงพระราชนิพนธ "พระมหาชนก" 54. คําทุกคําในขอใดที่ไมมีความหมายเชิงอุปมาเลย 1) คอสูง คอแข็ง ตาขาว หนาหนา ติดตา 2) เจาะขาว ปากหวาน หัวหมุน ตายดาน ปดปาก 3) หักหนา ไวตัว ฉีกหนา ถือหาง เปนใจ 4) นักเรียน กระถางธูป รถไฟ นํ้าหอม ปลาเค็ม 55. ขอใดใชคําไดถูกตองตามความหมาย 1) ปากกาดามใหมที่คุณแมซื้อใหตองใชอยางทะนุถนอมนะ 2) จักรวรรดิองคแรกของราชวงศถังคือใครคะ 3) วันนี้มีเมฆมากหมอกก็หนา ทัศนวิสัยแยจัง 4) เครื่องยนตนี้สมรรถภาพยังดีอยู 56. ขอใดไมมีคําพองรูปพองเสียง 1) เขาเขียนรายงานดวยปากกาสีแดง ดวยวาปากกาสีนํ้าเงินหายไป 2) เขาชอบกินขาวตมและนํ้าสมในตอนเชา และพี่สาวคนโตของเขาก็ชอบขาวตมเหมือนกัน 3) บานฉันจนแสนจนจนไมมีอะไรจะกินอยูแลว 4) กันมีบานที่เชียงใหม อยากไปเที่ยวไหมกันยินดีเสมอนะพวก 57. ขอใดใชคําที่มีความหมายแคบกวางไดเหมาะสม 1) สมรชอบกินขนมหวานและฝอยทอง 2) สมใจชอบกินผลไมและขนมหวาน 3) ประชาชนและชาวนาตางก็พากันมาชุมนุมหนาทําเนียบ 4) เขาไปเดินซื้อของตางๆ เชน เครื่องใชไฟฟา ทีวี ตูเย็น และเครื่องเรือน 58. ขอใดมีคําที่มีความหมายกวาง 1) เครื่องกรองนํ้าลดราคา 20% 2) เครื่องอบผาลดราคากระหนํ่า 3) เครื่องปรับอากาศไมลดราคา 4) เครื่องเรือนรานนี้ราคาถูก 59. ขอใดใชคําเชื่อมขัดแยงกัน 1) นักรองทุกคนเมื่อบันทึกแผนเสียงเสร็จก็รีบเตรียมงานแสดงทันที 2) คนไทยตองผนึกกําลังสามัคคีและประเทศจะไดมั่นคงเปนปกแผน 3) รีบอาบนํ้าซะนะ เพราะเดี๋ยวดึกไปหนูจะเปนหวัด 4) เธอกินขนมปงก็ไดหรือไมก็กินขาวตม คุณแมทานสั่งมา 60. สํานวนในขอใดตางจากพวก 1) นกสองหัว 2) หมาสองราง 3) สองฝกสองฝาย 4) จับปลาสองมือ BOBBYtutor Thai Note
75.
61. ขอใดใชภาษาไดกระชับกะทัดรัด 1) เปนนิมิตอันดีที่คุณกลับเมืองไทย
2) มติมหาชนสวนใหญไมอยากใหรัฐขึ้นราคานํ้ามัน 3) เขาทําการบานเสร็จกอนเพื่อนๆ 4) คุณครูทําการสอนตั้งแต 6 โมงเชา 62. ขอใดใชสํานวนตางประเทศ 1) นองเขาถูกจับไปเรียกคาไถ 2) สมบูรณถูกตีโดยครูใหญ 3) มันฝรั่งกับมันเทศจะขึ้นราคาสัปดาหหนา 4) ผมคิดวาคุณเหมาะสมแลวครับ 63. ขอใดมีความหมายไมกํากวม 1) "แหม เกงจริงนะ" 2) "คุณแม" 3) "ขนมชั้นนี้ใครหยิบไป" 4) "คุณพอกินขาวเสร็จแลว" 64. ประโยคใดตอไปนี้เปนประโยคที่สมบูรณ 1) ตําแหนงที่แสดงจุดพักในแผนที่บนฝาผนังหองนี้ 2) การสงเสริมใหชาวญี่ปุนเขามาลงทุนดานอสังหาริมทรัพยในประเทศไทย 3) คณะครูและนักเรียนแมจะยอมพักขณะเดินทางไกล 4) การสงสินคาไปขายยังตางประเทศจะชวยลดภาวะการขาดดุลการคา 65. ขอความคูใดมีความหมายเหมือนกัน 1) ใหของเขายืม ใหเขายืมของ 2) เงินเขาขาด เขาขาดเงิน 3) เขาทํามาดี เขาทําดีมา 4) ใหเงินคืน ใหคืนเงิน 66. ภาพพจนในขอใดตางจากพวก 1) ทนตแดงดังแสงทับทิม เพริศพริ้มเพรารับกับขนง 2) ตายระดับทับกันดังฟอนฟาง เลือดนองทองชางเหลวไหล 3) หวังเปนเกือกทองรองบาทา พระผูวงศเทวาอันปรากฏ 4) คอยขืนเคี้ยวขาวคําสักกํามือ พอกลืนครือคอแคนดังขวากคม 67. ขอใดมีภาพพจน 1) ทั้งซุมเสามณฑปกระจกแจม กระจังแซมปลายเสาเปนบัวหงาย 2) พื้นผนังหลังบัวที่ฐานปทม เปนครุฑอัดยืนเหยียบภุชงคขยํา 3) ยังใหมันขามเขาเอาเวียงชัย โออยางไรเหมือนบุรีไมมีชาย 4) แลธุลีกลัดกลุม เกลื่อนเพี้ยงจักรผัน 68. ขอใดมีภาพพจนตางจากขออื่น 1) ดูปราสาทราชวังเปนรังกา ดังปาชาพงชัฏสงัดคน 2) ดังหิ่งหอยจะแขงแสงอาทิตย เห็นผิดระบอบบุราณมา 3) มีเพชรใหญขนาดไขนกพิราบ... ชางเทียมทัดแพรวพราวราวกับไฟ 4) ลมระเริงลูหวิวพลิ้วระลอก สัพยอกยอดไมไปลิ่วลอง 69. ภาพพจนในขอใดที่ไมใชปฏิพากย 1) เกิดแลวกอลอแลวเรนเย็นแลวรอน 2) เสียงนํ้าซึ่งกระซิบสาดปราศจากเสียง 3) ความรูเจามีแนแคหางอึ่ง 4) จักรวาลวุนวายไรสําเนียง BOBBYtutor Thai Note
76.
70. ภาพพจนในขอใดที่ไมใชบุคคลสมมติ 1) หาดกรวดกวางกลางนํ้าเริ่มครํ่าครวญ
2) มโหรีจากราวปามาเรื่อยรี่ 3) จากคูวันเดียวให ทุกขปมปานป 4) พิณพาทยไพรกลอมขับสําหรับดง 71. ภาพพจนในขอใดเปนแบบสัญลักษณ 1) โอลิมปกคราวนี้เมืองจิงโจควาไป 10 เหรียญทอง 2) กลุมเพื่อนๆ พี่มีแตสุนัขจิ้งจอกทั้งนั้น ฉันไมอยากคุยดวย 3) อาชีพนักปากกาอยางพวกเราเงินเดือนนอยจัง 4) ผลัดแผนดินเปลี่ยนราช เยียววิวาทชิงฉัตร 72. "ดุจเหลาพละนา วะเหววากะปตัน นายทายฉงนงัน ทิศทางก็คลางแคลง นายกลประจําจักร จะใชหนักก็นึกแหนง จะรอก็ระแวง จะไมทันธุระการ อึดอัดทุกหนาที่ ทุกขทวีทุกวันวาร เหตุหางบดียาน อันเคยไวนํ้าใจชน ถาจะวาบรรดากิจ ก็ไมผิดณนิยม เรือแลนทะเลลม จะเปรียบตอก็พอกัน ธรรมดามหาสมุทร มีคราวหยุดพายุผัน มีคราวสลาตัน ตั้งระลอกกระฉอกฉาน ผิวพอกําลังเรือ ก็แลนรอดไมราวราน หากกรรมจะบันดาล ก็คงลมทุกลําไป ชาวเรือก็ยอมรู ฉะนี้อยูทุกจิตใจ แตลอยอยูตราบใด ตองจําแกดวยแรงระดม" คําประพันธขางตนใชภาพพจนชนิดใดมากที่สุด 1) อธิพจน 2) อวพจน 3) บุคคลวัต 4) อุปมานิทัศน 73. ภาพพจนในขอใดตอไปนี้ตางจากขออื่น 1) ถวิลทุกขวบคํ่าเชา หยุดไดฉันใด 2) ลูกจักมากับแสงเดือน มาอยูเปนเพื่อน 3) ฉันจนไมมีเงินสักบาท จะมารีดเลือดกับปูผอมๆ อีก 4) แมมีคูชูชิดสนิทนุม เหมือนหอหุมผาทิพยสักสิบผืน BOBBYtutor Thai Note
77.
ใชคําประพันธตอไปนี้ตอบคําถามขอ 74-75 "วาพลางทางชมคณานก โผนผกจับไมอึงมี่ เบญจวรรณกับวัลยชาลี
เหมือนวันพี่ไกลสามสุดามา นางนวลกับนางนวลนอน เหมือนพี่แนบนวลสมรจินตะหรา จากพรากจับจากจํานรรจา เหมือนจากนางสการะวาตี แขกเตาจับเตารางรอง เหมือนรางหองมาหยารัศมี นกแกวจับแกวพาที เหมือนแกวพี่ทั้งสามสั่งความมา ตระเวนไพรรอนรองตระเวนไพร เหมือนเวรใดใหนิราศเสนหา เคาโมงจับโมงอยูเอกา เหมือนพี่นับโมงมาเมื่อไกลนาง คับแคจับแคสันโดษเดี่ยว เหมือนเปลาเปลี่ยวคับใจในไพรกวาง ชมวิหคนกไมไปตามทาง คะนึงนางพลางรีบโยธีฯ" 74. คําประพันธขางบนมีภาพพจนชนิดใดมากที่สุด 1) อุปมา 2) อุปลักษณ 3) อวพจน 4) สัทพจน 75. คําประพันธขางบนนี้มีความงามวรรณศิลปเดนที่สุดดานใด 1) ซํ้าคํา 2) เลนคํา 3) ดุลเสียงและดุลความหมาย 4) เลนเสียงและจังหวะดุจดนตรี 76. ขอความขางลางนี้ ถานํามาจัดวรรคใหมจะไดคําประพันธตามขอใด "ตอนนี้จะซักผานะคะนาสิอยากวนคืนนี้แหละหนูชวนรึจะไมไปดวยกัน" 1) อินทรวิเชียรฉันท 2) กาพยยานี 3) กาพยฉบัง 4) กลอนสุภาพ 77. ขอความขางลางนี้ ถานํามาจัดวรรคใหมจะไดคําประพันธตามขอใด "กองหลังนาคะนาคาสี่เหลาเสนาศาตราอาวุธวาวแสงพวกพลทุกตนคําแหงหาญเหิมฤทธิแรงพรอมเพื่อผจญสงคราม" 1) กาพยยานี 2) กาพยฉบัง 3) กลอนแปด 4) อินทรวิเชียรฉันท 78. ขอความขางลางนี้ ถานํามาจัดวรรคใหมจะไดคําประพันธตามขอใด "องคพระภควันตนั้นไซรประทับแหงใดก็เขาไปถึงที่นั้นครั้นเขาใกลแลวจึ่งพลันถวายอภิวันทแดองคสมเด็จทศพล" 1) กลอนสุภาพ 2) กาพยสุรางคนางค 3) กาพยฉบัง 4) กาพยยานี 79. บาทที่ 1 ของโคลงสี่สุภาพตอไปนี้ ขอใดแตงถูกตองตามผังบังคับ 1) สามารถอาจหามงด วาจา (ตนเฮย) 2) จงจําคําพอสั่ง สอนนา 3) หนึ่งรูบําเรอให ขุนพล 4) ทั้งหลายลวนจัดเจน ไสยศาสตร 80. ขอใดสามารถเติมลงในชองวางใหถูกฉันทลักษณ และมีเนื้อความเปนเอกภาพมากที่สุด "ถึงวากษัตริยทั้งสี่กรุง จะมาชวยรบ .......... เปนศึก .......... กูก็ไมครั่นครามขามใคร จะหักใหเปนภัสมธุลีลง" 1) รา, ไทย 2) รุง, ให 3) พุง, ใหญ 4) พุง, ไป BOBBYtutor Thai Note
78.
81. ขอใดมีการใชสัมผัสตางจากขออื่น 1) ก็ซํ้าแทรกใสแซมตอแตมเติม
จะสงเสริมความสวาดิราชไมตรี 2) เงื้อมตลิ่งงิ้วงามตระหงานยอด ระกะกอดเกะกะกิ่งไสว 3) จะจริงจังจริงใจไมใชเจา มาโลมเลาเลาเลาเฝาออนพี่ 4) ทรงกางเกงสีแดงดังแสงชาด เข็มขัดคาดขึงขําเสื้อดําขลับ 82. จากประคําประพันธตอไปนี้ ขอใดไมมีการใชคํากวีที่หมายถึงนาง 1) ขอใจนุชที่ฉันสุจริตรัก ใหแนนหนักเหมือนพุทธรูปเลขาขํา 2) พลางคะนึงนุชนอย แนงเนื้อนวลสงวน 3) มโหรีจากราวปามาเรื่อยรี่ ราชินีแหงนํ้าคางจะหางหัน 4) นิจจาเอยจากเชยมาไกลโฉม มีแตโทมนัสรํ่าระกําจิต 83. คําประพันธในขอใดตอไปนี้ที่ไมใชลักษณะของนิราศ 1) ถึงสามเสนแจงความตามสําเหนียก เมื่อแรกเรียกสามแสนทั้งกรุงศรี 2) ถวิลทุกขวบคํ่าเชา หยุดไดฉันใด 3) เห็นขาวขาววาวแวมอยูหวางกลาง ใครยลนางก็เห็นนาจะปรานี 4) เห็นฝูงยูงรําฟอน คิดบังอรรอนรํากราย ใชคําประพันธตอไปนี้ตอบคําถามขอ 84-85 ก. รุกขชาติดาษดูระดะปา สกุณาจอแจประจําจับ ดุเหวาแววหวาดไหวฤทัยวับ จะแลกลับหลังเหลียวยิ่งเปลี่ยวใจ ข. ไฟตะเกียงเรียงรอบพระมณฑป กระจางจบจันทรแจมแอรมผา ดอกไมพุมจุดงามอรามตา จับศิลาแลเลื่อมเปนลายลาย ค. คอนทองรองรับกันปกปก นกคุมเปรียวปรื๋อกระพือบิน... หารังเรียกคูอยูกับดิน หยุดกินวิ่งกรากกระตากไป ง. งามทรงวงดั่งวาด งามมารยาทนาดกรกราย งามพริ้มยิ้มแยมพราย งามคําหวานลานใจถวิล 84. จากคําประพันธขางตนขอใดมีสัมผัสอักษรทุกวรรค 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 85. ขอใดมีจินตภาพทั้งเสียงและเคลื่อนไหวเดนที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 86. ขอใดกลวิธีการแตงไมเขาพวก 1) ตางแกลวสรรตัวกลั่นสรรพ แลนโจมทัพไลจับทัน 2) สารตัวกลั่นสรรตัวกลา นาพันลึกนึกพันลาย 3) สารแตหาญสารตัวเหี้ยม เทียมชางมารทานชางหมื่น 4) ตัวกลางชางตางกลอกเชิด เทิดกระบี่ทีกระบวน BOBBYtutor Thai Note
79.
87. ความเปรียบในขอใดตางจากขออื่น 1) สรอยทองยองเยื้องชาย
เหมือนสายสวาทนาดนวยจร 2) นางนวลนวลนารัก ไมนวลพักตรเหมือนทรามสงวน 3) เหมือนอุบะนวลละออง เจาแขวนไวใหเรียมชม 4) แมลงภูคูเคียงวาย เห็นคลายคลายนาเชยชม 88. "วนและวิ่งคืนและวันหวั่นและไหว" "ใจจึงหนายจึงเหนื่อยจึงเมื่อยลา" "เกิดแลวกอลอแลวเรนเย็นแลวรอน" ความงามทางวรรณศิลปของกลอน 3 วรรคนี้ ขอใดมิใชลักษณะเดน 1) จังหวะดุจดนตรี 2) การซํ้าคํา 3) เสียงดุจดนตรี 4) อุดมดวยกวีโวหาร 89. ขอใดใหจินตภาพตางจากขออื่นมากที่สุด 1) เรือสิงหวิ่งเผนโผน โจนตามคลื่นฝนฝาฟอง ดูยิ่งสิงหลําพอง เปนแถวทองลองตามกัน 2) ประจวบจนสุริยนเย็นพยับ ไมไดศัพทเซ็งแซดวยแตรสังข ประนาดฆองกลองประโคมดัง ระฆังหงั่งหงั่งหงางลงครางครึม 3) นกยางเลียบเหยียบปลานขาหยิก เอาปากจิกบินฮือขึ้นเวหา กระทงนอยลอยทวนนาวามา โอปกษาเอยจะลอยถึงไหนไป 4) ตนโศกทอดยอดขวางออกกลางหวย พี่ก็ชวยผูกชิงชาใหอาศัย พวกผูหญิงชิงขึ้นใหชาไกว สนุกใจรองเตือนใหเพื่อนโยน 90. ขอใดมีการเลนสัมผัสภายในวรรคมากที่สุด 1) แลประเทืองเรืองรองทองเนื้อเกา 2) ก็ซํ้าแทรกใสแซมตอแตมเติม 3) ชางชมชื่นชอบแลลวนแตผี 4) จึงดั้นดัดลัดดงตรงมาหา 91. ขอใดมีการเลนสัมผัสพยัญชนะมากที่สุด 1) เข็มขัดคาดขึงขําเสื้อดําขลับ 2) วับวาววาบแววแวมแจมจรัส 3) บุษบงเบิกแบงระบัดบาน 4) ที่นอนหมอนมุงมานก็ไมมี 92. คําประพันธบทนี้ใชคําตายแทนคําเอกกี่คํา "ปญญาคาเปรียบแกว กองเก็จ แมวาเพชรถูกเพชร กะแทกกะทั้น งัดงางมลางเมล็ด มลายรูป เมล็ดหนึ่งอาจถึงสะบั้น สะบัดกลิ้งทิ้งสูญ" 1) 4 คํา 2) 5 คํา 3) 6 คํา 4) 7 คํา BOBBYtutor Thai Note
80.
93. ขอใดไมใชวัจนภาษา 1) มืดมัวชั่วชากวาเกาไป
จะดีรายฉันใดชวยบอกมา 2) ขุนแผนปลอนปอกเหงาดูขาวงอน วางอนลองกินเถิดนองรัก 3) พระแยมเยี่ยมมานทองทัศนา เห็นแตปาพุมไมใบบัง 4) ฝูงคนทั้งแผนดินจะนินทา สิ่งของที่เอามาจงคืนไป 94. ขอใดไมใชวัจนภาษา 1) วาเราเลวเราอยาเหลวทําเลวลง ตองทะนงตอตานทานหยามคํา 2) ตนเตือนตนของตนใหพนผิด ตนเตือนจิตตนไดใครจะเหมือน 3) ถึงชนกชนนีจะชิงชัง ลูกจะวิงวอนงอขอโทษกรณ 4) จงเขียนคัดหัดจําตามคําบอก ความรูศอกจะเปนวาอยาสงสัย 95. ขอใดเปนประโยคความรวม 1) ฉันไมชอบคนลักขโมยขนมของเพื่อน 2) เพื่อนทะเลาะกันกอความเดือดรอนใหครูประจําชั้น 3) คุณพอทํางานหนักทุกวันจนตองเขาโรงพยาบาล 4) นํ้าไหลบาสูตัวเมืองอยางรวดเร็ว แตถนนหนทางไมเสียหายมากนัก 96. ขอใดเปนประโยคความซอน 1) หัวหนาของกลุมโจรพูโลตามหลักฐานในแฟมนักโทษของกรมตํารวจไดหลบหนีออกนอกประเทศ 2) การฝกจิตใหสงบกอนนอนเปนกิจที่ดี 3) ภายในเดือนนี้คณะครูตองทํางานใหเรียบรอยทุกประการ 4) เขาไมมาโรงเรียนเพราะเปนไขหวัดใหญ 97. ขอใดเปนประโยคความเดียว 1) การอานหนังสือมิไดใหประโยชนเฉพาะดานความรูเทานั้น แตยังเปนเครื่องมือสําหรับแสวงหาความรูดวย 2) เขาตอวาฉันกอน ฉันจึงตอบโตเขาบาง แตคนอื่นไดยินเฉพาะคําตอบโตของฉัน คนเหลานั้นจึงหาวาฉันพาล 3) ภาพทองฟาในยามใกลคํ่าฝมือจิตรกรหนุมหนาใหมคนนี้คงจะไดรับรางวัลเปนแน 4) เขาพูดยาวจนคนฟงเบื่อ แตเราก็ทนฟงเขาพูดไปจนจบเพราะเกรงใจประธานในที่ประชุม 98. ขอใดเปนประโยคความเดียว 1) เขาทุมกอนหินกอนโตอยางสุดแรงเกิดเขาไปในพุมไมที่มีขโมยซอนอยู 2) ขาวเธอสอบชิงทุนไปตางประเทศได และเพื่อนๆ ฉลองใหอยางหรูหรา ปรากฏในหนาหนังสือพิมพไทยรัฐ 3) เขาตอวาฉันโดยเขารูเทาไมถึงการณ เพราะเขาอาจไดรับฟงมาจากผูที่ไมชอบฉันวาฉันไดคานายหนา 4) ความเห็นอกเห็นใจกันในยามยากแสดงถึงความเปนมิตรแท 99. "ยุคสมัยที่ความเจริญทางวัตถุมีอํานาจครอบงําทางจิตและวิญญาณของมนุษยอยางแรง" ขอความนี้มีโครงสรางของภาษาตามขอใด 1) กลุมคํา 2) ประโยคความเดียว 3) ประโยคความรวม 4) ประโยคความซอน 100. ขอใดใชคํา "ที่" เปนคําเชื่อมประโยคทั้ง 2 แหง 1) กิจกรรมที่ฉันสนใจคือไปดูนิทรรศการที่ศูนยการคาตางๆ 2) ขณะที่ฉันเดินเพลินๆ ก็ไดพบเพื่อนเกาที่จากกันไปนาน 3) เมื่อเขาไปบานที่ระยอง เขาจึงรูวาบานที่เคยอยูถูกไฟไหม 4) ฉันดีใจมากที่รูวาครูที่ฉันรักไดรับรางวัลครูดีเดน BOBBYtutor Thai Note
81.
เฉลย 1. 1) 2.
4) 3. 2) 4. 4) 5. 3) 6. 3) 7. 2) 8. 4) 9. 2) 10. 3) 11. 4) 12. 4) 13. 2) 14. 2) 15. 1) 16. 4) 17. 4) 18. 4) 19. 4) 20. 3) 21. 2) 22. 3) 23. 4) 24. 2) 25. 2) 26. 4) 27. 3) 28. 3) 29. 2) 30. 4) 31. 1) 32. 3) 33. 1) 34. 3) 35. 4) 36. 1) 37. 2) 38. 4) 39. 4) 40. 4) 41. 3) 42. 4) 43. 4) 44. 4) 45. 2) 46. 4) 47. 4) 48. 4) 49. 4) 50. 2) 51. 2) 52. -) 53. 4) 54. 3) 55. 4) 56. 3) 57. 4) 58. 2) 59. 4) 60. 2) 61. 4) 62. 3) 63. 2) 64. 4) 65. 4) 66. 1) 67. 3) 68. 4) 69. 4) 70. 3) 71. 3) 72. 2) 73. 4) 74. 3) 75. 1) 76. 2) 77. 2) 78. 2) 79. 3) 80. 1) 81. 3) 82. 3) 83. 3) 84. 3) 85. 1) 86. 3) 87. 1) 88. 4) 89. 4) 90. 1) 91. 2) 92. 3) 93. 2) 94. 3) 95. 2) 96. 4) 97. 4) 98. 3) 99. 4) 100. 1) !!!!!!!!!!!!!!!!!!!! BOBBYtutor Thai Note
82.
การวิเคราะหและสังเคราะหประโยค การวิเคราะห คือ การจําแนกแยกรายละเอียด
การวิเคราะหประโยคก็คือ การพิจารณาเนื้อความที่เราอานวาประกอบ ดวยประโยคชนิดใดบาง สวนใดเปนกลุมคํา สวนใดเปนประโยคขยาย การสังเคราะห คือ การสรางประโยคตางๆ ขึ้นใหถูกตองตามหลักไวยากรณ และมีความหมายตรงตามที่เรา ตองการสื่อสาร การแบงหนาที่ของประโยคตามเจตนาของผูสงสาร การแบงประโยคชนิดนี้แบงไดเปน 3 ประเภท คือ 1. ประโยคแจงใหทราบ คือ ประโยคที่ผูพูดใชบอกเลาหรือแจงขอความบางประการใหผูฟงทราบ อาจจะเปน ประโยคสั้นๆ ประกอบดวย ประธาน กริยา หรือเปนประโยคที่ซับซอนก็ได ใหสังเกตวาถาประโยคแจงใหทราบนั้น มีเนื้อความปฏิเสธก็จะมีคําปฏิเสธ เชน มิได มิใช ไม หามิได ปรากฏอยูดวย เชน เรื่องวุนวายเชนนี้ ฉันไมสนใจหรอก 2. ประโยคถามใหตอบ คือ ประโยคที่ผูพูดใชถามขอความบางประการ เพื่อใหผูฟงตอบสิ่งที่ผูพูดอยากรู ประโยค ชนิดนี้มีลักษณะการสรางประโยคคลายประโยคแจงใหทราบ แตจะมีคําแสดงคําถาม หรือคําถามปฏิเสธปรากฏอยูดวย เชน หรือ เมื่อไร อะไร ใคร ที่ไหน อยางไร เชน คุณจะหยุดฟงฉันพูดกอนไดไหม ใครจะไปเที่ยวสงกรานตที่เชียงใหมบาง 3. ประโยคบอกใหทํา คือ ประโยคที่ผูพูดใชเพื่อใหผูฟงกระทําอาการบางอยางตามความตองการของผูพูด การกลาว อาจจะใชวิธีขอรอง ออนวอน เชิญชวน บังคับ หรือสั่งก็ได ลักษณะประโยคบอกใหทํามีขอสังเกตดังนี้ 3.1 ประธานของประโยคตองหมายถึงผูฟงเทานั้น 3.2 ถาประธานเปนคําสรรพนามตองเปนสรรพนามพหูพจนบุรุษที่ 1 เชน เรา หรือสรรพนามบุรุษที่ 2 เชน คุณ ทาน เธอ แก เทานั้น BOBBYtutor Thai Note
83.
3.3 ทายประโยคตองมีคําอนุภาค เชน
ซินะ นา เถอะ สิ ประกอบอยูดวย 3.4 ถาประโยคบอกใหทํามีเนื้อความ หาม หรือปฏิเสธ ตองมี คําวา "อยา" นําหนากริยา ถาประโยคนั้น มีกริยาชวย "ตอง" ก็ตองเติมคําปฏิเสธ "ไม" ประกอบไปดวย เชน อยาเดินไปในทางเปลี่ยว อันตราย คุณตองไมเห็นแกพวกพองมากเกินไป เธอชวยเฝาบานใหดวยนะ ฉันจะออกไปธุระสักครูหนึ่ง โครงสรางของประโยค ประโยคในภาษาไทยแบงไดเปน 3 ชนิด คือ 1. ประโยคความเดียว ไดแก ประโยคที่ประกอบดวยภาคประธาน และภาคแสดง มีกริยาหลักในประโยคเพียงตัวเดียว แตก็อาจมีคําวิเศษณขยายเนื้อความหรือมีคําเชื่อม (บุพบท) เสริมความใหสมบูรณก็ได 2. ประโยคความรวม ไดแก ประโยคความเดียวตั้งแต 2 ประโยคขึ้นไปมารวมกันดวยคําเชื่อม (สันธาน) เพื่อเจตนา ตางๆ กัน คือ 2.1 บอกความขัดแยงกัน สังเกตจากสันธาน แต แต...ก็ แตทวา ถึง... แต...ก็ ฯลฯ 2.2 บอกความคลอยตามกัน สังเกตจากสันธาน และ กับ แลว...จึง ครั้น...ก็ ฯลฯ 2.3 บอกความเลือกเอาอยางใดอยางหนึ่ง สังเกตจากสันธาน หรือ มิฉะนั้น ไมเชนนั้น ฯลฯ 2.4 บอกความเปนเหตุเปนผลกัน (ใหสังเกตวาประโยคเหตุมากอนประโยคผล) สังเกตจากสันธาน เพราะ...จึง ฉะนั้น...จึง ดังนั้น...จึง 3. ประโยคความซอน ไดแก ประโยคที่ประกอบดวยประโยคหลักและประโยคยอย ประโยคยอยในประโยคความซอน นี้มี 3 ชนิด คือ 3.1 ประโยคยอยทําหนาที่คลายนามหรือสรรพนาม (นามานุประโยค) ประโยคชนิดนี้ประโยคหลักสวนใหญ จะไมไดความสมบูรณ ประโยคความซอนที่มีประโยคยอยชนิดนี้มักจะมีกริยาหลัก 2 ตัว แตไมมีคําเชื่อม ในประโยค ความซอนมีคําวา "วา" "ให" ประกอบใหสังเกตดวยก็ได 3.2 ประโยคยอยทําหนาที่ประกอบนามหรือสรรพนาม (คุณานุประโยค) ประโยคชนิดนี้ตองมีคําประพันธ- สรรพนาม ที่ ซึ่ง อัน ทําหนาที่แทนนามหรือสรรพนามในประโยคหลัก 3.3 ประโยคยอยทําหนาที่ประกอบกริยาหรือวิเศษณ (วิเศษณานุประโยค) เปนประโยคที่มีกริยาสําคัญ 2 ตัว อาจมีคําเชื่อม (สันธาน) อยูในประโยคไดแตตองทําหนาที่ขยายกริยาหรือวิเศษณในประโยคหลัก เขาตั้งใจดูหนังสือมาก (ประโยคความเดียว) เขาตั้งใจดูหนังสือมากแตก็ยังเตรียมตัวไมทัน (ประโยคความรวมขัดแยง) ขาววามีการเลื่อนกําหนดสอบเขามหาวิทยาลัยไมจริง (ประโยคความซอนนามานุประโยค) เขาประสบความสําเร็จในชีวิตเพราะความมานะพากเพียร (ประโยคความซอนวิเศษณานุประโยค) BOBBYtutor Thai Note
84.
แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ขอใดแสดงคําเชื่อมประโยคไดดีที่สุด "แสงแดดมีประโยชนยิ่งตอมนุษย ..........
ไดปริมาณมากเกินไป ก็พบวาเปนโทษไดเชนกัน .......... แสงแดด ประกอบดวยรังสีหลายชนิด รวมชนิดที่กอใหเกิดโทษได และชนิดกอใหเกิดโทษนี้เปนแสงที่เราไมสามารถมองเห็น ไดดวยตาเปลา ........... รูจักกันดี มีชื่อเรียกวาแสงอัลตราไวโอเลต" 1) แตถา แต เพราะ 2) แตถา เพราะ แต 3) แต แตถา เพราะ 4) แต เพราะ แตถา 2. "ที่พิพิธภัณฑแหงนี้จัดการแสดงจะแบงเปนหองๆ" คําที่พิมพตัวหนาเปนคําในหมวดใด 1) นาม 2) สรรพนาม 3) บุพบท 4) สันธาน 3. คําวา "แต" ในขอใดเปนคําสันธาน 1) บานหลังนี้เกาแตสะอาดเรียบรอยจริงๆ 2) คุณศักดาเขานอนแตหัวคํ่าเปนปกติ 3) เจานายฉันตองการแตลูกนองฉลาดๆ เทานั้น 4) คุณพอกินแตผลไมและผักสดเสมอ 4. ขอใดควรมีสันธาน "แต" ชวย 1) ถึงเขาจะมีฐานะดีขึ้นเขาก็ยังประพฤติตัวเหมือนเดิม 2) ถึงฉันยากจนฉันก็ยังไมตองเบียดเบียนใคร 3) ถึงเธอจะถูกตัดจากกองมรดกเธอก็ยังมีเงินลนเหลือ 4) ถึงเขาไมสบายเขาก็ยังสงลูกเมียไปแทน 5. คําที่พิมพตัวหนาในขอใดที่ทําหนาที่ตางกัน 1) ผาที่ตกมาเที่ยวนี้รับรองไมมีตก 2) ทีคุณจะไปละก็ฉันไมเคยวาสักที 3) คนที่รักดียอมเปนคนดี 4) เด็กๆ พากันมาบริจาคเงินกันคนละ 2-3 บาท 6. "คนไทยสวนใหญมักจะบริโภคคาเฟอีนโดยไมรูตัว .......... ไมทราบวามีคาเฟอีนในชา กาแฟ นํ้าอัดลมประเภทโคลา และยาแกปวด" 1) เนื่องจาก 2) อยางที่ 3) ทั้งนี้ 4) ดวยเหตุ 7. "รัฐบาลพยายามที่จะใหประชาชนเรียนรูและใชภาษาไทย .......... ใหสํานึกวาภาษาไทยคือภาษาประจําชาติ .......... พลเมืองไทยทุกคนจะตองใชใหถูกตอง .......... ทัดเทียมกัน" 1) และ ซึ่ง โดย 2) ที่ อัน และ 3) โดย ที่ และ 4) ซึ่ง และ โดย 8. คําวา อะไร ในขอใดเปนคําถาม 1) แอวคงกินอะไรมาเรียบรอยแลวนะ 2) แอวทําอะไรอยูตอนที่ฉันมาเรียกนะ 3) แอวไมตองการอะไรจากคุณหรอก 4) แอวเห็นเขาขับรถสีอะไรตุนๆ หนอย BOBBYtutor Thai Note
85.
9. คุณแม "หนูตองทําไมวันนี้หนูจึงไมไปโรงเรียน"
(1) หนูตอง "หนูหาโบผูกคอเสื้อไมเจอคะคุณแม" (2) คุณแม "คิดจะไมไปโรงเรียนใชไหมละ (3) ก็เมื่อกี้แมเห็นเอาไปซุกไวในตูเสื้อผาไมใชหรือ (4) คราวหนาหนูอยาใชวิธีนี้กับแมอีกนะ (5) แมไมชอบ" (6) หนูตอง "คราวหนาหนูจะหาวิธีใหมคะ" (7) ประโยค 7 ประโยคนี้ เปนประโยคแสดงเจตนาแจงใหทราบกี่ประโยค 1) 2 2) 3 3) 4 4) 5 10. ขอใดสื่อความหมายตางจากขออื่น 1) เด็กขายของที่รานพบนองสาวของเขาโดยบังเอิญเมื่อวานนี้ 2) เมื่อวานนี้เด็กขายของพบนองสาวของเขาที่รานโดยบังเอิญ 3) โดยบังเอิญเมื่อวานนี้เด็กขายของพบนองสาวของเขาที่ราน 4) ที่รานเด็กขายของพบนองสาวของเขาเมื่อวานนี้โดยบังเอิญ 11. ขอใดไมใชประโยคสมบูรณ 1) หยาดนํ้าคางพรางพรมเมื่อวันฉํ่าดาว ใหเหน็บหนาวนํ้าตารวงพรู 2) หากตราบใดสายนทียังรี่ไหล สูมหาชลาลัยกระแสสินธุ 3) โดยบังเอิญเมื่อวานนี้เด็กขายของพบนองสาวของเขาที่ราน 4) ที่รานเด็กขายของพบนองสาวของเขาเมื่อวานนี้โดยบังเอิญ 12. ขอใดที่บงบอกความหมายวา "ฉัน" เปนผูถูกกระทํา 1) จะใหอะไรฉันทํา 2) จะใหฉันทําอะไร 3) จะใหทําอะไรฉัน 4) อะไรจะใหฉันทํา 13. ขอใดไมเปนประโยคเปนแตเพียงวลี 1) นํ้าตก 2) นํ้าจิ้ม 3) นํ้าเนา 4) นํ้าแข็ง 14. ประโยคในขอใดที่ตัวแสดงไมมีกรรม 1) บทเรียนอันโหดรายที่ธรรมชาติไดประกาศเตือนครั้งนี้ทําใหเกิดการเคลื่อนไหวตอสูเพื่อพิทักษปาไมของประชาชน 2) ทหารที่โรงเรียนทหารราบที่คายทหารเดอมาโย อันเปนคายยุทธศาสตรใกลกรุงบัวโนสไอเรส ไดเขายึดตัวโรงเรียนไว 3) รถโวลกาสีเหลืองและสีดํา 2 คัน นําคณะของพวกเราทองราตรีที่เงียบสงบในเวียงจันทน 4) โครงการตางๆ ที่มุงจะอนุรักษปาไมอยางเปนระบบตามที่ปรากฏในวารสารเศรษฐกิจฯ เลมลาสุดนาสนใจ เปนอยางมาก 15. ประโยคในขอใดแสดงถึงอดีตกาล 1) ใครอยูตรงนั้นมาชวยยกเกาอี้หนอย 2) ดูซี่ เขาเดินมาโนนแลวไง 3) ฉันชอบเดินเลนหลังจากกินขาวแลวทุกวัน 4) ตอนฝนตกฉันกําลังกินขาวอยู 16. ประโยคในขอใดมีเจตนาถามใหตอบ 1) ทําไมเขาจึงเกงนักนะหรือใครๆ ก็อยากรู 2) ฉันก็อยากรูจริงๆ นะวาทําไมเขาจึงเกงนัก 3) ออ เขาเกงมานานแลวจะใครละที่อยากรู 4) ไปถามเขาดูซี่ทําไมเขาจึงเกงมากนักฮึ BOBBYtutor Thai Note
86.
17. ประโยคในขอใดแสดงเจตนาตางจากขออื่น 1) เธอทํางานไดถูกตองนี่นะ
2) เธอควรทํางานใหถูกตองนะ 3) เธออยาทํางานผิดๆ อีกนะ 4) เธอทํางานอยาใหผิดอีกนะ 18. ขอความใดที่ประกอบดวยประโยคความซอน และประโยคความรวมเรียงตามลําดับ 1) พี่อัสนีบอกพี่วสันตใหตามหาฟกทองที่หายไป พี่วสันตชวยตามหาอยางรีบเรง แตก็ยังไมพบ 2) คุณบานชื่นสงสารคนชราที่บาน "โรยไมรูบาน" มาก ทุกวันอาทิตยเธอจะชวนคุณบานไมรูโรย ลูกสาวไปเยี่ยม และสอนการฝมือใหดวย 3) สาวดาวกําลังจะไปซื้อดอยที่เธอหมายตาไวที่เชียงใหม สวนสาวดอยกลับไมมีสิทธิ์สอยดาวอันสุกใสดวงนั้นเลย 4) สุธีปรารภกับเพื่อนเขาวา เขาอยากชื่อสุธีสามสี่ชาติ เพื่อนเขาสนับสนุนวาเปนความคิดที่เขาที 19. ประโยคในขอใดมีลักษณะเปนประโยคความรวม 1) บานไรกังวลที่ จ.นครราชสีมาคือบานอัตภาพของพลเอกเปรม 2) เลือดของผูที่มาบริจาคอยางมากมายนั้นไดตรวจสอบดูเชื้อเอดสกันแลวหรือยัง 3) ปจจุบันนี้นํ้าปลาที่ผลิตในประเทศไทยถึง 80% ไมไดมาตรฐานตามที่คณะกรรมการอาหารฯ กําหนด 4) ถึงคุณมีที่ดินเพียงไมกี่สิบตารางวาในปจจุบันนี้ก็สามารถปลูกมะละกอพันธุเนื้อดีนารับประทานได 20. ขอใดเปนประโยคความรวม 1) มหาวิทยาลัยเชียงใหมจัดประชุมสัมมนาวิชาการเมื่อสัปดาหกอน 2) ถาคิดในดานเนื้อปุยแลว ปุยหมักมีตํ่ากวาปุยเคมี 3) มหาวิทยาลัยเชียงใหมไดจัดทําโครงการเพื่อเกษตรกรรมแผนใหมแลว 4) ผูอํานวยการกองบริการการศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหมไดเชิญประชุมผูบริหารโรงเรียนที่เปนสนามสอบ เฉลย 1. 2) 2. 3) 3. 1) 4. 2) 5. 4) 6. 1) 7. 3) 8. 2) 9. 3) 10. 1) 11. 2) 12. 3) 13. 2) 14. 4) 15. 4) 16. 3) 17. 1) 18. 1) 19. 4) 20. 2) BOBBYtutor Thai Note
87.
วัฒนธรรมกับภาษา วัฒนธรรม วัฒนธรรม คือ สิ่งที่มนุษยทําใหเกิดขึ้นเพื่อประโยชนของสังคมของตน
เพื่อระบบการดําเนินชีวิต วัฒนธรรมนี้ ครอบคลุมไปถึง ศิลปะ ประเพณี สถาบัน และคานิยมดวย มนุษยกับวัฒนธรรม วัฒนธรรมของมนุษยแสดงใหเห็นในรูปสถาบันตางๆ คือ สถาบันการปกครอง สถาบันการสืบสกุล สถาบันศาล- สถิตยุติธรรม สถาบันศาสนา วัฒนธรรมของมนุษยนี้ผิดแผกกันไปขึ้นอยูกับสาเหตุดังตอไปนี้ 1. ภูมิอากาศที่แตกตางกัน 2. มนุษยอาศัยอยูตามที่ตั้งที่แตกตางกัน เชน กลุมชนที่อยูริมนํ้ามีประเพณีการแขงเรือ 3. ที่อยูอาศัยมีความอุดมสมบูรณและความแรนแคนตางกัน 4. กลุมชนที่อยูแวดลอม เชน ถาไปตั้งที่อยูอาศัยอยูในบริเวณกลุมชนที่มีอํานาจก็ตองคอยระมัดระวังตน และ ถาสังคมใดมีนักปราชญ หรือประมุขกลุมชนที่อํานาจและความเฉลียวฉลาดมากก็ทําใหกลุมชนนั้นเจริญรุงเรือง เอกลักษณของชาติไทย เอกลักษณ คือ สิ่งที่ทําใหเห็นวา บุคคลคนหนึ่งเปนตัวบุคคลนั้นมิใชบุคคลอื่น เอกลักษณของชาติไทยมีหลายประการ เชน 1. ความไมหวงแหนสิทธิ 2. เสรีภาพทางศาสนา 3. ความรักสงบ 4. ความพอใจประนีประนอม 5. การไมแบงชั้นวรรณะ คนไทยและวัฒนธรรมไทย คนไทย คือ คนที่ถือสัญชาติไทย คนที่จะรวมทุกขรวมสุขกับคนไทยทั่วไป จงรักภักดีตอสถาบันตางๆ ในวัฒนธรรมไทย ใชภาษาไทย และเห็นความสําคัญของภาษาไทยในฐานะที่เปนภาษาประจําชาติ เนื่องจากคนไทยเปนชาติที่เปลี่ยนแปลงที่ตั้ง และสภาพแวดลอมบอยตามหลักฐานในประวัติศาสตร ทั้งศาสนา ประจําชาติของไทยก็คือพุทธศาสนา ซึ่งเปนศาสนาที่ไมเขมงวดในเรื่องพิธีกรรม ทําใหวัฒนธรรมของไทยอยูในลักษณะ ที่ปรับตัวงาย ไมมีการยึดเหนี่ยวเรื่องใดเรื่องหนึ่งเหนียวแนนนัก BOBBYtutor Thai Note
88.
ภาพสะทอนวัฒนธรรมจากภาษาไทย 1. ภาษาไทยมีคาที่ใชเรียกขานบุคคลในครอบครัวที่ลดหลั่นกัน เชน
ทวด ปู ยา ปา ลุง นา 2. คําแตเดิมในภาษาไทยมักเปนคําที่ใชสนทนากันในหมูครอบครัว เพื่อนฝูง ถาใชภาษาทางการ เขามักจะนําคํา มาจากภาษาอื่น เชน บาลี สันสกฤต เขมร เปนตน 3. ภาษาไทยมีคําวิเศษณบอกรส เชน ชืด ปรา เปรี้ยว หวาน 4. ภาษาไทยมีคําที่ใชมีความหมายเฉพาะครบถวน จึงไมคอยมีคําที่จะเรียกครอบคลุมดังเชนภาษาทางตะวันตก 5. ภาษาไทยมีภาษามาตรฐาน (ภาษากรุงเทพฯ) เปนภาษาที่ใชติดตอสื่อสารกันในราชการและธุรกิจ 6. ภาษาชวยสืบทอดวัฒนธรรม เพราะการจดบันทึกทําใหรูเรื่องราวความเปนไปของบรรพบุรุษ 7. ภาษาไทยนิยมใชคําใหมีสัมผัสคลองจองกัน ไมวาจะเปนชื่อบุคคล สถานที่ หรือ ภาษิต และโดยเฉพาะอยางยิ่ง บทรอยกรอง แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ประเพณีอินเดียขอใดที่เขากันไดกับวัฒนธรรมไทย 1) ออกบวชเมื่อวัยชรา 2) นักบวชนิยมบําเพ็ญตบะ ณ ฝงแมนํ้า 3) เมื่อมีแขกมาถึงบานตองตอนรับขับสูอยางดี 4) หญิงไมปลดเปลื้องผาคลุมหนาตอหนาชายในที่สาธารณะ 2. "โสนริมนํ้าก็ชํ้ากลีบเฉา สะแกตนเกาก็แตกกิ่งกอ กระพือลมกราวจะหนาวแลวหนอ จะหวิวขลุยคลอประเลงเพลงรัก กระเดื่องไมขอนกระดอนตําขาว เขยงเก็งกาวกระตึกตึกตัก เพราะแรงสาวเหยียบขยับเยื้องยัก สะเทิ้นคําทักสิหนักใจเรา" บทประพันธนี้แสดงใหเห็นสิ่งใด 1) ธรรมชาติกับชุมชน 2) ลักษณะสังคมชนบท 3) วัฒนธรรมชุมชนเกษตร 4) กิจกรรมรับลมหนาวของสาวๆ หนุมๆ 3. ขอความตอไปนี้แสดงใหเห็นลักษณะของภาษาตามขอใด "คนไทยเหนือใชคําวา "อู" คนไทยอิสานใชคําวา "เวา" คนไทยใตใชคําวา "แหลง" ในความหมายเดียวกับคําวา "พูด" ในภาษาไทยกลาง" 1) ภาษามีระดับตางกัน 2) ภาษามีการเปลี่ยนแปลง 3) ภาษาสะทอนวัฒนธรรมทองถิ่น 4) ภาษาเปนไปตามกําหนดของกลุมชน 4. ขอใดที่เมื่อนํามาเติมในชองวางที่เวนไวจะทําใหเห็นวาคําประพันธที่กําหนดให มีลักษณะพิเศษ "หวานที่ใหไยอาบฉาบยาพิษ พิษชําแรกแทรกฤทธิ์เกินรักษา สาแกใจที่พะวงหลงรักมา ..........รูวาพิษรายก็สายเกิน" 1) กวา 2) มา 3) เมื่อ 4) พอ BOBBYtutor Thai Note
89.
