สรุปภาษาไทย
1. โครงสรางของพยางค มีองคประกอบดังตอไปนี้ (เปลงเสียง 1 ครั้งก็คือ 1 พยางค)
พยัญชนะตน
สระ
วรรณยุกต
ทุกพยางคจําเปนตองมีเสมอ!
1.
2.
3.
พยัญชนะทาย (ตัวสะกด) บางพยางคไมจําเปนตองมีก็ได4.
จากจุดนี้ จึงเปนตัวตัดสินวาโครงสรางพยางคของใครเหมือน/ตางเปนอันดับแรก
2. โครงสรางของแตละพยางค ตองมีทั้งรูป และ เสียง
1. พยัญชนะตน รูป 44 เสียง 21
2. สระ รูป 21 เสียง 21
3. วรรณยุกต รูป 4 เสียง 5
4. พยัญชนะทาย รูป 37 เสียง 8
3. ใหเด็กๆ ถอดพยางค "ทรุด"
1. พยัญชนะตน รูป ทร เสียง /ซ/
2. สระ รูป ตีนเหยียด เสียง อุ (สั้น)
3. วรรณยุกต รูป -(สามัญ) เสียง ตรี
4. พยัญชนะทาย รูป ด เสียง /ต/
4. ใหเด็กๆ ถอดพยางค "หมอบ"
1. พยัญชนะตน รูป หม เสียง /ม/
2. สระ รูป ตัวออ เสียง ออ (ยาว)
3. วรรณยุกต รูป - (สามัญ) เสียง เอก
4. พยัญชนะทาย รูป บ เสียง /ป/
BOBBYtutor Thai Note
5. พยัญชนะตน มี 44 รูป (ก ถึง ฮ) แบงเปนอักษร 3 หมู เรียกวา อักษรไตรยางศ
อักษรกลาง ทองวา ไก จิก เด็ก ตาย บน ปาก อาว
อักษรสูง ทองวา ผัว ฝาก ถุง ขาว สาร ให ฉัน
อักษรตํ่าคู ทองวา พอ คา ฟน ทอง ซื้อ ชาง ฮอ
อักษรตํ่าเดี่ยว ทองวา งู ใหญ นอน อยู ณ ริม วัด โม ฬี โลก
* ที่เรียกวา ตํ่าคู เพราะมีเสียงคูกับอักษรสูง แมวาหนาตาจะไมเหมือนกัน
6. พยัญชนะตนมี 21 เสียง จากตัวรูป 44 รูป เหลือ 21 เสียง เพราะบางรูปมีเสียงซํ้ากัน
1. รูปพยัญชนะ ก จะเปนเสียง /ก/
2. รูปพยัญชนะ ข ฃ ค ฅ ฆ จะเปนเสียง /ค/ = /ข/ /ฃ/ /ฅ/ /ฆ/
3. รูปพยัญชนะ ง จะเปนเสียง /ง/
4. รูปพยัญชนะ จ จะเปนเสียง /จ/
5. รูปพยัญชนะ ช ฌ ฉ จะเปนเสียง /ช/
6. รูปพยัญชนะ ซ ส ศ ษ จะเปนเสียง /ซ/
7. รูปพยัญชนะ ย ญ จะเปนเสียง /ย/
8. รูปพยัญชนะ ด ฎ ฑ จะเปนเสียง /ด/ *ระวัง เสียงนี้ในพยัญชนะทายไมมีแลว แมกด = /ต/
9. รูปพยัญชนะ ต ฏ จะเปนเสียง /ต/
10. รูปพยัญชนะ ท ถ ธ ฑ ฒ ฐ จะเปนเสียง /ท/
11. รูปพยัญชนะ น ณ จะเปนเสียง /น/
12. รูปพยัญชนะ บ จะเปนเสียง /บ/ *ระวัง เสียงนี้ในพยัญชนะทายไมมีแลว แมกบ = /ป/
13. รูปพยัญชนะ ป จะเปนเสียง /ป/
14. รูปพยัญชนะ พ ผ ภ จะเปนเสียง /พ/
15. รูปพยัญชนะ ฟ ฝ จะเปนเสียง /ฟ/
16. รูปพยัญชนะ ม จะเปนเสียง /ม/
17. รูปพยัญชนะ ร (ฤ) จะเปนเสียง /ร/
18. รูปพยัญชนะ ล ฬ (ฦ) จะเปนเสียง /ล/
19. รูปพยัญชนะ ว จะเปนเสียง /ว/
20. รูปพยัญชนะ อ จะเปนเสียง /อ/
21. รูปพยัญชนะ ฮ ห จะเปนเสียง /ฮ/
7. เสียงพยัญชนะตนควบกลํ้า (เสียงพยัญชนะประสม, เสียงพยัญชนะตน 2 หนวยเสียง)
ทองวา กอนคํ่าไปพบเตี่ย (ก ค ป พ ต) คูณดวย ร ล ว
กร คร ปร พร ตร
ทั้งหมด 11 เสียง เปนของไทยกล คล ปล พล ?
กว คว ? ? ?
หมายเหตุ คร = ขร คล = ขล คว = ขว พล = ผล
หมายเหตุ เสียงควบกลํ้าที่มาจากภาษาอังกฤษ /ดร/ /ฟร/ /ฟล/ /บร/ /บล/
BOBBYtutor Thai Note
8. เสียงพยัญชนะตนควบกลํ้าไมแท มี 2 Version
8.1 ไมออกเสียง ร คือ ตัวหนาออกเสียง (ร ไมออกเสียง) จริง ไซร ศรี สรอย สราง สระ
8.2 "ทร" เปลี่ยนเสียงเปน ซ
ทรวดทรงทราบทรามทราย ทรุดโทรมหมายนกอินทรี
มัทรีอินทรียมี เทริดนนทรีพุทราเพรา
ทรวงไทรทรัพยแทรกวัด โทรมนัสฉะเชิงเทรา
ตัว "ทร" เหลานี้เรา ออกสําเนียงเปนเสียง "ซ"
แต "ทร" ควบกลํ้าแทก็มี แตมาจากภาษาสันสกฤต จันทรา นิทรา อินทรา ภัทรา อินทรวิเชียรฉันท
9. อักษรนํา มี 2 Version (เอกลักษณอักษรนํา เวลาอานจะมีเสียง "ห" นํา)
9.1 อาน 2 พยางค ทองวา สูงหรือกลาง นําหนา ตํ่าเดี่ยว ใชสระตัวเดียวกัน (ทั้งคํามีสระ 1 ตัว)
พยางคหนาออกเสียง "อะ" พยางคหลังออกเสียง "ห" นํา
ผงก สนิม สยาย ตลาด ขนม สมัน
9.2 อาน 1 พยางค ทองวา "ห" นําตํ่าเดี่ยว หรือ "อ" นํา "ย"
หนอน หมอน หนอย อยา อยู อยาง อยาก
10. ภาษาไทยเรามีรูปพยัญชนะบางรูปไมออกเสียง เชน องค พรหม ปรารถนา สามารถ พุทธ พราหมณ เนตร
จักร หลาก หมา สรวล สรวง เสร็จ โทรม ทราบ หนอน สรอย ทรง ลักษณ ลักษมณ ฯลฯ
11. สระ มี 21 รูป 21 เสียง
1. วิสรรชนีย ะ
2. ลากขาง า
3. พินทุอิ 
4. หยาดนํ้าคาง 
5. ตีนเหยียด 
6. ตนคู 
7. ไมหนา เ
8. ไมโอ โ
9. ไมมลาย ไ
10. ไมมวน ใ
11. ฝนทอง ’
12.! ฟนหนู "
13. ไมไตคู  คําวา "ก็" เสียงสระเอาะ
14. ไมหันอากาศ 
15. ตัวรึ ฤ ยืมมาจาก สันสกฤต
16. ตัวรือ ฤๅ ยืมมาจาก สันสกฤต
17. ตัวลึ ฦ ยืมมาจาก สันสกฤต
18. ตังลือ ฦๅ ยืมมาจาก สันสกฤต
19. ตัวออ อ เปนสระ ก็ไดแฮะ!
20. ตัววอ ว เปนสระ ก็ไดแฮะ!
21. ตัวยอ ย เปนสระ ก็ไดแฮะ!
BOBBYtutor Thai Note
12. เสียงสระ มี 21 เสียง มี 2 Version
1. สระเดี่ยว (สระแท) 18 เสียง อะ อา อิ อี อึ อือ อุ อู เอะ เอ แอะ แอ โอะ โอ เอาะ ออ เออะ เออ = คูสระ
2. สระประสม (สระเลื่อน) 3 เสียง เอีย อัว เอือ ทองวา เมียกลัวเรือ
สระประสมตัวมันเองจะไมมีตัวสะกด แตถาตองการเติมสามารถทําไดภายหลัง
ลาย เมีย เมียง
ลาว กลัว กลวย
อาว เรือ เรือน
13. 8 พยางคทอง อํา ไอ ใอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ = ไมใชสระเกิน
= อ + อะ + ม
= อ + อะ + ย
= อ + อะ + ย
= อ + อะ + ว
อํา
ไอ
ใอ
เอา
เปนพยางคที่มีตัวสะกดแมจะมองไมเห็น
= ร + อึฤ
ฤๅ
ฦ
ฦๅ
เปนพยางคที่ไมมีตัวสะกด
= ร + อื
= ล + อึ
= ล + อื
14. ระวังมีหลักอยูขอหนึ่ง คือ ภาษาไทยสามารถออกเสียงสระไมตรงกับรูป คือ ปกติรูปยาวออกเสียงยาว รูปสั้น
ออกเสียงสั้น แตบางคําออกเสียงไมตรงกับรูป
หลักการทําขอสอบ คือ ออกเสียงคูสระของมัน วาตรงกับชีวิตจริง ?
วาว รูปยาว แตออกเสียง สั้น (อะ)
อิเหนา รูปสั้น แตออกเสียง ยาว (อี)
คลินิก รูปสั้น แตออกเสียง ยาว (อี)
คอมพิวเตอร รูปยาว แตออกเสียง สั้น (เอาะ)
15. รูปสระบางรูปไมออกเสียง เชน ยาธาตุ นั่งขัดสมาธิ พยาธิ ญาติ ประวัติ เมรุ มาตุ ฯลฯ
16. สระลดรูป คือ มองไมเห็นรูปสระเดิม หรืออาจเปลี่ยนรูปเปนสระอื่นได เพราะมันมีตัวสะกด เชน กัน ศร เปน ชน
เชิง เลย สงน ฯลฯ
17. เปลี่ยนเสียงคูสระสั้น-ยาว จะมีผลตอความหมาย
วัด → วาด
จิน → จีน
แกะ → แก
เกาะ → กอ
18. วรรณยุกต มี 4 รูป 5 เสียง (สามัญไมมีรูปใหเห็น)
หลักการนับเสียงวรรณยุกต 1. ออกเสียงคํานั้นจากชีวิตจริงกอน
2. นับนิ้ว
19. วรรณยุกตตางกัน ความหมายจะตางกัน เชน เสือ เสื่อ เสื้อ
BOBBYtutor Thai Note
20. วรรณยุกตมีการออกเสียงไมตรงกับรูปก็ได
ขี้ริ้ว รูปโท แตเสียง ตรี
ทาน รูปเอก แตเสียง โท
21. พยัญชนะทาย มีรูป 37 รูป มี 8 เสียง (8 แม 8 มาตรา)
ตัวอักษรที่ใชเปนตัวสะกดไมไดมี ผัว ฝาก เฌอ เอม ให ฉัน ฮา
1. แมกก = เสียง /ก/ ใชรูปสะกด คือ ก ข ค ฆ
2. แมกบ = เสียง /ป/ ใชรูปสะกด คือ บ ป พ ภ ฟ
3. แมกด = เสียง /ต/ ใชรูปสะกด คือ ด ต จ ช ฎ ฏ ฐ ฒ ส ศ ษ ถ ท ธ ซ ฑ
4. แมกม = เสียง /ม/ ใชรูปสะกด คือ ม
5. แมกน = เสียง /น/ ใชรูปสะกด คือ น ณ ญ ร ล ฬ
6. แมกง = เสียง /ง/ ใชรูปสะกด คือ ง
7. แมเกย = เสียง /ย/ ใชรูปสะกด คือ ย
8. แมเกอว = เสียง /ว/ ใชรูปสะกด คือ ว
22. พยางคปด คือ พยางคที่มีเสียงตัวสะกด อํา ไอ ใอ เอา เชน กิน จิบ จํา ฯลฯ
พยางคเปด คือ พยางคที่ไมมีเสียงตัวสะกด เอีย อัว เอือ เชน ดุ ปู เมีย ฯลฯ
23. คําโสด : คํามูล (พยางคเดียวหรือหลายพยางคก็ได แตแยกจากกันไมไดแลว)
คําแตงงาน : ประสม ซอน ซํ้า สมาส สนธิ
24. คํามูล : ขาว อวน ไกล เพ็ญ โชว ขมิ้น ดิฉัน บะหมี่ เสวย ขจี สวรรคต ฯลฯ
25. คําประสม : เกิดจากคํามูล 2 คําขึ้นไปมารวมกันแลวเกิดความหมายใหม แตตองมีเคาความหมายเดิม ใชเรียก
สิ่งใหม คํามูล 2 คํานั้นหามเหมือน คลาย ตรงขาม มิฉะนั้นจะกลายเปน ซอนหมาย (คําประสม เชน นาม กริยา
หรือวิเศษณก็ได)
บานพัก เรือดวน ขายตัว
บานเรือน เรือแพ ซื้อขาย
1. N + N = N. เชน รถไฟ นํ้าปลา ฯลฯ
2. N + V. = N. เชน หมอดู เหล็กดัด ฯลฯ
3. N + adj = N. เชน มดแดง กลองดํา ฯลฯ
4. N + Prep = N. เชน คนกลาง ความหลัง ฯลฯ
5. V. + V. = N. เชน หอหมก กันสาด ฯลฯ
6. V. + N = N. เชน เรียงความ พัดลม ฯลฯ
7. N + V. + N = N. เชน ชางเย็บผา คนขายตั๋ว ฯลฯ
8. V. + V. = V. เชน เดินเลน ติดตั้ง ฯลฯ
9. V. + N = V. เชน ยกราง เดินสาย ฯลฯ
10. V. + adj = V. เชน อวดดี คิดคด ฯลฯ
11. N + V. = V. เชน หัวหมุน ใจแตก ฯลฯ
12. adj + N = V. เชน ดีใจ ออนใจ ฯลฯ
13. N + adj = adj. เชน ใจเย็น หัวสูง ฯลฯ
คําประสมสามารถแปลไมตรงตัว แปลเปรียบเทียบได เชน แมวมอง ปากฉลาม ตีนแมว ฯลฯ
BOBBYtutor Thai Note
26. คําซอน มี 2 Version
1. ซอนเพื่อความหมาย มีไวขยายความ (คํา 2 คําที่มาวางซอนตองมีความหมายทั้งคู คือ เหมือน คลาย ตรงขาม)
2. ซอนเพื่อเสียง มีไวไพเราะ (คํา 2 คําที่มาวางซอนกันตองมีเสียงพยัญชนะตนเสียงเดียวกัน แตจะมี 1 คํา ไมให
ความหมายหรืออาจไมใหความหมายของ 2 คําเลย)
คําซอนเพื่อความหมาย เชน บานเรือน เล็กนอย ซื้อขาย ฯลฯ
คําซอนเพื่อเสียง เชน ดีเด มองเมิง โลเล ฯลฯ
* คําซอนเพื่อความหมาย ความหมายหลักบางครั้งอยูที่คําหนาหรือหลังก็ได เชน ใจคอ นํ้าหูนํ้าตา หนาตา หูตา ปากคอ
ฯลฯ
ตารางความแตกตางระหวางคําประสมกับคําซอน
คําประสม คําซอน
1. ใชเรียกสิ่งใหม
2. หามเหมือน คลาย ตรงขาม
3. นํ้าหนักอยูที่คําตน
4. แปลเปรียบเทียบได
1. ไมไดเรียกสิ่งใหม
2. ตอง เหมือน คลาย ตรงขาม
3. นํ้าหนักเทากัน ไมมีใครเดนกวาใคร
4. แปลเปรียบเทียบไมได
27. คําซํ้า ตองมี ๆ ใหเห็น เพราะขี้เกียจเขียน 2 ครั้ง เชน เด็กๆ เพื่อนๆ ดังๆ ฯลฯ แตจะเขียนใช ๆ ได จะตองมี
ลักษณะ 3 ประการใหครบตอไปนี้
1. คําเขียนเหมือนกัน
2. ความหมายเหมือนกัน
3. หนาที่ของคําเหมือนกัน
* คําตอไปนี้ตองเปนคําซํ้าเสมอ เชน ฝนตกหยิมๆ พยักหนาหงึกๆ พูดฉอดๆ ไดมาเหนาะๆ
ความหมายที่เกิดจากการซํ้าคํา
1. บอกพหูพจน : เพื่อนๆ นองๆ ปๆ ตูๆ ฯลฯ
2. เนนความหมาย : ซวยสวย เดกเด็ก ดี๊ดี ฯลฯ
3. ไมเจาะจง : เชาๆ เย็นๆ หลังๆ แถวๆ ฯลฯ
4. แยกเปนสวน : คนๆ เรื่องๆ หองๆ อยางๆ ฯลฯ
5. เปลี่ยนความหมายจากเดิม : หยกๆ พื้นๆ ลวกๆ หมูๆ งูๆ ปลาๆ ฯลฯ
6. บอกความไมตั้งใจ : สงๆ เขียนๆ ชอบๆ ฯลฯ
7. ทํากริยานั้นไปเรื่อยๆ : มองๆ นั่งๆ เดินๆ ฯลฯ
8. บอกลักษณะ : หลอๆ อวบๆ ดําๆ สูงๆ ฯลฯ
28. คําสมาส มี 2 Version (ตองเปนภาษาอินเดีย คือ บาลี-สันสกฤต เพราะเปนหลักสูตรของอินเดีย)
28.1 สมาสแบบสมาส ที่พูดติดปากวา คําสมาส (ชน)
28.2 สมาสแบบสนธิ ที่พูดติดปากวา คําสนธิ (เชื่อม) คือ สมาสแบบกลมกลืนเสียง
* ระวัง ตอไปนี้ไมใชคําสมาส เพราะมีภาษาไทยแท ภาษาเขมร ภาษาอังกฤษ เขามาปน
พลเมือง ผลไม คุณคา ทุนทรัพย ราชวัง ราชดําเนิน พลความ พลเรือน พระพุทธเจา ตรัสรู สรรพสิ่ง
มูลคา ชํานาญการ เคมีภัณฑ ภูมิลําเนา เครื่องจักร บายศรี กลเม็ด กลมทา เมรุมาศ กระยาสารท
BOBBYtutor Thai Note
สมาส สนธิ
ชน
แยกงาย
เชื่อม
แยกยาก
แยกงาย : มองเห็นศัพทรูปเดิมเปนคําๆ เต็มๆ ไมเปลี่ยนแปลง
แยกยาก : มองไมเห็นศัพทรูปเดิมแตแยกแลว 99% คําหลังขึ้นตนดวย "อ"
28.1 คําสมาสแบบสมาส มีสูตรงายๆ 2 ขอ (ความหมายหลักจะอยูหลัง เวลาแปลจะ แปลจากขางหลังไปหนา)
1. ลางใหสะอาด คือ ลาง  และ ะ ของคําหนาทิ้ง
2. ทากาว คือ ตรงรอยตอของ 2 คําใหออกเสียง "อะ"
ศิลปะ + ศาสตร = ศิลปศาสตร
สวัสดิ์ + ภาพ = สวัสดิภาพ
สิทธิ์ + บัตร = สิทธิบัตร
ภูมิ + ศาสตร = ภูมิศาสตร
ชาติ + ภูมิ = ชาติภูมิ
ญาติ + เภท = ญาติเภท
อุบัติ + เหตุ = อุบัติเหตุ
วีระ + บุรุษ = วีรบุรุษ
ระวัง! เจอคําเหลานี้ลงทายจะเปนสมาสแบบสมาส
"กิจ การ กรรม กร ศึกษา ภัย สถาน ภาพ วิทยา ศิลป ธรรม ศาสตร"
= ศุลก + อากร
= ศิลป + อากรแต ศิลปากร
สนธิ
ศุลกากร
คุณากร
ประชากร
สรรพากร
= คุณ + อากร
= ประชา + อากร
= สรรพ + อากร
28.2 สมาสแบบสนธิ จะดูแยกออกจากกันแยกยาก แตเวลาแยกแลว คําหลังขึ้นตนดวย "อ" (แยกยาก คือ
มองไมเห็นศัพทรูปเดิมเปนตัวๆ) สนธิ มี 3 Version
1. สระสนธิ เอาสระกับสระมาเจอกัน
อะอา + อะอา = อา สุข + อภิบาล = สุขาภิบาล
อะอา + อิอี = อีเอ (อิ อี เอ) นร + อิศวร = นเรศวร
อะอา + อุอู = อุอูโอว (อุ อู โอ) นย + อุบาย = นโยบาย
อะอา + เอไอโอเอา = เอไอโอเอา ราช + ไอศูรย = ราไชศูรย
อิอี + อิ = อิ โกสี + อินทร = โกสินทร
อุอู + อุอู = อุอู ครู + อุปกรณ = ครุปกรณ
BOBBYtutor Thai Note
2. พยัญชนะสนธิ เอาพยัญชนะกับพยัญชนะมาเจอกัน (หลักการ คือ 1. เปลี่ยน ส. เปน โ 2. ลบ ส. ทิ้ง)
มนสฺ + ภาพ = มโนภาพ
มนสฺ + รถ = มโนรถ
สรชฺ + ช = สโรช
ศิรสฺ + เพฐน = ศิโรเพฐน
เตชสฺ + ชัย = เตโชชัย
นิรสฺ + ภัย = นิรภัย
อาตมนฺ + ภาพ = อาตมภาพ
พรหมนฺ + ชาติ = พรหมชาติ
รหสฺ + ฐาน = รโหฐาน
เตชสฺ + ธาตุ = เตโชธาตุ
นิรสฺ + ทุกข = นิรทุกข
ทุรสฺ + ชน = ทุรชน
ทรสฺ + พล = ทุรพล
ยสสฺ + ธร = ยโสธร
3. นฤคหิตสนธิ คือ สํ +
สระ
พยัญชนะวรรค
เศษวรรค
สํ เจอสระ ใหสระผม
สํ + อาคม = สมาคม
สํ + อาทาน = สมาทาน
สํ + อุทัย = สมุทัย
สํ + โอสร = สโมสร
สํ + อาส = สมาส
สํ + อิทธิ = สมิทธิ
สํ เจอพยัญชนะวรรค ใหเปลี่ยนเปนตัวสุดทายของวรรคนั้น
= สังคมก ข ค ฆ ง
*เปนภาษาบาลี-สันสกฤต
= สัญจร
= สัณฐาน
= สันธาน
= สัมผัส
จ ฉ ช ฌ ญ
ฏ ฐ ฑ ฒ ณ
ต ถ ท ธ น
ป ผ พ ภ ม
สํ + คม
สํ + จร
สํ + ฐาน
สํ + ธาน
สํ + ผัส
เศษวรรค : วิรุฬหยลสํ
สํ เจอเศษวรรค ใหทิ้ง
สํ + โยค = สังโยค
สํ + หรณ = สังหรณ
สํ + วร = สังวร
สํ + วาส = สังวาส
สํ + สันทน = สังสันทน
BOBBYtutor Thai Note
29. คําเปนคําตาย ทองสูตร คือ ดูตัวสะกดอันดับแรก
คําตาย = เจอแม กบด มันก็ตาย จํา : ใครกบฏมันตองตาย เชน โรค ภาพ มรกต ฯลฯ
= ถาไมมีตัวสะกดคอยดูสระเสียงสั้น จํา : อายุสั้นมันก็ตาย เชน นะ ดุ ทิ ฯลฯ
คําเปน = เจอแม มนงยว เพราะยังมีชีวิตเปนๆ เธอเปนสาวชาวพมา เชน สม ชาง ฯลฯ
= ถาไมมีตัวสะกดคอยดูที่สระเสียงยาว เพราะชีวิตยืนยาวก็เปนๆ เชน ตา ดู ปู ฯลฯ
30. คําครุ คําลหุ ทองสูตร คือ ดูตัวสะกดกอนอันดับแรก
คําครุ : พยางคที่มีเสียงหนัก วิธีการจําดูจาก ค.
: เจอตัวสะกดทุกแมเปนครุ หมด เชน โรค ภาพ มรกต สม ชาง ฯลฯ
: ถาไมเจอตัวสะกดก็ดูที่สระเสียงยาว ยิ่งยาวยิ่งหนัก เชน ชูใจ มานี ฯลฯ
คําลหุ : พยางคที่มีเสียงเบา วิธีการจําดูจาก ล. เธอเกิดมาอาภัพ
: หามมีตัวสะกดและตองเจอสระเสียงสั้นเทานั้น เชน บ ธ ณ ก็ เงอะงะ เกะกะ เอะอะ ฯลฯ
* อํา ไอ ใอ เอา เปนครุ เพราะ มีตัวสะกด
31. คําไทยแท
1. 99% ไทยแทจะมีพยางคเดียว เชน กิน นอน ฉัน ขา ดิน นํ้า บน ใน ฯลฯ
2. 1% จะมี 2 พยางค
จะมาจากการกรอนเสียง (ตัดเสียง) เชน หมากพราว → มะพราว ตัวขาบ → ตะขาบ ฯลฯ
จะมาจากการเพิ่มเสียง เชน หนึ่ง → ประหนึ่ง โดด → กระโดด ทวง → ประทวง ฯลฯ
3. ไทยแทสะกดตรงตามมาตรา เชน รัก คับ รัด วัง เรือน ผม หาย ผิว ฯลฯ แตบางครั้งสะกดตรงตามมาตรา
ก็ไมใชไทยแท
ระวัง! โลก กาย ยาน พน ชน ราม ธน มน กนก วัย ชัย อภัย อาลัย → มาจาก บาลี-สันสกฤต
ระวัง! จมูก เดิน ตะบันหมาก ทะเลสาบ ละออง บายศรี เลอโฉม ปลนสะดม โงเขลา โปรด → มาจาก เขมร
4. ไทยแทไมมีการันต ยกเวน ผี้ว มาห เยียร = ไทยแท
5. ไทยแทมีวรรณยุกตได แตภาษาอื่นไมมีวรรณยุกต
6. ไทยแทไมนิยมตัวอักษรหยักๆ หัวแตกๆ หางยาวๆ เชน ฆ ณ ญ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ธ ศ ษ ยกเวนบางคําเปน
ไทยแท คือ หญิง หญา ใหญ ระฆัง ฆา เฆี่ยน เศิก ศอก ศึก ธ เธอ ณ ฯลฯ
32. คําบาลี-สันสกฤต
บาลีมีสระ 8 ตัว = อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ
สันสกฤตมีสระ 14 ตัว = อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ เพิ่ม ไอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ
บาลีมีพยัญชนะ 33 ตัว = 5 วรรคๆ 5 ตัว = 25 + เศษวรรค 8 = 33
สันสกฤตมีพยัญชนะ 35 ตัว = เหมือนบาลีทุกตัว เพิ่มพิเศษอีก 2 = ศ ษ
คําสันสกฤต ทองสูตร หระนะควบหันเคราะหกด
1. หระ คือ ประสมสระ ไอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ เปนสันสกฤต เชน ไมตรี เยาวชน ฤดู ฯลฯ
2. นะ คือ ประสมพยัญชนะ ศ ษ เปนสันสกฤต เชน ศาสนา รัศมี ศึกษา มนุษย ฯลฯ
3. ควบ คือ ควบกลํ้า เปนสันสกฤต จะควบกลํ้าศัพทหรูเลิศ เชน ปราชญ จักร อินทร ประทีบ ฯลฯ
4. หัน คือ รร เปนสันสกฤต เชน ธรรม จรรยา สวรรค อุปสรรค ฯลฯ
5. เคราะห คือ มีคําวา "เคราะห" เปนสันสกฤต เชน อนุเคราะห สังเคราะห วิเคราะห ฯลฯ
6. กด คือ ตัวสะกด ตัวตาม นอกเหนือกฎเกณฑของบาลี ยกใหเปนสันสกฤต เชน อัคนี มุกดา รักษา วิทยา
สัตว มนัส อาชญา ฯลฯ
BOBBYtutor Thai Note
คําบาลี ตองมีตัวสะกด ตัวตามอยูบรรทัดเดียวกัน
1. ทองวา 1 สะกด 1, 2 ตาม เชน สักกะ จักขุ สัจจะ มัจฉา รัฏฐ อัฏฐิ ทิฏฐิ อัตตา วัตถุ บุปผา กิจจ จิตต นิจจ
เขตต ฯลฯ
2. ทองวา 3 สะกด 3, 4 ตาม เชน อัคคี พยัคฆ วิชชา อัชฌาสัย วัฑฒนะ สิทธิ อัพภาส เวชช ฯลฯ
3. ทองวา 5 สะกด 1, 2, 3, 4, 5 ตาม เชน กังขา สัญญา วันทนา องค สันติ บิณฑบาต คัมภีร การุญญ
หิรัญญ อรัญญ สามัญญ ธัญญ เบญจ บุญญ ฯลฯ
4. เศษวรรคสะกด แลวเศษวรรคตาม เชน ภัสสร ปสสาวะ วัลลภ มัลลิกา นิสสัย นิสสิต ฯลฯ
33. คําเขมร
1. คนเขมรชอบสะสม จาน หญิง ลิง เรือ เสือ = สะกดดวย จ ญ ล ร ส
2. คนเขมรชอบควบ = ควบกลํ้า (คํางายๆ ธรรมดาๆ)
3. คนเขมรชอบนํา = อักษรนํา
4. คนเขมรชอบอํา = ขึ้นตนดวย "กํา คํา จํา ชํา ดํา ตํา ทํา สํา อํา"
5. คนเขมรชอบระบํา = บํา บัง บัน บรร
1. อํานาจ เสร็จ เสด็จ เพ็ญ สราญ เจริญ ถกล จรัล กํานัล กําธร อร ขจร จํารัส ตรัส ฯลฯ
2. กรวด กระบือ ขลาด เกลอ โปรด ประชุม ประเดิม คลัง กรม เพลา โขลน ไพร ปรุง เพลิง ฯลฯ
3. ขยม เขมา สนอง เสวย เขนย จมูก ถวาย ฉนํา ขนุน ขยํา ขนม จรวด สนิม ฯลฯ
4. กําเนิด จําแนก จําหนาย ชํานาญ ชํารุด ดําเนิน ดําริ ดํารัส ตํารา กําจัด อํานวย ฯลฯ
5. บําเพ็ญ บํานาญ บําบัด บังควร บังอาจ บังคม บันเทิง บันดาล บรรทุก บรรจุ บรรจง ฯลฯ
34. ราชาศัพท จํา 3 อยางตอไปนี้ใหดีๆ
1. ลําดับชั้นพระราชวงศไทย โดยมี 5 ชั้น (5 level)
2. จําคํานาม ทําใหเปน คํานามราชาศัพท
3. จําคํากริยา ทําใหเปน คํากริยาราชาศัพท
ชั้นที่ 1
* เปนคํานาม
พระบรม/พระบรมราช
ชั้นที่ 2
ชั้นที่ 3-4-5
พระราช
พระ
* คํากริยา เจออะไรเอา "ทรง" ขึ้นตนใหหมด แตเวนอยางเดียวที่ทรงขึ้นตนนําหนาไมได คือ คํานั้นเปนกริยา
ราชาศัพทอยูแลว
35. ราชวงศ 5 ชั้น
ชั้นที่ 1 (พระบาทสมเด็จ ....................)
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว
ชั้นที่ 2 (สมเด็จพระบรม ....................)
สมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินีนาถ
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
BOBBYtutor Thai Note
ชั้นที่ 3 (สมเด็จเจาฟา ....................)
สมเด็จพระเจาภคินีเธอเจาฟาเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพรรณวดี
สมเด็จพระเจาพี่นางเธอเจาฟากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร
สมเด็จพระเจาลูกเธอเจาฟาจุฬาภรณวลัยลักษณ อัครราชกุมารี
ชั้นที่ 4 (พระองคเจา ....................)
พระเจาวรวงศเธอพระองคเจาโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ
พระเจาหลานเธอ พระองคเจาพัชรกิติยาภา
* สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
(สมเด็จวัดอื่นๆ จะใชราชาศัพท ไมได)
ชั้นที่ 5 (หมอมเจา ....................)
หมอมเจาสิริวัณวรี มหิดล
ม.ร.ว. ม.ล. ไมใชราชาศัพท
36. การทําคํานามใหเปน คํานามราชาศัพท
1. ใชพระบรมหรือพระบรมราช นําหนาคํานามสําคัญมากๆ ของในหลวงพระองคเดียว เชน พระบรมมหาราชวัง
พระบรมราชินี พระบรมโอรสาธิราช พระสยามบรมราชกุมารี
* พระปรมาภิไธย (พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดีจักรีนฤบดินทร
สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร)
พระบรมนามาภิไธย (ชั้น 2 ใช พระนามาภิไธย)
* พระบรมราชโองการ (ชั้น 2 ใช พระราชโองการ) แตสมเด็จพระนางเจาฯ ใช พระราชเสาวณีย
พระบรมราโชวาท (ชั้น 2 ใช พระราโชวาท)
พระบรมราโชบาย (ชั้น 2 ใช พระราโชบาย)
* พระบรมราชูปถัมภ (ชั้น 2 ใช พระราชูปถัมภ) แตสมเด็จพระนางเจาฯ ใช พระบรมราชินูปถัมภ
พระบรมราชวินิจฉัย (ชั้น 2 ใช พระราชวินิจฉัย)
พระบรมราชวโรกาส (ชั้น 2 ใช พระราชวโรกาส)
พระบรมราชานุเคราะห (ชั้น 2 ใช พระราชานุเคราะห)
พระบรมเดชานุภาพ (ชั้น 2 ใช พระเดชานุภาพ)
2. "พระราช" ใชนําหนาทั่วๆ ไปของในหลวง และคํานามสําคัญของราชวงศลําดับ 2 เชน
1. พระราชหฤทัย 4. พระราชดําริ
2. พระราชประวัติ 5. พระราชประสงค
3. พระราชกุศล 6. พระราชนิพนธ
(ไหนนักเรียนลองถอดคําศัพทขางตนใหราชวงศ ลําดับ 3-4-5 จะใชวาอยางไร)
1. พระหฤทัย 4. พระดําริ
2. พระประวัติ 5. พระประสงค
3. พระกุศล 6. พระนิพนธ
BOBBYtutor Thai Note
3. "พระ" นําหนานามธรรมดาขั้นพื้นฐาน ชั้น 1-5 ใชไดหมด เชน พระเกาอี้ พระสุพรรณราช พระตําหนัก
พระบาท พระหัตถ พระนาสิก ฯลฯ
4. คําราชาศัพทบางคําไมนิยมใช "พระ" จะใช หลวง, ตน แทน เชน ชางหลวง เรือนหลวง ชางตน เรือตน
เรือนตน เครื่องตน ฯลฯ
37. การทํากริยา ทําใหเปน กริยาราชาศัพท
1. ทรง + กริยาธรรมดา กริยาราชาศัพท เชน ทรงเปลี่ยน ทรงเจิม ทรงวิ่ง ทรงฟง ฯลฯ
2. ทรง + นามธรรมดา กริยาราชาศัพท เชน ทรงกีตาร ทรงมา ทรงสกี ฯลฯ
3. ทรง + นามราชาศัพท กริยาราชาศัพท เชน ทรงพระราชดําริ ทรงพระราชสมภพ ฯลฯ
* คําที่หามใช ทรง นําหนา : ซูบพระองค บรรทม ประสูติ สวรรคต ประทับ เสวย เสด็จ เสด็จแปรพระราชฐาน
ตรัส รับสั่ง สรง โปรด พอพระราชหฤทัย พอพระทัย กริ้ว ทอดพระเนตร สุบิน พระราชทาน สิ้นพระชนม
38. มี, เปน + ราชาศัพท เชน มีพระราชประสงค เปนพระราชโอรส มีพระราชดําริ ฯลฯ
ทรงมี, ทรงเปน + คําธรรมดา เชน ทรงมีความสงสาร ทรงเปนครู ทรงเปนประธาน ฯลฯ
39. สวรรคต = ชั้น 1-2
สิ้นพระชนม = ชั้น 3-4
สิ้นชีพิตักษัย = ชั้น 5
ถึงแกอสัญกรรม = ประธานาธิบดี, ประธาน 3 อํานาจ, ประธานองคมนตรี, องคมนตรี, รัฐมนตรี
ถึงแกอนิจกรรม = ขาราชการ ซี 9 ขึ้นไป, ทานผูหญิง
ถึงแกกรรม = พวกเราๆ ทานๆ
40. กราบบังคมทูลรายงาน = พูดรายงาน (ไมตองใสถวายขางหนารายงาน)
41. แสดงความจงรักภักดี = มีความจงรักภักดี (ไมตองใสถวายความจงรักภักดี)
42. รับเสด็จพระราชดําเนิน = ตอนรับ (ไมตองใสถวายการตอนรับ)
43. ทูลเกลาทูลกระหมอมถวาย = (ทูลเกลาฯ ถวาย) ของเล็กๆ ยกได
นอมเกลานอมกระหมอมถวาย = (นอมเกลาฯ ถวาย) ของใหญๆ หรือของเล็กจํานวนเยอะมาก
44. แปรพระราชฐาน = ไปพักผอน
เสด็จนิวัติพระนคร = ขากลับกรุงเทพฯ
45. "เสด็จ" ใชเหมือนกับ "ทรง" ทุกอยาง แตแพ ทรง อยู 1 อยาง คือ เสด็จ + นามธรรมดาไมได เชน เสด็จกีตาร
เสด็จ + กริยาธรรมดา = เสด็จไป เสด็จออก เสด็จขึ้น เสด็จลง ฯลฯ
เสด็จ + นามราชาศัพท = เสด็จพระราชสมภพ เสด็จพระราชดําเนิน ฯลฯ
46. เสด็จพระราชดําเนิน + V.หลัก (เพื่อบอกวัตถุประสงค)
เสด็จพระราชดําเนินไปเรียนตอตางประเทศ
เสด็จพระราชดําเนินตรวจพลสวนสนาม
เสด็จพระราชดําเนินกลับประเทศไทย
47. พระบรมฉายาสาทิสลักษณ : รูปวาด
พระบรมฉายาลักษณ : รูปถาย
พระบรมรูป : รูปปน
BOBBYtutor Thai Note
48. พระปรมาภิไธย : ชื่อราชการทูลเกลาฯ ถวาย
พระบรมนามาภิไธย : ชื่อตัว (ภูมิพล)
พระราชสมัญญา : ชื่อที่ประชาชนทูลเกลาฯ ถวาย เชน พระปยมหาราช, พระมหาธีรราชเจา
49. วันพระบรมราชสมภพ : วันเกิด (5 ธันวาคม 2470)
วันคลายวันพระบรมราชสมภพ : วันคลายวันเกิด (5 ธันวาคม ของทุกป)
50. อาคันตุกะ : ใชเรียก สามัญชน, K ไปเปนแขกของ สามัญชน
ราชอาคันตุกะ : ใชเรียก สามัญชน ไปเปนแขกของ K
พระราชอาคันตุกะ : ใชเรียก K, ประธานาธิบดี ไปเปนแขกของ K
* ถา กษัตริย ไปเปนแขกของประธานาธิบดี จะใช อาคันตุกะ
* ถา ประธานาธิบดี ไปเปนแขกของกษัตริย จะใช พระราชอาคันตุกะ
* จําเจาบานเปนหลัก
51. ความหมายของคําในภาษาไทยมี 2 Version
1. แปลตรงตัวตามพจนานุกรม = ความหมายนัยตรง
2. แปลไมตรงตัวตามพจนานุกรม = ความหมายโดยนัย ความหมายโดยอุปมา ความหมายนัยประหวัด
ความหมายนัยตรง ความหมายโดยนัย
ดาว = stars
ฟน = teeth
ดาว = คนสวย คนเดน คนดัง
ฟน = นะ
52. ความหมายแบงตามลักษณะความหมาย มี 5 Version
1. ความหมายเหมือนกัน = ไวพจน (synonym)
2. ความหมายใกลเคียงกัน = (คลายๆ กัน แตไมเหมือนกัน)
3. ความหมายตรงขามกัน = (antonym)
4. พองรูป พองเสียง พองทั้งรูปพองทั้งเสียง (พอง แปลวา เหมือน คําจะพองกันไดตองมี 2 คําขึ้นไป
5. ความหมายแคบ กวาง
53. ไวพจน เวลาขอสอบ Ent ถาม คือ หลากคํา
พระเจาแผนดิน = ไท ไท บพิตร ขัตติยะ นฤบาล นฤบดี ฯลฯ
ทองฟา = เวหา หาว นภา โพยม นลฯ
ทอง = กนก สุวรรณ สุพรรณ กาญจนา เหม ฯลฯ
พระจันทร = แข แถง บุหลัน โสม รัชนีกร ศศิธร ฯลฯ
พระอาทิตย = ไถง รพี รวี ทิพากร อาภากร ฯลฯ
แผนดิน = ดาว ธาษตรี เมทินี หลา ปฐพี ฯลฯ
54. ความหมายใกลเคียงกัน
ภาพพจน = เปรียบเทียบ ปรบมือ = ยกยอง
ภาพลักษณ = Image ตบมือ = ทั่วๆ ไป
สมรรถภาพ = คน จักรวรรดิ = Kingdom (ดินแดน)
สมรรถนะ = เครื่องยนต จักรพรรดิ = King (คน)
BOBBYtutor Thai Note
55. ความหมายตรงขามกัน
มงคล ≠ อวมงคล
ทักษิณาวรรต ≠ อุตตราวรรต
โลกียธรรม ≠ โลกุตตรธรรม
นางฟา ≠ เทวดา
สวรรค ≠ นรก
สุริยัน ≠ จันทรา (หาม พระจันทร เพราะคนละระดับ)
56. พองรูป = หวงแหน จอกแหน
พองเสียง = ทาร ทาน ธาร
พองทั้งรูปพองทั้งเสียง = "อยาลืมฉันนะพี่" "อยาลืมฉันนะหลวงพี่"
*ความหมายที่มาพองจะไมเหมือนกัน
57. ความหมายแคบกวาง = สับเซต
ความหมายกวาง สี ภาชนะ มนุษย กีฬา ผลไม
ความหมายแคบ สีแดง หมอ ผูชาย วาว strawberry
58. ประโยคบกพรอง มี 10 Version
1. การใชคําขัดแยงกัน : ความหมายขัดกัน ไปดวยกันไมได
* คุณแมสับหมูทีละชิ้น แกเปน หั่น
* แมวาลูลูจะสวย แตเธอก็มีแฟนหลอ แกเปน ขี้เหร
ถาจะออก Ent หัวขอนี้ ระวัง! คําเชื่อม (บุพบท สันธาน ประพันธสรรพนาม ขัดแยงกัน)
2. ใชคําผิดความหมาย ระวังเรื่องคําที่มีความหมายใกลเคียงกัน Ent จะเอาเขามาหลอก ทําใหสับสน เวลาอาน
ขอสอบใหสังเกตวา อานแลวสะดุดตรงไหน แปลกๆ ตรงไหน ไมเคยไดยินแปลกๆ ระวังตรงนั้น
* พอกลับมาเหนื่อยๆ คุณพอก็อาบนํ้าชําระลางสังขารใหสะอาด แลวก็เขานอน
* ที่ประชุมในสภาโตเถียงกันอยางอิสระเสรี
3. ใชสํานวนเปรียบเทียบไมเหมาะสม ระวังใชสํานวนไทยใหถูกตอง จะออกประมาณ 1 ขอ
* คุณครูกับอาจารยใหญสุมหัวเรื่องกําหนดวันสอบปลายภาค แกเปน ประชุม
* คุณยายตักบาตรเสร็จก็เลยกรวดนํ้าควํ่าขัน แกเปน กรวดนํ้า
4. ใชคําฟุมเฟอย ลักษณะภาษาไทยตองกะทัดรัด ชัดเจน หามเยิ่นเยอ คําไหนแปลเหมือนกันใหตัดทิ้ง มันเกิน
เขามาโดยไมจําเปนก็ใหตัดเสีย แตตองไมใหเสียความหมาย
ระวัง! มี ใน ให ทํา + การ, ความ = 99% จะฟุมเฟอย
คุณประเทืองมีความยินดีที่จะประกวดนางฟาจําแลง
แต 1% ก็อาจไมฟุมเฟอยก็ได
คุณประเทืองมีความรักใหเด็กๆ ผูชาย
* ในอดีตที่ผานมาชีวิตฉันขมขื่นเมื่ออยูกับเขา (ตัด ที่ผานมา ทิ้ง)
* โตขึ้นฉันอยากอยูกับเอิน จะไดเปนเกษตรกรชาวนาตัวอยางกับเขาบาง (ตัด ชาวนา ทิ้ง)
BOBBYtutor Thai Note
5. ใชสํานวนภาษาตางประเทศ หามใชสํานวนภาษาตางประเทศเด็ดขาด ในการสอบ Ent วิชาภาษาไทย
1. หลักไวยากรณไทย ตองเรียง ประธาน + กริยา + กรรม (Active) หามใช .......... โดย = สํานวนตางประเทศ
(Passive)
* ภาพยนตรเรื่อง "The beach" นําแสดงโดย ลีโอ พุฒ (ต.ป.ท.)
แกเปน →→→→ * ลีโอ พุฒ แสดงภาพยนตรเรื่อง "The beach" (ไทย)
2. ถูก .................... + ความหมายไมดี = ไวยากรณไทย
ถูก .................... + ความดี = สํานวนตางประเทศ
* คุณลอราถูกลวนลามเมื่อวานตอนกลับบาน (ไวยากรณไทย)
* คุณลูลูถูกเชิญใหมางานเลี้ยงสมาคมแมบานทหารบก (สํานวนตางประเทศ)
แกเปน →→→→ * สมาคมแมบานทหารบกเชิญคุณลูลูใหมางานเลี้ยง (ไวยากรณไทย) (S + V + O)
3. มัน ถาแปลวา It's จะเปนสํานวนตางประเทศ
* มันเปนความลําบากของฉันที่จะเข็นครกขึ้นภูเขา (สํานวนตางประเทศ)
แกเปน →→→→ * ฉันเข็นครกขึ้นภูเขาลําบาก (ไวยากรณไทย) (S + V + O)
* มันฝรั่งใสแกงใชไหม (สํานวนภาษาไทย)
4. ไวยากรณไทยตองมีลักษณนามตามหลังตัวเลข
* 3 พรรคการเมืองประชุมอยางเครงเครียด (สํานวนตางประเทศ)
แกเปน →→→→ * พรรคการเมือง 3 พรรค ประชุมอยางเครงเครียด (ไวยากรณไทย) S + V + O
5. การวางสวนขยายตองวางไวขางหลัง ถึงจะเปนไวยากรณไทย
* ไมเปนการงายเลยที่ตํารวจจะตามจับนักโทษแหกคุก (สํานวนตางประเทศ)
แกเปน →→→→ * ตํารวจจะตามจับนักโทษแหกคุกไมงาย (ไวยากรณไทย) S + V + O
จําไวหลักๆ คือ ไวยากรณไทยจะตองเรียง S + V + O เปนพื้นฐาน
6. ตีความได 2 อยาง : ภาษาไทยบางครั้งกํากวม แปลได 2 ความหมาย เวลาเจอขอสอบใหแปลตรงตัว
ตามคํานั้นกอน แลวคอยๆ นึกอีกความหมายหนึ่งที่ซอนอยู
* อาการชักแบบนี้สงสัยจะโดนของ 1. Something
2. คุณไสย
* ดูนั่นสิ! ชมพูกําลังกิน 1. Eating
2. กําลังพอเหมาะที่จะกิน
7. วางสวนขยายผิดที่ ภาษาไทยสวนขยายตองวางขางหลังคําหลัก แตไมจําเปนตองติดกัน
* พระราชินีแหงอังกฤษตอนรับอยางสมเกียรติคณะทูตไทย
แกเปน →→→→ * พระราชินีแหงอังกฤษตอนรับคณะทูตไทยอยางสมเกียรติ
* พวกเรากอเจดียทรายในวันสงกรานตอยางสนุกสนาน
แกเปน →→→→ * พวกเรากอเจดียทรายอยางสนุกสนานในวันสงกรานต
8. ประโยคไมสมบูรณ อาจจะขาดประธาน กริยา กรรม บุพบท สันธาน หรือขาดอีก 1 ประโยค
* คณะแมบานสหกรณอําเภอภูเขียวที่พึ่งจะเขาเฝาฯ สมเด็จพระนางเจาพระบรมราชินีนาถ
ขาด กิริยา (แลวทําไมตอละ)
* แมวาเขาจะเปนผูบุกเบิกการคิดคนยาสมุนไพรสําหรับแกโรคมะเร็งไดสําเร็จเปนคนแรก
ขาด 1 ประโยค
BOBBYtutor Thai Note
9. ภาษาผิดระดับ ไวยากรณไทยใน 1 ประโยค ตองใชภาษาระดับเดียวกัน หามใช 2 ระดับในประโยคเดียวกัน
* คณะมนตรีความมั่นคงแหงสหประชาชาติอภิปรายเรื่องวิกฤตการณในอิรักอยางเมามัน
* คุณแมจะบอกคุณพอตอนไหนคะ วาหนูสําเร็จการศึกษาปริญญาขั้นนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต
10. เวนวรรคตอนผิด : ระวัง! คําประสมในภาษาไทยจะถูกฉีกใหอาน 2 แบบ แลวถาอานเวนวรรคตอนผิด
ความหมายจะกํากวม
* พี่วิลลี่คะขอจานรองแกวหนอยสิ
* จดหมายลงทะเบียนเสร็จหรือยัง
59. ภาพพจน มี 8 Version (ภาพพจนตองมีการเปรียบเทียบ)
1. อุปมา เปรียบ เหมือน มีคําที่แปลวา เหมือน = ดุจ ประดุจ ดัง ดั่ง ปูน เพียง ราว เสมอ ประหนึ่ง
กล ละมาย คลาย ครุวนา เชน เทียบ เลห พาง ฉัน แมน เฉก ยิ่ง ปาน ฯลฯ
"เจางามพักตรผองเพียงบุหลันฉาย"
ระวัง ! มีคําตระกูล "เหมือน" แตไมใชอุปมา เพราะ ไมไดเปรียบเทียบ โดยเฉพาะคําวา เหมือน ดัง เชน
2. อุปลักษณ เปรียบ เปน คือ หรือ ละคํา ไมตองใส เปน, คือ ก็ได
"ฉันเปนตะเกียงสองทางใหเธอเดิน" = อุปลักษณ
Ent ชอบออก ระวัง! "ฉันก็เปนผูหญิงคนหนึ่ง" (เจิน เจิน) = ไมใชอุปลักษณ เพราะ ไมไดเปรียบเทียบ
"พี่จะเปนบัลลังกตระการ แมนองคือนางพญา" = อุปลักษณ
แกวกิริยาตัดพอขุนแผนวาตัวเองสูนางวันทองไมได จึงพูดวา
"หิ่งหอยหรือจะแขงแสงพระจันทร อยาปนนํ้าใหหลงตะลึงเงา"
หิ่งหอย = แกวกิริยา
แสงพระจันทร = วันทอง
* อุปลักษณแบบละคํา (Ent' ชอบออก)
แตประโยคนี้ "ฉันเปนดั่งพฤกษาในวนาลึก" จะยกใหเปนอุปมาหรืออุปลักษณ
* จําเลยนะ เปนดั่ง เปนดุจ เปนเฉก เปนเชน เปนเพียง เปนเหมือน = อุปมา
3. สัญลักษณ, นามนัย = ตระกูลเดียวกัน "พูดปุบรูปบ" แตคนละตัว
สัญลักษณ = ศัพทที่จะเปนสัญลักษณไดจะตองมีความเหมือน จุดเดนรวมกับหรือ (Intersection) กับคําแปล
เชน
อีกา คนชั้นตํ่าแปลวา
ตํ่าตอย
หงส คนชั้นสูงแปลวา
ผูดี
พายุ อุปสรรคแปลวา
วุนวาย
ดอกมะเขือ ความออนนอมแปลวา
นอมลง
BOBBYtutor Thai Note
นามนัย = ศัพทที่จะเปนนามนัย ศัพทตัวนั้นตองเปน จุดสําคัญ เปนสวนหนึ่งหรือเปนแค สับเซตของคําแปล
เชน
ทีมโสมหมายถึงประเทศเกาหลี
นวมหมายถึงนักมวย
เมืองนํ้าหอมหมายถึงประเทศฝรั่งเศส
ปากกาหมายถึงนักเขียน
เปนจุดเดน
เปนจุดเดน
เปนจุดเดน
เปนจุดเดน
จําไววา : เปนสัญลักษณแลวจะเปนนามนัยไมได เปนนามนัยแลว เปนสัญลักษณไมได
จําไววา : สัญลักษณ, นามนัย = พูดปุบรูปบ สังคมเขากําหนดไวแลว
: อุปลักษณละคํา = แลวแตกวีจะเปรียบเทียบเปนอะไรก็ได
*ระวัง! สัตวในนิทานอีสปถือวาเปนสัญลักษณ เชน
ราชสีห = ผูมีอํานาจ
ลา = คนโง
งูเหา = คนทรยศ
สุนัขจิ้งจอก = พวกเจาเลห
4. บุคลาธิษฐาน : อธิษฐานโดยทําสิ่งที่ไมใชคน ใหทํากริยาเหมือนคน ทองสูตรวา "เจาประคุณ ขอใหเปนคนทีเถอะ"
(บุคคลวัต, บุคคลสมมุติ)
"ดอกหญาสายระบําขําเจาลมแลง"
"นํ้าพริกกะปมัวยั่วใหฉันเกิดกิเลส"
หลักการบุคลาธิษฐานใหดูที่ V. + adj.
5. อธิพจน ≠ อวพจน (อ อาง โอเวอร)
อธิพจน = คนกลาว OVERมากกวาความเปนจริง
อวพจน = คนกลาว OVERนอยกวาความเปนจริง
อธิพจน
อวพจน
FACT
"เรื่องนี้สบายมาก เรื่องขี้ผง" = อวพจน
"พี่คิดถึงนองทุกนาที" = อธิพจน
อธิพจน, อวพจน = OVER คนทําเอง
บุคลาธิษฐาน = OVER แบบสิ่งที่ไมใชคนเปนคนทํา
6. สัทพจน = เลียนเสียงธรรมชาติ (ส. เสือ Sound of Music)
"ไกขัน" = ไมใชสัทพจน
"เอกอี๊เอกเอก" = สัทพจน
"ฟารอง" = ไมใชสัทพจน
"เปรี้ยงเปรี้ยง" = สัทพจน
BOBBYtutor Thai Note
7. ปฏิพากย = การกลาวขัดแยง
"ผูหญิงสวยเปนบา"
"คุณปาใจดีฉิบ lose"
8. อุปมานิทัศน : เปนการเปรียบโดยยกประโยคยาวๆ มาเปรียบ แตอุปมายกแคคํา
"นักเรียนก็เหมือนเพชรที่จะตองถูกเจียระไน ใหเพชรเงางาม สองประกาย บางมุมเหลี่ยมอาจจะไมคม
ตองเจียใหคม เพื่อจะใหสมเปนเพชรนํ้าหนึ่งประดับหัวแหวน โดยครูคนนี้และจะตั้งใจเจียเพชรเม็ดนี้ใหประณีตที่สุด"
60. คําประพันธในวรรณคดีไทย
คําประพันธ จํานวนคําใน 1 บท แบงวรรคละ สูตรสัมผัส
กลอนแปด
กาพยฉบัง 16
กาพยสุรางคนางค 28
กาพยยานี 11
อินทรวิเชียรฉันท 11
โคลงสี่สุภาพ
โคลงสามสุภาพ
รายยาว
32 × 2 = 64
16 × 2 = 32
28 × 2 = 56
22 × 2 = 44
22 × 2 = 44
30 ± 2, 4 = 32, 34
19 + 2 = 21
ไมแนนอน
8 - 8 - 8 - 8
6 - 4 - 6
4 - 4 - 4 - 4 - 4 - 4 - 4
5 - 6 - 5 - 6
5 - 6 - 5 - 6
5 - 2 5 - 2 5 - 2 5 - 4
5 - 5 - 5 - 6
ไมแนนอน
8 - 11 16 - 24 - 27
6 - 10 (16 - 22)
"เมื่อคืนฉันฝน"
5 - 8 11 - 16
5 - 8 11 - 16
พระลอ, พระราม
เครื่องบินรอนลง
ตรงไหนก็ได
ขอสอบ Ent จะใหประโยคยาวๆ มาแลวใหเราแบงวรรค แลวถามวาเปนคําประพันธชนิดใด
สูตร 1. นับคํา
2. สงสัยวาเปนอะไรใหลองแบงวรรค แลวเอาสัมผัสแทนคาวาลงจังหวะไหม
ระวัง! ตัวหลอก
คูแรก ฉบัง 16 2 บท = กลอนแปด 1 บท
คูสอง กาพยยานี 11 กับ อินทรวิเชียรฉันท 11 แตกตางตรงฉันท 3 - 6 - 7 - 9 = ลหุ
คูสาม กาพยยานี 11 กับ โคลงสามสุภาพ จํานวนคําใกลเคียงกัน
คูสี่ กลอนแปด กับ โคลงสี่สุภาพ จํานวนคําใกลเคียงกัน แตโคลงมีเอก 7 โท 4
ทองสูตรสัมผัสของสุรางคนางค : "เมื่อคืนฉันฝน วาเธอกับฉัน ชวนกันขี่ควาย ควายมันไลขวิด หวุดหวิดเจียนตาย
ฝนดีหรือราย ทํานายใหที"
โคลงสามสุภาพ :
 ก
  กก ( )
* ขอสอบ Ent แบบคําประพันธแนวใหม จะใหวรรคแบงมาเรียบรอยแลว แตสลับวรรคมั่วกัน ใหนักเรียนเรียง
ลําดับใหถูกตอง นักเรียนก็ใชสูตรเดียวกับขางบน
"พระสมุทรสุดลึกลนคณนาสายดิ่งทิ้งทอดมาหยั่งไดเขาสูงอาจวัดวากําหนดจิตมนุษยนั้นไซรยากแทหยั่งถึง"
เปนคําประพันธ โคลงสี่สุภาพ
BOBBYtutor Thai Note
61. ความงามวรรณศิลป มี 8 Version
1. สัมผัสสระ : สระกับตัวสะกดเสียงเดียวกัน แตเสียงพยัญชนะตนหามเหมือนกัน
"เปนแถวทองลองตามกัน"
"เจริญกรุง บํารุงเมือง เฟองนคร"
"จันทรจวง ดวงจันทร"
"อาภาพร นครสวรรค" พร
พร
คร
2. สัมผัสอักษร : (สัมผัสพยัญชนะ) ใหดูที่เสียงพยัญชนะตนเสียงเดียวกัน
"ยุย ญาติเยอะ" เสียงพยัญชนะตน /ย/
"พี่จําใจจําจากเจาพรากมา"
"ตองจําจําใจจากเจาคืนคอย"
3. สัมผัสวรรณยุกต : สัมผัสวรรณยุกตแทนที่จะเหมือนกันมาเจอกัน แตกลับเรียงวรรณยุกตจาก นอย → มาก
มาก → นอย (2 ตัว หรือ 3 ตัวก็ได)
"บึงบัวตุมตุมตุม กลางตม"
"แมลงเมาเมาเมาฉม ซมซราบ"
แต "แมนแมมาจักวอน พี่ชี้"
"ดลยังเวียงดานดาว โดยมี"
* ไมใชสัมผัสวรรณยุกต เพราะตัวสะกดไมเหมือนกัน
4. จินตภาพ : ภาพที่เกิดในสมองจินตนาการ มี 3 Version
1. จินตภาพดาน ภาพ (แสง + สี) "ใบระกาหนาบันบนชั้นมุข สุวรรณสุกเลื่อมแกวประภัสสร"
2. จินตภาพดาน เคลื่อนไหว (นาฏการ) "เรือสิงหวิ่งเผนโผน โจนตามคลื่นฝนฝาฟอง"
3. จินตภาพดาน เสียง = สัทพจน "สายธารไหลจอกจอกเซาะซอกหิน"
หลักการทําใหสังเกต V. + adj
5. การใชคําที่มีเสียงและจังหวะดุจดนตรี (ตองแยกออกเปน 2 ตัว คือ เสียงและจังหวะ)
1. เสียงดุจดนตรี : มีวรรณยุกตหลายๆ เสียงใน 1 วรรค แตไมจําเปนตองเรียงวรรณยุกตเหมือนสัมผัส
วรรณยุกต "ตะลึงเหลียวเปลี่ยวเปลาใหเหงาหงิม"
2. จังหวะดุจดนตรี : ใน 1 วรรค แบงจังหวะการอานไดเทาๆ กัน (ถวง ....................)
"เชาทําเปนหนายบายบอกเหนื่อยเย็นเมื่อยลา"
"ถือหัตถงาทาเห็นงาม ตามทํานองตองธรรมเนียม เตรียมทุกหมวดตรวจทุกหมู"
6. การเลนคํา : ใชคําๆ เดียวกันวางทั่วๆ ไป แลวความหมายไมเหมือนกัน เชน
"นวลจันทรเปนนวลจริง เจางามพริ้งยิ่งนวลปลา"
เลนคําวา นวล
BOBBYtutor Thai Note
7. การซํ้าคํา : ใชคําๆ เดียวกันวางทั่วๆ ไป แลวความหมายตองแปลเหมือนกันทุกตัว เชน
"งามทรงวงดั่งวาด งามมารยาทนาดกรกราย
งามพริ้มยิ้มแยมพราย งามคําหวานลานใจถวิล"
ซํ้าคําวา งาม เพราะทุกตัวแปลวา Beautiful
8. ดุลเสียงและดุลความหมาย : 2 วรรค มีคําเทากันและตําแหนงเดียวกันมีคําเหมือนกัน จึงใหเสียงและความหมาย
เหมือนกัน เชน
"มีเพื่อนเลนก็ไมเหมือนกับเพื่อนตาย มีเพื่อนชายก็ไมเหมือนมีเพื่อนชม"
"ยิ่งวายิ่งยุ" (วรรคเดียวแบบนี้อนุโลม)
"รูหลบเปนปก รูหลีกเปนหาง"
62. ประโยคความเดียว ความรวม ความซอน
ความเดียว = S1 + V1 สวนขยายยาวไดแตตองเปนวลี ของแทมีเลข 1 (S., V.)
ความรวม = 2 ความเดียว = 1 ความหมาย โดยเอาสันธานเชื่อม ของแทตองมีเลข 2 (S., V.)
ความซอน = ซอน แปลวา ขยาย จําอยางนี้กอน โดยสวนขยายเปนประโยค แสดงวาก็ตองมี 2 ประโยครวมกัน
แตใหดูวาเอา "ที่ ซึ่ง อัน ผูที่ ผูซึ่ง วา ให" เชื่อม โดย 2 ประโยคนั้นนํ้าหนักไมเทากัน โดยมีประโยคหนึ่งเปนตัวตั้ง
แลวมีอีกประโยคมาขยาย
(ความเดียว) เขาปลูกขาวนาปรังทุกปริมแปลงเกษตรสาธิต
(ความรวม) เขาปลูกขาวนาปรังทุกปและเขาขายขาวนาปรังทุกป = "เขาปลูกและขายขาวนาปรังทุกป"
(ความซอน) เขาปลูกขาวนาปรังที่กํานันทรงเสนอแนะ
ระวัง! 1. ความรวมกับความซอน สามารถละตัวเชื่อมได แตก็มีวิธีดูที่ นํ้าหนักประโยค
2. หลัง ที่ ซึ่ง อัน .................... จะเปนประโยคขยาย
สรุปความแตกตางระหวาง ความเดียว ความรวม ความซอน
1. เดียว กับ รวม ใหดูที่ เลข 1 + 2
2. รวม กับ ซอน ใหดูที่ เอาอะไรเชื่อม
3. ซอน กับ เดียว ใหดูที่ เอาอะไรขยาย
ลองทําดูวาเปนประโยคความอะไร
(ซอน) 1. นายกรัฐมนตรีใหคําสัญญาแกชาวไทยวา จะแกปญหาเศรษฐกิจใหได
(ซอน) 2. คนที่ลอบยิงทานประธานาธิบดีตองเปนคนวงใน
(รวม) 3. แตฉันก็ทําสุดความสามารถแลวก็ยังไมประสบความสําเร็จ
(เดียว) 4. ตัวอยางที่ดีตองเปนที่โรงเรียนนายรอย
(เดียว) 5. คุณธรรมของผูใหญ คือ เมตตาธรรมตอเพื่อนมนุษยและสัตวโลก
(ซอน) 6. เจาหนาที่ของสหรัฐพบวา ทหารอิรักสะสมขีปนาวุธในโกดังสินคาใกลกรุงแบกแดด
(รวม) 7. สถาบันวิจัยจุฬาภรณรวมกับมูลนิธิสายใจไทยจัดงานครั้งนี้
(เดียว) 8. งานฤดูหนาวของจังหวัดเชียงใหมสําเร็จไปไดดวยความรวมมือของประชาชนชาวเชียงใหม
(ซอน) 9. บุคคลใดที่ไมเคยพบกับความทุกขเลย คือ บุคคลที่ไมเคยพบกับประสบการณชีวิต
(รวม) 10. เจาหมูนอยหัวใจเทวดาวิ่งงับอนาคอนดาอยางเมามัน
BOBBYtutor Thai Note
(ซอน) 11. ชาวลอนดอนชินกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเสมอๆ
(ซอน) 12. พนักงานขององคการโทรศัพทกําลังปนเสาอยูใกลหอประชุมของโรงเรียน
(ซอน) 13. คุณครู Lilly ไมชอบนักเรียนลอกขอสอบ
(ซอน) 14. ชาวไทยตองทนกับสภาพเศรษฐกิจอยางนี้จนเสียขวัญหมดแลว
(เดียว) 15. การไมพูดระหวางรับประทานอาหารเปนนิสัยที่ดีของลูกผูหญิง
(ซอน) 16. ภาพที่เธอสงเขาประกวดและเพื่อนๆ ชวยกันวาดนั้น ไดรับรางวัลชนะเลิศ
(รวม) 17. ชาวประมงทําลายปะการังที่ทางรัฐบาลสงวน แต ส.ส. บางคนเห็นดีดวยกับชาวประมง
(ซอน) 18. ภาพวาดนางบุษบาเสี่ยงเทียนที่คุณจักรพันธุวาดนั้น ไดรับรางวัลพระราชทาน
(รวม) 19. การวายนํ้าเปนกิจกรรมที่มีประโยชนตอรางกายทุกสวน และการพักผอนซึ่งเปนกิจกรรมของคนเรามี
ความสําคัญไมแพกัน
(รวม) 20. หากเราสามารถเก็บเศษใบไมและกระปองนํ้าอัดลมตามชายหาดไดแลวก็จะทําใหชายหาดพัทยาสวยขึ้น
(ซอน) 21. การที่คุณแมหักเงินคาขนมพวกเธอเปนการลงโทษอยางเบาๆ
(รวม) 22. หมาของฉันไลกัดนักเรียนกลุมนั้น
(รวม) 23. ครูใชปากกาหมึกซึมตรวจการบานนักเรียน
(ซอน) 24. เขาตบหนาเพื่อนยืนหลังโตะ
(ซอน) 25. ผลิตภัณฑที่สรางจากภูมิปญญาของชาวบาน เปนงานที่นายกยองอยางหนึ่ง
63. การอานจับใจความ (ออกสอบเยอะมาก) หลักการทํา คือ
1. ยังสรุปใจความ (Main Idea) ไมได อยาอาน choice 4 ขอ
2. หา 3 W (Who, What, Why)
3. ไลผี คือ เอา choice ที่ผิดแนๆ ออกไปกอน
ระวัง ! จุดหลอกของการอานจับใจความ
1. การเปรียบเทียบ อันไหนเกิดจริง อันไหนเปรียบเทียบ ตองจับใหได
2. ศัพทที่แปลไมตรงตัว (เราก็อาศัย บริบท ในการตีความ)
3. การตอบดูใหดี มี 2 แง จะตอบคลุมหรือตอบเจาะ (choice 2 ขอ สุดทายจะบอกเราเอง)
4. ระวัง Error ภาษาที่เขียน choice ตีความดีๆ มันจะหลอก
64. โวหาร ทางรอยแกว มี 7 Version
1. บรรยายโวหาร ไดเรื่องราว ขอมูล
2. พรรณนาโวหาร ไดภาพรายละเอียด
3. อธิบายโวหาร ทําใหเขาใจ
4. สาธกโวหาร ยกตัวอยาง
5. เทศนาโวหาร สั่งสอน
6. อุปมาโวหาร เปรียบเทียบ (คลุมทั้งหมด 8 ภาพพจน)
7. อภิปรายโวหาร โนมนาวใจ (Persuade)
BOBBYtutor Thai Note
บรรยายโวหาร (เนื้อๆ) = ได Information ใคร ทําอะไร ที่ไหน เมื่อไร
พรรณนาโวหาร (นํ้าๆ) = ได Detail ใหภาพรายละเอียด บุคคล วัตถุ สถานที่ เหตุการณ มี 2 ลักษณะ
คือ แยกสวนประกอบ : ชี้ลักษณะเดน
สูตรการดูพรรณนาโวหาร คือ ตระกูล ว. + แซมเปรียบเทียบ
วิเศษณ วิลิศ วิจิตร เวอร + แซมเปรียบเทียบ
65. อธิบายโวหาร มี 6 Version เรียกวา กลวิธีอธิบาย
1. การอธิบายตามลําดับขั้น : ใชกับเรื่องๆ นั้นตองเปน ขั้นตอน กรรมวิธี
2. การใชตัวอยาง : เพื่อให เห็นภาพชัดเจน
3. การเปรียบเทียบความเหมือน/ตาง : ใชเปรียบเทียบของ 2 สิ่งไมใชภาพพจน
4. การชี้สาเหตุผลลัพธสัมพันธกัน : ใชใหเหตุผลอธิบาย
5. การนิยาม : จะใชกับคําศัพท แตไมจําเปนตองมี หมายถึง, คือ เสมอไป
6. การกลาวซํ้าดวยถอยคําที่แปลกออกไป : อธิบายใหมเปนรอบที่ 2 แตจะใชคํา งายขึ้น มักจะมีคําวา กลาวคือ
แตไมตองมี กลาวคือ เสมอไปก็ได ถาไมมี กลาวคือ เขาจะเวนวรรคเอา (ขอความหนาและหลัง กลาวคือ ตองมี
ความหมายเหมือนกัน)
66. ทรรศนะ คือ ความคิดเห็น (Opinion) อาจถูกหรือผิดก็ได เพราะไมใช FACT
คําที่แสดงทรรศนะ คือ คง คงจะ นา นาจะ ควร ควรจะ พึง พึงจะ อาจ อาจจะ หรือ ผมเห็นวา, เขาใจวา,
สรุปวา, มีมติวา, เสนอวา หรืออาจไมมีคําพวกนี้เลยก็ได
ทรรศนะ มี 3 Version
1. ทรรศนะเชิงขอเท็จจริง (Guess) : เดา, สันนิษฐาน ไมใช บอก ขอเท็จจริง
2. ทรรศนะเชิงคุณคา/คานิยม (Evaluate) : ประเมินคา, ตัดสินใจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
3. ทรรศนะเชิงนโยบาย (Suggest) : แนะนํา
* พี่ชายเธอดูเทหระเบิดเลย หุนดี หนาตาก็ใชได (ทรรศนะเชิงคุณคา)
* ฉันวาเธอเอาเรื่องแสงสีกับกินดีอยูดีสอบดีกวา เหมาะกับเธอดี (ทรรศนะเชิงนโยบาย)
* คงไมใชนักโทษแหกคุก 4 คนนี่หรอก ฉันวาคงตองเปนผูคุมตางหาก (ทรรศนะเชิงขอเท็จจริง)
67. ระเบียบวิธีคิด มี 3 Version
1. วิเคราะห : หาสาเหตุ ทําไมเกิด = ทรรศนะเชิงขอเท็จจริง
2. ประเมินคา : ใหความเห็นประเมิน = ทรรศนะเชิงคุณคา/คานิยม
3. สังเคราะห : คิดวิธีการ Idea ใหญๆ = ทรรศนะเชิงนโยบาย
68. โครงสรางเหตุผล มี 2 องคประกอบ คือ
(เกิดกอน) 1. เหตุ สาเหตุ ขอสนับสนุน
(เกิดหลัง) 2. ผล ผลลัพธ ขอสรุป
ระวัง! สันธานเหลานี้จะเจอเสมอเรื่องโครงสรางเหตุผล เพราะ, เนื่องจาก, ดวย, ก็เลย, จึง, ดังนั้น, เมื่อ.....จึง,
เพราะ.....จึง
เวลาออก Ent เรื่องนี้ใหดู โครงสรางดีๆ วาเขาเอา สาเหตุหรือผลลัพธขึ้นตนลงทาย
BOBBYtutor Thai Note
69. อุปนัย = เกือบและ!
นิรนัย = แนแน!
นัย ทองวา จริง อุป ทองวา เกือบ นิร ทองวา แนๆ
อุปนัย : ไมแนนอน ไมจําเปน โอกาสเกิดไมถึง 100%
นิรนัย : ตอง Sure เกิดแนๆ เปนอยางนั้นแนๆ 100%
* "ดูผูชายคนนี้สิ แตงตัวดี ทองหยองเต็มตัว ใสสูทดวย เปนลูกเจาสัวแหงๆ"
ประโยคนี้เปน อุปนัย นิรนัย
* ทุกปชวงตนเดือนธันวาคม นกนางแอนจะมาเกาะตามเสาไฟฟาถนนสีลมเต็มไปหมด เดี๋ยวธันวาคมปนี้ก็ตองมาอีก"
ประโยคนี้เปน อุปนัย นิรนัย
วิธีการดูอุปนัยและนิรนัย คือ ดูวาเกิดแนหรือไมแนไมจําเปน
70. อนุมาน 3 Version แบบสัมพันธเปนเหตุเปนผลกัน
1. การอนุมานจาก สาเหตุ ไปหา ผลลัพธ (เดา อนาคต)
2. การอนุมานจาก ผลลัพธ ไปหา สาเหตุ (เดา อดีต)
3. การอนุมานจาก ผลลัพธ ไปหา ผลลัพธ (เดา อนาคต)
(ไมมี! การอนุมานจาก สาเหตุ ไปหา สาเหตุ)
สูตรการทํา 1. หาทอน ที่เกิดขึ้นกับทอนเดาใหเจอ
2. ดูวาเดา อดีต เดาอนาคต
* "ปลาลอยเปนแพอยางนี้ ใครชางใจรายปลอยนํ้าเสียลงแมนํ้าอีกแลว"
อนุมานจาก ผลลัพธ ไปหา สาเหตุ
* "รีบๆ หนอยคุณพี่ เราคงตองทันแนๆ รถไฟเที่ยวสุดทาย"
อนุมานจาก สาเหตุ ไปหา ผลลัพธ
* "ยาหมองยี่หอนี้ขายดีเปนอันดับ 1 ที่อเมริกา รับรองถามาขายในเมืองโดยก็ตองอันดับหนึ่งแนๆ"
อนุมานจาก ผลลัพธ ไปหา ผลลัพธ
71. การโนมนาวใจ = อภิปราย โวหาร การทําใหใครคนหนึ่งเปลี่ยนความคิด ความเชื่อ แลวมาทําตามเรา มีกลวิธี
การโนมนาวใจ 6 Version
1. ใชความนาเชื่อถือของผูโนมนาวใจ
2. ใชเหตุผลหนักแนน
3. ความรูสึกรวมหรืออารมณรวม พวกเดียวกัน ชอบเหมือนกัน
4. ชี้ใหเห็นทางเลือกทั้งดีและเสีย
5. สรางความบันเทิง
6. เราใหเกิดอารมณแรงกลา ภาษารุนแรง OVER
* ระวัง! การโนมนาวใจตองใชหลัก สุภาพ นุมนวล หามขู บีบบังคับ นํ้าเสียงออนวอน วิงวอน หรือขอรอง
ปนี้ระวัง! จะออกคําขวัญกับลักษณะภาษาโนมนาวใจ
BOBBYtutor Thai Note
72. การโตแยง : ใชเหตุผลสูกัน ถาใชอารมณ เรียกวา โตเถียง
เรื่องนี้จะถามวา "อะไรคือประเด็นการโตแยง"
ประเด็นการโตแยง คือ หัวขอ Topic ที่กําลังเห็นไมลงรอยกัน มักอยูในรูปประโยคคําถาม
ขอสําคัญของการโตแยง คือ
1. ไมใชอารมณ, สุภาพ
2. มีมารยาทใหเกียรติ
3. เลือกประเด็นโตแยงที่สรางสรรค
73. ระดับภาษา มี 5 Level แบงตาม Hi กับ Low ดังนี้
Level 1-2-3 = Hi Level 4-5 = Low
พิธีการ ทางการ กึ่งทางการ ไมเปนทางการ กันเอง
กาลเทศะ
คนที่ใช
วิธีสงสาร
ลักษณะภาษา
นานๆ ครั้ง
บุคคล VIP
อาน
จริงจัง ไพเราะ
สละสลวย
Serious (การลงทาย)
นักธุรกิจ/วิชาการ
พูด/เขียน
ตรงไปตรงมา Serious
ไม Serious
ความสัมพันธ/ใกลกวา 2
พูด/เขียน
ลด Serious
ทั่วๆ ไป
ทุติยภูมิ
พูด/เขียน
ไมสวนตัว
สนิท/สวนตัว
ปฐมภูมิ
พูด
สวนตัว/สนิท
ปญหาเรื่องระดับภาษา คือ ระดับใกลกัน จะตัดสินลําบาก (2 : 3) (4 : 5)
74. โทรเลข : สูตรมีอยูวา สั้น กะทัดรัด ชัดเจน (วัน เวลา สถานที่)
สั้น ไมจําเปนตองสั้นมาก ตองไดใจความดวย
75. โทรศัพท ระวัง!
1. หามพูดโทรศัพทวา "ฮัลโหล"
2. หามพูด "ขอสาย" "เรียนสาย" ใหใช ขอพูด เรียนถาม
3. คนโทรไปตองพูดวา "ขอพูดกับ .................... จาก ...................." อยาพูด "นั่นที่ไหน"
4. คนรับโทรศัพท ตองบอกวาที่นี่ "สถานที่" หามบอกเปน เบอรโทรศัพท
76. การประกาศ ไมใชโฆษณา ดังนั้นประกาศก็บอกแค Who What When Where
สูตรการทําประกาศ
1. บอก Who What When Where ใหชัดเจน
2. บอกที่อยู/เบอรโทรศัพทใหติดตอกลับ เพื่อสื่อสาร 2 ทาง
3. การเรียง When + Where ตองเรียงจาก วัน เวลา สถานที่
4. รายละเอียดพอเหมาะอยาพรรณนามาก เดี๋ยวกลายเปนโฆษณา
77. การลําดับความ : ขอสอบจะให Passage มาแลวสลับทอน แลวใหเราเรียงใหม
หลักการทํา
1. หามเรียงตาม choice ที่เขาใหมา 4 ขอ จะโดนหลอก
2. ตัดทอนที่ขึ้นตนดวย Verb สันธาน บุพบท ออกไปกอน
3. จับทอน 2 ทอนที่คิดวาอยูติดกันแนๆ มาเปนเสาเอก เสาหลัก สัมพันธเชิง ประธาน+กริยา, สาเหตุ+ผลลัพธ
4. เนื้อๆ หลักๆ กวางๆ ตองขึ้น Passage กอน อยาเอานํ้า, สวนขยายอื่นขึ้น
BOBBYtutor Thai Note
78. การเวนวรรคตอน : การแบงจังหวะการเขียนใหถูกตอง
หลักการทํา
1. ยังไมจบความหามเวนวรรค
2. ที่ ซึ่ง อัน ผูที่ ผูซึ่ง วา ให ตองอยูติดกับคํานามขางหนา
3. ไดแก อาทิ เชน ตองเวนวรรคหนาหลังของคําเหลานี้
4. มียกตัวอยางของหลายสิ่ง สิ่งสุดทายใช และ เชื่อม
79. การพูด : จะออกขอสอบแนววาใหสถานการณมาแลว ใหเราเลือกขอที่การพูดเหมาะสมที่สุด ตองยึดหลัก ใจเขา ใจเรา
ระวัง! มารยาทตอไปนี้
1. เวลาเห็นขัดแยงกับใคร หรือปฏิเสธใคร ตองบอกเหตุผล และตองสุภาพใหเกียรติ
2. อยาประชดประชัน
80. การประชุม : จะออก 2 ลักษณะ คือ ศัพทในการประชุมและการพูดจาในการประชุม
1. ประชุมตามขอบังคับ กําหนดปกติ = ประชุมสามัญ
2. ประชุมพิเศษเรงดวน = ประชุมวิสามัญ
3. ผูริเริ่มจัดประชุม กําหนดเรื่อง วางแผนงาน = ผูจัดประชุม
4. จํานวนเต็มของผูประชุม (Fix) = องคประชุม
5. คนที่มาประชุมในวันนั้น (ไม Fix) = ที่ประชุม
6. ผูควบคุมการประชุม = ประธาน
7. ผูจัดระเบียบวาระ บันทึกรายงาน = เลขานุการ
8. เรื่องที่จะประชุม = ระเบียบวาระ
เรื่องที่จะประชุมลําดับที่ 1 = วาระที่ 1
วาระที่ 1 รับรองการประชุมครั้งกอน (เรื่องที่ประธานแจงใหทราบ ตองพูดกอนวาระที่ 1)
วาระที่ 2 สะสางเรื่องเกา
วาระที่ 3 Mouth เรื่องใหม
9. ขอเสนอ = ญัตติ
10. เห็นดวยกับขอเสนอ = สนับสนุน
11. ไมเห็นดวยกับขอเสนอ = คัดคาน
12. ทั้งเห็นดวยกับไมเห็นดวยรวมเรียกวา = อภิปราย
13. ขอสรุปของที่ประชุม = มติ
ทุกคน 100% เห็นดวย = มติเอกฉันท
ไมถึง 100% เห็นดวย = มติเสียงขางมาก
14. ที่ประชุมยอมรับขอเสนอ = ผาน
15. ที่ประชุมไมยอมรับขอเสนอ = ตก
BOBBYtutor Thai Note
การพูดจาในที่ประชุม : จําหลักสําคัญตอไปนี้
1. ใชภาษาใหสอดคลองกับระดับการประชุม (ถาประชุมใหญๆ ใชภาษาระดับทางการ)
2. ประธานตองใหเกียรติผูเขาประชุม อยาทําใหเขาอาย, โกรธ ตองสุภาพ
3. ประธานตองคอยประนีประนอม
4. ประธานพูดขบขันไดนิดหนอยเพื่อคลายเครียด
5. ผูเขาประชุมจะพูดอะไรตองขึ้นตนดวยคําวา "ขอ"
6. ผูเขาประชุมตองพูดจาสุภาพ มีมารยาท ใหเกียรติ เวลาแสดงความเห็นขัดแยงกัน
81. การเขียนรายงาน + เรียงความ
จะใชหลักเดียวกัน เพราะ 2 เรื่องนี้ เวลาออกสอบจะใหแตงหรือเขียนเรียงความรายงานไมได จึงออกสอบใน
ลักษณะใหหัวขอมา แลวใหเราวางโครงเรื่อง ดังนั้นจึงใชหลักเดียวกัน คือ ตองวาง
คํานาม + เนื้อเรื่อง + สรุป
สามารถนําหลักการลําดับความขอ 77. มาประยุกตได
* หมายเหตุ การเขียนรายงานนั้น ตองใชภาษาระดับทางการ (Level 2)
82. จดหมาย
จําหลักไววา
1. ใชภาษาใหเหมาะสมกับระดับบุคคลที่เราไปสื่อสารดวย
2. อยาใชคํา OVER มากไป ระวังใหดี (สูงไป ตํ่าไป)
3. ถอยคํากระชับ ชัดเจน ไมฟุมเฟอย (เรียนมาแลวขอ 58)
83. ยอความ
ใชหลักเดียวกับขอ 63. (การอานจับใจความ) ขอสอบมักจะใหเปน Passage แลวถามวาทอนใดเปน Main
Idea นี่แหละลักษณะการออกสอบยอความ ตองดึง Main Idea มาใหได
BOBBYtutor Thai Note
นิราศพระบาท
ผูแตง : สุนทรภู
คําประพันธ : กลอนนิราศ (กลอนแปดชนิดหนึ่ง)
ที่มา : แตงในโอกาสที่ตามเสด็จพระองคเจาปฐมวงศโอรสกรมพระราชวังหลัง ไปนมัสการพระพุทธบาท
สระบุรี
จุดประสงคการแตง : พรรณนาการเดินทางและรําพันถึงนางผูเปนที่รัก (นางจันทน)
ลักษณะของนิราศ : เดินทาง → คิดถึงนาง → เปรียบเทียบ
การเปรียบเทียบในนิราศ
1. เห็นสิ่งรอบตัว นาง อวัยวะของนาง
2. เห็นสิ่งรอบตัว กวี เบ็ดเตล็ด
3. เห็นสิ่งรอบตัว ไมไดเปรียบเทียบ
* สิ่งรอบตัวไมจําเปนตองเห็นทุกสถานการณ อาจดมก็ได
* สิ่งรอบตัวในนิราศ มีอะไรบาง
1. สถานที่ บาง ....................
2. สิ่งกอสราง
3. นก
4. ปลา
5. ตนไม
* คําที่แปลวา นางอันเปนที่รัก ตองระวังใหดี Ent ชอบถาม
เนื้อเรื่อง : เริ่มตนดวยการกลาวถึงสาเหตุของการเดินทาง วันเวลาที่ออกเดินทาง คือ วันขึ้น 12 คํ่า เดือน 3 ออก
เดินทางจากวัดระฆังโฆษิตารามโดยขบวนเรือพระที่นั่งขึ้นไปตามลํานํ้าเจาพระยา ผานสถานที่ตางๆ ของจังหวัดพระนคร
ธนบุรี นนทบุรี ปทุมธานี อยุธยา คางแรมที่วัดแมนางปลื้ม แลวไปขึ้นบกที่ทาเรือ เดินขบวนชางไปตามปาเขาลําเนาไพร
จนถึงพระพุทธบาท สระบุรี พักแรมที่พระพุทธบาท 4 คืน เดินทางกลับเมื่อวันแรม 3 คํ่า ขณะที่พักอยูนั้นไดชม
ธรรมชาติในบริเวณพระพุทธบาทอยางเพลิดเพลิน
BOBBYtutor Thai Note
กลอนสุภาพ
กลอน 1 บท ประกอบดวยคําประพันธ 4 วรรคหรือ 2 บาท วรรคหนึ่งจะประกอบดวยคํา (พยางค) 7-9 คํา (พยางค)
แตที่นิยมกันคือ 8 คํา จึงเรียกวา กลอนแปด
7-9 คํา
2 วรรค
2 บาท
4 วรรค
=
=
=
=
1 วรรค
1 บาท (บรรทัด)
1 บท
1 บท
(วรรคสดับ) (วรรครับ)
ถึงมวยดินสิ้นฟามหาสมุทร ไมสิ้นสุดความรักสมัครสมาน (บาทเอก)
แมเกิดในใตหลาสุธาธาร ขอพบพานพิศวาสไมคลาดคลา (บาทโท)
(วรรครอง) (วรรคสง)
การแบงจังหวะการอานใน 1 วรรค
ถาวรรคนั้นมี 9 คํา จะแบงอานทีละ 3-3-3
ถาวรรคนั้นมี 8 คํา จะแบงอานทีละ 3-2-3
ถาวรรคนั้นมี 7 คํา จะแบงอานทีละ 2-2-3
สัมผัสนอก คือ การสัมผัสสระ นอกวรรคหรือนอกบท เปนสัมผัสบังคับ ซึ่งเปนสัมผัสบังคับ กลอนจะตองมีดังสูตรนี้
8-11 16-24-27
เกลือกศัตรูจะจูโจมตี ในทางที่จะขามแมนํ้าใหญ
ถึงชองแคบชองเขาเขาแหงไร อยาไวใจจัดกองออกปองกัน
พระชี้ชมศิลาปะการัง ที่เขียวดังมรกตสดสี
ที่ลายคลายราชาวดี แดงเหลืองเลื่อมสีเหมือนโมรา
เสียงวรรณยุกตของกลอน : เสียงวรรณยุกตมีความสําคัญตอการลงเสียงในทายวรรคของกลอนแตละวรรค จะตองมี
เสียงตรงตามฉันทลักษณ ดังนี้
5 เสียง จัตวา (หามสามัญ)
สามัญ, ตรี สามัญ, ตรี
เรไรจักจั่นสนั่นเสียง เพราะเพียงดนตรีปไฉน
บุหรงรองพรองเพรียกพงไพร ฟงเพลินจําเริญใจไปมา
BOBBYtutor Thai Note
ตรงนี้ตองระวัง
1. "โออาลัยใจหายไมวายหวง
ดังศรสักปกซํ้าระกําทรวง เสียดายดวงจันทราพะงางาม
เจาคุมแคนแสนโกรธพิโรธพี่ แตเดือนยี่จนยางเขาเดือนสาม
จนพระหนอสุริยวงศทรงพระนาม จากอารามแรมรางทางกันดาร
ดวยเรียมรองมุลิกาเปนขาบาท จํานิราศรางนุชสุดสงสาร
ตามเสด็จโดยแดนแสนกันดาร นมัสการรอยบาทพระศาสดา"
"ดังศรสักปกซํ้าระกําทรวง" = ภาพพจน (อุปมา)
"เสียดายดวงจันทราพะงางาม = ในที่นี้ดวงจันทรา หมายถึง นางจันทน
"แตเดือนยี่จนยางเขาเดือนสาม = แต แปลวา Since
"ดวยเรียมรองมุลิกาเปนขาบาท" = ดวย แปลวา เพราะ เรียม แปลวา พี่ (ผูชาย)
ขอ 1 กลอนชวงนี้ 3 บท สุนทรภูบอกเหตุความจําเปนวาทําไปตองไปนมัสการรอยพระพุทธบาท เพราะเปน
ขารับใชของกรมพระราชวังหลัง (วังหลัง ปจจุบัน คือ ร.พ.ศิริราช)
2. "แสนสลดใหระทดระทวยกาย ไมเหือดหายหวงหวงเปนหวงครัน"
กลอนบทนี้ เดนทางวรรณศิลป ตรงสัมผัสอักษร (สัมผัสพยัญชนะ)
ระทด-ระทวย เหือด-หาย-หวง-หวง-หวง
3. "ถึงคลองขวางบางจากยิ่งตรมจิต ใครชางคิดชื่อบางไวกางกั้น
วาชื่อจากแลวไมรักรูจักกัน พิเคราะหครันฤๅมาพองกับคลองบาง
ทั้งจากที่จากคลองเปนสองขอ ยังจากกอนั้นก็ขั้นในคลองขวาง
โอวาจากชางมารวบประจวบทาง ทั้งจากบางจากไปใจระบม"
กลอน 2 บทนี้ เดนทางการประพันธคือ เลนคํา (ใชคําคําเดียวกันวางอยูทั่วกลอน แตความหมายจะไมเหมือนกัน)
ชวงนี้เลนคําวา "จาก"
บางจาก = ชื่อสถานที่
จากแลว = พลัดพราก
จากที่ = พลัดพราก
จากคลอง = ชื่อคลอง
จากกอ = กอตนไม (กอตนจาก ที่เขาเอาใบมาทําขนมจาก)
โอวาจาก = พลัดพราก
จากบาง = ชื่อสถานที่
จากไป = พลัดพราก
4. "ถึงสามเสนแจงความตามสําเหนียก เมื่อแรกเรียกสามแสนทั้งกรุงศรี
ประชุมฉุดพุทธรูปในวารี ไมเคลื่อนที่ชลธารบาดาลดิน"
กลอนบทนี้บอกที่มาของตําบลสามเสน สมัยกอนเรียกวา สามแสน แลวปจจุบันแผลงเสียงเปนสามเสน
เพราะที่เรียกสามแสนก็คือ มีพระพุทธรูปลอยนํ้ามาแลวคนสามแสนคนฉุดพระพุทธรูปก็ไมขึ้นจากนํ้า
BOBBYtutor Thai Note
5. ขอใจนุชที่ฉันสุจริตรัก ใหแนนหนักเหมือนพุทธรูปเลขาขํา
ถึงแสนคนจะมาวอนชะออนนํา สักแสนคําอยาใหเคลื่อนจงเหมือนใจ"
นุช = นางอันเปนที่รัก ในที่นี้ คือ นางจันทน
สุนทรภู ก็เปรียบกับคนรักวาคนแสนคนมาจีบมาชอบ ก็ขออยาใหเคลื่อนไหว โนมเอียงเหมือนพระพุทธรูป
เลย แสดงวาเห็นสิ่งรอบตัวแลวเปรียบเทียบ
6. "ถึงบางพลัดยิ่งอนัตอนาถจิต นิ่งพินิจนึกนานํ้าตาไหล
พี่พลัดนางรางรักมาแรมไกล ประเดี๋ยวใจพบบางริมทางจร"
เลนคําวา "พลัด" บางพลัด = ชื่อสถานที่ (N.)
พลัดนาง = พลัดพราก (V.)
7. "ถึงบางซื่อชื่อบางนี้สุจริต เหมือนซื่อจิตที่พี่ตรงจํานงสมร
มิตรจิตขอใหมิตรใจจร ใจสมรขอใหซื่อเหมือนชื่อบาง"
เห็นสิ่งรอบตัว "บางซื่อ" ก็เปรียบเทียบกับใจนางขอใหซื่อเหมือนชื่อบาง
8. "เห็นจันทนสุกลูกเหลืองตรลบกลิ่น แมลงภูบินรอนรองประคองหวง
พฤกษาพองตองนามกานดาดวง พี่ยลพวงผลจันทนใหหวั่นใจ
แมลงภูเชยเหมือนพี่เคยประคองชิด นั่งพินิจนึกนานํ้าตาไหล
เห็นรักรวงผลิผลัดสลัดใบ เหมือนรักใจขวัญเมืองที่เคืองเรา
พี่เวียนเตือนเหมือนอยางนํ้าคางยอย ใหแชมชอยชื่นชอเชนกอเกา
โอรักตนฤๅมาตองกับสองเรา จึงใจเจาโกรธไปไมไดนาน"
เห็นตนไมคือตนจันทน แลวมีแมลงภูมาบินตอมผลจันทน (สิ่งรอบตัว) สุนทรภูก็เลยคิดถึงตัวเองกับ
นางจันทน (ชางบังเอิญวา สิ่งรอบตัวกับชีวิตสุนทรภู ชื่อชางพองตรงกัน)
"เห็นรักรวงผลิผลัดสลัดใบ เหมือนรักใจขวัญเมืองที่เคืองเรา"
รักรวง = ดอกรักรวง
รักใจ = นางจันทน
"ใหแชมชอยชื่นชอเชนกอเกา" สัมผัสอักษรเดน
9. "พินิจนางแมคาก็นาชม ทาคมรมเร็วเรงอยูเซ็งแซ
ใสเสื้อตึงรึงรัดดูอัดแอ พี่แลแลเครื่องเลนเปนเสียดาย"
"ใสเสื้อตึงรึงรัดดูอัดแอ" นักเรียนเห็นภาพอะไรจากกลอนวรรคนี้
ขอ 9 นี้ เปนความเจาชูของผูชาย (สุนทรภู) ขณะกําลังเศราคิดถึงแฟนตัวเอง แตพอเห็นสาวอื่นแตงตัว
วาบหวิวก็อดจะแสดงนิสัยอันถาวรของผูชายออกมาไมไดไชไหมคะ
10. "ถึงหาดขวางบางพูดเขาพูดกัน พี่คิดฝนใจฉงนอยูคนเดียว
เปนพูดชื่อฤๅผีภูตปศาจหลอก ใครชวยบอกภูตผีมานี่ประเดี๋ยว
จะสั่งฝากขนิษฐาสุดาเดียว ใครเกินเกี้ยวแลวอยาไวอะไรเลย"
ถึงบางพูด แตเสียงไปพองกับภูต สุนทรภูเลยขอฝากนองจันทนไวกับภูตผีปศาจ วาอยาใหใคร
เขามาจีบ เปนอารมณที่แสดงวารักและหวงนางจันทน ขนาดตองฝากกับภูตผีปศาจ
BOBBYtutor Thai Note
11. "ถึงบางหลวงทรวงรอนดังศรปก พี่รางรักมาดวยราชการหลวง
เมื่อคิดไปใจหายเสียดายดวง จนเรือลวงมาถึงยานบานกระแซง"
เลนคําวา "หลวง" บางหลวง = ชื่อสถานที่
ราชการหลวง = ในวัง งานของพระเจาแผนดิน
"เสียดายดวง" = เสียดาย นางจันทนไมไดมาดวย
12. "ตาโถงถุงนุงออมลงกรอมซน เปนแยบยลเมื่อยกขยับยาง
เห็นขาขาววาวแวบอยูหวางกลาง ใครยลนางก็เห็นนาจะปรานี
ดูเหยาเรือนหาเหมือนอยางไทยไม หลังคาใหญพื้นเล็กเปนโลงผี
ระยะบานยานนั้นก็ยาวรี จําเพาะมีฝงซายเมื่อพายไป"
บรรยายสภาพบานเรือนและการแตงกาย ของชาวมอญ สามโคก จ.ปทุมธานี
ตาโถง = ผานุงชาวมอญ ทอเปนตาโตๆ
13. "เห็นลมอื้อจะใครสื่อสาราสั่ง ถึงรอยชั่งคูเชยเคยถนอม
ใหนิ่มนองครองศักดิ์อยาปลักปลอม เรียมนี้ตรอมใจถึงคะนึงนาง"
รอยชั่ง = นางอันเปนที่รัก
พอสุนทรภูเห็นลมพัดมาก็จะวอนสายลมไปบอกนางจันทนวา พี่คิดถึงนอง
นักเรียนพอจะดูเปนหรือยังวานิราศจะเปนลักษณะนี้ รําพึงรําพันแบบออนๆ
14. "โอกระแสแควเดียวทีเดียวหนอ มาเกิดกอเกาะถนัดสกัดหนา
ตองแยกคลองออกเปนสองทางคงคา นี่ฤๅคนจะมินาเปนสองใจ"
เห็นแมนํ้าแบงออกเปนสองทาง เพราะมีสันดอนอยูกลางแมนํ้า แลวสุนทรภูกําลังบอกวา ขนาดแมนํ้า
ยังแยกออกเปน 2 สายได แลวใจคนเราจะไมคิดมี 2 ใจหรือ
"คน" ในกลอนนี้ หมายถึง จะประชดประชัน นางจันทน
15. "นกยางเลียบเหยียบปลานขาหยิก เอาปากจิกบินฮือขึ้นเวหา"
ตรงนี้เดน ดานจินตภาพดานมีการเคลื่อนไหว คือ ใชคําใหเราดูวามีการเคลื่อนไหวจริง "บินฮือขึ้นเวหา"
16. "หนาวังหรือจะสั่งดวยนะนก ใหแนบอกของพี่รูวาโหยไห
มิทันสั่งสกุณินก็บินไป ลงจับใกลนกตะกรุมริมวุมวน
ศีรษะเตียนเลี่ยนโลงหัวลานเลื่อม เหนียงกระเพื่อมรองแรงแสยงขน
โอหัวนกนี่ก็ลานประจานคน เมื่อยามยลพี่ยิ่งแสนระกําทรวง"
แนบอก = นางอันเปนที่รัก
กลอน 2 บทนี้ สุนทรภูเห็นนก ก็จะฝากนกไปบอกนางจันทนวาสุนทรภูคิดถึง กลอนตรงนี้พอ
จะอนุมานไดวา สุนทรภูเปนคนศีรษะลาน "โอหัวนกนี่ก็ลานประจานคน"
17. "ถึงเกาะเกิดเกิดเกาะขึ้นกลางนํ้า เหมือนเกิดกรรมเกิดราชการหลวง
จึงเกิดโศกขัดขวางขึ้นกลางทรวง จะตักตวงไวก็เติบกวาเกาะดิน"
BOBBYtutor Thai Note
ความงามวรรณศิลปตรงนี้เลนคําวา "เกิด"
เกาะเกิด = ชื่อสถานที่
เกิดเกาะ = ผุด, ปรากฏ
เกิดกรรม = มีกรรม
เกิดราชการหลวง = ทํางานรับใชราชการ
เกิดโศก = มีความทุกข
18. "ทั้งวังหลวงวังหลังก็รั้งรก เห็นนกหกซอแซบนพฤกษา
ดูปราสาทราชวังเปนรังกา ดังปาชาพงชัฏสงัดคน"
ภาพพจน "อุปลักษณ" = "ดูปราสาทราชวังเปนรังกา"
"อุปมา" = "ดังปาชาพงชัฏสงัดคน"
ตอนนี้พรรณนาสภาพเมืองเกาอยุธยาวาเปนเมืองราง หลังจากถูกพมาตี
19. "อนิจจาธานินทรสิ้นกษัตริย เหงาสงัดเงียบไปดังไพรสณฑ
แมกรุงยังพรั่งพรอมประชาชน จะสับสนแซเสียงทั้งเวียงวัง
มโหรีปกลองจะกองกึก จะโครมครึกเซ็งแซดวยแตรสังข"
จินตภาพดานเสียงเดน "สับสนแซเสียง"
"กองกึก"
"โครมครึกเซ็งแซ"
20. "กําแพงรอบขอบคูก็ดูลึก ไมนาศึกอายพมาจะมาได
ยังใหมันขามเขาเอาเวียงชัย โออยางไรเหมือนบุรีไมมีชาย"
นํ้าเสียงของสุนทรภูกําลังติเตียนคนอยุธยา วาทําไมปลอยใหพมามันตีกรุงศรีฯ ได
บุรี = ในที่นี้คือ กรุงศรีอยุธยา
21. "ขอเทเวศรเขตสวรรคชั้นดุสิต ดลใจมิตรอยาใหเหมือนกับกรุงใหญ
ใหเหมือนกรุงเราทุกวันไมพรั่นใคร นั่นแลใจเห็นจะครองกับนองนาน"
สุนทรภูขอพรใหกรุงรัตนโกสินทรอยาลมสลายเหมือนกรุงอยุธยาเลย เพราะอยากอยูกับนองจันทนนานๆ
"กรุงใหญ" = กรุงศรีอยุธยา
"กรุงเรา" = กรุงรัตนโกสินทร
22. "คอยขืนเคี้ยวขาวคําสักกํามือ พอกลืนครือคอแคนดังขวากคม
จะเจือนํ้าซํ้าแสบในทรวงเสียว ที่เค็มเปรี้ยวกลํ้ากลืนก็ขื่นขม"
สภาพความรูสึกของสุนทรภูที่คิดถึงนางอันเปนที่รัก วากินขาว กินนํ้าก็กินไมลง นักเรียนเคยเปน
เหมือนบทกลอนบทนี้ไหม เวลาถูกแฟนทิ้ง
23. "เขาลําคลองหัวรอตอระดะ ดูเกะกะรอรางทางพมา
เห็นรอหักเหมือนหนึ่งรักพี่รอรา แตรอทารั้งทุกขมาตามทาง"
BOBBYtutor Thai Note
กลอนบทนี้ เลนคําวา "รอ"
รอ (N.) = เสาหลักปกกั้นกระแสนํ้าไมใหตลิ่งพัง
รอ (V.) = รอคอย
หัวรอ = เสา
รอราง = เสา
รอหัก = เสา
รอรา = รอคอย
รอทา = รอคอย
24. "ถึงบอโพงถามีโพงจะผาสุก จะโพงทุกขเสียใหสิ้นที่โศกศัลย"
เลนคําวา "โพง"
บอโพง = ชื่อสถานที่
มีโพง = (N.) ที่วิดนํ้าในรองสวน
โพงทุกข = (V.) วิดความทุกข
25. "ถึงบางระกําโอกรรมระยําใจ เคราะหกระไรจึงมารายไมวายเลย
ระกํากายมาถึงทายระกําบาน ระกํายานนี่ก็ยาวนะอกเอย
โอคนผูเขาชางอยูอยางไรเอย ฤๅอยูเคยความระกําทุกคํ่าคืน"
เลนคําวา "ระกํา"
บางระกํา = ชื่อสถานที่
ระกํากาย = ทรมาน ชอกชํ้า
ระกําบาน = ชื่อสถานที่
ระกํายาน = ชื่อสถานที่
ความระกํา = ทรมาน ชอกชํ้า
26. "ถึงอรัญญิกยามแดดแผดพยับ เสโทซับซาบโทมนัสสา
ถึงตะเคียนดวนดวนรีบนาวามา ถึงศาลาลอยแลลิงโลดใจ
เงื้อมตลิ่งงิ้วงามตระหงานยอด ระกะกอดเกะกะกิ่งไสว
พยุยวบกิ่งเยือกเขยื้อนใบ ถึงวังตะไลเห็นบานละลานแล"
กลอน 2 บทนี้ เดนดาน สัมผัสอักษร
เส-ซับ-ซาบ-สา
ลา-ลอย-แล-ลิง-โลด
เงื้อม-งิ้ว-งาม-หงาน
กะ-กอด-เกะ-กะ-กิ่ง
ยุ-ยวบ-เยือก-เขยื้อน
ละ-ลาน-แล
BOBBYtutor Thai Note
27. "บางขึ้นบนขนสงคนขางลาง เสียงโฉงฉางชามแตกกระแทกขัน
จนคนบนสัปคับรับไมทัน หมอขาวขันตกแตกกระจายราย
ยามกระสอบกรอบแกรบกระไกรกริก กลักพริกพลิกแพลงตะแคงหงาย"
จินตภาพดานเสียง = "เสียงโฉงฉางชามแตกกระแทกขัน"
จินตภาพดานเคลื่อนไหว = "หมอขาวขันตกแตกกระจายราย"
สัมผัสพยัญชนะเดน = "กรอบแกรบกระไกรกริก"
28. "กูบกระโดกโยกอยางทุกยางเดิน เขยื้อนเยินยอบเยือกยะยวบกาย"
สัมผัสอักษรเดน = โยก-อยาง-ยาง-เขยื้อน-เยิน-ยอบ-เยือก-ยะ-ยวบ
ในขณะเดียวกันจินตภาพการเคลื่อนไหวก็มีปะปนดวย
29. "รุกขชาติดาษดูระดะปา สกุณาจอแจประจําจับ
ดุเหวาแววหวาดไหวฤทัยวับ จะแลกลับหลังเหลียวยิ่งเปลี่ยวใจ"
สัมผัสอักษรเดน มีทุกวรรค
30. "เห็นเขาตกเขาแตกมาตกลึก อนาถนึกแลวนานํ้าตาไหล
พี่ตกยากจากนางมากลางไพร วิตกใจตกมาถึงคีรี"
เลนคําวา "ตก"
เขาตก = ชื่อสถานที่
ตกลึก = ลวง, ถลําลึก
ตกยาก = ลําบาก
วิตก = กลุมอกกลุมใจ
ตกมา = เขามาถึง
31. "ประจวบจนสุริยนเย็นพยับ ไมไดศัพทเซ็งแซดวยแตรสังข
ประนาดฆองกลองประโคมดัง ระฆังหงั่งหงั่งหงางลงครางครึม
มโหรีปไฉนจับใจแจว วิเวกแววกลองโยนตะโพนกระหึม"
กลอนชวงนี้ ใหจินตภาพดานเสียงเดน
32. "ไฟตะเกียงเรียงรอบพระมณฑป กระจางจบจันทรแจมแอรมผา
ดอกไมพุมจุดงามอรามตา จับศิลาแลเลื่อมเปนลายลาย
พระจันทรสองตองยอดมณฑปสุก ในหนามุขเงางามอรามฉาย
นกบินกรวดพรวดพราดประกายพราย พลุกระจายชอชวงดังดวงเดือน"
กลอน 2 บทนี้ใชคําใหเกิดภาพ ความงาม จินตภาพดานภาพ
ดอกไมพุมกับนกบินกรวด = ดอกไมไฟชนิดหนึ่ง
33. "กับหมูไมไกรกรวยกันเกรากราง พะยอมยางตาพยัคฆพยุงเหียง
ขอยมะขามตามทางสลางเรียง นอกเขาเคียงคูคูประสานคํา"
Ent ชอบถามพวกนิราศบอยๆ วาใหนับดอกไม, ปลา, ตนไม วามีกี่ชนิด อยางขอนี้ใหนักเรียนนับวา
มีตนไมกี่ชนิด ตอบ 11 ชนิด
ไกร-กราย-กันเกรา-กราง-พะยอม-ยาง-ตาพยัคฆ-พยุง-เหียง-ขอย-มะขาม
BOBBYtutor Thai Note
34. "ทวาราที่ตรงหนาบันไดนาค มีรูปรากษสสองอสูรขยัน
แสยะแยกโอษฐอาสองตามัน ยืนยิงฟนแยกเขี้ยวอยูอยางเปน
บันไดนาคนาคในบันไดนั้น ดูผกผันเพียงจะเลื้อยออกโลดเลน
ขยํ้าเขี้ยวขบปากเหมือนนาคเปน ตาเขมนมองมุงสะดุงกาย"
รากษส = ยักษ
อยูอยางเปน = เหมือนมีชีวิตจริง
"ดูผกผันเพียงจะเลื้อยออกโลดเลน" = จินตภาพเคลื่อนไหว
เหมือนนาคเปน = เหมือนมีชีวิตจริง
35. "ทั้งซุมเสามณฑปกระจกแจม กระจังแซมปลายเสาเปนบัวหงาย
มีดอกจันทนกานแยงสลับลาย กลางกระจายดอกจอกประจําทํา
พื้นผนังหลังบัวที่ฐานบัทม เปนครุฑอัดยืนเหยียบภุชงคขยํา"
สถาปตยกรรมของไทย
36. "นาคสะดุงรุงรังกระดึงหอย ใบโพธิ์รอยระเรงอยูเหงงหงั่ง
เสียงประสานกังสดาลกระดึงดัง วิเวกวังเวงในหัวใจครัน"
จินตภาพดานเสียงเดน
37. "แมนกลับชาติเกิดใหมกลายเปนคน ชื่อวาจนแลวจงจากกําจัดไกล
สตรีหึงหนึ่งแพศยาหญิง ทั้งสองสิ่งอยาไดชิดพิสมัย
สัญชาติชายทรชนที่คนใด ใหหลีกไกลรอยโยชนอยารวมทาง"
คําอธิษฐานของสุนทรภูที่ขอพรรอยพระพุทธบาท
1. อยาใหเกิดมาจน
2. อยาไดผูหญิงขี้หึงเปนเมีย
3. อยาไดหญิงแพศยาเปนเมีย
4. อยาใหเจอคนเลว
38. "ศาลารีมีทั้งระฆังหอย เขาตีบอยไปยังคํ่าไมขาดเสียง"
ความเชื่อของพุทธศาสนิกชนที่ไปทําบุญแลวตองตีหรือเคาะระฆัง เพื่อบอกเทวดาวาตนเองมาทําบุญแลว
หรืออาจจะเปนเคล็ดวาทําใหมีบุญมีชื่อเสียงโดงดังเหมือนเสียงระฆัง
39. "ตีเขาปบรับโปกสองมือปด ประจบติดเตะผางหวัดขวางหวือ
กระหวัดหวิดหวิวผวาเสียงฮาฮือ คนดูอื้อเออเอาสนั่นอึง"
จินตภาพดานการเคลื่อนไหวรวมกับจินตภาพดานเสียง
40. "อธิษฐานแลวก็ลาฝาพระบาท เที่ยวประพาสในพนมพนาสัณฑ"
ฝาพระบาท หมายถึง รอยพระพุทธบาท
BOBBYtutor Thai Note
อิเหนา
ผูพระราชนิพนธ : พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย
ลักษณะคําประพันธ : กลอนบทละคร (กลอนแปดชนิดหนึ่ง)
จุดประสงคการแตง : ใชเลนละครใน
เนื้อเรื่องยอ :
มีกษัตริยวงศเทวัญ 4 องค คือ ทาวกุเรปน ทาวดาหา ทาวกาหลัง และทาวสิงหัดสาหรี ทาวกุเรปนมีโอรสองค
สําคัญซึ่งเกงกลาสามารถยิ่ง ชื่อ อิเหนา และทาวดาหามีธิดาซึ่งงามยิ่งนัก ชื่อนางบุษบา กษัตริยทั้งสองนครใหโอรสและ
ธิดาตุนาหงัน (หมั้น) กันไวตั้งแตวัยเยาวตามประเพณีของกษัตริยวงศเทวัญ
เมื่ออิเหนาอายุได 15 ป อิเหนาตองไปชวยปลงศพพระอัยกีที่เมืองหมันหยา ไดพบกับนางจินตะหรา ธิดาทาว
หมันยาก็หลงรักและไมยอมกลับเมืองกุเรปนเพื่อสมรสกับนางบุษบา ทาวกุเรปนจึงมีหนังสือไปเรียกตัวอิเหนากลับ แลว
นัดทาวดาหาใหเตรียมการวิวาห อิเหนาเมื่อทราบเรื่องก็ออกอุบายขอไปเที่ยวปาพรอมบริวาร แลวปลอมตัวเปนโจรปาชื่อ
มิสาระปนหยี ตั้งใจจะไปเมืองหมันยา ระหวางทางไดสูรบกับกษัตริยหลายเมือง และมีชัยชนะ เมื่อไปถึงเมืองหมันหยา
อิเหนาไดนางจินตะหราเปนชายา ทาวดาหาทรงทราบก็กริ้ว ประกาศวาใครมาขอนางบุษบาก็จะยกให
กลาวถึงระตูจรกาซึ่งปรารถนามีคู จึงใหชางวาดไปวาดรูปธิดาเมืองตางๆ ชางวาดไดลอบวาดรูปนางจินดาสาหรี
ธิดาของทางสิงหัดสาหรี แลววาดรูปนางบุษบา ธิดาทาวดาหา 2 รูป ปะตาระกาหลาซึ่งเปนองคเทวอัยกา ไดลักรูปนาง
บุษบาไปจากชางวาดรูปหนึ่ง เหลือไวรูปหนึ่ง เมื่อจรกาเห็นรูปนางบุษบาก็หลงรัก จึงออนวอนพี่ชายใหมาสูขอนางบุษบา
ไปอภิเษก ทาวดาหายอมยกนางบุษบาใหแกจรกาเมื่อทรงทราบวาอิเหนาไดตัดรอนการอภิเษกสมรส ฝายองค
ปะตาระกาหลาไดนํารูปนางบุษบาที่ลักจากชางวาดนั้นไปทิ้งไวที่โคนตนไทร วิหยาสะกําตามกวางมาพบรูปนาง ก็คลั่งไคล
ใหลหลง วอนทาวกะหมังกุหนิง ซึ่งเปนพระราชบิดาใหสงทูตไปขอนางบุษบา เรื่องราวตอจากนี้เปนตอนที่นักเรียนจะได
อานตอไป คือ ทาวกะหมังกุหนิงยกทัพไปตีเมืองดาหา เพราะทาวดาหาไมยอมยกนางบุษบาใหลูกชายของตน
ตรงนี้ตองระวัง
1. "กรุงกษัตริยขอขึ้นก็นับรอย เราเปนเมืองนอยกระจิหริด
ดังหิ่งหอยจะแขงแสงอาทิตย เห็นผิดระบอบบุราณมา"
"กรุงกษัตริยขอขึ้นก็นับรอย" หมายถึง เมืองของกษัตริยวงศเทวัญที่มีแสนยานุภาพ ที่กษัตริยเมืองตางๆ
ขอนอมเปนเมืองขึ้น
"ดังหิ่งหอยจะแขงแสงอาทิตย" ความเปรียบตรงนี้ เปนคําพูดของระตูปาหยัง กับทาวปะหมันซึ่งเปนนอง
ของทาวกะหมังกุหนิง กราบบังคมทูลเสด็จพี่กะหมังกุหนิงวา เมืองของเราเล็กดั่งหิ่งหอย สวนเมืองของกษัตริย
วงศเทวัญเปรียบเปนแสงอาทิตย
BOBBYtutor Thai Note
2. "ผิดก็ทําสงครามดูตามที เคราะหดีก็จะไดดังใฝฝน
พี่พฤกษาพนาวัน จะอาสัญเพราะลูกเหมือนกลาวมาฯ"
ทาวกะหมังกุหนิงรักลูกชายมาก (วิหยาสะกํา) ที่ลูกชายอยากไดนางบุษบาเปนเมียก็รบเราใหพอไปขอ
บุษบาใหหนอย ทาวกะหมังกุหนิงจึงพูดประโยคขอ 2 นี้วา ถาเขาไมใหบุษบาก็ตองทําศึกสงครามแยงชิงนางบุษบา
กันหนอย
3. "หวังเปนเกือกทองรองบาทา พระผูวงศเทาวาอันปรากฏ"
ขอความในพระราชสารที่ทาวกะหมังกุหนิงสงไปเมืองดาหา ใชคําพูดหวานๆ ออนนอมถอมตน เพราะหวัง
อยากไดลูกสาว (บุษบา) ของเขา จึงพูดประโยควา "หวังเปนเกือกทองรองบาทา" ตรงนี้เปนความเปรียบแบบอุปลักษณ
วาทาวกะหมังกุหนิงยอมเปนรองเทาของทาวดาหา
4. "ซึ่งจะรับของสูระตูนี้ เห็นผิดประเพณีหนักหนา
ฝูงคนทั้งแผนดินจะนินทา สิ่งของที่เอามาจงคืนไปฯ"
ตอนนี้ทาวดาหาเชิดใสคณะทูตจากทาวกะหมังกุหนิงไมยอมรับของบรรณาการ ที่เขามาสูขอนางบุษบา
เพราะไดมอบนางบุษบาใหกับระตูจรกาไปแลว ตรงนี้แสดงถึงความเปนกษัตริย "ที่ตรัสแลวไมคืนคํา" (กษัตริย
วงศเทวัญใชคํานําหนาวา "ระเดน" กษัตริยเมืองอื่นใชคํานําหนาวา "ระตู")
5. "ถาแมนมิยินยอมอนุญาต ใหพระราชธิดามารศรี
เรงระวังพระองคใหจงดี ตกแตงบุรีใหมั่นคงฯ"
ทูตจากทาวกะหมังกุหนิงพูดบทนี้อยางอหังการมาก เมื่อทาวดาหาไมยอมยกนางบุษบา ก็เลยพูดตาม
ขอ 5 นี้ ถือวาทูตนี้สันดานหยาบ กลาวจาบจวงตอหนาทาวดาหามาก เหิมเกริมวาใหเมืองดาหาระวังตัวใหดีจะ
โดนบุกแน
6. "เราก็เรืองฤทธาศักดาเดช อาณาจักรนัคเรศกวางขวาง
จําตองมีมานะไมละวาง จะชิงนางบุษบาลาวัณย
แมนมิไดสมคิดดังจิตปอง ไมคืนครองกรุงไกรไอศวรรย
จะสงครามตามตีติดพัน ไปกวาชีวันจะบรรลัยฯ"
ตรงนี้แสดงถึงบุคลิกลักษณะนิสัยของทาวกะหมังกุหนิง วาเปนคนพาล ซึ่งพอจะอนุมานวาเปนภาพยนตร
เรื่อง "2499 อันธพาลครองเมือง" ก็พอเขาไมยอมยกนางบุษบาใหตัวเอง ทาวกะหมังกุหนิงก็แสดงอํานาจวา จะลักพา
นางบุษบาไป ถาเขาไมยินยอมก็จะตีรบราฆาฟนกันยกใหญ แบบนี้ไมดีเลยนะ นักเรียนจะทําแบบทาวกะหมังกุหนิง
ไหมคะ
7. "จึงทูลวาถายกวันพรุงนี้ จะเสียชัยไพรีเปนแมนมั่น
งดอยูอยาเสด็จสักเจ็ดวัน ถาพนนั้นก็เห็นไมเปนไร
ขอพระองคจงกําหนดงดยาตรา ฟงคําโหราหาฤกษใหม
อันการยุทธยิงชิงชัยหนักหนวงนํ้าพระทัยดูใหดีฯ"
คํากราบบังคมทูลของโหรตอทาวกะหมังกุหนิงวา อยาเพิ่งไปรบเลย ใหคอยทาสัก 7 วัน กอนตามฤทธิ์ผา
นาทีแสดงวาความเชื่อเรื่องโหราศาสตรมีมาตั้งแตโบราณขนาดกษัตริยจะออกรบก็ตองมีการหาฤกษหายาม
BOBBYtutor Thai Note
8. "เมื่อเราบัญชาการกําหนดทัพ แลวจะกลับงดอยูอยางไรได
อายแกไพรฟาเสนาใน จะวากลัวฤทธิไกรไพริน
จําจะไปตานตอรอฤทธิ์ ถึงมวยมิดมิใหใครดูหมิ่น
เกียรติยศจะไวในธรณินทร จนสุดสิ้นดินแดนแผนฟา"
ทาวกะหมังกุหนิงไมฟงคําทํานายของโหรหลวง เพราะไดลั่นวาจาใหเตรียมกองทัพแลว แสดงลักษณะ
นิสัยวารักษาเกียรติยศของตัวเองมาก ไมยอมใหใครมาดูหมิ่นได ถาขืนไปยกเลิกกองทัพ คนอาจจะหาวา ขี้ขลาดได
คือ พระองคพูดคําไหนก็คํานั้น ไมกลับคํา = "เสียชีพ อยาเสียสัตย"
9. "เสียแรงหวังฝงฝากชีวี พระจะมีเมตตาก็หาไม
หมายบําเหน็จจะรีบเสด็จไป ก็รูเทาเขาใจในทํานอง
ดวยระเดนบุษบาโฉมตรู ควรคูภิรมยสมสอง
ไมตํ่าศักดิ์รูปชั่วเหมือนตัวนอง ทั้งพวกพองสุริยวงศพงศพันธุ"
นางจินตะหรา ตัดพออิเหนาที่อิเหนาจะไปชวยทาวดาหารบ เพราะทาวดาหาเปนพอนางบุษบาตัวจินตะหรา
เองก็ระแวงกลัวอิเหนาจะไปรักนางบุษบา ประโยคทอนนี้แสดงความนอยเนื้อตํ่าใจ ตัดพอ
"ไมตํ่าศักดิ์รูปชั่วเหมือนตัวนอง ทั้งพวกพองสุริยวงศพงศพันธุ"
นอง = นางจินตะหรา
10. "นี่จําเปนจึงจําจากไป เพราะกลัวภัยพระราชบิดา
แมนเสียดาหาก็เสียวงศ อัปยศถึงองคอสัญหยา
เจากับพี่ก็จะมีแตนินทา แกวตาจงดําริตริตรอง"
3 บาทนี้ แสดงเหตุผลของอิเหนาบอกกับนางจินตะหราวาทําไมตนเองตองไปชวยรบ เพราะ กลัวพระบิดา
(ทาวกุเรปน) จะทําโทษ อิเหนาเคยสรางความเดือดรอนใหกับทาวกุเรปนครั้งหนึ่ง คือ ไมยอมแตงงานกับนางบุษบา
ซึ่งเขาหมั้นกันตั้งแตเด็กๆ ถาคราวนี้ไมไปชวยเมืองดาหารบ คงถูกทาวกุเรปนผูเปนพอเลนงานแน
"แมเสียดาหาก็เสียวงศ" แสดงวากษัตริยวงศเทวัญนี้มีความรักสมัครสมานสามัคคี ชวยเหลือกัน
รักพวกพอง ถึงแมไมใชเมืองของอิเหนาเอง อิเหนาก็รักตระกูลวงศเทวัญ อิเหนามีสามัญสํานึก
11. "แววเสียงสําเนียงบุหรงรอง วาเสียงสามนิ่มนองเสนหา
พระแยมเยี่ยมมานทองทัศนา เห็นแตปาพุมไมใบบัง
เอนองคลงอิงพิงเขนย กรเกยกายพักตรถวิลหวัง
รสรักรอนรนพนกําลัง ชลนัยนไหลหลั่งลงพรั่งพรายฯ"
พรรณนาความเศราของอิเหนาที่จากคนรักมา ตอนนี้คนรักมี 3 คน นอกจากนางจินตะหราแลวมี
นางสการะวาตี กับมาหยารัศมี "วาเสียงสามนิ่มนองเสนหา"
BOBBYtutor Thai Note
12. "วาพลางทางชมคณานก โผนผกจับไมอึงมี่
1. เบญจวรรณจับวัลยชาลี เหมือนวันพี่ไกลสามสุดามา
2. นางนวลจับนางนวลนอน เหมือนพี่แนบนวลสมรจินตะหรา
3. จากพรากจับจากจํานรรจา เหมือนจากนางสการะวาตี
4. แขกเตาจับเตารางรอง เหมือนรางหองมาหยารัศมี
5. นกแกวจับแกวพาที เหมือนแกวพี่ทั้งสามสั่งความมา
6. ตระเวนไพรรอนรองตระเวรไพร เหมือนเวรใดใหนิราศเสนหา
7. เคาโมงจับโมงอยูเอกา เหมือนพี่นับโมงมาเมื่อไกลนาง
8. คับแคจับแคสันโดษเดี่ยว เหมือนเปลาเปลี่ยวคับใจในไพรกวาง
ชมวิหคนกไมไปตามทาง คะนึงนางพลางรีบโยธีฯ"
ความงามวรรณศิลปตรงนี้ เปนการที่กวีเห็นสิ่งรอบตัวแลวเปรียบเทียบกับนางอันเปนที่รัก อาศัย
"การเลนคํา" เปนสื่อถายทอดออกมา ทําใหเกิดความไพเราะและมีความหมายลึกซึ้งยิ่งขึ้น แสดงถึงอารมณ
ความรูสึกเศราสรอยของอิเหนาที่ตองพรากจากผูหญิงที่รัก 3 คน
เลนคํา 1. เบญจวรรณ-วัน (เบญจวรรณ คือ นกแกวขนาดโต)
2. นางนวล-นวลสมร (นวลสมร คือ คนรัก)
3. จากพราก-จาก (จากพราก คือ นกเปดนํ้า)
4. เตาราง-ราง (เตาราง คือ ตนไมชนิดหนึ่ง)
5. นกแกว-แกวพี่ (แกวพี่ คือ นางอันเปนที่รัก)
6. ตระเวนไพร-เวร (ตระเวนไพร คือ นกชนิดหนึ่ง)
7. เคาโมง-โมง (เคาโมง คือ นกชนิดหนึ่ง)
8. คับแค-คับใจ (คับแค คือ นกชนิดหนึ่ง)
13. "ดาบสองมือโถมทะลวงฟน เหลากริชติดพันประจัญรบ
ทหารหอกกลอกกลับสัประยุทธ ปองปดอาวุธไมหลีกหลบ
พวกพลพาชีตีกระทบ รําทวนสวนประจบโถมแทง
บางสกัดซัดพุงหอกคู เกาทัณฑธนูนาวแผลง
ตะลุมบอนฟอนฟนกันกลางแปลง ตอแยงยุทธยิงชิงชัย
ตายระดับทับกันดังฟอนฟาง เลือดนองทองชางเหลวไหล"
แสดงจินตภาพการเคลื่อนไหวของการรบสูทําสงครามในสมรภูมิ แสดงความรูสึกตื่นเตนของการตอสู
สุดทายสงครามมีแตสูญเสีย
"ตายระดับทับกันดังฟอนฟาง เลือดนองทองชางเหลวไหล"
14. "เห็นโอรสตองศัสตรา ตกจากอาชาบรรลัย
กริ้วโกรธโกรธาบาจิต จะรอรั้งยั้งคิดก็หาไม
แกวงหอกคูขับอาชาไนย เขารุกไลสังคามาระตาฯ"
หัวอกผูเปนพอ เห็นลูกชาย (วิหยาสะกํา) ตายก็เลย "กริ้วโกรธโกรธาบาจิต" ใครๆ ก็ตองรักลูกเปนธรรมดา
BOBBYtutor Thai Note
15. "เห็นระตูถอยเทากาวผิด พระกรายกริชแทงอกตลอดหลัง
ลมลงดาวดิ้นสิ้นกําลัง มอดมวยชีวังปลดปลงฯ"
ขอ 14 ลูกตาย พอมาขอ 15 พอตายบาง (ทาวกะหมังกุหนิง) "เห็นระตูถอยเทากาวผิด" = ทาวกะหมังกุหนิง
16. "ทนตแดงดังแสงทับทิม เพริศพริ้มเพรารับกับขนง
เกศาปลายงอนงามทรง เอวองคสารพัดไมขัดตา"
พรรณนาความหลอเหลาของวิหยาสะกําตอนตาย บทนี้ผูเปนพอของวิหยาสะกําเปนคนพูด คือ ระตูปาหยังกับ
ทาวประหมัน
17. "ครั้งนี้ควรหรือมาพินาศ เบาจิตคิดประมาทไมพอที่
เพราะรักบุตรสุดสวาทแสนทวี จะทัดทานภูมีไมเชื่อฟง"
การตายของ 2 พอลูก เปนเพราะพอ (ทาวกะหมังกุหนิง) ตามใจลูกชายเกินไป และก็ไมคิดใหรอบคอบ
หุนหันพลันแลน เอะอะอะไรก็จะใชกําลังสูกัน แลวสุดทายตัวเองกับลูกก็ตองมาตาย
สวรรคชั้นกวี
ผูแตง : พระราชวรวงศเธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ
ลักษณะคําประพันธ : กลอนสุภาพ
จุดประสงคการแตง : สดุดี แสดงความคารวะตอกวี
"สรวงสวรรคชั้นกวีรุจีรัตน ผองประภัศรพลอยหาวพราวเวหา
พริ้งไพเราะเสนาะกรรณวัณณนา สมสมญาแหงสวรรคชั้นกวีฯ"
"อิ่มอารมณชมสถานวิมานมาศ อันโอภาศแผผายพรายรังสี
รัศมีมีเสียงเพียงดนตรี ประทีปทีฆรัสสะจังหวะโยน
รเมียรไมใบโบกสุโนคเกาะ สุดเสนาะเสียงนกซึ่งผกโผน
โผตนนั้นผันตนไปตนโนน จังหวะโจนสงจับรับกันไป
เสียงนกรองคลองคําลํานําขับ ดุริยศัพทสํานึกเมื่อพฤกษไหว
โปรยประทิ่นกลิ่นผกาสุราลัย เปนคลื่นในเวหาหยาดยินดีฯ"
"บังคมคัลอัญชลีกวีเทพ ซึ่งสุขเสพยสําราญมาณศรี
ณภพโนนในสวรรคชั้นกวี แลภพนี้ในถอยที่รองกรอง
ไมมีเวลาวายในภายนา เนาในฟาในดินทั้งถิ่นสอง
เชิญสดับรับรศบทลบอง ซึ่งขาปองสดุดีกวีเอยฯ"
BOBBYtutor Thai Note
ตรงนี้ตองระวัง
1. "ผองประภัสรพลอยหาวพราวเวหา" = ใหจินตภาพ ดานภาพเดน วาสวยงามมาก
2. "พริ้งไพเราะเสนาะกรรณวัณณนา" = ใหจินตภาพ ดานเสียง
3. "อิ่มอารมณชมสถานวิมานมาศ" = มีความรูสึกเปนสุขมาก
4. "รัศมีมีเสียงเพียงดนตรี" = ภาพพจน อุปมา
5. "รเมียรไมใบโบกสุโนคเกาะ สุดเสนาะเสียงนกซึ่งผกโผน
โผตนนั้นผันตนไปตนโนน จังหวะโจนสงจับรับกันไป"
ใหจินตภาพดานเคลื่อนไหว เดนมาก
6. "โปรยประทิ่นกลิ่นผกาสุราลัย เปนคลื่นในเวหาหยาดยินดี"
ใหความรูสึกมีความสุข นํ้าเสียงมีความสุขมาก
คําอธิบายศัพท
กรรณ หู
ทีฆรัสสะ จังหวะยาวและสั้น (ของเสียงดนตรีหรือคําประพันธ)
บทลบอง บทที่แตงขึ้นตามแบบฉบับ
ประทิ่น เครื่องหอม
ประภัศร ปจจุบันเขียน ประภัส คือ ประภัสสร หมายถึง แสงเลื่อมพราย
ปอง ปรารถนา
มาณศรี ผูหญิง ในที่นี้หมายถึง นางฟา
มาศ ทอง
มาส เดือน
รเมียร ปจจุบันเขียน "ระเมียร" หมายถึง ดู นาดู
รัตน แกว
รุจ งาม
ลบอง แบบ ฉบับ
ลํานํา บทเพลงที่ขับเปนทํานอง
วัณณนา ปจจุบันเขียน "วัณนา" หมายถึง พรรณนา คือ กลาวอยางละเอียดใหนึกเห็นภาพได
ศรี ประเสริฐ
สมญา ชื่อซึ่งตั้งขึ้นดวยความยกยอง เปนที่ยอมรับรวมกันในที่นี้ "สวรรคชั้นกวี" ถือวาเปนสมญาอยางหนึ่งสวรรค
สรวง สวรรค
สุโนค ปจจุบันเขียน "สุโนก" หมายถึง นก
สุราลัย ที่อยูของเทวดา หมายถึง สวรรค
เนา อยู
BOBBYtutor Thai Note
ธรรมาธรรมะสงคราม
ผูทรงพระราชนิพนธ : พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว
ลักษณะคําประพันธ : กาพยยานี 11 และกาพยฉบัง 16
เนื้อเรื่อง : เสนอเนื้อเรื่องในแบบบุคลาธิษฐาน คือ วิธีการสมมติใหบุคคลแทนนามธรรม คือ ธรรมเทวบุตรเปนสัญลักษณ
ของฝายที่มีความดี และอธรรมเทวบุตรเปนตัวแทนของฝายความชั่ว อันเปนธรรมดาของมนุษยโลก และใหเทวดาทั้งสองฝาย
รบกัน ผลคือ ฝายธรรมเทวบุตรไดชัยชนะ เพราะเปนผูประพฤติดี
กาพย
กาพยที่ Entrance จะออกที่สําคัญมี 3 ชนิด
1. กาพยยานี 11
2. กาพยฉบัง 16
3. กาพยสุรางคนางค 28
1. กาพยยานี 11 : บทหนึ่งมี 2 บาท (2 บรรทัด) 4 วรรค วรรคหนามี 5 คํา วรรคหลังมี 6 คํา รวมกัน = 11 คํา
จึงเรียกวา กาพยยานี 11 แตถานับจริงๆ 1 บทจะมี 22 คํา กาพยยานีมีสูตรสัมผัสสระ (สัมผัสนอก) ดังนี้
5-8 11-16
"กาพยยานีลํานํา สิบเอ็ดคําจําอยาคลาย
วรรคหนาหาคําหมาย วรรคหลังหกยกแสดง
ครุลหุนั้น ไมสําคัญอยาระแวง
สัมผัสตองจัดแจง ใหถูกตองตามวิธี"
ระวังตอไปนี้ คือ คูแฝดของกาพยยานี 11 คูแฝด คือ อินทรวิเชียรฉันท 11
"องคใดพระสัมพุทธ สุวิสุทธสันดาน
ปราบมูลกิเลสมาร บมิหมนมิหมองมัว"
ทุกอยางเหมือนกันหมด จํานวนพยางค ตําแหนงสัมผัส แตอินทรวิเชียรฉันทมีสูตรการดูครุ-ลหุ คือ ตําแหนง
พยางค 3-6-7-9 = ลหุ
อินทรวิเชียรฉันท
3-6-7-9 = ลหุ
** กาพยจะมีการวางคณะพยางค และสัมผัสคลายกับฉันท แตกาพยจะไมมีการบังคับครุลหุเหมือนกับฉันท
2. กาพยฉบัง 16 : บทหนึ่งมี 3 วรรค วรรค 1, 2, 3 จะมีจํานวนคํา 6-4-6 เรียงตามลําดับ บทหนึ่งมี 16 คํา
จึงเรียกวา กาพยฉบัง 16
BOBBYtutor Thai Note
บังคับสัมผัสสระ (สัมผัสนอก) มีสูตรดังนี้
6-10 16-22
"ฉบังสิบหกคําควร ถอยคําสํานวน
พึงเลือกใหเพราะเหมาะกัน
วรรคหนาวรรคหลังรําพัน วรรคหนึ่งพึงสรร
ใสวรรคละหกคําเทอญ"
3. กาพยสุรางคนางค 28 : บทหนึ่งมี 7 วรรค วรรคละ 4 คํา 1 บท จึงมี 28 คํา จึงเรียกวา กาพยสุรางคนางค 28
บังคับสัมผัสสระ (สัมผัสนอก) มีสูตรดังนี้
4-8 12-20-24
"สุรางคนางค เจ็ดวรรคจักวาง ใหถูกวิธี
วรรคหนึ่งสี่คํา จงจําใหดี บทหนึ่งจึงมี ยี่สิบแปดคํา"
ตรงนี้ตองระวัง
แนะนําธรรมเทวบุตร
1. "ธรรมเทวบุตร ผูพิสุทธิโสภา
สถิตอยู ณ กามา- พจรภพแผนดินสรวง
2. ครองทิพยพิมาน บริวารอมรปวง
ปองธรรมมะบลวง ลุอํานาจอกุศล
3. เมตตาการุญรัก ษะพิทักษภูวดล
ปรานีนิกรชน ดุจดังปโยรส
4. ครั้นถึง ณ วันเพ็ญ ที่เปนวันอุโบสถ
เธอมุงจะทรงรถ ประพาสโลกเชนเคยมา
5. เขาที่สนานสรง เสาวคนธธารา
แลวลูบพระกายา ดวยวิเลปนารม
6. ทรงเครื่องก็ลวนขาว สวิภูษณาสม
สําแดงสุโรดม สุจริต ณ ไตรทวาร
7. ทรงเพชราภรณ พระกรกุมพระขรรคกาญจน
ออกจากพิมานสถาน ธ เสด็จ ณ เกยพลันฯ"
1-7 ธรรมเทวบุตรอาศัยอยู ณ สวรรคชั้นกามาพจร จิตใจใฝธรรมะ มีความเมตตา ดูแลลูกนองบริวารดุจดังลูก