5. ทุกขอที่กําหนดใหเปนคําตอบสามารถนํามาเติมในชองวางไดทั้งสิ้น แตจงเลือกขอที่มีความประณีตที่สุดในการเลือก ใชคํา "ถาชีวิตคิดพะวงหลงประโยชน
มัวเฉาโฉด (ก) ซึ่งทับถม ถึงเคยเขียนเพียรผานการอบรม หลงชื่นชม (ข) เทานั้นเอง" 1) (ก) ทําตัว (ข) คิดเอา 2) (ก) ปลอยตัว (ข) โฉดเขลา 3) (ก) เกลือกตัว (ข) โงเขลา 4) (ก) เกลือกกลั้ว (ข) โงเงา 6. ทุกขอที่กําหนดใหเปนคําตอบ สามารถนํามาเติมในชองวางไดทั้งสิ้น แตจงเลือกคําตอบที่เมื่อเติมแลวจะเห็น ลักษณะพิเศษของคําประพันธที่กําหนดให "ยามยากคนคนความมาหยามเยย เยยหยามเปรยเปรียบยํ้าคําทับถม ถมทับใหไหวหวามยามระทม .......... ขื่นขมจนตรมใจ" 1) รักระทม 2) ยามระทม 3) ระทมยาม 4) ตรมสะอื้น 7. ทุกขอที่กําหนดใหเปนคําตอบสามารถนํามาเติมในชองวางไดทั้งสิ้น แตจงเลือกคําตอบที่เมื่อเติมแลวจะเห็นสัมผัส อักษรที่ประณีตที่สุด "โลกยังมีที่หวังรังรองแสง ทุกทุกแหงแลลวนชวนสุขสันต ยิ้มตอยิ้มพิมพภาพอาบสัมพันธ ทุกทุกวัน ........... ดวยนํ้าใจ" 1) เลิศลํ้า 2) ดื่มดํ่า 3) ชื่นฉํ่า 4) สดสวย 8. ขอใดที่เมื่อนํามาเติมในชองวางที่เวนไวจะทําใหเห็นวา คําประพันธที่กําหนดให มีลักษณะพิเศษ "เมื่อไมรักอยารักอยารักฉัน ไมมีวันสักวัน ........... หวั่นไหว เมื่อไมรักอยารักรักทําไม รักใหใจหมองใจใจระทม" 1) ที่ 2) จะ 3) ฉัน 4) วัน 9. "ภาษาไทยทําใหคนไทยไมวาจะอยูแหงหนใดรูตัววาเปนคนไทย เพราะมีภาษาไทยเปนเอกลักษณรวมกัน ภาษาจะ สะทอนถึงความเปนชาติเดียวกัน มีแผนดินอันหึงหวงแหนที่เดียวกัน มีความเปนมาทางประวัติศาสตรอันยาวนาน รวมกันและนับไดวาภาษามีความหมายแทนคําวาชาติไทยหรือคนไทย" ขอความใดที่สรุปใจความขางตนไดดีที่สุด 1) ความเปนคนชาติเดียวกันดูไดจากภาษา 2) ภาษาไทยเปนเครื่องหมายบอกความเปนไทย 3) ภาษามีความหมายแทนคําวาชาติไทยหรือคนไทย 4) เอกลักษณรวมกันของคนไทยอยางหนึ่งคือภาษา 10. ขอใดเปนประโยชนที่สําคัญที่สุดของภาษามาตรฐาน 1) แสดงเอกลักษณของชาติ 2) สะทอนวัฒนธรรมของชาติ 3) สืบทอดวัฒนธรรมของชาติ 4) ชวยใหคนทั้งชาติเขาใจตรงกัน เฉลย 1. 3) 2. 2) 3. 4) 4. 2) 5. 3) 6. 3) 7. 4) 8. 4) 9. 2) 10. 4) BOBBYtutor Thai Note
90.
คุณธรรมและมารยาทในการสื่อสาร คุณธรรม คือ ความดีงามอันมีอยูในตัวบุคคล
เกิดจากการปลูกฝง การไดอาน ไดยินหรือไดเห็นพฤติกรรมที่แสดง คุณธรรมของบุคคลที่เคารพรัก คือ พูดดี กระทําดี คิดดี คุณธรรมที่สําคัญที่สุดในการธํารงสังคมก็คือ การถือวาจาสัตย มารยาทในการสื่อสารใหสัมฤทธิ์ผลนั้น นอกจากจะขึ้นอยูกับระดับของการสื่อสารระหวางมนุษยในสังคมแลวยัง เกี่ยวของกับวัฒนธรรมและคุณธรรมในการสื่อสารดวย 1. การสื่อสารในครอบครัว ถึงแมจะใชภาษากันเอง เพราะความใกลชิดของบุคคลในครอบครัว แตผูสงสาร ก็ควรคํานึงถึงการใชคําพูดใหเหมาะสม กับวัย ความรู และประสบการณของบุคคลในครอบครัวดวย ตองสื่อสารใหเกิด ความเขาใจแจมแจงและตองระวังมารยาทดวย เชน ไมตะโกนพูด เปนตน 2. การสื่อสารในโรงเรียน การสื่อสารประเภทนี้ผูรับสาร เปนบุคคลหลายระดับ ควรคํานึงถึงความสุภาพเปนสําคัญ 3. การสื่อสารในที่สาธารณะ เปนการสื่อสารที่ตองคํานึงถึงมารยาทตามวัฒนธรรมของสังคมอยางมาก เพราะผูรับสาร มีหลายระดับ หลายวัย หลายฐานะ และหลายอาชีพ 4. การสื่อสารในสังคมโดยทั่วไป 4.1 การปฏิสันถาร เดิมคนไทยไมมีคําทักทายเปนพิธีการ มักจะทักทายกันตามโอกาส เชน ไปไหนมา ตอมา พระยาอุปกิตศิลปสาร กําหนดคําใหคนไทยทักทายกันเชนเดียวกับชาวตะวันตก เปนคําที่ใชไดกลางๆ ไปกําหนดหรือ จํากัดเวลา คือ คําวา "สวัสดี" 4.2 การแสดงความยินดีและการแสดงความเสียใจ ก. การแสดงความยินดี อยาแสดงความยินดีจนเกินจําเปน จนกลายเปนประจบประแจง ข. การแสดงความเสียใจ ควรระวังวาจาอยาพูดพลอยๆ หรือแสดงภูมิรูซึ่งบางทีก็ไมแนนักวา จะถูกตอง ควรพูด ไปในทางใหกําลังใจ ไมใหสะเทือนใจผูฟง แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. คําพูดในขอใดเหมาะสมที่สุดเมื่อไปเยี่ยมผูปวย 1) หนูวาคุณปายังไมดีขึ้น แตไมตองตกใจ จะปรึกษาคุณหมอดูคะ 2) ดูคุณปาแข็งแรงขึ้นมาก อีก 2-3 วันคงกลับบานได 3) หมอจะผาตัดหรือคะ คุณปาคงแย ยิ่งกลัวๆ อยู 4) คุณปาตองพยายามกินมากๆ จะไดหายเร็วๆ นะคะ 2. เมื่อเพื่อนสอบแขงขันไดรับการคัดเลือกไปดูงานตางประเทศ จะกลาวอยางไร จึงจะรูสึกวาทานยินดีกับความสําเร็จนั้น ดวยใจจริง 1) แมจะไมใชตัวเก็ง แตเธอก็ยอดมากเลย 2) ฉันวาแลวเชียวยังไงๆเธอก็ตองได เยี่ยมจริงๆเลยเพื่อน 3) ฉันวาแลวพอเขาไมไป เธอตองได ก็ไดจริงๆ 4) เธอนี่มามืดจริงๆ มาแซงทางโคงวิ่งเขาปายเลยนะ BOBBYtutor Thai Note
91.
3. เมื่อเพื่อนรวมงานไดเลื่อนขั้นเงินเดือน เพราะทําความดีความชอบเปนพิเศษ
จะกลาวแสดงความยินดีอยางไร ผูฟง จึงจะรูสึกวาผูพูดไมมีอคติ 1) ยินดีดวยนะ คนเกงก็อยางนี้แหละ โชคดีเสมอ 2) ยินดีดวยนะ เมื่อไหรคุณจะเลี้ยงละ 3) ยินดีดวยนะ คุณนี่กาวเร็วเกินคาด 4) ยินดีดวยนะ คนที่เจานายรักก็อยางงี้แหละ 4. ขอใดใชภาษาพูดไดเหมาะสมและนาเปนที่พอใจที่สุด พยาบาลไดกลาวตอบญาติของคนไขที่มาติดตอขอเยี่ยมคนไขวา 1) ขอโทษนะคะ คนไขชื่ออะไร พูดดังๆ หนอย แลวปวยเปนอะไรคะ 2) ขอโทษคะ กรุณาทวนชื่อคนไขอีกครั้งนะคะ ฟงไมคอยชัด และปวยเปนอะไรคะ 3) ขอโทษคะ ขอใหพูดดังๆ ขึ้นอีก คนไขชื่ออะไรกันแน และเปนโรคอะไรคะ 4) ขอโทษนะคะ กรุณาพูดดังกวานี้ไมไดหรือ จะไดฟงชัดๆ และปวยเปนโรคอะไรคะ 5. ทานคิดวาขอใดเปนการทักทายที่เหมาะสมที่สุดตามสถานการณที่กําหนดมาให 1) อาจารยใหญทักทายอาจารยวิไลซึ่งมาทํางานแตเชาสมํ่าเสมอ "สวัสดีคะ วันนี้มาแตเชาเชียวนะคะ" 2) ผูจัดการทักทายพนักงานที่กําลังเตรียมงานเปดอาคารใหมของบริษัท "เปนไงพวกเราวันนี้ตองเหนื่อยกันมาก หนอยนะ" 3) วิรัชถามนองชายที่เพิ่งกาวเขาประตูบานมา "เปนยังไงแก ขอสอบนะ ทําไดหรือไดทําละ" 4) วิชูกลับมาจากกรุงเทพฯ พบมารดาที่สถานีรถไฟ "โอโฮคุณแม อวนขึ้นมากนะคะไมพบคุณแมสองสามเดือน เทานั้นเอง 6. คําพูดขอใดไมเหมาะสมเมื่อหลานพูดกับคุณยายของตนที่บาน 1) คุณยายคะ หนูมีเรื่องนาสนมาเลาใหคุณยายฟงคะ 2) เสื้อตัวนี้แพงจังเลยคุณยาย แตหนูชอบมันสวยดี 3) เมื่อคุณยายเปนเด็กๆ นะ เชียงใหมเปนอยางไรคะ 4) คุณครูยังไมบอกคะแนนเลยคะ หนูจึงยังไมทราบผลการสอบ 7. ประโยคใดที่พนักงานขายไมควรจะพูดกับลูกคา 1) พี่หอนี้แพงนะคะ 2) พี่ใหงบเทาไรละ 3) ทั้งสีทั้งแบบพี่จะใชไดคุมเลยละ 4) ราคาแพงแตคุณภาพเราเยี่ยมนะคะ 8. ลักษณะการพูดขอใดเหมาะสมที่สุดเมื่อศิษยพูดกับครู 1) อาจารยพูดเร็วเปนรถดวนหนูฟงไมทันเลย 2) อยากใหอาจารยชวยอธิบายใหชาลงอีกนิด 3) ถาอาจารยจะเนนใหชัดเจนจะแจวทีเดียว 4) อาจารยพอจะลดสปดลงไดบางไหม เฉลย 1. 2) 2. 2) 3. 2) 4. 2) 5. 2) 6. 1) 7. 1) 8. 2) BOBBYtutor Thai Note
92.
การถามและการตอบ การถาม คือ การสงสารโดยมีจุดประสงคที่จะใหผูรับสารบอกเลาขอเท็จจริงหรือความคิดเห็นอยางใดอยางหนึ่ง สวนการสงสารเพื่อตอบสนองหลังจากที่ไดรับทราบคําถามแลว
เรียกวา การตอบ จุดประสงคในการถาม 1. เพื่อใหรูขอเท็จจริงหรือความคิดเห็นจากอีกฝายหนึ่ง 2. เพื่อตรวจสอบวาอีกฝายหนึ่งรูขอเท็จจริงหรือไม หรือมีความคิดเห็นอยางใด 3. เพื่อใชเปนกลวิธีในการใหความรูหรือใหขอคิดเห็นบางประการแกผูฟง 4. เพื่อแสดงอัธยาศัยไมตรี 5. เพื่อแสดงความสนใจ ขอควรคํานึงในการถาม 1. มารยาท ไมควรถามเรื่องสวนตัว คําถามที่แสดงความโออวด แสดงการยกตนขมทาน หรือคําถามที่ทําใหผูฟง เกิดความกระดากอาย 2. บุคคล ควรพิจารณาวาผูที่เราถามเปนใคร อยูในฐานะอยางไร มีความสัมพันธตอผูถามเพียงไร เพื่อจะไดใช ถอยคําใหเหมาะสม 3. กาลเทศะ ควรพิจารณาวาผูถามกําลังอยูในอารมณอยางไร พอใจที่จะตอบคําถามนั้นหรือไม 4. สาระ ในคําถามนั้นควรมีสาระที่แสดงวาผูถามสนใจจริงหรือมีความรูกับเรื่องนั้นบางพอสมควร 5. ภาษา ควรตั้งคําถามดวยถอยคําที่กะทัดรัด ชัดเจน ลําดับความไมสับสน และไมควรถามหลายประเด็นพรอมกัน วิธีถาม 1. ถามขอเท็จจริง มักใชคําถามวา ใคร อะไร ที่ไหน เมื่อไร ทําไม อยางไร ฯลฯ 2. ถามความคิดเห็น อาจตั้งคําถามเชนเดียวกับขอ 1 แตเนื้อหาของคําถามมักเปนเรื่องที่ตองการใหผูตอบใหเหตุผล เสนอแนะ ประเมินคา วินิจฉัย คาดคะเน ฯลฯ 3. ถามเพื่อการทดสอบ เปนคําถามที่มักมีการออกคําสั่งกํากับไวดวย เพื่อใหรูวาควรจะตอบอยางไรแนวใด 4. ถามโดยบอกที่มาของคําถาม เปนคําถามที่ชวยใหผูตอบเขาใจมูลเหตุที่ถามไดอยางดี 5. ถามใหตอบไดหลายทาง เปนคําถามที่ชวยใหไดความรูและความคิดที่กวางขวางยิ่งขึ้น เปนคําถามที่เหมาะสําหรับ การคิดรวมกันในกลุม เพื่อใหไดมาซึ่งความคิดที่แยบคายที่สุด หรือไดขอเท็จจริงที่ถูกตองที่สุด ขอควรคํานึงในการตอบ 1. ตองจับประเด็นในการถามใหไดวาผูถามตองการถามประเด็นใด 2. ตองใชภาษาใหถูกตองตามระดับของผูฟงและกาลเทศะ 3. ควรตอบดวยถอยคําที่สุภาพนุมนวล และควรหลีกเลี่ยงคําตอบที่จะกอใหเกิดผลเสียแกตนเองหรือกระทบกระเทือน ผูอื่น วิธีตอบ 1. ตองตอบใหตรงคําถาม 2. ตอบใหแจมแจง ไมเยิ่นเยอหรือมีเนื้อความคานกันเอง 3. ตองตอบใหครบทุกจํานวน BOBBYtutor Thai Note
93.
แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ขอใดเปนการถามเพื่อถามความคิดเห็นเดนชัดที่สุด 1) นํ้าขึ้น-นํ้าลงเกิดขึ้นไดอยางไร 2)
ใครเปนคนไทยคนแรกที่ไดรับรางวัลแมกไซไซ 3) ทําไมนายยอรช บุช จึงชนะคะแนนนายไมเคิล ดูคากิส อยางทวมทน 4) ที่วา "ภรณทิพยสวยอยางฉลาด และเปดศักราชใหมของนางงามไทยนั้น" เปนอยางไร 2. "ผมทําขอสอบไมไดเพราะไมเขาใจคําถาม ภาษาของอาจารยไมชัดใชไหมครับ หรือจะเพราะอะไรก็แลวแต อยากทราบวาอาจารยจะทําอยางไร" ลักษณะคําถามนี้เปนอยางไร 1) ดี ที่มีการสรุปจากผลไปหาเหตุ 2) ดี ที่พูดเปนกลางๆ และใหอิสระในการตอบ 3) ไมดี เพราะไมทราบประเด็นที่ตองการถาม 4) ไมดี เพราะถามหลายประเด็น เฉลย 1. 3) 2. 3) BOBBYtutor Thai Note
94.
การใชเครื่องหมายวรรคตอน 1. , จุลภาค
ใชสําหรับคั่นคําหลายๆ คําเพื่อความชัดแจง คั่นคําอุทานหรือคําเรียกรองที่อยูหนาประโยคคั่นกลุมคํา หรือชื่อเฉพาะที่ประกอบดวยกลุมหลายกลุมคั่นจํานวนเลขหลักหนวยๆ ละ 3 หลักและคั่นประโยคเล็กที่รวมกันหลายประโยค 2. . จุดหรือมหัพภาค ใชเขียนไวหลังตัวอักษรเพื่อแสดงวาอักษรยอ เขียนไวหลังคํายอ เขียนไวหลังอักษรหรือ ตัวเลขที่บอกลําดับขอ จุดทศนิยมในการเขียนตัวเลข เขียนคั่นระหวางชั่วโมงกับนาทีเพื่อบอกเวลาและใชเขียนไวทายเนื้อความ หรือประโยคเพื่อแสดงวาจบแลว 3. ? ปรัศนี ใชเขียนไวหลังขอความเพื่อแสดงความสงสัย ไมแนใจ หรือใชเขียนเมื่อสิ้นสุดความหรือประโยคที่ เปนคําถาม 4. ! อัศเจรีย ใชเขียนไวหลังคําที่เลียนเสียงธรรมชาติ เพื่อใหผูอานทําเสียงใหเหมาะสม หรือเขียนไวหลังคําวลี หรือประโยคที่เปนคําอุทาน 5. ( ) วงเล็บหรือนขลิขิต ใชเขียนกํากับขอมูลบางอยางเพื่อเตือนความจํา หรือเขียนกันขอความเพื่อบอกที่มาของคํา หรือขอความที่ตองการขยายอธิบายเพื่อความชัดแจง และใชกับนามเต็มที่เขียนไวใตลายมือชื่อ 6. _____ สัญประกาศหรือขีดเสนใต ใชสําหรับเปนคําหรือขอความที่ตองการใหผูอานสังเกตเปนพิเศษ 7. "__ __ __" อัญประกาศ ใชแสดงวาคําหรือขอความนั้นเปนคําพูดหรือความนึกคิด เพื่อเนนใหผูอานสังเกต เปนพิเศษ และเพื่อแสดงวาคําหรือขอความนั้นตัดตอนมาจากที่อื่น 8. - ยัติภังคหรือขีดสั้น ใชเขียนแยกคําหรือวรรคในบทรอยกรอง เพื่อใหไดจํานวนพยางคตามขอบังคับ เขียนแยก คําเพื่อบอกคําอาน ใชแทนคําวา "ถึง" เพื่อบอกเวลา จํานวน หรือสถานที่ ใชในความหมายวา "และ" หรือ "กับ" และใช แทนคําวา "เปน" 9. ..... จุดไขปลาหรือเสนประ ใชสําหรับละคําหรือขอความที่ไมตองการอาน หรือแสดงวาขอความนั้นเลือนหายไป ไมสามารถหาหลักฐานมายืนยันได เพื่อแสดงวาตองการใหเติมเนื้อความนั้นใหสมบูรณ และใชเขียนเพื่อแสดงวาขอความ ที่นํามากลาวนี้ตัดตอนมาเพียงบางสวนเฉพาะขอความสําคัญเทานั้น 10. ๆ ไมยมก ใชเขียนไวหลังคําวลีหรือประโยคเพื่อใหอานซํ้าอีกครั้งหนึ่ง แตเราจะไมนิยมใชไมยมกในคําภาษา อื่น หรือคําที่ตางชนิดกัน 11. ฯลฯ ไปยาลใหญ ใชเขียนไวกลางเนื้อความที่กลาวถึงเฉพาะตอนตนและจบเทานั้น (ใหอานวา "ละถึง") และ ใชเขียนไวทายเนื้อความเพื่อแสดงวายังมีขอความอีกมากมายที่มิไดนํามากลาว (ใหอานเครื่องหมายนี้วา "ละ" หรือ "และอื่นๆ") 12. ฯ ไปยาลนอย ใชเขียนไวทายคําที่รูจักกันดีอยูแลวเพื่อละขอความ ใชเขียนในคํายอ ฯพณฯ ในสมัยโบราณ ใชเปนเครื่องหมายบอกวันเดือนปทางจันทรคติ เรียกวา คั่นเดี่ยว 13. " บุพสัญญา ใชเขียนละคําหรือขอความที่อยูบนเครื่องหมายเพื่อจะไดไมตองกลาวซํ้าบอยๆ 14. = เสมอภาคหรือสมพล ใชเขียนคั่นแสดงวาคําหรือขอความทั้งขางหนาและขางหลังเครื่องหมายนี้เทากัน BOBBYtutor Thai Note
95.
15. : จุดคูหรือทวิภาค
ใชเขียนระหวางคําหรือขอความหรือตัวเลขเพื่อแสดงสัดสวนมาตราสวน ใชเขียนไวหลัง ขอความที่จะมีตัวอยางหรือขอชี้แจง และใชไขความแทนคําวา "คือ" 16. ; อัฒภาค ใชเขียนแยกขอความซึ่งเปนประโยคขยายหลายๆ ประโยคออกจากกันใหชัดเจน 17. °°°° ตาไกหรือฟองมัน ใชเขียนไวตนบทประพันธเพื่อแสดงวาขึ้นตนบทใหม เดิมใชเขียนไวตนวรรคหรือขอความ แตปจจุบันใชยอหนาหรือมหรรถสัญญาแทน แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ขอใดใชเครื่องหมายวรรคตอนและเครื่องหมายอื่นๆ ไดถูกตองตามหลักภาษา 1) ที่นี่รับซักพรม (บาน; รถ) ราคาเยา! 2) ขนง [ขะหนง] น. คิ้ว, ใชเปนราชาศัพทวา พระขนง. 3) เขาเคยมาที่นี่ทุกวันๆ นี้ทําไมไมมา ใครชวยไปตามเขาทีไดไหม? 4) อาจารยกลาววา "ภาษาเปนสิ่งสําคัญมากในการสื่อสาร เพราะ "ภาษาเปนอาภรณของความคิด" นักศึกษาจงตระหนักขอนี้ไว" 2. ขอใดไมควรใชไมยมก 1) คนคนนี้ไมควรคบหาสมาคมดวย 2) เคี้ยวเคี้ยวยาเม็ดนี้แลวรีบกลืนเสีย 3) ลูกหมาตัวนั้นตกนํ้าเปยกปอน ดูสิตัวสั่นริกริกทีเดียว 4) ถาแนจริงขอใหมาพบกันซึ่งซึ่งหนา 3. เราพบกันเวลา 12.30 น. ขอความที่พิมพตัวหนาอานถูกตองตามขอใด 1) เวลาสิบสองนาฬิกาสามสิบนาที 2) เวลาสิบสองจุดสามศูนยนาฬิกา 3) เวลาสิบสองจุดสามศูนยนอ 4) เวลาสิบสองนาฬิกาครึ่ง 4. ขอใดแบงวรรคตอนไดดีที่สุด 1) หนังสือกับคนมีความเกี่ยวของกันเพียงไรนั้นดูเหมือนวา / เปนที่ประจักษ / แกนักอานหนังสือโดยทั่วไป / ดีแลว 2) หนังสือกับคน / มีความเกี่ยวของกันเพียงไรนั้น / ดูเหมือนวา / เปนที่ประจักษแกนักอานหนังสือโดยทั่วไปดีแลว 3) หนังสือกับคน / มีความเกี่ยวของกันเพียงไรนั้นดูเหมือนวา / เปนที่ประจักษแกนักอานหนังสือ / โดยทั่วไปดีแลว 4) หนังสือกับคนมีความเกี่ยวของกันเพียงไรนั้น / ดูเหมือนวาเปนที่ประจักษ / แกนักอานหนังสือ / โดยทั่วไปดีแลว 5. ขอใดไมควรใชเครื่องหมายไปยาลใหญ 1) แมซื้อหมูและผักตางๆ เชน ผักกาด ผักคะนา ฯลฯ จากตลาดใกลบาน 2) ที่ประเทศเนเธอรแลนดทานจะไดชมสิ่งตางๆ เชน ดอกทิวลิป เครื่องปนดินเผา ฯลฯ 3) พิพิธภัณฑสัตวนํ้าแหงนี้มีปลาขนาดใหญเล็กหลายชนิด เชน ปลาฉลาม ปลาเทวดา ฯลฯ 4) ฉันสะสมแผนเสียงมานานแลว มีเพลงหลายประเภท เชน เพลงลูกทุง เพลงไทยสากล ฯลฯ BOBBYtutor Thai Note
96.
6. ขอใดใชเครื่องหมายไปยาลนอยไดถูกตอง 1) พณฯ
นายกรัฐมนตรีกําลังจะไปเยือนตางประเทศ 2) สมเด็จพระสังฆราชจะเสด็จฯ ประทานพระธรรมเทศนา 3) สมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดําเนินเปนองคประธาน 4) สมเด็จพระบรมฯ โอรสาธิราชเสด็จพระราชดําเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเปนเวลา 2 สัปดาห 7. ขอใดใชเครื่องหมายถูกตอง 1) "จําลอง" สั่งจับกุมเด็ดขาด 2) ขออภัยในความไมสะดวก! 3) ฯพณฯ เอกอัครราชทูตไทย 4) ผูตายมีกิจการอยูมากมาย ฯลฯ 8. เครื่องหมายตอไปนี้ เรียกชื่อวาอยางไร 1. "..." 2. ฯลฯ 3. . 4. ” 1) อัญประกาศ ไปยาลใหญ มหัพภาค บุพสัญญา 2) สัญประกาศ ไปยาลใหญ มหัพภาค บุพสัญญา 3) อัญประกาศ ไปยาลนอย จุลภาค บุพสัญญา 4) สัญประกาศ ไปยาลใหญ จุลภาค บุพสัญญา เฉลย 1. 2) 2. 1) 3. 1) 4. 4) 5. 1) 6. 3) 7. 3) 8. 1) BOBBYtutor Thai Note
97.
การพูดตอประชุมชน การพูดตอประชุมชน คือ การพูดแสดงความรู
ความคิด ความรูสึก รวมทั้งขอเสนอแนะตางๆ ตอผูฟงเปนจํานวนมาก ซึ่งอาจจะมีพื้นความรู รสนิยม สภาพทางเศรษฐกิจสังคม ทัศนคติตอผูพูด และเรื่องที่พูดคลายกันหรือแตกตางกันอยาง ไรก็ได ฉะนั้นสิ่งที่สําคัญที่สุดที่ผูพูดควรคํานึงถึงก็คือสารที่สงออกไปนั้น ตองไมมีขอจํากัดวาเปนสารที่รับฟงไดเฉพาะ กลุมใดกลุมหนึ่งเทานั้น และขณะที่พูดจะตองสังเกตและตีความใหถูกตองวาผูฟงกําลังมีปฏิกิริยาตอบสนองอยางไร ความสําคัญของการพูดตอประชุมชนในสังคมประชาธิปไตย 1. เพื่อความสะดวกรวดเร็วที่จะเผยแพรความคิดเห็นของบุคคลใหปรากฏแกสาธารณชนอยางกวางขวาง 2. เพื่อเผยแพรความรู วิทยาการตางๆ ถายทอดวัฒนะธรรมและปลูกฝงคุณธรรมแกประชาชน 3. เพื่อเปนวิถีทางใหมนุษยสามารถชี้แนะการแกปญหาตางๆ ในสังคมได ประเภทของการพูดตอประชุมชน 1. แบงตามวิธีนําเสนอ 1.1 การพูดโดยฉับพลัน หมายถึงการพูดโดยไมรูตัวลวงหนามากอน เชน การพูดกลาวอวยพร 1.2 การพูดโดยอาศัยตนราง เปนการพูดที่ผูพูดมีโอกาสเตรียมตัวลวงหนา สามารถเตรียมตนรางที่จะพูด ใหเหมาะกับผูฟง มีโอกาสเตรียมเนื้อหาไดครบถวน 1.3 การพูดโดยวิธีการทองจํา คือการพูดที่เตรียมตนรางการพูดอยางละเอียดและทองจําเนื้อหานั้นไดจนขึ้นใจ การพูดชนิดนี้มักจะไมคอยเปนธรรมชาติ 1.4 การพูดโดยวิธีอานจากราง คือการอานตนฉบับที่ไดเตรียมไวเปนอยางดี มักใชในการกลาวปราศรัยหรือ กลาวเปดประชุม เปนตน 2. แบงตามความมุงหมาย 2.1 การพูดเพื่อใหความรูหรือขอเท็จจริง เปนการพูดเพื่อใหขอมูลหรือเพื่อแจงใหทราบใหผูฟงเขาใจเรื่องราว ตางๆ ที่เปนประโยชนเปนสําคัญ 2.2 การพูดเพื่อโนมนาวใจ เปนการพูดเพื่อใหผูฟงเกิดความเชื่อถือ ศรัทธา มีความคิดเห็นคลอยตามหรือ กระทําการอยางใดอยางหนึ่งตามที่ผูพูดตั้งจุดมุงหมายไว 2.3 การพูดเพื่อจรรโลงใจ เปนการพูดเพื่อยกระดับจิตใจใหสูงขึ้น เกิดความนึกคิดที่ละเอียดประณีต 2.4 การพูดเพื่อคนหาคําตอบ เปนการพูดที่มุงหมายใหผูฟงชวยขบคิดหาทางแกปญหาตาที่ผูพูดชี้ใหเห็น 3. แบงตามเนื้อหาที่จะพูด เชน เนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร ศิลปวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง เปนตน 4. แบงตามโอกาสที่จะพูด 4.1 โอกาสที่เปนทางการ เชน การกลาวปราศรัย การกลาวเปดประชุม 4.2 โอกาสกึ่งทางการ เชน การบรรยายสรุปใหแกผูที่มาเยี่ยมชมสถานที่ การพูดอบรมประจําสัปดาห 4.3 โอกาสที่ไมเปนทางการ เชน การพูดเลาเรื่องตลกขบขันใหที่ประชุมฟง BOBBYtutor Thai Note
98.
5. แบงตามรูปแบบ 5.1 การสนทนาตอหนาประชุมชน 5.2
การปาฐกถา 5.3 การอภิปรายเปนคณะ 5.4 การซักถามหนาที่ประชุม 5.5 การโตวาที การเตรียมตัวพูดตอประชุมชน 1. กําหนดจุดมุงหมายที่จะพูดใหชัดเจนวาเปนการพูดเพื่อใหความรู เพื่อชี้ปญหา หรือชวยคนหาคําตอบ เปนตน 2. วิเคราะหผูฟงอยางถี่ถวนเพื่อจะไดขอมูลมาใชเตรียมตัวทั้งในดานเนื้อหาและการใชภาษาที่เหมาะแกผูฟง 3. กําหนดขอบเขตเรื่องที่จะพูด ถามีโอกาสไดควรเลือกเรื่องที่ตนมีความรู ความสามารถใหเรื่องนั้น และเปนเรื่อง ที่เหมาะกับผูฟงดวย 4. การรวบรวมเนื้อหาที่จะพูด อาจรวบรวมโดยการคนควาจากการอาน สัมภาษณ ไตถามผูรูก็ได 5. การทําเคาโครงลําดับเรื่องที่จะพูด ควรจัดประเด็นใหชัดเจน แบงเปนหัวขอใหญและหัวขอยอยเพื่อกันการหลงลืม หรือพูดขามประเด็น 6. การเตรียมวิธีใชภาษา ควรใชภาษาที่เขาใจงาย กะทัดรัด ชัดเจนและตรงประเด็น 7. การซักซอมการพูด ควรซอมทั้งดานวัจนภาษาและอวัจนภาษาเพื่อใหการพูดดูเปนธรรมชาติและผูพูดเกิดความมั่นใจ ในขณะที่เสนอสารนั้นตอที่ประชุมชน สัมฤทธิผลของการพูด 1. ผูพูดตองมีคุณธรรม พูดจากความรูขอมูลหรือขอเท็จจริงที่มีอยูดวยความเที่ยงธรรม มีวิจารณญาณในการพูด 2. ผูพูดตองมีความรูจริงในเรื่องที่จะพูด 3. ผูพูดควรหาเหตุผลตางๆ มาสนับสนุนการพูดของตน เพื่อใหการพูดมีนํ้าหนักนาเชื่อถือ 4. ผูพูดควรคํานึงถึงวัย และพื้นฐานความรูของผูฟงดวย 5. ผูพูดควรรวบรวมความคิดใหเปนระบบ จัดเนื้อความตามลําดับกอนหลัง และจัดแบงเนื้อหาใหเหมาะกับเวลาที่พูด 6. ขณะพูดควรใชภาษาในการสื่อสารทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษา BOBBYtutor Thai Note
99.
แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ถาทานเปนกรรมการฝายวิชาการของโรงเรียน ตองการพูดใหเพื่อนๆ
มาฟงคําแนะนําแนวการสอบเขาศึกษาตอใน มหาวิทยาลัยโดยวิธีรับตรง ทานจะใชการพูดแบบใด 1) การพูดเพื่อใหความรู 2) การพูดเพื่อจรรโลงใจ 3) การพูดเพื่อโนมนาวใจ 4) การพูดเพื่อคนหาคําตอบ 2. ถาทานไดรับเชิญไปบรรยายเรื่อง "มลพิษทางการศึกษา" ทานตองเตรียมขอมูลอยางไร 1) รวบรวมปญหาทางมลพิษในสภาวะแวดลอม 2) จัดกลุมปญหาทางสภาวะแวดลอมและการศึกษา 3) รวบรวมความหมายของมลพิษและความหมายของการศึกษา 4) รวบรวมปญหาและความเสื่อมโทรมทางการศึกษาตลอดกระบวนการ 3. พิธีกรรายการโทรทัศนรายการหนึ่ง แจงแกผูชมวา "อลาภา ปรมาโรคา ความไมมีลาภ คือโรคอันรายกาจ" ขอความนี้ลอเลียนสุภาษิตเดิมเพื่ออะไร 1) สรางอารมณขัน 2) ประชดประชันความอับโชค 3) สรางสรรคคําโฆษณาใหม 4) เปลี่ยนความเชื่อ 4. สมมติวาทานเปนพิธีกรในการประชุม ทานแจกแบบสอบถามใหสมาชิกกรอก แตสมาชิกบางคนยังไมคืนแบบ สอบถามนั้น ทานควรใชความในขอใดขอแบบสอบถามคืนมา 1) ขอเรียนเตือนสมาชิกกรุณาคืนแบบสอบถามดวย 2) ขอความกรุณาสมาชิกอยาลืมคืนแบบสอบถาม 3) ทานสมาชิกอยาลืมกรอกแบบสอบถามคืนดวย จะเปนพระคุณยิ่ง 4) ขอเตือนสมาชิกที่ยังไมไดสงแบบสอบถาม กรุณากรอกคืนมาดวย 5. ขอใดควรละเวนในการพูดตอประชุมชน 1) การแสดงขอเท็จจริงประกอบหลักฐาน 2) การแสดงความคิดเห็นสวนตัวเพิ่มเติม 3) การสงสารที่รับฟงไดเฉพาะบุคคลกลุมใดกลุมหนึ่ง 4) การใหความจรรโลงใจแกผูฟง 6. การเตรียมการพูดที่ดี ควรมีลําดับอยางไร 1. กําหนดขอบขายของเรื่องที่จะพูด 2. กําหนดเรื่องและจุดมุงหมายที่จะพูด 3. เตรียมเนื้อหาและลําดับเรื่องที่จะพูด 4. ซักซอมการพูดและการใชภาษา 1) 1 2 3 4 2) 2 1 3 4 3) 1 3 2 4 4) 2 4 1 3 BOBBYtutor Thai Note
100.
7. สิ่งที่นํามาประเมินคาพฤติกรรมในการพูดตอประชุมชนไดดีที่สุดคืออะไร 1) จุดมุงหมาย
การใชภาษา และคุณธรรม 2) เนื้อหา ปริมาณ และลําดับ 3) ผูพูด สาร และผูฟง 4) ความตั้งใจ สนใจ และการตอบสนองของผูฟง 8. ถาจะตองการกลาวรายงานในวันเปดอาคารแหงหนึ่ง ทานจะจัดลําดับหัวขอตอไปนี้อยางไร 1. รายงานความเปนมาของอาคาร 2. ขอบคุณประธานในพิธี 3. กลาวถึงประโยชนที่จะไดรับจากอาคาร 4. เชิญประธานฯ เปดงาน 1) 1 2 3 4 2) 2 1 3 4 3) 1 3 2 4 4) 2 4 1 3 9. ขอใดไมนาจะเปนหัวขอที่จะนํามาอภิปราย 1) ธรรมะในพุทธศาสนา 2) การเมืองในกัมพูชา 3) ชายเกงกวาหญิง 4) บัณฑิตวางงาน 10. การพูดลักษณะใดเปนการพูดจูงใจใหผูฟงยอมรับไดดีที่สุด 1) พูดออนนอมถอมตน 2) พูดดวยนํ้าเสียงและลีลาที่นาฟง 3) พูดแสดงเหตุผลและขอเท็จจริง 4) พูดวิจารณและใหขอคิดเห็น เฉลย 1. 1) 2. 4) 3. 1) 4. 2) 5. 3) 6. 2) 7. 1) 8. 3) 9. 3) 10. 3) BOBBYtutor Thai Note
101.
การเขียนเชิงวิชาการและกิจธุระ การเขียนรายงานเชิงวิชาการ การเขียนรายงานทางวิชาการ หมายถึง การนําเสนอผลการศึกษาคนควาอยางมีระบบโดยอางอิงหลักฐานที่มาอยาง มีแบบแผนแนนอน
ขั้นตอนแรกที่ควรคํานึงถึงก็คือการจดบันทึกซึ่งจําแนกไดดังนี้ 1. จดบันทึกจากการฟง เชน การจดคําบรรยาย ปาฐกถา สัมภาษณ อภิปราย หรือจดบันทึกจากรายการวิทยุโทรทัศน การจดบันทึก จากการฟงนี้ผูบันทึกตองมีประสิทธิภาพในการฟง ตองสามารถจับประเด็น ตีความ และวิเคราะหไดขณะที่จดบันทึกควรจด แตเฉพาะประเด็นสําคัญ และเพื่อใหบันทึกไดอยางรวดเร็ว 1.1 การจดบันทึกการสัมภาษณ ก. ผูจดบันทึกมิไดเปนผูสัมภาษณเอง ควรแยกบันทึกคําถามและคําตอบออกใหชัดแจง ข. ผูจดบันทึกเปนผูสัมภาษณเอง อาจจดบันทึกเฉพาะคําตอบของผูใหสัมภาษณก็ได 1.2 การจดบันทึกการอภิปรายเปนคณะ ควรจดเฉพาะขอความสําคัญของคําพูดของผูอภิปรายเปนคนๆ ไปทุกครั้งที่พูด 1.3 การจดบันทึกการประชุม ควรจดไปตามระเบียบวาระ และใชคําใหถูกตองกับภาษาการประชุม เชน ขอเสนอ ตั้งขอสังเกต สนับสนุน โตแยง มติ ลงมติเปนเอกฉันท ขอยุติ ขอสรุป การจดบันทึกการประชุมโดยทั่วไปจะจดเฉพาะเหตุผล และมติของที่ประชุม นอกจากการประชุมสําคัญๆ เชน การประชุมรางงบประมาณแผนดิน ตองจดละเอียดตั้งแตคําพูดของผูเขาประชุม เหตุผล และมติของที่ประชุม 2. การจดบันทึกจากการอาน เชน จดบันทึกจากหนังสือ หนังสือพิมพ เอกสารสิ่งพิมพตางๆ การจดบันทึกจากการอานอาจจดได 4 แบบ คือ 2.1 จับสาระสําคัญของขอความที่อานและจดบันทึกโดยใชถอยคําของเราเองใหตรงกับความเดิม 2.2 ใชถอยคําบางคําที่สําคัญจากตนฉบับประสมกับถอยคําของเราเอง 2.3 จดขอความตอนใดตอนหนึ่งจากหนังสือหรือเอกสารโดยใสเครื่องหมายอัญประกาศกํากับไว 2.4 จดโดยวิธีใดวิธีหนึ่งใน 3 ขอขางตน และแสดงความคิดเห็นหรือขอสังเกตเพิ่มเติมเขาไป โดยแยกตอนที่ เปนความคิดเห็นไวตอนหนึ่งตางหาก การจดบันทึกจากการอานจําเปนอยางยิ่งตองบอกแหลงที่มาของขอความที่บันทึกดวยเพื่อเปนการแสดงมารยาท อันดีในการนําไปอางอิง และใชเปนหลักฐานไดดวย แหลงที่มาของความรูที่จะจดบันทึกแบบการเขียนเชิงอรรถ ดังนี้ 1. หนังสือเลม ชื่อผูแตง ชื่อเรื่อง ครั้งที่พิมพ สถานที่พิมพ สํานักพิมพ ปที่พิมพ หนา 2. นิตยสารหรือวารสาร ชื่อผูแตง ชื่อเรื่อง ชื่อวารสาร ปที่ ฉบับที่ วันที่ เดือน พ.ศ. เลขหนา 3. หนังสือพิมพ ชื่อผูแตง ชื่อเรื่อง ชื่อหนังสือพิมพ วันที่ เดือน ป เลขหนา BOBBYtutor Thai Note
102.
3. วิธีจดบันทึกจากประสบการณตรง การจดบันทึกชนิดนี้ผูจดอาจจดเพื่อเปนอนุทินหรือเพื่อเรียบเรียงเปนความรูก็ได การจดควรเรียงลําดับขั้นตอนดังนี้ 3.1
ระบุเรื่องที่จะบันทึก 3.2 บอกวัน เวลา สถานที่ ใหถูกตอง 3.3 ระบุชื่อผูที่เกี่ยวของดวย 3.4 บอกสภาพของสิ่งที่บันทึกใหชัดเจน 3.5 เรียบเรียงตามลําดับเหตุการณ 3.6 ถามีขอสังเกตหรือความคิดเห็นประการใดใหเรียบเรียงไวตอนทายของบันทึก ขั้นตอนในการเขียนรายงานเชิงวิชาการ 1. การเลือกหัวขอเรื่อง ควรเลือกเรื่องที่ตนสนใจมากที่สุดเพื่อสะดวกในการคนควาหาขอมูล 2. การกําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง 3. การคนควาและการรวบรวมความรู 4. การวางโครงเรื่อง คือการแยกหัวขอเรื่องออกเปนหัวขอยอยๆ การทําโครงเรื่องควรทําเปน 2 ตอน คือ 4.1 รางโครงเรื่อง 4.2 กําหนดโครงเรื่อง การเขียนเชิงธุระ การกรอกแบบฟอรมชนิดตางๆ แบบฟอรม หมายถึง เอกสารที่จัดทําขึ้นโดยเวนชองวางไวสําหรับใหบุคคลแตละคนกรอกขอความลงไป เพื่อให เปนการสะดวกแกผูรวบรวมในการนําขอความนั้นไปใชประโยชนในดานตางๆ ตอไป แบบฟอรมที่ใชกันในปจจุบันแบงออกเปน 4 ประเภท 1.1 แบบฟอรมที่ใชในการติดตอกับหนวยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เชน แบบฟอรมสมัครงาน ขอติดตั้ง นํ้าประปา ขอกูเงิน เสียภาษี โทรเลข ฯลฯ ซึ่งแบบฟอรมดังกลาวนี้หนวยงานเปนผูจัดเตรียมไวเพื่อความสะดวกแกผูมาติดตอ และทําใหหนวยงานไดรับขอมูลครบถวน และสามารถจัดเก็บไวไดอยางเปนระเบียบเรียบรอย 1.2 แบบฟอรมที่ผูอื่นขอความรวมมือใหกรอก เปนแบบฟอรมที่นักวิจัยใชเพื่อตองการทราบขอมูลตางๆ ทั้งที่ เปนขอเท็จจริงและทรรศนะของประชาชนกลุมตางๆ 1.3 แบบฟอรมที่ใชภายในองคการ เชน แบบฟอรมขออนุญาตใชวัสดุอุปกรณ แบบฟอรมใบลา แบบฟอรมขอกู เงินสวัสดิการ แบบฟอรมมอบฉันทะการรับเงินเดือน เปนตน 1.4 แบบฟอรมสัญญา สัญญาคือเอกสารที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหวางบุคคล 2 ฝาย การกรอกแบบฟอรม ชนิดนี้ตองกรอกดวยความระมัดระวัง และเขาใจเงื่อนไขขอผูกพันตางๆ ที่ระบุไวในสัญญาอยางละเอียด ควรที่จะตอง ปรึกษาหารือกับผูรู หรือผูมีความชํานาญในดานกฎหมายใหชวยอธิบายใหเขาใจจริงๆ กอนจะกรอกขอความใดๆ ลงไป และโดยเฉพาะอยางยิ่งกอนลงลายมือชื่อ ผูกรอกแบบฟอรมไมควรประมาท โดยเซ็นซื่อลงไปในแบบฟอรมที่ยังไมได กรอกโดยไววางใจผูอื่น หรือจะโดยกรณีใดๆ ก็ตาม BOBBYtutor Thai Note
103.
คุณสมบัติพื้นฐานของผูกรอกแบบฟอรม 1. มีความรูความเขาใจทั่วๆ ไปเกี่ยวกับเรื่องที่จะกรอก
เชน กรุปเลือด โรคประจําตัว ประวัติการแพยา กฎหมาย ที่เกี่ยวของกับเรื่องที่จะกรอก 2. ความสามารถทางภาษา ตองสามารถอานและตีความขอความในแบบฟอรมไดถูกตอง 3. ความซื่อตรง กรอกขอความตามความเปนจริง 4. ความรับผิดชอบ เมื่อกรอกแบบฟอรมแลวควรรีบสงคืนไปยังผูสอบถาม 5. ความรอบคอบ โดยเฉพาะแบบฟอรมสัญญาตองประณีต รอบคอบ เพื่อมิใหเกิดผลเสียหายแกตนเอง การเขียนประกาศ การประกาศ คือ การทําใหสาธารณชนทราบขาวสารเรื่องเดียวกันโดยแพรหลาย โดยอาศัยสื่อสาธารณะชนิดใดชนิดหนึ่ง ขาวสารนั้นแบงเปน 2 ประเภท คือ 1. เรื่องที่แจงใหทราบ เชน ประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาเกี่ยวกับดินฟาอากาศ ประกาศรายชื่อตางๆ 2. เรื่องที่แจงใหรับทราบและใหปฏิบัติตาม เชน ประกาศรับสมัครงาน ประกาศประกวดราคาสินคา ประกาศของหาย ประกาศพบของ เปนตน ประกาศโดยทั่วๆ ไปมีสวนประกอบที่สําคัญดังนี้ 1. ชื่อหนวยงานหรือองคการที่ออกประกาศ 2. เรื่องที่ประกาศ 3. เนื้อความที่ประกาศ แบงออกเปน 2 สวน 3.1 เหตุผลความเปนมา 3.2 จุดประสงคสําคัญที่ตองการ 4. วันเดือนปที่ประกาศ 5. ลงนามผูออกประกาศ ในการเขียนประกาศผูเขียนตองแสดงจุดประสงคของการประกาศที่แนชัด และมีรายละเอียดอยางเพียงพอที่จะ ทําใหผูรับสารเขาใจถึงจุดประสงคของประกาศไดอยางแจมแจง 1. การเขียนประกาศที่ไมเปนทางการ 1.1 บอกความตองการ หรือจุดประสงคในการประกาศใหชัดแจง 1.2 ใหรายละเอียดประกอบตามที่จําเปน 1.3 ใชประโยคสั้นๆ เขียนใหไดใจความกระชับ 2. การเขียนประกาศอยางเปนทางการ ไดแก ประกาศขององคการ สถาบัน หรือหนวยงานใดก็ได ตองประกอบดวย 2.1 บอกวาองคการอะไร เปนผูออกประกาศ 2.2 บอกเรื่องที่ประกาศ 2.3 เนื้อหาที่ประกาศ แยกเปน 2 สวน 2.3.1 เหตุผลและความเปนมา 2.3.2 จุดประสงคของการประกาศ BOBBYtutor Thai Note
104.
แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. การใชภาษาในขอใดในการเขียนรายงานเชิงวิชาการได 1) ผูเชี่ยวชาญการเมืองของแดนอาทิตยอุทัยเปดเผยวา
การเลนการเมืองในญี่ปุนตองใชเงินอยางตํ่าปละ 500 ลานเยน จึงพอจะประคองตัวรอดได 2) ประชาชนจะตองรวมมือกันปองกันมิใหมีการแกรัฐธรรมนูญโดยอาศัยปากกระบอกปนอยางเด็ดขาด 3) วงดนตรี "ฟองนํ้า" เปนวงดนตรีที่บรรเลงโดยใชเครื่องดนตรีไทยโบราณ และเครื่องดนตรีสมัยใหมตลอดจน เครื่องดนตรีไฟฟาผสมผสานกัน 4) ภาวะคลี่คลายที่นาจับตามองก็คือ การที่นานาชาติจะเสริมสานสายสัมพันธทางการคาและทางการเมืองตอกัน โดยมิไดเขมงวดตอความแตกตางของลัทธิการปกครอง 2. ขอใดเปนการปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกตองในการเขียนรายงานเชิงวิชาการ 1) เลือกหัวขอเรื่อง กําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง คนควาและรวบรวมความรู วางโครงเรื่อง 2) เลือกหัวขอเรื่อง กําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง วางโครงเรื่อง คนควาและรวบรวมความรู 3) เลือกหัวขอเรื่อง คนควาและรวบรวมความรู กําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง วางโครงเรื่อง 4) คนควาและรวบรวมความรู เลือกหัวขอเรื่อง กําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง วางโครงเรื่อง 3. คําถามสัมภาษณเกษตรกรตอไปนี้ ขอใดเปนคําสัมภาษณที่กระชับชัดเจนที่สุด 1) ไมทราบวาถาสนใจผลไมนี้จะหาซื้อไดที่ไหนคะ 2) ชวยเลาถึงการบรรจุหีบหอผลไมชนิดตางๆ หนอยคะ 3) ทราบมาวาผลไมที่นี่มีแทบจะครบวงจรใชไหมคะ 4) ที่อําเภอนี้กําลังจะมีงานวันเกษตรกรมีไปหรือยังคะ 4. ขอใดเปนลักษณะของการใชภาษาที่ดีในการเขียนเชิงกิจธุระ 1) ขาพเจา นายขจัด ปลอดภัย ตําแหนงอาจารยพลศึกษา ขออนุญาตใชรถยนต เพื่อสันทนาการ 2) ผูชนะเลิศการประกวดบทความ จะไดรับบัตรประกาศเกียรติคุณสมดังเจตนารมณความมุงหมาย 3) หากประชาชนผูใชนํ้ามีขอซักถามสงสัยคลางแคลงใจประการใด โปรดติดตอสอบถามไดที่สํานักงานประปาสาขา ทุกแหง 4) องคการเภสัชกรรมมิไดสงเจาหนาที่ขององคการเภสัชกรรมออกไปเรขายยาขององคการเภสัชกรรมไมวา ณ สถานที่ ใดทั่วราชอาณาจักร 5. ขอใดแสดงประโยชนสําคัญที่สุดของการใชแบบฟอรม 1) ใหความสะดวกแกผูกรอกรายการ 2) ไดขอมูลครบตามตองการ 3) ไดขอความที่กะทัดรัดไมเยิ่นเยอ 4) ประหยัดเวลาของเจาหนาที่ 6. ประกาศขอใดมีเนื้อความชัดเจนที่สุด 1) ใหกูเงินสําหรับพอคาแมคาที่ขายอาหารและของชํา รายละ 5,000 บาท สงคืนรายวันไมตองมีบุคคลคํ้าประกัน 2) เปดจองที่ดินทําเลทอง ใกลสวนสัตวสิงหทอง แปลงละ 60 ตร.ว. ถมใหเสร็จผอนเดือนละ 2,044 บาท 3) รับสมัครดวน ชางเย็บกระโปรงเด็ก เด็กฝกงาน และชางเย็บผายืด ทุกแผนกกินอยูฟรี 4) ดวน! ขายที่ดิน 2 ไร ใกลทางดวนบางนา ถามที่ 10 ซอยจาเมฆ ถนนสรรพาวุธ BOBBYtutor Thai Note
105.