เมื่อถึงวันพระ 15 คํ่า ก็จะเสด็จลงมายังโลกมนุษย ฉะนั้นก็ตองไปอาบนํ้า แตงเนื้อแตงตัวใหหอม นุงขาว หมขาว และ
ตองทํากาย วาจา ใจ ใหสงบ ถือพระขรรคเปนอาวุธ
BOBBYtutor Thai Note
แนะนําอธรรมเทวบุตร
1. "ปางนั้นอธรรมะ เทวบุตรผูใจพาล
เนาในพิมานสถาน ณ กามาพจรสวรรค
2. ครองพวกบริวาร ลวนแตพาลประดุจกัน
โทโสและโมหันธ บมิพึงบําเพ็ญบุญ
3. เห็นใครนํ้าใจซื่อ สุจริตะการุญ
เธอก็มักหันหุน เพราะพิโรธและริษยา
4. ถึงวันที่จันทรเพ็ญ ธก็มักจะไคลคลา
ขับรถะยานมา ณ ชมพูทวีปพลัน
5. แตงองคและทรงลวน พัสตระดําทุกสิ่งอัน
อาภรณก็เลือกสรร- พะสัมฤทธิ์และพลอยดํา
6. หัตถสดําพระกําขวาน อันมหิทธิกํายํา
จรจากวิมานอัม- พรตรงมาทรงรถฯ"
1-6 อธรรมเทวบุตรเปนอันธพาล อยู ณ สวรรคชั้นกามาพจรเหมือนกัน มีลูกนองเปนคนเลวๆ ทั้งนั้นพวกนี้กอแต
บาปบุญไมทํา เห็นใครเปนคนดีก็จะอิจฉา ไมชอบ วันนี้เปนวันพระจันทรเต็มดวง ก็ตองออกมายังโลกมนุษยเหมือนกัน
จึงแตงตัวชุดดํา เครื่องประดับก็สีดําๆ ถือขวานเปนอาวุธ
พรรณนาการออกเดินทางของธรรมเทวบุตร
1. "ขึ้นทรงรถทองผองพรรณ งามงอนออนฉัน
เฉกนาคราชกําแหง
2. งามกงวงจักรรักตแดง งามกําสํ่าแสง
งามดุมประดับเพชรพราย
3. เลิศลวนมวลมาศฉลุลาย เทพประนมเรียงราย
รับที่บัลลังกเทวินทร
4. กินนรฟอนรํารายบิน กระหนกนาคิน
ทุกเกล็ดก็เก็จสุรกานต
5. งานเทวธวัชชัชวาล โบกในคัดนานต
แอรมอรามงามตา
6. พรั่งพรอมทวยเทวเสนา หอมแหแหนหนา
และหลังสะพรั่งพรอมนวล
7. จามรีเฉิดฉายปลายทวน หอกดาบปลาบยวน
ยั่วตาพินิศพิศวง"
BOBBYtutor Thai Note
1. ใหจินตภาพที่งาม : "ทองผองพรรณ" "งามงอน"
ภาจพจนอุปมา : เฉก นาคราชกําแหง
2. ศิลปะการประพันธ : ซํ้าคํา "งาม"
3. สัมผัสอักษรเดน : เลิศ-ลวน มวล-มาศ ฉลุ-ลาย
4. มีนาฏการ : กินนรฟอนรํา รายบิน (นาฏการ = การรายรํา)
5. มีการเคลื่อนไหว : โบกในคัดนานต
6. สัมผัสอักษรเดน : พรั่ง-พรอม ทวย-เทว หอม-แห-แหน และ-หลัง พรั่ง-พรอม
7. สัมผัสสระภายในวรรค : ฉาย-ปลาย ดาบ-ปลาบ นิศ-พิศ
พรรณนาการเดินทางของอธรรมเทวบุตร
1. "รถทรงกงกําทั้งหมด ตลอดงอนรถ
ลวนแลวดวยไมดําดง
2. บัลลังกมียักษยรรยง ยืนรับรองทรง
สลับกระหนกมังกร
3. ลายสิงหเสือสีหมีสลอน หมาในยืนนอน
อีกทั้งจระเขเหรา
4. งอนรถมีธวัชตวัดรา สีดําขํานา
สยดสยองพองขน
5. แลดูหมูกองพยุหพล สลับสับสน
ลวนฤทธิ์คําแหงแรงขัน
6. กองหนาอารักขาะไพรสัณฑ ปกซายกุมภัณฑ
คนธรรพเปนกองปกขวา
7. กองหลังนาคะนาคา สี่เหลาเสนา
สาตราอาวุธวาวแสง
8. พวกพลทุกตนคําแหง หาญเหิมฤทธิแรง
พรอมเพื่อผจญสงคราม
9. พาหนคํารนคําราม เสือสิงหวิ่งหลาม
แลลวนจะนาสยดสยอน"
1. ในวรรคเดียวกันมีทั้งสัมผัสอักษรและสัมผัสสระ "รถทรงกงกําทั้งหมด"
สัมผัสอักษร : กง-กํา
สัมผัสสระ : ทรง-กง
"ลวนแลวดวยไมดําดง" = สัมผัสอักษร ลวน-แลว ดวย-ดํา-ดง
2. สัมผัสอักษร : ยักษ-ยรร-ยง
4. ใหจินตภาพที่นากลัว : สยดสยองพองขน
7. สัมผัสอักษรแบบ 2 เสียง พรอมๆ กัน : นาคะ-นาคา
8. ทุกวรรคมีสัมผัสอักษรหมดเลย : พวก-พล หาญ-เหิม ฤทธิ-แรง
9. สัมผัสอักษรแบบ 2 เสียง : คํารน-คําราม สยด-สยอน
BOBBYtutor Thai Note
คําสอนของธรรมเทวบุตร ที่ Ent ชอบออก 12 ขอ
1. "การฆาประดาสัตว ฤประโยชนบพึงมี
อันวาดวงชีวี ยอมเปนสิ่งที่ควรถนอม
2. ถือเอาซึ่งทรัพยสิน อันเจาของมิยินยอม
เขานั้นเสียดายยอม จิตตะขึ้งเปนหนักหนา
3. การลวงประเวณี ณ บุตรีและภรรยา
ของชายผูอื่นลา มากิจบบังควร
4. กลาวปดและลดเลี้ยว พจนามิรูสงวน
ยอมจะเปนสิ่งชวน นรชังเปนพนไป
5. สอเสียดเพราะเกลียดชัง บมิยังประโยชนใด
เสื่อมยศและลดไม- ตริระหวางคณาสลาย
6. พูดหยาบกระทบคน ก็ตองทนซึ่งหยาบคาย
เจรจากับเขาราย ฤวาเขาจะตอบดี
7. พูดจาที่เพอเจอ วจะสาระบมี
ทําตนใหเปนที่ นรชนเขานินทา
8. มุงใจและใฝทรัพ- ยะดวยโลภะเจตนา
ทําใหผูอื่นพา กันตําหนิมิรูหาย
9. อีกความพยาบาท มนะมุงจํานงราย
กอเวรบรูวาย ฤจะพนซึ่งเวรา
10. เชื่อผิดและเห็นผิด สิจะนิจจะเสื่อมพา
เศราหมองมิผองผา สุกะรื่นฤดีสบาย
11. ละสิ่งอกุศล สิกมลจะพึงหมาย
เหมาะยิ่งทั้งหญิงชาย สุจริต ณ ไตรทวาร
12. จงมุงบําเพ็ญมา- ตุปตุปฏฐานการ
บํารุงบิดามาร- ดรใหเสวยสุข"
1. ไมควรฆาสัตวตัดชีวิต เพราะชีวิตใครๆ ก็รัก
2. การขโมย เปนสิ่งที่ทําใหเจาทรัพยเสียใจมาก
3. การผิดลูกผิดเมีย เปนสิ่งที่ไมควรทํา
4. การพูดปด ทําใหเปนที่รังเกียจของผูอื่น
5. การพูดสอเสียด ไมดีเลย ทําใหความสัมพันธหายไป
6. การพูดจาไมเพราะ นึกหรือวาเขาจะพูดเพราะกับเรา เขาก็ตองพูดกับเราไมเพราะเหมือนกัน
7. พูดจาไรสาระ บาๆ บอๆ คนทั่วไปเขาจะนินทาเอาได
8. ถาเราคิดโลภ อยากไดของผูอื่น จะถูกนินทาเหมือนกัน
9. การอาฆาต จองลางจองผลาญ ทําใหไมมีความสงบ
10. การมีมิจฉาทิฏฐิ ทําใหจิตใจไมสบาย
11. ละความชั่วทั้งปวง ทํากาย วาจา ใจ ใหบริสุทธิ์
12. บํารุงเลี้ยงดู พอแม แสดงความกตัญูตอทาน
BOBBYtutor Thai Note
คําสอนเลวๆ ของอธรรมบุตร 12 ขอ ที่ Ent ชอบถาม
1. "ผูใฝซึ่งอํานาจ ก็ตองอาจและหาญกลา
ใครขวาง ณ มรรคา ก็ตองปองประหารพลัน
2. อยากมีซึ่งทรัพยสิ่ง จะมานิ่งอยูเฉยฉะนั้น
เมื่อใดจะไดทัน มนะมุงและปรารถนา
3. กําลังอยูกับใคร สิก็ใชกําลังครา
ใครออนก็ปรา- ชิตะแนมิสงสัย
4. สตรีผูมีโฉม ศุภลักษณาไซร
ควรถือวามีไว เปนสมบัติ ณ กลางเมือง
5. ใครเขลาควรเอาเปรียบ และมุสาประดิษฐเรื่อง
ลวงลอบตองเปลือง ธนะหากําไรงาม
6. เมื่อเห็นซึ่งโอกาส ผูฉลาดพยายาม
สอเสียดและใสความ และประโยชน ณ ตนถึง
7. ใครทวง ฤ ทักวา ก็จงดาใหเสียงอึง
เขานั้นสิแนจึ่ง จะขยาดและเกรงเรา
8. พูดเลนไมเปนสา- ระสําหรับจะแกเหงา
กระทบกระเทียบเขา ก็สนุกสนานดี
9. ใครจนจะทนยาก และลําบากอยูไยมี
คิดปองซึ่งของดี ณ ผูอื่นอันเก็บงํา
10. ใครทําใหขัดใจ สิก็ควรจะจดจํา
ไวหาโอกาสทํา ทุษะบางเพื่อสาใจ
11. คําสอนของอาจารย ก็บุราณะเกินสมัย
จะนั่งใยดีใย จงประพฤติจามจิตตู
12. บิดรและมารดา ก็ชราหนักหนาอยู
เลี้ยงไวทําไมดู นับจะเปลืองมิควรการ"
1. ใครตองการมีอํานาจก็ตองกลาหาญ บาบิ่น ใครขวางทางปนก็ฆาไปเลย
2. ถาอยากรวย จะมาอยูเฉยทําไมก็ปลนซิ
3. เรามีกําลังอิทธิพลก็จัดการเลย คนอื่นที่ดอยกวาเราจะไดหงอ
4. หญิงสวยๆ ถาชอบก็จัดการเลย เพราะถือวาเปนสาธารณสมบัติที่ใครๆ ก็สามารถเด็ดดม
5. คนโงยอมเปนเหยื่อของคนฉลาด หลอกไดก็หลอกเลย
6. การนินทา ใสรายปายสี ควรทําเมื่อจะสรางประโยชนแกเรา
7. ใครหือกับเราก็ดามันเลย วันหลังจะไดขยาดเกรงกลัวเรา
8. เวลาจะแกเหงา หาอะไรทําเพลินๆ ก็พูดจาบาบอไมเปนสาระ
9. เราเปนคนจน จะไปยอมทําไม ก็ไปขโมยของคนรวย
10. ใครแกลงเรา ทําใหเราโกรธ จําหนามันไว คิดบัญชีวันหลัง
11. อาจารยสอนอะไร อยาไปเชื่อมาก เพราะพวกอาจารยหัวโบราณ เชื่อตนเองดีที่สุด
12.!พอแมแกแลวก็ปลอยตามเวรตามกรรมเถอะ เปลืองขาวสุก
BOBBYtutor Thai Note
ราตรี
ผูแตง : เจาพระยาธรรมศักดิ์มนตรี
ลักษณะคําประพันธ : อินทรวิเชียรฉันท 11 แตงสลับดวย วสันตดิลกฉันท 14 จึงเรียกเปนคําประพันธใหมวา
อินทวสันตดิลกฉันท
จุดประสงคการแตง : แสดงปรัชญาชีวิต
ฉันท
ฉันทบังคับ ครุ ลหุ นักเรียนทราบแลว ฉันทที่ Ent ออกมี 2 ชนิด
1. อินทรวิเชียรฉันท 11
2. วสันตดิลกฉันท 14
อินทรวิเชียรฉันท ถานักเรียนจํากาพยยานี 11 ได ก็ตองจําอินทรวิเชียรฉันทได เพราะทุกอยางเหมือนกัน แตแตกตาง
ตรงที่อินทรวิเชียรฉันทบังคับ ครุ ลหุ ที่สูตร
3-6-7-9 → ลหุ
วสันตดิลกฉันท 14 ถานักเรียนจําอินทรวิเชียรฉันท 11 ได ก็สามารถจําวสันตดิลกฉันท 14 ได เพราะ 14 เพิ่มมาจาก
11 เทากับ 3 แสดงวาวสันตดิลกฉันท มีพยางค 3 พยางคเพิ่มขึ้นมาเปน ลหุ 3 ตัวติดกัน ตรงดอกจัน
3
= อินทรวิเชียรฉันท 11
3
***
6 7 9
6 7 9
= วสันตดิลกฉันท 14
* จําเลยนะนักเรียน ฉันท 2 ชนิดนี้จะสลับตําแหนง ครุ ลหุ จาก 3-6-7-9 ซึ่งเปนลหุจะไปตําแหนงอื่นๆ ไมได
ถาบิดเบือนตําแหนงเดียวก็ไมใชอินทรวิเชียรฉันท และวสันตดิลกฉันท
* ตําแหนงลหุ เราสามารถอนุโลมใชสระ "อํา" เปนลหุไดแคสระเดียว ปกติสระอํา เปนครุ แตถาเปนฉันท
เขาอนุโลม
ราตรี
1. "ราตรีก็แมนมี ขณะดีและรายปน
ไปผิดกะคนๆ คุณโทษประโยชนถม
2. ราตรีกลีกลพิโรธ หฤโหดคระหึมลม
มืดตื้อกระพือพิรุณพรม และฤเราจะแยแส
3. ราตรีดิถีสุข นิรทุกขประเทืองแด
ฟางามอรามแล ระกะดอกกุดั่นหาว
4. โสมสองสนองชุษณปกษ ศุภลักษณลํายอง, คราว
ยั่วยิ้มณริมพิภพ, ราว ทิพลาภบําเรอเรา
BOBBYtutor Thai Note
5. พิณฟา ณ ราตรี ธรณีสุโนกเนา
สงเสียงประสานเสา- วสภาพพะนอสรวง"
4. วรรคที่มีความเดนดานสัมผัสอักษร
"หฤโหดคระหึมลม" หฤ-โหด-หึม
"ธรณีสุโนกเนา" ณี-โนก-เนา
"พนพุมผกาไพร" พน-พุม-ผกา-ไพร
"กระพือพิรุณพรม" พือ-พิ-พรม
"โสมสองสนองชุษณปกษ" โสม-สอง-สนอง-ชุษณ
"ริมพิภพราว" พิ-ภพ
"สงเสียงประสานเสา" สง-เสียง-สาน-เสา
"ชลโชยชะดอกใบ" ชล-โชย-ชะ
"คํ่าคืนระรื่นรัก" คํ่า-คืน ระ-รื่น-รัก
"มธุรสธํารงเรือน" รส-รง-เรือน
5. วรรคสุดทายของ "ราตรี" เปนพระเอกของงานเพื่อบอก Main Idia
"โลกียสุขสุขเหมือน สุขโลกอุดรหรือ"
กําลังจะบอกวาโลกบันเทิงที่เสพกามารมณ ทุกวันนี้จะมีความสุขที่แทจริงเหมือนโลกนิพพานหรือ
6. เรื่องราตรี มีการชมความงามธรรมชาติ 6 ชนิด
1. "ฟางามอรามแล ระกะดอกกุกั่นหาว" = ชมดาว
2. "โสมสองสนองชุษณปกษ ศุภลักษณลํายอง, คราว" = ชมพระจันทร
3. "พิณฟา ณ ราตรี ธรณีสุโนกเนา" = ชมนก
4. "กลิ่นหลานภาจรจะปรน สุวคนธบําบวง" = ชมดอกไมหอม
5. "นํ้าคางพระพรางโปรย ชลโชยชะดอกใบ" = ชมนํ้าคาง
6. "ดึกดื่น ณ พื้นอุทยทิศ สุริยฤทธิแพรงพราย" = ชมพระอาทิตย
7. อัพภาส "นํ้าคางพระพรางโปรย"
"พระพราง" เปนคําอัพภาส
อัพภาส คือ การกรอนเสียงจากคําซํ้าแลวตัดพยางคหนาของคําซํ้าใหเหลือพยัญชนะตนอยางเดียว จึงใสสระอะลง
แทนสระเดิม เชน
วับวับ วะวับ
เรื่อยเรื่อย ระเรื่อย
แยงแยง ยะแยง
ยุงยุง ยะยุง
แวมแวม วะแวม
พรางพราง พระพราง
BOBBYtutor Thai Note
คําอธิบายศัพท
กล ราวกับ
กลี เลวราย
กุดั่น ทองแกมแกว ทําโดยปดทองคําเปลวทับบนลวดลายที่แกะดวยไมหรือปนดวยปูน แลวประดับดวย
กระจกสี ถาลวดลายเปนดอกเรียก ดอกกุดั่น ในที่นี้หมายถึง ดวงดาว ซึ่งแพรวพราวราวดอกกุดั่น
คระหึม ดังกระหึ่ม
ชะ ลางใหสะอาด
ชิพ แผลงจากชีพ
ชุษณปกษ ขางขึ้น ชุษณ แปลวา ขาว สวาง ปกษ แปลวา ขาง ฝาย
ดํารู งาม แผลงจากคําวา ตรู
ดิถี วันตามจันทรคติ มักใชคูกับ วาระ
แด ใจ
ถม มาก
เนา อยู
บําบวง บูชา
พน ปา
พระพราง กรอนมาจาก พรางพราง พราง หมายถึง แวววาบ
พิณ เครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง พิณฟา เปนอุปลักษณ หมายถึง เสียงจากฟาดุจเสียงพิณ
มธุ นํ้าหวาน นํ้าผึ้ง มธุรส รสหวาน
รชนิ คือ รัชนี หมายถึง กลางคืน
รมย คือ รมย หมายถึง ความสุขที่นาบันเทิงใจ ความสุขอันพึงใจ
ระพิ คือ รพี หรือ รวี หมายถึง พระอาทิตย
เรณู ละอองเกสรดอกไม
ลํายอง สวยงาม
โลกอุดร อุดร แปลวา เหนือ มาจาก อุตร โลกอุดร แปลวา เหนือโลก มาจาก โลกกุตร
โลกียสุข ความสุขอยางชาวโลก เชน มีทรัพยสินเงินทอง
ศุภลักษณ ลักษณะดี
สรวง สวรรค
สุโนก นก
เสาวสภาพ สภาพที่ดีงาม
BOBBYtutor Thai Note
นายขนมตมชกพมาถวายตัวพระเจาอังวะ
ผูแตง : กรมหลวงพิชิตปรีชากร
ลักษณะคําประพันธ : โคลงสี่สุภาพ
เนื้อเรื่อง : ฝายพระเจาอังวะอยู ณ เมืองยางกุง ทําการยกฉัตรยอดพระมหาเจดียเกศธาตุสําเร็จแลวใหมีการฉลอง
จึงมีขุนนางพมากราบทูลวา คนมวยเมืองไทยฝมือดียิ่งนัก จึงตรัสสั่งใหจัดหามา ไดนายขนมตมคนหนึ่ง เปนมวยดี
มีฝมือแตครั้งกรุงเกา เอาตัวมาถวายพระเจากรุงอังวะ จึงใหจัดพมาคนมวยเขามาเปรียบกับนายขนมตม ไดกันแลวก็ให
ชกกันหนาที่นั่ง และนายขนมตมชกพมาไมทันถึงยกพมาก็แพ แลวจัดเอาคนอื่นเขามาเปรียบชกอีก นายขนมตมชกพมา
ชกมอญแพถึงเกาคนสิบคนสูไมได พระเจาอังวะทอดพระเนตร ยกพระหัตถตบ พระอุระตรัสสรรเสริญฝมือนายขนมตมวา
ไทยมีพิษอยูทั่วตัวแตมือเปลา ไมมีอาวุธเลยยังสูไดคนเดียวชนะถึงเกาคนสิบคนฉะนี้ เพราะเจานายไมดีจึงเสียเมือง
แกขาศึก ถาเจานายดีแลวไหนเลยจะเสียกรุงศรีอยุธยา แลวพระราชทานรางวัลแกนายขนมตมโดยสมควร
โคลงสี่สุภาพ
คณะ : บทหนึ่งมี 30 คํา แบงออกเปน 4 บาท (บาท = บรรทัด) บาทละ 7 คํา บาทที่ 4 มี 9 คํา
สัมผัส : คําที่ 7 ของบาทที่ 1 สัมผัสกับคําที่ 5 ของบาทที่ 2 และ 3 (พระลอสัมผัส เพื่อน-แพง)
คําที่ 7 ของบาทที่ 2 สัมผัสกับคําที่ 5 ของบาทที่ 4 (พระราม สัมผัส สีดา)
คําเอกคําโท บทหนึ่งมีคําเอก 7 โท 4
คําเอก : ถาใสเอกไมไดใหใช เอกโทษ หรือคําตาย (เอกโทษ = ซู, ฮา, เคี่ยว) = สามเหลี่ยมเบอรมิวดา
คําโท : ถาใสโทไมไดใหใช โทโทษ (โทโทษ = แหยง, ผึ้ง, ขอย) = Z สัมผัส
เสียงลือเสียงเลาอาง อันใด (พี่เอย)
เสียงยอมยอยศใคร ทั่วหลา
สองเขือพี่หลับไหล ลืมตื่น (ฤๅพี่)
สองพี่คิดเองอา อยาไดถามเผือ
* เอกโทษ = ไมเอกที่สะกดผิด แตยอมสะกดผิดเพราะตองการใหถูกฉันทลักษณ
* โทโทษ = ไมโทที่สะกดผิด แตยอมสะกดผิดเพราะตองการใหถูกฉันทลักษณ
การใชคําตายแทนคําเอก (ขอสอบ Ent' ชอบถาม)
คุณแมหนาหนักเพี้ยง พสุธา
คุณบิดรดุจอา กาศกวาง
คุณพี่พางศิขรา เมรุ มาศ
คุณพระอาจารยอาง อาจสูสาคร
นักเรียนสังเกตโคลงบาทที่ 1 ตอไปนี้ ผิดฉันทลักษณตรงไหน
(1) ปากแตกเอาขี้ผึ้ง ทาซะ (พี่เอย)
(2) เสียงลือเสียงแมเคี่ยว กะทิ (นะแม)
BOBBYtutor Thai Note
การใชคําเอกโทษและโทโทษ
เนื้อออนหอนซูเนื้อ นองหญิง
ออนแอบแนบอกอิง อุนลํ้า
นวลจันทรนั่นนวลจริง แตชื่อ ฤๅเอย
นวลที่พี่กลืนกลํ้า กลิ่นเนื้อเหลือนวล
ซู ตัวนี้เรียกวา เอกโทษ (ตําแหนงนี้ตองใสคําวา "สู" แตถาใสจะผิดฉันทลักษณ)
ขอฝากซากสวาทสรอย สุนทร
ไวที่ทาสาคร เขตนี้
ศาลาทาวันพร พี่ฝาก มาเอย
ใครที่พี่เปนผี้ พี่ใหอภัยเจริญ
ผี้ ตัวนี้เรียกวา โทโทษ (ตําแหนงนี้ตองใสคําวา "พี่" แตถาใสจะผิดฉันทลักษณ)
* ตําแหนง เอก โท คูแรกในบาทที่ 1 สามารถอนุโลมสลับเปน โท เอกได  
ตรงนี้ตองระวัง
"อังวะธิราชเจา พุกาม
ฉลองธาตุรางกุงงาม ครึกครื้น
ขนมตมชื่อชาวสยาม ตนหนึ่ง
ขันตอยตีพวกพื้น มานรูครูมวยฯ"
(1) พุกาม, มาน แปลวา พมา
(2) ครึกครื้น เปนคําซอนเพื่อเสียง
(3) "ขนมตมชื่อชาวสยาม ตนหนึ่ง" การใชคําวา ตนหนึ่ง เปนการยกยองนายขนมตม ปกติคําวา
ตน จะใชกับพวก ฤๅษี นักสิทธิ์ วิทยาธร ซึ่งเหนือมนุษยแตไมถึงกับเทพ
(4) ขันตอยตี แปลวา อาสาไปตอยตี
"ฉับฉวยชกฉกชํ้า ฉุบฉับ
โถมทุบทุมถองทับ ถีบทาว
เตะตีตอยตุบตับ ตบตัก
หมดหมูเมงมอญมาว มานเมื้อหมางเมินฯ"
(1) ภาพพจน แบบสัทพจน (เลียนเสียงธรรมชาติ) ตรง ฉุบฉับ ตุบตับ
(2) โคลงบทนี้ ทุกบาทมีการเลนสัมผัสอักษร (สัมผัสพยัญชนะ)
บาทที่ 1 ฉับ-ฉวย-ชก-ฉก-ชํ้า-ฉุบ-ฉับ
บาทที่ 2 โถม-ทุบ-ทุม-ถอง-ทับ-ถีบ-ทาว
บาทที่ 3 เตะ-ตี-ตอย-ตุบ-ตับ-ตบ-ตัก
บาทที่ 4 หมด-หมู-เมง-มอญ-มาว-มาน-เมื้อ-หมาง-เมิน
(3) คํากริยาที่แสดงอาการตอยมวย มีคําดังตอไปนี้
ชก ฉก โถม ทุบ ทุม ถอง ทับ ถีบ เตะ ตี ตอย ตบ ตัก
BOBBYtutor Thai Note
(4) คําที่หมายถึงพมา มีคําดังตอไปนี้
เมง มอญ มาว มาน
"เกินสิบตอยบซํ้า สองยก
มานกษัตริยหัตถลูบอก โอษฐพรอง
ชาติสยามผิยามตก ไรยาก ไฉนนา
ยังแตตัวยังตอง หอนไดภัยมีฯ"
(1) โคลงบทนี้ชื่นชมนายขนมตมวามีความสามารถจริงๆ ตรงบาทที่ 4
(2) เลนคําวา "ยัง"
"ยังแตตัว" = เหลือแตตัว
"ยังตอง" = แมกระนั้นยัง
"ฉากนี้สมพากษพรอง เพลงสุภา-ษิตเอย
เคยปากหากพูดมา มากครั้ง
กรุงศรีอยุธยา ไปขาด ดีเลย
รูปฉากพากษติดตั้ง ตอใหเห็นจริง"
โคลงบาท "กรุงศรีอยุธยา ไปขาด ดีเลย" ตรงกับสํานวน กรุงศรีอยุธยาไมสิ้นคนดี
คําอธิบายศัพท
ขัน อาสา
ตบ อาการที่ใชมือหรือหมัดฟาด
ตัก อาการที่ใชมือหรือหมัดชอนขึ้น
ทาว ในบทกวีนี้หมายถึง เทา
ธาตุ พระสถูปเจดียที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจา หรือพระธาตุของพระอรหันต
ธิราช มาจาก อธิราช แปลวา พระราชาผูยิ่งใหญ
พรอง รอง พูด
พุกาม พมา
เพรง กาลกอน
มอญ ชื่อชนชาติหนึ่งอยูทางตอนใตของพมา
มาน พมา
มาว ชื่อชนชาติหนึ่งซึ่งอาศัยแถบชายแดนพมา-ไทย (พิจารณาจากบริบท)
เมง ชื่อชนชาติหนึ่งซึ่งอาศัยอยูแถบชายแดนพมา-ไทย
เมื้อ ไป กลับ
สมพากษ เหมาะกับคําพูดหรือคําบรรยาย
หมางเมิน หมาง แปลวา หมองใจ เมิน แปลวา ไมมอง หมางเมิน แปลวา เสียใจจนไมมอง
BOBBYtutor Thai Note
เสนาะฉันท
ผูแตง : พระเจาบรมวงศเธอ กรมพระนราธิปประพันธพงศ
ลักษณะคําประพันธ : โคลงสี่สุภาพ
เนื้อเรื่อง : เสียงของกวีนิพนธ ไพเราะกวาเสียงใดในโลก
"ฟาลั่นครั่นกระหึ่มกอง นภากาศ ก็ดี
กรีดดีดสีปพาทย ขับครึ้ม
สะดิ้งฤดีเฉกกวีวาท ไพเราะ ไฉนรา
พจนาทรสสวาทพรึ้ม เพราะเพี้ยงนิพนธหรือฯ
การเวกหวือวิเวกรอง ระงมสวรรค
เสนาะมิเหมือนเสนาะฉันท เสนาะซึ้ง
ประกายฟาสุริยาจันทร แจรมโลก ไฉนฤๅ
เมฆพยับอับแสงสอึ้ง อรามแพประพนธเฉลยฯ"
ตรงนี้ตองระวัง
1. สาระสําคัญของโคลงทั้ง 2 บทนี้ คือ เสียงของคําประพันธไพเราะกวาเสียงใดๆ ในโลก
2. ภาพพจนแบบอุปมา : สดิ้งฤดี เฉกกวีวาท
เพราะเพี้ยงนิพนธหรือฯ
เสนาะมิเหมือนเสนาะฉันท
3. เนื้อหาจะบอกวา เสียงฟารอง เสียงปพาทย เสียงหญิงสาว หรือแมกระทั่งเสียงนกการเวกทั้งหมดนี้ไพเราะ
สูเสียงกวีนิพนธไมไดเลย
4. จินตภาพดานภาพ : (1) "ประกายฟาสุริยาจันทร แจรมโลก ไฉนฤๅ"
(2) "เมฆพยับอับแสงสอึ้ง"
5. จินตภาพดานเสียง : (1) "ฟาลั่นครั่นกระหึ่มกอง"
(2) "กรีดดีดสีปพาทย ขับครึ้ม"
(3) "การเวกหวือวิเวกรอง ระงมสวรรค"
6. โคลงบทที่ 2 ชมความงามของคําประพันธ = รสเสาวรจนี
7. มีการแสดงศิลปะการประพันธ "ซํ้าคํา"
"เสนาะมิเหมือนเสนาะฉันท เสนาะซึ้ง"
BOBBYtutor Thai Note
คําอธิบายศัพท
แจรม คือ แจม เชนเดียวกับคํา จรด มาจาก จด ซึ่งหมายถึง กระจางไมมัวหมอง
นาท เสียงรอง
พจ แผลงมาจาก วจะ แปลวา คําพูด
พรื้ม แผลงมาจาก พริ้ม แปลวา งามอยางยิ้มแยม
เพี้ยง แผลงมาจาก เพียง แปลวา เทาเสมอ เหมือน
สวาท นารัก เปนที่รัก
สะดิ้ง สันนิษฐานวา เปนคําที่มีความหมายเดียวกับ สะดุง อาจใชคูกับคํา สะดิ้ง เปนสะดุงสะดิ้ง ไดเชนเดียวกับคํา
กระตุงกระติ้ง กะหนุงกะหนิง กระจุงกระจิ๋ง จึงไมควรเขาใจสับสนกับคําวา สะดิ้ง ในปจจุบันที่มี
ความหมายในทํานองดัดจริต
มอม
ผูแตง : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
ลักษณะคําประพันธ : รอยแกวประเภทเรื่องสั้น ซึ่งเปนรูปแบบการเขียนที่ไดรับอิทธิพลจากวรรณกรรมตะวันตก
มีอิทธิพลตอการเขียนมาจนถึงปจจุบัน
เนื้อเรื่อง : ฉากของเรื่อง มอม คือ กรุงเทพมหานคร แถบถนนเพชรบุรี เรื่อยมาจนถึงถนนราชวิถี ชวงเวลาของเหตุการณ
ในเรื่องนี้เปนชวงที่ประเทศไทยเขาสูสงครามโลกครั้งที่ 2 กรุงเทพถูกโจมตีทางอากาศอยางรุนแรง บานเรือนเสียหายและ
ผูคนลมตายเปนจํานวนมาก ตัวละครในเรื่องอยูในครอบครัวที่มีฐานะปานกลางครอบครัวหนึ่ง มีชีวิตเรียบงายแบบ
คนไทยทั่วๆ ไป ตัวละครในอีกครอบครัวหนึ่งมีฐานะดี มอมตัวเอกเปนเรื่องของสุนัขครอบครัวแรกในตอนตนของชีวิต
แตภัยจากสงครามทําใหมอมตกอยูกับครอบครัวหลัง และในที่สุดเหตุการณก็ผันกลับทําใหมอมมาพบกับเจานาย
เจาของเดิมของตน
ตรงนี้ตองระวัง
1. "มอมไมไดรักนายเทาชีวิต แตนายเปนชีวิตของมอม"
การใชภาษาตรงนี้ สละสลวยกินใจ สําบัดสํานวน แสดงลักษณะนิสัยของมอมวารักเจานายของมันมากที่สุด
มากกวารักตัวมันเอง
2. "การถายปสสาวะรดที่ตัวอื่นทําไวแลว จึงเปนอนันตริยกรรมของสุนัข อภัยใหกันไมได แลวถาทําการตอหนาก็
เปนการทาทายกันโดยตรง เปนการทําลายเกียรติของหมาตัวผูดวยกัน"
สัญชาตญาณของสุนัขนั่นเอง
3. "ครั้นตอมาอาการรักหนักขึ้น มันก็ไมกลับเอาเลย เฝาเวียนวนอยูแถวนั้น คอยไลกัดตัวผูอื่นๆ ทั้งหนุม ทั้งแก
ที่มาตอมนางนวลเปนฝูง คนในบานเขาหนวกหูหนักเขา เขาก็ทุบตีเอาบาง เอาอิฐขวางเอาบางมอมก็ตองทนเพราะ
ความรักกําลังขึ้นหนา"
ตรงนี้แสดงความรักของมอมตอหมาตัวเมีย หมาก็มีหัวใจเหมือนคน
BOBBYtutor Thai Note
4. "พอหัวใจมอมมันหวนกลับไปบาน ตัวมันก็หันกลับและขาทั้ง 4 ของมันก็พาตัวมันกลับบานทันที"
สํานวนภาษาเลียนแบบสํานวนภาษาตางประเทศ ตรงประโยคที่พิมพตัวหนา แบบนี้ภาษาไทยจะไมใช นอกจาก
ภาษานวนิยาย
5. "วันไหนมอมหิวหนักเขา มันก็ไปนั่งมองขณะที่นายผูหญิงกําลังกิน ถานายผูหญิงหันมามอง มันก็เลียปาก
ใหรูวามันหิวมากเหมือนกัน นายผูหญิงก็จะนํ้าตากบลูกตารีบอิ่มขาว แลวเอาของที่เหลือคลุกใหมันกินทันที"
ตรงนี้แสดงความมีนํ้าใจ เมตตาของนายผูหญิงตอสัตว ยอมเสียสละใหมอมกินขาว แมวาตัวเองจะไมคอยมีกิน
6. ตั้งแตมอมมันยังตัวเล็กๆ นายเคยหามเด็ดขาดไมใหมันไปเก็บของกินนอกบาน มอมมันก็ปฏิบัติตามตลอดเวลา
เพราะเมื่อทองมันอิ่มมันก็ไมมีความจําเปนที่จะตองไปหาอะไรกินที่อื่น แตเดี๋ยวนี้มอมตองผิดคําสั่งนาย เพราะทองมันหิว
เต็มทน ก็ตองพึ่งถังขยะเชนเดียวกับหมาขางถนนตัวหนึ่ง ดวยความอด"
สัญชาตญาณของสัตวโลก ตองยอมแหกกฎบรรทัดฐานของชีวิตเพื่อความอยูรอด ถามอมไมหิวมันก็ไมจําเปน
ตองคุยขยะกินหรอก
7. "เพราะมันรูวามันมีหนาที่จะตองทํา มันเบียดเขาไปจนชิดตัวนายผูหญิง มันเลียมือนายผูหญิงและเลียแขน
คุณหนู เปนวิธีเดียวที่มันจะบอกใหสองคนนั้นรูวาไมตองกลัว ไมตองตกใจ มอมยังอยู"
ความกตัญูของมอมมีตอนายผูหญิง สัตวมันยังรูคุณคนเลย แลวคนละ
8. "เลือดขนๆ ของมันกําลังไหลออกมาแดงฉาน" ตรงนี้ใชภาษาพรรณนาโวหารภาษาวิจิตรใหเห็นภาพ
9. "แตที่กลบนั้นหนานัก สุดกําลังที่มอมจะคุยผูเดียวไหว หมดปญญาเขามันก็เริ่มเหาและหอนอยูที่ปากหลุม
เสียงหอนของมันทําใหชาวบานแถบนั้นวังเวงใจ เพราะมันเปนเสียงครํ่าครวญของหมาพันธุทางตัวหนึ่งที่หัวใจแตกสลายลง"
มอมพยายามชวยนายผูหญิงและคุณหนูอยางสุดชีวิต แตทําไมสําเร็จ ภาษาตรงนี้สะเทือนอารมณมาก รูสึกเศราหด
หูตาม ใชภาษากินใจ
10. "มอมมันอยูกับคุณแตวมานาน มันรูวาเดี๋ยวนี้มันชื่อไอดิ๊ก ถาคุณแตวเรียกมันดวยชื่อนั้นมันก็เขาไปหา แตมอม
ไมมีวันลืมวาชื่อจริงที่นายตั้งใหคือ "ไอมอม"
มอมไมลืมนายคนเกา แสดงวา มันผูกพันและรักนายคนเกามาก แสดงความจงรักภักดี
11. "เขาสงขาไปไกลขาไมไดขาวคราวจากใครเลย พอกลับมาบานเขาก็บอกวาไฟไหมหมด ลูกเมียถูกระเบิดตาย
งานการที่ขาเคยทําคนอื่นเขาก็เอาตําแหนงไปหมดแลว ไมมีใครเขาจะมาคอย ขาหมดหนทางจริงๆ มอมเอยแตเอ็งอยา
นึกวาขาลักขโมย ครั้งนี้เปนครั้งแรก พอดีพบเอ็ง เอ็งก็ทําใหขาตองอาย ทําไมลง"
ระบบความลมเหลวของราชการไทย ที่ไมรับผิดชอบตอทหารผานศึก เขาไปรบเพื่อประเทศชาติ แตกลับมา
ไมมีสวัสดิการอะไรเลย สุดทายก็ตองไปขโมยเขากิน แตมาเจอมอมรูสึกละอายตอบาปเลยทําไมลง
12. "ถึงแมวามอมมันจะรักคุณแตว มันก็รักเพราะมือที่ใหขาวมันกิน คุณแตวไมใชชีวิตของมอม" จากเรื่องมอม
ขอความที่พิมพตัวหนา หมายความวา มอมมีความผูกพันอยูกับผูอื่นลึกซึ้งกวาที่รักคุณแตวมาก
13. ขอคิดจากการอานเรื่องมอม
13.1 สงครามเปนสิ่งที่นําความพินาศและความทุกขทรมานมาใหมนุษย ทั้งฝายที่ไดรับชัยชนะและฝายแพ
13.2 การดูแลสวัสดิการของครอบครัวทหารในสมัยนั้นไมดี แมแตทหารที่ผานสงครามแลว กลับมาบานก็ไมไดรับส
วัสดิการเทาที่ควร
13.3 คนที่ประกอบอาชญากรรมนั้น มิไดทําไปโดยกมลสันดานทุกคน แตทําเพราะความจําเปนบีบคั้นเปนครั้ง คราว
BOBBYtutor Thai Note
พระครูวัดฉลอง
ผูแตง : สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ
ลักษณะคําประพันธ : รอยแกวเชิงสารคดี
ที่มาของเรื่อง : เปนเรื่องหนึ่งใน "นิทานโบราณคดี"
จุดประสงคการแตง : เพื่อถายทอดประสบการณของพระองคในสมัยที่ทรงรับราชการ ประทานแกพระธิดา (หมอม
เจาหญิง พูนพิศมัย ดิศกุล) และเพื่อปองกันไมใหเรื่องสูญหาย
เรื่องเหลานี้ตีพิมพรวมเปนเลมแลว เรียกชื่อวา นิทานโบราณคดี ทรงชี้แจงไวในคํานําวา "เรื่องตางๆ ที่จะเลาตอไป
นี้ลวนเปนเรื่องจริง ซึ่งตัวฉันไดรูเห็นเองไมใชคิดประดิษฐขึ้นใหม แตเปนเรื่องเกล็ดนอกพงศาวดาร จึงเรียกวา "นิทาน
โบราณคดี"
ตรงนี้ตองระวัง
1. "ขาอยูในวัดนี้มาตั้งแตยังเปนเด็กจนถึงอายุปานนี้แลว ทั้งเปนสมภารเจาวัดอยูดวย จะทิ้งวัดไปเสียอยางไรได
พวกสูจะหนีก็หนีเถิด แตขาไมไปละ จะตองตายก็ตายอยูในวัด อยาเปนหวงขาเลย" พวกลูกศิษยออนวอนเทาใดทานก็
ยืนคําอยูอยางนั้น
ตรงนี้แสดงถึงความเปนผูนํา ถึงแมจะเกิดอะไรขึ้น ผูนําก็ตองแสดงความเปนผูนํา และพระครูวัดฉลอง
มีความรับผิดชอบเพราะตอนนี้เปนเจาอาวาส
2. แตทานตอบวา "ขาเปนพระเปนสงฆจะรบฆาฟนใครไมได สูจะรบพุงอยางไรก็ไปคิดอานกันเองเถิด ขาจะใหแต
เครื่องคุณพระสําหรับปองกันตัว" คนเหลานั้นไปเที่ยวชักชวนกัน
ความเชื่อเรื่องคุณไสยของคนไทยโบราณ ปจจุบันก็ยังมีใหเห็นอยู เชน ความเลื่อมใสของชาวไทยตอหลวงพอคูณ
3. ทานพระครูวา "จีนรบสูไทยไมไดดวยตัวมันตองกินขาวตม พวกไทยไมตองกินขาวตมจึงเอาชนะไดงายๆ"
ตรงนี้แสดงอารมณขันของทานพระครูวัดฉลอง (ดวย แปลวา เพราะ)
4. ทานพระครูวา "ขาไมใชพระพุทธรูปจะทํานอกรีตมาปดทองคนเปนๆ อยางนี้ ขาไมยอม" แตคนหาปลาโตวา
"ก็ผมบนไวอยางนั้น ถาขรัวพอไมยอมใหผมปดทองแกสินบน ฉวยแรงสินบนทําใหผมเจ็บลมตายขรัวพอจะวาอยางไร"
ทานพระครูจนถอยคําสํานวนดวยตัวทานก็เชื่อเรื่องสินบน เกรงวาถาเกิดเหตุรายแกผูบน บาปจะตกอยูแกตัว ทานก็ตองยอม
ความตอนนี้สะทอนความสัมพันธระหวางชาวบานกับพระสงฆ เพราะมีอะไรก็ตองอาศัยพึ่งพาพระสงฆ และ
สะทอนความเชื่อดานไสยศาสตร เพราะมีการบนบานศาลกลาว ปจจุบันชวงสอบเขามหาวิทยาลัยก็มีการบนใชไหม
คนหาปลาก็มีจิตวิทยาในการพูดใหพระครูวัดฉลองยอมใหปดทอง ดวยการอางเหตุผลที่หนักแนนนาเชื่อถือ
พระครูวัดฉลองมีเมตตาบารมีเห็นแกคนหาปลาจะเปนอันตราย จึงยอมใหปดทองแมวาจะดูพิกลอยูวาไมมีใคร
เขาปดทองคนเปนๆ
5. "ขาไมใชพระพุทธรูป จะทํานอกรีตมาปดทองคนเปนๆ อยางนี้ขาไมยอม" คําวา นอกรีต มีความหมายตรงกับ
นอกแบบ
BOBBYtutor Thai Note
6. จากขอความขางตน ขอ 5 แสดงใหเห็นวาผูพูดมีทรรศนะวา การปดทองเปนเครื่องหมายแสดงความศรัทธาตอ
พระพุทธศาสนาไมควรนํามาใชกับคนเปนๆ
7. "ทานพระครูไมยอมใหแกไขในบริเวณโบสถที่ทานเคยลงไปอยูเมื่อตอสูกับพวกจีน กําแพงแกวที่พวกลูกศิษย
เคยอาศัยบังตัวรบจีนครั้งนั้นก็ไมใหรื้อแยงแกไข ยังใหคงอยูอยางเดิม" จากเรื่องพระครูวัดฉลอง ขอความนี้อนุมานไดวา
ทานพระครูมีความคิดตองการเตือนใจใหอนุชนในชาติใหสามัคคีกัน
8. เราคาดไววา "การไมยอมใหแกไข" ของทานพระครูจะทําใหบังเกิดประโยชนในดานเปนประจักษพยานของ
เหตุการณในอดีต
คําอธิบายศัพท
กําแพงแกว กําแพงเตี้ยสรางลอมพระอุโบสถ วิหาร หรือเจดีย เปนตน เพื่อแสดงอาณาเขต
ขรัว เปนคําเรียกบุคคลที่เคารพนับถือ เชน ขรัวยาย ขรัวตา ขรัวพอ (โบราณ)
นอกรีต ไมประพฤติตามจารีตประเพณี รีต นาจะกรอนจาก จารีต
ประเจียด ผาที่ลงเลขยันต ถือเปนของศักดิ์สิทธิ์ ปองกันอันตราย
พัทธสีมา เครื่องแสดงเขตของพระอุโบสถอันเปนที่ทําสังฆกรรมไดตามพระวินัย
มณฑล วงรอบ บริเวณ แควน สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย มณฑล คือ สวนหนึ่งของประเทศ มีสมุห-
เทศาภิบาลเปนผูดูแลรับผิดชอบมณฑลหนึ่งๆ มักมี 4-5 จังหวัด การแบงประเทศเปนมณฑลๆ
ไดเลิกไปหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
ยันต รูปซึ่งเขียนลงบนสิ่งตางๆ เชน ผา โลหะ แลวลงอักขระหรือเลข ใชเปนของขลัง
รูปฉาย รูปถาย
ลับแล ฉากกั้นหรือบังที่ยกยายได
โลน หยาบคาย มีความหมายกระเดียดไปทางเรื่องเพศ
วิทยาคม เวทมนต ความเกงกลาทางเวทมนต (วิทย + อาคม)
วิปสสนาธุระ การปฏิบัติธรรม บําเพ็ญเพียรทางจิต เพื่อใหเกิดปญญาขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา คูกับคันถธุระ
ซึ่งหมายถึง การศึกษาคัมภีรทางพระพุทธศาสนาเพื่อความแตกฉานในพระปริยัติธรรม
สังฆปาโมกข หัวหนาสงฆ ตําแหนงเจาคณะจังหวัด
เสนาบดี ขาราชการใหญ รับผิดชอบสูงสุดในกระทรวง ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย
อธิกรณ เหตุ โทษ คดี หรือเรื่องราวการกระทําความผิดของพระภิกษุสงฆ
อัจฉริยบุตร คนพิเศษ คนนาอัศจรรย
BOBBYtutor Thai Note
เมื่อหัวถึงหมอน
ผูแตง : นายตํารา ณ เมืองใต (นายเปลื้อง ณ นคร)
ลักษณะคําประพันธ : รอยแกว ประเภทบทความ
จุดประสงคการแตง : เปนบทความจรรโลงใจ (อานแลวสบายใจ) เพื่อใหเปนขอคิดถึงชีวิตและตรึกตรองกอนนอน
เนื้อเรื่อง : แบงเปน 3 ตอน คือ
ตอนที่ 1 กลาวถึงประสบการณของผูเขียนในวัยเด็ก
ตอนที่ 2 อธิบายความในชวงแรกใหแจมชัดขึ้น
ตอนที่ 3 ผูแตงใหขอคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของการนอนวาเปนการตายไปชั่วขณะนั่นเอง
ตรงนี้ตองระวัง
1. "เมื่อกราบลาทาน ทานพูดวา "หลานเอย ตาไมมีอะไรจะให แตตาอยากใหหลานจําใสใจวาความสัตยหนึ่ง
ความกตัญูรูคุณทานหนึ่ง กับความเมตตาหนึ่ง ใหหลานถือไวเปนประจําแลวไมมีตกยาก" พูดแลวทานทําปากขมุบขมิบ
เปาลงในฝามือลูบหัวให ขาพเจากราบรับพร" โวหารตรงนี้คือ เทศนาโวหาร (สั่งสอน)
2. "นอกจากรูสึกขันและพิศวง เมื่อทานจะรับประทานขาว ทานตองปนขาวเปลาเปนกอน ทําปากขมุบขมิบไปพลาง
แลวก็ยกชูขึ้น เวลาทานจะออกจากบานทานตองยืนนิ่งที่หัวบันไดครูหนึ่ง แลวคอยๆ ยางลงไปพอถึงขั้นสุดทายทาน
ตองกมตัวกาวออมไปทางขวาเสียสองสามกาว แลวจึงเดินตามทางตอไป
การกระทําของคนโบราณ เปนความเชื่อที่ทํากันมาตั้งแตสมัยเกากอน ทั้งนี้เพราะเปนการรําลึกถึงพระคุณของ
แมโพสพและการขออภัยแมธรณีที่ตองเหยียบลงแผนดิน
3. "แตหัวถึงหมอน หมอนอันออนนุม ที่นอนอันอบอุน ผาขาวสะอาด มุงผาโปรงถึงกระนั้นตาก็มิอาจ หรี่หลับลงได
ตั้งแตจักรพรรดิลงมาถึงยาจก ลวนไดรับความทรมานจากมานตาซึ่งไมยอมปด และหัวใจซึ่งไมยอมระงับในเวลา
ซึ่งธรรมชาติตองการใหเรานอน"
ภาษาที่ใชตรงชวงนี้เปน พรรณนาโวหาร
- "ตั้งแตจักรพรรดิลงมาถึงยาจก ลวนไดรับความทรมานจากมานตาซึ่งไมยอมปด"
- "หัวใจซึ่งไมยอมระงับในเวลาซึ่งธรรมชาติตองการใหเรานอน"
- "หมอนอันออนนุม ที่นอนอันอบอุน ผาขาวสะอาด มุงผาโปรง"
4. "บนผิวโลกกําลังเต็มไปดวยเชื้อสกปรกเหลานี้ ปลิวแทรกซานอขาสูจิตมนุษย เราชําระแตกายไมชําระใจ ฉะนั้น
บางคนจึงเปนโรคทางใจงอมแงม มนุษย สังคมและโลกตองสั่นสะเทือน เรารอนอยูดวยโรคอาธรรม"
บทความยอหนานี้มีความเดนตรงที่ใชคําเปรียบเทียบ (ไมไดแปลตรงตัว)
เชื้อสกปรก = กิเลส ตัณหา
ชําระใจ = ใจสงบบริสุทธิ์
โรคทางใจ = ใจที่อาฆาตพยาบาท โลภ โกรธ หลง
โรคอาธรรม = โรคทางใจ
BOBBYtutor Thai Note
5. "เมื่อหัวถึงหมอนจงระลึกถึงพุทธคุณและบริกรรมแผเมตตาจิต ถาตางคนตางแผความเมตตา (เพียงแตตั้งใจ
เทานั้นก็พอ) ใหผิวโลกพรําดวยละอองแหงเมตตาจิต โลกก็จะประสบสันติสุขโดยแทจริง ในทางตรงขามถาเราปลอย
กระแสแหงความแคนเคือง ความริษยาอาฆาตออกไปจากดวงจิต โลกก็จะระงมไปดวยความเรารอน ความเบียดเบียน
กันก็ยิ่งแกกลา" โวหารตรงนี้ คือ เทศนาโวหาร (การสั่งสอน)
ภาษาที่วิจิตร : "ผิวโลกพรําดวยละอองแหงเมตตาจิต"
"โลกก็จะระงมไปดวยความเรารอน"
บทความยอหนานี้ กลาวถึงขอดี ขอเสีย 2 ดานเลย
6. "นอน เปนธรรมชาติของสัตวโลกทั้งหลาย การนอนนั้นคือการหลับ จิตใจไมมีสัญญา ไมเห็นไมไดยินอะไร
เปรียบเหมือนเปนการตายชั่วคราว"
ตรงนี้เปนการอธิบายแบบ (1) "นิยาม" ใหคําจํากัดความ
(2) "เปรียบเทียบความเหมือนความตาง"
การนิยาม : "การนอนนั้น คือ การหลับ จิตใจไมมีสัญญา ไมเห็น ไมไดยินอะไร"
การเปรียบเทียบ : "เปรียบเหมือนความตายชั่วคราว"
7. มีคนมิใชนอยที่พาเอายศศักดิ์ ตําแหนงหนาที่ ความเปนกังวล ความอาฆาตพยาบาท ความระแวง ความกลัว
เขาไปในมุงดวย"
จุดมุงหมายของผูแตงตอนนี้ คือ ตองการใหพักกายพักใจอยางเต็มที่ ไมใชเวลานอนก็คิดเรื่องราวตางๆ นานา
แยกเวลาไมเปนวาเวลาไหนเวลางาน เวลาพักผอน
8. "การนอนนี้ก็เปนปริศนาธรรมประการหนึ่ง คลายๆ จะเตือนวา สัตวโลกทั้งหลายอยาไดลืมความตาย ใครจะมี
ยศอํานาจทรัพยศฤงคารปานไหน เมื่อหลับแลวก็เหมือนกันหมด" ปริศนาธรรมเกี่ยวกับการนอน เปนเครื่องบอกถึงเรื่อง
มนุษยไมควรทะเยอทะยาน
9. "แตในที่สุดในเวลานอน เราก็ตองเอนตัวลงขนานกับพื้นดินเหมือนกันหมด ธรรมชาติยอมบอกกลาวเราอยู
ทุกวันวา หัวของคนนั้นยอมอยูในระดับเดียวกันทั้งสิ้น แมในเวลาตื่น หัวของเราจะแลดูสูงเดน แตในที่สุดก็จะตองลดลง
มาอยูในระดับเดียวกับคนทั้งหลาย"
การอานจับใจความขอสอบ Ent นักเรียนตองจับความหมายของบทความ คําพูดที่ผูแตงไดกลาวไวใหจงได
อยางบทความขอที่ 9 นี้ ความมุงหมายของผูแตงคืออะไรนักเรียนตอบไดไหม คือ เขาตองการจะบอกวาผูดีมีจน คนรวย
คนจน สุดทายทุกคนก็เทากัน คือ ความตาย ทุกคนเกิดมาแลวตองตาย
BOBBYtutor Thai Note
ทุกขของชาวนาในบทกวี
ผูพระราชนิพนธ : สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ลักษณะคําประพันธ : รอยแกว
เนื้อเรื่อง : พระราชนิพนธเรื่องนี้แสดงแนวพระราชดําริเกี่ยวกับบทกวีไทยและบทกวีจีน ซึ่งกลาวถึงชีวิตและความทุกข
ยากของชาวนา เนื้อความในพระราชนิพนธตอนแรกแสดงถึงความเขาพระทัยปญหาตางๆ ของชาวนา และยังสะทอนให
เห็นพระเมตตาธรรมอันเปยมลมของพระองคที่มีตอชาวนาอีกดวย สวนตอนตอมา ทรงแปลบทกวีจีนของหลี่เซินเปน
ภาษาไทย ทําใหเราเห็นภาพชีวิตของชาวนาจีนกับชาวนาไทยวา มิไดแตกตางกันเทาใดนัก สวนที่สําคัญที่สุด ทรงชี้ใหเห็น
กลวิธีนําเสนอของกวีทั้งสองที่แตกตางกัน
ตรงนี้ตองระวัง
"เปบขาวทุกคราวคํา จงสูจําเปนอาจิณ
เหงื่อกูที่สูกิน จึงกอเกิดมาเปนคน
ขาวนี้นะมีรส ใหชนชิมทุกชั้นชน
เบื้องหลังสิทุกขทน และขมขื่นจนเขียวคาว
จากแรงมาเปนรวง ระยะทางนั้นเหยียดยาว
จากรวงเปนเม็ดพราว ลวนทุกขยากลําเค็ญเข็ญ
เหงื่อหยดสักกี่หยาด ทุกหยดหยาดลวนยากเข็ญ
ปูดโปนกี่เสนเอ็น จึงแปรรวงมาเปบกิน
นํ้าเหงื่อที่เรื่อแดง และนํ้าแรงอันหลั่งริน
สายเลือดกูทั้งสิ้น ที่สูซดกําซาบฟน"
จิตร ภูมิศักดิ์
1. ครูอยากทราบคําประพันธทั้ง 5 บท นี้เปนคําประพันธชนิดใด นักเรียนตอบไดไหม
2. คําประพันธ 5 บทนี้ เหมือนจะเปนการลําเลิกทวงบุญคุณ วาทุกคนมีขาวกินไดเพราะความยากลําบากของชาวนา
นักเรียนรูสึกไหม
3. ปญหาของชาวนาที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงสรุปมีดังนี้
3.1 ความชวยเหลือดานปจจัยผลิตยังไมมี
3.2 การพยุงหรือประกันราคายังไมมี
3.3 ชาวนาตางละทิ้งอาชีพเกษตรกรรม ไปอยูในภาคอุตสาหกรรม เพราะรายไดดีกวา สวัสดิการดีกวา
3.4 ชาวนาเปลี่ยนจากปลูกขาวมาปลูกพืชเศรษฐกิจ
3.5 ไมรูจะอุทธรณรองฎีกากับใครเวลามีปญหา
4. ความงามของบทประพันธของจิตร ภูมิศักดิ์ อยูตรงบทที่ 4 มีการเลนสัมผัสอักษร
"เหงื่อหยดสักกี่หยาด ทุกหยดหยาดลวนยากเย็น"
BOBBYtutor Thai Note
5. คําประพันธบทที่ 1 นํ้าเสียงของผูแตงเหมือนกับมีความกดดัน และอยากตะโกนบอกวาที่พวกเจาอยูได เพราะ
หยาดเหงื่อแรงงานของชาวนา เหมือนกับผูแตงเปนชาวนาซะเอง
"เปบขาวทุกคราวคํา จงสูจําเปนอาจิณ
เหงื่อกูที่สูกิน จึงกอเกิดมาเปนคน"
นํ้าเสียงผูแตงแรงมากเลย พอๆ กับบทสุดทาย เหมือนพวกหัวรุนแรง
"นํ้าเหงื่อที่เรื่อแดง และนํ้าแรงอันหลั่งริน
สายเลือดกูทั้งสิ้น ที่สูซดกําซาบฟน"
บทกวีตอไปนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงแปลมาจากบทกวีจีนของหลี่เซิน
"หวานขาวในฤดูใบไมผลิ ขาวเมล็ดหนึ่ง
จะกลายเปนหมื่นเมล็ดในฤดูใบไมรวง
รอบขางไมมีนาที่ไหนทิ้งวาง
แตชาวนาก็ยังอดตาย
ตอนอาทิตยเที่ยงวัน ชาวนายังพรวนดิน
เหงื่อหยดบนดินภายใตตนขาว
ใครจะรับรูบางวาในจานใบนั้น
ขาวแตละเม็ดคือความยากแคนแสนสาหัส"
6. ความหมายคลายกับของจิตร ภูมิศักดิ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงพระราชนิพนธตรงประโยควา
"แตก็แสดงความขัดแยงชัดเจน แมวาในฤดูกาลนั้นภูมิศาสตรจะอํานวยใหพืชพันธุธัญญาหารบริบูรณดี
แตผลผลิตไมไดตกเปนประโยชนของผูผลิตเทาที่ควร"
แสดงวาชาวนาไทยกับชาวนาจีนก็ไมมีความแตกตางในดานการเปนอยู ตองลําบากเหมือนกัน ไมใชอาชีพ
ที่รํ่ารวย
7. เทคนิคการเขียนของกวีทั้ง 2 ทาน
หลี่เซิน : บรรยายภาพที่เห็นเหมือนจิตรกรวาดภาพใหคนชม
จิตร ภูมิศักดิ์ : ใชวิธีเสมือนกับนําชาวนามาบรรยายเรื่องของตนใหผูอานฟงดวยตนเอง
8. "เวลานี้สภาพบานเมืองก็เปลี่ยนไป ตั้งแตสมัยที่หลีเซินเมื่อพันปกวา สมัยจิตร ภูมิศักดิ์ เมื่อ 30 กวาปที่แลว สมัยที่
ขาพเจาไดเห็นเอง ก็ไมมีอะไรแตกตางกันนัก" ฉะนั้นกอนที่ทุกคนจะหันไปกินอาหารเม็ดเหมือนนักบินอวกาศ เรื่องความทุกข
ของชาวนาก็คงยังจะเปนแรงสรางความสะเทือนใจใหแกกวียุคคอมพิวเตอรสืบตอไป
บทพระราชนิพนธ ตอนนี้ไพเราะมาก คือ กําลังจะบอกวาชาวนาทุกสมัยก็ลําบากเปนอยูอยางนี้ทุกยุคทุกสมัย ประโยค
สุดทายตั้งแต "เรื่องความทุกข ..." เปนการสะทอนใหผูอานไดคิดวา ชาวนาเปนบุคคลที่ตองชวยเหลือพวกเขากันตอไปหรือไม
BOBBYtutor Thai Note
พระบรมราโชวาท
ผูพระราชนิพนธ : พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ 5)
ลักษณะคําประพันธ : รอยแกว เชิงเทศนาโวหาร ในรูปพระราชหัตถเลขา
ที่มา : ทรงพระราชนิพนธเปนพระราชหัตถเลขา พระราชทานแกพระเจาลูกยาเธอ 4 พระองคใน
วโรกาสเสด็จไปทรงศึกษาตอ ณ ประเทศในยุโรป
พระโอรสทั้ง 4 พระองค :
1. พระองคเจากิติยากรวรลักษณ ตอมาทรงกรมเปนกรมพระจันทบุรีนฤนาท ทรงเปนตนสกุล "กิติยากร"
2. พระองคเจารพีพัฒนศักดิ์ ตอมาทรงกรมเปนกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ตนสกุล "รพีพัฒน" ทรงเปนพระบิดา
แหงกฎหมายไทย
3. พระองคประวิตรวัฒโนดม ตอมาทรงกรมเปนกรมหลวงปราจีณษกิติบดี ตนสกุล "ประวิตร"
4. พระองคเจาจิรประวัติวรเดช ตอมาทรงกรมเปนกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช ตนสกุล "จิรประวัติ"
จุดมุงหมายที่ทรงพระราชนิพนธ : เพื่อทรงสั่งสอนพระเจาลูกยาเธอใหปฏิบัติตนใหถูกตองและดีงามขณะที่ทรงศึกษา
อยูหางไกล
ตรงนี้ตองระวัง
1. ทรงสั่งสอนวา หามถือยศถือศักดิ์วาเปนเจา ดังพระราชนิพนธตอนนี้ :
"อยาใหไวยศวาเปนเจา ใหถือเอาบรรดาศักดิ์เสมอลูกผูมีตระกูลในกรุงสยาม คือ อยาใหใชฮิสรอแยลไฮเนสปรินซ
นําหนาชื่อ ใหใชแตชื่อเดิมของตัว" ทรงมีเหตุผลจากตอนนี้ :
"ถาเปนเจานายแลว ตองรักษายศศักดิ์ในกิจการทั้งปวงที่จะทําทุกอยาง เปนเครื่องลอตาลอหูคนทั้งปวงที่จะให
พอใจดูพอใจฟง จะทําอันใดก็ตองระวังตัวไปทุกอยาง ที่สุดจนจะซื้อจายอันใดแพงกวาสามัญ เพราะเขาถือวามั่งมี
เปนการเปลืองทรัพยในที่ไมควรจะเปลือง"
2. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาทรงใชพระราชทรัพยสวนพระองค ดังจากความตอนนี้ :
"เงินคาที่จะใชสอยในการเลาเรียนกินอยูนุงหมทั้งปวงนั้น จะใชเงินพระคลังขางที่คือเงินที่เปนสวนสิทธิ์ขาด
แกตัวพอเอง ไมใชเงินสําหรับจายราชการแผนดิน"
ทรงมีเหตุผล ดังความตอไปนี้ :
"การซึ่งใชเงินพระคลังขางที่ไมใชเงินแผนดินอยางเชนเคยจายใหเจานาย และบุตรขาราชการไปเลาเรียน แตกอนนั้น
เพราะเห็นวาพอมีลูกมากดวยกัน การซึ่งใหมีโอกาสและใหทุนทรัพยซึ่งจะไดเลาเรียนวิชานี้ เปนทรัพยมรดกอันประเสริฐดี
กวาทรัพยสินเงินทองอื่นๆ ดวยเปนของติดตัวอยูไดไมมีอันตรายที่จะเสื่อมสูญ ลูกคนใดที่มีสติปญญาเฉลียวฉลาดก็ดี
หรือไมมีสติปญญาเฉลียวฉลาดก็ดี ก็จะตองสงออกไปเรียนวิชาทุกคนตลอด โอกาสที่จะเปนไปไดเหมือนหนึ่งไดแบง
ทรัพยมรดกใหแกลูกเสมอๆ กันทุกคน ก็ถาจะใชเงินแผนดินสําหรับใหไปเลาเรียนแกผูซึ่งไมมีสติปญญาเฉลียวฉลาด
กลับมาไมไดทําราชการคุมกับเงินแผนดินที่ลงไป ก็จะเปนที่ติเตียนของคนบางจําพวกวามีลูกมากเกินไป จนตองใชเงิน
แผนดินเปนคาเลาเรียนมากมายเหลือเกิน แลวซํ้าไมเลือกฟนเอาแตที่เฉลียวฉลาดจะไดราชการ คนโงคนเงาก็เอาไป
เลาเรียนใหเปลืองเงิน เพราะคาที่เปนลูกของพอ ไมอยากจะใหมีมลทินที่จะพูดติเตียนเกี่ยวกับความปรารถนาซึ่งสงเคราะห
แกลูกใหทั่วถึงโดยเที่ยงธรรม จึงมิไดใชเงินแผนดิน เพราะเหตุที่พอไดเอาเงินสวนที่พอไดใชเองนั้นออกใหเลาเรียนดวย
เงินรายนี้ไมมีผูหนึ่งผูใดที่จะแทรกแซงวาควรใชอยางนั้น ไมควรใชอยางนั้นไดเลย"
BOBBYtutor Thai Note
2.1 พระองคทรงรักพระโอรสเทากันทุกพระองค และพระองคมีพระโอรสมากและรักเทากันทุกพระองค
2.2 ถาสงพระโอรสที่ไมเกงไปศึกษาตอ โดยใชเงินแผนดิน ก็อาจถูกขุนนางและประชาชนนินทาติเตียนเอาได
แสดงวาพระองคมีความรอบคอบ เห็นวาอะไรควรอะไรไมควร
2.3 พระองคมีพระโอรสมากถาใชเงินแผนดินก็เปลืองมาก จึงใชพระราชทรัพยสวนพระองคดีกวา
2.4 การใชพระราชทรัพยสวนพระองคใครจะมาวามาพูดอะไรไมได
2.5 พระองคทรงตระหนักถึงวิชาความรูเปนสิ่งสําคัญ จึงแบงใหลูกๆ เทาๆ กันไดมีโอกาสศึกษาเลาเรียนตอ
ตางประเทศ
3. พระบรมราโชวาท ตอนตอไปนี้ทรงสั่งสอน เปรียบเทียบรุนแรงมาก แตมิไดใหความหมายแรง แตเปนการ
เปรียบเทียบใหเห็นภาพมากกวา ทรงสั่งสอนใหตั้งใจเรียน
"ถาจะถือวาเกิดมาเปนเจานายแลวนิ่งๆ อยูจนตลอดชีวิตก็เปนสบาย ดังนั้นจะไมผิดอันใดกับสัตวดิรัจฉาน
อยางเลวนัก สัตวดิรัจฉานมันเกิดมากินๆ นอนๆ แลวก็ตาย แตสัตวบางอยางยังมีหนัง มีเขา มีกระดูกเปนประโยชนไดบาง
แตถาคนประพฤติอยางเชนสัตวดิรัจฉานแลวจะไมมีประโยชนอันใดยิ่งกวาสัตวดิรัจฉานบางพวกไปอีก เพราะฉะนั้น
จงอุตสาหะที่จะเรียนวิชาเขามาเปนกําลังที่จะทําตัวใหดีกวาสัตวดิรัจฉานใหจงได จึงจะนับวาเปนการได สนองคุณพอ
ซึ่งไดคิดทํานุบํารุงเพื่อจะใหดีตั้งแตเกิดมา"
4. ทรงสั่งสอนวา ไมใหประพฤติตนเปนคนเกเร โดยอาศัยบารมีพอวาเปนพระเจากรุงสยาม ดังจากความตอนนี้ :
"อยาไดถือวาตัวเปนลูกเจาแผนดิน พอมีอํานาจยิ่งใหญอยูในบานเมือง ถึงจะเกะกะไมกลังเกรงคุมเหงผูใด
เขาก็คงจะมีความเกรงใจพอ ไมตอสูหรือไมอาจฟองรองวากลาว การซึ่งเชื่อใจดังนั้นเปนการผิดแททีเดียว"
ทรงมีเหตุผล ดังจากความตอนนี้
"การที่มีพอเปนเจาแผนดินนั้นจะไมเปนการชวยเหลืออุดหนุนแกไขอันใดไดเลย อีกประการหนึ่ง ชีวิตสังขาร
ของมนุษยไมยั่งยืนยืดยาวเหมือนเหล็กเหมือนศิลา ถึงโดยวาจะมีพออยูในขณะหนึ่ง ก็คงจะมีเวลาที่ไมมีไดในขณะหนึ่ง
เปนแนแท ถาประพฤติความชั่วเสียในเวลามีพออยูแลว โดยจะปดบังซอนเรนอยูไดดวยอยางใดอยางหนึ่ง เวลาไมมีพอ
ความชั่วนั้นคงจะปรากฏเปนโทษติดตัวเหมือนเงาตามหลังอยูไมขาด เพราะฉะนั้นจงเปนคนออนนอม วานอนสอนงาย
อยาใหเปนทิฐิมานะไปในทางที่ผิด จงประพฤติตัวหันมาทางที่ชอบที่ถูกอยูเสมอเปนนิจเถิด จงละเวนทางที่ชั่ว ซึ่งไดรูไดเอง
แกตัวหรือมีผูตักเตือนแนะนําใหรูแลว อยาใหลวงใหเปนไปเลยเปนอันขาด"
ตรงนี้มีความเปรียบแบบอุปมา "เหมือนเหล็กเหมือนศิลา"
"เหมือนเงาตามหลังอยูไมขาด"
ความตรงนี้เปนการเทศนา (สั่งสอน)
5. ทรงสั่งสอนวา ใหใชเงินอยางประหยัด ดังจากความตอนนี้ :
"อยาทําใจโตมือโตสุรุยสุราย โดยถือวาตัวเปนเจานายมั่งมีมาก หรือถือวาพอเปนเจาแผนดินมีเงินทองถมไป"
ทรงมีเหตุผลดังจากความตอนนี้ :
"สวนเงินที่พอไดหรือลูกไดเพราะพอนั้น ก็เพราะอาศัยพอเปนผูทํานุบํารุงรักษาบานเมือง และราษฎรผูเจาของ
ทรัพยนั้น ก็เฉลี่ยเรี่ยไรกันมาใหพอจะไดเปนกําลังที่จะหาความสุขคุมกับคาที่เหน็ดเหนื่อยที่ตองรับราชการในตําแหนงอันสูง
คือ เปนผูรักษาความสุขของเขาทั้งปวง เงินนั้นไมควรจะนํามาจําหนายในการที่ไมเปนประโยชน ไมเปนเรื่อง และเปน
การไมมีคุณ กลับใหโทษแกตัว ตองใชแตในการจําเปนที่จะตองใช ซึ่งจะเปนการมีคุณประโยชน แกตนและผูอื่นใน
ทางชอบธรรม"
แสดงวาพระองคทรงรูจักคุณคาของเงิน ซึ่งจริงๆ แลว กษัตริยมีอํานาจมาก เพราะอยูในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย
BOBBYtutor Thai Note
6. "เงินทองที่จะใชสอยในคากินอยู นุงหม หรือใชสอยเบ็ดเสร็จทั้งปวง จงเขม็ดแขม ใชแตเพียงพอที่อนุญาต
ใหใช อยาทําใจโตมือโตสุรุยสุราย โดยถือวาตัวเปนเจานายมั่งมีมาก มีพอเปนเจาแผนดินมีเงินทองถมไป"
6.1 มีความหมายตรงกับลักษณะไมพึงประสงคที่กลาวไวในขอความนี้ คือ อีลุยฉุยแฉก
6.2 ขอความดังกลาวมีจุดมุงหมาย สั่งสอน
6.3 ความคิดสําคัญของขอความที่ยกมาคือ การรูจักใชจาย
7. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว จึงมีพระบรมราโชวาทใหพระเจาลูกยาเธอทั้ง 4 พระองค
ทรงศึกษาภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ใหแตกฉานเพราะจะใชเปนเครื่องมือในการแสวงหาความรูไดกวางขวาง
8. พระบรมราโชวาทตอนที่สะทอนบทบาทสําคัญที่สุดที่ผูที่เปนบิดามารดา คือ การซึ่งใหโอกาสและใหทุนทรัพย
ซึ่งจะไดเลาเรียนวิชานี้เปนทรัพยมรดกอันประเสริฐดีกวาทรัพยสินเงินทองอื่นๆ
9. พระราชประสงคที่แทจริงตามพระบรมราโชวาทนี้
"ใหเขียนหนังสือถึงพอทุกคนอยางนอยเดือนละฉบับ เมื่อเวลายังเขียนหนังสืออังกฤษไมไดก็ใหเขียนมา
เปนหนังสือไทย ถาเขียนหนังสืออังกฤษหรือภาษาใดก็ได ใหเขียนภาษาอื่นนั้นมาฉบับหนึ่ง ใหเขียนคําแปลเปนภาษาไทย
อีกฉบับหนึ่ง" คือ ใหรูทั้งภาษาไทยและภาษาตางประเทศ
10. ขอความตอไปนี้ แสดงวาผูกลาวตองการสอนในเรื่อง
"จึงรูไวเถิดวา ถาเมื่อไดทําความผิดมาเมื่อใด จะไดรับโทษโดยทันที การมีพอเปนพระเจาแผนดินนั้นจะไม
เปนการชวยเหลืออุดหนุนแกไขอันใดไดเลย" ตองการสอนไมใหถืออํานาจประพฤติมิชอบ
คําอธิบายศัพท
บรรดาศักดิ์ ฐานะของขุนนางในอดีต เชน ขุน หลวง พระ พระยา เจาพระยา ซึ่งไดรับพระราชทาน
เนื่องจากตําแหนง ผูมีบรรดาศักดิ์จัดวาเปนผูมีตระกูล
เบี้ยหวัด ในบทอานนี้ หมายถึง เงินที่พระราชทานเปนงวดๆ ใหแกเจานายหรือผูที่รับราชการสนอง
พระเดชพระคุณ
หนังสือ หมายถึง วิชาดานภาษา
เงินพระคลังขางที่ ทรัพยสินสวนพระองค
เงินถุงแดง เงินพระคลังขางที่
มหาดเล็กวิเศษ บุตรขาราชการที่ถวายตัวเปนมหาดเล็ก
นายรองหุมแพรมหาดเล็ก ตําแหนงขาราชการสัญญาบัตรขั้นตํ่าสุด
ใจโตมือโต ใชเงินสุรุยสุราย ฟุมเฟอย
ตนมือ ตอนแรก
BOBBYtutor Thai Note
สายใยของธรรมชาติ คือสายใยของชีวิต
ผูแตง : นงพงา สุขวานิช
ลักษณะคําประพันธ : สารคดีขนาดสั้น เชิงโนมนาวใจ
จุดประสงคการแตง : สงเสริมการอนุรักษธรรมชาติ สิ่งแวดลอม การใหความรู ความเขาใจแกทุกคน เพื่อใหเกิด
ความตระหนักถึงผลที่เกิดขึ้น ใหเห็นแนวทางในการชวยใหสามารถมีชีวิตอยูในสภาพแวดลอมที่มนุษยอยูไดอยางปกติสุข
ตรงนี้ตองระวัง
1. "นานมาแลวที่ธรรมชาติสรางความอุดมสมบูรณขึ้นไวใหกับแผนดินผืนนี้ ดินทุกๆ ตารางนิ้วตางประกอบขึ้น
ดวยธาตุอาหารที่ไดจากความชุมชื้นภายใตรมเงาของปาไม ใบไมแตละใบที่รวงหลนจากลําตนคือระบบเล็กๆ ของธาตุ
อาหารที่เกิดขึ้นบนผิวดิน นั่นคือเมื่อใดที่ใบไมรวงหลนถึงพื้นดิน มันก็จะผุพังและเนาเปอยดวยความชุมชื้นและจุลินทรีย
เล็กๆ ที่ชวยกันยอยสลายใหใบไมนั้นกลายเปนธาตุอาหารสะสมอยูในดิน และดินก็จะสะสมธาตุอาหารใหตัวเองตลอด
เวลาตราบเทาที่มีปาไม มีนํ้าเปนสายใยธรรมชาติเกื้อหนุนกันและกัน"
ครูอยากใหนักเรียนหาคําซอนจากบทความขางตน
อุดมสมบูรณ ชุมชื้น รมเงา รวงหลน ผุพัง เนาเปอย ยอยสลาย เกื้อหนุน
2. "เมื่อธรรมชาติตางผูกพันกันไวดวยสายใยแหงชีวิตอันละเอียดออน ความอุดมสมบูรณจึงเกิดขึ้นบนพื้นพิภพ
ทุกชีวิตที่เกิดขึ้นบนพื้นพิภพ จึงไดรับการโอบอุมไวใหอยูอยางรมเย็นเปนสุขภายใตระบบความสัมพันธอันซับซอนของ
ธรรมชาติมานานแสนนาน ยิ่งความสัมพันธมีมากเพียงใดชีวิตยิ่งไดรับความรมเย็นเปนสุขมากขึ้นเพียงนั้น"
สํานวนภาษาสารคดีเรื่องนี้มีการใชภาษาที่วิจิตรมาก คลายๆ จะเปนนวนิยาย เชน
"ดวยสายใยแหงชีวิตอันละเอียดออน"
"ทุกชีวิตที่เกิดขึ้นบนพื้นพิภพ จึงไดรับการโอบอุม"
ภาษาแบบนี้เขาเรียกวา ภาษาพรรณนาโวหาร
3. "ปาไมนั่นคือแหลงศูนยรวมความชุมชื้นของโลก เมื่อปาไดลดลง ความชุมชื้นจะคอยๆ สูญสลายไปจากพิภพ
ในทํานองเดียวกัน พื้นดินที่ถูกแยกออกจากปาใหเปนทองทุง เกษตรกรรมก็คอยๆ ลดความอุดมสมบูรณของธาตุอาหาร
ในดินไป เพราะตองนําไปหลอเลี้ยงพืชพันธุธัญญาหาร จนในที่สุดเหลืออยูเพียงความแหงแลงใหแกโลก"
การอานบทความแตละยอหนา นักเรียนตองหาความสัมพันธของประโยคใดที่เปนสาเหตุ-ผลลัพธกันดวย
เพราะขอสอบ Ent ชอบถามบอยๆ อยางบทความยอหนานี้ ครูจะชี้ใหเห็นความสัมพันธของประโยคสาเหตุ-ผลลัพธ
ดังตัวอยางตอไปนี้
* "เมื่อปาไมลดลง" : สาเหตุ
"ความชุมชื้นจะคอยๆ สูญสลายไปจากพิภพ" : ผลลัพธ
* "ก็คอยๆ ลดความอุดมสมบูรณของธาตุอาหารในดินไป" : ผลลัพธ
"เพราะตองนําไปหลอเลี้ยงพืชพันธุธัญญาหาร" : สาเหตุ
BOBBYtutor Thai Note
4. "ในขณะที่ระบบความสัมพันธของปาไม ดิน และนํ้าถูกรบกวนอยางรุนแรงนั้น ระบบแหงจักรวาลก็ถูกรบกวน
จากมนุษยเชนเดียวกัน ตัวการซึ่งรุกลํ้าขึ้นไปทําลายระบบความสัมพันธในจักรวาลนั้น คือ ระบบความเจริญแหงการ
พัฒนาทางอุตสาหกรรม ที่เผาพันธุมนุษยไดคิดคนควา เพื่อสรางความยิ่งใหญใหแกโลกนั่นเอง อากาศบริสุทธิ์ ที่ถูกเจือปน
ดวยกาซพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม และจากยวดยานพาหนะนี้นําไปสูภาวะการเกิดฝนกรด การทําลายชั้นโอโซน
ในบรรยากาศ และการอบความรอนในพิภพไมใหกระจายขึ้นไปสูหวงบรรยากาศได"
บทความยอหนานี้เปนการอธิบาย เพื่อทําใหผูอานเขาใจ แตการอธิบายก็มีวิธีการหลากหลายวิธีนักเรียนวา
บทความนี้ใชกลวิธีใดอธิบาย
1. นิยาม
2. การอธิบายตามลําดับขั้น
3. เปรียบเทียบความเหมือนความตาง
4. ยกตัวอยางประกอบ
5. การชี้สาเหตุและผลลัพธที่สัมพันธกัน
6. การกลาวซํ้าดวยถอยคําที่แปลกออกไป
บทความนี้ เปนการอธิบายโดยชี้สาเหตุผลลัพธที่สัมพันธกัน
5. "หากวันนี้โลกกําลังถูกเปลี่ยนแปลง ธรรมชาติกําลังเสื่อมสลาย ความรมเย็นเปนสุขของชีวิตกําลังเสื่อมสูญ
ชีวิตมิอาจอยูไดในทามกลางการแตกสลายของพิภพ
ใชภาษาวิจิตร วิลิศมาหรา เปนการใชพรรณนาโวหาร
6. "ในวันนี้จึงมีเพียงมนุษยเทานั้นที่จะสามารถฟนฟูความสมดุลของธรรมชาติใหแกพื้นพิภพ ขอไดโปรดพิทักษ
ธรรมชาติไวเพื่อชีวิตอันยั่งยืนนานบนพื้นพิภพนี้"
ตรงนี้เปนสาระสําคัญของเรื่องนี้ การชักจูงใจ โนมนาวใจผูอานใหรักษาธรรมชาติ หวงใยสิ่งแวดลอม "โลกสวยดวย
มือเรา"
BOBBYtutor Thai Note
เก็งแนวขอสอบ
ใชขอความตอไปนี้ตอบคําถามขอ 1-2
ก. วนและวิ่งคืนและวันหวั่นและไหว
ข. เกิดแลวกอลอแลวเรนเย็นแลวรอน
ค. ไมไดศัพทเซ็งแซดวยแตรสังข
ง. ศีรษะออกตลุมปุมเทาตุมไห
1. ขอใดมีเสียงพยัญชนะตนนอยที่สุด
1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง.
2. ขอใดมีเสียงพยัญชนะตนมากที่สุด
1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง.
3. ขอความตอไปนี้มีเสียงพยัญชนะตนกี่เสียง
"จนรุงแรงแสงหิรัญสุวรรณมาศ ผองโอภาสพรรณรายชายเวหา"
1) 9 เสียง 2) 10 เสียง 3) 11 เสียง 4) 12 เสียง
ใชขอความตอไปนี้ตอบคําถามขอ 4-5
ก. เคลิ้มถวิลกลิ่นปรางอบกลางทรวง
ข. รอนจะแผดเผาทรายพริบพรายพราง
ค. หาดกรวดกวางกลางนํ้าเริ่มครํ่าครวญ
ง. เหมือนทุกกอนกรวดทรายยอมคลายกัน
4. ขอใดมีเสียงพยัญชนะตนเดี่ยวมากที่สุด
1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง.
5. ขอใดมีเสียงพยัญชนะตนควบกลํ้ามากที่สุด
1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง.
6. ขอความตอไปนี้มีเสียงพยัญชนะประสมกี่เสียง
"โปรยประทิ่นกลิ่นผกาสุราลัย เปนคลื่นในเวหาศหยาดยินดี"
1) 1 เสียง 2) 2 เสียง 3) 3 เสียง 4) 4 เสียง
พิจารณาคําตอไปนี้ตอบคําถามขอ 7-8
เฒา อยาก ทรวง โซ ทาย ฆอง อยู ทราย หญา
ถาน ขาว ทรง ยุง เสื้อ ธรรม ไข ฐาน ศาล
7. จากรายการคําขางตนเสียงพยัญชนะตนเสียงใดมีจํานวนมากที่สุด
1) /ย/ 2) /ซ/ 3) /ท/ 4) /ค/
BOBBYtutor Thai Note
8. จากรายการคําขางตนเสียงพยัญชนะตนเสียงใดมีจํานวนนอยที่สุด
1) /ย/ 2) /ซ/ 3) /ท/ 4) /ค/
9. ขอใดไมมีเสียงสระประสมปนอยู
1) ชีวิตมนุษยนี้ เปลี่ยนแปลง (จริงนอ)
2) ทุกขและสุขพลิกแพลง มากครั้ง
3) โบราณทานจึงแสดง เปนเยี่ยง (อยางนา)
4) ชั่วนับเจ็ดทีทั้ง เจ็ดขางฝายดี
10. ขอใดมีการเลนเสียงคูสระกันทั้ง 2 วรรค
1) ประยงคทรงพวงหอย ระยายอยหอยพวงกรอง
2) เหมือนอุบะนวลละออง เจาแขวนไวใหเรียมชม
3) สุวรรณหงสทรงพูหอย งามชดชอยลอยหลังสินธุ
4) เพียงหงสทรงพรหมินทร ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม
11. ขอใดออกเสียงสั้นทุกพยางค
1) ใจดํา ใจใหม ใจเย็น ใจแคบ 2) ชางเหล็ก ชางปะ ชางแกะ ชางไม
3) นักบิน นักวิ่ง นักเรียน นักเตน 4) นํ้าใจ นํ้ามัน นํ้าสุก นํ้าซุป
ใชขอความตอไปนี้ตอบคําถามขอ 12-13
ก. นฤบดีโถมถีบสู ศึกธาร
ข. ฟอนฟาดสุงสุมาร มอดมวย
ค. สายสินธุซึ่งนองพนานต หายเหือด (แหงแฮ)
ง. พระเรงปรีดาดวย เผด็จเสี้ยนเศิกกษัย
12. ขอใดมีเสียงพยัญชนะทายมากที่สุด
1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง.
13. ขอใดมีเสียงพยัญชนะทายเทากัน
1) ขอ ก-ข-ง 2) ขอ ก-ข-ค 3) ข-ค-ง 4) ขอ ก-ค-ง
14. ขอความตอไปนี้มีเสียงพยัญชนะทายกี่เสียง
"แมนเจาครามเคราะหกาจ จงอยายาตรยุทธนา เอาพัสตราสตรี สวมอินทรียสรางเคราะห"
1) 4 เสียง 2) 5 เสียง 3) 6 เสียง 4) 7 เสียง
พิจารณาคําตอไปนี้ตอบคําถามขอ 15-16
ครุฑ ภพ พุธ ญาณ นาฏ โชค รูป บวบ กาฬ เมฆ
ยีราฟ จรัล สด สาร ลาภ เลข คช บาต อากาศ ดาษ
15. จากรายการคําขางตนเสียงพยัญชนะสะกดเสียงใดมีจํานวนมากที่สุด
1) /ต/ 2) /ป/ 3) /น/ 4) /ก/
BOBBYtutor Thai Note
16. จากรายการคําขางตนเสียงพยัญชนะสะกดเสียงใดมีจํานวนนอยที่สุด
1) /ต/ 2) /ป/ 3) /น/ 4) /ก/
17. คําใดมีทั้งพยางคปดและพยางคเปด
1) นํ้าใจ 2) เสียวัว 3) กําเดา 4) เขาที
18. พยางคสุดทายของคําในขอใดมีลักษณะเปนพยางคปดทุกคํา
1) ขาวสวย แชร มอเตอรไซค เจาสัว เสเพล นํ้าไฟ เชียร
2) อาทิตย จุนเจือ สมุดดํา นายทา ตอนเพล รังสรรค สวนครัว
3) ดวงจันทร มะเดื่อ นํ้าเนา ผาไหว วาเหว แมเบี้ย ปเตอร
4) ตมยํา สอดไส อนุสติ สะระตะ นํ้าไหล นงเยาว เหว
19. ขอใดมีวรรณยุกตครบ 5 เสียง
1) ยังลูกออนก็จะออนแตอาหาร 2) นารําคาญคิดมานํ้าตาไหล
3) ทั้งผัวแสนอนาถเพียงขาดใจ 4) สุดอาลัยแลวก็กอดกันโศกา
20. ขอใดที่ทุกคําออกเสียงวรรณยุกตไมตรงกับรูป
1) เดิน ดวน วิ่ง มัน 2) จับ กิน ปูน ขวาง
3) สูง ทาน นอก รอน 4) งาน นํ้า สุก ลอ
21. เสียงของพยางคในขอใดมีโครงสรางตางกับพยางคอื่น
1) ควํ่า 2) ทราบ 3) ปลํ้า 4) ไพร
22. ขอใดมีโครงสรางของพยางคตางกับขออื่น
1) ลําพูน 2) ขอนแกน 3) ประจวบ 4) เชียงใหม
23. คําในขอใดมีลักษณะโครงสรางพยางคเหมือนกันทุกคํา
1) เปลี่ยน แทรก หวาน ยาว 2) เมื่อ ขรัว เสี่ย เจือ
3) ดรีม ฟลอร พราน ควาย 4) อํ่า ใหญ เขา ตํ่า
24. "เด็กเสเพลตีกลองตอนเพล" คําที่พิมพตัวหนา 2 คํานี้มีเสียงอะไรเหมือนกัน
1) พยัญชนะตน 2) สระ 3) พยัญชนะทาย 4) ตัวสะกด
25. คําในขอใดมีเสียงพยัญชนะตนกับเสียงพยัญชนะทายเปนเสียงเดียวกัน
1) ตรัส 2) ตาด 3) บาป 4) ภพ
26. ขอใดมีเสียงพยัญชนะทายของพยางคที่ 1 เหมือนกับเสียงพยัญชนะตนของพยางคที่ 3
1) กิจกรรม 2) พลโลก 3) ดาษดา 4) กรมหมื่น
27. รูปพยัญชนะที่ทําหนาที่เปนทั้งตัวสะกดและพยัญชนะตนในขอใดที่เปนเสียงเดียวกัน
1) พลความ 2) ภาสกร 3) รูปพรรณ 4) กิจการ
28. ขอใดเปนคําประสมทุกคํา
1) อิ่มใจ เอาใจ จิตใจ ใจดํา ติดใจ 2) แมทัพ แมเหล็ก แมงาน พอแม แมมด
3) ปลาเค็ม นํ้าหวาน รถดวน ที่นอน ของกลาง 4) ผูจัดการ ผูสมัคร ผูราย ผูประกวด ผูคน
BOBBYtutor Thai Note
29. ขอใดมีคําประสมที่มีความหมายเชิงอุปมาทุกคํา
1) หัวคะแนน ตีนแมว ตูเย็น ปากกา 2) หางเสือ หักหนา ฉีกหนา ถือหาง
3) หนามา ชางปูน ที่ดิน นักบิน 4) ปากตลาด เจาะขาว เตาอบ หัวหมุน
30. ขอใดมีคําประสมที่มีโครงสรางเหมือนกับคําวา "โตะกินขาว" ทุกคํา
1) ผาปูโตะ ลวดเย็บกระดาษ ไมตีพริก รถไฟฟา
2) ที่เขี่ยบุหรี่ ที่เปดกระปอง สมุดสะสมแสตมป จานดาวเทียม
3) จานรองแกว ของถวายพระ เครื่องตัดหญา เรือหางยาว
4) หองรับแขก เครื่องซักผา ทางยกระดับ ไมจิ้มฟน
31. คําประสมในขอใดมีโครงสรางเหมือนกันทุกคํา
1) คนขายขนม ชางตัดเสื้อ ยารักษาโรคเอดส หมอกรองนํ้า
2) ถนนวงแหวน โทรศัพทมือถือ โทรศัพทเคลื่อนที่ กระทะไฟฟา
3) กระโดดคํ้าถอ สะพานแขวน เครื่องปรับอากาศ นํ้าอัดลม
4) จดหมายดวน ที่เย็บกระดาษ ประชุมทางไกล ของถวายพระ
32. ขอใดมีคําประสมทุกคําที่ประกอบดวยคํากริยากับคํากริยา
1) ตายดาน ถือดี คิดราย คิดคด 2) จูงใจ ยกราง กินที่ ปดปาก
3) ตบแตง ติดตั้ง เลือกตั้ง ซักซอม 4) บังตา ยกทรง ยอความ พัดลม
33. ขอใดมีคําทุกคําเปนคําซอน
1) เสื่อสาด ทรัพยสิน โงเขลา ขมเหง เซอซา 2) แปดเปอน รื้อถอน เบี่ยงเบน กินแกน ใจแตก
3) แกนสาร นัยนตา สรางสรรค อวนพี นอยใจ 4) ทองคํา พัดวี วางเปลา งอแง คนงาน
34. ขอใดที่ทุกคําเปนคําซอนเพื่อความหมาย
1) หนาตา เจริญรุงเรือง เจ็บปวย ดีเด 2) โกรธแคน ลิดรอน แสวงหา ดื้อดึง
3) ผิดถูก เสื้อผา ดึงดัน เนื้อตัว 4) สูงตํ่า ตมตุน ทิ่มตํา ทอแท
35. ขอใดที่ทุกคําเปนคําซอนเพื่อเสียง
1) คับแคน จิตใจ เฉลิมฉลอง เบิกบาน 2) ขมขู เจือจาง แกวงไกว ปนปาย
3) ขัดขวาง เหี่ยวแหง ลมลุก แจมแจง 4) ชิงชัง จริงจัง เปะปะ โผงผาง
36. ขอใดความหมายของคําซอนอยูที่คําหลังทั้งหมด
1) นํ้าหูนํ้าตา หูตา ติดอกติดใจ 2) ใจคอ ทักทาย เจ็บปวย
3) เสื้อผา ชื่อแซ ขาวของ 4) ซุมเสียง กวาดแกวด กินแกน
37. ขอใดมีคําซอนที่ทุกคําเกิดจากคํา 4 คํา มาซอนกัน
1) ขาวปลาอาหาร เสกสรรคปนแตง อุปถัมภคํ้าจุน 2) ถวยโถโอชาม ลวงแคะแกะเกา ชางมาวัวควาย
3) หมูเห็ดเปดไก เหยียบยํ่าซํ้าเติม ลําบากยากแคน 4) ตมยําทําแกง แตงเสริมเติมตอ วิจิตรพิสดาร
38. ขอใดตอไปนี้ถือวาไมใชคําซํ้า
1) พี่แลแลเครื่องเลนเปนเสียดาย 2) จับศิลาแลเลื่อมเปนลายลาย
3) รอนรอนออนแสงพระสุริยา 4) ถึงบางพูดพูดกันสนั่นหู
BOBBYtutor Thai Note
39. ขอใดเปนคําสมาสทุกคํา
1) พลเมือง บุญญาธิการ เมรุมาศ กรมทา สัจจาธิษฐาน
2) ปรมินทร ราชดําเนิน เคมีภัณฑ กษัตริยาธิราช ราโชบาย
3) มหัศจรรย คุณคา กิจจานุกิจ ทุนทรัพย อุปทวันตราย
4) อเนก จลาจล ภยันตราย ศตพรรษ ปจจุบัน
40. ขอใดเปนคําสมาสแบบกลมกลืนเสียงทุกคํา
1) อุโบสถกรรม อัครราชทูต สุขนาฏกรรม วินาศภัย มงคลฤกษ
2) อุณหภูมิ สุนทรียภาพ สัมปทานบัตร วิสามัญฆาตกรรม ปรมาภิเษก
3) อากาศธาตุ สุพรรณบัฏ ศาสตราจารย โลกทัศน โภชนาการ
4) เวสสันดร วชิราวุธานุสรณ สุโขทัย มไหศวรรย มหรรณพ
41. ขอใดมีคําสมาสซึ่งไมมีการสนธิทุกคํา
1) ปฐมทัศน กุศโลบาย นาเคนทร ปจฉิมยาม มัชฌิมวัย
2) วีรชน เบญจราชกกุธภัณฑ ปรมาจารย รัฐสภา วราราม
3) คริสตกาล กาฬปกษ ครุภัณฑ จิตแพทย ชาติภูมิ
4) ทาสกรรมกร คมนาคม ปรมาภิไธย ภัณฑาคาร สุรนารี
42. คําทุกคําในขอใดที่มีคําสมาสที่ประกอบจากคํา 3 คํา
1) บรรณารักษ พระบรมราโชบาย ทักษิณราชนิเวศน ราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม
2) เบญจราชกกุธภัณฑ มหาพฤฒาราม เอกอัครราชทูต อินทรวิหาร
3) สัมมนาคาร เทพศิรินทราวาส พระปฐมเจดีย โสตทัศนอุปกรณ
4) มหรรณพาราม จิรัฏฐิติกาล ประชากรศาสตร พระพุทธจักร มหาวิทยาลัย
43. ขอใดมีตําแหนงของคําครุ ลหุ ไมเหมือนขอความตอไปนี้
"ราตรีก็แมนมี ขณะดีและรายปน"
1) เหลือที่จะแทนทด จะสนองคุณานันต 2) ราคีบพันพัว สุวคนธกําจร
3) ฟางามอรามแล ระกะดอกกุดั่นหาว 4) ตรากทนระคนทุกข ถนอมเลี้ยงฤรูวาย
ใชขอความตอไปนี้ตอบคําถามขอ 44-45
ก. แมนมิไดสมคิดดังจิตปอง
ข. หวังเปนเกือกทองรองบาทา
ค. จะอาสัญเพราะลูกเหมือนกลาวมา
ง. เพราะรักบุตรสุดสวาทแสนทวี
44. ขอใดมีพยางคคําตายมากที่สุด
1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง.
45. ขอใดมีพยางคคําเปนมากที่สุด
1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง.
BOBBYtutor Thai Note
46. "ไมทรงเลือกชาติชั้นเผาพันธุไหน อยูปาเขาอยูเมืองไกลอยูฝงสินธุ
โปรดใหผูรูพืชและนํ้าดิน เสริมอาชีพไทยถิ่นใหรูทํา"
คําประพันธนี้มีคําเปนกี่คํา (ไมนับคําซํ้ากัน)
1) 20 คํา 2) 21 คํา 3) 22 คํา 4) 23 คํา
47. ขอใดมีคําที่มาจากภาษาบาลีทุกคํา
1) อัคคี อัชฌาสัย สิกขา วัตถุ ปญญา อิทธิ สัจจะ สัตตะ บุปผา อัคนี อัศจรรย
2) ขัตติยะ อัจฉริยะ วิชชา มัชฌิม จักขุ กิตติ สักกะ รุกขทุกข หฤทัย กรีฑา
3) อิตถี หัตถี สัจจะ มนต กัญญา ปจฉิม อิจฉา มัจฉา อัตตา กษัตริย วิทยา
4) หทัย สิริ รังสี ภริยา ปฐม ถาวร ฐาปนา ฐาน จริยา ครุฬ กีฬา นิจ สามี โอฬาร อมตะ
48. ขอใดมีคําที่มาจากภาษาสันสกฤตทุกคํา
1) ภรรยา สถาวร จักษุ กันยา ฤทธิ เอารส ภิกษุ สมัคร บุตร สังกร วิชชุดา
2) ปรัชญา สถาปนา จรรยา นิตย โอฑาร ฤษี ลักษมี จันทรา กริยา สังข ทุกข
3) ประถม สถาน ครุฑ สวามี กีรติ ไวทย จักร นิทรา เนตร องค พยัคฆ
4) สตรี อัธยาศัย อมฤต หัสดี ศิริ ศึกษา สัตย วัสดุ รัศมี มัธยม ไพศาล
49. ขอใดมีคําที่มาจากภาษาตางประเทศทุกคําโดยไมมีคําไทยแทปนเลย
1) โลก มน เดิน วิกล กนก จักร สังเกต รถ ชาติ ยศ มาห เศิก นํ้า
2) กาย ชาม ประหยัด พร เลข นัดดา คช เวท มาตรา เทพ เยียร ศึก มะมวง
3) ยาน ธน เขลา บุญ วิหค รัตนะ ครุฑ อาพาธ ศูทร เดชะ ระฆัง ผี้ว ตะวัน
4) พนา จมูก ประหยัด คุณ เมฆ อนุญาต รัฐ ปรากฏ เพชร บาป ลาภ วัฒนะ ผล
ใชขอความตอไปนี้ตอบคําถามขอ 50-51
"นานมาแลวที่ธรรมชาติสรางความอุดมสมบูรณขึ้นไวใหกับผืนแผนดินนี้ ดินทุกๆ ตารางนิ้วตางประกอบขึ้นดวย
ธาตุอาหารที่ไดจากความชุมชื้น ภายใตรมเงาของปาไม ใบไมแตละใบที่รวงหลนจากลําตน คือระบบเล็กๆ ของธาตุอาหาร
ที่เกิดขึ้นบนผิวดิน นั่นคือ เมื่อใดที่ใบไมรวงหลนถึงพื้นดิน มันก็จะผุพังและเนาเปอยดวยความชุมชื้นและจุลินทรียเล็กๆ
ที่ชวยกันยอยสลายใหใบนั้นกลายเปนธาตุอาหารสะสมอยูในดิน และดินก็จะสะสมธาตุอาหารใหตัวเองตลอดเวลา ตราบ
เทาที่มีปาไม มีนํ้าเปนสายใยธรรมชาติเกื้อหนุนกันและกัน"
50. จากขอความขางตนมีคําซอนเพื่อความหมายกี่คํา (ไมนับคําซํ้ากัน)
1) 7 คํา 2) 8 คํา 3) 9 คํา 4) 10 คํา
51. จากขอความขางตนมีคําสมาสกี่คํา (ไมนับคําซํ้ากัน)
1) 1 คํา 2) 2 คํา 3) 3 คํา 4) 4 คํา
52. ขอใดใชคําราชาศัพทถูกตอง
1) ประธานาธิบดี บลิน คลินตันเปนอาคันตุกะ ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ
2) ประธานาธิบดี บลิน คลินตันเปนพระอาคันตุกะ ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ
3) ประธานาธิบดี บลิน คลินตันเปนราชอาคันตุกะ ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ
4) ประธานาธิบดี บลิน คลินตันเปนพระราชอาคันตุกะ ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ
BOBBYtutor Thai Note
53. ขอใดใชคําราชาศัพทผิด
1) สมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินีนาถทรงถามชาวเขาเผาอีกอ
2) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงระนาด ณ หอประชุมโรงเรียนนายรอยฯ
3) พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ทรงทอดพระเนตรโครงการแกมลิงในพระดําริ
4) พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ทรงพระราชนิพนธ "พระมหาชนก"
54. คําทุกคําในขอใดที่ไมมีความหมายเชิงอุปมาเลย
1) คอสูง คอแข็ง ตาขาว หนาหนา ติดตา
2) เจาะขาว ปากหวาน หัวหมุน ตายดาน ปดปาก
3) หักหนา ไวตัว ฉีกหนา ถือหาง เปนใจ
4) นักเรียน กระถางธูป รถไฟ นํ้าหอม ปลาเค็ม
55. ขอใดใชคําไดถูกตองตามความหมาย
1) ปากกาดามใหมที่คุณแมซื้อใหตองใชอยางทะนุถนอมนะ
2) จักรวรรดิองคแรกของราชวงศถังคือใครคะ
3) วันนี้มีเมฆมากหมอกก็หนา ทัศนวิสัยแยจัง
4) เครื่องยนตนี้สมรรถภาพยังดีอยู
56. ขอใดไมมีคําพองรูปพองเสียง
1) เขาเขียนรายงานดวยปากกาสีแดง ดวยวาปากกาสีนํ้าเงินหายไป
2) เขาชอบกินขาวตมและนํ้าสมในตอนเชา และพี่สาวคนโตของเขาก็ชอบขาวตมเหมือนกัน
3) บานฉันจนแสนจนจนไมมีอะไรจะกินอยูแลว
4) กันมีบานที่เชียงใหม อยากไปเที่ยวไหมกันยินดีเสมอนะพวก
57. ขอใดใชคําที่มีความหมายแคบกวางไดเหมาะสม
1) สมรชอบกินขนมหวานและฝอยทอง
2) สมใจชอบกินผลไมและขนมหวาน
3) ประชาชนและชาวนาตางก็พากันมาชุมนุมหนาทําเนียบ
4) เขาไปเดินซื้อของตางๆ เชน เครื่องใชไฟฟา ทีวี ตูเย็น และเครื่องเรือน
58. ขอใดมีคําที่มีความหมายกวาง
1) เครื่องกรองนํ้าลดราคา 20% 2) เครื่องอบผาลดราคากระหนํ่า
3) เครื่องปรับอากาศไมลดราคา 4) เครื่องเรือนรานนี้ราคาถูก
59. ขอใดใชคําเชื่อมขัดแยงกัน
1) นักรองทุกคนเมื่อบันทึกแผนเสียงเสร็จก็รีบเตรียมงานแสดงทันที
2) คนไทยตองผนึกกําลังสามัคคีและประเทศจะไดมั่นคงเปนปกแผน
3) รีบอาบนํ้าซะนะ เพราะเดี๋ยวดึกไปหนูจะเปนหวัด
4) เธอกินขนมปงก็ไดหรือไมก็กินขาวตม คุณแมทานสั่งมา
60. สํานวนในขอใดตางจากพวก
1) นกสองหัว 2) หมาสองราง 3) สองฝกสองฝาย 4) จับปลาสองมือ
BOBBYtutor Thai Note
61. ขอใดใชภาษาไดกระชับกะทัดรัด
1) เปนนิมิตอันดีที่คุณกลับเมืองไทย 2) มติมหาชนสวนใหญไมอยากใหรัฐขึ้นราคานํ้ามัน
3) เขาทําการบานเสร็จกอนเพื่อนๆ 4) คุณครูทําการสอนตั้งแต 6 โมงเชา
62. ขอใดใชสํานวนตางประเทศ
1) นองเขาถูกจับไปเรียกคาไถ 2) สมบูรณถูกตีโดยครูใหญ
3) มันฝรั่งกับมันเทศจะขึ้นราคาสัปดาหหนา 4) ผมคิดวาคุณเหมาะสมแลวครับ
63. ขอใดมีความหมายไมกํากวม
1) "แหม เกงจริงนะ" 2) "คุณแม"
3) "ขนมชั้นนี้ใครหยิบไป" 4) "คุณพอกินขาวเสร็จแลว"
64. ประโยคใดตอไปนี้เปนประโยคที่สมบูรณ
1) ตําแหนงที่แสดงจุดพักในแผนที่บนฝาผนังหองนี้
2) การสงเสริมใหชาวญี่ปุนเขามาลงทุนดานอสังหาริมทรัพยในประเทศไทย
3) คณะครูและนักเรียนแมจะยอมพักขณะเดินทางไกล
4) การสงสินคาไปขายยังตางประเทศจะชวยลดภาวะการขาดดุลการคา
65. ขอความคูใดมีความหมายเหมือนกัน
1) ใหของเขายืม ใหเขายืมของ 2) เงินเขาขาด เขาขาดเงิน
3) เขาทํามาดี เขาทําดีมา 4) ใหเงินคืน ใหคืนเงิน
66. ภาพพจนในขอใดตางจากพวก
1) ทนตแดงดังแสงทับทิม เพริศพริ้มเพรารับกับขนง
2) ตายระดับทับกันดังฟอนฟาง เลือดนองทองชางเหลวไหล
3) หวังเปนเกือกทองรองบาทา พระผูวงศเทวาอันปรากฏ
4) คอยขืนเคี้ยวขาวคําสักกํามือ พอกลืนครือคอแคนดังขวากคม
67. ขอใดมีภาพพจน
1) ทั้งซุมเสามณฑปกระจกแจม กระจังแซมปลายเสาเปนบัวหงาย
2) พื้นผนังหลังบัวที่ฐานปทม เปนครุฑอัดยืนเหยียบภุชงคขยํา
3) ยังใหมันขามเขาเอาเวียงชัย โออยางไรเหมือนบุรีไมมีชาย
4) แลธุลีกลัดกลุม เกลื่อนเพี้ยงจักรผัน
68. ขอใดมีภาพพจนตางจากขออื่น
1) ดูปราสาทราชวังเปนรังกา ดังปาชาพงชัฏสงัดคน
2) ดังหิ่งหอยจะแขงแสงอาทิตย เห็นผิดระบอบบุราณมา
3) มีเพชรใหญขนาดไขนกพิราบ... ชางเทียมทัดแพรวพราวราวกับไฟ
4) ลมระเริงลูหวิวพลิ้วระลอก สัพยอกยอดไมไปลิ่วลอง
69. ภาพพจนในขอใดที่ไมใชปฏิพากย
1) เกิดแลวกอลอแลวเรนเย็นแลวรอน 2) เสียงนํ้าซึ่งกระซิบสาดปราศจากเสียง
3) ความรูเจามีแนแคหางอึ่ง 4) จักรวาลวุนวายไรสําเนียง
BOBBYtutor Thai Note
70. ภาพพจนในขอใดที่ไมใชบุคคลสมมติ
1) หาดกรวดกวางกลางนํ้าเริ่มครํ่าครวญ 2) มโหรีจากราวปามาเรื่อยรี่
3) จากคูวันเดียวให ทุกขปมปานป 4) พิณพาทยไพรกลอมขับสําหรับดง
71. ภาพพจนในขอใดเปนแบบสัญลักษณ
1) โอลิมปกคราวนี้เมืองจิงโจควาไป 10 เหรียญทอง
2) กลุมเพื่อนๆ พี่มีแตสุนัขจิ้งจอกทั้งนั้น ฉันไมอยากคุยดวย
3) อาชีพนักปากกาอยางพวกเราเงินเดือนนอยจัง
4) ผลัดแผนดินเปลี่ยนราช เยียววิวาทชิงฉัตร
72. "ดุจเหลาพละนา วะเหววากะปตัน
นายทายฉงนงัน ทิศทางก็คลางแคลง
นายกลประจําจักร จะใชหนักก็นึกแหนง
จะรอก็ระแวง จะไมทันธุระการ
อึดอัดทุกหนาที่ ทุกขทวีทุกวันวาร
เหตุหางบดียาน อันเคยไวนํ้าใจชน
ถาจะวาบรรดากิจ ก็ไมผิดณนิยม
เรือแลนทะเลลม จะเปรียบตอก็พอกัน
ธรรมดามหาสมุทร มีคราวหยุดพายุผัน
มีคราวสลาตัน ตั้งระลอกกระฉอกฉาน
ผิวพอกําลังเรือ ก็แลนรอดไมราวราน
หากกรรมจะบันดาล ก็คงลมทุกลําไป
ชาวเรือก็ยอมรู ฉะนี้อยูทุกจิตใจ
แตลอยอยูตราบใด ตองจําแกดวยแรงระดม"
คําประพันธขางตนใชภาพพจนชนิดใดมากที่สุด
1) อธิพจน 2) อวพจน 3) บุคคลวัต 4) อุปมานิทัศน
73. ภาพพจนในขอใดตอไปนี้ตางจากขออื่น
1) ถวิลทุกขวบคํ่าเชา หยุดไดฉันใด
2) ลูกจักมากับแสงเดือน มาอยูเปนเพื่อน
3) ฉันจนไมมีเงินสักบาท จะมารีดเลือดกับปูผอมๆ อีก
4) แมมีคูชูชิดสนิทนุม เหมือนหอหุมผาทิพยสักสิบผืน
BOBBYtutor Thai Note
ใชคําประพันธตอไปนี้ตอบคําถามขอ 74-75
"วาพลางทางชมคณานก โผนผกจับไมอึงมี่
เบญจวรรณกับวัลยชาลี เหมือนวันพี่ไกลสามสุดามา
นางนวลกับนางนวลนอน เหมือนพี่แนบนวลสมรจินตะหรา
จากพรากจับจากจํานรรจา เหมือนจากนางสการะวาตี
แขกเตาจับเตารางรอง เหมือนรางหองมาหยารัศมี
นกแกวจับแกวพาที เหมือนแกวพี่ทั้งสามสั่งความมา
ตระเวนไพรรอนรองตระเวนไพร เหมือนเวรใดใหนิราศเสนหา
เคาโมงจับโมงอยูเอกา เหมือนพี่นับโมงมาเมื่อไกลนาง
คับแคจับแคสันโดษเดี่ยว เหมือนเปลาเปลี่ยวคับใจในไพรกวาง
ชมวิหคนกไมไปตามทาง คะนึงนางพลางรีบโยธีฯ"
74. คําประพันธขางบนมีภาพพจนชนิดใดมากที่สุด
1) อุปมา 2) อุปลักษณ 3) อวพจน 4) สัทพจน
75. คําประพันธขางบนนี้มีความงามวรรณศิลปเดนที่สุดดานใด
1) ซํ้าคํา 2) เลนคํา
3) ดุลเสียงและดุลความหมาย 4) เลนเสียงและจังหวะดุจดนตรี
76. ขอความขางลางนี้ ถานํามาจัดวรรคใหมจะไดคําประพันธตามขอใด
"ตอนนี้จะซักผานะคะนาสิอยากวนคืนนี้แหละหนูชวนรึจะไมไปดวยกัน"
1) อินทรวิเชียรฉันท 2) กาพยยานี 3) กาพยฉบัง 4) กลอนสุภาพ
77. ขอความขางลางนี้ ถานํามาจัดวรรคใหมจะไดคําประพันธตามขอใด
"กองหลังนาคะนาคาสี่เหลาเสนาศาตราอาวุธวาวแสงพวกพลทุกตนคําแหงหาญเหิมฤทธิแรงพรอมเพื่อผจญสงคราม"
1) กาพยยานี 2) กาพยฉบัง 3) กลอนแปด 4) อินทรวิเชียรฉันท
78. ขอความขางลางนี้ ถานํามาจัดวรรคใหมจะไดคําประพันธตามขอใด
"องคพระภควันตนั้นไซรประทับแหงใดก็เขาไปถึงที่นั้นครั้นเขาใกลแลวจึ่งพลันถวายอภิวันทแดองคสมเด็จทศพล"
1) กลอนสุภาพ 2) กาพยสุรางคนางค 3) กาพยฉบัง 4) กาพยยานี
79. บาทที่ 1 ของโคลงสี่สุภาพตอไปนี้ ขอใดแตงถูกตองตามผังบังคับ
1) สามารถอาจหามงด วาจา (ตนเฮย) 2) จงจําคําพอสั่ง สอนนา
3) หนึ่งรูบําเรอให ขุนพล 4) ทั้งหลายลวนจัดเจน ไสยศาสตร
80. ขอใดสามารถเติมลงในชองวางใหถูกฉันทลักษณ และมีเนื้อความเปนเอกภาพมากที่สุด
"ถึงวากษัตริยทั้งสี่กรุง จะมาชวยรบ .......... เปนศึก ..........
กูก็ไมครั่นครามขามใคร จะหักใหเปนภัสมธุลีลง"
1) รา, ไทย 2) รุง, ให 3) พุง, ใหญ 4) พุง, ไป
BOBBYtutor Thai Note
81. ขอใดมีการใชสัมผัสตางจากขออื่น
1) ก็ซํ้าแทรกใสแซมตอแตมเติม จะสงเสริมความสวาดิราชไมตรี
2) เงื้อมตลิ่งงิ้วงามตระหงานยอด ระกะกอดเกะกะกิ่งไสว
3) จะจริงจังจริงใจไมใชเจา มาโลมเลาเลาเลาเฝาออนพี่
4) ทรงกางเกงสีแดงดังแสงชาด เข็มขัดคาดขึงขําเสื้อดําขลับ
82. จากประคําประพันธตอไปนี้ ขอใดไมมีการใชคํากวีที่หมายถึงนาง
1) ขอใจนุชที่ฉันสุจริตรัก ใหแนนหนักเหมือนพุทธรูปเลขาขํา
2) พลางคะนึงนุชนอย แนงเนื้อนวลสงวน
3) มโหรีจากราวปามาเรื่อยรี่ ราชินีแหงนํ้าคางจะหางหัน
4) นิจจาเอยจากเชยมาไกลโฉม มีแตโทมนัสรํ่าระกําจิต
83. คําประพันธในขอใดตอไปนี้ที่ไมใชลักษณะของนิราศ
1) ถึงสามเสนแจงความตามสําเหนียก เมื่อแรกเรียกสามแสนทั้งกรุงศรี
2) ถวิลทุกขวบคํ่าเชา หยุดไดฉันใด
3) เห็นขาวขาววาวแวมอยูหวางกลาง ใครยลนางก็เห็นนาจะปรานี
4) เห็นฝูงยูงรําฟอน คิดบังอรรอนรํากราย
ใชคําประพันธตอไปนี้ตอบคําถามขอ 84-85
ก. รุกขชาติดาษดูระดะปา สกุณาจอแจประจําจับ
ดุเหวาแววหวาดไหวฤทัยวับ จะแลกลับหลังเหลียวยิ่งเปลี่ยวใจ
ข. ไฟตะเกียงเรียงรอบพระมณฑป กระจางจบจันทรแจมแอรมผา
ดอกไมพุมจุดงามอรามตา จับศิลาแลเลื่อมเปนลายลาย
ค. คอนทองรองรับกันปกปก นกคุมเปรียวปรื๋อกระพือบิน...
หารังเรียกคูอยูกับดิน หยุดกินวิ่งกรากกระตากไป
ง. งามทรงวงดั่งวาด งามมารยาทนาดกรกราย
งามพริ้มยิ้มแยมพราย งามคําหวานลานใจถวิล
84. จากคําประพันธขางตนขอใดมีสัมผัสอักษรทุกวรรค
1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง.
85. ขอใดมีจินตภาพทั้งเสียงและเคลื่อนไหวเดนที่สุด
1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง.
86. ขอใดกลวิธีการแตงไมเขาพวก
1) ตางแกลวสรรตัวกลั่นสรรพ แลนโจมทัพไลจับทัน
2) สารตัวกลั่นสรรตัวกลา นาพันลึกนึกพันลาย
3) สารแตหาญสารตัวเหี้ยม เทียมชางมารทานชางหมื่น
4) ตัวกลางชางตางกลอกเชิด เทิดกระบี่ทีกระบวน
BOBBYtutor Thai Note
87. ความเปรียบในขอใดตางจากขออื่น
1) สรอยทองยองเยื้องชาย เหมือนสายสวาทนาดนวยจร
2) นางนวลนวลนารัก ไมนวลพักตรเหมือนทรามสงวน
3) เหมือนอุบะนวลละออง เจาแขวนไวใหเรียมชม
4) แมลงภูคูเคียงวาย เห็นคลายคลายนาเชยชม
88. "วนและวิ่งคืนและวันหวั่นและไหว"
"ใจจึงหนายจึงเหนื่อยจึงเมื่อยลา"
"เกิดแลวกอลอแลวเรนเย็นแลวรอน"
ความงามทางวรรณศิลปของกลอน 3 วรรคนี้ ขอใดมิใชลักษณะเดน
1) จังหวะดุจดนตรี 2) การซํ้าคํา 3) เสียงดุจดนตรี 4) อุดมดวยกวีโวหาร
89. ขอใดใหจินตภาพตางจากขออื่นมากที่สุด
1) เรือสิงหวิ่งเผนโผน โจนตามคลื่นฝนฝาฟอง
ดูยิ่งสิงหลําพอง เปนแถวทองลองตามกัน
2) ประจวบจนสุริยนเย็นพยับ ไมไดศัพทเซ็งแซดวยแตรสังข
ประนาดฆองกลองประโคมดัง ระฆังหงั่งหงั่งหงางลงครางครึม
3) นกยางเลียบเหยียบปลานขาหยิก เอาปากจิกบินฮือขึ้นเวหา
กระทงนอยลอยทวนนาวามา โอปกษาเอยจะลอยถึงไหนไป
4) ตนโศกทอดยอดขวางออกกลางหวย พี่ก็ชวยผูกชิงชาใหอาศัย
พวกผูหญิงชิงขึ้นใหชาไกว สนุกใจรองเตือนใหเพื่อนโยน
90. ขอใดมีการเลนสัมผัสภายในวรรคมากที่สุด
1) แลประเทืองเรืองรองทองเนื้อเกา 2) ก็ซํ้าแทรกใสแซมตอแตมเติม
3) ชางชมชื่นชอบแลลวนแตผี 4) จึงดั้นดัดลัดดงตรงมาหา
91. ขอใดมีการเลนสัมผัสพยัญชนะมากที่สุด
1) เข็มขัดคาดขึงขําเสื้อดําขลับ 2) วับวาววาบแววแวมแจมจรัส
3) บุษบงเบิกแบงระบัดบาน 4) ที่นอนหมอนมุงมานก็ไมมี
92. คําประพันธบทนี้ใชคําตายแทนคําเอกกี่คํา
"ปญญาคาเปรียบแกว กองเก็จ
แมวาเพชรถูกเพชร กะแทกกะทั้น
งัดงางมลางเมล็ด มลายรูป
เมล็ดหนึ่งอาจถึงสะบั้น สะบัดกลิ้งทิ้งสูญ"
1) 4 คํา 2) 5 คํา 3) 6 คํา 4) 7 คํา
BOBBYtutor Thai Note
93. ขอใดไมใชวัจนภาษา
1) มืดมัวชั่วชากวาเกาไป จะดีรายฉันใดชวยบอกมา
2) ขุนแผนปลอนปอกเหงาดูขาวงอน วางอนลองกินเถิดนองรัก
3) พระแยมเยี่ยมมานทองทัศนา เห็นแตปาพุมไมใบบัง
4) ฝูงคนทั้งแผนดินจะนินทา สิ่งของที่เอามาจงคืนไป
94. ขอใดไมใชวัจนภาษา
1) วาเราเลวเราอยาเหลวทําเลวลง ตองทะนงตอตานทานหยามคํา
2) ตนเตือนตนของตนใหพนผิด ตนเตือนจิตตนไดใครจะเหมือน
3) ถึงชนกชนนีจะชิงชัง ลูกจะวิงวอนงอขอโทษกรณ
4) จงเขียนคัดหัดจําตามคําบอก ความรูศอกจะเปนวาอยาสงสัย
95. ขอใดเปนประโยคความรวม
1) ฉันไมชอบคนลักขโมยขนมของเพื่อน
2) เพื่อนทะเลาะกันกอความเดือดรอนใหครูประจําชั้น
3) คุณพอทํางานหนักทุกวันจนตองเขาโรงพยาบาล
4) นํ้าไหลบาสูตัวเมืองอยางรวดเร็ว แตถนนหนทางไมเสียหายมากนัก
96. ขอใดเปนประโยคความซอน
1) หัวหนาของกลุมโจรพูโลตามหลักฐานในแฟมนักโทษของกรมตํารวจไดหลบหนีออกนอกประเทศ
2) การฝกจิตใหสงบกอนนอนเปนกิจที่ดี
3) ภายในเดือนนี้คณะครูตองทํางานใหเรียบรอยทุกประการ
4) เขาไมมาโรงเรียนเพราะเปนไขหวัดใหญ
97. ขอใดเปนประโยคความเดียว
1) การอานหนังสือมิไดใหประโยชนเฉพาะดานความรูเทานั้น แตยังเปนเครื่องมือสําหรับแสวงหาความรูดวย
2) เขาตอวาฉันกอน ฉันจึงตอบโตเขาบาง แตคนอื่นไดยินเฉพาะคําตอบโตของฉัน คนเหลานั้นจึงหาวาฉันพาล
3) ภาพทองฟาในยามใกลคํ่าฝมือจิตรกรหนุมหนาใหมคนนี้คงจะไดรับรางวัลเปนแน
4) เขาพูดยาวจนคนฟงเบื่อ แตเราก็ทนฟงเขาพูดไปจนจบเพราะเกรงใจประธานในที่ประชุม
98. ขอใดเปนประโยคความเดียว
1) เขาทุมกอนหินกอนโตอยางสุดแรงเกิดเขาไปในพุมไมที่มีขโมยซอนอยู
2) ขาวเธอสอบชิงทุนไปตางประเทศได และเพื่อนๆ ฉลองใหอยางหรูหรา ปรากฏในหนาหนังสือพิมพไทยรัฐ
3) เขาตอวาฉันโดยเขารูเทาไมถึงการณ เพราะเขาอาจไดรับฟงมาจากผูที่ไมชอบฉันวาฉันไดคานายหนา
4) ความเห็นอกเห็นใจกันในยามยากแสดงถึงความเปนมิตรแท
99. "ยุคสมัยที่ความเจริญทางวัตถุมีอํานาจครอบงําทางจิตและวิญญาณของมนุษยอยางแรง"
ขอความนี้มีโครงสรางของภาษาตามขอใด
1) กลุมคํา 2) ประโยคความเดียว 3) ประโยคความรวม 4) ประโยคความซอน
100. ขอใดใชคํา "ที่" เปนคําเชื่อมประโยคทั้ง 2 แหง
1) กิจกรรมที่ฉันสนใจคือไปดูนิทรรศการที่ศูนยการคาตางๆ
2) ขณะที่ฉันเดินเพลินๆ ก็ไดพบเพื่อนเกาที่จากกันไปนาน
3) เมื่อเขาไปบานที่ระยอง เขาจึงรูวาบานที่เคยอยูถูกไฟไหม
4) ฉันดีใจมากที่รูวาครูที่ฉันรักไดรับรางวัลครูดีเดน
BOBBYtutor Thai Note
เฉลย
1. 1) 2. 4) 3. 2) 4. 4) 5. 3) 6. 3) 7. 2) 8. 4) 9. 2) 10. 3)
11. 4) 12. 4) 13. 2) 14. 2) 15. 1) 16. 4) 17. 4) 18. 4) 19. 4) 20. 3)
21. 2) 22. 3) 23. 4) 24. 2) 25. 2) 26. 4) 27. 3) 28. 3) 29. 2) 30. 4)
31. 1) 32. 3) 33. 1) 34. 3) 35. 4) 36. 1) 37. 2) 38. 4) 39. 4) 40. 4)
41. 3) 42. 4) 43. 4) 44. 4) 45. 2) 46. 4) 47. 4) 48. 4) 49. 4) 50. 2)
51. 2) 52. -) 53. 4) 54. 3) 55. 4) 56. 3) 57. 4) 58. 2) 59. 4) 60. 2)
61. 4) 62. 3) 63. 2) 64. 4) 65. 4) 66. 1) 67. 3) 68. 4) 69. 4) 70. 3)
71. 3) 72. 2) 73. 4) 74. 3) 75. 1) 76. 2) 77. 2) 78. 2) 79. 3) 80. 1)
81. 3) 82. 3) 83. 3) 84. 3) 85. 1) 86. 3) 87. 1) 88. 4) 89. 4) 90. 1)
91. 2) 92. 3) 93. 2) 94. 3) 95. 2) 96. 4) 97. 4) 98. 3) 99. 4) 100. 1)
!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
BOBBYtutor Thai Note
การวิเคราะหและสังเคราะหประโยค
การวิเคราะห คือ การจําแนกแยกรายละเอียด การวิเคราะหประโยคก็คือ การพิจารณาเนื้อความที่เราอานวาประกอบ
ดวยประโยคชนิดใดบาง สวนใดเปนกลุมคํา สวนใดเปนประโยคขยาย
การสังเคราะห คือ การสรางประโยคตางๆ ขึ้นใหถูกตองตามหลักไวยากรณ และมีความหมายตรงตามที่เรา
ตองการสื่อสาร
การแบงหนาที่ของประโยคตามเจตนาของผูสงสาร
การแบงประโยคชนิดนี้แบงไดเปน 3 ประเภท คือ
1. ประโยคแจงใหทราบ คือ ประโยคที่ผูพูดใชบอกเลาหรือแจงขอความบางประการใหผูฟงทราบ อาจจะเปน
ประโยคสั้นๆ ประกอบดวย ประธาน กริยา หรือเปนประโยคที่ซับซอนก็ได ใหสังเกตวาถาประโยคแจงใหทราบนั้น
มีเนื้อความปฏิเสธก็จะมีคําปฏิเสธ เชน มิได มิใช ไม หามิได ปรากฏอยูดวย เชน
เรื่องวุนวายเชนนี้ ฉันไมสนใจหรอก
2. ประโยคถามใหตอบ คือ ประโยคที่ผูพูดใชถามขอความบางประการ เพื่อใหผูฟงตอบสิ่งที่ผูพูดอยากรู ประโยค
ชนิดนี้มีลักษณะการสรางประโยคคลายประโยคแจงใหทราบ แตจะมีคําแสดงคําถาม หรือคําถามปฏิเสธปรากฏอยูดวย
เชน หรือ เมื่อไร อะไร ใคร ที่ไหน อยางไร เชน
คุณจะหยุดฟงฉันพูดกอนไดไหม
ใครจะไปเที่ยวสงกรานตที่เชียงใหมบาง
3. ประโยคบอกใหทํา คือ ประโยคที่ผูพูดใชเพื่อใหผูฟงกระทําอาการบางอยางตามความตองการของผูพูด การกลาว
อาจจะใชวิธีขอรอง ออนวอน เชิญชวน บังคับ หรือสั่งก็ได ลักษณะประโยคบอกใหทํามีขอสังเกตดังนี้
3.1 ประธานของประโยคตองหมายถึงผูฟงเทานั้น
3.2 ถาประธานเปนคําสรรพนามตองเปนสรรพนามพหูพจนบุรุษที่ 1 เชน เรา หรือสรรพนามบุรุษที่ 2 เชน
คุณ ทาน เธอ แก เทานั้น
BOBBYtutor Thai Note
3.3 ทายประโยคตองมีคําอนุภาค เชน ซินะ นา เถอะ สิ ประกอบอยูดวย
3.4 ถาประโยคบอกใหทํามีเนื้อความ หาม หรือปฏิเสธ ตองมี คําวา "อยา" นําหนากริยา ถาประโยคนั้น
มีกริยาชวย "ตอง" ก็ตองเติมคําปฏิเสธ "ไม" ประกอบไปดวย เชน
อยาเดินไปในทางเปลี่ยว อันตราย
คุณตองไมเห็นแกพวกพองมากเกินไป
เธอชวยเฝาบานใหดวยนะ ฉันจะออกไปธุระสักครูหนึ่ง
โครงสรางของประโยค
ประโยคในภาษาไทยแบงไดเปน 3 ชนิด คือ
1. ประโยคความเดียว ไดแก ประโยคที่ประกอบดวยภาคประธาน และภาคแสดง มีกริยาหลักในประโยคเพียงตัวเดียว
แตก็อาจมีคําวิเศษณขยายเนื้อความหรือมีคําเชื่อม (บุพบท) เสริมความใหสมบูรณก็ได
2. ประโยคความรวม ไดแก ประโยคความเดียวตั้งแต 2 ประโยคขึ้นไปมารวมกันดวยคําเชื่อม (สันธาน) เพื่อเจตนา
ตางๆ กัน คือ
2.1 บอกความขัดแยงกัน สังเกตจากสันธาน แต แต...ก็ แตทวา ถึง... แต...ก็ ฯลฯ
2.2 บอกความคลอยตามกัน สังเกตจากสันธาน และ กับ แลว...จึง ครั้น...ก็ ฯลฯ
2.3 บอกความเลือกเอาอยางใดอยางหนึ่ง สังเกตจากสันธาน หรือ มิฉะนั้น ไมเชนนั้น ฯลฯ
2.4 บอกความเปนเหตุเปนผลกัน (ใหสังเกตวาประโยคเหตุมากอนประโยคผล) สังเกตจากสันธาน เพราะ...จึง
ฉะนั้น...จึง ดังนั้น...จึง
3. ประโยคความซอน ไดแก ประโยคที่ประกอบดวยประโยคหลักและประโยคยอย ประโยคยอยในประโยคความซอน
นี้มี 3 ชนิด คือ
3.1 ประโยคยอยทําหนาที่คลายนามหรือสรรพนาม (นามานุประโยค) ประโยคชนิดนี้ประโยคหลักสวนใหญ
จะไมไดความสมบูรณ ประโยคความซอนที่มีประโยคยอยชนิดนี้มักจะมีกริยาหลัก 2 ตัว แตไมมีคําเชื่อม ในประโยค
ความซอนมีคําวา "วา" "ให" ประกอบใหสังเกตดวยก็ได
3.2 ประโยคยอยทําหนาที่ประกอบนามหรือสรรพนาม (คุณานุประโยค) ประโยคชนิดนี้ตองมีคําประพันธ-
สรรพนาม ที่ ซึ่ง อัน ทําหนาที่แทนนามหรือสรรพนามในประโยคหลัก
3.3 ประโยคยอยทําหนาที่ประกอบกริยาหรือวิเศษณ (วิเศษณานุประโยค) เปนประโยคที่มีกริยาสําคัญ 2 ตัว
อาจมีคําเชื่อม (สันธาน) อยูในประโยคไดแตตองทําหนาที่ขยายกริยาหรือวิเศษณในประโยคหลัก
เขาตั้งใจดูหนังสือมาก (ประโยคความเดียว)
เขาตั้งใจดูหนังสือมากแตก็ยังเตรียมตัวไมทัน (ประโยคความรวมขัดแยง)
ขาววามีการเลื่อนกําหนดสอบเขามหาวิทยาลัยไมจริง (ประโยคความซอนนามานุประโยค)
เขาประสบความสําเร็จในชีวิตเพราะความมานะพากเพียร (ประโยคความซอนวิเศษณานุประโยค)
BOBBYtutor Thai Note
แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. ขอใดแสดงคําเชื่อมประโยคไดดีที่สุด
"แสงแดดมีประโยชนยิ่งตอมนุษย .......... ไดปริมาณมากเกินไป ก็พบวาเปนโทษไดเชนกัน .......... แสงแดด
ประกอบดวยรังสีหลายชนิด รวมชนิดที่กอใหเกิดโทษได และชนิดกอใหเกิดโทษนี้เปนแสงที่เราไมสามารถมองเห็น
ไดดวยตาเปลา ........... รูจักกันดี มีชื่อเรียกวาแสงอัลตราไวโอเลต"
1) แตถา แต เพราะ 2) แตถา เพราะ แต
3) แต แตถา เพราะ 4) แต เพราะ แตถา
2. "ที่พิพิธภัณฑแหงนี้จัดการแสดงจะแบงเปนหองๆ"
คําที่พิมพตัวหนาเปนคําในหมวดใด
1) นาม 2) สรรพนาม 3) บุพบท 4) สันธาน
3. คําวา "แต" ในขอใดเปนคําสันธาน
1) บานหลังนี้เกาแตสะอาดเรียบรอยจริงๆ 2) คุณศักดาเขานอนแตหัวคํ่าเปนปกติ
3) เจานายฉันตองการแตลูกนองฉลาดๆ เทานั้น 4) คุณพอกินแตผลไมและผักสดเสมอ
4. ขอใดควรมีสันธาน "แต" ชวย
1) ถึงเขาจะมีฐานะดีขึ้นเขาก็ยังประพฤติตัวเหมือนเดิม
2) ถึงฉันยากจนฉันก็ยังไมตองเบียดเบียนใคร
3) ถึงเธอจะถูกตัดจากกองมรดกเธอก็ยังมีเงินลนเหลือ
4) ถึงเขาไมสบายเขาก็ยังสงลูกเมียไปแทน
5. คําที่พิมพตัวหนาในขอใดที่ทําหนาที่ตางกัน
1) ผาที่ตกมาเที่ยวนี้รับรองไมมีตก 2) ทีคุณจะไปละก็ฉันไมเคยวาสักที
3) คนที่รักดียอมเปนคนดี 4) เด็กๆ พากันมาบริจาคเงินกันคนละ 2-3 บาท
6. "คนไทยสวนใหญมักจะบริโภคคาเฟอีนโดยไมรูตัว .......... ไมทราบวามีคาเฟอีนในชา กาแฟ นํ้าอัดลมประเภทโคลา
และยาแกปวด"
1) เนื่องจาก 2) อยางที่ 3) ทั้งนี้ 4) ดวยเหตุ
7. "รัฐบาลพยายามที่จะใหประชาชนเรียนรูและใชภาษาไทย .......... ใหสํานึกวาภาษาไทยคือภาษาประจําชาติ ..........