7. ขอใดเปน "ประกาศ"
ที่ดีที่สุด 1) "ลําตัดแมประยูร" พบทานแนนอน 2 เม.ย. นี้ เวลาทุมตรง ที่หอประชุมโรงเรียน 2) ชุมนุมการแสดง ขอเชิญชม "ลําตัดแมประยูร" จันทรที่ 2 เม.ย. นี้ เวลา 19.00 น. เปนตนไป 3) ชุมนุมการแสดง ขอเชิญชม "ลําตัดแมประยูร" วันจันทรที่ 2 เมษายน 2531 เวลา 19.00-21.00 น. ณ หอประชุมโรงเรียน 4) จันทรที่ 2 เม.ย. นี้ อยาพลาดชม "ลําตัดแมประยูร" ที่หอประชุมโรงเรียน รายไดสนับสนุนกิจกรรมชุมนุมการแสดง 8. ประกาศของชมรมในโรงเรียนขอใดกะทัดรัดชัดเจนที่สุด 1) รับติววิชาที่หองทุกวันเวลา 2) รับสมาชิกชมรมอนุรักษฯ เพิ่มอีก 10% 3) ใครพบแฟมเอกสารชมรมภาษาไทย สงคืนที่หองชมรม 4) เที่ยวเชียงใหม ไมจํากัดจํานวน ติดตอชมรมทุกวัน 9. ขอใดเปนคําประกาศใหมารับของคืนที่ดีที่สุด 1) กระเปาสตางคของใครหาย มารับคืนได 2) กระเปาสตางคของใครหาย มารับคืนไดที่หองอาจารยใหญ 3) ผูใดทํากระเปาหนังจระเขสีนํ้าตาลหาย มารับคืนไดที่หองอาจารยใหญ 4) ผูใดทํากระเปาหนังจระเขสีนํ้าตาลยี่หอ "รับทรัพย" ขางในมีเงินอยู 100 บาท พรอมกุญแจตกหายในหองนํ้าตึกหนึ่ง ใหมารับคืนไดที่หองอาจารยใหญ 10. ประกาศอยางเปนทางการจะประกอบดวย ก. หนวยงานที่ประกาศ ข. เรื่องที่ประกาศ ค. เนื้อหาที่ประกาศ ง. วัน เดือน ป ที่ประกาศ จ. ลงนามหัวหนาหนวยงานที่ประกาศ ในการเขียนประกาศอยางเปนทางการจะตองเรียงลําดับอยางไร 1) ก., ข., ค., ง. และ จ. 2) ก., ข., ค., จ. และ ง. 3) ข., ค., ง., จ. และ ก. 4) ข., ค., จ., ก. และ ง. 11. ขอใดไมใชวิธีการจดบันทึกขอความจากการอาน 1) จดสาระสําคัญของขอความนั้นดวยถอยคําของเราเองใหตรงกับความเดิม 2) จดถอยคําสําคัญจากตนฉบับประสมกับถอยคําของเราเองใหตรงกับความเดิม 3) จดขอความตอนใดตอนหนึ่งใหตรงกับตนฉบับโดยใสเครื่องหมายอัญประกาศ 4) จดถอยคําสําคัญจากตนฉบับประสมกับถอยคําของเราเองใหตรงกับความเดิมใสเครื่องหมายอัญประกาศ 12. การเขียนรายงานทางวิชาการ ควรปฏิบัติขอใดเปนขอแรก 1) การวางโครงเรื่อง 2) การเลือกหัวขอเรื่อง 3) การคนควาและรวบรวมความรู 4) การกําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง BOBBYtutor Thai Note
106.
13. ขอใดเปนภาษาที่ใชในการเขียนรายงานทางวิชาการ 1) นับตั้งแตระบบทุนนิยมเขามามีบทบาทในภาคอิสาน
การผลิตก็เปลี่ยนแปลงไป เดิมเปนการผลิตเพื่อบริโภค แตปจจุบันเปลี่ยนมาเปนการผลิตเพื่อจําหนาย 2) หากวากฎเกณฑขอหนึ่งขอใดถูกละเมิดได กฎเกณฑขออื่นๆ ก็ยอมมีสิทธิ์ที่จะถูกละเมิดไดเชนกัน 3) ทั่วโลกที่เจริญแลวเขาถือหลักวา ในการขนสงมวลชนนั้นตองราคาถูก สะดวก รวดเร็วและปลอดภัย 4) การแตงตั้งคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้นควรที่จะเลือกคนเกงที่มีความรูความสามารถสมกับรัฐวิสาหกิจแตละแหง และใหแตงตั้งผูทรงคุณวุฒิ หรือเอกชนที่มีความรูความสามารถ มีความสําเร็จในอาชีพธุรกิจอันจะเปนประโยชนตอ การบริหารงานมารวมเปนกรรมการ 14. การเลือกหัวขอเรื่องเพื่อเขียนรายงานทางวิชาการนั้น ควรเปนหัวขอที่มีลักษณะอยางไร 1) ผูเขียนรายงานสนใจมากที่สุด 2) ผูเขียนรายงานเห็นวาเปนเรื่องที่ทันสมัย 3) ผูเขียนรายงานเห็นวาหาขอมูลงาย 4) ผูเขียนรายงานทราบมาวายังไมคอยมีผูใดเขียน 15. หากทานไดรับมอบหมายใหเขียนรายงานเชิงวิชาการเรื่อง "ยาเสพติด" ทานควรจะกระทําขอใดเปนอันดับแรก 1) ปรึกษากับครูเรื่องแหลงที่จะคนควา 2) วางโครงเรื่องและจัดลําดับโครงเรื่องใหเหมาะสม 3) กําหนดจุดมุงหมายวาจะเขียนในขอบเขตเพียงใด 4) จัดชวงเวลาใหเหมาะสมกับการรวบรวมความรู เฉลย 1. 3) 2. 1) 3. 2) 4. 1) 5. 2) 6. 4) 7. 3) 8. 3) 9. 3) 10. 1) 11. 4) 12. 2) 13. 1) 14. 1) 15. 3) BOBBYtutor Thai Note
107.
การใชถอยคําสํานวนใหมีประสิทธิผล การใชถอยคํา ถอยคํา หมายถึง คําพูดที่มนุษยใชสื่อสารกันทั้งในดานกิจธุระและในดานกิจการอื่นๆ
มีรูปลักษณตางกันไป เชน เปนคําซอน คําประสม คํามูล เปนตน ความหมายของถอยคํา 1. ความหมายเฉพาะของคํา แบงออกเปน 1.1 ความหมายตามตัวกับความหมายเชิงอุปมา เชน ลูกหมอเปนคําเรียกชื่อลูกของปลากัด (ความหมายตามตัว) เขาเปนลูกหมอกระทรวงนี้มานานแลว (ความหมายเชิงอุปมา หมายถึง ผูที่ทํางานในตําแหนงขึ้นตน จนตําแหนงสูงขึ้น) 1.2 ความหมายนัยตรงกับความหมายนัยประหวัด โบราณวาเขาปาอยาถามหาเสือ (ความหมายนัยตรง) คนบานนั้นเสือทั้งนั้น (ความหมายนัยประหวัด) 2. ความหมายเทียบเคียงกับคําอื่น แบงออกเปน 2.1 คําที่มีความหมายเหมือนกัน เชน มา = สินธพ แสะ หัย อัสดร อาชาไนย หญิง = นารี สตรี อิตถี กัญญา 2.2 คําที่มีความหมายตรงกันขาม เชน สุจริต - ทุจริต อภิชาตบุตร - อวชาตบุตร สัมมาชีพ - มิจฉาชีพ ตึง - หยอน ออน - แข็ง คลาย - ขัน 2.3 คําที่มีความหมายรวม เชน ตัด - หั่น วิ่ง - เตน ผูก - มัด 2.4 คําที่มีความหมายแคบกวางตางกัน เชน เวชภัณฑ = เครื่องมือผาตัด ยา ผาพันแผล เข็มฉีดยา เครื่องเขียน = สมุด ดินสอ ปากกา ยางลบ ไมบรรทัด วิธีการใชถอยคํา 1. ใชใหตรงตามความหมาย 2. ใชใหตรงตามความนิยมของผูที่ใชภาษาเดียวกัน 3. ใชใหเหมาะกับบุคคลและกาลเทศะ 4. ใชคําไมซํ้าซาก ควรเลือกใชคําใหแปลกออกไปเพื่อใหเกิดความไพเราะทางภาษา 5. ใชคําใหเห็นภาพ เชน แดงแจ หอมฟุง ออนพลิ้ว กวางใหญไพศาล เปนตน BOBBYtutor Thai Note
108.
แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. คําที่พิมพตัวหนาในขอใดที่ไมใชความหมายนัยประหวัด 1) อยามารีดเลือดกับปูเลย
รูๆ กันอยูไมคอยมี 2) มันลูกเสือลูกตะเข แกระวังเชียวนะ 3) แข็งกวาเพชรเด็ดกวาทองตองของเรา 4) เปนเตาอยูอยางนี้จะไปทันใครเขา 2. คําที่พิมพตัวหนาในประโยคคูใดที่เปนคําหลายความหมาย 1) จดหมายที่ใหสงดวนนั้นสงแลวหรือยัง รถดวนขบวนนี้จะมาถึงสถานีขอนแกนเวลาบายโมงตรง 2) เสียงสระเปนเสียงที่เปลงออกมาโดยไมกระทบอวัยวะใดๆ ในปาก ที่แหงนี้กลายเปนสระนํ้าใหญมาจนถึงทุกวันนี้ 3) ที่ฉลากยาเขียนวายานี้ใหปายตา หามรับประทาน ทางไปหองประชุมมีปายบอกทางเปนระยะๆ 4) เขาไมศรัทธาลัทธิการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น เขาเปนคนรุนใหม มีฝมือ และบุคลิกนาศรัทธา 3. ประโยคใดนาจะกอใหเกิดความหมายนัยประหวัดมากที่สุด 1) เธอไมไดเปนนางงามที่ไหนหรอก ทั้งๆ ที่เธอเปนคนสวยมาก 2) ใครๆ ก็ชอบเขาทั้งนั้น เพราะเขาเปนคนใจกวาง 3) รถผาปาสามัคคีพลิกควํ่าลงขางทาง ผูไปทําบุญตาย 2 คน 4) ขางบานฉันมีงานเลี้ยงกันบอยๆ ทําใหพวกเราเปนคนนอนดึก 4. ประโยคใดไมกํากวม 1) คนจับเชือกควรจะเปนคนสาว 2) หนังสือพิมพที่คุรุสภาขายดี 3) นองของเขาที่เพิ่งกลับมาเสียชีวิตแลว 4) นายสิงหขับมอเตอรไซครถชนตายแลวหนี 5. ขอใดใชคําอุปมาและคําเปรียบเทียบถูกตองเหมาะสม 1) เขาเปนชายหนุมที่ไรคาเหมือนหญาเจาชู 2) ตาของหลอนวาววามราวกับหมูดาวในทองฟา 3) ถึงแมรางเขาจะเล็กแตก็เล็กเยี่ยงผงชูรส 4) พอไดยินเรื่องราวเขาโกรธเปนไฟไหมปาทีเดียว 6. การใชถอยคําในขอใดที่กระทบความรูสึกของผูฟงไดรุนแรงที่สุด 1) คุณนี่ชางใจดํา 2) คุณนี่ชางกระไร 3) คุณละดีนักหรือ 4) คุณนะวิเศษนักหรือ 7. ขอใดใชคําไดเหมาะสมและกะทัดรัดที่สุด 1) ประเทศในกลุมอาเซียนสี่ประเทศกําหนดเจรจาเรื่องกัมพูชาที่สิงคโปร 2) เจาหนาที่ออกไปแนะนําเกษตรกรเรื่องการเลี้ยงปศุสัตว วัว ควาย หมู 3) ดิฉันหวังเปนอยางยิ่งวาจะไดพบคุณอีกในอนาคตขางหนา 4) เจาภาพปรึกษาเห็นพองกันวาจะถวายผาไตร จีวร สังฆาฏิแกพระภิกษุ BOBBYtutor Thai Note
109.
8. ขอใดไมมีคําที่มีความหมายกวางและแคบอยูดวยกัน 1) เตาอบไมโครเวฟ
เปนเครื่องไฟฟาชนิดหนึ่ง ซึ่งมีการโฆษณาทางสื่อมวลชนอยางแพรหลายในปจจุบัน 2) พุทธศาสนิกชนนับถือพระรัตนตรัย ไดแก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ 3) ศิลปนที่มีชื่อเสียงหลายคนไดพรอมใจกันแสดงละครเรื่อง "พันทายนรสิงห" 4) การเดินเปนการออกกําลังกายอยางหนึ่ง ซึ่งทําใหสุขภาพแข็งแรง 9. ขอใดมีความหมายนัยตรงไดอยางเดียว 1) เขาลางมือแลว 2) สุดาโดดรมอยางนอยอาทิตยละครั้ง 3) ใครๆ ก็ทราบวาเขากินไดทุกอยาง 4) ฉันตกหมอนเมื่อคืนนี้ คอแข็งเลย 10. คําที่บอกรสในขอใดมีความหมายนัยตรง 1) งานนี้กรอยเหลือเกิน จืดชืดไมมันเลย 2) เธอไมใชแตจะเปรี้ยวอยางเดียวนะ เค็มเปนเกลือทีเดียว 3) ฉันวาไมฝาดนะ มันอรอยดีออก 4) เรื่องนี้เผ็ดรอนถึงอกถึงใจ เปรี้ยวหวานมันเค็มมีพรอม 11. ขอใดไมมีคําที่มีความหมายกวางและแคบอยูดวยกัน 1) กิจวัตรประจําวันของสาวิตรี ไดแก การอานหนังสือพิมพในเวลาเชาและชมโทรทัศนในเวลากลางคืน 2) การพกอาวุธ เชน ปน มีด ระเบิดขวด ในที่สาธารณะเปนสิ่งที่ไมควรกระทํา 3) การสอบคัดเลือกเขามหาวิทยาลัยเปนโอกาสที่นักเรียนจากโรงเรียนตางๆ ไดแขงขันกัน 4) การเดินทางไปตางจังหวัดในปจจุบันนี้ เราสามารถเดินทางไดหลายวิธี เชน โดยทางเครื่องบิน รถไฟ รถยนตสวนตัว 12. คําวา "ดอกไม" ในขอใดมีความหมายตามตัว 1) พูดจาภาษาดอกไม 2) ขอมอบดอกไมใหดวยใจรัก 3) ดอกไมจากสรวงสวรรควรรณกวี 4) ขอมอบดอกไมในสวนไวเพื่อมวลประชา 13. ขอใดมีความหมายนัยตรงไดอยางเดียว 1) อะไรคํ้าคอเขานะ เขาจึงตองทําเชนนั้น 2) เรือบินลํานั้นหายเขากลีบเมฆไปแลว 3) สมศักดิ์ลมไมเปนทาอีกแลว 4) เขาแสดงละครไดดีมาก เฉลย 1. 3) 2. 3) 3. 2) 4. 3) 5. 4) 6. 1) 7. 1) 8. 2) 9. 4) 10. 3) 11. 3) 12. 2) 13. 3) BOBBYtutor Thai Note
110.
การใชสํานวน ความหมายของสํานวน สํานวน คือ ถอยคําที่เรียบเรียงโดยไมเครงครัดในหลักไวยากรณ
แตก็ถือวาเปนภาษาที่ถูกตอง สํานวนนี้มักจะ เปนความหมายเชิงเปรียบเทียบ เชน ขวางงูไมพนคอ กินปูนรอนทอง ใจดีสูเสือ ตีวัวกระทบคราด คําพังเพย เปนคําที่มีลักษณะติชมหรือแสดงความคิดเห็น เชน ทํานาบนหลังคน ตีงูขางหาง เสียนอยเสียยาก เสียมากเสียงาย รักวัวใหผูกรักลูกใหตี สุภาษิต คือ คํากลาวที่เปนความสัตยจริงทุกสมัย สอนใหประพฤติดีงาม เชน ความประมาทเปนทางแหงความตาย ชนะตนนั่นแหละเปนดี คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล ที่มาของสํานวน 1. เกิดจากสัตว เชน ไกแกแมปลาชอน กระตายหมายจันทร 2. เกิดจากธรรมชาติ เชน คลื่นใตนํ้า ฝนตกไมทั่วฟา 3. เกิดจากประเพณี เชน ขนทรายเขาวัด คนตายขายคนเปน 4. เกิดจากลัทธิศาสนา เชน แกวัด ควํ่าบาตร 5. เกิดจากการละเลน เชน แกลํา สูจนเย็บตา 6. เกิดจากนิยายตํานาน เชน มากอนไก ปากพระรวง 7. เกิดจากสวนตางๆ ของรางกาย เชน ปากบอน ตาเปนสับปะรด ตีนเทาฝาหอย แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ขอใดใชสํานวนไมถูกตอง 1) เขาตองเสียเงินไปทีละเล็กทีละนอย เบี้ยบายรายทางไปเรื่อยๆ 2) เขาชอบยุคนโนนคนนี้เปนการเสี้ยมเขาควายใหชนกันแทๆ 3) ถามอะไรก็ไมตอบ กลัวดอกพิกุลจะรวงหรืออยางไร 4) เขาเปนคนตระหนี่ถี่เหนียว เก็บเบี้ยใตถุนรานอยูเสมอ 2. สํานวนในขอใดจะเติมลงในชองวางไดเหมาะสม "คุณเทอด งานชิ้นนี้ผมลงทุนไปหลายลานนะครับ คุณจะทําแบบ .......... อยางที่ผานมาไมไดนะ" 1) หมายนํ้าบอหนา 2) สุกเอาเผากิน 3) ผักชีโรยหนา 4) เหยียบขี้ไกไมฝอ 3. สํานวนในขอใดจะเติมลงในชองวางไดอยางเหมาะสม "ขอสอบนี่ดูดีๆ แลวไมยากหรอก ตัวเลือกมันลวงอยูนิดเดียว เฉลยแลวจะตองรองออ นี่มัน .......... แทๆ" 1) ผีบังตา 2) หญาปากคอก 3) ใกลเกลือกินดาง 4) เสนผมบังภูเขา 4. ขอใดมีความหมายใกลเคียงกับสํานวน "นกสองหัว" มากที่สุด 1) ตีสองหนา 2) จับปลาสองมือ 3) สองฝกสองฝาย 4) เหยียบเรือสองแคม BOBBYtutor Thai Note
111.
5. คําในขอใดเปนสํานวนทุกคํา 1) แกเผ็ด
แกมือ แกไข แกเกี้ยว แกลํา 2) คูปรับ คูหู คูมือ คูควร คูใจ 3) มือปน มือมีด มือขวา มือออน มือรอง 4) หนามา หนาแดง หนาเปน หนาเลือด หนาบาง 6. "คนที่รูอะไรดานเดียว แลวเขาใจวาสิ่งนั้นเปนอยางนั้น" ตรงกับสํานวนในขอใด 1) ตาบอดไดแวน 2) ตาบอดคลําชาง 3) ตาบอดสอดตาเห็น 4) ตาบอดตาใส 7. ขอใดใชสํานวนไดถูกตองที่สุด 1) เด็กๆ พวกนี้คึกคักกันยังกับจับปูใสกระดงเชียวนะ 2) เขามีตาเปนสับปะรดเชียวนะ เพราะฉะนั้นเราจะพูดจาจะทําอะไรตองระมัดระวังเอาไวบาง 3) คนสมัยใหมไมคอยจะเชื่อกฎแหงกรรม แตสําหรับฉันเชื่อวากรรมติดตามเราเหมือนกงจักรกับดอกบัว 4) เราอยาไปเอาอยางงานศพของครอบครัวนั้นเลย ทําแตพอสมฐานะดีกวา เดี๋ยวจะไดชื่อวานอนตายตาไมหลับ 8. สํานวนใดชี้ใหเห็นวาภาษาไทยเปนภาษาที่มีระดับ 1) เชื้อไมทิ้งแถว แนวไมทิ้งตระกูล 2) มะพราวตื่นดก ยาจกตื่นมี 3) สําเนียงสอภาษา กิริยาสอสกุล 4) คนยากวาผี ผูดีวาศพ 9. ขอใดสะทอนใหเห็นความเชื่อที่เปนปรัชญาพุทธศาสนา 1) ปดทองหลังพระ 2) ผีซํ้าดํ้าพลอย 3) วัวใครเขาคอกคนนั้น 4) ตื่นแตดึก สึกแตหนุม 10. สํานวนคูใด มีความหมายใกลเคียงกันมากที่สุด 1) หนาเนื้อใจเสือ - ปากวาตาขยิบ 2) ขิงก็ราขาก็แรง - ขนมพอสมนํ้ายา 3) เกี่ยวแฝกมุงปา - ตํานํ้าพริกละลายแมนํ้า 4) เอาไมซีกไปงัดไมซุง - เอาเนื้อหนูไปปะเนื้อชาง 11. ขอความตอไปนี้ตรงกับสํานวนไทยขอใด "ทั้งสองประเทศตางประสบปญหาเรื่องเดียวกัน การเขามาชวยเหลือกันก็เทากับคนกําลังจะจมนํ้าตายชวยคนที่กําลัง จะจมนํ้าตายดวยกัน" 1) เตี้ยอุมคอม 2) กอดคอกันตาย 3) เคียงบาเคียงไหล 4) รวมทุกขรวมสุข 12. ผูมีอาชีพที่คนทั่วไปนับถือ คอยแนะนําสั่งสอนคนใหเปนคนดี แตกลับปฏิบัติตนเองในทางตรงกันขาม คนลักษณะนี้ ตรงกับสํานวนขอใด 1) หนาเนื้อใจเสือ 2) มือถือสากปากถือศีล 3) ปากหวานกนเปรี้ยว 4) ปากปราศรัยนํ้าใจเชือดคอ 13. สํานวนขอใดมีความหมายไมตรงกับขออื่น 1) กบเกิดในกะลาครอบ 2) กบเกิดใตบัวบาน 3) มดแดงแฝงพวงมะมวงงอม 4) จวักตักแกง 14. สํานวนขอใดสอนใหระวังในการพูด 1) ไปไหนมา สามวาสองศอก 2) กําแพงมีหู ประตูมีชอง 3) แยมปากก็เห็นไรฟน 4) สิบปากวาไมเทาตาเห็น BOBBYtutor Thai Note
112.
15. "เจาพูดจาใชถอยคําวนเวียนเหมือนลูกหมาไลกัดหางตัวเอง" ขอความที่พิมพตัวหนาตรงกับสํานวนในขอใด 1)
จับตนชนปลายไมถูก 2) ชักแมนํ้าทั้งหา 3) มะกอกสามตะกราปาไมถูก 4) พายเรือในอาง 16. มีคําเปรียบเทียบคนอานหนังสือวา "คนหนึ่งกินยาบํารุงอีกคนหนึ่งกินยาพิษ" ขอความที่เปรียบเทียบนี้ตรงกับขอใด 1) ลางเนื้อชอบลางยา 2) ตัวใครตัวมัน 3) ตางรสนิยม 4) ตางลิ้นตางรส 17. "กําลังของเรานอย จะไปสูเขาไหวหรือ มันเขาทํานอง .......... นะเพื่อน" 1) เกลือจิ้มเกลือ 2) ทองรูกระเบื้อง 3) จอมปลวกกับภูเขา 4) ไมซีกงัดไมซุง 18. "สองคนนี้เขารูจุดออนและเลหเหลี่ยมของกันและกันเหมือน .......... นั่นแหละ 1) ไกเห็นตีนงู งูเห็นนมไก 2) ขิงก็รา ขาก็แรง 3) คอหอยลูกกระเดือก 4) ขนมพอสมนํ้ายา 19. "ฉันอยากจะเลือกเขาเปนหัวหนาเหมือนกัน แตไดยินวาเขาเปนคนโกง มิหนํายังเคยเปนนักเลงฆาคนมามาก ฉันเลยรูสึกเหมือน..........อยางนั้นแหละ" 1) นํ้าทวมปาก 2) กินนํ้าเห็นปลิง 3) แกวงเทาหาเสี้ยน 4) ชักนํ้าเขาลึก ชักศึกเขาบาน 20. "คุณคิดอยางไรนะ อยากจะปรับปรุงทุกอยางใหดี มีโครงการเสียใหญโต แตกลัวจะตองใชเงินมาก ไมกลาลงทุน อยางนี้เขาเรียกวา .........." 1) คิดเล็กคิดนอย 2) ฆาควายเสียดายพริก 3) กินขาวตมกระโจมกลาง 4) ขี่ชางจับตั๊กแตน 21. "วัวหายลอมคอก" มีความหมายตรงกับขอใดมากที่สุด 1) เรื่องเกิดขึ้นแลวจึงคิดปองกัน 2) ของหายแลวจึงคิดปองกัน 3) ไมคิดปองกันกอนที่จะเกิดเรื่องขึ้น 4) ไมคิดปองกันกอนที่ของจะหาย 22. ขอใดใชสํานวนไมถูกตอง 1) เขาเปนคนดี คงจะไมเปนอะไรหรอก เพราะคนดียอมตกนํ้าไมไหล ตกไฟไมไหม 2) ใครๆ ก็ยอมทําผิดพลาดไดเสมอ เพราะสี่ตีนยังรูพลาด นักปราชญยังรูพลั้ง 3) ลูกชายของเขาเกงเหมือนพอ อยางนี้เขาเรียกวาเชื้อไมทิ้งแถว 4) เธอไปหวานลอมเขาอยูทําไม จะชักใบใหเรือเสียเทาไรเขาก็ไมยอมทําตามหรอก 23. ขอใดใชสํานวนถูกตอง 1) สามีภรรยาคูนี้เหมาะกันเหมือนไมเบื่อไมเมา 2) เด็กคนนี้ฉลาด บอกอะไรนิดเดียวก็เขาใจไมตองจํ้าจี้จํ้าไช 3) เขาคิดจะขี่ชางจับตั๊กแตนอีกแลว มีเงินอยูแสนเดียว แตคิดจะปลูกบานราคาหาแสน 4) เขายอมขายผาเอาหนารอด เพื่อเอาเงินไปจัดงานใหคุณพออยางสมเกียรติ 24. "พี่นองคูนี้เขาใกลกันทีไรเปนตองทะเลาะกันทุกที" ขอความนี้ตรงกับสํานวนวาอะไร 1) ขิงก็ราขาก็แรง 2) ขนมพอสมนํ้ายา 3) ขมิ้นกับปูน 4) เกลือจิ้มเกลือ BOBBYtutor Thai Note
113.
25. สํานวนในขอใดเหมาะสมที่จะเติมในชองวาง "พอแมตองไมเลี้ยงลูกอยางตามใจ แตควรฝกใหรูจักอดทนตอความยากลําบากบาง
ลูกจะไดไมกลายเปนคน ประเภท .........." 1) ใสสาแหรกแขวนไว 2) ทาดีทีเหลว 3) เหยียบขี้ไกไมฝอ 4) ไมหลักปกเลน 26. ขอใดใชสํานวนถูกตอง 1) เขาอยากเปนหัวหนาชั้น แตปากก็บอกวาไมอยากเปน เขาทํานองปากวาตาขยิบนั่นแหละ 2) การที่ความลับรั่วไหลไปถึงฝายตรงขามไดแสดงวาเผอเรอกระเชอกนรั่ว 3) เมื่อทราบวาทุกคนในชั้นสอบผานหมด ทุกคนก็ดีใจยังกับปลากระดี่ไดนํ้า 4) พี่คนโตชอบลอนองชายคนเล็กแรงๆ เหมือนหมาหยอกไก 27. สํานวนใดเหมาะที่สุดสําหรับเติมในชองวาง "ทานจะทําอะไรก็ปลอยทานไปเถอะ อยา .......... เลย ทานไมฟงเสมียนอยางเราหรอก ดีไมดีจะถูกทานเขมนเอาดวย" 1) เอามือซุกหีบ 2) เอาไมสั้นไปรันขี้ 3) แกวงเทาหาเสี้ยน 4) เอาไมซีกไปงัดไมซุง 28. จงเติมสํานวนในขอความตอไปนี้ใหมีความหมายสอดคลองกัน "เขาเปนคนประเภท .......... ไมนาไวใจ กลับกลอกโลเล เดี๋ยวก็ไปเขากับฝายโนน เดี๋ยวก็มาเขากับฝายนี้" 1) เด็กเลี้ยงแกะ 2) นกสองหัว 3) จับปลาสองมือ 4) คดในขอ งอในกระดูก 29. สํานวนใดเหมาะสมที่สุดจะเติมในชองวาง "ถาเธอทําขนมเปนจริงๆ ฉันคงไมตอง .......... บอกวิธีทําโดยละเอียดอยางนี้" 1) แจงสี่เบี้ย 2) ชักแมนํ้าทั้งหา 3) สอนหนังสือสังฆราช 4) สีซอใหควายฟง 30. สํานวนใดเหมาะสมที่สุดจะเติมในชองวาง "เพลงที่เขาแตงมีลักษณะ .......... ขึ้นตนกับลงทายเปนคนละเรื่อง ทําใหเขากันไมสนิท ฟงดูไมไพเราะ" 1) คาบลูกคาบดอก 2) ลูกผีลูกคน 3) หัวมังกุทายมังกร 4) ดาบสองคม เฉลย 1. 4) 2. 2) 3. 4) 4. 4) 5. 2) 6. 2) 7. 2) 8. 4) 9. 3) 10. 2) 11. 1) 12. 2) 13. 1) 14. 2) 15. 4) 16. 1) 17. 4) 18. 1) 19. 2) 20. 2) 21. 1) 22. 4) 23. 4) 24. 3) 25. 3) 26. 3) 27. 4) 28. 2) 29. 1) 30. 3) BOBBYtutor Thai Note
114.
การใชวิจารณญาณในการฟง การฟงอยางมีวิจารณญาณ การฟง วิจารณญาณ ไดยิน รับรู เขาใจ วิเคราะห ใครครวญ วินิจฉัย ประเมินคา ใชประโยชน วิจารณญาณเปนการสมาสคําจากคําวา วิจารณ
+ ญาณ วิจารณ หมายถึง การคิด ใครครวญโดยใชเหตุผล ญาณ หมายถึง ปญญา ความรูในชั้นสูง วิจารณญาณ คือ ปญญาสามารถสันนิษฐานเหตุผล การใชวิจารณญาณในการฟงเริ่มดวยผูรับสารฟงสารดวยความตั้งใจ พยายามทําความเขาใจกับเนื้อความที่ไดฟงพรอมทั้งคิดใครครวญตามไปดวย การใชวิจารณญาณในการฟงอาจจะเปนไป ในแงตางๆ เชน 1. พิจารณาวาผูพูดมีจุดมุงหมายในการพูดอยางไร 2. เรื่องที่ฟงมีสารประโยชน ใหแงคิดในเชิงสรางสรรคอยางไรบาง 3. เรื่องที่ไดรับฟงมีความเปนไปไดมากนอยเพียงใด 4. เรื่องที่ไดรับฟงมานาเชื่อถือเพียงใด 5. ผูพูดมีความจริงใจหรือไมเพียงใด 6. ผูพูดใชวิธีในการถายทอดความรูสึกนึกคิดอยางไร ในการฟงที่ถือวาผูฟงไดใชวิจารณญาณในการฟงไปดวยก็ตอเมื่อ ไดใชความคิดวิเคราะหใครครวญ และตัดสินใจวา ขอความที่ไดฟงมาสิ่งใดเปนใจความสําคัญ สิ่งใดเปนพลความ ทั้งวินิจฉัยไดวาขอความที่ไดฟงมานั้นควรเชื่อถือได หรือไมเพียงใด BOBBYtutor Thai Note
115.
แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. จงพิจารณาคําประพันธตอไปนี้ สักวา "แบบวา"
ผมยินดี "แบบวา" มีสักวาขึ้นมาใหม ตามแบบที่สยามรัฐเคยจัดไว แต "แบบ" เลิกราไปมานานชา จึง "แบบ" เขียนสักวามารวมดวย "แบบวา" ชวยเลนกันใหหรรษา แบบภาษาไทยใหมใชเจรจา "แบบ" ไมลาหลังใครจริงไหมเอย (ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช) ผูเขียนมีจุดประสงคอยางไรในการแตงบทสักวาขางตนนี้ 1) บันทึกคําสมัยใหมไวเปนหลักฐาน 2) ลองใชคําสมัยใหมเพื่อจะไดไมลาหลัง 3) เสียดสีความไมใสใจการใชภาษา 4) ลอเลียนการใชคําติดปาก 2. "ยาสีฟน.....ปองกันฟนผุได 100% เพิ่มเสนหใหแกทานชายหญิงอยางไดผล ทานที่ไมตองการใหฟนผุตองการมีเสนห ใหใชยาสีฟน....." ขอความนี้เปนสารประเภทใด 1) สารประเภทใหความรู 2) สารประเภทโนมนาวใจ 3) สารประเภทใหขอเท็จจริง 4) สารประเภทใหความจรรโลงใจ 3. ".....ในฐานะที่เราเปนคนไทยคนหนึ่ง เราจะทนไดหรือที่จะปลอยใหนองผูหิวโหยซึ่งเปนเพื่อนรวมชาติของเราตอง หิวโหยอีกตอไป" ขอความขางตนนี้ผูพูดมีจุดประสงคอยางไร 1) เพื่อจูงใจ 2) เพื่อปลุกใจ 3) เพื่อแกปญหา 4) เพื่อใหขอเท็จจริง 4. จงอานขอความตอไปนี้ ".....แตกอนจะจบก็เห็นจะตองยืนยันไวสวนหนึ่งวา ใครก็ตามที่เห็นวาเพื่อนของผมคนนี้เลวสนิทจนไมมีที่ติ ผมวา คงไมถูกตองนัก อยางนอยทานก็มีความดีอยูบางตรงที่สามารถใชเปนมาตรฐานวัดไดวาไอที่เลวที่สุดนั้นมันเปนอยางไร ก็หลายคนมีโอกาสเปนคนดีไดบางในขณะนี้ก็เพราะไดใชทานเปนมาตรฐานเทียบไมใชหรือ" ขอความขางบนนี้ผูพูดมีความรูสึกอยางไร 1) อยากปกปองไมตองการใหใครตําหนิเพื่อน 2) เห็นใจเพื่อน มองเห็นความดีของเพื่อน 3) หลายๆ คนดีเหมือนเพื่อนของเขา 4) ตองการกลาวเสียดสี เห็นวาเพื่อนเปนคนเลว 5. ขอใดเปนภาษาโนมนาวใจผูฟง 1) พื้นที่สีเขียวในประเทศไทยกําลังลดนอยลงทุกป 2) ใครเขาจะแตงงานกันอยางหรูหราแคไหนก็เรื่องของเขา 3) สะอาดกายเจริญวัย สะอาดใจเจริญสุข 4) ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยมามากกวา 50 ปแลว BOBBYtutor Thai Note
116.
6. "ทุกสิ่งทุกอยางที่เปนอยูแกเราทุกวันนี้ ยอมมีตนเรื่องมากอน
เชนที่ทานมีความรูมีปริญญาอยูขณะนี้ ก็เปนเพราะ ไดลงทุนลงแรงเลาเรียนมา" จากขอความนี้ขอใดเปนเหตุผล 1) ทุกสิ่งทุกอยางที่เกิดที่เปนอยูแกเราทุกวันนี้ 2) ยอมมีตนเรื่องมากอน 3) เชนที่ทานมีความรูมีปริญญาอยูขณะนี้ 4) ก็เปนเพราะไดลงทุนลงแรงเลาเรียนมา 7. "ทําดีไดดี มีที่ไหน ทําชั่วไดดี มีถมไป" หลังจากการใชวิจารณญาณในการอานหรือการฟงขอความนี้แลว ขอใด เปนแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด 1) พยายามปกปดความดีความชั่วของตนเองและผูอื่น 2) เลือกทําความชั่วในหมูคนชั่วเมื่อมีโอกาส 3) ทําแตความดีโดยไมหวังผลตอบแทนในทันที 4) เลือกทําแตความดีที่เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคลเทานั้น 8. ถาเปนคําพูด บทกลอนตอไปนี้ ตรงกับจุดมุงหมายของการพูดในขอใด "ในเพลงปวาสามพี่พราหมณเอย ยังไมเคยเชยชิดพิสมัย ถึงรอยรสบุปผาสุมาลัย จะชื่นใจเหมือนสตรีไมมีเลย พระจันทรจรสวางกลางโพยม ไมเทียบโฉมนางงามพี่พราหมณเอย แมนไดแกวแลวคอยประคองเคย ถนอมเชยชมโฉมประโลมลาน" 1) พูดชี้แจง 2) พูดขยายความ 3) พูดใหความรู 4) พูดชักจูงใจ 9. "พระอนุชาวาพี่นี้ขี้ขลาด เปนชายชาติชางงาไมกลาหาญ แมนชีวันยังไมบรรลัยลาญ ก็เซซานซอกซอนสัญจรไป เผื่อพบพานบานเมืองที่ไหนมั่ง พอประทังกายาอยูอาศัย มีความรูอยูกับตัวกลัวอะไร ชีวิตไมปลดปลงคงไดดี" ขอความขางตนนี้ ผูพูดใชศิลปะการพูดในขอใด 1) พูดสัมผัสสัญชาตญาณการหนีภัย 2) พูดสัมผัสสัญชาตญาณการตอสู 3) พูดสัมผัสสัญชาตญาณการปกปกรักษา 4) พูดสัมผัสสัญชาตญาณทางเพศ 10. "แมจะมีคํากลาววา สิ่งที่แนนอนคือความไมแนนอน ก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่แนนอนนั่นคือ ความตาย ความตายเปนสิ่งที่ ทุกคนไมปรารถนาแตไมสามารถจะหลีกเลี่ยงได ถึงกระนั้นเวลาของความตายก็สามารถยืดออกไปได เลือดของ ทานทุกคน ไมวาบุรุษ สตรี ยากดีมีจน มีคาเทาเทียมกัน เหลาทหารหาญยังสละเลือดทุกหยาดเปนชาติพลีแลวทานละ ความเจ็บปวดแคปลายเข็มแทง ทานจะแลกกับชีวิตเพื่อนมนุษยไมไดเชียวหรือ" ทานเขาใจวาผูพูดมีจุดประสงคอะไรเปนสําคัญ 1) เพื่อแสดงสัจธรรมของชีวิต 2) เพื่อใหเห็นความสําคัญของชีวิต 3) เพื่อชักชวนใหทํากุศล 4) เพื่อใหตระหนักถึงหนาที่ของมนุษย เฉลย 1. 4) 2. 2) 3. 1) 4. 4) 5. 3) 6. 4) 7. 3) 8. 4) 9. 2) 10. 3) BOBBYtutor Thai Note
117.
นิทานเวตาล 1. ผูประพันธ พระราชวรวงศเธอ
กรมหมื่นพิทยาลงกรณ พระนามเดิมวา พระองคเจารัชนีแจมจรัส จึงทรงใช พระนามแฝงวา น.ม.ส. โดยนํามาจากอักษรตัวสุดทายของแตละคําในพระนามเดิม 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) เปนนิทานซึ่งแตงเปนรอยแกว มีคําประพันธแทรกบางบางตอน 3. ที่มาของเรื่อง น.ม.ส. ทรงใชนิทานเวตาลฉบับภาษาอังกฤษของเซอร อารเอฟ เบอรตัน เปนหลักในการเรียบเรียงเปนภาษาไทย เมื่อ พ.ศ. 2461 นิทานเวตาลเดิมเปนวรรณคดีสันสกฤต ซึ่งศิวทาสแตงไวเปนนิทานชุด ชื่อ "เวตาลปญจวีสติ" แปลวา นิทาน 25 เรื่องของเวตาล เรื่องที่กําหนดใหเรียนเปนนิทานเรื่องที่ 6 4. โครงเรื่องนิทานเวตาล พระวิกรมาทิตย ผูซึ่งเปนกษัตริยมีปญญาและอานุภาพเมื่อ 2,000 กวาปมาแลว รับปากกับโยคีศานติศีลที่จะนําตัว เวตาลมาให พระวิกรมาทิตยกับพระโอรสธรรมธวัชไดไปนําตัวเวตาลจากปาชาแหงหนึ่งมาให เวตาลเปนอมนุษยชนิดหนึ่ง ในเรื่องกลาววาเปนศพ แตเปนศพที่พูดได ผูที่ไปเอาตัวเวตาลมานั้นจะตองปฏิบัติตามเงื่อนไขอันหนึ่งคือตองไมตรัสอะไรเลย มิฉะนั้นเวตาลก็จะลอยหลุดจากผูที่จับมานั้น กลับไปแขวนอยูที่ตนอโศกตามเดิม เวตาลยั่วเยาดวยการเลานิทานที่มี ปริศนาใหคิด แลวตั้งคําถามจนพระวิกรมาทิตยตองตอบปญหานั้น จนถึงนิทานเรื่องที่ 25 พระองคไดสติจึงไมตรัสตอบ จึงสามารถชนะเวตาลได 5. เนื้อเรื่องยอ ในกรุงธรรมสถลมีพราหมณผูหนึ่งชื่อเกศวะ เมื่อเปนเด็กประพฤติตนเหลวไหล ยามเปนหนุมก็มัวเมาในกามคุณ วันหนึ่งถูกบิดามารดาวากลาวอยางรุนแรง จึงหนีออกจากบานไปถึงหมูบานแหงหนึ่งไดปสสาวะรดเทวรูปชื่อวา เทวรูป ปญจานน คือ รูปพระอิศวร 5 พักตร และผลักตกลงสระนํ้าไปดวยความคิดลามก จากเหตุนี้เอง ตอมาพราหมณเกศวะ สํานึกผิดเพราะความเกรงกลัวจะถูกลงโทษถึงแกชีวิตจึงกลับตัวเปนคนดี หมั่นศึกษาหาความรู จนเปนผูมีความรูดี ตอมาแตงงานมีครอบครัว มีบุตรชายหญิง บุตรหญิงนั้นชื่อ มธุมาลตี เปนหญิงงดงาม บิดามารดาและพี่ชายถือเปน หนาที่ที่จะตองหาคูครองใหนาง แตมิไดปรึกษากันกอน จึงตางคนตางยกนางใหแกพราหมณหนุมที่ตนพอใจในเวลา ไลเลี่ยกันชายทั้งสามมีรูป วิชา อายุ คุณความดีเสมอกัน พราหมณเกศวะจึงใหชายทั้งสามกลาวสุภาษิตโบราณแขงขันกัน ก็ปรากฏวาชายทั้งสามกลาวสุภาษิตไดดีเสมอกันอีก ปญหานี้ยุติลงเมื่อมีงูพิษกัดนางมธุมาลตีตาย พราหมณหนุมทั้งสาม เสียใจมากไดพยายามหาวิธีตัดความทุกขตามแนวทางของพระอินทร ชายคนแรกเก็บกระดูกของนาง และประพฤติตัว เปนไวเศษิก ชายคนที่สอง เก็บเถาถานที่เผาศพของนาง แลวประพฤติตนเปนวานปรัสถ สวนชายคนที่สามบวชเปนโยคี ทองเที่ยวไปจนไดตําราสํชีวนีวิทยามาชุบชีวิตนางจากเถาและกระดูกนางที่ปาชาอันเปนที่เผาศพนาง เมื่อนางฟนคืนชีวิต ชายหนุมทั้งสามก็วิวาทแยงชิงนาง ปญหาก็เริ่มเกิดขึ้นอีกวานางควรเปนภรรยาของใคร เวตาลยั่วยุจนพระวิกรมาทิตย ตอบปญหานี้ โดยกลาววา ชายคนที่สอง สมควรไดนางเปนภรรยา เพราะเปนผูเก็บเถาถานไว ชายคนที่หนึ่งเก็บกระดูกนางไว จึงสมควรอยูในฐานะลูก ชายคนที่สามเปนผูชุบชีวิตนาง ยอมอยูในฐานะบิดา เวตาลจึงลอยกลับไปแขวนที่กิ่งอโศกตามเดิม 6. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 1. คนที่กลับตัวได ควรไดรับการใหอภัย เชน พราหมณเกศวะ 2. พระวิกรมาทิตย เปนกษัตริยมีปญญาและอานุภาพมาก เพราะเปนผูมีวาจาสัตย มีความกลาหาญ มานะอดทน และมีความเพียรพยายามไมยอทอตอความลําบาก และอุปสรรคนานาสมควรไดรับการเคารพยกยองและเปนแบบอยางที่ดีงาม BOBBYtutor Thai Note
118.
3. สมาชิกในครอบครัวควรปรึกษาหารือกันในการตัดสินใจทําสิ่งใดก็ตามมิฉะนั้นอาจเกิดปญหายุงยากตามมา ภายหลังได 4. การเดินทางทองเที่ยวไปในโลกกวางจะนําความสุขและความรูมาให 5.
ไทยและอินเดียมีประเพณีบางอยางที่คลายคลึงกัน เชน การตอนรับเลี้ยงดูแขกผูมาเยือนถึงบานเรือนของตน อยางดี 7. ศัพทสํานวนที่ควรทราบ เทวรูปปญจานน = รูปพระอิศวร 5 พักตร พักตรที่หาอยูขางบน เชื่อวาบูชาเทวรูปปญจานนแลว โรคภัยไขเจ็บจะหายไป และจะขอลูกจากพระปญจานนได รตี = ความรัก นางรตี คือ มเหสีของกามเทพ พากันชี้เปนนิ้วเดียวกัน = เห็นตรงกัน นิโลตบล = บัวขาบ, บัวสีนํ้าเงิน (นิล + อุตบล) นกจโกระ = นกเขาไฟ, นกกด เปนนกในนิยายเชื่อกันวากินแสงจันทรเปนอาหาร รสาภิรส = รสอันเลิศ (รส + อภิรส) ไวเศษิก = ผูทําตนใหหลุดพัน ไมตองเกิดอีก ถือศีลคลายศีล 5, ศีล 8 วานปรัสถ = พราหมณพวกหนึ่งออกไปบําเพ็ญพรตในปา บูชาไฟ โยคี = ผูปฏิบัติตามลัทธิโยคะ, ฤษี พระมนู = พระผูสรางโลกและปกครองโลก ถือกันวาเปนผูออกกฎหมายหรือธรรมศาสตร ธรรมศาสตร = คัมภีรหลักกฎหมาย อัคนิโหตร = การบูชาพระอัคนี โดยมากใชนํ้านมกับนํ้ามัน นางจัณฑี = เปนชื่อในปางโหดรายของพระอุมา ชื่ออื่นๆ ไดแก จัณฑิกา เจาแมกาลี เจาแมทุรคา นางบรรพดี 8. คานิยมในการประพฤติปฏิบัติของคนอินเดีย 1. "ลูกหญิงซึ่งอายุควรมีคู ไมมีคู ยอมเปนเชนกอนอุบาทวหอยอยูเหนือหลังคาเรือน" 2. "หญิงยอมไปปลดเปลื้องผาคลุมตอหนาชาย" 3. ประเพณีการตอนรับแขกของอินเดีย ตองเลี้ยงขาวปลาอาหาร และใหที่พักผอนหลับนอนคลายกับประเพณี ของไทย "ประเพณีไทยแทแตโบราณ ใครมาถึงเรือนชานตองตอนรับ" 4. มีลัทธิศาสนาหลายลัทธิในประเทศอินเดีย จะเลือกนับถือปฏิบัติตามลัทธิใดก็ไดตามแตจะศรัทธา 9. ขอคิดที่ไดจากภาษิตของกวีโบราณตามที่ปรากฏในเรื่อง 1. จะทราบไดวาชายผูใดมีความกลาหาญ ตองดูยามศึกสงคราม จะดูความซื่อสัตยของคนดูไดจากการสงหนี้สิน จะดูมิตรแทดูจากยามที่มีทุกข และจะทราบวาภรรยามีความซื่อสัตยก็ยามเมื่อสามีเจ็บไข ไรทรัพยสิน 2. ผูหญิงที่ดีตองอยูในโอวาทของพอแม ไมเอาแตเที่ยวสนุก ไมเปลื้องผาคลุมตอหนาชาย ไมเอาแตนอน ไมดื่มเหลา ไมนอกใจสามี 3. สิ่งที่ไมสามารถวางใจได คือ 1. ทะเล 2. สัตวที่มีเขี้ยวเล็บงา 3. ผูถืออาวุธ 4. สตรี 5. พระมหากษัตริย ทั้ง 5 อยางนี้ไวใจไมได หากประมาทอาจถึงตาย 10. งานพระนิพนธของ น.ม.ส. ทรงนิพนธเรื่องลงในหนังสือที่ออกใชรัชกาลที่ 5 คือ วชิรญาณ ทวีปญญา และลักวิทยา งานวรรณกรรมที่สําคัญ ไดแก นิทานเวตาล จดหมายจางวางหรํ่า กนกนคร พระนลคําฉันท และลิลิตสามกรุง BOBBYtutor Thai Note
119.
แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. การที่พระเจาวิกรมาทิตยหลงแกปญหาใหเวตาลแสดงวาพระองคไมไดปฏิบัติตามหลักภาษิตนฤทุมนาการขอใด 1) ยินคดีมีเรื่องนอย
ใหญไฉน ก็ดี ยังบลงเห็นไป เด็ดดวน 2) ยินดีมีมากหมั้น สันดาน ใครเกะกะระราน อดกลั้น 3) สามารถอาจหามงด วาจา ตนเฮย ปางเมื่อยังโกรธา ขุนแคน 4) ไปฟงคนพูดฟุง ฟนเฝอ เท็จและจริงจานเจือ คละเคลา 2. ภาพพจนเปรียบเทียบขอใดใหภาพที่ตางจากธรรมเนียมของวรรณคดีไทย 1) ชายหนุมทั้ง 3 ก็พากันนิ่งดูเดือนเพ็ญคือหนาแหงนาง 2) เราไดเคยคิดวาริมฝปากของนางเหมือนผลไมสุก อกเหมือนบัวตูม 3) นางมธุมาลตี เหมือนนิโลตบลซึ่งบานเต็มที่ มีแขนเหมือนกานบัว มีผมยาวหอยเหมือนความมืดแหงกลางคืน 4) นี่หรือรูปที่ชายหลงใหล สิ่งนี้มิใชอื่นไกล คือตะกราซึ่งมีหนังหุมภายนอก หัวใจคือ กระดูก เลือดเนื้อ คือ สิ่งโสโครกทั้งหลายเทานั้น 3. ประเพณีอินเดียขอใดที่เขากันไดกับวัฒนธรรมไทย 1) ออกบวชเมื่อวัยชรา 2) นักบวชนิยมบําเพ็ญตบะ ณ ฝงแมนํ้า 3) เมื่อมีแขกมาถึงบาน ตองตอนรับขับสูอยางดี 4) หญิงไมปลดเปลื้องผาคลุมหนาตอหนาชายในที่สาธารณะ 4. ขอความที่วา "ธรรมะในเวลานั้นยกไดเปนสามแพรง เพราะชายหนุมสามคน" มีความหมายตรงกับขอใด 1) ชายหนุมทั้งสามตางก็เดินตามทางธรรมะ 2) ชายหนุมทั้งสามตางรองขอธรรมะ 3) ชายหนุมทั้งสามตางอางสิทธิที่จะครอบครองนางมธุมาลตี 4) ชายหนุมทั้งสามตางอางความชอบธรรมที่จะครอบครองนางมธุมาลตี 5. นิทานเวตาลใหขอคิดอยางไรสําหรับการดํารงชีวิตในปจจุบัน 1) ควรมีปฏิภาณไหวพริบ 2) ควรไตรตรองดวยเหตุผล 3) ควรมีวิจารณญาณที่ดี 4) ควรมีสติสัมปชัญญะ 6. เหตุใดภาษิตหลายๆ บทในนิทานเวตาล จึงกลาวถึงโทษลักษณะของ "กษัตริย" อยูเสมอ 1) เปนอุบายยั่วยุใหผูฟงโกรธ 2) เปนคําปรามาสใหผูฟงเจ็บแคนใจ 3) เปนการสั่งสอนกษัตริยโดยออม 4) เปนการเปรียบเทียบเพื่อใหกษัตริยไดสติ BOBBYtutor Thai Note
120.
7. น.ม.ส. ไดสอดแทรกคติทางพระพุทธศาสนาเขาไวในนิทานเวตาลเปนจํานวนมาก
จากขอความตอไปนี้ ขอใดเปน หลักปฏิบัติธรรมที่ลึกซึ้งที่สุด 1) หนาที่ของเราคือ เขาหาพระผูเปนเจา ผูเปนตนเหตุแหงสังขาร เลิกความเอาใจใสในสิ่งทั้งหลาย ซึ่งเปนเหตุให เกิดความสําราญหรือความเรารอน 2) ถาเราไดเห็นหนานางอีก เราก็คงจะกลาววา นี่หรือรูปที่ชายหลงใหล สิ่งนี้มิใชอื่นไกล คือตะกราซึ่งมีหนังหอหุม ภายนอก ขางในคือกระดูก เลือดเนื้อและสิ่งโสโครก 3) ตั้งใจมั่นวาการไมทํารายคนและสัตวอื่น เปนทางเวนที่ชอบ แมผูใดทําผิดก็ไมควรเอาชีวิต อนึ่งศีลทั้ง 5 คือ ไมกลาวเท็จ ไมกินเนื้อสัตว ไมขโมย ไมดื่มนํ้าเมา ไมมีภรรยานั้น ตองถือมั่นเปนนิตย 4) ถือศีลเวนบาปใหญทั้ง 8 อยาง คือ กินกลางคืน 1 ฆาชีวิต 1 กินผลไมเกิดบนตนที่มียาง หรือกินฟกทองหรือ หนอไมไผ 1 กินนํ้าผึ้งหรือเนื้อสัตว 1 ลักทรัพยของผูอื่น 1 ขมขืนหญิงมีสามี 1 กินดอกไมหรือเนยแข็งหรือ เนยเหลว 1 บูชาเทวดาในศาสนาอื่น 1 เฉลย 1. 3) 2. 3) 3. 3) 4. 4) 5. 4) 6. 3) 7. 1) BOBBYtutor Thai Note
121.
วิธีสื่อสารในการประชุม การประชุม คือ กิจกรรมของบุคคลกลุมหนึ่งที่ไดมาพบกันตามกําหนดนัดหมายเพื่อแลกเปลี่ยนความรูความคิด รับทราบขอเท็จจริง
ขอเสนอแนะ นโยบาย หรือเพื่อชวยกันพิจารณาแกปญหา เปนตน รูปแบบของการประชุม 1. การประชุมเฉพาะกลุม เปนการประชุมเฉพาะผูมีสิทธิและหนาที่เขาประชุมเทานั้น แตในบางกรณีอาจมีผูไดรับเชิญ เปนกรณีพิเศษเขารวมประชุมดวยก็ได 2. การประชุมตามปกติ หมายถึง การประชุมที่กระทําตามวัน เวลา สถานที่ที่ไดตกลงนัดหมายกันไวลวงหนา เปนการแนนอน 3. การประชุมพิเศษ หมายถึง การประชุมที่กําหนดวันนอกเหนือไปจากการประชุมตามปกติ เนื่องจากมีเรื่องสําคัญ ที่ ตองรีบพิจารณา 4. การประชุมสามัญ หมายถึง การประชุมตามที่ขอบังคับกําหนดไวตายตัว เชน ปละครั้ง เดือนละครั้ง เปนตน 5. การประชุมวิสามัญ หมายถึง การประชุมตามที่ขอบังคับเปดโอกาสใหกระทําตามความจําเปนได เชน มีเรื่อง สําคัญที่ตองพิจารณาโดยดวนและไมอาจรอคอยไปถึงกําหนดเวลาประชุมสามัญได 6. การประชุมลับ เปนการประชุมเฉพาะกลุมเชนเดียวกัน แตตองเปดเผยเฉพาะมติหรือขอปฏิบัติเทานี้ และตอง เปดเผยตามกําหนดเวลาที่เห็นสมควร โดยประธานหรือผูที่ไดรับมอบหมายจากที่ประชุม 7. การประชุมปรึกษา เปนการประชุมของบุคคลที่มีภารกิจรวมกัน เชน การคนหาความจริง การวางนโยบายหรือ การเสนอแนวทางปฏิบัติ เปนการประชุมที่ผูเขาประชุมจะปรึกษาหารือกันจนไดผลสรุปออกมา 8. การประชุมปฏิบัติการ เปนการประชุมเพื่อแสวงหาความรู ความเขาใจ และแนวทางปฏิบัติงานใหเกิดผลสัมฤทธิ์ เทาที่จะทําได การประชุมปฏิบัติการจะประกอบดวยขั้นตอนดังนี้คือ รับฟงคําบรรยายจากวิทยากร แยกกลุมพิจารณา ทดลองลงมือปฏิบัติ ประชุมสรุปเพื่อทําความเขาใจพรอมกันอีกครั้งหนึ่ง 9. การประชุมสัมมนา เปนการประชุมเฉพาะกลุมตามหัวขอที่กําหนดไว ซึ่งอาจจะเปนเรื่องวิชาการโดยตรงหรือ ขอที่เปนประโยชนตอสังคมสวนรวมก็ได เพื่อแลกเปลี่ยนความรู ความคิด และประสบการณ แลวประมวลขอคิดและ ขอเสนอแนะจากที่ประชุม 10. การประชุมชี้แจง เปนการประชุมที่หัวหนาหรือผูรับผิดชอบหนวยงานมาประชุมกันเพื่อรับทราบขอเท็จจริง นโยบาย หลักการ แนวทางปฏิบัติงาน การประชุมชนิดนี้ผูนําการประชุมมักจะเปนผูพูดเปนสวนใหญ ไมมีการอภิปรายแลกเปลี่ยน ความคิดกันโดยตรง 11. การประชุมใหญ เปนการประชุมที่เปดโอกาสใหสมาชิกขององคการ (เชน สมาคม สโมสร ชมรม) เขารวม ประชุมแสดงความคิดเห็น ซึ่งอาจจัดเปนประจําป หรือตามระยะเวลาที่กําหนดไวในขอบังคับขององคการก็ได 12. การประชุมสาธารณะ หมายถึง การประชุมที่เปดโอกาสใหบุคคลภายนอกเขารวมฟงได และเปดโอกาสใหซักถาม แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นตางๆ ตามหัวขอประชุมไดอีกดวย การประชุมชนิดนี้ผูอยูในที่ประชุม แบงเปน 2 ฝาย คือ 12.1 ฝายผูอภิปราย หรือผูบรรยาย 12.2 ฝายผูฟงและซักถามแสดงความคิดเห็น หลังจากอภิปรายแลวชวงเวลาที่เปดโอกาสใหซักถามเรียกวา "คาบเวลาอภิปรายทั่วไป" หรือ "คาบเวลาอภิปราย สาธารณะ" BOBBYtutor Thai Note
122.
ศัพทที่ใชเรียกบุคคลที่เกี่ยวของกับการประชุม 1. ผูจัดประชุม คือ
ผูริเริ่มใหเกิดกิจกรรมการประชุมขึ้น เปนผูกําหนดเรื่องประชุม วางกําหนดการประชุม กําหนดตัวบุคคลเขาประชุม และเตรียมการบันทึกผลการประชุมดวย 2. ผูมีสิทธิ์เขาประชุม ไดแก ผูที่ไดรับเชิญหรือแตงตั้งใหเขาประชุม มีสิทธิ์อภิปรายตั้งขอเสนอในที่ประชุม รวมทั้งลงมติในที่ประชุมดวย 3. ผูเขาประชุม ไดแก บุคคลที่เขามาปรากฏตัวในที่ประชุมและพรอมที่จะทําหนาที่มีสวนรวมแสดงความคิดเห็น ในการประชุม 4. องคประชุม หมายถึง จํานวนผูเขาประชุมตามที่กําหนดไวในขอบังคับ ซึ่งมักจะถือกันวาตองมีผูมาประชุม ไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดที่มีสิทธิ์และหนาที่เขาประชุมจึงจะเรียกวาครบองคประชุม 5. ที่ประชุม หมายถึง บรรดาผูเขาประชุมทั้งหมดไมวาจะเปนการประชุมเฉพาะกลุมหรือการประชุมสาธารณะ 6. ประธาน ทําหนาที่ควบคุมการประชุมทั้งหมด 7. รองประธาน ทําหนาที่แทนประธานเมื่อประธานไมอยู 8. เลขานุการ ทําหนาที่จัดระเบียบวาระการประชุม อํานวยความสะดวกในการประชุม และเปนผูบันทึกรายงาน การประชุมดวย 9. ผูชวยเลขานุการ ทําหนาที่ชวยเลขานุการ หรือปฏิบัติหนาที่แทนเมื่อเลขานุการไมอยู 10. กรรมการ ทําหนาที่พิจารณาเรื่องที่อยูในวาระการประชุม และตั้งขอเสนอเพื่อใหที่ประชุมพิจารณา 11. คณะอนุกรรมการ คือ คณะบุคคลที่ไดรับแตงตั้งใหทําหนาที่เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่แคบลงไปกวาขอบเขต หนาที่ของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการนี้จะมีตําแหนงและหนาที่ทํานองเดียวกันกับในคณะกรรมการทุกประการ 12. เหรัญญิก ทําหนาที่รับผิดชอบในดานการเงิน 13. ประชาสัมพันธ ทําหนาที่เผยแพรขาวสารและสรางสรรคความสัมพันธที่ดีกับทุกฝายที่เกี่ยวของ 14. ประธานฝายหาทุน ทําหนาที่หาทุนใหแกองคการ เพื่อใชจายสําหรับกิจกรรมตางๆ 15. ประธานฝายวิชาการ ทําหนาที่จัดกิจกรรมทางวิชาการและงานดานวิชาการอื่นๆ หมายเหตุ สําหรับการประชุมสาธารณะ คําวา ประธาน มีความหมาย 2 นัย 1. ก. ประธานในพิธีเปดประชุม มักจะเปนผูมีอาวุโส มีตําแหนงประจําอยูในฐานะสูง ข. ประธานในพิธีปดประชุม อาจเปนเจาของสถานที่ที่ใชประชุม เชน ผูอํานวยการโรงเรียนก็ได อนึ่งประธานในพิธีเปดประชุม และพิธีปดประชุมนี้อาจเปนคนๆ เดียวกันก็ได ทั้งนี้ขึ้นอยูในดุลพินิจของผูจัดประชุม 2. ประธาน ไดแก บุคคลที่ผูจัดประชุมกําหนดตัวขึ้นทําหนาที่ควบคุมการประชุมเปนชวงๆ ไปตามที่กําหนดไวใน ลําดับของการประชุม 3. พิธีกร การประชุมสาธารณะจําเปนตองมีพิธีกรอีกคนหนึ่ง ทําหนาที่ดูแลความเรียบรอยของที่ประชุมทั้งหมด คอยชี้แจงใหความสะดวกแกผูเขาประชุม เชื้อเชิญคณะผูอภิปราย และผูบรรยายใหเริ่มรายการเมื่อถึงกําหนดเวลา เปนตน BOBBYtutor Thai Note
123.
ศัพทที่ใชเรียกเรื่องที่ประชุม 1. ระเบียบวาระ หมายถึง
เรื่องที่ประชุมซึ่งเลขานุการโดยความเห็นชอบของประธานเปนผูจัดไวเปนเรื่องๆ เรียกวา "วาระ" วาระที่ 1 ของการประชุม คือ การรับรองรายงานการประชุมครั้งกอน 2. กําหนดการประชุม ใชกับการประชุมที่มีเรื่องสําคัญพิจารณาเพียงเรื่องเดียว เชน การประชุมปฏิบัติการหรือ การสัมมนา เปนตน ศัพทที่ใชเรียกวิธีการสื่อสารในการประชุม 1. เสนอ คือ การแจงความคิดเห็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งใหที่ประชุมพิจารณา 2. ขอเสนอ คือ เรื่องที่จะนําเสนอตอที่ประชุม 3. สนับสนุน คือ การที่ผูเขาประชุมมีความคิดเห็นเดียวกับขอเสนอ 4. คัดคาน คือ การที่ผูเขาประชุมแสดงความไมเห็นดวยกับขอเสนอนั้น 5. อภิปราย คือ การแสดงความคิดเห็นของผูสนับสนุนและคัดคานขอเสนอ 6. ผาน คือ การที่ประชุมยอมรับขอเสนอ 7. ตก คือ การที่ประชุมไมยอมรับขอเสนอ 8. มติ คือ ขอตัดสินใจของที่ประชุมเพื่อใหนําไปปฏิบัติ 8.1 มติโดยเอกฉันท คือ ขอตัดสินใจของผูเขาประชุมที่เห็นพองตองกันทุกคน 8.2 มติโดยเสียงขางมาก คือ ขอตัดสินใจของผูเขาประชุมที่มีผูเขาประชุมสวนนอยไมเห็นดวย แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ถาทานจะตองเขียนจดหมายถึงหนวยงานหนึ่งเพื่อขอใชสถานที่ประชุม ขอใดเหมาะสมที่สุด 1) จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และหวังในความกรุณา 2) จึงเรียนมาเพื่อโปรดอนุมัติ ขอขอบพระคุณลวงหนา 3) จึงเรียนมาเพื่อพิจารณาชวยเหลือ และขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ 4) จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาใหความอนุเคราะห จักเปนพระคุณยิ่ง 2. คําในขอใดจะใชแทนคําที่ขีดเสนใตไดอยางถูกตองตามลําดับ "การประชุมวันนี้ มีเรื่องที่จะประชุมมาก ผูนําการประชุมอาจตองขอการตัดสินใจของที่ประชุม วาจะใหบรรจุ เรื่องทั้งหมดในคราวนี้หรือไม และอาจตองยอมใหแสดงความคิดเห็นกันกอนก็เปนได" 1) ญัตติ หัวหนา ความคิดเห็น อภิปราย 2) ญัตติ ประธาน มติ ถกเถียง 3) ระเบียบวาระ หัวหนา ความคิดเห็น ถกเถียง 4) ระเบียบวาระ ประธาน มติ อภิปราย BOBBYtutor Thai Note
124.
3. ขอความในขอใดที่ประธานการประชุมกลาวไดเหมาะสมเมื่อไดเสนอความเห็นของตนแลว 1) เรื่องนี้ผมทราบดีพอสมควร
ควรหาขอยุติไดงาย 2) เทาที่ผมเสนอมาทานคงตองพิจารณากันเอง 3) เรื่องที่ผมเสนอ ทานจะเชื่อหรือไมก็แลวแต 4) ผมก็ไมเชี่ยวชาญเรื่องนี้หรอก ก็ไดแตลองเสนอมาใหฟงกัน 4. "ที่ประชุมมีมติใหประธานชมรมภาษาไทยนําขอเสนอแนะที่สรุปไดเสนอตอผูอํานวยการตอไป "ที่ประชุม" หมายถึงใคร 1) ชมรมภาษาไทย 2) กรรมการและสมาชิกชมรม 3) ผูเขาประชุมทั้งหมด 4) ผูจัดการประชุมและผูเขาประชุมทั้งหมด 5. เมื่อสมาชิกตองการเสนอความเห็นในที่ประชุมเพื่อคัดคานขอเสนอของรัฐมนตรี เขาตองพูดขึ้นตนตามขอใด 1) ทานรัฐมนตรีที่เคารพ 2) ทานประธานที่เคารพ 3) ทานผูมีเกียรติที่เคารพ 4) ทานสมาชิกที่เคารพ 6. ในตราสารจัดตั้งบริษัท กลาววา การประชุมใหญจะดําเนินการไดก็ตอเมื่อกรรมการบริษัทจํานวนไมนอยกวา 10 คน เขาประชุม ในการประชุมครั้งหนึ่งกรรมการจําเปนตองออกจากที่ประชุม จึงเหลือผูเขาประชุม 9 คน การประชุม ครั้งนั้นตองยุติเพราะเหตุใด 1) ไมเปนไปตามกําหนดการประชุม 2) ผิดระเบียบวาระการประชุม 3) ไมครบองคประชุม 4) ยังลงมติไมได 7. การประชุมสภากรุงเทพมหานครเมื่อสัปดาหที่แลว คณะผูบริหารไดเสนอรางญัตติงบประมาณรายจายประจําปตอ สภาที่ประชุมไดอภิปรายกันอยางกวางขวางและในที่สุดมีมติใหรางญัตตินี้ตกไป ผลการประชุมแสดงวาที่ประชุม ใหปฏิบัติตามขอใด 1) ไมพิจารณาญัตตินี้อีก แมจะเสนอเขามาใหม 2) ใหคณะผูบริหารถอนญัตตินี้ไปปรับปรุงมาใหม 3) เลื่อนญัตตินี้ไปพิจารณาใหม 4) ไมรับญัตตินี้ 8. ขอใดไมใชหนาที่ของพิธีกรในการบรรยายตอหนาประชุม 1) ดูแลใหการบรรยายดําเนินไปอยางเรียบรอย 2) บรรยายและใหรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่จะบรรยาย 3) โนมนาวใหผูเขาประชุมเกิดความรูสึกอยากทราบเกี่ยวกับเรื่องที่จะบรรยาย 4) ใหรายละเอียดของผูบรรยายและเชื้อเชิญผูบรรยายใหเริ่มรายการเมื่อถึงเวลา 9. ประโยคใดใชภาษาไดตรงตามระเบียบแบบแผนของการประชุมมากที่สุด 1) ขณะนี้ทุกคนมาพรอมหนาพรอมตาแลว ดิฉันขอเปดประชุมเลยนะคะ 2) บัดนี้คณะกรรมการไดมาประชุมครบองคประชุมแลว ดิฉันขอเปดประชุม 3) บัดนี้มวลสมาชิกไดพรอมกัน ณ ที่ประชุมนี้แลว ดิฉันใครขอเปดการประชุม 4) บัดนี้ไดเวลาอันเปนมงคลและปวงสมาชิกมาครบถวนแลว ดิฉันใครขอเปดการประชุม 10. คําในขอใดจะแทนที่ขอความที่พิมพตัวหนาไดอยางมีลําดับถูกตอง "ในการประชุมเมื่อวานนี้ ไดมีการแสดงความคิดเห็นกันอยางกวางขวาง ทั้งฝายที่เห็นชอบกับขอเสนอและฝายที่โตแยง" 1) ถกเถียง เห็นดวย คัดคาน 2) ถกเถียง สนับสนุน คัดคาน 3) อภิปราย เห็นดวย คัดคาน 4) อภิปราย สนับสนุน คัดคาน BOBBYtutor Thai Note
125.
11. กรณีใดแสดงการใชภาษาอยางเหมาะสมกับหนาที่และบทบาทของประธานในที่ประชุม 1) ในการประชุมอยางเปนทางการขณะสมาชิกยังมาไมครบ "เอาละครับ
ถึงเวลาแลว ผมไมรอละ ขอเปดประชุมเลย" 2) เมื่อเห็นราตรีนิ่งเงียบไมแสดงความคิดเห็น "คุณราตรีวาไงครับ นั่งเงียบเลย ชวยใหขอคิดเราหนอย" 3) เมื่อไดใหโอกาสแสดงความคิดเห็นกันพอสมควรแลว "เอาละนะครับ ทุกทานก็พอจะเห็นแนวทางแลว เพราะฉะนั้นผมขอมติ ใครเห็นดวยยกมือครับ... ใครไมเห็นดวย ยกมือครับ..." 4) เมื่อสมาชิก 2 คนโตแยงกันยืดเยื้อประธานจําเปนตองตัดบท "เอาละๆ ผมวาพอแลว ทุกทานตางก็หวังดีตอหนวยงานของเราทั้งนั้น ตางคนตางมีเหตุผล แตมันก็ตองมี คนหนึ่งผิด คนหนึ่งถูก เอาเปนวาอยาใสใจเลย ตอนนี้เลิกประชุมดีกวา" 12. เมื่อมีความเห็นขัดแยงกับที่ประชุมและทานตองการคัดคาน ทานควรหลีกเลี่ยงการคัดคานลักษณะใด 1) โดยการอางหลักฐาน 2) อางความจําเปนเกี่ยวกับเวลา 3) อางเหตุผลสวนบุคคล 4) อางบุคคลสวนใหญ 13. การจัดการประชุมเพื่อคนหาความจริง วางนโยบายและเสนอแนะแนวทางปฏิบัติเปนการประชุมแบบใด 1) การประชุมชี้แจง 2) การประชุมปรึกษา 3) การประชุมสัมมนา 4) การประชุมปฏิบัติการ 14. ขอใดใชภาษาไดเหมาะสมที่สุดในการประชุม 1) ดิฉันขอทราบขอเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมอีกเล็กนอย 2) ดิฉันอยากทราบขอเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมอีกเล็กนอย 3) ดิฉันประสงคจะทราบขอเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมอีกเล็กนอย 4) ดิฉันตองการทราบขอเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมอีกเล็กนอย 15. ขณะที่มีผูอภิปรายขัดแยงกันอยูในที่ประชุม ทานตองการแสดงความคิดเห็นเพื่อชวยบรรยากาศในที่ประชุม ทานจะพูดวาอยางไร 1) ขอโอกาสใหไดเสริมความคิดของทานทั้งสองบาง 2) ขอใหไดแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ทานกําลังอภิปรายแยงกันอยู 3) ขอใหประธานโปรดเลื่อนวาระการประชุมไป 4) ขอใหประธานโปรดลงความเห็นชี้ขาด เฉลย 1. 4) 2. 4) 3. 4) 4. 3) 5. 2) 6. 3) 7. 4) 8. 2) 9. 2) 10. 4) 11. 3) 12. 3) 13. 2) 14. 1) 15. 1) BOBBYtutor Thai Note
126.
โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางค และโคลงสุภาษิตนฤทุมนาการ 1. ผูแตง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว 2.
รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) โคลงสี่สุภาพ 3. ความหมายของชื่อเรื่อง สุภาษิต แปลวา"คําพูดที่ถือเปนคติ"ทั้งนี้เพราะสุภาษิตเปนความคิดที่ดีงามซึ่งผานการไตรตรองของปราชญมาแลว จึงปรากฏเปนถอยคําสั้นๆ จํางายและมีความไพเราะจับใจ ผูฟงสุภาษิตของไทยที่เปนที่รูจักกันแพรหลาย ไดแก สุภาษิต พระรวง สุภาษิตโลกนิติคําโคลง พุทธศาสนสุภาษิต "โสฬสไตรยางค" แยกเปน โสฬส แปลวา สิบหก, ไตรยางค แปลวา องคสาม สุภาษิตนี้จําแนกเนื้อความเปน 16 หมวด หมวดละ 3 ขอ "นฤทุมนาการ" แยกเปน นฤ แปลวา ไม, ทุมน แปลวา เสียใจ, อาการ แปลวา สภาพ กิริยา ที่ผูประพฤติยัง ไมเคยเสียใจ มีความหมายวา กิจ 10 ประการ 4. การอธิบายสุภาษิตเกี่ยวกับนามธรรม มีวิธีอธิบายได 2 วิธีคือ 1. อธิบายโดยการยกธรรมขึ้นแสดงโดยตรง 2. อธิบายโดยการเปรียบเทียบ 5. ฉันทลักษณของโคลงสี่สุภาพ ผังภูมิ 000 00 0 00 0 00 00 0 0 00 00 (00) บาท 1 บาท 2 บาท 3 บาท 4 (00) 0000 00 00 0 00้ ตัวอยาง เสียงลือเสียงเลาอาง อันใด พี่เอย เสียงยอมยอยศใคร ทั่วหลา สองเขือพี่หลับใหล ลืมตื่น ฤๅพี่ สองพี่คิดเองอา อยาไดถามเผือ (ลิลิตพระลอ) BOBBYtutor Thai Note
127.
โคลงสี่สุภาพ บังคับเรื่อง คณะ
สัมผัส เอก โท คณะ = จํานวนคําในวรรค บาท บท 1 บทมี 4 บาท 30 คํา บาทที่ 1-3 มีบาทละ 7 คํา วรรคหนา 5 วรรคหลัง 2 บาทที่ 4 มี 9 คํา วรรคหนา 5 วรรคหลัง 4 สัมผัส = 1 บท มี 3 แหง เอกโท = มีคําเอก 7 คําโท 4 คําเอก = คําที่มีรูปวรรณยุกตเอก กํากับ คําตาย ใชแทนเอกได คําโท = คําที่มีรูปวรรณยุกตโท กํากับ คําเอกโทษ = การใชเอกแทนโท คําโทโทษ = การใชโทแทนเอก "เชิญดูตูคาเหลน โคลงโลด โผนเทอญ ยกคอยอประโยชน เคาเหยี้ยง (ลิลิตสามกรุง) คําเอกโทษ ไดแก คา คอ เคา (ปกติคือคํา ขา ขอ เขา) คําโทโทษ ไดแก เหลน เหยี้ยง (ปกติคือคํา เลน เยี่ยง) 6. สาระสําคัญของเรื่อง โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางค กลาวถึงสิ่งที่ควรปฏิบัติและสิ่งที่ควรละเวน 16 หมวด หมวดละ 3 ขอ ดังตอไปนี้ 1. สามสิ่งควรรัก คือ ความกลา ความสุภาพ ความรักใคร 2. สามสิ่งควรชม คือ อํานาจปญญา เกียรติยศ มารยาทดี 3. สามสิ่งควรเกลียด คือ ความดุราย ความหยิ่งกําเริบ ความอกตัญู 4. สามสิ่งควรรังเกียจติเตียน คือ ชั่วเลวทราม มารยา ริษยา 5. สามสิ่งควรเคารพ คือ ศาสนา ยุติธรรม ความประพฤติเปนประโยชนทั่วไปไมเฉพาะตัวเอง 6. สามสิ่งควรยินดี คือ งามตรงตรง ไทยแกตน 7. สามสิ่งควรปรารถนา คือ ความสุขสบาย มิตรสหายที่ดี ใจสบายปรุโปรง 8. สามสิ่งควรออนวอนขอ คือ ความเชื่อถือ ความสงบ ใจบริสุทธิ์ 9. สามสิ่งควรนับถือ คือ ปญญา ฉลาด มั่นคง 10. สามสิ่งควรจะชอบ คือ ใจอารีสุจริต ใจดี ความสนุกเบิกบานพรอมเพรียง 11. สามสิ่งควรสงสัย คือ ยอ หนาเนื้อใจเสือ กลับกลอก 12. สามสิ่งควรละ คือ เกียจคราน วาจาฟนเฟอน หยอกหยามแลแสลงฤๅขัดคอ 13. สามสิ่งควรกระทําใหมี คือ หนังสือดี เพื่อนดี ใจดี 14. สามสิ่งควรจะหวงแหนฤๅตอสูเพื่อรักษา คือ ชื่อเสียงยศศักดิ์ บานเมืองของตน มิตรสหาย 15. สามสิ่งควรครองระวัง คือ กิริยาที่เปนในใจ มักงาย วาจา 16. สามสิ่งควรเตรียมรับ คือ อนิจจัง ชรา มรณะ BOBBYtutor Thai Note
128.
โคลงสุภาษิตนฤทุมนาการ กลาวถึงกิจ 10
ประการ ที่ผูประพฤติยังไมเคยเสียใจเพราะเปนความประพฤติดีใน ไตรทวาร (กาย วาจา ใจ) อันจะยังใหเกิดผลดีแกผูประพฤติเองและตอสังคมสวนรวม ดังนี้ 1. เพราะทําความดีทั่วไป 2. เพราะไมไดพูดรายตอใครเลย 3. เพราะถามฟงความกอนตัดสิน 4. เพราะคิดเสียกอนจึงพูด 5. เพราะอดพูดในเวลาโกรธ 6. เพราะไดกรุณาตอคนที่ถึงอับจน 7. เพราะขอโทษบรรดาที่ไดผิด 8. เพราะความอดกลั้นตอผูอื่น 9. เพราะไมฟงคนพูดเพศนิทาน (พูดเท็จ, พูดเพอเจอ) 10. เพราะไมหลงเชื่อขาวรายที่คนลือกัน 7. คําศัพทที่ควรทราบ มาติกา = แมบท (อานวา มาด-ติ-กา) ธัญลักษณ = ลักษณะดี โสด = อิสระ หึงสจิต = ริษยา เสี่ยม = เสงี่ยม (เปนคําแผลง) มารษา = คําเท็จ, คําไมจริง (อานวา มาน-สา) โทษาคติ = คติอันเนื่องมาจากโทสะ ความโกรธ พรอง = พูด ปกไว = ปกปดไว ไขษย = กษัย, สิ้นไป, หมดไป เฉียบ = จัด, ยิ่งขึ้น เพศนิทาน = เรื่องเกินจริง ปายโทษ = ใหราย 8. ขอคิดที่ไดรับ สุภาษิตทั้งปวงยอมมีเนื้อหาสาระที่ใหคติในการดํารงชีวิต ชี้ใหเห็นสิ่งควรปฏิบัติและสิ่งควรเวน ผูประสงค ความเจริญในชีวิต ควรอานดวยความพินิจพิจารณา แลวเลือกนําสุภาษิตนั้นๆ ไปปฏิบัติใหเกิดประโยชนแกชีวิตของตน และสังคมสวนรวมเทาที่จะสามารถทําได BOBBYtutor Thai Note
129.
แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. แมวาชูชกจะมีรูปรางที่อัปลักษณเขาลักษณะ "บุรุษโทษสิบแปดประการ"
แตชูชกก็ยังคงมีสวนดีอันเปนคุณสมบัติ อยูบาง อะไรคือคุณสมบัติสําคัญของชูชก 1) ฉลาดยิ่งสิ่งแยบคาย คาดรู 2) อํานาจศักดิ์ศฤงศาร มั่งคั่ง 3) คําพูดพางลิขิต เขียนราง เรียงแฮ 4) ความรักประจักษใจ จริงแน นอนฤๅ 2. การที่พระเจาวิกรมาทิตยหลงแกปญหาใหเวตาลแสดงวาพระองคไมไดปฏิบัติตามหลักภาชิตนฤทุมนาการขอใด 1) ยินคดีมีเรื่องนอย ใหญไฉน ก็ดี ยังบลงเห็นไป เด็ดดวน 2) ขันตีมีมากหมั้น สันดาน ใครเกะกะระราน อดกลั้น 3) สามารถอาจหามงด วาจา ตนเฮย ปางเมื่อยังโกรธา ขุนแคน 4) ไปฟงคนพูดฟุง ฟนเฝอ เท็จและจริงจานเจือ คละเคลา เฉลย 1. 1) 2. 2) BOBBYtutor Thai Note
130.
มหาเวสสันดรชาดก กุมารบรรพ (กัณฑที่
8) 1. ผูแตง เจาพระยาพระคลัง (หน) 2. ลักษณะคําประพันธ (รูปแบบ) แตงเปนรายยาว มีคาถาบาลีแทรก สันนิษฐานวา คําประพันธประเภทราย เปนคําประพันธชนิดแรกของไทย บทหนึ่งจะมีกี่วรรคก็ได วรรคหนึ่งจะมีจํานวนคําตั้งแต 6 คําขึ้นไป มีสัมผัสระหวางวรรค คําสุดทายของวรรคหนาสงสัมผัสไปยังคําหนึ่งคําใดของวรรคตอไป 3. จุดประสงคในการแตง ใชสําหรับเทศน มีการยกศัพทบาลีขึ้นนํากอน แลวแตงรายตาม มีคาถาบาลีสลับแทรก เปนระยะ 4. ความหมายของชาดก "ชาดก" มาจากคําวา "ชาตก" แปลวา การเกิด หมายถึง เรื่องราวของพระโพธิสัตว ซึ่งบําเพ็ญบารมีในพระชาติ ตางๆ เพื่อจะตรัสรูเปนพระพุทธเจา อาจจะเปน เทวดา มนุษย สัตว ก็ไดเรื่องราวของพระพุทธเจาตอนที่เสวยพระชาติ เปนพระโพธิสัตวนั้นมีหลายชาติ แตพระชาติที่สําคัญมี 10 ชาติ เรียกวา "ทศชาติชาดก" ไดแก 1. พระเตมีย (ใบ) ทรงบําเพ็ญเนกขัมมบารมี คือ การออกบวช 2. พระมหาชนก ทรงบําเพ็ญวิริยบารมี คือ มีความเพียร 3. พระสุวรรณสาม ทรงบําเพ็ญเมตตาบารมี คือ ความมีเมตตา 4. พระเนมิราช ทรงบําเพ็ญอธิษฐานบารมี คือ มีความตั้งใจมั่น 5. พระมโหสถ ทรงบําเพ็ญปญญาบารมี คือ ความมีปญญา 6. พระภูริทัต ทรงบําเพ็ญศีลบารมี คือ มีศีล 7. พระจันทกุมาร ทรงบําเพ็ญ ขันติบารมี คือ มีความอดทน 8. พระนารท ทรงบําเพ็ญอุเบกขบารมี คือ รูจักทําใจวางเฉย 9. พระวิทูร ทรงบําเพ็ญสัจจบารมี คือ มีสัจจะ 10. พระเวสสันดร ทรงบําเพ็ญทานบารมี คือ การให, เสียสละ รายยาวมหาเวสสันดรชาดกเปนชาดกเรื่องใหญที่สุด ในชาตินี้พระโพธิสัตวไดบําเพ็ญบารมีอันยิ่งใหญครบถวน 10 ประการ มีทานบารมีเปนสูงสุด เรียกการเทศนเรื่องมหาเวสสันดรวา "เทศนมหาชาติ" 5. วรรณกรรมที่เกี่ยวของกับเรื่องมหาเวสสันดรชาดก มี 3 เลม คือ 1. มหาชาติคําหลวง เมื่อ พ.ศ. 2025 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถไดโปรดใหประชุมนักปราชญและกวีแตงดวย คําประพันธหลายชนิด คือ โคลง ฉันท กาพย ราย ใชสําหรับสวดใหพุทธศาสนิกชนฟง 2. กาพยมหาชาติ เมื่อ พ.ศ. 2170 สมเด็จพระเจาทรงธรรมไดโปรดใหนักปราชญราชบัณฑิตแตงมหาเวสสันดร- ชาดกเปนรายยาว ใชสําหรับเทศน แตไมเปนที่นิยม เพราะไมสามารถเทศนจบในวันเดียว 3. มหาชาติกลอนเทศน หรือรายยาวมหาเวสสันดรชาดก เปนมหาชาติฉบับแปลสําหรับเทศนใหจบภายในวันเดียว แตงดวยรายยาวมีมากมายหลายสํานวน เมื่อกระทรวงศึกษาธิการจะนํามาใชเปนแบบเรียน ไดคัดเลือกสํานวนที่ดีรวมกัน 13 กัณฑ เรียกวา รายยาวมหาเวสสันดรชาดก ฉบับกระทรวงศึกษา ซึ่งไดรับยกยองจากวรรณคดีสโมสรใน รัชกาลที่ 6 ใหเปนยอดวรรณคดีประเภทกลอนกาพย BOBBYtutor Thai Note
131.
6. การเทศนคาถาพัน คือการเทศนเรื่องมหาเวสสันดรชาดก
ซึ่งมีความยาว 1,000 พระคาถา (คาถา = ฉันท บทหนึ่งมีสี่บาท ฉันทที่ใชในการแตงมหาเวสสันดรชาดกเรียกวา ปฐยาวัตฉันท) มีทั้งหมด 13 กัณฑ ดังนี้ กัณฑ จํานวนคาถา สํานวนที่ไดรับเลือก เพลงประจํากัณฑ ทศพร หิมพานต ทานกัณฑ วนปเวสน ชูชก จุลพน มหาพน กุมาร มัทรี สักกบรรพ มหาราช ฉกษัตริย นครภัณฑ 19 134 209 57 79 35 80 101 90 43 69 36 48 รวม 1,000 สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส สํานักวัดถนน รัชกาลที่ 4 สํานักวัดสังขกระจาย รัชกาลที่ 4 พระเทพโมฬี (กลิ่น) เจาพระยาพระคลัง (หน) เจาพระยาพระคลัง (หน) รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 4 สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส สาธุการ ตวงพระธาตุ พญาโศก พญาเดิน เซนเหลา คุกพาทย เชิดกลอง โอดเชิดฉิ่ง ทยอยโอด กลม กราวนอก ตระนอน กลองโยน 7. ประเพณีการเทศนมหาชาติ ประเพณีการเทศนมหาชาติมีมาตั้งแตสมัยอยุธยา ตามปกตินิยมจัดเทศนมหาชาติระหวางเดือน 12 (พฤศจิกายน) กับเดือนอาย (ธันวาคม) บริเวณที่จัดเทศนมหาชาติ มีการประดับดวยตนกลวย ตนออย ใหคลายนิโครธาราม (นิโครธ = ตนไทร) ซึ่งเปนสถานที่ที่พระพุทธเจาตรัสเทศนาเรื่องมหาเวสสันดรชาดก ความนิยมในการฟงเทศนมหาชาติ หรือเทศนคาพัน คือ ตองฟงใหจบใน 1 วัน เพื่อจะไดมหานิสงสไดพบศาสนา พระศรีอาริยเมตไตรยในที่สุด 8. เนื้อเรื่องยอ ชูชกเดินทางไปถึงอาศรมพระเวสสันดร ตามทางที่อัจจุตฤๅษีชี้ใหในเวลาโพลเพลใกลคํ่า ชูชกยังไมเขาไปทูลขอสอง กุมารทันทีเพราะพระนางมัทรีกลับสูอาศรมแลว เกรงวาพระนางมัทรีจะทรงขัดขวางการทําทานของพระเวสสันดร ชูชก จึงนอนคางคืนอยูที่ซอกผาใกลพระอาศรม คืนนั้นพระนางมัทรีเสวยบุรพนิมิตวา มีชายอวนใหญผิวดํานุงผาและคาดพุง ดวยผายอมฝาด ทัดดอกไมแดงทั้งสองหู มือขวาถือดาบพังประตูเขามา ฉวยมุนมวยผมพระนางฉุดกระชากใหนอนหงาย ฟนแขนสองขางของพระมัทรี ควักดวงตาดวงใจไป พระนางมัทรีขอใหพระเวสสันดรทํานายความฝน พระเวสสันดรทรง ทํานายเลี่ยงวาพระสุบินนี้เกิดจากธาตุทั้งสี่วิปริตมิควรกังวล รุงเชาพระนางมัทรีทรงฝากฝงพระโอรสพระธิดาไวกับ พระเวสสันดร ชูชกขึ้นมาเฝาพระเวสสันดร ทูลขอพระกัณหาชาลีซึ่งพระเวสสันดรก็ทรงยกให สองกุมารเกรงภัยจากชูชก จึงหนีลงไปซอนตัวในสระบัว พระเวสสันดรเสด็จไปตามสองกุมาร ไดตรัสเรียกสองกุมารขึ้นมาจากสระเปนอุปมาโวหาร โดยเปรียบสองกุมารเปนดุจเรือสําเภาทองที่พระองคจะทรงใชเสด็จไปสูพระโพธิญาณ สองกุมารเกิดขัตติยมานะขึ้นมาจากสระ พระเวสสันดรก็ทรงกําหนดคาไถสองกุมาร เมื่อพระเวสสันดรพระราชทานสองกุมารแกชูชกแลว ชูชกเฆี่ยนตีสองกุมาร เฉพาะพระพักตร ฉุดกระชากลากไปโดยไมปรานี สองกุมารไดพรํ่ารําพันจนพระเวสสันดรเกิดความเศราโทมนัสและ จะฆาชูชกเสีย แตก็ทรงใชปญญาบารมีและอุเบกขาบารมี ตรัสสอนพระองคเองวาพระราชทานสองกุมารใหชูชกไปแลว ไมควรยุงเกี่ยวดวย ในที่สุดชูชกก็พาสองกุมารเดินทางออกพนประตูปาในเวลาเย็นยํ่าคํ่า BOBBYtutor Thai Note
132.
9. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 9.1 เราควรเสียสละประโยชนสวนตนเพื่อประโยชนยิ่งใหญของสวนรวมได
ถึงแมจะลําบากสักเพียงใดก็ตาม 9.2 การรักษาวาจาสัตย ความกตัญูกตเวที ความมีขันติและอุเบกขา เปนคุณธรรมที่ควรประพฤติปฏิบัติ 9.3 คานิยมที่ปรากฏในเรื่องเวสสันดรชาดกเปน คานิยมเชิงโลกุตระ คือ คานิยมที่เหนือโลกเหนือสามัญชน เปนคานิยมของอริยบุคคลที่ปรารถนาในพุทธภูมิ (อธิษฐานขอเปนพระพุทธเจา) เพื่อชวยสัตวโลกใหพนจาก วัฏสงสาร คือ การเวียนวายตายเกิด 10. ความรูประกอบเรื่อง 10.1 นิบาตชาดก คือ ชาดกที่มีปรากฏในคัมภีรพระพุทธศาสนา ถือเปนพระพุทธวัจนะ มีทั้งหมด 550 เรื่อง 10.2 ปญญาสชาดก คือ ชาดกนอกนิบาต หรือ พาหิรกชาดก เปนชาดกนอกคัมภีรพระพุทธศาสนา พระภิกษุ ชาวเชียงใหมเปนผูแตงขึ้นราว พ.ศ. 2000-2200 10.3 มหานิบาตชาดก คือ ชาดกที่มีพระคาถามากกวา 80 พระคาถา 10.4 จุณณียบท คือ บทนําเรื่องในแตละกัณฑ 10.5 แหลสําเภาทอง คือ บทแหลตอนพระเวสสันดรทรงเรียกสองกุมารขึ้นจากสระ การแตงกัณฑเทศนใน กัณฑกุมาร จะตกแตงเปนรูปเรือสําเภา 10.6 ลักษณะฝน 4 ลักษณะ คือ 1. บุรพนิมิต ฝนบอกลางลวงหนา 2. จิตนิวรณ ฝนเพราะใจเปนหวงเปนกังวลถึง 3. เทพสังหรณ ฝนดวยเทวดาบันดาลใหฝน 4. ธาตุโขภ ฝนเพราะธาตุในกายวิปริต 10.7 สมดึงสบารมี คือ บารมี 30 ประการ มีทศบารมี 10 ประการ อุปบารมี 10 ประการ และปรมัตถบารมี (บารมีสูงสุด) 10 ประการ 10.8 สัตตสดกมหาทาน คือ การบริจาคทานหมวดละ 700 สิ่ง ไดแก ชาง มา รถ นางสนม โคนม ทาสหญิง ทาสชาย อยางละ 700 BOBBYtutor Thai Note
133.
แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. การแสดงกิริยา "จําจะขูเสียใหราบปราบเสียแตเดิมที"
ของชูชกเมื่อพบชาลีกัณหาครั้งแรกเปนกิริยาชนิดใด 1) ตัดไมขมนาม 2) ตีปลาหนาไซ 3) เชือดไกใหลิงดู 4) ตัดไฟแตตนลม 2. การบริจาคบุตรเปนทานในเรื่องเวสสันดรชาดก เปนการกระทําที่ตรงกับการกระทําในขอใด 1) การทําดีตองใชเวลามาก 2) การทําดีตองอดทนมาก 3) การทําดีตองเสียสละมาก 4) การทําดีตองลงทุนมาก 3. หนังสือมหาชาติที่เกาแกที่สุดคือเรื่องใด 1) มหาชาติกลอนเทศน 2) มหาชาติคําหลวง 3) กาพยมหาชาติ 4) รายยาวมหาชาติ อานขอความตอไปนี้แลวตอบคําถามขอ 4-7 อันวาเฒาชราทิชาชาติ เมื่อไดรับพระราชทานสองกุมารไดแลว เฒาใจแกลว ก็ฉุดกระชากลากสองกุมารมา ผูกพัน พระพี่นองสองกระสันเขาใหมั่นกับมือ ปลายเชือกขางหนึ่งนั้น ถือตามตีตอนสองบังอรมาตอหนาสมเด็จพระบิดา ไมปรานี... เมื่อชูชกพฤฒาจารยพาสองกุมารมาเต็มพัก ถึงทางตะกุกตะกักกอนศิลา เฒาชราเดินทะลุทะลาดเหยียบ พลาดลมผลุง เครือเถาสะดุงหลุดออกจากขอพระกร สองบังอรก็วิ่งมาสูสํานักพระบิดา เฒาชราฉวยไดไมเรียว ไมไลขบฟน ฉุดลากกระชากรันดวยโทโส เสมือนหนึ่งจะเชือดเนื้อหนังกินเสียทั้งเปนเห็นเวทนา... 4. เหตุผลขอใดสําคัญที่สุดที่กวีแตงใหสองกุมารถูกทารุณจากชูชก 1) ใชเปนบทเทศนใหกินใจผูฟง 2) กวีตองการแสดงอารมณนาเวทนา 3) เนนการเสียสละอันยากยิ่งของพระเวสสันดร 4) แสดงบุคลิกภาพดานรายของชูชกใหปรากฏชัดเจน 5. คําวา "ทิชาชาติ" นอกจากจะใชพราหมณแลว ยังใชกับอะไรไดอีก 1) นก 2) ลิง 3) เสือ 4) สุนัขจิ้งจอก 6. ถาเทียบเคียงสภาพการณปจจุบัน การบริจาคทานของพระเวสสันดรจะใกลเคียงกับลักษณะใดที่สุด 1) คุณธรรมที่นักปกครองพึงมี 2) การชวยลดชองวางระหวางชนชั้น 3) การสังคมสงเคราะหแกผูประสบภัย 4) การเตรียมการเพื่อประโยชนแหงตนของนักการเมือง 7. ขอความที่ยกมานี้ ดีเดนในดานใด 1) ดําเนินเรื่องรวดเร็ว 2) ใชคําไดกระชับรัดกุม 3) คําที่ใชสื่อภาพไดอารมณ 4) ใหภาพพจนเปรียบเทียบ 8. เหตุการณใดตอไปนี้ เกิดขึ้นกอนเหตุการณอื่นๆ ในเรื่อง "มหาเวสสันดรชาดก" 1) ฝนโบกขรพรรษตกที่กรุงกบิลพัสดุ 2) ฝนโบกขรพรรษตกที่บรรณศาลา เขาวงกต 3) พระอินทรประทานพร 10 ประการ แกพระนางผุสดี 4) พระอินทรประทานพร 8 ประการ แกพระเวสสันดร BOBBYtutor Thai Note
134.
9. ขอใดแสดงใหเห็นความเชื่อตามคติทางพระพุทธศาสนา อันเปนแนวคิดรวบยอดของมหาเวสสันดรชาดรกัณฑกุมาร 1)
จึงเอาพระปญญาวินิจฉัยเขามาขมโศก วาบุตรวิโยคทั้งนี้บังเกิดเพราะมีความรัก จําจะเอาอุเบกขาเขามาประหาร หักใหเสื่อมหาย 2) หญิงชายผูใดเลยเกิดมาในหวงมหรรณพภพสงสาร ยังมิถึงซึ่งพระนิพพานตราบใดก็ยอมตองทุกขโพยภัย ประหาร ปานประหนึ่งวาตัวเราฉะนี้ 3) ขาแตเทพเจาทั้งหลายเอย อันศักดิ์สิทธิ์สถิตที่เครือหญาลดาวัลยอันทรงทิพยกรรณ ทิพยเนตร ไดโปรดเกศเกลา กระหมอมฉันดวยชวยบอกพระมารดา 4) กรรมเอยกรรม ชะรอยวากรรมกัณหานอยนี้ไดกระทําไวแตชาติหลัง จึงไดเผอิญพระพอเจาชิงชังไมดูหนามา เมินเฉย โอกรรมเอยเห็นจะสิ้นวาสนาของแกวกัณหานี้เสียจริงๆ 10. "พราหมณเอยจงมารับพระราชทานสองกุมารแตโดยดี เธอก็หลั่งอุทกวารีลงในมือพราหมณ" พฤติกรรมที่ พระเวสสันดรกระทํานี้ มีแนวคิดเปนไปในทํานองเดียวกันกับพิธีกรรมใด 1) การกรวดนํ้า 2) การรดนํ้าศพ 3) พระภิกษุประพรมนํ้าพุทธมนต 4) การหลั่งนํ้าในงานสมรส 11. ถาจะรับเปนเจาของกัณฑเทศนมหาชาติ กัณฑกุมาร แตตองการเลี่ยงไมใชสําเภาทองจําลองเปนเครื่องกัณฑเทศน ควรจะใชสิ่งใดแทนจึงจะเหมาะที่สุด 1) ดอกบัว และใบบัว 2) กลวย ออย และผลไม 3) ตุกตาเด็กหญิง เด็กชาย 4) ใบทองพันชั่ง และตุกตาสัตวตางๆ เฉลย 1. 1) 2. 3) 3. 2) 4. 3) 5. 1) 6. 3) 7. 3) 8. 1) 9. 4) 10. 4) 11. 2) BOBBYtutor Thai Note
135.
ลิลิตตะเลงพาย 1. ผูประพันธ สมเด็จพระมหาสมณเจากรมพระปรมานุชิตชิโนรส พระประวัติ
สมเด็จพระมหาสมณเจากรมพระปรมานุชิตชิโนรส มีพระนามเดิมวา พระองคเจาวาสุกรี เปนพระเจา ลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก เมื่อพระชนมายุ ประมาณ 12 พรรษา ทรงผนวชเปนสามเณร และทรงไดรับอุปสมบทเปนพระภิกษุ ประทับที่ตําหนักวาสุกรี วัดพระเชตุพนฯ ผลงาน พระนิพนธตางๆ มีทั้งตําราและวรรณคดี ไดแก พระราชพงศาวดารฯ ตํารับฉันท มาตราพฤติ และวรรณพฤติ สรรพสิทธิ์คําฉันท กฤษณาสอนนองคําฉันท ลิลิตตะเลงพาย มหาชาติ 11 กัณฑ (เวนกัณฑมหาพน และมัทรี) พระปฐมสมโพธิกถา และยังมีหนังสือเบ็ดเตล็ดตางๆ เชน โคลงฤๅษีดัดตน โคลงกลบท และเพลงยาวเจาพระ ป พ.ศ. 2533 เปนป 200 ป กรมพระปรมานุชิตชิโนรส 2. จุดประสงคในการแตง เพื่องานพระราชพิธีฉลองตึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม 3. ลักษณะคําประพันธ (รูปแบบ) เปนลิลิตสุภาพ ซึ่งประกอบดวย รายสุภาพและโคลงสุภาพ (โคลงสองสุภาพ โคลงสามสุภาพ โคลงสี่สุภาพ) สลับกันตามความเหมาะสมของเนื้อความในเรื่อง 4. กลวิธีในการประพันธ ลิลิตตะเลงพาย เปนลิลิตที่ไดรับการยกยองวาเปนหนังสือประเภทมหากาพย ศัพท สํานวนและโวหาร ใชถอยคํา ประณีตไพเราะ มีคุณคาทางวรรณศิลป ใหความรูในดานตางๆ เชน ประวัติศาสตร ประเพณี ตําราพิชัยสงคราม ตลอดจนหลักธรรมะ ลิลิตตะเลงพาย จัดอยูในประเภทวรรณคดีเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริยเชนเดียวกับลิลิตยวนพายซึ่งเปนวร รณคดีในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนตน เนื้อเรื่องเปนการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในการทํายุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาจนไดรับชัยชนะ 5. สาระสําคัญของเรื่อง เริ่มตนเปนรายกลาวถึงพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย ตามขนบการแตงลิลิตดําเนินเรื่องตามพระราช- พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ตั้งแตพระมหาธรรมราชาสวรรคต (พ.ศ. 2133) พระราชโอรสทั้งสองพระองคคือพระนเรศวร และพระเอกทศรถ ขึ้นปกครองประเทศ พระนเรศวรเตรียมทัพไปรบเขมร ทางฝายเมืองมอญ (พมา) พระเจาหงสาวดี เตรียมทัพมารบกับไทย เพราะคาดคะเนวา เมื่อขึ้นแผนดินใหม อาจจะมีการแยงชิงราชสมบัติกัน พระมหาอุปราชา เปนแมทัพยกมารบไทย พระนเรศวร จัดกําลังทัพไปรับศึกนอกพระนครศรีอยุธยาทันเวลา ทัพไทยและทัพมอญไดเขา ประชิดกัน ณ ตําบลตระพังตรุ พระนเรศวรไดชัยชนะในการรบหัวเมืองเหนือทั้งหมดเขามาสวามิภักดิ์ตอแผนดินไทย ขยายพระราชอาณาจักรออกไปไดกวางขวาง 6. ความรูประกอบเรื่อง 6.1 "ตะเลง" เปนภาษาพมา แปลวา "ชนชาติมอญ" เมื่อพมาไดมอญเปนเมืองขึ้นไดยายเมืองหลวงจากตองอู มาอยูหงสาวดีซึ่งเปนเมืองหลวงของมอญ พมายกกองทัพมาตีไทย ไดเกณฑหัวเมืองมอญมารวมรบ คนไทยจึงเรียก กองทัพของพมาวาเปนกองทัพมอญไปดวย ดังนั้นคํา "ตะเลงพาย" จึงแปลวา "มอญแพ" ทั้งนี้หมายถึง "พมาแพ" นั่นเอง 6.2 ผูชวยทรงนิพนธเรื่องลิลิตตะเลงพาย คือ พระองคเจากปษฐาขัตติยกุมาร กรมหมื่นกูบาลบริรักษ BOBBYtutor Thai Note
136.
6.3 ตัดไมขมนาม เปนพิธีอยางหนึ่ง
กระทํากอนยกทัพไปปราบศัตรู กิจการพิธีคือ ตั้งโรงพิธีวงสายสิญจน แลวใหเอาดินปนเปนขาศึกเขียนชื่อและลงยันตกํากับ หอดวยกาบกลวยนําเขาพิธีปลุกเสกแลวนําไปมัดติดกับตนไมที่มี ชื่อรวมตัวอักษรกับชื่อขาศึกนําตนไมนี้มาปกลงในหลุมในโรงพิธีพอถึงกําหนดฤกษ ผูที่รับมอบอํานาจจากพระเจาแผนดิน ก็ เชิญพระแสงอาญาสิทธิ์ไปยังโรงพิธี ยางเขาฟนไมและรูปขาศึกนั้นแลวไปเขาเฝาพระเจาแผนดินกราบทูลวาไดปราบปราม ขาศึกมีชัยชนะตามพระกระแสรับสั่งแลวเปนอันเสร็จพิธี 6.4 โขลนทวาร ประตูปา ทําตามตําราพราหมณ เปนซุมสะดวยกิ่งไมและใบไมสําหรับใหกองทัพเดินลอด มีพราหมณนั่งบนรานสูงที่ประตูขางละคน คอยพรมนํ้าเทพมนตร เปนการบํารุงขวัญทหารเพื่อความสวัสดีมีชัย 6.5 ละวาเซนไก เปนประเพณีของชาวละวามาแตเดิม ที่พิธีบวงสรวงเทวดาเจาปาโดยผูทําพิธีตั้งเครื่องสังเวย บวงสรวงเทวดา อธิษฐานขอใหทําการสําเร็จแลวเสี่ยงทาย โดยถอดกระดูกคางไกเครื่องเซนตัวหนึ่งมาดู ถากระดูกยาวเรียง มีขอถี่ถือวาเปนนิมิตดี พิธีนี้ชาวละวาอาจไดมาจากอินเดียก็ได 6.6 เคลื่อนพลตามเกล็ดนาค ตําราพิชัยสงครามกําหนดวันเคลื่อนทัพวา วันใดนาคหันหัวไปทางทิศใด แลวใหเคลื่อนทัพไปทางทิศนั้น คือ "ตามเกล็ดนาค" ถือวาเปนสิริมงคล 6.7 ชัยภูมิ คือ ที่ตั้งคายซึ่งจะทําใหชนะขาศึกได มีปรากฏในตําราพิชัยสงคราม "ครุฑนาม" คือ มีตนไมใหญ 1 ตนขึ้นอยูเหนือจอมปลวกหรือภูเขา "สีหนาม" คือ มีตนไมใหญ 3 ตนขึ้นอยูบนจอมปลวกหรือภูเขา เรียกอีกชื่อหนึ่งวา ชัยภูมิ "พยุหไกรสร" 6.8 ลักษณะความฝนตามคติโบราณ มี 4 ลักษณะ คือ ก. บุรพนิมิต คือ ฝนบอกลาง หรือฝนบอกเหตุการณลวงหนา ข. จิตนิวรณ คือ ฝนเพราะใจกังวล ค. เทพสังหรณ คือ ฝนเพราะเทวดาบันดาลใหฝน ง. ธาตุโขภ คือ ฝนเพราะธาตุในกายวิปริต แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง จงอานคําประพันธตอไปนี้แลวตอบคําถามขอ 1-3 บัดดลวลาหกซื้อ ชระอับ อยูแฮ แหงทิศพายัพยล เยือกฟา มลักแลกระลายกระลับ ลิวลง ไปเฮย เผยผองภาณุเมศจา แจมแจงแสงฉาน 1. ลักษณะธรรมชาติที่ปรากฏในคําประพันธนี้ โบราณถือวาเปนเครื่องชี้แนะอนาคตอยางไร 1) การปกครองการงานจะประสบผลดี 2) การประกอบการงานจะไดรับความสะดวก 3) การประกอบการงานจะแคลวคลาดภยันตราย 4) การประกอบการงานจะไดรับความสบายใจ 2. คําประพันธขางตนนาจะแสดงความรูตรงกับขอใดมากที่สุด 1) อึดอัดใจแลวสบายใจ 2) หดหูหัวใจแลวสบายใจ 3) เกือบหมดหวังแลวสมหวัง 4) กลัดกลุมใจ แลวโลงอก BOBBYtutor Thai Note
137.
3. ลักษณะสัมผัสชิดในคําประพันธขางตนเหมือนกับสัมผัสในขอใด 1) พอประสบพบเห็นเยนเนอรัล
2) หมทายเยิ่นเดินคูกัน 3) งามดังเปลวเพลิงปามาเนรมิต 4) ขุนชางชิงนางจากหอหอง 4. "เขารวิวารมหันต วันสิบเอ็ดขึ้นคํ่า ยํ่ารุงสองนาฬิกา เศษสังขยาหาบาท" ตรงกับวันเวลาใด 1) วันอาทิตยขึ้น 11 คํ่า เวลา 8 นาฬิกา 30 นาที 2) วันอาทิตยขึ้น 11 คํ่า เวลา 2 นาฬิกา 5 นาที 3) วันอาทิตยที่ 11 ขึ้น 1 คํ่า เวลา 2 นาฬิกา 5 นาที 4) วันอาทิตยที่ 11 ขึ้น 1 คํ่า เวลา 8 นาฬิกา 30 นาที 5. จากขอ 4 วันเวลาดังกลาวเปนวันสําคัญอะไร 1) พระนเรศวรเสวยราชย 2) พระนเรศวรทรงพระสุบิน 3) พระนเรศวรทรงยกกองทัพไปรับศึกพมา 4) พระนเรศวรทรงมีชัยในสงครามยุทธหัตถี 6. ขอความจาก "ลิลิตตะเลงพาย" ที่คิดมานี้คําวา "ธ" คําใดเปนสรรพนามแทนบุคคลที่ตางจากขอความอื่น 1) ธ ใหเชิญพระอัยการศึก ปรึกษาโทษขุนทัพ สรรพทั้งมวลหมูมาตย 2) ขาศึกยลแสยงฤทธิ์ บพิตร ธ เทียบทัพหลวง โดยกระทรวงพยุหบาตร 3) แลว ธ บรรหารตระบัด วาเราจัดจตุรงค จะไปยงยอยุทธ ยังกัมพุชพารา 4) ศรีสวัสดิ์ฤกษอุดม บรมนรินทรดาลสดับ ธ ใหตรวจทัพเตรียมพล โดยชลมารคพยูห 7. "จึ่งสมเด็จพระวันรัต วัดปาแกวแคลวคลา กับราชาคณะสงฆ ยี่สิบหาองคสองแผนก" คือที่พิมพตัวหนานี้หมายความวา อยางไร 1) คามวาสีกับอรัญวาสี 2) มหายานกับหินยาน 3) คันถธุระกับวิปสสานาธุระ 4) มหานิกายกับธรรมยุติกนิกาย 8. นอกจากจะไมปรากฏบทแสดงอารมณขัน ซึ่งถือเปนลักษณะเดนประการหนึ่งของวรรณคดีไทยแลว ลิลิตตะเลงพาย ยังขาดรสวรรณคดีไทยรสใด 1) เสาวรจนี 2) นารีปราโมทย 3) พิโรธวาทัง 4) สัลลาปงคพิสัย 9. จากคําประพันธบทนี้ ขอใดไมสอดคลองกับความคิดของผูเขียน ขุนเสียมสามรรถตาน ขุนตะเลง ขุนตอขุนไปเยง หยอนหาว ยอหัตถเทิดลบองเลบง อังกุศ ไกวแฮ งามเรงงามโททาว ทานสูศึกสาร 1) คูศึกงามสมกัน 2) คูศึกเกงพอกัน 3) ขุนเสียมมีความสามารถมากกวาขุนตะเลง 4) ขุนเสียมหาวหาญกวาขุนตะเลง 10. ขอใดที่มาจากอารมณสะเทือนใจที่ตางจากกลุม 1) จําใจจําจากสรอย อยูแมอยาละหอย หอนชาคืนสม แมแล 2) นวลพระพักตรผองเผือด เลือดสลดหมดคลํ้า ชํ้ากมลหมองมัว 3) นํ้าพระทัยเธอขอนๆ คิดไมขาด เสด็จนิวัติลีลาศคืนหลัง 4) ทันใดนํ้าตาเจากรรมพลัดไหลออกมา เมื่อมองสะดุดไปเห็นถุงยาเสนกับกลองของเขาเขา BOBBYtutor Thai Note
138.
11. เมื่อพิจารณาจากการใชคําในคําประพันธตอไปนี้ ผูแตงนาจะมุงใหผูอานรูสึกอยางไร "อุรารานราวแยก
ยลสยบ เอนพระองคลงทบ ทาวดิ้น เหนือคอคชซอนซบ สังเวช วายชีวาตมสุดสิ้น สูฟาเสวยสวรรค" 1) เห็นใจ 2) สะเทือนใจ 3) สะใจ 4) สมเพช 12. คําประพันธในขอ 11 ดีเดนในดานใด 1) จังหวะ 2) ความหมาย 3) การสรรคํา 4) ภาพพจน 13. ขอใดดีเดนทั้งคําและภาพพจนเปรียบเทียบ 1) วูวางวิ่งฉับฉิว ปลิวประเลหลมพาน 2) เสียงคระโครมเครงครื้นครั่น นํ้าฝนสวรรคก็เฟองฟุงเปนฟองฝอย 3) เมขลาเหาะลอยลอแกวอยูวับวับ รามสูรขยับขยิกขยี้ 4) หยาดเยิ้มเปนหยาดแยม อาบสองแกมแกมยินดี 14. "เจาอยุธยามีบุตร ลวนยงยุทธเชี่ยวชาญ หาญหักศึกบมิยอ ตอสูศึกบมิหยอน ไปพักวอนวาใช ให ธ หวง ธ หาม แมนเจาครามเคราะหกาจ จงอยายาตรยุทธนา เอาพัสตราสตรี สวมอินทรียสรางเคราะห" ขอความที่ยกมามีจุดมุงหมายใหผูถูกวาเกิดความรูสึกอยางไร 1) เสียใจ 2) อับอาย 3) เกิดความมานะ 4) รูผิดชอบชั่วดี 15. ในการเขียนงานวรรณกรรมจากพงศาวดาร กวีมักจะตองสอดแทรกจินตนาการเขาไวดวย เพื่อใหงานเขียนนาอาน ยิ่งขึ้น ขอความตอไปนี้ขอใดเปนเรื่องที่แทรกเขามา 1) ธ ใหโทรหามหุติฤกษ ซึ่งจะเบิกพยุหยาตรา 2) ธ ใหตรวจทัพเตรียมพล โดยชลมารคพยูห สูตําบลปาโมก 3) ธ ก็สรงธาราเสาวรภย ตรลบสุคนธกําจร ทรงบวรวิภูษา รัดพัสตราตรูเนตร 4) แลว ธ สั่งพวกขุนพล เทียบพหลทุกทัพ สรรพแตสามยามเสร็จ ตีสิบเอ็ดนาฬิกา เฉลย 1. 1) 2. 1) 3. 4) 4. 1) 5. 3) 6. 2) 7. 3) 8. 2) 9. 2) 10. 1) 11. 1) 12. 4) 13. 1) 14. 3) 15. 3) BOBBYtutor Thai Note
139.
พระบรมราโชวาท 1. ผูประพันธ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 2.
ลักษณะคําประพันธ รอยแกวเชิงเทศนาโวหาร จํานวน 2 องค มีลักษณะแตกตางกันดังนี้ องคที่ 1 เปนวาทนิพนธ คือ มีตนฉบับเรียบเรียงไวกอน องคที่ 2 เปนพระบรมราโชวาทที่ไมมีตนฉบับ แตเรียบเรียงขึ้นตามที่ไดบันทึกพระสุรเสียงไว 3. ความหมายของวาทนิพนธ วาทนิพนธ หมายถึง ขอความที่แตงหรือเรียบเรียงขึ้นไวสําหรับพูดโดยตรง ภาษาที่ใชจึงกะทัดรัด สละสลวย ลําดับความคิดและถอยคําอยางมีระเบียบงดงาม แตถามีความยาวมากเกินไปผูฟงอาจคลายความสนใจไดงาย รวมทั้ง ถาใจความที่กลาวไมเหมาะสมสอดคลองกับภาวะ เหตุการณ และสถานภาพของผูฟง การพูดแบบไมมีตนราง ผูกลาวไมมีโอกาสเลือกเฟน ขัดเกลา เนื้อหาสาระ ถอยคําสํานวนภาษาที่ใชอาจจะ ไมกะทัดรัด สละสลวย หรือพูดวกวนไปบาง แตสามารถเรียกรองความสนใจจากผูฟงไดนานกวา เนื่องจากเปนการพูด ตามธรรมชาติ เขากับเหตุการณ สถานการณแวดลอมจึงมีโอกาสที่จะใชอวัจนภาษาดึงดูดความสนใจจากผูฟงไดมากกวา วาทนิพนธ 4. การพิจารณาวาทะของบุคคล พิจารณาไดจาก 4.1 เนื้อหาความคิด พิจารณาวาจุดมุงหมาย ความคิดที่ปรากฏเปนขอความรู ขอคิดเห็น ขอสังเกต ฯลฯ เปนความคิดที่มีเหตุผลหรือไม มีหลักฐานนาเชื่อถือเพียงใด 4.2 การลําดับความคิด พิจารณาวากลวิธีในการเริ่มตน การคลี่คลาย และการลงสรุป มีความพอเหมาะพอดี หรือไม วิธีการใชภาษาชัดเจนเพียงใด 4.3 การใชภาษาแสดงความคิด พิจารณาวาภาษาที่ปรากฏในวาทะนั้นแจมแจง กระชับและมีชีวิตชีวาหรือไม การเขาประโยคและการเรียบเรียงประโยคกลมกลืนกันเปนอยางดีหรือไม 5. สาระสําคัญของพระบรมราโชวาท พระบรมราโชวาททั้ง 2 องค คัดมาจากหนังสือชุดประมวลพระราชดํารัสและพระบรมราโชวาทที่พระราชทาน ในโอกาสตางๆ ซึ่งสํานักราชเลขาธิการไดจัดพิมพเนื่องในโอกาสงานพระราชพิธีฉัตรมงคลทุกป 5.1 พระบรมราโชวาทองคที่ 1 พระราชทานแกคณะอาจารย ครู และนักเรียนโรงเรียนวังไกลกังวล ณ ศาลาเริง พระราชวังไกลกังวล เมื่อวันจันทรที่ 13 มิถุนายน 2520 ทรงแสดงความยินดีกับผูที่ไดรับรางวัลเรียนดี การไดรับรางวัลแสดงถึงความตั้งใจและความอุตสาหะพยายาม ที่จะเลาเรียนและหาความรูใสตัว วิธีที่จะหาความรูนั้น จะตองทําใจใหแนวแน เขมแข็ง พรอมดวยความหมั่นขยัน ที่จะเรียน เชื่อฟงและเคารพครู ในสวนครูก็มีหนาที่จะตองใหความรูแกเด็กๆ ดวยความเมตตาดวยความหวังดี ทรงแนะนํา ให ทั้งครูและนักเรียนทําหนาที่ของตนเองใหเต็มความสามารถ เพื่อใหไดชื่อวาชวยสวนรวมคือชาติใหมีความมั่นคง และ ทรงจบพระบรมราโชวาทดวยการพระราชทานพรแกครูและนักเรียนทุกคน 5.2 พระบรมราโชวาทองคที่ 2 พระราชทานแกคณะศูนยกลางนักเรียนอาชีวศึกษาแหงประเทศไทย ณ ศาลา- ดุสิดาลัย วันศุกรที่ 28 ธันวาคม 2516 BOBBYtutor Thai Note
140.
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวทรงเริ่มตนโดยกลาวถึงคณะศูนยกลางนักเรียนอาชีวศึกษาแหงประเทศไทยเขาเฝาฯ เพื่อทูลเกลาฯ ถวายเงินและสิ่งของโดยเสด็จพระราชกุศลชวยเหลือผูประสบภัยธรรมชาติทางภาคใตซึ่งนับเปนการกระทําที่ดี เพราะนอกจากเปนการบําเพ็ญประโยชนชวยเหลือผูอื่นในยามเกิดทุกขภัยแลวยังกอใหเกิดความสามัคคี อันเปนกําลังสําคัญที่ ทําใหชาติมั่นคงอยูได
ตอนทายของพระบรมราโชวาทมีพระราชดํารัสพระราชทานเงินทุนสําหรับใหศูนยใชเพื่อกิจการของศูนย และทรงจบพระบรมราโชวาทดวยการพระราชทานพรปใหมใหผูฟงไดรับความสุขและความดี โดยพลังของกุศลที่ไดทํา และใหประสบความสําเร็จทุกประการ ศิลาจารึกพอขุนรามคําแหง 1. ผูประพันธ พอขุนรามคําแหงมหาราช 2. ลักษณะคําประพันธ รอยแกว บางตอนมีสัมผัสคลองจอง 3. ลักษณะศิลาจารึก เปนแทงศิลารูปสี่เหลี่ยม มียอดแหลม สูง 1 เมตร 11 เซนติเมตร กวาง 35 เซนติเมตร จารึกขอความไวทั้ง 4 ดาน ดานที่ 1 กลาวถึง พระราชประวัติของพอขุนรามคําแหง ใชสรรพนามแทนพระองควา "กู" จึงสันนิษฐานวาอาจ ทรงจารึกเอง ดานที่ 2 กลาวถึง พระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจของพอขุนรามคําแหง ดานที่ 3 กลาวถึง เหตุการณสําคัญในรัชสมัยของพอขุนรามคําแหง เชน เรื่องการสรางพระแทนมนังคศิลาบาตร ในดงตาล ดานที่ 4 กลาวถึง เรื่องการประดิษฐอักษรไทย การสรางพระมหาธาตุเมืองศรีสัชนาลัย การสรรเสริญพระเกียรติ พอขุนรามคําแหงและอธิบายขอบเขตอํานาจอาณาจักรสุโขทัย ดานที่ 3 และดานที่ 4 นี้ สันนิษฐานวานักปราชญราชบัณฑิตเปนผูจารึก เพราะใชสรรพนามวา พอขุนรามคําแหง แทนสรรพนามวา "กู" 4. ความรูเกี่ยวกับตัวอักษรไทยและอักขรวิธีในสมัยพอขุนรามคําแหง พอขุนรามคําแหงทรงประดิษฐอักษรไทยขึ้นใชเองในป พ.ศ. 1826 โดยทรงดัดแปลงมาจากอักษรขอมหวัดและ มอญโบราณ มีลักษณะดังนี้ 4.1 สระและพยัญชนะอยูบนบรรทัดเดียวกัน สระสวนใหญอยูหนาพยัญชนะ 4.2 ตัดศกหรือหนามเตยออก (ศกหรือหนามเตย คือสวนที่อยูเหนือตัวอักษรของขอม) 4.3 ไมมีไมหันอากาศ ใชอักษรหันหรือการซอนตัวสะกดแทน เชน วนน = วัน หวว = หัว 4.4 ใช "ย" แทน "เอีย" ในกรณีที่เอียมีตัวสะกด เชน คยว = เคียว วยง = เวียง 4.5 ทรงประดิษฐวรรณยุกตขึ้นใช 2 รูป คือ (ไมเอก) (ไมโท) 4.6 ใช ° แทนตัว "ม" ที่เปนตัวสะกด เชน กลํ (กลม) สํ + (สม) 4.7 สระออ ไมตองใช อ เคียง เชน พ (พอ) ท (ทอ) BOBBYtutor Thai Note
141.
5. ประวัติความเปนมาของศิลาจารึก เมื่อ ป
พ.ศ. 2376 พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว ขณะทรงผนวชอยูยังไมไดขึ้นครองราชสมบัติ ไดเสด็จไปธุดงคทางเหนือ ไดทรงพบหลักศิลาจารึก และพระแทนมนังคศิลาที่เปนปราสาทเกา เมืองสุโขทัย จึงโปรดให ชะลอมาไวที่กรุงเทพฯ ศิลาจารึกหลักนี้เปนที่รูจักกันตอมาวาเปนศิลาจารึกของพอขุนรามคําแหง โปรดใหจารึกไวประมาณ ป พ.ศ. 1826 เปนตน มาจนกระทั่งหลัง พ.ศ. 1835 จึงครบทั้ง 4 ดาน พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว ทรงพระราชอุตสาหะอาน ศึกษา และนําออกเผยแพรเปนพระองคแรก เมื่อศาสตราจารย ยอรช เซเดส ชาวฝรั่งเศส ผูเชี่ยวชาญภาษาตะวันออกเขามาเปนบรรณารักษใหญในหอพระสมุด วชิรญาณ ไดพยายามตรวจ แปลศิลาจารึกตางๆ ใหถูกตองบริบูรณ และไดแปลเปนภาษาฝรั่งเศสจนเปนที่รูจักแพรหลาย ในดานการแปลศิลาจารึกนั้นศาสตราจารยฉํ่า ทองคําวรรณ ไดอานและแปลประชุมศิลาจารึกหลักภาษาเขมร สันนิษฐาน เทียบการเขียนอักษรไทยกับอักษรขอมในสมัยพอขุนรามคําแหง 6. คุณคาสาระ 6.1 ศิลาจารึกสุโขทัยของพอขุนรามคําแหง นอกจากจะเปนหลักฐานในการศึกษาประวัติศาสตรและโบราณคดี แลวยังมีคุณคาในการศึกษาคนควาทางดานรัฐศาสตร นิติศาสตร เศรษฐศาสตร สังคมวิทยา อักษรศาสตร และวรรณคดี แสดงลักษณะชีวิตสภาพสังคมของชาวสุโขทัยไวอยางชัดเจน กอใหเกิดความภูมิใจในเกียรติภูมิของประเทศชาติ 6.2 แนวคิดสําคัญที่ไดรับจากศิลาจารึกหลักที่นํามาเรียนคือ พระจริยวัตรอันงดงามของพอขุนรามคําแหง ที่กอปรดวย ความกตัญูกตเวที ทรงเปนกษัตริยนักรบที่กลาหาญ 6.3 คานิยมที่ปรากฏในเรื่อง ไดแก คานิยมเรื่องความกตัญูกตเวทีตอบุพการี รวมทั้งผูนําประเทศตอง มีความกลาหาญ กลาตัดสินใจ พรอมที่จะปกปองคุมครองประเทศชาติ 7. ศัพทสํานวน กู = สรรพนามบุรุษที่ 1 เอกพจน พหูพจนใชวา "ตู" บานเมือง = ทําใหบานเมืองเบิกบาน เขา = ป (เขาปจจุบันเขียนเปนขาว ปหนึ่งปลูกขาว 1 ครั้ง จึงมีความหมายวาป) เชนเดียวกับ มีผูใช "ฝน" หรือ "พรรษา" เปนเครื่องบอกเวลา โสง = สอง เผือ = เรา (เปนพหูพจน) อาย = พี่ชายคนแรก ตรงขามกับ "เอื้อย" พี่สาวคนแรก เตียมแต = ตั้งแต เกลื่อนเขา = ขับไพรพลเขามา ไพรฟาหนาใส = ประชาชน ไพรพล หนีญญายพายจแจ = หลีกหนีไปอยางชุลมุน ท = ตี ตอดี รบพุง กวาดตอน เบกพล = เบิกพล, บุกพล (เบิก ในภาษาเขมร แปลวา ขับตอน) ตอนพลเขาไป ตอชาง = ชนชาง พุงชาง = ขับชางเขาตอสู แพ = ภาษาไทยเดิมมีความหมายวา ชนะ พาย หมายความวา "แพ" บําเรอ = ปรนนิบัติรับใช BOBBYtutor Thai Note
142.
หมากสมหมากหวาน = ผลไมที่มีรสเปรี้ยวรสหวาน ตีหนังวังชาง
= คลองจับชางดวยเชือกหนัง ไดปวไดนาง = ไดเชลยชายเชลยหญิง ไดชางไดงวง = งวงเปนลักษณนามของชาง ไดเงือน = ไดเงิน เวน = นํามาให มอบให พรํ่า = บอยๆ เสมอ ทั้งกลม = ทั้งหมด แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ป พ.ศ. ใดที่รัฐบาลไทยจัดงานฉลอง 700 ป ลายสือไทย เพื่อรําลึกถึงพระราชกรณียกิจของพอขุนรามคําแหงมหาราช ที่ทรงประดิษฐอักษรไทยขึ้น 1) พ.ศ. 2525 2) พ.ศ. 2526 3) พ.ศ. 2529 4) พ.ศ. 2530 2. เมื่อพิจารณาศิลาจารึกหลักที่ 1 ในฐานะวรรณคดี ประโยชนที่สําคัญที่สุดของศิลาจารึกนี้ตรงกับขอใด 1) ใหความรูดานประวัติศาสตรและโบราณคดี 2) เปนตนแบบของการใชภาษาไทย 3) เปนหลักฐานทางสังคมวัฒนธรรม 4) แสดงใหเห็นความสัมพันธกับชนชาติตางๆ 3. คําจากศิลาจารึกขอใดเปนคําที่ไมมีใชแลวในภาษาไทยปจจุบัน 1) กูบหนี กูขี่ชางเบกพลกูขับเขากอนพอกู 2) พี่เผือผูอายตายจากเผือเตียมแตยังเล็ก 3) กูพรํ่าบําเรอแกพี่กูดั่งบําเรอแกพอกู 4) พี่กูตายจึงไดเมืองแกกูทั้งกลม 4. ขอใดเปนที่มาของพระนาม "พระรามคําแหง" 1) ไพรฟาหนาใส พอกูหนีญญายพายจแจ 2) ตนกูพุงชางขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ 3) ขุนสามชนเจาเมืองฉอดมาทเมืองตาก 4) กูขี่ชางเบกพลกูขับเขากอนพอกู 5. ขอความใดในศิลาจารึกขอใดมิใชกลุมคําที่มีเสียงสัมผัสกลางคํา 1) ไพรฟาหนาใส 2) หนีญญายพายจแจ 3) ตัวเนื้อตัวปลา 4) ตีหนังวังชาง เฉลย 1. 2) 2. 2) 3. 2) 4. 2) 5. 3) BOBBYtutor Thai Note
143.
เราคือลูกของแมพระธรณี 1. ผูประพันธ อิศรา
อมันตกุล 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) รอยแกว ประเภทเรื่องสั้น 3. ลักษณะของเรื่องสั้น เรื่องสั้นเปนรูปแบบของการประพันธที่ไดรับแบบอยางมาจากยุโรป เรื่องสั้นเปนศัพทเฉพาะ หมายถึง วรรณกรรม รอยแกว บันเทิงคดีประเภทหนึ่ง มีโครงเรื่อง ซึ่งประกอบดวยเหตุการณ ตัวละครในเรื่องมีนอย ขอขัดแยงหรือปญหา ชีวิตของตัวละครจึงนอย เนื้อเรื่องมักเกี่ยวของกับชีวิตของคนทั่วไป เรื่องสั้นตางกับนวนิยาย คือ นวนิยายกลาวถึงชีวิตคนหลายคน หลายดาน มีเหตุการณในเรื่องซับซอนหลายเหตุการณ 4. ประวัติผูแตง นายอิศรา อมันตกุล เริ่มทํางานหนังสือพิมพและเปนนักประพันธตั้งแต ป พ.ศ. 2483 เปนผูที่ไดรับการยกยองมาก ในวงการหนังสือพิมพของประเทศไทย ภายหลังถึงแกกรรมจึงไดมีผูตั้ง "มูลนิธิอิศรา อมันตกุล" ขึ้น เพื่อใหดอกผล สงเสริมวิชาชีพและการศึกษาวิชาการหนังสือพิมพ นายอิศรา อมันตกุล ใชนามแฝงในการเขียน เชน อโศก มะงุมมะงาหรา เจดียกลางแดด ทรงกลดกลางหาวและ แฟรงค ฟรีแมน ฯลฯ 5. การเสนอแนวคิด อันเปนแนวคิดสําคัญที่ผูแตงใชเปนแกนสําคัญในการสรางโครงเรื่อง ไดแก มนุษยอยูได ดวยความหวัง เกษตรกรทุกคนยอมรักและหวงแหนแผนดินของตน 6. เนื้อเรื่องยอ เนื้อเรื่องกลาวถึงการทํามาหากินของสามีภรรยาคูหนึ่ง ที่ทิ้งความเจริญรุงเรืองในกรุงเทพฯ มาพลิกแผนดินเพื่องาน ทางดานการเกษตร เอินและรมณียไดพยายามทุกวิถีทางที่จะตอสูกับอุปสรรคตางๆ ดวยความอดทน ทั้งสองตองพบกับ ความผิดหวังซํ้าแลวซํ้าเลาจนตองเสียลูกในครรภไปคนหนึ่ง รมณียหมดกําลังใจในการตอสู และตองการหนีใหพนจาก สภาพของผูสูญเสีย เมื่อใกลจะคลอดลูกคนที่สอง ในระหวางการหนี รมณียไดพบตนหญาเล็กๆ ชูใบอันเขียวขจีของมัน ทามกลางความเหี่ยวแหงของตนขาวซึ่งตายกรังไปนานแลว เธอเขาใจทันที ตนหญาเปนสัญลักษณของความหวังวา ถึงแม ผืนแผนดินที่อาศัยอยูจะเปนอยางไรก็ตาม แตก็ยังเปนที่รวมแหงความรักและความหวัง เปน "แมพระธรณี" ที่จะเลี้ยง คนไทยทุกคนในแผนดินนี้ตลอดไป ในที่สุดเธอจะตัดสินใจตอสูกับความยากลําบาก เคียงคูกับสามีดวยความรักและ ความเขาใจ 7. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 1. มนุษยอยูไดดวยความหวัง 2. หญิงผูที่เปนแมยอมมีความรักและความหวงใยในลูกของตนยิ่งกวาสิ่งใด 3. อาชีพกสิกรรมเปนอาชีพที่ตองอาศัยความอดทนในการตอสูทั้งเพื่อเอาชนะธรรมชาติ ไดแก ความแหงแลง กันดารและหางไกลความเจริญ เมื่อฝนไมตกตองตามฤดูกาล ก็จะเปนอุปสรรคสําคัญในการเพาะปลูก 4. ธรรมชาติอาจจะทําใหมนุษยเกิดขอคิดในการดําเนินชีวิตได เชน ตนหญาเขียวขจีในกอขาวแหงก็แสดง สัญลักษณของความหวังทามกลางความทุกขรอน BOBBYtutor Thai Note
144.
8. ความรูประกอบ องคประกอบของเรื่องสั้น ไดแก 1.
กลวิธีในการเสนอเรื่อง 1.1 ใหตัวละครสําคัญเปนผูเลา โดยใชสรรพนามบุรุษที่ 1 เชน ผม ขาพเจา ดิฉัน 1.2 ใหตัวละครซึ่งไมใชตัวสําคัญเปนผูเลา โดยใชสรรพนามบุรุษที่ 1 เชนกัน 1.3 ผูแตงเลาเอง ในฐานะเปนผูรูเรื่องทุกอยาง วิธีนี้ผูแตงสามารถเลารายละเอียดและพฤติกรรมความรูสึกนึกคิด ของตัวละครไดอยางชัดเจน 2. โครงเรื่อง ตองเรียงลําดับตามเหตุการณในเรื่อง มีขอขัดแยง อันเปนสาเหตุสําคัญในการดําเนินเรื่องใหชวนติดตาม 3. ตัวละคร คือ ผูมีบทบาทในเรื่อง อาจจะเปนมนุษย สัตว หรือสิ่งของใดๆ ก็ได 4. ฉาก หมายถึง เวลาและสถานที่อันเกี่ยวของกับเหตุการณในเรื่อง และมีผลกระทบตอชีวิตและพฤติกรรมของตัว ละคร 5. สาระของเรื่อง เปนแนวคิดสําคัญที่ผูแตงใชเปนแกนของเรื่อง เชน ความรัก ความหวัง ความเมตตา ความผิดหวัง ฯลฯ 6. ตอนสุดขั้น คือจุดขัดแยงที่ผูแตงสรางขึ้น โดยผูกปมใหผูอานคิด และตองจบใหผูอานคิดตอไป ในเรื่องเราคือลูกของแมพระธรณี จัดเปนเรื่องสั้นที่เขาลักษณะของเรื่องสั้นที่ดี และจบลงอยางนาสนใจวา มนุษย ควรมีความอดทนตั้งใจจริง มีความหวังที่จะตอสูเพื่อเอาชนะอุปสรรคทั้งปวง ความอดทนจะทําใหไดรางวัลที่ลํ้าคา แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ขอความตอนสุดทายของเรื่อง เราคือลูกของแมพระธรณี ที่กลาววา "เราจะอยูที่นี่ตลอดไปตราบกระทั่งลูกหลานของเรา เพราะวา เราคือทายาท ของแมพระธรณี" ทานคิดวาตรงกับคํากลาวขอใด 1) เราเลือกที่เกิดไมได 2) ทุกคนควรรักมาตุภูมิ 3) ความอุตสาหะทําใหชีวิตสมหวัง 4) ชีวิตยังไมสิ้น จะตองดิ้นรนตอไป 2. ในเรื่อง "เราคือลูกของแมพระธรณี" ปมความขัดแยงที่เกิดขึ้นในเรื่องมีลักษณะตรงกับขอใด 1) ขัดแยงกับธรรมชาติ 2) ขัดแยงกับสังคม 3) ขัดแยงกับผูอื่น 4) ขัดแยงกับตัวเอง 3. เอินมีความปรารถนาในสิ่งใดจึงทําใหเขาผิดสัญญากับรมณีย 1) เอินตองการทุนรอนจากการเก็บเกี่ยวพืชผล 2) เอินตองการใหลูกเกิดบนที่ดินของเขาเอง 3) เอินตองการขุดลํากระโดงจากคลองสงนํ้ามาที่นา 4) เอินตองการทํานาแบบใหมเปนตัวอยางแกชาวนาคนอื่น BOBBYtutor Thai Note
145.
4. เรื่อง "เราคือลูกของแมพระธรณี"
จะไมมีตอนจบดังในเรื่อง ถาไมมีเหตุการณใดเกิดขึ้น 1) ฝนตก 2) เอินควบมาตามหารมณีย 3) เอินสัญญาจะกลับกรุงเทพฯ พรอมรมณีย 4) รมณียเหลียวกลับไปดูตนขาวที่ถอนทิ้ง 5. "ดวงอาทิตยที่สาดแสงแรงกลา บนฟาเปลือย ดูเหมือนจะหยามเยาะในความสะเพราของหลอน" ขอความที่พิมพ ตัวหนา มีความเดนในดานใด 1) อุปลักษณ 2) บุคลาธิษฐาน 3) รอยแกวมีสัมผัส 4) ใชภาษาแหวกแนว 6. "หลอนเห็นตนหญาเล็กๆ สามสี่ตน ชูเรียวยาวอันเขียวขจีของมันขึ้นมาเปนเขียวขจีแหงชีวิต ซึ่งซอนตัวอยู ทามกลางความเหี่ยวแหง และแลงระแหงซุมอยูกับตนขาวที่ตายกรังไปนานแลว ความตื่นใจอันลํ้าลึกและความแจมใส วิ่งเขาสูดวงจิตของหลอนทันที" ขอความนี้ มีความหมายตรงกับขอใดมากที่สุด 1) ตนหญาเปนสัญลักษณแหงชีวิต 2) มนุษยนั้นอยูไดดวยความหวัง 3) สิ่งเล็กนอยที่ดูไรคาอาจกอใหเกิดความจรรโลงใจ 4) ตนหญาออนเปรียบไดกับชีวิตที่เริ่มตนใหม เฉลย 1. 2) 2. 4) 3. 4) 4. 4) 5. 2) 6. 2) BOBBYtutor Thai Note
146.
ดวงอาทิตยที่รัก 1. ผูประพันธ ศ.ดร.ยงยุทธ
ยุทธวงศ 2. ลักษณะคําประพันธ เรื่องสั้นแนวสังคมอิงวิทยาศาสตร 3. ที่มาของเรื่อง นิตยสารโลกวิทยาศาสตร ผูประพันธไดเขียนเรื่องนี้จากจินตนาการที่ตั้งอยูบนฐานของขอเท็จจริงเชิงวิทยาศาสตร กําหนดใหฉากอยูที่จังหวัด พระนครศรีอยุธยาใน พ.ศ. 2613 อันเปนปที่นักดาราศาสตรไดคํานวณไววาจะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงขึ้นอีกในประเทศไทย ครอบครัวของชินสะทอนใหเห็นสภาพของผูคนที่อาศัยอยูภายใตแผนแดด ไมเคยเห็นแสงอาทิตย แสงจันทร สวนระรินเด็กสาวที่ยายมาอยูใหมเพราะบานถูกไลที่เพื่อสรางสถานีอวกาศแหงใหม ระรินเปนผูปลุกจิตสํานึกใหชินเห็นถึง ความสําคัญของดวงอาทิตย ความไมเทาเทียมกันของการใชพลังงานจากแสงอาทิตย ความมั่งมีและความยากจน การถูก ปดกั้นขาวสารจากรัฐบาล การถูกลิดรอนสิทธิในการรับขาวสาร การถูกเอารัดเอาเปรียบจากสังคม เรื่องจบลงดวยความรู สึกผิดของผูรักษากฎ เชน ชิน 4. ขอคิดที่ไดรับ 1. การใชทรัพยากรอยางฟุมเฟอยจะกอใหเกิดวิกฤตการณขาดแคลนพลังงานในอนาคต 2. ความแตกตางกันระหวางบุคคลทางดานฐานะ ทําใหเกิดความไมเทาเทียมกันในสังคม และคนยากจนจะ เปนฝายถูกเอาเปรียบตลอดมา BOBBYtutor Thai Note
147.
แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ขอใดมิไดกลาวถึงสิ่งประดิษฐที่ปรากฏในเรื่องดวงอาทิตยที่รัก 1) เธอใสรองเทาและถุงมือที่ชินจําไดวาเปนชุดแมเหล็ก 2)
เขาเก็บไทมแมชชีนใสกลองใบสุดทาย 3) หลอนเอื้อมไปกดสวิตชเครื่องงวง 4) แผนแดดนี้สรางขึ้นมากอนชินเกิดตั้งหลายป 2. เพราะเหตุใดจึงตองสรางแผนแดดเพื่อเก็บแสงแดดไปเปลี่ยนเปนไฟฟา 1) เพราะพลังงานขาดแคลน 2) เพราะไมมีสารพิษตกคาง 3) เพราะมนุษยใชทรัพยากรอยางฟุมเฟอย จนทรัพยากรขาดแคลน 4) เพราะเขื่อนถูกทําลายหมดสิ้น 3. เรื่องดวงอาทิตยที่รักเปนเหตุการณในสมัยใด 1) พ.ศ. 2543 2) พ.ศ. 2603 3) พ.ศ. 2613 4) พ.ศ. 2643 4. ปญหาดานการสื่อสารในเรื่องดวงอาทิตยที่รักคืออะไร 1) ไมสามารถรับขาวสารได 2) รัฐบาลปดกั้นขาวสาร 3) กระดาษแพงจึงไมสื่อสารทางหนังสือพิมพ 4) ไมมีเครื่องมือในการสื่อสารอื่นนอกจากโทรทัศน 5. "แผนแดด" ในเรื่องดวงอาทิตยที่รักคือสิ่งใด 1) แบตเตอรี่ 2) แผงไฟฟา (โซลาเซลล) 3) เครื่องกําเนิดไฟฟา 4) เครื่องทําความรอน เฉลย 1. 4) 2. 3) 3. 3) 4. 2) 5. 2) BOBBYtutor Thai Note
148.
บทรอยกรอง บทรอยกรองทั้ง 5 เรื่อง
ที่เลือกมาใหเรียนนี้เปนวรรณกรรมปจจุบัน วรรณกรรมปจจุบัน หมายถึง วรรณกรรมที่เริ่มตั้งแตตนสมัยรัชกาลที่ 5 มาจนถึงสมัยปจจุบัน ทั้งนี้เพราะสมัย รัชกาลที่ 5 เปนระยะเริ่มแรกที่วรรณกรรมของไทยแบบใหมๆ เกิดขึ้นมาก วรรณกรรมปจจุบันมีการพัฒนาทั้งรูปแบบ การประพันธและความนึกคิดของกวี บางชนิดก็เขียนตามแนวฉันทลักษณเดิม บางชนิดก็เปนรูปแบบที่คิดขึ้นใหมตาม ความพอใจของผูประพันธแฝงขอคิด คติธรรมหรือคานิยมที่สอดคลองกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม ควรแกสรรเสริญกราวคือชาวนา 1. ผูประพันธ แสงทอง ซึ่งเปนนามปากกาของหลวงบุณยมานพพาณิชย (อรุณ บุณยมานพ) ประวัติผูแตง หลวงบุณยมานพพาณิชย เริ่มเปนนักเขียนตั้งแต พ.ศ. 2454 มีผลงานการประพันธหลายประเภท ทั้งรอยแกวและรอยกรอง บทละคร นวนิยาย เรื่องสั้น เรื่องแปล บทรอยกรองที่มีชื่อเสียง คือ "นิราศรอบโลก" และ หนังสือรวมบทประพันธในชื่อ "อักษราวลี" 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) กลอนสุภาพ 3. สาระสําคัญของเรื่อง กวีไดกลาวยกยองวา ชาวนาเปนผูควรแกการสรรเสริญอยางยิ่ง เพราะนอกจากจะเปรียบเหมือนเปนกระดูกสันหลัง ของประเทศแลว ยังเปนศิลปนอีกดวย เพราะเปนผูสรางสรรคผืนนาใหมีความสวยงาม คําวา "กราว" มีความหมายถึง เสียงปรบมืออยางพรอมเพรียง 4. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 1. ชาวนาเปนผูมีบทบาทสําคัญในการผลิตขาวที่มีคุณภาพของไทย และสรางสรรคผืนนาใหอุดมสมบูรณ 2. ความงามและความอุดมสมบูรณของทองนาทําใหชาวนาสมควรไดรับการยกยองวาเปนกระดูกสันหลังของ ชาติรวมทั้งเปนศิลปนในการสรางทุงขาวใหงดงาม 3. ผูมีความมานะบากบั่นในการประกอบอาชีพอยางตั้งใจ สมควรไดรับการยกยอง นํ้าตา 1. ผูประพันธ นายกําชัย ทองหลอ ประวัติผูแตง นายกําชัย ทองหลอ ไดรับปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขาภาษา และวรรณคดี ไทยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร ผลงานประพันธมี ตําราหลักภาษาไทย อินทรียหก (ทางคดีโลก) นิทานสําหรับเด็ก นิราศ บทรอยกรองราชสดุดี บทละคร เรื่องสั้น และบทวิทยุหลายเรื่อง 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) กาพยยานี 11 3. สาระสําคัญของเรื่อง นํ้าตาเปรียบเหมือนเพื่อน ยามเรามีความสุข ดีใจ รักสมหวัง เศราหมอง ชิงชัง โกรธ เกลียด ยามตาย บวชเรียน แตงงาน พลาดรักอกหัก หรือพลัดพรากกัน ก็รองไหนํ้าตาเปรียบเหมือนเพื่อน ใหระลึกถึงทั้งยามเศรา สุข ความตาย ความรื่นเริง นํ้าตาเปนเครื่องระบายความในใจ และเห็นใจเราเสมอ 4. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 1. นํ้าตาเปนเพื่อนทั้งยามทุกขและยามสุข 2. มนุษยใชนํ้าตาเปนเครื่องระบายอารมณความรูสึกทุกๆ ดาน ไมวาจะเปนทุกขสุข เศรา ดีใจ BOBBYtutor Thai Note
149.
ชโย สยาม 1. ผูประพันธ
น.ม.ส. ซึ่งเปนพระนามแฝงของพระราชวงศเธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ (พระองคเจารัชนีแจมจรัส) 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) สยามมณีฉันท มีผังภูมิและฉันทลักษณดังนี้ -ั-ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ุ(บทที่ 1) (บทที่ 2) สัมผัสระหวางบท -ั-ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ุ -ั-ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ุ -ั-ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ุ -ั-ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ุ -ั-ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ุ สยามมณีฉันท มีลักษณะคลายกลอนแปด แตใชครุ ลหุสลับกันทั้งวรรค ทําใหเกิดจังหวะนาฟง น.ม.ส. ทรงริเริ่ม คิดคนฉันทแบบนี้เปนครั้งแรก นับเปนของใหมในสมัยภายหลัง เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 สวนคําวา "ชโย" ก็พึ่งมีใชเปนครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว 3. สาระสําคัญของเรื่อง ประเทศไทยกําลังพัฒนา เยาวชนไทยซึ่งกําลังเจริญวัย ยามเรียนก็ขยันศึกษาหาความรูดวยความเพลิดเพลิน ไมมีใครเสมอเหมือนเด็กไทย เด็กไทยยอมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริยไทยและพระราชวงศที่สราง ประเทศชาติบานเมือง เด็กไทยพยายามศึกษาหาความรูตามที่ตองการ ประเทศชาติจะมั่นคงไดเพราะวิชาความรูประเทศไทย จะเจริญรุงเรือง เพราะเยาวชนไทยมีการศึกษาอันจะพาใหประเทศชาติมั่นคงสืบไป 4. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 1. เยาวชนไทยควรภูมิใจที่ไดเกิดมาเปนคนไทย และควรจงรักภักดีตอพระมหากษัตริยและแผนดินไทย 2. ประเทศชาติรุงเรืองไดเพราะเยาวชนมีความรู ความสามารถในวิชาการและนําวิชาการเหลานั้นมาชวยพัฒนา ประเทศ 3. เด็กเปนกําลังสําคัญของประเทศ ณ ยามสายัณห 1. ผูประพันธ นายสุภร ผลชีวิน ประวัติผูแตง นายสุภร ผลชีวิน มีผลงานในดานดนตรี เปนผูแตงเพลงเชียรกีฬาใหจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย และไดรวมกับคุณหญิง สมโรจน สวัสดิกุล ณ อยุธยา เขียนคํารองสําหรับเพลงพระราชนิพนธ "มหาจุฬาลงกรณ" ดานงานประพันธไดเขียนบทรอยกรองทั้งขนาดสั้น และขนาดยาวหลายเรื่องใชนามจริงบาง นามแฝง "แสงกรานต" บาง บทประพันธเหลานี้ มีจุดมุงหมายในการสงเสริมศิลปกรรมและวัฒนธรรมของชาติไทย 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) เปษณนาทฉันท มีผังภูมิและฉันทลักษณดังนี้ (บทที่ 1) สัมผัสระหวางบท -ั -ั-ั -ุ -ั -ั-ั -ุ -ั -ั-ั -ุ -ั -ั-ั -ุ -ั -ั-ั -ุ -ั -ั-ั -ุ -ั -ั-ั -ุ -ั -ั-ั -ุ -ั -ั-ั -ุ -ั -ั-ั -ุ -ั -ั-ั -ุ -ั -ั-ั -ุ เปษณนาทฉันทนี้มีที่มาจากเสียงตําขาวของชาวนา มีลหุ และครุ ที่ทําใหเกิดจังหวะคลายเสียงครกกระเดื่อง ตําขาว นายสุภร ผลชีวิน เปนผูคิดประดิษฐขึ้น เมื่อ ป พ.ศ. 2489 BOBBYtutor Thai Note
150.
3. สาระสําคัญของเรื่อง เวลาใกลคํ่า ตะวันใกลจะตกดิน
ชาวนาตางเรงมือตําขาว พวกผูหญิงก็รองเพลงคลอกับเสียงแคนสลับกับเสียง ครกกระเดื่องนาสนุกสนาน เสียงครกกระเดื่องสลับกับเสียงหัวเราะสรวลสันต หญิงตําขาว ชายรับขาวไปฝด ประเพณี ไทยเปนเชนนี้มานานและคงจะมีอยูสืบไปถาลูกหลานไทยชวยกันรักษาไว 4. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 1. ประเพณีเปนสมบัติทางวัฒนธรรมที่เราพึงรักษาไว 2. ความสนุกสนานรื่นเริง เปนบุคลิกของคนไทย ไมวาจะเหน็ดเหนื่อยก็หาความสุขใจได 3. การรวมแรงรวมใจกันทํางานดวยความพรอมเพรียง เปนความสุขใจอยางหนึ่ง 4. ลูกหลานไทยมีสวนชวยธํารงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมของไทยใหมั่นคงสืบไป พระจันทรกระจาง 1. ผูประพันธ นายสุภร ผลชีวิน 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) มุทิงคนาทฉันท มีผังภูมิและฉันทลักษณดังนี้ บทที่ 1 สัมผัสระหวางบท -ั -ั -ุ -ั-ั -ุ-ุ -ั -ั -ุ -ั-ั -ุ-ุ -ั -ั -ุ -ั-ั -ุ-ุ -ั -ั -ุ -ั-ั -ุ-ุ -ั -ั -ุ -ั-ั -ุ-ุ -ั -ั -ุ -ั-ั -ุ-ุ มุทิงคนาท แปลวา เสียงตะโพน การที่เรียกชื่อฉันทเชนนี้ก็เพราะมีเสียงจังหวะเหมือนจังหวะตะโพนที่เลนกัน ในสมัยกอน สวนการรําโทนนั้นเปนการรําที่ใชโทนเปนเครื่องเคาะจังหวะ ซึ่งเปนเครื่องดนตรีประเภทเดียวกัน การละเลน ชนิดนี้มีในทองถิ่นชนบทของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายสุภร ผลชีวิน เปนผูริเริ่มคิดขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2489 3. สาระสําคัญของเรื่อง ณ คืนวันเพ็ญ พระจันทรสองแสงสวาง ที่จังหวัดลพบุรีในฤดูหนาวคืนหนึ่ง หญิงและชายตางสนุกสนาน สงเสียงเกรียวกราวในการรําโทน เสียงโทนเปนจังหวะ หญิงชายรายรําตามทํานองอยางงดงาม เสียงฆองและกรับสลับกับ เสียงแคน รางกายคลายจากความออนเพลีย รูสึกสนุกสนานที่ไดฟงตะโพนแตกอนเกา กวีจึงคิดประดิษฐคําฉันทชื่อ "มุทิงคนาท" เสนอไวเปนกํานัลแดวงวรรณคดีของเมืองไทย 4. ขอคิดที่ไดรับจากเรื่อง 1. ดนตรีทําใหจิตใจแจมใส สมองคลายความเครงเครียด 2. เสียงดนตรี ลีลาฟอนรํา ตลอดจนจังหวะและลีลาของการรําโทนเปนแรงบันดาลใจใหกวีสรางสรรคงานดาน วรรณศิลปขึ้น 3. ศิลปะพื้นบานจัดเปนมรดกทางวัฒนธรรมที่สําคัญยิ่ง อันควรที่จะอนุรักษไวตลอดไป พรมงคล 1. ผูประพันธ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช 2. ลักษณะคําประพันธ กลอนหก 3. สาระสําคัญ พรสูงสุด คือ คิดดี พูดดี ทําดี อันเปนการกระทําของตน BOBBYtutor Thai Note
151.
ยามมืด 1. ผูประพันธ ไมปรากฏนามผูแตง 2.
ลักษณะคําประพันธ โคลงสี่สุภาพ 5 บท 3. สาระสําคัญ มนุษยควรเขาใจสัจธรรมวา ทุกขสุขเปนของคูกัน เมื่อยังมีชีวิตก็ควรมีความหวัง ไมควรทอแท หมดกําลังใจ บทที่ 1 ยามมืดในเวลากลางคืน ถึงไมมีดวงจันทร ก็ยังมีดาวศุกรสองสวาง บทที่ 2 ยามหิว ก็ยังดื่มนํ้ากลั้วทองแทนไดบางขณะไมถึงกับอดตาย บทที่ 3 ถึงจากกันก็มีโอกาสไดพบ เมื่อมีทุกขก็จะตองสุขสักวันหนึ่ง บทที่ 4 เมื่อประสบเหตุราย ถาพิจารณาอยางมีสติก็จะพบกับความสุขได บทที่ 5 ขอใหมีความสุขกับเวลาในปจจุบัน ความสงบจะชวยใหเขมแข็ง รูจักใชปญญาในการพิจารณาหาเหตุผล เพื่อใหเกิดโลกทัศนกวางไกล 4. ขอคิดที่ไดรับ สิ่งรายยอมคลี่คลายไปได เมื่อใชสติปญญาพิจารณาดวยเหตุและผล คําขาน 1. ผูประพันธ ทานผูหญิงสมโรจน สวัสดิกุล ณ อยุธยา 2. ลักษณะคําประพันธ กลอนสุภาพ 3. ที่มาของเรื่อง ตัดตอนมาจากบทอาศิรวาทบรมมหาธรรมิกราชสดุดี ในหนังสือพรรณไมในสวนหลวง ร.9 พ.ศ. 2530 4. สาระสําคัญ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว และสมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินีนาถ ไดเสด็จพระราชดําเนิน ผานถิ่นทุรกันดาร ภูเขาลําเนาไพรทั่วทุกแหงในประเทศไทยเพื่อบําบัดทุกข บํารุงสุขใหแกราษฎร พระราชทานที่ทํากิน หาแหลงนํ้า ทําฝนหลวง พระราชทานแนะนําอาชีพ โปรดใหแพทยที่ตามเสด็จรักษาราษฎรที่ปวยไข 5. ขอคิดที่ไดรับ ประชาชนชาวไทยมีความสุขสงบไดดวยพระเมตตาบารมี ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว และพระนางเจาฯ พระบรมราชินีนาถ พรอมดวยพระบรมวงศศานุวงศ จึงสมควรที่จะระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณดวยความจงรักภักดี กาญจนกานท "กาญจนกานท" หมายถึง บทรอยกรองที่สูงคา ซึ่งไดรวบรวมบทรอยกรองของกวี 5 ทาน รวมทั้งสิ้น 9 บท ตั้งแต สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงปจจุบัน กวินทรปณิธาน 1. ผูประพันธ ไมปรากฏนามผูแตง สันนิษฐานวา ผูแตงเปนผูใกลชิดกับราชสํานัก ในสมัยสมเด็จพระบรม- ไตรโลกนาถ 2. ลักษณะคําประพันธ โคลงดั้น 3. สาระสําคัญ เนนบทกวียอพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ใชถอยคําไพเราะ แสดงถึงพระปรีชาสามารถ ของพระมหากษัตริยไทย 4. ที่มาของเรื่อง ลิลิตยวนพาย BOBBYtutor Thai Note
152.
นรชาติ 1. ผูประพันธ สมเด็จพระมหาสมณเจากรมพระปรมานุชิตชิโนรส 2.
ลักษณะคําประพันธ อินทรวิเชียรฉันท 3. ที่มาของเรื่อง กฤษณาสอนนองคําฉันท 4. สาระสําคัญ วัว ควาย ชางเกิดมาเมื่อสิ้นชีวิตยังคงมีเขามีงาเหลืออยู มนุษยจะเหลือเพียงคุณงามความดี หรือ ความชั่วเทานั้นที่ปรากฏอยูในโลก 5. ขอคิดที่ไดรับ ควรทําความดีใหสมกับเกิดมาเปนมนุษย ความกรุณาปรานี 1. ผูประพันธ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว 2. ลักษณะคําประพันธ กลอนสุภาพ 3. สาระสําคัญ ความกรุณาปรานี เกิดขึ้นจากใจ มีประโยชนทั้งผูใหและผูรับ ไทยเอย 1. ผูประพันธ พระราชวรวงศเธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ 2. ลักษณะคําประพันธ โคลงสี่สุภาพ 3. สาระสําคัญ คนไทยควรมีความรักสามัคคี รูจักใชสติปญญา ไมควรกลั่นแกลง ขมเหงกันเอง ใหระลึกถึง บรรพบุรุษที่ยอมสละชีวิตเพื่อรักษาแผนดินไทยไว 4. ที่มาของเรื่อง ลิลิตสามกรุง บทนมัสการพระพุทธคุณ ผูแตง พระยาศรีสุนทรโวหาร (นอย อาจารยางกูร) ลักษณะคําประพันธ อินทรวิเชียรฉันท บทนมัสการพระธรรมคุณ ลักษณะคําประพันธ กาพยฉบัง บทนมัสการพระสังฆคุณ ลักษณะคําประพันธ กาพยฉบัง บทนมัสการมาตาปตุคุณ ลักษณะคําประพันธ อินทรวิเชียรฉันท บทนมัสการอาจริยคุณ ลักษณะคําประพันธ อินทรวิเชียรฉันท BOBBYtutor Thai Note
153.
แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. โสนริมนํ้าก็ซํ้ากลีบเฉา สะแกตนเกาก็แตกกิ่งกอ กระพือลมกราวจะหนาวแลวหนอ
วะวิ่วขลุยคลอประเลงเพลงรัก คําประพันธขางตนนี้ใชรูปแบบฉันทลักษณใดในการแตง 1) มุทิงคนาทฉันท 2) สยามมณีฉันท 3) เปษณาทฉันท 4) สยามรัตนฉันท 2. ขอใดใหความรูสึกฮึกเหิม 1) บุรุษระริกขยิกตอน นรีรํารอนระเริงรา เคาะฆองและกรับสลับนา ทะแคน ณ คราเสนอเพลง 2) บรูขยาดยอทัพ บรูขยับยอศึก คะคึกเขาตอแกลว คะแคลวเขาตอกลา 3) มอญพมาดาดื่น เดินดุจคลื่นคลาฟอง นองนานในอรรณเวศ 4) ทั้งพญาพาฬมฤคราชเสือโครงคระครางครึ้มกระฮึมเสียงสําเนียงกอง รองปะปบถีบทะยานยอง แยกเขี้ยวเคี้ยวฟน ตัวสั่นอยูริกๆ 3. ขอใดไมมีความหมายในทางเชิญชวน 1) ดนูสดับประทับใจ แนะนาจะไดประดิษฐฉันท "มุทิงคนาท" เสนอวรรณ- คดีกํานัลนครไทย 2) ชายใดไมเที่ยวเทียวไป ทุกแควนแดนไพร มิอาจประสบพบสุข 3) จงประชาราษฎรนอม คํานึง จารพระคุณพระตรึง ตรึกไว 4) ประเพณีไทยสมัยกอนเกา ก็คงมีเคาจะเนานานถา ดรุณลูกหลานสถานทองนา สมัครรักษาขนบธรรมเนียม 4. "ดรุณสยามมิครามอุสาห หทัยจะหาวิชาประสงค ประเทศจะงามสยามจะยง จะมั่นจะคงเพราะเหตุวิชา" คําประพันธมี ครุ และลหุ ตรงกับขอใด 1) -ุ -ั -ั -ุ -ั -ั -ุ -ั 2) -ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ุ -ุ 3) -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ั 4) -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ั BOBBYtutor Thai Note
154.
5. ขอใดดีเดนในดานศิลปะการใชคําที่มีทั้งแสง เสียง
ภาพ และอาการเคลื่อนไหวไดมากที่สุด 1) ปะโทนปะโทนปะโทนโทน บุรุษสิโอนสะเอวไหว อนงคนําเคลื่อนเขยื้อนไป สะบัดสไบวิไลตา 2) แจก แจก จะ แจะ จํ้า สรซํ้าสิสําเนียง นกรองขรมเพียง ชนพูดนะภาษา 3) พระพายฮืดกระพือหวน ประมวลลวนสมุทรเกลียว ระดมพัด ณ บัดเดี๋ยว ขยายแยกและแตกฉาน 4) มโหรีจากราวปามาเรื่อยรี่ ราชินีแหงนํ้าคางจะหางกัน ฝกตอยติ่งแตกจังหวะประชันกัน จักจั่นจี่เจื้อยรับเรื่อยรอง 6. คําประพันธที่ยกมานี้ ขอใดใกลเคียงกับ "หัวใจนักปราชญ" มากที่สุด 1) กาพยยานี 11 นํ้าตาเปรียบเหมือนเพื่อน คอยตักเตือนอนุสรณ เศราสุขทุกขมวยมรณ รื่นเริงใจใชนํ้าตา 2) สยามมณีฉันท ดรุณสยามมิครามอุสาห หทัยจะหาวิชาประสงค ประเทศจะงามสยามจะยง จะมั่นจะคงเพราะเหตุวิชา 3) กลอนสุภาพ สรุปแลวแกวธัญญพืชพันธุนี้ คุณภาพมีศรีปานอาหารสวรรค ในพรรษานาอุดมสมบูรณธัญญ ควรแกสรรเสริญกราวคือชาวนา 4) โคลงสี่สุภาพ วิธีพิทักษปอง ปกเมือง ยามวิบัติภัยเคือง ขุกใกล วิจัยวิจารณเนือง เนืองอยู หมั่นสอบเหตุเลิศให แจมแจงแหงการณ 7. จากเรื่อง "ยามมืด" ขอใดมิใชสาเหตุของความทุกขของมนุษย 1) ความหิว 2) ความพลัดพราก 3) ความรัก 4) การประสบภัยพิบัติ 8. "พรากหายใชพรากราง นิรันดรกาล มีพรากมีพบพาน เพื่อนพอง ชิงโศกพาผลาญ เผาจิต วันหนึ่งนั้นจักตอง กลับรายกลายดี" คําประพันธนี้ไมปรากฏลักษณะของภาษาในขอใด 1) การเลนคํา 2) การใชคําตายแทนคําเอก 3) สัญลักษณ 4) สัมผัสอักษร 9. "ฉันทชนิดนี้มีลักษณะคลายกลอนแปด แตใชลหุและครุสลับกันทั้งวรรค" "ฉันทชนิดนี้" หมายถึง ฉันทประเภทใด 1) สยามมณีฉันท 2) สยามรัตนฉันท 3) สยามวิเชียรฉันท 4) สยามอินทรวิเชียรฉันท BOBBYtutor Thai Note
155.
10. "พรสูงสุด" ที่สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชไดกลาวไวในเรื่องพรมงคล
ตรงกับขอใด 1) เมตตา กรุณา อุเบกขา 2) มุทิตา อุเบกขา ปญญา 3) คิดดี พูดดี ทําดี 4) ศีล สมาธิ ปญญา 11. สารสําคัญของเรื่องคําขานคือขอใด 1) การยกยองพระมหากษัตริยวาเปนสมมติเทพ 2) การแสดงถึงพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริยที่ทรงบําบัดทุกขบํารุงสุขแกราษฎร 3) บุญญาธิการของพระมหากษัตริยไทยรวมทั้งพระเมตตาบารมี 4) พระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริยไทยที่มีตอปวงชนชาวไทย 12. ขอใดคือประโยคที่สื่อความหมายสําคัญที่สุดของคําประพันธบทนี้ 1) ไมทรงเลือกชาติชั้นเผาพันธุไหน อยูปาเขาอยูเมืองไกลอยูฝงสินธุ 2) โปรดใหผูรูพืชและนํ้าดิน เสริมอาชีพไทยถิ่นใหรูทํา 3) เสด็จไหน ธ ทรงมีแพทยอาสา เยียวยาผูปวยชวยอุปถัมภ 4) ทุกพระองคบรมวงศทรงตรากตรํา เราไดยินแตคําถวายชัย 13. "เปนสิ่งดีสองชั้นพลันปลื้มใจ" "เปนสิ่งดีสองชั้น" หมายถึงอะไร 1) ความสุข ความสมหวัง 2) ความรัก ความเมตตา 3) ความซื่อสัตย ความยุติธรรม 4) ผูให และผูรับ 14. "กวินทรปณิธาน" หมายความวาอยางไร 1) ความปรารถนาของกวีผูยิ่งใหญ 2) ความสุขของมนุษย 3) ความมีศิลปะในการประพันธ 4) ความยิ่งใหญของกวี 15. เรื่อง "นรชาติ" นํามาจากเรื่องใด 1) เวนิชวานิช 2) กฤษณาสอนนองคําฉันท 3) ลิลิตยวนพาย 4) หัวใจนักรบ เฉลย 1. 1) 2. 2) 3. 1) 4. 3) 5. 1) 6. 2) 7. 3) 8. 3) 9. 1) 10. 3) 11. 2) 12. 4) 13. 4) 14. 1) 15. 2) !!!!!!!!!!!!!!!!!!!! BOBBYtutor Thai Note
156.
ธรรมชาติของภาษา ภาษาของมนุษยทั่วไปมีลักษณะรวมกันที่สําคัญมี 4 ประการ
ดังนี้ 1. ใชเสียงสื่อความหมาย บางภาษามีตัวอักษรเปนเครื่องถายเสียง - เสียงสัมพันธกับความหมาย คําไทยบางคําอาศัยเลียนเสียงธรรมชาติและเสียงสัตว เชน โครม เพลง ปง กริ่ง หวูด ออด ตุกๆ กา แมว จิ้งจก อึ่งอาง ตุกแก - เสียงไมสัมพันธกับความหมาย คือ การตกลงกันของกลุมแตละกลุมวาจะใชคําใดตรงกับความหมายนั้นๆ ฉะนั้นแตละชาติจึงใชคําไมเหมือนกัน สวนมากเสียงกับความหมายไมสัมพันธกัน ถาเสียงกับความหมายสัมพันธกันทั้งหมดแลวคนตางชาติตางภาษา ก็จะใชคําตรงกัน 2. ภาษาประกอบกันจากหนวยเล็กเปนหนวยใหญ เชน เสียง (พยัญชนะ สระ วรรณยุกต) คํา ประโยค ขอความ เรื่องราว ภาษาแตละภาษามีคําจํานวนจํากัดแตสามารถประกอบกันขึ้นโดยไมจํากัดจํานวน เชน มีคําวา ใคร ใช ให ไป หา สามารถสรางเปนประโยคไดหลายประโยคและตอประโยคใหยาวออกไปไดเรื่อยๆ 3. ภาษามีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีสาเหตุดังนี้ - การพูดจาในชีวิตประจําวัน เสียงอาจกลายหรือกรอนไป - อิทธิพลของภาษาอื่น เชน ภาษาอังกฤษ มักมีคําที่ไมกะทัดรัด เชนคําวา ไดรับ ตอการ นํามาซึ่ง พรอมกับ สําหรับ มัน ในความคิด สั่งเขา สงออก ใชชีวิต ไมมีลักษณนาม ตัวอยาง เขาไดรับความพอใจ, ขอสอบนี้งายตอการคิด ฯลฯ - ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดลอม - การเรียนภาษาของเด็ก BOBBYtutor Thai Note
157.
4. ภาษาตางๆ มีลักษณะที่ตางและเหมือนกัน ที่ตางกันคือ
การใชคํา เสียง ลักษณนาม ไวยากรณ การเรียงคํา ที่เหมือนกันคือ - ใชเสียงสื่อความหมาย - มีวิธีสรางศัพทใหม - มีสํานวน - มีชนิดของคํา เชน คํานาม สรรพนาม กริยา วิเศษณ เปนตน - มีการขยายประโยคใหยาวออกไปไดเรื่อยๆ - มีประโยคบอกเจตนาคลายกัน เชน แจงใหทราบ ถามใหตอบ บอกใหทํา - มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ลักษณะที่ควรสังเกตในภาษาไทย อักษรไทย คือ เครื่องหมายที่ใชแทนเสียงในภาษาไทย ประกอบดวย 1. พยัญชนะ 2. สระ 3. วรรณยุกต 1. พยัญชนะมี 44 รูป 21 เสียง หนาที่ของพยัญชนะ คือ 1. เปนพยัญชนะตน มี 21 เสียง ดังนี้ 1. ก 12. บ 2. ค ข ฃ ฅ ฆ 13. ป 3. ง 14. พ ผ ภ 4. จ 15. ฟ ฝ 5. ช ฉ ฌ 16. ม 6. ซ ศ ษ ส 17. ร (ฤ) 7. ย ญ 18. ล ฬ 8. ด ฎ (ฑ) 19. ว 9. ต ฏ 20. อ 10. ท ฐ ฑ ฒ ถ ธ 21. ฮ ห 11. น ณ - พยัญชนะตนประสม คือ พยัญชนะควบกลํ้า เชน เกรง กลัว กวาง - พยัญชนะตนเดี่ยว คือ พยัญชนะไมควบกลํ้า เชน กอง แผน หมาย จริง สราง ทราบ BOBBYtutor Thai Note
158.
แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ตัวพยัญชนะในภาษาไทยที่ออกเสียงซํ้ากันมากที่สุดมีกี่ตัว 1) 3
ตัว 2) 4 ตัว 3) 5 ตัว 4) 6 ตัว 2. ขอใดมีเสียงพยัญชนะตนแตกตางจากคําอื่น 1) ถํ้า เฒา แทน ฐาน โธ 2) แสรง ทราย ศรี ไซร สรร 3) ควร เขย เฆี่ยน ขันธ ควัน 4) เฉี่ยว ชาติ เชาวน ฉัน ฌาน 3. ขอใดใชเสียงพยัญชนะตนเปนเสียงเดียวกันทุกคํา 1) ลนลาน ลูกหลาน ลุฤกษ 2) พริ้งเพริศ พรพรหม พรักพรอม 3) ศึกษา สมศรี ทรุดโทรม 4) ขวักไขว เควงควาง ขางขวา 2. เปนพยัญชนะทาย (สะกด) มี 8 เสียง รวม 35 ตัว (สะกดไมได 9 ตัว ฃ ฅ ฉ ฌ ผ ฝ อ ห ฮ) 1. เสียงแมกก ไดแก ก ข ค ฆ 2. เสียงแมกง ไดแก ง 3. เสียงแมกด ไดแก ด จ ช ซ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ถ ต ท ธ ศ ษ ส 4. เสียงแมกบ ไดแก บ ป พ ฟ ภ 5. เสียงแมกน ไดแก น ณ ญ ร ล ฬ 6. เสียงแมกม ไดแก ม 7. เสียงแมเกย ไดแก ย 8. เสียงแมเกอว ไดแก ว - พยัญชนะบางตัวไมออกเสียง เชน องค สังข สามารถ ปรารถนา พรหม พุทธ สมุทร จริง สราง ทราย อยู หวาน - บางคํามีเสียงพยัญชนะแตไมมีรูปไดแกคําที่ประสมดวยสระอํา(อะม)ใอ ไอ (อะย) เอา (อะว) เชน จําใจไกลเขา 4. ขอใดมีพยัญชนะที่ไมออกเสียงมากที่สุด 1) ฝายสมณะชีพราหมณทั้งหลาย 2) ทศกัณฐรบกับพระรามพระลักษณ 3) พิจักขณปรารถนาจะสรางวัดจริง 4) นวลอนงคยังสวยอยูอยางไมสราง 5. ขอใดมีเสียงพยัญชนะทายนอยที่สุด 1) ยามคํ่าคืนฝนทนหนาว 2) มุงเรียนตองหมั่นอาน 3) จันทรสองหลาฟาสวางใส 4) มารรายรายรําลวง 6. คําในขอใดมีเสียงพยัญชนะตนกับพยัญชนะทายเปนเสียงเดียวกัน 1) เณร 2) ภาพ 3) ธาตุ 4) ศิษย 7. ขอใดมีเสียงพยัญชนะสะกดของพยางคตนตางจากเสียงพยัญชนะตนของพยางคถัดมา 1) ชัยภูมิ 2) นามรูป 3) กุลบุตร 4) คุณภาพ BOBBYtutor Thai Note
159.
2. สระ มี
21 รูป 32 เสียง แบงเปนดังนี้ 1. สระแท (เดี่ยว) รัสสระ ทีฆสระ อะ อิ อึ อุ เอะ แอะ โอะ เอาะ เออะ อํา (อะม) ใอ (อะย) ไอ (อะย) เอา (อะว) ฤ ฦ อา อี อือ อู เอ แอ โอ ออ เออ ฤๅ ฦๅ 2. สระประสม (เลื่อน) อัวะ อัว เอียะ เอีย เอือะ เอือ 8. ขอใดประสมดวยสระแททุกคํา 1) เรือชัยไววองวิ่ง 2) รวดเร็วจริงยิ่งอยางลม 3) เสียงเสาเราระดม 4) หมทายเยิ่นเดินคูกัน 9. คําประพันธตอไปนี้ไมมีเสียงประเภทใด “โบราณทานวาชา ยอมจะไดสองพรา เพริศแททางภา ษิตเอย” 1) เสียงสระเดี่ยว 2) เสียงสระประสม 3) เสียงพยัญชนะเดี่ยว 4) เสียงพยัญชนะประสม สระในบางคํารูปไมเหมือนกัน - คําที่มาจากสระอะ เชน รัก (ระก) จํา (จะม) สรรค (สะน) ไป (ปะย) ใน (นะย) เรา (ระว) - คําที่มาจากสระเออ เชน เทอม เดิน เลย - คําที่มาจากสระอัว เชน บัว ชวน - คําที่มาจากสระออ เชน รอ กร บวร BOBBYtutor Thai Note
160.
สระในบางคําออกเสียงไมตรงรูป - สระเสียงสั้นแตออกเสียงยาว เชน
เกา เทา เชา นํ้า ได - สระเสียงยาวแตออกเสียงสั้น เชน ทาน เงิน สอย นอง แหมม แวว เกง เลน - สระในบางคําไมออกเสียง เชน กษัตริย เหตุการณ ภูมิลําเนา จักรพรรดิ 10. ขอใดมีเสียงสระอะลวน 1) พนัน กรมธรรม หํ้าหั่น สะบัด 2) วัฒนธรรม กํายํา รัชสมัย วสันต 3) สัมพันธ วัชระ วรวรรณ จํากัด 4) หัตถกรรม ทรลักษณ จํ้าหมํ้า จรจัด 11. ขอใดใชรัสสระทุกคํา 2) จันอับ จริมจิต เจาพระเดช 2) เบ็ดเสร็จ บุรพทิศ บุษบง 3) กะรัด กิตติคุณ เกษตรกร 4) ประเคราะห ปฏิสนธิ์ เบิกพระเนตร 12. ขอใดทุกคําประสมดวยเสียงสระเดียวกัน 1) เตาเผา เหลาเกา เทาเปลา 2) แลงแปง แบงแยก แจกแจง 3) ยํ่าคํ่า นํ้าครํา ลํานํา 4) ไยไหม ใสไส ไขไก 13. คําในขอใดออกเสียงสระสั้นเหมือนกันหมด 1) แคน คั่ว ของ 2) สอย แลน หอง 3) รอง วาว เนิ่น 4) ยอง เกง ไข 14. คําในขอใดที่พยางคหนาออกเสียงสั้นหรือยาวไดโดยความหมายไมเปลี่ยน 1) ใตถุน นํ้าคํา ผูหญิง 2) ตะราง ปนใจ วังหิน 3) ขันรับ มิดี วันนี้ 4) ไขมัน ตักดิน มะพูด 15. ขอใดมีสระออกเสียงตางจากรูป 1) ภาคใตนํ้าตานองเพราะขาวของถูกนํ้าทวม 2) ภาคเหนืออากาศหนาวจัดกวาทุกปที่ผานมา 3) ภาคอีสานเดือดรอนใจเพราะปาใหญถูกทําลาย 4) ภาคกลางนั่งหมนหมองเพราะขาวเปลือกราคาไมดี 3. วรรณยุกต มี 4 รูป 5 เสียง การผันวรรณยุกต มีหลักสังเกตดังนี้ - อักษรกลาง ผันไดครบ 5 เสียง เชน กา กา กา กา กา - อักษรกลางและสูง รูปกับเสียงวรรณยุกตตรงกัน (ใสวรรณยุกตเอกก็เปนเสียงเอก เปนตน) เชน ไกแจ กระตาก - อักษรตํ่ารูปกับเสียงไมตรงกัน (ใสวรรณยุกตเอกเปนเสียงโท เปนตน) เชน พอ แม นอง รู - รูปวรรณยุกตตรีใชไดกับอักษรกลางเทานั้น 16. ขอใดใชรูปวรรณยุกตถูกตอง 1) โคด บุคตั๋ว 2) โละทิ้ง เฟยวฟาว 3) กิ๊บ ชิ๊ปปง 4) เจี๊ยวจาว วุยวาย 17. คําทุกคําที่รูปกับเสียงวรรณยุกตไมตรงกันคือขอใด 1) เสื้อ เชิ้ต เกา 2) ปบ ขาว ใหม 3) นั่ง หาง โตะ 4) ที่ ลุม ชื้น 18. ขอใดมีเสียงวรรณยุกตทั้งเอก โทและตรี 1) บูเช็กเทียน 2) ซิยิ่นกุย 3) ซิเตงชั่น 4) ฮั่นเถงมุย BOBBYtutor Thai Note
161.
ใหใชคําประพันธตอไปนี้ตอบคําถามขอ 19-21 "เห็นฝูงยูงรําฟอน คิดบังอรรอนรํากราย" 19.
คําประพันธนี้มีเสียงพยัญชนะตนกี่เสียง 1) 7 เสียง 2) 8 เสียง 3) 9 เสียง 4) 10 เสียง 20. คําประพันธนี้มีเสียงวรรณยุกตกี่เสียง 1) 2 เสียง 2) 3 เสียง 3) 4 เสียง 4) 5 เสียง 21. คําประพันธนี้มีเสียงพยัญชนะทายกี่เสียง 1) 4 เสียง 2) 5 เสียง 3) 6 เสียง 4) 7 เสียง โครงสรางหรือองคประกอบของพยางค ไดแก 1. เสียงพยัญชนะตน ใหดูวาคํานั้นเปนพยัญชนะตนประสม (ควบแท) หรือพยัญชนะตนเดี่ยว (ไมควบแท) 2. เสียงสระ ใหดูวาคํานั้นมีสระออกเสียงสั้นหรือออกเสียงยาว (สระบางคํารูปกับเสียงสั้นยาวไมตรงกัน) 3. เสียงวรรณยุกต ใหดูวาเปนเสียงอะไร (สามัญ เอก โท ตรี หรือจัตวา) 4. เสียงพยัญชนะทาย (ตัวสะกด) ใหดูวาคํานั้นมีตัวสะกดหรือไมมี 22. เสียงของพยางคในขอใดมีโครงสรางตางจากพยางคอื่น 1) กริ้ว 2) ไขว 3) สรอย 4) ครั่ง 23. คําในขอใดมีลักษณะโครงสรางของพยางคเหมือนกันหมด 1) ดั่ง ไร นั่ง ชั่ว 2) ถอย ทอ ทั่ว ถา 3) ขา ปา หลา วา 4) พลาย ความ เกรง กลืน 24. คําในขอใดมีลักษณะโครงสรางพยางคเหมือนกันทุกคํา 1) ขวาน หวาน หยาม ผลาญ 2) เกี้ยว เชื่อม นวม หวง 3) พลัด ครุฑ ผลุบ พริบ 4) เปด ซูบ โขก ชอบ 25. คําในขอใดเหมือนกันเฉพาะเสียงสระกับเสียงวรรณยุกต 1) วรรค พักตร 2) ฤกษ เทอด 3) นํ้า ชํ้า 4) เนตร เพชร BOBBYtutor Thai Note
162.
ระดับภาษา ระดับภาษา คือ การแบงการใชภาษาออกเปนระดับตางๆ
ใหเหมาะสมกับบุคคล โอกาสและสถานที่ มี 5 ระดับ คือ 1. ระดับพิธีการ ใชสื่อสารในที่ประชุมที่เปนพิธีการ 2. ระดับทางการ ใชบรรยายหรืออภิปรายอยางเปนทางการ หรือใชในการเขียนขอความใหปรากฏตอสาธารณชน 3. ระดับกึ่งทางการ ใชภาษาที่ลดความเปนการเปนงานลงบางเพื่อความใกลชิดกัน เชน การประชุมกลุมหรือ อภิปรายเปนกลุมเล็ก หรือบทความในหนังสือพิมพ 4. ระดับไมเปนทางการ ใชสนทนาของบุคคลหรือกลุมคน 4-5 คน หรือการเขียนจดหมายระหวางเพื่อน 5. ระดับกันเอง ใชสื่อสารกันในวงจํากัด เชน ในครอบครัว เพื่อนสนิทในสถานที่ที่เปนสวนตัว 26. “มีผูแจงวาไดพบใบอนุญาตขับรถยนตของทานแลว” ขอความนี้ควรเปนภาษาในระดับใด 1) ระดับกันเอง 2) ระดับไมเปนทางการ 3) ระดับทางการ 4) ระดับกึ่งทางการ 27. ขอใดใชภาษาระดับทางการ 1) ในระยะนี้จะมีเตามาวางไขที่ชายฝงทะเลวันละหลายตัว 2) พิธีรดนํ้าศพมักจะทําทันทีหลังจากบุคคลนั้นเสียชีวิต 3) ในหนาหนาวจะมีนักทองเที่ยวมาชมทัศนียภาพที่นี่เปนจํานวนมาก 4) เพื่อทําความสะดวกในการเบิกจาย อาจขออนุมัติถัวกันไปทุกรายก็ได 28. “เกิดพสุธาไหวที่จังหวัดกาญจนบุรี” ประโยคนี้ใชคําไมเหมาะสมเพราะเหตุใด 1) ใชภาษาเขียนในภาษาพูด 2) ใชคําไมเหมาะสมกับฐานะของบุคคล 3) ใชคําคะนองในขอความที่เปนทางการ 4) นําคําบางคําที่ควรจะใชในรอยกรองมาใชในสํานวนภาษาสามัญ 29. ขอใดใชภาษาไดเหมาะแกบุคคล 1) “นักเรียน กรุณานั่งเงียบๆ” 2) เขาจะเชิญพระ 5 รูป มาฉันเพลที่บาน 3) ประธานาธิบดีสหภาพโซเวียตถึงแกอนิจกรรมเสียแลว 4) สมเด็จพระสังฆราชเสด็จมาประทานพระโอวาทแกพระภิกษุใหมเมื่อวานนี้ 30. ขอใดใชภาษาระดับเดียวกันทั้งขอ 1) พอแมอยากใหฉันเปนหมอแตฉันอยากเปนครูบานนอก 2) แมอยากใหดิฉันคาขาย แตบิดาอยากใหดิฉันเปนแพทย 3) หนังสือเลมนี้มีหวังขายไดเกลี้ยงเพราะรวบรวมวาทะสําคัญๆ ของผูที่มีชื่อเสียงหลายคน 4) กระผมขอเรียนวากระผมไมไดเกงาน เมียกระผมออกลูกเมื่อวานนี้ กระผมเลยตองหยุดงาน 31. ขอใดใชภาษาเหมาะแกโอกาสและสัมพันธภาพระหวางบุคคล 1) เมื่ออยูบานเธอแลวลําบาก ก็มาอยูกับฉันอีกนะ (นายจางพูดกับลูกจาง) 2) ถาที่อื่นถูกกวาก็ไปดูซิคะ หรือจะแวะกลับมาอีกก็ได (แมคาพูดกับลูกคา) 3) ถาจะใหลูกไปเรียนกวดวิชาละกอ พอจายเงินใหลูกวันนี้นะ (ลูกพูดกับพอ) 4) ดิฉันเอาหนังสือไปวางไวบนโตะแลวนะคะ แตตอนนี้ไมรูวาอาจารยไปไหน (นักศึกษาพูดกับอาจารย) 32. ขอใดใชภาษาระดับทางการ 1) กรุณาติดแสตมปและทิ้งจดหมายใหดวย 2) เขาใหเจาหนาที่ประทับตราหนังสือแลว 3) เลขานุการไมมีสิทธิ์ออกความเห็นในที่ประชุม 4) หัวหนายังไมไดแทงเรื่องลงมาใหเจาหนาที่ธุรกิจ BOBBYtutor Thai Note
163.
ราชาศัพท ราชาศัพท แปลวา คําพูดสําหรับพระเจาแผนดิน
ปจจุบันรวมถึงการใชกับบุคคลดังตอไปนี้ 1. พระเจาแผนดิน 2. พระบรมวงศานุวงศ 3. พระภิกษุ 4. ขาราชการ 5. สุภาพชน คําราชาศัพทที่ตกแตงขึ้นจากภาษาตางๆ ดังนี้ - คําไทยดั้งเดิม เชน พระเจาลูกยาเธอ พระยอด ทรงถาม ทรงชาง - คําบาลี เชน พระอัฐิ พระหัตถ พระอุทร - คําสันสกฤต เชน พระเนตร พระจักษุ ทรงพระอักษร - คําเขมร เชน พระขนง ตรัส เสวย โปรด บรรทม การใช "ทรง" 1. นําหนาคํานาม และคํากริยาสามัญ เชน ทรงมา ทรงชาง ทรงธรรม ทรงกีฬา ทรงฟง ทรงยินดี ทรงขอบใจ 2. นําหนาคํานามราชาศัพท เชน ทรงพระเมตตา ทรงพระประชวร ทรงพระดําริ ทรงพระสุบิน 3. หามนําหนาคําที่เปนกริยาราชาศัพทอยูแลว เชน ตรัส เสด็จ ประทับ พระราชทาน ทอดพระเนตร โปรด ฯลฯ การใช "คําเสด็จ" - ใชนําหนาคํากริยาบางคําใหเปนกริยาราชาศัพท เชน เสด็จไป เสด็จกลับ เสด็จขึ้น เสด็จลง - นําหนาคํานามใหเปนกริยาราชาศัพท เชน เสด็จพระราชดําเนิน เสด็จพระราชสมภพ การใช "คําพระบรม" ใชกับสิ่งสําคัญของพระมหากษัตริยเทานั้น เชน พระบรมเดชานุภาพ พระบรมราชสมภพ พระบรมราชโองการ พระ ปรมาภิไธย พระบรมมหาราชวัง พระบรมราชชนนี ฯลฯ การใช "คําอาคันตุกะ" (แขกผูมาเยือน) แขกของกษัตริยใหใช พระราชอาคันตุกะ ถาไมใชแขกของกษัตริยใหใช อาคันตุกะ เชน - ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเปนพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว - พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวทรงเปนอาคันตุกะของพระธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา การใช "คําทูลเกลา ฯลฯ" ใชกับของเบาและเล็ก เชน เงิน ดอกไม เสื้อผา ฯลฯ การใช "คํานอมเกลา ฯลฯ" ใชกับของใหญหรือหนัก เชน รถยนต อาคาร ที่ดิน ฯลฯ การที่ประชาชนไปรอตอนรับพระเจาแผนดิน ควรใชวา ประชาชนไปเฝาฯ รับเสด็จ หามใชวา ถวายการตอนรับ ประชาชนถวายความจงรักภักดี ก็ผิด ควรใชวา ประชาชนแสดงความจงรักภักดี หรือมีความจงรักภักดี BOBBYtutor Thai Note
164.
33. พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวใหปริญญาบัตรแกนิสิตผูจบการศึกษา 1) ประทาน
2) ทรงประทาน 3) พระราชทาน 4) ทรงพระราชทาน 34. “เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวเสด็จพระราชดําเนินไปยังจังหวัดเชียงใหม ผูวาราชการจังหวัดไดจัดใหมี การแสดงละคร..........” 1) หนาพระที่นั่ง 2) หนาพระพักตร 3) เฉพาะพระพักตร 4) เบื้องหนาพระที่นั่ง 35. เขาจะ ........... สมเด็จพระวันรัตไป ........... ที่บานพรุงนี้ 1) ทูลเชิญ ฉันภัตตาหาร 2) นิมนต ฉันภัตตาหาร 3) นิมนต เสวยพระกระยาหาร 4) ทูลเชิญ เสวยพระกระยาหาร 36. คณะกรรมการมูลนิธิสายใจไทย..........ถวาย..........แดสมเด็จพระนางเจาพระบรมราชินีนาถ 1) ทูลเกลาทูลกระหมอม ผาเช็ดหนา 2) ทูลเกลาทูลกระหมอม ผาซับพระพักตร 3) นอมเกลานอมกระหมอม ผาเช็ดหนา 4) นอมเกลานอมกระหมอม ผาซับพระพักตร 37. ขอใดใชราชาศัพทถูกตอง 1) เมื่อพระเจาลือไทยผนวชเปนสามเณรแลวไดเสด็จออกไปอุปสมบทเปนพระภิกษุอยู ณ วัดปามะมวงในอรัญญิก 2) เมื่อเสด็จพิธีพระราชทานปริญญาบัตร พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวพระราชทานพระบรมราโชวาทแกบัณฑิตใหม 3) ประธานาธิบดีแหงสาธารณรัฐสังคมนิยมแหงสหภาพพมา เคยมาเยือนเมืองไทยในฐานะอาคันตุกะของพระบาท- สมเด็จพระเจาอยูหัว 4) คณะกรรมการจัดงานวัดพิทักษไทย ไดเขาเฝาพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวและสมเด็จพระนางเจาพระบรม- ราชินีนาถ เพื่อนอมเกลานอมกระหมอมถวายเงินจํานวน 200,000 บาท 38. ขอใดใชภาษาไดถูกตอง 1) นักศึกษาพยาบาลถวายการตอนรับสมเด็จพระบรมราชินีนาถ 2) สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงลงพระปรมาภิไธยในสมุดเยี่ยม 3) วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 เปนวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว 4) มีผูทูลเกลาฯ ถวายเสื้อผาแดพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวเพื่อพระราชทานแกนักเรียนยากจน การอธิบาย การบรรยายและการพรรณนา การอธิบาย คือ การทําใหผูอื่นเขาใจความจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มี 5 วิธี 1. อธิบายตามลําดับขั้น ใชอธิบายสิ่งที่เปนกระบวนการ หรือกรรมวิธี 2. ใชตัวอยาง ใชอธิบายในสิ่งที่เขาใจยาก 3. เปรียบเทียบความเหมือนและตางกัน ใชอธิบายในสิ่งที่แปลกใหมหรือสิ่งที่ยังไมคุนเคย 4. ชี้สาเหตุและผลลัพธที่สัมพันธกัน ใชอธิบายเพื่อบอกเหตุผลหรือสาเหตุ 5. นิยามหรือใหคําจํากัดความ ใชอธิบายความหมายของคําศัพทหรือขอความ การบรรยาย คือ การเลาเรื่องราวใหผูฟงหรือผูอานไดรูวาใคร ทําอะไร ที่ไหน เมื่อไร อยางไร เพื่ออะไร อาจเปนเรื่องจริง เชน ประวัติของบุคคล หรือเรื่องสมมุติก็ได เชน นิทาน นิยาย เปนตน BOBBYtutor Thai Note
165.