พลเมืองไทยทุกคนจะตองใชใหถูกตอง .......... ทัดเทียมกัน"
1) และ ซึ่ง โดย 2) ที่ อัน และ 3) โดย ที่ และ 4) ซึ่ง และ โดย
8. คําวา อะไร ในขอใดเปนคําถาม
1) แอวคงกินอะไรมาเรียบรอยแลวนะ 2) แอวทําอะไรอยูตอนที่ฉันมาเรียกนะ
3) แอวไมตองการอะไรจากคุณหรอก 4) แอวเห็นเขาขับรถสีอะไรตุนๆ หนอย
BOBBYtutor Thai Note
9. คุณแม "หนูตองทําไมวันนี้หนูจึงไมไปโรงเรียน" (1)
หนูตอง "หนูหาโบผูกคอเสื้อไมเจอคะคุณแม" (2)
คุณแม "คิดจะไมไปโรงเรียนใชไหมละ (3)
ก็เมื่อกี้แมเห็นเอาไปซุกไวในตูเสื้อผาไมใชหรือ (4)
คราวหนาหนูอยาใชวิธีนี้กับแมอีกนะ (5)
แมไมชอบ" (6)
หนูตอง "คราวหนาหนูจะหาวิธีใหมคะ" (7)
ประโยค 7 ประโยคนี้ เปนประโยคแสดงเจตนาแจงใหทราบกี่ประโยค
1) 2 2) 3 3) 4 4) 5
10. ขอใดสื่อความหมายตางจากขออื่น
1) เด็กขายของที่รานพบนองสาวของเขาโดยบังเอิญเมื่อวานนี้
2) เมื่อวานนี้เด็กขายของพบนองสาวของเขาที่รานโดยบังเอิญ
3) โดยบังเอิญเมื่อวานนี้เด็กขายของพบนองสาวของเขาที่ราน
4) ที่รานเด็กขายของพบนองสาวของเขาเมื่อวานนี้โดยบังเอิญ
11. ขอใดไมใชประโยคสมบูรณ
1) หยาดนํ้าคางพรางพรมเมื่อวันฉํ่าดาว ใหเหน็บหนาวนํ้าตารวงพรู
2) หากตราบใดสายนทียังรี่ไหล สูมหาชลาลัยกระแสสินธุ
3) โดยบังเอิญเมื่อวานนี้เด็กขายของพบนองสาวของเขาที่ราน
4) ที่รานเด็กขายของพบนองสาวของเขาเมื่อวานนี้โดยบังเอิญ
12. ขอใดที่บงบอกความหมายวา "ฉัน" เปนผูถูกกระทํา
1) จะใหอะไรฉันทํา 2) จะใหฉันทําอะไร 3) จะใหทําอะไรฉัน 4) อะไรจะใหฉันทํา
13. ขอใดไมเปนประโยคเปนแตเพียงวลี
1) นํ้าตก 2) นํ้าจิ้ม 3) นํ้าเนา 4) นํ้าแข็ง
14. ประโยคในขอใดที่ตัวแสดงไมมีกรรม
1) บทเรียนอันโหดรายที่ธรรมชาติไดประกาศเตือนครั้งนี้ทําใหเกิดการเคลื่อนไหวตอสูเพื่อพิทักษปาไมของประชาชน
2) ทหารที่โรงเรียนทหารราบที่คายทหารเดอมาโย อันเปนคายยุทธศาสตรใกลกรุงบัวโนสไอเรส ไดเขายึดตัวโรงเรียนไว
3) รถโวลกาสีเหลืองและสีดํา 2 คัน นําคณะของพวกเราทองราตรีที่เงียบสงบในเวียงจันทน
4) โครงการตางๆ ที่มุงจะอนุรักษปาไมอยางเปนระบบตามที่ปรากฏในวารสารเศรษฐกิจฯ เลมลาสุดนาสนใจ
เปนอยางมาก
15. ประโยคในขอใดแสดงถึงอดีตกาล
1) ใครอยูตรงนั้นมาชวยยกเกาอี้หนอย 2) ดูซี่ เขาเดินมาโนนแลวไง
3) ฉันชอบเดินเลนหลังจากกินขาวแลวทุกวัน 4) ตอนฝนตกฉันกําลังกินขาวอยู
16. ประโยคในขอใดมีเจตนาถามใหตอบ
1) ทําไมเขาจึงเกงนักนะหรือใครๆ ก็อยากรู 2) ฉันก็อยากรูจริงๆ นะวาทําไมเขาจึงเกงนัก
3) ออ เขาเกงมานานแลวจะใครละที่อยากรู 4) ไปถามเขาดูซี่ทําไมเขาจึงเกงมากนักฮึ
BOBBYtutor Thai Note
17. ประโยคในขอใดแสดงเจตนาตางจากขออื่น
1) เธอทํางานไดถูกตองนี่นะ 2) เธอควรทํางานใหถูกตองนะ
3) เธออยาทํางานผิดๆ อีกนะ 4) เธอทํางานอยาใหผิดอีกนะ
18. ขอความใดที่ประกอบดวยประโยคความซอน และประโยคความรวมเรียงตามลําดับ
1) พี่อัสนีบอกพี่วสันตใหตามหาฟกทองที่หายไป พี่วสันตชวยตามหาอยางรีบเรง แตก็ยังไมพบ
2) คุณบานชื่นสงสารคนชราที่บาน "โรยไมรูบาน" มาก ทุกวันอาทิตยเธอจะชวนคุณบานไมรูโรย ลูกสาวไปเยี่ยม
และสอนการฝมือใหดวย
3) สาวดาวกําลังจะไปซื้อดอยที่เธอหมายตาไวที่เชียงใหม สวนสาวดอยกลับไมมีสิทธิ์สอยดาวอันสุกใสดวงนั้นเลย
4) สุธีปรารภกับเพื่อนเขาวา เขาอยากชื่อสุธีสามสี่ชาติ เพื่อนเขาสนับสนุนวาเปนความคิดที่เขาที
19. ประโยคในขอใดมีลักษณะเปนประโยคความรวม
1) บานไรกังวลที่ จ.นครราชสีมาคือบานอัตภาพของพลเอกเปรม
2) เลือดของผูที่มาบริจาคอยางมากมายนั้นไดตรวจสอบดูเชื้อเอดสกันแลวหรือยัง
3) ปจจุบันนี้นํ้าปลาที่ผลิตในประเทศไทยถึง 80% ไมไดมาตรฐานตามที่คณะกรรมการอาหารฯ กําหนด
4) ถึงคุณมีที่ดินเพียงไมกี่สิบตารางวาในปจจุบันนี้ก็สามารถปลูกมะละกอพันธุเนื้อดีนารับประทานได
20. ขอใดเปนประโยคความรวม
1) มหาวิทยาลัยเชียงใหมจัดประชุมสัมมนาวิชาการเมื่อสัปดาหกอน
2) ถาคิดในดานเนื้อปุยแลว ปุยหมักมีตํ่ากวาปุยเคมี
3) มหาวิทยาลัยเชียงใหมไดจัดทําโครงการเพื่อเกษตรกรรมแผนใหมแลว
4) ผูอํานวยการกองบริการการศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหมไดเชิญประชุมผูบริหารโรงเรียนที่เปนสนามสอบ
เฉลย
1. 2) 2. 3) 3. 1) 4. 2) 5. 4) 6. 1) 7. 3) 8. 2) 9. 3) 10. 1)
11. 2) 12. 3) 13. 2) 14. 4) 15. 4) 16. 3) 17. 1) 18. 1) 19. 4) 20. 2)
BOBBYtutor Thai Note
วัฒนธรรมกับภาษา
วัฒนธรรม
วัฒนธรรม คือ สิ่งที่มนุษยทําใหเกิดขึ้นเพื่อประโยชนของสังคมของตน เพื่อระบบการดําเนินชีวิต วัฒนธรรมนี้
ครอบคลุมไปถึง ศิลปะ ประเพณี สถาบัน และคานิยมดวย
มนุษยกับวัฒนธรรม
วัฒนธรรมของมนุษยแสดงใหเห็นในรูปสถาบันตางๆ คือ สถาบันการปกครอง สถาบันการสืบสกุล สถาบันศาล-
สถิตยุติธรรม สถาบันศาสนา วัฒนธรรมของมนุษยนี้ผิดแผกกันไปขึ้นอยูกับสาเหตุดังตอไปนี้
1. ภูมิอากาศที่แตกตางกัน
2. มนุษยอาศัยอยูตามที่ตั้งที่แตกตางกัน เชน กลุมชนที่อยูริมนํ้ามีประเพณีการแขงเรือ
3. ที่อยูอาศัยมีความอุดมสมบูรณและความแรนแคนตางกัน
4. กลุมชนที่อยูแวดลอม เชน ถาไปตั้งที่อยูอาศัยอยูในบริเวณกลุมชนที่มีอํานาจก็ตองคอยระมัดระวังตน และ
ถาสังคมใดมีนักปราชญ หรือประมุขกลุมชนที่อํานาจและความเฉลียวฉลาดมากก็ทําใหกลุมชนนั้นเจริญรุงเรือง
เอกลักษณของชาติไทย
เอกลักษณ คือ สิ่งที่ทําใหเห็นวา บุคคลคนหนึ่งเปนตัวบุคคลนั้นมิใชบุคคลอื่น เอกลักษณของชาติไทยมีหลายประการ
เชน
1. ความไมหวงแหนสิทธิ
2. เสรีภาพทางศาสนา
3. ความรักสงบ
4. ความพอใจประนีประนอม
5. การไมแบงชั้นวรรณะ
คนไทยและวัฒนธรรมไทย
คนไทย คือ คนที่ถือสัญชาติไทย คนที่จะรวมทุกขรวมสุขกับคนไทยทั่วไป จงรักภักดีตอสถาบันตางๆ ในวัฒนธรรมไทย
ใชภาษาไทย และเห็นความสําคัญของภาษาไทยในฐานะที่เปนภาษาประจําชาติ
เนื่องจากคนไทยเปนชาติที่เปลี่ยนแปลงที่ตั้ง และสภาพแวดลอมบอยตามหลักฐานในประวัติศาสตร ทั้งศาสนา
ประจําชาติของไทยก็คือพุทธศาสนา ซึ่งเปนศาสนาที่ไมเขมงวดในเรื่องพิธีกรรม ทําใหวัฒนธรรมของไทยอยูในลักษณะ
ที่ปรับตัวงาย ไมมีการยึดเหนี่ยวเรื่องใดเรื่องหนึ่งเหนียวแนนนัก
BOBBYtutor Thai Note
ภาพสะทอนวัฒนธรรมจากภาษาไทย
1. ภาษาไทยมีคาที่ใชเรียกขานบุคคลในครอบครัวที่ลดหลั่นกัน เชน ทวด ปู ยา ปา ลุง นา
2. คําแตเดิมในภาษาไทยมักเปนคําที่ใชสนทนากันในหมูครอบครัว เพื่อนฝูง ถาใชภาษาทางการ เขามักจะนําคํา
มาจากภาษาอื่น เชน บาลี สันสกฤต เขมร เปนตน
3. ภาษาไทยมีคําวิเศษณบอกรส เชน ชืด ปรา เปรี้ยว หวาน
4. ภาษาไทยมีคําที่ใชมีความหมายเฉพาะครบถวน จึงไมคอยมีคําที่จะเรียกครอบคลุมดังเชนภาษาทางตะวันตก
5. ภาษาไทยมีภาษามาตรฐาน (ภาษากรุงเทพฯ) เปนภาษาที่ใชติดตอสื่อสารกันในราชการและธุรกิจ
6. ภาษาชวยสืบทอดวัฒนธรรม เพราะการจดบันทึกทําใหรูเรื่องราวความเปนไปของบรรพบุรุษ
7. ภาษาไทยนิยมใชคําใหมีสัมผัสคลองจองกัน ไมวาจะเปนชื่อบุคคล สถานที่ หรือ ภาษิต และโดยเฉพาะอยางยิ่ง
บทรอยกรอง
แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. ประเพณีอินเดียขอใดที่เขากันไดกับวัฒนธรรมไทย
1) ออกบวชเมื่อวัยชรา 2) นักบวชนิยมบําเพ็ญตบะ ณ ฝงแมนํ้า
3) เมื่อมีแขกมาถึงบานตองตอนรับขับสูอยางดี 4) หญิงไมปลดเปลื้องผาคลุมหนาตอหนาชายในที่สาธารณะ
2. "โสนริมนํ้าก็ชํ้ากลีบเฉา สะแกตนเกาก็แตกกิ่งกอ
กระพือลมกราวจะหนาวแลวหนอ จะหวิวขลุยคลอประเลงเพลงรัก
กระเดื่องไมขอนกระดอนตําขาว เขยงเก็งกาวกระตึกตึกตัก
เพราะแรงสาวเหยียบขยับเยื้องยัก สะเทิ้นคําทักสิหนักใจเรา"
บทประพันธนี้แสดงใหเห็นสิ่งใด
1) ธรรมชาติกับชุมชน 2) ลักษณะสังคมชนบท
3) วัฒนธรรมชุมชนเกษตร 4) กิจกรรมรับลมหนาวของสาวๆ หนุมๆ
3. ขอความตอไปนี้แสดงใหเห็นลักษณะของภาษาตามขอใด
"คนไทยเหนือใชคําวา "อู"
คนไทยอิสานใชคําวา "เวา"
คนไทยใตใชคําวา "แหลง"
ในความหมายเดียวกับคําวา "พูด" ในภาษาไทยกลาง"
1) ภาษามีระดับตางกัน 2) ภาษามีการเปลี่ยนแปลง
3) ภาษาสะทอนวัฒนธรรมทองถิ่น 4) ภาษาเปนไปตามกําหนดของกลุมชน
4. ขอใดที่เมื่อนํามาเติมในชองวางที่เวนไวจะทําใหเห็นวาคําประพันธที่กําหนดให มีลักษณะพิเศษ
"หวานที่ใหไยอาบฉาบยาพิษ พิษชําแรกแทรกฤทธิ์เกินรักษา
สาแกใจที่พะวงหลงรักมา ..........รูวาพิษรายก็สายเกิน"
1) กวา 2) มา 3) เมื่อ 4) พอ
BOBBYtutor Thai Note
5. ทุกขอที่กําหนดใหเปนคําตอบสามารถนํามาเติมในชองวางไดทั้งสิ้น แตจงเลือกขอที่มีความประณีตที่สุดในการเลือก
ใชคํา
"ถาชีวิตคิดพะวงหลงประโยชน มัวเฉาโฉด (ก) ซึ่งทับถม
ถึงเคยเขียนเพียรผานการอบรม หลงชื่นชม (ข) เทานั้นเอง"
1) (ก) ทําตัว (ข) คิดเอา 2) (ก) ปลอยตัว (ข) โฉดเขลา
3) (ก) เกลือกตัว (ข) โงเขลา 4) (ก) เกลือกกลั้ว (ข) โงเงา
6. ทุกขอที่กําหนดใหเปนคําตอบ สามารถนํามาเติมในชองวางไดทั้งสิ้น แตจงเลือกคําตอบที่เมื่อเติมแลวจะเห็น
ลักษณะพิเศษของคําประพันธที่กําหนดให
"ยามยากคนคนความมาหยามเยย
เยยหยามเปรยเปรียบยํ้าคําทับถม
ถมทับใหไหวหวามยามระทม
.......... ขื่นขมจนตรมใจ"
1) รักระทม 2) ยามระทม 3) ระทมยาม 4) ตรมสะอื้น
7. ทุกขอที่กําหนดใหเปนคําตอบสามารถนํามาเติมในชองวางไดทั้งสิ้น แตจงเลือกคําตอบที่เมื่อเติมแลวจะเห็นสัมผัส
อักษรที่ประณีตที่สุด
"โลกยังมีที่หวังรังรองแสง
ทุกทุกแหงแลลวนชวนสุขสันต
ยิ้มตอยิ้มพิมพภาพอาบสัมพันธ
ทุกทุกวัน ........... ดวยนํ้าใจ"
1) เลิศลํ้า 2) ดื่มดํ่า 3) ชื่นฉํ่า 4) สดสวย
8. ขอใดที่เมื่อนํามาเติมในชองวางที่เวนไวจะทําใหเห็นวา คําประพันธที่กําหนดให มีลักษณะพิเศษ
"เมื่อไมรักอยารักอยารักฉัน ไมมีวันสักวัน ........... หวั่นไหว
เมื่อไมรักอยารักรักทําไม รักใหใจหมองใจใจระทม"
1) ที่ 2) จะ 3) ฉัน 4) วัน
9. "ภาษาไทยทําใหคนไทยไมวาจะอยูแหงหนใดรูตัววาเปนคนไทย เพราะมีภาษาไทยเปนเอกลักษณรวมกัน ภาษาจะ
สะทอนถึงความเปนชาติเดียวกัน มีแผนดินอันหึงหวงแหนที่เดียวกัน มีความเปนมาทางประวัติศาสตรอันยาวนาน
รวมกันและนับไดวาภาษามีความหมายแทนคําวาชาติไทยหรือคนไทย"
ขอความใดที่สรุปใจความขางตนไดดีที่สุด
1) ความเปนคนชาติเดียวกันดูไดจากภาษา 2) ภาษาไทยเปนเครื่องหมายบอกความเปนไทย
3) ภาษามีความหมายแทนคําวาชาติไทยหรือคนไทย 4) เอกลักษณรวมกันของคนไทยอยางหนึ่งคือภาษา
10. ขอใดเปนประโยชนที่สําคัญที่สุดของภาษามาตรฐาน
1) แสดงเอกลักษณของชาติ 2) สะทอนวัฒนธรรมของชาติ
3) สืบทอดวัฒนธรรมของชาติ 4) ชวยใหคนทั้งชาติเขาใจตรงกัน
เฉลย
1. 3) 2. 2) 3. 4) 4. 2) 5. 3) 6. 3) 7. 4) 8. 4) 9. 2) 10. 4)
BOBBYtutor Thai Note
คุณธรรมและมารยาทในการสื่อสาร
คุณธรรม คือ ความดีงามอันมีอยูในตัวบุคคล เกิดจากการปลูกฝง การไดอาน ไดยินหรือไดเห็นพฤติกรรมที่แสดง
คุณธรรมของบุคคลที่เคารพรัก คือ พูดดี กระทําดี คิดดี คุณธรรมที่สําคัญที่สุดในการธํารงสังคมก็คือ การถือวาจาสัตย
มารยาทในการสื่อสารใหสัมฤทธิ์ผลนั้น นอกจากจะขึ้นอยูกับระดับของการสื่อสารระหวางมนุษยในสังคมแลวยัง
เกี่ยวของกับวัฒนธรรมและคุณธรรมในการสื่อสารดวย
1. การสื่อสารในครอบครัว ถึงแมจะใชภาษากันเอง เพราะความใกลชิดของบุคคลในครอบครัว แตผูสงสาร
ก็ควรคํานึงถึงการใชคําพูดใหเหมาะสม กับวัย ความรู และประสบการณของบุคคลในครอบครัวดวย ตองสื่อสารใหเกิด
ความเขาใจแจมแจงและตองระวังมารยาทดวย เชน ไมตะโกนพูด เปนตน
2. การสื่อสารในโรงเรียน การสื่อสารประเภทนี้ผูรับสาร เปนบุคคลหลายระดับ ควรคํานึงถึงความสุภาพเปนสําคัญ
3. การสื่อสารในที่สาธารณะ เปนการสื่อสารที่ตองคํานึงถึงมารยาทตามวัฒนธรรมของสังคมอยางมาก เพราะผูรับสาร
มีหลายระดับ หลายวัย หลายฐานะ และหลายอาชีพ
4. การสื่อสารในสังคมโดยทั่วไป
4.1 การปฏิสันถาร เดิมคนไทยไมมีคําทักทายเปนพิธีการ มักจะทักทายกันตามโอกาส เชน ไปไหนมา ตอมา
พระยาอุปกิตศิลปสาร กําหนดคําใหคนไทยทักทายกันเชนเดียวกับชาวตะวันตก เปนคําที่ใชไดกลางๆ ไปกําหนดหรือ
จํากัดเวลา คือ คําวา "สวัสดี"
4.2 การแสดงความยินดีและการแสดงความเสียใจ
ก. การแสดงความยินดี อยาแสดงความยินดีจนเกินจําเปน จนกลายเปนประจบประแจง
ข. การแสดงความเสียใจ ควรระวังวาจาอยาพูดพลอยๆ หรือแสดงภูมิรูซึ่งบางทีก็ไมแนนักวา จะถูกตอง ควรพูด
ไปในทางใหกําลังใจ ไมใหสะเทือนใจผูฟง
แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. คําพูดในขอใดเหมาะสมที่สุดเมื่อไปเยี่ยมผูปวย
1) หนูวาคุณปายังไมดีขึ้น แตไมตองตกใจ จะปรึกษาคุณหมอดูคะ
2) ดูคุณปาแข็งแรงขึ้นมาก อีก 2-3 วันคงกลับบานได
3) หมอจะผาตัดหรือคะ คุณปาคงแย ยิ่งกลัวๆ อยู
4) คุณปาตองพยายามกินมากๆ จะไดหายเร็วๆ นะคะ
2. เมื่อเพื่อนสอบแขงขันไดรับการคัดเลือกไปดูงานตางประเทศ จะกลาวอยางไร จึงจะรูสึกวาทานยินดีกับความสําเร็จนั้น
ดวยใจจริง
1) แมจะไมใชตัวเก็ง แตเธอก็ยอดมากเลย 2) ฉันวาแลวเชียวยังไงๆเธอก็ตองได เยี่ยมจริงๆเลยเพื่อน
3) ฉันวาแลวพอเขาไมไป เธอตองได ก็ไดจริงๆ 4) เธอนี่มามืดจริงๆ มาแซงทางโคงวิ่งเขาปายเลยนะ
BOBBYtutor Thai Note
3. เมื่อเพื่อนรวมงานไดเลื่อนขั้นเงินเดือน เพราะทําความดีความชอบเปนพิเศษ จะกลาวแสดงความยินดีอยางไร ผูฟง
จึงจะรูสึกวาผูพูดไมมีอคติ
1) ยินดีดวยนะ คนเกงก็อยางนี้แหละ โชคดีเสมอ
2) ยินดีดวยนะ เมื่อไหรคุณจะเลี้ยงละ
3) ยินดีดวยนะ คุณนี่กาวเร็วเกินคาด
4) ยินดีดวยนะ คนที่เจานายรักก็อยางงี้แหละ
4. ขอใดใชภาษาพูดไดเหมาะสมและนาเปนที่พอใจที่สุด
พยาบาลไดกลาวตอบญาติของคนไขที่มาติดตอขอเยี่ยมคนไขวา
1) ขอโทษนะคะ คนไขชื่ออะไร พูดดังๆ หนอย แลวปวยเปนอะไรคะ
2) ขอโทษคะ กรุณาทวนชื่อคนไขอีกครั้งนะคะ ฟงไมคอยชัด และปวยเปนอะไรคะ
3) ขอโทษคะ ขอใหพูดดังๆ ขึ้นอีก คนไขชื่ออะไรกันแน และเปนโรคอะไรคะ
4) ขอโทษนะคะ กรุณาพูดดังกวานี้ไมไดหรือ จะไดฟงชัดๆ และปวยเปนโรคอะไรคะ
5. ทานคิดวาขอใดเปนการทักทายที่เหมาะสมที่สุดตามสถานการณที่กําหนดมาให
1) อาจารยใหญทักทายอาจารยวิไลซึ่งมาทํางานแตเชาสมํ่าเสมอ "สวัสดีคะ วันนี้มาแตเชาเชียวนะคะ"
2) ผูจัดการทักทายพนักงานที่กําลังเตรียมงานเปดอาคารใหมของบริษัท "เปนไงพวกเราวันนี้ตองเหนื่อยกันมาก
หนอยนะ"
3) วิรัชถามนองชายที่เพิ่งกาวเขาประตูบานมา "เปนยังไงแก ขอสอบนะ ทําไดหรือไดทําละ"
4) วิชูกลับมาจากกรุงเทพฯ พบมารดาที่สถานีรถไฟ "โอโฮคุณแม อวนขึ้นมากนะคะไมพบคุณแมสองสามเดือน
เทานั้นเอง
6. คําพูดขอใดไมเหมาะสมเมื่อหลานพูดกับคุณยายของตนที่บาน
1) คุณยายคะ หนูมีเรื่องนาสนมาเลาใหคุณยายฟงคะ
2) เสื้อตัวนี้แพงจังเลยคุณยาย แตหนูชอบมันสวยดี
3) เมื่อคุณยายเปนเด็กๆ นะ เชียงใหมเปนอยางไรคะ
4) คุณครูยังไมบอกคะแนนเลยคะ หนูจึงยังไมทราบผลการสอบ
7. ประโยคใดที่พนักงานขายไมควรจะพูดกับลูกคา
1) พี่หอนี้แพงนะคะ 2) พี่ใหงบเทาไรละ
3) ทั้งสีทั้งแบบพี่จะใชไดคุมเลยละ 4) ราคาแพงแตคุณภาพเราเยี่ยมนะคะ
8. ลักษณะการพูดขอใดเหมาะสมที่สุดเมื่อศิษยพูดกับครู
1) อาจารยพูดเร็วเปนรถดวนหนูฟงไมทันเลย 2) อยากใหอาจารยชวยอธิบายใหชาลงอีกนิด
3) ถาอาจารยจะเนนใหชัดเจนจะแจวทีเดียว 4) อาจารยพอจะลดสปดลงไดบางไหม
เฉลย
1. 2) 2. 2) 3. 2) 4. 2) 5. 2) 6. 1) 7. 1) 8. 2)
BOBBYtutor Thai Note
การถามและการตอบ
การถาม คือ การสงสารโดยมีจุดประสงคที่จะใหผูรับสารบอกเลาขอเท็จจริงหรือความคิดเห็นอยางใดอยางหนึ่ง
สวนการสงสารเพื่อตอบสนองหลังจากที่ไดรับทราบคําถามแลว เรียกวา การตอบ
จุดประสงคในการถาม
1. เพื่อใหรูขอเท็จจริงหรือความคิดเห็นจากอีกฝายหนึ่ง
2. เพื่อตรวจสอบวาอีกฝายหนึ่งรูขอเท็จจริงหรือไม หรือมีความคิดเห็นอยางใด
3. เพื่อใชเปนกลวิธีในการใหความรูหรือใหขอคิดเห็นบางประการแกผูฟง
4. เพื่อแสดงอัธยาศัยไมตรี
5. เพื่อแสดงความสนใจ
ขอควรคํานึงในการถาม
1. มารยาท ไมควรถามเรื่องสวนตัว คําถามที่แสดงความโออวด แสดงการยกตนขมทาน หรือคําถามที่ทําใหผูฟง
เกิดความกระดากอาย
2. บุคคล ควรพิจารณาวาผูที่เราถามเปนใคร อยูในฐานะอยางไร มีความสัมพันธตอผูถามเพียงไร เพื่อจะไดใช
ถอยคําใหเหมาะสม
3. กาลเทศะ ควรพิจารณาวาผูถามกําลังอยูในอารมณอยางไร พอใจที่จะตอบคําถามนั้นหรือไม
4. สาระ ในคําถามนั้นควรมีสาระที่แสดงวาผูถามสนใจจริงหรือมีความรูกับเรื่องนั้นบางพอสมควร
5. ภาษา ควรตั้งคําถามดวยถอยคําที่กะทัดรัด ชัดเจน ลําดับความไมสับสน และไมควรถามหลายประเด็นพรอมกัน
วิธีถาม
1. ถามขอเท็จจริง มักใชคําถามวา ใคร อะไร ที่ไหน เมื่อไร ทําไม อยางไร ฯลฯ
2. ถามความคิดเห็น อาจตั้งคําถามเชนเดียวกับขอ 1 แตเนื้อหาของคําถามมักเปนเรื่องที่ตองการใหผูตอบใหเหตุผล
เสนอแนะ ประเมินคา วินิจฉัย คาดคะเน ฯลฯ
3. ถามเพื่อการทดสอบ เปนคําถามที่มักมีการออกคําสั่งกํากับไวดวย เพื่อใหรูวาควรจะตอบอยางไรแนวใด
4. ถามโดยบอกที่มาของคําถาม เปนคําถามที่ชวยใหผูตอบเขาใจมูลเหตุที่ถามไดอยางดี
5. ถามใหตอบไดหลายทาง เปนคําถามที่ชวยใหไดความรูและความคิดที่กวางขวางยิ่งขึ้น เปนคําถามที่เหมาะสําหรับ
การคิดรวมกันในกลุม เพื่อใหไดมาซึ่งความคิดที่แยบคายที่สุด หรือไดขอเท็จจริงที่ถูกตองที่สุด
ขอควรคํานึงในการตอบ
1. ตองจับประเด็นในการถามใหไดวาผูถามตองการถามประเด็นใด
2. ตองใชภาษาใหถูกตองตามระดับของผูฟงและกาลเทศะ
3. ควรตอบดวยถอยคําที่สุภาพนุมนวล และควรหลีกเลี่ยงคําตอบที่จะกอใหเกิดผลเสียแกตนเองหรือกระทบกระเทือน
ผูอื่น
วิธีตอบ
1. ตองตอบใหตรงคําถาม
2. ตอบใหแจมแจง ไมเยิ่นเยอหรือมีเนื้อความคานกันเอง
3. ตองตอบใหครบทุกจํานวน
BOBBYtutor Thai Note
แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. ขอใดเปนการถามเพื่อถามความคิดเห็นเดนชัดที่สุด
1) นํ้าขึ้น-นํ้าลงเกิดขึ้นไดอยางไร
2) ใครเปนคนไทยคนแรกที่ไดรับรางวัลแมกไซไซ
3) ทําไมนายยอรช บุช จึงชนะคะแนนนายไมเคิล ดูคากิส อยางทวมทน
4) ที่วา "ภรณทิพยสวยอยางฉลาด และเปดศักราชใหมของนางงามไทยนั้น" เปนอยางไร
2. "ผมทําขอสอบไมไดเพราะไมเขาใจคําถาม ภาษาของอาจารยไมชัดใชไหมครับ หรือจะเพราะอะไรก็แลวแต
อยากทราบวาอาจารยจะทําอยางไร"
ลักษณะคําถามนี้เปนอยางไร
1) ดี ที่มีการสรุปจากผลไปหาเหตุ 2) ดี ที่พูดเปนกลางๆ และใหอิสระในการตอบ
3) ไมดี เพราะไมทราบประเด็นที่ตองการถาม 4) ไมดี เพราะถามหลายประเด็น
เฉลย
1. 3) 2. 3)
BOBBYtutor Thai Note
การใชเครื่องหมายวรรคตอน
1. , จุลภาค ใชสําหรับคั่นคําหลายๆ คําเพื่อความชัดแจง คั่นคําอุทานหรือคําเรียกรองที่อยูหนาประโยคคั่นกลุมคํา
หรือชื่อเฉพาะที่ประกอบดวยกลุมหลายกลุมคั่นจํานวนเลขหลักหนวยๆ ละ 3 หลักและคั่นประโยคเล็กที่รวมกันหลายประโยค
2. . จุดหรือมหัพภาค ใชเขียนไวหลังตัวอักษรเพื่อแสดงวาอักษรยอ เขียนไวหลังคํายอ เขียนไวหลังอักษรหรือ
ตัวเลขที่บอกลําดับขอ จุดทศนิยมในการเขียนตัวเลข เขียนคั่นระหวางชั่วโมงกับนาทีเพื่อบอกเวลาและใชเขียนไวทายเนื้อความ
หรือประโยคเพื่อแสดงวาจบแลว
3. ? ปรัศนี ใชเขียนไวหลังขอความเพื่อแสดงความสงสัย ไมแนใจ หรือใชเขียนเมื่อสิ้นสุดความหรือประโยคที่
เปนคําถาม
4. ! อัศเจรีย ใชเขียนไวหลังคําที่เลียนเสียงธรรมชาติ เพื่อใหผูอานทําเสียงใหเหมาะสม หรือเขียนไวหลังคําวลี
หรือประโยคที่เปนคําอุทาน
5. ( ) วงเล็บหรือนขลิขิต ใชเขียนกํากับขอมูลบางอยางเพื่อเตือนความจํา หรือเขียนกันขอความเพื่อบอกที่มาของคํา
หรือขอความที่ตองการขยายอธิบายเพื่อความชัดแจง และใชกับนามเต็มที่เขียนไวใตลายมือชื่อ
6. _____ สัญประกาศหรือขีดเสนใต ใชสําหรับเปนคําหรือขอความที่ตองการใหผูอานสังเกตเปนพิเศษ
7. "__ __ __" อัญประกาศ ใชแสดงวาคําหรือขอความนั้นเปนคําพูดหรือความนึกคิด เพื่อเนนใหผูอานสังเกต
เปนพิเศษ และเพื่อแสดงวาคําหรือขอความนั้นตัดตอนมาจากที่อื่น
8. - ยัติภังคหรือขีดสั้น ใชเขียนแยกคําหรือวรรคในบทรอยกรอง เพื่อใหไดจํานวนพยางคตามขอบังคับ เขียนแยก
คําเพื่อบอกคําอาน ใชแทนคําวา "ถึง" เพื่อบอกเวลา จํานวน หรือสถานที่ ใชในความหมายวา "และ" หรือ "กับ" และใช
แทนคําวา "เปน"
9. ..... จุดไขปลาหรือเสนประ ใชสําหรับละคําหรือขอความที่ไมตองการอาน หรือแสดงวาขอความนั้นเลือนหายไป
ไมสามารถหาหลักฐานมายืนยันได เพื่อแสดงวาตองการใหเติมเนื้อความนั้นใหสมบูรณ และใชเขียนเพื่อแสดงวาขอความ
ที่นํามากลาวนี้ตัดตอนมาเพียงบางสวนเฉพาะขอความสําคัญเทานั้น
10. ๆ ไมยมก ใชเขียนไวหลังคําวลีหรือประโยคเพื่อใหอานซํ้าอีกครั้งหนึ่ง แตเราจะไมนิยมใชไมยมกในคําภาษา
อื่น หรือคําที่ตางชนิดกัน
11. ฯลฯ ไปยาลใหญ ใชเขียนไวกลางเนื้อความที่กลาวถึงเฉพาะตอนตนและจบเทานั้น (ใหอานวา "ละถึง") และ
ใชเขียนไวทายเนื้อความเพื่อแสดงวายังมีขอความอีกมากมายที่มิไดนํามากลาว (ใหอานเครื่องหมายนี้วา "ละ" หรือ
"และอื่นๆ")
12. ฯ ไปยาลนอย ใชเขียนไวทายคําที่รูจักกันดีอยูแลวเพื่อละขอความ ใชเขียนในคํายอ ฯพณฯ ในสมัยโบราณ
ใชเปนเครื่องหมายบอกวันเดือนปทางจันทรคติ เรียกวา คั่นเดี่ยว
13. " บุพสัญญา ใชเขียนละคําหรือขอความที่อยูบนเครื่องหมายเพื่อจะไดไมตองกลาวซํ้าบอยๆ
14. = เสมอภาคหรือสมพล ใชเขียนคั่นแสดงวาคําหรือขอความทั้งขางหนาและขางหลังเครื่องหมายนี้เทากัน
BOBBYtutor Thai Note
15. : จุดคูหรือทวิภาค ใชเขียนระหวางคําหรือขอความหรือตัวเลขเพื่อแสดงสัดสวนมาตราสวน ใชเขียนไวหลัง
ขอความที่จะมีตัวอยางหรือขอชี้แจง และใชไขความแทนคําวา "คือ"
16. ; อัฒภาค ใชเขียนแยกขอความซึ่งเปนประโยคขยายหลายๆ ประโยคออกจากกันใหชัดเจน
17. °°°° ตาไกหรือฟองมัน ใชเขียนไวตนบทประพันธเพื่อแสดงวาขึ้นตนบทใหม เดิมใชเขียนไวตนวรรคหรือขอความ
แตปจจุบันใชยอหนาหรือมหรรถสัญญาแทน
แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. ขอใดใชเครื่องหมายวรรคตอนและเครื่องหมายอื่นๆ ไดถูกตองตามหลักภาษา
1) ที่นี่รับซักพรม (บาน; รถ) ราคาเยา!
2) ขนง [ขะหนง] น. คิ้ว, ใชเปนราชาศัพทวา พระขนง.
3) เขาเคยมาที่นี่ทุกวันๆ นี้ทําไมไมมา ใครชวยไปตามเขาทีไดไหม?
4) อาจารยกลาววา "ภาษาเปนสิ่งสําคัญมากในการสื่อสาร เพราะ "ภาษาเปนอาภรณของความคิด"
นักศึกษาจงตระหนักขอนี้ไว"
2. ขอใดไมควรใชไมยมก
1) คนคนนี้ไมควรคบหาสมาคมดวย
2) เคี้ยวเคี้ยวยาเม็ดนี้แลวรีบกลืนเสีย
3) ลูกหมาตัวนั้นตกนํ้าเปยกปอน ดูสิตัวสั่นริกริกทีเดียว
4) ถาแนจริงขอใหมาพบกันซึ่งซึ่งหนา
3. เราพบกันเวลา 12.30 น. ขอความที่พิมพตัวหนาอานถูกตองตามขอใด
1) เวลาสิบสองนาฬิกาสามสิบนาที 2) เวลาสิบสองจุดสามศูนยนาฬิกา
3) เวลาสิบสองจุดสามศูนยนอ 4) เวลาสิบสองนาฬิกาครึ่ง
4. ขอใดแบงวรรคตอนไดดีที่สุด
1) หนังสือกับคนมีความเกี่ยวของกันเพียงไรนั้นดูเหมือนวา / เปนที่ประจักษ / แกนักอานหนังสือโดยทั่วไป / ดีแลว
2) หนังสือกับคน / มีความเกี่ยวของกันเพียงไรนั้น / ดูเหมือนวา / เปนที่ประจักษแกนักอานหนังสือโดยทั่วไปดีแลว
3) หนังสือกับคน / มีความเกี่ยวของกันเพียงไรนั้นดูเหมือนวา / เปนที่ประจักษแกนักอานหนังสือ / โดยทั่วไปดีแลว
4) หนังสือกับคนมีความเกี่ยวของกันเพียงไรนั้น / ดูเหมือนวาเปนที่ประจักษ / แกนักอานหนังสือ / โดยทั่วไปดีแลว
5. ขอใดไมควรใชเครื่องหมายไปยาลใหญ
1) แมซื้อหมูและผักตางๆ เชน ผักกาด ผักคะนา ฯลฯ จากตลาดใกลบาน
2) ที่ประเทศเนเธอรแลนดทานจะไดชมสิ่งตางๆ เชน ดอกทิวลิป เครื่องปนดินเผา ฯลฯ
3) พิพิธภัณฑสัตวนํ้าแหงนี้มีปลาขนาดใหญเล็กหลายชนิด เชน ปลาฉลาม ปลาเทวดา ฯลฯ
4) ฉันสะสมแผนเสียงมานานแลว มีเพลงหลายประเภท เชน เพลงลูกทุง เพลงไทยสากล ฯลฯ
BOBBYtutor Thai Note
6. ขอใดใชเครื่องหมายไปยาลนอยไดถูกตอง
1) พณฯ นายกรัฐมนตรีกําลังจะไปเยือนตางประเทศ
2) สมเด็จพระสังฆราชจะเสด็จฯ ประทานพระธรรมเทศนา
3) สมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดําเนินเปนองคประธาน
4) สมเด็จพระบรมฯ โอรสาธิราชเสด็จพระราชดําเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเปนเวลา 2 สัปดาห
7. ขอใดใชเครื่องหมายถูกตอง
1) "จําลอง" สั่งจับกุมเด็ดขาด 2) ขออภัยในความไมสะดวก!
3) ฯพณฯ เอกอัครราชทูตไทย 4) ผูตายมีกิจการอยูมากมาย ฯลฯ
8. เครื่องหมายตอไปนี้ เรียกชื่อวาอยางไร
1. "..." 2. ฯลฯ 3. . 4. ”
1) อัญประกาศ ไปยาลใหญ มหัพภาค บุพสัญญา
2) สัญประกาศ ไปยาลใหญ มหัพภาค บุพสัญญา
3) อัญประกาศ ไปยาลนอย จุลภาค บุพสัญญา
4) สัญประกาศ ไปยาลใหญ จุลภาค บุพสัญญา
เฉลย
1. 2) 2. 1) 3. 1) 4. 4) 5. 1) 6. 3) 7. 3) 8. 1)
BOBBYtutor Thai Note
การพูดตอประชุมชน
การพูดตอประชุมชน คือ การพูดแสดงความรู ความคิด ความรูสึก รวมทั้งขอเสนอแนะตางๆ ตอผูฟงเปนจํานวนมาก
ซึ่งอาจจะมีพื้นความรู รสนิยม สภาพทางเศรษฐกิจสังคม ทัศนคติตอผูพูด และเรื่องที่พูดคลายกันหรือแตกตางกันอยาง
ไรก็ได ฉะนั้นสิ่งที่สําคัญที่สุดที่ผูพูดควรคํานึงถึงก็คือสารที่สงออกไปนั้น ตองไมมีขอจํากัดวาเปนสารที่รับฟงไดเฉพาะ
กลุมใดกลุมหนึ่งเทานั้น และขณะที่พูดจะตองสังเกตและตีความใหถูกตองวาผูฟงกําลังมีปฏิกิริยาตอบสนองอยางไร
ความสําคัญของการพูดตอประชุมชนในสังคมประชาธิปไตย
1. เพื่อความสะดวกรวดเร็วที่จะเผยแพรความคิดเห็นของบุคคลใหปรากฏแกสาธารณชนอยางกวางขวาง
2. เพื่อเผยแพรความรู วิทยาการตางๆ ถายทอดวัฒนะธรรมและปลูกฝงคุณธรรมแกประชาชน
3. เพื่อเปนวิถีทางใหมนุษยสามารถชี้แนะการแกปญหาตางๆ ในสังคมได
ประเภทของการพูดตอประชุมชน
1. แบงตามวิธีนําเสนอ
1.1 การพูดโดยฉับพลัน หมายถึงการพูดโดยไมรูตัวลวงหนามากอน เชน การพูดกลาวอวยพร
1.2 การพูดโดยอาศัยตนราง เปนการพูดที่ผูพูดมีโอกาสเตรียมตัวลวงหนา สามารถเตรียมตนรางที่จะพูด
ใหเหมาะกับผูฟง มีโอกาสเตรียมเนื้อหาไดครบถวน
1.3 การพูดโดยวิธีการทองจํา คือการพูดที่เตรียมตนรางการพูดอยางละเอียดและทองจําเนื้อหานั้นไดจนขึ้นใจ
การพูดชนิดนี้มักจะไมคอยเปนธรรมชาติ
1.4 การพูดโดยวิธีอานจากราง คือการอานตนฉบับที่ไดเตรียมไวเปนอยางดี มักใชในการกลาวปราศรัยหรือ
กลาวเปดประชุม เปนตน
2. แบงตามความมุงหมาย
2.1 การพูดเพื่อใหความรูหรือขอเท็จจริง เปนการพูดเพื่อใหขอมูลหรือเพื่อแจงใหทราบใหผูฟงเขาใจเรื่องราว
ตางๆ ที่เปนประโยชนเปนสําคัญ
2.2 การพูดเพื่อโนมนาวใจ เปนการพูดเพื่อใหผูฟงเกิดความเชื่อถือ ศรัทธา มีความคิดเห็นคลอยตามหรือ
กระทําการอยางใดอยางหนึ่งตามที่ผูพูดตั้งจุดมุงหมายไว
2.3 การพูดเพื่อจรรโลงใจ เปนการพูดเพื่อยกระดับจิตใจใหสูงขึ้น เกิดความนึกคิดที่ละเอียดประณีต
2.4 การพูดเพื่อคนหาคําตอบ เปนการพูดที่มุงหมายใหผูฟงชวยขบคิดหาทางแกปญหาตาที่ผูพูดชี้ใหเห็น
3. แบงตามเนื้อหาที่จะพูด เชน เนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร ศิลปวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง เปนตน
4. แบงตามโอกาสที่จะพูด
4.1 โอกาสที่เปนทางการ เชน การกลาวปราศรัย การกลาวเปดประชุม
4.2 โอกาสกึ่งทางการ เชน การบรรยายสรุปใหแกผูที่มาเยี่ยมชมสถานที่ การพูดอบรมประจําสัปดาห
4.3 โอกาสที่ไมเปนทางการ เชน การพูดเลาเรื่องตลกขบขันใหที่ประชุมฟง
BOBBYtutor Thai Note
5. แบงตามรูปแบบ
5.1 การสนทนาตอหนาประชุมชน
5.2 การปาฐกถา
5.3 การอภิปรายเปนคณะ
5.4 การซักถามหนาที่ประชุม
5.5 การโตวาที
การเตรียมตัวพูดตอประชุมชน
1. กําหนดจุดมุงหมายที่จะพูดใหชัดเจนวาเปนการพูดเพื่อใหความรู เพื่อชี้ปญหา หรือชวยคนหาคําตอบ เปนตน
2. วิเคราะหผูฟงอยางถี่ถวนเพื่อจะไดขอมูลมาใชเตรียมตัวทั้งในดานเนื้อหาและการใชภาษาที่เหมาะแกผูฟง
3. กําหนดขอบเขตเรื่องที่จะพูด ถามีโอกาสไดควรเลือกเรื่องที่ตนมีความรู ความสามารถใหเรื่องนั้น และเปนเรื่อง
ที่เหมาะกับผูฟงดวย
4. การรวบรวมเนื้อหาที่จะพูด อาจรวบรวมโดยการคนควาจากการอาน สัมภาษณ ไตถามผูรูก็ได
5. การทําเคาโครงลําดับเรื่องที่จะพูด ควรจัดประเด็นใหชัดเจน แบงเปนหัวขอใหญและหัวขอยอยเพื่อกันการหลงลืม
หรือพูดขามประเด็น
6. การเตรียมวิธีใชภาษา ควรใชภาษาที่เขาใจงาย กะทัดรัด ชัดเจนและตรงประเด็น
7. การซักซอมการพูด ควรซอมทั้งดานวัจนภาษาและอวัจนภาษาเพื่อใหการพูดดูเปนธรรมชาติและผูพูดเกิดความมั่นใจ
ในขณะที่เสนอสารนั้นตอที่ประชุมชน
สัมฤทธิผลของการพูด
1. ผูพูดตองมีคุณธรรม พูดจากความรูขอมูลหรือขอเท็จจริงที่มีอยูดวยความเที่ยงธรรม มีวิจารณญาณในการพูด
2. ผูพูดตองมีความรูจริงในเรื่องที่จะพูด
3. ผูพูดควรหาเหตุผลตางๆ มาสนับสนุนการพูดของตน เพื่อใหการพูดมีนํ้าหนักนาเชื่อถือ
4. ผูพูดควรคํานึงถึงวัย และพื้นฐานความรูของผูฟงดวย
5. ผูพูดควรรวบรวมความคิดใหเปนระบบ จัดเนื้อความตามลําดับกอนหลัง และจัดแบงเนื้อหาใหเหมาะกับเวลาที่พูด
6. ขณะพูดควรใชภาษาในการสื่อสารทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษา
BOBBYtutor Thai Note
แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. ถาทานเปนกรรมการฝายวิชาการของโรงเรียน ตองการพูดใหเพื่อนๆ มาฟงคําแนะนําแนวการสอบเขาศึกษาตอใน
มหาวิทยาลัยโดยวิธีรับตรง ทานจะใชการพูดแบบใด
1) การพูดเพื่อใหความรู 2) การพูดเพื่อจรรโลงใจ
3) การพูดเพื่อโนมนาวใจ 4) การพูดเพื่อคนหาคําตอบ
2. ถาทานไดรับเชิญไปบรรยายเรื่อง "มลพิษทางการศึกษา" ทานตองเตรียมขอมูลอยางไร
1) รวบรวมปญหาทางมลพิษในสภาวะแวดลอม
2) จัดกลุมปญหาทางสภาวะแวดลอมและการศึกษา
3) รวบรวมความหมายของมลพิษและความหมายของการศึกษา
4) รวบรวมปญหาและความเสื่อมโทรมทางการศึกษาตลอดกระบวนการ
3. พิธีกรรายการโทรทัศนรายการหนึ่ง แจงแกผูชมวา "อลาภา ปรมาโรคา ความไมมีลาภ คือโรคอันรายกาจ"
ขอความนี้ลอเลียนสุภาษิตเดิมเพื่ออะไร
1) สรางอารมณขัน 2) ประชดประชันความอับโชค
3) สรางสรรคคําโฆษณาใหม 4) เปลี่ยนความเชื่อ
4. สมมติวาทานเปนพิธีกรในการประชุม ทานแจกแบบสอบถามใหสมาชิกกรอก แตสมาชิกบางคนยังไมคืนแบบ
สอบถามนั้น ทานควรใชความในขอใดขอแบบสอบถามคืนมา
1) ขอเรียนเตือนสมาชิกกรุณาคืนแบบสอบถามดวย
2) ขอความกรุณาสมาชิกอยาลืมคืนแบบสอบถาม
3) ทานสมาชิกอยาลืมกรอกแบบสอบถามคืนดวย จะเปนพระคุณยิ่ง
4) ขอเตือนสมาชิกที่ยังไมไดสงแบบสอบถาม กรุณากรอกคืนมาดวย
5. ขอใดควรละเวนในการพูดตอประชุมชน
1) การแสดงขอเท็จจริงประกอบหลักฐาน
2) การแสดงความคิดเห็นสวนตัวเพิ่มเติม
3) การสงสารที่รับฟงไดเฉพาะบุคคลกลุมใดกลุมหนึ่ง
4) การใหความจรรโลงใจแกผูฟง
6. การเตรียมการพูดที่ดี ควรมีลําดับอยางไร
1. กําหนดขอบขายของเรื่องที่จะพูด
2. กําหนดเรื่องและจุดมุงหมายที่จะพูด
3. เตรียมเนื้อหาและลําดับเรื่องที่จะพูด
4. ซักซอมการพูดและการใชภาษา
1) 1 2 3 4 2) 2 1 3 4 3) 1 3 2 4 4) 2 4 1 3
BOBBYtutor Thai Note
7. สิ่งที่นํามาประเมินคาพฤติกรรมในการพูดตอประชุมชนไดดีที่สุดคืออะไร
1) จุดมุงหมาย การใชภาษา และคุณธรรม 2) เนื้อหา ปริมาณ และลําดับ
3) ผูพูด สาร และผูฟง 4) ความตั้งใจ สนใจ และการตอบสนองของผูฟง
8. ถาจะตองการกลาวรายงานในวันเปดอาคารแหงหนึ่ง ทานจะจัดลําดับหัวขอตอไปนี้อยางไร
1. รายงานความเปนมาของอาคาร
2. ขอบคุณประธานในพิธี
3. กลาวถึงประโยชนที่จะไดรับจากอาคาร
4. เชิญประธานฯ เปดงาน
1) 1 2 3 4 2) 2 1 3 4 3) 1 3 2 4 4) 2 4 1 3
9. ขอใดไมนาจะเปนหัวขอที่จะนํามาอภิปราย
1) ธรรมะในพุทธศาสนา 2) การเมืองในกัมพูชา 3) ชายเกงกวาหญิง 4) บัณฑิตวางงาน
10. การพูดลักษณะใดเปนการพูดจูงใจใหผูฟงยอมรับไดดีที่สุด
1) พูดออนนอมถอมตน 2) พูดดวยนํ้าเสียงและลีลาที่นาฟง
3) พูดแสดงเหตุผลและขอเท็จจริง 4) พูดวิจารณและใหขอคิดเห็น
เฉลย
1. 1) 2. 4) 3. 1) 4. 2) 5. 3) 6. 2) 7. 1) 8. 3) 9. 3) 10. 3)
BOBBYtutor Thai Note
การเขียนเชิงวิชาการและกิจธุระ
การเขียนรายงานเชิงวิชาการ
การเขียนรายงานทางวิชาการ หมายถึง การนําเสนอผลการศึกษาคนควาอยางมีระบบโดยอางอิงหลักฐานที่มาอยาง
มีแบบแผนแนนอน ขั้นตอนแรกที่ควรคํานึงถึงก็คือการจดบันทึกซึ่งจําแนกไดดังนี้
1. จดบันทึกจากการฟง
เชน การจดคําบรรยาย ปาฐกถา สัมภาษณ อภิปราย หรือจดบันทึกจากรายการวิทยุโทรทัศน การจดบันทึก
จากการฟงนี้ผูบันทึกตองมีประสิทธิภาพในการฟง ตองสามารถจับประเด็น ตีความ และวิเคราะหไดขณะที่จดบันทึกควรจด
แตเฉพาะประเด็นสําคัญ และเพื่อใหบันทึกไดอยางรวดเร็ว
1.1 การจดบันทึกการสัมภาษณ
ก. ผูจดบันทึกมิไดเปนผูสัมภาษณเอง ควรแยกบันทึกคําถามและคําตอบออกใหชัดแจง
ข. ผูจดบันทึกเปนผูสัมภาษณเอง อาจจดบันทึกเฉพาะคําตอบของผูใหสัมภาษณก็ได
1.2 การจดบันทึกการอภิปรายเปนคณะ
ควรจดเฉพาะขอความสําคัญของคําพูดของผูอภิปรายเปนคนๆ ไปทุกครั้งที่พูด
1.3 การจดบันทึกการประชุม
ควรจดไปตามระเบียบวาระ และใชคําใหถูกตองกับภาษาการประชุม เชน ขอเสนอ ตั้งขอสังเกต สนับสนุน
โตแยง มติ ลงมติเปนเอกฉันท ขอยุติ ขอสรุป การจดบันทึกการประชุมโดยทั่วไปจะจดเฉพาะเหตุผล และมติของที่ประชุม
นอกจากการประชุมสําคัญๆ เชน การประชุมรางงบประมาณแผนดิน ตองจดละเอียดตั้งแตคําพูดของผูเขาประชุม เหตุผล
และมติของที่ประชุม
2. การจดบันทึกจากการอาน
เชน จดบันทึกจากหนังสือ หนังสือพิมพ เอกสารสิ่งพิมพตางๆ การจดบันทึกจากการอานอาจจดได 4 แบบ คือ
2.1 จับสาระสําคัญของขอความที่อานและจดบันทึกโดยใชถอยคําของเราเองใหตรงกับความเดิม
2.2 ใชถอยคําบางคําที่สําคัญจากตนฉบับประสมกับถอยคําของเราเอง
2.3 จดขอความตอนใดตอนหนึ่งจากหนังสือหรือเอกสารโดยใสเครื่องหมายอัญประกาศกํากับไว
2.4 จดโดยวิธีใดวิธีหนึ่งใน 3 ขอขางตน และแสดงความคิดเห็นหรือขอสังเกตเพิ่มเติมเขาไป โดยแยกตอนที่
เปนความคิดเห็นไวตอนหนึ่งตางหาก
การจดบันทึกจากการอานจําเปนอยางยิ่งตองบอกแหลงที่มาของขอความที่บันทึกดวยเพื่อเปนการแสดงมารยาท
อันดีในการนําไปอางอิง และใชเปนหลักฐานไดดวย แหลงที่มาของความรูที่จะจดบันทึกแบบการเขียนเชิงอรรถ ดังนี้
1. หนังสือเลม
ชื่อผูแตง ชื่อเรื่อง ครั้งที่พิมพ สถานที่พิมพ สํานักพิมพ ปที่พิมพ หนา
2. นิตยสารหรือวารสาร
ชื่อผูแตง ชื่อเรื่อง ชื่อวารสาร ปที่ ฉบับที่ วันที่ เดือน พ.ศ. เลขหนา
3. หนังสือพิมพ
ชื่อผูแตง ชื่อเรื่อง ชื่อหนังสือพิมพ วันที่ เดือน ป เลขหนา
BOBBYtutor Thai Note
3. วิธีจดบันทึกจากประสบการณตรง
การจดบันทึกชนิดนี้ผูจดอาจจดเพื่อเปนอนุทินหรือเพื่อเรียบเรียงเปนความรูก็ได การจดควรเรียงลําดับขั้นตอนดังนี้
3.1 ระบุเรื่องที่จะบันทึก
3.2 บอกวัน เวลา สถานที่ ใหถูกตอง
3.3 ระบุชื่อผูที่เกี่ยวของดวย
3.4 บอกสภาพของสิ่งที่บันทึกใหชัดเจน
3.5 เรียบเรียงตามลําดับเหตุการณ
3.6 ถามีขอสังเกตหรือความคิดเห็นประการใดใหเรียบเรียงไวตอนทายของบันทึก
ขั้นตอนในการเขียนรายงานเชิงวิชาการ
1. การเลือกหัวขอเรื่อง ควรเลือกเรื่องที่ตนสนใจมากที่สุดเพื่อสะดวกในการคนควาหาขอมูล
2. การกําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง
3. การคนควาและการรวบรวมความรู
4. การวางโครงเรื่อง คือการแยกหัวขอเรื่องออกเปนหัวขอยอยๆ การทําโครงเรื่องควรทําเปน 2 ตอน คือ
4.1 รางโครงเรื่อง
4.2 กําหนดโครงเรื่อง
การเขียนเชิงธุระ
การกรอกแบบฟอรมชนิดตางๆ
แบบฟอรม หมายถึง เอกสารที่จัดทําขึ้นโดยเวนชองวางไวสําหรับใหบุคคลแตละคนกรอกขอความลงไป เพื่อให
เปนการสะดวกแกผูรวบรวมในการนําขอความนั้นไปใชประโยชนในดานตางๆ ตอไป
แบบฟอรมที่ใชกันในปจจุบันแบงออกเปน 4 ประเภท
1.1 แบบฟอรมที่ใชในการติดตอกับหนวยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เชน แบบฟอรมสมัครงาน ขอติดตั้ง
นํ้าประปา ขอกูเงิน เสียภาษี โทรเลข ฯลฯ ซึ่งแบบฟอรมดังกลาวนี้หนวยงานเปนผูจัดเตรียมไวเพื่อความสะดวกแกผูมาติดตอ
และทําใหหนวยงานไดรับขอมูลครบถวน และสามารถจัดเก็บไวไดอยางเปนระเบียบเรียบรอย
1.2 แบบฟอรมที่ผูอื่นขอความรวมมือใหกรอก เปนแบบฟอรมที่นักวิจัยใชเพื่อตองการทราบขอมูลตางๆ ทั้งที่
เปนขอเท็จจริงและทรรศนะของประชาชนกลุมตางๆ
1.3 แบบฟอรมที่ใชภายในองคการ เชน แบบฟอรมขออนุญาตใชวัสดุอุปกรณ แบบฟอรมใบลา แบบฟอรมขอกู
เงินสวัสดิการ แบบฟอรมมอบฉันทะการรับเงินเดือน เปนตน
1.4 แบบฟอรมสัญญา สัญญาคือเอกสารที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหวางบุคคล 2 ฝาย การกรอกแบบฟอรม
ชนิดนี้ตองกรอกดวยความระมัดระวัง และเขาใจเงื่อนไขขอผูกพันตางๆ ที่ระบุไวในสัญญาอยางละเอียด ควรที่จะตอง
ปรึกษาหารือกับผูรู หรือผูมีความชํานาญในดานกฎหมายใหชวยอธิบายใหเขาใจจริงๆ กอนจะกรอกขอความใดๆ ลงไป
และโดยเฉพาะอยางยิ่งกอนลงลายมือชื่อ ผูกรอกแบบฟอรมไมควรประมาท โดยเซ็นซื่อลงไปในแบบฟอรมที่ยังไมได
กรอกโดยไววางใจผูอื่น หรือจะโดยกรณีใดๆ ก็ตาม
BOBBYtutor Thai Note
คุณสมบัติพื้นฐานของผูกรอกแบบฟอรม
1. มีความรูความเขาใจทั่วๆ ไปเกี่ยวกับเรื่องที่จะกรอก เชน กรุปเลือด โรคประจําตัว ประวัติการแพยา กฎหมาย
ที่เกี่ยวของกับเรื่องที่จะกรอก
2. ความสามารถทางภาษา ตองสามารถอานและตีความขอความในแบบฟอรมไดถูกตอง
3. ความซื่อตรง กรอกขอความตามความเปนจริง
4. ความรับผิดชอบ เมื่อกรอกแบบฟอรมแลวควรรีบสงคืนไปยังผูสอบถาม
5. ความรอบคอบ โดยเฉพาะแบบฟอรมสัญญาตองประณีต รอบคอบ เพื่อมิใหเกิดผลเสียหายแกตนเอง
การเขียนประกาศ
การประกาศ คือ การทําใหสาธารณชนทราบขาวสารเรื่องเดียวกันโดยแพรหลาย โดยอาศัยสื่อสาธารณะชนิดใดชนิดหนึ่ง
ขาวสารนั้นแบงเปน 2 ประเภท คือ
1. เรื่องที่แจงใหทราบ เชน ประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาเกี่ยวกับดินฟาอากาศ ประกาศรายชื่อตางๆ
2. เรื่องที่แจงใหรับทราบและใหปฏิบัติตาม เชน ประกาศรับสมัครงาน ประกาศประกวดราคาสินคา ประกาศของหาย
ประกาศพบของ เปนตน
ประกาศโดยทั่วๆ ไปมีสวนประกอบที่สําคัญดังนี้
1. ชื่อหนวยงานหรือองคการที่ออกประกาศ
2. เรื่องที่ประกาศ
3. เนื้อความที่ประกาศ แบงออกเปน 2 สวน
3.1 เหตุผลความเปนมา
3.2 จุดประสงคสําคัญที่ตองการ
4. วันเดือนปที่ประกาศ
5. ลงนามผูออกประกาศ
ในการเขียนประกาศผูเขียนตองแสดงจุดประสงคของการประกาศที่แนชัด และมีรายละเอียดอยางเพียงพอที่จะ
ทําใหผูรับสารเขาใจถึงจุดประสงคของประกาศไดอยางแจมแจง
1. การเขียนประกาศที่ไมเปนทางการ
1.1 บอกความตองการ หรือจุดประสงคในการประกาศใหชัดแจง
1.2 ใหรายละเอียดประกอบตามที่จําเปน
1.3 ใชประโยคสั้นๆ เขียนใหไดใจความกระชับ
2. การเขียนประกาศอยางเปนทางการ ไดแก ประกาศขององคการ สถาบัน หรือหนวยงานใดก็ได ตองประกอบดวย
2.1 บอกวาองคการอะไร เปนผูออกประกาศ
2.2 บอกเรื่องที่ประกาศ
2.3 เนื้อหาที่ประกาศ แยกเปน 2 สวน
2.3.1 เหตุผลและความเปนมา
2.3.2 จุดประสงคของการประกาศ
BOBBYtutor Thai Note
แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. การใชภาษาในขอใดในการเขียนรายงานเชิงวิชาการได
1) ผูเชี่ยวชาญการเมืองของแดนอาทิตยอุทัยเปดเผยวา การเลนการเมืองในญี่ปุนตองใชเงินอยางตํ่าปละ 500 ลานเยน
จึงพอจะประคองตัวรอดได
2) ประชาชนจะตองรวมมือกันปองกันมิใหมีการแกรัฐธรรมนูญโดยอาศัยปากกระบอกปนอยางเด็ดขาด
3) วงดนตรี "ฟองนํ้า" เปนวงดนตรีที่บรรเลงโดยใชเครื่องดนตรีไทยโบราณ และเครื่องดนตรีสมัยใหมตลอดจน
เครื่องดนตรีไฟฟาผสมผสานกัน
4) ภาวะคลี่คลายที่นาจับตามองก็คือ การที่นานาชาติจะเสริมสานสายสัมพันธทางการคาและทางการเมืองตอกัน
โดยมิไดเขมงวดตอความแตกตางของลัทธิการปกครอง
2. ขอใดเปนการปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกตองในการเขียนรายงานเชิงวิชาการ
1) เลือกหัวขอเรื่อง กําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง คนควาและรวบรวมความรู วางโครงเรื่อง
2) เลือกหัวขอเรื่อง กําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง วางโครงเรื่อง คนควาและรวบรวมความรู
3) เลือกหัวขอเรื่อง คนควาและรวบรวมความรู กําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง วางโครงเรื่อง
4) คนควาและรวบรวมความรู เลือกหัวขอเรื่อง กําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง วางโครงเรื่อง
3. คําถามสัมภาษณเกษตรกรตอไปนี้ ขอใดเปนคําสัมภาษณที่กระชับชัดเจนที่สุด
1) ไมทราบวาถาสนใจผลไมนี้จะหาซื้อไดที่ไหนคะ
2) ชวยเลาถึงการบรรจุหีบหอผลไมชนิดตางๆ หนอยคะ
3) ทราบมาวาผลไมที่นี่มีแทบจะครบวงจรใชไหมคะ
4) ที่อําเภอนี้กําลังจะมีงานวันเกษตรกรมีไปหรือยังคะ
4. ขอใดเปนลักษณะของการใชภาษาที่ดีในการเขียนเชิงกิจธุระ
1) ขาพเจา นายขจัด ปลอดภัย ตําแหนงอาจารยพลศึกษา ขออนุญาตใชรถยนต เพื่อสันทนาการ
2) ผูชนะเลิศการประกวดบทความ จะไดรับบัตรประกาศเกียรติคุณสมดังเจตนารมณความมุงหมาย
3) หากประชาชนผูใชนํ้ามีขอซักถามสงสัยคลางแคลงใจประการใด โปรดติดตอสอบถามไดที่สํานักงานประปาสาขา
ทุกแหง
4) องคการเภสัชกรรมมิไดสงเจาหนาที่ขององคการเภสัชกรรมออกไปเรขายยาขององคการเภสัชกรรมไมวา ณ สถานที่
ใดทั่วราชอาณาจักร
5. ขอใดแสดงประโยชนสําคัญที่สุดของการใชแบบฟอรม
1) ใหความสะดวกแกผูกรอกรายการ 2) ไดขอมูลครบตามตองการ
3) ไดขอความที่กะทัดรัดไมเยิ่นเยอ 4) ประหยัดเวลาของเจาหนาที่
6. ประกาศขอใดมีเนื้อความชัดเจนที่สุด
1) ใหกูเงินสําหรับพอคาแมคาที่ขายอาหารและของชํา รายละ 5,000 บาท สงคืนรายวันไมตองมีบุคคลคํ้าประกัน
2) เปดจองที่ดินทําเลทอง ใกลสวนสัตวสิงหทอง แปลงละ 60 ตร.ว. ถมใหเสร็จผอนเดือนละ 2,044 บาท
3) รับสมัครดวน ชางเย็บกระโปรงเด็ก เด็กฝกงาน และชางเย็บผายืด ทุกแผนกกินอยูฟรี
4) ดวน! ขายที่ดิน 2 ไร ใกลทางดวนบางนา ถามที่ 10 ซอยจาเมฆ ถนนสรรพาวุธ
BOBBYtutor Thai Note
7. ขอใดเปน "ประกาศ" ที่ดีที่สุด
1) "ลําตัดแมประยูร" พบทานแนนอน 2 เม.ย. นี้ เวลาทุมตรง ที่หอประชุมโรงเรียน
2) ชุมนุมการแสดง ขอเชิญชม "ลําตัดแมประยูร" จันทรที่ 2 เม.ย. นี้ เวลา 19.00 น. เปนตนไป
3) ชุมนุมการแสดง ขอเชิญชม "ลําตัดแมประยูร" วันจันทรที่ 2 เมษายน 2531 เวลา 19.00-21.00 น.
ณ หอประชุมโรงเรียน
4) จันทรที่ 2 เม.ย. นี้ อยาพลาดชม "ลําตัดแมประยูร" ที่หอประชุมโรงเรียน รายไดสนับสนุนกิจกรรมชุมนุมการแสดง
8. ประกาศของชมรมในโรงเรียนขอใดกะทัดรัดชัดเจนที่สุด
1) รับติววิชาที่หองทุกวันเวลา
2) รับสมาชิกชมรมอนุรักษฯ เพิ่มอีก 10%
3) ใครพบแฟมเอกสารชมรมภาษาไทย สงคืนที่หองชมรม
4) เที่ยวเชียงใหม ไมจํากัดจํานวน ติดตอชมรมทุกวัน
9. ขอใดเปนคําประกาศใหมารับของคืนที่ดีที่สุด
1) กระเปาสตางคของใครหาย มารับคืนได
2) กระเปาสตางคของใครหาย มารับคืนไดที่หองอาจารยใหญ
3) ผูใดทํากระเปาหนังจระเขสีนํ้าตาลหาย มารับคืนไดที่หองอาจารยใหญ
4) ผูใดทํากระเปาหนังจระเขสีนํ้าตาลยี่หอ "รับทรัพย" ขางในมีเงินอยู 100 บาท พรอมกุญแจตกหายในหองนํ้าตึกหนึ่ง
ใหมารับคืนไดที่หองอาจารยใหญ
10. ประกาศอยางเปนทางการจะประกอบดวย
ก. หนวยงานที่ประกาศ
ข. เรื่องที่ประกาศ
ค. เนื้อหาที่ประกาศ
ง. วัน เดือน ป ที่ประกาศ
จ. ลงนามหัวหนาหนวยงานที่ประกาศ
ในการเขียนประกาศอยางเปนทางการจะตองเรียงลําดับอยางไร
1) ก., ข., ค., ง. และ จ. 2) ก., ข., ค., จ. และ ง.
3) ข., ค., ง., จ. และ ก. 4) ข., ค., จ., ก. และ ง.
11. ขอใดไมใชวิธีการจดบันทึกขอความจากการอาน
1) จดสาระสําคัญของขอความนั้นดวยถอยคําของเราเองใหตรงกับความเดิม
2) จดถอยคําสําคัญจากตนฉบับประสมกับถอยคําของเราเองใหตรงกับความเดิม
3) จดขอความตอนใดตอนหนึ่งใหตรงกับตนฉบับโดยใสเครื่องหมายอัญประกาศ
4) จดถอยคําสําคัญจากตนฉบับประสมกับถอยคําของเราเองใหตรงกับความเดิมใสเครื่องหมายอัญประกาศ
12. การเขียนรายงานทางวิชาการ ควรปฏิบัติขอใดเปนขอแรก
1) การวางโครงเรื่อง 2) การเลือกหัวขอเรื่อง
3) การคนควาและรวบรวมความรู 4) การกําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง
BOBBYtutor Thai Note
13. ขอใดเปนภาษาที่ใชในการเขียนรายงานทางวิชาการ
1) นับตั้งแตระบบทุนนิยมเขามามีบทบาทในภาคอิสาน การผลิตก็เปลี่ยนแปลงไป เดิมเปนการผลิตเพื่อบริโภค
แตปจจุบันเปลี่ยนมาเปนการผลิตเพื่อจําหนาย
2) หากวากฎเกณฑขอหนึ่งขอใดถูกละเมิดได กฎเกณฑขออื่นๆ ก็ยอมมีสิทธิ์ที่จะถูกละเมิดไดเชนกัน
3) ทั่วโลกที่เจริญแลวเขาถือหลักวา ในการขนสงมวลชนนั้นตองราคาถูก สะดวก รวดเร็วและปลอดภัย
4) การแตงตั้งคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้นควรที่จะเลือกคนเกงที่มีความรูความสามารถสมกับรัฐวิสาหกิจแตละแหง
และใหแตงตั้งผูทรงคุณวุฒิ หรือเอกชนที่มีความรูความสามารถ มีความสําเร็จในอาชีพธุรกิจอันจะเปนประโยชนตอ
การบริหารงานมารวมเปนกรรมการ
14. การเลือกหัวขอเรื่องเพื่อเขียนรายงานทางวิชาการนั้น ควรเปนหัวขอที่มีลักษณะอยางไร
1) ผูเขียนรายงานสนใจมากที่สุด 2) ผูเขียนรายงานเห็นวาเปนเรื่องที่ทันสมัย
3) ผูเขียนรายงานเห็นวาหาขอมูลงาย 4) ผูเขียนรายงานทราบมาวายังไมคอยมีผูใดเขียน
15. หากทานไดรับมอบหมายใหเขียนรายงานเชิงวิชาการเรื่อง "ยาเสพติด" ทานควรจะกระทําขอใดเปนอันดับแรก
1) ปรึกษากับครูเรื่องแหลงที่จะคนควา
2) วางโครงเรื่องและจัดลําดับโครงเรื่องใหเหมาะสม
3) กําหนดจุดมุงหมายวาจะเขียนในขอบเขตเพียงใด
4) จัดชวงเวลาใหเหมาะสมกับการรวบรวมความรู
เฉลย
1. 3) 2. 1) 3. 2) 4. 1) 5. 2) 6. 4) 7. 3) 8. 3) 9. 3) 10. 1)
11. 4) 12. 2) 13. 1) 14. 1) 15. 3)
BOBBYtutor Thai Note
การใชถอยคําสํานวนใหมีประสิทธิผล
การใชถอยคํา
ถอยคํา หมายถึง คําพูดที่มนุษยใชสื่อสารกันทั้งในดานกิจธุระและในดานกิจการอื่นๆ มีรูปลักษณตางกันไป เชน
เปนคําซอน คําประสม คํามูล เปนตน
ความหมายของถอยคํา
1. ความหมายเฉพาะของคํา แบงออกเปน
1.1 ความหมายตามตัวกับความหมายเชิงอุปมา เชน
ลูกหมอเปนคําเรียกชื่อลูกของปลากัด (ความหมายตามตัว)
เขาเปนลูกหมอกระทรวงนี้มานานแลว (ความหมายเชิงอุปมา หมายถึง ผูที่ทํางานในตําแหนงขึ้นตน
จนตําแหนงสูงขึ้น)
1.2 ความหมายนัยตรงกับความหมายนัยประหวัด
โบราณวาเขาปาอยาถามหาเสือ (ความหมายนัยตรง)
คนบานนั้นเสือทั้งนั้น (ความหมายนัยประหวัด)
2. ความหมายเทียบเคียงกับคําอื่น แบงออกเปน
2.1 คําที่มีความหมายเหมือนกัน เชน
มา = สินธพ แสะ หัย อัสดร อาชาไนย
หญิง = นารี สตรี อิตถี กัญญา
2.2 คําที่มีความหมายตรงกันขาม เชน
สุจริต - ทุจริต อภิชาตบุตร - อวชาตบุตร
สัมมาชีพ - มิจฉาชีพ ตึง - หยอน
ออน - แข็ง คลาย - ขัน
2.3 คําที่มีความหมายรวม เชน
ตัด - หั่น วิ่ง - เตน ผูก - มัด
2.4 คําที่มีความหมายแคบกวางตางกัน เชน
เวชภัณฑ = เครื่องมือผาตัด ยา ผาพันแผล เข็มฉีดยา
เครื่องเขียน = สมุด ดินสอ ปากกา ยางลบ ไมบรรทัด
วิธีการใชถอยคํา
1. ใชใหตรงตามความหมาย
2. ใชใหตรงตามความนิยมของผูที่ใชภาษาเดียวกัน
3. ใชใหเหมาะกับบุคคลและกาลเทศะ
4. ใชคําไมซํ้าซาก ควรเลือกใชคําใหแปลกออกไปเพื่อใหเกิดความไพเราะทางภาษา
5. ใชคําใหเห็นภาพ เชน แดงแจ หอมฟุง ออนพลิ้ว กวางใหญไพศาล เปนตน
BOBBYtutor Thai Note
แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. คําที่พิมพตัวหนาในขอใดที่ไมใชความหมายนัยประหวัด
1) อยามารีดเลือดกับปูเลย รูๆ กันอยูไมคอยมี 2) มันลูกเสือลูกตะเข แกระวังเชียวนะ
3) แข็งกวาเพชรเด็ดกวาทองตองของเรา 4) เปนเตาอยูอยางนี้จะไปทันใครเขา
2. คําที่พิมพตัวหนาในประโยคคูใดที่เปนคําหลายความหมาย
1) จดหมายที่ใหสงดวนนั้นสงแลวหรือยัง
รถดวนขบวนนี้จะมาถึงสถานีขอนแกนเวลาบายโมงตรง
2) เสียงสระเปนเสียงที่เปลงออกมาโดยไมกระทบอวัยวะใดๆ ในปาก
ที่แหงนี้กลายเปนสระนํ้าใหญมาจนถึงทุกวันนี้
3) ที่ฉลากยาเขียนวายานี้ใหปายตา หามรับประทาน
ทางไปหองประชุมมีปายบอกทางเปนระยะๆ
4) เขาไมศรัทธาลัทธิการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น
เขาเปนคนรุนใหม มีฝมือ และบุคลิกนาศรัทธา
3. ประโยคใดนาจะกอใหเกิดความหมายนัยประหวัดมากที่สุด
1) เธอไมไดเปนนางงามที่ไหนหรอก ทั้งๆ ที่เธอเปนคนสวยมาก
2) ใครๆ ก็ชอบเขาทั้งนั้น เพราะเขาเปนคนใจกวาง
3) รถผาปาสามัคคีพลิกควํ่าลงขางทาง ผูไปทําบุญตาย 2 คน
4) ขางบานฉันมีงานเลี้ยงกันบอยๆ ทําใหพวกเราเปนคนนอนดึก
4. ประโยคใดไมกํากวม
1) คนจับเชือกควรจะเปนคนสาว 2) หนังสือพิมพที่คุรุสภาขายดี
3) นองของเขาที่เพิ่งกลับมาเสียชีวิตแลว 4) นายสิงหขับมอเตอรไซครถชนตายแลวหนี
5. ขอใดใชคําอุปมาและคําเปรียบเทียบถูกตองเหมาะสม
1) เขาเปนชายหนุมที่ไรคาเหมือนหญาเจาชู 2) ตาของหลอนวาววามราวกับหมูดาวในทองฟา
3) ถึงแมรางเขาจะเล็กแตก็เล็กเยี่ยงผงชูรส 4) พอไดยินเรื่องราวเขาโกรธเปนไฟไหมปาทีเดียว
6. การใชถอยคําในขอใดที่กระทบความรูสึกของผูฟงไดรุนแรงที่สุด
1) คุณนี่ชางใจดํา 2) คุณนี่ชางกระไร 3) คุณละดีนักหรือ 4) คุณนะวิเศษนักหรือ
7. ขอใดใชคําไดเหมาะสมและกะทัดรัดที่สุด
1) ประเทศในกลุมอาเซียนสี่ประเทศกําหนดเจรจาเรื่องกัมพูชาที่สิงคโปร
2) เจาหนาที่ออกไปแนะนําเกษตรกรเรื่องการเลี้ยงปศุสัตว วัว ควาย หมู
3) ดิฉันหวังเปนอยางยิ่งวาจะไดพบคุณอีกในอนาคตขางหนา
4) เจาภาพปรึกษาเห็นพองกันวาจะถวายผาไตร จีวร สังฆาฏิแกพระภิกษุ
BOBBYtutor Thai Note
8. ขอใดไมมีคําที่มีความหมายกวางและแคบอยูดวยกัน
1) เตาอบไมโครเวฟ เปนเครื่องไฟฟาชนิดหนึ่ง ซึ่งมีการโฆษณาทางสื่อมวลชนอยางแพรหลายในปจจุบัน
2) พุทธศาสนิกชนนับถือพระรัตนตรัย ไดแก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ
3) ศิลปนที่มีชื่อเสียงหลายคนไดพรอมใจกันแสดงละครเรื่อง "พันทายนรสิงห"
4) การเดินเปนการออกกําลังกายอยางหนึ่ง ซึ่งทําใหสุขภาพแข็งแรง
9. ขอใดมีความหมายนัยตรงไดอยางเดียว
1) เขาลางมือแลว 2) สุดาโดดรมอยางนอยอาทิตยละครั้ง
3) ใครๆ ก็ทราบวาเขากินไดทุกอยาง 4) ฉันตกหมอนเมื่อคืนนี้ คอแข็งเลย
10. คําที่บอกรสในขอใดมีความหมายนัยตรง
1) งานนี้กรอยเหลือเกิน จืดชืดไมมันเลย
2) เธอไมใชแตจะเปรี้ยวอยางเดียวนะ เค็มเปนเกลือทีเดียว
3) ฉันวาไมฝาดนะ มันอรอยดีออก
4) เรื่องนี้เผ็ดรอนถึงอกถึงใจ เปรี้ยวหวานมันเค็มมีพรอม
11. ขอใดไมมีคําที่มีความหมายกวางและแคบอยูดวยกัน
1) กิจวัตรประจําวันของสาวิตรี ไดแก การอานหนังสือพิมพในเวลาเชาและชมโทรทัศนในเวลากลางคืน
2) การพกอาวุธ เชน ปน มีด ระเบิดขวด ในที่สาธารณะเปนสิ่งที่ไมควรกระทํา
3) การสอบคัดเลือกเขามหาวิทยาลัยเปนโอกาสที่นักเรียนจากโรงเรียนตางๆ ไดแขงขันกัน
4) การเดินทางไปตางจังหวัดในปจจุบันนี้ เราสามารถเดินทางไดหลายวิธี เชน โดยทางเครื่องบิน รถไฟ รถยนตสวนตัว
12. คําวา "ดอกไม" ในขอใดมีความหมายตามตัว
1) พูดจาภาษาดอกไม 2) ขอมอบดอกไมใหดวยใจรัก
3) ดอกไมจากสรวงสวรรควรรณกวี 4) ขอมอบดอกไมในสวนไวเพื่อมวลประชา
13. ขอใดมีความหมายนัยตรงไดอยางเดียว
1) อะไรคํ้าคอเขานะ เขาจึงตองทําเชนนั้น 2) เรือบินลํานั้นหายเขากลีบเมฆไปแลว
3) สมศักดิ์ลมไมเปนทาอีกแลว 4) เขาแสดงละครไดดีมาก
เฉลย
1. 3) 2. 3) 3. 2) 4. 3) 5. 4) 6. 1) 7. 1) 8. 2) 9. 4) 10. 3)
11. 3) 12. 2) 13. 3)
BOBBYtutor Thai Note
การใชสํานวน
ความหมายของสํานวน
สํานวน คือ ถอยคําที่เรียบเรียงโดยไมเครงครัดในหลักไวยากรณ แตก็ถือวาเปนภาษาที่ถูกตอง สํานวนนี้มักจะ
เปนความหมายเชิงเปรียบเทียบ เชน ขวางงูไมพนคอ กินปูนรอนทอง ใจดีสูเสือ ตีวัวกระทบคราด
คําพังเพย เปนคําที่มีลักษณะติชมหรือแสดงความคิดเห็น เชน ทํานาบนหลังคน ตีงูขางหาง เสียนอยเสียยาก
เสียมากเสียงาย รักวัวใหผูกรักลูกใหตี
สุภาษิต คือ คํากลาวที่เปนความสัตยจริงทุกสมัย สอนใหประพฤติดีงาม เชน ความประมาทเปนทางแหงความตาย
ชนะตนนั่นแหละเปนดี คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล
ที่มาของสํานวน
1. เกิดจากสัตว เชน ไกแกแมปลาชอน กระตายหมายจันทร
2. เกิดจากธรรมชาติ เชน คลื่นใตนํ้า ฝนตกไมทั่วฟา
3. เกิดจากประเพณี เชน ขนทรายเขาวัด คนตายขายคนเปน
4. เกิดจากลัทธิศาสนา เชน แกวัด ควํ่าบาตร
5. เกิดจากการละเลน เชน แกลํา สูจนเย็บตา
6. เกิดจากนิยายตํานาน เชน มากอนไก ปากพระรวง
7. เกิดจากสวนตางๆ ของรางกาย เชน ปากบอน ตาเปนสับปะรด ตีนเทาฝาหอย
แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. ขอใดใชสํานวนไมถูกตอง
1) เขาตองเสียเงินไปทีละเล็กทีละนอย เบี้ยบายรายทางไปเรื่อยๆ
2) เขาชอบยุคนโนนคนนี้เปนการเสี้ยมเขาควายใหชนกันแทๆ
3) ถามอะไรก็ไมตอบ กลัวดอกพิกุลจะรวงหรืออยางไร
4) เขาเปนคนตระหนี่ถี่เหนียว เก็บเบี้ยใตถุนรานอยูเสมอ
2. สํานวนในขอใดจะเติมลงในชองวางไดเหมาะสม
"คุณเทอด งานชิ้นนี้ผมลงทุนไปหลายลานนะครับ คุณจะทําแบบ .......... อยางที่ผานมาไมไดนะ"
1) หมายนํ้าบอหนา 2) สุกเอาเผากิน 3) ผักชีโรยหนา 4) เหยียบขี้ไกไมฝอ
3. สํานวนในขอใดจะเติมลงในชองวางไดอยางเหมาะสม
"ขอสอบนี่ดูดีๆ แลวไมยากหรอก ตัวเลือกมันลวงอยูนิดเดียว เฉลยแลวจะตองรองออ นี่มัน .......... แทๆ"
1) ผีบังตา 2) หญาปากคอก 3) ใกลเกลือกินดาง 4) เสนผมบังภูเขา
4. ขอใดมีความหมายใกลเคียงกับสํานวน "นกสองหัว" มากที่สุด
1) ตีสองหนา 2) จับปลาสองมือ 3) สองฝกสองฝาย 4) เหยียบเรือสองแคม
BOBBYtutor Thai Note
5. คําในขอใดเปนสํานวนทุกคํา
1) แกเผ็ด แกมือ แกไข แกเกี้ยว แกลํา 2) คูปรับ คูหู คูมือ คูควร คูใจ
3) มือปน มือมีด มือขวา มือออน มือรอง 4) หนามา หนาแดง หนาเปน หนาเลือด หนาบาง
6. "คนที่รูอะไรดานเดียว แลวเขาใจวาสิ่งนั้นเปนอยางนั้น" ตรงกับสํานวนในขอใด
1) ตาบอดไดแวน 2) ตาบอดคลําชาง 3) ตาบอดสอดตาเห็น 4) ตาบอดตาใส
7. ขอใดใชสํานวนไดถูกตองที่สุด
1) เด็กๆ พวกนี้คึกคักกันยังกับจับปูใสกระดงเชียวนะ
2) เขามีตาเปนสับปะรดเชียวนะ เพราะฉะนั้นเราจะพูดจาจะทําอะไรตองระมัดระวังเอาไวบาง
3) คนสมัยใหมไมคอยจะเชื่อกฎแหงกรรม แตสําหรับฉันเชื่อวากรรมติดตามเราเหมือนกงจักรกับดอกบัว
4) เราอยาไปเอาอยางงานศพของครอบครัวนั้นเลย ทําแตพอสมฐานะดีกวา เดี๋ยวจะไดชื่อวานอนตายตาไมหลับ
8. สํานวนใดชี้ใหเห็นวาภาษาไทยเปนภาษาที่มีระดับ
1) เชื้อไมทิ้งแถว แนวไมทิ้งตระกูล 2) มะพราวตื่นดก ยาจกตื่นมี
3) สําเนียงสอภาษา กิริยาสอสกุล 4) คนยากวาผี ผูดีวาศพ
9. ขอใดสะทอนใหเห็นความเชื่อที่เปนปรัชญาพุทธศาสนา
1) ปดทองหลังพระ 2) ผีซํ้าดํ้าพลอย
3) วัวใครเขาคอกคนนั้น 4) ตื่นแตดึก สึกแตหนุม
10. สํานวนคูใด มีความหมายใกลเคียงกันมากที่สุด
1) หนาเนื้อใจเสือ - ปากวาตาขยิบ 2) ขิงก็ราขาก็แรง - ขนมพอสมนํ้ายา
3) เกี่ยวแฝกมุงปา - ตํานํ้าพริกละลายแมนํ้า 4) เอาไมซีกไปงัดไมซุง - เอาเนื้อหนูไปปะเนื้อชาง
11. ขอความตอไปนี้ตรงกับสํานวนไทยขอใด
"ทั้งสองประเทศตางประสบปญหาเรื่องเดียวกัน การเขามาชวยเหลือกันก็เทากับคนกําลังจะจมนํ้าตายชวยคนที่กําลัง
จะจมนํ้าตายดวยกัน"
1) เตี้ยอุมคอม 2) กอดคอกันตาย 3) เคียงบาเคียงไหล 4) รวมทุกขรวมสุข
12. ผูมีอาชีพที่คนทั่วไปนับถือ คอยแนะนําสั่งสอนคนใหเปนคนดี แตกลับปฏิบัติตนเองในทางตรงกันขาม คนลักษณะนี้
ตรงกับสํานวนขอใด
1) หนาเนื้อใจเสือ 2) มือถือสากปากถือศีล
3) ปากหวานกนเปรี้ยว 4) ปากปราศรัยนํ้าใจเชือดคอ
13. สํานวนขอใดมีความหมายไมตรงกับขออื่น
1) กบเกิดในกะลาครอบ 2) กบเกิดใตบัวบาน
3) มดแดงแฝงพวงมะมวงงอม 4) จวักตักแกง
14. สํานวนขอใดสอนใหระวังในการพูด
1) ไปไหนมา สามวาสองศอก 2) กําแพงมีหู ประตูมีชอง
3) แยมปากก็เห็นไรฟน 4) สิบปากวาไมเทาตาเห็น
BOBBYtutor Thai Note
15. "เจาพูดจาใชถอยคําวนเวียนเหมือนลูกหมาไลกัดหางตัวเอง" ขอความที่พิมพตัวหนาตรงกับสํานวนในขอใด
1) จับตนชนปลายไมถูก 2) ชักแมนํ้าทั้งหา
3) มะกอกสามตะกราปาไมถูก 4) พายเรือในอาง
16. มีคําเปรียบเทียบคนอานหนังสือวา "คนหนึ่งกินยาบํารุงอีกคนหนึ่งกินยาพิษ" ขอความที่เปรียบเทียบนี้ตรงกับขอใด
1) ลางเนื้อชอบลางยา 2) ตัวใครตัวมัน 3) ตางรสนิยม 4) ตางลิ้นตางรส
17. "กําลังของเรานอย จะไปสูเขาไหวหรือ มันเขาทํานอง .......... นะเพื่อน"
1) เกลือจิ้มเกลือ 2) ทองรูกระเบื้อง 3) จอมปลวกกับภูเขา 4) ไมซีกงัดไมซุง
18. "สองคนนี้เขารูจุดออนและเลหเหลี่ยมของกันและกันเหมือน .......... นั่นแหละ
1) ไกเห็นตีนงู งูเห็นนมไก 2) ขิงก็รา ขาก็แรง
3) คอหอยลูกกระเดือก 4) ขนมพอสมนํ้ายา
19. "ฉันอยากจะเลือกเขาเปนหัวหนาเหมือนกัน แตไดยินวาเขาเปนคนโกง มิหนํายังเคยเปนนักเลงฆาคนมามาก
ฉันเลยรูสึกเหมือน..........อยางนั้นแหละ"
1) นํ้าทวมปาก 2) กินนํ้าเห็นปลิง
3) แกวงเทาหาเสี้ยน 4) ชักนํ้าเขาลึก ชักศึกเขาบาน
20. "คุณคิดอยางไรนะ อยากจะปรับปรุงทุกอยางใหดี มีโครงการเสียใหญโต แตกลัวจะตองใชเงินมาก ไมกลาลงทุน
อยางนี้เขาเรียกวา .........."
1) คิดเล็กคิดนอย 2) ฆาควายเสียดายพริก
3) กินขาวตมกระโจมกลาง 4) ขี่ชางจับตั๊กแตน
21. "วัวหายลอมคอก" มีความหมายตรงกับขอใดมากที่สุด
1) เรื่องเกิดขึ้นแลวจึงคิดปองกัน 2) ของหายแลวจึงคิดปองกัน
3) ไมคิดปองกันกอนที่จะเกิดเรื่องขึ้น 4) ไมคิดปองกันกอนที่ของจะหาย
22. ขอใดใชสํานวนไมถูกตอง
1) เขาเปนคนดี คงจะไมเปนอะไรหรอก เพราะคนดียอมตกนํ้าไมไหล ตกไฟไมไหม
2) ใครๆ ก็ยอมทําผิดพลาดไดเสมอ เพราะสี่ตีนยังรูพลาด นักปราชญยังรูพลั้ง
3) ลูกชายของเขาเกงเหมือนพอ อยางนี้เขาเรียกวาเชื้อไมทิ้งแถว
4) เธอไปหวานลอมเขาอยูทําไม จะชักใบใหเรือเสียเทาไรเขาก็ไมยอมทําตามหรอก
23. ขอใดใชสํานวนถูกตอง
1) สามีภรรยาคูนี้เหมาะกันเหมือนไมเบื่อไมเมา
2) เด็กคนนี้ฉลาด บอกอะไรนิดเดียวก็เขาใจไมตองจํ้าจี้จํ้าไช
3) เขาคิดจะขี่ชางจับตั๊กแตนอีกแลว มีเงินอยูแสนเดียว แตคิดจะปลูกบานราคาหาแสน
4) เขายอมขายผาเอาหนารอด เพื่อเอาเงินไปจัดงานใหคุณพออยางสมเกียรติ
24. "พี่นองคูนี้เขาใกลกันทีไรเปนตองทะเลาะกันทุกที" ขอความนี้ตรงกับสํานวนวาอะไร
1) ขิงก็ราขาก็แรง 2) ขนมพอสมนํ้ายา 3) ขมิ้นกับปูน 4) เกลือจิ้มเกลือ
BOBBYtutor Thai Note
25. สํานวนในขอใดเหมาะสมที่จะเติมในชองวาง
"พอแมตองไมเลี้ยงลูกอยางตามใจ แตควรฝกใหรูจักอดทนตอความยากลําบากบาง ลูกจะไดไมกลายเปนคน
ประเภท .........."
1) ใสสาแหรกแขวนไว 2) ทาดีทีเหลว 3) เหยียบขี้ไกไมฝอ 4) ไมหลักปกเลน
26. ขอใดใชสํานวนถูกตอง
1) เขาอยากเปนหัวหนาชั้น แตปากก็บอกวาไมอยากเปน เขาทํานองปากวาตาขยิบนั่นแหละ
2) การที่ความลับรั่วไหลไปถึงฝายตรงขามไดแสดงวาเผอเรอกระเชอกนรั่ว
3) เมื่อทราบวาทุกคนในชั้นสอบผานหมด ทุกคนก็ดีใจยังกับปลากระดี่ไดนํ้า
4) พี่คนโตชอบลอนองชายคนเล็กแรงๆ เหมือนหมาหยอกไก
27. สํานวนใดเหมาะที่สุดสําหรับเติมในชองวาง
"ทานจะทําอะไรก็ปลอยทานไปเถอะ อยา .......... เลย ทานไมฟงเสมียนอยางเราหรอก ดีไมดีจะถูกทานเขมนเอาดวย"
1) เอามือซุกหีบ 2) เอาไมสั้นไปรันขี้ 3) แกวงเทาหาเสี้ยน 4) เอาไมซีกไปงัดไมซุง
28. จงเติมสํานวนในขอความตอไปนี้ใหมีความหมายสอดคลองกัน
"เขาเปนคนประเภท .......... ไมนาไวใจ กลับกลอกโลเล เดี๋ยวก็ไปเขากับฝายโนน เดี๋ยวก็มาเขากับฝายนี้"
1) เด็กเลี้ยงแกะ 2) นกสองหัว 3) จับปลาสองมือ 4) คดในขอ งอในกระดูก
29. สํานวนใดเหมาะสมที่สุดจะเติมในชองวาง
"ถาเธอทําขนมเปนจริงๆ ฉันคงไมตอง .......... บอกวิธีทําโดยละเอียดอยางนี้"
1) แจงสี่เบี้ย 2) ชักแมนํ้าทั้งหา 3) สอนหนังสือสังฆราช 4) สีซอใหควายฟง
30. สํานวนใดเหมาะสมที่สุดจะเติมในชองวาง
"เพลงที่เขาแตงมีลักษณะ .......... ขึ้นตนกับลงทายเปนคนละเรื่อง ทําใหเขากันไมสนิท ฟงดูไมไพเราะ"
1) คาบลูกคาบดอก 2) ลูกผีลูกคน 3) หัวมังกุทายมังกร 4) ดาบสองคม
เฉลย
1. 4) 2. 2) 3. 4) 4. 4) 5. 2) 6. 2) 7. 2) 8. 4) 9. 3) 10. 2)
11. 1) 12. 2) 13. 1) 14. 2) 15. 4) 16. 1) 17. 4) 18. 1) 19. 2) 20. 2)
21. 1) 22. 4) 23. 4) 24. 3) 25. 3) 26. 3) 27. 4) 28. 2) 29. 1) 30. 3)
BOBBYtutor Thai Note
การใชวิจารณญาณในการฟง
การฟงอยางมีวิจารณญาณ
การฟง วิจารณญาณ
ไดยิน
รับรู
เขาใจ
วิเคราะห
ใครครวญ
วินิจฉัย
ประเมินคา
ใชประโยชน
วิจารณญาณเปนการสมาสคําจากคําวา วิจารณ + ญาณ
วิจารณ หมายถึง การคิด ใครครวญโดยใชเหตุผล
ญาณ หมายถึง ปญญา ความรูในชั้นสูง
วิจารณญาณ คือ ปญญาสามารถสันนิษฐานเหตุผล การใชวิจารณญาณในการฟงเริ่มดวยผูรับสารฟงสารดวยความตั้งใจ
พยายามทําความเขาใจกับเนื้อความที่ไดฟงพรอมทั้งคิดใครครวญตามไปดวย การใชวิจารณญาณในการฟงอาจจะเปนไป
ในแงตางๆ เชน
1. พิจารณาวาผูพูดมีจุดมุงหมายในการพูดอยางไร
2. เรื่องที่ฟงมีสารประโยชน ใหแงคิดในเชิงสรางสรรคอยางไรบาง
3. เรื่องที่ไดรับฟงมีความเปนไปไดมากนอยเพียงใด
4. เรื่องที่ไดรับฟงมานาเชื่อถือเพียงใด
5. ผูพูดมีความจริงใจหรือไมเพียงใด
6. ผูพูดใชวิธีในการถายทอดความรูสึกนึกคิดอยางไร
ในการฟงที่ถือวาผูฟงไดใชวิจารณญาณในการฟงไปดวยก็ตอเมื่อ ไดใชความคิดวิเคราะหใครครวญ และตัดสินใจวา
ขอความที่ไดฟงมาสิ่งใดเปนใจความสําคัญ สิ่งใดเปนพลความ ทั้งวินิจฉัยไดวาขอความที่ไดฟงมานั้นควรเชื่อถือได
หรือไมเพียงใด
BOBBYtutor Thai Note
แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. จงพิจารณาคําประพันธตอไปนี้
สักวา "แบบวา" ผมยินดี "แบบวา" มีสักวาขึ้นมาใหม
ตามแบบที่สยามรัฐเคยจัดไว แต "แบบ" เลิกราไปมานานชา
จึง "แบบ" เขียนสักวามารวมดวย "แบบวา" ชวยเลนกันใหหรรษา
แบบภาษาไทยใหมใชเจรจา "แบบ" ไมลาหลังใครจริงไหมเอย
(ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช)
ผูเขียนมีจุดประสงคอยางไรในการแตงบทสักวาขางตนนี้
1) บันทึกคําสมัยใหมไวเปนหลักฐาน 2) ลองใชคําสมัยใหมเพื่อจะไดไมลาหลัง
3) เสียดสีความไมใสใจการใชภาษา 4) ลอเลียนการใชคําติดปาก
2. "ยาสีฟน.....ปองกันฟนผุได 100% เพิ่มเสนหใหแกทานชายหญิงอยางไดผล ทานที่ไมตองการใหฟนผุตองการมีเสนห
ใหใชยาสีฟน....."
ขอความนี้เปนสารประเภทใด
1) สารประเภทใหความรู 2) สารประเภทโนมนาวใจ
3) สารประเภทใหขอเท็จจริง 4) สารประเภทใหความจรรโลงใจ
3. ".....ในฐานะที่เราเปนคนไทยคนหนึ่ง เราจะทนไดหรือที่จะปลอยใหนองผูหิวโหยซึ่งเปนเพื่อนรวมชาติของเราตอง
หิวโหยอีกตอไป"
ขอความขางตนนี้ผูพูดมีจุดประสงคอยางไร
1) เพื่อจูงใจ 2) เพื่อปลุกใจ 3) เพื่อแกปญหา 4) เพื่อใหขอเท็จจริง
4. จงอานขอความตอไปนี้
".....แตกอนจะจบก็เห็นจะตองยืนยันไวสวนหนึ่งวา ใครก็ตามที่เห็นวาเพื่อนของผมคนนี้เลวสนิทจนไมมีที่ติ ผมวา
คงไมถูกตองนัก อยางนอยทานก็มีความดีอยูบางตรงที่สามารถใชเปนมาตรฐานวัดไดวาไอที่เลวที่สุดนั้นมันเปนอยางไร
ก็หลายคนมีโอกาสเปนคนดีไดบางในขณะนี้ก็เพราะไดใชทานเปนมาตรฐานเทียบไมใชหรือ"
ขอความขางบนนี้ผูพูดมีความรูสึกอยางไร
1) อยากปกปองไมตองการใหใครตําหนิเพื่อน 2) เห็นใจเพื่อน มองเห็นความดีของเพื่อน
3) หลายๆ คนดีเหมือนเพื่อนของเขา 4) ตองการกลาวเสียดสี เห็นวาเพื่อนเปนคนเลว
5. ขอใดเปนภาษาโนมนาวใจผูฟง
1) พื้นที่สีเขียวในประเทศไทยกําลังลดนอยลงทุกป
2) ใครเขาจะแตงงานกันอยางหรูหราแคไหนก็เรื่องของเขา
3) สะอาดกายเจริญวัย สะอาดใจเจริญสุข
4) ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยมามากกวา 50 ปแลว
BOBBYtutor Thai Note
6. "ทุกสิ่งทุกอยางที่เปนอยูแกเราทุกวันนี้ ยอมมีตนเรื่องมากอน เชนที่ทานมีความรูมีปริญญาอยูขณะนี้ ก็เปนเพราะ
ไดลงทุนลงแรงเลาเรียนมา" จากขอความนี้ขอใดเปนเหตุผล
1) ทุกสิ่งทุกอยางที่เกิดที่เปนอยูแกเราทุกวันนี้ 2) ยอมมีตนเรื่องมากอน
3) เชนที่ทานมีความรูมีปริญญาอยูขณะนี้ 4) ก็เปนเพราะไดลงทุนลงแรงเลาเรียนมา
7. "ทําดีไดดี มีที่ไหน ทําชั่วไดดี มีถมไป" หลังจากการใชวิจารณญาณในการอานหรือการฟงขอความนี้แลว ขอใด
เปนแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด
1) พยายามปกปดความดีความชั่วของตนเองและผูอื่น
2) เลือกทําความชั่วในหมูคนชั่วเมื่อมีโอกาส
3) ทําแตความดีโดยไมหวังผลตอบแทนในทันที
4) เลือกทําแตความดีที่เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคลเทานั้น
8. ถาเปนคําพูด บทกลอนตอไปนี้ ตรงกับจุดมุงหมายของการพูดในขอใด
"ในเพลงปวาสามพี่พราหมณเอย ยังไมเคยเชยชิดพิสมัย
ถึงรอยรสบุปผาสุมาลัย จะชื่นใจเหมือนสตรีไมมีเลย
พระจันทรจรสวางกลางโพยม ไมเทียบโฉมนางงามพี่พราหมณเอย
แมนไดแกวแลวคอยประคองเคย ถนอมเชยชมโฉมประโลมลาน"
1) พูดชี้แจง 2) พูดขยายความ 3) พูดใหความรู 4) พูดชักจูงใจ
9. "พระอนุชาวาพี่นี้ขี้ขลาด เปนชายชาติชางงาไมกลาหาญ
แมนชีวันยังไมบรรลัยลาญ ก็เซซานซอกซอนสัญจรไป
เผื่อพบพานบานเมืองที่ไหนมั่ง พอประทังกายาอยูอาศัย
มีความรูอยูกับตัวกลัวอะไร ชีวิตไมปลดปลงคงไดดี"
ขอความขางตนนี้ ผูพูดใชศิลปะการพูดในขอใด
1) พูดสัมผัสสัญชาตญาณการหนีภัย 2) พูดสัมผัสสัญชาตญาณการตอสู
3) พูดสัมผัสสัญชาตญาณการปกปกรักษา 4) พูดสัมผัสสัญชาตญาณทางเพศ
10. "แมจะมีคํากลาววา สิ่งที่แนนอนคือความไมแนนอน ก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่แนนอนนั่นคือ ความตาย ความตายเปนสิ่งที่
ทุกคนไมปรารถนาแตไมสามารถจะหลีกเลี่ยงได ถึงกระนั้นเวลาของความตายก็สามารถยืดออกไปได เลือดของ
ทานทุกคน ไมวาบุรุษ สตรี ยากดีมีจน มีคาเทาเทียมกัน เหลาทหารหาญยังสละเลือดทุกหยาดเปนชาติพลีแลวทานละ
ความเจ็บปวดแคปลายเข็มแทง ทานจะแลกกับชีวิตเพื่อนมนุษยไมไดเชียวหรือ"
ทานเขาใจวาผูพูดมีจุดประสงคอะไรเปนสําคัญ
1) เพื่อแสดงสัจธรรมของชีวิต 2) เพื่อใหเห็นความสําคัญของชีวิต
3) เพื่อชักชวนใหทํากุศล 4) เพื่อใหตระหนักถึงหนาที่ของมนุษย
เฉลย
1. 4) 2. 2) 3. 1) 4. 4) 5. 3) 6. 4) 7. 3) 8. 4) 9. 2) 10. 3)
BOBBYtutor Thai Note
นิทานเวตาล
1. ผูประพันธ พระราชวรวงศเธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ พระนามเดิมวา พระองคเจารัชนีแจมจรัส จึงทรงใช
พระนามแฝงวา น.ม.ส. โดยนํามาจากอักษรตัวสุดทายของแตละคําในพระนามเดิม
2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) เปนนิทานซึ่งแตงเปนรอยแกว มีคําประพันธแทรกบางบางตอน
3. ที่มาของเรื่อง
น.ม.ส. ทรงใชนิทานเวตาลฉบับภาษาอังกฤษของเซอร อารเอฟ เบอรตัน เปนหลักในการเรียบเรียงเปนภาษาไทย
เมื่อ พ.ศ. 2461
นิทานเวตาลเดิมเปนวรรณคดีสันสกฤต ซึ่งศิวทาสแตงไวเปนนิทานชุด ชื่อ "เวตาลปญจวีสติ" แปลวา นิทาน 25
เรื่องของเวตาล เรื่องที่กําหนดใหเรียนเปนนิทานเรื่องที่ 6
4. โครงเรื่องนิทานเวตาล
พระวิกรมาทิตย ผูซึ่งเปนกษัตริยมีปญญาและอานุภาพเมื่อ 2,000 กวาปมาแลว รับปากกับโยคีศานติศีลที่จะนําตัว
เวตาลมาให พระวิกรมาทิตยกับพระโอรสธรรมธวัชไดไปนําตัวเวตาลจากปาชาแหงหนึ่งมาให เวตาลเปนอมนุษยชนิดหนึ่ง
ในเรื่องกลาววาเปนศพ แตเปนศพที่พูดได ผูที่ไปเอาตัวเวตาลมานั้นจะตองปฏิบัติตามเงื่อนไขอันหนึ่งคือตองไมตรัสอะไรเลย
มิฉะนั้นเวตาลก็จะลอยหลุดจากผูที่จับมานั้น กลับไปแขวนอยูที่ตนอโศกตามเดิม เวตาลยั่วเยาดวยการเลานิทานที่มี
ปริศนาใหคิด แลวตั้งคําถามจนพระวิกรมาทิตยตองตอบปญหานั้น จนถึงนิทานเรื่องที่ 25 พระองคไดสติจึงไมตรัสตอบ
จึงสามารถชนะเวตาลได
5. เนื้อเรื่องยอ
ในกรุงธรรมสถลมีพราหมณผูหนึ่งชื่อเกศวะ เมื่อเปนเด็กประพฤติตนเหลวไหล ยามเปนหนุมก็มัวเมาในกามคุณ
วันหนึ่งถูกบิดามารดาวากลาวอยางรุนแรง จึงหนีออกจากบานไปถึงหมูบานแหงหนึ่งไดปสสาวะรดเทวรูปชื่อวา เทวรูป
ปญจานน คือ รูปพระอิศวร 5 พักตร และผลักตกลงสระนํ้าไปดวยความคิดลามก จากเหตุนี้เอง ตอมาพราหมณเกศวะ
สํานึกผิดเพราะความเกรงกลัวจะถูกลงโทษถึงแกชีวิตจึงกลับตัวเปนคนดี หมั่นศึกษาหาความรู จนเปนผูมีความรูดี
ตอมาแตงงานมีครอบครัว มีบุตรชายหญิง บุตรหญิงนั้นชื่อ มธุมาลตี เปนหญิงงดงาม บิดามารดาและพี่ชายถือเปน
หนาที่ที่จะตองหาคูครองใหนาง แตมิไดปรึกษากันกอน จึงตางคนตางยกนางใหแกพราหมณหนุมที่ตนพอใจในเวลา
ไลเลี่ยกันชายทั้งสามมีรูป วิชา อายุ คุณความดีเสมอกัน พราหมณเกศวะจึงใหชายทั้งสามกลาวสุภาษิตโบราณแขงขันกัน
ก็ปรากฏวาชายทั้งสามกลาวสุภาษิตไดดีเสมอกันอีก ปญหานี้ยุติลงเมื่อมีงูพิษกัดนางมธุมาลตีตาย พราหมณหนุมทั้งสาม
เสียใจมากไดพยายามหาวิธีตัดความทุกขตามแนวทางของพระอินทร ชายคนแรกเก็บกระดูกของนาง และประพฤติตัว
เปนไวเศษิก ชายคนที่สอง เก็บเถาถานที่เผาศพของนาง แลวประพฤติตนเปนวานปรัสถ สวนชายคนที่สามบวชเปนโยคี
ทองเที่ยวไปจนไดตําราสํชีวนีวิทยามาชุบชีวิตนางจากเถาและกระดูกนางที่ปาชาอันเปนที่เผาศพนาง เมื่อนางฟนคืนชีวิต
ชายหนุมทั้งสามก็วิวาทแยงชิงนาง ปญหาก็เริ่มเกิดขึ้นอีกวานางควรเปนภรรยาของใคร เวตาลยั่วยุจนพระวิกรมาทิตย
ตอบปญหานี้ โดยกลาววา ชายคนที่สอง สมควรไดนางเปนภรรยา เพราะเปนผูเก็บเถาถานไว ชายคนที่หนึ่งเก็บกระดูกนางไว
จึงสมควรอยูในฐานะลูก ชายคนที่สามเปนผูชุบชีวิตนาง ยอมอยูในฐานะบิดา เวตาลจึงลอยกลับไปแขวนที่กิ่งอโศกตามเดิม
6. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง
1. คนที่กลับตัวได ควรไดรับการใหอภัย เชน พราหมณเกศวะ
2. พระวิกรมาทิตย เปนกษัตริยมีปญญาและอานุภาพมาก เพราะเปนผูมีวาจาสัตย มีความกลาหาญ มานะอดทน
และมีความเพียรพยายามไมยอทอตอความลําบาก และอุปสรรคนานาสมควรไดรับการเคารพยกยองและเปนแบบอยางที่ดีงาม
BOBBYtutor Thai Note
3. สมาชิกในครอบครัวควรปรึกษาหารือกันในการตัดสินใจทําสิ่งใดก็ตามมิฉะนั้นอาจเกิดปญหายุงยากตามมา
ภายหลังได
4. การเดินทางทองเที่ยวไปในโลกกวางจะนําความสุขและความรูมาให
5. ไทยและอินเดียมีประเพณีบางอยางที่คลายคลึงกัน เชน การตอนรับเลี้ยงดูแขกผูมาเยือนถึงบานเรือนของตน
อยางดี
7. ศัพทสํานวนที่ควรทราบ
เทวรูปปญจานน = รูปพระอิศวร 5 พักตร พักตรที่หาอยูขางบน เชื่อวาบูชาเทวรูปปญจานนแลว
โรคภัยไขเจ็บจะหายไป และจะขอลูกจากพระปญจานนได
รตี = ความรัก นางรตี คือ มเหสีของกามเทพ
พากันชี้เปนนิ้วเดียวกัน = เห็นตรงกัน
นิโลตบล = บัวขาบ, บัวสีนํ้าเงิน (นิล + อุตบล)
นกจโกระ = นกเขาไฟ, นกกด เปนนกในนิยายเชื่อกันวากินแสงจันทรเปนอาหาร
รสาภิรส = รสอันเลิศ (รส + อภิรส)
ไวเศษิก = ผูทําตนใหหลุดพัน ไมตองเกิดอีก ถือศีลคลายศีล 5, ศีล 8
วานปรัสถ = พราหมณพวกหนึ่งออกไปบําเพ็ญพรตในปา บูชาไฟ
โยคี = ผูปฏิบัติตามลัทธิโยคะ, ฤษี
พระมนู = พระผูสรางโลกและปกครองโลก ถือกันวาเปนผูออกกฎหมายหรือธรรมศาสตร
ธรรมศาสตร = คัมภีรหลักกฎหมาย
อัคนิโหตร = การบูชาพระอัคนี โดยมากใชนํ้านมกับนํ้ามัน
นางจัณฑี = เปนชื่อในปางโหดรายของพระอุมา ชื่ออื่นๆ ไดแก จัณฑิกา เจาแมกาลี เจาแมทุรคา
นางบรรพดี
8. คานิยมในการประพฤติปฏิบัติของคนอินเดีย
1. "ลูกหญิงซึ่งอายุควรมีคู ไมมีคู ยอมเปนเชนกอนอุบาทวหอยอยูเหนือหลังคาเรือน"
2. "หญิงยอมไปปลดเปลื้องผาคลุมตอหนาชาย"
3. ประเพณีการตอนรับแขกของอินเดีย ตองเลี้ยงขาวปลาอาหาร และใหที่พักผอนหลับนอนคลายกับประเพณี
ของไทย "ประเพณีไทยแทแตโบราณ ใครมาถึงเรือนชานตองตอนรับ"
4. มีลัทธิศาสนาหลายลัทธิในประเทศอินเดีย จะเลือกนับถือปฏิบัติตามลัทธิใดก็ไดตามแตจะศรัทธา
9. ขอคิดที่ไดจากภาษิตของกวีโบราณตามที่ปรากฏในเรื่อง
1. จะทราบไดวาชายผูใดมีความกลาหาญ ตองดูยามศึกสงคราม จะดูความซื่อสัตยของคนดูไดจากการสงหนี้สิน
จะดูมิตรแทดูจากยามที่มีทุกข และจะทราบวาภรรยามีความซื่อสัตยก็ยามเมื่อสามีเจ็บไข ไรทรัพยสิน
2. ผูหญิงที่ดีตองอยูในโอวาทของพอแม ไมเอาแตเที่ยวสนุก ไมเปลื้องผาคลุมตอหนาชาย ไมเอาแตนอน
ไมดื่มเหลา ไมนอกใจสามี
3. สิ่งที่ไมสามารถวางใจได คือ 1. ทะเล 2. สัตวที่มีเขี้ยวเล็บงา 3. ผูถืออาวุธ 4. สตรี 5. พระมหากษัตริย
ทั้ง 5 อยางนี้ไวใจไมได หากประมาทอาจถึงตาย
10. งานพระนิพนธของ น.ม.ส.
ทรงนิพนธเรื่องลงในหนังสือที่ออกใชรัชกาลที่ 5 คือ วชิรญาณ ทวีปญญา และลักวิทยา
งานวรรณกรรมที่สําคัญ ไดแก นิทานเวตาล จดหมายจางวางหรํ่า กนกนคร พระนลคําฉันท และลิลิตสามกรุง
BOBBYtutor Thai Note
แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. การที่พระเจาวิกรมาทิตยหลงแกปญหาใหเวตาลแสดงวาพระองคไมไดปฏิบัติตามหลักภาษิตนฤทุมนาการขอใด
1) ยินคดีมีเรื่องนอย ใหญไฉน ก็ดี
ยังบลงเห็นไป เด็ดดวน
2) ยินดีมีมากหมั้น สันดาน
ใครเกะกะระราน อดกลั้น
3) สามารถอาจหามงด วาจา ตนเฮย
ปางเมื่อยังโกรธา ขุนแคน
4) ไปฟงคนพูดฟุง ฟนเฝอ
เท็จและจริงจานเจือ คละเคลา
2. ภาพพจนเปรียบเทียบขอใดใหภาพที่ตางจากธรรมเนียมของวรรณคดีไทย
1) ชายหนุมทั้ง 3 ก็พากันนิ่งดูเดือนเพ็ญคือหนาแหงนาง
2) เราไดเคยคิดวาริมฝปากของนางเหมือนผลไมสุก อกเหมือนบัวตูม
3) นางมธุมาลตี เหมือนนิโลตบลซึ่งบานเต็มที่ มีแขนเหมือนกานบัว มีผมยาวหอยเหมือนความมืดแหงกลางคืน
4) นี่หรือรูปที่ชายหลงใหล สิ่งนี้มิใชอื่นไกล คือตะกราซึ่งมีหนังหุมภายนอก หัวใจคือ กระดูก เลือดเนื้อ คือ
สิ่งโสโครกทั้งหลายเทานั้น
3. ประเพณีอินเดียขอใดที่เขากันไดกับวัฒนธรรมไทย
1) ออกบวชเมื่อวัยชรา
2) นักบวชนิยมบําเพ็ญตบะ ณ ฝงแมนํ้า
3) เมื่อมีแขกมาถึงบาน ตองตอนรับขับสูอยางดี
4) หญิงไมปลดเปลื้องผาคลุมหนาตอหนาชายในที่สาธารณะ
4. ขอความที่วา "ธรรมะในเวลานั้นยกไดเปนสามแพรง เพราะชายหนุมสามคน" มีความหมายตรงกับขอใด
1) ชายหนุมทั้งสามตางก็เดินตามทางธรรมะ
2) ชายหนุมทั้งสามตางรองขอธรรมะ
3) ชายหนุมทั้งสามตางอางสิทธิที่จะครอบครองนางมธุมาลตี
4) ชายหนุมทั้งสามตางอางความชอบธรรมที่จะครอบครองนางมธุมาลตี
5. นิทานเวตาลใหขอคิดอยางไรสําหรับการดํารงชีวิตในปจจุบัน
1) ควรมีปฏิภาณไหวพริบ 2) ควรไตรตรองดวยเหตุผล
3) ควรมีวิจารณญาณที่ดี 4) ควรมีสติสัมปชัญญะ
6. เหตุใดภาษิตหลายๆ บทในนิทานเวตาล จึงกลาวถึงโทษลักษณะของ "กษัตริย" อยูเสมอ
1) เปนอุบายยั่วยุใหผูฟงโกรธ 2) เปนคําปรามาสใหผูฟงเจ็บแคนใจ
3) เปนการสั่งสอนกษัตริยโดยออม 4) เปนการเปรียบเทียบเพื่อใหกษัตริยไดสติ
BOBBYtutor Thai Note
7. น.ม.ส. ไดสอดแทรกคติทางพระพุทธศาสนาเขาไวในนิทานเวตาลเปนจํานวนมาก จากขอความตอไปนี้ ขอใดเปน
หลักปฏิบัติธรรมที่ลึกซึ้งที่สุด
1) หนาที่ของเราคือ เขาหาพระผูเปนเจา ผูเปนตนเหตุแหงสังขาร เลิกความเอาใจใสในสิ่งทั้งหลาย ซึ่งเปนเหตุให
เกิดความสําราญหรือความเรารอน
2) ถาเราไดเห็นหนานางอีก เราก็คงจะกลาววา นี่หรือรูปที่ชายหลงใหล สิ่งนี้มิใชอื่นไกล คือตะกราซึ่งมีหนังหอหุม
ภายนอก ขางในคือกระดูก เลือดเนื้อและสิ่งโสโครก
3) ตั้งใจมั่นวาการไมทํารายคนและสัตวอื่น เปนทางเวนที่ชอบ แมผูใดทําผิดก็ไมควรเอาชีวิต อนึ่งศีลทั้ง 5 คือ
ไมกลาวเท็จ ไมกินเนื้อสัตว ไมขโมย ไมดื่มนํ้าเมา ไมมีภรรยานั้น ตองถือมั่นเปนนิตย
4) ถือศีลเวนบาปใหญทั้ง 8 อยาง คือ กินกลางคืน 1 ฆาชีวิต 1 กินผลไมเกิดบนตนที่มียาง หรือกินฟกทองหรือ
หนอไมไผ 1 กินนํ้าผึ้งหรือเนื้อสัตว 1 ลักทรัพยของผูอื่น 1 ขมขืนหญิงมีสามี 1 กินดอกไมหรือเนยแข็งหรือ
เนยเหลว 1 บูชาเทวดาในศาสนาอื่น 1
เฉลย
1. 3) 2. 3) 3. 3) 4. 4) 5. 4) 6. 3) 7. 1)
BOBBYtutor Thai Note
วิธีสื่อสารในการประชุม
การประชุม คือ กิจกรรมของบุคคลกลุมหนึ่งที่ไดมาพบกันตามกําหนดนัดหมายเพื่อแลกเปลี่ยนความรูความคิด
รับทราบขอเท็จจริง ขอเสนอแนะ นโยบาย หรือเพื่อชวยกันพิจารณาแกปญหา เปนตน
รูปแบบของการประชุม
1. การประชุมเฉพาะกลุม เปนการประชุมเฉพาะผูมีสิทธิและหนาที่เขาประชุมเทานั้น แตในบางกรณีอาจมีผูไดรับเชิญ
เปนกรณีพิเศษเขารวมประชุมดวยก็ได
2. การประชุมตามปกติ หมายถึง การประชุมที่กระทําตามวัน เวลา สถานที่ที่ไดตกลงนัดหมายกันไวลวงหนา
เปนการแนนอน
3. การประชุมพิเศษ หมายถึง การประชุมที่กําหนดวันนอกเหนือไปจากการประชุมตามปกติ เนื่องจากมีเรื่องสําคัญ ที่
ตองรีบพิจารณา
4. การประชุมสามัญ หมายถึง การประชุมตามที่ขอบังคับกําหนดไวตายตัว เชน ปละครั้ง เดือนละครั้ง เปนตน
5. การประชุมวิสามัญ หมายถึง การประชุมตามที่ขอบังคับเปดโอกาสใหกระทําตามความจําเปนได เชน มีเรื่อง
สําคัญที่ตองพิจารณาโดยดวนและไมอาจรอคอยไปถึงกําหนดเวลาประชุมสามัญได
6. การประชุมลับ เปนการประชุมเฉพาะกลุมเชนเดียวกัน แตตองเปดเผยเฉพาะมติหรือขอปฏิบัติเทานี้ และตอง
เปดเผยตามกําหนดเวลาที่เห็นสมควร โดยประธานหรือผูที่ไดรับมอบหมายจากที่ประชุม
7. การประชุมปรึกษา เปนการประชุมของบุคคลที่มีภารกิจรวมกัน เชน การคนหาความจริง การวางนโยบายหรือ
การเสนอแนวทางปฏิบัติ เปนการประชุมที่ผูเขาประชุมจะปรึกษาหารือกันจนไดผลสรุปออกมา
8. การประชุมปฏิบัติการ เปนการประชุมเพื่อแสวงหาความรู ความเขาใจ และแนวทางปฏิบัติงานใหเกิดผลสัมฤทธิ์
เทาที่จะทําได การประชุมปฏิบัติการจะประกอบดวยขั้นตอนดังนี้คือ รับฟงคําบรรยายจากวิทยากร แยกกลุมพิจารณา
ทดลองลงมือปฏิบัติ ประชุมสรุปเพื่อทําความเขาใจพรอมกันอีกครั้งหนึ่ง
9. การประชุมสัมมนา เปนการประชุมเฉพาะกลุมตามหัวขอที่กําหนดไว ซึ่งอาจจะเปนเรื่องวิชาการโดยตรงหรือ
ขอที่เปนประโยชนตอสังคมสวนรวมก็ได เพื่อแลกเปลี่ยนความรู ความคิด และประสบการณ แลวประมวลขอคิดและ
ขอเสนอแนะจากที่ประชุม
10. การประชุมชี้แจง เปนการประชุมที่หัวหนาหรือผูรับผิดชอบหนวยงานมาประชุมกันเพื่อรับทราบขอเท็จจริง นโยบาย
หลักการ แนวทางปฏิบัติงาน การประชุมชนิดนี้ผูนําการประชุมมักจะเปนผูพูดเปนสวนใหญ ไมมีการอภิปรายแลกเปลี่ยน
ความคิดกันโดยตรง
11. การประชุมใหญ เปนการประชุมที่เปดโอกาสใหสมาชิกขององคการ (เชน สมาคม สโมสร ชมรม) เขารวม
ประชุมแสดงความคิดเห็น ซึ่งอาจจัดเปนประจําป หรือตามระยะเวลาที่กําหนดไวในขอบังคับขององคการก็ได
12. การประชุมสาธารณะ หมายถึง การประชุมที่เปดโอกาสใหบุคคลภายนอกเขารวมฟงได และเปดโอกาสใหซักถาม
แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นตางๆ ตามหัวขอประชุมไดอีกดวย การประชุมชนิดนี้ผูอยูในที่ประชุม แบงเปน 2 ฝาย คือ
12.1 ฝายผูอภิปราย หรือผูบรรยาย
12.2 ฝายผูฟงและซักถามแสดงความคิดเห็น
หลังจากอภิปรายแลวชวงเวลาที่เปดโอกาสใหซักถามเรียกวา "คาบเวลาอภิปรายทั่วไป" หรือ "คาบเวลาอภิปราย
สาธารณะ"
BOBBYtutor Thai Note
ศัพทที่ใชเรียกบุคคลที่เกี่ยวของกับการประชุม
1. ผูจัดประชุม คือ ผูริเริ่มใหเกิดกิจกรรมการประชุมขึ้น เปนผูกําหนดเรื่องประชุม วางกําหนดการประชุม
กําหนดตัวบุคคลเขาประชุม และเตรียมการบันทึกผลการประชุมดวย
2. ผูมีสิทธิ์เขาประชุม ไดแก ผูที่ไดรับเชิญหรือแตงตั้งใหเขาประชุม มีสิทธิ์อภิปรายตั้งขอเสนอในที่ประชุม
รวมทั้งลงมติในที่ประชุมดวย
3. ผูเขาประชุม ไดแก บุคคลที่เขามาปรากฏตัวในที่ประชุมและพรอมที่จะทําหนาที่มีสวนรวมแสดงความคิดเห็น
ในการประชุม
4. องคประชุม หมายถึง จํานวนผูเขาประชุมตามที่กําหนดไวในขอบังคับ ซึ่งมักจะถือกันวาตองมีผูมาประชุม
ไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดที่มีสิทธิ์และหนาที่เขาประชุมจึงจะเรียกวาครบองคประชุม
5. ที่ประชุม หมายถึง บรรดาผูเขาประชุมทั้งหมดไมวาจะเปนการประชุมเฉพาะกลุมหรือการประชุมสาธารณะ
6. ประธาน ทําหนาที่ควบคุมการประชุมทั้งหมด
7. รองประธาน ทําหนาที่แทนประธานเมื่อประธานไมอยู
8. เลขานุการ ทําหนาที่จัดระเบียบวาระการประชุม อํานวยความสะดวกในการประชุม และเปนผูบันทึกรายงาน
การประชุมดวย
9. ผูชวยเลขานุการ ทําหนาที่ชวยเลขานุการ หรือปฏิบัติหนาที่แทนเมื่อเลขานุการไมอยู
10. กรรมการ ทําหนาที่พิจารณาเรื่องที่อยูในวาระการประชุม และตั้งขอเสนอเพื่อใหที่ประชุมพิจารณา
11. คณะอนุกรรมการ คือ คณะบุคคลที่ไดรับแตงตั้งใหทําหนาที่เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่แคบลงไปกวาขอบเขต
หนาที่ของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการนี้จะมีตําแหนงและหนาที่ทํานองเดียวกันกับในคณะกรรมการทุกประการ
12. เหรัญญิก ทําหนาที่รับผิดชอบในดานการเงิน
13. ประชาสัมพันธ ทําหนาที่เผยแพรขาวสารและสรางสรรคความสัมพันธที่ดีกับทุกฝายที่เกี่ยวของ
14. ประธานฝายหาทุน ทําหนาที่หาทุนใหแกองคการ เพื่อใชจายสําหรับกิจกรรมตางๆ
15. ประธานฝายวิชาการ ทําหนาที่จัดกิจกรรมทางวิชาการและงานดานวิชาการอื่นๆ
หมายเหตุ สําหรับการประชุมสาธารณะ คําวา ประธาน มีความหมาย 2 นัย
1. ก. ประธานในพิธีเปดประชุม มักจะเปนผูมีอาวุโส มีตําแหนงประจําอยูในฐานะสูง
ข. ประธานในพิธีปดประชุม อาจเปนเจาของสถานที่ที่ใชประชุม เชน ผูอํานวยการโรงเรียนก็ได
อนึ่งประธานในพิธีเปดประชุม และพิธีปดประชุมนี้อาจเปนคนๆ เดียวกันก็ได ทั้งนี้ขึ้นอยูในดุลพินิจของผูจัดประชุม
2. ประธาน ไดแก บุคคลที่ผูจัดประชุมกําหนดตัวขึ้นทําหนาที่ควบคุมการประชุมเปนชวงๆ ไปตามที่กําหนดไวใน
ลําดับของการประชุม
3. พิธีกร การประชุมสาธารณะจําเปนตองมีพิธีกรอีกคนหนึ่ง ทําหนาที่ดูแลความเรียบรอยของที่ประชุมทั้งหมด
คอยชี้แจงใหความสะดวกแกผูเขาประชุม เชื้อเชิญคณะผูอภิปราย และผูบรรยายใหเริ่มรายการเมื่อถึงกําหนดเวลา เปนตน
BOBBYtutor Thai Note
ศัพทที่ใชเรียกเรื่องที่ประชุม
1. ระเบียบวาระ หมายถึง เรื่องที่ประชุมซึ่งเลขานุการโดยความเห็นชอบของประธานเปนผูจัดไวเปนเรื่องๆ เรียกวา
"วาระ" วาระที่ 1 ของการประชุม คือ การรับรองรายงานการประชุมครั้งกอน
2. กําหนดการประชุม ใชกับการประชุมที่มีเรื่องสําคัญพิจารณาเพียงเรื่องเดียว เชน การประชุมปฏิบัติการหรือ
การสัมมนา เปนตน
ศัพทที่ใชเรียกวิธีการสื่อสารในการประชุม
1. เสนอ คือ การแจงความคิดเห็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งใหที่ประชุมพิจารณา
2. ขอเสนอ คือ เรื่องที่จะนําเสนอตอที่ประชุม
3. สนับสนุน คือ การที่ผูเขาประชุมมีความคิดเห็นเดียวกับขอเสนอ
4. คัดคาน คือ การที่ผูเขาประชุมแสดงความไมเห็นดวยกับขอเสนอนั้น
5. อภิปราย คือ การแสดงความคิดเห็นของผูสนับสนุนและคัดคานขอเสนอ
6. ผาน คือ การที่ประชุมยอมรับขอเสนอ
7. ตก คือ การที่ประชุมไมยอมรับขอเสนอ
8. มติ คือ ขอตัดสินใจของที่ประชุมเพื่อใหนําไปปฏิบัติ
8.1 มติโดยเอกฉันท คือ ขอตัดสินใจของผูเขาประชุมที่เห็นพองตองกันทุกคน
8.2 มติโดยเสียงขางมาก คือ ขอตัดสินใจของผูเขาประชุมที่มีผูเขาประชุมสวนนอยไมเห็นดวย
แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. ถาทานจะตองเขียนจดหมายถึงหนวยงานหนึ่งเพื่อขอใชสถานที่ประชุม ขอใดเหมาะสมที่สุด
1) จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และหวังในความกรุณา
2) จึงเรียนมาเพื่อโปรดอนุมัติ ขอขอบพระคุณลวงหนา
3) จึงเรียนมาเพื่อพิจารณาชวยเหลือ และขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้
4) จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาใหความอนุเคราะห จักเปนพระคุณยิ่ง
2. คําในขอใดจะใชแทนคําที่ขีดเสนใตไดอยางถูกตองตามลําดับ
"การประชุมวันนี้ มีเรื่องที่จะประชุมมาก ผูนําการประชุมอาจตองขอการตัดสินใจของที่ประชุม วาจะใหบรรจุ
เรื่องทั้งหมดในคราวนี้หรือไม และอาจตองยอมใหแสดงความคิดเห็นกันกอนก็เปนได"
1) ญัตติ หัวหนา ความคิดเห็น อภิปราย 2) ญัตติ ประธาน มติ ถกเถียง
3) ระเบียบวาระ หัวหนา ความคิดเห็น ถกเถียง 4) ระเบียบวาระ ประธาน มติ อภิปราย
BOBBYtutor Thai Note
3. ขอความในขอใดที่ประธานการประชุมกลาวไดเหมาะสมเมื่อไดเสนอความเห็นของตนแลว
1) เรื่องนี้ผมทราบดีพอสมควร ควรหาขอยุติไดงาย
2) เทาที่ผมเสนอมาทานคงตองพิจารณากันเอง
3) เรื่องที่ผมเสนอ ทานจะเชื่อหรือไมก็แลวแต
4) ผมก็ไมเชี่ยวชาญเรื่องนี้หรอก ก็ไดแตลองเสนอมาใหฟงกัน
4. "ที่ประชุมมีมติใหประธานชมรมภาษาไทยนําขอเสนอแนะที่สรุปไดเสนอตอผูอํานวยการตอไป "ที่ประชุม" หมายถึงใคร
1) ชมรมภาษาไทย 2) กรรมการและสมาชิกชมรม
3) ผูเขาประชุมทั้งหมด 4) ผูจัดการประชุมและผูเขาประชุมทั้งหมด
5. เมื่อสมาชิกตองการเสนอความเห็นในที่ประชุมเพื่อคัดคานขอเสนอของรัฐมนตรี เขาตองพูดขึ้นตนตามขอใด
1) ทานรัฐมนตรีที่เคารพ 2) ทานประธานที่เคารพ
3) ทานผูมีเกียรติที่เคารพ 4) ทานสมาชิกที่เคารพ
6. ในตราสารจัดตั้งบริษัท กลาววา การประชุมใหญจะดําเนินการไดก็ตอเมื่อกรรมการบริษัทจํานวนไมนอยกวา 10 คน
เขาประชุม ในการประชุมครั้งหนึ่งกรรมการจําเปนตองออกจากที่ประชุม จึงเหลือผูเขาประชุม 9 คน การประชุม
ครั้งนั้นตองยุติเพราะเหตุใด
1) ไมเปนไปตามกําหนดการประชุม 2) ผิดระเบียบวาระการประชุม
3) ไมครบองคประชุม 4) ยังลงมติไมได
7. การประชุมสภากรุงเทพมหานครเมื่อสัปดาหที่แลว คณะผูบริหารไดเสนอรางญัตติงบประมาณรายจายประจําปตอ
สภาที่ประชุมไดอภิปรายกันอยางกวางขวางและในที่สุดมีมติใหรางญัตตินี้ตกไป ผลการประชุมแสดงวาที่ประชุม
ใหปฏิบัติตามขอใด
1) ไมพิจารณาญัตตินี้อีก แมจะเสนอเขามาใหม 2) ใหคณะผูบริหารถอนญัตตินี้ไปปรับปรุงมาใหม
3) เลื่อนญัตตินี้ไปพิจารณาใหม 4) ไมรับญัตตินี้
8. ขอใดไมใชหนาที่ของพิธีกรในการบรรยายตอหนาประชุม
1) ดูแลใหการบรรยายดําเนินไปอยางเรียบรอย
2) บรรยายและใหรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่จะบรรยาย
3) โนมนาวใหผูเขาประชุมเกิดความรูสึกอยากทราบเกี่ยวกับเรื่องที่จะบรรยาย
4) ใหรายละเอียดของผูบรรยายและเชื้อเชิญผูบรรยายใหเริ่มรายการเมื่อถึงเวลา
9. ประโยคใดใชภาษาไดตรงตามระเบียบแบบแผนของการประชุมมากที่สุด
1) ขณะนี้ทุกคนมาพรอมหนาพรอมตาแลว ดิฉันขอเปดประชุมเลยนะคะ
2) บัดนี้คณะกรรมการไดมาประชุมครบองคประชุมแลว ดิฉันขอเปดประชุม
3) บัดนี้มวลสมาชิกไดพรอมกัน ณ ที่ประชุมนี้แลว ดิฉันใครขอเปดการประชุม
4) บัดนี้ไดเวลาอันเปนมงคลและปวงสมาชิกมาครบถวนแลว ดิฉันใครขอเปดการประชุม
10. คําในขอใดจะแทนที่ขอความที่พิมพตัวหนาไดอยางมีลําดับถูกตอง
"ในการประชุมเมื่อวานนี้ ไดมีการแสดงความคิดเห็นกันอยางกวางขวาง ทั้งฝายที่เห็นชอบกับขอเสนอและฝายที่โตแยง"
1) ถกเถียง เห็นดวย คัดคาน 2) ถกเถียง สนับสนุน คัดคาน
3) อภิปราย เห็นดวย คัดคาน 4) อภิปราย สนับสนุน คัดคาน
BOBBYtutor Thai Note
11. กรณีใดแสดงการใชภาษาอยางเหมาะสมกับหนาที่และบทบาทของประธานในที่ประชุม
1) ในการประชุมอยางเปนทางการขณะสมาชิกยังมาไมครบ
"เอาละครับ ถึงเวลาแลว ผมไมรอละ ขอเปดประชุมเลย"
2) เมื่อเห็นราตรีนิ่งเงียบไมแสดงความคิดเห็น
"คุณราตรีวาไงครับ นั่งเงียบเลย ชวยใหขอคิดเราหนอย"
3) เมื่อไดใหโอกาสแสดงความคิดเห็นกันพอสมควรแลว
"เอาละนะครับ ทุกทานก็พอจะเห็นแนวทางแลว เพราะฉะนั้นผมขอมติ ใครเห็นดวยยกมือครับ... ใครไมเห็นดวย
ยกมือครับ..."