การพรรณนา คือ การใหรายละเอียดสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะมีชีวิตหรือไมก็ได
โดยมุงใหผูอานหรือผูฟงนึกเห็นภาพเกิด จินตนาการตามที่ผูสงสารตองการ มักใชคําอุปมาเปรียบเทียบ ทั้ง 3 อยางนี้อาจใชรวมกันได เชน ในบทความหรือนิทานเรื่องหนึ่งอาจมีทั้งการอธิบาย บรรยายและพรรณนาคละ กันได 39. ขอความตอไปนี้จัดอยูในกลวิธีของการอธิบายชนิดใด “นักเรียนคือผูที่อยูในวัยเรียน ตั้งแตอายุ 3 ขวบจนถึง 17 ป กอนที่จะถึงภาวะนักศึกษาในมหาวิทยาลัย” 1) อธิบายตามลําดับขั้นตอน 2) นิยามหรือใหคําจํากัดความ 3) การยกตัวอยางประกอบ 4) ชี้สาเหตุและผลลัพธที่สัมพันธกัน 40. “กาบหอหุมหนอไมสีเหลือง มันเผยออาเล็กนอยประดุจดอกไมแรกผลิแยมกลีบบานฉะนั้น” ขอความที่ยกมาเปนการเขียนประเภทใด 1) บรรยาย 2) อภิปราย 3) อธิบาย 4) พรรณนา 41. วัฒนธรรมที่เปนมรดกสืบทอดกันมา มีทั้งที่เปนวัฒนธรรมสรางสรรคอันดีงามที่ยกระดับจิตใจและพฤติกรรม ตลอดจนอุดมการณแหงชีวิตที่เปนประโยชนตอตัวเราและสังคม และมีทั้งวัฒนธรรมที่ไมสรางสรรคที่เปนตัวถวง ความเจริญของสังคม ทําใหชุมชนงมงายไมเปนตัวของตัวเอง ถูกชักจูงไดงาย มีทัศนคติที่เปนอันตรายตอตัวเรา และตอสังคม” กลวิธีในการอธิบายในขอความขางตนนี้ตรงกับขอใดมากที่สุด 1) การอธิบายตามลําดับขั้น 2) การเปรียบเทียบความตางกัน 3) การยกตัวอยาง 4) การชี้สาเหตุและผลลัพธที่สัมพันธกัน 42. “กระดาษที่ใชหอหรือใสอาหารโดยเฉพาะพวกกลวยทอด มันทอด กลวยปงนั้น ไมควรเปนกระดาษที่มีตัวหนังสือ ทั้งนี้เพราะหมึกพิมพนั้นจะมีพวกโลหะหนัก เชน ตะกั่ว โครเมี่ยม แคดเนี่ยมเปนสวนประกอบ ถาหมึกพิมพไป ถูกอาหารก็จะติดอาหารไป เรารับประทานเขาไปจะสะสมในรางกายทําใหเกิดโรคตางๆ ได” ขอความนี้เปนการเขียนลักษณะใด 1) การอธิบายโดยยกตัวอยาง 2) การบรรยายตามลําดับขั้นตอน 3) การอธิบายโดยชี้เหตุผล 4) การอธิบายโดยการเปรียบเทียบ 43. ขอความตอไปนี้มีกลวิธีในการอธิบายแบบใด “การตายเปนรางวัลชีวิตบั้นปลาย เปนการใหความยุติธรรมแกสัตวทุกหมูเหลาทั้งยังเปนโอกาสใหทําความดี อยางนอยก็ใหความสําราญใจแกผูชิงชังและกอใหเกิดความเสียดายอาลัยรักแกผูที่เคารพนับถือรักใครยิ่งกวานั้นยัง เปนทูตสวรรคบอกผูยังมีชีวิตอยูใหทราบวาตนก็จะตองตกอยูในสภาพอยางนี้เหมือนกัน อยาประมาทเรงทําความดีเถิด” 1) การนิยาม 2) การใชตัวอยาง 3) การใชเหตุและผล 4) การเปรียบเทียบ 44. ขอใดมีลักษณะเปนการเขียนแบบบรรยาย 1) ฝนฟากระหนํ่าพายุซํ้ากรรโชก 2) แสนวิปโยคอนิจจานํ้าตาเอย 3) ทุกสิ่งลวนไมเปนเหมือนเชนเคย 4) ตัวเราเอยแสนอาภัพอับปญญา 45. การพรรณนาภาพในขอใดไมแสดงความเคลื่อนไหว 1) กลิ่นหลานภาจรจะปน สุวคนธบําบวง 2) ดาวเดือนก็เลือนรชนิหาย ระพีจาทิวาแทน 3) นํ้าคางพระพรางโปรย ชลโชยชะดอกใบ 4) มืดตื้อกระพือพิรุณพรม และฤเราจะแยแส BOBBYtutor Thai Note
166.
หลักการพิจารณาคุณคาของงานประพันธ สวนประกอบของงานประพันธ ไดแก 1. เนื้อหา
คือ ใจความสําคัญที่ผูประพันธถายทอดใหผูอานรับรู 2. รูปแบบ คือ ลักษณะรวมของงานประพันธอันเปนวิถีทางที่ผูประพันธเลือกใชในการนําเสนอเนื้อหาไปสู ผูอาน มี 2 ประเภท คือ - ประเภทรอยแกวมีรูปแบบเปนบันทึก บทความ จดหมายเหตุ สารคดี นิทาน เรื่องสั้น นวนิยาย - ประเภทรอยกรองมีรูปแบบเปนกาพย กลอน โคลง ฉันท ราย ลิลิต เพลงยาว นิราศ หากงานประพันธที่มีรูปแบบเหมาะสมกับเนื้อหากลมกลืนกันอยางมีศิลปะ ไดรับความนิยมชมชอบจาก ผูอานก็จัดไดวางานประพันธนั้นเปนวรรณคดี ถาไมถึงขั้นก็จะเรียกวา วรรณกรรม คุณคาของงานประพันธมี 2 ดาน ดังนี้ 1. ดานวรรณศิลป พิจารณาวารูปแบบเหมาะสมกับเนื้อหาเพียงใด มีกลวิธีเสนอเรื่องนาสนใจ ใหความรูและ ใชสํานวนภาษากะทัดรัดสละสลวยแคไหน 2. ดานสังคม พิจารณาวางานประพันธนั้นมีสวนเกี่ยวของกับสังคมอยางไร สะทอนใหเห็นสภาพของสังคมเพียงใด กาพยเหเรือ 1. ผูแตง เจาฟาธรรมธิเบศร หรือกรมขุนเสนาพิทักษ (เจาฟากุง) ซึ่งเปนพระโอรสในสมเด็จพระเจาอยูหัวบรมโกศ ทรงเปนกวีเอกในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย มีผลงาน คือ นันโทปนันทสูตรคําหลวง พระมาลัยคําหลวง กาพยเหเรือ กาพยหอโคลงประพาสธารทองแดง และกาพยหอโคลง นิราศพระบาท 2. จุดประสงค เพื่อใหฝพายขับเหเวลาตามเสด็จพระเจาอยูหัวบรมโกศ เสด็จพยุหยาตราทางชลมารคไปนมัสการ พระพุทธบาทสระบุรี 3. รูปแบบ เปนรอยกรองประเภทกาพยเหเรือ มีโคลงสี่สุภาพนํา 1 บท แลวขยายความดวยกาพยยานี 11 หลายบท 4. เนื้อหา พรรณนาเกี่ยวกับการเสด็จทางชลมารค มีการดําเนินเรื่องสัมพันธกับเวลา 1 วัน ดังนี้ เวลาเชา ชมกระบวนเรือพระที่นั่งและเรือตามเสด็จซึ่งมีรูปสัตวตางๆ เวลาสาย ชมปลาเปรียบเทียบกับหญิงผูเปนที่รัก เวลาบาย ชมไม แทรกดวยการรําพันถึงนางผูเปนที่รัก เวลาเย็น ชมนก แทรกดวยการรําพันถึงนางผูเปนที่รัก เวลาคํ่า ครํ่าครวญถึงนาง 5. คุณคา - ดานวรรณศิลป ใชคําไดไพเราะสละสลวยเห็นภาพไดชัดเจน - ดานสังคม การเดินทางใชทางนํ้าเปนสําคัญ ชี้ใหเห็นขนบธรรมเนียมประเพณีการเหเรือการและแตงกาย BOBBYtutor Thai Note
167.
พระราชวิจารณ เรื่องจดหมายเหตุความทรงจําของกรมหลวงนรินทรเทวี ผูแตง กรมหลวงนรินทรเทวี(พระองคเจากุ)พระนองนางเธอในรัชกาลที่1มีพระตําหนักอยูในวัดพระเชตุพนฯ หรือวัดโพธิ์ จึงไดรับสมญานามวา
“เจาครอกวัดโพธิ์” รูปแบบ เปนรอยแกวประเภทจดหมายเหตุแบบเกา บันทึกเหตุการณสําคัญๆ ของบานเมืองเทาที่จําได เนื้อหา กลาวถึงเหตุการณตั้งแตกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย กรุงธนบุรีจนถึงกรุงรัตนโกสินทรสมัยรัชกาลที่ 3 มีทั้งหมด 256 ขอ พระราชวิจารณในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ผูแตง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวรัชกาลที่ 5 รูปแบบ เปนรอยแกวประเภทสารคดีใหความรูดานโบราณคดีและประเพณีไทย เปนตัวอยางการวิจารณที่มีหลักฐานประกอบ เนื้อหา ทรงพิจารณาหาตัวผูเขียนจดหมายความทรงจําเนื่องจากไมปรากฏผูแตง ทรงสืบสาวจากขุนนางผูใหญที่มีอายุ จึงทราบวากรมหลวงนรินทรเทวีเปนผูเขียน ทรงปรารภเหตุที่ทรงวิจารณวาเพื่อเปนประโยชนแกนักโบราณคดีรุนหลังได คนควาตอไป ทรงวิจารณประกอบเหตุการณที่ปรากฏอยูในจดหมายความทรงจําเพื่อชวยใหผูอานเขาใจเรื่องราวยิ่งขึ้น และทรงนําขอความจดหมายความทรงจํามาไวทั้งหมดโดยแบงเปนขอๆ ตามลําดับเหตุการณและวิจารณกํากับไว เนื้อหาที่เปนบทเรียน ทรงวิจารณจดหมายเหตุขอ 190 กลาวถึงสมัยรัชกาลที่ 1 ทรงบูรณะปฏิสังขรณวัดพระเชตุพน ซึ่งเดิมมีชื่อวา วัดโพธาราม พระพุทธรูปที่โปรดเกลาใหอัญเชิญจากจังหวัดตางๆ มาประดิษฐานไวที่วัดพระเชตุพน มีดังนี้ 1. พระประธานชื่อ พระพุทธเทวปฏิมากร ปางสมาธิ อัญเชิญมาแตวัดศาลาสี่หนาหรือวัดคูหาสวรรค ธนบุรี มาประดิษฐานอยู ณ พระอุโบสถ 2. พระโลกนาถศาสดาจารย ปางหาม พระแกนจันทนอัญเชิญมาแตวัดศรีสรรเพชฌ กรุงศรีอยุธยา มาประดิษฐานอยู ณ วิหารทิศตะวันออกมุขหลัง 3. พระนาควัดเขาอินทร ปางมารวิชัย อัญเชิญมาแตวัดเขาอินทร สวรรคโลก สุโขทัย มาประดิษฐานอยู ณ วิหาร ทิศตะวันออกมุขหนา 4. พระโปรดปญจวัคคีย ปางเทศนาธรรมจักร อัญเชิญมาแตกรุงศรีอยุธยา มาประดิษฐานอยู ณ วิหารทิศใต 5. พระนาคปรก อัญเชิญมาแตลพบุรี มาประดิษฐาน ณ วิหารทิศใต 6. พระปาเลไลย เปนพระพุทธรูปหลอใหมในสมัยรัชกาลที่ 1 ประดิษฐาน ณ วิหารทิศเหนือ จุดประสงค การปฏิสังขรณวัดพระเชตุพนในสมัยรัชกาลที่ 1 เพื่ออนุรักษของเกา ในสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อใหเปนแหลง วิทยาทาน ประชาชนทุกชั้นเขาศึกษาคนควาวิทยาการตางๆ ได BOBBYtutor Thai Note
168.
นิราศลอนดอน ผูแตง หมอมราโชทัย (ม.ร.ว.
กระตาย อิศรางกูร) แตงเมื่อ พ. ศ. 2400 ขณะเดินทางในฐานะเปนลามคณะทูตไทยไป ประเทศอังกฤษ ตอมาไดเปนอธิบดีผูพิพากษาศาลตางประเทศคนแรกของไทย จุดประสงค เพื่อพรรณนาเหตุการณตามลําดับเวลาและสถานที่ซึ่งไดพบเห็นขณะเดินทาง รูปแบบ เปนกลอนนิราศ เนื้อหา คณะทูตไทยไดเชิญพระราชสารและเครื่องบรรณาการแดพระราชินีวิคตอเรีย ณ พระราชวังวินเชอร ซึ่งเปนวัง ประจําฤดูหนาว ไดมีการเปลี่ยนแปลงสัญญาใหมไดประโยชนเพิ่มขึ้น คณะราชทูตไทยไดรับพระราชทานเลี้ยงอาหารคํ่า และนํ้าชา ไดพักที่พระราชวังวินเชอร 1 คืน ตอมาคณะทูตไดไปเยี่ยมชมโรงพยาบาล โรงทําเหรียญกษาปณ ปอมเก็บ ศาสตราวุธ และมงกุฎกษัตริยอังกฤษ ซึ่งมีเพชรโกอินัวใหญเทาไขนกพิราบประดับอยู วันตอมาไดเขาชมพระราชวังบัคกิงแฮม พระราชวังประจําฤดูรอน มงคลสูตรคําฉันท มงคล หมายถึง เหตุแหงความเจริญกาวหนา ผูแตง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงพระนิพนธเมื่อ พ.ศ. 2466 ที่มา จากพระไตรปฎก สวนพระสุตันตปฎกหมวด ขุททกนิกาย ซึ่งวาดวยพระธรรมเทศนาเบ็ดเตล็ดรวมถึงภาษิต ของสาวกและประวัติตางๆ รูปแบบ เปนรอยกรอง ประเภทอินทรวิเชียรฉันทและกาพยฉบัง 16 เนื้อหา มนุษยและเทวดาไดพยายามคนหาความเปนมงคลถึง 12 ป ก็ยังไมพบพระอานนท ผูเปนพุทธอุปฏฐากไดเลาวา ขณะที่พระพุทธเจาประทับอยู ณ เชตวันมหาวิหารซึ่งอนาถบิณฑิกเศรษฐีเปนผูสรางถวายมีเทพองคหนึ่งเขาไปเฝาและ ทูลถามความเปนมงคล พระพุทธเจาจึงแสดงมงคล 38 ประการ ดังนี้ 1. ไมคบคนพาล 14. ทํางานไมคั่งคาง 27. มีขันติ 2. คบบัณฑิต 15. บําเพ็ญทาน 28. อดทนและเปนผูวางาย 3. บูชาคนที่ควรบูชา 16. ประพฤติธรรม 29. เห็นสมณะ 4. อยูในถิ่นที่เหมาะสม 17. สงเคราะหญาติ 30. สนทนาธรรม 5. มีบุญวาสนามากอน 18. ทําการงานไมมีโทษ 31. บําเพ็ญตะบะ (เพียร) 6. ตั้งตนไวชอบ 19. งดเวนจากบาปกรรม 32. ประพฤติพรหมจรรย 7. เปนพหูสูต 20. สํารวมจากการดื่มนํ้าเมา 33. เห็นอริยสัจ 8. มีศิลปะ 21. ไมประมาทในธรรม 34. ทําใหแจงพระนิพพาน 9. มีวินัย 22. รูจักสัมมาคารวะ 35. จิตไมหวั่นไหว 10. มีวาจาสุภาษิต 23. ออนนอมถอมตน 36. จิตไมโศก 11. บํารุงบิดามารดา 24. มีความสันโดษ 37. จิตหมดธุลี 12. เลี้ยงดูบุตร 25. รูคุณทาน 38. จิตเกษม 13. สงเคราะหภรรยา 26. ฟงธรรมตามกาล แนวคิด 1. ผูปฏิบัติตามธรรมอยางถูกตองดวยตนเอง จะประสบความเจริญรุงเรืองในชีวิต 2. คําสอนของพระพุทธเจายึดหลักของเหตุผล สามารถพิสูจนไดดวยการปฏิบัติ คานิยม การปฏิบัติตามมงคล 38 ประการ นําความเจริญกาวหนามาใหแกบุคคลและสังคม BOBBYtutor Thai Note
169.
อัวรานางสิงห ผูแปล จากภาษาอังกฤษเปนภาษาไทย คือ
ดอกไมสด (ม.ล. บุปผา นิมมานเหมินทร) ตีพิมพครั้งแรกในหนังสือ สายปญญานุสรณ ป 2480 รูปแบบ เปนรอยแกวประเภทเรื่องสั้นซึ่งประกอบดวยแกนเรื่อง โครงเรื่อง ตัวละคร ฉากและกลวิธีในการแตง เรื่องยอ นักธุรกิจชาวฝรั่งเศสไดซื้ออัวรานางสิงหจากทวีปอาฟริกาตั้งแตอายุได 3 เดือนและฝกใหเลนเกมตางๆ มีครั้งหนึ่ง ขณะที่อัวราเลนกับแมวอยูนั้นเกิดกระโดดพลาดตกไปพื้นลางทําใหเชือกรัดคอมันเอง แตนายไดชวยชีวิตไวดวยการตัดเชือกให มันหลุดลงไปพื้นลาง อัวราจึงจงรักภักดีผูกพันอยูกับนายตลอด 2 ปผานไป นายมีธุระตองไปตางประเทศจึงยกอัวราให เพื่อนและเพื่อนก็ยกใหคนอื่นตอ จนสุดทายอัวราตกไปอยูในสวนสัตวของรัฐบาลฝรั่งเศส มีที่อยูคับแคบ สกปรก อาหาร ก็นอย อัวราอยากใหผูคนไดหยอกเลนกับมันเหมือนกับอยูอาฟริกาแตก็ผิดหวัง อัวราจึงเฝารอคอยแตนายเทานั้น ตอ มาวันหนึ่งนายไดมาเที่ยวสวนสัตวและจําอัวราไดมันดีใจมากตองการอยูกับนายอีก นายไดตอสูเพื่ออัวราโดยเรียกรองให รัฐบาลฝรั่งเศสปรับปรุงการเปนอยูของอัวราใหดีขึ้นหรือไมก็ขอซื้อคืน แตไมสําเร็จหนังสือพิมพชวยเปนปากเสียงใหแตก็ ไมไดรับความสนใจ เมื่อนายตองมีธุระตางประเทศอีกทําใหอัวราผิดหวังเศราเสียใจ จนลมเจ็บและก็ตรอมใจตายในที่สุด รัชสดุดี ผูแตง พระธรรมนิเทศทวยหาญ (อยู อุดมศิลป) แหงกองทัพบก รูปแบบ เปนรอยกรองประเภทกาพยฉบัง 16 ที่มาของเรื่อง เปนบทรองเพลงสดุดีกษัตริยในการชุมนุมทหารทุกเหลา ลูกเสือและนักเรียน เพื่อฉลองกรุงเทพมหานคร ครบ 150 ป (เมื่อ พ.ศ. 2475) เนื้อหา สดุดีกษัตริยวงศจักรีที่ทรงปราบยุคเข็ญและสรางกรุงเทพมหานครใหเจริญรุงเรือง ประชาชนจึงพรอมใจ ถวายพระพรชัย คําสัญญาของลูกนอย ผูแตง ฐ. ณ ถลาง (นางฐะปะนีย นาครทรรพ) รูปแบบ เปนรอยกรอง ประเภทกาพยฉบัง 16 เนื้อหา ผูแตงไดจินตนาการของแมที่ระลึกถึงลูกนอยที่สูญเสียไป ความรักและอาลัยทําใหแมไดยินเสียงลูกมากระซิบ อยูใกลๆ ลูกมากับแสงจันทร สายนํ้า และสายลม เพื่อมาเปนเพื่อนแมคอยปลอบประโลมแมใหแมคลายทุกข 46. ขอใดเปนขอกําหนดคุณคาทางวรรณศิลปของบทประพันธ 1) การใชหลักเกณฑการแตงอยางถูกตอง 2) การเลือกใชรูปแบบคําประพันธที่หลากหลาย 3) การสื่ออารมณและความคิดสรางสรรคที่ประสานกัน 4) การปรับใชหรือการสรางสรรคขนบการประพันธใหมๆ BOBBYtutor Thai Note
170.
47. ขอความตอไปนี้ถาจัดวรรคใหถูกตองจะไดคําประพันธตามขอใด "ขนมหวานขาวและกับจัดสําหรับถวายพระอยาหยิบกินนะคะประเดี๋ยวจะตกนรก" 1) โคลงสาม
2) กลอนหก 3) กาพยยานี 4) อินทรวิเชียรฉันท 48. ขอความตอไปนี้ถาจัดวรรคใหถูกตองจะไดคําประพันธตามขอใด "พิเศษสารเสกสรางรังสรรคสารประจงจารฉันทภาคพริ้งพรายฉายเฉกเพชรพรรณเพราเฉิดเลิศแลลายระยับสาย สะอิ้งสองสรอยกรองทรวง" 1) โคลงสี่สุภาพ และกลอนสุภาพ 2) กาพยยานี 11 และโคลงสี่สุภาพ 3) กาพยฉบัง 16 และกลอนสุภาพ 4) กาพยยานี 11 และกาพยฉบัง 16 49. กาพยเหเรือสะทอนภาพชีวิตคนไทยตรงกับขอใด 1) รักความสนุกสนาน 2) มีกองทัพเรือที่เขมแข็ง 3) มีประเพณีเกี่ยวกับทางนํ้ามาก 4) การคมนาคมใชทางนํ้าเปนสําคัญ 50. ตอนไหนในกาพยเหเรือของเจาฟาธรรมธิเบศรที่ผูแตงไมไดแทรกอารมณรักและอาลัยไว 1) เหชมเรือกระบวน 2) เหชมปลา 3) เหชมไม 4) เหชมนก 51. ความในขอใดแสดงใหเห็นความเคลื่อนไหวที่มีพลังไดอยางชัดเจนที่สุด 1) เรือครุฑยุดนาคหิ้ว ลิ่วลอยมาพาผันผยอง 2) เรือชัยไววองวิ่ง รวดเร็วจริงยิ่งอยางลม 3) เรือมาหนามุงนํ้า แลนเฉื่อยฉํ่าลําระหง 4) เรือสิงหวิ่งเผนโผน โจนตามคลื่นฝนฝาฟอง 52. ขอใดไมแสดงความเคลื่อนไหว 1) มานกรองทองรจนา หลังคาแดงแยงมังกร 2) สรมุขมุขสี่ดาน เพียงพิมานผานเมฆา 3) สุวรรณหงสทรงพูหอย งามชดชอยลอยหลังสินธุ 4) เรือริ้วทิวธงสลอน สาครลั่นครั่นครื้นฟอง 53. ขอใดไมมีชื่อปลา 1) แตนางหางเหินพี่ เห็นปลาเคลาเศราใจจร 2) หางไกวายแหวกวาย หางไกคลายไมมีหงอน 3) แมลงภูคูเคียงวาย เห็นคลายคลายนาเชยชม 4) ชะเเวงแฝงฝงแนบ ชะวาดแอบแปบปนปลอม 54. ความในขอใดแสดงความรูสึกลึกซึ้งของกวีไวมากที่สุด 1) แกมชํ้าชํ้าใครตอง อันแกมนองชํ้าเพราะชม 2) รวยรินกลิ่นรําเพย คิดพี่เคยเชยกลิ่นปราง 3) เรียมคะนึงถึงเอวบาง เคยแนบขางรางแรมนาน 4) เนื้อออนออนแตชื่อ เนื้อนองหรือออนทั้งกาย 55. ขอใดใชโวหารภาพพจนแตกตางจากขออื่นๆ 1) แกวพี่นี้สุดนวล ดั่งนางฟาหนาใยยอง 2) ตัวเดียวมาพลัดคู เหมือนพี่อยูผูเดียวดาย 3) นํ้าเงินคือเงินยวง ขาวพรายชวงสีสําอาง 4) ไพเราะเพราะกังวาน ปานเสียงนองรองสั่งชาย 56. ขอใดเสนอคุณคาทางดานสังคม 1) หางไกวายแหวกวาย หางไกคลายไมมีหงอน 2) คิดอนงคองคเอวอร ผมประบาอาเอี่ยมไร 3) ชะแวงแฝงฝงแนบ ชะวาดแอบแปบปนปลอม 4) เหมือนพี่แอบแนบถนอม จอมสวาทนาฎบังอร 57. จากขอความในนิราศลอนดอน ขอใดแสดงถึงวัฒนธรรมไทยอยางแนแท 1) เขาจัดแจงมโหรีมีใหฟง 2) มงกุฎทรงองคสุดาวิลาวัลย 3) เลื่อมสลับปกแมงทับติดเชิงชาย 4) ชมสถานไพชยนตพระมณเฑียร BOBBYtutor Thai Note
171.
58. การใชคํา “โฮเต็ล”
“โรงหมอ” ในนิราศลอนดอน สะทอนใหเห็นสิ่งใดในขอตอไปนี้ 1) คนไทยสมัยนั้นยังไมรูจักการบัญญัติศัพท 2) คนไทยสมัยนั้นนิยมการทับศัพทภาษาตางประเทศ 3) คนไทยสมัยรัชกาลที่ 4 นิยมใหศัพทบัญญัติเปนคําประสม 4) ในสมัยรัชกาลที่ 4 ยังไมมีโรงแรมและโรงพยาบาลในประเทศไทย 59. ขอใดคือเนื้อหาของจดหมายความทรงจํา 1) ประวัติศาสตร ศาสนา โบราณคดีและประเพณีไทย 2) การบูรณะปฏิสังขรณและสมโภชวัดพระเชตุพนฯ ในรัชกาลที่ 9 3) การบูรณะปฏิสังขรณและสมโภชวัดพระเชตุพนฯ ในรัชกาลที่ 3 4) ประวัติศาสตรไทยตั้งแตปลายกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรีถึงตนกรุงรัตนโกสินทร 60. ผูไดรับสมญานามวา “เจาครอกวัดโพธิ์” คือใคร 1) กรมหลวงนรินทรเทวี 2) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาฯ 3) พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาฯ 4) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาฯ 61. “จดหมายความทรงจําของกรมหลวงนรินทรเทวี” เปนเรื่องที่กลาวถึงเรื่องอะไร 1) การฉลองสมโภชกรุงรัตนโกสินทร 2) การฉลองวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม 3) การเฉลิมฉลองวัดพระศรีสรรเพชรดาญาณ 4) การฉลองพระบรมราชวัง และวัดพระแกว 62. ขอใดที่ไมใชความสําคัญของวัดพระเชตุพนฯ 1) เปนเสมือนมหาวิทยาลัยของประเทศ 2) เปนเสมือนหองสมุดประชาชนของประเทศ 3) เปนที่ประทับของสมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส 4) เปนพระอารามใหญยิ่งกวาวัดอื่นมาแตรัชกาลที่ 1 63. รัชกาลที่ 3 ทรงบูรณะปฏิสังขรณวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามโดยมีพระราชประสงคอยางไร 1) เพื่อใหสวยงาม 2) เพราะวัดชํารุดมาก 3) ตองการใหเปนวัดคูกับวัง 4) เพื่อใหเปนมหาวิทยาลัยในสมัยนั้น 64. ขอใดสะทอนคานิยมที่ตางไปจากขออื่นๆ 1) บํารุงบิดามา- ตุรดวยหทัยปรีย 2) ใหทาน ณ กาลควร และประพฤติสุธรรมศรี 3) อีกสงเคราะหญาติที่ ปฏิบัติบําเรอตน 4) อีกรูคุณาของ นรผูประคองตน 65. ขอใดนับเปนมงคลอยางหนึ่ง 1) ความเปนผูมีวาจาไพเราะ 2) ความเปนนักฟง 3) ความเปนผูมีจิตใจรื่นเริง 4) ความเปนผูมีความริเริ่ม BOBBYtutor Thai Note
172.
66. ขอใดมิใชธรรมะที่ปรากฏในมงคล 38
ประการ 1) กตัญูรูคุณ เคยทําบุญไวแตปางกอน 2) มีวาจาเปนสุภาษิต จิตเกษมปลอดโปรง 3) ไมเบียดเบียนผูอื่น เปนผูตื่นเมื่อฟงธรรม 4) ยินดีดวยของตน ใหทานคนเมื่อมีโอกาส 67. ขอใดเปนมงคลที่ปรากฏในมงคลสูตร 1) แลวสอนวาอยาไวใจมนุษย มันแสนสุดลึกลํ้าเหลือกําหนด 2) เมื่อพอแมแกเฒาชรากาล จงเลี้ยงทานอยาใหอดระทดใจ 3) ใหกําหนดจดจําแตคําชอบ ผิดระบอบแบบกระบวนอยาควรถือ 4) เกิดเปนหญิงใหเห็นวาเปนหญิง อยาทอดทิ้งกิริยาอัชฌาสัย 68. ขอใดมีใจความแสดงถึงมงคลในพระพุทธศาสนา 1) อยาเกียจเกลียดหนายรักเรียนตอ 2) ความอยูประเทศซึ่งเหมาะและควรจะสุขี 3) เปนเจาความเอ็นดูแกหมูสัตวและนองถัดมุทิตามีคาลํ้า 4) ความหมั่นทํามาหากินโดยทางที่ชอบธรรมเขาไมเรียกวาโลภ 69. เรื่องสั้นเรื่อง “มอม” และ “อัวรานางสิงห” มีความแตกตางกันในแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องใด 1) สัญชาตญาณของสัตว 2) ความเฉลียวฉลาดของสัตว 3) ความผูกพันระหวางคนกับสัตว 4) ความจงรักภักดีของสัตวที่มีตอนาย 70. จุดสุดขั้นของเรื่อง “อัวรานางสิงห” คือเหตุการณตอนใด 1) ตอนที่อัวราตายอยูในกรงขัง 2) ตอนที่นายชวยชีวิตอัวราไว 3) ตอนที่นายกับอัวราตองพลัดพรากจากกัน 4) ตอนที่อัวราจํานายไดเมื่อนายพบมันอยูในกรงขัง 71. เรื่อง “อัวรานางสิงห” ไดสะทอนสภาพสังคมที่มีปญหาทางดานใดเดนชัดที่สุด 1) การฝกหัดสัตวปาใหอยูในวินัยของมนุษย 2) ความปาเถื่อนไรอารยธรรมของชนเผาโบโบ 3) สื่อมวลชนขาดความรับผิดชอบในหนาที่อันพึงกระทําของตน 4) การกักขังและทรมานสัตวโดยขาดความรูสึกวาสัตวจะมีความรูสึกอยางไร 72. ขอใดไมอาจอนุมานไดจากคําประพันธตอไปนี้ "เพื่อใหแมสุขลูกนํา จิตเขาไปทํา ใหแมบังเกิดความฝน วาลูกอยูในสรวงสวรรค เปนสุขชั่วนิรันดร ทุกขรอน หอนไดแผวพาน" 1) ความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณ 2) ความกตัญูของลูกที่มีตอแม 3) ความรักและความผูกพันระหวางแมกับลูก 4) ความจริงคือลูกอยูบนสวรรคอยางเปนสุข BOBBYtutor Thai Note
173.
ความสําคัญของภาษา ภาษา คือ เครื่องสื่อความเขาใจของมนุษยที่มนุษยสรางขึ้นและพัฒนาไปพรอมกับมนุษย 1.
ประโยชนของภาษาที่มีตอมนุษย คือ - ชวยธํารงสังคม เชน คําทักทายปราศรัยแสดงไมตรีตอกัน - ชวยแสดงปจเจกบุคคล คือ แสดงลักษณะเฉพาะของแตละบุคคล - ชวยพัฒนามนุษย เชน สามารถถายทอดความรู ความคิดใหแกกันได - ชวยกําหนดอนาคต เชน คําสั่ง การวางแผน สัญญา คําพิพากษา คําพยากรณ การนัดหมาย - ชวยใหจรรโลงใจ เชน คําขวัญ คําคม คําผวน สํานวน ภาษิต เพลง เปนตน 2. อิทธิพลของภาษาที่มีตอมนุษย คือ มนุษยไมไดใชภาษาเปนสัญลักษณอยางเดียว แตยังถือวาภาษาบางคํา เปนสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเปนมงคลดวย เชน คาถา ชื่อตนไมที่แฝงความหมายตางๆ ไวดวย เชน ขนุน มะยม ยอ ระกํา ลั่นทม มะไฟ เปนตน 73. ในปจจุบันนี้ นักภาษาศาสตรสวนใหญมีความเชื่อเกี่ยวกับกําเนิดของภาษาวาอยางไร 1) ภาษาเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไมมีผูใดสรางขึ้น 2) ภาษาเกิดจากมนุษยสรางขึ้นและพัฒนาไปพรอมกับมนุษย 3) ภาษาเกิดขึ้นจากการที่มนุษยเปลงเสียงเมื่อเกิดความรูสึกตางๆ 4) ภาษาเกิดจากบรรพบุรุษของแตละชาติสรางขึ้นและถายทอดใหลูกหลาน 74. ขอใดไมใชเปนการใชภาษาเพื่อกําหนดอนาคต 1) คําวิจารณ 2) คําพยากรณ 3) คํามั่นสัญญา 4) คําตัดสินคดี 75. เหตุใดภาษาจึงกอใหเกิดความชื่นบานได 1) เพราะภาษามีแบบสราง 2) เพราะภาษามีความหมาย 3) เพราะภาษาเปนเสียงและมีความหมาย 4) เพราะภาษาเปนระบบสัญลักษณที่ใชแทนสิ่งตางๆ 76. เหตุใดจึงกลาววา “ภาษาชวยพัฒนามนุษย” 1) เพราะมนุษยใชภาษาในการติดตอสื่อสารกัน 2) เพราะมนุษยใชภาษาในการพูดจาปราศรัยกัน 3) เพราะมนุษยใชภาษาในการธํารงสังคมและวัฒนธรรม 4) เพราะมนุษยใชภาษาในการถายทอดความรู ความคิดและประสบการณ BOBBYtutor Thai Note
174.
ความงามในภาษา ความงามในภาษา คือ การใชถอยคําไพเราะสละสลวยและมีความหมายดี
มีเนื้อหาที่ประทับใจ ประกอบดวยดังนี้ 1. การสรรคํา คือ การเลือกใชถอยคํา ดังนี้ 1. ใหถูกตองตรงตามความหมายที่ตองการ 2. ใหเหมาะแกเนื้อเรื่องและฐานะของบุคคล 3. ใหเหมาะกับลักษณะของคําประพันธ 4. ใหคํานึงถึงเสียงดังนี้ - เสียงธรรมชาติ (สัทพจน) - เลนเสียงวรรณยุกต - เสียงสัมผัส - เสียงหนักเบา - คําพองเสียงและคําซํ้า 2. การเรียบเรียงคํา มีกลวิธีดังนี้ 1. เรียงสารสําคัญไวทายสุด 2. เรียงขอความที่สําคัญเทากันเคียงขนานกันไป 3. เรียงเนื้อหาที่เขมขนขึ้นไปตามลําดับ 4. เรียงเนื้อหาเขมขนขึ้นไปและคลายลงในชวงสุดทาย 5. เรียงถอยคําใหเปนประโยคคําถามเชิงวาทศิลป 3. การใชโวหาร 1. อุปมา คือ การเปรียบสิ่งหนึ่งเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง มักมีคําวา ดุจ ดัง ดั่ง ปาน ปูน ประหนึ่ง เพียง เพี้ยง พาง เฉก เชน เสมอ เหมือน กล เลห ฯลฯ 2. อุปลักษณ คือ การเปรียบสิ่งหนึ่งเปนอีกสิ่งหนึ่ง มักมีคําวา เปน คือ 3. บุคคลวัต บุคคลสมมุติ บุคลาธิษฐาน คือ การสมมุติสิ่งที่ไมใชมนุษยใหมีกิริยาอาการเหมือนมนุษย 4. อติพจน อธิพจน อวพจน คือ การกลาวไมตรงกับความจริง 5. นามนัย คือ การใชสวนประกอบที่เดนของสิ่งหนึ่งแทนสิ่งนั้นๆ ทั้งหมด เชน ฉัตรแทนกษัตริย 6. สัญลักษณ คือ การใชสิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่งหนึ่ง เชน สีขาวแทนความบริสุทธิ์ 7. อุปมานิทัศน คือ การยกเรื่องราวหรือนิทานมาประกอบใหผูฟงเขาใจยิ่งขึ้น 77. ขอใดมีการเลนสัมผัสพยัญชนะมากที่สุด 1) พี่เล็งแลดูกระแสสายสมุทร 2) ละลิ่วสุดสายตาเห็นฟาขวาง 3) เปนฟองฟุงรุงเรืองอยูรางราง 4) กระเด็นพรางพรายพราวราวกับพลอย 78. ขอใดมีสัมผัสสระ 1) ฉันอยูเพื่อคนหาสัจจะ 2) ฉันอยูเพื่อเยื่อใยในมนุษย 3) ฉันอยูเพื่อบุคคลที่ฉันรัก 4) ระเรื่อยรี่จักจั่นกังวานไพร BOBBYtutor Thai Note
175.
79. คําประพันธขอใดที่มีสัมผัสอักษรมากที่สุด 1) บุรุษระริกขยิกตอน
นรีรํารอนระเริงรา 2) คณาเนื้อนวลก็ครวญคลอขับ ระริกแคนรับสลับเสียงใส 3) กลาแดดจากลาพายุกลาตน กลาตานทนรอนลมระดมกลา 4) ณ ยามสายัณหตะวันยิ่งยอย แนะเรงเทาหนอยทยอยเหยียบหนา 80. ขอใดมีการใชสัมผัสวรรณยุกต 1) ก็เรื้อรกรั้งรางเปนทางปา 2) ระฆังหงั่งหงั่งหงาลงครามครึม 3) พี่คลื่นไสไสชางใหยางยก 4) เสียงโกงกางกองกึงไปถึงดิน 81. ขอใดเปนคําไวพจนทุกคํา 1) กนก มาศ รัชดา 2) วนิดา ปทมา มารศรี 3) นภาลัย คัคนานต ธาษตรี 4) กําธร นาท อุโฆษ 82. ขอใดใหจินตภาพตางจากขออื่น 1) แสงทองระรองรุง รวีปรุงชโลมสรรพ 2) ดาวเดือนจะเลือนลับ แสงทองพยับโพยมหน 3) พอพระสุริยงเธอเยื้องรถบทจร เย็นยอแสงสั่งทวีป 4) พื้นนภางคเผือดดาว แสงเงินขาวจับฟา แสงทองจาจับเมฆ 83. “โอเวลาปานฉะนี้ก็สายัณห คนทั้งหลายเขาเรียกกันกินอาหาร บางก็เลาโลมลูกหลานใหอาบนํ้าแลวหลับนอน แตสองบังอรของพอนี้ใครเขาจะปรานีใหนมนํ้า ก็จะตรากตรําลําบากใจ” ขอความนี้แสดงลักษณะดีเดนทางวรรณศิลปดวยลีลาอะไรและรสอะไร 1) ลีลาเสาวรจนี และกรุณารส 2) ลีลาเสาวรจนี และศฤงคารรส 3) ลีลาสัลลาปงคพิสัย และกรุณารส 4) ลีลาสัลลาปงคพิสัย และศฤงคารรส 84. ขอใดใชภาษาสัญลักษณ 1) ไททุกเขตทุกดาว นาวมกุฎมานบ นอมพิภพมานอบ 2) ธระเมียรหมูดัสกร มอญพมาดาดื่น เดินดุจคลื่นคลาฟองฃ 3) เร็วเรงฮือเขาหอม ลอมกรุงเทพวารัติ ชิงเอาฉัตรตัดเข็ญ 4) นาดกรกรายทายธนู ดูสองเจาจอมสยาม เฉกลักษณรามรอนราพณ 85. ขอใดใชภาษาอติพจน 1) เรียมรํ่านํ้าเนตรถวม ถึงพรหม 2) เย็นพระยศปูนเดือน เดนฟา 3) นํ้าเซาะหินรินรินหลากไหล ไมหลับเลยชั่วฟาดินหาย 4) พระพายพัดซัดมาเชยชื่น หอมระรื่นรอบในไพรระหง 86. “ขึ้นทรงรถทรงผองพรรณ งามงอนออนฉัน เฉกนาคราชกําแหง” ขอใดที่ไมปรากฏในคําประพันธขางบนนี้ 1) ใชคําที่มีสัมผัสพยัญชนะ 2) ใชอุปมาอุปไมย 3) ใชสัญลักษณ 4) ใหภาพชัดเจน BOBBYtutor Thai Note
176.
87. ขอใดใชภาพพจนตางชนิดจากขออื่น 1) หวังเปนเกือกทองรองบาทา
พระผูวงศเทวาอันปรากฏ 2) ตายระดับทับกันดังฟอนฟาง เลือดนองทองชางเหลวไหล 3) เจางามเนตรประหนึ่งนัยนาทราย เจางามขนงกงละมายคันศรทรง 4) ขึ้นทรงรถทองผองพรรณ งามงอนออนฉันเฉกนาคราชกําแหง เหตุผลกับภาษา 1. โครงสรางของเหตุผล 1. เหตุผล (ขอสนับสนุน) 2. ขอสรุป 2. ภาษาที่ใชแสดงเหตุผล 1. ถากลาวถึงเหตุผลกอนขอสรุป จะใชคําวา จึง ดังนั้นจึง ก็เลย ก็ยอม ทําให เชน ขยันเรียนจึงสอบไดคะแนนดี 2. ถากลาวถึงขอสรุปกอนเหตุผล จะใชคําวา เพราะ เนื่องจาก ดวย เชน เขาสอบไดคะแนนดีเพราะเขาขยันเรียน 3. การอนุมาน (การสรุป) คือ กระบวนการคิดหาขอสรุปจากเหตุผลที่มีอยู มี 2 วิธี คือ 1. วิธีนิรนัย คือ การแสดงเหตุผลจากสวนรวมไปหาสวนยอย วิธีนี้เปนไปไดอยางแนนอน เชน คนไทยทุกคนตองการขาวเปนอาหาร เขาเปนคนไทยเขาจึงตองการขาวเปนอาหารดวย 2. วิธีอุปนัย คือ การแสดงเหตุผลจากสวนยอยไปหาสวนรวม วีธีนี้อาจไมแนนอน เชน ฉันฟงเพลงลูกทุงแลวเห็นวาไพเราะมาก เมื่อทุกคนในหองฟงแลวก็นาจจะบอกวาไพเราะดวย 4. การอนุมานจากเหตุและผลที่สัมพันธกัน ซึ่งจัดเปนการอนุมานแบบอุปนัย เพราะไมแนนอนเสมอไป 1. การอนุมานจากเหตุไปหาผล 2. การอนุมานจากผลไปหาเหตุ 3. การอนุมานจากผลไปหาผล 88. ขอใดเปนสํานวนที่มีการใชภาษาเปนเหตุเปนผลกัน 1) ชีวิตคือการตอสู ศัตรูคือยากําลัง 2) ชีวิตไมสิ้นก็ดิ้นไป ชีวิตไมดิ้นก็สิ้นใจ 3) ความรักเหมือนโรคา บันดาลตาใหมืดมน 4) กลวยไมออกดอกชาฉันใด การศึกษายอมเปนไปฉันนั้น 89. ขอใดไมไดบอกเหตุและผล 1) นํ้าทวมบานเรือนเสียหาย 2) กอยกลัวผีจนหัวโกรน 3) โฉมเฉลาเศราใจที่ไฟเสีย 4) จอมสวยจึงตองเช็ดนํ้าตา BOBBYtutor Thai Note
177.
90. ขอใดเปนการอนุมานดวยวิธีนิรนัย 1) นิลขยันเรียนที่สุดในชั้น
จึงสอบไดที่หนึ่งเสมอในภาคเรียน 2) คุณแมของนิลเปนนางงามมากอน นิลจึงเปนนักเรียนที่สวยที่สุดในชั้น 3) เมื่อปที่แลวนิลเปนหัวหนาชั้นที่รับผิดชอบงาน ปนี้จึงไดเปนหัวหนาอีก 4) ใครใครก็ตามที่รูจักนิลจะตองชอบเธอ ถาคุณรูจักเธอคุณก็จะชอบเธอเชนกัน 91. ขอใดใชวิธีการอนุมานแบบอุปนัย 1) ดอกคูนคงจะบานในฤดูรอนนี้ เหมือนทุกปที่ผานมา 2) หมอบอกวาคนที่เปนหวัดอยางเธอ ไมควรอาบนํ้าตอนดึก 3) เธอจะตองถูกทําโทษตามกฎของโรงเรียน หากเธอลอกขอสอบเพื่อน 4) ถาเธออยากเปนคนรอบรู ควรอานหนังสือใหมากๆ เพราะการอานหนังสือจะทําใหความรูกวางขวาง 92. ขอใดเปนสาระสําคัญของคําประพันธตอไปนี้ "อันอํานาจใดใดในโลกนี้ ไมเห็นมีเปรียบปานการศึกษา สรางคนหาคามิไดในโลกา ขึ้นจากผูที่หาคาไมมี" 1) อํานาจของคนเกิดจากการศึกษา 2) การศึกษามีคุณคายิ่งกวาสิ่งใดในโลก 3) คุณคาของการศึกษาคือการสรางคน 4) อํานาจของการศึกษาเกิดจากคุณคาของคน 93. ประโยคในขอใดที่ไมใชโครงสรางทางภาษาแบบเหตุผล 1) นี่ดีวาเราจองบัตรลวงหนา จึงไดที่นั่งในรม 2) เขาไมคบเพื่อนเพราะไมชอบเกี่ยวของกับใคร 3) หลอนตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนมิไยพอแมจะทัดทาน 4) เมื่อวานเขาซอมกีฬาเหนื่อยมาก พอกลับถึงบานก็เลยหลับเปนตาย 94. “เขาถูกเจานายเพงเล็ง เพราะมาสายเสมอ มีหวังถูกตัดเงินเดือน” การอนุมานเชนนี้ตรงกับขอใด 1) การอนุมานจากสาเหตุไปหาสาเหตุ 2) การอนุมานจากผลลัพธไปหาผลลัพธ 3) การอนุมานจากผลลัพธไปหาสาเหตุ 4) การอนุมานจากสาเหตุไปหาผลลัพธ 95. “เด็กคนนี้ดูไมมีความสุข การเรียนก็แยพอแมคงไมมีเวลาใหลูก” การอนุมานเชนนี้ตรงกับขอใด 1) การอนุมานจากสาเหตุไปหาสาเหตุ 2) การอนุมานจากผลลัพธไปหาผลลัพธ 3) การอนุมานจากผลลัพธไปหาสาเหตุ 4) การอนุมานจากสาเหตุไปหาผลลัพธ 96. ขอใดมีวิธีใหเหตุผลแตกตางจากขออื่น 1) เมื่อยามรักนํ้าตมผักขมชมวาหวาน 2) ไมมีอาชีพใดสบายแมแตการเปนนักรอง 3) เมฆมีมากมายในวันนี้ ชวยเตรียมรมใหทีนะทูนหัว 4) งานใดทําดวยใจรัก หินวาหนักยังเบาดุจปุยนุน 97. ขอใดมีวิธีการใหเหตุผลตางจากขออื่น 1) ความขยันหมั่นเพียร มีมานะและมุงมั่น ยอมนําทางไปสูความสําเร็จ 2) ทุกคนตองการความกาวหนาในชีวิต จึงพากันเรงหาทรัพยสินเงินทอง 3) ความสงบทางใจมิใชเกิดขึ้นเองได หากไดมาดวยการปฏิบัติธรรมอยูเปนนิจ 4) ประเทศไทยพัฒนากาวไกลเพราะมีเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง และสังคมที่ดี BOBBYtutor Thai Note
178.