4) เมื่อสมาชิก 2 คนโตแยงกันยืดเยื้อประธานจําเปนตองตัดบท
"เอาละๆ ผมวาพอแลว ทุกทานตางก็หวังดีตอหนวยงานของเราทั้งนั้น ตางคนตางมีเหตุผล แตมันก็ตองมี
คนหนึ่งผิด คนหนึ่งถูก เอาเปนวาอยาใสใจเลย ตอนนี้เลิกประชุมดีกวา"
12. เมื่อมีความเห็นขัดแยงกับที่ประชุมและทานตองการคัดคาน ทานควรหลีกเลี่ยงการคัดคานลักษณะใด
1) โดยการอางหลักฐาน 2) อางความจําเปนเกี่ยวกับเวลา
3) อางเหตุผลสวนบุคคล 4) อางบุคคลสวนใหญ
13. การจัดการประชุมเพื่อคนหาความจริง วางนโยบายและเสนอแนะแนวทางปฏิบัติเปนการประชุมแบบใด
1) การประชุมชี้แจง 2) การประชุมปรึกษา
3) การประชุมสัมมนา 4) การประชุมปฏิบัติการ
14. ขอใดใชภาษาไดเหมาะสมที่สุดในการประชุม
1) ดิฉันขอทราบขอเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมอีกเล็กนอย
2) ดิฉันอยากทราบขอเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมอีกเล็กนอย
3) ดิฉันประสงคจะทราบขอเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมอีกเล็กนอย
4) ดิฉันตองการทราบขอเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมอีกเล็กนอย
15. ขณะที่มีผูอภิปรายขัดแยงกันอยูในที่ประชุม ทานตองการแสดงความคิดเห็นเพื่อชวยบรรยากาศในที่ประชุม
ทานจะพูดวาอยางไร
1) ขอโอกาสใหไดเสริมความคิดของทานทั้งสองบาง
2) ขอใหไดแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ทานกําลังอภิปรายแยงกันอยู
3) ขอใหประธานโปรดเลื่อนวาระการประชุมไป
4) ขอใหประธานโปรดลงความเห็นชี้ขาด
เฉลย
1. 4) 2. 4) 3. 4) 4. 3) 5. 2) 6. 3) 7. 4) 8. 2) 9. 2) 10. 4)
11. 3) 12. 3) 13. 2) 14. 1) 15. 1)
BOBBYtutor Thai Note
โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางค
และโคลงสุภาษิตนฤทุมนาการ
1. ผูแตง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว
2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) โคลงสี่สุภาพ
3. ความหมายของชื่อเรื่อง
สุภาษิต แปลวา"คําพูดที่ถือเปนคติ"ทั้งนี้เพราะสุภาษิตเปนความคิดที่ดีงามซึ่งผานการไตรตรองของปราชญมาแลว
จึงปรากฏเปนถอยคําสั้นๆ จํางายและมีความไพเราะจับใจ ผูฟงสุภาษิตของไทยที่เปนที่รูจักกันแพรหลาย ไดแก สุภาษิต
พระรวง สุภาษิตโลกนิติคําโคลง พุทธศาสนสุภาษิต
"โสฬสไตรยางค" แยกเปน โสฬส แปลวา สิบหก, ไตรยางค แปลวา องคสาม สุภาษิตนี้จําแนกเนื้อความเปน
16 หมวด หมวดละ 3 ขอ
"นฤทุมนาการ" แยกเปน นฤ แปลวา ไม, ทุมน แปลวา เสียใจ, อาการ แปลวา สภาพ กิริยา ที่ผูประพฤติยัง
ไมเคยเสียใจ มีความหมายวา กิจ 10 ประการ
4. การอธิบายสุภาษิตเกี่ยวกับนามธรรม มีวิธีอธิบายได 2 วิธีคือ
1. อธิบายโดยการยกธรรมขึ้นแสดงโดยตรง
2. อธิบายโดยการเปรียบเทียบ
5. ฉันทลักษณของโคลงสี่สุภาพ
ผังภูมิ
000 00
0 00 0
00 00 0
0 00 00
(00) บาท 1
บาท 2
บาท 3
บาท 4

(00)
0000
00
00 0
00้
ตัวอยาง
เสียงลือเสียงเลาอาง อันใด พี่เอย
เสียงยอมยอยศใคร ทั่วหลา
สองเขือพี่หลับใหล ลืมตื่น ฤๅพี่
สองพี่คิดเองอา อยาไดถามเผือ
(ลิลิตพระลอ)
BOBBYtutor Thai Note
โคลงสี่สุภาพ บังคับเรื่อง คณะ สัมผัส เอก โท
คณะ = จํานวนคําในวรรค บาท บท
1 บทมี 4 บาท 30 คํา บาทที่ 1-3 มีบาทละ 7 คํา วรรคหนา 5 วรรคหลัง 2
บาทที่ 4 มี 9 คํา วรรคหนา 5 วรรคหลัง 4
สัมผัส = 1 บท มี 3 แหง
เอกโท = มีคําเอก 7 คําโท 4
คําเอก = คําที่มีรูปวรรณยุกตเอก กํากับ คําตาย ใชแทนเอกได
คําโท = คําที่มีรูปวรรณยุกตโท กํากับ
คําเอกโทษ = การใชเอกแทนโท
คําโทโทษ = การใชโทแทนเอก
"เชิญดูตูคาเหลน โคลงโลด โผนเทอญ
ยกคอยอประโยชน เคาเหยี้ยง
(ลิลิตสามกรุง)
คําเอกโทษ ไดแก คา คอ เคา (ปกติคือคํา ขา ขอ เขา)
คําโทโทษ ไดแก เหลน เหยี้ยง (ปกติคือคํา เลน เยี่ยง)
6. สาระสําคัญของเรื่อง
โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางค กลาวถึงสิ่งที่ควรปฏิบัติและสิ่งที่ควรละเวน 16 หมวด หมวดละ 3 ขอ ดังตอไปนี้
1. สามสิ่งควรรัก คือ ความกลา ความสุภาพ ความรักใคร
2. สามสิ่งควรชม คือ อํานาจปญญา เกียรติยศ มารยาทดี
3. สามสิ่งควรเกลียด คือ ความดุราย ความหยิ่งกําเริบ ความอกตัญู
4. สามสิ่งควรรังเกียจติเตียน คือ ชั่วเลวทราม มารยา ริษยา
5. สามสิ่งควรเคารพ คือ ศาสนา ยุติธรรม ความประพฤติเปนประโยชนทั่วไปไมเฉพาะตัวเอง
6. สามสิ่งควรยินดี คือ งามตรงตรง ไทยแกตน
7. สามสิ่งควรปรารถนา คือ ความสุขสบาย มิตรสหายที่ดี ใจสบายปรุโปรง
8. สามสิ่งควรออนวอนขอ คือ ความเชื่อถือ ความสงบ ใจบริสุทธิ์
9. สามสิ่งควรนับถือ คือ ปญญา ฉลาด มั่นคง
10. สามสิ่งควรจะชอบ คือ ใจอารีสุจริต ใจดี ความสนุกเบิกบานพรอมเพรียง
11. สามสิ่งควรสงสัย คือ ยอ หนาเนื้อใจเสือ กลับกลอก
12. สามสิ่งควรละ คือ เกียจคราน วาจาฟนเฟอน หยอกหยามแลแสลงฤๅขัดคอ
13. สามสิ่งควรกระทําใหมี คือ หนังสือดี เพื่อนดี ใจดี
14. สามสิ่งควรจะหวงแหนฤๅตอสูเพื่อรักษา คือ ชื่อเสียงยศศักดิ์ บานเมืองของตน มิตรสหาย
15. สามสิ่งควรครองระวัง คือ กิริยาที่เปนในใจ มักงาย วาจา
16. สามสิ่งควรเตรียมรับ คือ อนิจจัง ชรา มรณะ
BOBBYtutor Thai Note
โคลงสุภาษิตนฤทุมนาการ กลาวถึงกิจ 10 ประการ ที่ผูประพฤติยังไมเคยเสียใจเพราะเปนความประพฤติดีใน
ไตรทวาร (กาย วาจา ใจ) อันจะยังใหเกิดผลดีแกผูประพฤติเองและตอสังคมสวนรวม ดังนี้
1. เพราะทําความดีทั่วไป
2. เพราะไมไดพูดรายตอใครเลย
3. เพราะถามฟงความกอนตัดสิน
4. เพราะคิดเสียกอนจึงพูด
5. เพราะอดพูดในเวลาโกรธ
6. เพราะไดกรุณาตอคนที่ถึงอับจน
7. เพราะขอโทษบรรดาที่ไดผิด
8. เพราะความอดกลั้นตอผูอื่น
9. เพราะไมฟงคนพูดเพศนิทาน (พูดเท็จ, พูดเพอเจอ)
10. เพราะไมหลงเชื่อขาวรายที่คนลือกัน
7. คําศัพทที่ควรทราบ
มาติกา = แมบท (อานวา มาด-ติ-กา)
ธัญลักษณ = ลักษณะดี
โสด = อิสระ
หึงสจิต = ริษยา
เสี่ยม = เสงี่ยม (เปนคําแผลง)
มารษา = คําเท็จ, คําไมจริง (อานวา มาน-สา)
โทษาคติ = คติอันเนื่องมาจากโทสะ ความโกรธ
พรอง = พูด
ปกไว = ปกปดไว
ไขษย = กษัย, สิ้นไป, หมดไป
เฉียบ = จัด, ยิ่งขึ้น
เพศนิทาน = เรื่องเกินจริง
ปายโทษ = ใหราย
8. ขอคิดที่ไดรับ
สุภาษิตทั้งปวงยอมมีเนื้อหาสาระที่ใหคติในการดํารงชีวิต ชี้ใหเห็นสิ่งควรปฏิบัติและสิ่งควรเวน ผูประสงค
ความเจริญในชีวิต ควรอานดวยความพินิจพิจารณา แลวเลือกนําสุภาษิตนั้นๆ ไปปฏิบัติใหเกิดประโยชนแกชีวิตของตน
และสังคมสวนรวมเทาที่จะสามารถทําได
BOBBYtutor Thai Note
แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. แมวาชูชกจะมีรูปรางที่อัปลักษณเขาลักษณะ "บุรุษโทษสิบแปดประการ" แตชูชกก็ยังคงมีสวนดีอันเปนคุณสมบัติ
อยูบาง อะไรคือคุณสมบัติสําคัญของชูชก
1) ฉลาดยิ่งสิ่งแยบคาย คาดรู
2) อํานาจศักดิ์ศฤงศาร มั่งคั่ง
3) คําพูดพางลิขิต เขียนราง เรียงแฮ
4) ความรักประจักษใจ จริงแน นอนฤๅ
2. การที่พระเจาวิกรมาทิตยหลงแกปญหาใหเวตาลแสดงวาพระองคไมไดปฏิบัติตามหลักภาชิตนฤทุมนาการขอใด
1) ยินคดีมีเรื่องนอย ใหญไฉน ก็ดี
ยังบลงเห็นไป เด็ดดวน
2) ขันตีมีมากหมั้น สันดาน
ใครเกะกะระราน อดกลั้น
3) สามารถอาจหามงด วาจา ตนเฮย
ปางเมื่อยังโกรธา ขุนแคน
4) ไปฟงคนพูดฟุง ฟนเฝอ
เท็จและจริงจานเจือ คละเคลา
เฉลย
1. 1) 2. 2)
BOBBYtutor Thai Note
มหาเวสสันดรชาดก กุมารบรรพ (กัณฑที่ 8)
1. ผูแตง เจาพระยาพระคลัง (หน)
2. ลักษณะคําประพันธ (รูปแบบ) แตงเปนรายยาว มีคาถาบาลีแทรก สันนิษฐานวา คําประพันธประเภทราย
เปนคําประพันธชนิดแรกของไทย บทหนึ่งจะมีกี่วรรคก็ได วรรคหนึ่งจะมีจํานวนคําตั้งแต 6 คําขึ้นไป มีสัมผัสระหวางวรรค
คําสุดทายของวรรคหนาสงสัมผัสไปยังคําหนึ่งคําใดของวรรคตอไป
3. จุดประสงคในการแตง ใชสําหรับเทศน มีการยกศัพทบาลีขึ้นนํากอน แลวแตงรายตาม มีคาถาบาลีสลับแทรก
เปนระยะ
4. ความหมายของชาดก
"ชาดก" มาจากคําวา "ชาตก" แปลวา การเกิด หมายถึง เรื่องราวของพระโพธิสัตว ซึ่งบําเพ็ญบารมีในพระชาติ
ตางๆ เพื่อจะตรัสรูเปนพระพุทธเจา อาจจะเปน เทวดา มนุษย สัตว ก็ไดเรื่องราวของพระพุทธเจาตอนที่เสวยพระชาติ
เปนพระโพธิสัตวนั้นมีหลายชาติ แตพระชาติที่สําคัญมี 10 ชาติ เรียกวา "ทศชาติชาดก" ไดแก
1. พระเตมีย (ใบ) ทรงบําเพ็ญเนกขัมมบารมี คือ การออกบวช
2. พระมหาชนก ทรงบําเพ็ญวิริยบารมี คือ มีความเพียร
3. พระสุวรรณสาม ทรงบําเพ็ญเมตตาบารมี คือ ความมีเมตตา
4. พระเนมิราช ทรงบําเพ็ญอธิษฐานบารมี คือ มีความตั้งใจมั่น
5. พระมโหสถ ทรงบําเพ็ญปญญาบารมี คือ ความมีปญญา
6. พระภูริทัต ทรงบําเพ็ญศีลบารมี คือ มีศีล
7. พระจันทกุมาร ทรงบําเพ็ญ ขันติบารมี คือ มีความอดทน
8. พระนารท ทรงบําเพ็ญอุเบกขบารมี คือ รูจักทําใจวางเฉย
9. พระวิทูร ทรงบําเพ็ญสัจจบารมี คือ มีสัจจะ
10. พระเวสสันดร ทรงบําเพ็ญทานบารมี คือ การให, เสียสละ
รายยาวมหาเวสสันดรชาดกเปนชาดกเรื่องใหญที่สุด ในชาตินี้พระโพธิสัตวไดบําเพ็ญบารมีอันยิ่งใหญครบถวน 10
ประการ มีทานบารมีเปนสูงสุด เรียกการเทศนเรื่องมหาเวสสันดรวา "เทศนมหาชาติ"
5. วรรณกรรมที่เกี่ยวของกับเรื่องมหาเวสสันดรชาดก มี 3 เลม คือ
1. มหาชาติคําหลวง เมื่อ พ.ศ. 2025 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถไดโปรดใหประชุมนักปราชญและกวีแตงดวย
คําประพันธหลายชนิด คือ โคลง ฉันท กาพย ราย ใชสําหรับสวดใหพุทธศาสนิกชนฟง
2. กาพยมหาชาติ เมื่อ พ.ศ. 2170 สมเด็จพระเจาทรงธรรมไดโปรดใหนักปราชญราชบัณฑิตแตงมหาเวสสันดร-
ชาดกเปนรายยาว ใชสําหรับเทศน แตไมเปนที่นิยม เพราะไมสามารถเทศนจบในวันเดียว
3. มหาชาติกลอนเทศน หรือรายยาวมหาเวสสันดรชาดก เปนมหาชาติฉบับแปลสําหรับเทศนใหจบภายในวันเดียว
แตงดวยรายยาวมีมากมายหลายสํานวน เมื่อกระทรวงศึกษาธิการจะนํามาใชเปนแบบเรียน ไดคัดเลือกสํานวนที่ดีรวมกัน
13 กัณฑ เรียกวา รายยาวมหาเวสสันดรชาดก ฉบับกระทรวงศึกษา ซึ่งไดรับยกยองจากวรรณคดีสโมสรใน รัชกาลที่ 6
ใหเปนยอดวรรณคดีประเภทกลอนกาพย
BOBBYtutor Thai Note
6. การเทศนคาถาพัน คือการเทศนเรื่องมหาเวสสันดรชาดก ซึ่งมีความยาว 1,000 พระคาถา (คาถา = ฉันท
บทหนึ่งมีสี่บาท ฉันทที่ใชในการแตงมหาเวสสันดรชาดกเรียกวา ปฐยาวัตฉันท) มีทั้งหมด 13 กัณฑ ดังนี้
กัณฑ จํานวนคาถา สํานวนที่ไดรับเลือก เพลงประจํากัณฑ
ทศพร
หิมพานต
ทานกัณฑ
วนปเวสน
ชูชก
จุลพน
มหาพน
กุมาร
มัทรี
สักกบรรพ
มหาราช
ฉกษัตริย
นครภัณฑ
19
134
209
57
79
35
80
101
90
43
69
36
48
รวม 1,000
สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส
สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส
สํานักวัดถนน
รัชกาลที่ 4
สํานักวัดสังขกระจาย
รัชกาลที่ 4
พระเทพโมฬี (กลิ่น)
เจาพระยาพระคลัง (หน)
เจาพระยาพระคลัง (หน)
รัชกาลที่ 4
รัชกาลที่ 4
สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส
สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส
สาธุการ
ตวงพระธาตุ
พญาโศก
พญาเดิน
เซนเหลา
คุกพาทย
เชิดกลอง
โอดเชิดฉิ่ง
ทยอยโอด
กลม
กราวนอก
ตระนอน
กลองโยน
7. ประเพณีการเทศนมหาชาติ
ประเพณีการเทศนมหาชาติมีมาตั้งแตสมัยอยุธยา ตามปกตินิยมจัดเทศนมหาชาติระหวางเดือน 12 (พฤศจิกายน)
กับเดือนอาย (ธันวาคม) บริเวณที่จัดเทศนมหาชาติ มีการประดับดวยตนกลวย ตนออย ใหคลายนิโครธาราม (นิโครธ
= ตนไทร) ซึ่งเปนสถานที่ที่พระพุทธเจาตรัสเทศนาเรื่องมหาเวสสันดรชาดก
ความนิยมในการฟงเทศนมหาชาติ หรือเทศนคาพัน คือ ตองฟงใหจบใน 1 วัน เพื่อจะไดมหานิสงสไดพบศาสนา
พระศรีอาริยเมตไตรยในที่สุด
8. เนื้อเรื่องยอ
ชูชกเดินทางไปถึงอาศรมพระเวสสันดร ตามทางที่อัจจุตฤๅษีชี้ใหในเวลาโพลเพลใกลคํ่า ชูชกยังไมเขาไปทูลขอสอง
กุมารทันทีเพราะพระนางมัทรีกลับสูอาศรมแลว เกรงวาพระนางมัทรีจะทรงขัดขวางการทําทานของพระเวสสันดร ชูชก
จึงนอนคางคืนอยูที่ซอกผาใกลพระอาศรม คืนนั้นพระนางมัทรีเสวยบุรพนิมิตวา มีชายอวนใหญผิวดํานุงผาและคาดพุง
ดวยผายอมฝาด ทัดดอกไมแดงทั้งสองหู มือขวาถือดาบพังประตูเขามา ฉวยมุนมวยผมพระนางฉุดกระชากใหนอนหงาย
ฟนแขนสองขางของพระมัทรี ควักดวงตาดวงใจไป พระนางมัทรีขอใหพระเวสสันดรทํานายความฝน พระเวสสันดรทรง
ทํานายเลี่ยงวาพระสุบินนี้เกิดจากธาตุทั้งสี่วิปริตมิควรกังวล รุงเชาพระนางมัทรีทรงฝากฝงพระโอรสพระธิดาไวกับ
พระเวสสันดร ชูชกขึ้นมาเฝาพระเวสสันดร ทูลขอพระกัณหาชาลีซึ่งพระเวสสันดรก็ทรงยกให สองกุมารเกรงภัยจากชูชก
จึงหนีลงไปซอนตัวในสระบัว พระเวสสันดรเสด็จไปตามสองกุมาร ไดตรัสเรียกสองกุมารขึ้นมาจากสระเปนอุปมาโวหาร
โดยเปรียบสองกุมารเปนดุจเรือสําเภาทองที่พระองคจะทรงใชเสด็จไปสูพระโพธิญาณ สองกุมารเกิดขัตติยมานะขึ้นมาจากสระ
พระเวสสันดรก็ทรงกําหนดคาไถสองกุมาร เมื่อพระเวสสันดรพระราชทานสองกุมารแกชูชกแลว ชูชกเฆี่ยนตีสองกุมาร
เฉพาะพระพักตร ฉุดกระชากลากไปโดยไมปรานี สองกุมารไดพรํ่ารําพันจนพระเวสสันดรเกิดความเศราโทมนัสและ
จะฆาชูชกเสีย แตก็ทรงใชปญญาบารมีและอุเบกขาบารมี ตรัสสอนพระองคเองวาพระราชทานสองกุมารใหชูชกไปแลว
ไมควรยุงเกี่ยวดวย ในที่สุดชูชกก็พาสองกุมารเดินทางออกพนประตูปาในเวลาเย็นยํ่าคํ่า
BOBBYtutor Thai Note
9. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง
9.1 เราควรเสียสละประโยชนสวนตนเพื่อประโยชนยิ่งใหญของสวนรวมได ถึงแมจะลําบากสักเพียงใดก็ตาม
9.2 การรักษาวาจาสัตย ความกตัญูกตเวที ความมีขันติและอุเบกขา เปนคุณธรรมที่ควรประพฤติปฏิบัติ
9.3 คานิยมที่ปรากฏในเรื่องเวสสันดรชาดกเปน คานิยมเชิงโลกุตระ คือ คานิยมที่เหนือโลกเหนือสามัญชน
เปนคานิยมของอริยบุคคลที่ปรารถนาในพุทธภูมิ (อธิษฐานขอเปนพระพุทธเจา) เพื่อชวยสัตวโลกใหพนจาก วัฏสงสาร
คือ การเวียนวายตายเกิด
10. ความรูประกอบเรื่อง
10.1 นิบาตชาดก คือ ชาดกที่มีปรากฏในคัมภีรพระพุทธศาสนา ถือเปนพระพุทธวัจนะ มีทั้งหมด 550 เรื่อง
10.2 ปญญาสชาดก คือ ชาดกนอกนิบาต หรือ พาหิรกชาดก เปนชาดกนอกคัมภีรพระพุทธศาสนา พระภิกษุ
ชาวเชียงใหมเปนผูแตงขึ้นราว พ.ศ. 2000-2200
10.3 มหานิบาตชาดก คือ ชาดกที่มีพระคาถามากกวา 80 พระคาถา
10.4 จุณณียบท คือ บทนําเรื่องในแตละกัณฑ
10.5 แหลสําเภาทอง คือ บทแหลตอนพระเวสสันดรทรงเรียกสองกุมารขึ้นจากสระ การแตงกัณฑเทศนใน
กัณฑกุมาร จะตกแตงเปนรูปเรือสําเภา
10.6 ลักษณะฝน 4 ลักษณะ คือ
1. บุรพนิมิต ฝนบอกลางลวงหนา
2. จิตนิวรณ ฝนเพราะใจเปนหวงเปนกังวลถึง
3. เทพสังหรณ ฝนดวยเทวดาบันดาลใหฝน
4. ธาตุโขภ ฝนเพราะธาตุในกายวิปริต
10.7 สมดึงสบารมี คือ บารมี 30 ประการ มีทศบารมี 10 ประการ อุปบารมี 10 ประการ และปรมัตถบารมี
(บารมีสูงสุด) 10 ประการ
10.8 สัตตสดกมหาทาน คือ การบริจาคทานหมวดละ 700 สิ่ง ไดแก ชาง มา รถ นางสนม โคนม ทาสหญิง
ทาสชาย อยางละ 700
BOBBYtutor Thai Note
แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. การแสดงกิริยา "จําจะขูเสียใหราบปราบเสียแตเดิมที" ของชูชกเมื่อพบชาลีกัณหาครั้งแรกเปนกิริยาชนิดใด
1) ตัดไมขมนาม 2) ตีปลาหนาไซ 3) เชือดไกใหลิงดู 4) ตัดไฟแตตนลม
2. การบริจาคบุตรเปนทานในเรื่องเวสสันดรชาดก เปนการกระทําที่ตรงกับการกระทําในขอใด
1) การทําดีตองใชเวลามาก 2) การทําดีตองอดทนมาก
3) การทําดีตองเสียสละมาก 4) การทําดีตองลงทุนมาก
3. หนังสือมหาชาติที่เกาแกที่สุดคือเรื่องใด
1) มหาชาติกลอนเทศน 2) มหาชาติคําหลวง 3) กาพยมหาชาติ 4) รายยาวมหาชาติ
อานขอความตอไปนี้แลวตอบคําถามขอ 4-7
อันวาเฒาชราทิชาชาติ เมื่อไดรับพระราชทานสองกุมารไดแลว เฒาใจแกลว ก็ฉุดกระชากลากสองกุมารมา ผูกพัน
พระพี่นองสองกระสันเขาใหมั่นกับมือ ปลายเชือกขางหนึ่งนั้น ถือตามตีตอนสองบังอรมาตอหนาสมเด็จพระบิดา
ไมปรานี...
เมื่อชูชกพฤฒาจารยพาสองกุมารมาเต็มพัก ถึงทางตะกุกตะกักกอนศิลา เฒาชราเดินทะลุทะลาดเหยียบ
พลาดลมผลุง เครือเถาสะดุงหลุดออกจากขอพระกร สองบังอรก็วิ่งมาสูสํานักพระบิดา เฒาชราฉวยไดไมเรียว
ไมไลขบฟน ฉุดลากกระชากรันดวยโทโส เสมือนหนึ่งจะเชือดเนื้อหนังกินเสียทั้งเปนเห็นเวทนา...
4. เหตุผลขอใดสําคัญที่สุดที่กวีแตงใหสองกุมารถูกทารุณจากชูชก
1) ใชเปนบทเทศนใหกินใจผูฟง 2) กวีตองการแสดงอารมณนาเวทนา
3) เนนการเสียสละอันยากยิ่งของพระเวสสันดร 4) แสดงบุคลิกภาพดานรายของชูชกใหปรากฏชัดเจน
5. คําวา "ทิชาชาติ" นอกจากจะใชพราหมณแลว ยังใชกับอะไรไดอีก
1) นก 2) ลิง 3) เสือ 4) สุนัขจิ้งจอก
6. ถาเทียบเคียงสภาพการณปจจุบัน การบริจาคทานของพระเวสสันดรจะใกลเคียงกับลักษณะใดที่สุด
1) คุณธรรมที่นักปกครองพึงมี 2) การชวยลดชองวางระหวางชนชั้น
3) การสังคมสงเคราะหแกผูประสบภัย 4) การเตรียมการเพื่อประโยชนแหงตนของนักการเมือง
7. ขอความที่ยกมานี้ ดีเดนในดานใด
1) ดําเนินเรื่องรวดเร็ว 2) ใชคําไดกระชับรัดกุม
3) คําที่ใชสื่อภาพไดอารมณ 4) ใหภาพพจนเปรียบเทียบ
8. เหตุการณใดตอไปนี้ เกิดขึ้นกอนเหตุการณอื่นๆ ในเรื่อง "มหาเวสสันดรชาดก"
1) ฝนโบกขรพรรษตกที่กรุงกบิลพัสดุ
2) ฝนโบกขรพรรษตกที่บรรณศาลา เขาวงกต
3) พระอินทรประทานพร 10 ประการ แกพระนางผุสดี
4) พระอินทรประทานพร 8 ประการ แกพระเวสสันดร
BOBBYtutor Thai Note
9. ขอใดแสดงใหเห็นความเชื่อตามคติทางพระพุทธศาสนา อันเปนแนวคิดรวบยอดของมหาเวสสันดรชาดรกัณฑกุมาร
1) จึงเอาพระปญญาวินิจฉัยเขามาขมโศก วาบุตรวิโยคทั้งนี้บังเกิดเพราะมีความรัก จําจะเอาอุเบกขาเขามาประหาร
หักใหเสื่อมหาย
2) หญิงชายผูใดเลยเกิดมาในหวงมหรรณพภพสงสาร ยังมิถึงซึ่งพระนิพพานตราบใดก็ยอมตองทุกขโพยภัย ประหาร
ปานประหนึ่งวาตัวเราฉะนี้
3) ขาแตเทพเจาทั้งหลายเอย อันศักดิ์สิทธิ์สถิตที่เครือหญาลดาวัลยอันทรงทิพยกรรณ ทิพยเนตร ไดโปรดเกศเกลา
กระหมอมฉันดวยชวยบอกพระมารดา
4) กรรมเอยกรรม ชะรอยวากรรมกัณหานอยนี้ไดกระทําไวแตชาติหลัง จึงไดเผอิญพระพอเจาชิงชังไมดูหนามา
เมินเฉย โอกรรมเอยเห็นจะสิ้นวาสนาของแกวกัณหานี้เสียจริงๆ
10. "พราหมณเอยจงมารับพระราชทานสองกุมารแตโดยดี เธอก็หลั่งอุทกวารีลงในมือพราหมณ" พฤติกรรมที่
พระเวสสันดรกระทํานี้ มีแนวคิดเปนไปในทํานองเดียวกันกับพิธีกรรมใด
1) การกรวดนํ้า 2) การรดนํ้าศพ
3) พระภิกษุประพรมนํ้าพุทธมนต 4) การหลั่งนํ้าในงานสมรส
11. ถาจะรับเปนเจาของกัณฑเทศนมหาชาติ กัณฑกุมาร แตตองการเลี่ยงไมใชสําเภาทองจําลองเปนเครื่องกัณฑเทศน
ควรจะใชสิ่งใดแทนจึงจะเหมาะที่สุด
1) ดอกบัว และใบบัว 2) กลวย ออย และผลไม
3) ตุกตาเด็กหญิง เด็กชาย 4) ใบทองพันชั่ง และตุกตาสัตวตางๆ
เฉลย
1. 1) 2. 3) 3. 2) 4. 3) 5. 1) 6. 3) 7. 3) 8. 1) 9. 4) 10. 4)
11. 2)
BOBBYtutor Thai Note
ลิลิตตะเลงพาย
1. ผูประพันธ สมเด็จพระมหาสมณเจากรมพระปรมานุชิตชิโนรส
พระประวัติ สมเด็จพระมหาสมณเจากรมพระปรมานุชิตชิโนรส มีพระนามเดิมวา พระองคเจาวาสุกรี เปนพระเจา
ลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก เมื่อพระชนมายุ ประมาณ 12 พรรษา ทรงผนวชเปนสามเณร
และทรงไดรับอุปสมบทเปนพระภิกษุ ประทับที่ตําหนักวาสุกรี วัดพระเชตุพนฯ
ผลงาน พระนิพนธตางๆ มีทั้งตําราและวรรณคดี ไดแก พระราชพงศาวดารฯ ตํารับฉันท มาตราพฤติ
และวรรณพฤติ สรรพสิทธิ์คําฉันท กฤษณาสอนนองคําฉันท ลิลิตตะเลงพาย มหาชาติ 11 กัณฑ (เวนกัณฑมหาพน
และมัทรี) พระปฐมสมโพธิกถา และยังมีหนังสือเบ็ดเตล็ดตางๆ เชน โคลงฤๅษีดัดตน โคลงกลบท และเพลงยาวเจาพระ
ป พ.ศ. 2533 เปนป 200 ป กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
2. จุดประสงคในการแตง เพื่องานพระราชพิธีฉลองตึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
3. ลักษณะคําประพันธ (รูปแบบ) เปนลิลิตสุภาพ ซึ่งประกอบดวย รายสุภาพและโคลงสุภาพ (โคลงสองสุภาพ
โคลงสามสุภาพ โคลงสี่สุภาพ) สลับกันตามความเหมาะสมของเนื้อความในเรื่อง
4. กลวิธีในการประพันธ
ลิลิตตะเลงพาย เปนลิลิตที่ไดรับการยกยองวาเปนหนังสือประเภทมหากาพย ศัพท สํานวนและโวหาร ใชถอยคํา
ประณีตไพเราะ มีคุณคาทางวรรณศิลป ใหความรูในดานตางๆ เชน ประวัติศาสตร ประเพณี ตําราพิชัยสงคราม
ตลอดจนหลักธรรมะ
ลิลิตตะเลงพาย จัดอยูในประเภทวรรณคดีเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริยเชนเดียวกับลิลิตยวนพายซึ่งเปนวร
รณคดีในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนตน
เนื้อเรื่องเปนการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในการทํายุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาจนไดรับชัยชนะ
5. สาระสําคัญของเรื่อง
เริ่มตนเปนรายกลาวถึงพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย ตามขนบการแตงลิลิตดําเนินเรื่องตามพระราช-
พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ตั้งแตพระมหาธรรมราชาสวรรคต (พ.ศ. 2133) พระราชโอรสทั้งสองพระองคคือพระนเรศวร
และพระเอกทศรถ ขึ้นปกครองประเทศ พระนเรศวรเตรียมทัพไปรบเขมร ทางฝายเมืองมอญ (พมา) พระเจาหงสาวดี
เตรียมทัพมารบกับไทย เพราะคาดคะเนวา เมื่อขึ้นแผนดินใหม อาจจะมีการแยงชิงราชสมบัติกัน พระมหาอุปราชา
เปนแมทัพยกมารบไทย พระนเรศวร จัดกําลังทัพไปรับศึกนอกพระนครศรีอยุธยาทันเวลา ทัพไทยและทัพมอญไดเขา
ประชิดกัน ณ ตําบลตระพังตรุ พระนเรศวรไดชัยชนะในการรบหัวเมืองเหนือทั้งหมดเขามาสวามิภักดิ์ตอแผนดินไทย
ขยายพระราชอาณาจักรออกไปไดกวางขวาง
6. ความรูประกอบเรื่อง
6.1 "ตะเลง" เปนภาษาพมา แปลวา "ชนชาติมอญ" เมื่อพมาไดมอญเปนเมืองขึ้นไดยายเมืองหลวงจากตองอู
มาอยูหงสาวดีซึ่งเปนเมืองหลวงของมอญ พมายกกองทัพมาตีไทย ไดเกณฑหัวเมืองมอญมารวมรบ คนไทยจึงเรียก
กองทัพของพมาวาเปนกองทัพมอญไปดวย ดังนั้นคํา "ตะเลงพาย" จึงแปลวา "มอญแพ" ทั้งนี้หมายถึง "พมาแพ" นั่นเอง
6.2 ผูชวยทรงนิพนธเรื่องลิลิตตะเลงพาย คือ พระองคเจากปษฐาขัตติยกุมาร กรมหมื่นกูบาลบริรักษ
BOBBYtutor Thai Note
6.3 ตัดไมขมนาม เปนพิธีอยางหนึ่ง กระทํากอนยกทัพไปปราบศัตรู กิจการพิธีคือ ตั้งโรงพิธีวงสายสิญจน
แลวใหเอาดินปนเปนขาศึกเขียนชื่อและลงยันตกํากับ หอดวยกาบกลวยนําเขาพิธีปลุกเสกแลวนําไปมัดติดกับตนไมที่มี
ชื่อรวมตัวอักษรกับชื่อขาศึกนําตนไมนี้มาปกลงในหลุมในโรงพิธีพอถึงกําหนดฤกษ ผูที่รับมอบอํานาจจากพระเจาแผนดิน ก็
เชิญพระแสงอาญาสิทธิ์ไปยังโรงพิธี ยางเขาฟนไมและรูปขาศึกนั้นแลวไปเขาเฝาพระเจาแผนดินกราบทูลวาไดปราบปราม
ขาศึกมีชัยชนะตามพระกระแสรับสั่งแลวเปนอันเสร็จพิธี
6.4 โขลนทวาร ประตูปา ทําตามตําราพราหมณ เปนซุมสะดวยกิ่งไมและใบไมสําหรับใหกองทัพเดินลอด
มีพราหมณนั่งบนรานสูงที่ประตูขางละคน คอยพรมนํ้าเทพมนตร เปนการบํารุงขวัญทหารเพื่อความสวัสดีมีชัย
6.5 ละวาเซนไก เปนประเพณีของชาวละวามาแตเดิม ที่พิธีบวงสรวงเทวดาเจาปาโดยผูทําพิธีตั้งเครื่องสังเวย
บวงสรวงเทวดา อธิษฐานขอใหทําการสําเร็จแลวเสี่ยงทาย โดยถอดกระดูกคางไกเครื่องเซนตัวหนึ่งมาดู ถากระดูกยาวเรียง
มีขอถี่ถือวาเปนนิมิตดี พิธีนี้ชาวละวาอาจไดมาจากอินเดียก็ได
6.6 เคลื่อนพลตามเกล็ดนาค ตําราพิชัยสงครามกําหนดวันเคลื่อนทัพวา วันใดนาคหันหัวไปทางทิศใด
แลวใหเคลื่อนทัพไปทางทิศนั้น คือ "ตามเกล็ดนาค" ถือวาเปนสิริมงคล
6.7 ชัยภูมิ คือ ที่ตั้งคายซึ่งจะทําใหชนะขาศึกได มีปรากฏในตําราพิชัยสงคราม
"ครุฑนาม" คือ มีตนไมใหญ 1 ตนขึ้นอยูเหนือจอมปลวกหรือภูเขา
"สีหนาม" คือ มีตนไมใหญ 3 ตนขึ้นอยูบนจอมปลวกหรือภูเขา เรียกอีกชื่อหนึ่งวา ชัยภูมิ "พยุหไกรสร"
6.8 ลักษณะความฝนตามคติโบราณ มี 4 ลักษณะ คือ
ก. บุรพนิมิต คือ ฝนบอกลาง หรือฝนบอกเหตุการณลวงหนา
ข. จิตนิวรณ คือ ฝนเพราะใจกังวล
ค. เทพสังหรณ คือ ฝนเพราะเทวดาบันดาลใหฝน
ง. ธาตุโขภ คือ ฝนเพราะธาตุในกายวิปริต
แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
จงอานคําประพันธตอไปนี้แลวตอบคําถามขอ 1-3
บัดดลวลาหกซื้อ ชระอับ อยูแฮ
แหงทิศพายัพยล เยือกฟา
มลักแลกระลายกระลับ ลิวลง ไปเฮย
เผยผองภาณุเมศจา แจมแจงแสงฉาน
1. ลักษณะธรรมชาติที่ปรากฏในคําประพันธนี้ โบราณถือวาเปนเครื่องชี้แนะอนาคตอยางไร
1) การปกครองการงานจะประสบผลดี 2) การประกอบการงานจะไดรับความสะดวก
3) การประกอบการงานจะแคลวคลาดภยันตราย 4) การประกอบการงานจะไดรับความสบายใจ
2. คําประพันธขางตนนาจะแสดงความรูตรงกับขอใดมากที่สุด
1) อึดอัดใจแลวสบายใจ 2) หดหูหัวใจแลวสบายใจ
3) เกือบหมดหวังแลวสมหวัง 4) กลัดกลุมใจ แลวโลงอก
BOBBYtutor Thai Note
3. ลักษณะสัมผัสชิดในคําประพันธขางตนเหมือนกับสัมผัสในขอใด
1) พอประสบพบเห็นเยนเนอรัล 2) หมทายเยิ่นเดินคูกัน
3) งามดังเปลวเพลิงปามาเนรมิต 4) ขุนชางชิงนางจากหอหอง
4. "เขารวิวารมหันต วันสิบเอ็ดขึ้นคํ่า ยํ่ารุงสองนาฬิกา เศษสังขยาหาบาท" ตรงกับวันเวลาใด
1) วันอาทิตยขึ้น 11 คํ่า เวลา 8 นาฬิกา 30 นาที
2) วันอาทิตยขึ้น 11 คํ่า เวลา 2 นาฬิกา 5 นาที
3) วันอาทิตยที่ 11 ขึ้น 1 คํ่า เวลา 2 นาฬิกา 5 นาที
4) วันอาทิตยที่ 11 ขึ้น 1 คํ่า เวลา 8 นาฬิกา 30 นาที
5. จากขอ 4 วันเวลาดังกลาวเปนวันสําคัญอะไร
1) พระนเรศวรเสวยราชย 2) พระนเรศวรทรงพระสุบิน
3) พระนเรศวรทรงยกกองทัพไปรับศึกพมา 4) พระนเรศวรทรงมีชัยในสงครามยุทธหัตถี
6. ขอความจาก "ลิลิตตะเลงพาย" ที่คิดมานี้คําวา "ธ" คําใดเปนสรรพนามแทนบุคคลที่ตางจากขอความอื่น
1) ธ ใหเชิญพระอัยการศึก ปรึกษาโทษขุนทัพ สรรพทั้งมวลหมูมาตย
2) ขาศึกยลแสยงฤทธิ์ บพิตร ธ เทียบทัพหลวง โดยกระทรวงพยุหบาตร
3) แลว ธ บรรหารตระบัด วาเราจัดจตุรงค จะไปยงยอยุทธ ยังกัมพุชพารา
4) ศรีสวัสดิ์ฤกษอุดม บรมนรินทรดาลสดับ ธ ใหตรวจทัพเตรียมพล โดยชลมารคพยูห
7. "จึ่งสมเด็จพระวันรัต วัดปาแกวแคลวคลา กับราชาคณะสงฆ ยี่สิบหาองคสองแผนก" คือที่พิมพตัวหนานี้หมายความวา
อยางไร
1) คามวาสีกับอรัญวาสี 2) มหายานกับหินยาน
3) คันถธุระกับวิปสสานาธุระ 4) มหานิกายกับธรรมยุติกนิกาย
8. นอกจากจะไมปรากฏบทแสดงอารมณขัน ซึ่งถือเปนลักษณะเดนประการหนึ่งของวรรณคดีไทยแลว ลิลิตตะเลงพาย
ยังขาดรสวรรณคดีไทยรสใด
1) เสาวรจนี 2) นารีปราโมทย 3) พิโรธวาทัง 4) สัลลาปงคพิสัย
9. จากคําประพันธบทนี้ ขอใดไมสอดคลองกับความคิดของผูเขียน
ขุนเสียมสามรรถตาน ขุนตะเลง
ขุนตอขุนไปเยง หยอนหาว
ยอหัตถเทิดลบองเลบง อังกุศ ไกวแฮ
งามเรงงามโททาว ทานสูศึกสาร
1) คูศึกงามสมกัน 2) คูศึกเกงพอกัน
3) ขุนเสียมมีความสามารถมากกวาขุนตะเลง 4) ขุนเสียมหาวหาญกวาขุนตะเลง
10. ขอใดที่มาจากอารมณสะเทือนใจที่ตางจากกลุม
1) จําใจจําจากสรอย อยูแมอยาละหอย หอนชาคืนสม แมแล
2) นวลพระพักตรผองเผือด เลือดสลดหมดคลํ้า ชํ้ากมลหมองมัว
3) นํ้าพระทัยเธอขอนๆ คิดไมขาด เสด็จนิวัติลีลาศคืนหลัง
4) ทันใดนํ้าตาเจากรรมพลัดไหลออกมา เมื่อมองสะดุดไปเห็นถุงยาเสนกับกลองของเขาเขา
BOBBYtutor Thai Note
11. เมื่อพิจารณาจากการใชคําในคําประพันธตอไปนี้ ผูแตงนาจะมุงใหผูอานรูสึกอยางไร
"อุรารานราวแยก ยลสยบ
เอนพระองคลงทบ ทาวดิ้น
เหนือคอคชซอนซบ สังเวช
วายชีวาตมสุดสิ้น สูฟาเสวยสวรรค"
1) เห็นใจ 2) สะเทือนใจ 3) สะใจ 4) สมเพช
12. คําประพันธในขอ 11 ดีเดนในดานใด
1) จังหวะ 2) ความหมาย 3) การสรรคํา 4) ภาพพจน
13. ขอใดดีเดนทั้งคําและภาพพจนเปรียบเทียบ
1) วูวางวิ่งฉับฉิว ปลิวประเลหลมพาน
2) เสียงคระโครมเครงครื้นครั่น นํ้าฝนสวรรคก็เฟองฟุงเปนฟองฝอย
3) เมขลาเหาะลอยลอแกวอยูวับวับ รามสูรขยับขยิกขยี้
4) หยาดเยิ้มเปนหยาดแยม อาบสองแกมแกมยินดี
14. "เจาอยุธยามีบุตร ลวนยงยุทธเชี่ยวชาญ
หาญหักศึกบมิยอ ตอสูศึกบมิหยอน
ไปพักวอนวาใช ให ธ หวง ธ หาม
แมนเจาครามเคราะหกาจ จงอยายาตรยุทธนา
เอาพัสตราสตรี สวมอินทรียสรางเคราะห"
ขอความที่ยกมามีจุดมุงหมายใหผูถูกวาเกิดความรูสึกอยางไร
1) เสียใจ 2) อับอาย 3) เกิดความมานะ 4) รูผิดชอบชั่วดี
15. ในการเขียนงานวรรณกรรมจากพงศาวดาร กวีมักจะตองสอดแทรกจินตนาการเขาไวดวย เพื่อใหงานเขียนนาอาน
ยิ่งขึ้น ขอความตอไปนี้ขอใดเปนเรื่องที่แทรกเขามา
1) ธ ใหโทรหามหุติฤกษ ซึ่งจะเบิกพยุหยาตรา
2) ธ ใหตรวจทัพเตรียมพล โดยชลมารคพยูห สูตําบลปาโมก
3) ธ ก็สรงธาราเสาวรภย ตรลบสุคนธกําจร ทรงบวรวิภูษา รัดพัสตราตรูเนตร
4) แลว ธ สั่งพวกขุนพล เทียบพหลทุกทัพ สรรพแตสามยามเสร็จ ตีสิบเอ็ดนาฬิกา
เฉลย
1. 1) 2. 1) 3. 4) 4. 1) 5. 3) 6. 2) 7. 3) 8. 2) 9. 2) 10. 1)
11. 1) 12. 4) 13. 1) 14. 3) 15. 3)
BOBBYtutor Thai Note
พระบรมราโชวาท
1. ผูประพันธ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
2. ลักษณะคําประพันธ
รอยแกวเชิงเทศนาโวหาร จํานวน 2 องค มีลักษณะแตกตางกันดังนี้
องคที่ 1 เปนวาทนิพนธ คือ มีตนฉบับเรียบเรียงไวกอน
องคที่ 2 เปนพระบรมราโชวาทที่ไมมีตนฉบับ แตเรียบเรียงขึ้นตามที่ไดบันทึกพระสุรเสียงไว
3. ความหมายของวาทนิพนธ
วาทนิพนธ หมายถึง ขอความที่แตงหรือเรียบเรียงขึ้นไวสําหรับพูดโดยตรง ภาษาที่ใชจึงกะทัดรัด สละสลวย
ลําดับความคิดและถอยคําอยางมีระเบียบงดงาม แตถามีความยาวมากเกินไปผูฟงอาจคลายความสนใจไดงาย รวมทั้ง
ถาใจความที่กลาวไมเหมาะสมสอดคลองกับภาวะ เหตุการณ และสถานภาพของผูฟง
การพูดแบบไมมีตนราง ผูกลาวไมมีโอกาสเลือกเฟน ขัดเกลา เนื้อหาสาระ ถอยคําสํานวนภาษาที่ใชอาจจะ
ไมกะทัดรัด สละสลวย หรือพูดวกวนไปบาง แตสามารถเรียกรองความสนใจจากผูฟงไดนานกวา เนื่องจากเปนการพูด
ตามธรรมชาติ เขากับเหตุการณ สถานการณแวดลอมจึงมีโอกาสที่จะใชอวัจนภาษาดึงดูดความสนใจจากผูฟงไดมากกวา
วาทนิพนธ
4. การพิจารณาวาทะของบุคคล พิจารณาไดจาก
4.1 เนื้อหาความคิด พิจารณาวาจุดมุงหมาย ความคิดที่ปรากฏเปนขอความรู ขอคิดเห็น ขอสังเกต ฯลฯ
เปนความคิดที่มีเหตุผลหรือไม มีหลักฐานนาเชื่อถือเพียงใด
4.2 การลําดับความคิด พิจารณาวากลวิธีในการเริ่มตน การคลี่คลาย และการลงสรุป มีความพอเหมาะพอดี
หรือไม วิธีการใชภาษาชัดเจนเพียงใด
4.3 การใชภาษาแสดงความคิด พิจารณาวาภาษาที่ปรากฏในวาทะนั้นแจมแจง กระชับและมีชีวิตชีวาหรือไม
การเขาประโยคและการเรียบเรียงประโยคกลมกลืนกันเปนอยางดีหรือไม
5. สาระสําคัญของพระบรมราโชวาท
พระบรมราโชวาททั้ง 2 องค คัดมาจากหนังสือชุดประมวลพระราชดํารัสและพระบรมราโชวาทที่พระราชทาน
ในโอกาสตางๆ ซึ่งสํานักราชเลขาธิการไดจัดพิมพเนื่องในโอกาสงานพระราชพิธีฉัตรมงคลทุกป
5.1 พระบรมราโชวาทองคที่ 1 พระราชทานแกคณะอาจารย ครู และนักเรียนโรงเรียนวังไกลกังวล ณ ศาลาเริง
พระราชวังไกลกังวล เมื่อวันจันทรที่ 13 มิถุนายน 2520
ทรงแสดงความยินดีกับผูที่ไดรับรางวัลเรียนดี การไดรับรางวัลแสดงถึงความตั้งใจและความอุตสาหะพยายาม
ที่จะเลาเรียนและหาความรูใสตัว วิธีที่จะหาความรูนั้น จะตองทําใจใหแนวแน เขมแข็ง พรอมดวยความหมั่นขยัน
ที่จะเรียน เชื่อฟงและเคารพครู ในสวนครูก็มีหนาที่จะตองใหความรูแกเด็กๆ ดวยความเมตตาดวยความหวังดี ทรงแนะนํา ให
ทั้งครูและนักเรียนทําหนาที่ของตนเองใหเต็มความสามารถ เพื่อใหไดชื่อวาชวยสวนรวมคือชาติใหมีความมั่นคง และ
ทรงจบพระบรมราโชวาทดวยการพระราชทานพรแกครูและนักเรียนทุกคน
5.2 พระบรมราโชวาทองคที่ 2 พระราชทานแกคณะศูนยกลางนักเรียนอาชีวศึกษาแหงประเทศไทย ณ ศาลา-
ดุสิดาลัย วันศุกรที่ 28 ธันวาคม 2516
BOBBYtutor Thai Note
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวทรงเริ่มตนโดยกลาวถึงคณะศูนยกลางนักเรียนอาชีวศึกษาแหงประเทศไทยเขาเฝาฯ
เพื่อทูลเกลาฯ ถวายเงินและสิ่งของโดยเสด็จพระราชกุศลชวยเหลือผูประสบภัยธรรมชาติทางภาคใตซึ่งนับเปนการกระทําที่ดี
เพราะนอกจากเปนการบําเพ็ญประโยชนชวยเหลือผูอื่นในยามเกิดทุกขภัยแลวยังกอใหเกิดความสามัคคี อันเปนกําลังสําคัญที่
ทําใหชาติมั่นคงอยูได ตอนทายของพระบรมราโชวาทมีพระราชดํารัสพระราชทานเงินทุนสําหรับใหศูนยใชเพื่อกิจการของศูนย
และทรงจบพระบรมราโชวาทดวยการพระราชทานพรปใหมใหผูฟงไดรับความสุขและความดี โดยพลังของกุศลที่ไดทํา
และใหประสบความสําเร็จทุกประการ
ศิลาจารึกพอขุนรามคําแหง
1. ผูประพันธ พอขุนรามคําแหงมหาราช
2. ลักษณะคําประพันธ รอยแกว บางตอนมีสัมผัสคลองจอง
3. ลักษณะศิลาจารึก
เปนแทงศิลารูปสี่เหลี่ยม มียอดแหลม สูง 1 เมตร 11 เซนติเมตร กวาง 35 เซนติเมตร จารึกขอความไวทั้ง 4 ดาน
ดานที่ 1 กลาวถึง พระราชประวัติของพอขุนรามคําแหง ใชสรรพนามแทนพระองควา "กู" จึงสันนิษฐานวาอาจ
ทรงจารึกเอง
ดานที่ 2 กลาวถึง พระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจของพอขุนรามคําแหง
ดานที่ 3 กลาวถึง เหตุการณสําคัญในรัชสมัยของพอขุนรามคําแหง เชน เรื่องการสรางพระแทนมนังคศิลาบาตร
ในดงตาล
ดานที่ 4 กลาวถึง เรื่องการประดิษฐอักษรไทย การสรางพระมหาธาตุเมืองศรีสัชนาลัย การสรรเสริญพระเกียรติ
พอขุนรามคําแหงและอธิบายขอบเขตอํานาจอาณาจักรสุโขทัย
ดานที่ 3 และดานที่ 4 นี้ สันนิษฐานวานักปราชญราชบัณฑิตเปนผูจารึก เพราะใชสรรพนามวา พอขุนรามคําแหง
แทนสรรพนามวา "กู"
4. ความรูเกี่ยวกับตัวอักษรไทยและอักขรวิธีในสมัยพอขุนรามคําแหง
พอขุนรามคําแหงทรงประดิษฐอักษรไทยขึ้นใชเองในป พ.ศ. 1826 โดยทรงดัดแปลงมาจากอักษรขอมหวัดและ
มอญโบราณ มีลักษณะดังนี้
4.1 สระและพยัญชนะอยูบนบรรทัดเดียวกัน สระสวนใหญอยูหนาพยัญชนะ
4.2 ตัดศกหรือหนามเตยออก (ศกหรือหนามเตย คือสวนที่อยูเหนือตัวอักษรของขอม)
4.3 ไมมีไมหันอากาศ ใชอักษรหันหรือการซอนตัวสะกดแทน เชน วนน = วัน หวว = หัว
4.4 ใช "ย" แทน "เอีย" ในกรณีที่เอียมีตัวสะกด เชน คยว = เคียว วยง = เวียง
4.5 ทรงประดิษฐวรรณยุกตขึ้นใช 2 รูป คือ  (ไมเอก)  (ไมโท)
4.6 ใช ° แทนตัว "ม" ที่เปนตัวสะกด เชน กลํ (กลม) สํ
+
(สม)
4.7 สระออ ไมตองใช อ เคียง เชน พ (พอ) ท (ทอ)
BOBBYtutor Thai Note
5. ประวัติความเปนมาของศิลาจารึก
เมื่อ ป พ.ศ. 2376 พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว ขณะทรงผนวชอยูยังไมไดขึ้นครองราชสมบัติ
ไดเสด็จไปธุดงคทางเหนือ ไดทรงพบหลักศิลาจารึก และพระแทนมนังคศิลาที่เปนปราสาทเกา เมืองสุโขทัย จึงโปรดให
ชะลอมาไวที่กรุงเทพฯ ศิลาจารึกหลักนี้เปนที่รูจักกันตอมาวาเปนศิลาจารึกของพอขุนรามคําแหง โปรดใหจารึกไวประมาณ
ป พ.ศ. 1826 เปนตน มาจนกระทั่งหลัง พ.ศ. 1835 จึงครบทั้ง 4 ดาน
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว ทรงพระราชอุตสาหะอาน ศึกษา และนําออกเผยแพรเปนพระองคแรก
เมื่อศาสตราจารย ยอรช เซเดส ชาวฝรั่งเศส ผูเชี่ยวชาญภาษาตะวันออกเขามาเปนบรรณารักษใหญในหอพระสมุด
วชิรญาณ ไดพยายามตรวจ แปลศิลาจารึกตางๆ ใหถูกตองบริบูรณ และไดแปลเปนภาษาฝรั่งเศสจนเปนที่รูจักแพรหลาย
ในดานการแปลศิลาจารึกนั้นศาสตราจารยฉํ่า ทองคําวรรณ ไดอานและแปลประชุมศิลาจารึกหลักภาษาเขมร สันนิษฐาน
เทียบการเขียนอักษรไทยกับอักษรขอมในสมัยพอขุนรามคําแหง
6. คุณคาสาระ
6.1 ศิลาจารึกสุโขทัยของพอขุนรามคําแหง นอกจากจะเปนหลักฐานในการศึกษาประวัติศาสตรและโบราณคดี
แลวยังมีคุณคาในการศึกษาคนควาทางดานรัฐศาสตร นิติศาสตร เศรษฐศาสตร สังคมวิทยา อักษรศาสตร และวรรณคดี
แสดงลักษณะชีวิตสภาพสังคมของชาวสุโขทัยไวอยางชัดเจน กอใหเกิดความภูมิใจในเกียรติภูมิของประเทศชาติ
6.2 แนวคิดสําคัญที่ไดรับจากศิลาจารึกหลักที่นํามาเรียนคือ พระจริยวัตรอันงดงามของพอขุนรามคําแหง
ที่กอปรดวย ความกตัญูกตเวที ทรงเปนกษัตริยนักรบที่กลาหาญ
6.3 คานิยมที่ปรากฏในเรื่อง ไดแก คานิยมเรื่องความกตัญูกตเวทีตอบุพการี รวมทั้งผูนําประเทศตอง
มีความกลาหาญ กลาตัดสินใจ พรอมที่จะปกปองคุมครองประเทศชาติ
7. ศัพทสํานวน
กู = สรรพนามบุรุษที่ 1 เอกพจน พหูพจนใชวา "ตู"
บานเมือง = ทําใหบานเมืองเบิกบาน
เขา = ป (เขาปจจุบันเขียนเปนขาว ปหนึ่งปลูกขาว 1 ครั้ง จึงมีความหมายวาป) เชนเดียวกับ
มีผูใช "ฝน" หรือ "พรรษา" เปนเครื่องบอกเวลา
โสง = สอง
เผือ = เรา (เปนพหูพจน)
อาย = พี่ชายคนแรก ตรงขามกับ "เอื้อย" พี่สาวคนแรก
เตียมแต = ตั้งแต
เกลื่อนเขา = ขับไพรพลเขามา
ไพรฟาหนาใส = ประชาชน ไพรพล
หนีญญายพายจแจ = หลีกหนีไปอยางชุลมุน
ท = ตี ตอดี รบพุง กวาดตอน
เบกพล = เบิกพล, บุกพล (เบิก ในภาษาเขมร แปลวา ขับตอน) ตอนพลเขาไป
ตอชาง = ชนชาง
พุงชาง = ขับชางเขาตอสู
แพ = ภาษาไทยเดิมมีความหมายวา ชนะ พาย หมายความวา "แพ"
บําเรอ = ปรนนิบัติรับใช
BOBBYtutor Thai Note
หมากสมหมากหวาน = ผลไมที่มีรสเปรี้ยวรสหวาน
ตีหนังวังชาง = คลองจับชางดวยเชือกหนัง
ไดปวไดนาง = ไดเชลยชายเชลยหญิง
ไดชางไดงวง = งวงเปนลักษณนามของชาง
ไดเงือน = ไดเงิน
เวน = นํามาให มอบให
พรํ่า = บอยๆ เสมอ
ทั้งกลม = ทั้งหมด
แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. ป พ.ศ. ใดที่รัฐบาลไทยจัดงานฉลอง 700 ป ลายสือไทย เพื่อรําลึกถึงพระราชกรณียกิจของพอขุนรามคําแหงมหาราช
ที่ทรงประดิษฐอักษรไทยขึ้น
1) พ.ศ. 2525 2) พ.ศ. 2526 3) พ.ศ. 2529 4) พ.ศ. 2530
2. เมื่อพิจารณาศิลาจารึกหลักที่ 1 ในฐานะวรรณคดี ประโยชนที่สําคัญที่สุดของศิลาจารึกนี้ตรงกับขอใด
1) ใหความรูดานประวัติศาสตรและโบราณคดี 2) เปนตนแบบของการใชภาษาไทย
3) เปนหลักฐานทางสังคมวัฒนธรรม 4) แสดงใหเห็นความสัมพันธกับชนชาติตางๆ
3. คําจากศิลาจารึกขอใดเปนคําที่ไมมีใชแลวในภาษาไทยปจจุบัน
1) กูบหนี กูขี่ชางเบกพลกูขับเขากอนพอกู 2) พี่เผือผูอายตายจากเผือเตียมแตยังเล็ก
3) กูพรํ่าบําเรอแกพี่กูดั่งบําเรอแกพอกู 4) พี่กูตายจึงไดเมืองแกกูทั้งกลม
4. ขอใดเปนที่มาของพระนาม "พระรามคําแหง"
1) ไพรฟาหนาใส พอกูหนีญญายพายจแจ 2) ตนกูพุงชางขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ
3) ขุนสามชนเจาเมืองฉอดมาทเมืองตาก 4) กูขี่ชางเบกพลกูขับเขากอนพอกู
5. ขอความใดในศิลาจารึกขอใดมิใชกลุมคําที่มีเสียงสัมผัสกลางคํา
1) ไพรฟาหนาใส 2) หนีญญายพายจแจ 3) ตัวเนื้อตัวปลา 4) ตีหนังวังชาง
เฉลย
1. 2) 2. 2) 3. 2) 4. 2) 5. 3)
BOBBYtutor Thai Note
เราคือลูกของแมพระธรณี
1. ผูประพันธ อิศรา อมันตกุล
2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) รอยแกว ประเภทเรื่องสั้น
3. ลักษณะของเรื่องสั้น
เรื่องสั้นเปนรูปแบบของการประพันธที่ไดรับแบบอยางมาจากยุโรป เรื่องสั้นเปนศัพทเฉพาะ หมายถึง วรรณกรรม
รอยแกว บันเทิงคดีประเภทหนึ่ง มีโครงเรื่อง ซึ่งประกอบดวยเหตุการณ ตัวละครในเรื่องมีนอย ขอขัดแยงหรือปญหา
ชีวิตของตัวละครจึงนอย เนื้อเรื่องมักเกี่ยวของกับชีวิตของคนทั่วไป
เรื่องสั้นตางกับนวนิยาย คือ นวนิยายกลาวถึงชีวิตคนหลายคน หลายดาน มีเหตุการณในเรื่องซับซอนหลายเหตุการณ
4. ประวัติผูแตง
นายอิศรา อมันตกุล เริ่มทํางานหนังสือพิมพและเปนนักประพันธตั้งแต ป พ.ศ. 2483 เปนผูที่ไดรับการยกยองมาก
ในวงการหนังสือพิมพของประเทศไทย ภายหลังถึงแกกรรมจึงไดมีผูตั้ง "มูลนิธิอิศรา อมันตกุล" ขึ้น เพื่อใหดอกผล
สงเสริมวิชาชีพและการศึกษาวิชาการหนังสือพิมพ
นายอิศรา อมันตกุล ใชนามแฝงในการเขียน เชน อโศก มะงุมมะงาหรา เจดียกลางแดด ทรงกลดกลางหาวและ
แฟรงค ฟรีแมน ฯลฯ
5. การเสนอแนวคิด อันเปนแนวคิดสําคัญที่ผูแตงใชเปนแกนสําคัญในการสรางโครงเรื่อง ไดแก มนุษยอยูได
ดวยความหวัง เกษตรกรทุกคนยอมรักและหวงแหนแผนดินของตน
6. เนื้อเรื่องยอ
เนื้อเรื่องกลาวถึงการทํามาหากินของสามีภรรยาคูหนึ่ง ที่ทิ้งความเจริญรุงเรืองในกรุงเทพฯ มาพลิกแผนดินเพื่องาน
ทางดานการเกษตร เอินและรมณียไดพยายามทุกวิถีทางที่จะตอสูกับอุปสรรคตางๆ ดวยความอดทน ทั้งสองตองพบกับ
ความผิดหวังซํ้าแลวซํ้าเลาจนตองเสียลูกในครรภไปคนหนึ่ง รมณียหมดกําลังใจในการตอสู และตองการหนีใหพนจาก
สภาพของผูสูญเสีย เมื่อใกลจะคลอดลูกคนที่สอง ในระหวางการหนี รมณียไดพบตนหญาเล็กๆ ชูใบอันเขียวขจีของมัน
ทามกลางความเหี่ยวแหงของตนขาวซึ่งตายกรังไปนานแลว เธอเขาใจทันที ตนหญาเปนสัญลักษณของความหวังวา ถึงแม
ผืนแผนดินที่อาศัยอยูจะเปนอยางไรก็ตาม แตก็ยังเปนที่รวมแหงความรักและความหวัง เปน "แมพระธรณี" ที่จะเลี้ยง
คนไทยทุกคนในแผนดินนี้ตลอดไป ในที่สุดเธอจะตัดสินใจตอสูกับความยากลําบาก เคียงคูกับสามีดวยความรักและ
ความเขาใจ
7. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง
1. มนุษยอยูไดดวยความหวัง
2. หญิงผูที่เปนแมยอมมีความรักและความหวงใยในลูกของตนยิ่งกวาสิ่งใด
3. อาชีพกสิกรรมเปนอาชีพที่ตองอาศัยความอดทนในการตอสูทั้งเพื่อเอาชนะธรรมชาติ ไดแก ความแหงแลง
กันดารและหางไกลความเจริญ เมื่อฝนไมตกตองตามฤดูกาล ก็จะเปนอุปสรรคสําคัญในการเพาะปลูก
4. ธรรมชาติอาจจะทําใหมนุษยเกิดขอคิดในการดําเนินชีวิตได เชน ตนหญาเขียวขจีในกอขาวแหงก็แสดง
สัญลักษณของความหวังทามกลางความทุกขรอน
BOBBYtutor Thai Note
8. ความรูประกอบ
องคประกอบของเรื่องสั้น ไดแก
1. กลวิธีในการเสนอเรื่อง
1.1 ใหตัวละครสําคัญเปนผูเลา โดยใชสรรพนามบุรุษที่ 1 เชน ผม ขาพเจา ดิฉัน
1.2 ใหตัวละครซึ่งไมใชตัวสําคัญเปนผูเลา โดยใชสรรพนามบุรุษที่ 1 เชนกัน
1.3 ผูแตงเลาเอง ในฐานะเปนผูรูเรื่องทุกอยาง วิธีนี้ผูแตงสามารถเลารายละเอียดและพฤติกรรมความรูสึกนึกคิด
ของตัวละครไดอยางชัดเจน
2. โครงเรื่อง ตองเรียงลําดับตามเหตุการณในเรื่อง มีขอขัดแยง อันเปนสาเหตุสําคัญในการดําเนินเรื่องใหชวนติดตาม
3. ตัวละคร คือ ผูมีบทบาทในเรื่อง อาจจะเปนมนุษย สัตว หรือสิ่งของใดๆ ก็ได
4. ฉาก หมายถึง เวลาและสถานที่อันเกี่ยวของกับเหตุการณในเรื่อง และมีผลกระทบตอชีวิตและพฤติกรรมของตัว
ละคร
5. สาระของเรื่อง เปนแนวคิดสําคัญที่ผูแตงใชเปนแกนของเรื่อง เชน ความรัก ความหวัง ความเมตตา ความผิดหวัง
ฯลฯ
6. ตอนสุดขั้น คือจุดขัดแยงที่ผูแตงสรางขึ้น โดยผูกปมใหผูอานคิด และตองจบใหผูอานคิดตอไป
ในเรื่องเราคือลูกของแมพระธรณี จัดเปนเรื่องสั้นที่เขาลักษณะของเรื่องสั้นที่ดี และจบลงอยางนาสนใจวา มนุษย
ควรมีความอดทนตั้งใจจริง มีความหวังที่จะตอสูเพื่อเอาชนะอุปสรรคทั้งปวง ความอดทนจะทําใหไดรางวัลที่ลํ้าคา
แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. ขอความตอนสุดทายของเรื่อง เราคือลูกของแมพระธรณี ที่กลาววา "เราจะอยูที่นี่ตลอดไปตราบกระทั่งลูกหลานของเรา
เพราะวา เราคือทายาท ของแมพระธรณี" ทานคิดวาตรงกับคํากลาวขอใด
1) เราเลือกที่เกิดไมได 2) ทุกคนควรรักมาตุภูมิ
3) ความอุตสาหะทําใหชีวิตสมหวัง 4) ชีวิตยังไมสิ้น จะตองดิ้นรนตอไป
2. ในเรื่อง "เราคือลูกของแมพระธรณี" ปมความขัดแยงที่เกิดขึ้นในเรื่องมีลักษณะตรงกับขอใด
1) ขัดแยงกับธรรมชาติ 2) ขัดแยงกับสังคม
3) ขัดแยงกับผูอื่น 4) ขัดแยงกับตัวเอง
3. เอินมีความปรารถนาในสิ่งใดจึงทําใหเขาผิดสัญญากับรมณีย
1) เอินตองการทุนรอนจากการเก็บเกี่ยวพืชผล
2) เอินตองการใหลูกเกิดบนที่ดินของเขาเอง
3) เอินตองการขุดลํากระโดงจากคลองสงนํ้ามาที่นา
4) เอินตองการทํานาแบบใหมเปนตัวอยางแกชาวนาคนอื่น
BOBBYtutor Thai Note
4. เรื่อง "เราคือลูกของแมพระธรณี" จะไมมีตอนจบดังในเรื่อง ถาไมมีเหตุการณใดเกิดขึ้น
1) ฝนตก 2) เอินควบมาตามหารมณีย
3) เอินสัญญาจะกลับกรุงเทพฯ พรอมรมณีย 4) รมณียเหลียวกลับไปดูตนขาวที่ถอนทิ้ง
5. "ดวงอาทิตยที่สาดแสงแรงกลา บนฟาเปลือย ดูเหมือนจะหยามเยาะในความสะเพราของหลอน" ขอความที่พิมพ
ตัวหนา มีความเดนในดานใด
1) อุปลักษณ 2) บุคลาธิษฐาน 3) รอยแกวมีสัมผัส 4) ใชภาษาแหวกแนว
6. "หลอนเห็นตนหญาเล็กๆ สามสี่ตน ชูเรียวยาวอันเขียวขจีของมันขึ้นมาเปนเขียวขจีแหงชีวิต ซึ่งซอนตัวอยู
ทามกลางความเหี่ยวแหง และแลงระแหงซุมอยูกับตนขาวที่ตายกรังไปนานแลว ความตื่นใจอันลํ้าลึกและความแจมใส
วิ่งเขาสูดวงจิตของหลอนทันที"
ขอความนี้ มีความหมายตรงกับขอใดมากที่สุด
1) ตนหญาเปนสัญลักษณแหงชีวิต 2) มนุษยนั้นอยูไดดวยความหวัง
3) สิ่งเล็กนอยที่ดูไรคาอาจกอใหเกิดความจรรโลงใจ 4) ตนหญาออนเปรียบไดกับชีวิตที่เริ่มตนใหม
เฉลย
1. 2) 2. 4) 3. 4) 4. 4) 5. 2) 6. 2)
BOBBYtutor Thai Note
ดวงอาทิตยที่รัก
1. ผูประพันธ ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ
2. ลักษณะคําประพันธ เรื่องสั้นแนวสังคมอิงวิทยาศาสตร
3. ที่มาของเรื่อง นิตยสารโลกวิทยาศาสตร
ผูประพันธไดเขียนเรื่องนี้จากจินตนาการที่ตั้งอยูบนฐานของขอเท็จจริงเชิงวิทยาศาสตร กําหนดใหฉากอยูที่จังหวัด
พระนครศรีอยุธยาใน พ.ศ. 2613 อันเปนปที่นักดาราศาสตรไดคํานวณไววาจะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงขึ้นอีกในประเทศไทย
ครอบครัวของชินสะทอนใหเห็นสภาพของผูคนที่อาศัยอยูภายใตแผนแดด ไมเคยเห็นแสงอาทิตย แสงจันทร
สวนระรินเด็กสาวที่ยายมาอยูใหมเพราะบานถูกไลที่เพื่อสรางสถานีอวกาศแหงใหม ระรินเปนผูปลุกจิตสํานึกใหชินเห็นถึง
ความสําคัญของดวงอาทิตย ความไมเทาเทียมกันของการใชพลังงานจากแสงอาทิตย ความมั่งมีและความยากจน การถูก
ปดกั้นขาวสารจากรัฐบาล การถูกลิดรอนสิทธิในการรับขาวสาร การถูกเอารัดเอาเปรียบจากสังคม เรื่องจบลงดวยความรู
สึกผิดของผูรักษากฎ เชน ชิน
4. ขอคิดที่ไดรับ
1. การใชทรัพยากรอยางฟุมเฟอยจะกอใหเกิดวิกฤตการณขาดแคลนพลังงานในอนาคต
2. ความแตกตางกันระหวางบุคคลทางดานฐานะ ทําใหเกิดความไมเทาเทียมกันในสังคม และคนยากจนจะ
เปนฝายถูกเอาเปรียบตลอดมา
BOBBYtutor Thai Note
แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. ขอใดมิไดกลาวถึงสิ่งประดิษฐที่ปรากฏในเรื่องดวงอาทิตยที่รัก
1) เธอใสรองเทาและถุงมือที่ชินจําไดวาเปนชุดแมเหล็ก
2) เขาเก็บไทมแมชชีนใสกลองใบสุดทาย
3) หลอนเอื้อมไปกดสวิตชเครื่องงวง
4) แผนแดดนี้สรางขึ้นมากอนชินเกิดตั้งหลายป
2. เพราะเหตุใดจึงตองสรางแผนแดดเพื่อเก็บแสงแดดไปเปลี่ยนเปนไฟฟา
1) เพราะพลังงานขาดแคลน
2) เพราะไมมีสารพิษตกคาง
3) เพราะมนุษยใชทรัพยากรอยางฟุมเฟอย จนทรัพยากรขาดแคลน
4) เพราะเขื่อนถูกทําลายหมดสิ้น
3. เรื่องดวงอาทิตยที่รักเปนเหตุการณในสมัยใด
1) พ.ศ. 2543 2) พ.ศ. 2603 3) พ.ศ. 2613 4) พ.ศ. 2643
4. ปญหาดานการสื่อสารในเรื่องดวงอาทิตยที่รักคืออะไร
1) ไมสามารถรับขาวสารได 2) รัฐบาลปดกั้นขาวสาร
3) กระดาษแพงจึงไมสื่อสารทางหนังสือพิมพ 4) ไมมีเครื่องมือในการสื่อสารอื่นนอกจากโทรทัศน
5. "แผนแดด" ในเรื่องดวงอาทิตยที่รักคือสิ่งใด
1) แบตเตอรี่ 2) แผงไฟฟา (โซลาเซลล)
3) เครื่องกําเนิดไฟฟา 4) เครื่องทําความรอน
เฉลย
1. 4) 2. 3) 3. 3) 4. 2) 5. 2)
BOBBYtutor Thai Note
บทรอยกรอง
บทรอยกรองทั้ง 5 เรื่อง ที่เลือกมาใหเรียนนี้เปนวรรณกรรมปจจุบัน
วรรณกรรมปจจุบัน หมายถึง วรรณกรรมที่เริ่มตั้งแตตนสมัยรัชกาลที่ 5 มาจนถึงสมัยปจจุบัน ทั้งนี้เพราะสมัย
รัชกาลที่ 5 เปนระยะเริ่มแรกที่วรรณกรรมของไทยแบบใหมๆ เกิดขึ้นมาก วรรณกรรมปจจุบันมีการพัฒนาทั้งรูปแบบ
การประพันธและความนึกคิดของกวี บางชนิดก็เขียนตามแนวฉันทลักษณเดิม บางชนิดก็เปนรูปแบบที่คิดขึ้นใหมตาม
ความพอใจของผูประพันธแฝงขอคิด คติธรรมหรือคานิยมที่สอดคลองกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม
ควรแกสรรเสริญกราวคือชาวนา
1. ผูประพันธ แสงทอง ซึ่งเปนนามปากกาของหลวงบุณยมานพพาณิชย (อรุณ บุณยมานพ)
ประวัติผูแตง หลวงบุณยมานพพาณิชย เริ่มเปนนักเขียนตั้งแต พ.ศ. 2454 มีผลงานการประพันธหลายประเภท
ทั้งรอยแกวและรอยกรอง บทละคร นวนิยาย เรื่องสั้น เรื่องแปล บทรอยกรองที่มีชื่อเสียง คือ "นิราศรอบโลก" และ
หนังสือรวมบทประพันธในชื่อ "อักษราวลี"
2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) กลอนสุภาพ
3. สาระสําคัญของเรื่อง
กวีไดกลาวยกยองวา ชาวนาเปนผูควรแกการสรรเสริญอยางยิ่ง เพราะนอกจากจะเปรียบเหมือนเปนกระดูกสันหลัง
ของประเทศแลว ยังเปนศิลปนอีกดวย เพราะเปนผูสรางสรรคผืนนาใหมีความสวยงาม คําวา "กราว" มีความหมายถึง
เสียงปรบมืออยางพรอมเพรียง
4. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง
1. ชาวนาเปนผูมีบทบาทสําคัญในการผลิตขาวที่มีคุณภาพของไทย และสรางสรรคผืนนาใหอุดมสมบูรณ
2. ความงามและความอุดมสมบูรณของทองนาทําใหชาวนาสมควรไดรับการยกยองวาเปนกระดูกสันหลังของ
ชาติรวมทั้งเปนศิลปนในการสรางทุงขาวใหงดงาม
3. ผูมีความมานะบากบั่นในการประกอบอาชีพอยางตั้งใจ สมควรไดรับการยกยอง
นํ้าตา
1. ผูประพันธ นายกําชัย ทองหลอ
ประวัติผูแตง นายกําชัย ทองหลอ ไดรับปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขาภาษา และวรรณคดี
ไทยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร ผลงานประพันธมี ตําราหลักภาษาไทย อินทรียหก (ทางคดีโลก) นิทานสําหรับเด็ก
นิราศ บทรอยกรองราชสดุดี บทละคร เรื่องสั้น และบทวิทยุหลายเรื่อง
2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) กาพยยานี 11
3. สาระสําคัญของเรื่อง
นํ้าตาเปรียบเหมือนเพื่อน ยามเรามีความสุข ดีใจ รักสมหวัง เศราหมอง ชิงชัง โกรธ เกลียด ยามตาย
บวชเรียน แตงงาน พลาดรักอกหัก หรือพลัดพรากกัน ก็รองไหนํ้าตาเปรียบเหมือนเพื่อน ใหระลึกถึงทั้งยามเศรา สุข
ความตาย ความรื่นเริง นํ้าตาเปนเครื่องระบายความในใจ และเห็นใจเราเสมอ
4. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง
1. นํ้าตาเปนเพื่อนทั้งยามทุกขและยามสุข
2. มนุษยใชนํ้าตาเปนเครื่องระบายอารมณความรูสึกทุกๆ ดาน ไมวาจะเปนทุกขสุข เศรา ดีใจ
BOBBYtutor Thai Note
ชโย สยาม
1. ผูประพันธ น.ม.ส. ซึ่งเปนพระนามแฝงของพระราชวงศเธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ (พระองคเจารัชนีแจมจรัส)
2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) สยามมณีฉันท มีผังภูมิและฉันทลักษณดังนี้
-ั-ั
-ุ
-ั
-ุ
-ั
-ุ -ุ(บทที่ 1)
(บทที่ 2) สัมผัสระหวางบท
-ั-ั
-ุ
-ั
-ุ
-ั
-ุ -ุ
-ั-ั
-ุ
-ั
-ุ
-ั
-ุ -ุ
-ั-ั
-ุ
-ั
-ุ
-ั
-ุ -ุ
-ั-ั
-ุ
-ั
-ุ
-ั
-ุ -ุ
-ั-ั
-ุ
-ั
-ุ
-ั
-ุ -ุ
สยามมณีฉันท มีลักษณะคลายกลอนแปด แตใชครุ ลหุสลับกันทั้งวรรค ทําใหเกิดจังหวะนาฟง น.ม.ส. ทรงริเริ่ม
คิดคนฉันทแบบนี้เปนครั้งแรก นับเปนของใหมในสมัยภายหลัง เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 สวนคําวา "ชโย"
ก็พึ่งมีใชเปนครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว
3. สาระสําคัญของเรื่อง
ประเทศไทยกําลังพัฒนา เยาวชนไทยซึ่งกําลังเจริญวัย ยามเรียนก็ขยันศึกษาหาความรูดวยความเพลิดเพลิน
ไมมีใครเสมอเหมือนเด็กไทย เด็กไทยยอมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริยไทยและพระราชวงศที่สราง
ประเทศชาติบานเมือง เด็กไทยพยายามศึกษาหาความรูตามที่ตองการ ประเทศชาติจะมั่นคงไดเพราะวิชาความรูประเทศไทย
จะเจริญรุงเรือง เพราะเยาวชนไทยมีการศึกษาอันจะพาใหประเทศชาติมั่นคงสืบไป
4. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง
1. เยาวชนไทยควรภูมิใจที่ไดเกิดมาเปนคนไทย และควรจงรักภักดีตอพระมหากษัตริยและแผนดินไทย
2. ประเทศชาติรุงเรืองไดเพราะเยาวชนมีความรู ความสามารถในวิชาการและนําวิชาการเหลานั้นมาชวยพัฒนา
ประเทศ
3. เด็กเปนกําลังสําคัญของประเทศ
ณ ยามสายัณห
1. ผูประพันธ นายสุภร ผลชีวิน
ประวัติผูแตง นายสุภร ผลชีวิน มีผลงานในดานดนตรี เปนผูแตงเพลงเชียรกีฬาใหจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
และไดรวมกับคุณหญิง สมโรจน สวัสดิกุล ณ อยุธยา เขียนคํารองสําหรับเพลงพระราชนิพนธ "มหาจุฬาลงกรณ"
ดานงานประพันธไดเขียนบทรอยกรองทั้งขนาดสั้น และขนาดยาวหลายเรื่องใชนามจริงบาง นามแฝง
"แสงกรานต" บาง บทประพันธเหลานี้ มีจุดมุงหมายในการสงเสริมศิลปกรรมและวัฒนธรรมของชาติไทย
2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) เปษณนาทฉันท มีผังภูมิและฉันทลักษณดังนี้
(บทที่ 1)
สัมผัสระหวางบท
-ั -ั-ั
-ุ
-ั -ั-ั
-ุ
-ั -ั-ั
-ุ
-ั -ั-ั
-ุ
-ั -ั-ั
-ุ
-ั -ั-ั
-ุ
-ั -ั-ั
-ุ
-ั -ั-ั
-ุ
-ั -ั-ั
-ุ
-ั -ั-ั
-ุ
-ั -ั-ั
-ุ
-ั -ั-ั
-ุ
เปษณนาทฉันทนี้มีที่มาจากเสียงตําขาวของชาวนา มีลหุ และครุ ที่ทําใหเกิดจังหวะคลายเสียงครกกระเดื่อง
ตําขาว นายสุภร ผลชีวิน เปนผูคิดประดิษฐขึ้น เมื่อ ป พ.ศ. 2489
BOBBYtutor Thai Note
3. สาระสําคัญของเรื่อง
เวลาใกลคํ่า ตะวันใกลจะตกดิน ชาวนาตางเรงมือตําขาว พวกผูหญิงก็รองเพลงคลอกับเสียงแคนสลับกับเสียง
ครกกระเดื่องนาสนุกสนาน เสียงครกกระเดื่องสลับกับเสียงหัวเราะสรวลสันต หญิงตําขาว ชายรับขาวไปฝด ประเพณี
ไทยเปนเชนนี้มานานและคงจะมีอยูสืบไปถาลูกหลานไทยชวยกันรักษาไว
4. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง
1. ประเพณีเปนสมบัติทางวัฒนธรรมที่เราพึงรักษาไว
2. ความสนุกสนานรื่นเริง เปนบุคลิกของคนไทย ไมวาจะเหน็ดเหนื่อยก็หาความสุขใจได
3. การรวมแรงรวมใจกันทํางานดวยความพรอมเพรียง เปนความสุขใจอยางหนึ่ง
4. ลูกหลานไทยมีสวนชวยธํารงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมของไทยใหมั่นคงสืบไป
พระจันทรกระจาง
1. ผูประพันธ นายสุภร ผลชีวิน
2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) มุทิงคนาทฉันท มีผังภูมิและฉันทลักษณดังนี้
บทที่ 1
สัมผัสระหวางบท
-ั -ั
-ุ
-ั-ั
-ุ-ุ
-ั -ั
-ุ
-ั-ั
-ุ-ุ
-ั -ั
-ุ
-ั-ั
-ุ-ุ
-ั -ั
-ุ
-ั-ั
-ุ-ุ
-ั -ั
-ุ
-ั-ั
-ุ-ุ
-ั -ั
-ุ
-ั-ั
-ุ-ุ
มุทิงคนาท แปลวา เสียงตะโพน การที่เรียกชื่อฉันทเชนนี้ก็เพราะมีเสียงจังหวะเหมือนจังหวะตะโพนที่เลนกัน
ในสมัยกอน สวนการรําโทนนั้นเปนการรําที่ใชโทนเปนเครื่องเคาะจังหวะ ซึ่งเปนเครื่องดนตรีประเภทเดียวกัน การละเลน
ชนิดนี้มีในทองถิ่นชนบทของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายสุภร ผลชีวิน เปนผูริเริ่มคิดขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2489
3. สาระสําคัญของเรื่อง
ณ คืนวันเพ็ญ พระจันทรสองแสงสวาง ที่จังหวัดลพบุรีในฤดูหนาวคืนหนึ่ง หญิงและชายตางสนุกสนาน
สงเสียงเกรียวกราวในการรําโทน เสียงโทนเปนจังหวะ หญิงชายรายรําตามทํานองอยางงดงาม เสียงฆองและกรับสลับกับ
เสียงแคน รางกายคลายจากความออนเพลีย รูสึกสนุกสนานที่ไดฟงตะโพนแตกอนเกา กวีจึงคิดประดิษฐคําฉันทชื่อ
"มุทิงคนาท" เสนอไวเปนกํานัลแดวงวรรณคดีของเมืองไทย
4. ขอคิดที่ไดรับจากเรื่อง
1. ดนตรีทําใหจิตใจแจมใส สมองคลายความเครงเครียด
2. เสียงดนตรี ลีลาฟอนรํา ตลอดจนจังหวะและลีลาของการรําโทนเปนแรงบันดาลใจใหกวีสรางสรรคงานดาน
วรรณศิลปขึ้น
3. ศิลปะพื้นบานจัดเปนมรดกทางวัฒนธรรมที่สําคัญยิ่ง อันควรที่จะอนุรักษไวตลอดไป
พรมงคล
1. ผูประพันธ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
2. ลักษณะคําประพันธ กลอนหก
3. สาระสําคัญ พรสูงสุด คือ คิดดี พูดดี ทําดี อันเปนการกระทําของตน
BOBBYtutor Thai Note
ยามมืด
1. ผูประพันธ ไมปรากฏนามผูแตง
2. ลักษณะคําประพันธ โคลงสี่สุภาพ 5 บท
3. สาระสําคัญ มนุษยควรเขาใจสัจธรรมวา ทุกขสุขเปนของคูกัน เมื่อยังมีชีวิตก็ควรมีความหวัง ไมควรทอแท
หมดกําลังใจ
บทที่ 1 ยามมืดในเวลากลางคืน ถึงไมมีดวงจันทร ก็ยังมีดาวศุกรสองสวาง
บทที่ 2 ยามหิว ก็ยังดื่มนํ้ากลั้วทองแทนไดบางขณะไมถึงกับอดตาย
บทที่ 3 ถึงจากกันก็มีโอกาสไดพบ เมื่อมีทุกขก็จะตองสุขสักวันหนึ่ง
บทที่ 4 เมื่อประสบเหตุราย ถาพิจารณาอยางมีสติก็จะพบกับความสุขได
บทที่ 5 ขอใหมีความสุขกับเวลาในปจจุบัน ความสงบจะชวยใหเขมแข็ง รูจักใชปญญาในการพิจารณาหาเหตุผล
เพื่อใหเกิดโลกทัศนกวางไกล
4. ขอคิดที่ไดรับ สิ่งรายยอมคลี่คลายไปได เมื่อใชสติปญญาพิจารณาดวยเหตุและผล
คําขาน
1. ผูประพันธ ทานผูหญิงสมโรจน สวัสดิกุล ณ อยุธยา
2. ลักษณะคําประพันธ กลอนสุภาพ
3. ที่มาของเรื่อง ตัดตอนมาจากบทอาศิรวาทบรมมหาธรรมิกราชสดุดี ในหนังสือพรรณไมในสวนหลวง ร.9
พ.ศ. 2530
4. สาระสําคัญ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว และสมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินีนาถ ไดเสด็จพระราชดําเนิน
ผานถิ่นทุรกันดาร ภูเขาลําเนาไพรทั่วทุกแหงในประเทศไทยเพื่อบําบัดทุกข บํารุงสุขใหแกราษฎร พระราชทานที่ทํากิน
หาแหลงนํ้า ทําฝนหลวง พระราชทานแนะนําอาชีพ โปรดใหแพทยที่ตามเสด็จรักษาราษฎรที่ปวยไข
5. ขอคิดที่ไดรับ
ประชาชนชาวไทยมีความสุขสงบไดดวยพระเมตตาบารมี ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว และพระนางเจาฯ
พระบรมราชินีนาถ พรอมดวยพระบรมวงศศานุวงศ จึงสมควรที่จะระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณดวยความจงรักภักดี
กาญจนกานท
"กาญจนกานท" หมายถึง บทรอยกรองที่สูงคา ซึ่งไดรวบรวมบทรอยกรองของกวี 5 ทาน รวมทั้งสิ้น 9 บท ตั้งแต
สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงปจจุบัน
กวินทรปณิธาน
1. ผูประพันธ ไมปรากฏนามผูแตง สันนิษฐานวา ผูแตงเปนผูใกลชิดกับราชสํานัก ในสมัยสมเด็จพระบรม-
ไตรโลกนาถ
2. ลักษณะคําประพันธ โคลงดั้น
3. สาระสําคัญ เนนบทกวียอพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ใชถอยคําไพเราะ แสดงถึงพระปรีชาสามารถ
ของพระมหากษัตริยไทย
4. ที่มาของเรื่อง ลิลิตยวนพาย
BOBBYtutor Thai Note
นรชาติ
1. ผูประพันธ สมเด็จพระมหาสมณเจากรมพระปรมานุชิตชิโนรส
2. ลักษณะคําประพันธ อินทรวิเชียรฉันท
3. ที่มาของเรื่อง กฤษณาสอนนองคําฉันท
4. สาระสําคัญ วัว ควาย ชางเกิดมาเมื่อสิ้นชีวิตยังคงมีเขามีงาเหลืออยู มนุษยจะเหลือเพียงคุณงามความดี หรือ
ความชั่วเทานั้นที่ปรากฏอยูในโลก
5. ขอคิดที่ไดรับ ควรทําความดีใหสมกับเกิดมาเปนมนุษย
ความกรุณาปรานี
1. ผูประพันธ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว
2. ลักษณะคําประพันธ กลอนสุภาพ
3. สาระสําคัญ ความกรุณาปรานี เกิดขึ้นจากใจ มีประโยชนทั้งผูใหและผูรับ
ไทยเอย
1. ผูประพันธ พระราชวรวงศเธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ
2. ลักษณะคําประพันธ โคลงสี่สุภาพ
3. สาระสําคัญ คนไทยควรมีความรักสามัคคี รูจักใชสติปญญา ไมควรกลั่นแกลง ขมเหงกันเอง ใหระลึกถึง
บรรพบุรุษที่ยอมสละชีวิตเพื่อรักษาแผนดินไทยไว
4. ที่มาของเรื่อง ลิลิตสามกรุง
บทนมัสการพระพุทธคุณ
ผูแตง พระยาศรีสุนทรโวหาร (นอย อาจารยางกูร)
ลักษณะคําประพันธ อินทรวิเชียรฉันท
บทนมัสการพระธรรมคุณ
ลักษณะคําประพันธ กาพยฉบัง
บทนมัสการพระสังฆคุณ
ลักษณะคําประพันธ กาพยฉบัง
บทนมัสการมาตาปตุคุณ
ลักษณะคําประพันธ อินทรวิเชียรฉันท
บทนมัสการอาจริยคุณ
ลักษณะคําประพันธ อินทรวิเชียรฉันท
BOBBYtutor Thai Note
แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. โสนริมนํ้าก็ซํ้ากลีบเฉา สะแกตนเกาก็แตกกิ่งกอ
กระพือลมกราวจะหนาวแลวหนอ วะวิ่วขลุยคลอประเลงเพลงรัก
คําประพันธขางตนนี้ใชรูปแบบฉันทลักษณใดในการแตง
1) มุทิงคนาทฉันท 2) สยามมณีฉันท
3) เปษณาทฉันท 4) สยามรัตนฉันท
2. ขอใดใหความรูสึกฮึกเหิม
1) บุรุษระริกขยิกตอน นรีรํารอนระเริงรา
เคาะฆองและกรับสลับนา ทะแคน ณ คราเสนอเพลง
2) บรูขยาดยอทัพ บรูขยับยอศึก คะคึกเขาตอแกลว คะแคลวเขาตอกลา
3) มอญพมาดาดื่น เดินดุจคลื่นคลาฟอง นองนานในอรรณเวศ
4) ทั้งพญาพาฬมฤคราชเสือโครงคระครางครึ้มกระฮึมเสียงสําเนียงกอง รองปะปบถีบทะยานยอง แยกเขี้ยวเคี้ยวฟน
ตัวสั่นอยูริกๆ
3. ขอใดไมมีความหมายในทางเชิญชวน
1) ดนูสดับประทับใจ แนะนาจะไดประดิษฐฉันท
"มุทิงคนาท" เสนอวรรณ- คดีกํานัลนครไทย
2) ชายใดไมเที่ยวเทียวไป ทุกแควนแดนไพร
มิอาจประสบพบสุข
3) จงประชาราษฎรนอม คํานึง
จารพระคุณพระตรึง ตรึกไว
4) ประเพณีไทยสมัยกอนเกา ก็คงมีเคาจะเนานานถา
ดรุณลูกหลานสถานทองนา สมัครรักษาขนบธรรมเนียม
4. "ดรุณสยามมิครามอุสาห หทัยจะหาวิชาประสงค
ประเทศจะงามสยามจะยง จะมั่นจะคงเพราะเหตุวิชา"
คําประพันธมี ครุ และลหุ ตรงกับขอใด
1) -ุ
-ั -ั
-ุ
-ั -ั
-ุ
-ั 2) -ั
-ุ
-ั
-ุ
-ั
-ุ -ุ -ุ
3) -ุ
-ั
-ุ
-ั
-ุ
-ั
-ุ
-ั 4) -ุ
-ั
-ุ
-ั
-ุ
-ั
-ุ
-ั
BOBBYtutor Thai Note
5. ขอใดดีเดนในดานศิลปะการใชคําที่มีทั้งแสง เสียง ภาพ และอาการเคลื่อนไหวไดมากที่สุด
1) ปะโทนปะโทนปะโทนโทน บุรุษสิโอนสะเอวไหว
อนงคนําเคลื่อนเขยื้อนไป สะบัดสไบวิไลตา
2) แจก แจก จะ แจะ จํ้า สรซํ้าสิสําเนียง
นกรองขรมเพียง ชนพูดนะภาษา
3) พระพายฮืดกระพือหวน ประมวลลวนสมุทรเกลียว
ระดมพัด ณ บัดเดี๋ยว ขยายแยกและแตกฉาน
4) มโหรีจากราวปามาเรื่อยรี่ ราชินีแหงนํ้าคางจะหางกัน
ฝกตอยติ่งแตกจังหวะประชันกัน จักจั่นจี่เจื้อยรับเรื่อยรอง
6. คําประพันธที่ยกมานี้ ขอใดใกลเคียงกับ "หัวใจนักปราชญ" มากที่สุด
1) กาพยยานี 11
นํ้าตาเปรียบเหมือนเพื่อน คอยตักเตือนอนุสรณ
เศราสุขทุกขมวยมรณ รื่นเริงใจใชนํ้าตา
2) สยามมณีฉันท
ดรุณสยามมิครามอุสาห หทัยจะหาวิชาประสงค
ประเทศจะงามสยามจะยง จะมั่นจะคงเพราะเหตุวิชา
3) กลอนสุภาพ
สรุปแลวแกวธัญญพืชพันธุนี้ คุณภาพมีศรีปานอาหารสวรรค
ในพรรษานาอุดมสมบูรณธัญญ ควรแกสรรเสริญกราวคือชาวนา
4) โคลงสี่สุภาพ
วิธีพิทักษปอง ปกเมือง
ยามวิบัติภัยเคือง ขุกใกล
วิจัยวิจารณเนือง เนืองอยู
หมั่นสอบเหตุเลิศให แจมแจงแหงการณ
7. จากเรื่อง "ยามมืด" ขอใดมิใชสาเหตุของความทุกขของมนุษย
1) ความหิว 2) ความพลัดพราก 3) ความรัก 4) การประสบภัยพิบัติ
8. "พรากหายใชพรากราง นิรันดรกาล
มีพรากมีพบพาน เพื่อนพอง
ชิงโศกพาผลาญ เผาจิต
วันหนึ่งนั้นจักตอง กลับรายกลายดี"
คําประพันธนี้ไมปรากฏลักษณะของภาษาในขอใด
1) การเลนคํา 2) การใชคําตายแทนคําเอก
3) สัญลักษณ 4) สัมผัสอักษร
9. "ฉันทชนิดนี้มีลักษณะคลายกลอนแปด แตใชลหุและครุสลับกันทั้งวรรค" "ฉันทชนิดนี้" หมายถึง ฉันทประเภทใด
1) สยามมณีฉันท 2) สยามรัตนฉันท 3) สยามวิเชียรฉันท 4) สยามอินทรวิเชียรฉันท
BOBBYtutor Thai Note
10. "พรสูงสุด" ที่สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชไดกลาวไวในเรื่องพรมงคล ตรงกับขอใด
1) เมตตา กรุณา อุเบกขา 2) มุทิตา อุเบกขา ปญญา
3) คิดดี พูดดี ทําดี 4) ศีล สมาธิ ปญญา
11. สารสําคัญของเรื่องคําขานคือขอใด
1) การยกยองพระมหากษัตริยวาเปนสมมติเทพ
2) การแสดงถึงพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริยที่ทรงบําบัดทุกขบํารุงสุขแกราษฎร
3) บุญญาธิการของพระมหากษัตริยไทยรวมทั้งพระเมตตาบารมี
4) พระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริยไทยที่มีตอปวงชนชาวไทย
12. ขอใดคือประโยคที่สื่อความหมายสําคัญที่สุดของคําประพันธบทนี้
1) ไมทรงเลือกชาติชั้นเผาพันธุไหน อยูปาเขาอยูเมืองไกลอยูฝงสินธุ
2) โปรดใหผูรูพืชและนํ้าดิน เสริมอาชีพไทยถิ่นใหรูทํา
3) เสด็จไหน ธ ทรงมีแพทยอาสา เยียวยาผูปวยชวยอุปถัมภ
4) ทุกพระองคบรมวงศทรงตรากตรํา เราไดยินแตคําถวายชัย
13. "เปนสิ่งดีสองชั้นพลันปลื้มใจ"
"เปนสิ่งดีสองชั้น" หมายถึงอะไร
1) ความสุข ความสมหวัง 2) ความรัก ความเมตตา
3) ความซื่อสัตย ความยุติธรรม 4) ผูให และผูรับ
14. "กวินทรปณิธาน" หมายความวาอยางไร
1) ความปรารถนาของกวีผูยิ่งใหญ 2) ความสุขของมนุษย
3) ความมีศิลปะในการประพันธ 4) ความยิ่งใหญของกวี
15. เรื่อง "นรชาติ" นํามาจากเรื่องใด
1) เวนิชวานิช 2) กฤษณาสอนนองคําฉันท
3) ลิลิตยวนพาย 4) หัวใจนักรบ
เฉลย
1. 1) 2. 2) 3. 1) 4. 3) 5. 1) 6. 2) 7. 3) 8. 3) 9. 1) 10. 3)
11. 2) 12. 4) 13. 4) 14. 1) 15. 2)
!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
BOBBYtutor Thai Note
ธรรมชาติของภาษา
ภาษาของมนุษยทั่วไปมีลักษณะรวมกันที่สําคัญมี 4 ประการ ดังนี้
1. ใชเสียงสื่อความหมาย บางภาษามีตัวอักษรเปนเครื่องถายเสียง
- เสียงสัมพันธกับความหมาย คําไทยบางคําอาศัยเลียนเสียงธรรมชาติและเสียงสัตว เชน โครม เพลง ปง
กริ่ง หวูด ออด ตุกๆ กา แมว จิ้งจก อึ่งอาง ตุกแก
- เสียงไมสัมพันธกับความหมาย คือ การตกลงกันของกลุมแตละกลุมวาจะใชคําใดตรงกับความหมายนั้นๆ
ฉะนั้นแตละชาติจึงใชคําไมเหมือนกัน
สวนมากเสียงกับความหมายไมสัมพันธกัน ถาเสียงกับความหมายสัมพันธกันทั้งหมดแลวคนตางชาติตางภาษา
ก็จะใชคําตรงกัน
2. ภาษาประกอบกันจากหนวยเล็กเปนหนวยใหญ เชน เสียง (พยัญชนะ สระ วรรณยุกต) คํา ประโยค ขอความ
เรื่องราว ภาษาแตละภาษามีคําจํานวนจํากัดแตสามารถประกอบกันขึ้นโดยไมจํากัดจํานวน เชน มีคําวา ใคร ใช ให ไป หา
สามารถสรางเปนประโยคไดหลายประโยคและตอประโยคใหยาวออกไปไดเรื่อยๆ
3. ภาษามีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีสาเหตุดังนี้
- การพูดจาในชีวิตประจําวัน เสียงอาจกลายหรือกรอนไป
- อิทธิพลของภาษาอื่น เชน ภาษาอังกฤษ มักมีคําที่ไมกะทัดรัด เชนคําวา ไดรับ ตอการ นํามาซึ่ง พรอมกับ
สําหรับ มัน ในความคิด สั่งเขา สงออก ใชชีวิต ไมมีลักษณนาม ตัวอยาง เขาไดรับความพอใจ, ขอสอบนี้งายตอการคิด
ฯลฯ
- ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดลอม
- การเรียนภาษาของเด็ก
BOBBYtutor Thai Note
4. ภาษาตางๆ มีลักษณะที่ตางและเหมือนกัน
ที่ตางกันคือ การใชคํา เสียง ลักษณนาม ไวยากรณ การเรียงคํา
ที่เหมือนกันคือ
- ใชเสียงสื่อความหมาย
- มีวิธีสรางศัพทใหม
- มีสํานวน
- มีชนิดของคํา เชน คํานาม สรรพนาม กริยา วิเศษณ เปนตน
- มีการขยายประโยคใหยาวออกไปไดเรื่อยๆ
- มีประโยคบอกเจตนาคลายกัน เชน แจงใหทราบ ถามใหตอบ บอกใหทํา
- มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
ลักษณะที่ควรสังเกตในภาษาไทย
อักษรไทย คือ เครื่องหมายที่ใชแทนเสียงในภาษาไทย ประกอบดวย
1. พยัญชนะ
2. สระ
3. วรรณยุกต
1. พยัญชนะมี 44 รูป 21 เสียง
หนาที่ของพยัญชนะ คือ
1. เปนพยัญชนะตน มี 21 เสียง ดังนี้
1. ก 12. บ
2. ค ข ฃ ฅ ฆ 13. ป
3. ง 14. พ ผ ภ
4. จ 15. ฟ ฝ
5. ช ฉ ฌ 16. ม
6. ซ ศ ษ ส 17. ร (ฤ)
7. ย ญ 18. ล ฬ
8. ด ฎ (ฑ) 19. ว
9. ต ฏ 20. อ
10. ท ฐ ฑ ฒ ถ ธ 21. ฮ ห
11. น ณ
- พยัญชนะตนประสม คือ พยัญชนะควบกลํ้า เชน เกรง กลัว กวาง
- พยัญชนะตนเดี่ยว คือ พยัญชนะไมควบกลํ้า เชน กอง แผน หมาย จริง สราง ทราบ
BOBBYtutor Thai Note
แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. ตัวพยัญชนะในภาษาไทยที่ออกเสียงซํ้ากันมากที่สุดมีกี่ตัว
1) 3 ตัว 2) 4 ตัว 3) 5 ตัว 4) 6 ตัว
2. ขอใดมีเสียงพยัญชนะตนแตกตางจากคําอื่น
1) ถํ้า เฒา แทน ฐาน โธ 2) แสรง ทราย ศรี ไซร สรร
3) ควร เขย เฆี่ยน ขันธ ควัน 4) เฉี่ยว ชาติ เชาวน ฉัน ฌาน
3. ขอใดใชเสียงพยัญชนะตนเปนเสียงเดียวกันทุกคํา
1) ลนลาน ลูกหลาน ลุฤกษ 2) พริ้งเพริศ พรพรหม พรักพรอม
3) ศึกษา สมศรี ทรุดโทรม 4) ขวักไขว เควงควาง ขางขวา
2. เปนพยัญชนะทาย (สะกด) มี 8 เสียง รวม 35 ตัว (สะกดไมได 9 ตัว ฃ ฅ ฉ ฌ ผ ฝ อ ห ฮ)
1. เสียงแมกก ไดแก ก ข ค ฆ
2. เสียงแมกง ไดแก ง
3. เสียงแมกด ไดแก ด จ ช ซ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ถ ต ท ธ ศ ษ ส
4. เสียงแมกบ ไดแก บ ป พ ฟ ภ
5. เสียงแมกน ไดแก น ณ ญ ร ล ฬ
6. เสียงแมกม ไดแก ม
7. เสียงแมเกย ไดแก ย
8. เสียงแมเกอว ไดแก ว
- พยัญชนะบางตัวไมออกเสียง เชน องค สังข สามารถ ปรารถนา พรหม พุทธ สมุทร จริง สราง ทราย อยู หวาน
- บางคํามีเสียงพยัญชนะแตไมมีรูปไดแกคําที่ประสมดวยสระอํา(อะม)ใอ ไอ (อะย) เอา (อะว) เชน จําใจไกลเขา
4. ขอใดมีพยัญชนะที่ไมออกเสียงมากที่สุด
1) ฝายสมณะชีพราหมณทั้งหลาย 2) ทศกัณฐรบกับพระรามพระลักษณ
3) พิจักขณปรารถนาจะสรางวัดจริง 4) นวลอนงคยังสวยอยูอยางไมสราง
5. ขอใดมีเสียงพยัญชนะทายนอยที่สุด
1) ยามคํ่าคืนฝนทนหนาว 2) มุงเรียนตองหมั่นอาน
3) จันทรสองหลาฟาสวางใส 4) มารรายรายรําลวง
6. คําในขอใดมีเสียงพยัญชนะตนกับพยัญชนะทายเปนเสียงเดียวกัน
1) เณร 2) ภาพ 3) ธาตุ 4) ศิษย
7. ขอใดมีเสียงพยัญชนะสะกดของพยางคตนตางจากเสียงพยัญชนะตนของพยางคถัดมา
1) ชัยภูมิ 2) นามรูป 3) กุลบุตร 4) คุณภาพ
BOBBYtutor Thai Note
2. สระ มี 21 รูป 32 เสียง แบงเปนดังนี้
1. สระแท (เดี่ยว)
รัสสระ ทีฆสระ
อะ
อิ
อึ
อุ
เอะ
แอะ
โอะ
เอาะ
เออะ
อํา (อะม)
ใอ (อะย)
ไอ (อะย)
เอา (อะว)
ฤ
ฦ
อา
อี
อือ
อู
เอ
แอ
โอ
ออ
เออ
ฤๅ
ฦๅ
2. สระประสม (เลื่อน)
อัวะ อัว
เอียะ เอีย
เอือะ เอือ
8. ขอใดประสมดวยสระแททุกคํา
1) เรือชัยไววองวิ่ง 2) รวดเร็วจริงยิ่งอยางลม
3) เสียงเสาเราระดม 4) หมทายเยิ่นเดินคูกัน
9. คําประพันธตอไปนี้ไมมีเสียงประเภทใด
“โบราณทานวาชา ยอมจะไดสองพรา
เพริศแททางภา ษิตเอย”
1) เสียงสระเดี่ยว 2) เสียงสระประสม 3) เสียงพยัญชนะเดี่ยว 4) เสียงพยัญชนะประสม
สระในบางคํารูปไมเหมือนกัน
- คําที่มาจากสระอะ เชน รัก (ระก) จํา (จะม) สรรค (สะน) ไป (ปะย) ใน (นะย) เรา (ระว)
- คําที่มาจากสระเออ เชน เทอม เดิน เลย
- คําที่มาจากสระอัว เชน บัว ชวน
- คําที่มาจากสระออ เชน รอ กร บวร
BOBBYtutor Thai Note
สระในบางคําออกเสียงไมตรงรูป
- สระเสียงสั้นแตออกเสียงยาว เชน เกา เทา เชา นํ้า ได
- สระเสียงยาวแตออกเสียงสั้น เชน ทาน เงิน สอย นอง แหมม แวว เกง เลน
- สระในบางคําไมออกเสียง เชน กษัตริย เหตุการณ ภูมิลําเนา จักรพรรดิ
10. ขอใดมีเสียงสระอะลวน
1) พนัน กรมธรรม หํ้าหั่น สะบัด 2) วัฒนธรรม กํายํา รัชสมัย วสันต
3) สัมพันธ วัชระ วรวรรณ จํากัด 4) หัตถกรรม ทรลักษณ จํ้าหมํ้า จรจัด
11. ขอใดใชรัสสระทุกคํา
2) จันอับ จริมจิต เจาพระเดช 2) เบ็ดเสร็จ บุรพทิศ บุษบง
3) กะรัด กิตติคุณ เกษตรกร 4) ประเคราะห ปฏิสนธิ์ เบิกพระเนตร
12. ขอใดทุกคําประสมดวยเสียงสระเดียวกัน
1) เตาเผา เหลาเกา เทาเปลา 2) แลงแปง แบงแยก แจกแจง
3) ยํ่าคํ่า นํ้าครํา ลํานํา 4) ไยไหม ใสไส ไขไก
13. คําในขอใดออกเสียงสระสั้นเหมือนกันหมด
1) แคน คั่ว ของ 2) สอย แลน หอง
3) รอง วาว เนิ่น 4) ยอง เกง ไข
14. คําในขอใดที่พยางคหนาออกเสียงสั้นหรือยาวไดโดยความหมายไมเปลี่ยน
1) ใตถุน นํ้าคํา ผูหญิง 2) ตะราง ปนใจ วังหิน
3) ขันรับ มิดี วันนี้ 4) ไขมัน ตักดิน มะพูด
15. ขอใดมีสระออกเสียงตางจากรูป
1) ภาคใตนํ้าตานองเพราะขาวของถูกนํ้าทวม 2) ภาคเหนืออากาศหนาวจัดกวาทุกปที่ผานมา
3) ภาคอีสานเดือดรอนใจเพราะปาใหญถูกทําลาย 4) ภาคกลางนั่งหมนหมองเพราะขาวเปลือกราคาไมดี
3. วรรณยุกต มี 4 รูป 5 เสียง
การผันวรรณยุกต มีหลักสังเกตดังนี้
- อักษรกลาง ผันไดครบ 5 เสียง เชน กา กา กา กา กา
- อักษรกลางและสูง รูปกับเสียงวรรณยุกตตรงกัน (ใสวรรณยุกตเอกก็เปนเสียงเอก เปนตน) เชน ไกแจ กระตาก
- อักษรตํ่ารูปกับเสียงไมตรงกัน (ใสวรรณยุกตเอกเปนเสียงโท เปนตน) เชน พอ แม นอง รู
- รูปวรรณยุกตตรีใชไดกับอักษรกลางเทานั้น
16. ขอใดใชรูปวรรณยุกตถูกตอง
1) โคด บุคตั๋ว 2) โละทิ้ง เฟยวฟาว 3) กิ๊บ ชิ๊ปปง 4) เจี๊ยวจาว วุยวาย
17. คําทุกคําที่รูปกับเสียงวรรณยุกตไมตรงกันคือขอใด
1) เสื้อ เชิ้ต เกา 2) ปบ ขาว ใหม 3) นั่ง หาง โตะ 4) ที่ ลุม ชื้น
18. ขอใดมีเสียงวรรณยุกตทั้งเอก โทและตรี
1) บูเช็กเทียน 2) ซิยิ่นกุย 3) ซิเตงชั่น 4) ฮั่นเถงมุย
BOBBYtutor Thai Note
ใหใชคําประพันธตอไปนี้ตอบคําถามขอ 19-21
"เห็นฝูงยูงรําฟอน คิดบังอรรอนรํากราย"
19. คําประพันธนี้มีเสียงพยัญชนะตนกี่เสียง
1) 7 เสียง 2) 8 เสียง 3) 9 เสียง 4) 10 เสียง
20. คําประพันธนี้มีเสียงวรรณยุกตกี่เสียง
1) 2 เสียง 2) 3 เสียง 3) 4 เสียง 4) 5 เสียง
21. คําประพันธนี้มีเสียงพยัญชนะทายกี่เสียง
1) 4 เสียง 2) 5 เสียง 3) 6 เสียง 4) 7 เสียง
โครงสรางหรือองคประกอบของพยางค ไดแก
1. เสียงพยัญชนะตน ใหดูวาคํานั้นเปนพยัญชนะตนประสม (ควบแท) หรือพยัญชนะตนเดี่ยว (ไมควบแท)
2. เสียงสระ ใหดูวาคํานั้นมีสระออกเสียงสั้นหรือออกเสียงยาว (สระบางคํารูปกับเสียงสั้นยาวไมตรงกัน)
3. เสียงวรรณยุกต ใหดูวาเปนเสียงอะไร (สามัญ เอก โท ตรี หรือจัตวา)
4. เสียงพยัญชนะทาย (ตัวสะกด) ใหดูวาคํานั้นมีตัวสะกดหรือไมมี
22. เสียงของพยางคในขอใดมีโครงสรางตางจากพยางคอื่น
1) กริ้ว 2) ไขว
3) สรอย 4) ครั่ง
23. คําในขอใดมีลักษณะโครงสรางของพยางคเหมือนกันหมด
1) ดั่ง ไร นั่ง ชั่ว 2) ถอย ทอ ทั่ว ถา
3) ขา ปา หลา วา 4) พลาย ความ เกรง กลืน
24. คําในขอใดมีลักษณะโครงสรางพยางคเหมือนกันทุกคํา
1) ขวาน หวาน หยาม ผลาญ 2) เกี้ยว เชื่อม นวม หวง
3) พลัด ครุฑ ผลุบ พริบ 4) เปด ซูบ โขก ชอบ
25. คําในขอใดเหมือนกันเฉพาะเสียงสระกับเสียงวรรณยุกต
1) วรรค พักตร 2) ฤกษ เทอด
3) นํ้า ชํ้า 4) เนตร เพชร
BOBBYtutor Thai Note
ระดับภาษา
ระดับภาษา คือ การแบงการใชภาษาออกเปนระดับตางๆ ใหเหมาะสมกับบุคคล โอกาสและสถานที่ มี 5 ระดับ คือ
1. ระดับพิธีการ ใชสื่อสารในที่ประชุมที่เปนพิธีการ
2. ระดับทางการ ใชบรรยายหรืออภิปรายอยางเปนทางการ หรือใชในการเขียนขอความใหปรากฏตอสาธารณชน
3. ระดับกึ่งทางการ ใชภาษาที่ลดความเปนการเปนงานลงบางเพื่อความใกลชิดกัน เชน การประชุมกลุมหรือ
อภิปรายเปนกลุมเล็ก หรือบทความในหนังสือพิมพ
4. ระดับไมเปนทางการ ใชสนทนาของบุคคลหรือกลุมคน 4-5 คน หรือการเขียนจดหมายระหวางเพื่อน
5. ระดับกันเอง ใชสื่อสารกันในวงจํากัด เชน ในครอบครัว เพื่อนสนิทในสถานที่ที่เปนสวนตัว
26. “มีผูแจงวาไดพบใบอนุญาตขับรถยนตของทานแลว” ขอความนี้ควรเปนภาษาในระดับใด
1) ระดับกันเอง 2) ระดับไมเปนทางการ 3) ระดับทางการ 4) ระดับกึ่งทางการ
27. ขอใดใชภาษาระดับทางการ
1) ในระยะนี้จะมีเตามาวางไขที่ชายฝงทะเลวันละหลายตัว
2) พิธีรดนํ้าศพมักจะทําทันทีหลังจากบุคคลนั้นเสียชีวิต
3) ในหนาหนาวจะมีนักทองเที่ยวมาชมทัศนียภาพที่นี่เปนจํานวนมาก
4) เพื่อทําความสะดวกในการเบิกจาย อาจขออนุมัติถัวกันไปทุกรายก็ได
28. “เกิดพสุธาไหวที่จังหวัดกาญจนบุรี” ประโยคนี้ใชคําไมเหมาะสมเพราะเหตุใด
1) ใชภาษาเขียนในภาษาพูด 2) ใชคําไมเหมาะสมกับฐานะของบุคคล
3) ใชคําคะนองในขอความที่เปนทางการ 4) นําคําบางคําที่ควรจะใชในรอยกรองมาใชในสํานวนภาษาสามัญ
29. ขอใดใชภาษาไดเหมาะแกบุคคล
1) “นักเรียน กรุณานั่งเงียบๆ”
2) เขาจะเชิญพระ 5 รูป มาฉันเพลที่บาน
3) ประธานาธิบดีสหภาพโซเวียตถึงแกอนิจกรรมเสียแลว
4) สมเด็จพระสังฆราชเสด็จมาประทานพระโอวาทแกพระภิกษุใหมเมื่อวานนี้
30. ขอใดใชภาษาระดับเดียวกันทั้งขอ
1) พอแมอยากใหฉันเปนหมอแตฉันอยากเปนครูบานนอก
2) แมอยากใหดิฉันคาขาย แตบิดาอยากใหดิฉันเปนแพทย
3) หนังสือเลมนี้มีหวังขายไดเกลี้ยงเพราะรวบรวมวาทะสําคัญๆ ของผูที่มีชื่อเสียงหลายคน
4) กระผมขอเรียนวากระผมไมไดเกงาน เมียกระผมออกลูกเมื่อวานนี้ กระผมเลยตองหยุดงาน
31. ขอใดใชภาษาเหมาะแกโอกาสและสัมพันธภาพระหวางบุคคล
1) เมื่ออยูบานเธอแลวลําบาก ก็มาอยูกับฉันอีกนะ (นายจางพูดกับลูกจาง)
2) ถาที่อื่นถูกกวาก็ไปดูซิคะ หรือจะแวะกลับมาอีกก็ได (แมคาพูดกับลูกคา)
3) ถาจะใหลูกไปเรียนกวดวิชาละกอ พอจายเงินใหลูกวันนี้นะ (ลูกพูดกับพอ)
4) ดิฉันเอาหนังสือไปวางไวบนโตะแลวนะคะ แตตอนนี้ไมรูวาอาจารยไปไหน (นักศึกษาพูดกับอาจารย)
32. ขอใดใชภาษาระดับทางการ
1) กรุณาติดแสตมปและทิ้งจดหมายใหดวย 2) เขาใหเจาหนาที่ประทับตราหนังสือแลว
3) เลขานุการไมมีสิทธิ์ออกความเห็นในที่ประชุม 4) หัวหนายังไมไดแทงเรื่องลงมาใหเจาหนาที่ธุรกิจ
BOBBYtutor Thai Note
ราชาศัพท
ราชาศัพท แปลวา คําพูดสําหรับพระเจาแผนดิน ปจจุบันรวมถึงการใชกับบุคคลดังตอไปนี้
1. พระเจาแผนดิน
2. พระบรมวงศานุวงศ
3. พระภิกษุ
4. ขาราชการ
5. สุภาพชน
คําราชาศัพทที่ตกแตงขึ้นจากภาษาตางๆ ดังนี้
- คําไทยดั้งเดิม เชน พระเจาลูกยาเธอ พระยอด ทรงถาม ทรงชาง
- คําบาลี เชน พระอัฐิ พระหัตถ พระอุทร
- คําสันสกฤต เชน พระเนตร พระจักษุ ทรงพระอักษร
- คําเขมร เชน พระขนง ตรัส เสวย โปรด บรรทม
การใช "ทรง"
1. นําหนาคํานาม และคํากริยาสามัญ เชน ทรงมา ทรงชาง ทรงธรรม ทรงกีฬา ทรงฟง ทรงยินดี ทรงขอบใจ
2. นําหนาคํานามราชาศัพท เชน ทรงพระเมตตา ทรงพระประชวร ทรงพระดําริ ทรงพระสุบิน
3. หามนําหนาคําที่เปนกริยาราชาศัพทอยูแลว เชน ตรัส เสด็จ ประทับ พระราชทาน ทอดพระเนตร โปรด ฯลฯ
การใช "คําเสด็จ"
- ใชนําหนาคํากริยาบางคําใหเปนกริยาราชาศัพท เชน เสด็จไป เสด็จกลับ เสด็จขึ้น เสด็จลง
- นําหนาคํานามใหเปนกริยาราชาศัพท เชน เสด็จพระราชดําเนิน เสด็จพระราชสมภพ
การใช "คําพระบรม"
ใชกับสิ่งสําคัญของพระมหากษัตริยเทานั้น เชน พระบรมเดชานุภาพ พระบรมราชสมภพ พระบรมราชโองการ พระ
ปรมาภิไธย พระบรมมหาราชวัง พระบรมราชชนนี ฯลฯ
การใช "คําอาคันตุกะ" (แขกผูมาเยือน)
แขกของกษัตริยใหใช พระราชอาคันตุกะ ถาไมใชแขกของกษัตริยใหใช อาคันตุกะ เชน
- ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเปนพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว
- พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวทรงเปนอาคันตุกะของพระธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
การใช "คําทูลเกลา ฯลฯ" ใชกับของเบาและเล็ก เชน เงิน ดอกไม เสื้อผา ฯลฯ
การใช "คํานอมเกลา ฯลฯ" ใชกับของใหญหรือหนัก เชน รถยนต อาคาร ที่ดิน ฯลฯ
การที่ประชาชนไปรอตอนรับพระเจาแผนดิน ควรใชวา ประชาชนไปเฝาฯ รับเสด็จ หามใชวา ถวายการตอนรับ
ประชาชนถวายความจงรักภักดี ก็ผิด ควรใชวา ประชาชนแสดงความจงรักภักดี หรือมีความจงรักภักดี
BOBBYtutor Thai Note
33. พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวใหปริญญาบัตรแกนิสิตผูจบการศึกษา
1) ประทาน 2) ทรงประทาน 3) พระราชทาน 4) ทรงพระราชทาน
34. “เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวเสด็จพระราชดําเนินไปยังจังหวัดเชียงใหม ผูวาราชการจังหวัดไดจัดใหมี
การแสดงละคร..........”
1) หนาพระที่นั่ง 2) หนาพระพักตร 3) เฉพาะพระพักตร 4) เบื้องหนาพระที่นั่ง
35. เขาจะ ........... สมเด็จพระวันรัตไป ........... ที่บานพรุงนี้
1) ทูลเชิญ ฉันภัตตาหาร 2) นิมนต ฉันภัตตาหาร
3) นิมนต เสวยพระกระยาหาร 4) ทูลเชิญ เสวยพระกระยาหาร
36. คณะกรรมการมูลนิธิสายใจไทย..........ถวาย..........แดสมเด็จพระนางเจาพระบรมราชินีนาถ
1) ทูลเกลาทูลกระหมอม ผาเช็ดหนา 2) ทูลเกลาทูลกระหมอม ผาซับพระพักตร
3) นอมเกลานอมกระหมอม ผาเช็ดหนา 4) นอมเกลานอมกระหมอม ผาซับพระพักตร
37. ขอใดใชราชาศัพทถูกตอง
1) เมื่อพระเจาลือไทยผนวชเปนสามเณรแลวไดเสด็จออกไปอุปสมบทเปนพระภิกษุอยู ณ วัดปามะมวงในอรัญญิก
2) เมื่อเสด็จพิธีพระราชทานปริญญาบัตร พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวพระราชทานพระบรมราโชวาทแกบัณฑิตใหม
3) ประธานาธิบดีแหงสาธารณรัฐสังคมนิยมแหงสหภาพพมา เคยมาเยือนเมืองไทยในฐานะอาคันตุกะของพระบาท-
สมเด็จพระเจาอยูหัว
4) คณะกรรมการจัดงานวัดพิทักษไทย ไดเขาเฝาพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวและสมเด็จพระนางเจาพระบรม-
ราชินีนาถ เพื่อนอมเกลานอมกระหมอมถวายเงินจํานวน 200,000 บาท
38. ขอใดใชภาษาไดถูกตอง
1) นักศึกษาพยาบาลถวายการตอนรับสมเด็จพระบรมราชินีนาถ
2) สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงลงพระปรมาภิไธยในสมุดเยี่ยม
3) วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 เปนวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว
4) มีผูทูลเกลาฯ ถวายเสื้อผาแดพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวเพื่อพระราชทานแกนักเรียนยากจน
การอธิบาย การบรรยายและการพรรณนา
การอธิบาย คือ การทําใหผูอื่นเขาใจความจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มี 5 วิธี
1. อธิบายตามลําดับขั้น ใชอธิบายสิ่งที่เปนกระบวนการ หรือกรรมวิธี
2. ใชตัวอยาง ใชอธิบายในสิ่งที่เขาใจยาก
3. เปรียบเทียบความเหมือนและตางกัน ใชอธิบายในสิ่งที่แปลกใหมหรือสิ่งที่ยังไมคุนเคย
4. ชี้สาเหตุและผลลัพธที่สัมพันธกัน ใชอธิบายเพื่อบอกเหตุผลหรือสาเหตุ
5. นิยามหรือใหคําจํากัดความ ใชอธิบายความหมายของคําศัพทหรือขอความ
การบรรยาย คือ การเลาเรื่องราวใหผูฟงหรือผูอานไดรูวาใคร ทําอะไร ที่ไหน เมื่อไร อยางไร เพื่ออะไร อาจเปนเรื่องจริง
เชน ประวัติของบุคคล หรือเรื่องสมมุติก็ได เชน นิทาน นิยาย เปนตน
BOBBYtutor Thai Note
การพรรณนา คือ การใหรายละเอียดสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะมีชีวิตหรือไมก็ได โดยมุงใหผูอานหรือผูฟงนึกเห็นภาพเกิด
จินตนาการตามที่ผูสงสารตองการ มักใชคําอุปมาเปรียบเทียบ
ทั้ง 3 อยางนี้อาจใชรวมกันได เชน ในบทความหรือนิทานเรื่องหนึ่งอาจมีทั้งการอธิบาย บรรยายและพรรณนาคละ
กันได
39. ขอความตอไปนี้จัดอยูในกลวิธีของการอธิบายชนิดใด
“นักเรียนคือผูที่อยูในวัยเรียน ตั้งแตอายุ 3 ขวบจนถึง 17 ป กอนที่จะถึงภาวะนักศึกษาในมหาวิทยาลัย”
1) อธิบายตามลําดับขั้นตอน 2) นิยามหรือใหคําจํากัดความ
3) การยกตัวอยางประกอบ 4) ชี้สาเหตุและผลลัพธที่สัมพันธกัน
40. “กาบหอหุมหนอไมสีเหลือง มันเผยออาเล็กนอยประดุจดอกไมแรกผลิแยมกลีบบานฉะนั้น”
ขอความที่ยกมาเปนการเขียนประเภทใด
1) บรรยาย 2) อภิปราย 3) อธิบาย 4) พรรณนา
41. วัฒนธรรมที่เปนมรดกสืบทอดกันมา มีทั้งที่เปนวัฒนธรรมสรางสรรคอันดีงามที่ยกระดับจิตใจและพฤติกรรม
ตลอดจนอุดมการณแหงชีวิตที่เปนประโยชนตอตัวเราและสังคม และมีทั้งวัฒนธรรมที่ไมสรางสรรคที่เปนตัวถวง
ความเจริญของสังคม ทําใหชุมชนงมงายไมเปนตัวของตัวเอง ถูกชักจูงไดงาย มีทัศนคติที่เปนอันตรายตอตัวเรา
และตอสังคม” กลวิธีในการอธิบายในขอความขางตนนี้ตรงกับขอใดมากที่สุด
1) การอธิบายตามลําดับขั้น 2) การเปรียบเทียบความตางกัน
3) การยกตัวอยาง 4) การชี้สาเหตุและผลลัพธที่สัมพันธกัน
42. “กระดาษที่ใชหอหรือใสอาหารโดยเฉพาะพวกกลวยทอด มันทอด กลวยปงนั้น ไมควรเปนกระดาษที่มีตัวหนังสือ
ทั้งนี้เพราะหมึกพิมพนั้นจะมีพวกโลหะหนัก เชน ตะกั่ว โครเมี่ยม แคดเนี่ยมเปนสวนประกอบ ถาหมึกพิมพไป
ถูกอาหารก็จะติดอาหารไป เรารับประทานเขาไปจะสะสมในรางกายทําใหเกิดโรคตางๆ ได”
ขอความนี้เปนการเขียนลักษณะใด
1) การอธิบายโดยยกตัวอยาง 2) การบรรยายตามลําดับขั้นตอน
3) การอธิบายโดยชี้เหตุผล 4) การอธิบายโดยการเปรียบเทียบ
43. ขอความตอไปนี้มีกลวิธีในการอธิบายแบบใด
“การตายเปนรางวัลชีวิตบั้นปลาย เปนการใหความยุติธรรมแกสัตวทุกหมูเหลาทั้งยังเปนโอกาสใหทําความดี
อยางนอยก็ใหความสําราญใจแกผูชิงชังและกอใหเกิดความเสียดายอาลัยรักแกผูที่เคารพนับถือรักใครยิ่งกวานั้นยัง
เปนทูตสวรรคบอกผูยังมีชีวิตอยูใหทราบวาตนก็จะตองตกอยูในสภาพอยางนี้เหมือนกัน อยาประมาทเรงทําความดีเถิด”
1) การนิยาม 2) การใชตัวอยาง 3) การใชเหตุและผล 4) การเปรียบเทียบ
44. ขอใดมีลักษณะเปนการเขียนแบบบรรยาย
1) ฝนฟากระหนํ่าพายุซํ้ากรรโชก 2) แสนวิปโยคอนิจจานํ้าตาเอย
3) ทุกสิ่งลวนไมเปนเหมือนเชนเคย 4) ตัวเราเอยแสนอาภัพอับปญญา
45. การพรรณนาภาพในขอใดไมแสดงความเคลื่อนไหว
1) กลิ่นหลานภาจรจะปน สุวคนธบําบวง 2) ดาวเดือนก็เลือนรชนิหาย ระพีจาทิวาแทน
3) นํ้าคางพระพรางโปรย ชลโชยชะดอกใบ 4) มืดตื้อกระพือพิรุณพรม และฤเราจะแยแส
BOBBYtutor Thai Note
หลักการพิจารณาคุณคาของงานประพันธ
สวนประกอบของงานประพันธ ไดแก
1. เนื้อหา คือ ใจความสําคัญที่ผูประพันธถายทอดใหผูอานรับรู
2. รูปแบบ คือ ลักษณะรวมของงานประพันธอันเปนวิถีทางที่ผูประพันธเลือกใชในการนําเสนอเนื้อหาไปสู
ผูอาน มี 2 ประเภท คือ
- ประเภทรอยแกวมีรูปแบบเปนบันทึก บทความ จดหมายเหตุ สารคดี นิทาน เรื่องสั้น นวนิยาย
- ประเภทรอยกรองมีรูปแบบเปนกาพย กลอน โคลง ฉันท ราย ลิลิต เพลงยาว นิราศ
หากงานประพันธที่มีรูปแบบเหมาะสมกับเนื้อหากลมกลืนกันอยางมีศิลปะ ไดรับความนิยมชมชอบจาก
ผูอานก็จัดไดวางานประพันธนั้นเปนวรรณคดี ถาไมถึงขั้นก็จะเรียกวา วรรณกรรม
คุณคาของงานประพันธมี 2 ดาน ดังนี้
1. ดานวรรณศิลป พิจารณาวารูปแบบเหมาะสมกับเนื้อหาเพียงใด มีกลวิธีเสนอเรื่องนาสนใจ ใหความรูและ
ใชสํานวนภาษากะทัดรัดสละสลวยแคไหน
2. ดานสังคม พิจารณาวางานประพันธนั้นมีสวนเกี่ยวของกับสังคมอยางไร สะทอนใหเห็นสภาพของสังคมเพียงใด
กาพยเหเรือ
1. ผูแตง เจาฟาธรรมธิเบศร หรือกรมขุนเสนาพิทักษ (เจาฟากุง) ซึ่งเปนพระโอรสในสมเด็จพระเจาอยูหัวบรมโกศ
ทรงเปนกวีเอกในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย มีผลงาน คือ นันโทปนันทสูตรคําหลวง พระมาลัยคําหลวง กาพยเหเรือ
กาพยหอโคลงประพาสธารทองแดง และกาพยหอโคลง นิราศพระบาท
2. จุดประสงค เพื่อใหฝพายขับเหเวลาตามเสด็จพระเจาอยูหัวบรมโกศ เสด็จพยุหยาตราทางชลมารคไปนมัสการ
พระพุทธบาทสระบุรี
3. รูปแบบ เปนรอยกรองประเภทกาพยเหเรือ มีโคลงสี่สุภาพนํา 1 บท แลวขยายความดวยกาพยยานี 11 หลายบท
4. เนื้อหา พรรณนาเกี่ยวกับการเสด็จทางชลมารค มีการดําเนินเรื่องสัมพันธกับเวลา 1 วัน ดังนี้
เวลาเชา ชมกระบวนเรือพระที่นั่งและเรือตามเสด็จซึ่งมีรูปสัตวตางๆ
เวลาสาย ชมปลาเปรียบเทียบกับหญิงผูเปนที่รัก
เวลาบาย ชมไม แทรกดวยการรําพันถึงนางผูเปนที่รัก
เวลาเย็น ชมนก แทรกดวยการรําพันถึงนางผูเปนที่รัก
เวลาคํ่า ครํ่าครวญถึงนาง
5. คุณคา
- ดานวรรณศิลป ใชคําไดไพเราะสละสลวยเห็นภาพไดชัดเจน
- ดานสังคม การเดินทางใชทางนํ้าเปนสําคัญ ชี้ใหเห็นขนบธรรมเนียมประเพณีการเหเรือการและแตงกาย
BOBBYtutor Thai Note
พระราชวิจารณ
เรื่องจดหมายเหตุความทรงจําของกรมหลวงนรินทรเทวี
ผูแตง กรมหลวงนรินทรเทวี(พระองคเจากุ)พระนองนางเธอในรัชกาลที่1มีพระตําหนักอยูในวัดพระเชตุพนฯ หรือวัดโพธิ์
จึงไดรับสมญานามวา “เจาครอกวัดโพธิ์”
รูปแบบ เปนรอยแกวประเภทจดหมายเหตุแบบเกา บันทึกเหตุการณสําคัญๆ ของบานเมืองเทาที่จําได
เนื้อหา กลาวถึงเหตุการณตั้งแตกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย กรุงธนบุรีจนถึงกรุงรัตนโกสินทรสมัยรัชกาลที่ 3 มีทั้งหมด
256 ขอ
พระราชวิจารณในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว
ผูแตง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวรัชกาลที่ 5
รูปแบบ เปนรอยแกวประเภทสารคดีใหความรูดานโบราณคดีและประเพณีไทย เปนตัวอยางการวิจารณที่มีหลักฐานประกอบ
เนื้อหา ทรงพิจารณาหาตัวผูเขียนจดหมายความทรงจําเนื่องจากไมปรากฏผูแตง ทรงสืบสาวจากขุนนางผูใหญที่มีอายุ
จึงทราบวากรมหลวงนรินทรเทวีเปนผูเขียน ทรงปรารภเหตุที่ทรงวิจารณวาเพื่อเปนประโยชนแกนักโบราณคดีรุนหลังได
คนควาตอไป ทรงวิจารณประกอบเหตุการณที่ปรากฏอยูในจดหมายความทรงจําเพื่อชวยใหผูอานเขาใจเรื่องราวยิ่งขึ้น
และทรงนําขอความจดหมายความทรงจํามาไวทั้งหมดโดยแบงเปนขอๆ ตามลําดับเหตุการณและวิจารณกํากับไว
เนื้อหาที่เปนบทเรียน ทรงวิจารณจดหมายเหตุขอ 190 กลาวถึงสมัยรัชกาลที่ 1 ทรงบูรณะปฏิสังขรณวัดพระเชตุพน
ซึ่งเดิมมีชื่อวา วัดโพธาราม
พระพุทธรูปที่โปรดเกลาใหอัญเชิญจากจังหวัดตางๆ มาประดิษฐานไวที่วัดพระเชตุพน มีดังนี้
1. พระประธานชื่อ พระพุทธเทวปฏิมากร ปางสมาธิ อัญเชิญมาแตวัดศาลาสี่หนาหรือวัดคูหาสวรรค ธนบุรี
มาประดิษฐานอยู ณ พระอุโบสถ
2. พระโลกนาถศาสดาจารย ปางหาม พระแกนจันทนอัญเชิญมาแตวัดศรีสรรเพชฌ กรุงศรีอยุธยา มาประดิษฐานอยู
ณ วิหารทิศตะวันออกมุขหลัง
3. พระนาควัดเขาอินทร ปางมารวิชัย อัญเชิญมาแตวัดเขาอินทร สวรรคโลก สุโขทัย มาประดิษฐานอยู ณ วิหาร
ทิศตะวันออกมุขหนา
4. พระโปรดปญจวัคคีย ปางเทศนาธรรมจักร อัญเชิญมาแตกรุงศรีอยุธยา มาประดิษฐานอยู ณ วิหารทิศใต
5. พระนาคปรก อัญเชิญมาแตลพบุรี มาประดิษฐาน ณ วิหารทิศใต
6. พระปาเลไลย เปนพระพุทธรูปหลอใหมในสมัยรัชกาลที่ 1 ประดิษฐาน ณ วิหารทิศเหนือ
จุดประสงค การปฏิสังขรณวัดพระเชตุพนในสมัยรัชกาลที่ 1 เพื่ออนุรักษของเกา ในสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อใหเปนแหลง
วิทยาทาน ประชาชนทุกชั้นเขาศึกษาคนควาวิทยาการตางๆ ได
BOBBYtutor Thai Note
นิราศลอนดอน
ผูแตง หมอมราโชทัย (ม.ร.ว. กระตาย อิศรางกูร) แตงเมื่อ พ. ศ. 2400 ขณะเดินทางในฐานะเปนลามคณะทูตไทยไป
ประเทศอังกฤษ ตอมาไดเปนอธิบดีผูพิพากษาศาลตางประเทศคนแรกของไทย
จุดประสงค เพื่อพรรณนาเหตุการณตามลําดับเวลาและสถานที่ซึ่งไดพบเห็นขณะเดินทาง
รูปแบบ เปนกลอนนิราศ
เนื้อหา คณะทูตไทยไดเชิญพระราชสารและเครื่องบรรณาการแดพระราชินีวิคตอเรีย ณ พระราชวังวินเชอร ซึ่งเปนวัง
ประจําฤดูหนาว ไดมีการเปลี่ยนแปลงสัญญาใหมไดประโยชนเพิ่มขึ้น คณะราชทูตไทยไดรับพระราชทานเลี้ยงอาหารคํ่า
และนํ้าชา ไดพักที่พระราชวังวินเชอร 1 คืน ตอมาคณะทูตไดไปเยี่ยมชมโรงพยาบาล โรงทําเหรียญกษาปณ ปอมเก็บ
ศาสตราวุธ และมงกุฎกษัตริยอังกฤษ ซึ่งมีเพชรโกอินัวใหญเทาไขนกพิราบประดับอยู วันตอมาไดเขาชมพระราชวังบัคกิงแฮม
พระราชวังประจําฤดูรอน
มงคลสูตรคําฉันท
มงคล หมายถึง เหตุแหงความเจริญกาวหนา
ผูแตง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงพระนิพนธเมื่อ พ.ศ. 2466
ที่มา จากพระไตรปฎก สวนพระสุตันตปฎกหมวด ขุททกนิกาย ซึ่งวาดวยพระธรรมเทศนาเบ็ดเตล็ดรวมถึงภาษิต
ของสาวกและประวัติตางๆ
รูปแบบ เปนรอยกรอง ประเภทอินทรวิเชียรฉันทและกาพยฉบัง 16
เนื้อหา มนุษยและเทวดาไดพยายามคนหาความเปนมงคลถึง 12 ป ก็ยังไมพบพระอานนท ผูเปนพุทธอุปฏฐากไดเลาวา
ขณะที่พระพุทธเจาประทับอยู ณ เชตวันมหาวิหารซึ่งอนาถบิณฑิกเศรษฐีเปนผูสรางถวายมีเทพองคหนึ่งเขาไปเฝาและ
ทูลถามความเปนมงคล พระพุทธเจาจึงแสดงมงคล 38 ประการ ดังนี้
1. ไมคบคนพาล 14. ทํางานไมคั่งคาง 27. มีขันติ
2. คบบัณฑิต 15. บําเพ็ญทาน 28. อดทนและเปนผูวางาย
3. บูชาคนที่ควรบูชา 16. ประพฤติธรรม 29. เห็นสมณะ
4. อยูในถิ่นที่เหมาะสม 17. สงเคราะหญาติ 30. สนทนาธรรม
5. มีบุญวาสนามากอน 18. ทําการงานไมมีโทษ 31. บําเพ็ญตะบะ (เพียร)
6. ตั้งตนไวชอบ 19. งดเวนจากบาปกรรม 32. ประพฤติพรหมจรรย
7. เปนพหูสูต 20. สํารวมจากการดื่มนํ้าเมา 33. เห็นอริยสัจ
8. มีศิลปะ 21. ไมประมาทในธรรม 34. ทําใหแจงพระนิพพาน
9. มีวินัย 22. รูจักสัมมาคารวะ 35. จิตไมหวั่นไหว
10. มีวาจาสุภาษิต 23. ออนนอมถอมตน 36. จิตไมโศก
11. บํารุงบิดามารดา 24. มีความสันโดษ 37. จิตหมดธุลี
12. เลี้ยงดูบุตร 25. รูคุณทาน 38. จิตเกษม
13. สงเคราะหภรรยา 26. ฟงธรรมตามกาล
แนวคิด 1. ผูปฏิบัติตามธรรมอยางถูกตองดวยตนเอง จะประสบความเจริญรุงเรืองในชีวิต
2. คําสอนของพระพุทธเจายึดหลักของเหตุผล สามารถพิสูจนไดดวยการปฏิบัติ
คานิยม การปฏิบัติตามมงคล 38 ประการ นําความเจริญกาวหนามาใหแกบุคคลและสังคม
BOBBYtutor Thai Note
อัวรานางสิงห
ผูแปล จากภาษาอังกฤษเปนภาษาไทย คือ ดอกไมสด (ม.ล. บุปผา นิมมานเหมินทร) ตีพิมพครั้งแรกในหนังสือ
สายปญญานุสรณ ป 2480
รูปแบบ เปนรอยแกวประเภทเรื่องสั้นซึ่งประกอบดวยแกนเรื่อง โครงเรื่อง ตัวละคร ฉากและกลวิธีในการแตง
เรื่องยอ นักธุรกิจชาวฝรั่งเศสไดซื้ออัวรานางสิงหจากทวีปอาฟริกาตั้งแตอายุได 3 เดือนและฝกใหเลนเกมตางๆ มีครั้งหนึ่ง
ขณะที่อัวราเลนกับแมวอยูนั้นเกิดกระโดดพลาดตกไปพื้นลางทําใหเชือกรัดคอมันเอง แตนายไดชวยชีวิตไวดวยการตัดเชือกให
มันหลุดลงไปพื้นลาง อัวราจึงจงรักภักดีผูกพันอยูกับนายตลอด 2 ปผานไป นายมีธุระตองไปตางประเทศจึงยกอัวราให
เพื่อนและเพื่อนก็ยกใหคนอื่นตอ จนสุดทายอัวราตกไปอยูในสวนสัตวของรัฐบาลฝรั่งเศส มีที่อยูคับแคบ สกปรก อาหาร
ก็นอย อัวราอยากใหผูคนไดหยอกเลนกับมันเหมือนกับอยูอาฟริกาแตก็ผิดหวัง อัวราจึงเฝารอคอยแตนายเทานั้น ตอ
มาวันหนึ่งนายไดมาเที่ยวสวนสัตวและจําอัวราไดมันดีใจมากตองการอยูกับนายอีก นายไดตอสูเพื่ออัวราโดยเรียกรองให
รัฐบาลฝรั่งเศสปรับปรุงการเปนอยูของอัวราใหดีขึ้นหรือไมก็ขอซื้อคืน แตไมสําเร็จหนังสือพิมพชวยเปนปากเสียงใหแตก็
ไมไดรับความสนใจ เมื่อนายตองมีธุระตางประเทศอีกทําใหอัวราผิดหวังเศราเสียใจ จนลมเจ็บและก็ตรอมใจตายในที่สุด
รัชสดุดี
ผูแตง พระธรรมนิเทศทวยหาญ (อยู อุดมศิลป) แหงกองทัพบก
รูปแบบ เปนรอยกรองประเภทกาพยฉบัง 16
ที่มาของเรื่อง เปนบทรองเพลงสดุดีกษัตริยในการชุมนุมทหารทุกเหลา ลูกเสือและนักเรียน เพื่อฉลองกรุงเทพมหานคร
ครบ 150 ป (เมื่อ พ.ศ. 2475)
เนื้อหา สดุดีกษัตริยวงศจักรีที่ทรงปราบยุคเข็ญและสรางกรุงเทพมหานครใหเจริญรุงเรือง ประชาชนจึงพรอมใจ
ถวายพระพรชัย
คําสัญญาของลูกนอย
ผูแตง ฐ. ณ ถลาง (นางฐะปะนีย นาครทรรพ)
รูปแบบ เปนรอยกรอง ประเภทกาพยฉบัง 16
เนื้อหา ผูแตงไดจินตนาการของแมที่ระลึกถึงลูกนอยที่สูญเสียไป ความรักและอาลัยทําใหแมไดยินเสียงลูกมากระซิบ
อยูใกลๆ ลูกมากับแสงจันทร สายนํ้า และสายลม เพื่อมาเปนเพื่อนแมคอยปลอบประโลมแมใหแมคลายทุกข
46. ขอใดเปนขอกําหนดคุณคาทางวรรณศิลปของบทประพันธ
1) การใชหลักเกณฑการแตงอยางถูกตอง
2) การเลือกใชรูปแบบคําประพันธที่หลากหลาย
3) การสื่ออารมณและความคิดสรางสรรคที่ประสานกัน
4) การปรับใชหรือการสรางสรรคขนบการประพันธใหมๆ
BOBBYtutor Thai Note
47. ขอความตอไปนี้ถาจัดวรรคใหถูกตองจะไดคําประพันธตามขอใด
"ขนมหวานขาวและกับจัดสําหรับถวายพระอยาหยิบกินนะคะประเดี๋ยวจะตกนรก"
1) โคลงสาม 2) กลอนหก 3) กาพยยานี 4) อินทรวิเชียรฉันท
48. ขอความตอไปนี้ถาจัดวรรคใหถูกตองจะไดคําประพันธตามขอใด
"พิเศษสารเสกสรางรังสรรคสารประจงจารฉันทภาคพริ้งพรายฉายเฉกเพชรพรรณเพราเฉิดเลิศแลลายระยับสาย
สะอิ้งสองสรอยกรองทรวง"
1) โคลงสี่สุภาพ และกลอนสุภาพ 2) กาพยยานี 11 และโคลงสี่สุภาพ
3) กาพยฉบัง 16 และกลอนสุภาพ 4) กาพยยานี 11 และกาพยฉบัง 16
49. กาพยเหเรือสะทอนภาพชีวิตคนไทยตรงกับขอใด
1) รักความสนุกสนาน 2) มีกองทัพเรือที่เขมแข็ง
3) มีประเพณีเกี่ยวกับทางนํ้ามาก 4) การคมนาคมใชทางนํ้าเปนสําคัญ
50. ตอนไหนในกาพยเหเรือของเจาฟาธรรมธิเบศรที่ผูแตงไมไดแทรกอารมณรักและอาลัยไว
1) เหชมเรือกระบวน 2) เหชมปลา 3) เหชมไม 4) เหชมนก
51. ความในขอใดแสดงใหเห็นความเคลื่อนไหวที่มีพลังไดอยางชัดเจนที่สุด
1) เรือครุฑยุดนาคหิ้ว ลิ่วลอยมาพาผันผยอง 2) เรือชัยไววองวิ่ง รวดเร็วจริงยิ่งอยางลม
3) เรือมาหนามุงนํ้า แลนเฉื่อยฉํ่าลําระหง 4) เรือสิงหวิ่งเผนโผน โจนตามคลื่นฝนฝาฟอง
52. ขอใดไมแสดงความเคลื่อนไหว
1) มานกรองทองรจนา หลังคาแดงแยงมังกร 2) สรมุขมุขสี่ดาน เพียงพิมานผานเมฆา
3) สุวรรณหงสทรงพูหอย งามชดชอยลอยหลังสินธุ 4) เรือริ้วทิวธงสลอน สาครลั่นครั่นครื้นฟอง
53. ขอใดไมมีชื่อปลา
1) แตนางหางเหินพี่ เห็นปลาเคลาเศราใจจร 2) หางไกวายแหวกวาย หางไกคลายไมมีหงอน
3) แมลงภูคูเคียงวาย เห็นคลายคลายนาเชยชม 4) ชะเเวงแฝงฝงแนบ ชะวาดแอบแปบปนปลอม
54. ความในขอใดแสดงความรูสึกลึกซึ้งของกวีไวมากที่สุด
1) แกมชํ้าชํ้าใครตอง อันแกมนองชํ้าเพราะชม 2) รวยรินกลิ่นรําเพย คิดพี่เคยเชยกลิ่นปราง
3) เรียมคะนึงถึงเอวบาง เคยแนบขางรางแรมนาน 4) เนื้อออนออนแตชื่อ เนื้อนองหรือออนทั้งกาย
55. ขอใดใชโวหารภาพพจนแตกตางจากขออื่นๆ
1) แกวพี่นี้สุดนวล ดั่งนางฟาหนาใยยอง 2) ตัวเดียวมาพลัดคู เหมือนพี่อยูผูเดียวดาย
3) นํ้าเงินคือเงินยวง ขาวพรายชวงสีสําอาง 4) ไพเราะเพราะกังวาน ปานเสียงนองรองสั่งชาย
56. ขอใดเสนอคุณคาทางดานสังคม
1) หางไกวายแหวกวาย หางไกคลายไมมีหงอน 2) คิดอนงคองคเอวอร ผมประบาอาเอี่ยมไร
3) ชะแวงแฝงฝงแนบ ชะวาดแอบแปบปนปลอม 4) เหมือนพี่แอบแนบถนอม จอมสวาทนาฎบังอร
57. จากขอความในนิราศลอนดอน ขอใดแสดงถึงวัฒนธรรมไทยอยางแนแท
1) เขาจัดแจงมโหรีมีใหฟง 2) มงกุฎทรงองคสุดาวิลาวัลย
3) เลื่อมสลับปกแมงทับติดเชิงชาย 4) ชมสถานไพชยนตพระมณเฑียร
BOBBYtutor Thai Note
58. การใชคํา “โฮเต็ล” “โรงหมอ” ในนิราศลอนดอน สะทอนใหเห็นสิ่งใดในขอตอไปนี้
1) คนไทยสมัยนั้นยังไมรูจักการบัญญัติศัพท
2) คนไทยสมัยนั้นนิยมการทับศัพทภาษาตางประเทศ
3) คนไทยสมัยรัชกาลที่ 4 นิยมใหศัพทบัญญัติเปนคําประสม
4) ในสมัยรัชกาลที่ 4 ยังไมมีโรงแรมและโรงพยาบาลในประเทศไทย
59. ขอใดคือเนื้อหาของจดหมายความทรงจํา
1) ประวัติศาสตร ศาสนา โบราณคดีและประเพณีไทย
2) การบูรณะปฏิสังขรณและสมโภชวัดพระเชตุพนฯ ในรัชกาลที่ 9
3) การบูรณะปฏิสังขรณและสมโภชวัดพระเชตุพนฯ ในรัชกาลที่ 3
4) ประวัติศาสตรไทยตั้งแตปลายกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรีถึงตนกรุงรัตนโกสินทร
60. ผูไดรับสมญานามวา “เจาครอกวัดโพธิ์” คือใคร
1) กรมหลวงนรินทรเทวี 2) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาฯ
3) พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาฯ 4) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาฯ
61. “จดหมายความทรงจําของกรมหลวงนรินทรเทวี” เปนเรื่องที่กลาวถึงเรื่องอะไร
1) การฉลองสมโภชกรุงรัตนโกสินทร 2) การฉลองวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
3) การเฉลิมฉลองวัดพระศรีสรรเพชรดาญาณ 4) การฉลองพระบรมราชวัง และวัดพระแกว
62. ขอใดที่ไมใชความสําคัญของวัดพระเชตุพนฯ
1) เปนเสมือนมหาวิทยาลัยของประเทศ
2) เปนเสมือนหองสมุดประชาชนของประเทศ
3) เปนที่ประทับของสมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส
4) เปนพระอารามใหญยิ่งกวาวัดอื่นมาแตรัชกาลที่ 1
63. รัชกาลที่ 3 ทรงบูรณะปฏิสังขรณวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามโดยมีพระราชประสงคอยางไร
1) เพื่อใหสวยงาม 2) เพราะวัดชํารุดมาก
3) ตองการใหเปนวัดคูกับวัง 4) เพื่อใหเปนมหาวิทยาลัยในสมัยนั้น
64. ขอใดสะทอนคานิยมที่ตางไปจากขออื่นๆ
1) บํารุงบิดามา- ตุรดวยหทัยปรีย
2) ใหทาน ณ กาลควร และประพฤติสุธรรมศรี
3) อีกสงเคราะหญาติที่ ปฏิบัติบําเรอตน
4) อีกรูคุณาของ นรผูประคองตน
65. ขอใดนับเปนมงคลอยางหนึ่ง
1) ความเปนผูมีวาจาไพเราะ 2) ความเปนนักฟง
3) ความเปนผูมีจิตใจรื่นเริง 4) ความเปนผูมีความริเริ่ม
BOBBYtutor Thai Note
66. ขอใดมิใชธรรมะที่ปรากฏในมงคล 38 ประการ
1) กตัญูรูคุณ เคยทําบุญไวแตปางกอน
2) มีวาจาเปนสุภาษิต จิตเกษมปลอดโปรง
3) ไมเบียดเบียนผูอื่น เปนผูตื่นเมื่อฟงธรรม
4) ยินดีดวยของตน ใหทานคนเมื่อมีโอกาส
67. ขอใดเปนมงคลที่ปรากฏในมงคลสูตร
1) แลวสอนวาอยาไวใจมนุษย มันแสนสุดลึกลํ้าเหลือกําหนด
2) เมื่อพอแมแกเฒาชรากาล จงเลี้ยงทานอยาใหอดระทดใจ
3) ใหกําหนดจดจําแตคําชอบ ผิดระบอบแบบกระบวนอยาควรถือ
4) เกิดเปนหญิงใหเห็นวาเปนหญิง อยาทอดทิ้งกิริยาอัชฌาสัย
68. ขอใดมีใจความแสดงถึงมงคลในพระพุทธศาสนา
1) อยาเกียจเกลียดหนายรักเรียนตอ
2) ความอยูประเทศซึ่งเหมาะและควรจะสุขี
3) เปนเจาความเอ็นดูแกหมูสัตวและนองถัดมุทิตามีคาลํ้า
4) ความหมั่นทํามาหากินโดยทางที่ชอบธรรมเขาไมเรียกวาโลภ
69. เรื่องสั้นเรื่อง “มอม” และ “อัวรานางสิงห” มีความแตกตางกันในแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องใด
1) สัญชาตญาณของสัตว 2) ความเฉลียวฉลาดของสัตว
3) ความผูกพันระหวางคนกับสัตว 4) ความจงรักภักดีของสัตวที่มีตอนาย
70. จุดสุดขั้นของเรื่อง “อัวรานางสิงห” คือเหตุการณตอนใด
1) ตอนที่อัวราตายอยูในกรงขัง 2) ตอนที่นายชวยชีวิตอัวราไว
3) ตอนที่นายกับอัวราตองพลัดพรากจากกัน 4) ตอนที่อัวราจํานายไดเมื่อนายพบมันอยูในกรงขัง
71. เรื่อง “อัวรานางสิงห” ไดสะทอนสภาพสังคมที่มีปญหาทางดานใดเดนชัดที่สุด
1) การฝกหัดสัตวปาใหอยูในวินัยของมนุษย
2) ความปาเถื่อนไรอารยธรรมของชนเผาโบโบ
3) สื่อมวลชนขาดความรับผิดชอบในหนาที่อันพึงกระทําของตน
4) การกักขังและทรมานสัตวโดยขาดความรูสึกวาสัตวจะมีความรูสึกอยางไร
72. ขอใดไมอาจอนุมานไดจากคําประพันธตอไปนี้
"เพื่อใหแมสุขลูกนํา จิตเขาไปทํา ใหแมบังเกิดความฝน วาลูกอยูในสรวงสวรรค เปนสุขชั่วนิรันดร ทุกขรอน
หอนไดแผวพาน"
1) ความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณ 2) ความกตัญูของลูกที่มีตอแม
3) ความรักและความผูกพันระหวางแมกับลูก 4) ความจริงคือลูกอยูบนสวรรคอยางเปนสุข
BOBBYtutor Thai Note
ความสําคัญของภาษา
ภาษา คือ เครื่องสื่อความเขาใจของมนุษยที่มนุษยสรางขึ้นและพัฒนาไปพรอมกับมนุษย
1. ประโยชนของภาษาที่มีตอมนุษย คือ
- ชวยธํารงสังคม เชน คําทักทายปราศรัยแสดงไมตรีตอกัน
- ชวยแสดงปจเจกบุคคล คือ แสดงลักษณะเฉพาะของแตละบุคคล
- ชวยพัฒนามนุษย เชน สามารถถายทอดความรู ความคิดใหแกกันได
- ชวยกําหนดอนาคต เชน คําสั่ง การวางแผน สัญญา คําพิพากษา คําพยากรณ การนัดหมาย
- ชวยใหจรรโลงใจ เชน คําขวัญ คําคม คําผวน สํานวน ภาษิต เพลง เปนตน
2. อิทธิพลของภาษาที่มีตอมนุษย คือ มนุษยไมไดใชภาษาเปนสัญลักษณอยางเดียว แตยังถือวาภาษาบางคํา
เปนสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเปนมงคลดวย เชน คาถา ชื่อตนไมที่แฝงความหมายตางๆ ไวดวย เชน ขนุน มะยม ยอ ระกํา
ลั่นทม มะไฟ เปนตน
73. ในปจจุบันนี้ นักภาษาศาสตรสวนใหญมีความเชื่อเกี่ยวกับกําเนิดของภาษาวาอยางไร
1) ภาษาเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไมมีผูใดสรางขึ้น
2) ภาษาเกิดจากมนุษยสรางขึ้นและพัฒนาไปพรอมกับมนุษย
3) ภาษาเกิดขึ้นจากการที่มนุษยเปลงเสียงเมื่อเกิดความรูสึกตางๆ
4) ภาษาเกิดจากบรรพบุรุษของแตละชาติสรางขึ้นและถายทอดใหลูกหลาน
74. ขอใดไมใชเปนการใชภาษาเพื่อกําหนดอนาคต
1) คําวิจารณ 2) คําพยากรณ
3) คํามั่นสัญญา 4) คําตัดสินคดี
75. เหตุใดภาษาจึงกอใหเกิดความชื่นบานได
1) เพราะภาษามีแบบสราง
2) เพราะภาษามีความหมาย
3) เพราะภาษาเปนเสียงและมีความหมาย
4) เพราะภาษาเปนระบบสัญลักษณที่ใชแทนสิ่งตางๆ
76. เหตุใดจึงกลาววา “ภาษาชวยพัฒนามนุษย”
1) เพราะมนุษยใชภาษาในการติดตอสื่อสารกัน
2) เพราะมนุษยใชภาษาในการพูดจาปราศรัยกัน
3) เพราะมนุษยใชภาษาในการธํารงสังคมและวัฒนธรรม
4) เพราะมนุษยใชภาษาในการถายทอดความรู ความคิดและประสบการณ
BOBBYtutor Thai Note
ความงามในภาษา
ความงามในภาษา คือ การใชถอยคําไพเราะสละสลวยและมีความหมายดี มีเนื้อหาที่ประทับใจ ประกอบดวยดังนี้
1. การสรรคํา คือ การเลือกใชถอยคํา ดังนี้
1. ใหถูกตองตรงตามความหมายที่ตองการ
2. ใหเหมาะแกเนื้อเรื่องและฐานะของบุคคล
3. ใหเหมาะกับลักษณะของคําประพันธ
4. ใหคํานึงถึงเสียงดังนี้
- เสียงธรรมชาติ (สัทพจน)
- เลนเสียงวรรณยุกต
- เสียงสัมผัส
- เสียงหนักเบา
- คําพองเสียงและคําซํ้า
2. การเรียบเรียงคํา มีกลวิธีดังนี้
1. เรียงสารสําคัญไวทายสุด
2. เรียงขอความที่สําคัญเทากันเคียงขนานกันไป
3. เรียงเนื้อหาที่เขมขนขึ้นไปตามลําดับ
4. เรียงเนื้อหาเขมขนขึ้นไปและคลายลงในชวงสุดทาย
5. เรียงถอยคําใหเปนประโยคคําถามเชิงวาทศิลป
3. การใชโวหาร
1. อุปมา คือ การเปรียบสิ่งหนึ่งเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง มักมีคําวา ดุจ ดัง ดั่ง ปาน ปูน ประหนึ่ง เพียง เพี้ยง พาง
เฉก เชน เสมอ เหมือน กล เลห ฯลฯ
2. อุปลักษณ คือ การเปรียบสิ่งหนึ่งเปนอีกสิ่งหนึ่ง มักมีคําวา เปน คือ
3. บุคคลวัต บุคคลสมมุติ บุคลาธิษฐาน คือ การสมมุติสิ่งที่ไมใชมนุษยใหมีกิริยาอาการเหมือนมนุษย
4. อติพจน อธิพจน อวพจน คือ การกลาวไมตรงกับความจริง
5. นามนัย คือ การใชสวนประกอบที่เดนของสิ่งหนึ่งแทนสิ่งนั้นๆ ทั้งหมด เชน ฉัตรแทนกษัตริย
6. สัญลักษณ คือ การใชสิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่งหนึ่ง เชน สีขาวแทนความบริสุทธิ์
7. อุปมานิทัศน คือ การยกเรื่องราวหรือนิทานมาประกอบใหผูฟงเขาใจยิ่งขึ้น
77. ขอใดมีการเลนสัมผัสพยัญชนะมากที่สุด
1) พี่เล็งแลดูกระแสสายสมุทร 2) ละลิ่วสุดสายตาเห็นฟาขวาง
3) เปนฟองฟุงรุงเรืองอยูรางราง 4) กระเด็นพรางพรายพราวราวกับพลอย
78. ขอใดมีสัมผัสสระ
1) ฉันอยูเพื่อคนหาสัจจะ 2) ฉันอยูเพื่อเยื่อใยในมนุษย
3) ฉันอยูเพื่อบุคคลที่ฉันรัก 4) ระเรื่อยรี่จักจั่นกังวานไพร
BOBBYtutor Thai Note
79. คําประพันธขอใดที่มีสัมผัสอักษรมากที่สุด
1) บุรุษระริกขยิกตอน นรีรํารอนระเริงรา
2) คณาเนื้อนวลก็ครวญคลอขับ ระริกแคนรับสลับเสียงใส
3) กลาแดดจากลาพายุกลาตน กลาตานทนรอนลมระดมกลา
4) ณ ยามสายัณหตะวันยิ่งยอย แนะเรงเทาหนอยทยอยเหยียบหนา
80. ขอใดมีการใชสัมผัสวรรณยุกต
1) ก็เรื้อรกรั้งรางเปนทางปา 2) ระฆังหงั่งหงั่งหงาลงครามครึม
3) พี่คลื่นไสไสชางใหยางยก 4) เสียงโกงกางกองกึงไปถึงดิน
81. ขอใดเปนคําไวพจนทุกคํา
1) กนก มาศ รัชดา 2) วนิดา ปทมา มารศรี
3) นภาลัย คัคนานต ธาษตรี 4) กําธร นาท อุโฆษ
82. ขอใดใหจินตภาพตางจากขออื่น
1) แสงทองระรองรุง รวีปรุงชโลมสรรพ
2) ดาวเดือนจะเลือนลับ แสงทองพยับโพยมหน
3) พอพระสุริยงเธอเยื้องรถบทจร เย็นยอแสงสั่งทวีป
4) พื้นนภางคเผือดดาว แสงเงินขาวจับฟา แสงทองจาจับเมฆ
83. “โอเวลาปานฉะนี้ก็สายัณห คนทั้งหลายเขาเรียกกันกินอาหาร บางก็เลาโลมลูกหลานใหอาบนํ้าแลวหลับนอน
แตสองบังอรของพอนี้ใครเขาจะปรานีใหนมนํ้า ก็จะตรากตรําลําบากใจ”
ขอความนี้แสดงลักษณะดีเดนทางวรรณศิลปดวยลีลาอะไรและรสอะไร
1) ลีลาเสาวรจนี และกรุณารส 2) ลีลาเสาวรจนี และศฤงคารรส
3) ลีลาสัลลาปงคพิสัย และกรุณารส 4) ลีลาสัลลาปงคพิสัย และศฤงคารรส
84. ขอใดใชภาษาสัญลักษณ
1) ไททุกเขตทุกดาว นาวมกุฎมานบ นอมพิภพมานอบ
2) ธระเมียรหมูดัสกร มอญพมาดาดื่น เดินดุจคลื่นคลาฟองฃ
3) เร็วเรงฮือเขาหอม ลอมกรุงเทพวารัติ ชิงเอาฉัตรตัดเข็ญ
4) นาดกรกรายทายธนู ดูสองเจาจอมสยาม เฉกลักษณรามรอนราพณ
85. ขอใดใชภาษาอติพจน
1) เรียมรํ่านํ้าเนตรถวม ถึงพรหม
2) เย็นพระยศปูนเดือน เดนฟา
3) นํ้าเซาะหินรินรินหลากไหล ไมหลับเลยชั่วฟาดินหาย
4) พระพายพัดซัดมาเชยชื่น หอมระรื่นรอบในไพรระหง
86. “ขึ้นทรงรถทรงผองพรรณ งามงอนออนฉัน
เฉกนาคราชกําแหง”
ขอใดที่ไมปรากฏในคําประพันธขางบนนี้
1) ใชคําที่มีสัมผัสพยัญชนะ 2) ใชอุปมาอุปไมย
3) ใชสัญลักษณ 4) ใหภาพชัดเจน
BOBBYtutor Thai Note
87. ขอใดใชภาพพจนตางชนิดจากขออื่น
1) หวังเปนเกือกทองรองบาทา พระผูวงศเทวาอันปรากฏ
2) ตายระดับทับกันดังฟอนฟาง เลือดนองทองชางเหลวไหล
3) เจางามเนตรประหนึ่งนัยนาทราย เจางามขนงกงละมายคันศรทรง
4) ขึ้นทรงรถทองผองพรรณ งามงอนออนฉันเฉกนาคราชกําแหง
เหตุผลกับภาษา
1. โครงสรางของเหตุผล
1. เหตุผล (ขอสนับสนุน)
2. ขอสรุป
2. ภาษาที่ใชแสดงเหตุผล
1. ถากลาวถึงเหตุผลกอนขอสรุป จะใชคําวา จึง ดังนั้นจึง ก็เลย ก็ยอม ทําให เชน
ขยันเรียนจึงสอบไดคะแนนดี
2. ถากลาวถึงขอสรุปกอนเหตุผล จะใชคําวา เพราะ เนื่องจาก ดวย เชน
เขาสอบไดคะแนนดีเพราะเขาขยันเรียน
3. การอนุมาน (การสรุป) คือ กระบวนการคิดหาขอสรุปจากเหตุผลที่มีอยู มี 2 วิธี คือ
1. วิธีนิรนัย คือ การแสดงเหตุผลจากสวนรวมไปหาสวนยอย วิธีนี้เปนไปไดอยางแนนอน เชน
คนไทยทุกคนตองการขาวเปนอาหาร เขาเปนคนไทยเขาจึงตองการขาวเปนอาหารดวย
2. วิธีอุปนัย คือ การแสดงเหตุผลจากสวนยอยไปหาสวนรวม วีธีนี้อาจไมแนนอน เชน
ฉันฟงเพลงลูกทุงแลวเห็นวาไพเราะมาก เมื่อทุกคนในหองฟงแลวก็นาจจะบอกวาไพเราะดวย
4. การอนุมานจากเหตุและผลที่สัมพันธกัน ซึ่งจัดเปนการอนุมานแบบอุปนัย เพราะไมแนนอนเสมอไป
1. การอนุมานจากเหตุไปหาผล
2. การอนุมานจากผลไปหาเหตุ
3. การอนุมานจากผลไปหาผล
88. ขอใดเปนสํานวนที่มีการใชภาษาเปนเหตุเปนผลกัน
1) ชีวิตคือการตอสู ศัตรูคือยากําลัง
2) ชีวิตไมสิ้นก็ดิ้นไป ชีวิตไมดิ้นก็สิ้นใจ
3) ความรักเหมือนโรคา บันดาลตาใหมืดมน
4) กลวยไมออกดอกชาฉันใด การศึกษายอมเปนไปฉันนั้น
89. ขอใดไมไดบอกเหตุและผล
1) นํ้าทวมบานเรือนเสียหาย 2) กอยกลัวผีจนหัวโกรน
3) โฉมเฉลาเศราใจที่ไฟเสีย 4) จอมสวยจึงตองเช็ดนํ้าตา
BOBBYtutor Thai Note
90. ขอใดเปนการอนุมานดวยวิธีนิรนัย
1) นิลขยันเรียนที่สุดในชั้น จึงสอบไดที่หนึ่งเสมอในภาคเรียน
2) คุณแมของนิลเปนนางงามมากอน นิลจึงเปนนักเรียนที่สวยที่สุดในชั้น
3) เมื่อปที่แลวนิลเปนหัวหนาชั้นที่รับผิดชอบงาน ปนี้จึงไดเปนหัวหนาอีก
4) ใครใครก็ตามที่รูจักนิลจะตองชอบเธอ ถาคุณรูจักเธอคุณก็จะชอบเธอเชนกัน
91. ขอใดใชวิธีการอนุมานแบบอุปนัย
1) ดอกคูนคงจะบานในฤดูรอนนี้ เหมือนทุกปที่ผานมา
2) หมอบอกวาคนที่เปนหวัดอยางเธอ ไมควรอาบนํ้าตอนดึก
3) เธอจะตองถูกทําโทษตามกฎของโรงเรียน หากเธอลอกขอสอบเพื่อน
4) ถาเธออยากเปนคนรอบรู ควรอานหนังสือใหมากๆ เพราะการอานหนังสือจะทําใหความรูกวางขวาง
92. ขอใดเปนสาระสําคัญของคําประพันธตอไปนี้
"อันอํานาจใดใดในโลกนี้
ไมเห็นมีเปรียบปานการศึกษา
สรางคนหาคามิไดในโลกา
ขึ้นจากผูที่หาคาไมมี"
1) อํานาจของคนเกิดจากการศึกษา 2) การศึกษามีคุณคายิ่งกวาสิ่งใดในโลก
3) คุณคาของการศึกษาคือการสรางคน 4) อํานาจของการศึกษาเกิดจากคุณคาของคน
93. ประโยคในขอใดที่ไมใชโครงสรางทางภาษาแบบเหตุผล
1) นี่ดีวาเราจองบัตรลวงหนา จึงไดที่นั่งในรม
2) เขาไมคบเพื่อนเพราะไมชอบเกี่ยวของกับใคร
3) หลอนตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนมิไยพอแมจะทัดทาน
4) เมื่อวานเขาซอมกีฬาเหนื่อยมาก พอกลับถึงบานก็เลยหลับเปนตาย
94. “เขาถูกเจานายเพงเล็ง เพราะมาสายเสมอ มีหวังถูกตัดเงินเดือน” การอนุมานเชนนี้ตรงกับขอใด
1) การอนุมานจากสาเหตุไปหาสาเหตุ 2) การอนุมานจากผลลัพธไปหาผลลัพธ
3) การอนุมานจากผลลัพธไปหาสาเหตุ 4) การอนุมานจากสาเหตุไปหาผลลัพธ
95. “เด็กคนนี้ดูไมมีความสุข การเรียนก็แยพอแมคงไมมีเวลาใหลูก” การอนุมานเชนนี้ตรงกับขอใด
1) การอนุมานจากสาเหตุไปหาสาเหตุ 2) การอนุมานจากผลลัพธไปหาผลลัพธ
3) การอนุมานจากผลลัพธไปหาสาเหตุ 4) การอนุมานจากสาเหตุไปหาผลลัพธ
96. ขอใดมีวิธีใหเหตุผลแตกตางจากขออื่น
1) เมื่อยามรักนํ้าตมผักขมชมวาหวาน 2) ไมมีอาชีพใดสบายแมแตการเปนนักรอง
3) เมฆมีมากมายในวันนี้ ชวยเตรียมรมใหทีนะทูนหัว 4) งานใดทําดวยใจรัก หินวาหนักยังเบาดุจปุยนุน
97. ขอใดมีวิธีการใหเหตุผลตางจากขออื่น
1) ความขยันหมั่นเพียร มีมานะและมุงมั่น ยอมนําทางไปสูความสําเร็จ
2) ทุกคนตองการความกาวหนาในชีวิต จึงพากันเรงหาทรัพยสินเงินทอง
3) ความสงบทางใจมิใชเกิดขึ้นเองได หากไดมาดวยการปฏิบัติธรรมอยูเปนนิจ
4) ประเทศไทยพัฒนากาวไกลเพราะมีเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง และสังคมที่ดี
BOBBYtutor Thai Note
98. ขอใดไมใชการอนุมานจากผลไปหาเหตุ
1) คนที่ทํางานไป เรียนไป คิดไปจะไมเปนคนตายดาน
2) โดยมากคนที่ทํางานไมกาวหนามักเปนผูที่ไมมีแผนการจะทําใหตนกาวหนา
3) ประชาชนไทยอยูกันอยางรมเย็นเปนสุขแตครั้งอดีตกาลดวยพระบารมีของพระมหากษัตริย
4) หมอดูเปนสวนคอนขางจําเปนสําหรับสังคมยุคนี้ ยุคแหงความผันแปรและยุงยากกับการคาดคะเนดานเศรษฐกิจ
และการเมือง
การแสดงทรรศนะ
ทรรศนะ คือ ความคิดเห็นที่ประกอบดวยเหตุผล
1. โครงสรางของการแสดงทรรศนะมี 3 อยาง คือ
1. ที่มา
2. สนับสนุน
3. ขอสรุป
2. ทรรศนะของแตละคนแตกตางกันดวยเหตุดังนี้
1. คุณสมบัติทางธรรมชาติ เชน ไหวพริบ เชาวน ความถนัด
2. อิทธิพลของสิ่งแวดลอม เชน สถานที่ อากาศ บานเมือง ชุมชน ระบบการศึกษา สื่อมวลชน ฯลฯ
3. ทรรศนะแบงเปน 3 ประเภท ดังนี้
1. ทรรศนะเกี่ยวกับขอเท็จจริง กลาวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเปนอยางไร
2. ทรรศนะเกี่ยวกับคุณคาหรือคานิยม คือ การประเมินวาสิ่งนั้นถูกหรือผิด ดีหรือดอย ฯลฯ
3. ทรรศนะเกี่ยวกับนโยบาย คือ การเสนอแนะใหทําสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
4. วิธีใชภาษาในการแสดงทรรศนะ คือ
1. ใชบุรุษสรรพนามที่ 1 เชน ขาพเจาคิดวา เห็นวา เขาใจวา
2. ใชคํา หรือกลุมคํา เชน นาจะ ควร คง อาจ คง มัก พึง
5. ปจจัยที่สงเสริมการแสดงทรรศนะ มี 2 ปจจัย คือ
1. ปจจัยภายนอก เชน สื่อ ผูรับสาร บุคคลอื่น สถานที่ บรรยากาศ เวลา
2. ปจจัยภายใน เชน ความเชื่อมั่น ความสามารถในการใชภาษา สติปญญา ความพรอมทางกาย
6. การประเมินคาทรรศนะควรคํานึงถึงสิ่งตอไปนี้เปนแนวทาง
1. ประโยชนและลักษณะสรางสรรค
2. ความสมเหตุสมผล
3. ความเหมาะสมกับผูรับสารและกาลเทศะ
4. การใชภาษาที่ชัดเจนเหมาะสม
BOBBYtutor Thai Note
99. ขอใดเปนการใชภาษาที่แสดงวาเปนการเสนอทรรศนะ
1) การศึกษางานสรางสรรคชวยสรางความแข็งแกรงทางวัฒนธรรม
2) หากเก็บเวลาไวในขวดได ทุกคนก็อยากเก็บเวลาอันเต็มไปดวยฝนไว
3) รัฐนาจะกระจายอํานาจลงสูระดับตําบลไดโดยการสงเจาหนาที่ไปดูแล
4) มนุษยกลัวความแกเพราะไมใชแคมีอายุมากขึ้น แตความแกเปนโรคอยางหนึ่ง
100. ขอใดไมแสดงทรรศนะ
1) ครูเปนปูชนียบุคคล 2) มุมตกเทากับมุมสะทอน
3) ชายขาวเปลือกหญิงขาวสาร 4) กลิ้งไวกอนพอสอนไว
101. ขอใดแสดงทรรศนะเกี่ยวกับคานิยม
1) วิถีทางเดียวที่โลกจะเพิ่มพูนความสุขคือการแบงปนความสุข
2) การสอบแขงขันเขามหาวิทยาลัย เปนทางหนึ่งที่ทําใหเด็กเกิดความเครียด
3) กรุงเทพมหานครควรหาวิธีกําจัดขยะใหถูกวิธี ปญหามลพิษจะไดหมดไป
4) การปองกันมิใหเกิดอุบัติภัยบนทองถนนคือ ทุกคนปฏิบัติตามกฎจราจร
102. "มหาวิทยาลัยเปนเพียงปจจัยหนึ่งในบรรดาปจจัยทั้งหลายของความเจริญ หากปจจัยอื่นๆ ไมพรอมที่จะใหมหาวิทยาลัย
เขาไปชวยสนับสนุน การมีมหาวิยาลัยก็จะเปนสิ่งที่มีราคาแพงเกินไปสําหรับประเทศยากจนอยางประเทศไทย"
ขอความนี้เปนสารแสดงความคิดเห็นแบบใด
1) วินิจฉัย 2) สันนิษฐาน 3) ประเมินคา 4) เสนอแนะ
การโตแยง
การโตแยง คือ การแสดงทรรศนะที่แตกตางกันระหวางบุคคล 2 ฝาย โดยแตละฝายพยายามอางขอมูล สถิติ หลักฐาน
เหตุผลตางๆ มาสนับสนุนทรรศนะของตนและคัดคานทรรศนะของอีกฝายหนึ่ง ถาทั้ง 2 ฝาย ใสอารมณโกรธเพียงเพื่อ
จะเอาชนะกันโดยไมยอมรับทรรศนะของแตละฝายถือวาเปนการโตเถียง
โครงสรางของการโตแยง ประกอบดวย
1. ขอสรุป
2. เหตุผล
กระบวนการโตแยงมี 4 ขั้น ดังนี้
1. ตั้งประเด็นในการโตแยง มี 3 ประเภท
1. เกี่ยวกับขอเสนอเพื่อใหการเปลี่ยนแปลงสภาพเดิม
2. เกี่ยวกับขอเท็จจริง
3. เกี่ยวกับคุณคา
BOBBYtutor Thai Note
2. นิยามคําสําคัญที่อยูในประเด็นของการโตแยง
3. คนหาและเรียบเรียงขอสนับสนุนทรรศนะของตน
4. ชี้ใหเห็นจุดออนของทรรศนะฝายตรงขาม มี 3 ประการดังนี้
1. ชี้จุดออนของการนิยาม
2. ชี้จุดออนในดานปริมาณความถูกตองของขอมูล
3. ชี้จุดออนของสมมุติฐานและวิธีการอนุมาน
การวินิจฉัยเพื่อการตัดสินขอโตแยงมี 2 แบบ คือ
1. วินิจฉัยเฉพาะเนื้อหาสาระที่แตละฝายนํามาโตแยงกัน
2. วินิจฉัยโดยใชดุลพินิจของตนประกอบ
ขอควรระวังในการโตแยง คือ
1. ควรหลีกเลี่ยงการใชอารมณ
2. ควรมีมารยาทในการใชภาษาวัจนภาษาและอวัจนภาษา
3. ควรเลือกประเด็นที่มีแนวทางสรางสรรค
103. ขั้นตอนของการโตแยงในขอใดควรเปนขั้นตอนขอแรก
1) การตั้งประเด็นปญหาในการโตแยง 2) การคนหาขอสนับสนุนในทรรศนะของตน
3) การนิยามคําสําคัญในประเด็นการโตแยง 4) การชี้ใหเห็นขอผิดพลาดในทรรศนะของตน
จงอานขอความตอไปนี้แลวตอบคําถามขอ 104-106
อุดมการณของอุดมศึกษา คือ การสอน การวิจัย การบริหารสังคมและการทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรมดังที่กลาวไว
แตมหาวิทยาลัยก็ควรคํานึงถึงการปลูกฝงคุณธรรมใหแกนักศึกษาดวย หาไมแลวมหาวิทยาลัยยอมมีคาเปนเพียงโรงงาน
ผลิตเครื่องมือใหแกสังคมหรือเปนโรงฝกอบรมนักวิชาชีพชั้นสูงเทานั้น มิใชแหลงสรางคนดีที่มีความเกง
104. ขอใดเปนประเด็นของการโตแยง
1) ควรแกไขเพิ่มเติมอุดมการณของการศึกษาหรือไม
2) มหาวิทยาลัยเปนแหลงสรางคนดีที่มีความเกงจริงหรือ
3) คุณธรรมเปนสิ่งจําเปนในการเรียนระดับอุดมศึกษาหรือไม
4) มหาวิทยาลัยควรหลีกเลี่ยงจากการเปนโรงงานผลิตเครื่องมือใหแกสังคมหรือไม
105. ขอใดเปนจุดออนของฝายตรงขามที่ผูพูดมองเห็น
1) มองขามบางสิ่งบางอยางที่สําคัญ 2) กลาวถึงอุดมการณที่สูงสงเกินไป
3) มุงมั่นสรางคนเกงมากเกินไป 4) ไมเห็นความสําคัญของคนดี
106. ขอความคูใดมีความสัมพันธกันตรงตามจุดประสงคของผูพูด
1) การใหการศึกษา - การกลอมเกลาจิตใจ 2) การสอนการวิจัย - การฝกอบรมนักวิชาชีพ
3) การทํานุบํารุงวัฒนธรรม - การปลูกฝงคุณธรรม 4) การบริการสังคม - การผลิตเครื่องมือใหแกสังคม
BOBBYtutor Thai Note
การโนมนาวใจ
การโนมนาวใจ คือ การใชความพยายามที่จะเปลี่ยนความเชื่อ ทัศนคติ คานิยม และการกระทําของบุคคลอื่น
ดวยกลวิธีที่เหมาะสมใหมีผลกระทบใจบุคคลนั้น จนเกิดการยอมรับและยอมเปลี่ยนตามที่ผูโนมนาวใจตองการ
กลวิธีการโนมนาวใจมี 6 วิธี คือ
1. แสดงใหประจักษถึงความนาเชื่อถือของบุคคลผูโนมนาวใจ คือ ตองมีความรูจริง มีคุณธรรมและปรารถนาดีตอผูอื่น
2. แสดงใหเห็นความหนักแนนของเหตุผล
3. แสดงใหประจักษถึงความรูสึกหรืออารมณรวมกัน
4. แสดงใหเห็นทางเลือกทั้งดานดีและดานเสีย
5. สรางความหรรษาแกผูรับสาร
6. เราใหเกิดอารมณอยางเเรงกลา
ลักษณะนํ้าเสียงของภาษาที่โนมนาวใจ เปนลักษณะเชิงเสนอแนะ ขอรอง วิงวอน และเราใจ
การพิจารณาสารโนมนาวใจในลักษณะตางๆ ซึ่งพบในโอกาสและสถานที่ตางๆ
1. คําเชิญชวน มักมีจุดประสงคเดนชัด ชี้ใหเห็นประโยชนและวิธีปฏิบัติ
2. โฆษณาสินคาหรือโฆษณาบริการ มักมีลักษณะดังนี้
- มีสวนนําที่สะดุดหู สะดุดตา ใชถอยคําที่แปลกใหม
- ถอยคําหรือประโยคสั้น ๆ ครอบคลุมเนื้อหาครบถวน
- กลาวถึงความดีเดนของสินคาจนเกินความจริง และไมกลาวถึงความดอยของสินคา
- เนนความสําคัญของความตองการขั้นพื้นฐานของมนุษย
- มักขาดเหตุผลที่รัดกุม และไมถูกตองทางวิชาการ
- ปรากฏอยูในสื่อตางๆ ตอเนื่องกันเพื่อใหจําได
3. โฆษณาชวนเชื่อ คือ ความพยายามโดยจงใจที่จะเปลี่ยนความเชื่อของบุคคลหรือกลุมชน โดยไมคํานึงถึง
ความถูกตองตามเหตุผลและขอเท็จจริง มี 2 ประเภท คือ
1. การโฆษณาชวนเชื่อทางการคา
2. การโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง
กลวิธีการโฆษณาชวนเชื่อมีดังนี้
1. ตราชื่อ โดยใชคํากลาวถึงฝายตรงขาม เพื่อใหคนเสื่อมศรัทธา เชน พวกหัวโบราณ พวกขวาจัด พวกปลาไหล
2. ใชถอยคําหรูหรา เพื่อใหฟงดูนาเลื่อมใสศรัทธา
3. อางบุคคลหรือสถาบันที่เคารพนับถือ เพื่อใหผูฟงมีทัศนคติที่ดีตอผูโฆษณาและเกิดความเลื่อมใส
4. ทําตนเหมือนชาวบานธรรมดาหรือเปนพวกเดียวกับผูรับสาร เพื่อใหเกิดความไววางใจ
5. อางแตประโยชนตน ไมกลาวในสวนที่เสีย
6. อางคนสวนใหญยอมรับหลักการ ถาใครไมเห็นดวยก็จะถือวาผิดปกติ เปนตน
107. ขอใดเปนภาษาที่มีลักษณะโนมนาวใจเดนชัดที่สุด
1) ขับชาๆ อันตราย 2) เทอยางมีทาไมพึ่งพาบุหรี่
3) ไมมีทานเราอดไมมีรถทานเดิน 4) ไกงามเพราะขนคนงามเพราะแตง
BOBBYtutor Thai Note
108. ขอใดแฝงเจตนาเชนเดียวกับคําขวัญนี้ “ทิ้งขยะไมเปนที่หมดราศีไปทั้งเมือง”
1) นํ้ามันมีนอย ใชสอยจงประหยัด 2) ตัดไมทําลายปานํ้าทาจะขาดแคลน
3) ประหยัดไฟวันละนิดชวยเศรษฐกิจเปนลาน 4) หนึ่งเสียงของทาน สรางสรรคประชาธิปไตย
109. คําขวัญขอใดที่ใชกลวิธีโนมนาวใจใหเห็นทางเลือกทั้งดานดีและดานเสีย
1) รักชาติตองพัฒนา รักปาตองอนุรักษ 2) ปาไมบํารุงชาติ ปาพินาศชาติวอดวาย
3) ดุลธรรมชาติจะสิ้นไปหากวันใดไทยสิ้นปา 4) ฝนตกทั่วฟาเพราะปาชวยไวไรสิ้นอุทกภัยเมืองไทยรมเย็น
110. ขอใดเปนคําขวัญที่ถูกตามลักษณะภาษาและความสมจริง
1) มีลูกสองสนองนโยบายรัฐ 2) ออกกําลังกายวันละนิด ชีวิตจะยืนยาว
3) บานเมืองจะสะอาดถาปราศจากคนมักงาย 4) เมื่อเสียชีวิตอุทิศนัยนตาชวยชีวาเพื่อนมนุษย
111. การหาความรูใสตัวนั้นเปนสิ่งสําคัญอยางยิ่งสําหรับทุกคน เพราะวาตอไปในชีวิตถาขาดความรูความสามารถจะ
ไมอาจเลี้ยงตัวใหรอดได” ขอความขางตนนี้เปนการอนุมานดวยวิธีใด
1) จากเหตุไปหาเหตุ 2) จากเหตุไปหาผลลัพธ
3) จากผลลัพธไปหาเหตุ 4) จากผลลัพธไปหาผลลัพธ
112. จุดมุงหมายสําคัญของผูกลาวขอความขอ 106 นี้คืออะไร
1) โนมนาวใหคนแสวงหาความรู 2) แสดงใหเห็นความสําคัญของความรู
3) แสดงใหเห็นความลมเหลวของคนที่ขาดความรู 4) ยืนยันวาคนที่มีความรูสามารถเลี้ยงตัวเองได
ราชาภิสดุดี
ราชาภิสดุดี เปนคําสมาสชนิดเปลี่ยนเสียงจาก คําราช-อภิสดุดี คือ สนธินั่นเอง
ที่มาของเรื่อง นายภาวาส บุนนาค รองเลขาธิการไดอานเฉพาะพระพักตรพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ในพระราชพิธี
บวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจา เนื่องในโอกาสงานฉลองกรุงรัตนโกสินทรครบรอบศตวรรษ
(200 ป) ณ บริเวณพิธีมณฑลทองสนามหลวง เมื่อวันจันทรที่ 5 เมษายน 2525
รูปแบบ เปนคําประกาศที่เปนรอยแกวเรียบเรียงเปนภาษาระดับพิธีการอยางไพเราะสละสลวย และมีสัมผัสตอเนื่อง
กันทุกวรรคคลายรายยาว
เนื้อหา ในโอกาสที่กรุงรัตนโกสินทรมีอายุครบ 200 ป เมื่อ พ.ศ. 2525 ไดมีการจัดงานสมโภชขึ้นทั่วราชอาณาจักร
เพื่อปลูกฝงความจงรักภักดีและภาคภูมิใจในประเทศชาติที่มีเอกราชมาชานาน เพราะพระบูรพมหากษัตริยองคกอนๆ
เชน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาฯ ไดทะนุบํารุงทั้งทางดานพุทธจักรและอาณาจักรดังนี้
- โปรดใหสังคายนาพระไตรปฎกและตรากฎหมายจัดระเบียบสงฆ
- ทรงสรางราชธานีขึ้นใหม มีปอมปราการแข็งแรงและกําลังไพรพลเขมแข็ง
- โปรดใหประมวลและชําระกฎหมาย
- ทรงสงเสริมและฟนฟูศิลปะ วรรณคดี ขนบธรรมเนียม ราชประเพณี
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว (ร. 9) จึงโปรดเกลาฯ ใหมีราชพิธีบวงสรวงขึ้นทามกลางที่ประชุมแหงพระราชวงศ
ขาราชการ พอคาและประชาชน
ในตอนทายขอพระบรมเดชานุภาพแหงบูรพมหากษัตริยไดคุมครองประเทศไทยและคนไทยปราศจากภัยพิบัติตางๆ
มีความสามัคคีรวมกันทํางานเพื่อใหประเทศเจริญกาวหนาตอไป
BOBBYtutor Thai Note
แนวคิด 1. พระมหากษัตริยแหงพระบรมราชจักรีวงศทุกพระองคลวนทรงบําเพ็ญพระราชกรณียกิจ เพื่อประโยชนสุขของ
ประชาชนและประเทศชาติตลอดมา
2. ผูนําที่ฉลาดและเขมแข็ง เสียสละเพื่อประโยชนสุขของสวนรวมเทานั้น ที่สามารถนําประเทศที่กําลังระสํ่า-
ระสายใหผานพนภัยตางๆ ได
คานิยม 1. ความมั่นคงและความเจริญรุงเรืองของประเทศชาติสําคัญเหนือสิ่งอื่นใด
2. การพัฒนาบานเมืองนั้นตองทะนุบํารุงทั้งพุทธจักรและอาณาจักร การแสดงความกตัญูกตเวทีเปนสิ่งดีงาม
ขัตติยพันธกรณี
ผูแตง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวและสมเด็จพระเจาบรมวงเธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ
รูปแบบ เปนรอยกรองประเภทโคลงสี่สุภาพและอินทรวิเชียรฉันท
จุดประสงค เพื่ออําลาพระเจานองยาเธอกรมพระยาดํารงราชานุภาพเพราะทรงทุกขโทมนัส เนื่องจากฝรั่งเศสเขามาคุกคาม
อธิปไตย กรมพระยาดํารงราชานุภาพทรงพระนิพนธตอบทันที
เนื้อหา พระบามสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงระบายความทุกขโทมนัส ทรงเปรียบเหมือนเปนฝที่เจ็บปวดและ
ถูกตาปูตอกที่พระบาทจนไมประสงคจะดํารงพระชนมชีพตอไป เมื่อกรมพระยาดํารงราชานุภาพทรงนิพนธบทประพันธถวาย
ตอบทําใหพระองคมีพลังพระราชหฤทัยขึ้น
แนวคิด 1. อานุภาพแหงบทกวีอาจพลิกผันเหตุการณรายใหกลายเปนดีได
2. ผูไมไดเปนกวีเมื่อเกิดอารมณสะเทือนใจก็อาจแตงคําประพันอันมีคาขึ้นมาได
คานิยม 1. พันธกรณีที่มีตอชาตินั้นสําคัญยิ่งกวาชีวิต
2. ผูที่อยูในฐานะที่สูงกวาก็ไมควรสรางความทุกขใจใหแกผูที่ตํ่ากวา
3. ผูที่อยูในตําแหนงที่สูงเพียงใดก็ตองการกําลังใจจากผูอื่น
วรรณนากาลามสูตร
ผูแตง สมเด็จพระมหาสมณเจากรมพระยาวชิรญาณวโรรส
จุดมุงหมาย เพื่อใหผูที่ไมมีโอกาสศึกษาภาษาบาลีไดเขาใจพระสูตรตางๆ ยิ่งขึ้น
รูปแบบ เปนรอยแกวในรูปคําถามคําตอบ หรือปุจฉา วิสัชนา
ความหมายของชื่อเรื่อง
วรรณนา (พรรณนา) หมายถึง การอธิบายใหเปนที่เขาใจอยางแจมแจง
กาลาม หมายถึง ชนชาติชาวกาลามะในแควนโกศล
สูตร คือ ชื่อสูตรหนึ่งในพระไตรปฎกในสวนที่เรียกวา พระสุตันตปฎกหมวดขุททกนิกายชาดก ซึ่งวาดวยธรรมเทศนา
เบ็ดเตล็ด รวมทั้งภาษิตและประวัติสาวกตาง ๆ ดวย
เนื้อหา เมื่อพระพุทธเจาเสด็จถึงเกสปุตตนิคม ชาวกาละมะไดกราบทูลถามวา ผูที่นับถือลัทธิศาสนาตางๆ ตางก็ยกยอง
ลัทธิของตนและดูหมิ่นลัทธิอื่นๆ เชนนี้จะเชื่อใครดี พระพุทธเจาจึงตรัสเทศนากาลามสูตรวาอยาถือโดยอาการ 10 ประการ
ตอไปนี้ คือ
BOBBYtutor Thai Note
1. โดยฟงตามกันมา 2. โดยลําดับสืบๆ กันมา
3. โดยตื่นวาไดยินมาอยางนั้น 4. โดยอางตํารา
5. โดยเหตุนึกเดาเอา 6. โดยนับถือคาดคะเน
7. โดยตรึกตามอาการ 8. โดยชอบใจเพราะตองกับลัทธิของตน
9. โดยเชื่อวาผูพูดควรจะเชื่อถือได 10. โดยนับถือวาผูนั้นเปนครูของเรา
เเตใหเชื่อถือไดโดยใชสติปญญาพิจารณาไตรตรองเหตุผลกอน และพระองคไดทรงแสดงใหเห็นโทษของความโลภ
โกรธ หลง และคุณของความไมโลภ ไมโกรธ ไมหลง เชน การอบรมเด็กใหฝกสอนเด็กไดรูดีและชั่วดวยตัวของเด็กเอง
ไมควรลงโทษดวยการเฆี่ยนตี เด็กอาจเปนคนหนาไหวหลังหลอกได ถาเด็กไมมีสติปญญาจะสอนตามหลักพระพุทธ
ศาสนาไมไดและการลงโทษใหเข็ดหลาบไมใหทําความชั่วอีกนับวาเปนประโยชน แตการลงโทษดวยโทสะเปนโทษ การประกอบ
สัมมาชีพไมใชความโลภ
แนวคิด ควรใชสติปญญาพิจารณาไตรตรองเหตุผลกอนเสมอ
คานิยม - ความเชื่อเมื่อใชสติปญญาไตรตรองกอนแลวยอมไมแปรปรวน
- ไมควรลงโทษดวยความโกรธ
- การบูชาพระพุทธเจาที่ถูกตอง คือ ปฏิบัติตามคําสอนของพระองค
มหาเวสสันดรชาดกกัณฑมหาราช
ผูแตง สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
รูปแบบ เปนรายยาว มีคาถาบาลีนําสลับกับภาษาไทยเปนตอนๆ ตอนแหลจัดพล จังหวะของรายเร็วเลนสัมผัสสระและ
อักษร บางตอนเปนกลบทยติภังคคือแยกคําระหวางวรรคผูเทศนกัณฑนี้ตองมีเสียงใหญกองกังวาน
เนื้อหา ชูชกพาสองกุมารหลงเขาไปในกรุงเชตุดร พระเจากรุงสญชัยทรงจําไดจึงกราบทูลวา พระรับสั่งใหอํามาตย
นําเขาเฝาแลวตรัสถามความเปนมา ชูชกจึงกราบทูลวาพระเวสสันดรพระราชทานให พวกอํามาตยก็พากันตําหนินินทา
พระเวสสันดรวาบริจาคลูกใหเปนทาน พระชาลีไดกลาวแกวาพระบิดาอยูในปาไมมีทรัพยอื่นใดบริจาคนอกจากลูก
พระเจาสญชัยไดทรงไถตัวพระชาลีดวยทองพันตําลึง พระกัณหาดวยสวิญญาณทรัพย คือ ทรัพยมีชีวิต ไดแก ชาง มา
โคนม ทาสหญิง ทาสชาย อยางละรอยพรอมกับทองรอยตําลึง และเตรียมจัดกองทัพไปรับพระเวสสันดรและพระนางมัท
รีกลับ ฝายชูชกไดบริโภคอาหารจนธาตุไฟยอยไมทันถึงแกความตาย พระเจาสญชัยจึงโปรดใหจัดฌาปณกิจศพและปาว
ประกาศใหญาติมารับสมบัติ แตไมมีผูใดมารับจึงนําทรัพยเหลานั้นเขาทองพระคลังตามเดิม
แนวคิด 1. ธรรมยอมคุมครองผูประพฤติธรรม
2. ผูมีปญญาและคุณธรรม ปฏิบัติตนถูกกาลเทศะแมเปนเด็กก็ไดรับยกยองจากผูใหญ
คานิยม 1. แนวโลกียะ คือ แนวที่ยังเกี่ยวของกับทางโลก
- ผูนําประเทศยอมเห็นแกประโยชนสวนรวมเหนือสิ่งอื่นใด
- การอยูในวัง (อยางพระเจาสญชัย) ยอมสบายกวาอยูในปา( อยางพระมัทรี)
2. แนวโลกุตระ คือ แนวที่ไมเกี่ยวของกับทางโลก
- เมื่อทําอะไรผิดพลาดก็ไมมีอัสมิมานิ (การถือเขาถือเรา) ควรรูจักขออภัยแมจะเปนเด็กก็ตาม
- บุตรที่ดีควรมีความกตัญูตอบิดามารดา
BOBBYtutor Thai Note
ขุนชางขุนแผน ตอนขุนแผนลุแกโทษ
ผูแตง ไมปรากฏหลักฐานวาใครเปนผูแตง
ที่มา เปนตํานานที่เลาตอๆ กันมาในจังหวัดสุพรรณบุรีและกาญจนบุรี มีเคามาจากเรื่องจริงปรากฏอยูในหนังสือคําใหการ
ของชาวกรุงเกา
รูปแบบ เปนกลอนเสภาซึ่งมักขึ้นตนวา จะกลาวถึง ครานั้น การขับเสภามีที่มาจากการเลานิทาน มีกรับเปนเครื่องเคาะจังหวะ
นิยมขับเรื่องขุนชางขุนแผนเทานั้น ความหมายลุแกโทษ หมายถึง ยอมรับผิด ขอเขามอบตัวเพื่อรับโทษ
เนื้อหา ขุนแผนไดชิงนางวันทองจากขุนชางมา และพาไปหลบอยูในปาจนนางวันทองทองได 7 เดือน ขุนแผนสงสาร
นางวันทองที่ทองแกถาคลอดลูกในปาจะลําบากจึงพานางไปพึ่งพระพิจิตร ตอมาขุนแผนเกรงวาพระพิจิตรจะเดือดรอน
จึงขอมอบตัวเพื่อรับโทษโดยใหพระพิจิตรสงตัวลงเรือไปอยุธยาใหจมื่นศรีจองจําเพื่อเขาเฝาสมเด็จพระพันวษา
เเนวคิด 1. รักแทยอมไมหวั่นไหวตออุปสรรคใดๆ
2. การปฏิบัติตามหนาที่อยางถูกตองยอมไดรับผลดีตอบแทน
คานิยม 1. กฎหมายยอมศักดิ์สิทธิ์เหนือสิ่งอื่นใด
2. ลูกยอมมีความสําคัญกวาใครๆ
3. ความกตัญูเปนคุณธรรมที่ควรปฏิบัติ
คําศัพทเกี่ยวกับหนังสือราชการสมัยกอน
ทองตรา คือ หนังสือพระเจาแผนดินจากเมืองหลวงไปถึงหัวเมือง
ศุภอักษร คือ หนังสือพระเจาแผนดินจากเมืองหลวงไปถึงประเทศราช
ตรา คือ หนังสือราชการของขุนนางเสนาบดีไปถึงหัวเมือง
หนังสือ คือ หนังสือราชการของขุนนางตํ่ากวาเสนาบดี
ใบบอก คือ หนังสือจากประเทศราชหรือหัวเมืองไปถึงเมืองหลวง
วารีดุริยางค
ดุริยางค แปลวา ดนตรีแหงสายนํ้า
ผูแตง นายเนาวรัตน พงษไพบูลย ซึ่งมีความสามารถเขียนกลอนและโคลงจนไดรับรางวัลตางๆ ดังนี้ เรื่องอาทิตย
ถึงจันทร, ชักมาชมเมือง, เพียงความคลื่อนไหว และนกขมิ้น
รูปแบบ เปนกลอนสุภาพ 100 บท แตนํามาเรียนเพียง 24 บท
เนื้อหา สิ่งที่เปนธรรมชาติมีความงดงามและสงบ มนุษยไมควรทําใจใหเหมือนควันในเวลากลางคืนและเหมือนไฟใน
เวลากลางวัน ควรหยุดดิ้นรนเหมือนธรรมชาติ โดยทํากายเหมือนตนไมใหความรมเย็นและใจเหมือนสายนํ้าไหลไปอยางอิสระ
ในที่ตางๆ หรือเหมือนกรวดทรายที่ไมไยดีตอทุกขโศกทั้งปวง
แนวคิด การมีชีวิตที่สงบทั้งกายและใจยอมเปนประโยชนตอผูอื่นเหมือนธรรมชาติ
คานิยม 1. ความงามของธรรมชาติยอมสวยงาม และมีคากวาความงามที่มนุษยสรางขึ้น
2. ใจสําคัญกวากาย เมื่อใจเปนสุขกายก็สุขดวย
3. ควรทําประโยชนใหแกผูอื่นมากกวาทําประโยชนใหแกตนอยางเดียว
BOBBYtutor Thai Note
113. ขอใดเปนคุณคาเชิงสารประโยชนประการสําคัญที่ไดจากคําประกาศราชาภิสดุดี
1) กอใหเกิดศรัทธาในการฟนฟูประเทศ
2) ชวยใหทราบถึงอายุของกรุงเทพมหานคร
3) ชวยใหทราบถึงอุปสรรคและภัยตางๆ ที่มีมาถึงประเทศชาติ
4) กอใหเกิดความรูสึกภูมิใจในความมั่นคงและความเจริญของประเทศชาติ
114. “ประชาชนทั้งหลายตางมีความปราโมทยบันเทิงใจที่สามารถตั้งบานเมืองเปนอิสระสถาวรสืบมาไดอีกถึงสองศตวรรษ”
ขอความนี้แฝงคานิยมขอใดไว
1) กตัญูกตเวที 2) ความสามัคคี
3) ความมีเอกราช 4) ความปราโมทยบันเทิงใจ
115. “..........พระราชกรณียกิจในแตละแผนดิน” ขอความที่พิมพตัวหนาหมายถึงแผนดินสมัยใด
1) สุโขทัย 2) อยุธยา
3) ธนบุรี 4) รัตนโกสินทร
116. ขอใดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกฯ โปรดเกลาใหจัดทําขึ้นเพื่อความเจริญมั่นคงทางดานพุทธจักร
1) ฟนฟูศิลปะวรรณคดี 2) ชําระกฎหมายตราสามดวง
3) ฟนฟูขนบธรรมเนียมราชประเพณี 4) จัดทําอรรถกถาอนุฎีกา
117. “บรรดาการที่ทรงกระทําใหแกชาตินั้นลวนลําบากยากยิ่ง แตละเรื่องแตละสิ่งตองปฏิบัติบําเพ็ญอยางอุกฤษฏดวย
พระปรีชาชาญอันลึกซึ้งกวางไกล” ขอความนี้กลาวถึงเรื่องใด
1) เทิดทูนพระบุญญาบารมี 2) เทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณ
3) เทิดทูนพระราชกรณียกิจ 4) เทิดทูนพระปรีชาญาณอันลึกซึ้ง
118. ในเรื่องขัตติยพันธกรณี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวและสทเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพทรง
กลาวถึงคุณธรรมในขอใดตรงกัน
1) ความกตัญูกตเวที 2) ความรักชาติรักแผนดิน
3) ความรักเกียรติรักศักดิ์ศรี 4) ความสํานึกในหนาที่รับผิดชอบ
ใหใชคําประพันธตอไปนี้ตอบคําถามขอ 119-120
"ตะปูดอกใหญตรึ้ง บาทา อยูเฮย
จึงบอาจลีลา คลองได
เชิญผูที่เมตตา แกสัตว ปวงเฮย
ชักตะปูนี้ให สงขาอัญขยม"
119. ตะปูดอกใหญในที่นี้ตรงกับขอใด
1) อุปสรรค 2) ภาระหนาที่
3) ความทุกขกาย 4) ความทุกขใจ
120. ตะปูดอกใหญเปนภาพพจนประเภทใด
1) อุปมา 2) อุปลักษณ
3) สัญลักษณ 4) อติพจน
BOBBYtutor Thai Note
121. มหาราชเปนกัณฑที่อยูระหวางกัณฑอะไร
1) กุมาร มัทรี 2) สักบรรพ ฉกษัตริย
3) จุลพน มหาพน 4) ฉกษัตริย นครกัณฑ
122. เสียงผูเทศนกัณฑมหาราชจะมีลักกษณะอยางไร
1) เสียงหาวกังวาน 2) เสียงทุมนุมนวล 3) เสียงกังวานหวานใส 4) เสียงใหญกองกังวาน
123. เมื่อเทศนกัณฑมหาราชจบลงแลวปพาทยจะบรรเลงเพลงอะไร
1) กลม 2) สาธุการ 3) กราวนอก 4) โอดเชิดฉิ่ง
124. ผูที่มีบทบาทสําคัญในกัณฑมหาราชคือใคร
1) ชาลี 2) กัณหา 3) พระนางผุสดี 4) พระเขากรุงสญชัย
125. ผูแตงกัณฑมหาราชไมแตงมหาชาติกัณฑใด
1) ทศพร หิมพานต 2) ทานกัณฑ จุลพน 3) มหาพน มัทรี 4) สักบรรพ ฉกษัตริย
126. “สวนวาเฒารางรายชูชกทลิททกทารุณชาติ ครั้นรุงเชาก็พาสองเจาพระกุมารกุมารีราชมาถึงทางสองแพรง”
ทางสองแพรงที่กลาวถึงในคําประพันธที่ยกมานี้เปนทางไปสูเมืองใด
1) กรุงเชตุดร กับกรุงสาวัตถี 2) ทุนวิฐ กับกลึงราษฎร
3) กลึงราษฎร กับสีวีราษฎร 4) กรุงกบิลพัสดุ กับกรุงเชตุดร
127. “หมายจะปองปดขจัดขอครหาแหงหมูอํามาตย ดุจขุนเขาสิเนรุราชอันลมประลัยโลกพัดพานบันดาลใหเอนเอียง
มีมหิทธิเทพเขาเอาพระกรประคองเคียงใหคืนคงตั้งตรงดังเกา” ขอความขางตนนี้ใชโวหารอะไร
1) อุปมา 2) สาธก 3) บรรยาย 4) พรรณนา
128. จากขอ 127 เปรียบขอครหาแหงหมูอํามาตยตรงกับขอใด
1) พระกร 2) มหิทธิเทพ 3) ลมประลัยโลก 4) ขุนเขาสิเนรุราช
129. จากตัวเลือกขอ 128 ขอใดหมายถึงชาลี
1) ขอ 1) 2) ขอ 2) 3) ขอ 3) 4) ขอ 4)
130. ขอใดกลาวถึงบุคคลที่ตางไปจากขออื่นๆ
1) ดอกหนึ่งพึ่งจะขยายคลายคลี่ ผกากุสุมมาลีละอวลอบหอมตรลบสุคนกําจร ดอกหนึ่งตูมหุมหอเกสรบเบงบาน
2) สองพะงางามตามกันลีลาศ เลหดุจดรุณสิงหราชตามกันยาตรา ออกจากวิจิตรคูหาหองเหมสถานกาญจนะแกว
ผลึกเลิศ
3) ทั้งสองพระองคก็ไตเตาตามลําเนาพนัสพนาวาส เลหประหนึ่งวาสมเด็จพระชนกนาถราชมารดาเที่ยวสืบเสาะแสวง
ทุกแหงหามาพานพบ
4) ทั้งสององคทรงสุนทรลักษณอันประเสริฐสิ้นทุกสิ่งสรรพสุดจะพรรณนา เสมอเหมือนรูปทองทั้งแทงอันบุคคลแกลง
เหลาหลอพึงพอเนตร
BOBBYtutor Thai Note
131. เหตุใดอํามาตยทั้งหลายจึงกลาววาพระเวสสันดรทรงกระทําผิดขัตติยนิติจรรยา
1) เพราะพระเวสสันดรทรงบําเพ็ญบุตรทาน
2) เพราะพระเวสสันดรผนวชเปนฤษีอยูในปา
3) เพราะชูชกกลาวหาวาพระเวสสันดรพระราชทานสองกุมารแกตน
4) เพราะชูชกหลอกลวงวาพระเวสสันดรพระราชทานสองกุมารแกตน
132. ขอใดเปนคําสอนในกาลามสูตร
1) อยาเชื่อใจชางสารและงูเหา 2) อยาเชื่อใจขาเกาอาจตักษัย
3) อยาเชื่อคําเมียรักผูรวมใจ 4) อยาเชื่อใครแมครูบาอาจารยเรา
133. เมื่อชูชกกราบทูลถึงสาเหตุที่ไดสองกุมารมาจากพระเวสสันดร เหลาอํามาตยไดฟงตางพากันตําหนิพระเวสสันดร
พฤติกรรมดังกลาวแสดงวามิไดยึดตามคําสอนขอใดในกาลามสูตร
1) อยาถือโดยเหตุนึกเดาเอา 2) อยาถือโดยนัยคือคาดคะเน
3) อยาถือวาผูพูดควรจะเชื่อถือได 4) อยาถือโดยความตื่นวาไดยินอยางนั้นอยางนี้
134. เหตุใดนางวันทองจึงครํ่าครวญวา “มาซํ้าทองสองทุกขเขาระทม ยิ่งทุกขแลวยิ่งถมมาทับทรวง”
1) เพราะนางวันทองตั้งครรภขณะขุนแผนไปทัพ
2) เพราะนางวันทองตั้งครรภขณะหนีราชภัยอยูในปา
3) เพราะนางวันทองตั้งครรภกับขุนชางขณะหนีมากับขุนแผนในปา
4) เพราะนางวันทองตั้งครรภเปนทองแรกจึงมีความกังวลมากเปนพิเศษ
135. “เจามาเกิดเหมือนหนึ่งจะแกลงฆา มันไมนายินดีแตสักนิด”
จากคําประพันธนางวันทองกลาวเชนนี้เพราะเหตุผลใด
1) อนิจจาทุกขยากลําบากตัว เกลือกกลั้วปฐพีธุลีลม
2) สารพัดขัดสนจนยาก แสนลําบากยวดยิ่งทุกสิ่งสม
3) มาซํ้าทองสองทุกขเขาระทม ยิ่งทุกขแลวยิ่งถมมาทับทรวง
4) มีลูกเหมือนหนึ่งมีมณีดวง นี่มีมาใหเปนหวงเมื่อสิ้นคิด
136. "ถึงแมนอยูเรือนเหยาลูกเตามี จะยินดีเหลือแสนเฝาแหนหวง
มีลูกเหมือนหนึ่งมีมณีดวง นี่มีมาใหเปนหวงเมื่อสิ้นคิด”
แนวคิดสําคัญจากคําประพันธนี้คือขอใด
1) ลูกเปนสมบัติที่มีคาที่สุดของพอแม 2) พอแมควรมีลูกเมื่อพรอมจะเลี้ยงดูได
3) พอแมจะตองเลี้ยงลูกใหดีที่สุดเทาที่จะทําได 4) ลูกทําใหพอแมมีชีวิตที่ยากลําบากมากขึ้น
137. สถานการณใดทําใหขุนแผนอัดอั้นตันใจมากที่สุด ระหวางที่เดินทางในปา
1) สารพัดขัดสนจนยาก แสนลําบากยอดยิ่งทุกสิ่งสม
2) พระทรงฤทธิ์จะคิดเคืองระคาย เห็นไมวายสงครามตามมารบ
3) อลักเอลื่อเหลือสมเพชเวทนา จะคลอดลูกหยูกยาไมหางาย
4) อนิจจาทุกขยากลําบากตัว เกลือกกลั้วปถพีธุลีลม
BOBBYtutor Thai Note
138. ขอใดเปนแรงจูงใจสําคัญที่ทําใหขุนแผนเขามอบตัวตอพระพิจิตร
1) รูวาเจาคุณเอ็นดูสัตว จึงดั้นดัดลัดดงตรงมาหา
2) เราก็เปนคนดีมีวิชา พี่คิดวาหาเปนกระไรไม
3) เมื่อจะเอาโทษทัณฑฉันใด ก็ตามใจดวยเรานี้เปนขา
4) วันทองทองแกนาสงสาร กลัวจะเกิดเหตุการณขึ้นกลางเถื่อน
139. ในเรื่องวารีดุริยางคใหแนวคิดที่เปนประโยชนอยางไร
1) การอยูตามลําพังยอมเกิดปญญา 2) การไดกลิ่นดอกไมปายอมมีความสุข
3) การไดอยูทามกลางธรรมชาติยอมเปนกําไร 4) การพักผอนระงับจิตใจยอมไดประโยชนอยางยิ่ง
140. วารีดุริยางคกลาวถึงมนุษยและธรรมชาติอยางไร
1) ความวาวุนในใจ-ความสงบสุข 2) ความเห็นแกตัว-ความสวยงาม
3) ความเครงเครียด-ความชุมชื่น 4) ความรื่นรมย-ความมั่นคงแข็งแรง
141. สภาพของ “ใจ” ในขอใดตางกับขออื่น
1) สงสารใจใจเจาเอยไมเคยนิ่ง วนและวิ่งคืนและวันหวั่นและไหว
2) และใจเจาจักเปนเชนสายนํ้า ใสเย็นฉํ่าชื่นแลวไหลแผวผาน
3) ทุกวิถีที่ใจไดเที่ยวทอง ลวนขึ้นลองอยูระหวางกลางปลายตน
4) ใจจึงหนายจึงเหนื่อยจึงเมื่อยลา วุนผวาวอนไหวไลตอน
142. “รูจักเพียงพอดีที่จะรับ ความเกิดดับธรรมดาอุทาหรณ
พรอมรูสึกตามวิสัยไปทุกตอน เหมือนทุกกอนกรวดทรายยอมคลายกัน”
ขอใดเปนแนวคิดสําคัญของบทประพันธขางตนนี้
1) ความสุขเกิดจากความพอดี 2) ความสุขเกิดจากความดับสูญ
3) ความสุขเกิดจากความเขาใจชีวิต 4) ความสุขเกิดจากความเสมอภาค
143. แนวคิดจากวารีดุริยางคที่วา “รูจักเพียงพอดีที่จะรับ ความเกิดดับธรรมดาอุทาหรณ” ตรงกับขอใดในพรหมวิหาร 4
1) เมตตา 2) กรุณา 3) มุทิตา 4) อุเบกขา
144. ความที่วา “เกิดแลวกอลอแลวเรนเย็นแลวรอน” ผูเขียนใชกลวิธีการเขียนเสนอภาพพจนตางจากขอใด
1) จักรวาลวุนวายไรสําเนียง 2) อยูหางไกลแตก็ใกลในคุณธรรม
3) วนและวิ่งคืนและวันหวั่นและไหว 4) เสียงนํ้าซึ่งกระซิบสาดปราศจากเสียง
ใหใชคําประพันธตอไปนี้ตอบคําถามขอ 145-147
"มาซิอุปสรรค มาประจักษมาประจัน
เติมเขมใหเต็มครัน ความเปนคนใหขนคน
สองตีนจะติดดิน สองมือชินเสมอชน
ฝนหาจะฝาหน โหมพลังเขาถั่งโถม"
145. ผูอานเกิดอารมณสะเทือนใจเชนไร
1) คึกคัก 2) บุกบั่น 3) มุมานะ 4) หาวหาญ
BOBBYtutor Thai Note
146. ผูเขียนมีศิลปะของการประพันธเปนการเลนคําในลักษณะใดเดนชัดที่สุด
1) เลนคําซํ้า 2) เลนเสียงและจังหวะคํา
3) เลนคํามีความหมายเหมือน 4) เลนซํ้าเสียงพยัญชนะแบบอัพภาส
147. ขอใดแสดงการเลนคําโดยสับเสียงสระและพยัญชนะ
1) เติมเข็มใหเต็มครัน 2) ความเปนคนใหขนคน
3) สองมือชินเสมอชน 4) ฝนหาจะฝาหน
ขอ 148-150 ขอใดที่เมื่อนํามาเติมในชองวางที่เวนไวจะทําใหเห็นวาคําประพันธที่กําหนดใหมีลักษณะพิเศษ
148. “เมื่อไมรักอยารักอยารักฉัน ไมมีวันสักวัน.........หวั่นไหว
เมื่อไมรักอยารักรักทําไม รักใหใจหมองใจใจระทม”
1) ที่ 2) จะ 3) ฉัน 4) วัน
149. “หวานที่ใหไยอาบฉาบยาพิษ พิษชําแรกแทรกฤทธิ์เกินรักษา
สาแกใจที่พะวงหลงรักมา ..........รูวาพิษรายก็สายเกิน”
1) กวา 2) มา 3) เมื่อ 4) พอ
150. “ยามยากคนคนความมาหยามเยย เยยหยามเปรยเปรียบยํ้าคําทับถม
ถมทับใหไหวหวามยามระทม ..........ขื่นขมจนตรมใจ”
1) รักระทม 2) ยามระทม 3) ระทมยาม 4) ตรมสะอื้น
BOBBYtutor Thai Note
เฉลย
1. 4) 2. 3) 3. 3) 4. 3) 5. 2) 6. 1) 7. 3) 8. 4) 9. 2) 10. 2)
11. 2) 12. 4) 13. 2) 14. 1) 15. 1) 16. 4) 17. 4) 18. 4) 19. 2) 20. 3)
21. 2) 22. 3) 23. 4) 24. 2) 25. 2) 26. 3) 27. 1) 28. 4) 29. 4) 30. 1)
31. 1) 32. 2) 33. 3) 34. 3) 35. 4) 36. 1) 37. 2) 38. 4) 39. 2) 40. 4)
41. 2) 42. 3) 43. 1) 44. 3) 45. 1) 46. 3) 47. 2) 48. 1) 49. 4) 50. 1)
51. 4) 52. 1) 53. 1) 54. 4) 55. 3) 56. 2) 57. 3) 58. 4) 59. 4) 60. 1)
61. 2) 62. 3) 63. 4) 64. 2) 65. 1) 66. 3) 67. 2) 68. 2) 69. 1) 70. 1)
71. 4) 72. 4) 73. 2) 74. 1) 75. 3) 76. 4) 77. 4) 78. 2) 79. 1) 80. 3)
81. 4) 82. 3) 83. 3) 84. 3) 85. 1) 86. 3) 87. 1) 88. 2) 89. 4) 90. 4)
91. 1) 92. 2) 93. 3) 94. 2) 95. 3) 96. 2) 97. 4) 98. 1) 99. 3) 100. 2)
101. 1) 102. 3) 103. 1) 104. 3) 105. 1) 106. 1) 107. 4) 108. 2) 109. 2) 110. 3)
111. 4) 112. 1) 113. 4) 114. 3) 115. 4) 116. 4) 117. 3) 118. 4) 119. 4) 120. 2)
121. 2) 122. 4) 123. 3) 124. 4) 125. 3) 126. 3) 127. 1) 128. 3) 129. 2) 130. 3)
131. 1) 132. 4) 133. 1) 134. 2) 135. 3) 136. 3) 137. 3) 138. 4) 139. 4) 140. 1)
141. 2) 142. 3) 143. 4) 144. 3) 145. 2) 146. 2) 147. 4) 148. 4) 149. 2) 150. 3)
!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
BOBBYtutor Thai Note

สรุปภาษาไทย

  • 1.
    สรุปภาษาไทย 1. โครงสรางของพยางค มีองคประกอบดังตอไปนี้(เปลงเสียง 1 ครั้งก็คือ 1 พยางค) พยัญชนะตน สระ วรรณยุกต ทุกพยางคจําเปนตองมีเสมอ! 1. 2. 3. พยัญชนะทาย (ตัวสะกด) บางพยางคไมจําเปนตองมีก็ได4. จากจุดนี้ จึงเปนตัวตัดสินวาโครงสรางพยางคของใครเหมือน/ตางเปนอันดับแรก 2. โครงสรางของแตละพยางค ตองมีทั้งรูป และ เสียง 1. พยัญชนะตน รูป 44 เสียง 21 2. สระ รูป 21 เสียง 21 3. วรรณยุกต รูป 4 เสียง 5 4. พยัญชนะทาย รูป 37 เสียง 8 3. ใหเด็กๆ ถอดพยางค "ทรุด" 1. พยัญชนะตน รูป ทร เสียง /ซ/ 2. สระ รูป ตีนเหยียด เสียง อุ (สั้น) 3. วรรณยุกต รูป -(สามัญ) เสียง ตรี 4. พยัญชนะทาย รูป ด เสียง /ต/ 4. ใหเด็กๆ ถอดพยางค "หมอบ" 1. พยัญชนะตน รูป หม เสียง /ม/ 2. สระ รูป ตัวออ เสียง ออ (ยาว) 3. วรรณยุกต รูป - (สามัญ) เสียง เอก 4. พยัญชนะทาย รูป บ เสียง /ป/ BOBBYtutor Thai Note
  • 2.
    5. พยัญชนะตน มี44 รูป (ก ถึง ฮ) แบงเปนอักษร 3 หมู เรียกวา อักษรไตรยางศ อักษรกลาง ทองวา ไก จิก เด็ก ตาย บน ปาก อาว อักษรสูง ทองวา ผัว ฝาก ถุง ขาว สาร ให ฉัน อักษรตํ่าคู ทองวา พอ คา ฟน ทอง ซื้อ ชาง ฮอ อักษรตํ่าเดี่ยว ทองวา งู ใหญ นอน อยู ณ ริม วัด โม ฬี โลก * ที่เรียกวา ตํ่าคู เพราะมีเสียงคูกับอักษรสูง แมวาหนาตาจะไมเหมือนกัน 6. พยัญชนะตนมี 21 เสียง จากตัวรูป 44 รูป เหลือ 21 เสียง เพราะบางรูปมีเสียงซํ้ากัน 1. รูปพยัญชนะ ก จะเปนเสียง /ก/ 2. รูปพยัญชนะ ข ฃ ค ฅ ฆ จะเปนเสียง /ค/ = /ข/ /ฃ/ /ฅ/ /ฆ/ 3. รูปพยัญชนะ ง จะเปนเสียง /ง/ 4. รูปพยัญชนะ จ จะเปนเสียง /จ/ 5. รูปพยัญชนะ ช ฌ ฉ จะเปนเสียง /ช/ 6. รูปพยัญชนะ ซ ส ศ ษ จะเปนเสียง /ซ/ 7. รูปพยัญชนะ ย ญ จะเปนเสียง /ย/ 8. รูปพยัญชนะ ด ฎ ฑ จะเปนเสียง /ด/ *ระวัง เสียงนี้ในพยัญชนะทายไมมีแลว แมกด = /ต/ 9. รูปพยัญชนะ ต ฏ จะเปนเสียง /ต/ 10. รูปพยัญชนะ ท ถ ธ ฑ ฒ ฐ จะเปนเสียง /ท/ 11. รูปพยัญชนะ น ณ จะเปนเสียง /น/ 12. รูปพยัญชนะ บ จะเปนเสียง /บ/ *ระวัง เสียงนี้ในพยัญชนะทายไมมีแลว แมกบ = /ป/ 13. รูปพยัญชนะ ป จะเปนเสียง /ป/ 14. รูปพยัญชนะ พ ผ ภ จะเปนเสียง /พ/ 15. รูปพยัญชนะ ฟ ฝ จะเปนเสียง /ฟ/ 16. รูปพยัญชนะ ม จะเปนเสียง /ม/ 17. รูปพยัญชนะ ร (ฤ) จะเปนเสียง /ร/ 18. รูปพยัญชนะ ล ฬ (ฦ) จะเปนเสียง /ล/ 19. รูปพยัญชนะ ว จะเปนเสียง /ว/ 20. รูปพยัญชนะ อ จะเปนเสียง /อ/ 21. รูปพยัญชนะ ฮ ห จะเปนเสียง /ฮ/ 7. เสียงพยัญชนะตนควบกลํ้า (เสียงพยัญชนะประสม, เสียงพยัญชนะตน 2 หนวยเสียง) ทองวา กอนคํ่าไปพบเตี่ย (ก ค ป พ ต) คูณดวย ร ล ว กร คร ปร พร ตร ทั้งหมด 11 เสียง เปนของไทยกล คล ปล พล ? กว คว ? ? ? หมายเหตุ คร = ขร คล = ขล คว = ขว พล = ผล หมายเหตุ เสียงควบกลํ้าที่มาจากภาษาอังกฤษ /ดร/ /ฟร/ /ฟล/ /บร/ /บล/ BOBBYtutor Thai Note
  • 3.
    8. เสียงพยัญชนะตนควบกลํ้าไมแท มี2 Version 8.1 ไมออกเสียง ร คือ ตัวหนาออกเสียง (ร ไมออกเสียง) จริง ไซร ศรี สรอย สราง สระ 8.2 "ทร" เปลี่ยนเสียงเปน ซ ทรวดทรงทราบทรามทราย ทรุดโทรมหมายนกอินทรี มัทรีอินทรียมี เทริดนนทรีพุทราเพรา ทรวงไทรทรัพยแทรกวัด โทรมนัสฉะเชิงเทรา ตัว "ทร" เหลานี้เรา ออกสําเนียงเปนเสียง "ซ" แต "ทร" ควบกลํ้าแทก็มี แตมาจากภาษาสันสกฤต จันทรา นิทรา อินทรา ภัทรา อินทรวิเชียรฉันท 9. อักษรนํา มี 2 Version (เอกลักษณอักษรนํา เวลาอานจะมีเสียง "ห" นํา) 9.1 อาน 2 พยางค ทองวา สูงหรือกลาง นําหนา ตํ่าเดี่ยว ใชสระตัวเดียวกัน (ทั้งคํามีสระ 1 ตัว) พยางคหนาออกเสียง "อะ" พยางคหลังออกเสียง "ห" นํา ผงก สนิม สยาย ตลาด ขนม สมัน 9.2 อาน 1 พยางค ทองวา "ห" นําตํ่าเดี่ยว หรือ "อ" นํา "ย" หนอน หมอน หนอย อยา อยู อยาง อยาก 10. ภาษาไทยเรามีรูปพยัญชนะบางรูปไมออกเสียง เชน องค พรหม ปรารถนา สามารถ พุทธ พราหมณ เนตร จักร หลาก หมา สรวล สรวง เสร็จ โทรม ทราบ หนอน สรอย ทรง ลักษณ ลักษมณ ฯลฯ 11. สระ มี 21 รูป 21 เสียง 1. วิสรรชนีย ะ 2. ลากขาง า 3. พินทุอิ  4. หยาดนํ้าคาง  5. ตีนเหยียด  6. ตนคู  7. ไมหนา เ 8. ไมโอ โ 9. ไมมลาย ไ 10. ไมมวน ใ 11. ฝนทอง ’ 12.! ฟนหนู " 13. ไมไตคู  คําวา "ก็" เสียงสระเอาะ 14. ไมหันอากาศ  15. ตัวรึ ฤ ยืมมาจาก สันสกฤต 16. ตัวรือ ฤๅ ยืมมาจาก สันสกฤต 17. ตัวลึ ฦ ยืมมาจาก สันสกฤต 18. ตังลือ ฦๅ ยืมมาจาก สันสกฤต 19. ตัวออ อ เปนสระ ก็ไดแฮะ! 20. ตัววอ ว เปนสระ ก็ไดแฮะ! 21. ตัวยอ ย เปนสระ ก็ไดแฮะ! BOBBYtutor Thai Note
  • 4.
    12. เสียงสระ มี21 เสียง มี 2 Version 1. สระเดี่ยว (สระแท) 18 เสียง อะ อา อิ อี อึ อือ อุ อู เอะ เอ แอะ แอ โอะ โอ เอาะ ออ เออะ เออ = คูสระ 2. สระประสม (สระเลื่อน) 3 เสียง เอีย อัว เอือ ทองวา เมียกลัวเรือ สระประสมตัวมันเองจะไมมีตัวสะกด แตถาตองการเติมสามารถทําไดภายหลัง ลาย เมีย เมียง ลาว กลัว กลวย อาว เรือ เรือน 13. 8 พยางคทอง อํา ไอ ใอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ = ไมใชสระเกิน = อ + อะ + ม = อ + อะ + ย = อ + อะ + ย = อ + อะ + ว อํา ไอ ใอ เอา เปนพยางคที่มีตัวสะกดแมจะมองไมเห็น = ร + อึฤ ฤๅ ฦ ฦๅ เปนพยางคที่ไมมีตัวสะกด = ร + อื = ล + อึ = ล + อื 14. ระวังมีหลักอยูขอหนึ่ง คือ ภาษาไทยสามารถออกเสียงสระไมตรงกับรูป คือ ปกติรูปยาวออกเสียงยาว รูปสั้น ออกเสียงสั้น แตบางคําออกเสียงไมตรงกับรูป หลักการทําขอสอบ คือ ออกเสียงคูสระของมัน วาตรงกับชีวิตจริง ? วาว รูปยาว แตออกเสียง สั้น (อะ) อิเหนา รูปสั้น แตออกเสียง ยาว (อี) คลินิก รูปสั้น แตออกเสียง ยาว (อี) คอมพิวเตอร รูปยาว แตออกเสียง สั้น (เอาะ) 15. รูปสระบางรูปไมออกเสียง เชน ยาธาตุ นั่งขัดสมาธิ พยาธิ ญาติ ประวัติ เมรุ มาตุ ฯลฯ 16. สระลดรูป คือ มองไมเห็นรูปสระเดิม หรืออาจเปลี่ยนรูปเปนสระอื่นได เพราะมันมีตัวสะกด เชน กัน ศร เปน ชน เชิง เลย สงน ฯลฯ 17. เปลี่ยนเสียงคูสระสั้น-ยาว จะมีผลตอความหมาย วัด → วาด จิน → จีน แกะ → แก เกาะ → กอ 18. วรรณยุกต มี 4 รูป 5 เสียง (สามัญไมมีรูปใหเห็น) หลักการนับเสียงวรรณยุกต 1. ออกเสียงคํานั้นจากชีวิตจริงกอน 2. นับนิ้ว 19. วรรณยุกตตางกัน ความหมายจะตางกัน เชน เสือ เสื่อ เสื้อ BOBBYtutor Thai Note
  • 5.
    20. วรรณยุกตมีการออกเสียงไมตรงกับรูปก็ได ขี้ริ้ว รูปโทแตเสียง ตรี ทาน รูปเอก แตเสียง โท 21. พยัญชนะทาย มีรูป 37 รูป มี 8 เสียง (8 แม 8 มาตรา) ตัวอักษรที่ใชเปนตัวสะกดไมไดมี ผัว ฝาก เฌอ เอม ให ฉัน ฮา 1. แมกก = เสียง /ก/ ใชรูปสะกด คือ ก ข ค ฆ 2. แมกบ = เสียง /ป/ ใชรูปสะกด คือ บ ป พ ภ ฟ 3. แมกด = เสียง /ต/ ใชรูปสะกด คือ ด ต จ ช ฎ ฏ ฐ ฒ ส ศ ษ ถ ท ธ ซ ฑ 4. แมกม = เสียง /ม/ ใชรูปสะกด คือ ม 5. แมกน = เสียง /น/ ใชรูปสะกด คือ น ณ ญ ร ล ฬ 6. แมกง = เสียง /ง/ ใชรูปสะกด คือ ง 7. แมเกย = เสียง /ย/ ใชรูปสะกด คือ ย 8. แมเกอว = เสียง /ว/ ใชรูปสะกด คือ ว 22. พยางคปด คือ พยางคที่มีเสียงตัวสะกด อํา ไอ ใอ เอา เชน กิน จิบ จํา ฯลฯ พยางคเปด คือ พยางคที่ไมมีเสียงตัวสะกด เอีย อัว เอือ เชน ดุ ปู เมีย ฯลฯ 23. คําโสด : คํามูล (พยางคเดียวหรือหลายพยางคก็ได แตแยกจากกันไมไดแลว) คําแตงงาน : ประสม ซอน ซํ้า สมาส สนธิ 24. คํามูล : ขาว อวน ไกล เพ็ญ โชว ขมิ้น ดิฉัน บะหมี่ เสวย ขจี สวรรคต ฯลฯ 25. คําประสม : เกิดจากคํามูล 2 คําขึ้นไปมารวมกันแลวเกิดความหมายใหม แตตองมีเคาความหมายเดิม ใชเรียก สิ่งใหม คํามูล 2 คํานั้นหามเหมือน คลาย ตรงขาม มิฉะนั้นจะกลายเปน ซอนหมาย (คําประสม เชน นาม กริยา หรือวิเศษณก็ได) บานพัก เรือดวน ขายตัว บานเรือน เรือแพ ซื้อขาย 1. N + N = N. เชน รถไฟ นํ้าปลา ฯลฯ 2. N + V. = N. เชน หมอดู เหล็กดัด ฯลฯ 3. N + adj = N. เชน มดแดง กลองดํา ฯลฯ 4. N + Prep = N. เชน คนกลาง ความหลัง ฯลฯ 5. V. + V. = N. เชน หอหมก กันสาด ฯลฯ 6. V. + N = N. เชน เรียงความ พัดลม ฯลฯ 7. N + V. + N = N. เชน ชางเย็บผา คนขายตั๋ว ฯลฯ 8. V. + V. = V. เชน เดินเลน ติดตั้ง ฯลฯ 9. V. + N = V. เชน ยกราง เดินสาย ฯลฯ 10. V. + adj = V. เชน อวดดี คิดคด ฯลฯ 11. N + V. = V. เชน หัวหมุน ใจแตก ฯลฯ 12. adj + N = V. เชน ดีใจ ออนใจ ฯลฯ 13. N + adj = adj. เชน ใจเย็น หัวสูง ฯลฯ คําประสมสามารถแปลไมตรงตัว แปลเปรียบเทียบได เชน แมวมอง ปากฉลาม ตีนแมว ฯลฯ BOBBYtutor Thai Note
  • 6.
    26. คําซอน มี2 Version 1. ซอนเพื่อความหมาย มีไวขยายความ (คํา 2 คําที่มาวางซอนตองมีความหมายทั้งคู คือ เหมือน คลาย ตรงขาม) 2. ซอนเพื่อเสียง มีไวไพเราะ (คํา 2 คําที่มาวางซอนกันตองมีเสียงพยัญชนะตนเสียงเดียวกัน แตจะมี 1 คํา ไมให ความหมายหรืออาจไมใหความหมายของ 2 คําเลย) คําซอนเพื่อความหมาย เชน บานเรือน เล็กนอย ซื้อขาย ฯลฯ คําซอนเพื่อเสียง เชน ดีเด มองเมิง โลเล ฯลฯ * คําซอนเพื่อความหมาย ความหมายหลักบางครั้งอยูที่คําหนาหรือหลังก็ได เชน ใจคอ นํ้าหูนํ้าตา หนาตา หูตา ปากคอ ฯลฯ ตารางความแตกตางระหวางคําประสมกับคําซอน คําประสม คําซอน 1. ใชเรียกสิ่งใหม 2. หามเหมือน คลาย ตรงขาม 3. นํ้าหนักอยูที่คําตน 4. แปลเปรียบเทียบได 1. ไมไดเรียกสิ่งใหม 2. ตอง เหมือน คลาย ตรงขาม 3. นํ้าหนักเทากัน ไมมีใครเดนกวาใคร 4. แปลเปรียบเทียบไมได 27. คําซํ้า ตองมี ๆ ใหเห็น เพราะขี้เกียจเขียน 2 ครั้ง เชน เด็กๆ เพื่อนๆ ดังๆ ฯลฯ แตจะเขียนใช ๆ ได จะตองมี ลักษณะ 3 ประการใหครบตอไปนี้ 1. คําเขียนเหมือนกัน 2. ความหมายเหมือนกัน 3. หนาที่ของคําเหมือนกัน * คําตอไปนี้ตองเปนคําซํ้าเสมอ เชน ฝนตกหยิมๆ พยักหนาหงึกๆ พูดฉอดๆ ไดมาเหนาะๆ ความหมายที่เกิดจากการซํ้าคํา 1. บอกพหูพจน : เพื่อนๆ นองๆ ปๆ ตูๆ ฯลฯ 2. เนนความหมาย : ซวยสวย เดกเด็ก ดี๊ดี ฯลฯ 3. ไมเจาะจง : เชาๆ เย็นๆ หลังๆ แถวๆ ฯลฯ 4. แยกเปนสวน : คนๆ เรื่องๆ หองๆ อยางๆ ฯลฯ 5. เปลี่ยนความหมายจากเดิม : หยกๆ พื้นๆ ลวกๆ หมูๆ งูๆ ปลาๆ ฯลฯ 6. บอกความไมตั้งใจ : สงๆ เขียนๆ ชอบๆ ฯลฯ 7. ทํากริยานั้นไปเรื่อยๆ : มองๆ นั่งๆ เดินๆ ฯลฯ 8. บอกลักษณะ : หลอๆ อวบๆ ดําๆ สูงๆ ฯลฯ 28. คําสมาส มี 2 Version (ตองเปนภาษาอินเดีย คือ บาลี-สันสกฤต เพราะเปนหลักสูตรของอินเดีย) 28.1 สมาสแบบสมาส ที่พูดติดปากวา คําสมาส (ชน) 28.2 สมาสแบบสนธิ ที่พูดติดปากวา คําสนธิ (เชื่อม) คือ สมาสแบบกลมกลืนเสียง * ระวัง ตอไปนี้ไมใชคําสมาส เพราะมีภาษาไทยแท ภาษาเขมร ภาษาอังกฤษ เขามาปน พลเมือง ผลไม คุณคา ทุนทรัพย ราชวัง ราชดําเนิน พลความ พลเรือน พระพุทธเจา ตรัสรู สรรพสิ่ง มูลคา ชํานาญการ เคมีภัณฑ ภูมิลําเนา เครื่องจักร บายศรี กลเม็ด กลมทา เมรุมาศ กระยาสารท BOBBYtutor Thai Note
  • 7.
    สมาส สนธิ ชน แยกงาย เชื่อม แยกยาก แยกงาย :มองเห็นศัพทรูปเดิมเปนคําๆ เต็มๆ ไมเปลี่ยนแปลง แยกยาก : มองไมเห็นศัพทรูปเดิมแตแยกแลว 99% คําหลังขึ้นตนดวย "อ" 28.1 คําสมาสแบบสมาส มีสูตรงายๆ 2 ขอ (ความหมายหลักจะอยูหลัง เวลาแปลจะ แปลจากขางหลังไปหนา) 1. ลางใหสะอาด คือ ลาง  และ ะ ของคําหนาทิ้ง 2. ทากาว คือ ตรงรอยตอของ 2 คําใหออกเสียง "อะ" ศิลปะ + ศาสตร = ศิลปศาสตร สวัสดิ์ + ภาพ = สวัสดิภาพ สิทธิ์ + บัตร = สิทธิบัตร ภูมิ + ศาสตร = ภูมิศาสตร ชาติ + ภูมิ = ชาติภูมิ ญาติ + เภท = ญาติเภท อุบัติ + เหตุ = อุบัติเหตุ วีระ + บุรุษ = วีรบุรุษ ระวัง! เจอคําเหลานี้ลงทายจะเปนสมาสแบบสมาส "กิจ การ กรรม กร ศึกษา ภัย สถาน ภาพ วิทยา ศิลป ธรรม ศาสตร" = ศุลก + อากร = ศิลป + อากรแต ศิลปากร สนธิ ศุลกากร คุณากร ประชากร สรรพากร = คุณ + อากร = ประชา + อากร = สรรพ + อากร 28.2 สมาสแบบสนธิ จะดูแยกออกจากกันแยกยาก แตเวลาแยกแลว คําหลังขึ้นตนดวย "อ" (แยกยาก คือ มองไมเห็นศัพทรูปเดิมเปนตัวๆ) สนธิ มี 3 Version 1. สระสนธิ เอาสระกับสระมาเจอกัน อะอา + อะอา = อา สุข + อภิบาล = สุขาภิบาล อะอา + อิอี = อีเอ (อิ อี เอ) นร + อิศวร = นเรศวร อะอา + อุอู = อุอูโอว (อุ อู โอ) นย + อุบาย = นโยบาย อะอา + เอไอโอเอา = เอไอโอเอา ราช + ไอศูรย = ราไชศูรย อิอี + อิ = อิ โกสี + อินทร = โกสินทร อุอู + อุอู = อุอู ครู + อุปกรณ = ครุปกรณ BOBBYtutor Thai Note
  • 8.
    2. พยัญชนะสนธิ เอาพยัญชนะกับพยัญชนะมาเจอกัน(หลักการ คือ 1. เปลี่ยน ส. เปน โ 2. ลบ ส. ทิ้ง) มนสฺ + ภาพ = มโนภาพ มนสฺ + รถ = มโนรถ สรชฺ + ช = สโรช ศิรสฺ + เพฐน = ศิโรเพฐน เตชสฺ + ชัย = เตโชชัย นิรสฺ + ภัย = นิรภัย อาตมนฺ + ภาพ = อาตมภาพ พรหมนฺ + ชาติ = พรหมชาติ รหสฺ + ฐาน = รโหฐาน เตชสฺ + ธาตุ = เตโชธาตุ นิรสฺ + ทุกข = นิรทุกข ทุรสฺ + ชน = ทุรชน ทรสฺ + พล = ทุรพล ยสสฺ + ธร = ยโสธร 3. นฤคหิตสนธิ คือ สํ + สระ พยัญชนะวรรค เศษวรรค สํ เจอสระ ใหสระผม สํ + อาคม = สมาคม สํ + อาทาน = สมาทาน สํ + อุทัย = สมุทัย สํ + โอสร = สโมสร สํ + อาส = สมาส สํ + อิทธิ = สมิทธิ สํ เจอพยัญชนะวรรค ใหเปลี่ยนเปนตัวสุดทายของวรรคนั้น = สังคมก ข ค ฆ ง *เปนภาษาบาลี-สันสกฤต = สัญจร = สัณฐาน = สันธาน = สัมผัส จ ฉ ช ฌ ญ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ต ถ ท ธ น ป ผ พ ภ ม สํ + คม สํ + จร สํ + ฐาน สํ + ธาน สํ + ผัส เศษวรรค : วิรุฬหยลสํ สํ เจอเศษวรรค ใหทิ้ง สํ + โยค = สังโยค สํ + หรณ = สังหรณ สํ + วร = สังวร สํ + วาส = สังวาส สํ + สันทน = สังสันทน BOBBYtutor Thai Note
  • 9.
    29. คําเปนคําตาย ทองสูตรคือ ดูตัวสะกดอันดับแรก คําตาย = เจอแม กบด มันก็ตาย จํา : ใครกบฏมันตองตาย เชน โรค ภาพ มรกต ฯลฯ = ถาไมมีตัวสะกดคอยดูสระเสียงสั้น จํา : อายุสั้นมันก็ตาย เชน นะ ดุ ทิ ฯลฯ คําเปน = เจอแม มนงยว เพราะยังมีชีวิตเปนๆ เธอเปนสาวชาวพมา เชน สม ชาง ฯลฯ = ถาไมมีตัวสะกดคอยดูที่สระเสียงยาว เพราะชีวิตยืนยาวก็เปนๆ เชน ตา ดู ปู ฯลฯ 30. คําครุ คําลหุ ทองสูตร คือ ดูตัวสะกดกอนอันดับแรก คําครุ : พยางคที่มีเสียงหนัก วิธีการจําดูจาก ค. : เจอตัวสะกดทุกแมเปนครุ หมด เชน โรค ภาพ มรกต สม ชาง ฯลฯ : ถาไมเจอตัวสะกดก็ดูที่สระเสียงยาว ยิ่งยาวยิ่งหนัก เชน ชูใจ มานี ฯลฯ คําลหุ : พยางคที่มีเสียงเบา วิธีการจําดูจาก ล. เธอเกิดมาอาภัพ : หามมีตัวสะกดและตองเจอสระเสียงสั้นเทานั้น เชน บ ธ ณ ก็ เงอะงะ เกะกะ เอะอะ ฯลฯ * อํา ไอ ใอ เอา เปนครุ เพราะ มีตัวสะกด 31. คําไทยแท 1. 99% ไทยแทจะมีพยางคเดียว เชน กิน นอน ฉัน ขา ดิน นํ้า บน ใน ฯลฯ 2. 1% จะมี 2 พยางค จะมาจากการกรอนเสียง (ตัดเสียง) เชน หมากพราว → มะพราว ตัวขาบ → ตะขาบ ฯลฯ จะมาจากการเพิ่มเสียง เชน หนึ่ง → ประหนึ่ง โดด → กระโดด ทวง → ประทวง ฯลฯ 3. ไทยแทสะกดตรงตามมาตรา เชน รัก คับ รัด วัง เรือน ผม หาย ผิว ฯลฯ แตบางครั้งสะกดตรงตามมาตรา ก็ไมใชไทยแท ระวัง! โลก กาย ยาน พน ชน ราม ธน มน กนก วัย ชัย อภัย อาลัย → มาจาก บาลี-สันสกฤต ระวัง! จมูก เดิน ตะบันหมาก ทะเลสาบ ละออง บายศรี เลอโฉม ปลนสะดม โงเขลา โปรด → มาจาก เขมร 4. ไทยแทไมมีการันต ยกเวน ผี้ว มาห เยียร = ไทยแท 5. ไทยแทมีวรรณยุกตได แตภาษาอื่นไมมีวรรณยุกต 6. ไทยแทไมนิยมตัวอักษรหยักๆ หัวแตกๆ หางยาวๆ เชน ฆ ณ ญ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ธ ศ ษ ยกเวนบางคําเปน ไทยแท คือ หญิง หญา ใหญ ระฆัง ฆา เฆี่ยน เศิก ศอก ศึก ธ เธอ ณ ฯลฯ 32. คําบาลี-สันสกฤต บาลีมีสระ 8 ตัว = อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ สันสกฤตมีสระ 14 ตัว = อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ เพิ่ม ไอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ บาลีมีพยัญชนะ 33 ตัว = 5 วรรคๆ 5 ตัว = 25 + เศษวรรค 8 = 33 สันสกฤตมีพยัญชนะ 35 ตัว = เหมือนบาลีทุกตัว เพิ่มพิเศษอีก 2 = ศ ษ คําสันสกฤต ทองสูตร หระนะควบหันเคราะหกด 1. หระ คือ ประสมสระ ไอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ เปนสันสกฤต เชน ไมตรี เยาวชน ฤดู ฯลฯ 2. นะ คือ ประสมพยัญชนะ ศ ษ เปนสันสกฤต เชน ศาสนา รัศมี ศึกษา มนุษย ฯลฯ 3. ควบ คือ ควบกลํ้า เปนสันสกฤต จะควบกลํ้าศัพทหรูเลิศ เชน ปราชญ จักร อินทร ประทีบ ฯลฯ 4. หัน คือ รร เปนสันสกฤต เชน ธรรม จรรยา สวรรค อุปสรรค ฯลฯ 5. เคราะห คือ มีคําวา "เคราะห" เปนสันสกฤต เชน อนุเคราะห สังเคราะห วิเคราะห ฯลฯ 6. กด คือ ตัวสะกด ตัวตาม นอกเหนือกฎเกณฑของบาลี ยกใหเปนสันสกฤต เชน อัคนี มุกดา รักษา วิทยา สัตว มนัส อาชญา ฯลฯ BOBBYtutor Thai Note
  • 10.
    คําบาลี ตองมีตัวสะกด ตัวตามอยูบรรทัดเดียวกัน 1.ทองวา 1 สะกด 1, 2 ตาม เชน สักกะ จักขุ สัจจะ มัจฉา รัฏฐ อัฏฐิ ทิฏฐิ อัตตา วัตถุ บุปผา กิจจ จิตต นิจจ เขตต ฯลฯ 2. ทองวา 3 สะกด 3, 4 ตาม เชน อัคคี พยัคฆ วิชชา อัชฌาสัย วัฑฒนะ สิทธิ อัพภาส เวชช ฯลฯ 3. ทองวา 5 สะกด 1, 2, 3, 4, 5 ตาม เชน กังขา สัญญา วันทนา องค สันติ บิณฑบาต คัมภีร การุญญ หิรัญญ อรัญญ สามัญญ ธัญญ เบญจ บุญญ ฯลฯ 4. เศษวรรคสะกด แลวเศษวรรคตาม เชน ภัสสร ปสสาวะ วัลลภ มัลลิกา นิสสัย นิสสิต ฯลฯ 33. คําเขมร 1. คนเขมรชอบสะสม จาน หญิง ลิง เรือ เสือ = สะกดดวย จ ญ ล ร ส 2. คนเขมรชอบควบ = ควบกลํ้า (คํางายๆ ธรรมดาๆ) 3. คนเขมรชอบนํา = อักษรนํา 4. คนเขมรชอบอํา = ขึ้นตนดวย "กํา คํา จํา ชํา ดํา ตํา ทํา สํา อํา" 5. คนเขมรชอบระบํา = บํา บัง บัน บรร 1. อํานาจ เสร็จ เสด็จ เพ็ญ สราญ เจริญ ถกล จรัล กํานัล กําธร อร ขจร จํารัส ตรัส ฯลฯ 2. กรวด กระบือ ขลาด เกลอ โปรด ประชุม ประเดิม คลัง กรม เพลา โขลน ไพร ปรุง เพลิง ฯลฯ 3. ขยม เขมา สนอง เสวย เขนย จมูก ถวาย ฉนํา ขนุน ขยํา ขนม จรวด สนิม ฯลฯ 4. กําเนิด จําแนก จําหนาย ชํานาญ ชํารุด ดําเนิน ดําริ ดํารัส ตํารา กําจัด อํานวย ฯลฯ 5. บําเพ็ญ บํานาญ บําบัด บังควร บังอาจ บังคม บันเทิง บันดาล บรรทุก บรรจุ บรรจง ฯลฯ 34. ราชาศัพท จํา 3 อยางตอไปนี้ใหดีๆ 1. ลําดับชั้นพระราชวงศไทย โดยมี 5 ชั้น (5 level) 2. จําคํานาม ทําใหเปน คํานามราชาศัพท 3. จําคํากริยา ทําใหเปน คํากริยาราชาศัพท ชั้นที่ 1 * เปนคํานาม พระบรม/พระบรมราช ชั้นที่ 2 ชั้นที่ 3-4-5 พระราช พระ * คํากริยา เจออะไรเอา "ทรง" ขึ้นตนใหหมด แตเวนอยางเดียวที่ทรงขึ้นตนนําหนาไมได คือ คํานั้นเปนกริยา ราชาศัพทอยูแลว 35. ราชวงศ 5 ชั้น ชั้นที่ 1 (พระบาทสมเด็จ ....................) พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ชั้นที่ 2 (สมเด็จพระบรม ....................) สมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี BOBBYtutor Thai Note
  • 11.
    ชั้นที่ 3 (สมเด็จเจาฟา....................) สมเด็จพระเจาภคินีเธอเจาฟาเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพรรณวดี สมเด็จพระเจาพี่นางเธอเจาฟากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร สมเด็จพระเจาลูกเธอเจาฟาจุฬาภรณวลัยลักษณ อัครราชกุมารี ชั้นที่ 4 (พระองคเจา ....................) พระเจาวรวงศเธอพระองคเจาโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ พระเจาหลานเธอ พระองคเจาพัชรกิติยาภา * สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก (สมเด็จวัดอื่นๆ จะใชราชาศัพท ไมได) ชั้นที่ 5 (หมอมเจา ....................) หมอมเจาสิริวัณวรี มหิดล ม.ร.ว. ม.ล. ไมใชราชาศัพท 36. การทําคํานามใหเปน คํานามราชาศัพท 1. ใชพระบรมหรือพระบรมราช นําหนาคํานามสําคัญมากๆ ของในหลวงพระองคเดียว เชน พระบรมมหาราชวัง พระบรมราชินี พระบรมโอรสาธิราช พระสยามบรมราชกุมารี * พระปรมาภิไธย (พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร) พระบรมนามาภิไธย (ชั้น 2 ใช พระนามาภิไธย) * พระบรมราชโองการ (ชั้น 2 ใช พระราชโองการ) แตสมเด็จพระนางเจาฯ ใช พระราชเสาวณีย พระบรมราโชวาท (ชั้น 2 ใช พระราโชวาท) พระบรมราโชบาย (ชั้น 2 ใช พระราโชบาย) * พระบรมราชูปถัมภ (ชั้น 2 ใช พระราชูปถัมภ) แตสมเด็จพระนางเจาฯ ใช พระบรมราชินูปถัมภ พระบรมราชวินิจฉัย (ชั้น 2 ใช พระราชวินิจฉัย) พระบรมราชวโรกาส (ชั้น 2 ใช พระราชวโรกาส) พระบรมราชานุเคราะห (ชั้น 2 ใช พระราชานุเคราะห) พระบรมเดชานุภาพ (ชั้น 2 ใช พระเดชานุภาพ) 2. "พระราช" ใชนําหนาทั่วๆ ไปของในหลวง และคํานามสําคัญของราชวงศลําดับ 2 เชน 1. พระราชหฤทัย 4. พระราชดําริ 2. พระราชประวัติ 5. พระราชประสงค 3. พระราชกุศล 6. พระราชนิพนธ (ไหนนักเรียนลองถอดคําศัพทขางตนใหราชวงศ ลําดับ 3-4-5 จะใชวาอยางไร) 1. พระหฤทัย 4. พระดําริ 2. พระประวัติ 5. พระประสงค 3. พระกุศล 6. พระนิพนธ BOBBYtutor Thai Note
  • 12.
    3. "พระ" นําหนานามธรรมดาขั้นพื้นฐานชั้น 1-5 ใชไดหมด เชน พระเกาอี้ พระสุพรรณราช พระตําหนัก พระบาท พระหัตถ พระนาสิก ฯลฯ 4. คําราชาศัพทบางคําไมนิยมใช "พระ" จะใช หลวง, ตน แทน เชน ชางหลวง เรือนหลวง ชางตน เรือตน เรือนตน เครื่องตน ฯลฯ 37. การทํากริยา ทําใหเปน กริยาราชาศัพท 1. ทรง + กริยาธรรมดา กริยาราชาศัพท เชน ทรงเปลี่ยน ทรงเจิม ทรงวิ่ง ทรงฟง ฯลฯ 2. ทรง + นามธรรมดา กริยาราชาศัพท เชน ทรงกีตาร ทรงมา ทรงสกี ฯลฯ 3. ทรง + นามราชาศัพท กริยาราชาศัพท เชน ทรงพระราชดําริ ทรงพระราชสมภพ ฯลฯ * คําที่หามใช ทรง นําหนา : ซูบพระองค บรรทม ประสูติ สวรรคต ประทับ เสวย เสด็จ เสด็จแปรพระราชฐาน ตรัส รับสั่ง สรง โปรด พอพระราชหฤทัย พอพระทัย กริ้ว ทอดพระเนตร สุบิน พระราชทาน สิ้นพระชนม 38. มี, เปน + ราชาศัพท เชน มีพระราชประสงค เปนพระราชโอรส มีพระราชดําริ ฯลฯ ทรงมี, ทรงเปน + คําธรรมดา เชน ทรงมีความสงสาร ทรงเปนครู ทรงเปนประธาน ฯลฯ 39. สวรรคต = ชั้น 1-2 สิ้นพระชนม = ชั้น 3-4 สิ้นชีพิตักษัย = ชั้น 5 ถึงแกอสัญกรรม = ประธานาธิบดี, ประธาน 3 อํานาจ, ประธานองคมนตรี, องคมนตรี, รัฐมนตรี ถึงแกอนิจกรรม = ขาราชการ ซี 9 ขึ้นไป, ทานผูหญิง ถึงแกกรรม = พวกเราๆ ทานๆ 40. กราบบังคมทูลรายงาน = พูดรายงาน (ไมตองใสถวายขางหนารายงาน) 41. แสดงความจงรักภักดี = มีความจงรักภักดี (ไมตองใสถวายความจงรักภักดี) 42. รับเสด็จพระราชดําเนิน = ตอนรับ (ไมตองใสถวายการตอนรับ) 43. ทูลเกลาทูลกระหมอมถวาย = (ทูลเกลาฯ ถวาย) ของเล็กๆ ยกได นอมเกลานอมกระหมอมถวาย = (นอมเกลาฯ ถวาย) ของใหญๆ หรือของเล็กจํานวนเยอะมาก 44. แปรพระราชฐาน = ไปพักผอน เสด็จนิวัติพระนคร = ขากลับกรุงเทพฯ 45. "เสด็จ" ใชเหมือนกับ "ทรง" ทุกอยาง แตแพ ทรง อยู 1 อยาง คือ เสด็จ + นามธรรมดาไมได เชน เสด็จกีตาร เสด็จ + กริยาธรรมดา = เสด็จไป เสด็จออก เสด็จขึ้น เสด็จลง ฯลฯ เสด็จ + นามราชาศัพท = เสด็จพระราชสมภพ เสด็จพระราชดําเนิน ฯลฯ 46. เสด็จพระราชดําเนิน + V.หลัก (เพื่อบอกวัตถุประสงค) เสด็จพระราชดําเนินไปเรียนตอตางประเทศ เสด็จพระราชดําเนินตรวจพลสวนสนาม เสด็จพระราชดําเนินกลับประเทศไทย 47. พระบรมฉายาสาทิสลักษณ : รูปวาด พระบรมฉายาลักษณ : รูปถาย พระบรมรูป : รูปปน BOBBYtutor Thai Note
  • 13.
    48. พระปรมาภิไธย :ชื่อราชการทูลเกลาฯ ถวาย พระบรมนามาภิไธย : ชื่อตัว (ภูมิพล) พระราชสมัญญา : ชื่อที่ประชาชนทูลเกลาฯ ถวาย เชน พระปยมหาราช, พระมหาธีรราชเจา 49. วันพระบรมราชสมภพ : วันเกิด (5 ธันวาคม 2470) วันคลายวันพระบรมราชสมภพ : วันคลายวันเกิด (5 ธันวาคม ของทุกป) 50. อาคันตุกะ : ใชเรียก สามัญชน, K ไปเปนแขกของ สามัญชน ราชอาคันตุกะ : ใชเรียก สามัญชน ไปเปนแขกของ K พระราชอาคันตุกะ : ใชเรียก K, ประธานาธิบดี ไปเปนแขกของ K * ถา กษัตริย ไปเปนแขกของประธานาธิบดี จะใช อาคันตุกะ * ถา ประธานาธิบดี ไปเปนแขกของกษัตริย จะใช พระราชอาคันตุกะ * จําเจาบานเปนหลัก 51. ความหมายของคําในภาษาไทยมี 2 Version 1. แปลตรงตัวตามพจนานุกรม = ความหมายนัยตรง 2. แปลไมตรงตัวตามพจนานุกรม = ความหมายโดยนัย ความหมายโดยอุปมา ความหมายนัยประหวัด ความหมายนัยตรง ความหมายโดยนัย ดาว = stars ฟน = teeth ดาว = คนสวย คนเดน คนดัง ฟน = นะ 52. ความหมายแบงตามลักษณะความหมาย มี 5 Version 1. ความหมายเหมือนกัน = ไวพจน (synonym) 2. ความหมายใกลเคียงกัน = (คลายๆ กัน แตไมเหมือนกัน) 3. ความหมายตรงขามกัน = (antonym) 4. พองรูป พองเสียง พองทั้งรูปพองทั้งเสียง (พอง แปลวา เหมือน คําจะพองกันไดตองมี 2 คําขึ้นไป 5. ความหมายแคบ กวาง 53. ไวพจน เวลาขอสอบ Ent ถาม คือ หลากคํา พระเจาแผนดิน = ไท ไท บพิตร ขัตติยะ นฤบาล นฤบดี ฯลฯ ทองฟา = เวหา หาว นภา โพยม นลฯ ทอง = กนก สุวรรณ สุพรรณ กาญจนา เหม ฯลฯ พระจันทร = แข แถง บุหลัน โสม รัชนีกร ศศิธร ฯลฯ พระอาทิตย = ไถง รพี รวี ทิพากร อาภากร ฯลฯ แผนดิน = ดาว ธาษตรี เมทินี หลา ปฐพี ฯลฯ 54. ความหมายใกลเคียงกัน ภาพพจน = เปรียบเทียบ ปรบมือ = ยกยอง ภาพลักษณ = Image ตบมือ = ทั่วๆ ไป สมรรถภาพ = คน จักรวรรดิ = Kingdom (ดินแดน) สมรรถนะ = เครื่องยนต จักรพรรดิ = King (คน) BOBBYtutor Thai Note
  • 14.
    55. ความหมายตรงขามกัน มงคล ≠อวมงคล ทักษิณาวรรต ≠ อุตตราวรรต โลกียธรรม ≠ โลกุตตรธรรม นางฟา ≠ เทวดา สวรรค ≠ นรก สุริยัน ≠ จันทรา (หาม พระจันทร เพราะคนละระดับ) 56. พองรูป = หวงแหน จอกแหน พองเสียง = ทาร ทาน ธาร พองทั้งรูปพองทั้งเสียง = "อยาลืมฉันนะพี่" "อยาลืมฉันนะหลวงพี่" *ความหมายที่มาพองจะไมเหมือนกัน 57. ความหมายแคบกวาง = สับเซต ความหมายกวาง สี ภาชนะ มนุษย กีฬา ผลไม ความหมายแคบ สีแดง หมอ ผูชาย วาว strawberry 58. ประโยคบกพรอง มี 10 Version 1. การใชคําขัดแยงกัน : ความหมายขัดกัน ไปดวยกันไมได * คุณแมสับหมูทีละชิ้น แกเปน หั่น * แมวาลูลูจะสวย แตเธอก็มีแฟนหลอ แกเปน ขี้เหร ถาจะออก Ent หัวขอนี้ ระวัง! คําเชื่อม (บุพบท สันธาน ประพันธสรรพนาม ขัดแยงกัน) 2. ใชคําผิดความหมาย ระวังเรื่องคําที่มีความหมายใกลเคียงกัน Ent จะเอาเขามาหลอก ทําใหสับสน เวลาอาน ขอสอบใหสังเกตวา อานแลวสะดุดตรงไหน แปลกๆ ตรงไหน ไมเคยไดยินแปลกๆ ระวังตรงนั้น * พอกลับมาเหนื่อยๆ คุณพอก็อาบนํ้าชําระลางสังขารใหสะอาด แลวก็เขานอน * ที่ประชุมในสภาโตเถียงกันอยางอิสระเสรี 3. ใชสํานวนเปรียบเทียบไมเหมาะสม ระวังใชสํานวนไทยใหถูกตอง จะออกประมาณ 1 ขอ * คุณครูกับอาจารยใหญสุมหัวเรื่องกําหนดวันสอบปลายภาค แกเปน ประชุม * คุณยายตักบาตรเสร็จก็เลยกรวดนํ้าควํ่าขัน แกเปน กรวดนํ้า 4. ใชคําฟุมเฟอย ลักษณะภาษาไทยตองกะทัดรัด ชัดเจน หามเยิ่นเยอ คําไหนแปลเหมือนกันใหตัดทิ้ง มันเกิน เขามาโดยไมจําเปนก็ใหตัดเสีย แตตองไมใหเสียความหมาย ระวัง! มี ใน ให ทํา + การ, ความ = 99% จะฟุมเฟอย คุณประเทืองมีความยินดีที่จะประกวดนางฟาจําแลง แต 1% ก็อาจไมฟุมเฟอยก็ได คุณประเทืองมีความรักใหเด็กๆ ผูชาย * ในอดีตที่ผานมาชีวิตฉันขมขื่นเมื่ออยูกับเขา (ตัด ที่ผานมา ทิ้ง) * โตขึ้นฉันอยากอยูกับเอิน จะไดเปนเกษตรกรชาวนาตัวอยางกับเขาบาง (ตัด ชาวนา ทิ้ง) BOBBYtutor Thai Note
  • 15.
    5. ใชสํานวนภาษาตางประเทศ หามใชสํานวนภาษาตางประเทศเด็ดขาดในการสอบ Ent วิชาภาษาไทย 1. หลักไวยากรณไทย ตองเรียง ประธาน + กริยา + กรรม (Active) หามใช .......... โดย = สํานวนตางประเทศ (Passive) * ภาพยนตรเรื่อง "The beach" นําแสดงโดย ลีโอ พุฒ (ต.ป.ท.) แกเปน →→→→ * ลีโอ พุฒ แสดงภาพยนตรเรื่อง "The beach" (ไทย) 2. ถูก .................... + ความหมายไมดี = ไวยากรณไทย ถูก .................... + ความดี = สํานวนตางประเทศ * คุณลอราถูกลวนลามเมื่อวานตอนกลับบาน (ไวยากรณไทย) * คุณลูลูถูกเชิญใหมางานเลี้ยงสมาคมแมบานทหารบก (สํานวนตางประเทศ) แกเปน →→→→ * สมาคมแมบานทหารบกเชิญคุณลูลูใหมางานเลี้ยง (ไวยากรณไทย) (S + V + O) 3. มัน ถาแปลวา It's จะเปนสํานวนตางประเทศ * มันเปนความลําบากของฉันที่จะเข็นครกขึ้นภูเขา (สํานวนตางประเทศ) แกเปน →→→→ * ฉันเข็นครกขึ้นภูเขาลําบาก (ไวยากรณไทย) (S + V + O) * มันฝรั่งใสแกงใชไหม (สํานวนภาษาไทย) 4. ไวยากรณไทยตองมีลักษณนามตามหลังตัวเลข * 3 พรรคการเมืองประชุมอยางเครงเครียด (สํานวนตางประเทศ) แกเปน →→→→ * พรรคการเมือง 3 พรรค ประชุมอยางเครงเครียด (ไวยากรณไทย) S + V + O 5. การวางสวนขยายตองวางไวขางหลัง ถึงจะเปนไวยากรณไทย * ไมเปนการงายเลยที่ตํารวจจะตามจับนักโทษแหกคุก (สํานวนตางประเทศ) แกเปน →→→→ * ตํารวจจะตามจับนักโทษแหกคุกไมงาย (ไวยากรณไทย) S + V + O จําไวหลักๆ คือ ไวยากรณไทยจะตองเรียง S + V + O เปนพื้นฐาน 6. ตีความได 2 อยาง : ภาษาไทยบางครั้งกํากวม แปลได 2 ความหมาย เวลาเจอขอสอบใหแปลตรงตัว ตามคํานั้นกอน แลวคอยๆ นึกอีกความหมายหนึ่งที่ซอนอยู * อาการชักแบบนี้สงสัยจะโดนของ 1. Something 2. คุณไสย * ดูนั่นสิ! ชมพูกําลังกิน 1. Eating 2. กําลังพอเหมาะที่จะกิน 7. วางสวนขยายผิดที่ ภาษาไทยสวนขยายตองวางขางหลังคําหลัก แตไมจําเปนตองติดกัน * พระราชินีแหงอังกฤษตอนรับอยางสมเกียรติคณะทูตไทย แกเปน →→→→ * พระราชินีแหงอังกฤษตอนรับคณะทูตไทยอยางสมเกียรติ * พวกเรากอเจดียทรายในวันสงกรานตอยางสนุกสนาน แกเปน →→→→ * พวกเรากอเจดียทรายอยางสนุกสนานในวันสงกรานต 8. ประโยคไมสมบูรณ อาจจะขาดประธาน กริยา กรรม บุพบท สันธาน หรือขาดอีก 1 ประโยค * คณะแมบานสหกรณอําเภอภูเขียวที่พึ่งจะเขาเฝาฯ สมเด็จพระนางเจาพระบรมราชินีนาถ ขาด กิริยา (แลวทําไมตอละ) * แมวาเขาจะเปนผูบุกเบิกการคิดคนยาสมุนไพรสําหรับแกโรคมะเร็งไดสําเร็จเปนคนแรก ขาด 1 ประโยค BOBBYtutor Thai Note
  • 16.