98. ขอใดไมใชการอนุมานจากผลไปหาเหตุ 1) คนที่ทํางานไป
เรียนไป คิดไปจะไมเปนคนตายดาน 2) โดยมากคนที่ทํางานไมกาวหนามักเปนผูที่ไมมีแผนการจะทําใหตนกาวหนา 3) ประชาชนไทยอยูกันอยางรมเย็นเปนสุขแตครั้งอดีตกาลดวยพระบารมีของพระมหากษัตริย 4) หมอดูเปนสวนคอนขางจําเปนสําหรับสังคมยุคนี้ ยุคแหงความผันแปรและยุงยากกับการคาดคะเนดานเศรษฐกิจ และการเมือง การแสดงทรรศนะ ทรรศนะ คือ ความคิดเห็นที่ประกอบดวยเหตุผล 1. โครงสรางของการแสดงทรรศนะมี 3 อยาง คือ 1. ที่มา 2. สนับสนุน 3. ขอสรุป 2. ทรรศนะของแตละคนแตกตางกันดวยเหตุดังนี้ 1. คุณสมบัติทางธรรมชาติ เชน ไหวพริบ เชาวน ความถนัด 2. อิทธิพลของสิ่งแวดลอม เชน สถานที่ อากาศ บานเมือง ชุมชน ระบบการศึกษา สื่อมวลชน ฯลฯ 3. ทรรศนะแบงเปน 3 ประเภท ดังนี้ 1. ทรรศนะเกี่ยวกับขอเท็จจริง กลาวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเปนอยางไร 2. ทรรศนะเกี่ยวกับคุณคาหรือคานิยม คือ การประเมินวาสิ่งนั้นถูกหรือผิด ดีหรือดอย ฯลฯ 3. ทรรศนะเกี่ยวกับนโยบาย คือ การเสนอแนะใหทําสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 4. วิธีใชภาษาในการแสดงทรรศนะ คือ 1. ใชบุรุษสรรพนามที่ 1 เชน ขาพเจาคิดวา เห็นวา เขาใจวา 2. ใชคํา หรือกลุมคํา เชน นาจะ ควร คง อาจ คง มัก พึง 5. ปจจัยที่สงเสริมการแสดงทรรศนะ มี 2 ปจจัย คือ 1. ปจจัยภายนอก เชน สื่อ ผูรับสาร บุคคลอื่น สถานที่ บรรยากาศ เวลา 2. ปจจัยภายใน เชน ความเชื่อมั่น ความสามารถในการใชภาษา สติปญญา ความพรอมทางกาย 6. การประเมินคาทรรศนะควรคํานึงถึงสิ่งตอไปนี้เปนแนวทาง 1. ประโยชนและลักษณะสรางสรรค 2. ความสมเหตุสมผล 3. ความเหมาะสมกับผูรับสารและกาลเทศะ 4. การใชภาษาที่ชัดเจนเหมาะสม BOBBYtutor Thai Note
179.
99. ขอใดเปนการใชภาษาที่แสดงวาเปนการเสนอทรรศนะ 1) การศึกษางานสรางสรรคชวยสรางความแข็งแกรงทางวัฒนธรรม 2)
หากเก็บเวลาไวในขวดได ทุกคนก็อยากเก็บเวลาอันเต็มไปดวยฝนไว 3) รัฐนาจะกระจายอํานาจลงสูระดับตําบลไดโดยการสงเจาหนาที่ไปดูแล 4) มนุษยกลัวความแกเพราะไมใชแคมีอายุมากขึ้น แตความแกเปนโรคอยางหนึ่ง 100. ขอใดไมแสดงทรรศนะ 1) ครูเปนปูชนียบุคคล 2) มุมตกเทากับมุมสะทอน 3) ชายขาวเปลือกหญิงขาวสาร 4) กลิ้งไวกอนพอสอนไว 101. ขอใดแสดงทรรศนะเกี่ยวกับคานิยม 1) วิถีทางเดียวที่โลกจะเพิ่มพูนความสุขคือการแบงปนความสุข 2) การสอบแขงขันเขามหาวิทยาลัย เปนทางหนึ่งที่ทําใหเด็กเกิดความเครียด 3) กรุงเทพมหานครควรหาวิธีกําจัดขยะใหถูกวิธี ปญหามลพิษจะไดหมดไป 4) การปองกันมิใหเกิดอุบัติภัยบนทองถนนคือ ทุกคนปฏิบัติตามกฎจราจร 102. "มหาวิทยาลัยเปนเพียงปจจัยหนึ่งในบรรดาปจจัยทั้งหลายของความเจริญ หากปจจัยอื่นๆ ไมพรอมที่จะใหมหาวิทยาลัย เขาไปชวยสนับสนุน การมีมหาวิยาลัยก็จะเปนสิ่งที่มีราคาแพงเกินไปสําหรับประเทศยากจนอยางประเทศไทย" ขอความนี้เปนสารแสดงความคิดเห็นแบบใด 1) วินิจฉัย 2) สันนิษฐาน 3) ประเมินคา 4) เสนอแนะ การโตแยง การโตแยง คือ การแสดงทรรศนะที่แตกตางกันระหวางบุคคล 2 ฝาย โดยแตละฝายพยายามอางขอมูล สถิติ หลักฐาน เหตุผลตางๆ มาสนับสนุนทรรศนะของตนและคัดคานทรรศนะของอีกฝายหนึ่ง ถาทั้ง 2 ฝาย ใสอารมณโกรธเพียงเพื่อ จะเอาชนะกันโดยไมยอมรับทรรศนะของแตละฝายถือวาเปนการโตเถียง โครงสรางของการโตแยง ประกอบดวย 1. ขอสรุป 2. เหตุผล กระบวนการโตแยงมี 4 ขั้น ดังนี้ 1. ตั้งประเด็นในการโตแยง มี 3 ประเภท 1. เกี่ยวกับขอเสนอเพื่อใหการเปลี่ยนแปลงสภาพเดิม 2. เกี่ยวกับขอเท็จจริง 3. เกี่ยวกับคุณคา BOBBYtutor Thai Note
180.
2. นิยามคําสําคัญที่อยูในประเด็นของการโตแยง 3. คนหาและเรียบเรียงขอสนับสนุนทรรศนะของตน 4.
ชี้ใหเห็นจุดออนของทรรศนะฝายตรงขาม มี 3 ประการดังนี้ 1. ชี้จุดออนของการนิยาม 2. ชี้จุดออนในดานปริมาณความถูกตองของขอมูล 3. ชี้จุดออนของสมมุติฐานและวิธีการอนุมาน การวินิจฉัยเพื่อการตัดสินขอโตแยงมี 2 แบบ คือ 1. วินิจฉัยเฉพาะเนื้อหาสาระที่แตละฝายนํามาโตแยงกัน 2. วินิจฉัยโดยใชดุลพินิจของตนประกอบ ขอควรระวังในการโตแยง คือ 1. ควรหลีกเลี่ยงการใชอารมณ 2. ควรมีมารยาทในการใชภาษาวัจนภาษาและอวัจนภาษา 3. ควรเลือกประเด็นที่มีแนวทางสรางสรรค 103. ขั้นตอนของการโตแยงในขอใดควรเปนขั้นตอนขอแรก 1) การตั้งประเด็นปญหาในการโตแยง 2) การคนหาขอสนับสนุนในทรรศนะของตน 3) การนิยามคําสําคัญในประเด็นการโตแยง 4) การชี้ใหเห็นขอผิดพลาดในทรรศนะของตน จงอานขอความตอไปนี้แลวตอบคําถามขอ 104-106 อุดมการณของอุดมศึกษา คือ การสอน การวิจัย การบริหารสังคมและการทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรมดังที่กลาวไว แตมหาวิทยาลัยก็ควรคํานึงถึงการปลูกฝงคุณธรรมใหแกนักศึกษาดวย หาไมแลวมหาวิทยาลัยยอมมีคาเปนเพียงโรงงาน ผลิตเครื่องมือใหแกสังคมหรือเปนโรงฝกอบรมนักวิชาชีพชั้นสูงเทานั้น มิใชแหลงสรางคนดีที่มีความเกง 104. ขอใดเปนประเด็นของการโตแยง 1) ควรแกไขเพิ่มเติมอุดมการณของการศึกษาหรือไม 2) มหาวิทยาลัยเปนแหลงสรางคนดีที่มีความเกงจริงหรือ 3) คุณธรรมเปนสิ่งจําเปนในการเรียนระดับอุดมศึกษาหรือไม 4) มหาวิทยาลัยควรหลีกเลี่ยงจากการเปนโรงงานผลิตเครื่องมือใหแกสังคมหรือไม 105. ขอใดเปนจุดออนของฝายตรงขามที่ผูพูดมองเห็น 1) มองขามบางสิ่งบางอยางที่สําคัญ 2) กลาวถึงอุดมการณที่สูงสงเกินไป 3) มุงมั่นสรางคนเกงมากเกินไป 4) ไมเห็นความสําคัญของคนดี 106. ขอความคูใดมีความสัมพันธกันตรงตามจุดประสงคของผูพูด 1) การใหการศึกษา - การกลอมเกลาจิตใจ 2) การสอนการวิจัย - การฝกอบรมนักวิชาชีพ 3) การทํานุบํารุงวัฒนธรรม - การปลูกฝงคุณธรรม 4) การบริการสังคม - การผลิตเครื่องมือใหแกสังคม BOBBYtutor Thai Note
181.
การโนมนาวใจ การโนมนาวใจ คือ การใชความพยายามที่จะเปลี่ยนความเชื่อ
ทัศนคติ คานิยม และการกระทําของบุคคลอื่น ดวยกลวิธีที่เหมาะสมใหมีผลกระทบใจบุคคลนั้น จนเกิดการยอมรับและยอมเปลี่ยนตามที่ผูโนมนาวใจตองการ กลวิธีการโนมนาวใจมี 6 วิธี คือ 1. แสดงใหประจักษถึงความนาเชื่อถือของบุคคลผูโนมนาวใจ คือ ตองมีความรูจริง มีคุณธรรมและปรารถนาดีตอผูอื่น 2. แสดงใหเห็นความหนักแนนของเหตุผล 3. แสดงใหประจักษถึงความรูสึกหรืออารมณรวมกัน 4. แสดงใหเห็นทางเลือกทั้งดานดีและดานเสีย 5. สรางความหรรษาแกผูรับสาร 6. เราใหเกิดอารมณอยางเเรงกลา ลักษณะนํ้าเสียงของภาษาที่โนมนาวใจ เปนลักษณะเชิงเสนอแนะ ขอรอง วิงวอน และเราใจ การพิจารณาสารโนมนาวใจในลักษณะตางๆ ซึ่งพบในโอกาสและสถานที่ตางๆ 1. คําเชิญชวน มักมีจุดประสงคเดนชัด ชี้ใหเห็นประโยชนและวิธีปฏิบัติ 2. โฆษณาสินคาหรือโฆษณาบริการ มักมีลักษณะดังนี้ - มีสวนนําที่สะดุดหู สะดุดตา ใชถอยคําที่แปลกใหม - ถอยคําหรือประโยคสั้น ๆ ครอบคลุมเนื้อหาครบถวน - กลาวถึงความดีเดนของสินคาจนเกินความจริง และไมกลาวถึงความดอยของสินคา - เนนความสําคัญของความตองการขั้นพื้นฐานของมนุษย - มักขาดเหตุผลที่รัดกุม และไมถูกตองทางวิชาการ - ปรากฏอยูในสื่อตางๆ ตอเนื่องกันเพื่อใหจําได 3. โฆษณาชวนเชื่อ คือ ความพยายามโดยจงใจที่จะเปลี่ยนความเชื่อของบุคคลหรือกลุมชน โดยไมคํานึงถึง ความถูกตองตามเหตุผลและขอเท็จจริง มี 2 ประเภท คือ 1. การโฆษณาชวนเชื่อทางการคา 2. การโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง กลวิธีการโฆษณาชวนเชื่อมีดังนี้ 1. ตราชื่อ โดยใชคํากลาวถึงฝายตรงขาม เพื่อใหคนเสื่อมศรัทธา เชน พวกหัวโบราณ พวกขวาจัด พวกปลาไหล 2. ใชถอยคําหรูหรา เพื่อใหฟงดูนาเลื่อมใสศรัทธา 3. อางบุคคลหรือสถาบันที่เคารพนับถือ เพื่อใหผูฟงมีทัศนคติที่ดีตอผูโฆษณาและเกิดความเลื่อมใส 4. ทําตนเหมือนชาวบานธรรมดาหรือเปนพวกเดียวกับผูรับสาร เพื่อใหเกิดความไววางใจ 5. อางแตประโยชนตน ไมกลาวในสวนที่เสีย 6. อางคนสวนใหญยอมรับหลักการ ถาใครไมเห็นดวยก็จะถือวาผิดปกติ เปนตน 107. ขอใดเปนภาษาที่มีลักษณะโนมนาวใจเดนชัดที่สุด 1) ขับชาๆ อันตราย 2) เทอยางมีทาไมพึ่งพาบุหรี่ 3) ไมมีทานเราอดไมมีรถทานเดิน 4) ไกงามเพราะขนคนงามเพราะแตง BOBBYtutor Thai Note
182.
108. ขอใดแฝงเจตนาเชนเดียวกับคําขวัญนี้ “ทิ้งขยะไมเปนที่หมดราศีไปทั้งเมือง” 1)
นํ้ามันมีนอย ใชสอยจงประหยัด 2) ตัดไมทําลายปานํ้าทาจะขาดแคลน 3) ประหยัดไฟวันละนิดชวยเศรษฐกิจเปนลาน 4) หนึ่งเสียงของทาน สรางสรรคประชาธิปไตย 109. คําขวัญขอใดที่ใชกลวิธีโนมนาวใจใหเห็นทางเลือกทั้งดานดีและดานเสีย 1) รักชาติตองพัฒนา รักปาตองอนุรักษ 2) ปาไมบํารุงชาติ ปาพินาศชาติวอดวาย 3) ดุลธรรมชาติจะสิ้นไปหากวันใดไทยสิ้นปา 4) ฝนตกทั่วฟาเพราะปาชวยไวไรสิ้นอุทกภัยเมืองไทยรมเย็น 110. ขอใดเปนคําขวัญที่ถูกตามลักษณะภาษาและความสมจริง 1) มีลูกสองสนองนโยบายรัฐ 2) ออกกําลังกายวันละนิด ชีวิตจะยืนยาว 3) บานเมืองจะสะอาดถาปราศจากคนมักงาย 4) เมื่อเสียชีวิตอุทิศนัยนตาชวยชีวาเพื่อนมนุษย 111. การหาความรูใสตัวนั้นเปนสิ่งสําคัญอยางยิ่งสําหรับทุกคน เพราะวาตอไปในชีวิตถาขาดความรูความสามารถจะ ไมอาจเลี้ยงตัวใหรอดได” ขอความขางตนนี้เปนการอนุมานดวยวิธีใด 1) จากเหตุไปหาเหตุ 2) จากเหตุไปหาผลลัพธ 3) จากผลลัพธไปหาเหตุ 4) จากผลลัพธไปหาผลลัพธ 112. จุดมุงหมายสําคัญของผูกลาวขอความขอ 106 นี้คืออะไร 1) โนมนาวใหคนแสวงหาความรู 2) แสดงใหเห็นความสําคัญของความรู 3) แสดงใหเห็นความลมเหลวของคนที่ขาดความรู 4) ยืนยันวาคนที่มีความรูสามารถเลี้ยงตัวเองได ราชาภิสดุดี ราชาภิสดุดี เปนคําสมาสชนิดเปลี่ยนเสียงจาก คําราช-อภิสดุดี คือ สนธินั่นเอง ที่มาของเรื่อง นายภาวาส บุนนาค รองเลขาธิการไดอานเฉพาะพระพักตรพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ในพระราชพิธี บวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจา เนื่องในโอกาสงานฉลองกรุงรัตนโกสินทรครบรอบศตวรรษ (200 ป) ณ บริเวณพิธีมณฑลทองสนามหลวง เมื่อวันจันทรที่ 5 เมษายน 2525 รูปแบบ เปนคําประกาศที่เปนรอยแกวเรียบเรียงเปนภาษาระดับพิธีการอยางไพเราะสละสลวย และมีสัมผัสตอเนื่อง กันทุกวรรคคลายรายยาว เนื้อหา ในโอกาสที่กรุงรัตนโกสินทรมีอายุครบ 200 ป เมื่อ พ.ศ. 2525 ไดมีการจัดงานสมโภชขึ้นทั่วราชอาณาจักร เพื่อปลูกฝงความจงรักภักดีและภาคภูมิใจในประเทศชาติที่มีเอกราชมาชานาน เพราะพระบูรพมหากษัตริยองคกอนๆ เชน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาฯ ไดทะนุบํารุงทั้งทางดานพุทธจักรและอาณาจักรดังนี้ - โปรดใหสังคายนาพระไตรปฎกและตรากฎหมายจัดระเบียบสงฆ - ทรงสรางราชธานีขึ้นใหม มีปอมปราการแข็งแรงและกําลังไพรพลเขมแข็ง - โปรดใหประมวลและชําระกฎหมาย - ทรงสงเสริมและฟนฟูศิลปะ วรรณคดี ขนบธรรมเนียม ราชประเพณี พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว (ร. 9) จึงโปรดเกลาฯ ใหมีราชพิธีบวงสรวงขึ้นทามกลางที่ประชุมแหงพระราชวงศ ขาราชการ พอคาและประชาชน ในตอนทายขอพระบรมเดชานุภาพแหงบูรพมหากษัตริยไดคุมครองประเทศไทยและคนไทยปราศจากภัยพิบัติตางๆ มีความสามัคคีรวมกันทํางานเพื่อใหประเทศเจริญกาวหนาตอไป BOBBYtutor Thai Note
183.
แนวคิด 1. พระมหากษัตริยแหงพระบรมราชจักรีวงศทุกพระองคลวนทรงบําเพ็ญพระราชกรณียกิจ
เพื่อประโยชนสุขของ ประชาชนและประเทศชาติตลอดมา 2. ผูนําที่ฉลาดและเขมแข็ง เสียสละเพื่อประโยชนสุขของสวนรวมเทานั้น ที่สามารถนําประเทศที่กําลังระสํ่า- ระสายใหผานพนภัยตางๆ ได คานิยม 1. ความมั่นคงและความเจริญรุงเรืองของประเทศชาติสําคัญเหนือสิ่งอื่นใด 2. การพัฒนาบานเมืองนั้นตองทะนุบํารุงทั้งพุทธจักรและอาณาจักร การแสดงความกตัญูกตเวทีเปนสิ่งดีงาม ขัตติยพันธกรณี ผูแตง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวและสมเด็จพระเจาบรมวงเธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ รูปแบบ เปนรอยกรองประเภทโคลงสี่สุภาพและอินทรวิเชียรฉันท จุดประสงค เพื่ออําลาพระเจานองยาเธอกรมพระยาดํารงราชานุภาพเพราะทรงทุกขโทมนัส เนื่องจากฝรั่งเศสเขามาคุกคาม อธิปไตย กรมพระยาดํารงราชานุภาพทรงพระนิพนธตอบทันที เนื้อหา พระบามสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงระบายความทุกขโทมนัส ทรงเปรียบเหมือนเปนฝที่เจ็บปวดและ ถูกตาปูตอกที่พระบาทจนไมประสงคจะดํารงพระชนมชีพตอไป เมื่อกรมพระยาดํารงราชานุภาพทรงนิพนธบทประพันธถวาย ตอบทําใหพระองคมีพลังพระราชหฤทัยขึ้น แนวคิด 1. อานุภาพแหงบทกวีอาจพลิกผันเหตุการณรายใหกลายเปนดีได 2. ผูไมไดเปนกวีเมื่อเกิดอารมณสะเทือนใจก็อาจแตงคําประพันอันมีคาขึ้นมาได คานิยม 1. พันธกรณีที่มีตอชาตินั้นสําคัญยิ่งกวาชีวิต 2. ผูที่อยูในฐานะที่สูงกวาก็ไมควรสรางความทุกขใจใหแกผูที่ตํ่ากวา 3. ผูที่อยูในตําแหนงที่สูงเพียงใดก็ตองการกําลังใจจากผูอื่น วรรณนากาลามสูตร ผูแตง สมเด็จพระมหาสมณเจากรมพระยาวชิรญาณวโรรส จุดมุงหมาย เพื่อใหผูที่ไมมีโอกาสศึกษาภาษาบาลีไดเขาใจพระสูตรตางๆ ยิ่งขึ้น รูปแบบ เปนรอยแกวในรูปคําถามคําตอบ หรือปุจฉา วิสัชนา ความหมายของชื่อเรื่อง วรรณนา (พรรณนา) หมายถึง การอธิบายใหเปนที่เขาใจอยางแจมแจง กาลาม หมายถึง ชนชาติชาวกาลามะในแควนโกศล สูตร คือ ชื่อสูตรหนึ่งในพระไตรปฎกในสวนที่เรียกวา พระสุตันตปฎกหมวดขุททกนิกายชาดก ซึ่งวาดวยธรรมเทศนา เบ็ดเตล็ด รวมทั้งภาษิตและประวัติสาวกตาง ๆ ดวย เนื้อหา เมื่อพระพุทธเจาเสด็จถึงเกสปุตตนิคม ชาวกาละมะไดกราบทูลถามวา ผูที่นับถือลัทธิศาสนาตางๆ ตางก็ยกยอง ลัทธิของตนและดูหมิ่นลัทธิอื่นๆ เชนนี้จะเชื่อใครดี พระพุทธเจาจึงตรัสเทศนากาลามสูตรวาอยาถือโดยอาการ 10 ประการ ตอไปนี้ คือ BOBBYtutor Thai Note
184.
1. โดยฟงตามกันมา 2.
โดยลําดับสืบๆ กันมา 3. โดยตื่นวาไดยินมาอยางนั้น 4. โดยอางตํารา 5. โดยเหตุนึกเดาเอา 6. โดยนับถือคาดคะเน 7. โดยตรึกตามอาการ 8. โดยชอบใจเพราะตองกับลัทธิของตน 9. โดยเชื่อวาผูพูดควรจะเชื่อถือได 10. โดยนับถือวาผูนั้นเปนครูของเรา เเตใหเชื่อถือไดโดยใชสติปญญาพิจารณาไตรตรองเหตุผลกอน และพระองคไดทรงแสดงใหเห็นโทษของความโลภ โกรธ หลง และคุณของความไมโลภ ไมโกรธ ไมหลง เชน การอบรมเด็กใหฝกสอนเด็กไดรูดีและชั่วดวยตัวของเด็กเอง ไมควรลงโทษดวยการเฆี่ยนตี เด็กอาจเปนคนหนาไหวหลังหลอกได ถาเด็กไมมีสติปญญาจะสอนตามหลักพระพุทธ ศาสนาไมไดและการลงโทษใหเข็ดหลาบไมใหทําความชั่วอีกนับวาเปนประโยชน แตการลงโทษดวยโทสะเปนโทษ การประกอบ สัมมาชีพไมใชความโลภ แนวคิด ควรใชสติปญญาพิจารณาไตรตรองเหตุผลกอนเสมอ คานิยม - ความเชื่อเมื่อใชสติปญญาไตรตรองกอนแลวยอมไมแปรปรวน - ไมควรลงโทษดวยความโกรธ - การบูชาพระพุทธเจาที่ถูกตอง คือ ปฏิบัติตามคําสอนของพระองค มหาเวสสันดรชาดกกัณฑมหาราช ผูแตง สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระปรมานุชิตชิโนรส รูปแบบ เปนรายยาว มีคาถาบาลีนําสลับกับภาษาไทยเปนตอนๆ ตอนแหลจัดพล จังหวะของรายเร็วเลนสัมผัสสระและ อักษร บางตอนเปนกลบทยติภังคคือแยกคําระหวางวรรคผูเทศนกัณฑนี้ตองมีเสียงใหญกองกังวาน เนื้อหา ชูชกพาสองกุมารหลงเขาไปในกรุงเชตุดร พระเจากรุงสญชัยทรงจําไดจึงกราบทูลวา พระรับสั่งใหอํามาตย นําเขาเฝาแลวตรัสถามความเปนมา ชูชกจึงกราบทูลวาพระเวสสันดรพระราชทานให พวกอํามาตยก็พากันตําหนินินทา พระเวสสันดรวาบริจาคลูกใหเปนทาน พระชาลีไดกลาวแกวาพระบิดาอยูในปาไมมีทรัพยอื่นใดบริจาคนอกจากลูก พระเจาสญชัยไดทรงไถตัวพระชาลีดวยทองพันตําลึง พระกัณหาดวยสวิญญาณทรัพย คือ ทรัพยมีชีวิต ไดแก ชาง มา โคนม ทาสหญิง ทาสชาย อยางละรอยพรอมกับทองรอยตําลึง และเตรียมจัดกองทัพไปรับพระเวสสันดรและพระนางมัท รีกลับ ฝายชูชกไดบริโภคอาหารจนธาตุไฟยอยไมทันถึงแกความตาย พระเจาสญชัยจึงโปรดใหจัดฌาปณกิจศพและปาว ประกาศใหญาติมารับสมบัติ แตไมมีผูใดมารับจึงนําทรัพยเหลานั้นเขาทองพระคลังตามเดิม แนวคิด 1. ธรรมยอมคุมครองผูประพฤติธรรม 2. ผูมีปญญาและคุณธรรม ปฏิบัติตนถูกกาลเทศะแมเปนเด็กก็ไดรับยกยองจากผูใหญ คานิยม 1. แนวโลกียะ คือ แนวที่ยังเกี่ยวของกับทางโลก - ผูนําประเทศยอมเห็นแกประโยชนสวนรวมเหนือสิ่งอื่นใด - การอยูในวัง (อยางพระเจาสญชัย) ยอมสบายกวาอยูในปา( อยางพระมัทรี) 2. แนวโลกุตระ คือ แนวที่ไมเกี่ยวของกับทางโลก - เมื่อทําอะไรผิดพลาดก็ไมมีอัสมิมานิ (การถือเขาถือเรา) ควรรูจักขออภัยแมจะเปนเด็กก็ตาม - บุตรที่ดีควรมีความกตัญูตอบิดามารดา BOBBYtutor Thai Note
185.
ขุนชางขุนแผน ตอนขุนแผนลุแกโทษ ผูแตง ไมปรากฏหลักฐานวาใครเปนผูแตง ที่มา
เปนตํานานที่เลาตอๆ กันมาในจังหวัดสุพรรณบุรีและกาญจนบุรี มีเคามาจากเรื่องจริงปรากฏอยูในหนังสือคําใหการ ของชาวกรุงเกา รูปแบบ เปนกลอนเสภาซึ่งมักขึ้นตนวา จะกลาวถึง ครานั้น การขับเสภามีที่มาจากการเลานิทาน มีกรับเปนเครื่องเคาะจังหวะ นิยมขับเรื่องขุนชางขุนแผนเทานั้น ความหมายลุแกโทษ หมายถึง ยอมรับผิด ขอเขามอบตัวเพื่อรับโทษ เนื้อหา ขุนแผนไดชิงนางวันทองจากขุนชางมา และพาไปหลบอยูในปาจนนางวันทองทองได 7 เดือน ขุนแผนสงสาร นางวันทองที่ทองแกถาคลอดลูกในปาจะลําบากจึงพานางไปพึ่งพระพิจิตร ตอมาขุนแผนเกรงวาพระพิจิตรจะเดือดรอน จึงขอมอบตัวเพื่อรับโทษโดยใหพระพิจิตรสงตัวลงเรือไปอยุธยาใหจมื่นศรีจองจําเพื่อเขาเฝาสมเด็จพระพันวษา เเนวคิด 1. รักแทยอมไมหวั่นไหวตออุปสรรคใดๆ 2. การปฏิบัติตามหนาที่อยางถูกตองยอมไดรับผลดีตอบแทน คานิยม 1. กฎหมายยอมศักดิ์สิทธิ์เหนือสิ่งอื่นใด 2. ลูกยอมมีความสําคัญกวาใครๆ 3. ความกตัญูเปนคุณธรรมที่ควรปฏิบัติ คําศัพทเกี่ยวกับหนังสือราชการสมัยกอน ทองตรา คือ หนังสือพระเจาแผนดินจากเมืองหลวงไปถึงหัวเมือง ศุภอักษร คือ หนังสือพระเจาแผนดินจากเมืองหลวงไปถึงประเทศราช ตรา คือ หนังสือราชการของขุนนางเสนาบดีไปถึงหัวเมือง หนังสือ คือ หนังสือราชการของขุนนางตํ่ากวาเสนาบดี ใบบอก คือ หนังสือจากประเทศราชหรือหัวเมืองไปถึงเมืองหลวง วารีดุริยางค ดุริยางค แปลวา ดนตรีแหงสายนํ้า ผูแตง นายเนาวรัตน พงษไพบูลย ซึ่งมีความสามารถเขียนกลอนและโคลงจนไดรับรางวัลตางๆ ดังนี้ เรื่องอาทิตย ถึงจันทร, ชักมาชมเมือง, เพียงความคลื่อนไหว และนกขมิ้น รูปแบบ เปนกลอนสุภาพ 100 บท แตนํามาเรียนเพียง 24 บท เนื้อหา สิ่งที่เปนธรรมชาติมีความงดงามและสงบ มนุษยไมควรทําใจใหเหมือนควันในเวลากลางคืนและเหมือนไฟใน เวลากลางวัน ควรหยุดดิ้นรนเหมือนธรรมชาติ โดยทํากายเหมือนตนไมใหความรมเย็นและใจเหมือนสายนํ้าไหลไปอยางอิสระ ในที่ตางๆ หรือเหมือนกรวดทรายที่ไมไยดีตอทุกขโศกทั้งปวง แนวคิด การมีชีวิตที่สงบทั้งกายและใจยอมเปนประโยชนตอผูอื่นเหมือนธรรมชาติ คานิยม 1. ความงามของธรรมชาติยอมสวยงาม และมีคากวาความงามที่มนุษยสรางขึ้น 2. ใจสําคัญกวากาย เมื่อใจเปนสุขกายก็สุขดวย 3. ควรทําประโยชนใหแกผูอื่นมากกวาทําประโยชนใหแกตนอยางเดียว BOBBYtutor Thai Note
186.
113. ขอใดเปนคุณคาเชิงสารประโยชนประการสําคัญที่ไดจากคําประกาศราชาภิสดุดี 1) กอใหเกิดศรัทธาในการฟนฟูประเทศ 2)
ชวยใหทราบถึงอายุของกรุงเทพมหานคร 3) ชวยใหทราบถึงอุปสรรคและภัยตางๆ ที่มีมาถึงประเทศชาติ 4) กอใหเกิดความรูสึกภูมิใจในความมั่นคงและความเจริญของประเทศชาติ 114. “ประชาชนทั้งหลายตางมีความปราโมทยบันเทิงใจที่สามารถตั้งบานเมืองเปนอิสระสถาวรสืบมาไดอีกถึงสองศตวรรษ” ขอความนี้แฝงคานิยมขอใดไว 1) กตัญูกตเวที 2) ความสามัคคี 3) ความมีเอกราช 4) ความปราโมทยบันเทิงใจ 115. “..........พระราชกรณียกิจในแตละแผนดิน” ขอความที่พิมพตัวหนาหมายถึงแผนดินสมัยใด 1) สุโขทัย 2) อยุธยา 3) ธนบุรี 4) รัตนโกสินทร 116. ขอใดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกฯ โปรดเกลาใหจัดทําขึ้นเพื่อความเจริญมั่นคงทางดานพุทธจักร 1) ฟนฟูศิลปะวรรณคดี 2) ชําระกฎหมายตราสามดวง 3) ฟนฟูขนบธรรมเนียมราชประเพณี 4) จัดทําอรรถกถาอนุฎีกา 117. “บรรดาการที่ทรงกระทําใหแกชาตินั้นลวนลําบากยากยิ่ง แตละเรื่องแตละสิ่งตองปฏิบัติบําเพ็ญอยางอุกฤษฏดวย พระปรีชาชาญอันลึกซึ้งกวางไกล” ขอความนี้กลาวถึงเรื่องใด 1) เทิดทูนพระบุญญาบารมี 2) เทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณ 3) เทิดทูนพระราชกรณียกิจ 4) เทิดทูนพระปรีชาญาณอันลึกซึ้ง 118. ในเรื่องขัตติยพันธกรณี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวและสทเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพทรง กลาวถึงคุณธรรมในขอใดตรงกัน 1) ความกตัญูกตเวที 2) ความรักชาติรักแผนดิน 3) ความรักเกียรติรักศักดิ์ศรี 4) ความสํานึกในหนาที่รับผิดชอบ ใหใชคําประพันธตอไปนี้ตอบคําถามขอ 119-120 "ตะปูดอกใหญตรึ้ง บาทา อยูเฮย จึงบอาจลีลา คลองได เชิญผูที่เมตตา แกสัตว ปวงเฮย ชักตะปูนี้ให สงขาอัญขยม" 119. ตะปูดอกใหญในที่นี้ตรงกับขอใด 1) อุปสรรค 2) ภาระหนาที่ 3) ความทุกขกาย 4) ความทุกขใจ 120. ตะปูดอกใหญเปนภาพพจนประเภทใด 1) อุปมา 2) อุปลักษณ 3) สัญลักษณ 4) อติพจน BOBBYtutor Thai Note
187.
121. มหาราชเปนกัณฑที่อยูระหวางกัณฑอะไร 1) กุมาร
มัทรี 2) สักบรรพ ฉกษัตริย 3) จุลพน มหาพน 4) ฉกษัตริย นครกัณฑ 122. เสียงผูเทศนกัณฑมหาราชจะมีลักกษณะอยางไร 1) เสียงหาวกังวาน 2) เสียงทุมนุมนวล 3) เสียงกังวานหวานใส 4) เสียงใหญกองกังวาน 123. เมื่อเทศนกัณฑมหาราชจบลงแลวปพาทยจะบรรเลงเพลงอะไร 1) กลม 2) สาธุการ 3) กราวนอก 4) โอดเชิดฉิ่ง 124. ผูที่มีบทบาทสําคัญในกัณฑมหาราชคือใคร 1) ชาลี 2) กัณหา 3) พระนางผุสดี 4) พระเขากรุงสญชัย 125. ผูแตงกัณฑมหาราชไมแตงมหาชาติกัณฑใด 1) ทศพร หิมพานต 2) ทานกัณฑ จุลพน 3) มหาพน มัทรี 4) สักบรรพ ฉกษัตริย 126. “สวนวาเฒารางรายชูชกทลิททกทารุณชาติ ครั้นรุงเชาก็พาสองเจาพระกุมารกุมารีราชมาถึงทางสองแพรง” ทางสองแพรงที่กลาวถึงในคําประพันธที่ยกมานี้เปนทางไปสูเมืองใด 1) กรุงเชตุดร กับกรุงสาวัตถี 2) ทุนวิฐ กับกลึงราษฎร 3) กลึงราษฎร กับสีวีราษฎร 4) กรุงกบิลพัสดุ กับกรุงเชตุดร 127. “หมายจะปองปดขจัดขอครหาแหงหมูอํามาตย ดุจขุนเขาสิเนรุราชอันลมประลัยโลกพัดพานบันดาลใหเอนเอียง มีมหิทธิเทพเขาเอาพระกรประคองเคียงใหคืนคงตั้งตรงดังเกา” ขอความขางตนนี้ใชโวหารอะไร 1) อุปมา 2) สาธก 3) บรรยาย 4) พรรณนา 128. จากขอ 127 เปรียบขอครหาแหงหมูอํามาตยตรงกับขอใด 1) พระกร 2) มหิทธิเทพ 3) ลมประลัยโลก 4) ขุนเขาสิเนรุราช 129. จากตัวเลือกขอ 128 ขอใดหมายถึงชาลี 1) ขอ 1) 2) ขอ 2) 3) ขอ 3) 4) ขอ 4) 130. ขอใดกลาวถึงบุคคลที่ตางไปจากขออื่นๆ 1) ดอกหนึ่งพึ่งจะขยายคลายคลี่ ผกากุสุมมาลีละอวลอบหอมตรลบสุคนกําจร ดอกหนึ่งตูมหุมหอเกสรบเบงบาน 2) สองพะงางามตามกันลีลาศ เลหดุจดรุณสิงหราชตามกันยาตรา ออกจากวิจิตรคูหาหองเหมสถานกาญจนะแกว ผลึกเลิศ 3) ทั้งสองพระองคก็ไตเตาตามลําเนาพนัสพนาวาส เลหประหนึ่งวาสมเด็จพระชนกนาถราชมารดาเที่ยวสืบเสาะแสวง ทุกแหงหามาพานพบ 4) ทั้งสององคทรงสุนทรลักษณอันประเสริฐสิ้นทุกสิ่งสรรพสุดจะพรรณนา เสมอเหมือนรูปทองทั้งแทงอันบุคคลแกลง เหลาหลอพึงพอเนตร BOBBYtutor Thai Note
188.
131. เหตุใดอํามาตยทั้งหลายจึงกลาววาพระเวสสันดรทรงกระทําผิดขัตติยนิติจรรยา 1) เพราะพระเวสสันดรทรงบําเพ็ญบุตรทาน 2)
เพราะพระเวสสันดรผนวชเปนฤษีอยูในปา 3) เพราะชูชกกลาวหาวาพระเวสสันดรพระราชทานสองกุมารแกตน 4) เพราะชูชกหลอกลวงวาพระเวสสันดรพระราชทานสองกุมารแกตน 132. ขอใดเปนคําสอนในกาลามสูตร 1) อยาเชื่อใจชางสารและงูเหา 2) อยาเชื่อใจขาเกาอาจตักษัย 3) อยาเชื่อคําเมียรักผูรวมใจ 4) อยาเชื่อใครแมครูบาอาจารยเรา 133. เมื่อชูชกกราบทูลถึงสาเหตุที่ไดสองกุมารมาจากพระเวสสันดร เหลาอํามาตยไดฟงตางพากันตําหนิพระเวสสันดร พฤติกรรมดังกลาวแสดงวามิไดยึดตามคําสอนขอใดในกาลามสูตร 1) อยาถือโดยเหตุนึกเดาเอา 2) อยาถือโดยนัยคือคาดคะเน 3) อยาถือวาผูพูดควรจะเชื่อถือได 4) อยาถือโดยความตื่นวาไดยินอยางนั้นอยางนี้ 134. เหตุใดนางวันทองจึงครํ่าครวญวา “มาซํ้าทองสองทุกขเขาระทม ยิ่งทุกขแลวยิ่งถมมาทับทรวง” 1) เพราะนางวันทองตั้งครรภขณะขุนแผนไปทัพ 2) เพราะนางวันทองตั้งครรภขณะหนีราชภัยอยูในปา 3) เพราะนางวันทองตั้งครรภกับขุนชางขณะหนีมากับขุนแผนในปา 4) เพราะนางวันทองตั้งครรภเปนทองแรกจึงมีความกังวลมากเปนพิเศษ 135. “เจามาเกิดเหมือนหนึ่งจะแกลงฆา มันไมนายินดีแตสักนิด” จากคําประพันธนางวันทองกลาวเชนนี้เพราะเหตุผลใด 1) อนิจจาทุกขยากลําบากตัว เกลือกกลั้วปฐพีธุลีลม 2) สารพัดขัดสนจนยาก แสนลําบากยวดยิ่งทุกสิ่งสม 3) มาซํ้าทองสองทุกขเขาระทม ยิ่งทุกขแลวยิ่งถมมาทับทรวง 4) มีลูกเหมือนหนึ่งมีมณีดวง นี่มีมาใหเปนหวงเมื่อสิ้นคิด 136. "ถึงแมนอยูเรือนเหยาลูกเตามี จะยินดีเหลือแสนเฝาแหนหวง มีลูกเหมือนหนึ่งมีมณีดวง นี่มีมาใหเปนหวงเมื่อสิ้นคิด” แนวคิดสําคัญจากคําประพันธนี้คือขอใด 1) ลูกเปนสมบัติที่มีคาที่สุดของพอแม 2) พอแมควรมีลูกเมื่อพรอมจะเลี้ยงดูได 3) พอแมจะตองเลี้ยงลูกใหดีที่สุดเทาที่จะทําได 4) ลูกทําใหพอแมมีชีวิตที่ยากลําบากมากขึ้น 137. สถานการณใดทําใหขุนแผนอัดอั้นตันใจมากที่สุด ระหวางที่เดินทางในปา 1) สารพัดขัดสนจนยาก แสนลําบากยอดยิ่งทุกสิ่งสม 2) พระทรงฤทธิ์จะคิดเคืองระคาย เห็นไมวายสงครามตามมารบ 3) อลักเอลื่อเหลือสมเพชเวทนา จะคลอดลูกหยูกยาไมหางาย 4) อนิจจาทุกขยากลําบากตัว เกลือกกลั้วปถพีธุลีลม BOBBYtutor Thai Note
189.
138. ขอใดเปนแรงจูงใจสําคัญที่ทําใหขุนแผนเขามอบตัวตอพระพิจิตร 1) รูวาเจาคุณเอ็นดูสัตว
จึงดั้นดัดลัดดงตรงมาหา 2) เราก็เปนคนดีมีวิชา พี่คิดวาหาเปนกระไรไม 3) เมื่อจะเอาโทษทัณฑฉันใด ก็ตามใจดวยเรานี้เปนขา 4) วันทองทองแกนาสงสาร กลัวจะเกิดเหตุการณขึ้นกลางเถื่อน 139. ในเรื่องวารีดุริยางคใหแนวคิดที่เปนประโยชนอยางไร 1) การอยูตามลําพังยอมเกิดปญญา 2) การไดกลิ่นดอกไมปายอมมีความสุข 3) การไดอยูทามกลางธรรมชาติยอมเปนกําไร 4) การพักผอนระงับจิตใจยอมไดประโยชนอยางยิ่ง 140. วารีดุริยางคกลาวถึงมนุษยและธรรมชาติอยางไร 1) ความวาวุนในใจ-ความสงบสุข 2) ความเห็นแกตัว-ความสวยงาม 3) ความเครงเครียด-ความชุมชื่น 4) ความรื่นรมย-ความมั่นคงแข็งแรง 141. สภาพของ “ใจ” ในขอใดตางกับขออื่น 1) สงสารใจใจเจาเอยไมเคยนิ่ง วนและวิ่งคืนและวันหวั่นและไหว 2) และใจเจาจักเปนเชนสายนํ้า ใสเย็นฉํ่าชื่นแลวไหลแผวผาน 3) ทุกวิถีที่ใจไดเที่ยวทอง ลวนขึ้นลองอยูระหวางกลางปลายตน 4) ใจจึงหนายจึงเหนื่อยจึงเมื่อยลา วุนผวาวอนไหวไลตอน 142. “รูจักเพียงพอดีที่จะรับ ความเกิดดับธรรมดาอุทาหรณ พรอมรูสึกตามวิสัยไปทุกตอน เหมือนทุกกอนกรวดทรายยอมคลายกัน” ขอใดเปนแนวคิดสําคัญของบทประพันธขางตนนี้ 1) ความสุขเกิดจากความพอดี 2) ความสุขเกิดจากความดับสูญ 3) ความสุขเกิดจากความเขาใจชีวิต 4) ความสุขเกิดจากความเสมอภาค 143. แนวคิดจากวารีดุริยางคที่วา “รูจักเพียงพอดีที่จะรับ ความเกิดดับธรรมดาอุทาหรณ” ตรงกับขอใดในพรหมวิหาร 4 1) เมตตา 2) กรุณา 3) มุทิตา 4) อุเบกขา 144. ความที่วา “เกิดแลวกอลอแลวเรนเย็นแลวรอน” ผูเขียนใชกลวิธีการเขียนเสนอภาพพจนตางจากขอใด 1) จักรวาลวุนวายไรสําเนียง 2) อยูหางไกลแตก็ใกลในคุณธรรม 3) วนและวิ่งคืนและวันหวั่นและไหว 4) เสียงนํ้าซึ่งกระซิบสาดปราศจากเสียง ใหใชคําประพันธตอไปนี้ตอบคําถามขอ 145-147 "มาซิอุปสรรค มาประจักษมาประจัน เติมเขมใหเต็มครัน ความเปนคนใหขนคน สองตีนจะติดดิน สองมือชินเสมอชน ฝนหาจะฝาหน โหมพลังเขาถั่งโถม" 145. ผูอานเกิดอารมณสะเทือนใจเชนไร 1) คึกคัก 2) บุกบั่น 3) มุมานะ 4) หาวหาญ BOBBYtutor Thai Note
190.
146. ผูเขียนมีศิลปะของการประพันธเปนการเลนคําในลักษณะใดเดนชัดที่สุด 1) เลนคําซํ้า
2) เลนเสียงและจังหวะคํา 3) เลนคํามีความหมายเหมือน 4) เลนซํ้าเสียงพยัญชนะแบบอัพภาส 147. ขอใดแสดงการเลนคําโดยสับเสียงสระและพยัญชนะ 1) เติมเข็มใหเต็มครัน 2) ความเปนคนใหขนคน 3) สองมือชินเสมอชน 4) ฝนหาจะฝาหน ขอ 148-150 ขอใดที่เมื่อนํามาเติมในชองวางที่เวนไวจะทําใหเห็นวาคําประพันธที่กําหนดใหมีลักษณะพิเศษ 148. “เมื่อไมรักอยารักอยารักฉัน ไมมีวันสักวัน.........หวั่นไหว เมื่อไมรักอยารักรักทําไม รักใหใจหมองใจใจระทม” 1) ที่ 2) จะ 3) ฉัน 4) วัน 149. “หวานที่ใหไยอาบฉาบยาพิษ พิษชําแรกแทรกฤทธิ์เกินรักษา สาแกใจที่พะวงหลงรักมา ..........รูวาพิษรายก็สายเกิน” 1) กวา 2) มา 3) เมื่อ 4) พอ 150. “ยามยากคนคนความมาหยามเยย เยยหยามเปรยเปรียบยํ้าคําทับถม ถมทับใหไหวหวามยามระทม ..........ขื่นขมจนตรมใจ” 1) รักระทม 2) ยามระทม 3) ระทมยาม 4) ตรมสะอื้น BOBBYtutor Thai Note
191.
เฉลย 1. 4) 2.
3) 3. 3) 4. 3) 5. 2) 6. 1) 7. 3) 8. 4) 9. 2) 10. 2) 11. 2) 12. 4) 13. 2) 14. 1) 15. 1) 16. 4) 17. 4) 18. 4) 19. 2) 20. 3) 21. 2) 22. 3) 23. 4) 24. 2) 25. 2) 26. 3) 27. 1) 28. 4) 29. 4) 30. 1) 31. 1) 32. 2) 33. 3) 34. 3) 35. 4) 36. 1) 37. 2) 38. 4) 39. 2) 40. 4) 41. 2) 42. 3) 43. 1) 44. 3) 45. 1) 46. 3) 47. 2) 48. 1) 49. 4) 50. 1) 51. 4) 52. 1) 53. 1) 54. 4) 55. 3) 56. 2) 57. 3) 58. 4) 59. 4) 60. 1) 61. 2) 62. 3) 63. 4) 64. 2) 65. 1) 66. 3) 67. 2) 68. 2) 69. 1) 70. 1) 71. 4) 72. 4) 73. 2) 74. 1) 75. 3) 76. 4) 77. 4) 78. 2) 79. 1) 80. 3) 81. 4) 82. 3) 83. 3) 84. 3) 85. 1) 86. 3) 87. 1) 88. 2) 89. 4) 90. 4) 91. 1) 92. 2) 93. 3) 94. 2) 95. 3) 96. 2) 97. 4) 98. 1) 99. 3) 100. 2) 101. 1) 102. 3) 103. 1) 104. 3) 105. 1) 106. 1) 107. 4) 108. 2) 109. 2) 110. 3) 111. 4) 112. 1) 113. 4) 114. 3) 115. 4) 116. 4) 117. 3) 118. 4) 119. 4) 120. 2) 121. 2) 122. 4) 123. 3) 124. 4) 125. 3) 126. 3) 127. 1) 128. 3) 129. 2) 130. 3) 131. 1) 132. 4) 133. 1) 134. 2) 135. 3) 136. 3) 137. 3) 138. 4) 139. 4) 140. 1) 141. 2) 142. 3) 143. 4) 144. 3) 145. 2) 146. 2) 147. 4) 148. 4) 149. 2) 150. 3) !!!!!!!!!!!!!!!!!!!! BOBBYtutor Thai Note
Download