    9. ภาษาผิดระดับ ไวยากรณไทยใน1 ประโยค ตองใชภาษาระดับเดียวกัน หามใช 2 ระดับในประโยคเดียวกัน * คณะมนตรีความมั่นคงแหงสหประชาชาติอภิปรายเรื่องวิกฤตการณในอิรักอยางเมามัน * คุณแมจะบอกคุณพอตอนไหนคะ วาหนูสําเร็จการศึกษาปริญญาขั้นนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต 10. เวนวรรคตอนผิด : ระวัง! คําประสมในภาษาไทยจะถูกฉีกใหอาน 2 แบบ แลวถาอานเวนวรรคตอนผิด ความหมายจะกํากวม * พี่วิลลี่คะขอจานรองแกวหนอยสิ * จดหมายลงทะเบียนเสร็จหรือยัง 59. ภาพพจน มี 8 Version (ภาพพจนตองมีการเปรียบเทียบ) 1. อุปมา เปรียบ เหมือน มีคําที่แปลวา เหมือน = ดุจ ประดุจ ดัง ดั่ง ปูน เพียง ราว เสมอ ประหนึ่ง กล ละมาย คลาย ครุวนา เชน เทียบ เลห พาง ฉัน แมน เฉก ยิ่ง ปาน ฯลฯ "เจางามพักตรผองเพียงบุหลันฉาย" ระวัง ! มีคําตระกูล "เหมือน" แตไมใชอุปมา เพราะ ไมไดเปรียบเทียบ โดยเฉพาะคําวา เหมือน ดัง เชน 2. อุปลักษณ เปรียบ เปน คือ หรือ ละคํา ไมตองใส เปน, คือ ก็ได "ฉันเปนตะเกียงสองทางใหเธอเดิน" = อุปลักษณ Ent ชอบออก ระวัง! "ฉันก็เปนผูหญิงคนหนึ่ง" (เจิน เจิน) = ไมใชอุปลักษณ เพราะ ไมไดเปรียบเทียบ "พี่จะเปนบัลลังกตระการ แมนองคือนางพญา" = อุปลักษณ แกวกิริยาตัดพอขุนแผนวาตัวเองสูนางวันทองไมได จึงพูดวา "หิ่งหอยหรือจะแขงแสงพระจันทร อยาปนนํ้าใหหลงตะลึงเงา" หิ่งหอย = แกวกิริยา แสงพระจันทร = วันทอง * อุปลักษณแบบละคํา (Ent' ชอบออก) แตประโยคนี้ "ฉันเปนดั่งพฤกษาในวนาลึก" จะยกใหเปนอุปมาหรืออุปลักษณ * จําเลยนะ เปนดั่ง เปนดุจ เปนเฉก เปนเชน เปนเพียง เปนเหมือน = อุปมา 3. สัญลักษณ, นามนัย = ตระกูลเดียวกัน "พูดปุบรูปบ" แตคนละตัว สัญลักษณ = ศัพทที่จะเปนสัญลักษณไดจะตองมีความเหมือน จุดเดนรวมกับหรือ (Intersection) กับคําแปล เชน อีกา คนชั้นตํ่าแปลวา ตํ่าตอย หงส คนชั้นสูงแปลวา ผูดี พายุ อุปสรรคแปลวา วุนวาย ดอกมะเขือ ความออนนอมแปลวา นอมลง BOBBYtutor Thai Note
  • 17.
    นามนัย = ศัพทที่จะเปนนามนัยศัพทตัวนั้นตองเปน จุดสําคัญ เปนสวนหนึ่งหรือเปนแค สับเซตของคําแปล เชน ทีมโสมหมายถึงประเทศเกาหลี นวมหมายถึงนักมวย เมืองนํ้าหอมหมายถึงประเทศฝรั่งเศส ปากกาหมายถึงนักเขียน เปนจุดเดน เปนจุดเดน เปนจุดเดน เปนจุดเดน จําไววา : เปนสัญลักษณแลวจะเปนนามนัยไมได เปนนามนัยแลว เปนสัญลักษณไมได จําไววา : สัญลักษณ, นามนัย = พูดปุบรูปบ สังคมเขากําหนดไวแลว : อุปลักษณละคํา = แลวแตกวีจะเปรียบเทียบเปนอะไรก็ได *ระวัง! สัตวในนิทานอีสปถือวาเปนสัญลักษณ เชน ราชสีห = ผูมีอํานาจ ลา = คนโง งูเหา = คนทรยศ สุนัขจิ้งจอก = พวกเจาเลห 4. บุคลาธิษฐาน : อธิษฐานโดยทําสิ่งที่ไมใชคน ใหทํากริยาเหมือนคน ทองสูตรวา "เจาประคุณ ขอใหเปนคนทีเถอะ" (บุคคลวัต, บุคคลสมมุติ) "ดอกหญาสายระบําขําเจาลมแลง" "นํ้าพริกกะปมัวยั่วใหฉันเกิดกิเลส" หลักการบุคลาธิษฐานใหดูที่ V. + adj. 5. อธิพจน ≠ อวพจน (อ อาง โอเวอร) อธิพจน = คนกลาว OVERมากกวาความเปนจริง อวพจน = คนกลาว OVERนอยกวาความเปนจริง อธิพจน อวพจน FACT "เรื่องนี้สบายมาก เรื่องขี้ผง" = อวพจน "พี่คิดถึงนองทุกนาที" = อธิพจน อธิพจน, อวพจน = OVER คนทําเอง บุคลาธิษฐาน = OVER แบบสิ่งที่ไมใชคนเปนคนทํา 6. สัทพจน = เลียนเสียงธรรมชาติ (ส. เสือ Sound of Music) "ไกขัน" = ไมใชสัทพจน "เอกอี๊เอกเอก" = สัทพจน "ฟารอง" = ไมใชสัทพจน "เปรี้ยงเปรี้ยง" = สัทพจน BOBBYtutor Thai Note
  • 18.
    7. ปฏิพากย =การกลาวขัดแยง "ผูหญิงสวยเปนบา" "คุณปาใจดีฉิบ lose" 8. อุปมานิทัศน : เปนการเปรียบโดยยกประโยคยาวๆ มาเปรียบ แตอุปมายกแคคํา "นักเรียนก็เหมือนเพชรที่จะตองถูกเจียระไน ใหเพชรเงางาม สองประกาย บางมุมเหลี่ยมอาจจะไมคม ตองเจียใหคม เพื่อจะใหสมเปนเพชรนํ้าหนึ่งประดับหัวแหวน โดยครูคนนี้และจะตั้งใจเจียเพชรเม็ดนี้ใหประณีตที่สุด" 60. คําประพันธในวรรณคดีไทย คําประพันธ จํานวนคําใน 1 บท แบงวรรคละ สูตรสัมผัส กลอนแปด กาพยฉบัง 16 กาพยสุรางคนางค 28 กาพยยานี 11 อินทรวิเชียรฉันท 11 โคลงสี่สุภาพ โคลงสามสุภาพ รายยาว 32 × 2 = 64 16 × 2 = 32 28 × 2 = 56 22 × 2 = 44 22 × 2 = 44 30 ± 2, 4 = 32, 34 19 + 2 = 21 ไมแนนอน 8 - 8 - 8 - 8 6 - 4 - 6 4 - 4 - 4 - 4 - 4 - 4 - 4 5 - 6 - 5 - 6 5 - 6 - 5 - 6 5 - 2 5 - 2 5 - 2 5 - 4 5 - 5 - 5 - 6 ไมแนนอน 8 - 11 16 - 24 - 27 6 - 10 (16 - 22) "เมื่อคืนฉันฝน" 5 - 8 11 - 16 5 - 8 11 - 16 พระลอ, พระราม เครื่องบินรอนลง ตรงไหนก็ได ขอสอบ Ent จะใหประโยคยาวๆ มาแลวใหเราแบงวรรค แลวถามวาเปนคําประพันธชนิดใด สูตร 1. นับคํา 2. สงสัยวาเปนอะไรใหลองแบงวรรค แลวเอาสัมผัสแทนคาวาลงจังหวะไหม ระวัง! ตัวหลอก คูแรก ฉบัง 16 2 บท = กลอนแปด 1 บท คูสอง กาพยยานี 11 กับ อินทรวิเชียรฉันท 11 แตกตางตรงฉันท 3 - 6 - 7 - 9 = ลหุ คูสาม กาพยยานี 11 กับ โคลงสามสุภาพ จํานวนคําใกลเคียงกัน คูสี่ กลอนแปด กับ โคลงสี่สุภาพ จํานวนคําใกลเคียงกัน แตโคลงมีเอก 7 โท 4 ทองสูตรสัมผัสของสุรางคนางค : "เมื่อคืนฉันฝน วาเธอกับฉัน ชวนกันขี่ควาย ควายมันไลขวิด หวุดหวิดเจียนตาย ฝนดีหรือราย ทํานายใหที" โคลงสามสุภาพ :  ก   กก ( ) * ขอสอบ Ent แบบคําประพันธแนวใหม จะใหวรรคแบงมาเรียบรอยแลว แตสลับวรรคมั่วกัน ใหนักเรียนเรียง ลําดับใหถูกตอง นักเรียนก็ใชสูตรเดียวกับขางบน "พระสมุทรสุดลึกลนคณนาสายดิ่งทิ้งทอดมาหยั่งไดเขาสูงอาจวัดวากําหนดจิตมนุษยนั้นไซรยากแทหยั่งถึง" เปนคําประพันธ โคลงสี่สุภาพ BOBBYtutor Thai Note
  • 19.
    61. ความงามวรรณศิลป มี8 Version 1. สัมผัสสระ : สระกับตัวสะกดเสียงเดียวกัน แตเสียงพยัญชนะตนหามเหมือนกัน "เปนแถวทองลองตามกัน" "เจริญกรุง บํารุงเมือง เฟองนคร" "จันทรจวง ดวงจันทร" "อาภาพร นครสวรรค" พร พร คร 2. สัมผัสอักษร : (สัมผัสพยัญชนะ) ใหดูที่เสียงพยัญชนะตนเสียงเดียวกัน "ยุย ญาติเยอะ" เสียงพยัญชนะตน /ย/ "พี่จําใจจําจากเจาพรากมา" "ตองจําจําใจจากเจาคืนคอย" 3. สัมผัสวรรณยุกต : สัมผัสวรรณยุกตแทนที่จะเหมือนกันมาเจอกัน แตกลับเรียงวรรณยุกตจาก นอย → มาก มาก → นอย (2 ตัว หรือ 3 ตัวก็ได) "บึงบัวตุมตุมตุม กลางตม" "แมลงเมาเมาเมาฉม ซมซราบ" แต "แมนแมมาจักวอน พี่ชี้" "ดลยังเวียงดานดาว โดยมี" * ไมใชสัมผัสวรรณยุกต เพราะตัวสะกดไมเหมือนกัน 4. จินตภาพ : ภาพที่เกิดในสมองจินตนาการ มี 3 Version 1. จินตภาพดาน ภาพ (แสง + สี) "ใบระกาหนาบันบนชั้นมุข สุวรรณสุกเลื่อมแกวประภัสสร" 2. จินตภาพดาน เคลื่อนไหว (นาฏการ) "เรือสิงหวิ่งเผนโผน โจนตามคลื่นฝนฝาฟอง" 3. จินตภาพดาน เสียง = สัทพจน "สายธารไหลจอกจอกเซาะซอกหิน" หลักการทําใหสังเกต V. + adj 5. การใชคําที่มีเสียงและจังหวะดุจดนตรี (ตองแยกออกเปน 2 ตัว คือ เสียงและจังหวะ) 1. เสียงดุจดนตรี : มีวรรณยุกตหลายๆ เสียงใน 1 วรรค แตไมจําเปนตองเรียงวรรณยุกตเหมือนสัมผัส วรรณยุกต "ตะลึงเหลียวเปลี่ยวเปลาใหเหงาหงิม" 2. จังหวะดุจดนตรี : ใน 1 วรรค แบงจังหวะการอานไดเทาๆ กัน (ถวง ....................) "เชาทําเปนหนายบายบอกเหนื่อยเย็นเมื่อยลา" "ถือหัตถงาทาเห็นงาม ตามทํานองตองธรรมเนียม เตรียมทุกหมวดตรวจทุกหมู" 6. การเลนคํา : ใชคําๆ เดียวกันวางทั่วๆ ไป แลวความหมายไมเหมือนกัน เชน "นวลจันทรเปนนวลจริง เจางามพริ้งยิ่งนวลปลา" เลนคําวา นวล BOBBYtutor Thai Note
  • 20.
    7. การซํ้าคํา :ใชคําๆ เดียวกันวางทั่วๆ ไป แลวความหมายตองแปลเหมือนกันทุกตัว เชน "งามทรงวงดั่งวาด งามมารยาทนาดกรกราย งามพริ้มยิ้มแยมพราย งามคําหวานลานใจถวิล" ซํ้าคําวา งาม เพราะทุกตัวแปลวา Beautiful 8. ดุลเสียงและดุลความหมาย : 2 วรรค มีคําเทากันและตําแหนงเดียวกันมีคําเหมือนกัน จึงใหเสียงและความหมาย เหมือนกัน เชน "มีเพื่อนเลนก็ไมเหมือนกับเพื่อนตาย มีเพื่อนชายก็ไมเหมือนมีเพื่อนชม" "ยิ่งวายิ่งยุ" (วรรคเดียวแบบนี้อนุโลม) "รูหลบเปนปก รูหลีกเปนหาง" 62. ประโยคความเดียว ความรวม ความซอน ความเดียว = S1 + V1 สวนขยายยาวไดแตตองเปนวลี ของแทมีเลข 1 (S., V.) ความรวม = 2 ความเดียว = 1 ความหมาย โดยเอาสันธานเชื่อม ของแทตองมีเลข 2 (S., V.) ความซอน = ซอน แปลวา ขยาย จําอยางนี้กอน โดยสวนขยายเปนประโยค แสดงวาก็ตองมี 2 ประโยครวมกัน แตใหดูวาเอา "ที่ ซึ่ง อัน ผูที่ ผูซึ่ง วา ให" เชื่อม โดย 2 ประโยคนั้นนํ้าหนักไมเทากัน โดยมีประโยคหนึ่งเปนตัวตั้ง แลวมีอีกประโยคมาขยาย (ความเดียว) เขาปลูกขาวนาปรังทุกปริมแปลงเกษตรสาธิต (ความรวม) เขาปลูกขาวนาปรังทุกปและเขาขายขาวนาปรังทุกป = "เขาปลูกและขายขาวนาปรังทุกป" (ความซอน) เขาปลูกขาวนาปรังที่กํานันทรงเสนอแนะ ระวัง! 1. ความรวมกับความซอน สามารถละตัวเชื่อมได แตก็มีวิธีดูที่ นํ้าหนักประโยค 2. หลัง ที่ ซึ่ง อัน .................... จะเปนประโยคขยาย สรุปความแตกตางระหวาง ความเดียว ความรวม ความซอน 1. เดียว กับ รวม ใหดูที่ เลข 1 + 2 2. รวม กับ ซอน ใหดูที่ เอาอะไรเชื่อม 3. ซอน กับ เดียว ใหดูที่ เอาอะไรขยาย ลองทําดูวาเปนประโยคความอะไร (ซอน) 1. นายกรัฐมนตรีใหคําสัญญาแกชาวไทยวา จะแกปญหาเศรษฐกิจใหได (ซอน) 2. คนที่ลอบยิงทานประธานาธิบดีตองเปนคนวงใน (รวม) 3. แตฉันก็ทําสุดความสามารถแลวก็ยังไมประสบความสําเร็จ (เดียว) 4. ตัวอยางที่ดีตองเปนที่โรงเรียนนายรอย (เดียว) 5. คุณธรรมของผูใหญ คือ เมตตาธรรมตอเพื่อนมนุษยและสัตวโลก (ซอน) 6. เจาหนาที่ของสหรัฐพบวา ทหารอิรักสะสมขีปนาวุธในโกดังสินคาใกลกรุงแบกแดด (รวม) 7. สถาบันวิจัยจุฬาภรณรวมกับมูลนิธิสายใจไทยจัดงานครั้งนี้ (เดียว) 8. งานฤดูหนาวของจังหวัดเชียงใหมสําเร็จไปไดดวยความรวมมือของประชาชนชาวเชียงใหม (ซอน) 9. บุคคลใดที่ไมเคยพบกับความทุกขเลย คือ บุคคลที่ไมเคยพบกับประสบการณชีวิต (รวม) 10. เจาหมูนอยหัวใจเทวดาวิ่งงับอนาคอนดาอยางเมามัน BOBBYtutor Thai Note
  • 21.
    (ซอน) 11. ชาวลอนดอนชินกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเสมอๆ (ซอน)12. พนักงานขององคการโทรศัพทกําลังปนเสาอยูใกลหอประชุมของโรงเรียน (ซอน) 13. คุณครู Lilly ไมชอบนักเรียนลอกขอสอบ (ซอน) 14. ชาวไทยตองทนกับสภาพเศรษฐกิจอยางนี้จนเสียขวัญหมดแลว (เดียว) 15. การไมพูดระหวางรับประทานอาหารเปนนิสัยที่ดีของลูกผูหญิง (ซอน) 16. ภาพที่เธอสงเขาประกวดและเพื่อนๆ ชวยกันวาดนั้น ไดรับรางวัลชนะเลิศ (รวม) 17. ชาวประมงทําลายปะการังที่ทางรัฐบาลสงวน แต ส.ส. บางคนเห็นดีดวยกับชาวประมง (ซอน) 18. ภาพวาดนางบุษบาเสี่ยงเทียนที่คุณจักรพันธุวาดนั้น ไดรับรางวัลพระราชทาน (รวม) 19. การวายนํ้าเปนกิจกรรมที่มีประโยชนตอรางกายทุกสวน และการพักผอนซึ่งเปนกิจกรรมของคนเรามี ความสําคัญไมแพกัน (รวม) 20. หากเราสามารถเก็บเศษใบไมและกระปองนํ้าอัดลมตามชายหาดไดแลวก็จะทําใหชายหาดพัทยาสวยขึ้น (ซอน) 21. การที่คุณแมหักเงินคาขนมพวกเธอเปนการลงโทษอยางเบาๆ (รวม) 22. หมาของฉันไลกัดนักเรียนกลุมนั้น (รวม) 23. ครูใชปากกาหมึกซึมตรวจการบานนักเรียน (ซอน) 24. เขาตบหนาเพื่อนยืนหลังโตะ (ซอน) 25. ผลิตภัณฑที่สรางจากภูมิปญญาของชาวบาน เปนงานที่นายกยองอยางหนึ่ง 63. การอานจับใจความ (ออกสอบเยอะมาก) หลักการทํา คือ 1. ยังสรุปใจความ (Main Idea) ไมได อยาอาน choice 4 ขอ 2. หา 3 W (Who, What, Why) 3. ไลผี คือ เอา choice ที่ผิดแนๆ ออกไปกอน ระวัง ! จุดหลอกของการอานจับใจความ 1. การเปรียบเทียบ อันไหนเกิดจริง อันไหนเปรียบเทียบ ตองจับใหได 2. ศัพทที่แปลไมตรงตัว (เราก็อาศัย บริบท ในการตีความ) 3. การตอบดูใหดี มี 2 แง จะตอบคลุมหรือตอบเจาะ (choice 2 ขอ สุดทายจะบอกเราเอง) 4. ระวัง Error ภาษาที่เขียน choice ตีความดีๆ มันจะหลอก 64. โวหาร ทางรอยแกว มี 7 Version 1. บรรยายโวหาร ไดเรื่องราว ขอมูล 2. พรรณนาโวหาร ไดภาพรายละเอียด 3. อธิบายโวหาร ทําใหเขาใจ 4. สาธกโวหาร ยกตัวอยาง 5. เทศนาโวหาร สั่งสอน 6. อุปมาโวหาร เปรียบเทียบ (คลุมทั้งหมด 8 ภาพพจน) 7. อภิปรายโวหาร โนมนาวใจ (Persuade) BOBBYtutor Thai Note
  • 22.
    บรรยายโวหาร (เนื้อๆ) =ได Information ใคร ทําอะไร ที่ไหน เมื่อไร พรรณนาโวหาร (นํ้าๆ) = ได Detail ใหภาพรายละเอียด บุคคล วัตถุ สถานที่ เหตุการณ มี 2 ลักษณะ คือ แยกสวนประกอบ : ชี้ลักษณะเดน สูตรการดูพรรณนาโวหาร คือ ตระกูล ว. + แซมเปรียบเทียบ วิเศษณ วิลิศ วิจิตร เวอร + แซมเปรียบเทียบ 65. อธิบายโวหาร มี 6 Version เรียกวา กลวิธีอธิบาย 1. การอธิบายตามลําดับขั้น : ใชกับเรื่องๆ นั้นตองเปน ขั้นตอน กรรมวิธี 2. การใชตัวอยาง : เพื่อให เห็นภาพชัดเจน 3. การเปรียบเทียบความเหมือน/ตาง : ใชเปรียบเทียบของ 2 สิ่งไมใชภาพพจน 4. การชี้สาเหตุผลลัพธสัมพันธกัน : ใชใหเหตุผลอธิบาย 5. การนิยาม : จะใชกับคําศัพท แตไมจําเปนตองมี หมายถึง, คือ เสมอไป 6. การกลาวซํ้าดวยถอยคําที่แปลกออกไป : อธิบายใหมเปนรอบที่ 2 แตจะใชคํา งายขึ้น มักจะมีคําวา กลาวคือ แตไมตองมี กลาวคือ เสมอไปก็ได ถาไมมี กลาวคือ เขาจะเวนวรรคเอา (ขอความหนาและหลัง กลาวคือ ตองมี ความหมายเหมือนกัน) 66. ทรรศนะ คือ ความคิดเห็น (Opinion) อาจถูกหรือผิดก็ได เพราะไมใช FACT คําที่แสดงทรรศนะ คือ คง คงจะ นา นาจะ ควร ควรจะ พึง พึงจะ อาจ อาจจะ หรือ ผมเห็นวา, เขาใจวา, สรุปวา, มีมติวา, เสนอวา หรืออาจไมมีคําพวกนี้เลยก็ได ทรรศนะ มี 3 Version 1. ทรรศนะเชิงขอเท็จจริง (Guess) : เดา, สันนิษฐาน ไมใช บอก ขอเท็จจริง 2. ทรรศนะเชิงคุณคา/คานิยม (Evaluate) : ประเมินคา, ตัดสินใจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 3. ทรรศนะเชิงนโยบาย (Suggest) : แนะนํา * พี่ชายเธอดูเทหระเบิดเลย หุนดี หนาตาก็ใชได (ทรรศนะเชิงคุณคา) * ฉันวาเธอเอาเรื่องแสงสีกับกินดีอยูดีสอบดีกวา เหมาะกับเธอดี (ทรรศนะเชิงนโยบาย) * คงไมใชนักโทษแหกคุก 4 คนนี่หรอก ฉันวาคงตองเปนผูคุมตางหาก (ทรรศนะเชิงขอเท็จจริง) 67. ระเบียบวิธีคิด มี 3 Version 1. วิเคราะห : หาสาเหตุ ทําไมเกิด = ทรรศนะเชิงขอเท็จจริง 2. ประเมินคา : ใหความเห็นประเมิน = ทรรศนะเชิงคุณคา/คานิยม 3. สังเคราะห : คิดวิธีการ Idea ใหญๆ = ทรรศนะเชิงนโยบาย 68. โครงสรางเหตุผล มี 2 องคประกอบ คือ (เกิดกอน) 1. เหตุ สาเหตุ ขอสนับสนุน (เกิดหลัง) 2. ผล ผลลัพธ ขอสรุป ระวัง! สันธานเหลานี้จะเจอเสมอเรื่องโครงสรางเหตุผล เพราะ, เนื่องจาก, ดวย, ก็เลย, จึง, ดังนั้น, เมื่อ.....จึง, เพราะ.....จึง เวลาออก Ent เรื่องนี้ใหดู โครงสรางดีๆ วาเขาเอา สาเหตุหรือผลลัพธขึ้นตนลงทาย BOBBYtutor Thai Note
  • 23.
    69. อุปนัย =เกือบและ! นิรนัย = แนแน! นัย ทองวา จริง อุป ทองวา เกือบ นิร ทองวา แนๆ อุปนัย : ไมแนนอน ไมจําเปน โอกาสเกิดไมถึง 100% นิรนัย : ตอง Sure เกิดแนๆ เปนอยางนั้นแนๆ 100% * "ดูผูชายคนนี้สิ แตงตัวดี ทองหยองเต็มตัว ใสสูทดวย เปนลูกเจาสัวแหงๆ" ประโยคนี้เปน อุปนัย นิรนัย * ทุกปชวงตนเดือนธันวาคม นกนางแอนจะมาเกาะตามเสาไฟฟาถนนสีลมเต็มไปหมด เดี๋ยวธันวาคมปนี้ก็ตองมาอีก" ประโยคนี้เปน อุปนัย นิรนัย วิธีการดูอุปนัยและนิรนัย คือ ดูวาเกิดแนหรือไมแนไมจําเปน 70. อนุมาน 3 Version แบบสัมพันธเปนเหตุเปนผลกัน 1. การอนุมานจาก สาเหตุ ไปหา ผลลัพธ (เดา อนาคต) 2. การอนุมานจาก ผลลัพธ ไปหา สาเหตุ (เดา อดีต) 3. การอนุมานจาก ผลลัพธ ไปหา ผลลัพธ (เดา อนาคต) (ไมมี! การอนุมานจาก สาเหตุ ไปหา สาเหตุ) สูตรการทํา 1. หาทอน ที่เกิดขึ้นกับทอนเดาใหเจอ 2. ดูวาเดา อดีต เดาอนาคต * "ปลาลอยเปนแพอยางนี้ ใครชางใจรายปลอยนํ้าเสียลงแมนํ้าอีกแลว" อนุมานจาก ผลลัพธ ไปหา สาเหตุ * "รีบๆ หนอยคุณพี่ เราคงตองทันแนๆ รถไฟเที่ยวสุดทาย" อนุมานจาก สาเหตุ ไปหา ผลลัพธ * "ยาหมองยี่หอนี้ขายดีเปนอันดับ 1 ที่อเมริกา รับรองถามาขายในเมืองโดยก็ตองอันดับหนึ่งแนๆ" อนุมานจาก ผลลัพธ ไปหา ผลลัพธ 71. การโนมนาวใจ = อภิปราย โวหาร การทําใหใครคนหนึ่งเปลี่ยนความคิด ความเชื่อ แลวมาทําตามเรา มีกลวิธี การโนมนาวใจ 6 Version 1. ใชความนาเชื่อถือของผูโนมนาวใจ 2. ใชเหตุผลหนักแนน 3. ความรูสึกรวมหรืออารมณรวม พวกเดียวกัน ชอบเหมือนกัน 4. ชี้ใหเห็นทางเลือกทั้งดีและเสีย 5. สรางความบันเทิง 6. เราใหเกิดอารมณแรงกลา ภาษารุนแรง OVER * ระวัง! การโนมนาวใจตองใชหลัก สุภาพ นุมนวล หามขู บีบบังคับ นํ้าเสียงออนวอน วิงวอน หรือขอรอง ปนี้ระวัง! จะออกคําขวัญกับลักษณะภาษาโนมนาวใจ BOBBYtutor Thai Note
  • 24.
    72. การโตแยง :ใชเหตุผลสูกัน ถาใชอารมณ เรียกวา โตเถียง เรื่องนี้จะถามวา "อะไรคือประเด็นการโตแยง" ประเด็นการโตแยง คือ หัวขอ Topic ที่กําลังเห็นไมลงรอยกัน มักอยูในรูปประโยคคําถาม ขอสําคัญของการโตแยง คือ 1. ไมใชอารมณ, สุภาพ 2. มีมารยาทใหเกียรติ 3. เลือกประเด็นโตแยงที่สรางสรรค 73. ระดับภาษา มี 5 Level แบงตาม Hi กับ Low ดังนี้ Level 1-2-3 = Hi Level 4-5 = Low พิธีการ ทางการ กึ่งทางการ ไมเปนทางการ กันเอง กาลเทศะ คนที่ใช วิธีสงสาร ลักษณะภาษา นานๆ ครั้ง บุคคล VIP อาน จริงจัง ไพเราะ สละสลวย Serious (การลงทาย) นักธุรกิจ/วิชาการ พูด/เขียน ตรงไปตรงมา Serious ไม Serious ความสัมพันธ/ใกลกวา 2 พูด/เขียน ลด Serious ทั่วๆ ไป ทุติยภูมิ พูด/เขียน ไมสวนตัว สนิท/สวนตัว ปฐมภูมิ พูด สวนตัว/สนิท ปญหาเรื่องระดับภาษา คือ ระดับใกลกัน จะตัดสินลําบาก (2 : 3) (4 : 5) 74. โทรเลข : สูตรมีอยูวา สั้น กะทัดรัด ชัดเจน (วัน เวลา สถานที่) สั้น ไมจําเปนตองสั้นมาก ตองไดใจความดวย 75. โทรศัพท ระวัง! 1. หามพูดโทรศัพทวา "ฮัลโหล" 2. หามพูด "ขอสาย" "เรียนสาย" ใหใช ขอพูด เรียนถาม 3. คนโทรไปตองพูดวา "ขอพูดกับ .................... จาก ...................." อยาพูด "นั่นที่ไหน" 4. คนรับโทรศัพท ตองบอกวาที่นี่ "สถานที่" หามบอกเปน เบอรโทรศัพท 76. การประกาศ ไมใชโฆษณา ดังนั้นประกาศก็บอกแค Who What When Where สูตรการทําประกาศ 1. บอก Who What When Where ใหชัดเจน 2. บอกที่อยู/เบอรโทรศัพทใหติดตอกลับ เพื่อสื่อสาร 2 ทาง 3. การเรียง When + Where ตองเรียงจาก วัน เวลา สถานที่ 4. รายละเอียดพอเหมาะอยาพรรณนามาก เดี๋ยวกลายเปนโฆษณา 77. การลําดับความ : ขอสอบจะให Passage มาแลวสลับทอน แลวใหเราเรียงใหม หลักการทํา 1. หามเรียงตาม choice ที่เขาใหมา 4 ขอ จะโดนหลอก 2. ตัดทอนที่ขึ้นตนดวย Verb สันธาน บุพบท ออกไปกอน 3. จับทอน 2 ทอนที่คิดวาอยูติดกันแนๆ มาเปนเสาเอก เสาหลัก สัมพันธเชิง ประธาน+กริยา, สาเหตุ+ผลลัพธ 4. เนื้อๆ หลักๆ กวางๆ ตองขึ้น Passage กอน อยาเอานํ้า, สวนขยายอื่นขึ้น BOBBYtutor Thai Note
  • 25.
    78. การเวนวรรคตอน :การแบงจังหวะการเขียนใหถูกตอง หลักการทํา 1. ยังไมจบความหามเวนวรรค 2. ที่ ซึ่ง อัน ผูที่ ผูซึ่ง วา ให ตองอยูติดกับคํานามขางหนา 3. ไดแก อาทิ เชน ตองเวนวรรคหนาหลังของคําเหลานี้ 4. มียกตัวอยางของหลายสิ่ง สิ่งสุดทายใช และ เชื่อม 79. การพูด : จะออกขอสอบแนววาใหสถานการณมาแลว ใหเราเลือกขอที่การพูดเหมาะสมที่สุด ตองยึดหลัก ใจเขา ใจเรา ระวัง! มารยาทตอไปนี้ 1. เวลาเห็นขัดแยงกับใคร หรือปฏิเสธใคร ตองบอกเหตุผล และตองสุภาพใหเกียรติ 2. อยาประชดประชัน 80. การประชุม : จะออก 2 ลักษณะ คือ ศัพทในการประชุมและการพูดจาในการประชุม 1. ประชุมตามขอบังคับ กําหนดปกติ = ประชุมสามัญ 2. ประชุมพิเศษเรงดวน = ประชุมวิสามัญ 3. ผูริเริ่มจัดประชุม กําหนดเรื่อง วางแผนงาน = ผูจัดประชุม 4. จํานวนเต็มของผูประชุม (Fix) = องคประชุม 5. คนที่มาประชุมในวันนั้น (ไม Fix) = ที่ประชุม 6. ผูควบคุมการประชุม = ประธาน 7. ผูจัดระเบียบวาระ บันทึกรายงาน = เลขานุการ 8. เรื่องที่จะประชุม = ระเบียบวาระ เรื่องที่จะประชุมลําดับที่ 1 = วาระที่ 1 วาระที่ 1 รับรองการประชุมครั้งกอน (เรื่องที่ประธานแจงใหทราบ ตองพูดกอนวาระที่ 1) วาระที่ 2 สะสางเรื่องเกา วาระที่ 3 Mouth เรื่องใหม 9. ขอเสนอ = ญัตติ 10. เห็นดวยกับขอเสนอ = สนับสนุน 11. ไมเห็นดวยกับขอเสนอ = คัดคาน 12. ทั้งเห็นดวยกับไมเห็นดวยรวมเรียกวา = อภิปราย 13. ขอสรุปของที่ประชุม = มติ ทุกคน 100% เห็นดวย = มติเอกฉันท ไมถึง 100% เห็นดวย = มติเสียงขางมาก 14. ที่ประชุมยอมรับขอเสนอ = ผาน 15. ที่ประชุมไมยอมรับขอเสนอ = ตก BOBBYtutor Thai Note
  • 26.
    การพูดจาในที่ประชุม : จําหลักสําคัญตอไปนี้ 1.ใชภาษาใหสอดคลองกับระดับการประชุม (ถาประชุมใหญๆ ใชภาษาระดับทางการ) 2. ประธานตองใหเกียรติผูเขาประชุม อยาทําใหเขาอาย, โกรธ ตองสุภาพ 3. ประธานตองคอยประนีประนอม 4. ประธานพูดขบขันไดนิดหนอยเพื่อคลายเครียด 5. ผูเขาประชุมจะพูดอะไรตองขึ้นตนดวยคําวา "ขอ" 6. ผูเขาประชุมตองพูดจาสุภาพ มีมารยาท ใหเกียรติ เวลาแสดงความเห็นขัดแยงกัน 81. การเขียนรายงาน + เรียงความ จะใชหลักเดียวกัน เพราะ 2 เรื่องนี้ เวลาออกสอบจะใหแตงหรือเขียนเรียงความรายงานไมได จึงออกสอบใน ลักษณะใหหัวขอมา แลวใหเราวางโครงเรื่อง ดังนั้นจึงใชหลักเดียวกัน คือ ตองวาง คํานาม + เนื้อเรื่อง + สรุป สามารถนําหลักการลําดับความขอ 77. มาประยุกตได * หมายเหตุ การเขียนรายงานนั้น ตองใชภาษาระดับทางการ (Level 2) 82. จดหมาย จําหลักไววา 1. ใชภาษาใหเหมาะสมกับระดับบุคคลที่เราไปสื่อสารดวย 2. อยาใชคํา OVER มากไป ระวังใหดี (สูงไป ตํ่าไป) 3. ถอยคํากระชับ ชัดเจน ไมฟุมเฟอย (เรียนมาแลวขอ 58) 83. ยอความ ใชหลักเดียวกับขอ 63. (การอานจับใจความ) ขอสอบมักจะใหเปน Passage แลวถามวาทอนใดเปน Main Idea นี่แหละลักษณะการออกสอบยอความ ตองดึง Main Idea มาใหได BOBBYtutor Thai Note
  • 27.
    นิราศพระบาท ผูแตง : สุนทรภู คําประพันธ: กลอนนิราศ (กลอนแปดชนิดหนึ่ง) ที่มา : แตงในโอกาสที่ตามเสด็จพระองคเจาปฐมวงศโอรสกรมพระราชวังหลัง ไปนมัสการพระพุทธบาท สระบุรี จุดประสงคการแตง : พรรณนาการเดินทางและรําพันถึงนางผูเปนที่รัก (นางจันทน) ลักษณะของนิราศ : เดินทาง → คิดถึงนาง → เปรียบเทียบ การเปรียบเทียบในนิราศ 1. เห็นสิ่งรอบตัว นาง อวัยวะของนาง 2. เห็นสิ่งรอบตัว กวี เบ็ดเตล็ด 3. เห็นสิ่งรอบตัว ไมไดเปรียบเทียบ * สิ่งรอบตัวไมจําเปนตองเห็นทุกสถานการณ อาจดมก็ได * สิ่งรอบตัวในนิราศ มีอะไรบาง 1. สถานที่ บาง .................... 2. สิ่งกอสราง 3. นก 4. ปลา 5. ตนไม * คําที่แปลวา นางอันเปนที่รัก ตองระวังใหดี Ent ชอบถาม เนื้อเรื่อง : เริ่มตนดวยการกลาวถึงสาเหตุของการเดินทาง วันเวลาที่ออกเดินทาง คือ วันขึ้น 12 คํ่า เดือน 3 ออก เดินทางจากวัดระฆังโฆษิตารามโดยขบวนเรือพระที่นั่งขึ้นไปตามลํานํ้าเจาพระยา ผานสถานที่ตางๆ ของจังหวัดพระนคร ธนบุรี นนทบุรี ปทุมธานี อยุธยา คางแรมที่วัดแมนางปลื้ม แลวไปขึ้นบกที่ทาเรือ เดินขบวนชางไปตามปาเขาลําเนาไพร จนถึงพระพุทธบาท สระบุรี พักแรมที่พระพุทธบาท 4 คืน เดินทางกลับเมื่อวันแรม 3 คํ่า ขณะที่พักอยูนั้นไดชม ธรรมชาติในบริเวณพระพุทธบาทอยางเพลิดเพลิน BOBBYtutor Thai Note
  • 28.
    กลอนสุภาพ กลอน 1 บทประกอบดวยคําประพันธ 4 วรรคหรือ 2 บาท วรรคหนึ่งจะประกอบดวยคํา (พยางค) 7-9 คํา (พยางค) แตที่นิยมกันคือ 8 คํา จึงเรียกวา กลอนแปด 7-9 คํา 2 วรรค 2 บาท 4 วรรค = = = = 1 วรรค 1 บาท (บรรทัด) 1 บท 1 บท (วรรคสดับ) (วรรครับ) ถึงมวยดินสิ้นฟามหาสมุทร ไมสิ้นสุดความรักสมัครสมาน (บาทเอก) แมเกิดในใตหลาสุธาธาร ขอพบพานพิศวาสไมคลาดคลา (บาทโท) (วรรครอง) (วรรคสง) การแบงจังหวะการอานใน 1 วรรค ถาวรรคนั้นมี 9 คํา จะแบงอานทีละ 3-3-3 ถาวรรคนั้นมี 8 คํา จะแบงอานทีละ 3-2-3 ถาวรรคนั้นมี 7 คํา จะแบงอานทีละ 2-2-3 สัมผัสนอก คือ การสัมผัสสระ นอกวรรคหรือนอกบท เปนสัมผัสบังคับ ซึ่งเปนสัมผัสบังคับ กลอนจะตองมีดังสูตรนี้ 8-11 16-24-27 เกลือกศัตรูจะจูโจมตี ในทางที่จะขามแมนํ้าใหญ ถึงชองแคบชองเขาเขาแหงไร อยาไวใจจัดกองออกปองกัน พระชี้ชมศิลาปะการัง ที่เขียวดังมรกตสดสี ที่ลายคลายราชาวดี แดงเหลืองเลื่อมสีเหมือนโมรา เสียงวรรณยุกตของกลอน : เสียงวรรณยุกตมีความสําคัญตอการลงเสียงในทายวรรคของกลอนแตละวรรค จะตองมี เสียงตรงตามฉันทลักษณ ดังนี้ 5 เสียง จัตวา (หามสามัญ) สามัญ, ตรี สามัญ, ตรี เรไรจักจั่นสนั่นเสียง เพราะเพียงดนตรีปไฉน บุหรงรองพรองเพรียกพงไพร ฟงเพลินจําเริญใจไปมา BOBBYtutor Thai Note
  • 29.
    ตรงนี้ตองระวัง 1. "โออาลัยใจหายไมวายหวง ดังศรสักปกซํ้าระกําทรวง เสียดายดวงจันทราพะงางาม เจาคุมแคนแสนโกรธพิโรธพี่แตเดือนยี่จนยางเขาเดือนสาม จนพระหนอสุริยวงศทรงพระนาม จากอารามแรมรางทางกันดาร ดวยเรียมรองมุลิกาเปนขาบาท จํานิราศรางนุชสุดสงสาร ตามเสด็จโดยแดนแสนกันดาร นมัสการรอยบาทพระศาสดา" "ดังศรสักปกซํ้าระกําทรวง" = ภาพพจน (อุปมา) "เสียดายดวงจันทราพะงางาม = ในที่นี้ดวงจันทรา หมายถึง นางจันทน "แตเดือนยี่จนยางเขาเดือนสาม = แต แปลวา Since "ดวยเรียมรองมุลิกาเปนขาบาท" = ดวย แปลวา เพราะ เรียม แปลวา พี่ (ผูชาย) ขอ 1 กลอนชวงนี้ 3 บท สุนทรภูบอกเหตุความจําเปนวาทําไปตองไปนมัสการรอยพระพุทธบาท เพราะเปน ขารับใชของกรมพระราชวังหลัง (วังหลัง ปจจุบัน คือ ร.พ.ศิริราช) 2. "แสนสลดใหระทดระทวยกาย ไมเหือดหายหวงหวงเปนหวงครัน" กลอนบทนี้ เดนทางวรรณศิลป ตรงสัมผัสอักษร (สัมผัสพยัญชนะ) ระทด-ระทวย เหือด-หาย-หวง-หวง-หวง 3. "ถึงคลองขวางบางจากยิ่งตรมจิต ใครชางคิดชื่อบางไวกางกั้น วาชื่อจากแลวไมรักรูจักกัน พิเคราะหครันฤๅมาพองกับคลองบาง ทั้งจากที่จากคลองเปนสองขอ ยังจากกอนั้นก็ขั้นในคลองขวาง โอวาจากชางมารวบประจวบทาง ทั้งจากบางจากไปใจระบม" กลอน 2 บทนี้ เดนทางการประพันธคือ เลนคํา (ใชคําคําเดียวกันวางอยูทั่วกลอน แตความหมายจะไมเหมือนกัน) ชวงนี้เลนคําวา "จาก" บางจาก = ชื่อสถานที่ จากแลว = พลัดพราก จากที่ = พลัดพราก จากคลอง = ชื่อคลอง จากกอ = กอตนไม (กอตนจาก ที่เขาเอาใบมาทําขนมจาก) โอวาจาก = พลัดพราก จากบาง = ชื่อสถานที่ จากไป = พลัดพราก 4. "ถึงสามเสนแจงความตามสําเหนียก เมื่อแรกเรียกสามแสนทั้งกรุงศรี ประชุมฉุดพุทธรูปในวารี ไมเคลื่อนที่ชลธารบาดาลดิน" กลอนบทนี้บอกที่มาของตําบลสามเสน สมัยกอนเรียกวา สามแสน แลวปจจุบันแผลงเสียงเปนสามเสน เพราะที่เรียกสามแสนก็คือ มีพระพุทธรูปลอยนํ้ามาแลวคนสามแสนคนฉุดพระพุทธรูปก็ไมขึ้นจากนํ้า BOBBYtutor Thai Note
  • 30.
    5. ขอใจนุชที่ฉันสุจริตรัก ใหแนนหนักเหมือนพุทธรูปเลขาขํา ถึงแสนคนจะมาวอนชะออนนําสักแสนคําอยาใหเคลื่อนจงเหมือนใจ" นุช = นางอันเปนที่รัก ในที่นี้ คือ นางจันทน สุนทรภู ก็เปรียบกับคนรักวาคนแสนคนมาจีบมาชอบ ก็ขออยาใหเคลื่อนไหว โนมเอียงเหมือนพระพุทธรูป เลย แสดงวาเห็นสิ่งรอบตัวแลวเปรียบเทียบ 6. "ถึงบางพลัดยิ่งอนัตอนาถจิต นิ่งพินิจนึกนานํ้าตาไหล พี่พลัดนางรางรักมาแรมไกล ประเดี๋ยวใจพบบางริมทางจร" เลนคําวา "พลัด" บางพลัด = ชื่อสถานที่ (N.) พลัดนาง = พลัดพราก (V.) 7. "ถึงบางซื่อชื่อบางนี้สุจริต เหมือนซื่อจิตที่พี่ตรงจํานงสมร มิตรจิตขอใหมิตรใจจร ใจสมรขอใหซื่อเหมือนชื่อบาง" เห็นสิ่งรอบตัว "บางซื่อ" ก็เปรียบเทียบกับใจนางขอใหซื่อเหมือนชื่อบาง 8. "เห็นจันทนสุกลูกเหลืองตรลบกลิ่น แมลงภูบินรอนรองประคองหวง พฤกษาพองตองนามกานดาดวง พี่ยลพวงผลจันทนใหหวั่นใจ แมลงภูเชยเหมือนพี่เคยประคองชิด นั่งพินิจนึกนานํ้าตาไหล เห็นรักรวงผลิผลัดสลัดใบ เหมือนรักใจขวัญเมืองที่เคืองเรา พี่เวียนเตือนเหมือนอยางนํ้าคางยอย ใหแชมชอยชื่นชอเชนกอเกา โอรักตนฤๅมาตองกับสองเรา จึงใจเจาโกรธไปไมไดนาน" เห็นตนไมคือตนจันทน แลวมีแมลงภูมาบินตอมผลจันทน (สิ่งรอบตัว) สุนทรภูก็เลยคิดถึงตัวเองกับ นางจันทน (ชางบังเอิญวา สิ่งรอบตัวกับชีวิตสุนทรภู ชื่อชางพองตรงกัน) "เห็นรักรวงผลิผลัดสลัดใบ เหมือนรักใจขวัญเมืองที่เคืองเรา" รักรวง = ดอกรักรวง รักใจ = นางจันทน "ใหแชมชอยชื่นชอเชนกอเกา" สัมผัสอักษรเดน 9. "พินิจนางแมคาก็นาชม ทาคมรมเร็วเรงอยูเซ็งแซ ใสเสื้อตึงรึงรัดดูอัดแอ พี่แลแลเครื่องเลนเปนเสียดาย" "ใสเสื้อตึงรึงรัดดูอัดแอ" นักเรียนเห็นภาพอะไรจากกลอนวรรคนี้ ขอ 9 นี้ เปนความเจาชูของผูชาย (สุนทรภู) ขณะกําลังเศราคิดถึงแฟนตัวเอง แตพอเห็นสาวอื่นแตงตัว วาบหวิวก็อดจะแสดงนิสัยอันถาวรของผูชายออกมาไมไดไชไหมคะ 10. "ถึงหาดขวางบางพูดเขาพูดกัน พี่คิดฝนใจฉงนอยูคนเดียว เปนพูดชื่อฤๅผีภูตปศาจหลอก ใครชวยบอกภูตผีมานี่ประเดี๋ยว จะสั่งฝากขนิษฐาสุดาเดียว ใครเกินเกี้ยวแลวอยาไวอะไรเลย" ถึงบางพูด แตเสียงไปพองกับภูต สุนทรภูเลยขอฝากนองจันทนไวกับภูตผีปศาจ วาอยาใหใคร เขามาจีบ เปนอารมณที่แสดงวารักและหวงนางจันทน ขนาดตองฝากกับภูตผีปศาจ BOBBYtutor Thai Note
  • 31.
    11. "ถึงบางหลวงทรวงรอนดังศรปก พี่รางรักมาดวยราชการหลวง เมื่อคิดไปใจหายเสียดายดวงจนเรือลวงมาถึงยานบานกระแซง" เลนคําวา "หลวง" บางหลวง = ชื่อสถานที่ ราชการหลวง = ในวัง งานของพระเจาแผนดิน "เสียดายดวง" = เสียดาย นางจันทนไมไดมาดวย 12. "ตาโถงถุงนุงออมลงกรอมซน เปนแยบยลเมื่อยกขยับยาง เห็นขาขาววาวแวบอยูหวางกลาง ใครยลนางก็เห็นนาจะปรานี ดูเหยาเรือนหาเหมือนอยางไทยไม หลังคาใหญพื้นเล็กเปนโลงผี ระยะบานยานนั้นก็ยาวรี จําเพาะมีฝงซายเมื่อพายไป" บรรยายสภาพบานเรือนและการแตงกาย ของชาวมอญ สามโคก จ.ปทุมธานี ตาโถง = ผานุงชาวมอญ ทอเปนตาโตๆ 13. "เห็นลมอื้อจะใครสื่อสาราสั่ง ถึงรอยชั่งคูเชยเคยถนอม ใหนิ่มนองครองศักดิ์อยาปลักปลอม เรียมนี้ตรอมใจถึงคะนึงนาง" รอยชั่ง = นางอันเปนที่รัก พอสุนทรภูเห็นลมพัดมาก็จะวอนสายลมไปบอกนางจันทนวา พี่คิดถึงนอง นักเรียนพอจะดูเปนหรือยังวานิราศจะเปนลักษณะนี้ รําพึงรําพันแบบออนๆ 14. "โอกระแสแควเดียวทีเดียวหนอ มาเกิดกอเกาะถนัดสกัดหนา ตองแยกคลองออกเปนสองทางคงคา นี่ฤๅคนจะมินาเปนสองใจ" เห็นแมนํ้าแบงออกเปนสองทาง เพราะมีสันดอนอยูกลางแมนํ้า แลวสุนทรภูกําลังบอกวา ขนาดแมนํ้า ยังแยกออกเปน 2 สายได แลวใจคนเราจะไมคิดมี 2 ใจหรือ "คน" ในกลอนนี้ หมายถึง จะประชดประชัน นางจันทน 15. "นกยางเลียบเหยียบปลานขาหยิก เอาปากจิกบินฮือขึ้นเวหา" ตรงนี้เดน ดานจินตภาพดานมีการเคลื่อนไหว คือ ใชคําใหเราดูวามีการเคลื่อนไหวจริง "บินฮือขึ้นเวหา" 16. "หนาวังหรือจะสั่งดวยนะนก ใหแนบอกของพี่รูวาโหยไห มิทันสั่งสกุณินก็บินไป ลงจับใกลนกตะกรุมริมวุมวน ศีรษะเตียนเลี่ยนโลงหัวลานเลื่อม เหนียงกระเพื่อมรองแรงแสยงขน โอหัวนกนี่ก็ลานประจานคน เมื่อยามยลพี่ยิ่งแสนระกําทรวง" แนบอก = นางอันเปนที่รัก กลอน 2 บทนี้ สุนทรภูเห็นนก ก็จะฝากนกไปบอกนางจันทนวาสุนทรภูคิดถึง กลอนตรงนี้พอ จะอนุมานไดวา สุนทรภูเปนคนศีรษะลาน "โอหัวนกนี่ก็ลานประจานคน" 17. "ถึงเกาะเกิดเกิดเกาะขึ้นกลางนํ้า เหมือนเกิดกรรมเกิดราชการหลวง จึงเกิดโศกขัดขวางขึ้นกลางทรวง จะตักตวงไวก็เติบกวาเกาะดิน" BOBBYtutor Thai Note
  • 32.
    ความงามวรรณศิลปตรงนี้เลนคําวา "เกิด" เกาะเกิด =ชื่อสถานที่ เกิดเกาะ = ผุด, ปรากฏ เกิดกรรม = มีกรรม เกิดราชการหลวง = ทํางานรับใชราชการ เกิดโศก = มีความทุกข 18. "ทั้งวังหลวงวังหลังก็รั้งรก เห็นนกหกซอแซบนพฤกษา ดูปราสาทราชวังเปนรังกา ดังปาชาพงชัฏสงัดคน" ภาพพจน "อุปลักษณ" = "ดูปราสาทราชวังเปนรังกา" "อุปมา" = "ดังปาชาพงชัฏสงัดคน" ตอนนี้พรรณนาสภาพเมืองเกาอยุธยาวาเปนเมืองราง หลังจากถูกพมาตี 19. "อนิจจาธานินทรสิ้นกษัตริย เหงาสงัดเงียบไปดังไพรสณฑ แมกรุงยังพรั่งพรอมประชาชน จะสับสนแซเสียงทั้งเวียงวัง มโหรีปกลองจะกองกึก จะโครมครึกเซ็งแซดวยแตรสังข" จินตภาพดานเสียงเดน "สับสนแซเสียง" "กองกึก" "โครมครึกเซ็งแซ" 20. "กําแพงรอบขอบคูก็ดูลึก ไมนาศึกอายพมาจะมาได ยังใหมันขามเขาเอาเวียงชัย โออยางไรเหมือนบุรีไมมีชาย" นํ้าเสียงของสุนทรภูกําลังติเตียนคนอยุธยา วาทําไมปลอยใหพมามันตีกรุงศรีฯ ได บุรี = ในที่นี้คือ กรุงศรีอยุธยา 21. "ขอเทเวศรเขตสวรรคชั้นดุสิต ดลใจมิตรอยาใหเหมือนกับกรุงใหญ ใหเหมือนกรุงเราทุกวันไมพรั่นใคร นั่นแลใจเห็นจะครองกับนองนาน" สุนทรภูขอพรใหกรุงรัตนโกสินทรอยาลมสลายเหมือนกรุงอยุธยาเลย เพราะอยากอยูกับนองจันทนนานๆ "กรุงใหญ" = กรุงศรีอยุธยา "กรุงเรา" = กรุงรัตนโกสินทร 22. "คอยขืนเคี้ยวขาวคําสักกํามือ พอกลืนครือคอแคนดังขวากคม จะเจือนํ้าซํ้าแสบในทรวงเสียว ที่เค็มเปรี้ยวกลํ้ากลืนก็ขื่นขม" สภาพความรูสึกของสุนทรภูที่คิดถึงนางอันเปนที่รัก วากินขาว กินนํ้าก็กินไมลง นักเรียนเคยเปน เหมือนบทกลอนบทนี้ไหม เวลาถูกแฟนทิ้ง 23. "เขาลําคลองหัวรอตอระดะ ดูเกะกะรอรางทางพมา เห็นรอหักเหมือนหนึ่งรักพี่รอรา แตรอทารั้งทุกขมาตามทาง" BOBBYtutor Thai Note
  • 33.
    กลอนบทนี้ เลนคําวา "รอ" รอ(N.) = เสาหลักปกกั้นกระแสนํ้าไมใหตลิ่งพัง รอ (V.) = รอคอย หัวรอ = เสา รอราง = เสา รอหัก = เสา รอรา = รอคอย รอทา = รอคอย 24. "ถึงบอโพงถามีโพงจะผาสุก จะโพงทุกขเสียใหสิ้นที่โศกศัลย" เลนคําวา "โพง" บอโพง = ชื่อสถานที่ มีโพง = (N.) ที่วิดนํ้าในรองสวน โพงทุกข = (V.) วิดความทุกข 25. "ถึงบางระกําโอกรรมระยําใจ เคราะหกระไรจึงมารายไมวายเลย ระกํากายมาถึงทายระกําบาน ระกํายานนี่ก็ยาวนะอกเอย โอคนผูเขาชางอยูอยางไรเอย ฤๅอยูเคยความระกําทุกคํ่าคืน" เลนคําวา "ระกํา" บางระกํา = ชื่อสถานที่ ระกํากาย = ทรมาน ชอกชํ้า ระกําบาน = ชื่อสถานที่ ระกํายาน = ชื่อสถานที่ ความระกํา = ทรมาน ชอกชํ้า 26. "ถึงอรัญญิกยามแดดแผดพยับ เสโทซับซาบโทมนัสสา ถึงตะเคียนดวนดวนรีบนาวามา ถึงศาลาลอยแลลิงโลดใจ เงื้อมตลิ่งงิ้วงามตระหงานยอด ระกะกอดเกะกะกิ่งไสว พยุยวบกิ่งเยือกเขยื้อนใบ ถึงวังตะไลเห็นบานละลานแล" กลอน 2 บทนี้ เดนดาน สัมผัสอักษร เส-ซับ-ซาบ-สา ลา-ลอย-แล-ลิง-โลด เงื้อม-งิ้ว-งาม-หงาน กะ-กอด-เกะ-กะ-กิ่ง ยุ-ยวบ-เยือก-เขยื้อน ละ-ลาน-แล BOBBYtutor Thai Note
  • 34.
    27. "บางขึ้นบนขนสงคนขางลาง เสียงโฉงฉางชามแตกกระแทกขัน จนคนบนสัปคับรับไมทันหมอขาวขันตกแตกกระจายราย ยามกระสอบกรอบแกรบกระไกรกริก กลักพริกพลิกแพลงตะแคงหงาย" จินตภาพดานเสียง = "เสียงโฉงฉางชามแตกกระแทกขัน" จินตภาพดานเคลื่อนไหว = "หมอขาวขันตกแตกกระจายราย" สัมผัสพยัญชนะเดน = "กรอบแกรบกระไกรกริก" 28. "กูบกระโดกโยกอยางทุกยางเดิน เขยื้อนเยินยอบเยือกยะยวบกาย" สัมผัสอักษรเดน = โยก-อยาง-ยาง-เขยื้อน-เยิน-ยอบ-เยือก-ยะ-ยวบ ในขณะเดียวกันจินตภาพการเคลื่อนไหวก็มีปะปนดวย 29. "รุกขชาติดาษดูระดะปา สกุณาจอแจประจําจับ ดุเหวาแววหวาดไหวฤทัยวับ จะแลกลับหลังเหลียวยิ่งเปลี่ยวใจ" สัมผัสอักษรเดน มีทุกวรรค 30. "เห็นเขาตกเขาแตกมาตกลึก อนาถนึกแลวนานํ้าตาไหล พี่ตกยากจากนางมากลางไพร วิตกใจตกมาถึงคีรี" เลนคําวา "ตก" เขาตก = ชื่อสถานที่ ตกลึก = ลวง, ถลําลึก ตกยาก = ลําบาก วิตก = กลุมอกกลุมใจ ตกมา = เขามาถึง 31. "ประจวบจนสุริยนเย็นพยับ ไมไดศัพทเซ็งแซดวยแตรสังข ประนาดฆองกลองประโคมดัง ระฆังหงั่งหงั่งหงางลงครางครึม มโหรีปไฉนจับใจแจว วิเวกแววกลองโยนตะโพนกระหึม" กลอนชวงนี้ ใหจินตภาพดานเสียงเดน 32. "ไฟตะเกียงเรียงรอบพระมณฑป กระจางจบจันทรแจมแอรมผา ดอกไมพุมจุดงามอรามตา จับศิลาแลเลื่อมเปนลายลาย พระจันทรสองตองยอดมณฑปสุก ในหนามุขเงางามอรามฉาย นกบินกรวดพรวดพราดประกายพราย พลุกระจายชอชวงดังดวงเดือน" กลอน 2 บทนี้ใชคําใหเกิดภาพ ความงาม จินตภาพดานภาพ ดอกไมพุมกับนกบินกรวด = ดอกไมไฟชนิดหนึ่ง 33. "กับหมูไมไกรกรวยกันเกรากราง พะยอมยางตาพยัคฆพยุงเหียง ขอยมะขามตามทางสลางเรียง นอกเขาเคียงคูคูประสานคํา" Ent ชอบถามพวกนิราศบอยๆ วาใหนับดอกไม, ปลา, ตนไม วามีกี่ชนิด อยางขอนี้ใหนักเรียนนับวา มีตนไมกี่ชนิด ตอบ 11 ชนิด ไกร-กราย-กันเกรา-กราง-พะยอม-ยาง-ตาพยัคฆ-พยุง-เหียง-ขอย-มะขาม BOBBYtutor Thai Note
  • 35.
    34. "ทวาราที่ตรงหนาบันไดนาค มีรูปรากษสสองอสูรขยัน แสยะแยกโอษฐอาสองตามันยืนยิงฟนแยกเขี้ยวอยูอยางเปน บันไดนาคนาคในบันไดนั้น ดูผกผันเพียงจะเลื้อยออกโลดเลน ขยํ้าเขี้ยวขบปากเหมือนนาคเปน ตาเขมนมองมุงสะดุงกาย" รากษส = ยักษ อยูอยางเปน = เหมือนมีชีวิตจริง "ดูผกผันเพียงจะเลื้อยออกโลดเลน" = จินตภาพเคลื่อนไหว เหมือนนาคเปน = เหมือนมีชีวิตจริง 35. "ทั้งซุมเสามณฑปกระจกแจม กระจังแซมปลายเสาเปนบัวหงาย มีดอกจันทนกานแยงสลับลาย กลางกระจายดอกจอกประจําทํา พื้นผนังหลังบัวที่ฐานบัทม เปนครุฑอัดยืนเหยียบภุชงคขยํา" สถาปตยกรรมของไทย 36. "นาคสะดุงรุงรังกระดึงหอย ใบโพธิ์รอยระเรงอยูเหงงหงั่ง เสียงประสานกังสดาลกระดึงดัง วิเวกวังเวงในหัวใจครัน" จินตภาพดานเสียงเดน 37. "แมนกลับชาติเกิดใหมกลายเปนคน ชื่อวาจนแลวจงจากกําจัดไกล สตรีหึงหนึ่งแพศยาหญิง ทั้งสองสิ่งอยาไดชิดพิสมัย สัญชาติชายทรชนที่คนใด ใหหลีกไกลรอยโยชนอยารวมทาง" คําอธิษฐานของสุนทรภูที่ขอพรรอยพระพุทธบาท 1. อยาใหเกิดมาจน 2. อยาไดผูหญิงขี้หึงเปนเมีย 3. อยาไดหญิงแพศยาเปนเมีย 4. อยาใหเจอคนเลว 38. "ศาลารีมีทั้งระฆังหอย เขาตีบอยไปยังคํ่าไมขาดเสียง" ความเชื่อของพุทธศาสนิกชนที่ไปทําบุญแลวตองตีหรือเคาะระฆัง เพื่อบอกเทวดาวาตนเองมาทําบุญแลว หรืออาจจะเปนเคล็ดวาทําใหมีบุญมีชื่อเสียงโดงดังเหมือนเสียงระฆัง 39. "ตีเขาปบรับโปกสองมือปด ประจบติดเตะผางหวัดขวางหวือ กระหวัดหวิดหวิวผวาเสียงฮาฮือ คนดูอื้อเออเอาสนั่นอึง" จินตภาพดานการเคลื่อนไหวรวมกับจินตภาพดานเสียง 40. "อธิษฐานแลวก็ลาฝาพระบาท เที่ยวประพาสในพนมพนาสัณฑ" ฝาพระบาท หมายถึง รอยพระพุทธบาท BOBBYtutor Thai Note
  • 36.
    อิเหนา ผูพระราชนิพนธ : พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ลักษณะคําประพันธ: กลอนบทละคร (กลอนแปดชนิดหนึ่ง) จุดประสงคการแตง : ใชเลนละครใน เนื้อเรื่องยอ : มีกษัตริยวงศเทวัญ 4 องค คือ ทาวกุเรปน ทาวดาหา ทาวกาหลัง และทาวสิงหัดสาหรี ทาวกุเรปนมีโอรสองค สําคัญซึ่งเกงกลาสามารถยิ่ง ชื่อ อิเหนา และทาวดาหามีธิดาซึ่งงามยิ่งนัก ชื่อนางบุษบา กษัตริยทั้งสองนครใหโอรสและ ธิดาตุนาหงัน (หมั้น) กันไวตั้งแตวัยเยาวตามประเพณีของกษัตริยวงศเทวัญ เมื่ออิเหนาอายุได 15 ป อิเหนาตองไปชวยปลงศพพระอัยกีที่เมืองหมันหยา ไดพบกับนางจินตะหรา ธิดาทาว หมันยาก็หลงรักและไมยอมกลับเมืองกุเรปนเพื่อสมรสกับนางบุษบา ทาวกุเรปนจึงมีหนังสือไปเรียกตัวอิเหนากลับ แลว นัดทาวดาหาใหเตรียมการวิวาห อิเหนาเมื่อทราบเรื่องก็ออกอุบายขอไปเที่ยวปาพรอมบริวาร แลวปลอมตัวเปนโจรปาชื่อ มิสาระปนหยี ตั้งใจจะไปเมืองหมันยา ระหวางทางไดสูรบกับกษัตริยหลายเมือง และมีชัยชนะ เมื่อไปถึงเมืองหมันหยา อิเหนาไดนางจินตะหราเปนชายา ทาวดาหาทรงทราบก็กริ้ว ประกาศวาใครมาขอนางบุษบาก็จะยกให กลาวถึงระตูจรกาซึ่งปรารถนามีคู จึงใหชางวาดไปวาดรูปธิดาเมืองตางๆ ชางวาดไดลอบวาดรูปนางจินดาสาหรี ธิดาของทางสิงหัดสาหรี แลววาดรูปนางบุษบา ธิดาทาวดาหา 2 รูป ปะตาระกาหลาซึ่งเปนองคเทวอัยกา ไดลักรูปนาง บุษบาไปจากชางวาดรูปหนึ่ง เหลือไวรูปหนึ่ง เมื่อจรกาเห็นรูปนางบุษบาก็หลงรัก จึงออนวอนพี่ชายใหมาสูขอนางบุษบา ไปอภิเษก ทาวดาหายอมยกนางบุษบาใหแกจรกาเมื่อทรงทราบวาอิเหนาไดตัดรอนการอภิเษกสมรส ฝายองค ปะตาระกาหลาไดนํารูปนางบุษบาที่ลักจากชางวาดนั้นไปทิ้งไวที่โคนตนไทร วิหยาสะกําตามกวางมาพบรูปนาง ก็คลั่งไคล ใหลหลง วอนทาวกะหมังกุหนิง ซึ่งเปนพระราชบิดาใหสงทูตไปขอนางบุษบา เรื่องราวตอจากนี้เปนตอนที่นักเรียนจะได อานตอไป คือ ทาวกะหมังกุหนิงยกทัพไปตีเมืองดาหา เพราะทาวดาหาไมยอมยกนางบุษบาใหลูกชายของตน ตรงนี้ตองระวัง 1. "กรุงกษัตริยขอขึ้นก็นับรอย เราเปนเมืองนอยกระจิหริด ดังหิ่งหอยจะแขงแสงอาทิตย เห็นผิดระบอบบุราณมา" "กรุงกษัตริยขอขึ้นก็นับรอย" หมายถึง เมืองของกษัตริยวงศเทวัญที่มีแสนยานุภาพ ที่กษัตริยเมืองตางๆ ขอนอมเปนเมืองขึ้น "ดังหิ่งหอยจะแขงแสงอาทิตย" ความเปรียบตรงนี้ เปนคําพูดของระตูปาหยัง กับทาวปะหมันซึ่งเปนนอง ของทาวกะหมังกุหนิง กราบบังคมทูลเสด็จพี่กะหมังกุหนิงวา เมืองของเราเล็กดั่งหิ่งหอย สวนเมืองของกษัตริย วงศเทวัญเปรียบเปนแสงอาทิตย BOBBYtutor Thai Note
  • 37.
    2. "ผิดก็ทําสงครามดูตามที เคราะหดีก็จะไดดังใฝฝน พี่พฤกษาพนาวันจะอาสัญเพราะลูกเหมือนกลาวมาฯ" ทาวกะหมังกุหนิงรักลูกชายมาก (วิหยาสะกํา) ที่ลูกชายอยากไดนางบุษบาเปนเมียก็รบเราใหพอไปขอ บุษบาใหหนอย ทาวกะหมังกุหนิงจึงพูดประโยคขอ 2 นี้วา ถาเขาไมใหบุษบาก็ตองทําศึกสงครามแยงชิงนางบุษบา กันหนอย 3. "หวังเปนเกือกทองรองบาทา พระผูวงศเทาวาอันปรากฏ" ขอความในพระราชสารที่ทาวกะหมังกุหนิงสงไปเมืองดาหา ใชคําพูดหวานๆ ออนนอมถอมตน เพราะหวัง อยากไดลูกสาว (บุษบา) ของเขา จึงพูดประโยควา "หวังเปนเกือกทองรองบาทา" ตรงนี้เปนความเปรียบแบบอุปลักษณ วาทาวกะหมังกุหนิงยอมเปนรองเทาของทาวดาหา 4. "ซึ่งจะรับของสูระตูนี้ เห็นผิดประเพณีหนักหนา ฝูงคนทั้งแผนดินจะนินทา สิ่งของที่เอามาจงคืนไปฯ" ตอนนี้ทาวดาหาเชิดใสคณะทูตจากทาวกะหมังกุหนิงไมยอมรับของบรรณาการ ที่เขามาสูขอนางบุษบา เพราะไดมอบนางบุษบาใหกับระตูจรกาไปแลว ตรงนี้แสดงถึงความเปนกษัตริย "ที่ตรัสแลวไมคืนคํา" (กษัตริย วงศเทวัญใชคํานําหนาวา "ระเดน" กษัตริยเมืองอื่นใชคํานําหนาวา "ระตู") 5. "ถาแมนมิยินยอมอนุญาต ใหพระราชธิดามารศรี เรงระวังพระองคใหจงดี ตกแตงบุรีใหมั่นคงฯ" ทูตจากทาวกะหมังกุหนิงพูดบทนี้อยางอหังการมาก เมื่อทาวดาหาไมยอมยกนางบุษบา ก็เลยพูดตาม ขอ 5 นี้ ถือวาทูตนี้สันดานหยาบ กลาวจาบจวงตอหนาทาวดาหามาก เหิมเกริมวาใหเมืองดาหาระวังตัวใหดีจะ โดนบุกแน 6. "เราก็เรืองฤทธาศักดาเดช อาณาจักรนัคเรศกวางขวาง จําตองมีมานะไมละวาง จะชิงนางบุษบาลาวัณย แมนมิไดสมคิดดังจิตปอง ไมคืนครองกรุงไกรไอศวรรย จะสงครามตามตีติดพัน ไปกวาชีวันจะบรรลัยฯ" ตรงนี้แสดงถึงบุคลิกลักษณะนิสัยของทาวกะหมังกุหนิง วาเปนคนพาล ซึ่งพอจะอนุมานวาเปนภาพยนตร เรื่อง "2499 อันธพาลครองเมือง" ก็พอเขาไมยอมยกนางบุษบาใหตัวเอง ทาวกะหมังกุหนิงก็แสดงอํานาจวา จะลักพา นางบุษบาไป ถาเขาไมยินยอมก็จะตีรบราฆาฟนกันยกใหญ แบบนี้ไมดีเลยนะ นักเรียนจะทําแบบทาวกะหมังกุหนิง ไหมคะ 7. "จึงทูลวาถายกวันพรุงนี้ จะเสียชัยไพรีเปนแมนมั่น งดอยูอยาเสด็จสักเจ็ดวัน ถาพนนั้นก็เห็นไมเปนไร ขอพระองคจงกําหนดงดยาตรา ฟงคําโหราหาฤกษใหม อันการยุทธยิงชิงชัยหนักหนวงนํ้าพระทัยดูใหดีฯ" คํากราบบังคมทูลของโหรตอทาวกะหมังกุหนิงวา อยาเพิ่งไปรบเลย ใหคอยทาสัก 7 วัน กอนตามฤทธิ์ผา นาทีแสดงวาความเชื่อเรื่องโหราศาสตรมีมาตั้งแตโบราณขนาดกษัตริยจะออกรบก็ตองมีการหาฤกษหายาม BOBBYtutor Thai Note
  • 38.
    8. "เมื่อเราบัญชาการกําหนดทัพ แลวจะกลับงดอยูอยางไรได อายแกไพรฟาเสนาในจะวากลัวฤทธิไกรไพริน จําจะไปตานตอรอฤทธิ์ ถึงมวยมิดมิใหใครดูหมิ่น เกียรติยศจะไวในธรณินทร จนสุดสิ้นดินแดนแผนฟา" ทาวกะหมังกุหนิงไมฟงคําทํานายของโหรหลวง เพราะไดลั่นวาจาใหเตรียมกองทัพแลว แสดงลักษณะ นิสัยวารักษาเกียรติยศของตัวเองมาก ไมยอมใหใครมาดูหมิ่นได ถาขืนไปยกเลิกกองทัพ คนอาจจะหาวา ขี้ขลาดได คือ พระองคพูดคําไหนก็คํานั้น ไมกลับคํา = "เสียชีพ อยาเสียสัตย" 9. "เสียแรงหวังฝงฝากชีวี พระจะมีเมตตาก็หาไม หมายบําเหน็จจะรีบเสด็จไป ก็รูเทาเขาใจในทํานอง ดวยระเดนบุษบาโฉมตรู ควรคูภิรมยสมสอง ไมตํ่าศักดิ์รูปชั่วเหมือนตัวนอง ทั้งพวกพองสุริยวงศพงศพันธุ" นางจินตะหรา ตัดพออิเหนาที่อิเหนาจะไปชวยทาวดาหารบ เพราะทาวดาหาเปนพอนางบุษบาตัวจินตะหรา เองก็ระแวงกลัวอิเหนาจะไปรักนางบุษบา ประโยคทอนนี้แสดงความนอยเนื้อตํ่าใจ ตัดพอ "ไมตํ่าศักดิ์รูปชั่วเหมือนตัวนอง ทั้งพวกพองสุริยวงศพงศพันธุ" นอง = นางจินตะหรา 10. "นี่จําเปนจึงจําจากไป เพราะกลัวภัยพระราชบิดา แมนเสียดาหาก็เสียวงศ อัปยศถึงองคอสัญหยา เจากับพี่ก็จะมีแตนินทา แกวตาจงดําริตริตรอง" 3 บาทนี้ แสดงเหตุผลของอิเหนาบอกกับนางจินตะหราวาทําไมตนเองตองไปชวยรบ เพราะ กลัวพระบิดา (ทาวกุเรปน) จะทําโทษ อิเหนาเคยสรางความเดือดรอนใหกับทาวกุเรปนครั้งหนึ่ง คือ ไมยอมแตงงานกับนางบุษบา ซึ่งเขาหมั้นกันตั้งแตเด็กๆ ถาคราวนี้ไมไปชวยเมืองดาหารบ คงถูกทาวกุเรปนผูเปนพอเลนงานแน "แมเสียดาหาก็เสียวงศ" แสดงวากษัตริยวงศเทวัญนี้มีความรักสมัครสมานสามัคคี ชวยเหลือกัน รักพวกพอง ถึงแมไมใชเมืองของอิเหนาเอง อิเหนาก็รักตระกูลวงศเทวัญ อิเหนามีสามัญสํานึก 11. "แววเสียงสําเนียงบุหรงรอง วาเสียงสามนิ่มนองเสนหา พระแยมเยี่ยมมานทองทัศนา เห็นแตปาพุมไมใบบัง เอนองคลงอิงพิงเขนย กรเกยกายพักตรถวิลหวัง รสรักรอนรนพนกําลัง ชลนัยนไหลหลั่งลงพรั่งพรายฯ" พรรณนาความเศราของอิเหนาที่จากคนรักมา ตอนนี้คนรักมี 3 คน นอกจากนางจินตะหราแลวมี นางสการะวาตี กับมาหยารัศมี "วาเสียงสามนิ่มนองเสนหา" BOBBYtutor Thai Note
  • 39.
    12. "วาพลางทางชมคณานก โผนผกจับไมอึงมี่ 1.เบญจวรรณจับวัลยชาลี เหมือนวันพี่ไกลสามสุดามา 2. นางนวลจับนางนวลนอน เหมือนพี่แนบนวลสมรจินตะหรา 3. จากพรากจับจากจํานรรจา เหมือนจากนางสการะวาตี 4. แขกเตาจับเตารางรอง เหมือนรางหองมาหยารัศมี 5. นกแกวจับแกวพาที เหมือนแกวพี่ทั้งสามสั่งความมา 6. ตระเวนไพรรอนรองตระเวรไพร เหมือนเวรใดใหนิราศเสนหา 7. เคาโมงจับโมงอยูเอกา เหมือนพี่นับโมงมาเมื่อไกลนาง 8. คับแคจับแคสันโดษเดี่ยว เหมือนเปลาเปลี่ยวคับใจในไพรกวาง ชมวิหคนกไมไปตามทาง คะนึงนางพลางรีบโยธีฯ" ความงามวรรณศิลปตรงนี้ เปนการที่กวีเห็นสิ่งรอบตัวแลวเปรียบเทียบกับนางอันเปนที่รัก อาศัย "การเลนคํา" เปนสื่อถายทอดออกมา ทําใหเกิดความไพเราะและมีความหมายลึกซึ้งยิ่งขึ้น แสดงถึงอารมณ ความรูสึกเศราสรอยของอิเหนาที่ตองพรากจากผูหญิงที่รัก 3 คน เลนคํา 1. เบญจวรรณ-วัน (เบญจวรรณ คือ นกแกวขนาดโต) 2. นางนวล-นวลสมร (นวลสมร คือ คนรัก) 3. จากพราก-จาก (จากพราก คือ นกเปดนํ้า) 4. เตาราง-ราง (เตาราง คือ ตนไมชนิดหนึ่ง) 5. นกแกว-แกวพี่ (แกวพี่ คือ นางอันเปนที่รัก) 6. ตระเวนไพร-เวร (ตระเวนไพร คือ นกชนิดหนึ่ง) 7. เคาโมง-โมง (เคาโมง คือ นกชนิดหนึ่ง) 8. คับแค-คับใจ (คับแค คือ นกชนิดหนึ่ง) 13. "ดาบสองมือโถมทะลวงฟน เหลากริชติดพันประจัญรบ ทหารหอกกลอกกลับสัประยุทธ ปองปดอาวุธไมหลีกหลบ พวกพลพาชีตีกระทบ รําทวนสวนประจบโถมแทง บางสกัดซัดพุงหอกคู เกาทัณฑธนูนาวแผลง ตะลุมบอนฟอนฟนกันกลางแปลง ตอแยงยุทธยิงชิงชัย ตายระดับทับกันดังฟอนฟาง เลือดนองทองชางเหลวไหล" แสดงจินตภาพการเคลื่อนไหวของการรบสูทําสงครามในสมรภูมิ แสดงความรูสึกตื่นเตนของการตอสู สุดทายสงครามมีแตสูญเสีย "ตายระดับทับกันดังฟอนฟาง เลือดนองทองชางเหลวไหล" 14. "เห็นโอรสตองศัสตรา ตกจากอาชาบรรลัย กริ้วโกรธโกรธาบาจิต จะรอรั้งยั้งคิดก็หาไม แกวงหอกคูขับอาชาไนย เขารุกไลสังคามาระตาฯ" หัวอกผูเปนพอ เห็นลูกชาย (วิหยาสะกํา) ตายก็เลย "กริ้วโกรธโกรธาบาจิต" ใครๆ ก็ตองรักลูกเปนธรรมดา BOBBYtutor Thai Note
  • 40.
    15. "เห็นระตูถอยเทากาวผิด พระกรายกริชแทงอกตลอดหลัง ลมลงดาวดิ้นสิ้นกําลังมอดมวยชีวังปลดปลงฯ" ขอ 14 ลูกตาย พอมาขอ 15 พอตายบาง (ทาวกะหมังกุหนิง) "เห็นระตูถอยเทากาวผิด" = ทาวกะหมังกุหนิง 16. "ทนตแดงดังแสงทับทิม เพริศพริ้มเพรารับกับขนง เกศาปลายงอนงามทรง เอวองคสารพัดไมขัดตา" พรรณนาความหลอเหลาของวิหยาสะกําตอนตาย บทนี้ผูเปนพอของวิหยาสะกําเปนคนพูด คือ ระตูปาหยังกับ ทาวประหมัน 17. "ครั้งนี้ควรหรือมาพินาศ เบาจิตคิดประมาทไมพอที่ เพราะรักบุตรสุดสวาทแสนทวี จะทัดทานภูมีไมเชื่อฟง" การตายของ 2 พอลูก เปนเพราะพอ (ทาวกะหมังกุหนิง) ตามใจลูกชายเกินไป และก็ไมคิดใหรอบคอบ หุนหันพลันแลน เอะอะอะไรก็จะใชกําลังสูกัน แลวสุดทายตัวเองกับลูกก็ตองมาตาย สวรรคชั้นกวี ผูแตง : พระราชวรวงศเธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ ลักษณะคําประพันธ : กลอนสุภาพ จุดประสงคการแตง : สดุดี แสดงความคารวะตอกวี "สรวงสวรรคชั้นกวีรุจีรัตน ผองประภัศรพลอยหาวพราวเวหา พริ้งไพเราะเสนาะกรรณวัณณนา สมสมญาแหงสวรรคชั้นกวีฯ" "อิ่มอารมณชมสถานวิมานมาศ อันโอภาศแผผายพรายรังสี รัศมีมีเสียงเพียงดนตรี ประทีปทีฆรัสสะจังหวะโยน รเมียรไมใบโบกสุโนคเกาะ สุดเสนาะเสียงนกซึ่งผกโผน โผตนนั้นผันตนไปตนโนน จังหวะโจนสงจับรับกันไป เสียงนกรองคลองคําลํานําขับ ดุริยศัพทสํานึกเมื่อพฤกษไหว โปรยประทิ่นกลิ่นผกาสุราลัย เปนคลื่นในเวหาหยาดยินดีฯ" "บังคมคัลอัญชลีกวีเทพ ซึ่งสุขเสพยสําราญมาณศรี ณภพโนนในสวรรคชั้นกวี แลภพนี้ในถอยที่รองกรอง ไมมีเวลาวายในภายนา เนาในฟาในดินทั้งถิ่นสอง เชิญสดับรับรศบทลบอง ซึ่งขาปองสดุดีกวีเอยฯ" BOBBYtutor Thai Note
  • 41.
    ตรงนี้ตองระวัง 1. "ผองประภัสรพลอยหาวพราวเวหา" =ใหจินตภาพ ดานภาพเดน วาสวยงามมาก 2. "พริ้งไพเราะเสนาะกรรณวัณณนา" = ใหจินตภาพ ดานเสียง 3. "อิ่มอารมณชมสถานวิมานมาศ" = มีความรูสึกเปนสุขมาก 4. "รัศมีมีเสียงเพียงดนตรี" = ภาพพจน อุปมา 5. "รเมียรไมใบโบกสุโนคเกาะ สุดเสนาะเสียงนกซึ่งผกโผน โผตนนั้นผันตนไปตนโนน จังหวะโจนสงจับรับกันไป" ใหจินตภาพดานเคลื่อนไหว เดนมาก 6. "โปรยประทิ่นกลิ่นผกาสุราลัย เปนคลื่นในเวหาหยาดยินดี" ใหความรูสึกมีความสุข นํ้าเสียงมีความสุขมาก คําอธิบายศัพท กรรณ หู ทีฆรัสสะ จังหวะยาวและสั้น (ของเสียงดนตรีหรือคําประพันธ) บทลบอง บทที่แตงขึ้นตามแบบฉบับ ประทิ่น เครื่องหอม ประภัศร ปจจุบันเขียน ประภัส คือ ประภัสสร หมายถึง แสงเลื่อมพราย ปอง ปรารถนา มาณศรี ผูหญิง ในที่นี้หมายถึง นางฟา มาศ ทอง มาส เดือน รเมียร ปจจุบันเขียน "ระเมียร" หมายถึง ดู นาดู รัตน แกว รุจ งาม ลบอง แบบ ฉบับ ลํานํา บทเพลงที่ขับเปนทํานอง วัณณนา ปจจุบันเขียน "วัณนา" หมายถึง พรรณนา คือ กลาวอยางละเอียดใหนึกเห็นภาพได ศรี ประเสริฐ สมญา ชื่อซึ่งตั้งขึ้นดวยความยกยอง เปนที่ยอมรับรวมกันในที่นี้ "สวรรคชั้นกวี" ถือวาเปนสมญาอยางหนึ่งสวรรค สรวง สวรรค สุโนค ปจจุบันเขียน "สุโนก" หมายถึง นก สุราลัย ที่อยูของเทวดา หมายถึง สวรรค เนา อยู BOBBYtutor Thai Note
  • 42.
    ธรรมาธรรมะสงคราม ผูทรงพระราชนิพนธ : พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ลักษณะคําประพันธ: กาพยยานี 11 และกาพยฉบัง 16 เนื้อเรื่อง : เสนอเนื้อเรื่องในแบบบุคลาธิษฐาน คือ วิธีการสมมติใหบุคคลแทนนามธรรม คือ ธรรมเทวบุตรเปนสัญลักษณ ของฝายที่มีความดี และอธรรมเทวบุตรเปนตัวแทนของฝายความชั่ว อันเปนธรรมดาของมนุษยโลก และใหเทวดาทั้งสองฝาย รบกัน ผลคือ ฝายธรรมเทวบุตรไดชัยชนะ เพราะเปนผูประพฤติดี กาพย กาพยที่ Entrance จะออกที่สําคัญมี 3 ชนิด 1. กาพยยานี 11 2. กาพยฉบัง 16 3. กาพยสุรางคนางค 28 1. กาพยยานี 11 : บทหนึ่งมี 2 บาท (2 บรรทัด) 4 วรรค วรรคหนามี 5 คํา วรรคหลังมี 6 คํา รวมกัน = 11 คํา จึงเรียกวา กาพยยานี 11 แตถานับจริงๆ 1 บทจะมี 22 คํา กาพยยานีมีสูตรสัมผัสสระ (สัมผัสนอก) ดังนี้ 5-8 11-16 "กาพยยานีลํานํา สิบเอ็ดคําจําอยาคลาย วรรคหนาหาคําหมาย วรรคหลังหกยกแสดง ครุลหุนั้น ไมสําคัญอยาระแวง สัมผัสตองจัดแจง ใหถูกตองตามวิธี" ระวังตอไปนี้ คือ คูแฝดของกาพยยานี 11 คูแฝด คือ อินทรวิเชียรฉันท 11 "องคใดพระสัมพุทธ สุวิสุทธสันดาน ปราบมูลกิเลสมาร บมิหมนมิหมองมัว" ทุกอยางเหมือนกันหมด จํานวนพยางค ตําแหนงสัมผัส แตอินทรวิเชียรฉันทมีสูตรการดูครุ-ลหุ คือ ตําแหนง พยางค 3-6-7-9 = ลหุ อินทรวิเชียรฉันท 3-6-7-9 = ลหุ ** กาพยจะมีการวางคณะพยางค และสัมผัสคลายกับฉันท แตกาพยจะไมมีการบังคับครุลหุเหมือนกับฉันท 2. กาพยฉบัง 16 : บทหนึ่งมี 3 วรรค วรรค 1, 2, 3 จะมีจํานวนคํา 6-4-6 เรียงตามลําดับ บทหนึ่งมี 16 คํา จึงเรียกวา กาพยฉบัง 16 BOBBYtutor Thai Note
  • 43.
    บังคับสัมผัสสระ (สัมผัสนอก) มีสูตรดังนี้ 6-1016-22 "ฉบังสิบหกคําควร ถอยคําสํานวน พึงเลือกใหเพราะเหมาะกัน วรรคหนาวรรคหลังรําพัน วรรคหนึ่งพึงสรร ใสวรรคละหกคําเทอญ" 3. กาพยสุรางคนางค 28 : บทหนึ่งมี 7 วรรค วรรคละ 4 คํา 1 บท จึงมี 28 คํา จึงเรียกวา กาพยสุรางคนางค 28 บังคับสัมผัสสระ (สัมผัสนอก) มีสูตรดังนี้ 4-8 12-20-24 "สุรางคนางค เจ็ดวรรคจักวาง ใหถูกวิธี วรรคหนึ่งสี่คํา จงจําใหดี บทหนึ่งจึงมี ยี่สิบแปดคํา" ตรงนี้ตองระวัง แนะนําธรรมเทวบุตร 1. "ธรรมเทวบุตร ผูพิสุทธิโสภา สถิตอยู ณ กามา- พจรภพแผนดินสรวง 2. ครองทิพยพิมาน บริวารอมรปวง ปองธรรมมะบลวง ลุอํานาจอกุศล 3. เมตตาการุญรัก ษะพิทักษภูวดล ปรานีนิกรชน ดุจดังปโยรส 4. ครั้นถึง ณ วันเพ็ญ ที่เปนวันอุโบสถ เธอมุงจะทรงรถ ประพาสโลกเชนเคยมา 5. เขาที่สนานสรง เสาวคนธธารา แลวลูบพระกายา ดวยวิเลปนารม 6. ทรงเครื่องก็ลวนขาว สวิภูษณาสม สําแดงสุโรดม สุจริต ณ ไตรทวาร 7. ทรงเพชราภรณ พระกรกุมพระขรรคกาญจน ออกจากพิมานสถาน ธ เสด็จ ณ เกยพลันฯ" 1-7 ธรรมเทวบุตรอาศัยอยู ณ สวรรคชั้นกามาพจร จิตใจใฝธรรมะ มีความเมตตา ดูแลลูกนองบริวารดุจดังลูก เมื่อถึงวันพระ 15 คํ่า ก็จะเสด็จลงมายังโลกมนุษย ฉะนั้นก็ตองไปอาบนํ้า แตงเนื้อแตงตัวใหหอม นุงขาว หมขาว และ ตองทํากาย วาจา ใจ ใหสงบ ถือพระขรรคเปนอาวุธ BOBBYtutor Thai Note
  • 44.
    แนะนําอธรรมเทวบุตร 1. "ปางนั้นอธรรมะ เทวบุตรผูใจพาล เนาในพิมานสถานณ กามาพจรสวรรค 2. ครองพวกบริวาร ลวนแตพาลประดุจกัน โทโสและโมหันธ บมิพึงบําเพ็ญบุญ 3. เห็นใครนํ้าใจซื่อ สุจริตะการุญ เธอก็มักหันหุน เพราะพิโรธและริษยา 4. ถึงวันที่จันทรเพ็ญ ธก็มักจะไคลคลา ขับรถะยานมา ณ ชมพูทวีปพลัน 5. แตงองคและทรงลวน พัสตระดําทุกสิ่งอัน อาภรณก็เลือกสรร- พะสัมฤทธิ์และพลอยดํา 6. หัตถสดําพระกําขวาน อันมหิทธิกํายํา จรจากวิมานอัม- พรตรงมาทรงรถฯ" 1-6 อธรรมเทวบุตรเปนอันธพาล อยู ณ สวรรคชั้นกามาพจรเหมือนกัน มีลูกนองเปนคนเลวๆ ทั้งนั้นพวกนี้กอแต บาปบุญไมทํา เห็นใครเปนคนดีก็จะอิจฉา ไมชอบ วันนี้เปนวันพระจันทรเต็มดวง ก็ตองออกมายังโลกมนุษยเหมือนกัน จึงแตงตัวชุดดํา เครื่องประดับก็สีดําๆ ถือขวานเปนอาวุธ พรรณนาการออกเดินทางของธรรมเทวบุตร 1. "ขึ้นทรงรถทองผองพรรณ งามงอนออนฉัน เฉกนาคราชกําแหง 2. งามกงวงจักรรักตแดง งามกําสํ่าแสง งามดุมประดับเพชรพราย 3. เลิศลวนมวลมาศฉลุลาย เทพประนมเรียงราย รับที่บัลลังกเทวินทร 4. กินนรฟอนรํารายบิน กระหนกนาคิน ทุกเกล็ดก็เก็จสุรกานต 5. งานเทวธวัชชัชวาล โบกในคัดนานต แอรมอรามงามตา 6. พรั่งพรอมทวยเทวเสนา หอมแหแหนหนา และหลังสะพรั่งพรอมนวล 7. จามรีเฉิดฉายปลายทวน หอกดาบปลาบยวน ยั่วตาพินิศพิศวง" BOBBYtutor Thai Note
  • 45.
    1. ใหจินตภาพที่งาม :"ทองผองพรรณ" "งามงอน" ภาจพจนอุปมา : เฉก นาคราชกําแหง 2. ศิลปะการประพันธ : ซํ้าคํา "งาม" 3. สัมผัสอักษรเดน : เลิศ-ลวน มวล-มาศ ฉลุ-ลาย 4. มีนาฏการ : กินนรฟอนรํา รายบิน (นาฏการ = การรายรํา) 5. มีการเคลื่อนไหว : โบกในคัดนานต 6. สัมผัสอักษรเดน : พรั่ง-พรอม ทวย-เทว หอม-แห-แหน และ-หลัง พรั่ง-พรอม 7. สัมผัสสระภายในวรรค : ฉาย-ปลาย ดาบ-ปลาบ นิศ-พิศ พรรณนาการเดินทางของอธรรมเทวบุตร 1. "รถทรงกงกําทั้งหมด ตลอดงอนรถ ลวนแลวดวยไมดําดง 2. บัลลังกมียักษยรรยง ยืนรับรองทรง สลับกระหนกมังกร 3. ลายสิงหเสือสีหมีสลอน หมาในยืนนอน อีกทั้งจระเขเหรา 4. งอนรถมีธวัชตวัดรา สีดําขํานา สยดสยองพองขน 5. แลดูหมูกองพยุหพล สลับสับสน ลวนฤทธิ์คําแหงแรงขัน 6. กองหนาอารักขาะไพรสัณฑ ปกซายกุมภัณฑ คนธรรพเปนกองปกขวา 7. กองหลังนาคะนาคา สี่เหลาเสนา สาตราอาวุธวาวแสง 8. พวกพลทุกตนคําแหง หาญเหิมฤทธิแรง พรอมเพื่อผจญสงคราม 9. พาหนคํารนคําราม เสือสิงหวิ่งหลาม แลลวนจะนาสยดสยอน" 1. ในวรรคเดียวกันมีทั้งสัมผัสอักษรและสัมผัสสระ "รถทรงกงกําทั้งหมด" สัมผัสอักษร : กง-กํา สัมผัสสระ : ทรง-กง "ลวนแลวดวยไมดําดง" = สัมผัสอักษร ลวน-แลว ดวย-ดํา-ดง 2. สัมผัสอักษร : ยักษ-ยรร-ยง 4. ใหจินตภาพที่นากลัว : สยดสยองพองขน 7. สัมผัสอักษรแบบ 2 เสียง พรอมๆ กัน : นาคะ-นาคา 8. ทุกวรรคมีสัมผัสอักษรหมดเลย : พวก-พล หาญ-เหิม ฤทธิ-แรง 9. สัมผัสอักษรแบบ 2 เสียง : คํารน-คําราม สยด-สยอน BOBBYtutor Thai Note
  • 46.
    คําสอนของธรรมเทวบุตร ที่ Entชอบออก 12 ขอ 1. "การฆาประดาสัตว ฤประโยชนบพึงมี อันวาดวงชีวี ยอมเปนสิ่งที่ควรถนอม 2. ถือเอาซึ่งทรัพยสิน อันเจาของมิยินยอม เขานั้นเสียดายยอม จิตตะขึ้งเปนหนักหนา 3. การลวงประเวณี ณ บุตรีและภรรยา ของชายผูอื่นลา มากิจบบังควร 4. กลาวปดและลดเลี้ยว พจนามิรูสงวน ยอมจะเปนสิ่งชวน นรชังเปนพนไป 5. สอเสียดเพราะเกลียดชัง บมิยังประโยชนใด เสื่อมยศและลดไม- ตริระหวางคณาสลาย 6. พูดหยาบกระทบคน ก็ตองทนซึ่งหยาบคาย เจรจากับเขาราย ฤวาเขาจะตอบดี 7. พูดจาที่เพอเจอ วจะสาระบมี ทําตนใหเปนที่ นรชนเขานินทา 8. มุงใจและใฝทรัพ- ยะดวยโลภะเจตนา ทําใหผูอื่นพา กันตําหนิมิรูหาย 9. อีกความพยาบาท มนะมุงจํานงราย กอเวรบรูวาย ฤจะพนซึ่งเวรา 10. เชื่อผิดและเห็นผิด สิจะนิจจะเสื่อมพา เศราหมองมิผองผา สุกะรื่นฤดีสบาย 11. ละสิ่งอกุศล สิกมลจะพึงหมาย เหมาะยิ่งทั้งหญิงชาย สุจริต ณ ไตรทวาร 12. จงมุงบําเพ็ญมา- ตุปตุปฏฐานการ บํารุงบิดามาร- ดรใหเสวยสุข" 1. ไมควรฆาสัตวตัดชีวิต เพราะชีวิตใครๆ ก็รัก 2. การขโมย เปนสิ่งที่ทําใหเจาทรัพยเสียใจมาก 3. การผิดลูกผิดเมีย เปนสิ่งที่ไมควรทํา 4. การพูดปด ทําใหเปนที่รังเกียจของผูอื่น 5. การพูดสอเสียด ไมดีเลย ทําใหความสัมพันธหายไป 6. การพูดจาไมเพราะ นึกหรือวาเขาจะพูดเพราะกับเรา เขาก็ตองพูดกับเราไมเพราะเหมือนกัน 7. พูดจาไรสาระ บาๆ บอๆ คนทั่วไปเขาจะนินทาเอาได 8. ถาเราคิดโลภ อยากไดของผูอื่น จะถูกนินทาเหมือนกัน 9. การอาฆาต จองลางจองผลาญ ทําใหไมมีความสงบ 10. การมีมิจฉาทิฏฐิ ทําใหจิตใจไมสบาย 11. ละความชั่วทั้งปวง ทํากาย วาจา ใจ ใหบริสุทธิ์ 12. บํารุงเลี้ยงดู พอแม แสดงความกตัญูตอทาน BOBBYtutor Thai Note
  • 47.
    คําสอนเลวๆ ของอธรรมบุตร 12ขอ ที่ Ent ชอบถาม 1. "ผูใฝซึ่งอํานาจ ก็ตองอาจและหาญกลา ใครขวาง ณ มรรคา ก็ตองปองประหารพลัน 2. อยากมีซึ่งทรัพยสิ่ง จะมานิ่งอยูเฉยฉะนั้น เมื่อใดจะไดทัน มนะมุงและปรารถนา 3. กําลังอยูกับใคร สิก็ใชกําลังครา ใครออนก็ปรา- ชิตะแนมิสงสัย 4. สตรีผูมีโฉม ศุภลักษณาไซร ควรถือวามีไว เปนสมบัติ ณ กลางเมือง 5. ใครเขลาควรเอาเปรียบ และมุสาประดิษฐเรื่อง ลวงลอบตองเปลือง ธนะหากําไรงาม 6. เมื่อเห็นซึ่งโอกาส ผูฉลาดพยายาม สอเสียดและใสความ และประโยชน ณ ตนถึง 7. ใครทวง ฤ ทักวา ก็จงดาใหเสียงอึง เขานั้นสิแนจึ่ง จะขยาดและเกรงเรา 8. พูดเลนไมเปนสา- ระสําหรับจะแกเหงา กระทบกระเทียบเขา ก็สนุกสนานดี 9. ใครจนจะทนยาก และลําบากอยูไยมี คิดปองซึ่งของดี ณ ผูอื่นอันเก็บงํา 10. ใครทําใหขัดใจ สิก็ควรจะจดจํา ไวหาโอกาสทํา ทุษะบางเพื่อสาใจ 11. คําสอนของอาจารย ก็บุราณะเกินสมัย จะนั่งใยดีใย จงประพฤติจามจิตตู 12. บิดรและมารดา ก็ชราหนักหนาอยู เลี้ยงไวทําไมดู นับจะเปลืองมิควรการ" 1. ใครตองการมีอํานาจก็ตองกลาหาญ บาบิ่น ใครขวางทางปนก็ฆาไปเลย 2. ถาอยากรวย จะมาอยูเฉยทําไมก็ปลนซิ 3. เรามีกําลังอิทธิพลก็จัดการเลย คนอื่นที่ดอยกวาเราจะไดหงอ 4. หญิงสวยๆ ถาชอบก็จัดการเลย เพราะถือวาเปนสาธารณสมบัติที่ใครๆ ก็สามารถเด็ดดม 5. คนโงยอมเปนเหยื่อของคนฉลาด หลอกไดก็หลอกเลย 6. การนินทา ใสรายปายสี ควรทําเมื่อจะสรางประโยชนแกเรา 7. ใครหือกับเราก็ดามันเลย วันหลังจะไดขยาดเกรงกลัวเรา 8. เวลาจะแกเหงา หาอะไรทําเพลินๆ ก็พูดจาบาบอไมเปนสาระ 9. เราเปนคนจน จะไปยอมทําไม ก็ไปขโมยของคนรวย 10. ใครแกลงเรา ทําใหเราโกรธ จําหนามันไว คิดบัญชีวันหลัง 11. อาจารยสอนอะไร อยาไปเชื่อมาก เพราะพวกอาจารยหัวโบราณ เชื่อตนเองดีที่สุด 12.!พอแมแกแลวก็ปลอยตามเวรตามกรรมเถอะ เปลืองขาวสุก BOBBYtutor Thai Note
  • 48.
    ราตรี ผูแตง : เจาพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ลักษณะคําประพันธ: อินทรวิเชียรฉันท 11 แตงสลับดวย วสันตดิลกฉันท 14 จึงเรียกเปนคําประพันธใหมวา อินทวสันตดิลกฉันท จุดประสงคการแตง : แสดงปรัชญาชีวิต ฉันท ฉันทบังคับ ครุ ลหุ นักเรียนทราบแลว ฉันทที่ Ent ออกมี 2 ชนิด 1. อินทรวิเชียรฉันท 11 2. วสันตดิลกฉันท 14 อินทรวิเชียรฉันท ถานักเรียนจํากาพยยานี 11 ได ก็ตองจําอินทรวิเชียรฉันทได เพราะทุกอยางเหมือนกัน แตแตกตาง ตรงที่อินทรวิเชียรฉันทบังคับ ครุ ลหุ ที่สูตร 3-6-7-9 → ลหุ วสันตดิลกฉันท 14 ถานักเรียนจําอินทรวิเชียรฉันท 11 ได ก็สามารถจําวสันตดิลกฉันท 14 ได เพราะ 14 เพิ่มมาจาก 11 เทากับ 3 แสดงวาวสันตดิลกฉันท มีพยางค 3 พยางคเพิ่มขึ้นมาเปน ลหุ 3 ตัวติดกัน ตรงดอกจัน 3 = อินทรวิเชียรฉันท 11 3 *** 6 7 9 6 7 9 = วสันตดิลกฉันท 14 * จําเลยนะนักเรียน ฉันท 2 ชนิดนี้จะสลับตําแหนง ครุ ลหุ จาก 3-6-7-9 ซึ่งเปนลหุจะไปตําแหนงอื่นๆ ไมได ถาบิดเบือนตําแหนงเดียวก็ไมใชอินทรวิเชียรฉันท และวสันตดิลกฉันท * ตําแหนงลหุ เราสามารถอนุโลมใชสระ "อํา" เปนลหุไดแคสระเดียว ปกติสระอํา เปนครุ แตถาเปนฉันท เขาอนุโลม ราตรี 1. "ราตรีก็แมนมี ขณะดีและรายปน ไปผิดกะคนๆ คุณโทษประโยชนถม 2. ราตรีกลีกลพิโรธ หฤโหดคระหึมลม มืดตื้อกระพือพิรุณพรม และฤเราจะแยแส 3. ราตรีดิถีสุข นิรทุกขประเทืองแด ฟางามอรามแล ระกะดอกกุดั่นหาว 4. โสมสองสนองชุษณปกษ ศุภลักษณลํายอง, คราว ยั่วยิ้มณริมพิภพ, ราว ทิพลาภบําเรอเรา BOBBYtutor Thai Note
  • 49.
    5. พิณฟา ณราตรี ธรณีสุโนกเนา สงเสียงประสานเสา- วสภาพพะนอสรวง" 4. วรรคที่มีความเดนดานสัมผัสอักษร "หฤโหดคระหึมลม" หฤ-โหด-หึม "ธรณีสุโนกเนา" ณี-โนก-เนา "พนพุมผกาไพร" พน-พุม-ผกา-ไพร "กระพือพิรุณพรม" พือ-พิ-พรม "โสมสองสนองชุษณปกษ" โสม-สอง-สนอง-ชุษณ "ริมพิภพราว" พิ-ภพ "สงเสียงประสานเสา" สง-เสียง-สาน-เสา "ชลโชยชะดอกใบ" ชล-โชย-ชะ "คํ่าคืนระรื่นรัก" คํ่า-คืน ระ-รื่น-รัก "มธุรสธํารงเรือน" รส-รง-เรือน 5. วรรคสุดทายของ "ราตรี" เปนพระเอกของงานเพื่อบอก Main Idia "โลกียสุขสุขเหมือน สุขโลกอุดรหรือ" กําลังจะบอกวาโลกบันเทิงที่เสพกามารมณ ทุกวันนี้จะมีความสุขที่แทจริงเหมือนโลกนิพพานหรือ 6. เรื่องราตรี มีการชมความงามธรรมชาติ 6 ชนิด 1. "ฟางามอรามแล ระกะดอกกุกั่นหาว" = ชมดาว 2. "โสมสองสนองชุษณปกษ ศุภลักษณลํายอง, คราว" = ชมพระจันทร 3. "พิณฟา ณ ราตรี ธรณีสุโนกเนา" = ชมนก 4. "กลิ่นหลานภาจรจะปรน สุวคนธบําบวง" = ชมดอกไมหอม 5. "นํ้าคางพระพรางโปรย ชลโชยชะดอกใบ" = ชมนํ้าคาง 6. "ดึกดื่น ณ พื้นอุทยทิศ สุริยฤทธิแพรงพราย" = ชมพระอาทิตย 7. อัพภาส "นํ้าคางพระพรางโปรย" "พระพราง" เปนคําอัพภาส อัพภาส คือ การกรอนเสียงจากคําซํ้าแลวตัดพยางคหนาของคําซํ้าใหเหลือพยัญชนะตนอยางเดียว จึงใสสระอะลง แทนสระเดิม เชน วับวับ วะวับ เรื่อยเรื่อย ระเรื่อย แยงแยง ยะแยง ยุงยุง ยะยุง แวมแวม วะแวม พรางพราง พระพราง BOBBYtutor Thai Note
  • 50.
    คําอธิบายศัพท กล ราวกับ กลี เลวราย กุดั่นทองแกมแกว ทําโดยปดทองคําเปลวทับบนลวดลายที่แกะดวยไมหรือปนดวยปูน แลวประดับดวย กระจกสี ถาลวดลายเปนดอกเรียก ดอกกุดั่น ในที่นี้หมายถึง ดวงดาว ซึ่งแพรวพราวราวดอกกุดั่น คระหึม ดังกระหึ่ม ชะ ลางใหสะอาด ชิพ แผลงจากชีพ ชุษณปกษ ขางขึ้น ชุษณ แปลวา ขาว สวาง ปกษ แปลวา ขาง ฝาย ดํารู งาม แผลงจากคําวา ตรู ดิถี วันตามจันทรคติ มักใชคูกับ วาระ แด ใจ ถม มาก เนา อยู บําบวง บูชา พน ปา พระพราง กรอนมาจาก พรางพราง พราง หมายถึง แวววาบ พิณ เครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง พิณฟา เปนอุปลักษณ หมายถึง เสียงจากฟาดุจเสียงพิณ มธุ นํ้าหวาน นํ้าผึ้ง มธุรส รสหวาน รชนิ คือ รัชนี หมายถึง กลางคืน รมย คือ รมย หมายถึง ความสุขที่นาบันเทิงใจ ความสุขอันพึงใจ ระพิ คือ รพี หรือ รวี หมายถึง พระอาทิตย เรณู ละอองเกสรดอกไม ลํายอง สวยงาม โลกอุดร อุดร แปลวา เหนือ มาจาก อุตร โลกอุดร แปลวา เหนือโลก มาจาก โลกกุตร โลกียสุข ความสุขอยางชาวโลก เชน มีทรัพยสินเงินทอง ศุภลักษณ ลักษณะดี สรวง สวรรค สุโนก นก เสาวสภาพ สภาพที่ดีงาม BOBBYtutor Thai Note
  • 51.
    นายขนมตมชกพมาถวายตัวพระเจาอังวะ ผูแตง : กรมหลวงพิชิตปรีชากร ลักษณะคําประพันธ: โคลงสี่สุภาพ เนื้อเรื่อง : ฝายพระเจาอังวะอยู ณ เมืองยางกุง ทําการยกฉัตรยอดพระมหาเจดียเกศธาตุสําเร็จแลวใหมีการฉลอง จึงมีขุนนางพมากราบทูลวา คนมวยเมืองไทยฝมือดียิ่งนัก จึงตรัสสั่งใหจัดหามา ไดนายขนมตมคนหนึ่ง เปนมวยดี มีฝมือแตครั้งกรุงเกา เอาตัวมาถวายพระเจากรุงอังวะ จึงใหจัดพมาคนมวยเขามาเปรียบกับนายขนมตม ไดกันแลวก็ให ชกกันหนาที่นั่ง และนายขนมตมชกพมาไมทันถึงยกพมาก็แพ แลวจัดเอาคนอื่นเขามาเปรียบชกอีก นายขนมตมชกพมา ชกมอญแพถึงเกาคนสิบคนสูไมได พระเจาอังวะทอดพระเนตร ยกพระหัตถตบ พระอุระตรัสสรรเสริญฝมือนายขนมตมวา ไทยมีพิษอยูทั่วตัวแตมือเปลา ไมมีอาวุธเลยยังสูไดคนเดียวชนะถึงเกาคนสิบคนฉะนี้ เพราะเจานายไมดีจึงเสียเมือง แกขาศึก ถาเจานายดีแลวไหนเลยจะเสียกรุงศรีอยุธยา แลวพระราชทานรางวัลแกนายขนมตมโดยสมควร โคลงสี่สุภาพ คณะ : บทหนึ่งมี 30 คํา แบงออกเปน 4 บาท (บาท = บรรทัด) บาทละ 7 คํา บาทที่ 4 มี 9 คํา สัมผัส : คําที่ 7 ของบาทที่ 1 สัมผัสกับคําที่ 5 ของบาทที่ 2 และ 3 (พระลอสัมผัส เพื่อน-แพง) คําที่ 7 ของบาทที่ 2 สัมผัสกับคําที่ 5 ของบาทที่ 4 (พระราม สัมผัส สีดา) คําเอกคําโท บทหนึ่งมีคําเอก 7 โท 4 คําเอก : ถาใสเอกไมไดใหใช เอกโทษ หรือคําตาย (เอกโทษ = ซู, ฮา, เคี่ยว) = สามเหลี่ยมเบอรมิวดา คําโท : ถาใสโทไมไดใหใช โทโทษ (โทโทษ = แหยง, ผึ้ง, ขอย) = Z สัมผัส เสียงลือเสียงเลาอาง อันใด (พี่เอย) เสียงยอมยอยศใคร ทั่วหลา สองเขือพี่หลับไหล ลืมตื่น (ฤๅพี่) สองพี่คิดเองอา อยาไดถามเผือ * เอกโทษ = ไมเอกที่สะกดผิด แตยอมสะกดผิดเพราะตองการใหถูกฉันทลักษณ * โทโทษ = ไมโทที่สะกดผิด แตยอมสะกดผิดเพราะตองการใหถูกฉันทลักษณ การใชคําตายแทนคําเอก (ขอสอบ Ent' ชอบถาม) คุณแมหนาหนักเพี้ยง พสุธา คุณบิดรดุจอา กาศกวาง คุณพี่พางศิขรา เมรุ มาศ คุณพระอาจารยอาง อาจสูสาคร นักเรียนสังเกตโคลงบาทที่ 1 ตอไปนี้ ผิดฉันทลักษณตรงไหน (1) ปากแตกเอาขี้ผึ้ง ทาซะ (พี่เอย) (2) เสียงลือเสียงแมเคี่ยว กะทิ (นะแม) BOBBYtutor Thai Note
  • 52.
    การใชคําเอกโทษและโทโทษ เนื้อออนหอนซูเนื้อ นองหญิง ออนแอบแนบอกอิง อุนลํ้า นวลจันทรนั่นนวลจริงแตชื่อ ฤๅเอย นวลที่พี่กลืนกลํ้า กลิ่นเนื้อเหลือนวล ซู ตัวนี้เรียกวา เอกโทษ (ตําแหนงนี้ตองใสคําวา "สู" แตถาใสจะผิดฉันทลักษณ) ขอฝากซากสวาทสรอย สุนทร ไวที่ทาสาคร เขตนี้ ศาลาทาวันพร พี่ฝาก มาเอย ใครที่พี่เปนผี้ พี่ใหอภัยเจริญ ผี้ ตัวนี้เรียกวา โทโทษ (ตําแหนงนี้ตองใสคําวา "พี่" แตถาใสจะผิดฉันทลักษณ) * ตําแหนง เอก โท คูแรกในบาทที่ 1 สามารถอนุโลมสลับเปน โท เอกได   ตรงนี้ตองระวัง "อังวะธิราชเจา พุกาม ฉลองธาตุรางกุงงาม ครึกครื้น ขนมตมชื่อชาวสยาม ตนหนึ่ง ขันตอยตีพวกพื้น มานรูครูมวยฯ" (1) พุกาม, มาน แปลวา พมา (2) ครึกครื้น เปนคําซอนเพื่อเสียง (3) "ขนมตมชื่อชาวสยาม ตนหนึ่ง" การใชคําวา ตนหนึ่ง เปนการยกยองนายขนมตม ปกติคําวา ตน จะใชกับพวก ฤๅษี นักสิทธิ์ วิทยาธร ซึ่งเหนือมนุษยแตไมถึงกับเทพ (4) ขันตอยตี แปลวา อาสาไปตอยตี "ฉับฉวยชกฉกชํ้า ฉุบฉับ โถมทุบทุมถองทับ ถีบทาว เตะตีตอยตุบตับ ตบตัก หมดหมูเมงมอญมาว มานเมื้อหมางเมินฯ" (1) ภาพพจน แบบสัทพจน (เลียนเสียงธรรมชาติ) ตรง ฉุบฉับ ตุบตับ (2) โคลงบทนี้ ทุกบาทมีการเลนสัมผัสอักษร (สัมผัสพยัญชนะ) บาทที่ 1 ฉับ-ฉวย-ชก-ฉก-ชํ้า-ฉุบ-ฉับ บาทที่ 2 โถม-ทุบ-ทุม-ถอง-ทับ-ถีบ-ทาว บาทที่ 3 เตะ-ตี-ตอย-ตุบ-ตับ-ตบ-ตัก บาทที่ 4 หมด-หมู-เมง-มอญ-มาว-มาน-เมื้อ-หมาง-เมิน (3) คํากริยาที่แสดงอาการตอยมวย มีคําดังตอไปนี้ ชก ฉก โถม ทุบ ทุม ถอง ทับ ถีบ เตะ ตี ตอย ตบ ตัก BOBBYtutor Thai Note
  • 53.
    (4) คําที่หมายถึงพมา มีคําดังตอไปนี้ เมงมอญ มาว มาน "เกินสิบตอยบซํ้า สองยก มานกษัตริยหัตถลูบอก โอษฐพรอง ชาติสยามผิยามตก ไรยาก ไฉนนา ยังแตตัวยังตอง หอนไดภัยมีฯ" (1) โคลงบทนี้ชื่นชมนายขนมตมวามีความสามารถจริงๆ ตรงบาทที่ 4 (2) เลนคําวา "ยัง" "ยังแตตัว" = เหลือแตตัว "ยังตอง" = แมกระนั้นยัง "ฉากนี้สมพากษพรอง เพลงสุภา-ษิตเอย เคยปากหากพูดมา มากครั้ง กรุงศรีอยุธยา ไปขาด ดีเลย รูปฉากพากษติดตั้ง ตอใหเห็นจริง" โคลงบาท "กรุงศรีอยุธยา ไปขาด ดีเลย" ตรงกับสํานวน กรุงศรีอยุธยาไมสิ้นคนดี คําอธิบายศัพท ขัน อาสา ตบ อาการที่ใชมือหรือหมัดฟาด ตัก อาการที่ใชมือหรือหมัดชอนขึ้น ทาว ในบทกวีนี้หมายถึง เทา ธาตุ พระสถูปเจดียที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจา หรือพระธาตุของพระอรหันต ธิราช มาจาก อธิราช แปลวา พระราชาผูยิ่งใหญ พรอง รอง พูด พุกาม พมา เพรง กาลกอน มอญ ชื่อชนชาติหนึ่งอยูทางตอนใตของพมา มาน พมา มาว ชื่อชนชาติหนึ่งซึ่งอาศัยแถบชายแดนพมา-ไทย (พิจารณาจากบริบท) เมง ชื่อชนชาติหนึ่งซึ่งอาศัยอยูแถบชายแดนพมา-ไทย เมื้อ ไป กลับ สมพากษ เหมาะกับคําพูดหรือคําบรรยาย หมางเมิน หมาง แปลวา หมองใจ เมิน แปลวา ไมมอง หมางเมิน แปลวา เสียใจจนไมมอง BOBBYtutor Thai Note
  • 54.
    เสนาะฉันท ผูแตง : พระเจาบรมวงศเธอกรมพระนราธิปประพันธพงศ ลักษณะคําประพันธ : โคลงสี่สุภาพ เนื้อเรื่อง : เสียงของกวีนิพนธ ไพเราะกวาเสียงใดในโลก "ฟาลั่นครั่นกระหึ่มกอง นภากาศ ก็ดี กรีดดีดสีปพาทย ขับครึ้ม สะดิ้งฤดีเฉกกวีวาท ไพเราะ ไฉนรา พจนาทรสสวาทพรึ้ม เพราะเพี้ยงนิพนธหรือฯ การเวกหวือวิเวกรอง ระงมสวรรค เสนาะมิเหมือนเสนาะฉันท เสนาะซึ้ง ประกายฟาสุริยาจันทร แจรมโลก ไฉนฤๅ เมฆพยับอับแสงสอึ้ง อรามแพประพนธเฉลยฯ" ตรงนี้ตองระวัง 1. สาระสําคัญของโคลงทั้ง 2 บทนี้ คือ เสียงของคําประพันธไพเราะกวาเสียงใดๆ ในโลก 2. ภาพพจนแบบอุปมา : สดิ้งฤดี เฉกกวีวาท เพราะเพี้ยงนิพนธหรือฯ เสนาะมิเหมือนเสนาะฉันท 3. เนื้อหาจะบอกวา เสียงฟารอง เสียงปพาทย เสียงหญิงสาว หรือแมกระทั่งเสียงนกการเวกทั้งหมดนี้ไพเราะ สูเสียงกวีนิพนธไมไดเลย 4. จินตภาพดานภาพ : (1) "ประกายฟาสุริยาจันทร แจรมโลก ไฉนฤๅ" (2) "เมฆพยับอับแสงสอึ้ง" 5. จินตภาพดานเสียง : (1) "ฟาลั่นครั่นกระหึ่มกอง" (2) "กรีดดีดสีปพาทย ขับครึ้ม" (3) "การเวกหวือวิเวกรอง ระงมสวรรค" 6. โคลงบทที่ 2 ชมความงามของคําประพันธ = รสเสาวรจนี 7. มีการแสดงศิลปะการประพันธ "ซํ้าคํา" "เสนาะมิเหมือนเสนาะฉันท เสนาะซึ้ง" BOBBYtutor Thai Note
  • 55.
    คําอธิบายศัพท แจรม คือ แจมเชนเดียวกับคํา จรด มาจาก จด ซึ่งหมายถึง กระจางไมมัวหมอง นาท เสียงรอง พจ แผลงมาจาก วจะ แปลวา คําพูด พรื้ม แผลงมาจาก พริ้ม แปลวา งามอยางยิ้มแยม เพี้ยง แผลงมาจาก เพียง แปลวา เทาเสมอ เหมือน สวาท นารัก เปนที่รัก สะดิ้ง สันนิษฐานวา เปนคําที่มีความหมายเดียวกับ สะดุง อาจใชคูกับคํา สะดิ้ง เปนสะดุงสะดิ้ง ไดเชนเดียวกับคํา กระตุงกระติ้ง กะหนุงกะหนิง กระจุงกระจิ๋ง จึงไมควรเขาใจสับสนกับคําวา สะดิ้ง ในปจจุบันที่มี ความหมายในทํานองดัดจริต มอม ผูแตง : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ลักษณะคําประพันธ : รอยแกวประเภทเรื่องสั้น ซึ่งเปนรูปแบบการเขียนที่ไดรับอิทธิพลจากวรรณกรรมตะวันตก มีอิทธิพลตอการเขียนมาจนถึงปจจุบัน เนื้อเรื่อง : ฉากของเรื่อง มอม คือ กรุงเทพมหานคร แถบถนนเพชรบุรี เรื่อยมาจนถึงถนนราชวิถี ชวงเวลาของเหตุการณ ในเรื่องนี้เปนชวงที่ประเทศไทยเขาสูสงครามโลกครั้งที่ 2 กรุงเทพถูกโจมตีทางอากาศอยางรุนแรง บานเรือนเสียหายและ ผูคนลมตายเปนจํานวนมาก ตัวละครในเรื่องอยูในครอบครัวที่มีฐานะปานกลางครอบครัวหนึ่ง มีชีวิตเรียบงายแบบ คนไทยทั่วๆ ไป ตัวละครในอีกครอบครัวหนึ่งมีฐานะดี มอมตัวเอกเปนเรื่องของสุนัขครอบครัวแรกในตอนตนของชีวิต แตภัยจากสงครามทําใหมอมตกอยูกับครอบครัวหลัง และในที่สุดเหตุการณก็ผันกลับทําใหมอมมาพบกับเจานาย เจาของเดิมของตน ตรงนี้ตองระวัง 1. "มอมไมไดรักนายเทาชีวิต แตนายเปนชีวิตของมอม" การใชภาษาตรงนี้ สละสลวยกินใจ สําบัดสํานวน แสดงลักษณะนิสัยของมอมวารักเจานายของมันมากที่สุด มากกวารักตัวมันเอง 2. "การถายปสสาวะรดที่ตัวอื่นทําไวแลว จึงเปนอนันตริยกรรมของสุนัข อภัยใหกันไมได แลวถาทําการตอหนาก็ เปนการทาทายกันโดยตรง เปนการทําลายเกียรติของหมาตัวผูดวยกัน" สัญชาตญาณของสุนัขนั่นเอง 3. "ครั้นตอมาอาการรักหนักขึ้น มันก็ไมกลับเอาเลย เฝาเวียนวนอยูแถวนั้น คอยไลกัดตัวผูอื่นๆ ทั้งหนุม ทั้งแก ที่มาตอมนางนวลเปนฝูง คนในบานเขาหนวกหูหนักเขา เขาก็ทุบตีเอาบาง เอาอิฐขวางเอาบางมอมก็ตองทนเพราะ ความรักกําลังขึ้นหนา" ตรงนี้แสดงความรักของมอมตอหมาตัวเมีย หมาก็มีหัวใจเหมือนคน BOBBYtutor Thai Note
  • 56.
    4. "พอหัวใจมอมมันหวนกลับไปบาน ตัวมันก็หันกลับและขาทั้ง4 ของมันก็พาตัวมันกลับบานทันที" สํานวนภาษาเลียนแบบสํานวนภาษาตางประเทศ ตรงประโยคที่พิมพตัวหนา แบบนี้ภาษาไทยจะไมใช นอกจาก ภาษานวนิยาย 5. "วันไหนมอมหิวหนักเขา มันก็ไปนั่งมองขณะที่นายผูหญิงกําลังกิน ถานายผูหญิงหันมามอง มันก็เลียปาก ใหรูวามันหิวมากเหมือนกัน นายผูหญิงก็จะนํ้าตากบลูกตารีบอิ่มขาว แลวเอาของที่เหลือคลุกใหมันกินทันที" ตรงนี้แสดงความมีนํ้าใจ เมตตาของนายผูหญิงตอสัตว ยอมเสียสละใหมอมกินขาว แมวาตัวเองจะไมคอยมีกิน 6. ตั้งแตมอมมันยังตัวเล็กๆ นายเคยหามเด็ดขาดไมใหมันไปเก็บของกินนอกบาน มอมมันก็ปฏิบัติตามตลอดเวลา เพราะเมื่อทองมันอิ่มมันก็ไมมีความจําเปนที่จะตองไปหาอะไรกินที่อื่น แตเดี๋ยวนี้มอมตองผิดคําสั่งนาย เพราะทองมันหิว เต็มทน ก็ตองพึ่งถังขยะเชนเดียวกับหมาขางถนนตัวหนึ่ง ดวยความอด" สัญชาตญาณของสัตวโลก ตองยอมแหกกฎบรรทัดฐานของชีวิตเพื่อความอยูรอด ถามอมไมหิวมันก็ไมจําเปน ตองคุยขยะกินหรอก 7. "เพราะมันรูวามันมีหนาที่จะตองทํา มันเบียดเขาไปจนชิดตัวนายผูหญิง มันเลียมือนายผูหญิงและเลียแขน คุณหนู เปนวิธีเดียวที่มันจะบอกใหสองคนนั้นรูวาไมตองกลัว ไมตองตกใจ มอมยังอยู" ความกตัญูของมอมมีตอนายผูหญิง สัตวมันยังรูคุณคนเลย แลวคนละ 8. "เลือดขนๆ ของมันกําลังไหลออกมาแดงฉาน" ตรงนี้ใชภาษาพรรณนาโวหารภาษาวิจิตรใหเห็นภาพ 9. "แตที่กลบนั้นหนานัก สุดกําลังที่มอมจะคุยผูเดียวไหว หมดปญญาเขามันก็เริ่มเหาและหอนอยูที่ปากหลุม เสียงหอนของมันทําใหชาวบานแถบนั้นวังเวงใจ เพราะมันเปนเสียงครํ่าครวญของหมาพันธุทางตัวหนึ่งที่หัวใจแตกสลายลง" มอมพยายามชวยนายผูหญิงและคุณหนูอยางสุดชีวิต แตทําไมสําเร็จ ภาษาตรงนี้สะเทือนอารมณมาก รูสึกเศราหด หูตาม ใชภาษากินใจ 10. "มอมมันอยูกับคุณแตวมานาน มันรูวาเดี๋ยวนี้มันชื่อไอดิ๊ก ถาคุณแตวเรียกมันดวยชื่อนั้นมันก็เขาไปหา แตมอม ไมมีวันลืมวาชื่อจริงที่นายตั้งใหคือ "ไอมอม" มอมไมลืมนายคนเกา แสดงวา มันผูกพันและรักนายคนเกามาก แสดงความจงรักภักดี 11. "เขาสงขาไปไกลขาไมไดขาวคราวจากใครเลย พอกลับมาบานเขาก็บอกวาไฟไหมหมด ลูกเมียถูกระเบิดตาย งานการที่ขาเคยทําคนอื่นเขาก็เอาตําแหนงไปหมดแลว ไมมีใครเขาจะมาคอย ขาหมดหนทางจริงๆ มอมเอยแตเอ็งอยา นึกวาขาลักขโมย ครั้งนี้เปนครั้งแรก พอดีพบเอ็ง เอ็งก็ทําใหขาตองอาย ทําไมลง" ระบบความลมเหลวของราชการไทย ที่ไมรับผิดชอบตอทหารผานศึก เขาไปรบเพื่อประเทศชาติ แตกลับมา ไมมีสวัสดิการอะไรเลย สุดทายก็ตองไปขโมยเขากิน แตมาเจอมอมรูสึกละอายตอบาปเลยทําไมลง 12. "ถึงแมวามอมมันจะรักคุณแตว มันก็รักเพราะมือที่ใหขาวมันกิน คุณแตวไมใชชีวิตของมอม" จากเรื่องมอม ขอความที่พิมพตัวหนา หมายความวา มอมมีความผูกพันอยูกับผูอื่นลึกซึ้งกวาที่รักคุณแตวมาก 13. ขอคิดจากการอานเรื่องมอม 13.1 สงครามเปนสิ่งที่นําความพินาศและความทุกขทรมานมาใหมนุษย ทั้งฝายที่ไดรับชัยชนะและฝายแพ 13.2 การดูแลสวัสดิการของครอบครัวทหารในสมัยนั้นไมดี แมแตทหารที่ผานสงครามแลว กลับมาบานก็ไมไดรับส วัสดิการเทาที่ควร 13.3 คนที่ประกอบอาชญากรรมนั้น มิไดทําไปโดยกมลสันดานทุกคน แตทําเพราะความจําเปนบีบคั้นเปนครั้ง คราว BOBBYtutor Thai Note
  • 57.
    พระครูวัดฉลอง ผูแตง : สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ ลักษณะคําประพันธ: รอยแกวเชิงสารคดี ที่มาของเรื่อง : เปนเรื่องหนึ่งใน "นิทานโบราณคดี" จุดประสงคการแตง : เพื่อถายทอดประสบการณของพระองคในสมัยที่ทรงรับราชการ ประทานแกพระธิดา (หมอม เจาหญิง พูนพิศมัย ดิศกุล) และเพื่อปองกันไมใหเรื่องสูญหาย เรื่องเหลานี้ตีพิมพรวมเปนเลมแลว เรียกชื่อวา นิทานโบราณคดี ทรงชี้แจงไวในคํานําวา "เรื่องตางๆ ที่จะเลาตอไป นี้ลวนเปนเรื่องจริง ซึ่งตัวฉันไดรูเห็นเองไมใชคิดประดิษฐขึ้นใหม แตเปนเรื่องเกล็ดนอกพงศาวดาร จึงเรียกวา "นิทาน โบราณคดี" ตรงนี้ตองระวัง 1. "ขาอยูในวัดนี้มาตั้งแตยังเปนเด็กจนถึงอายุปานนี้แลว ทั้งเปนสมภารเจาวัดอยูดวย จะทิ้งวัดไปเสียอยางไรได พวกสูจะหนีก็หนีเถิด แตขาไมไปละ จะตองตายก็ตายอยูในวัด อยาเปนหวงขาเลย" พวกลูกศิษยออนวอนเทาใดทานก็ ยืนคําอยูอยางนั้น ตรงนี้แสดงถึงความเปนผูนํา ถึงแมจะเกิดอะไรขึ้น ผูนําก็ตองแสดงความเปนผูนํา และพระครูวัดฉลอง มีความรับผิดชอบเพราะตอนนี้เปนเจาอาวาส 2. แตทานตอบวา "ขาเปนพระเปนสงฆจะรบฆาฟนใครไมได สูจะรบพุงอยางไรก็ไปคิดอานกันเองเถิด ขาจะใหแต เครื่องคุณพระสําหรับปองกันตัว" คนเหลานั้นไปเที่ยวชักชวนกัน ความเชื่อเรื่องคุณไสยของคนไทยโบราณ ปจจุบันก็ยังมีใหเห็นอยู เชน ความเลื่อมใสของชาวไทยตอหลวงพอคูณ 3. ทานพระครูวา "จีนรบสูไทยไมไดดวยตัวมันตองกินขาวตม พวกไทยไมตองกินขาวตมจึงเอาชนะไดงายๆ" ตรงนี้แสดงอารมณขันของทานพระครูวัดฉลอง (ดวย แปลวา เพราะ) 4. ทานพระครูวา "ขาไมใชพระพุทธรูปจะทํานอกรีตมาปดทองคนเปนๆ อยางนี้ ขาไมยอม" แตคนหาปลาโตวา "ก็ผมบนไวอยางนั้น ถาขรัวพอไมยอมใหผมปดทองแกสินบน ฉวยแรงสินบนทําใหผมเจ็บลมตายขรัวพอจะวาอยางไร" ทานพระครูจนถอยคําสํานวนดวยตัวทานก็เชื่อเรื่องสินบน เกรงวาถาเกิดเหตุรายแกผูบน บาปจะตกอยูแกตัว ทานก็ตองยอม ความตอนนี้สะทอนความสัมพันธระหวางชาวบานกับพระสงฆ เพราะมีอะไรก็ตองอาศัยพึ่งพาพระสงฆ และ สะทอนความเชื่อดานไสยศาสตร เพราะมีการบนบานศาลกลาว ปจจุบันชวงสอบเขามหาวิทยาลัยก็มีการบนใชไหม คนหาปลาก็มีจิตวิทยาในการพูดใหพระครูวัดฉลองยอมใหปดทอง ดวยการอางเหตุผลที่หนักแนนนาเชื่อถือ พระครูวัดฉลองมีเมตตาบารมีเห็นแกคนหาปลาจะเปนอันตราย จึงยอมใหปดทองแมวาจะดูพิกลอยูวาไมมีใคร เขาปดทองคนเปนๆ 5. "ขาไมใชพระพุทธรูป จะทํานอกรีตมาปดทองคนเปนๆ อยางนี้ขาไมยอม" คําวา นอกรีต มีความหมายตรงกับ นอกแบบ BOBBYtutor Thai Note
  • 58.
    6. จากขอความขางตน ขอ5 แสดงใหเห็นวาผูพูดมีทรรศนะวา การปดทองเปนเครื่องหมายแสดงความศรัทธาตอ พระพุทธศาสนาไมควรนํามาใชกับคนเปนๆ 7. "ทานพระครูไมยอมใหแกไขในบริเวณโบสถที่ทานเคยลงไปอยูเมื่อตอสูกับพวกจีน กําแพงแกวที่พวกลูกศิษย เคยอาศัยบังตัวรบจีนครั้งนั้นก็ไมใหรื้อแยงแกไข ยังใหคงอยูอยางเดิม" จากเรื่องพระครูวัดฉลอง ขอความนี้อนุมานไดวา ทานพระครูมีความคิดตองการเตือนใจใหอนุชนในชาติใหสามัคคีกัน 8. เราคาดไววา "การไมยอมใหแกไข" ของทานพระครูจะทําใหบังเกิดประโยชนในดานเปนประจักษพยานของ เหตุการณในอดีต คําอธิบายศัพท กําแพงแกว กําแพงเตี้ยสรางลอมพระอุโบสถ วิหาร หรือเจดีย เปนตน เพื่อแสดงอาณาเขต ขรัว เปนคําเรียกบุคคลที่เคารพนับถือ เชน ขรัวยาย ขรัวตา ขรัวพอ (โบราณ) นอกรีต ไมประพฤติตามจารีตประเพณี รีต นาจะกรอนจาก จารีต ประเจียด ผาที่ลงเลขยันต ถือเปนของศักดิ์สิทธิ์ ปองกันอันตราย พัทธสีมา เครื่องแสดงเขตของพระอุโบสถอันเปนที่ทําสังฆกรรมไดตามพระวินัย มณฑล วงรอบ บริเวณ แควน สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย มณฑล คือ สวนหนึ่งของประเทศ มีสมุห- เทศาภิบาลเปนผูดูแลรับผิดชอบมณฑลหนึ่งๆ มักมี 4-5 จังหวัด การแบงประเทศเปนมณฑลๆ ไดเลิกไปหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ยันต รูปซึ่งเขียนลงบนสิ่งตางๆ เชน ผา โลหะ แลวลงอักขระหรือเลข ใชเปนของขลัง รูปฉาย รูปถาย ลับแล ฉากกั้นหรือบังที่ยกยายได โลน หยาบคาย มีความหมายกระเดียดไปทางเรื่องเพศ วิทยาคม เวทมนต ความเกงกลาทางเวทมนต (วิทย + อาคม) วิปสสนาธุระ การปฏิบัติธรรม บําเพ็ญเพียรทางจิต เพื่อใหเกิดปญญาขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา คูกับคันถธุระ ซึ่งหมายถึง การศึกษาคัมภีรทางพระพุทธศาสนาเพื่อความแตกฉานในพระปริยัติธรรม สังฆปาโมกข หัวหนาสงฆ ตําแหนงเจาคณะจังหวัด เสนาบดี ขาราชการใหญ รับผิดชอบสูงสุดในกระทรวง ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย อธิกรณ เหตุ โทษ คดี หรือเรื่องราวการกระทําความผิดของพระภิกษุสงฆ อัจฉริยบุตร คนพิเศษ คนนาอัศจรรย BOBBYtutor Thai Note
  • 59.
    เมื่อหัวถึงหมอน ผูแตง : นายตําราณ เมืองใต (นายเปลื้อง ณ นคร) ลักษณะคําประพันธ : รอยแกว ประเภทบทความ จุดประสงคการแตง : เปนบทความจรรโลงใจ (อานแลวสบายใจ) เพื่อใหเปนขอคิดถึงชีวิตและตรึกตรองกอนนอน เนื้อเรื่อง : แบงเปน 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 กลาวถึงประสบการณของผูเขียนในวัยเด็ก ตอนที่ 2 อธิบายความในชวงแรกใหแจมชัดขึ้น ตอนที่ 3 ผูแตงใหขอคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของการนอนวาเปนการตายไปชั่วขณะนั่นเอง ตรงนี้ตองระวัง 1. "เมื่อกราบลาทาน ทานพูดวา "หลานเอย ตาไมมีอะไรจะให แตตาอยากใหหลานจําใสใจวาความสัตยหนึ่ง ความกตัญูรูคุณทานหนึ่ง กับความเมตตาหนึ่ง ใหหลานถือไวเปนประจําแลวไมมีตกยาก" พูดแลวทานทําปากขมุบขมิบ เปาลงในฝามือลูบหัวให ขาพเจากราบรับพร" โวหารตรงนี้คือ เทศนาโวหาร (สั่งสอน) 2. "นอกจากรูสึกขันและพิศวง เมื่อทานจะรับประทานขาว ทานตองปนขาวเปลาเปนกอน ทําปากขมุบขมิบไปพลาง แลวก็ยกชูขึ้น เวลาทานจะออกจากบานทานตองยืนนิ่งที่หัวบันไดครูหนึ่ง แลวคอยๆ ยางลงไปพอถึงขั้นสุดทายทาน ตองกมตัวกาวออมไปทางขวาเสียสองสามกาว แลวจึงเดินตามทางตอไป การกระทําของคนโบราณ เปนความเชื่อที่ทํากันมาตั้งแตสมัยเกากอน ทั้งนี้เพราะเปนการรําลึกถึงพระคุณของ แมโพสพและการขออภัยแมธรณีที่ตองเหยียบลงแผนดิน 3. "แตหัวถึงหมอน หมอนอันออนนุม ที่นอนอันอบอุน ผาขาวสะอาด มุงผาโปรงถึงกระนั้นตาก็มิอาจ หรี่หลับลงได ตั้งแตจักรพรรดิลงมาถึงยาจก ลวนไดรับความทรมานจากมานตาซึ่งไมยอมปด และหัวใจซึ่งไมยอมระงับในเวลา ซึ่งธรรมชาติตองการใหเรานอน" ภาษาที่ใชตรงชวงนี้เปน พรรณนาโวหาร - "ตั้งแตจักรพรรดิลงมาถึงยาจก ลวนไดรับความทรมานจากมานตาซึ่งไมยอมปด" - "หัวใจซึ่งไมยอมระงับในเวลาซึ่งธรรมชาติตองการใหเรานอน" - "หมอนอันออนนุม ที่นอนอันอบอุน ผาขาวสะอาด มุงผาโปรง" 4. "บนผิวโลกกําลังเต็มไปดวยเชื้อสกปรกเหลานี้ ปลิวแทรกซานอขาสูจิตมนุษย เราชําระแตกายไมชําระใจ ฉะนั้น บางคนจึงเปนโรคทางใจงอมแงม มนุษย สังคมและโลกตองสั่นสะเทือน เรารอนอยูดวยโรคอาธรรม" บทความยอหนานี้มีความเดนตรงที่ใชคําเปรียบเทียบ (ไมไดแปลตรงตัว) เชื้อสกปรก = กิเลส ตัณหา ชําระใจ = ใจสงบบริสุทธิ์ โรคทางใจ = ใจที่อาฆาตพยาบาท โลภ โกรธ หลง โรคอาธรรม = โรคทางใจ BOBBYtutor Thai Note
  • 60.
    5. "เมื่อหัวถึงหมอนจงระลึกถึงพุทธคุณและบริกรรมแผเมตตาจิต ถาตางคนตางแผความเมตตา(เพียงแตตั้งใจ เทานั้นก็พอ) ใหผิวโลกพรําดวยละอองแหงเมตตาจิต โลกก็จะประสบสันติสุขโดยแทจริง ในทางตรงขามถาเราปลอย กระแสแหงความแคนเคือง ความริษยาอาฆาตออกไปจากดวงจิต โลกก็จะระงมไปดวยความเรารอน ความเบียดเบียน กันก็ยิ่งแกกลา" โวหารตรงนี้ คือ เทศนาโวหาร (การสั่งสอน) ภาษาที่วิจิตร : "ผิวโลกพรําดวยละอองแหงเมตตาจิต" "โลกก็จะระงมไปดวยความเรารอน" บทความยอหนานี้ กลาวถึงขอดี ขอเสีย 2 ดานเลย 6. "นอน เปนธรรมชาติของสัตวโลกทั้งหลาย การนอนนั้นคือการหลับ จิตใจไมมีสัญญา ไมเห็นไมไดยินอะไร เปรียบเหมือนเปนการตายชั่วคราว" ตรงนี้เปนการอธิบายแบบ (1) "นิยาม" ใหคําจํากัดความ (2) "เปรียบเทียบความเหมือนความตาง" การนิยาม : "การนอนนั้น คือ การหลับ จิตใจไมมีสัญญา ไมเห็น ไมไดยินอะไร" การเปรียบเทียบ : "เปรียบเหมือนความตายชั่วคราว" 7. มีคนมิใชนอยที่พาเอายศศักดิ์ ตําแหนงหนาที่ ความเปนกังวล ความอาฆาตพยาบาท ความระแวง ความกลัว เขาไปในมุงดวย" จุดมุงหมายของผูแตงตอนนี้ คือ ตองการใหพักกายพักใจอยางเต็มที่ ไมใชเวลานอนก็คิดเรื่องราวตางๆ นานา แยกเวลาไมเปนวาเวลาไหนเวลางาน เวลาพักผอน 8. "การนอนนี้ก็เปนปริศนาธรรมประการหนึ่ง คลายๆ จะเตือนวา สัตวโลกทั้งหลายอยาไดลืมความตาย ใครจะมี ยศอํานาจทรัพยศฤงคารปานไหน เมื่อหลับแลวก็เหมือนกันหมด" ปริศนาธรรมเกี่ยวกับการนอน เปนเครื่องบอกถึงเรื่อง มนุษยไมควรทะเยอทะยาน 9. "แตในที่สุดในเวลานอน เราก็ตองเอนตัวลงขนานกับพื้นดินเหมือนกันหมด ธรรมชาติยอมบอกกลาวเราอยู ทุกวันวา หัวของคนนั้นยอมอยูในระดับเดียวกันทั้งสิ้น แมในเวลาตื่น หัวของเราจะแลดูสูงเดน แตในที่สุดก็จะตองลดลง มาอยูในระดับเดียวกับคนทั้งหลาย" การอานจับใจความขอสอบ Ent นักเรียนตองจับความหมายของบทความ คําพูดที่ผูแตงไดกลาวไวใหจงได อยางบทความขอที่ 9 นี้ ความมุงหมายของผูแตงคืออะไรนักเรียนตอบไดไหม คือ เขาตองการจะบอกวาผูดีมีจน คนรวย คนจน สุดทายทุกคนก็เทากัน คือ ความตาย ทุกคนเกิดมาแลวตองตาย BOBBYtutor Thai Note
  • 61.
    ทุกขของชาวนาในบทกวี ผูพระราชนิพนธ : สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ลักษณะคําประพันธ : รอยแกว เนื้อเรื่อง : พระราชนิพนธเรื่องนี้แสดงแนวพระราชดําริเกี่ยวกับบทกวีไทยและบทกวีจีน ซึ่งกลาวถึงชีวิตและความทุกข ยากของชาวนา เนื้อความในพระราชนิพนธตอนแรกแสดงถึงความเขาพระทัยปญหาตางๆ ของชาวนา และยังสะทอนให เห็นพระเมตตาธรรมอันเปยมลมของพระองคที่มีตอชาวนาอีกดวย สวนตอนตอมา ทรงแปลบทกวีจีนของหลี่เซินเปน ภาษาไทย ทําใหเราเห็นภาพชีวิตของชาวนาจีนกับชาวนาไทยวา มิไดแตกตางกันเทาใดนัก สวนที่สําคัญที่สุด ทรงชี้ใหเห็น กลวิธีนําเสนอของกวีทั้งสองที่แตกตางกัน ตรงนี้ตองระวัง "เปบขาวทุกคราวคํา จงสูจําเปนอาจิณ เหงื่อกูที่สูกิน จึงกอเกิดมาเปนคน ขาวนี้นะมีรส ใหชนชิมทุกชั้นชน เบื้องหลังสิทุกขทน และขมขื่นจนเขียวคาว จากแรงมาเปนรวง ระยะทางนั้นเหยียดยาว จากรวงเปนเม็ดพราว ลวนทุกขยากลําเค็ญเข็ญ เหงื่อหยดสักกี่หยาด ทุกหยดหยาดลวนยากเข็ญ ปูดโปนกี่เสนเอ็น จึงแปรรวงมาเปบกิน นํ้าเหงื่อที่เรื่อแดง และนํ้าแรงอันหลั่งริน สายเลือดกูทั้งสิ้น ที่สูซดกําซาบฟน" จิตร ภูมิศักดิ์ 1. ครูอยากทราบคําประพันธทั้ง 5 บท นี้เปนคําประพันธชนิดใด นักเรียนตอบไดไหม 2. คําประพันธ 5 บทนี้ เหมือนจะเปนการลําเลิกทวงบุญคุณ วาทุกคนมีขาวกินไดเพราะความยากลําบากของชาวนา นักเรียนรูสึกไหม 3. ปญหาของชาวนาที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงสรุปมีดังนี้ 3.1 ความชวยเหลือดานปจจัยผลิตยังไมมี 3.2 การพยุงหรือประกันราคายังไมมี 3.3 ชาวนาตางละทิ้งอาชีพเกษตรกรรม ไปอยูในภาคอุตสาหกรรม เพราะรายไดดีกวา สวัสดิการดีกวา 3.4 ชาวนาเปลี่ยนจากปลูกขาวมาปลูกพืชเศรษฐกิจ 3.5 ไมรูจะอุทธรณรองฎีกากับใครเวลามีปญหา 4. ความงามของบทประพันธของจิตร ภูมิศักดิ์ อยูตรงบทที่ 4 มีการเลนสัมผัสอักษร "เหงื่อหยดสักกี่หยาด ทุกหยดหยาดลวนยากเย็น" BOBBYtutor Thai Note
  • 62.
    5. คําประพันธบทที่ 1นํ้าเสียงของผูแตงเหมือนกับมีความกดดัน และอยากตะโกนบอกวาที่พวกเจาอยูได เพราะ หยาดเหงื่อแรงงานของชาวนา เหมือนกับผูแตงเปนชาวนาซะเอง "เปบขาวทุกคราวคํา จงสูจําเปนอาจิณ เหงื่อกูที่สูกิน จึงกอเกิดมาเปนคน" นํ้าเสียงผูแตงแรงมากเลย พอๆ กับบทสุดทาย เหมือนพวกหัวรุนแรง "นํ้าเหงื่อที่เรื่อแดง และนํ้าแรงอันหลั่งริน สายเลือดกูทั้งสิ้น ที่สูซดกําซาบฟน" บทกวีตอไปนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงแปลมาจากบทกวีจีนของหลี่เซิน "หวานขาวในฤดูใบไมผลิ ขาวเมล็ดหนึ่ง จะกลายเปนหมื่นเมล็ดในฤดูใบไมรวง รอบขางไมมีนาที่ไหนทิ้งวาง แตชาวนาก็ยังอดตาย ตอนอาทิตยเที่ยงวัน ชาวนายังพรวนดิน เหงื่อหยดบนดินภายใตตนขาว ใครจะรับรูบางวาในจานใบนั้น ขาวแตละเม็ดคือความยากแคนแสนสาหัส" 6. ความหมายคลายกับของจิตร ภูมิศักดิ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงพระราชนิพนธตรงประโยควา "แตก็แสดงความขัดแยงชัดเจน แมวาในฤดูกาลนั้นภูมิศาสตรจะอํานวยใหพืชพันธุธัญญาหารบริบูรณดี แตผลผลิตไมไดตกเปนประโยชนของผูผลิตเทาที่ควร" แสดงวาชาวนาไทยกับชาวนาจีนก็ไมมีความแตกตางในดานการเปนอยู ตองลําบากเหมือนกัน ไมใชอาชีพ ที่รํ่ารวย 7. เทคนิคการเขียนของกวีทั้ง 2 ทาน หลี่เซิน : บรรยายภาพที่เห็นเหมือนจิตรกรวาดภาพใหคนชม จิตร ภูมิศักดิ์ : ใชวิธีเสมือนกับนําชาวนามาบรรยายเรื่องของตนใหผูอานฟงดวยตนเอง 8. "เวลานี้สภาพบานเมืองก็เปลี่ยนไป ตั้งแตสมัยที่หลีเซินเมื่อพันปกวา สมัยจิตร ภูมิศักดิ์ เมื่อ 30 กวาปที่แลว สมัยที่ ขาพเจาไดเห็นเอง ก็ไมมีอะไรแตกตางกันนัก" ฉะนั้นกอนที่ทุกคนจะหันไปกินอาหารเม็ดเหมือนนักบินอวกาศ เรื่องความทุกข ของชาวนาก็คงยังจะเปนแรงสรางความสะเทือนใจใหแกกวียุคคอมพิวเตอรสืบตอไป บทพระราชนิพนธ ตอนนี้ไพเราะมาก คือ กําลังจะบอกวาชาวนาทุกสมัยก็ลําบากเปนอยูอยางนี้ทุกยุคทุกสมัย ประโยค สุดทายตั้งแต "เรื่องความทุกข ..." เปนการสะทอนใหผูอานไดคิดวา ชาวนาเปนบุคคลที่ตองชวยเหลือพวกเขากันตอไปหรือไม BOBBYtutor Thai Note
  • 63.
    พระบรมราโชวาท ผูพระราชนิพนธ : พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว(รัชกาลที่ 5) ลักษณะคําประพันธ : รอยแกว เชิงเทศนาโวหาร ในรูปพระราชหัตถเลขา ที่มา : ทรงพระราชนิพนธเปนพระราชหัตถเลขา พระราชทานแกพระเจาลูกยาเธอ 4 พระองคใน วโรกาสเสด็จไปทรงศึกษาตอ ณ ประเทศในยุโรป พระโอรสทั้ง 4 พระองค : 1. พระองคเจากิติยากรวรลักษณ ตอมาทรงกรมเปนกรมพระจันทบุรีนฤนาท ทรงเปนตนสกุล "กิติยากร" 2. พระองคเจารพีพัฒนศักดิ์ ตอมาทรงกรมเปนกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ตนสกุล "รพีพัฒน" ทรงเปนพระบิดา แหงกฎหมายไทย 3. พระองคประวิตรวัฒโนดม ตอมาทรงกรมเปนกรมหลวงปราจีณษกิติบดี ตนสกุล "ประวิตร" 4. พระองคเจาจิรประวัติวรเดช ตอมาทรงกรมเปนกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช ตนสกุล "จิรประวัติ" จุดมุงหมายที่ทรงพระราชนิพนธ : เพื่อทรงสั่งสอนพระเจาลูกยาเธอใหปฏิบัติตนใหถูกตองและดีงามขณะที่ทรงศึกษา อยูหางไกล ตรงนี้ตองระวัง 1. ทรงสั่งสอนวา หามถือยศถือศักดิ์วาเปนเจา ดังพระราชนิพนธตอนนี้ : "อยาใหไวยศวาเปนเจา ใหถือเอาบรรดาศักดิ์เสมอลูกผูมีตระกูลในกรุงสยาม คือ อยาใหใชฮิสรอแยลไฮเนสปรินซ นําหนาชื่อ ใหใชแตชื่อเดิมของตัว" ทรงมีเหตุผลจากตอนนี้ : "ถาเปนเจานายแลว ตองรักษายศศักดิ์ในกิจการทั้งปวงที่จะทําทุกอยาง เปนเครื่องลอตาลอหูคนทั้งปวงที่จะให พอใจดูพอใจฟง จะทําอันใดก็ตองระวังตัวไปทุกอยาง ที่สุดจนจะซื้อจายอันใดแพงกวาสามัญ เพราะเขาถือวามั่งมี เปนการเปลืองทรัพยในที่ไมควรจะเปลือง" 2. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาทรงใชพระราชทรัพยสวนพระองค ดังจากความตอนนี้ : "เงินคาที่จะใชสอยในการเลาเรียนกินอยูนุงหมทั้งปวงนั้น จะใชเงินพระคลังขางที่คือเงินที่เปนสวนสิทธิ์ขาด แกตัวพอเอง ไมใชเงินสําหรับจายราชการแผนดิน" ทรงมีเหตุผล ดังความตอไปนี้ : "การซึ่งใชเงินพระคลังขางที่ไมใชเงินแผนดินอยางเชนเคยจายใหเจานาย และบุตรขาราชการไปเลาเรียน แตกอนนั้น เพราะเห็นวาพอมีลูกมากดวยกัน การซึ่งใหมีโอกาสและใหทุนทรัพยซึ่งจะไดเลาเรียนวิชานี้ เปนทรัพยมรดกอันประเสริฐดี กวาทรัพยสินเงินทองอื่นๆ ดวยเปนของติดตัวอยูไดไมมีอันตรายที่จะเสื่อมสูญ ลูกคนใดที่มีสติปญญาเฉลียวฉลาดก็ดี หรือไมมีสติปญญาเฉลียวฉลาดก็ดี ก็จะตองสงออกไปเรียนวิชาทุกคนตลอด โอกาสที่จะเปนไปไดเหมือนหนึ่งไดแบง ทรัพยมรดกใหแกลูกเสมอๆ กันทุกคน ก็ถาจะใชเงินแผนดินสําหรับใหไปเลาเรียนแกผูซึ่งไมมีสติปญญาเฉลียวฉลาด กลับมาไมไดทําราชการคุมกับเงินแผนดินที่ลงไป ก็จะเปนที่ติเตียนของคนบางจําพวกวามีลูกมากเกินไป จนตองใชเงิน แผนดินเปนคาเลาเรียนมากมายเหลือเกิน แลวซํ้าไมเลือกฟนเอาแตที่เฉลียวฉลาดจะไดราชการ คนโงคนเงาก็เอาไป เลาเรียนใหเปลืองเงิน เพราะคาที่เปนลูกของพอ ไมอยากจะใหมีมลทินที่จะพูดติเตียนเกี่ยวกับความปรารถนาซึ่งสงเคราะห แกลูกใหทั่วถึงโดยเที่ยงธรรม จึงมิไดใชเงินแผนดิน เพราะเหตุที่พอไดเอาเงินสวนที่พอไดใชเองนั้นออกใหเลาเรียนดวย เงินรายนี้ไมมีผูหนึ่งผูใดที่จะแทรกแซงวาควรใชอยางนั้น ไมควรใชอยางนั้นไดเลย" BOBBYtutor Thai Note
  • 64.
    2.1 พระองคทรงรักพระโอรสเทากันทุกพระองค และพระองคมีพระโอรสมากและรักเทากันทุกพระองค 2.2ถาสงพระโอรสที่ไมเกงไปศึกษาตอ โดยใชเงินแผนดิน ก็อาจถูกขุนนางและประชาชนนินทาติเตียนเอาได แสดงวาพระองคมีความรอบคอบ เห็นวาอะไรควรอะไรไมควร 2.3 พระองคมีพระโอรสมากถาใชเงินแผนดินก็เปลืองมาก จึงใชพระราชทรัพยสวนพระองคดีกวา 2.4 การใชพระราชทรัพยสวนพระองคใครจะมาวามาพูดอะไรไมได 2.5 พระองคทรงตระหนักถึงวิชาความรูเปนสิ่งสําคัญ จึงแบงใหลูกๆ เทาๆ กันไดมีโอกาสศึกษาเลาเรียนตอ ตางประเทศ 3. พระบรมราโชวาท ตอนตอไปนี้ทรงสั่งสอน เปรียบเทียบรุนแรงมาก แตมิไดใหความหมายแรง แตเปนการ เปรียบเทียบใหเห็นภาพมากกวา ทรงสั่งสอนใหตั้งใจเรียน "ถาจะถือวาเกิดมาเปนเจานายแลวนิ่งๆ อยูจนตลอดชีวิตก็เปนสบาย ดังนั้นจะไมผิดอันใดกับสัตวดิรัจฉาน อยางเลวนัก สัตวดิรัจฉานมันเกิดมากินๆ นอนๆ แลวก็ตาย แตสัตวบางอยางยังมีหนัง มีเขา มีกระดูกเปนประโยชนไดบาง แตถาคนประพฤติอยางเชนสัตวดิรัจฉานแลวจะไมมีประโยชนอันใดยิ่งกวาสัตวดิรัจฉานบางพวกไปอีก เพราะฉะนั้น จงอุตสาหะที่จะเรียนวิชาเขามาเปนกําลังที่จะทําตัวใหดีกวาสัตวดิรัจฉานใหจงได จึงจะนับวาเปนการได สนองคุณพอ ซึ่งไดคิดทํานุบํารุงเพื่อจะใหดีตั้งแตเกิดมา" 4. ทรงสั่งสอนวา ไมใหประพฤติตนเปนคนเกเร โดยอาศัยบารมีพอวาเปนพระเจากรุงสยาม ดังจากความตอนนี้ : "อยาไดถือวาตัวเปนลูกเจาแผนดิน พอมีอํานาจยิ่งใหญอยูในบานเมือง ถึงจะเกะกะไมกลังเกรงคุมเหงผูใด เขาก็คงจะมีความเกรงใจพอ ไมตอสูหรือไมอาจฟองรองวากลาว การซึ่งเชื่อใจดังนั้นเปนการผิดแททีเดียว" ทรงมีเหตุผล ดังจากความตอนนี้ "การที่มีพอเปนเจาแผนดินนั้นจะไมเปนการชวยเหลืออุดหนุนแกไขอันใดไดเลย อีกประการหนึ่ง ชีวิตสังขาร ของมนุษยไมยั่งยืนยืดยาวเหมือนเหล็กเหมือนศิลา ถึงโดยวาจะมีพออยูในขณะหนึ่ง ก็คงจะมีเวลาที่ไมมีไดในขณะหนึ่ง เปนแนแท ถาประพฤติความชั่วเสียในเวลามีพออยูแลว โดยจะปดบังซอนเรนอยูไดดวยอยางใดอยางหนึ่ง เวลาไมมีพอ ความชั่วนั้นคงจะปรากฏเปนโทษติดตัวเหมือนเงาตามหลังอยูไมขาด เพราะฉะนั้นจงเปนคนออนนอม วานอนสอนงาย อยาใหเปนทิฐิมานะไปในทางที่ผิด จงประพฤติตัวหันมาทางที่ชอบที่ถูกอยูเสมอเปนนิจเถิด จงละเวนทางที่ชั่ว ซึ่งไดรูไดเอง แกตัวหรือมีผูตักเตือนแนะนําใหรูแลว อยาใหลวงใหเปนไปเลยเปนอันขาด" ตรงนี้มีความเปรียบแบบอุปมา "เหมือนเหล็กเหมือนศิลา" "เหมือนเงาตามหลังอยูไมขาด" ความตรงนี้เปนการเทศนา (สั่งสอน) 5. ทรงสั่งสอนวา ใหใชเงินอยางประหยัด ดังจากความตอนนี้ : "อยาทําใจโตมือโตสุรุยสุราย โดยถือวาตัวเปนเจานายมั่งมีมาก หรือถือวาพอเปนเจาแผนดินมีเงินทองถมไป" ทรงมีเหตุผลดังจากความตอนนี้ : "สวนเงินที่พอไดหรือลูกไดเพราะพอนั้น ก็เพราะอาศัยพอเปนผูทํานุบํารุงรักษาบานเมือง และราษฎรผูเจาของ ทรัพยนั้น ก็เฉลี่ยเรี่ยไรกันมาใหพอจะไดเปนกําลังที่จะหาความสุขคุมกับคาที่เหน็ดเหนื่อยที่ตองรับราชการในตําแหนงอันสูง คือ เปนผูรักษาความสุขของเขาทั้งปวง เงินนั้นไมควรจะนํามาจําหนายในการที่ไมเปนประโยชน ไมเปนเรื่อง และเปน การไมมีคุณ กลับใหโทษแกตัว ตองใชแตในการจําเปนที่จะตองใช ซึ่งจะเปนการมีคุณประโยชน แกตนและผูอื่นใน ทางชอบธรรม" แสดงวาพระองคทรงรูจักคุณคาของเงิน ซึ่งจริงๆ แลว กษัตริยมีอํานาจมาก เพราะอยูในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย BOBBYtutor Thai Note
  • 65.
    6. "เงินทองที่จะใชสอยในคากินอยู นุงหมหรือใชสอยเบ็ดเสร็จทั้งปวง จงเขม็ดแขม ใชแตเพียงพอที่อนุญาต ใหใช อยาทําใจโตมือโตสุรุยสุราย โดยถือวาตัวเปนเจานายมั่งมีมาก มีพอเปนเจาแผนดินมีเงินทองถมไป" 6.1 มีความหมายตรงกับลักษณะไมพึงประสงคที่กลาวไวในขอความนี้ คือ อีลุยฉุยแฉก 6.2 ขอความดังกลาวมีจุดมุงหมาย สั่งสอน 6.3 ความคิดสําคัญของขอความที่ยกมาคือ การรูจักใชจาย 7. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว จึงมีพระบรมราโชวาทใหพระเจาลูกยาเธอทั้ง 4 พระองค ทรงศึกษาภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ใหแตกฉานเพราะจะใชเปนเครื่องมือในการแสวงหาความรูไดกวางขวาง 8. พระบรมราโชวาทตอนที่สะทอนบทบาทสําคัญที่สุดที่ผูที่เปนบิดามารดา คือ การซึ่งใหโอกาสและใหทุนทรัพย ซึ่งจะไดเลาเรียนวิชานี้เปนทรัพยมรดกอันประเสริฐดีกวาทรัพยสินเงินทองอื่นๆ 9. พระราชประสงคที่แทจริงตามพระบรมราโชวาทนี้ "ใหเขียนหนังสือถึงพอทุกคนอยางนอยเดือนละฉบับ เมื่อเวลายังเขียนหนังสืออังกฤษไมไดก็ใหเขียนมา เปนหนังสือไทย ถาเขียนหนังสืออังกฤษหรือภาษาใดก็ได ใหเขียนภาษาอื่นนั้นมาฉบับหนึ่ง ใหเขียนคําแปลเปนภาษาไทย อีกฉบับหนึ่ง" คือ ใหรูทั้งภาษาไทยและภาษาตางประเทศ 10. ขอความตอไปนี้ แสดงวาผูกลาวตองการสอนในเรื่อง "จึงรูไวเถิดวา ถาเมื่อไดทําความผิดมาเมื่อใด จะไดรับโทษโดยทันที การมีพอเปนพระเจาแผนดินนั้นจะไม เปนการชวยเหลืออุดหนุนแกไขอันใดไดเลย" ตองการสอนไมใหถืออํานาจประพฤติมิชอบ คําอธิบายศัพท บรรดาศักดิ์ ฐานะของขุนนางในอดีต เชน ขุน หลวง พระ พระยา เจาพระยา ซึ่งไดรับพระราชทาน เนื่องจากตําแหนง ผูมีบรรดาศักดิ์จัดวาเปนผูมีตระกูล เบี้ยหวัด ในบทอานนี้ หมายถึง เงินที่พระราชทานเปนงวดๆ ใหแกเจานายหรือผูที่รับราชการสนอง พระเดชพระคุณ หนังสือ หมายถึง วิชาดานภาษา เงินพระคลังขางที่ ทรัพยสินสวนพระองค เงินถุงแดง เงินพระคลังขางที่ มหาดเล็กวิเศษ บุตรขาราชการที่ถวายตัวเปนมหาดเล็ก นายรองหุมแพรมหาดเล็ก ตําแหนงขาราชการสัญญาบัตรขั้นตํ่าสุด ใจโตมือโต ใชเงินสุรุยสุราย ฟุมเฟอย ตนมือ ตอนแรก BOBBYtutor Thai Note
  • 66.
    สายใยของธรรมชาติ คือสายใยของชีวิต ผูแตง :นงพงา สุขวานิช ลักษณะคําประพันธ : สารคดีขนาดสั้น เชิงโนมนาวใจ จุดประสงคการแตง : สงเสริมการอนุรักษธรรมชาติ สิ่งแวดลอม การใหความรู ความเขาใจแกทุกคน เพื่อใหเกิด ความตระหนักถึงผลที่เกิดขึ้น ใหเห็นแนวทางในการชวยใหสามารถมีชีวิตอยูในสภาพแวดลอมที่มนุษยอยูไดอยางปกติสุข ตรงนี้ตองระวัง 1. "นานมาแลวที่ธรรมชาติสรางความอุดมสมบูรณขึ้นไวใหกับแผนดินผืนนี้ ดินทุกๆ ตารางนิ้วตางประกอบขึ้น ดวยธาตุอาหารที่ไดจากความชุมชื้นภายใตรมเงาของปาไม ใบไมแตละใบที่รวงหลนจากลําตนคือระบบเล็กๆ ของธาตุ อาหารที่เกิดขึ้นบนผิวดิน นั่นคือเมื่อใดที่ใบไมรวงหลนถึงพื้นดิน มันก็จะผุพังและเนาเปอยดวยความชุมชื้นและจุลินทรีย เล็กๆ ที่ชวยกันยอยสลายใหใบไมนั้นกลายเปนธาตุอาหารสะสมอยูในดิน และดินก็จะสะสมธาตุอาหารใหตัวเองตลอด เวลาตราบเทาที่มีปาไม มีนํ้าเปนสายใยธรรมชาติเกื้อหนุนกันและกัน" ครูอยากใหนักเรียนหาคําซอนจากบทความขางตน อุดมสมบูรณ ชุมชื้น รมเงา รวงหลน ผุพัง เนาเปอย ยอยสลาย เกื้อหนุน 2. "เมื่อธรรมชาติตางผูกพันกันไวดวยสายใยแหงชีวิตอันละเอียดออน ความอุดมสมบูรณจึงเกิดขึ้นบนพื้นพิภพ ทุกชีวิตที่เกิดขึ้นบนพื้นพิภพ จึงไดรับการโอบอุมไวใหอยูอยางรมเย็นเปนสุขภายใตระบบความสัมพันธอันซับซอนของ ธรรมชาติมานานแสนนาน ยิ่งความสัมพันธมีมากเพียงใดชีวิตยิ่งไดรับความรมเย็นเปนสุขมากขึ้นเพียงนั้น" สํานวนภาษาสารคดีเรื่องนี้มีการใชภาษาที่วิจิตรมาก คลายๆ จะเปนนวนิยาย เชน "ดวยสายใยแหงชีวิตอันละเอียดออน" "ทุกชีวิตที่เกิดขึ้นบนพื้นพิภพ จึงไดรับการโอบอุม" ภาษาแบบนี้เขาเรียกวา ภาษาพรรณนาโวหาร 3. "ปาไมนั่นคือแหลงศูนยรวมความชุมชื้นของโลก เมื่อปาไดลดลง ความชุมชื้นจะคอยๆ สูญสลายไปจากพิภพ ในทํานองเดียวกัน พื้นดินที่ถูกแยกออกจากปาใหเปนทองทุง เกษตรกรรมก็คอยๆ ลดความอุดมสมบูรณของธาตุอาหาร ในดินไป เพราะตองนําไปหลอเลี้ยงพืชพันธุธัญญาหาร จนในที่สุดเหลืออยูเพียงความแหงแลงใหแกโลก" การอานบทความแตละยอหนา นักเรียนตองหาความสัมพันธของประโยคใดที่เปนสาเหตุ-ผลลัพธกันดวย เพราะขอสอบ Ent ชอบถามบอยๆ อยางบทความยอหนานี้ ครูจะชี้ใหเห็นความสัมพันธของประโยคสาเหตุ-ผลลัพธ ดังตัวอยางตอไปนี้ * "เมื่อปาไมลดลง" : สาเหตุ "ความชุมชื้นจะคอยๆ สูญสลายไปจากพิภพ" : ผลลัพธ * "ก็คอยๆ ลดความอุดมสมบูรณของธาตุอาหารในดินไป" : ผลลัพธ "เพราะตองนําไปหลอเลี้ยงพืชพันธุธัญญาหาร" : สาเหตุ BOBBYtutor Thai Note
  • 67.
    4. "ในขณะที่ระบบความสัมพันธของปาไม ดินและนํ้าถูกรบกวนอยางรุนแรงนั้น ระบบแหงจักรวาลก็ถูกรบกวน จากมนุษยเชนเดียวกัน ตัวการซึ่งรุกลํ้าขึ้นไปทําลายระบบความสัมพันธในจักรวาลนั้น คือ ระบบความเจริญแหงการ พัฒนาทางอุตสาหกรรม ที่เผาพันธุมนุษยไดคิดคนควา เพื่อสรางความยิ่งใหญใหแกโลกนั่นเอง อากาศบริสุทธิ์ ที่ถูกเจือปน ดวยกาซพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม และจากยวดยานพาหนะนี้นําไปสูภาวะการเกิดฝนกรด การทําลายชั้นโอโซน ในบรรยากาศ และการอบความรอนในพิภพไมใหกระจายขึ้นไปสูหวงบรรยากาศได" บทความยอหนานี้เปนการอธิบาย เพื่อทําใหผูอานเขาใจ แตการอธิบายก็มีวิธีการหลากหลายวิธีนักเรียนวา บทความนี้ใชกลวิธีใดอธิบาย 1. นิยาม 2. การอธิบายตามลําดับขั้น 3. เปรียบเทียบความเหมือนความตาง 4. ยกตัวอยางประกอบ 5. การชี้สาเหตุและผลลัพธที่สัมพันธกัน 6. การกลาวซํ้าดวยถอยคําที่แปลกออกไป บทความนี้ เปนการอธิบายโดยชี้สาเหตุผลลัพธที่สัมพันธกัน 5. "หากวันนี้โลกกําลังถูกเปลี่ยนแปลง ธรรมชาติกําลังเสื่อมสลาย ความรมเย็นเปนสุขของชีวิตกําลังเสื่อมสูญ ชีวิตมิอาจอยูไดในทามกลางการแตกสลายของพิภพ ใชภาษาวิจิตร วิลิศมาหรา เปนการใชพรรณนาโวหาร 6. "ในวันนี้จึงมีเพียงมนุษยเทานั้นที่จะสามารถฟนฟูความสมดุลของธรรมชาติใหแกพื้นพิภพ ขอไดโปรดพิทักษ ธรรมชาติไวเพื่อชีวิตอันยั่งยืนนานบนพื้นพิภพนี้" ตรงนี้เปนสาระสําคัญของเรื่องนี้ การชักจูงใจ โนมนาวใจผูอานใหรักษาธรรมชาติ หวงใยสิ่งแวดลอม "โลกสวยดวย มือเรา" BOBBYtutor Thai Note
  • 68.
    เก็งแนวขอสอบ ใชขอความตอไปนี้ตอบคําถามขอ 1-2 ก. วนและวิ่งคืนและวันหวั่นและไหว ข.เกิดแลวกอลอแลวเรนเย็นแลวรอน ค. ไมไดศัพทเซ็งแซดวยแตรสังข ง. ศีรษะออกตลุมปุมเทาตุมไห 1. ขอใดมีเสียงพยัญชนะตนนอยที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 2. ขอใดมีเสียงพยัญชนะตนมากที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 3. ขอความตอไปนี้มีเสียงพยัญชนะตนกี่เสียง "จนรุงแรงแสงหิรัญสุวรรณมาศ ผองโอภาสพรรณรายชายเวหา" 1) 9 เสียง 2) 10 เสียง 3) 11 เสียง 4) 12 เสียง ใชขอความตอไปนี้ตอบคําถามขอ 4-5 ก. เคลิ้มถวิลกลิ่นปรางอบกลางทรวง ข. รอนจะแผดเผาทรายพริบพรายพราง ค. หาดกรวดกวางกลางนํ้าเริ่มครํ่าครวญ ง. เหมือนทุกกอนกรวดทรายยอมคลายกัน 4. ขอใดมีเสียงพยัญชนะตนเดี่ยวมากที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 5. ขอใดมีเสียงพยัญชนะตนควบกลํ้ามากที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 6. ขอความตอไปนี้มีเสียงพยัญชนะประสมกี่เสียง "โปรยประทิ่นกลิ่นผกาสุราลัย เปนคลื่นในเวหาศหยาดยินดี" 1) 1 เสียง 2) 2 เสียง 3) 3 เสียง 4) 4 เสียง พิจารณาคําตอไปนี้ตอบคําถามขอ 7-8 เฒา อยาก ทรวง โซ ทาย ฆอง อยู ทราย หญา ถาน ขาว ทรง ยุง เสื้อ ธรรม ไข ฐาน ศาล 7. จากรายการคําขางตนเสียงพยัญชนะตนเสียงใดมีจํานวนมากที่สุด 1) /ย/ 2) /ซ/ 3) /ท/ 4) /ค/ BOBBYtutor Thai Note
  • 69.
    8. จากรายการคําขางตนเสียงพยัญชนะตนเสียงใดมีจํานวนนอยที่สุด 1) /ย/2) /ซ/ 3) /ท/ 4) /ค/ 9. ขอใดไมมีเสียงสระประสมปนอยู 1) ชีวิตมนุษยนี้ เปลี่ยนแปลง (จริงนอ) 2) ทุกขและสุขพลิกแพลง มากครั้ง 3) โบราณทานจึงแสดง เปนเยี่ยง (อยางนา) 4) ชั่วนับเจ็ดทีทั้ง เจ็ดขางฝายดี 10. ขอใดมีการเลนเสียงคูสระกันทั้ง 2 วรรค 1) ประยงคทรงพวงหอย ระยายอยหอยพวงกรอง 2) เหมือนอุบะนวลละออง เจาแขวนไวใหเรียมชม 3) สุวรรณหงสทรงพูหอย งามชดชอยลอยหลังสินธุ 4) เพียงหงสทรงพรหมินทร ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม 11. ขอใดออกเสียงสั้นทุกพยางค 1) ใจดํา ใจใหม ใจเย็น ใจแคบ 2) ชางเหล็ก ชางปะ ชางแกะ ชางไม 3) นักบิน นักวิ่ง นักเรียน นักเตน 4) นํ้าใจ นํ้ามัน นํ้าสุก นํ้าซุป ใชขอความตอไปนี้ตอบคําถามขอ 12-13 ก. นฤบดีโถมถีบสู ศึกธาร ข. ฟอนฟาดสุงสุมาร มอดมวย ค. สายสินธุซึ่งนองพนานต หายเหือด (แหงแฮ) ง. พระเรงปรีดาดวย เผด็จเสี้ยนเศิกกษัย 12. ขอใดมีเสียงพยัญชนะทายมากที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 13. ขอใดมีเสียงพยัญชนะทายเทากัน 1) ขอ ก-ข-ง 2) ขอ ก-ข-ค 3) ข-ค-ง 4) ขอ ก-ค-ง 14. ขอความตอไปนี้มีเสียงพยัญชนะทายกี่เสียง "แมนเจาครามเคราะหกาจ จงอยายาตรยุทธนา เอาพัสตราสตรี สวมอินทรียสรางเคราะห" 1) 4 เสียง 2) 5 เสียง 3) 6 เสียง 4) 7 เสียง พิจารณาคําตอไปนี้ตอบคําถามขอ 15-16 ครุฑ ภพ พุธ ญาณ นาฏ โชค รูป บวบ กาฬ เมฆ ยีราฟ จรัล สด สาร ลาภ เลข คช บาต อากาศ ดาษ 15. จากรายการคําขางตนเสียงพยัญชนะสะกดเสียงใดมีจํานวนมากที่สุด 1) /ต/ 2) /ป/ 3) /น/ 4) /ก/ BOBBYtutor Thai Note
  • 70.
    16. จากรายการคําขางตนเสียงพยัญชนะสะกดเสียงใดมีจํานวนนอยที่สุด 1) /ต/2) /ป/ 3) /น/ 4) /ก/ 17. คําใดมีทั้งพยางคปดและพยางคเปด 1) นํ้าใจ 2) เสียวัว 3) กําเดา 4) เขาที 18. พยางคสุดทายของคําในขอใดมีลักษณะเปนพยางคปดทุกคํา 1) ขาวสวย แชร มอเตอรไซค เจาสัว เสเพล นํ้าไฟ เชียร 2) อาทิตย จุนเจือ สมุดดํา นายทา ตอนเพล รังสรรค สวนครัว 3) ดวงจันทร มะเดื่อ นํ้าเนา ผาไหว วาเหว แมเบี้ย ปเตอร 4) ตมยํา สอดไส อนุสติ สะระตะ นํ้าไหล นงเยาว เหว 19. ขอใดมีวรรณยุกตครบ 5 เสียง 1) ยังลูกออนก็จะออนแตอาหาร 2) นารําคาญคิดมานํ้าตาไหล 3) ทั้งผัวแสนอนาถเพียงขาดใจ 4) สุดอาลัยแลวก็กอดกันโศกา 20. ขอใดที่ทุกคําออกเสียงวรรณยุกตไมตรงกับรูป 1) เดิน ดวน วิ่ง มัน 2) จับ กิน ปูน ขวาง 3) สูง ทาน นอก รอน 4) งาน นํ้า สุก ลอ 21. เสียงของพยางคในขอใดมีโครงสรางตางกับพยางคอื่น 1) ควํ่า 2) ทราบ 3) ปลํ้า 4) ไพร 22. ขอใดมีโครงสรางของพยางคตางกับขออื่น 1) ลําพูน 2) ขอนแกน 3) ประจวบ 4) เชียงใหม 23. คําในขอใดมีลักษณะโครงสรางพยางคเหมือนกันทุกคํา 1) เปลี่ยน แทรก หวาน ยาว 2) เมื่อ ขรัว เสี่ย เจือ 3) ดรีม ฟลอร พราน ควาย 4) อํ่า ใหญ เขา ตํ่า 24. "เด็กเสเพลตีกลองตอนเพล" คําที่พิมพตัวหนา 2 คํานี้มีเสียงอะไรเหมือนกัน 1) พยัญชนะตน 2) สระ 3) พยัญชนะทาย 4) ตัวสะกด 25. คําในขอใดมีเสียงพยัญชนะตนกับเสียงพยัญชนะทายเปนเสียงเดียวกัน 1) ตรัส 2) ตาด 3) บาป 4) ภพ 26. ขอใดมีเสียงพยัญชนะทายของพยางคที่ 1 เหมือนกับเสียงพยัญชนะตนของพยางคที่ 3 1) กิจกรรม 2) พลโลก 3) ดาษดา 4) กรมหมื่น 27. รูปพยัญชนะที่ทําหนาที่เปนทั้งตัวสะกดและพยัญชนะตนในขอใดที่เปนเสียงเดียวกัน 1) พลความ 2) ภาสกร 3) รูปพรรณ 4) กิจการ 28. ขอใดเปนคําประสมทุกคํา 1) อิ่มใจ เอาใจ จิตใจ ใจดํา ติดใจ 2) แมทัพ แมเหล็ก แมงาน พอแม แมมด 3) ปลาเค็ม นํ้าหวาน รถดวน ที่นอน ของกลาง 4) ผูจัดการ ผูสมัคร ผูราย ผูประกวด ผูคน BOBBYtutor Thai Note
  • 71.
    29. ขอใดมีคําประสมที่มีความหมายเชิงอุปมาทุกคํา 1) หัวคะแนนตีนแมว ตูเย็น ปากกา 2) หางเสือ หักหนา ฉีกหนา ถือหาง 3) หนามา ชางปูน ที่ดิน นักบิน 4) ปากตลาด เจาะขาว เตาอบ หัวหมุน 30. ขอใดมีคําประสมที่มีโครงสรางเหมือนกับคําวา "โตะกินขาว" ทุกคํา 1) ผาปูโตะ ลวดเย็บกระดาษ ไมตีพริก รถไฟฟา 2) ที่เขี่ยบุหรี่ ที่เปดกระปอง สมุดสะสมแสตมป จานดาวเทียม 3) จานรองแกว ของถวายพระ เครื่องตัดหญา เรือหางยาว 4) หองรับแขก เครื่องซักผา ทางยกระดับ ไมจิ้มฟน 31. คําประสมในขอใดมีโครงสรางเหมือนกันทุกคํา 1) คนขายขนม ชางตัดเสื้อ ยารักษาโรคเอดส หมอกรองนํ้า 2) ถนนวงแหวน โทรศัพทมือถือ โทรศัพทเคลื่อนที่ กระทะไฟฟา 3) กระโดดคํ้าถอ สะพานแขวน เครื่องปรับอากาศ นํ้าอัดลม 4) จดหมายดวน ที่เย็บกระดาษ ประชุมทางไกล ของถวายพระ 32. ขอใดมีคําประสมทุกคําที่ประกอบดวยคํากริยากับคํากริยา 1) ตายดาน ถือดี คิดราย คิดคด 2) จูงใจ ยกราง กินที่ ปดปาก 3) ตบแตง ติดตั้ง เลือกตั้ง ซักซอม 4) บังตา ยกทรง ยอความ พัดลม 33. ขอใดมีคําทุกคําเปนคําซอน 1) เสื่อสาด ทรัพยสิน โงเขลา ขมเหง เซอซา 2) แปดเปอน รื้อถอน เบี่ยงเบน กินแกน ใจแตก 3) แกนสาร นัยนตา สรางสรรค อวนพี นอยใจ 4) ทองคํา พัดวี วางเปลา งอแง คนงาน 34. ขอใดที่ทุกคําเปนคําซอนเพื่อความหมาย 1) หนาตา เจริญรุงเรือง เจ็บปวย ดีเด 2) โกรธแคน ลิดรอน แสวงหา ดื้อดึง 3) ผิดถูก เสื้อผา ดึงดัน เนื้อตัว 4) สูงตํ่า ตมตุน ทิ่มตํา ทอแท 35. ขอใดที่ทุกคําเปนคําซอนเพื่อเสียง 1) คับแคน จิตใจ เฉลิมฉลอง เบิกบาน 2) ขมขู เจือจาง แกวงไกว ปนปาย 3) ขัดขวาง เหี่ยวแหง ลมลุก แจมแจง 4) ชิงชัง จริงจัง เปะปะ โผงผาง 36. ขอใดความหมายของคําซอนอยูที่คําหลังทั้งหมด 1) นํ้าหูนํ้าตา หูตา ติดอกติดใจ 2) ใจคอ ทักทาย เจ็บปวย 3) เสื้อผา ชื่อแซ ขาวของ 4) ซุมเสียง กวาดแกวด กินแกน 37. ขอใดมีคําซอนที่ทุกคําเกิดจากคํา 4 คํา มาซอนกัน 1) ขาวปลาอาหาร เสกสรรคปนแตง อุปถัมภคํ้าจุน 2) ถวยโถโอชาม ลวงแคะแกะเกา ชางมาวัวควาย 3) หมูเห็ดเปดไก เหยียบยํ่าซํ้าเติม ลําบากยากแคน 4) ตมยําทําแกง แตงเสริมเติมตอ วิจิตรพิสดาร 38. ขอใดตอไปนี้ถือวาไมใชคําซํ้า 1) พี่แลแลเครื่องเลนเปนเสียดาย 2) จับศิลาแลเลื่อมเปนลายลาย 3) รอนรอนออนแสงพระสุริยา 4) ถึงบางพูดพูดกันสนั่นหู BOBBYtutor Thai Note
  • 72.
    39. ขอใดเปนคําสมาสทุกคํา 1) พลเมืองบุญญาธิการ เมรุมาศ กรมทา สัจจาธิษฐาน 2) ปรมินทร ราชดําเนิน เคมีภัณฑ กษัตริยาธิราช ราโชบาย 3) มหัศจรรย คุณคา กิจจานุกิจ ทุนทรัพย อุปทวันตราย 4) อเนก จลาจล ภยันตราย ศตพรรษ ปจจุบัน 40. ขอใดเปนคําสมาสแบบกลมกลืนเสียงทุกคํา 1) อุโบสถกรรม อัครราชทูต สุขนาฏกรรม วินาศภัย มงคลฤกษ 2) อุณหภูมิ สุนทรียภาพ สัมปทานบัตร วิสามัญฆาตกรรม ปรมาภิเษก 3) อากาศธาตุ สุพรรณบัฏ ศาสตราจารย โลกทัศน โภชนาการ 4) เวสสันดร วชิราวุธานุสรณ สุโขทัย มไหศวรรย มหรรณพ 41. ขอใดมีคําสมาสซึ่งไมมีการสนธิทุกคํา 1) ปฐมทัศน กุศโลบาย นาเคนทร ปจฉิมยาม มัชฌิมวัย 2) วีรชน เบญจราชกกุธภัณฑ ปรมาจารย รัฐสภา วราราม 3) คริสตกาล กาฬปกษ ครุภัณฑ จิตแพทย ชาติภูมิ 4) ทาสกรรมกร คมนาคม ปรมาภิไธย ภัณฑาคาร สุรนารี 42. คําทุกคําในขอใดที่มีคําสมาสที่ประกอบจากคํา 3 คํา 1) บรรณารักษ พระบรมราโชบาย ทักษิณราชนิเวศน ราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม 2) เบญจราชกกุธภัณฑ มหาพฤฒาราม เอกอัครราชทูต อินทรวิหาร 3) สัมมนาคาร เทพศิรินทราวาส พระปฐมเจดีย โสตทัศนอุปกรณ 4) มหรรณพาราม จิรัฏฐิติกาล ประชากรศาสตร พระพุทธจักร มหาวิทยาลัย 43. ขอใดมีตําแหนงของคําครุ ลหุ ไมเหมือนขอความตอไปนี้ "ราตรีก็แมนมี ขณะดีและรายปน" 1) เหลือที่จะแทนทด จะสนองคุณานันต 2) ราคีบพันพัว สุวคนธกําจร 3) ฟางามอรามแล ระกะดอกกุดั่นหาว 4) ตรากทนระคนทุกข ถนอมเลี้ยงฤรูวาย ใชขอความตอไปนี้ตอบคําถามขอ 44-45 ก. แมนมิไดสมคิดดังจิตปอง ข. หวังเปนเกือกทองรองบาทา ค. จะอาสัญเพราะลูกเหมือนกลาวมา ง. เพราะรักบุตรสุดสวาทแสนทวี 44. ขอใดมีพยางคคําตายมากที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 45. ขอใดมีพยางคคําเปนมากที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. BOBBYtutor Thai Note
  • 73.
    46. "ไมทรงเลือกชาติชั้นเผาพันธุไหน อยูปาเขาอยูเมืองไกลอยูฝงสินธุ โปรดใหผูรูพืชและนํ้าดินเสริมอาชีพไทยถิ่นใหรูทํา" คําประพันธนี้มีคําเปนกี่คํา (ไมนับคําซํ้ากัน) 1) 20 คํา 2) 21 คํา 3) 22 คํา 4) 23 คํา 47. ขอใดมีคําที่มาจากภาษาบาลีทุกคํา 1) อัคคี อัชฌาสัย สิกขา วัตถุ ปญญา อิทธิ สัจจะ สัตตะ บุปผา อัคนี อัศจรรย 2) ขัตติยะ อัจฉริยะ วิชชา มัชฌิม จักขุ กิตติ สักกะ รุกขทุกข หฤทัย กรีฑา 3) อิตถี หัตถี สัจจะ มนต กัญญา ปจฉิม อิจฉา มัจฉา อัตตา กษัตริย วิทยา 4) หทัย สิริ รังสี ภริยา ปฐม ถาวร ฐาปนา ฐาน จริยา ครุฬ กีฬา นิจ สามี โอฬาร อมตะ 48. ขอใดมีคําที่มาจากภาษาสันสกฤตทุกคํา 1) ภรรยา สถาวร จักษุ กันยา ฤทธิ เอารส ภิกษุ สมัคร บุตร สังกร วิชชุดา 2) ปรัชญา สถาปนา จรรยา นิตย โอฑาร ฤษี ลักษมี จันทรา กริยา สังข ทุกข 3) ประถม สถาน ครุฑ สวามี กีรติ ไวทย จักร นิทรา เนตร องค พยัคฆ 4) สตรี อัธยาศัย อมฤต หัสดี ศิริ ศึกษา สัตย วัสดุ รัศมี มัธยม ไพศาล 49. ขอใดมีคําที่มาจากภาษาตางประเทศทุกคําโดยไมมีคําไทยแทปนเลย 1) โลก มน เดิน วิกล กนก จักร สังเกต รถ ชาติ ยศ มาห เศิก นํ้า 2) กาย ชาม ประหยัด พร เลข นัดดา คช เวท มาตรา เทพ เยียร ศึก มะมวง 3) ยาน ธน เขลา บุญ วิหค รัตนะ ครุฑ อาพาธ ศูทร เดชะ ระฆัง ผี้ว ตะวัน 4) พนา จมูก ประหยัด คุณ เมฆ อนุญาต รัฐ ปรากฏ เพชร บาป ลาภ วัฒนะ ผล ใชขอความตอไปนี้ตอบคําถามขอ 50-51 "นานมาแลวที่ธรรมชาติสรางความอุดมสมบูรณขึ้นไวใหกับผืนแผนดินนี้ ดินทุกๆ ตารางนิ้วตางประกอบขึ้นดวย ธาตุอาหารที่ไดจากความชุมชื้น ภายใตรมเงาของปาไม ใบไมแตละใบที่รวงหลนจากลําตน คือระบบเล็กๆ ของธาตุอาหาร ที่เกิดขึ้นบนผิวดิน นั่นคือ เมื่อใดที่ใบไมรวงหลนถึงพื้นดิน มันก็จะผุพังและเนาเปอยดวยความชุมชื้นและจุลินทรียเล็กๆ ที่ชวยกันยอยสลายใหใบนั้นกลายเปนธาตุอาหารสะสมอยูในดิน และดินก็จะสะสมธาตุอาหารใหตัวเองตลอดเวลา ตราบ เทาที่มีปาไม มีนํ้าเปนสายใยธรรมชาติเกื้อหนุนกันและกัน" 50. จากขอความขางตนมีคําซอนเพื่อความหมายกี่คํา (ไมนับคําซํ้ากัน) 1) 7 คํา 2) 8 คํา 3) 9 คํา 4) 10 คํา 51. จากขอความขางตนมีคําสมาสกี่คํา (ไมนับคําซํ้ากัน) 1) 1 คํา 2) 2 คํา 3) 3 คํา 4) 4 คํา 52. ขอใดใชคําราชาศัพทถูกตอง 1) ประธานาธิบดี บลิน คลินตันเปนอาคันตุกะ ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ 2) ประธานาธิบดี บลิน คลินตันเปนพระอาคันตุกะ ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ 3) ประธานาธิบดี บลิน คลินตันเปนราชอาคันตุกะ ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ 4) ประธานาธิบดี บลิน คลินตันเปนพระราชอาคันตุกะ ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ BOBBYtutor Thai Note
  • 74.
    53. ขอใดใชคําราชาศัพทผิด 1) สมเด็จพระนางเจาฯพระบรมราชินีนาถทรงถามชาวเขาเผาอีกอ 2) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงระนาด ณ หอประชุมโรงเรียนนายรอยฯ 3) พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ทรงทอดพระเนตรโครงการแกมลิงในพระดําริ 4) พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ทรงพระราชนิพนธ "พระมหาชนก" 54. คําทุกคําในขอใดที่ไมมีความหมายเชิงอุปมาเลย 1) คอสูง คอแข็ง ตาขาว หนาหนา ติดตา 2) เจาะขาว ปากหวาน หัวหมุน ตายดาน ปดปาก 3) หักหนา ไวตัว ฉีกหนา ถือหาง เปนใจ 4) นักเรียน กระถางธูป รถไฟ นํ้าหอม ปลาเค็ม 55. ขอใดใชคําไดถูกตองตามความหมาย 1) ปากกาดามใหมที่คุณแมซื้อใหตองใชอยางทะนุถนอมนะ 2) จักรวรรดิองคแรกของราชวงศถังคือใครคะ 3) วันนี้มีเมฆมากหมอกก็หนา ทัศนวิสัยแยจัง 4) เครื่องยนตนี้สมรรถภาพยังดีอยู 56. ขอใดไมมีคําพองรูปพองเสียง 1) เขาเขียนรายงานดวยปากกาสีแดง ดวยวาปากกาสีนํ้าเงินหายไป 2) เขาชอบกินขาวตมและนํ้าสมในตอนเชา และพี่สาวคนโตของเขาก็ชอบขาวตมเหมือนกัน 3) บานฉันจนแสนจนจนไมมีอะไรจะกินอยูแลว 4) กันมีบานที่เชียงใหม อยากไปเที่ยวไหมกันยินดีเสมอนะพวก 57. ขอใดใชคําที่มีความหมายแคบกวางไดเหมาะสม 1) สมรชอบกินขนมหวานและฝอยทอง 2) สมใจชอบกินผลไมและขนมหวาน 3) ประชาชนและชาวนาตางก็พากันมาชุมนุมหนาทําเนียบ 4) เขาไปเดินซื้อของตางๆ เชน เครื่องใชไฟฟา ทีวี ตูเย็น และเครื่องเรือน 58. ขอใดมีคําที่มีความหมายกวาง 1) เครื่องกรองนํ้าลดราคา 20% 2) เครื่องอบผาลดราคากระหนํ่า 3) เครื่องปรับอากาศไมลดราคา 4) เครื่องเรือนรานนี้ราคาถูก 59. ขอใดใชคําเชื่อมขัดแยงกัน 1) นักรองทุกคนเมื่อบันทึกแผนเสียงเสร็จก็รีบเตรียมงานแสดงทันที 2) คนไทยตองผนึกกําลังสามัคคีและประเทศจะไดมั่นคงเปนปกแผน 3) รีบอาบนํ้าซะนะ เพราะเดี๋ยวดึกไปหนูจะเปนหวัด 4) เธอกินขนมปงก็ไดหรือไมก็กินขาวตม คุณแมทานสั่งมา 60. สํานวนในขอใดตางจากพวก 1) นกสองหัว 2) หมาสองราง 3) สองฝกสองฝาย 4) จับปลาสองมือ BOBBYtutor Thai Note
  • 75.
    61. ขอใดใชภาษาไดกระชับกะทัดรัด 1) เปนนิมิตอันดีที่คุณกลับเมืองไทย2) มติมหาชนสวนใหญไมอยากใหรัฐขึ้นราคานํ้ามัน 3) เขาทําการบานเสร็จกอนเพื่อนๆ 4) คุณครูทําการสอนตั้งแต 6 โมงเชา 62. ขอใดใชสํานวนตางประเทศ 1) นองเขาถูกจับไปเรียกคาไถ 2) สมบูรณถูกตีโดยครูใหญ 3) มันฝรั่งกับมันเทศจะขึ้นราคาสัปดาหหนา 4) ผมคิดวาคุณเหมาะสมแลวครับ 63. ขอใดมีความหมายไมกํากวม 1) "แหม เกงจริงนะ" 2) "คุณแม" 3) "ขนมชั้นนี้ใครหยิบไป" 4) "คุณพอกินขาวเสร็จแลว" 64. ประโยคใดตอไปนี้เปนประโยคที่สมบูรณ 1) ตําแหนงที่แสดงจุดพักในแผนที่บนฝาผนังหองนี้ 2) การสงเสริมใหชาวญี่ปุนเขามาลงทุนดานอสังหาริมทรัพยในประเทศไทย 3) คณะครูและนักเรียนแมจะยอมพักขณะเดินทางไกล 4) การสงสินคาไปขายยังตางประเทศจะชวยลดภาวะการขาดดุลการคา 65. ขอความคูใดมีความหมายเหมือนกัน 1) ใหของเขายืม ใหเขายืมของ 2) เงินเขาขาด เขาขาดเงิน 3) เขาทํามาดี เขาทําดีมา 4) ใหเงินคืน ใหคืนเงิน 66. ภาพพจนในขอใดตางจากพวก 1) ทนตแดงดังแสงทับทิม เพริศพริ้มเพรารับกับขนง 2) ตายระดับทับกันดังฟอนฟาง เลือดนองทองชางเหลวไหล 3) หวังเปนเกือกทองรองบาทา พระผูวงศเทวาอันปรากฏ 4) คอยขืนเคี้ยวขาวคําสักกํามือ พอกลืนครือคอแคนดังขวากคม 67. ขอใดมีภาพพจน 1) ทั้งซุมเสามณฑปกระจกแจม กระจังแซมปลายเสาเปนบัวหงาย 2) พื้นผนังหลังบัวที่ฐานปทม เปนครุฑอัดยืนเหยียบภุชงคขยํา 3) ยังใหมันขามเขาเอาเวียงชัย โออยางไรเหมือนบุรีไมมีชาย 4) แลธุลีกลัดกลุม เกลื่อนเพี้ยงจักรผัน 68. ขอใดมีภาพพจนตางจากขออื่น 1) ดูปราสาทราชวังเปนรังกา ดังปาชาพงชัฏสงัดคน 2) ดังหิ่งหอยจะแขงแสงอาทิตย เห็นผิดระบอบบุราณมา 3) มีเพชรใหญขนาดไขนกพิราบ... ชางเทียมทัดแพรวพราวราวกับไฟ 4) ลมระเริงลูหวิวพลิ้วระลอก สัพยอกยอดไมไปลิ่วลอง 69. ภาพพจนในขอใดที่ไมใชปฏิพากย 1) เกิดแลวกอลอแลวเรนเย็นแลวรอน 2) เสียงนํ้าซึ่งกระซิบสาดปราศจากเสียง 3) ความรูเจามีแนแคหางอึ่ง 4) จักรวาลวุนวายไรสําเนียง BOBBYtutor Thai Note
  • 76.
    70. ภาพพจนในขอใดที่ไมใชบุคคลสมมติ 1) หาดกรวดกวางกลางนํ้าเริ่มครํ่าครวญ2) มโหรีจากราวปามาเรื่อยรี่ 3) จากคูวันเดียวให ทุกขปมปานป 4) พิณพาทยไพรกลอมขับสําหรับดง 71. ภาพพจนในขอใดเปนแบบสัญลักษณ 1) โอลิมปกคราวนี้เมืองจิงโจควาไป 10 เหรียญทอง 2) กลุมเพื่อนๆ พี่มีแตสุนัขจิ้งจอกทั้งนั้น ฉันไมอยากคุยดวย 3) อาชีพนักปากกาอยางพวกเราเงินเดือนนอยจัง 4) ผลัดแผนดินเปลี่ยนราช เยียววิวาทชิงฉัตร 72. "ดุจเหลาพละนา วะเหววากะปตัน นายทายฉงนงัน ทิศทางก็คลางแคลง นายกลประจําจักร จะใชหนักก็นึกแหนง จะรอก็ระแวง จะไมทันธุระการ อึดอัดทุกหนาที่ ทุกขทวีทุกวันวาร เหตุหางบดียาน อันเคยไวนํ้าใจชน ถาจะวาบรรดากิจ ก็ไมผิดณนิยม เรือแลนทะเลลม จะเปรียบตอก็พอกัน ธรรมดามหาสมุทร มีคราวหยุดพายุผัน มีคราวสลาตัน ตั้งระลอกกระฉอกฉาน ผิวพอกําลังเรือ ก็แลนรอดไมราวราน หากกรรมจะบันดาล ก็คงลมทุกลําไป ชาวเรือก็ยอมรู ฉะนี้อยูทุกจิตใจ แตลอยอยูตราบใด ตองจําแกดวยแรงระดม" คําประพันธขางตนใชภาพพจนชนิดใดมากที่สุด 1) อธิพจน 2) อวพจน 3) บุคคลวัต 4) อุปมานิทัศน 73. ภาพพจนในขอใดตอไปนี้ตางจากขออื่น 1) ถวิลทุกขวบคํ่าเชา หยุดไดฉันใด 2) ลูกจักมากับแสงเดือน มาอยูเปนเพื่อน 3) ฉันจนไมมีเงินสักบาท จะมารีดเลือดกับปูผอมๆ อีก 4) แมมีคูชูชิดสนิทนุม เหมือนหอหุมผาทิพยสักสิบผืน BOBBYtutor Thai Note
  • 77.
    ใชคําประพันธตอไปนี้ตอบคําถามขอ 74-75 "วาพลางทางชมคณานก โผนผกจับไมอึงมี่ เบญจวรรณกับวัลยชาลีเหมือนวันพี่ไกลสามสุดามา นางนวลกับนางนวลนอน เหมือนพี่แนบนวลสมรจินตะหรา จากพรากจับจากจํานรรจา เหมือนจากนางสการะวาตี แขกเตาจับเตารางรอง เหมือนรางหองมาหยารัศมี นกแกวจับแกวพาที เหมือนแกวพี่ทั้งสามสั่งความมา ตระเวนไพรรอนรองตระเวนไพร เหมือนเวรใดใหนิราศเสนหา เคาโมงจับโมงอยูเอกา เหมือนพี่นับโมงมาเมื่อไกลนาง คับแคจับแคสันโดษเดี่ยว เหมือนเปลาเปลี่ยวคับใจในไพรกวาง ชมวิหคนกไมไปตามทาง คะนึงนางพลางรีบโยธีฯ" 74. คําประพันธขางบนมีภาพพจนชนิดใดมากที่สุด 1) อุปมา 2) อุปลักษณ 3) อวพจน 4) สัทพจน 75. คําประพันธขางบนนี้มีความงามวรรณศิลปเดนที่สุดดานใด 1) ซํ้าคํา 2) เลนคํา 3) ดุลเสียงและดุลความหมาย 4) เลนเสียงและจังหวะดุจดนตรี 76. ขอความขางลางนี้ ถานํามาจัดวรรคใหมจะไดคําประพันธตามขอใด "ตอนนี้จะซักผานะคะนาสิอยากวนคืนนี้แหละหนูชวนรึจะไมไปดวยกัน" 1) อินทรวิเชียรฉันท 2) กาพยยานี 3) กาพยฉบัง 4) กลอนสุภาพ 77. ขอความขางลางนี้ ถานํามาจัดวรรคใหมจะไดคําประพันธตามขอใด "กองหลังนาคะนาคาสี่เหลาเสนาศาตราอาวุธวาวแสงพวกพลทุกตนคําแหงหาญเหิมฤทธิแรงพรอมเพื่อผจญสงคราม" 1) กาพยยานี 2) กาพยฉบัง 3) กลอนแปด 4) อินทรวิเชียรฉันท 78. ขอความขางลางนี้ ถานํามาจัดวรรคใหมจะไดคําประพันธตามขอใด "องคพระภควันตนั้นไซรประทับแหงใดก็เขาไปถึงที่นั้นครั้นเขาใกลแลวจึ่งพลันถวายอภิวันทแดองคสมเด็จทศพล" 1) กลอนสุภาพ 2) กาพยสุรางคนางค 3) กาพยฉบัง 4) กาพยยานี 79. บาทที่ 1 ของโคลงสี่สุภาพตอไปนี้ ขอใดแตงถูกตองตามผังบังคับ 1) สามารถอาจหามงด วาจา (ตนเฮย) 2) จงจําคําพอสั่ง สอนนา 3) หนึ่งรูบําเรอให ขุนพล 4) ทั้งหลายลวนจัดเจน ไสยศาสตร 80. ขอใดสามารถเติมลงในชองวางใหถูกฉันทลักษณ และมีเนื้อความเปนเอกภาพมากที่สุด "ถึงวากษัตริยทั้งสี่กรุง จะมาชวยรบ .......... เปนศึก .......... กูก็ไมครั่นครามขามใคร จะหักใหเปนภัสมธุลีลง" 1) รา, ไทย 2) รุง, ให 3) พุง, ใหญ 4) พุง, ไป BOBBYtutor Thai Note
  • 78.
    81. ขอใดมีการใชสัมผัสตางจากขออื่น 1) ก็ซํ้าแทรกใสแซมตอแตมเติมจะสงเสริมความสวาดิราชไมตรี 2) เงื้อมตลิ่งงิ้วงามตระหงานยอด ระกะกอดเกะกะกิ่งไสว 3) จะจริงจังจริงใจไมใชเจา มาโลมเลาเลาเลาเฝาออนพี่ 4) ทรงกางเกงสีแดงดังแสงชาด เข็มขัดคาดขึงขําเสื้อดําขลับ 82. จากประคําประพันธตอไปนี้ ขอใดไมมีการใชคํากวีที่หมายถึงนาง 1) ขอใจนุชที่ฉันสุจริตรัก ใหแนนหนักเหมือนพุทธรูปเลขาขํา 2) พลางคะนึงนุชนอย แนงเนื้อนวลสงวน 3) มโหรีจากราวปามาเรื่อยรี่ ราชินีแหงนํ้าคางจะหางหัน 4) นิจจาเอยจากเชยมาไกลโฉม มีแตโทมนัสรํ่าระกําจิต 83. คําประพันธในขอใดตอไปนี้ที่ไมใชลักษณะของนิราศ 1) ถึงสามเสนแจงความตามสําเหนียก เมื่อแรกเรียกสามแสนทั้งกรุงศรี 2) ถวิลทุกขวบคํ่าเชา หยุดไดฉันใด 3) เห็นขาวขาววาวแวมอยูหวางกลาง ใครยลนางก็เห็นนาจะปรานี 4) เห็นฝูงยูงรําฟอน คิดบังอรรอนรํากราย ใชคําประพันธตอไปนี้ตอบคําถามขอ 84-85 ก. รุกขชาติดาษดูระดะปา สกุณาจอแจประจําจับ ดุเหวาแววหวาดไหวฤทัยวับ จะแลกลับหลังเหลียวยิ่งเปลี่ยวใจ ข. ไฟตะเกียงเรียงรอบพระมณฑป กระจางจบจันทรแจมแอรมผา ดอกไมพุมจุดงามอรามตา จับศิลาแลเลื่อมเปนลายลาย ค. คอนทองรองรับกันปกปก นกคุมเปรียวปรื๋อกระพือบิน... หารังเรียกคูอยูกับดิน หยุดกินวิ่งกรากกระตากไป ง. งามทรงวงดั่งวาด งามมารยาทนาดกรกราย งามพริ้มยิ้มแยมพราย งามคําหวานลานใจถวิล 84. จากคําประพันธขางตนขอใดมีสัมผัสอักษรทุกวรรค 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 85. ขอใดมีจินตภาพทั้งเสียงและเคลื่อนไหวเดนที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 86. ขอใดกลวิธีการแตงไมเขาพวก 1) ตางแกลวสรรตัวกลั่นสรรพ แลนโจมทัพไลจับทัน 2) สารตัวกลั่นสรรตัวกลา นาพันลึกนึกพันลาย 3) สารแตหาญสารตัวเหี้ยม เทียมชางมารทานชางหมื่น 4) ตัวกลางชางตางกลอกเชิด เทิดกระบี่ทีกระบวน BOBBYtutor Thai Note
  • 79.
    87. ความเปรียบในขอใดตางจากขออื่น 1) สรอยทองยองเยื้องชายเหมือนสายสวาทนาดนวยจร 2) นางนวลนวลนารัก ไมนวลพักตรเหมือนทรามสงวน 3) เหมือนอุบะนวลละออง เจาแขวนไวใหเรียมชม 4) แมลงภูคูเคียงวาย เห็นคลายคลายนาเชยชม 88. "วนและวิ่งคืนและวันหวั่นและไหว" "ใจจึงหนายจึงเหนื่อยจึงเมื่อยลา" "เกิดแลวกอลอแลวเรนเย็นแลวรอน" ความงามทางวรรณศิลปของกลอน 3 วรรคนี้ ขอใดมิใชลักษณะเดน 1) จังหวะดุจดนตรี 2) การซํ้าคํา 3) เสียงดุจดนตรี 4) อุดมดวยกวีโวหาร 89. ขอใดใหจินตภาพตางจากขออื่นมากที่สุด 1) เรือสิงหวิ่งเผนโผน โจนตามคลื่นฝนฝาฟอง ดูยิ่งสิงหลําพอง เปนแถวทองลองตามกัน 2) ประจวบจนสุริยนเย็นพยับ ไมไดศัพทเซ็งแซดวยแตรสังข ประนาดฆองกลองประโคมดัง ระฆังหงั่งหงั่งหงางลงครางครึม 3) นกยางเลียบเหยียบปลานขาหยิก เอาปากจิกบินฮือขึ้นเวหา กระทงนอยลอยทวนนาวามา โอปกษาเอยจะลอยถึงไหนไป 4) ตนโศกทอดยอดขวางออกกลางหวย พี่ก็ชวยผูกชิงชาใหอาศัย พวกผูหญิงชิงขึ้นใหชาไกว สนุกใจรองเตือนใหเพื่อนโยน 90. ขอใดมีการเลนสัมผัสภายในวรรคมากที่สุด 1) แลประเทืองเรืองรองทองเนื้อเกา 2) ก็ซํ้าแทรกใสแซมตอแตมเติม 3) ชางชมชื่นชอบแลลวนแตผี 4) จึงดั้นดัดลัดดงตรงมาหา 91. ขอใดมีการเลนสัมผัสพยัญชนะมากที่สุด 1) เข็มขัดคาดขึงขําเสื้อดําขลับ 2) วับวาววาบแววแวมแจมจรัส 3) บุษบงเบิกแบงระบัดบาน 4) ที่นอนหมอนมุงมานก็ไมมี 92. คําประพันธบทนี้ใชคําตายแทนคําเอกกี่คํา "ปญญาคาเปรียบแกว กองเก็จ แมวาเพชรถูกเพชร กะแทกกะทั้น งัดงางมลางเมล็ด มลายรูป เมล็ดหนึ่งอาจถึงสะบั้น สะบัดกลิ้งทิ้งสูญ" 1) 4 คํา 2) 5 คํา 3) 6 คํา 4) 7 คํา BOBBYtutor Thai Note
  • 80.
    93. ขอใดไมใชวัจนภาษา 1) มืดมัวชั่วชากวาเกาไปจะดีรายฉันใดชวยบอกมา 2) ขุนแผนปลอนปอกเหงาดูขาวงอน วางอนลองกินเถิดนองรัก 3) พระแยมเยี่ยมมานทองทัศนา เห็นแตปาพุมไมใบบัง 4) ฝูงคนทั้งแผนดินจะนินทา สิ่งของที่เอามาจงคืนไป 94. ขอใดไมใชวัจนภาษา 1) วาเราเลวเราอยาเหลวทําเลวลง ตองทะนงตอตานทานหยามคํา 2) ตนเตือนตนของตนใหพนผิด ตนเตือนจิตตนไดใครจะเหมือน 3) ถึงชนกชนนีจะชิงชัง ลูกจะวิงวอนงอขอโทษกรณ 4) จงเขียนคัดหัดจําตามคําบอก ความรูศอกจะเปนวาอยาสงสัย 95. ขอใดเปนประโยคความรวม 1) ฉันไมชอบคนลักขโมยขนมของเพื่อน 2) เพื่อนทะเลาะกันกอความเดือดรอนใหครูประจําชั้น 3) คุณพอทํางานหนักทุกวันจนตองเขาโรงพยาบาล 4) นํ้าไหลบาสูตัวเมืองอยางรวดเร็ว แตถนนหนทางไมเสียหายมากนัก 96. ขอใดเปนประโยคความซอน 1) หัวหนาของกลุมโจรพูโลตามหลักฐานในแฟมนักโทษของกรมตํารวจไดหลบหนีออกนอกประเทศ 2) การฝกจิตใหสงบกอนนอนเปนกิจที่ดี 3) ภายในเดือนนี้คณะครูตองทํางานใหเรียบรอยทุกประการ 4) เขาไมมาโรงเรียนเพราะเปนไขหวัดใหญ 97. ขอใดเปนประโยคความเดียว 1) การอานหนังสือมิไดใหประโยชนเฉพาะดานความรูเทานั้น แตยังเปนเครื่องมือสําหรับแสวงหาความรูดวย 2) เขาตอวาฉันกอน ฉันจึงตอบโตเขาบาง แตคนอื่นไดยินเฉพาะคําตอบโตของฉัน คนเหลานั้นจึงหาวาฉันพาล 3) ภาพทองฟาในยามใกลคํ่าฝมือจิตรกรหนุมหนาใหมคนนี้คงจะไดรับรางวัลเปนแน 4) เขาพูดยาวจนคนฟงเบื่อ แตเราก็ทนฟงเขาพูดไปจนจบเพราะเกรงใจประธานในที่ประชุม 98. ขอใดเปนประโยคความเดียว 1) เขาทุมกอนหินกอนโตอยางสุดแรงเกิดเขาไปในพุมไมที่มีขโมยซอนอยู 2) ขาวเธอสอบชิงทุนไปตางประเทศได และเพื่อนๆ ฉลองใหอยางหรูหรา ปรากฏในหนาหนังสือพิมพไทยรัฐ 3) เขาตอวาฉันโดยเขารูเทาไมถึงการณ เพราะเขาอาจไดรับฟงมาจากผูที่ไมชอบฉันวาฉันไดคานายหนา 4) ความเห็นอกเห็นใจกันในยามยากแสดงถึงความเปนมิตรแท 99. "ยุคสมัยที่ความเจริญทางวัตถุมีอํานาจครอบงําทางจิตและวิญญาณของมนุษยอยางแรง" ขอความนี้มีโครงสรางของภาษาตามขอใด 1) กลุมคํา 2) ประโยคความเดียว 3) ประโยคความรวม 4) ประโยคความซอน 100. ขอใดใชคํา "ที่" เปนคําเชื่อมประโยคทั้ง 2 แหง 1) กิจกรรมที่ฉันสนใจคือไปดูนิทรรศการที่ศูนยการคาตางๆ 2) ขณะที่ฉันเดินเพลินๆ ก็ไดพบเพื่อนเกาที่จากกันไปนาน 3) เมื่อเขาไปบานที่ระยอง เขาจึงรูวาบานที่เคยอยูถูกไฟไหม 4) ฉันดีใจมากที่รูวาครูที่ฉันรักไดรับรางวัลครูดีเดน BOBBYtutor Thai Note
  • 81.
    เฉลย 1. 1) 2.4) 3. 2) 4. 4) 5. 3) 6. 3) 7. 2) 8. 4) 9. 2) 10. 3) 11. 4) 12. 4) 13. 2) 14. 2) 15. 1) 16. 4) 17. 4) 18. 4) 19. 4) 20. 3) 21. 2) 22. 3) 23. 4) 24. 2) 25. 2) 26. 4) 27. 3) 28. 3) 29. 2) 30. 4) 31. 1) 32. 3) 33. 1) 34. 3) 35. 4) 36. 1) 37. 2) 38. 4) 39. 4) 40. 4) 41. 3) 42. 4) 43. 4) 44. 4) 45. 2) 46. 4) 47. 4) 48. 4) 49. 4) 50. 2) 51. 2) 52. -) 53. 4) 54. 3) 55. 4) 56. 3) 57. 4) 58. 2) 59. 4) 60. 2) 61. 4) 62. 3) 63. 2) 64. 4) 65. 4) 66. 1) 67. 3) 68. 4) 69. 4) 70. 3) 71. 3) 72. 2) 73. 4) 74. 3) 75. 1) 76. 2) 77. 2) 78. 2) 79. 3) 80. 1) 81. 3) 82. 3) 83. 3) 84. 3) 85. 1) 86. 3) 87. 1) 88. 4) 89. 4) 90. 1) 91. 2) 92. 3) 93. 2) 94. 3) 95. 2) 96. 4) 97. 4) 98. 3) 99. 4) 100. 1) !!!!!!!!!!!!!!!!!!!! BOBBYtutor Thai Note
  • 82.
    การวิเคราะหและสังเคราะหประโยค การวิเคราะห คือ การจําแนกแยกรายละเอียดการวิเคราะหประโยคก็คือ การพิจารณาเนื้อความที่เราอานวาประกอบ ดวยประโยคชนิดใดบาง สวนใดเปนกลุมคํา สวนใดเปนประโยคขยาย การสังเคราะห คือ การสรางประโยคตางๆ ขึ้นใหถูกตองตามหลักไวยากรณ และมีความหมายตรงตามที่เรา ตองการสื่อสาร การแบงหนาที่ของประโยคตามเจตนาของผูสงสาร การแบงประโยคชนิดนี้แบงไดเปน 3 ประเภท คือ 1. ประโยคแจงใหทราบ คือ ประโยคที่ผูพูดใชบอกเลาหรือแจงขอความบางประการใหผูฟงทราบ อาจจะเปน ประโยคสั้นๆ ประกอบดวย ประธาน กริยา หรือเปนประโยคที่ซับซอนก็ได ใหสังเกตวาถาประโยคแจงใหทราบนั้น มีเนื้อความปฏิเสธก็จะมีคําปฏิเสธ เชน มิได มิใช ไม หามิได ปรากฏอยูดวย เชน เรื่องวุนวายเชนนี้ ฉันไมสนใจหรอก 2. ประโยคถามใหตอบ คือ ประโยคที่ผูพูดใชถามขอความบางประการ เพื่อใหผูฟงตอบสิ่งที่ผูพูดอยากรู ประโยค ชนิดนี้มีลักษณะการสรางประโยคคลายประโยคแจงใหทราบ แตจะมีคําแสดงคําถาม หรือคําถามปฏิเสธปรากฏอยูดวย เชน หรือ เมื่อไร อะไร ใคร ที่ไหน อยางไร เชน คุณจะหยุดฟงฉันพูดกอนไดไหม ใครจะไปเที่ยวสงกรานตที่เชียงใหมบาง 3. ประโยคบอกใหทํา คือ ประโยคที่ผูพูดใชเพื่อใหผูฟงกระทําอาการบางอยางตามความตองการของผูพูด การกลาว อาจจะใชวิธีขอรอง ออนวอน เชิญชวน บังคับ หรือสั่งก็ได ลักษณะประโยคบอกใหทํามีขอสังเกตดังนี้ 3.1 ประธานของประโยคตองหมายถึงผูฟงเทานั้น 3.2 ถาประธานเปนคําสรรพนามตองเปนสรรพนามพหูพจนบุรุษที่ 1 เชน เรา หรือสรรพนามบุรุษที่ 2 เชน คุณ ทาน เธอ แก เทานั้น BOBBYtutor Thai Note
  • 83.
    3.3 ทายประโยคตองมีคําอนุภาค เชนซินะ นา เถอะ สิ ประกอบอยูดวย 3.4 ถาประโยคบอกใหทํามีเนื้อความ หาม หรือปฏิเสธ ตองมี คําวา "อยา" นําหนากริยา ถาประโยคนั้น มีกริยาชวย "ตอง" ก็ตองเติมคําปฏิเสธ "ไม" ประกอบไปดวย เชน อยาเดินไปในทางเปลี่ยว อันตราย คุณตองไมเห็นแกพวกพองมากเกินไป เธอชวยเฝาบานใหดวยนะ ฉันจะออกไปธุระสักครูหนึ่ง โครงสรางของประโยค ประโยคในภาษาไทยแบงไดเปน 3 ชนิด คือ 1. ประโยคความเดียว ไดแก ประโยคที่ประกอบดวยภาคประธาน และภาคแสดง มีกริยาหลักในประโยคเพียงตัวเดียว แตก็อาจมีคําวิเศษณขยายเนื้อความหรือมีคําเชื่อม (บุพบท) เสริมความใหสมบูรณก็ได 2. ประโยคความรวม ไดแก ประโยคความเดียวตั้งแต 2 ประโยคขึ้นไปมารวมกันดวยคําเชื่อม (สันธาน) เพื่อเจตนา ตางๆ กัน คือ 2.1 บอกความขัดแยงกัน สังเกตจากสันธาน แต แต...ก็ แตทวา ถึง... แต...ก็ ฯลฯ 2.2 บอกความคลอยตามกัน สังเกตจากสันธาน และ กับ แลว...จึง ครั้น...ก็ ฯลฯ 2.3 บอกความเลือกเอาอยางใดอยางหนึ่ง สังเกตจากสันธาน หรือ มิฉะนั้น ไมเชนนั้น ฯลฯ 2.4 บอกความเปนเหตุเปนผลกัน (ใหสังเกตวาประโยคเหตุมากอนประโยคผล) สังเกตจากสันธาน เพราะ...จึง ฉะนั้น...จึง ดังนั้น...จึง 3. ประโยคความซอน ไดแก ประโยคที่ประกอบดวยประโยคหลักและประโยคยอย ประโยคยอยในประโยคความซอน นี้มี 3 ชนิด คือ 3.1 ประโยคยอยทําหนาที่คลายนามหรือสรรพนาม (นามานุประโยค) ประโยคชนิดนี้ประโยคหลักสวนใหญ จะไมไดความสมบูรณ ประโยคความซอนที่มีประโยคยอยชนิดนี้มักจะมีกริยาหลัก 2 ตัว แตไมมีคําเชื่อม ในประโยค ความซอนมีคําวา "วา" "ให" ประกอบใหสังเกตดวยก็ได 3.2 ประโยคยอยทําหนาที่ประกอบนามหรือสรรพนาม (คุณานุประโยค) ประโยคชนิดนี้ตองมีคําประพันธ- สรรพนาม ที่ ซึ่ง อัน ทําหนาที่แทนนามหรือสรรพนามในประโยคหลัก 3.3 ประโยคยอยทําหนาที่ประกอบกริยาหรือวิเศษณ (วิเศษณานุประโยค) เปนประโยคที่มีกริยาสําคัญ 2 ตัว อาจมีคําเชื่อม (สันธาน) อยูในประโยคไดแตตองทําหนาที่ขยายกริยาหรือวิเศษณในประโยคหลัก เขาตั้งใจดูหนังสือมาก (ประโยคความเดียว) เขาตั้งใจดูหนังสือมากแตก็ยังเตรียมตัวไมทัน (ประโยคความรวมขัดแยง) ขาววามีการเลื่อนกําหนดสอบเขามหาวิทยาลัยไมจริง (ประโยคความซอนนามานุประโยค) เขาประสบความสําเร็จในชีวิตเพราะความมานะพากเพียร (ประโยคความซอนวิเศษณานุประโยค) BOBBYtutor Thai Note
  • 84.
    แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ขอใดแสดงคําเชื่อมประโยคไดดีที่สุด "แสงแดดมีประโยชนยิ่งตอมนุษย ..........ไดปริมาณมากเกินไป ก็พบวาเปนโทษไดเชนกัน .......... แสงแดด ประกอบดวยรังสีหลายชนิด รวมชนิดที่กอใหเกิดโทษได และชนิดกอใหเกิดโทษนี้เปนแสงที่เราไมสามารถมองเห็น ไดดวยตาเปลา ........... รูจักกันดี มีชื่อเรียกวาแสงอัลตราไวโอเลต" 1) แตถา แต เพราะ 2) แตถา เพราะ แต 3) แต แตถา เพราะ 4) แต เพราะ แตถา 2. "ที่พิพิธภัณฑแหงนี้จัดการแสดงจะแบงเปนหองๆ" คําที่พิมพตัวหนาเปนคําในหมวดใด 1) นาม 2) สรรพนาม 3) บุพบท 4) สันธาน 3. คําวา "แต" ในขอใดเปนคําสันธาน 1) บานหลังนี้เกาแตสะอาดเรียบรอยจริงๆ 2) คุณศักดาเขานอนแตหัวคํ่าเปนปกติ 3) เจานายฉันตองการแตลูกนองฉลาดๆ เทานั้น 4) คุณพอกินแตผลไมและผักสดเสมอ 4. ขอใดควรมีสันธาน "แต" ชวย 1) ถึงเขาจะมีฐานะดีขึ้นเขาก็ยังประพฤติตัวเหมือนเดิม 2) ถึงฉันยากจนฉันก็ยังไมตองเบียดเบียนใคร 3) ถึงเธอจะถูกตัดจากกองมรดกเธอก็ยังมีเงินลนเหลือ 4) ถึงเขาไมสบายเขาก็ยังสงลูกเมียไปแทน 5. คําที่พิมพตัวหนาในขอใดที่ทําหนาที่ตางกัน 1) ผาที่ตกมาเที่ยวนี้รับรองไมมีตก 2) ทีคุณจะไปละก็ฉันไมเคยวาสักที 3) คนที่รักดียอมเปนคนดี 4) เด็กๆ พากันมาบริจาคเงินกันคนละ 2-3 บาท 6. "คนไทยสวนใหญมักจะบริโภคคาเฟอีนโดยไมรูตัว .......... ไมทราบวามีคาเฟอีนในชา กาแฟ นํ้าอัดลมประเภทโคลา และยาแกปวด" 1) เนื่องจาก 2) อยางที่ 3) ทั้งนี้ 4) ดวยเหตุ 7. "รัฐบาลพยายามที่จะใหประชาชนเรียนรูและใชภาษาไทย .......... ใหสํานึกวาภาษาไทยคือภาษาประจําชาติ .......... พลเมืองไทยทุกคนจะตองใชใหถูกตอง .......... ทัดเทียมกัน" 1) และ ซึ่ง โดย 2) ที่ อัน และ 3) โดย ที่ และ 4) ซึ่ง และ โดย 8. คําวา อะไร ในขอใดเปนคําถาม 1) แอวคงกินอะไรมาเรียบรอยแลวนะ 2) แอวทําอะไรอยูตอนที่ฉันมาเรียกนะ 3) แอวไมตองการอะไรจากคุณหรอก 4) แอวเห็นเขาขับรถสีอะไรตุนๆ หนอย BOBBYtutor Thai Note
  • 85.
    9. คุณแม "หนูตองทําไมวันนี้หนูจึงไมไปโรงเรียน"(1) หนูตอง "หนูหาโบผูกคอเสื้อไมเจอคะคุณแม" (2) คุณแม "คิดจะไมไปโรงเรียนใชไหมละ (3) ก็เมื่อกี้แมเห็นเอาไปซุกไวในตูเสื้อผาไมใชหรือ (4) คราวหนาหนูอยาใชวิธีนี้กับแมอีกนะ (5) แมไมชอบ" (6) หนูตอง "คราวหนาหนูจะหาวิธีใหมคะ" (7) ประโยค 7 ประโยคนี้ เปนประโยคแสดงเจตนาแจงใหทราบกี่ประโยค 1) 2 2) 3 3) 4 4) 5 10. ขอใดสื่อความหมายตางจากขออื่น 1) เด็กขายของที่รานพบนองสาวของเขาโดยบังเอิญเมื่อวานนี้ 2) เมื่อวานนี้เด็กขายของพบนองสาวของเขาที่รานโดยบังเอิญ 3) โดยบังเอิญเมื่อวานนี้เด็กขายของพบนองสาวของเขาที่ราน 4) ที่รานเด็กขายของพบนองสาวของเขาเมื่อวานนี้โดยบังเอิญ 11. ขอใดไมใชประโยคสมบูรณ 1) หยาดนํ้าคางพรางพรมเมื่อวันฉํ่าดาว ใหเหน็บหนาวนํ้าตารวงพรู 2) หากตราบใดสายนทียังรี่ไหล สูมหาชลาลัยกระแสสินธุ 3) โดยบังเอิญเมื่อวานนี้เด็กขายของพบนองสาวของเขาที่ราน 4) ที่รานเด็กขายของพบนองสาวของเขาเมื่อวานนี้โดยบังเอิญ 12. ขอใดที่บงบอกความหมายวา "ฉัน" เปนผูถูกกระทํา 1) จะใหอะไรฉันทํา 2) จะใหฉันทําอะไร 3) จะใหทําอะไรฉัน 4) อะไรจะใหฉันทํา 13. ขอใดไมเปนประโยคเปนแตเพียงวลี 1) นํ้าตก 2) นํ้าจิ้ม 3) นํ้าเนา 4) นํ้าแข็ง 14. ประโยคในขอใดที่ตัวแสดงไมมีกรรม 1) บทเรียนอันโหดรายที่ธรรมชาติไดประกาศเตือนครั้งนี้ทําใหเกิดการเคลื่อนไหวตอสูเพื่อพิทักษปาไมของประชาชน 2) ทหารที่โรงเรียนทหารราบที่คายทหารเดอมาโย อันเปนคายยุทธศาสตรใกลกรุงบัวโนสไอเรส ไดเขายึดตัวโรงเรียนไว 3) รถโวลกาสีเหลืองและสีดํา 2 คัน นําคณะของพวกเราทองราตรีที่เงียบสงบในเวียงจันทน 4) โครงการตางๆ ที่มุงจะอนุรักษปาไมอยางเปนระบบตามที่ปรากฏในวารสารเศรษฐกิจฯ เลมลาสุดนาสนใจ เปนอยางมาก 15. ประโยคในขอใดแสดงถึงอดีตกาล 1) ใครอยูตรงนั้นมาชวยยกเกาอี้หนอย 2) ดูซี่ เขาเดินมาโนนแลวไง 3) ฉันชอบเดินเลนหลังจากกินขาวแลวทุกวัน 4) ตอนฝนตกฉันกําลังกินขาวอยู 16. ประโยคในขอใดมีเจตนาถามใหตอบ 1) ทําไมเขาจึงเกงนักนะหรือใครๆ ก็อยากรู 2) ฉันก็อยากรูจริงๆ นะวาทําไมเขาจึงเกงนัก 3) ออ เขาเกงมานานแลวจะใครละที่อยากรู 4) ไปถามเขาดูซี่ทําไมเขาจึงเกงมากนักฮึ BOBBYtutor Thai Note
  • 86.
    17. ประโยคในขอใดแสดงเจตนาตางจากขออื่น 1) เธอทํางานไดถูกตองนี่นะ2) เธอควรทํางานใหถูกตองนะ 3) เธออยาทํางานผิดๆ อีกนะ 4) เธอทํางานอยาใหผิดอีกนะ 18. ขอความใดที่ประกอบดวยประโยคความซอน และประโยคความรวมเรียงตามลําดับ 1) พี่อัสนีบอกพี่วสันตใหตามหาฟกทองที่หายไป พี่วสันตชวยตามหาอยางรีบเรง แตก็ยังไมพบ 2) คุณบานชื่นสงสารคนชราที่บาน "โรยไมรูบาน" มาก ทุกวันอาทิตยเธอจะชวนคุณบานไมรูโรย ลูกสาวไปเยี่ยม และสอนการฝมือใหดวย 3) สาวดาวกําลังจะไปซื้อดอยที่เธอหมายตาไวที่เชียงใหม สวนสาวดอยกลับไมมีสิทธิ์สอยดาวอันสุกใสดวงนั้นเลย 4) สุธีปรารภกับเพื่อนเขาวา เขาอยากชื่อสุธีสามสี่ชาติ เพื่อนเขาสนับสนุนวาเปนความคิดที่เขาที 19. ประโยคในขอใดมีลักษณะเปนประโยคความรวม 1) บานไรกังวลที่ จ.นครราชสีมาคือบานอัตภาพของพลเอกเปรม 2) เลือดของผูที่มาบริจาคอยางมากมายนั้นไดตรวจสอบดูเชื้อเอดสกันแลวหรือยัง 3) ปจจุบันนี้นํ้าปลาที่ผลิตในประเทศไทยถึง 80% ไมไดมาตรฐานตามที่คณะกรรมการอาหารฯ กําหนด 4) ถึงคุณมีที่ดินเพียงไมกี่สิบตารางวาในปจจุบันนี้ก็สามารถปลูกมะละกอพันธุเนื้อดีนารับประทานได 20. ขอใดเปนประโยคความรวม 1) มหาวิทยาลัยเชียงใหมจัดประชุมสัมมนาวิชาการเมื่อสัปดาหกอน 2) ถาคิดในดานเนื้อปุยแลว ปุยหมักมีตํ่ากวาปุยเคมี 3) มหาวิทยาลัยเชียงใหมไดจัดทําโครงการเพื่อเกษตรกรรมแผนใหมแลว 4) ผูอํานวยการกองบริการการศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหมไดเชิญประชุมผูบริหารโรงเรียนที่เปนสนามสอบ เฉลย 1. 2) 2. 3) 3. 1) 4. 2) 5. 4) 6. 1) 7. 3) 8. 2) 9. 3) 10. 1) 11. 2) 12. 3) 13. 2) 14. 4) 15. 4) 16. 3) 17. 1) 18. 1) 19. 4) 20. 2) BOBBYtutor Thai Note
  • 87.
    วัฒนธรรมกับภาษา วัฒนธรรม วัฒนธรรม คือ สิ่งที่มนุษยทําใหเกิดขึ้นเพื่อประโยชนของสังคมของตนเพื่อระบบการดําเนินชีวิต วัฒนธรรมนี้ ครอบคลุมไปถึง ศิลปะ ประเพณี สถาบัน และคานิยมดวย มนุษยกับวัฒนธรรม วัฒนธรรมของมนุษยแสดงใหเห็นในรูปสถาบันตางๆ คือ สถาบันการปกครอง สถาบันการสืบสกุล สถาบันศาล- สถิตยุติธรรม สถาบันศาสนา วัฒนธรรมของมนุษยนี้ผิดแผกกันไปขึ้นอยูกับสาเหตุดังตอไปนี้ 1. ภูมิอากาศที่แตกตางกัน 2. มนุษยอาศัยอยูตามที่ตั้งที่แตกตางกัน เชน กลุมชนที่อยูริมนํ้ามีประเพณีการแขงเรือ 3. ที่อยูอาศัยมีความอุดมสมบูรณและความแรนแคนตางกัน 4. กลุมชนที่อยูแวดลอม เชน ถาไปตั้งที่อยูอาศัยอยูในบริเวณกลุมชนที่มีอํานาจก็ตองคอยระมัดระวังตน และ ถาสังคมใดมีนักปราชญ หรือประมุขกลุมชนที่อํานาจและความเฉลียวฉลาดมากก็ทําใหกลุมชนนั้นเจริญรุงเรือง เอกลักษณของชาติไทย เอกลักษณ คือ สิ่งที่ทําใหเห็นวา บุคคลคนหนึ่งเปนตัวบุคคลนั้นมิใชบุคคลอื่น เอกลักษณของชาติไทยมีหลายประการ เชน 1. ความไมหวงแหนสิทธิ 2. เสรีภาพทางศาสนา 3. ความรักสงบ 4. ความพอใจประนีประนอม 5. การไมแบงชั้นวรรณะ คนไทยและวัฒนธรรมไทย คนไทย คือ คนที่ถือสัญชาติไทย คนที่จะรวมทุกขรวมสุขกับคนไทยทั่วไป จงรักภักดีตอสถาบันตางๆ ในวัฒนธรรมไทย ใชภาษาไทย และเห็นความสําคัญของภาษาไทยในฐานะที่เปนภาษาประจําชาติ เนื่องจากคนไทยเปนชาติที่เปลี่ยนแปลงที่ตั้ง และสภาพแวดลอมบอยตามหลักฐานในประวัติศาสตร ทั้งศาสนา ประจําชาติของไทยก็คือพุทธศาสนา ซึ่งเปนศาสนาที่ไมเขมงวดในเรื่องพิธีกรรม ทําใหวัฒนธรรมของไทยอยูในลักษณะ ที่ปรับตัวงาย ไมมีการยึดเหนี่ยวเรื่องใดเรื่องหนึ่งเหนียวแนนนัก BOBBYtutor Thai Note
  • 88.
    ภาพสะทอนวัฒนธรรมจากภาษาไทย 1. ภาษาไทยมีคาที่ใชเรียกขานบุคคลในครอบครัวที่ลดหลั่นกัน เชนทวด ปู ยา ปา ลุง นา 2. คําแตเดิมในภาษาไทยมักเปนคําที่ใชสนทนากันในหมูครอบครัว เพื่อนฝูง ถาใชภาษาทางการ เขามักจะนําคํา มาจากภาษาอื่น เชน บาลี สันสกฤต เขมร เปนตน 3. ภาษาไทยมีคําวิเศษณบอกรส เชน ชืด ปรา เปรี้ยว หวาน 4. ภาษาไทยมีคําที่ใชมีความหมายเฉพาะครบถวน จึงไมคอยมีคําที่จะเรียกครอบคลุมดังเชนภาษาทางตะวันตก 5. ภาษาไทยมีภาษามาตรฐาน (ภาษากรุงเทพฯ) เปนภาษาที่ใชติดตอสื่อสารกันในราชการและธุรกิจ 6. ภาษาชวยสืบทอดวัฒนธรรม เพราะการจดบันทึกทําใหรูเรื่องราวความเปนไปของบรรพบุรุษ 7. ภาษาไทยนิยมใชคําใหมีสัมผัสคลองจองกัน ไมวาจะเปนชื่อบุคคล สถานที่ หรือ ภาษิต และโดยเฉพาะอยางยิ่ง บทรอยกรอง แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ประเพณีอินเดียขอใดที่เขากันไดกับวัฒนธรรมไทย 1) ออกบวชเมื่อวัยชรา 2) นักบวชนิยมบําเพ็ญตบะ ณ ฝงแมนํ้า 3) เมื่อมีแขกมาถึงบานตองตอนรับขับสูอยางดี 4) หญิงไมปลดเปลื้องผาคลุมหนาตอหนาชายในที่สาธารณะ 2. "โสนริมนํ้าก็ชํ้ากลีบเฉา สะแกตนเกาก็แตกกิ่งกอ กระพือลมกราวจะหนาวแลวหนอ จะหวิวขลุยคลอประเลงเพลงรัก กระเดื่องไมขอนกระดอนตําขาว เขยงเก็งกาวกระตึกตึกตัก เพราะแรงสาวเหยียบขยับเยื้องยัก สะเทิ้นคําทักสิหนักใจเรา" บทประพันธนี้แสดงใหเห็นสิ่งใด 1) ธรรมชาติกับชุมชน 2) ลักษณะสังคมชนบท 3) วัฒนธรรมชุมชนเกษตร 4) กิจกรรมรับลมหนาวของสาวๆ หนุมๆ 3. ขอความตอไปนี้แสดงใหเห็นลักษณะของภาษาตามขอใด "คนไทยเหนือใชคําวา "อู" คนไทยอิสานใชคําวา "เวา" คนไทยใตใชคําวา "แหลง" ในความหมายเดียวกับคําวา "พูด" ในภาษาไทยกลาง" 1) ภาษามีระดับตางกัน 2) ภาษามีการเปลี่ยนแปลง 3) ภาษาสะทอนวัฒนธรรมทองถิ่น 4) ภาษาเปนไปตามกําหนดของกลุมชน 4. ขอใดที่เมื่อนํามาเติมในชองวางที่เวนไวจะทําใหเห็นวาคําประพันธที่กําหนดให มีลักษณะพิเศษ "หวานที่ใหไยอาบฉาบยาพิษ พิษชําแรกแทรกฤทธิ์เกินรักษา สาแกใจที่พะวงหลงรักมา ..........รูวาพิษรายก็สายเกิน" 1) กวา 2) มา 3) เมื่อ 4) พอ BOBBYtutor Thai Note
  • 89.
    5. ทุกขอที่กําหนดใหเปนคําตอบสามารถนํามาเติมในชองวางไดทั้งสิ้น แตจงเลือกขอที่มีความประณีตที่สุดในการเลือก ใชคํา "ถาชีวิตคิดพะวงหลงประโยชนมัวเฉาโฉด (ก) ซึ่งทับถม ถึงเคยเขียนเพียรผานการอบรม หลงชื่นชม (ข) เทานั้นเอง" 1) (ก) ทําตัว (ข) คิดเอา 2) (ก) ปลอยตัว (ข) โฉดเขลา 3) (ก) เกลือกตัว (ข) โงเขลา 4) (ก) เกลือกกลั้ว (ข) โงเงา 6. ทุกขอที่กําหนดใหเปนคําตอบ สามารถนํามาเติมในชองวางไดทั้งสิ้น แตจงเลือกคําตอบที่เมื่อเติมแลวจะเห็น ลักษณะพิเศษของคําประพันธที่กําหนดให "ยามยากคนคนความมาหยามเยย เยยหยามเปรยเปรียบยํ้าคําทับถม ถมทับใหไหวหวามยามระทม .......... ขื่นขมจนตรมใจ" 1) รักระทม 2) ยามระทม 3) ระทมยาม 4) ตรมสะอื้น 7. ทุกขอที่กําหนดใหเปนคําตอบสามารถนํามาเติมในชองวางไดทั้งสิ้น แตจงเลือกคําตอบที่เมื่อเติมแลวจะเห็นสัมผัส อักษรที่ประณีตที่สุด "โลกยังมีที่หวังรังรองแสง ทุกทุกแหงแลลวนชวนสุขสันต ยิ้มตอยิ้มพิมพภาพอาบสัมพันธ ทุกทุกวัน ........... ดวยนํ้าใจ" 1) เลิศลํ้า 2) ดื่มดํ่า 3) ชื่นฉํ่า 4) สดสวย 8. ขอใดที่เมื่อนํามาเติมในชองวางที่เวนไวจะทําใหเห็นวา คําประพันธที่กําหนดให มีลักษณะพิเศษ "เมื่อไมรักอยารักอยารักฉัน ไมมีวันสักวัน ........... หวั่นไหว เมื่อไมรักอยารักรักทําไม รักใหใจหมองใจใจระทม" 1) ที่ 2) จะ 3) ฉัน 4) วัน 9. "ภาษาไทยทําใหคนไทยไมวาจะอยูแหงหนใดรูตัววาเปนคนไทย เพราะมีภาษาไทยเปนเอกลักษณรวมกัน ภาษาจะ สะทอนถึงความเปนชาติเดียวกัน มีแผนดินอันหึงหวงแหนที่เดียวกัน มีความเปนมาทางประวัติศาสตรอันยาวนาน รวมกันและนับไดวาภาษามีความหมายแทนคําวาชาติไทยหรือคนไทย" ขอความใดที่สรุปใจความขางตนไดดีที่สุด 1) ความเปนคนชาติเดียวกันดูไดจากภาษา 2) ภาษาไทยเปนเครื่องหมายบอกความเปนไทย 3) ภาษามีความหมายแทนคําวาชาติไทยหรือคนไทย 4) เอกลักษณรวมกันของคนไทยอยางหนึ่งคือภาษา 10. ขอใดเปนประโยชนที่สําคัญที่สุดของภาษามาตรฐาน 1) แสดงเอกลักษณของชาติ 2) สะทอนวัฒนธรรมของชาติ 3) สืบทอดวัฒนธรรมของชาติ 4) ชวยใหคนทั้งชาติเขาใจตรงกัน เฉลย 1. 3) 2. 2) 3. 4) 4. 2) 5. 3) 6. 3) 7. 4) 8. 4) 9. 2) 10. 4) BOBBYtutor Thai Note
  • 90.
    คุณธรรมและมารยาทในการสื่อสาร คุณธรรม คือ ความดีงามอันมีอยูในตัวบุคคลเกิดจากการปลูกฝง การไดอาน ไดยินหรือไดเห็นพฤติกรรมที่แสดง คุณธรรมของบุคคลที่เคารพรัก คือ พูดดี กระทําดี คิดดี คุณธรรมที่สําคัญที่สุดในการธํารงสังคมก็คือ การถือวาจาสัตย มารยาทในการสื่อสารใหสัมฤทธิ์ผลนั้น นอกจากจะขึ้นอยูกับระดับของการสื่อสารระหวางมนุษยในสังคมแลวยัง เกี่ยวของกับวัฒนธรรมและคุณธรรมในการสื่อสารดวย 1. การสื่อสารในครอบครัว ถึงแมจะใชภาษากันเอง เพราะความใกลชิดของบุคคลในครอบครัว แตผูสงสาร ก็ควรคํานึงถึงการใชคําพูดใหเหมาะสม กับวัย ความรู และประสบการณของบุคคลในครอบครัวดวย ตองสื่อสารใหเกิด ความเขาใจแจมแจงและตองระวังมารยาทดวย เชน ไมตะโกนพูด เปนตน 2. การสื่อสารในโรงเรียน การสื่อสารประเภทนี้ผูรับสาร เปนบุคคลหลายระดับ ควรคํานึงถึงความสุภาพเปนสําคัญ 3. การสื่อสารในที่สาธารณะ เปนการสื่อสารที่ตองคํานึงถึงมารยาทตามวัฒนธรรมของสังคมอยางมาก เพราะผูรับสาร มีหลายระดับ หลายวัย หลายฐานะ และหลายอาชีพ 4. การสื่อสารในสังคมโดยทั่วไป 4.1 การปฏิสันถาร เดิมคนไทยไมมีคําทักทายเปนพิธีการ มักจะทักทายกันตามโอกาส เชน ไปไหนมา ตอมา พระยาอุปกิตศิลปสาร กําหนดคําใหคนไทยทักทายกันเชนเดียวกับชาวตะวันตก เปนคําที่ใชไดกลางๆ ไปกําหนดหรือ จํากัดเวลา คือ คําวา "สวัสดี" 4.2 การแสดงความยินดีและการแสดงความเสียใจ ก. การแสดงความยินดี อยาแสดงความยินดีจนเกินจําเปน จนกลายเปนประจบประแจง ข. การแสดงความเสียใจ ควรระวังวาจาอยาพูดพลอยๆ หรือแสดงภูมิรูซึ่งบางทีก็ไมแนนักวา จะถูกตอง ควรพูด ไปในทางใหกําลังใจ ไมใหสะเทือนใจผูฟง แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. คําพูดในขอใดเหมาะสมที่สุดเมื่อไปเยี่ยมผูปวย 1) หนูวาคุณปายังไมดีขึ้น แตไมตองตกใจ จะปรึกษาคุณหมอดูคะ 2) ดูคุณปาแข็งแรงขึ้นมาก อีก 2-3 วันคงกลับบานได 3) หมอจะผาตัดหรือคะ คุณปาคงแย ยิ่งกลัวๆ อยู 4) คุณปาตองพยายามกินมากๆ จะไดหายเร็วๆ นะคะ 2. เมื่อเพื่อนสอบแขงขันไดรับการคัดเลือกไปดูงานตางประเทศ จะกลาวอยางไร จึงจะรูสึกวาทานยินดีกับความสําเร็จนั้น ดวยใจจริง 1) แมจะไมใชตัวเก็ง แตเธอก็ยอดมากเลย 2) ฉันวาแลวเชียวยังไงๆเธอก็ตองได เยี่ยมจริงๆเลยเพื่อน 3) ฉันวาแลวพอเขาไมไป เธอตองได ก็ไดจริงๆ 4) เธอนี่มามืดจริงๆ มาแซงทางโคงวิ่งเขาปายเลยนะ BOBBYtutor Thai Note
  • 91.
    3. เมื่อเพื่อนรวมงานไดเลื่อนขั้นเงินเดือน เพราะทําความดีความชอบเปนพิเศษจะกลาวแสดงความยินดีอยางไร ผูฟง จึงจะรูสึกวาผูพูดไมมีอคติ 1) ยินดีดวยนะ คนเกงก็อยางนี้แหละ โชคดีเสมอ 2) ยินดีดวยนะ เมื่อไหรคุณจะเลี้ยงละ 3) ยินดีดวยนะ คุณนี่กาวเร็วเกินคาด 4) ยินดีดวยนะ คนที่เจานายรักก็อยางงี้แหละ 4. ขอใดใชภาษาพูดไดเหมาะสมและนาเปนที่พอใจที่สุด พยาบาลไดกลาวตอบญาติของคนไขที่มาติดตอขอเยี่ยมคนไขวา 1) ขอโทษนะคะ คนไขชื่ออะไร พูดดังๆ หนอย แลวปวยเปนอะไรคะ 2) ขอโทษคะ กรุณาทวนชื่อคนไขอีกครั้งนะคะ ฟงไมคอยชัด และปวยเปนอะไรคะ 3) ขอโทษคะ ขอใหพูดดังๆ ขึ้นอีก คนไขชื่ออะไรกันแน และเปนโรคอะไรคะ 4) ขอโทษนะคะ กรุณาพูดดังกวานี้ไมไดหรือ จะไดฟงชัดๆ และปวยเปนโรคอะไรคะ 5. ทานคิดวาขอใดเปนการทักทายที่เหมาะสมที่สุดตามสถานการณที่กําหนดมาให 1) อาจารยใหญทักทายอาจารยวิไลซึ่งมาทํางานแตเชาสมํ่าเสมอ "สวัสดีคะ วันนี้มาแตเชาเชียวนะคะ" 2) ผูจัดการทักทายพนักงานที่กําลังเตรียมงานเปดอาคารใหมของบริษัท "เปนไงพวกเราวันนี้ตองเหนื่อยกันมาก หนอยนะ" 3) วิรัชถามนองชายที่เพิ่งกาวเขาประตูบานมา "เปนยังไงแก ขอสอบนะ ทําไดหรือไดทําละ" 4) วิชูกลับมาจากกรุงเทพฯ พบมารดาที่สถานีรถไฟ "โอโฮคุณแม อวนขึ้นมากนะคะไมพบคุณแมสองสามเดือน เทานั้นเอง 6. คําพูดขอใดไมเหมาะสมเมื่อหลานพูดกับคุณยายของตนที่บาน 1) คุณยายคะ หนูมีเรื่องนาสนมาเลาใหคุณยายฟงคะ 2) เสื้อตัวนี้แพงจังเลยคุณยาย แตหนูชอบมันสวยดี 3) เมื่อคุณยายเปนเด็กๆ นะ เชียงใหมเปนอยางไรคะ 4) คุณครูยังไมบอกคะแนนเลยคะ หนูจึงยังไมทราบผลการสอบ 7. ประโยคใดที่พนักงานขายไมควรจะพูดกับลูกคา 1) พี่หอนี้แพงนะคะ 2) พี่ใหงบเทาไรละ 3) ทั้งสีทั้งแบบพี่จะใชไดคุมเลยละ 4) ราคาแพงแตคุณภาพเราเยี่ยมนะคะ 8. ลักษณะการพูดขอใดเหมาะสมที่สุดเมื่อศิษยพูดกับครู 1) อาจารยพูดเร็วเปนรถดวนหนูฟงไมทันเลย 2) อยากใหอาจารยชวยอธิบายใหชาลงอีกนิด 3) ถาอาจารยจะเนนใหชัดเจนจะแจวทีเดียว 4) อาจารยพอจะลดสปดลงไดบางไหม เฉลย 1. 2) 2. 2) 3. 2) 4. 2) 5. 2) 6. 1) 7. 1) 8. 2) BOBBYtutor Thai Note
  • 92.
    การถามและการตอบ การถาม คือ การสงสารโดยมีจุดประสงคที่จะใหผูรับสารบอกเลาขอเท็จจริงหรือความคิดเห็นอยางใดอยางหนึ่ง สวนการสงสารเพื่อตอบสนองหลังจากที่ไดรับทราบคําถามแลวเรียกวา การตอบ จุดประสงคในการถาม 1. เพื่อใหรูขอเท็จจริงหรือความคิดเห็นจากอีกฝายหนึ่ง 2. เพื่อตรวจสอบวาอีกฝายหนึ่งรูขอเท็จจริงหรือไม หรือมีความคิดเห็นอยางใด 3. เพื่อใชเปนกลวิธีในการใหความรูหรือใหขอคิดเห็นบางประการแกผูฟง 4. เพื่อแสดงอัธยาศัยไมตรี 5. เพื่อแสดงความสนใจ ขอควรคํานึงในการถาม 1. มารยาท ไมควรถามเรื่องสวนตัว คําถามที่แสดงความโออวด แสดงการยกตนขมทาน หรือคําถามที่ทําใหผูฟง เกิดความกระดากอาย 2. บุคคล ควรพิจารณาวาผูที่เราถามเปนใคร อยูในฐานะอยางไร มีความสัมพันธตอผูถามเพียงไร เพื่อจะไดใช ถอยคําใหเหมาะสม 3. กาลเทศะ ควรพิจารณาวาผูถามกําลังอยูในอารมณอยางไร พอใจที่จะตอบคําถามนั้นหรือไม 4. สาระ ในคําถามนั้นควรมีสาระที่แสดงวาผูถามสนใจจริงหรือมีความรูกับเรื่องนั้นบางพอสมควร 5. ภาษา ควรตั้งคําถามดวยถอยคําที่กะทัดรัด ชัดเจน ลําดับความไมสับสน และไมควรถามหลายประเด็นพรอมกัน วิธีถาม 1. ถามขอเท็จจริง มักใชคําถามวา ใคร อะไร ที่ไหน เมื่อไร ทําไม อยางไร ฯลฯ 2. ถามความคิดเห็น อาจตั้งคําถามเชนเดียวกับขอ 1 แตเนื้อหาของคําถามมักเปนเรื่องที่ตองการใหผูตอบใหเหตุผล เสนอแนะ ประเมินคา วินิจฉัย คาดคะเน ฯลฯ 3. ถามเพื่อการทดสอบ เปนคําถามที่มักมีการออกคําสั่งกํากับไวดวย เพื่อใหรูวาควรจะตอบอยางไรแนวใด 4. ถามโดยบอกที่มาของคําถาม เปนคําถามที่ชวยใหผูตอบเขาใจมูลเหตุที่ถามไดอยางดี 5. ถามใหตอบไดหลายทาง เปนคําถามที่ชวยใหไดความรูและความคิดที่กวางขวางยิ่งขึ้น เปนคําถามที่เหมาะสําหรับ การคิดรวมกันในกลุม เพื่อใหไดมาซึ่งความคิดที่แยบคายที่สุด หรือไดขอเท็จจริงที่ถูกตองที่สุด ขอควรคํานึงในการตอบ 1. ตองจับประเด็นในการถามใหไดวาผูถามตองการถามประเด็นใด 2. ตองใชภาษาใหถูกตองตามระดับของผูฟงและกาลเทศะ 3. ควรตอบดวยถอยคําที่สุภาพนุมนวล และควรหลีกเลี่ยงคําตอบที่จะกอใหเกิดผลเสียแกตนเองหรือกระทบกระเทือน ผูอื่น วิธีตอบ 1. ตองตอบใหตรงคําถาม 2. ตอบใหแจมแจง ไมเยิ่นเยอหรือมีเนื้อความคานกันเอง 3. ตองตอบใหครบทุกจํานวน BOBBYtutor Thai Note
  • 93.
    แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ขอใดเปนการถามเพื่อถามความคิดเห็นเดนชัดที่สุด 1) นํ้าขึ้น-นํ้าลงเกิดขึ้นไดอยางไร 2)ใครเปนคนไทยคนแรกที่ไดรับรางวัลแมกไซไซ 3) ทําไมนายยอรช บุช จึงชนะคะแนนนายไมเคิล ดูคากิส อยางทวมทน 4) ที่วา "ภรณทิพยสวยอยางฉลาด และเปดศักราชใหมของนางงามไทยนั้น" เปนอยางไร 2. "ผมทําขอสอบไมไดเพราะไมเขาใจคําถาม ภาษาของอาจารยไมชัดใชไหมครับ หรือจะเพราะอะไรก็แลวแต อยากทราบวาอาจารยจะทําอยางไร" ลักษณะคําถามนี้เปนอยางไร 1) ดี ที่มีการสรุปจากผลไปหาเหตุ 2) ดี ที่พูดเปนกลางๆ และใหอิสระในการตอบ 3) ไมดี เพราะไมทราบประเด็นที่ตองการถาม 4) ไมดี เพราะถามหลายประเด็น เฉลย 1. 3) 2. 3) BOBBYtutor Thai Note
  • 94.
    การใชเครื่องหมายวรรคตอน 1. , จุลภาคใชสําหรับคั่นคําหลายๆ คําเพื่อความชัดแจง คั่นคําอุทานหรือคําเรียกรองที่อยูหนาประโยคคั่นกลุมคํา หรือชื่อเฉพาะที่ประกอบดวยกลุมหลายกลุมคั่นจํานวนเลขหลักหนวยๆ ละ 3 หลักและคั่นประโยคเล็กที่รวมกันหลายประโยค 2. . จุดหรือมหัพภาค ใชเขียนไวหลังตัวอักษรเพื่อแสดงวาอักษรยอ เขียนไวหลังคํายอ เขียนไวหลังอักษรหรือ ตัวเลขที่บอกลําดับขอ จุดทศนิยมในการเขียนตัวเลข เขียนคั่นระหวางชั่วโมงกับนาทีเพื่อบอกเวลาและใชเขียนไวทายเนื้อความ หรือประโยคเพื่อแสดงวาจบแลว 3. ? ปรัศนี ใชเขียนไวหลังขอความเพื่อแสดงความสงสัย ไมแนใจ หรือใชเขียนเมื่อสิ้นสุดความหรือประโยคที่ เปนคําถาม 4. ! อัศเจรีย ใชเขียนไวหลังคําที่เลียนเสียงธรรมชาติ เพื่อใหผูอานทําเสียงใหเหมาะสม หรือเขียนไวหลังคําวลี หรือประโยคที่เปนคําอุทาน 5. ( ) วงเล็บหรือนขลิขิต ใชเขียนกํากับขอมูลบางอยางเพื่อเตือนความจํา หรือเขียนกันขอความเพื่อบอกที่มาของคํา หรือขอความที่ตองการขยายอธิบายเพื่อความชัดแจง และใชกับนามเต็มที่เขียนไวใตลายมือชื่อ 6. _____ สัญประกาศหรือขีดเสนใต ใชสําหรับเปนคําหรือขอความที่ตองการใหผูอานสังเกตเปนพิเศษ 7. "__ __ __" อัญประกาศ ใชแสดงวาคําหรือขอความนั้นเปนคําพูดหรือความนึกคิด เพื่อเนนใหผูอานสังเกต เปนพิเศษ และเพื่อแสดงวาคําหรือขอความนั้นตัดตอนมาจากที่อื่น 8. - ยัติภังคหรือขีดสั้น ใชเขียนแยกคําหรือวรรคในบทรอยกรอง เพื่อใหไดจํานวนพยางคตามขอบังคับ เขียนแยก คําเพื่อบอกคําอาน ใชแทนคําวา "ถึง" เพื่อบอกเวลา จํานวน หรือสถานที่ ใชในความหมายวา "และ" หรือ "กับ" และใช แทนคําวา "เปน" 9. ..... จุดไขปลาหรือเสนประ ใชสําหรับละคําหรือขอความที่ไมตองการอาน หรือแสดงวาขอความนั้นเลือนหายไป ไมสามารถหาหลักฐานมายืนยันได เพื่อแสดงวาตองการใหเติมเนื้อความนั้นใหสมบูรณ และใชเขียนเพื่อแสดงวาขอความ ที่นํามากลาวนี้ตัดตอนมาเพียงบางสวนเฉพาะขอความสําคัญเทานั้น 10. ๆ ไมยมก ใชเขียนไวหลังคําวลีหรือประโยคเพื่อใหอานซํ้าอีกครั้งหนึ่ง แตเราจะไมนิยมใชไมยมกในคําภาษา อื่น หรือคําที่ตางชนิดกัน 11. ฯลฯ ไปยาลใหญ ใชเขียนไวกลางเนื้อความที่กลาวถึงเฉพาะตอนตนและจบเทานั้น (ใหอานวา "ละถึง") และ ใชเขียนไวทายเนื้อความเพื่อแสดงวายังมีขอความอีกมากมายที่มิไดนํามากลาว (ใหอานเครื่องหมายนี้วา "ละ" หรือ "และอื่นๆ") 12. ฯ ไปยาลนอย ใชเขียนไวทายคําที่รูจักกันดีอยูแลวเพื่อละขอความ ใชเขียนในคํายอ ฯพณฯ ในสมัยโบราณ ใชเปนเครื่องหมายบอกวันเดือนปทางจันทรคติ เรียกวา คั่นเดี่ยว 13. " บุพสัญญา ใชเขียนละคําหรือขอความที่อยูบนเครื่องหมายเพื่อจะไดไมตองกลาวซํ้าบอยๆ 14. = เสมอภาคหรือสมพล ใชเขียนคั่นแสดงวาคําหรือขอความทั้งขางหนาและขางหลังเครื่องหมายนี้เทากัน BOBBYtutor Thai Note
  • 95.
    15. : จุดคูหรือทวิภาคใชเขียนระหวางคําหรือขอความหรือตัวเลขเพื่อแสดงสัดสวนมาตราสวน ใชเขียนไวหลัง ขอความที่จะมีตัวอยางหรือขอชี้แจง และใชไขความแทนคําวา "คือ" 16. ; อัฒภาค ใชเขียนแยกขอความซึ่งเปนประโยคขยายหลายๆ ประโยคออกจากกันใหชัดเจน 17. °°°° ตาไกหรือฟองมัน ใชเขียนไวตนบทประพันธเพื่อแสดงวาขึ้นตนบทใหม เดิมใชเขียนไวตนวรรคหรือขอความ แตปจจุบันใชยอหนาหรือมหรรถสัญญาแทน แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ขอใดใชเครื่องหมายวรรคตอนและเครื่องหมายอื่นๆ ไดถูกตองตามหลักภาษา 1) ที่นี่รับซักพรม (บาน; รถ) ราคาเยา! 2) ขนง [ขะหนง] น. คิ้ว, ใชเปนราชาศัพทวา พระขนง. 3) เขาเคยมาที่นี่ทุกวันๆ นี้ทําไมไมมา ใครชวยไปตามเขาทีไดไหม? 4) อาจารยกลาววา "ภาษาเปนสิ่งสําคัญมากในการสื่อสาร เพราะ "ภาษาเปนอาภรณของความคิด" นักศึกษาจงตระหนักขอนี้ไว" 2. ขอใดไมควรใชไมยมก 1) คนคนนี้ไมควรคบหาสมาคมดวย 2) เคี้ยวเคี้ยวยาเม็ดนี้แลวรีบกลืนเสีย 3) ลูกหมาตัวนั้นตกนํ้าเปยกปอน ดูสิตัวสั่นริกริกทีเดียว 4) ถาแนจริงขอใหมาพบกันซึ่งซึ่งหนา 3. เราพบกันเวลา 12.30 น. ขอความที่พิมพตัวหนาอานถูกตองตามขอใด 1) เวลาสิบสองนาฬิกาสามสิบนาที 2) เวลาสิบสองจุดสามศูนยนาฬิกา 3) เวลาสิบสองจุดสามศูนยนอ 4) เวลาสิบสองนาฬิกาครึ่ง 4. ขอใดแบงวรรคตอนไดดีที่สุด 1) หนังสือกับคนมีความเกี่ยวของกันเพียงไรนั้นดูเหมือนวา / เปนที่ประจักษ / แกนักอานหนังสือโดยทั่วไป / ดีแลว 2) หนังสือกับคน / มีความเกี่ยวของกันเพียงไรนั้น / ดูเหมือนวา / เปนที่ประจักษแกนักอานหนังสือโดยทั่วไปดีแลว 3) หนังสือกับคน / มีความเกี่ยวของกันเพียงไรนั้นดูเหมือนวา / เปนที่ประจักษแกนักอานหนังสือ / โดยทั่วไปดีแลว 4) หนังสือกับคนมีความเกี่ยวของกันเพียงไรนั้น / ดูเหมือนวาเปนที่ประจักษ / แกนักอานหนังสือ / โดยทั่วไปดีแลว 5. ขอใดไมควรใชเครื่องหมายไปยาลใหญ 1) แมซื้อหมูและผักตางๆ เชน ผักกาด ผักคะนา ฯลฯ จากตลาดใกลบาน 2) ที่ประเทศเนเธอรแลนดทานจะไดชมสิ่งตางๆ เชน ดอกทิวลิป เครื่องปนดินเผา ฯลฯ 3) พิพิธภัณฑสัตวนํ้าแหงนี้มีปลาขนาดใหญเล็กหลายชนิด เชน ปลาฉลาม ปลาเทวดา ฯลฯ 4) ฉันสะสมแผนเสียงมานานแลว มีเพลงหลายประเภท เชน เพลงลูกทุง เพลงไทยสากล ฯลฯ BOBBYtutor Thai Note
  • 96.
    6. ขอใดใชเครื่องหมายไปยาลนอยไดถูกตอง 1) พณฯนายกรัฐมนตรีกําลังจะไปเยือนตางประเทศ 2) สมเด็จพระสังฆราชจะเสด็จฯ ประทานพระธรรมเทศนา 3) สมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดําเนินเปนองคประธาน 4) สมเด็จพระบรมฯ โอรสาธิราชเสด็จพระราชดําเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเปนเวลา 2 สัปดาห 7. ขอใดใชเครื่องหมายถูกตอง 1) "จําลอง" สั่งจับกุมเด็ดขาด 2) ขออภัยในความไมสะดวก! 3) ฯพณฯ เอกอัครราชทูตไทย 4) ผูตายมีกิจการอยูมากมาย ฯลฯ 8. เครื่องหมายตอไปนี้ เรียกชื่อวาอยางไร 1. "..." 2. ฯลฯ 3. . 4. ” 1) อัญประกาศ ไปยาลใหญ มหัพภาค บุพสัญญา 2) สัญประกาศ ไปยาลใหญ มหัพภาค บุพสัญญา 3) อัญประกาศ ไปยาลนอย จุลภาค บุพสัญญา 4) สัญประกาศ ไปยาลใหญ จุลภาค บุพสัญญา เฉลย 1. 2) 2. 1) 3. 1) 4. 4) 5. 1) 6. 3) 7. 3) 8. 1) BOBBYtutor Thai Note
  • 97.
    การพูดตอประชุมชน การพูดตอประชุมชน คือ การพูดแสดงความรูความคิด ความรูสึก รวมทั้งขอเสนอแนะตางๆ ตอผูฟงเปนจํานวนมาก ซึ่งอาจจะมีพื้นความรู รสนิยม สภาพทางเศรษฐกิจสังคม ทัศนคติตอผูพูด และเรื่องที่พูดคลายกันหรือแตกตางกันอยาง ไรก็ได ฉะนั้นสิ่งที่สําคัญที่สุดที่ผูพูดควรคํานึงถึงก็คือสารที่สงออกไปนั้น ตองไมมีขอจํากัดวาเปนสารที่รับฟงไดเฉพาะ กลุมใดกลุมหนึ่งเทานั้น และขณะที่พูดจะตองสังเกตและตีความใหถูกตองวาผูฟงกําลังมีปฏิกิริยาตอบสนองอยางไร ความสําคัญของการพูดตอประชุมชนในสังคมประชาธิปไตย 1. เพื่อความสะดวกรวดเร็วที่จะเผยแพรความคิดเห็นของบุคคลใหปรากฏแกสาธารณชนอยางกวางขวาง 2. เพื่อเผยแพรความรู วิทยาการตางๆ ถายทอดวัฒนะธรรมและปลูกฝงคุณธรรมแกประชาชน 3. เพื่อเปนวิถีทางใหมนุษยสามารถชี้แนะการแกปญหาตางๆ ในสังคมได ประเภทของการพูดตอประชุมชน 1. แบงตามวิธีนําเสนอ 1.1 การพูดโดยฉับพลัน หมายถึงการพูดโดยไมรูตัวลวงหนามากอน เชน การพูดกลาวอวยพร 1.2 การพูดโดยอาศัยตนราง เปนการพูดที่ผูพูดมีโอกาสเตรียมตัวลวงหนา สามารถเตรียมตนรางที่จะพูด ใหเหมาะกับผูฟง มีโอกาสเตรียมเนื้อหาไดครบถวน 1.3 การพูดโดยวิธีการทองจํา คือการพูดที่เตรียมตนรางการพูดอยางละเอียดและทองจําเนื้อหานั้นไดจนขึ้นใจ การพูดชนิดนี้มักจะไมคอยเปนธรรมชาติ 1.4 การพูดโดยวิธีอานจากราง คือการอานตนฉบับที่ไดเตรียมไวเปนอยางดี มักใชในการกลาวปราศรัยหรือ กลาวเปดประชุม เปนตน 2. แบงตามความมุงหมาย 2.1 การพูดเพื่อใหความรูหรือขอเท็จจริง เปนการพูดเพื่อใหขอมูลหรือเพื่อแจงใหทราบใหผูฟงเขาใจเรื่องราว ตางๆ ที่เปนประโยชนเปนสําคัญ 2.2 การพูดเพื่อโนมนาวใจ เปนการพูดเพื่อใหผูฟงเกิดความเชื่อถือ ศรัทธา มีความคิดเห็นคลอยตามหรือ กระทําการอยางใดอยางหนึ่งตามที่ผูพูดตั้งจุดมุงหมายไว 2.3 การพูดเพื่อจรรโลงใจ เปนการพูดเพื่อยกระดับจิตใจใหสูงขึ้น เกิดความนึกคิดที่ละเอียดประณีต 2.4 การพูดเพื่อคนหาคําตอบ เปนการพูดที่มุงหมายใหผูฟงชวยขบคิดหาทางแกปญหาตาที่ผูพูดชี้ใหเห็น 3. แบงตามเนื้อหาที่จะพูด เชน เนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร ศิลปวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง เปนตน 4. แบงตามโอกาสที่จะพูด 4.1 โอกาสที่เปนทางการ เชน การกลาวปราศรัย การกลาวเปดประชุม 4.2 โอกาสกึ่งทางการ เชน การบรรยายสรุปใหแกผูที่มาเยี่ยมชมสถานที่ การพูดอบรมประจําสัปดาห 4.3 โอกาสที่ไมเปนทางการ เชน การพูดเลาเรื่องตลกขบขันใหที่ประชุมฟง BOBBYtutor Thai Note
  • 98.
    5. แบงตามรูปแบบ 5.1 การสนทนาตอหนาประชุมชน 5.2การปาฐกถา 5.3 การอภิปรายเปนคณะ 5.4 การซักถามหนาที่ประชุม 5.5 การโตวาที การเตรียมตัวพูดตอประชุมชน 1. กําหนดจุดมุงหมายที่จะพูดใหชัดเจนวาเปนการพูดเพื่อใหความรู เพื่อชี้ปญหา หรือชวยคนหาคําตอบ เปนตน 2. วิเคราะหผูฟงอยางถี่ถวนเพื่อจะไดขอมูลมาใชเตรียมตัวทั้งในดานเนื้อหาและการใชภาษาที่เหมาะแกผูฟง 3. กําหนดขอบเขตเรื่องที่จะพูด ถามีโอกาสไดควรเลือกเรื่องที่ตนมีความรู ความสามารถใหเรื่องนั้น และเปนเรื่อง ที่เหมาะกับผูฟงดวย 4. การรวบรวมเนื้อหาที่จะพูด อาจรวบรวมโดยการคนควาจากการอาน สัมภาษณ ไตถามผูรูก็ได 5. การทําเคาโครงลําดับเรื่องที่จะพูด ควรจัดประเด็นใหชัดเจน แบงเปนหัวขอใหญและหัวขอยอยเพื่อกันการหลงลืม หรือพูดขามประเด็น 6. การเตรียมวิธีใชภาษา ควรใชภาษาที่เขาใจงาย กะทัดรัด ชัดเจนและตรงประเด็น 7. การซักซอมการพูด ควรซอมทั้งดานวัจนภาษาและอวัจนภาษาเพื่อใหการพูดดูเปนธรรมชาติและผูพูดเกิดความมั่นใจ ในขณะที่เสนอสารนั้นตอที่ประชุมชน สัมฤทธิผลของการพูด 1. ผูพูดตองมีคุณธรรม พูดจากความรูขอมูลหรือขอเท็จจริงที่มีอยูดวยความเที่ยงธรรม มีวิจารณญาณในการพูด 2. ผูพูดตองมีความรูจริงในเรื่องที่จะพูด 3. ผูพูดควรหาเหตุผลตางๆ มาสนับสนุนการพูดของตน เพื่อใหการพูดมีนํ้าหนักนาเชื่อถือ 4. ผูพูดควรคํานึงถึงวัย และพื้นฐานความรูของผูฟงดวย 5. ผูพูดควรรวบรวมความคิดใหเปนระบบ จัดเนื้อความตามลําดับกอนหลัง และจัดแบงเนื้อหาใหเหมาะกับเวลาที่พูด 6. ขณะพูดควรใชภาษาในการสื่อสารทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษา BOBBYtutor Thai Note
  • 99.
    แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ถาทานเปนกรรมการฝายวิชาการของโรงเรียน ตองการพูดใหเพื่อนๆมาฟงคําแนะนําแนวการสอบเขาศึกษาตอใน มหาวิทยาลัยโดยวิธีรับตรง ทานจะใชการพูดแบบใด 1) การพูดเพื่อใหความรู 2) การพูดเพื่อจรรโลงใจ 3) การพูดเพื่อโนมนาวใจ 4) การพูดเพื่อคนหาคําตอบ 2. ถาทานไดรับเชิญไปบรรยายเรื่อง "มลพิษทางการศึกษา" ทานตองเตรียมขอมูลอยางไร 1) รวบรวมปญหาทางมลพิษในสภาวะแวดลอม 2) จัดกลุมปญหาทางสภาวะแวดลอมและการศึกษา 3) รวบรวมความหมายของมลพิษและความหมายของการศึกษา 4) รวบรวมปญหาและความเสื่อมโทรมทางการศึกษาตลอดกระบวนการ 3. พิธีกรรายการโทรทัศนรายการหนึ่ง แจงแกผูชมวา "อลาภา ปรมาโรคา ความไมมีลาภ คือโรคอันรายกาจ" ขอความนี้ลอเลียนสุภาษิตเดิมเพื่ออะไร 1) สรางอารมณขัน 2) ประชดประชันความอับโชค 3) สรางสรรคคําโฆษณาใหม 4) เปลี่ยนความเชื่อ 4. สมมติวาทานเปนพิธีกรในการประชุม ทานแจกแบบสอบถามใหสมาชิกกรอก แตสมาชิกบางคนยังไมคืนแบบ สอบถามนั้น ทานควรใชความในขอใดขอแบบสอบถามคืนมา 1) ขอเรียนเตือนสมาชิกกรุณาคืนแบบสอบถามดวย 2) ขอความกรุณาสมาชิกอยาลืมคืนแบบสอบถาม 3) ทานสมาชิกอยาลืมกรอกแบบสอบถามคืนดวย จะเปนพระคุณยิ่ง 4) ขอเตือนสมาชิกที่ยังไมไดสงแบบสอบถาม กรุณากรอกคืนมาดวย 5. ขอใดควรละเวนในการพูดตอประชุมชน 1) การแสดงขอเท็จจริงประกอบหลักฐาน 2) การแสดงความคิดเห็นสวนตัวเพิ่มเติม 3) การสงสารที่รับฟงไดเฉพาะบุคคลกลุมใดกลุมหนึ่ง 4) การใหความจรรโลงใจแกผูฟง 6. การเตรียมการพูดที่ดี ควรมีลําดับอยางไร 1. กําหนดขอบขายของเรื่องที่จะพูด 2. กําหนดเรื่องและจุดมุงหมายที่จะพูด 3. เตรียมเนื้อหาและลําดับเรื่องที่จะพูด 4. ซักซอมการพูดและการใชภาษา 1) 1 2 3 4 2) 2 1 3 4 3) 1 3 2 4 4) 2 4 1 3 BOBBYtutor Thai Note
  • 100.
    7. สิ่งที่นํามาประเมินคาพฤติกรรมในการพูดตอประชุมชนไดดีที่สุดคืออะไร 1) จุดมุงหมายการใชภาษา และคุณธรรม 2) เนื้อหา ปริมาณ และลําดับ 3) ผูพูด สาร และผูฟง 4) ความตั้งใจ สนใจ และการตอบสนองของผูฟง 8. ถาจะตองการกลาวรายงานในวันเปดอาคารแหงหนึ่ง ทานจะจัดลําดับหัวขอตอไปนี้อยางไร 1. รายงานความเปนมาของอาคาร 2. ขอบคุณประธานในพิธี 3. กลาวถึงประโยชนที่จะไดรับจากอาคาร 4. เชิญประธานฯ เปดงาน 1) 1 2 3 4 2) 2 1 3 4 3) 1 3 2 4 4) 2 4 1 3 9. ขอใดไมนาจะเปนหัวขอที่จะนํามาอภิปราย 1) ธรรมะในพุทธศาสนา 2) การเมืองในกัมพูชา 3) ชายเกงกวาหญิง 4) บัณฑิตวางงาน 10. การพูดลักษณะใดเปนการพูดจูงใจใหผูฟงยอมรับไดดีที่สุด 1) พูดออนนอมถอมตน 2) พูดดวยนํ้าเสียงและลีลาที่นาฟง 3) พูดแสดงเหตุผลและขอเท็จจริง 4) พูดวิจารณและใหขอคิดเห็น เฉลย 1. 1) 2. 4) 3. 1) 4. 2) 5. 3) 6. 2) 7. 1) 8. 3) 9. 3) 10. 3) BOBBYtutor Thai Note
  • 101.
    การเขียนเชิงวิชาการและกิจธุระ การเขียนรายงานเชิงวิชาการ การเขียนรายงานทางวิชาการ หมายถึง การนําเสนอผลการศึกษาคนควาอยางมีระบบโดยอางอิงหลักฐานที่มาอยาง มีแบบแผนแนนอนขั้นตอนแรกที่ควรคํานึงถึงก็คือการจดบันทึกซึ่งจําแนกไดดังนี้ 1. จดบันทึกจากการฟง เชน การจดคําบรรยาย ปาฐกถา สัมภาษณ อภิปราย หรือจดบันทึกจากรายการวิทยุโทรทัศน การจดบันทึก จากการฟงนี้ผูบันทึกตองมีประสิทธิภาพในการฟง ตองสามารถจับประเด็น ตีความ และวิเคราะหไดขณะที่จดบันทึกควรจด แตเฉพาะประเด็นสําคัญ และเพื่อใหบันทึกไดอยางรวดเร็ว 1.1 การจดบันทึกการสัมภาษณ ก. ผูจดบันทึกมิไดเปนผูสัมภาษณเอง ควรแยกบันทึกคําถามและคําตอบออกใหชัดแจง ข. ผูจดบันทึกเปนผูสัมภาษณเอง อาจจดบันทึกเฉพาะคําตอบของผูใหสัมภาษณก็ได 1.2 การจดบันทึกการอภิปรายเปนคณะ ควรจดเฉพาะขอความสําคัญของคําพูดของผูอภิปรายเปนคนๆ ไปทุกครั้งที่พูด 1.3 การจดบันทึกการประชุม ควรจดไปตามระเบียบวาระ และใชคําใหถูกตองกับภาษาการประชุม เชน ขอเสนอ ตั้งขอสังเกต สนับสนุน โตแยง มติ ลงมติเปนเอกฉันท ขอยุติ ขอสรุป การจดบันทึกการประชุมโดยทั่วไปจะจดเฉพาะเหตุผล และมติของที่ประชุม นอกจากการประชุมสําคัญๆ เชน การประชุมรางงบประมาณแผนดิน ตองจดละเอียดตั้งแตคําพูดของผูเขาประชุม เหตุผล และมติของที่ประชุม 2. การจดบันทึกจากการอาน เชน จดบันทึกจากหนังสือ หนังสือพิมพ เอกสารสิ่งพิมพตางๆ การจดบันทึกจากการอานอาจจดได 4 แบบ คือ 2.1 จับสาระสําคัญของขอความที่อานและจดบันทึกโดยใชถอยคําของเราเองใหตรงกับความเดิม 2.2 ใชถอยคําบางคําที่สําคัญจากตนฉบับประสมกับถอยคําของเราเอง 2.3 จดขอความตอนใดตอนหนึ่งจากหนังสือหรือเอกสารโดยใสเครื่องหมายอัญประกาศกํากับไว 2.4 จดโดยวิธีใดวิธีหนึ่งใน 3 ขอขางตน และแสดงความคิดเห็นหรือขอสังเกตเพิ่มเติมเขาไป โดยแยกตอนที่ เปนความคิดเห็นไวตอนหนึ่งตางหาก การจดบันทึกจากการอานจําเปนอยางยิ่งตองบอกแหลงที่มาของขอความที่บันทึกดวยเพื่อเปนการแสดงมารยาท อันดีในการนําไปอางอิง และใชเปนหลักฐานไดดวย แหลงที่มาของความรูที่จะจดบันทึกแบบการเขียนเชิงอรรถ ดังนี้ 1. หนังสือเลม ชื่อผูแตง ชื่อเรื่อง ครั้งที่พิมพ สถานที่พิมพ สํานักพิมพ ปที่พิมพ หนา 2. นิตยสารหรือวารสาร ชื่อผูแตง ชื่อเรื่อง ชื่อวารสาร ปที่ ฉบับที่ วันที่ เดือน พ.ศ. เลขหนา 3. หนังสือพิมพ ชื่อผูแตง ชื่อเรื่อง ชื่อหนังสือพิมพ วันที่ เดือน ป เลขหนา BOBBYtutor Thai Note
  • 102.
    3. วิธีจดบันทึกจากประสบการณตรง การจดบันทึกชนิดนี้ผูจดอาจจดเพื่อเปนอนุทินหรือเพื่อเรียบเรียงเปนความรูก็ได การจดควรเรียงลําดับขั้นตอนดังนี้ 3.1ระบุเรื่องที่จะบันทึก 3.2 บอกวัน เวลา สถานที่ ใหถูกตอง 3.3 ระบุชื่อผูที่เกี่ยวของดวย 3.4 บอกสภาพของสิ่งที่บันทึกใหชัดเจน 3.5 เรียบเรียงตามลําดับเหตุการณ 3.6 ถามีขอสังเกตหรือความคิดเห็นประการใดใหเรียบเรียงไวตอนทายของบันทึก ขั้นตอนในการเขียนรายงานเชิงวิชาการ 1. การเลือกหัวขอเรื่อง ควรเลือกเรื่องที่ตนสนใจมากที่สุดเพื่อสะดวกในการคนควาหาขอมูล 2. การกําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง 3. การคนควาและการรวบรวมความรู 4. การวางโครงเรื่อง คือการแยกหัวขอเรื่องออกเปนหัวขอยอยๆ การทําโครงเรื่องควรทําเปน 2 ตอน คือ 4.1 รางโครงเรื่อง 4.2 กําหนดโครงเรื่อง การเขียนเชิงธุระ การกรอกแบบฟอรมชนิดตางๆ แบบฟอรม หมายถึง เอกสารที่จัดทําขึ้นโดยเวนชองวางไวสําหรับใหบุคคลแตละคนกรอกขอความลงไป เพื่อให เปนการสะดวกแกผูรวบรวมในการนําขอความนั้นไปใชประโยชนในดานตางๆ ตอไป แบบฟอรมที่ใชกันในปจจุบันแบงออกเปน 4 ประเภท 1.1 แบบฟอรมที่ใชในการติดตอกับหนวยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เชน แบบฟอรมสมัครงาน ขอติดตั้ง นํ้าประปา ขอกูเงิน เสียภาษี โทรเลข ฯลฯ ซึ่งแบบฟอรมดังกลาวนี้หนวยงานเปนผูจัดเตรียมไวเพื่อความสะดวกแกผูมาติดตอ และทําใหหนวยงานไดรับขอมูลครบถวน และสามารถจัดเก็บไวไดอยางเปนระเบียบเรียบรอย 1.2 แบบฟอรมที่ผูอื่นขอความรวมมือใหกรอก เปนแบบฟอรมที่นักวิจัยใชเพื่อตองการทราบขอมูลตางๆ ทั้งที่ เปนขอเท็จจริงและทรรศนะของประชาชนกลุมตางๆ 1.3 แบบฟอรมที่ใชภายในองคการ เชน แบบฟอรมขออนุญาตใชวัสดุอุปกรณ แบบฟอรมใบลา แบบฟอรมขอกู เงินสวัสดิการ แบบฟอรมมอบฉันทะการรับเงินเดือน เปนตน 1.4 แบบฟอรมสัญญา สัญญาคือเอกสารที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหวางบุคคล 2 ฝาย การกรอกแบบฟอรม ชนิดนี้ตองกรอกดวยความระมัดระวัง และเขาใจเงื่อนไขขอผูกพันตางๆ ที่ระบุไวในสัญญาอยางละเอียด ควรที่จะตอง ปรึกษาหารือกับผูรู หรือผูมีความชํานาญในดานกฎหมายใหชวยอธิบายใหเขาใจจริงๆ กอนจะกรอกขอความใดๆ ลงไป และโดยเฉพาะอยางยิ่งกอนลงลายมือชื่อ ผูกรอกแบบฟอรมไมควรประมาท โดยเซ็นซื่อลงไปในแบบฟอรมที่ยังไมได กรอกโดยไววางใจผูอื่น หรือจะโดยกรณีใดๆ ก็ตาม BOBBYtutor Thai Note
  • 103.
    คุณสมบัติพื้นฐานของผูกรอกแบบฟอรม 1. มีความรูความเขาใจทั่วๆ ไปเกี่ยวกับเรื่องที่จะกรอกเชน กรุปเลือด โรคประจําตัว ประวัติการแพยา กฎหมาย ที่เกี่ยวของกับเรื่องที่จะกรอก 2. ความสามารถทางภาษา ตองสามารถอานและตีความขอความในแบบฟอรมไดถูกตอง 3. ความซื่อตรง กรอกขอความตามความเปนจริง 4. ความรับผิดชอบ เมื่อกรอกแบบฟอรมแลวควรรีบสงคืนไปยังผูสอบถาม 5. ความรอบคอบ โดยเฉพาะแบบฟอรมสัญญาตองประณีต รอบคอบ เพื่อมิใหเกิดผลเสียหายแกตนเอง การเขียนประกาศ การประกาศ คือ การทําใหสาธารณชนทราบขาวสารเรื่องเดียวกันโดยแพรหลาย โดยอาศัยสื่อสาธารณะชนิดใดชนิดหนึ่ง ขาวสารนั้นแบงเปน 2 ประเภท คือ 1. เรื่องที่แจงใหทราบ เชน ประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาเกี่ยวกับดินฟาอากาศ ประกาศรายชื่อตางๆ 2. เรื่องที่แจงใหรับทราบและใหปฏิบัติตาม เชน ประกาศรับสมัครงาน ประกาศประกวดราคาสินคา ประกาศของหาย ประกาศพบของ เปนตน ประกาศโดยทั่วๆ ไปมีสวนประกอบที่สําคัญดังนี้ 1. ชื่อหนวยงานหรือองคการที่ออกประกาศ 2. เรื่องที่ประกาศ 3. เนื้อความที่ประกาศ แบงออกเปน 2 สวน 3.1 เหตุผลความเปนมา 3.2 จุดประสงคสําคัญที่ตองการ 4. วันเดือนปที่ประกาศ 5. ลงนามผูออกประกาศ ในการเขียนประกาศผูเขียนตองแสดงจุดประสงคของการประกาศที่แนชัด และมีรายละเอียดอยางเพียงพอที่จะ ทําใหผูรับสารเขาใจถึงจุดประสงคของประกาศไดอยางแจมแจง 1. การเขียนประกาศที่ไมเปนทางการ 1.1 บอกความตองการ หรือจุดประสงคในการประกาศใหชัดแจง 1.2 ใหรายละเอียดประกอบตามที่จําเปน 1.3 ใชประโยคสั้นๆ เขียนใหไดใจความกระชับ 2. การเขียนประกาศอยางเปนทางการ ไดแก ประกาศขององคการ สถาบัน หรือหนวยงานใดก็ได ตองประกอบดวย 2.1 บอกวาองคการอะไร เปนผูออกประกาศ 2.2 บอกเรื่องที่ประกาศ 2.3 เนื้อหาที่ประกาศ แยกเปน 2 สวน 2.3.1 เหตุผลและความเปนมา 2.3.2 จุดประสงคของการประกาศ BOBBYtutor Thai Note
  • 104.
    แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. การใชภาษาในขอใดในการเขียนรายงานเชิงวิชาการได 1) ผูเชี่ยวชาญการเมืองของแดนอาทิตยอุทัยเปดเผยวาการเลนการเมืองในญี่ปุนตองใชเงินอยางตํ่าปละ 500 ลานเยน จึงพอจะประคองตัวรอดได 2) ประชาชนจะตองรวมมือกันปองกันมิใหมีการแกรัฐธรรมนูญโดยอาศัยปากกระบอกปนอยางเด็ดขาด 3) วงดนตรี "ฟองนํ้า" เปนวงดนตรีที่บรรเลงโดยใชเครื่องดนตรีไทยโบราณ และเครื่องดนตรีสมัยใหมตลอดจน เครื่องดนตรีไฟฟาผสมผสานกัน 4) ภาวะคลี่คลายที่นาจับตามองก็คือ การที่นานาชาติจะเสริมสานสายสัมพันธทางการคาและทางการเมืองตอกัน โดยมิไดเขมงวดตอความแตกตางของลัทธิการปกครอง 2. ขอใดเปนการปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกตองในการเขียนรายงานเชิงวิชาการ 1) เลือกหัวขอเรื่อง กําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง คนควาและรวบรวมความรู วางโครงเรื่อง 2) เลือกหัวขอเรื่อง กําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง วางโครงเรื่อง คนควาและรวบรวมความรู 3) เลือกหัวขอเรื่อง คนควาและรวบรวมความรู กําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง วางโครงเรื่อง 4) คนควาและรวบรวมความรู เลือกหัวขอเรื่อง กําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง วางโครงเรื่อง 3. คําถามสัมภาษณเกษตรกรตอไปนี้ ขอใดเปนคําสัมภาษณที่กระชับชัดเจนที่สุด 1) ไมทราบวาถาสนใจผลไมนี้จะหาซื้อไดที่ไหนคะ 2) ชวยเลาถึงการบรรจุหีบหอผลไมชนิดตางๆ หนอยคะ 3) ทราบมาวาผลไมที่นี่มีแทบจะครบวงจรใชไหมคะ 4) ที่อําเภอนี้กําลังจะมีงานวันเกษตรกรมีไปหรือยังคะ 4. ขอใดเปนลักษณะของการใชภาษาที่ดีในการเขียนเชิงกิจธุระ 1) ขาพเจา นายขจัด ปลอดภัย ตําแหนงอาจารยพลศึกษา ขออนุญาตใชรถยนต เพื่อสันทนาการ 2) ผูชนะเลิศการประกวดบทความ จะไดรับบัตรประกาศเกียรติคุณสมดังเจตนารมณความมุงหมาย 3) หากประชาชนผูใชนํ้ามีขอซักถามสงสัยคลางแคลงใจประการใด โปรดติดตอสอบถามไดที่สํานักงานประปาสาขา ทุกแหง 4) องคการเภสัชกรรมมิไดสงเจาหนาที่ขององคการเภสัชกรรมออกไปเรขายยาขององคการเภสัชกรรมไมวา ณ สถานที่ ใดทั่วราชอาณาจักร 5. ขอใดแสดงประโยชนสําคัญที่สุดของการใชแบบฟอรม 1) ใหความสะดวกแกผูกรอกรายการ 2) ไดขอมูลครบตามตองการ 3) ไดขอความที่กะทัดรัดไมเยิ่นเยอ 4) ประหยัดเวลาของเจาหนาที่ 6. ประกาศขอใดมีเนื้อความชัดเจนที่สุด 1) ใหกูเงินสําหรับพอคาแมคาที่ขายอาหารและของชํา รายละ 5,000 บาท สงคืนรายวันไมตองมีบุคคลคํ้าประกัน 2) เปดจองที่ดินทําเลทอง ใกลสวนสัตวสิงหทอง แปลงละ 60 ตร.ว. ถมใหเสร็จผอนเดือนละ 2,044 บาท 3) รับสมัครดวน ชางเย็บกระโปรงเด็ก เด็กฝกงาน และชางเย็บผายืด ทุกแผนกกินอยูฟรี 4) ดวน! ขายที่ดิน 2 ไร ใกลทางดวนบางนา ถามที่ 10 ซอยจาเมฆ ถนนสรรพาวุธ BOBBYtutor Thai Note
  • 105.
    7. ขอใดเปน "ประกาศ"ที่ดีที่สุด 1) "ลําตัดแมประยูร" พบทานแนนอน 2 เม.ย. นี้ เวลาทุมตรง ที่หอประชุมโรงเรียน 2) ชุมนุมการแสดง ขอเชิญชม "ลําตัดแมประยูร" จันทรที่ 2 เม.ย. นี้ เวลา 19.00 น. เปนตนไป 3) ชุมนุมการแสดง ขอเชิญชม "ลําตัดแมประยูร" วันจันทรที่ 2 เมษายน 2531 เวลา 19.00-21.00 น. ณ หอประชุมโรงเรียน 4) จันทรที่ 2 เม.ย. นี้ อยาพลาดชม "ลําตัดแมประยูร" ที่หอประชุมโรงเรียน รายไดสนับสนุนกิจกรรมชุมนุมการแสดง 8. ประกาศของชมรมในโรงเรียนขอใดกะทัดรัดชัดเจนที่สุด 1) รับติววิชาที่หองทุกวันเวลา 2) รับสมาชิกชมรมอนุรักษฯ เพิ่มอีก 10% 3) ใครพบแฟมเอกสารชมรมภาษาไทย สงคืนที่หองชมรม 4) เที่ยวเชียงใหม ไมจํากัดจํานวน ติดตอชมรมทุกวัน 9. ขอใดเปนคําประกาศใหมารับของคืนที่ดีที่สุด 1) กระเปาสตางคของใครหาย มารับคืนได 2) กระเปาสตางคของใครหาย มารับคืนไดที่หองอาจารยใหญ 3) ผูใดทํากระเปาหนังจระเขสีนํ้าตาลหาย มารับคืนไดที่หองอาจารยใหญ 4) ผูใดทํากระเปาหนังจระเขสีนํ้าตาลยี่หอ "รับทรัพย" ขางในมีเงินอยู 100 บาท พรอมกุญแจตกหายในหองนํ้าตึกหนึ่ง ใหมารับคืนไดที่หองอาจารยใหญ 10. ประกาศอยางเปนทางการจะประกอบดวย ก. หนวยงานที่ประกาศ ข. เรื่องที่ประกาศ ค. เนื้อหาที่ประกาศ ง. วัน เดือน ป ที่ประกาศ จ. ลงนามหัวหนาหนวยงานที่ประกาศ ในการเขียนประกาศอยางเปนทางการจะตองเรียงลําดับอยางไร 1) ก., ข., ค., ง. และ จ. 2) ก., ข., ค., จ. และ ง. 3) ข., ค., ง., จ. และ ก. 4) ข., ค., จ., ก. และ ง. 11. ขอใดไมใชวิธีการจดบันทึกขอความจากการอาน 1) จดสาระสําคัญของขอความนั้นดวยถอยคําของเราเองใหตรงกับความเดิม 2) จดถอยคําสําคัญจากตนฉบับประสมกับถอยคําของเราเองใหตรงกับความเดิม 3) จดขอความตอนใดตอนหนึ่งใหตรงกับตนฉบับโดยใสเครื่องหมายอัญประกาศ 4) จดถอยคําสําคัญจากตนฉบับประสมกับถอยคําของเราเองใหตรงกับความเดิมใสเครื่องหมายอัญประกาศ 12. การเขียนรายงานทางวิชาการ ควรปฏิบัติขอใดเปนขอแรก 1) การวางโครงเรื่อง 2) การเลือกหัวขอเรื่อง 3) การคนควาและรวบรวมความรู 4) การกําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง BOBBYtutor Thai Note
  • 106.
    13. ขอใดเปนภาษาที่ใชในการเขียนรายงานทางวิชาการ 1) นับตั้งแตระบบทุนนิยมเขามามีบทบาทในภาคอิสานการผลิตก็เปลี่ยนแปลงไป เดิมเปนการผลิตเพื่อบริโภค แตปจจุบันเปลี่ยนมาเปนการผลิตเพื่อจําหนาย 2) หากวากฎเกณฑขอหนึ่งขอใดถูกละเมิดได กฎเกณฑขออื่นๆ ก็ยอมมีสิทธิ์ที่จะถูกละเมิดไดเชนกัน 3) ทั่วโลกที่เจริญแลวเขาถือหลักวา ในการขนสงมวลชนนั้นตองราคาถูก สะดวก รวดเร็วและปลอดภัย 4) การแตงตั้งคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้นควรที่จะเลือกคนเกงที่มีความรูความสามารถสมกับรัฐวิสาหกิจแตละแหง และใหแตงตั้งผูทรงคุณวุฒิ หรือเอกชนที่มีความรูความสามารถ มีความสําเร็จในอาชีพธุรกิจอันจะเปนประโยชนตอ การบริหารงานมารวมเปนกรรมการ 14. การเลือกหัวขอเรื่องเพื่อเขียนรายงานทางวิชาการนั้น ควรเปนหัวขอที่มีลักษณะอยางไร 1) ผูเขียนรายงานสนใจมากที่สุด 2) ผูเขียนรายงานเห็นวาเปนเรื่องที่ทันสมัย 3) ผูเขียนรายงานเห็นวาหาขอมูลงาย 4) ผูเขียนรายงานทราบมาวายังไมคอยมีผูใดเขียน 15. หากทานไดรับมอบหมายใหเขียนรายงานเชิงวิชาการเรื่อง "ยาเสพติด" ทานควรจะกระทําขอใดเปนอันดับแรก 1) ปรึกษากับครูเรื่องแหลงที่จะคนควา 2) วางโครงเรื่องและจัดลําดับโครงเรื่องใหเหมาะสม 3) กําหนดจุดมุงหมายวาจะเขียนในขอบเขตเพียงใด 4) จัดชวงเวลาใหเหมาะสมกับการรวบรวมความรู เฉลย 1. 3) 2. 1) 3. 2) 4. 1) 5. 2) 6. 4) 7. 3) 8. 3) 9. 3) 10. 1) 11. 4) 12. 2) 13. 1) 14. 1) 15. 3) BOBBYtutor Thai Note
  • 107.
    การใชถอยคําสํานวนใหมีประสิทธิผล การใชถอยคํา ถอยคํา หมายถึง คําพูดที่มนุษยใชสื่อสารกันทั้งในดานกิจธุระและในดานกิจการอื่นๆมีรูปลักษณตางกันไป เชน เปนคําซอน คําประสม คํามูล เปนตน ความหมายของถอยคํา 1. ความหมายเฉพาะของคํา แบงออกเปน 1.1 ความหมายตามตัวกับความหมายเชิงอุปมา เชน ลูกหมอเปนคําเรียกชื่อลูกของปลากัด (ความหมายตามตัว) เขาเปนลูกหมอกระทรวงนี้มานานแลว (ความหมายเชิงอุปมา หมายถึง ผูที่ทํางานในตําแหนงขึ้นตน จนตําแหนงสูงขึ้น) 1.2 ความหมายนัยตรงกับความหมายนัยประหวัด โบราณวาเขาปาอยาถามหาเสือ (ความหมายนัยตรง) คนบานนั้นเสือทั้งนั้น (ความหมายนัยประหวัด) 2. ความหมายเทียบเคียงกับคําอื่น แบงออกเปน 2.1 คําที่มีความหมายเหมือนกัน เชน มา = สินธพ แสะ หัย อัสดร อาชาไนย หญิง = นารี สตรี อิตถี กัญญา 2.2 คําที่มีความหมายตรงกันขาม เชน สุจริต - ทุจริต อภิชาตบุตร - อวชาตบุตร สัมมาชีพ - มิจฉาชีพ ตึง - หยอน ออน - แข็ง คลาย - ขัน 2.3 คําที่มีความหมายรวม เชน ตัด - หั่น วิ่ง - เตน ผูก - มัด 2.4 คําที่มีความหมายแคบกวางตางกัน เชน เวชภัณฑ = เครื่องมือผาตัด ยา ผาพันแผล เข็มฉีดยา เครื่องเขียน = สมุด ดินสอ ปากกา ยางลบ ไมบรรทัด วิธีการใชถอยคํา 1. ใชใหตรงตามความหมาย 2. ใชใหตรงตามความนิยมของผูที่ใชภาษาเดียวกัน 3. ใชใหเหมาะกับบุคคลและกาลเทศะ 4. ใชคําไมซํ้าซาก ควรเลือกใชคําใหแปลกออกไปเพื่อใหเกิดความไพเราะทางภาษา 5. ใชคําใหเห็นภาพ เชน แดงแจ หอมฟุง ออนพลิ้ว กวางใหญไพศาล เปนตน BOBBYtutor Thai Note
  • 108.
    แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. คําที่พิมพตัวหนาในขอใดที่ไมใชความหมายนัยประหวัด 1) อยามารีดเลือดกับปูเลยรูๆ กันอยูไมคอยมี 2) มันลูกเสือลูกตะเข แกระวังเชียวนะ 3) แข็งกวาเพชรเด็ดกวาทองตองของเรา 4) เปนเตาอยูอยางนี้จะไปทันใครเขา 2. คําที่พิมพตัวหนาในประโยคคูใดที่เปนคําหลายความหมาย 1) จดหมายที่ใหสงดวนนั้นสงแลวหรือยัง รถดวนขบวนนี้จะมาถึงสถานีขอนแกนเวลาบายโมงตรง 2) เสียงสระเปนเสียงที่เปลงออกมาโดยไมกระทบอวัยวะใดๆ ในปาก ที่แหงนี้กลายเปนสระนํ้าใหญมาจนถึงทุกวันนี้ 3) ที่ฉลากยาเขียนวายานี้ใหปายตา หามรับประทาน ทางไปหองประชุมมีปายบอกทางเปนระยะๆ 4) เขาไมศรัทธาลัทธิการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น เขาเปนคนรุนใหม มีฝมือ และบุคลิกนาศรัทธา 3. ประโยคใดนาจะกอใหเกิดความหมายนัยประหวัดมากที่สุด 1) เธอไมไดเปนนางงามที่ไหนหรอก ทั้งๆ ที่เธอเปนคนสวยมาก 2) ใครๆ ก็ชอบเขาทั้งนั้น เพราะเขาเปนคนใจกวาง 3) รถผาปาสามัคคีพลิกควํ่าลงขางทาง ผูไปทําบุญตาย 2 คน 4) ขางบานฉันมีงานเลี้ยงกันบอยๆ ทําใหพวกเราเปนคนนอนดึก 4. ประโยคใดไมกํากวม 1) คนจับเชือกควรจะเปนคนสาว 2) หนังสือพิมพที่คุรุสภาขายดี 3) นองของเขาที่เพิ่งกลับมาเสียชีวิตแลว 4) นายสิงหขับมอเตอรไซครถชนตายแลวหนี 5. ขอใดใชคําอุปมาและคําเปรียบเทียบถูกตองเหมาะสม 1) เขาเปนชายหนุมที่ไรคาเหมือนหญาเจาชู 2) ตาของหลอนวาววามราวกับหมูดาวในทองฟา 3) ถึงแมรางเขาจะเล็กแตก็เล็กเยี่ยงผงชูรส 4) พอไดยินเรื่องราวเขาโกรธเปนไฟไหมปาทีเดียว 6. การใชถอยคําในขอใดที่กระทบความรูสึกของผูฟงไดรุนแรงที่สุด 1) คุณนี่ชางใจดํา 2) คุณนี่ชางกระไร 3) คุณละดีนักหรือ 4) คุณนะวิเศษนักหรือ 7. ขอใดใชคําไดเหมาะสมและกะทัดรัดที่สุด 1) ประเทศในกลุมอาเซียนสี่ประเทศกําหนดเจรจาเรื่องกัมพูชาที่สิงคโปร 2) เจาหนาที่ออกไปแนะนําเกษตรกรเรื่องการเลี้ยงปศุสัตว วัว ควาย หมู 3) ดิฉันหวังเปนอยางยิ่งวาจะไดพบคุณอีกในอนาคตขางหนา 4) เจาภาพปรึกษาเห็นพองกันวาจะถวายผาไตร จีวร สังฆาฏิแกพระภิกษุ BOBBYtutor Thai Note
  • 109.
    8. ขอใดไมมีคําที่มีความหมายกวางและแคบอยูดวยกัน 1) เตาอบไมโครเวฟเปนเครื่องไฟฟาชนิดหนึ่ง ซึ่งมีการโฆษณาทางสื่อมวลชนอยางแพรหลายในปจจุบัน 2) พุทธศาสนิกชนนับถือพระรัตนตรัย ไดแก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ 3) ศิลปนที่มีชื่อเสียงหลายคนไดพรอมใจกันแสดงละครเรื่อง "พันทายนรสิงห" 4) การเดินเปนการออกกําลังกายอยางหนึ่ง ซึ่งทําใหสุขภาพแข็งแรง 9. ขอใดมีความหมายนัยตรงไดอยางเดียว 1) เขาลางมือแลว 2) สุดาโดดรมอยางนอยอาทิตยละครั้ง 3) ใครๆ ก็ทราบวาเขากินไดทุกอยาง 4) ฉันตกหมอนเมื่อคืนนี้ คอแข็งเลย 10. คําที่บอกรสในขอใดมีความหมายนัยตรง 1) งานนี้กรอยเหลือเกิน จืดชืดไมมันเลย 2) เธอไมใชแตจะเปรี้ยวอยางเดียวนะ เค็มเปนเกลือทีเดียว 3) ฉันวาไมฝาดนะ มันอรอยดีออก 4) เรื่องนี้เผ็ดรอนถึงอกถึงใจ เปรี้ยวหวานมันเค็มมีพรอม 11. ขอใดไมมีคําที่มีความหมายกวางและแคบอยูดวยกัน 1) กิจวัตรประจําวันของสาวิตรี ไดแก การอานหนังสือพิมพในเวลาเชาและชมโทรทัศนในเวลากลางคืน 2) การพกอาวุธ เชน ปน มีด ระเบิดขวด ในที่สาธารณะเปนสิ่งที่ไมควรกระทํา 3) การสอบคัดเลือกเขามหาวิทยาลัยเปนโอกาสที่นักเรียนจากโรงเรียนตางๆ ไดแขงขันกัน 4) การเดินทางไปตางจังหวัดในปจจุบันนี้ เราสามารถเดินทางไดหลายวิธี เชน โดยทางเครื่องบิน รถไฟ รถยนตสวนตัว 12. คําวา "ดอกไม" ในขอใดมีความหมายตามตัว 1) พูดจาภาษาดอกไม 2) ขอมอบดอกไมใหดวยใจรัก 3) ดอกไมจากสรวงสวรรควรรณกวี 4) ขอมอบดอกไมในสวนไวเพื่อมวลประชา 13. ขอใดมีความหมายนัยตรงไดอยางเดียว 1) อะไรคํ้าคอเขานะ เขาจึงตองทําเชนนั้น 2) เรือบินลํานั้นหายเขากลีบเมฆไปแลว 3) สมศักดิ์ลมไมเปนทาอีกแลว 4) เขาแสดงละครไดดีมาก เฉลย 1. 3) 2. 3) 3. 2) 4. 3) 5. 4) 6. 1) 7. 1) 8. 2) 9. 4) 10. 3) 11. 3) 12. 2) 13. 3) BOBBYtutor Thai Note
  • 110.
    การใชสํานวน ความหมายของสํานวน สํานวน คือ ถอยคําที่เรียบเรียงโดยไมเครงครัดในหลักไวยากรณแตก็ถือวาเปนภาษาที่ถูกตอง สํานวนนี้มักจะ เปนความหมายเชิงเปรียบเทียบ เชน ขวางงูไมพนคอ กินปูนรอนทอง ใจดีสูเสือ ตีวัวกระทบคราด คําพังเพย เปนคําที่มีลักษณะติชมหรือแสดงความคิดเห็น เชน ทํานาบนหลังคน ตีงูขางหาง เสียนอยเสียยาก เสียมากเสียงาย รักวัวใหผูกรักลูกใหตี สุภาษิต คือ คํากลาวที่เปนความสัตยจริงทุกสมัย สอนใหประพฤติดีงาม เชน ความประมาทเปนทางแหงความตาย ชนะตนนั่นแหละเปนดี คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล ที่มาของสํานวน 1. เกิดจากสัตว เชน ไกแกแมปลาชอน กระตายหมายจันทร 2. เกิดจากธรรมชาติ เชน คลื่นใตนํ้า ฝนตกไมทั่วฟา 3. เกิดจากประเพณี เชน ขนทรายเขาวัด คนตายขายคนเปน 4. เกิดจากลัทธิศาสนา เชน แกวัด ควํ่าบาตร 5. เกิดจากการละเลน เชน แกลํา สูจนเย็บตา 6. เกิดจากนิยายตํานาน เชน มากอนไก ปากพระรวง 7. เกิดจากสวนตางๆ ของรางกาย เชน ปากบอน ตาเปนสับปะรด ตีนเทาฝาหอย แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ขอใดใชสํานวนไมถูกตอง 1) เขาตองเสียเงินไปทีละเล็กทีละนอย เบี้ยบายรายทางไปเรื่อยๆ 2) เขาชอบยุคนโนนคนนี้เปนการเสี้ยมเขาควายใหชนกันแทๆ 3) ถามอะไรก็ไมตอบ กลัวดอกพิกุลจะรวงหรืออยางไร 4) เขาเปนคนตระหนี่ถี่เหนียว เก็บเบี้ยใตถุนรานอยูเสมอ 2. สํานวนในขอใดจะเติมลงในชองวางไดเหมาะสม "คุณเทอด งานชิ้นนี้ผมลงทุนไปหลายลานนะครับ คุณจะทําแบบ .......... อยางที่ผานมาไมไดนะ" 1) หมายนํ้าบอหนา 2) สุกเอาเผากิน 3) ผักชีโรยหนา 4) เหยียบขี้ไกไมฝอ 3. สํานวนในขอใดจะเติมลงในชองวางไดอยางเหมาะสม "ขอสอบนี่ดูดีๆ แลวไมยากหรอก ตัวเลือกมันลวงอยูนิดเดียว เฉลยแลวจะตองรองออ นี่มัน .......... แทๆ" 1) ผีบังตา 2) หญาปากคอก 3) ใกลเกลือกินดาง 4) เสนผมบังภูเขา 4. ขอใดมีความหมายใกลเคียงกับสํานวน "นกสองหัว" มากที่สุด 1) ตีสองหนา 2) จับปลาสองมือ 3) สองฝกสองฝาย 4) เหยียบเรือสองแคม BOBBYtutor Thai Note
  • 111.
    5. คําในขอใดเปนสํานวนทุกคํา 1) แกเผ็ดแกมือ แกไข แกเกี้ยว แกลํา 2) คูปรับ คูหู คูมือ คูควร คูใจ 3) มือปน มือมีด มือขวา มือออน มือรอง 4) หนามา หนาแดง หนาเปน หนาเลือด หนาบาง 6. "คนที่รูอะไรดานเดียว แลวเขาใจวาสิ่งนั้นเปนอยางนั้น" ตรงกับสํานวนในขอใด 1) ตาบอดไดแวน 2) ตาบอดคลําชาง 3) ตาบอดสอดตาเห็น 4) ตาบอดตาใส 7. ขอใดใชสํานวนไดถูกตองที่สุด 1) เด็กๆ พวกนี้คึกคักกันยังกับจับปูใสกระดงเชียวนะ 2) เขามีตาเปนสับปะรดเชียวนะ เพราะฉะนั้นเราจะพูดจาจะทําอะไรตองระมัดระวังเอาไวบาง 3) คนสมัยใหมไมคอยจะเชื่อกฎแหงกรรม แตสําหรับฉันเชื่อวากรรมติดตามเราเหมือนกงจักรกับดอกบัว 4) เราอยาไปเอาอยางงานศพของครอบครัวนั้นเลย ทําแตพอสมฐานะดีกวา เดี๋ยวจะไดชื่อวานอนตายตาไมหลับ 8. สํานวนใดชี้ใหเห็นวาภาษาไทยเปนภาษาที่มีระดับ 1) เชื้อไมทิ้งแถว แนวไมทิ้งตระกูล 2) มะพราวตื่นดก ยาจกตื่นมี 3) สําเนียงสอภาษา กิริยาสอสกุล 4) คนยากวาผี ผูดีวาศพ 9. ขอใดสะทอนใหเห็นความเชื่อที่เปนปรัชญาพุทธศาสนา 1) ปดทองหลังพระ 2) ผีซํ้าดํ้าพลอย 3) วัวใครเขาคอกคนนั้น 4) ตื่นแตดึก สึกแตหนุม 10. สํานวนคูใด มีความหมายใกลเคียงกันมากที่สุด 1) หนาเนื้อใจเสือ - ปากวาตาขยิบ 2) ขิงก็ราขาก็แรง - ขนมพอสมนํ้ายา 3) เกี่ยวแฝกมุงปา - ตํานํ้าพริกละลายแมนํ้า 4) เอาไมซีกไปงัดไมซุง - เอาเนื้อหนูไปปะเนื้อชาง 11. ขอความตอไปนี้ตรงกับสํานวนไทยขอใด "ทั้งสองประเทศตางประสบปญหาเรื่องเดียวกัน การเขามาชวยเหลือกันก็เทากับคนกําลังจะจมนํ้าตายชวยคนที่กําลัง จะจมนํ้าตายดวยกัน" 1) เตี้ยอุมคอม 2) กอดคอกันตาย 3) เคียงบาเคียงไหล 4) รวมทุกขรวมสุข 12. ผูมีอาชีพที่คนทั่วไปนับถือ คอยแนะนําสั่งสอนคนใหเปนคนดี แตกลับปฏิบัติตนเองในทางตรงกันขาม คนลักษณะนี้ ตรงกับสํานวนขอใด 1) หนาเนื้อใจเสือ 2) มือถือสากปากถือศีล 3) ปากหวานกนเปรี้ยว 4) ปากปราศรัยนํ้าใจเชือดคอ 13. สํานวนขอใดมีความหมายไมตรงกับขออื่น 1) กบเกิดในกะลาครอบ 2) กบเกิดใตบัวบาน 3) มดแดงแฝงพวงมะมวงงอม 4) จวักตักแกง 14. สํานวนขอใดสอนใหระวังในการพูด 1) ไปไหนมา สามวาสองศอก 2) กําแพงมีหู ประตูมีชอง 3) แยมปากก็เห็นไรฟน 4) สิบปากวาไมเทาตาเห็น BOBBYtutor Thai Note
  • 112.
    15. "เจาพูดจาใชถอยคําวนเวียนเหมือนลูกหมาไลกัดหางตัวเอง" ขอความที่พิมพตัวหนาตรงกับสํานวนในขอใด 1)จับตนชนปลายไมถูก 2) ชักแมนํ้าทั้งหา 3) มะกอกสามตะกราปาไมถูก 4) พายเรือในอาง 16. มีคําเปรียบเทียบคนอานหนังสือวา "คนหนึ่งกินยาบํารุงอีกคนหนึ่งกินยาพิษ" ขอความที่เปรียบเทียบนี้ตรงกับขอใด 1) ลางเนื้อชอบลางยา 2) ตัวใครตัวมัน 3) ตางรสนิยม 4) ตางลิ้นตางรส 17. "กําลังของเรานอย จะไปสูเขาไหวหรือ มันเขาทํานอง .......... นะเพื่อน" 1) เกลือจิ้มเกลือ 2) ทองรูกระเบื้อง 3) จอมปลวกกับภูเขา 4) ไมซีกงัดไมซุง 18. "สองคนนี้เขารูจุดออนและเลหเหลี่ยมของกันและกันเหมือน .......... นั่นแหละ 1) ไกเห็นตีนงู งูเห็นนมไก 2) ขิงก็รา ขาก็แรง 3) คอหอยลูกกระเดือก 4) ขนมพอสมนํ้ายา 19. "ฉันอยากจะเลือกเขาเปนหัวหนาเหมือนกัน แตไดยินวาเขาเปนคนโกง มิหนํายังเคยเปนนักเลงฆาคนมามาก ฉันเลยรูสึกเหมือน..........อยางนั้นแหละ" 1) นํ้าทวมปาก 2) กินนํ้าเห็นปลิง 3) แกวงเทาหาเสี้ยน 4) ชักนํ้าเขาลึก ชักศึกเขาบาน 20. "คุณคิดอยางไรนะ อยากจะปรับปรุงทุกอยางใหดี มีโครงการเสียใหญโต แตกลัวจะตองใชเงินมาก ไมกลาลงทุน อยางนี้เขาเรียกวา .........." 1) คิดเล็กคิดนอย 2) ฆาควายเสียดายพริก 3) กินขาวตมกระโจมกลาง 4) ขี่ชางจับตั๊กแตน 21. "วัวหายลอมคอก" มีความหมายตรงกับขอใดมากที่สุด 1) เรื่องเกิดขึ้นแลวจึงคิดปองกัน 2) ของหายแลวจึงคิดปองกัน 3) ไมคิดปองกันกอนที่จะเกิดเรื่องขึ้น 4) ไมคิดปองกันกอนที่ของจะหาย 22. ขอใดใชสํานวนไมถูกตอง 1) เขาเปนคนดี คงจะไมเปนอะไรหรอก เพราะคนดียอมตกนํ้าไมไหล ตกไฟไมไหม 2) ใครๆ ก็ยอมทําผิดพลาดไดเสมอ เพราะสี่ตีนยังรูพลาด นักปราชญยังรูพลั้ง 3) ลูกชายของเขาเกงเหมือนพอ อยางนี้เขาเรียกวาเชื้อไมทิ้งแถว 4) เธอไปหวานลอมเขาอยูทําไม จะชักใบใหเรือเสียเทาไรเขาก็ไมยอมทําตามหรอก 23. ขอใดใชสํานวนถูกตอง 1) สามีภรรยาคูนี้เหมาะกันเหมือนไมเบื่อไมเมา 2) เด็กคนนี้ฉลาด บอกอะไรนิดเดียวก็เขาใจไมตองจํ้าจี้จํ้าไช 3) เขาคิดจะขี่ชางจับตั๊กแตนอีกแลว มีเงินอยูแสนเดียว แตคิดจะปลูกบานราคาหาแสน 4) เขายอมขายผาเอาหนารอด เพื่อเอาเงินไปจัดงานใหคุณพออยางสมเกียรติ 24. "พี่นองคูนี้เขาใกลกันทีไรเปนตองทะเลาะกันทุกที" ขอความนี้ตรงกับสํานวนวาอะไร 1) ขิงก็ราขาก็แรง 2) ขนมพอสมนํ้ายา 3) ขมิ้นกับปูน 4) เกลือจิ้มเกลือ BOBBYtutor Thai Note
  • 113.
    25. สํานวนในขอใดเหมาะสมที่จะเติมในชองวาง "พอแมตองไมเลี้ยงลูกอยางตามใจ แตควรฝกใหรูจักอดทนตอความยากลําบากบางลูกจะไดไมกลายเปนคน ประเภท .........." 1) ใสสาแหรกแขวนไว 2) ทาดีทีเหลว 3) เหยียบขี้ไกไมฝอ 4) ไมหลักปกเลน 26. ขอใดใชสํานวนถูกตอง 1) เขาอยากเปนหัวหนาชั้น แตปากก็บอกวาไมอยากเปน เขาทํานองปากวาตาขยิบนั่นแหละ 2) การที่ความลับรั่วไหลไปถึงฝายตรงขามไดแสดงวาเผอเรอกระเชอกนรั่ว 3) เมื่อทราบวาทุกคนในชั้นสอบผานหมด ทุกคนก็ดีใจยังกับปลากระดี่ไดนํ้า 4) พี่คนโตชอบลอนองชายคนเล็กแรงๆ เหมือนหมาหยอกไก 27. สํานวนใดเหมาะที่สุดสําหรับเติมในชองวาง "ทานจะทําอะไรก็ปลอยทานไปเถอะ อยา .......... เลย ทานไมฟงเสมียนอยางเราหรอก ดีไมดีจะถูกทานเขมนเอาดวย" 1) เอามือซุกหีบ 2) เอาไมสั้นไปรันขี้ 3) แกวงเทาหาเสี้ยน 4) เอาไมซีกไปงัดไมซุง 28. จงเติมสํานวนในขอความตอไปนี้ใหมีความหมายสอดคลองกัน "เขาเปนคนประเภท .......... ไมนาไวใจ กลับกลอกโลเล เดี๋ยวก็ไปเขากับฝายโนน เดี๋ยวก็มาเขากับฝายนี้" 1) เด็กเลี้ยงแกะ 2) นกสองหัว 3) จับปลาสองมือ 4) คดในขอ งอในกระดูก 29. สํานวนใดเหมาะสมที่สุดจะเติมในชองวาง "ถาเธอทําขนมเปนจริงๆ ฉันคงไมตอง .......... บอกวิธีทําโดยละเอียดอยางนี้" 1) แจงสี่เบี้ย 2) ชักแมนํ้าทั้งหา 3) สอนหนังสือสังฆราช 4) สีซอใหควายฟง 30. สํานวนใดเหมาะสมที่สุดจะเติมในชองวาง "เพลงที่เขาแตงมีลักษณะ .......... ขึ้นตนกับลงทายเปนคนละเรื่อง ทําใหเขากันไมสนิท ฟงดูไมไพเราะ" 1) คาบลูกคาบดอก 2) ลูกผีลูกคน 3) หัวมังกุทายมังกร 4) ดาบสองคม เฉลย 1. 4) 2. 2) 3. 4) 4. 4) 5. 2) 6. 2) 7. 2) 8. 4) 9. 3) 10. 2) 11. 1) 12. 2) 13. 1) 14. 2) 15. 4) 16. 1) 17. 4) 18. 1) 19. 2) 20. 2) 21. 1) 22. 4) 23. 4) 24. 3) 25. 3) 26. 3) 27. 4) 28. 2) 29. 1) 30. 3) BOBBYtutor Thai Note
  • 114.
    การใชวิจารณญาณในการฟง การฟงอยางมีวิจารณญาณ การฟง วิจารณญาณ ไดยิน รับรู เขาใจ วิเคราะห ใครครวญ วินิจฉัย ประเมินคา ใชประโยชน วิจารณญาณเปนการสมาสคําจากคําวา วิจารณ+ ญาณ วิจารณ หมายถึง การคิด ใครครวญโดยใชเหตุผล ญาณ หมายถึง ปญญา ความรูในชั้นสูง วิจารณญาณ คือ ปญญาสามารถสันนิษฐานเหตุผล การใชวิจารณญาณในการฟงเริ่มดวยผูรับสารฟงสารดวยความตั้งใจ พยายามทําความเขาใจกับเนื้อความที่ไดฟงพรอมทั้งคิดใครครวญตามไปดวย การใชวิจารณญาณในการฟงอาจจะเปนไป ในแงตางๆ เชน 1. พิจารณาวาผูพูดมีจุดมุงหมายในการพูดอยางไร 2. เรื่องที่ฟงมีสารประโยชน ใหแงคิดในเชิงสรางสรรคอยางไรบาง 3. เรื่องที่ไดรับฟงมีความเปนไปไดมากนอยเพียงใด 4. เรื่องที่ไดรับฟงมานาเชื่อถือเพียงใด 5. ผูพูดมีความจริงใจหรือไมเพียงใด 6. ผูพูดใชวิธีในการถายทอดความรูสึกนึกคิดอยางไร ในการฟงที่ถือวาผูฟงไดใชวิจารณญาณในการฟงไปดวยก็ตอเมื่อ ไดใชความคิดวิเคราะหใครครวญ และตัดสินใจวา ขอความที่ไดฟงมาสิ่งใดเปนใจความสําคัญ สิ่งใดเปนพลความ ทั้งวินิจฉัยไดวาขอความที่ไดฟงมานั้นควรเชื่อถือได หรือไมเพียงใด BOBBYtutor Thai Note
  • 115.
    แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. จงพิจารณาคําประพันธตอไปนี้ สักวา "แบบวา"ผมยินดี "แบบวา" มีสักวาขึ้นมาใหม ตามแบบที่สยามรัฐเคยจัดไว แต "แบบ" เลิกราไปมานานชา จึง "แบบ" เขียนสักวามารวมดวย "แบบวา" ชวยเลนกันใหหรรษา แบบภาษาไทยใหมใชเจรจา "แบบ" ไมลาหลังใครจริงไหมเอย (ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช) ผูเขียนมีจุดประสงคอยางไรในการแตงบทสักวาขางตนนี้ 1) บันทึกคําสมัยใหมไวเปนหลักฐาน 2) ลองใชคําสมัยใหมเพื่อจะไดไมลาหลัง 3) เสียดสีความไมใสใจการใชภาษา 4) ลอเลียนการใชคําติดปาก 2. "ยาสีฟน.....ปองกันฟนผุได 100% เพิ่มเสนหใหแกทานชายหญิงอยางไดผล ทานที่ไมตองการใหฟนผุตองการมีเสนห ใหใชยาสีฟน....." ขอความนี้เปนสารประเภทใด 1) สารประเภทใหความรู 2) สารประเภทโนมนาวใจ 3) สารประเภทใหขอเท็จจริง 4) สารประเภทใหความจรรโลงใจ 3. ".....ในฐานะที่เราเปนคนไทยคนหนึ่ง เราจะทนไดหรือที่จะปลอยใหนองผูหิวโหยซึ่งเปนเพื่อนรวมชาติของเราตอง หิวโหยอีกตอไป" ขอความขางตนนี้ผูพูดมีจุดประสงคอยางไร 1) เพื่อจูงใจ 2) เพื่อปลุกใจ 3) เพื่อแกปญหา 4) เพื่อใหขอเท็จจริง 4. จงอานขอความตอไปนี้ ".....แตกอนจะจบก็เห็นจะตองยืนยันไวสวนหนึ่งวา ใครก็ตามที่เห็นวาเพื่อนของผมคนนี้เลวสนิทจนไมมีที่ติ ผมวา คงไมถูกตองนัก อยางนอยทานก็มีความดีอยูบางตรงที่สามารถใชเปนมาตรฐานวัดไดวาไอที่เลวที่สุดนั้นมันเปนอยางไร ก็หลายคนมีโอกาสเปนคนดีไดบางในขณะนี้ก็เพราะไดใชทานเปนมาตรฐานเทียบไมใชหรือ" ขอความขางบนนี้ผูพูดมีความรูสึกอยางไร 1) อยากปกปองไมตองการใหใครตําหนิเพื่อน 2) เห็นใจเพื่อน มองเห็นความดีของเพื่อน 3) หลายๆ คนดีเหมือนเพื่อนของเขา 4) ตองการกลาวเสียดสี เห็นวาเพื่อนเปนคนเลว 5. ขอใดเปนภาษาโนมนาวใจผูฟง 1) พื้นที่สีเขียวในประเทศไทยกําลังลดนอยลงทุกป 2) ใครเขาจะแตงงานกันอยางหรูหราแคไหนก็เรื่องของเขา 3) สะอาดกายเจริญวัย สะอาดใจเจริญสุข 4) ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยมามากกวา 50 ปแลว BOBBYtutor Thai Note
  • 116.
    6. "ทุกสิ่งทุกอยางที่เปนอยูแกเราทุกวันนี้ ยอมมีตนเรื่องมากอนเชนที่ทานมีความรูมีปริญญาอยูขณะนี้ ก็เปนเพราะ ไดลงทุนลงแรงเลาเรียนมา" จากขอความนี้ขอใดเปนเหตุผล 1) ทุกสิ่งทุกอยางที่เกิดที่เปนอยูแกเราทุกวันนี้ 2) ยอมมีตนเรื่องมากอน 3) เชนที่ทานมีความรูมีปริญญาอยูขณะนี้ 4) ก็เปนเพราะไดลงทุนลงแรงเลาเรียนมา 7. "ทําดีไดดี มีที่ไหน ทําชั่วไดดี มีถมไป" หลังจากการใชวิจารณญาณในการอานหรือการฟงขอความนี้แลว ขอใด เปนแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด 1) พยายามปกปดความดีความชั่วของตนเองและผูอื่น 2) เลือกทําความชั่วในหมูคนชั่วเมื่อมีโอกาส 3) ทําแตความดีโดยไมหวังผลตอบแทนในทันที 4) เลือกทําแตความดีที่เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคลเทานั้น 8. ถาเปนคําพูด บทกลอนตอไปนี้ ตรงกับจุดมุงหมายของการพูดในขอใด "ในเพลงปวาสามพี่พราหมณเอย ยังไมเคยเชยชิดพิสมัย ถึงรอยรสบุปผาสุมาลัย จะชื่นใจเหมือนสตรีไมมีเลย พระจันทรจรสวางกลางโพยม ไมเทียบโฉมนางงามพี่พราหมณเอย แมนไดแกวแลวคอยประคองเคย ถนอมเชยชมโฉมประโลมลาน" 1) พูดชี้แจง 2) พูดขยายความ 3) พูดใหความรู 4) พูดชักจูงใจ 9. "พระอนุชาวาพี่นี้ขี้ขลาด เปนชายชาติชางงาไมกลาหาญ แมนชีวันยังไมบรรลัยลาญ ก็เซซานซอกซอนสัญจรไป เผื่อพบพานบานเมืองที่ไหนมั่ง พอประทังกายาอยูอาศัย มีความรูอยูกับตัวกลัวอะไร ชีวิตไมปลดปลงคงไดดี" ขอความขางตนนี้ ผูพูดใชศิลปะการพูดในขอใด 1) พูดสัมผัสสัญชาตญาณการหนีภัย 2) พูดสัมผัสสัญชาตญาณการตอสู 3) พูดสัมผัสสัญชาตญาณการปกปกรักษา 4) พูดสัมผัสสัญชาตญาณทางเพศ 10. "แมจะมีคํากลาววา สิ่งที่แนนอนคือความไมแนนอน ก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่แนนอนนั่นคือ ความตาย ความตายเปนสิ่งที่ ทุกคนไมปรารถนาแตไมสามารถจะหลีกเลี่ยงได ถึงกระนั้นเวลาของความตายก็สามารถยืดออกไปได เลือดของ ทานทุกคน ไมวาบุรุษ สตรี ยากดีมีจน มีคาเทาเทียมกัน เหลาทหารหาญยังสละเลือดทุกหยาดเปนชาติพลีแลวทานละ ความเจ็บปวดแคปลายเข็มแทง ทานจะแลกกับชีวิตเพื่อนมนุษยไมไดเชียวหรือ" ทานเขาใจวาผูพูดมีจุดประสงคอะไรเปนสําคัญ 1) เพื่อแสดงสัจธรรมของชีวิต 2) เพื่อใหเห็นความสําคัญของชีวิต 3) เพื่อชักชวนใหทํากุศล 4) เพื่อใหตระหนักถึงหนาที่ของมนุษย เฉลย 1. 4) 2. 2) 3. 1) 4. 4) 5. 3) 6. 4) 7. 3) 8. 4) 9. 2) 10. 3) BOBBYtutor Thai Note
  • 117.
    นิทานเวตาล 1. ผูประพันธ พระราชวรวงศเธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ พระนามเดิมวา พระองคเจารัชนีแจมจรัส จึงทรงใช พระนามแฝงวา น.ม.ส. โดยนํามาจากอักษรตัวสุดทายของแตละคําในพระนามเดิม 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) เปนนิทานซึ่งแตงเปนรอยแกว มีคําประพันธแทรกบางบางตอน 3. ที่มาของเรื่อง น.ม.ส. ทรงใชนิทานเวตาลฉบับภาษาอังกฤษของเซอร อารเอฟ เบอรตัน เปนหลักในการเรียบเรียงเปนภาษาไทย เมื่อ พ.ศ. 2461 นิทานเวตาลเดิมเปนวรรณคดีสันสกฤต ซึ่งศิวทาสแตงไวเปนนิทานชุด ชื่อ "เวตาลปญจวีสติ" แปลวา นิทาน 25 เรื่องของเวตาล เรื่องที่กําหนดใหเรียนเปนนิทานเรื่องที่ 6 4. โครงเรื่องนิทานเวตาล พระวิกรมาทิตย ผูซึ่งเปนกษัตริยมีปญญาและอานุภาพเมื่อ 2,000 กวาปมาแลว รับปากกับโยคีศานติศีลที่จะนําตัว เวตาลมาให พระวิกรมาทิตยกับพระโอรสธรรมธวัชไดไปนําตัวเวตาลจากปาชาแหงหนึ่งมาให เวตาลเปนอมนุษยชนิดหนึ่ง ในเรื่องกลาววาเปนศพ แตเปนศพที่พูดได ผูที่ไปเอาตัวเวตาลมานั้นจะตองปฏิบัติตามเงื่อนไขอันหนึ่งคือตองไมตรัสอะไรเลย มิฉะนั้นเวตาลก็จะลอยหลุดจากผูที่จับมานั้น กลับไปแขวนอยูที่ตนอโศกตามเดิม เวตาลยั่วเยาดวยการเลานิทานที่มี ปริศนาใหคิด แลวตั้งคําถามจนพระวิกรมาทิตยตองตอบปญหานั้น จนถึงนิทานเรื่องที่ 25 พระองคไดสติจึงไมตรัสตอบ จึงสามารถชนะเวตาลได 5. เนื้อเรื่องยอ ในกรุงธรรมสถลมีพราหมณผูหนึ่งชื่อเกศวะ เมื่อเปนเด็กประพฤติตนเหลวไหล ยามเปนหนุมก็มัวเมาในกามคุณ วันหนึ่งถูกบิดามารดาวากลาวอยางรุนแรง จึงหนีออกจากบานไปถึงหมูบานแหงหนึ่งไดปสสาวะรดเทวรูปชื่อวา เทวรูป ปญจานน คือ รูปพระอิศวร 5 พักตร และผลักตกลงสระนํ้าไปดวยความคิดลามก จากเหตุนี้เอง ตอมาพราหมณเกศวะ สํานึกผิดเพราะความเกรงกลัวจะถูกลงโทษถึงแกชีวิตจึงกลับตัวเปนคนดี หมั่นศึกษาหาความรู จนเปนผูมีความรูดี ตอมาแตงงานมีครอบครัว มีบุตรชายหญิง บุตรหญิงนั้นชื่อ มธุมาลตี เปนหญิงงดงาม บิดามารดาและพี่ชายถือเปน หนาที่ที่จะตองหาคูครองใหนาง แตมิไดปรึกษากันกอน จึงตางคนตางยกนางใหแกพราหมณหนุมที่ตนพอใจในเวลา ไลเลี่ยกันชายทั้งสามมีรูป วิชา อายุ คุณความดีเสมอกัน พราหมณเกศวะจึงใหชายทั้งสามกลาวสุภาษิตโบราณแขงขันกัน ก็ปรากฏวาชายทั้งสามกลาวสุภาษิตไดดีเสมอกันอีก ปญหานี้ยุติลงเมื่อมีงูพิษกัดนางมธุมาลตีตาย พราหมณหนุมทั้งสาม เสียใจมากไดพยายามหาวิธีตัดความทุกขตามแนวทางของพระอินทร ชายคนแรกเก็บกระดูกของนาง และประพฤติตัว เปนไวเศษิก ชายคนที่สอง เก็บเถาถานที่เผาศพของนาง แลวประพฤติตนเปนวานปรัสถ สวนชายคนที่สามบวชเปนโยคี ทองเที่ยวไปจนไดตําราสํชีวนีวิทยามาชุบชีวิตนางจากเถาและกระดูกนางที่ปาชาอันเปนที่เผาศพนาง เมื่อนางฟนคืนชีวิต ชายหนุมทั้งสามก็วิวาทแยงชิงนาง ปญหาก็เริ่มเกิดขึ้นอีกวานางควรเปนภรรยาของใคร เวตาลยั่วยุจนพระวิกรมาทิตย ตอบปญหานี้ โดยกลาววา ชายคนที่สอง สมควรไดนางเปนภรรยา เพราะเปนผูเก็บเถาถานไว ชายคนที่หนึ่งเก็บกระดูกนางไว จึงสมควรอยูในฐานะลูก ชายคนที่สามเปนผูชุบชีวิตนาง ยอมอยูในฐานะบิดา เวตาลจึงลอยกลับไปแขวนที่กิ่งอโศกตามเดิม 6. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 1. คนที่กลับตัวได ควรไดรับการใหอภัย เชน พราหมณเกศวะ 2. พระวิกรมาทิตย เปนกษัตริยมีปญญาและอานุภาพมาก เพราะเปนผูมีวาจาสัตย มีความกลาหาญ มานะอดทน และมีความเพียรพยายามไมยอทอตอความลําบาก และอุปสรรคนานาสมควรไดรับการเคารพยกยองและเปนแบบอยางที่ดีงาม BOBBYtutor Thai Note
  • 118.
    3. สมาชิกในครอบครัวควรปรึกษาหารือกันในการตัดสินใจทําสิ่งใดก็ตามมิฉะนั้นอาจเกิดปญหายุงยากตามมา ภายหลังได 4. การเดินทางทองเที่ยวไปในโลกกวางจะนําความสุขและความรูมาให 5.ไทยและอินเดียมีประเพณีบางอยางที่คลายคลึงกัน เชน การตอนรับเลี้ยงดูแขกผูมาเยือนถึงบานเรือนของตน อยางดี 7. ศัพทสํานวนที่ควรทราบ เทวรูปปญจานน = รูปพระอิศวร 5 พักตร พักตรที่หาอยูขางบน เชื่อวาบูชาเทวรูปปญจานนแลว โรคภัยไขเจ็บจะหายไป และจะขอลูกจากพระปญจานนได รตี = ความรัก นางรตี คือ มเหสีของกามเทพ พากันชี้เปนนิ้วเดียวกัน = เห็นตรงกัน นิโลตบล = บัวขาบ, บัวสีนํ้าเงิน (นิล + อุตบล) นกจโกระ = นกเขาไฟ, นกกด เปนนกในนิยายเชื่อกันวากินแสงจันทรเปนอาหาร รสาภิรส = รสอันเลิศ (รส + อภิรส) ไวเศษิก = ผูทําตนใหหลุดพัน ไมตองเกิดอีก ถือศีลคลายศีล 5, ศีล 8 วานปรัสถ = พราหมณพวกหนึ่งออกไปบําเพ็ญพรตในปา บูชาไฟ โยคี = ผูปฏิบัติตามลัทธิโยคะ, ฤษี พระมนู = พระผูสรางโลกและปกครองโลก ถือกันวาเปนผูออกกฎหมายหรือธรรมศาสตร ธรรมศาสตร = คัมภีรหลักกฎหมาย อัคนิโหตร = การบูชาพระอัคนี โดยมากใชนํ้านมกับนํ้ามัน นางจัณฑี = เปนชื่อในปางโหดรายของพระอุมา ชื่ออื่นๆ ไดแก จัณฑิกา เจาแมกาลี เจาแมทุรคา นางบรรพดี 8. คานิยมในการประพฤติปฏิบัติของคนอินเดีย 1. "ลูกหญิงซึ่งอายุควรมีคู ไมมีคู ยอมเปนเชนกอนอุบาทวหอยอยูเหนือหลังคาเรือน" 2. "หญิงยอมไปปลดเปลื้องผาคลุมตอหนาชาย" 3. ประเพณีการตอนรับแขกของอินเดีย ตองเลี้ยงขาวปลาอาหาร และใหที่พักผอนหลับนอนคลายกับประเพณี ของไทย "ประเพณีไทยแทแตโบราณ ใครมาถึงเรือนชานตองตอนรับ" 4. มีลัทธิศาสนาหลายลัทธิในประเทศอินเดีย จะเลือกนับถือปฏิบัติตามลัทธิใดก็ไดตามแตจะศรัทธา 9. ขอคิดที่ไดจากภาษิตของกวีโบราณตามที่ปรากฏในเรื่อง 1. จะทราบไดวาชายผูใดมีความกลาหาญ ตองดูยามศึกสงคราม จะดูความซื่อสัตยของคนดูไดจากการสงหนี้สิน จะดูมิตรแทดูจากยามที่มีทุกข และจะทราบวาภรรยามีความซื่อสัตยก็ยามเมื่อสามีเจ็บไข ไรทรัพยสิน 2. ผูหญิงที่ดีตองอยูในโอวาทของพอแม ไมเอาแตเที่ยวสนุก ไมเปลื้องผาคลุมตอหนาชาย ไมเอาแตนอน ไมดื่มเหลา ไมนอกใจสามี 3. สิ่งที่ไมสามารถวางใจได คือ 1. ทะเล 2. สัตวที่มีเขี้ยวเล็บงา 3. ผูถืออาวุธ 4. สตรี 5. พระมหากษัตริย ทั้ง 5 อยางนี้ไวใจไมได หากประมาทอาจถึงตาย 10. งานพระนิพนธของ น.ม.ส. ทรงนิพนธเรื่องลงในหนังสือที่ออกใชรัชกาลที่ 5 คือ วชิรญาณ ทวีปญญา และลักวิทยา งานวรรณกรรมที่สําคัญ ไดแก นิทานเวตาล จดหมายจางวางหรํ่า กนกนคร พระนลคําฉันท และลิลิตสามกรุง BOBBYtutor Thai Note
  • 119.
    แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. การที่พระเจาวิกรมาทิตยหลงแกปญหาใหเวตาลแสดงวาพระองคไมไดปฏิบัติตามหลักภาษิตนฤทุมนาการขอใด 1) ยินคดีมีเรื่องนอยใหญไฉน ก็ดี ยังบลงเห็นไป เด็ดดวน 2) ยินดีมีมากหมั้น สันดาน ใครเกะกะระราน อดกลั้น 3) สามารถอาจหามงด วาจา ตนเฮย ปางเมื่อยังโกรธา ขุนแคน 4) ไปฟงคนพูดฟุง ฟนเฝอ เท็จและจริงจานเจือ คละเคลา 2. ภาพพจนเปรียบเทียบขอใดใหภาพที่ตางจากธรรมเนียมของวรรณคดีไทย 1) ชายหนุมทั้ง 3 ก็พากันนิ่งดูเดือนเพ็ญคือหนาแหงนาง 2) เราไดเคยคิดวาริมฝปากของนางเหมือนผลไมสุก อกเหมือนบัวตูม 3) นางมธุมาลตี เหมือนนิโลตบลซึ่งบานเต็มที่ มีแขนเหมือนกานบัว มีผมยาวหอยเหมือนความมืดแหงกลางคืน 4) นี่หรือรูปที่ชายหลงใหล สิ่งนี้มิใชอื่นไกล คือตะกราซึ่งมีหนังหุมภายนอก หัวใจคือ กระดูก เลือดเนื้อ คือ สิ่งโสโครกทั้งหลายเทานั้น 3. ประเพณีอินเดียขอใดที่เขากันไดกับวัฒนธรรมไทย 1) ออกบวชเมื่อวัยชรา 2) นักบวชนิยมบําเพ็ญตบะ ณ ฝงแมนํ้า 3) เมื่อมีแขกมาถึงบาน ตองตอนรับขับสูอยางดี 4) หญิงไมปลดเปลื้องผาคลุมหนาตอหนาชายในที่สาธารณะ 4. ขอความที่วา "ธรรมะในเวลานั้นยกไดเปนสามแพรง เพราะชายหนุมสามคน" มีความหมายตรงกับขอใด 1) ชายหนุมทั้งสามตางก็เดินตามทางธรรมะ 2) ชายหนุมทั้งสามตางรองขอธรรมะ 3) ชายหนุมทั้งสามตางอางสิทธิที่จะครอบครองนางมธุมาลตี 4) ชายหนุมทั้งสามตางอางความชอบธรรมที่จะครอบครองนางมธุมาลตี 5. นิทานเวตาลใหขอคิดอยางไรสําหรับการดํารงชีวิตในปจจุบัน 1) ควรมีปฏิภาณไหวพริบ 2) ควรไตรตรองดวยเหตุผล 3) ควรมีวิจารณญาณที่ดี 4) ควรมีสติสัมปชัญญะ 6. เหตุใดภาษิตหลายๆ บทในนิทานเวตาล จึงกลาวถึงโทษลักษณะของ "กษัตริย" อยูเสมอ 1) เปนอุบายยั่วยุใหผูฟงโกรธ 2) เปนคําปรามาสใหผูฟงเจ็บแคนใจ 3) เปนการสั่งสอนกษัตริยโดยออม 4) เปนการเปรียบเทียบเพื่อใหกษัตริยไดสติ BOBBYtutor Thai Note
  • 120.
    7. น.ม.ส. ไดสอดแทรกคติทางพระพุทธศาสนาเขาไวในนิทานเวตาลเปนจํานวนมากจากขอความตอไปนี้ ขอใดเปน หลักปฏิบัติธรรมที่ลึกซึ้งที่สุด 1) หนาที่ของเราคือ เขาหาพระผูเปนเจา ผูเปนตนเหตุแหงสังขาร เลิกความเอาใจใสในสิ่งทั้งหลาย ซึ่งเปนเหตุให เกิดความสําราญหรือความเรารอน 2) ถาเราไดเห็นหนานางอีก เราก็คงจะกลาววา นี่หรือรูปที่ชายหลงใหล สิ่งนี้มิใชอื่นไกล คือตะกราซึ่งมีหนังหอหุม ภายนอก ขางในคือกระดูก เลือดเนื้อและสิ่งโสโครก 3) ตั้งใจมั่นวาการไมทํารายคนและสัตวอื่น เปนทางเวนที่ชอบ แมผูใดทําผิดก็ไมควรเอาชีวิต อนึ่งศีลทั้ง 5 คือ ไมกลาวเท็จ ไมกินเนื้อสัตว ไมขโมย ไมดื่มนํ้าเมา ไมมีภรรยานั้น ตองถือมั่นเปนนิตย 4) ถือศีลเวนบาปใหญทั้ง 8 อยาง คือ กินกลางคืน 1 ฆาชีวิต 1 กินผลไมเกิดบนตนที่มียาง หรือกินฟกทองหรือ หนอไมไผ 1 กินนํ้าผึ้งหรือเนื้อสัตว 1 ลักทรัพยของผูอื่น 1 ขมขืนหญิงมีสามี 1 กินดอกไมหรือเนยแข็งหรือ เนยเหลว 1 บูชาเทวดาในศาสนาอื่น 1 เฉลย 1. 3) 2. 3) 3. 3) 4. 4) 5. 4) 6. 3) 7. 1) BOBBYtutor Thai Note
  • 121.
    วิธีสื่อสารในการประชุม การประชุม คือ กิจกรรมของบุคคลกลุมหนึ่งที่ไดมาพบกันตามกําหนดนัดหมายเพื่อแลกเปลี่ยนความรูความคิด รับทราบขอเท็จจริงขอเสนอแนะ นโยบาย หรือเพื่อชวยกันพิจารณาแกปญหา เปนตน รูปแบบของการประชุม 1. การประชุมเฉพาะกลุม เปนการประชุมเฉพาะผูมีสิทธิและหนาที่เขาประชุมเทานั้น แตในบางกรณีอาจมีผูไดรับเชิญ เปนกรณีพิเศษเขารวมประชุมดวยก็ได 2. การประชุมตามปกติ หมายถึง การประชุมที่กระทําตามวัน เวลา สถานที่ที่ไดตกลงนัดหมายกันไวลวงหนา เปนการแนนอน 3. การประชุมพิเศษ หมายถึง การประชุมที่กําหนดวันนอกเหนือไปจากการประชุมตามปกติ เนื่องจากมีเรื่องสําคัญ ที่ ตองรีบพิจารณา 4. การประชุมสามัญ หมายถึง การประชุมตามที่ขอบังคับกําหนดไวตายตัว เชน ปละครั้ง เดือนละครั้ง เปนตน 5. การประชุมวิสามัญ หมายถึง การประชุมตามที่ขอบังคับเปดโอกาสใหกระทําตามความจําเปนได เชน มีเรื่อง สําคัญที่ตองพิจารณาโดยดวนและไมอาจรอคอยไปถึงกําหนดเวลาประชุมสามัญได 6. การประชุมลับ เปนการประชุมเฉพาะกลุมเชนเดียวกัน แตตองเปดเผยเฉพาะมติหรือขอปฏิบัติเทานี้ และตอง เปดเผยตามกําหนดเวลาที่เห็นสมควร โดยประธานหรือผูที่ไดรับมอบหมายจากที่ประชุม 7. การประชุมปรึกษา เปนการประชุมของบุคคลที่มีภารกิจรวมกัน เชน การคนหาความจริง การวางนโยบายหรือ การเสนอแนวทางปฏิบัติ เปนการประชุมที่ผูเขาประชุมจะปรึกษาหารือกันจนไดผลสรุปออกมา 8. การประชุมปฏิบัติการ เปนการประชุมเพื่อแสวงหาความรู ความเขาใจ และแนวทางปฏิบัติงานใหเกิดผลสัมฤทธิ์ เทาที่จะทําได การประชุมปฏิบัติการจะประกอบดวยขั้นตอนดังนี้คือ รับฟงคําบรรยายจากวิทยากร แยกกลุมพิจารณา ทดลองลงมือปฏิบัติ ประชุมสรุปเพื่อทําความเขาใจพรอมกันอีกครั้งหนึ่ง 9. การประชุมสัมมนา เปนการประชุมเฉพาะกลุมตามหัวขอที่กําหนดไว ซึ่งอาจจะเปนเรื่องวิชาการโดยตรงหรือ ขอที่เปนประโยชนตอสังคมสวนรวมก็ได เพื่อแลกเปลี่ยนความรู ความคิด และประสบการณ แลวประมวลขอคิดและ ขอเสนอแนะจากที่ประชุม 10. การประชุมชี้แจง เปนการประชุมที่หัวหนาหรือผูรับผิดชอบหนวยงานมาประชุมกันเพื่อรับทราบขอเท็จจริง นโยบาย หลักการ แนวทางปฏิบัติงาน การประชุมชนิดนี้ผูนําการประชุมมักจะเปนผูพูดเปนสวนใหญ ไมมีการอภิปรายแลกเปลี่ยน ความคิดกันโดยตรง 11. การประชุมใหญ เปนการประชุมที่เปดโอกาสใหสมาชิกขององคการ (เชน สมาคม สโมสร ชมรม) เขารวม ประชุมแสดงความคิดเห็น ซึ่งอาจจัดเปนประจําป หรือตามระยะเวลาที่กําหนดไวในขอบังคับขององคการก็ได 12. การประชุมสาธารณะ หมายถึง การประชุมที่เปดโอกาสใหบุคคลภายนอกเขารวมฟงได และเปดโอกาสใหซักถาม แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นตางๆ ตามหัวขอประชุมไดอีกดวย การประชุมชนิดนี้ผูอยูในที่ประชุม แบงเปน 2 ฝาย คือ 12.1 ฝายผูอภิปราย หรือผูบรรยาย 12.2 ฝายผูฟงและซักถามแสดงความคิดเห็น หลังจากอภิปรายแลวชวงเวลาที่เปดโอกาสใหซักถามเรียกวา "คาบเวลาอภิปรายทั่วไป" หรือ "คาบเวลาอภิปราย สาธารณะ" BOBBYtutor Thai Note
  • 122.
    ศัพทที่ใชเรียกบุคคลที่เกี่ยวของกับการประชุม 1. ผูจัดประชุม คือผูริเริ่มใหเกิดกิจกรรมการประชุมขึ้น เปนผูกําหนดเรื่องประชุม วางกําหนดการประชุม กําหนดตัวบุคคลเขาประชุม และเตรียมการบันทึกผลการประชุมดวย 2. ผูมีสิทธิ์เขาประชุม ไดแก ผูที่ไดรับเชิญหรือแตงตั้งใหเขาประชุม มีสิทธิ์อภิปรายตั้งขอเสนอในที่ประชุม รวมทั้งลงมติในที่ประชุมดวย 3. ผูเขาประชุม ไดแก บุคคลที่เขามาปรากฏตัวในที่ประชุมและพรอมที่จะทําหนาที่มีสวนรวมแสดงความคิดเห็น ในการประชุม 4. องคประชุม หมายถึง จํานวนผูเขาประชุมตามที่กําหนดไวในขอบังคับ ซึ่งมักจะถือกันวาตองมีผูมาประชุม ไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดที่มีสิทธิ์และหนาที่เขาประชุมจึงจะเรียกวาครบองคประชุม 5. ที่ประชุม หมายถึง บรรดาผูเขาประชุมทั้งหมดไมวาจะเปนการประชุมเฉพาะกลุมหรือการประชุมสาธารณะ 6. ประธาน ทําหนาที่ควบคุมการประชุมทั้งหมด 7. รองประธาน ทําหนาที่แทนประธานเมื่อประธานไมอยู 8. เลขานุการ ทําหนาที่จัดระเบียบวาระการประชุม อํานวยความสะดวกในการประชุม และเปนผูบันทึกรายงาน การประชุมดวย 9. ผูชวยเลขานุการ ทําหนาที่ชวยเลขานุการ หรือปฏิบัติหนาที่แทนเมื่อเลขานุการไมอยู 10. กรรมการ ทําหนาที่พิจารณาเรื่องที่อยูในวาระการประชุม และตั้งขอเสนอเพื่อใหที่ประชุมพิจารณา 11. คณะอนุกรรมการ คือ คณะบุคคลที่ไดรับแตงตั้งใหทําหนาที่เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่แคบลงไปกวาขอบเขต หนาที่ของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการนี้จะมีตําแหนงและหนาที่ทํานองเดียวกันกับในคณะกรรมการทุกประการ 12. เหรัญญิก ทําหนาที่รับผิดชอบในดานการเงิน 13. ประชาสัมพันธ ทําหนาที่เผยแพรขาวสารและสรางสรรคความสัมพันธที่ดีกับทุกฝายที่เกี่ยวของ 14. ประธานฝายหาทุน ทําหนาที่หาทุนใหแกองคการ เพื่อใชจายสําหรับกิจกรรมตางๆ 15. ประธานฝายวิชาการ ทําหนาที่จัดกิจกรรมทางวิชาการและงานดานวิชาการอื่นๆ หมายเหตุ สําหรับการประชุมสาธารณะ คําวา ประธาน มีความหมาย 2 นัย 1. ก. ประธานในพิธีเปดประชุม มักจะเปนผูมีอาวุโส มีตําแหนงประจําอยูในฐานะสูง ข. ประธานในพิธีปดประชุม อาจเปนเจาของสถานที่ที่ใชประชุม เชน ผูอํานวยการโรงเรียนก็ได อนึ่งประธานในพิธีเปดประชุม และพิธีปดประชุมนี้อาจเปนคนๆ เดียวกันก็ได ทั้งนี้ขึ้นอยูในดุลพินิจของผูจัดประชุม 2. ประธาน ไดแก บุคคลที่ผูจัดประชุมกําหนดตัวขึ้นทําหนาที่ควบคุมการประชุมเปนชวงๆ ไปตามที่กําหนดไวใน ลําดับของการประชุม 3. พิธีกร การประชุมสาธารณะจําเปนตองมีพิธีกรอีกคนหนึ่ง ทําหนาที่ดูแลความเรียบรอยของที่ประชุมทั้งหมด คอยชี้แจงใหความสะดวกแกผูเขาประชุม เชื้อเชิญคณะผูอภิปราย และผูบรรยายใหเริ่มรายการเมื่อถึงกําหนดเวลา เปนตน BOBBYtutor Thai Note
  • 123.
    ศัพทที่ใชเรียกเรื่องที่ประชุม 1. ระเบียบวาระ หมายถึงเรื่องที่ประชุมซึ่งเลขานุการโดยความเห็นชอบของประธานเปนผูจัดไวเปนเรื่องๆ เรียกวา "วาระ" วาระที่ 1 ของการประชุม คือ การรับรองรายงานการประชุมครั้งกอน 2. กําหนดการประชุม ใชกับการประชุมที่มีเรื่องสําคัญพิจารณาเพียงเรื่องเดียว เชน การประชุมปฏิบัติการหรือ การสัมมนา เปนตน ศัพทที่ใชเรียกวิธีการสื่อสารในการประชุม 1. เสนอ คือ การแจงความคิดเห็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งใหที่ประชุมพิจารณา 2. ขอเสนอ คือ เรื่องที่จะนําเสนอตอที่ประชุม 3. สนับสนุน คือ การที่ผูเขาประชุมมีความคิดเห็นเดียวกับขอเสนอ 4. คัดคาน คือ การที่ผูเขาประชุมแสดงความไมเห็นดวยกับขอเสนอนั้น 5. อภิปราย คือ การแสดงความคิดเห็นของผูสนับสนุนและคัดคานขอเสนอ 6. ผาน คือ การที่ประชุมยอมรับขอเสนอ 7. ตก คือ การที่ประชุมไมยอมรับขอเสนอ 8. มติ คือ ขอตัดสินใจของที่ประชุมเพื่อใหนําไปปฏิบัติ 8.1 มติโดยเอกฉันท คือ ขอตัดสินใจของผูเขาประชุมที่เห็นพองตองกันทุกคน 8.2 มติโดยเสียงขางมาก คือ ขอตัดสินใจของผูเขาประชุมที่มีผูเขาประชุมสวนนอยไมเห็นดวย แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ถาทานจะตองเขียนจดหมายถึงหนวยงานหนึ่งเพื่อขอใชสถานที่ประชุม ขอใดเหมาะสมที่สุด 1) จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และหวังในความกรุณา 2) จึงเรียนมาเพื่อโปรดอนุมัติ ขอขอบพระคุณลวงหนา 3) จึงเรียนมาเพื่อพิจารณาชวยเหลือ และขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ 4) จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาใหความอนุเคราะห จักเปนพระคุณยิ่ง 2. คําในขอใดจะใชแทนคําที่ขีดเสนใตไดอยางถูกตองตามลําดับ "การประชุมวันนี้ มีเรื่องที่จะประชุมมาก ผูนําการประชุมอาจตองขอการตัดสินใจของที่ประชุม วาจะใหบรรจุ เรื่องทั้งหมดในคราวนี้หรือไม และอาจตองยอมใหแสดงความคิดเห็นกันกอนก็เปนได" 1) ญัตติ หัวหนา ความคิดเห็น อภิปราย 2) ญัตติ ประธาน มติ ถกเถียง 3) ระเบียบวาระ หัวหนา ความคิดเห็น ถกเถียง 4) ระเบียบวาระ ประธาน มติ อภิปราย BOBBYtutor Thai Note
  • 124.
    3. ขอความในขอใดที่ประธานการประชุมกลาวไดเหมาะสมเมื่อไดเสนอความเห็นของตนแลว 1) เรื่องนี้ผมทราบดีพอสมควรควรหาขอยุติไดงาย 2) เทาที่ผมเสนอมาทานคงตองพิจารณากันเอง 3) เรื่องที่ผมเสนอ ทานจะเชื่อหรือไมก็แลวแต 4) ผมก็ไมเชี่ยวชาญเรื่องนี้หรอก ก็ไดแตลองเสนอมาใหฟงกัน 4. "ที่ประชุมมีมติใหประธานชมรมภาษาไทยนําขอเสนอแนะที่สรุปไดเสนอตอผูอํานวยการตอไป "ที่ประชุม" หมายถึงใคร 1) ชมรมภาษาไทย 2) กรรมการและสมาชิกชมรม 3) ผูเขาประชุมทั้งหมด 4) ผูจัดการประชุมและผูเขาประชุมทั้งหมด 5. เมื่อสมาชิกตองการเสนอความเห็นในที่ประชุมเพื่อคัดคานขอเสนอของรัฐมนตรี เขาตองพูดขึ้นตนตามขอใด 1) ทานรัฐมนตรีที่เคารพ 2) ทานประธานที่เคารพ 3) ทานผูมีเกียรติที่เคารพ 4) ทานสมาชิกที่เคารพ 6. ในตราสารจัดตั้งบริษัท กลาววา การประชุมใหญจะดําเนินการไดก็ตอเมื่อกรรมการบริษัทจํานวนไมนอยกวา 10 คน เขาประชุม ในการประชุมครั้งหนึ่งกรรมการจําเปนตองออกจากที่ประชุม จึงเหลือผูเขาประชุม 9 คน การประชุม ครั้งนั้นตองยุติเพราะเหตุใด 1) ไมเปนไปตามกําหนดการประชุม 2) ผิดระเบียบวาระการประชุม 3) ไมครบองคประชุม 4) ยังลงมติไมได 7. การประชุมสภากรุงเทพมหานครเมื่อสัปดาหที่แลว คณะผูบริหารไดเสนอรางญัตติงบประมาณรายจายประจําปตอ สภาที่ประชุมไดอภิปรายกันอยางกวางขวางและในที่สุดมีมติใหรางญัตตินี้ตกไป ผลการประชุมแสดงวาที่ประชุม ใหปฏิบัติตามขอใด 1) ไมพิจารณาญัตตินี้อีก แมจะเสนอเขามาใหม 2) ใหคณะผูบริหารถอนญัตตินี้ไปปรับปรุงมาใหม 3) เลื่อนญัตตินี้ไปพิจารณาใหม 4) ไมรับญัตตินี้ 8. ขอใดไมใชหนาที่ของพิธีกรในการบรรยายตอหนาประชุม 1) ดูแลใหการบรรยายดําเนินไปอยางเรียบรอย 2) บรรยายและใหรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่จะบรรยาย 3) โนมนาวใหผูเขาประชุมเกิดความรูสึกอยากทราบเกี่ยวกับเรื่องที่จะบรรยาย 4) ใหรายละเอียดของผูบรรยายและเชื้อเชิญผูบรรยายใหเริ่มรายการเมื่อถึงเวลา 9. ประโยคใดใชภาษาไดตรงตามระเบียบแบบแผนของการประชุมมากที่สุด 1) ขณะนี้ทุกคนมาพรอมหนาพรอมตาแลว ดิฉันขอเปดประชุมเลยนะคะ 2) บัดนี้คณะกรรมการไดมาประชุมครบองคประชุมแลว ดิฉันขอเปดประชุม 3) บัดนี้มวลสมาชิกไดพรอมกัน ณ ที่ประชุมนี้แลว ดิฉันใครขอเปดการประชุม 4) บัดนี้ไดเวลาอันเปนมงคลและปวงสมาชิกมาครบถวนแลว ดิฉันใครขอเปดการประชุม 10. คําในขอใดจะแทนที่ขอความที่พิมพตัวหนาไดอยางมีลําดับถูกตอง "ในการประชุมเมื่อวานนี้ ไดมีการแสดงความคิดเห็นกันอยางกวางขวาง ทั้งฝายที่เห็นชอบกับขอเสนอและฝายที่โตแยง" 1) ถกเถียง เห็นดวย คัดคาน 2) ถกเถียง สนับสนุน คัดคาน 3) อภิปราย เห็นดวย คัดคาน 4) อภิปราย สนับสนุน คัดคาน BOBBYtutor Thai Note
  • 125.
    11. กรณีใดแสดงการใชภาษาอยางเหมาะสมกับหนาที่และบทบาทของประธานในที่ประชุม 1) ในการประชุมอยางเปนทางการขณะสมาชิกยังมาไมครบ "เอาละครับถึงเวลาแลว ผมไมรอละ ขอเปดประชุมเลย" 2) เมื่อเห็นราตรีนิ่งเงียบไมแสดงความคิดเห็น "คุณราตรีวาไงครับ นั่งเงียบเลย ชวยใหขอคิดเราหนอย" 3) เมื่อไดใหโอกาสแสดงความคิดเห็นกันพอสมควรแลว "เอาละนะครับ ทุกทานก็พอจะเห็นแนวทางแลว เพราะฉะนั้นผมขอมติ ใครเห็นดวยยกมือครับ... ใครไมเห็นดวย ยกมือครับ..." 4) เมื่อสมาชิก 2 คนโตแยงกันยืดเยื้อประธานจําเปนตองตัดบท "เอาละๆ ผมวาพอแลว ทุกทานตางก็หวังดีตอหนวยงานของเราทั้งนั้น ตางคนตางมีเหตุผล แตมันก็ตองมี คนหนึ่งผิด คนหนึ่งถูก เอาเปนวาอยาใสใจเลย ตอนนี้เลิกประชุมดีกวา" 12. เมื่อมีความเห็นขัดแยงกับที่ประชุมและทานตองการคัดคาน ทานควรหลีกเลี่ยงการคัดคานลักษณะใด 1) โดยการอางหลักฐาน 2) อางความจําเปนเกี่ยวกับเวลา 3) อางเหตุผลสวนบุคคล 4) อางบุคคลสวนใหญ 13. การจัดการประชุมเพื่อคนหาความจริง วางนโยบายและเสนอแนะแนวทางปฏิบัติเปนการประชุมแบบใด 1) การประชุมชี้แจง 2) การประชุมปรึกษา 3) การประชุมสัมมนา 4) การประชุมปฏิบัติการ 14. ขอใดใชภาษาไดเหมาะสมที่สุดในการประชุม 1) ดิฉันขอทราบขอเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมอีกเล็กนอย 2) ดิฉันอยากทราบขอเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมอีกเล็กนอย 3) ดิฉันประสงคจะทราบขอเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมอีกเล็กนอย 4) ดิฉันตองการทราบขอเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมอีกเล็กนอย 15. ขณะที่มีผูอภิปรายขัดแยงกันอยูในที่ประชุม ทานตองการแสดงความคิดเห็นเพื่อชวยบรรยากาศในที่ประชุม ทานจะพูดวาอยางไร 1) ขอโอกาสใหไดเสริมความคิดของทานทั้งสองบาง 2) ขอใหไดแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ทานกําลังอภิปรายแยงกันอยู 3) ขอใหประธานโปรดเลื่อนวาระการประชุมไป 4) ขอใหประธานโปรดลงความเห็นชี้ขาด เฉลย 1. 4) 2. 4) 3. 4) 4. 3) 5. 2) 6. 3) 7. 4) 8. 2) 9. 2) 10. 4) 11. 3) 12. 3) 13. 2) 14. 1) 15. 1) BOBBYtutor Thai Note
  • 126.
    โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางค และโคลงสุภาษิตนฤทุมนาการ 1. ผูแตง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว 2.รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) โคลงสี่สุภาพ 3. ความหมายของชื่อเรื่อง สุภาษิต แปลวา"คําพูดที่ถือเปนคติ"ทั้งนี้เพราะสุภาษิตเปนความคิดที่ดีงามซึ่งผานการไตรตรองของปราชญมาแลว จึงปรากฏเปนถอยคําสั้นๆ จํางายและมีความไพเราะจับใจ ผูฟงสุภาษิตของไทยที่เปนที่รูจักกันแพรหลาย ไดแก สุภาษิต พระรวง สุภาษิตโลกนิติคําโคลง พุทธศาสนสุภาษิต "โสฬสไตรยางค" แยกเปน โสฬส แปลวา สิบหก, ไตรยางค แปลวา องคสาม สุภาษิตนี้จําแนกเนื้อความเปน 16 หมวด หมวดละ 3 ขอ "นฤทุมนาการ" แยกเปน นฤ แปลวา ไม, ทุมน แปลวา เสียใจ, อาการ แปลวา สภาพ กิริยา ที่ผูประพฤติยัง ไมเคยเสียใจ มีความหมายวา กิจ 10 ประการ 4. การอธิบายสุภาษิตเกี่ยวกับนามธรรม มีวิธีอธิบายได 2 วิธีคือ 1. อธิบายโดยการยกธรรมขึ้นแสดงโดยตรง 2. อธิบายโดยการเปรียบเทียบ 5. ฉันทลักษณของโคลงสี่สุภาพ ผังภูมิ 000 00 0 00 0 00 00 0 0 00 00 (00) บาท 1 บาท 2 บาท 3 บาท 4  (00) 0000 00 00 0 00้ ตัวอยาง เสียงลือเสียงเลาอาง อันใด พี่เอย เสียงยอมยอยศใคร ทั่วหลา สองเขือพี่หลับใหล ลืมตื่น ฤๅพี่ สองพี่คิดเองอา อยาไดถามเผือ (ลิลิตพระลอ) BOBBYtutor Thai Note
  • 127.
    โคลงสี่สุภาพ บังคับเรื่อง คณะสัมผัส เอก โท คณะ = จํานวนคําในวรรค บาท บท 1 บทมี 4 บาท 30 คํา บาทที่ 1-3 มีบาทละ 7 คํา วรรคหนา 5 วรรคหลัง 2 บาทที่ 4 มี 9 คํา วรรคหนา 5 วรรคหลัง 4 สัมผัส = 1 บท มี 3 แหง เอกโท = มีคําเอก 7 คําโท 4 คําเอก = คําที่มีรูปวรรณยุกตเอก กํากับ คําตาย ใชแทนเอกได คําโท = คําที่มีรูปวรรณยุกตโท กํากับ คําเอกโทษ = การใชเอกแทนโท คําโทโทษ = การใชโทแทนเอก "เชิญดูตูคาเหลน โคลงโลด โผนเทอญ ยกคอยอประโยชน เคาเหยี้ยง (ลิลิตสามกรุง) คําเอกโทษ ไดแก คา คอ เคา (ปกติคือคํา ขา ขอ เขา) คําโทโทษ ไดแก เหลน เหยี้ยง (ปกติคือคํา เลน เยี่ยง) 6. สาระสําคัญของเรื่อง โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางค กลาวถึงสิ่งที่ควรปฏิบัติและสิ่งที่ควรละเวน 16 หมวด หมวดละ 3 ขอ ดังตอไปนี้ 1. สามสิ่งควรรัก คือ ความกลา ความสุภาพ ความรักใคร 2. สามสิ่งควรชม คือ อํานาจปญญา เกียรติยศ มารยาทดี 3. สามสิ่งควรเกลียด คือ ความดุราย ความหยิ่งกําเริบ ความอกตัญู 4. สามสิ่งควรรังเกียจติเตียน คือ ชั่วเลวทราม มารยา ริษยา 5. สามสิ่งควรเคารพ คือ ศาสนา ยุติธรรม ความประพฤติเปนประโยชนทั่วไปไมเฉพาะตัวเอง 6. สามสิ่งควรยินดี คือ งามตรงตรง ไทยแกตน 7. สามสิ่งควรปรารถนา คือ ความสุขสบาย มิตรสหายที่ดี ใจสบายปรุโปรง 8. สามสิ่งควรออนวอนขอ คือ ความเชื่อถือ ความสงบ ใจบริสุทธิ์ 9. สามสิ่งควรนับถือ คือ ปญญา ฉลาด มั่นคง 10. สามสิ่งควรจะชอบ คือ ใจอารีสุจริต ใจดี ความสนุกเบิกบานพรอมเพรียง 11. สามสิ่งควรสงสัย คือ ยอ หนาเนื้อใจเสือ กลับกลอก 12. สามสิ่งควรละ คือ เกียจคราน วาจาฟนเฟอน หยอกหยามแลแสลงฤๅขัดคอ 13. สามสิ่งควรกระทําใหมี คือ หนังสือดี เพื่อนดี ใจดี 14. สามสิ่งควรจะหวงแหนฤๅตอสูเพื่อรักษา คือ ชื่อเสียงยศศักดิ์ บานเมืองของตน มิตรสหาย 15. สามสิ่งควรครองระวัง คือ กิริยาที่เปนในใจ มักงาย วาจา 16. สามสิ่งควรเตรียมรับ คือ อนิจจัง ชรา มรณะ BOBBYtutor Thai Note
  • 128.
    โคลงสุภาษิตนฤทุมนาการ กลาวถึงกิจ 10ประการ ที่ผูประพฤติยังไมเคยเสียใจเพราะเปนความประพฤติดีใน ไตรทวาร (กาย วาจา ใจ) อันจะยังใหเกิดผลดีแกผูประพฤติเองและตอสังคมสวนรวม ดังนี้ 1. เพราะทําความดีทั่วไป 2. เพราะไมไดพูดรายตอใครเลย 3. เพราะถามฟงความกอนตัดสิน 4. เพราะคิดเสียกอนจึงพูด 5. เพราะอดพูดในเวลาโกรธ 6. เพราะไดกรุณาตอคนที่ถึงอับจน 7. เพราะขอโทษบรรดาที่ไดผิด 8. เพราะความอดกลั้นตอผูอื่น 9. เพราะไมฟงคนพูดเพศนิทาน (พูดเท็จ, พูดเพอเจอ) 10. เพราะไมหลงเชื่อขาวรายที่คนลือกัน 7. คําศัพทที่ควรทราบ มาติกา = แมบท (อานวา มาด-ติ-กา) ธัญลักษณ = ลักษณะดี โสด = อิสระ หึงสจิต = ริษยา เสี่ยม = เสงี่ยม (เปนคําแผลง) มารษา = คําเท็จ, คําไมจริง (อานวา มาน-สา) โทษาคติ = คติอันเนื่องมาจากโทสะ ความโกรธ พรอง = พูด ปกไว = ปกปดไว ไขษย = กษัย, สิ้นไป, หมดไป เฉียบ = จัด, ยิ่งขึ้น เพศนิทาน = เรื่องเกินจริง ปายโทษ = ใหราย 8. ขอคิดที่ไดรับ สุภาษิตทั้งปวงยอมมีเนื้อหาสาระที่ใหคติในการดํารงชีวิต ชี้ใหเห็นสิ่งควรปฏิบัติและสิ่งควรเวน ผูประสงค ความเจริญในชีวิต ควรอานดวยความพินิจพิจารณา แลวเลือกนําสุภาษิตนั้นๆ ไปปฏิบัติใหเกิดประโยชนแกชีวิตของตน และสังคมสวนรวมเทาที่จะสามารถทําได BOBBYtutor Thai Note
  • 129.
    แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. แมวาชูชกจะมีรูปรางที่อัปลักษณเขาลักษณะ "บุรุษโทษสิบแปดประการ"แตชูชกก็ยังคงมีสวนดีอันเปนคุณสมบัติ อยูบาง อะไรคือคุณสมบัติสําคัญของชูชก 1) ฉลาดยิ่งสิ่งแยบคาย คาดรู 2) อํานาจศักดิ์ศฤงศาร มั่งคั่ง 3) คําพูดพางลิขิต เขียนราง เรียงแฮ 4) ความรักประจักษใจ จริงแน นอนฤๅ 2. การที่พระเจาวิกรมาทิตยหลงแกปญหาใหเวตาลแสดงวาพระองคไมไดปฏิบัติตามหลักภาชิตนฤทุมนาการขอใด 1) ยินคดีมีเรื่องนอย ใหญไฉน ก็ดี ยังบลงเห็นไป เด็ดดวน 2) ขันตีมีมากหมั้น สันดาน ใครเกะกะระราน อดกลั้น 3) สามารถอาจหามงด วาจา ตนเฮย ปางเมื่อยังโกรธา ขุนแคน 4) ไปฟงคนพูดฟุง ฟนเฝอ เท็จและจริงจานเจือ คละเคลา เฉลย 1. 1) 2. 2) BOBBYtutor Thai Note
  • 130.
    มหาเวสสันดรชาดก กุมารบรรพ (กัณฑที่8) 1. ผูแตง เจาพระยาพระคลัง (หน) 2. ลักษณะคําประพันธ (รูปแบบ) แตงเปนรายยาว มีคาถาบาลีแทรก สันนิษฐานวา คําประพันธประเภทราย เปนคําประพันธชนิดแรกของไทย บทหนึ่งจะมีกี่วรรคก็ได วรรคหนึ่งจะมีจํานวนคําตั้งแต 6 คําขึ้นไป มีสัมผัสระหวางวรรค คําสุดทายของวรรคหนาสงสัมผัสไปยังคําหนึ่งคําใดของวรรคตอไป 3. จุดประสงคในการแตง ใชสําหรับเทศน มีการยกศัพทบาลีขึ้นนํากอน แลวแตงรายตาม มีคาถาบาลีสลับแทรก เปนระยะ 4. ความหมายของชาดก "ชาดก" มาจากคําวา "ชาตก" แปลวา การเกิด หมายถึง เรื่องราวของพระโพธิสัตว ซึ่งบําเพ็ญบารมีในพระชาติ ตางๆ เพื่อจะตรัสรูเปนพระพุทธเจา อาจจะเปน เทวดา มนุษย สัตว ก็ไดเรื่องราวของพระพุทธเจาตอนที่เสวยพระชาติ เปนพระโพธิสัตวนั้นมีหลายชาติ แตพระชาติที่สําคัญมี 10 ชาติ เรียกวา "ทศชาติชาดก" ไดแก 1. พระเตมีย (ใบ) ทรงบําเพ็ญเนกขัมมบารมี คือ การออกบวช 2. พระมหาชนก ทรงบําเพ็ญวิริยบารมี คือ มีความเพียร 3. พระสุวรรณสาม ทรงบําเพ็ญเมตตาบารมี คือ ความมีเมตตา 4. พระเนมิราช ทรงบําเพ็ญอธิษฐานบารมี คือ มีความตั้งใจมั่น 5. พระมโหสถ ทรงบําเพ็ญปญญาบารมี คือ ความมีปญญา 6. พระภูริทัต ทรงบําเพ็ญศีลบารมี คือ มีศีล 7. พระจันทกุมาร ทรงบําเพ็ญ ขันติบารมี คือ มีความอดทน 8. พระนารท ทรงบําเพ็ญอุเบกขบารมี คือ รูจักทําใจวางเฉย 9. พระวิทูร ทรงบําเพ็ญสัจจบารมี คือ มีสัจจะ 10. พระเวสสันดร ทรงบําเพ็ญทานบารมี คือ การให, เสียสละ รายยาวมหาเวสสันดรชาดกเปนชาดกเรื่องใหญที่สุด ในชาตินี้พระโพธิสัตวไดบําเพ็ญบารมีอันยิ่งใหญครบถวน 10 ประการ มีทานบารมีเปนสูงสุด เรียกการเทศนเรื่องมหาเวสสันดรวา "เทศนมหาชาติ" 5. วรรณกรรมที่เกี่ยวของกับเรื่องมหาเวสสันดรชาดก มี 3 เลม คือ 1. มหาชาติคําหลวง เมื่อ พ.ศ. 2025 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถไดโปรดใหประชุมนักปราชญและกวีแตงดวย คําประพันธหลายชนิด คือ โคลง ฉันท กาพย ราย ใชสําหรับสวดใหพุทธศาสนิกชนฟง 2. กาพยมหาชาติ เมื่อ พ.ศ. 2170 สมเด็จพระเจาทรงธรรมไดโปรดใหนักปราชญราชบัณฑิตแตงมหาเวสสันดร- ชาดกเปนรายยาว ใชสําหรับเทศน แตไมเปนที่นิยม เพราะไมสามารถเทศนจบในวันเดียว 3. มหาชาติกลอนเทศน หรือรายยาวมหาเวสสันดรชาดก เปนมหาชาติฉบับแปลสําหรับเทศนใหจบภายในวันเดียว แตงดวยรายยาวมีมากมายหลายสํานวน เมื่อกระทรวงศึกษาธิการจะนํามาใชเปนแบบเรียน ไดคัดเลือกสํานวนที่ดีรวมกัน 13 กัณฑ เรียกวา รายยาวมหาเวสสันดรชาดก ฉบับกระทรวงศึกษา ซึ่งไดรับยกยองจากวรรณคดีสโมสรใน รัชกาลที่ 6 ใหเปนยอดวรรณคดีประเภทกลอนกาพย BOBBYtutor Thai Note
  • 131.
    6. การเทศนคาถาพัน คือการเทศนเรื่องมหาเวสสันดรชาดกซึ่งมีความยาว 1,000 พระคาถา (คาถา = ฉันท บทหนึ่งมีสี่บาท ฉันทที่ใชในการแตงมหาเวสสันดรชาดกเรียกวา ปฐยาวัตฉันท) มีทั้งหมด 13 กัณฑ ดังนี้ กัณฑ จํานวนคาถา สํานวนที่ไดรับเลือก เพลงประจํากัณฑ ทศพร หิมพานต ทานกัณฑ วนปเวสน ชูชก จุลพน มหาพน กุมาร มัทรี สักกบรรพ มหาราช ฉกษัตริย นครภัณฑ 19 134 209 57 79 35 80 101 90 43 69 36 48 รวม 1,000 สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส สํานักวัดถนน รัชกาลที่ 4 สํานักวัดสังขกระจาย รัชกาลที่ 4 พระเทพโมฬี (กลิ่น) เจาพระยาพระคลัง (หน) เจาพระยาพระคลัง (หน) รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 4 สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส สาธุการ ตวงพระธาตุ พญาโศก พญาเดิน เซนเหลา คุกพาทย เชิดกลอง โอดเชิดฉิ่ง ทยอยโอด กลม กราวนอก ตระนอน กลองโยน 7. ประเพณีการเทศนมหาชาติ ประเพณีการเทศนมหาชาติมีมาตั้งแตสมัยอยุธยา ตามปกตินิยมจัดเทศนมหาชาติระหวางเดือน 12 (พฤศจิกายน) กับเดือนอาย (ธันวาคม) บริเวณที่จัดเทศนมหาชาติ มีการประดับดวยตนกลวย ตนออย ใหคลายนิโครธาราม (นิโครธ = ตนไทร) ซึ่งเปนสถานที่ที่พระพุทธเจาตรัสเทศนาเรื่องมหาเวสสันดรชาดก ความนิยมในการฟงเทศนมหาชาติ หรือเทศนคาพัน คือ ตองฟงใหจบใน 1 วัน เพื่อจะไดมหานิสงสไดพบศาสนา พระศรีอาริยเมตไตรยในที่สุด 8. เนื้อเรื่องยอ ชูชกเดินทางไปถึงอาศรมพระเวสสันดร ตามทางที่อัจจุตฤๅษีชี้ใหในเวลาโพลเพลใกลคํ่า ชูชกยังไมเขาไปทูลขอสอง กุมารทันทีเพราะพระนางมัทรีกลับสูอาศรมแลว เกรงวาพระนางมัทรีจะทรงขัดขวางการทําทานของพระเวสสันดร ชูชก จึงนอนคางคืนอยูที่ซอกผาใกลพระอาศรม คืนนั้นพระนางมัทรีเสวยบุรพนิมิตวา มีชายอวนใหญผิวดํานุงผาและคาดพุง ดวยผายอมฝาด ทัดดอกไมแดงทั้งสองหู มือขวาถือดาบพังประตูเขามา ฉวยมุนมวยผมพระนางฉุดกระชากใหนอนหงาย ฟนแขนสองขางของพระมัทรี ควักดวงตาดวงใจไป พระนางมัทรีขอใหพระเวสสันดรทํานายความฝน พระเวสสันดรทรง ทํานายเลี่ยงวาพระสุบินนี้เกิดจากธาตุทั้งสี่วิปริตมิควรกังวล รุงเชาพระนางมัทรีทรงฝากฝงพระโอรสพระธิดาไวกับ พระเวสสันดร ชูชกขึ้นมาเฝาพระเวสสันดร ทูลขอพระกัณหาชาลีซึ่งพระเวสสันดรก็ทรงยกให สองกุมารเกรงภัยจากชูชก จึงหนีลงไปซอนตัวในสระบัว พระเวสสันดรเสด็จไปตามสองกุมาร ไดตรัสเรียกสองกุมารขึ้นมาจากสระเปนอุปมาโวหาร โดยเปรียบสองกุมารเปนดุจเรือสําเภาทองที่พระองคจะทรงใชเสด็จไปสูพระโพธิญาณ สองกุมารเกิดขัตติยมานะขึ้นมาจากสระ พระเวสสันดรก็ทรงกําหนดคาไถสองกุมาร เมื่อพระเวสสันดรพระราชทานสองกุมารแกชูชกแลว ชูชกเฆี่ยนตีสองกุมาร เฉพาะพระพักตร ฉุดกระชากลากไปโดยไมปรานี สองกุมารไดพรํ่ารําพันจนพระเวสสันดรเกิดความเศราโทมนัสและ จะฆาชูชกเสีย แตก็ทรงใชปญญาบารมีและอุเบกขาบารมี ตรัสสอนพระองคเองวาพระราชทานสองกุมารใหชูชกไปแลว ไมควรยุงเกี่ยวดวย ในที่สุดชูชกก็พาสองกุมารเดินทางออกพนประตูปาในเวลาเย็นยํ่าคํ่า BOBBYtutor Thai Note
  • 132.
    9. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 9.1 เราควรเสียสละประโยชนสวนตนเพื่อประโยชนยิ่งใหญของสวนรวมไดถึงแมจะลําบากสักเพียงใดก็ตาม 9.2 การรักษาวาจาสัตย ความกตัญูกตเวที ความมีขันติและอุเบกขา เปนคุณธรรมที่ควรประพฤติปฏิบัติ 9.3 คานิยมที่ปรากฏในเรื่องเวสสันดรชาดกเปน คานิยมเชิงโลกุตระ คือ คานิยมที่เหนือโลกเหนือสามัญชน เปนคานิยมของอริยบุคคลที่ปรารถนาในพุทธภูมิ (อธิษฐานขอเปนพระพุทธเจา) เพื่อชวยสัตวโลกใหพนจาก วัฏสงสาร คือ การเวียนวายตายเกิด 10. ความรูประกอบเรื่อง 10.1 นิบาตชาดก คือ ชาดกที่มีปรากฏในคัมภีรพระพุทธศาสนา ถือเปนพระพุทธวัจนะ มีทั้งหมด 550 เรื่อง 10.2 ปญญาสชาดก คือ ชาดกนอกนิบาต หรือ พาหิรกชาดก เปนชาดกนอกคัมภีรพระพุทธศาสนา พระภิกษุ ชาวเชียงใหมเปนผูแตงขึ้นราว พ.ศ. 2000-2200 10.3 มหานิบาตชาดก คือ ชาดกที่มีพระคาถามากกวา 80 พระคาถา 10.4 จุณณียบท คือ บทนําเรื่องในแตละกัณฑ 10.5 แหลสําเภาทอง คือ บทแหลตอนพระเวสสันดรทรงเรียกสองกุมารขึ้นจากสระ การแตงกัณฑเทศนใน กัณฑกุมาร จะตกแตงเปนรูปเรือสําเภา 10.6 ลักษณะฝน 4 ลักษณะ คือ 1. บุรพนิมิต ฝนบอกลางลวงหนา 2. จิตนิวรณ ฝนเพราะใจเปนหวงเปนกังวลถึง 3. เทพสังหรณ ฝนดวยเทวดาบันดาลใหฝน 4. ธาตุโขภ ฝนเพราะธาตุในกายวิปริต 10.7 สมดึงสบารมี คือ บารมี 30 ประการ มีทศบารมี 10 ประการ อุปบารมี 10 ประการ และปรมัตถบารมี (บารมีสูงสุด) 10 ประการ 10.8 สัตตสดกมหาทาน คือ การบริจาคทานหมวดละ 700 สิ่ง ไดแก ชาง มา รถ นางสนม โคนม ทาสหญิง ทาสชาย อยางละ 700 BOBBYtutor Thai Note
  • 133.
    แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. การแสดงกิริยา "จําจะขูเสียใหราบปราบเสียแตเดิมที"ของชูชกเมื่อพบชาลีกัณหาครั้งแรกเปนกิริยาชนิดใด 1) ตัดไมขมนาม 2) ตีปลาหนาไซ 3) เชือดไกใหลิงดู 4) ตัดไฟแตตนลม 2. การบริจาคบุตรเปนทานในเรื่องเวสสันดรชาดก เปนการกระทําที่ตรงกับการกระทําในขอใด 1) การทําดีตองใชเวลามาก 2) การทําดีตองอดทนมาก 3) การทําดีตองเสียสละมาก 4) การทําดีตองลงทุนมาก 3. หนังสือมหาชาติที่เกาแกที่สุดคือเรื่องใด 1) มหาชาติกลอนเทศน 2) มหาชาติคําหลวง 3) กาพยมหาชาติ 4) รายยาวมหาชาติ อานขอความตอไปนี้แลวตอบคําถามขอ 4-7 อันวาเฒาชราทิชาชาติ เมื่อไดรับพระราชทานสองกุมารไดแลว เฒาใจแกลว ก็ฉุดกระชากลากสองกุมารมา ผูกพัน พระพี่นองสองกระสันเขาใหมั่นกับมือ ปลายเชือกขางหนึ่งนั้น ถือตามตีตอนสองบังอรมาตอหนาสมเด็จพระบิดา ไมปรานี... เมื่อชูชกพฤฒาจารยพาสองกุมารมาเต็มพัก ถึงทางตะกุกตะกักกอนศิลา เฒาชราเดินทะลุทะลาดเหยียบ พลาดลมผลุง เครือเถาสะดุงหลุดออกจากขอพระกร สองบังอรก็วิ่งมาสูสํานักพระบิดา เฒาชราฉวยไดไมเรียว ไมไลขบฟน ฉุดลากกระชากรันดวยโทโส เสมือนหนึ่งจะเชือดเนื้อหนังกินเสียทั้งเปนเห็นเวทนา... 4. เหตุผลขอใดสําคัญที่สุดที่กวีแตงใหสองกุมารถูกทารุณจากชูชก 1) ใชเปนบทเทศนใหกินใจผูฟง 2) กวีตองการแสดงอารมณนาเวทนา 3) เนนการเสียสละอันยากยิ่งของพระเวสสันดร 4) แสดงบุคลิกภาพดานรายของชูชกใหปรากฏชัดเจน 5. คําวา "ทิชาชาติ" นอกจากจะใชพราหมณแลว ยังใชกับอะไรไดอีก 1) นก 2) ลิง 3) เสือ 4) สุนัขจิ้งจอก 6. ถาเทียบเคียงสภาพการณปจจุบัน การบริจาคทานของพระเวสสันดรจะใกลเคียงกับลักษณะใดที่สุด 1) คุณธรรมที่นักปกครองพึงมี 2) การชวยลดชองวางระหวางชนชั้น 3) การสังคมสงเคราะหแกผูประสบภัย 4) การเตรียมการเพื่อประโยชนแหงตนของนักการเมือง 7. ขอความที่ยกมานี้ ดีเดนในดานใด 1) ดําเนินเรื่องรวดเร็ว 2) ใชคําไดกระชับรัดกุม 3) คําที่ใชสื่อภาพไดอารมณ 4) ใหภาพพจนเปรียบเทียบ 8. เหตุการณใดตอไปนี้ เกิดขึ้นกอนเหตุการณอื่นๆ ในเรื่อง "มหาเวสสันดรชาดก" 1) ฝนโบกขรพรรษตกที่กรุงกบิลพัสดุ 2) ฝนโบกขรพรรษตกที่บรรณศาลา เขาวงกต 3) พระอินทรประทานพร 10 ประการ แกพระนางผุสดี 4) พระอินทรประทานพร 8 ประการ แกพระเวสสันดร BOBBYtutor Thai Note
  • 134.
    9. ขอใดแสดงใหเห็นความเชื่อตามคติทางพระพุทธศาสนา อันเปนแนวคิดรวบยอดของมหาเวสสันดรชาดรกัณฑกุมาร 1)จึงเอาพระปญญาวินิจฉัยเขามาขมโศก วาบุตรวิโยคทั้งนี้บังเกิดเพราะมีความรัก จําจะเอาอุเบกขาเขามาประหาร หักใหเสื่อมหาย 2) หญิงชายผูใดเลยเกิดมาในหวงมหรรณพภพสงสาร ยังมิถึงซึ่งพระนิพพานตราบใดก็ยอมตองทุกขโพยภัย ประหาร ปานประหนึ่งวาตัวเราฉะนี้ 3) ขาแตเทพเจาทั้งหลายเอย อันศักดิ์สิทธิ์สถิตที่เครือหญาลดาวัลยอันทรงทิพยกรรณ ทิพยเนตร ไดโปรดเกศเกลา กระหมอมฉันดวยชวยบอกพระมารดา 4) กรรมเอยกรรม ชะรอยวากรรมกัณหานอยนี้ไดกระทําไวแตชาติหลัง จึงไดเผอิญพระพอเจาชิงชังไมดูหนามา เมินเฉย โอกรรมเอยเห็นจะสิ้นวาสนาของแกวกัณหานี้เสียจริงๆ 10. "พราหมณเอยจงมารับพระราชทานสองกุมารแตโดยดี เธอก็หลั่งอุทกวารีลงในมือพราหมณ" พฤติกรรมที่ พระเวสสันดรกระทํานี้ มีแนวคิดเปนไปในทํานองเดียวกันกับพิธีกรรมใด 1) การกรวดนํ้า 2) การรดนํ้าศพ 3) พระภิกษุประพรมนํ้าพุทธมนต 4) การหลั่งนํ้าในงานสมรส 11. ถาจะรับเปนเจาของกัณฑเทศนมหาชาติ กัณฑกุมาร แตตองการเลี่ยงไมใชสําเภาทองจําลองเปนเครื่องกัณฑเทศน ควรจะใชสิ่งใดแทนจึงจะเหมาะที่สุด 1) ดอกบัว และใบบัว 2) กลวย ออย และผลไม 3) ตุกตาเด็กหญิง เด็กชาย 4) ใบทองพันชั่ง และตุกตาสัตวตางๆ เฉลย 1. 1) 2. 3) 3. 2) 4. 3) 5. 1) 6. 3) 7. 3) 8. 1) 9. 4) 10. 4) 11. 2) BOBBYtutor Thai Note
  • 135.
    ลิลิตตะเลงพาย 1. ผูประพันธ สมเด็จพระมหาสมณเจากรมพระปรมานุชิตชิโนรส พระประวัติสมเด็จพระมหาสมณเจากรมพระปรมานุชิตชิโนรส มีพระนามเดิมวา พระองคเจาวาสุกรี เปนพระเจา ลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก เมื่อพระชนมายุ ประมาณ 12 พรรษา ทรงผนวชเปนสามเณร และทรงไดรับอุปสมบทเปนพระภิกษุ ประทับที่ตําหนักวาสุกรี วัดพระเชตุพนฯ ผลงาน พระนิพนธตางๆ มีทั้งตําราและวรรณคดี ไดแก พระราชพงศาวดารฯ ตํารับฉันท มาตราพฤติ และวรรณพฤติ สรรพสิทธิ์คําฉันท กฤษณาสอนนองคําฉันท ลิลิตตะเลงพาย มหาชาติ 11 กัณฑ (เวนกัณฑมหาพน และมัทรี) พระปฐมสมโพธิกถา และยังมีหนังสือเบ็ดเตล็ดตางๆ เชน โคลงฤๅษีดัดตน โคลงกลบท และเพลงยาวเจาพระ ป พ.ศ. 2533 เปนป 200 ป กรมพระปรมานุชิตชิโนรส 2. จุดประสงคในการแตง เพื่องานพระราชพิธีฉลองตึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม 3. ลักษณะคําประพันธ (รูปแบบ) เปนลิลิตสุภาพ ซึ่งประกอบดวย รายสุภาพและโคลงสุภาพ (โคลงสองสุภาพ โคลงสามสุภาพ โคลงสี่สุภาพ) สลับกันตามความเหมาะสมของเนื้อความในเรื่อง 4. กลวิธีในการประพันธ ลิลิตตะเลงพาย เปนลิลิตที่ไดรับการยกยองวาเปนหนังสือประเภทมหากาพย ศัพท สํานวนและโวหาร ใชถอยคํา ประณีตไพเราะ มีคุณคาทางวรรณศิลป ใหความรูในดานตางๆ เชน ประวัติศาสตร ประเพณี ตําราพิชัยสงคราม ตลอดจนหลักธรรมะ ลิลิตตะเลงพาย จัดอยูในประเภทวรรณคดีเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริยเชนเดียวกับลิลิตยวนพายซึ่งเปนวร รณคดีในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนตน เนื้อเรื่องเปนการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในการทํายุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาจนไดรับชัยชนะ 5. สาระสําคัญของเรื่อง เริ่มตนเปนรายกลาวถึงพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย ตามขนบการแตงลิลิตดําเนินเรื่องตามพระราช- พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ตั้งแตพระมหาธรรมราชาสวรรคต (พ.ศ. 2133) พระราชโอรสทั้งสองพระองคคือพระนเรศวร และพระเอกทศรถ ขึ้นปกครองประเทศ พระนเรศวรเตรียมทัพไปรบเขมร ทางฝายเมืองมอญ (พมา) พระเจาหงสาวดี เตรียมทัพมารบกับไทย เพราะคาดคะเนวา เมื่อขึ้นแผนดินใหม อาจจะมีการแยงชิงราชสมบัติกัน พระมหาอุปราชา เปนแมทัพยกมารบไทย พระนเรศวร จัดกําลังทัพไปรับศึกนอกพระนครศรีอยุธยาทันเวลา ทัพไทยและทัพมอญไดเขา ประชิดกัน ณ ตําบลตระพังตรุ พระนเรศวรไดชัยชนะในการรบหัวเมืองเหนือทั้งหมดเขามาสวามิภักดิ์ตอแผนดินไทย ขยายพระราชอาณาจักรออกไปไดกวางขวาง 6. ความรูประกอบเรื่อง 6.1 "ตะเลง" เปนภาษาพมา แปลวา "ชนชาติมอญ" เมื่อพมาไดมอญเปนเมืองขึ้นไดยายเมืองหลวงจากตองอู มาอยูหงสาวดีซึ่งเปนเมืองหลวงของมอญ พมายกกองทัพมาตีไทย ไดเกณฑหัวเมืองมอญมารวมรบ คนไทยจึงเรียก กองทัพของพมาวาเปนกองทัพมอญไปดวย ดังนั้นคํา "ตะเลงพาย" จึงแปลวา "มอญแพ" ทั้งนี้หมายถึง "พมาแพ" นั่นเอง 6.2 ผูชวยทรงนิพนธเรื่องลิลิตตะเลงพาย คือ พระองคเจากปษฐาขัตติยกุมาร กรมหมื่นกูบาลบริรักษ BOBBYtutor Thai Note
  • 136.
    6.3 ตัดไมขมนาม เปนพิธีอยางหนึ่งกระทํากอนยกทัพไปปราบศัตรู กิจการพิธีคือ ตั้งโรงพิธีวงสายสิญจน แลวใหเอาดินปนเปนขาศึกเขียนชื่อและลงยันตกํากับ หอดวยกาบกลวยนําเขาพิธีปลุกเสกแลวนําไปมัดติดกับตนไมที่มี ชื่อรวมตัวอักษรกับชื่อขาศึกนําตนไมนี้มาปกลงในหลุมในโรงพิธีพอถึงกําหนดฤกษ ผูที่รับมอบอํานาจจากพระเจาแผนดิน ก็ เชิญพระแสงอาญาสิทธิ์ไปยังโรงพิธี ยางเขาฟนไมและรูปขาศึกนั้นแลวไปเขาเฝาพระเจาแผนดินกราบทูลวาไดปราบปราม ขาศึกมีชัยชนะตามพระกระแสรับสั่งแลวเปนอันเสร็จพิธี 6.4 โขลนทวาร ประตูปา ทําตามตําราพราหมณ เปนซุมสะดวยกิ่งไมและใบไมสําหรับใหกองทัพเดินลอด มีพราหมณนั่งบนรานสูงที่ประตูขางละคน คอยพรมนํ้าเทพมนตร เปนการบํารุงขวัญทหารเพื่อความสวัสดีมีชัย 6.5 ละวาเซนไก เปนประเพณีของชาวละวามาแตเดิม ที่พิธีบวงสรวงเทวดาเจาปาโดยผูทําพิธีตั้งเครื่องสังเวย บวงสรวงเทวดา อธิษฐานขอใหทําการสําเร็จแลวเสี่ยงทาย โดยถอดกระดูกคางไกเครื่องเซนตัวหนึ่งมาดู ถากระดูกยาวเรียง มีขอถี่ถือวาเปนนิมิตดี พิธีนี้ชาวละวาอาจไดมาจากอินเดียก็ได 6.6 เคลื่อนพลตามเกล็ดนาค ตําราพิชัยสงครามกําหนดวันเคลื่อนทัพวา วันใดนาคหันหัวไปทางทิศใด แลวใหเคลื่อนทัพไปทางทิศนั้น คือ "ตามเกล็ดนาค" ถือวาเปนสิริมงคล 6.7 ชัยภูมิ คือ ที่ตั้งคายซึ่งจะทําใหชนะขาศึกได มีปรากฏในตําราพิชัยสงคราม "ครุฑนาม" คือ มีตนไมใหญ 1 ตนขึ้นอยูเหนือจอมปลวกหรือภูเขา "สีหนาม" คือ มีตนไมใหญ 3 ตนขึ้นอยูบนจอมปลวกหรือภูเขา เรียกอีกชื่อหนึ่งวา ชัยภูมิ "พยุหไกรสร" 6.8 ลักษณะความฝนตามคติโบราณ มี 4 ลักษณะ คือ ก. บุรพนิมิต คือ ฝนบอกลาง หรือฝนบอกเหตุการณลวงหนา ข. จิตนิวรณ คือ ฝนเพราะใจกังวล ค. เทพสังหรณ คือ ฝนเพราะเทวดาบันดาลใหฝน ง. ธาตุโขภ คือ ฝนเพราะธาตุในกายวิปริต แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง จงอานคําประพันธตอไปนี้แลวตอบคําถามขอ 1-3 บัดดลวลาหกซื้อ ชระอับ อยูแฮ แหงทิศพายัพยล เยือกฟา มลักแลกระลายกระลับ ลิวลง ไปเฮย เผยผองภาณุเมศจา แจมแจงแสงฉาน 1. ลักษณะธรรมชาติที่ปรากฏในคําประพันธนี้ โบราณถือวาเปนเครื่องชี้แนะอนาคตอยางไร 1) การปกครองการงานจะประสบผลดี 2) การประกอบการงานจะไดรับความสะดวก 3) การประกอบการงานจะแคลวคลาดภยันตราย 4) การประกอบการงานจะไดรับความสบายใจ 2. คําประพันธขางตนนาจะแสดงความรูตรงกับขอใดมากที่สุด 1) อึดอัดใจแลวสบายใจ 2) หดหูหัวใจแลวสบายใจ 3) เกือบหมดหวังแลวสมหวัง 4) กลัดกลุมใจ แลวโลงอก BOBBYtutor Thai Note
  • 137.
    3. ลักษณะสัมผัสชิดในคําประพันธขางตนเหมือนกับสัมผัสในขอใด 1) พอประสบพบเห็นเยนเนอรัล2) หมทายเยิ่นเดินคูกัน 3) งามดังเปลวเพลิงปามาเนรมิต 4) ขุนชางชิงนางจากหอหอง 4. "เขารวิวารมหันต วันสิบเอ็ดขึ้นคํ่า ยํ่ารุงสองนาฬิกา เศษสังขยาหาบาท" ตรงกับวันเวลาใด 1) วันอาทิตยขึ้น 11 คํ่า เวลา 8 นาฬิกา 30 นาที 2) วันอาทิตยขึ้น 11 คํ่า เวลา 2 นาฬิกา 5 นาที 3) วันอาทิตยที่ 11 ขึ้น 1 คํ่า เวลา 2 นาฬิกา 5 นาที 4) วันอาทิตยที่ 11 ขึ้น 1 คํ่า เวลา 8 นาฬิกา 30 นาที 5. จากขอ 4 วันเวลาดังกลาวเปนวันสําคัญอะไร 1) พระนเรศวรเสวยราชย 2) พระนเรศวรทรงพระสุบิน 3) พระนเรศวรทรงยกกองทัพไปรับศึกพมา 4) พระนเรศวรทรงมีชัยในสงครามยุทธหัตถี 6. ขอความจาก "ลิลิตตะเลงพาย" ที่คิดมานี้คําวา "ธ" คําใดเปนสรรพนามแทนบุคคลที่ตางจากขอความอื่น 1) ธ ใหเชิญพระอัยการศึก ปรึกษาโทษขุนทัพ สรรพทั้งมวลหมูมาตย 2) ขาศึกยลแสยงฤทธิ์ บพิตร ธ เทียบทัพหลวง โดยกระทรวงพยุหบาตร 3) แลว ธ บรรหารตระบัด วาเราจัดจตุรงค จะไปยงยอยุทธ ยังกัมพุชพารา 4) ศรีสวัสดิ์ฤกษอุดม บรมนรินทรดาลสดับ ธ ใหตรวจทัพเตรียมพล โดยชลมารคพยูห 7. "จึ่งสมเด็จพระวันรัต วัดปาแกวแคลวคลา กับราชาคณะสงฆ ยี่สิบหาองคสองแผนก" คือที่พิมพตัวหนานี้หมายความวา อยางไร 1) คามวาสีกับอรัญวาสี 2) มหายานกับหินยาน 3) คันถธุระกับวิปสสานาธุระ 4) มหานิกายกับธรรมยุติกนิกาย 8. นอกจากจะไมปรากฏบทแสดงอารมณขัน ซึ่งถือเปนลักษณะเดนประการหนึ่งของวรรณคดีไทยแลว ลิลิตตะเลงพาย ยังขาดรสวรรณคดีไทยรสใด 1) เสาวรจนี 2) นารีปราโมทย 3) พิโรธวาทัง 4) สัลลาปงคพิสัย 9. จากคําประพันธบทนี้ ขอใดไมสอดคลองกับความคิดของผูเขียน ขุนเสียมสามรรถตาน ขุนตะเลง ขุนตอขุนไปเยง หยอนหาว ยอหัตถเทิดลบองเลบง อังกุศ ไกวแฮ งามเรงงามโททาว ทานสูศึกสาร 1) คูศึกงามสมกัน 2) คูศึกเกงพอกัน 3) ขุนเสียมมีความสามารถมากกวาขุนตะเลง 4) ขุนเสียมหาวหาญกวาขุนตะเลง 10. ขอใดที่มาจากอารมณสะเทือนใจที่ตางจากกลุม 1) จําใจจําจากสรอย อยูแมอยาละหอย หอนชาคืนสม แมแล 2) นวลพระพักตรผองเผือด เลือดสลดหมดคลํ้า ชํ้ากมลหมองมัว 3) นํ้าพระทัยเธอขอนๆ คิดไมขาด เสด็จนิวัติลีลาศคืนหลัง 4) ทันใดนํ้าตาเจากรรมพลัดไหลออกมา เมื่อมองสะดุดไปเห็นถุงยาเสนกับกลองของเขาเขา BOBBYtutor Thai Note
  • 138.
    11. เมื่อพิจารณาจากการใชคําในคําประพันธตอไปนี้ ผูแตงนาจะมุงใหผูอานรูสึกอยางไร "อุรารานราวแยกยลสยบ เอนพระองคลงทบ ทาวดิ้น เหนือคอคชซอนซบ สังเวช วายชีวาตมสุดสิ้น สูฟาเสวยสวรรค" 1) เห็นใจ 2) สะเทือนใจ 3) สะใจ 4) สมเพช 12. คําประพันธในขอ 11 ดีเดนในดานใด 1) จังหวะ 2) ความหมาย 3) การสรรคํา 4) ภาพพจน 13. ขอใดดีเดนทั้งคําและภาพพจนเปรียบเทียบ 1) วูวางวิ่งฉับฉิว ปลิวประเลหลมพาน 2) เสียงคระโครมเครงครื้นครั่น นํ้าฝนสวรรคก็เฟองฟุงเปนฟองฝอย 3) เมขลาเหาะลอยลอแกวอยูวับวับ รามสูรขยับขยิกขยี้ 4) หยาดเยิ้มเปนหยาดแยม อาบสองแกมแกมยินดี 14. "เจาอยุธยามีบุตร ลวนยงยุทธเชี่ยวชาญ หาญหักศึกบมิยอ ตอสูศึกบมิหยอน ไปพักวอนวาใช ให ธ หวง ธ หาม แมนเจาครามเคราะหกาจ จงอยายาตรยุทธนา เอาพัสตราสตรี สวมอินทรียสรางเคราะห" ขอความที่ยกมามีจุดมุงหมายใหผูถูกวาเกิดความรูสึกอยางไร 1) เสียใจ 2) อับอาย 3) เกิดความมานะ 4) รูผิดชอบชั่วดี 15. ในการเขียนงานวรรณกรรมจากพงศาวดาร กวีมักจะตองสอดแทรกจินตนาการเขาไวดวย เพื่อใหงานเขียนนาอาน ยิ่งขึ้น ขอความตอไปนี้ขอใดเปนเรื่องที่แทรกเขามา 1) ธ ใหโทรหามหุติฤกษ ซึ่งจะเบิกพยุหยาตรา 2) ธ ใหตรวจทัพเตรียมพล โดยชลมารคพยูห สูตําบลปาโมก 3) ธ ก็สรงธาราเสาวรภย ตรลบสุคนธกําจร ทรงบวรวิภูษา รัดพัสตราตรูเนตร 4) แลว ธ สั่งพวกขุนพล เทียบพหลทุกทัพ สรรพแตสามยามเสร็จ ตีสิบเอ็ดนาฬิกา เฉลย 1. 1) 2. 1) 3. 4) 4. 1) 5. 3) 6. 2) 7. 3) 8. 2) 9. 2) 10. 1) 11. 1) 12. 4) 13. 1) 14. 3) 15. 3) BOBBYtutor Thai Note
  • 139.
    พระบรมราโชวาท 1. ผูประพันธ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 2.ลักษณะคําประพันธ รอยแกวเชิงเทศนาโวหาร จํานวน 2 องค มีลักษณะแตกตางกันดังนี้ องคที่ 1 เปนวาทนิพนธ คือ มีตนฉบับเรียบเรียงไวกอน องคที่ 2 เปนพระบรมราโชวาทที่ไมมีตนฉบับ แตเรียบเรียงขึ้นตามที่ไดบันทึกพระสุรเสียงไว 3. ความหมายของวาทนิพนธ วาทนิพนธ หมายถึง ขอความที่แตงหรือเรียบเรียงขึ้นไวสําหรับพูดโดยตรง ภาษาที่ใชจึงกะทัดรัด สละสลวย ลําดับความคิดและถอยคําอยางมีระเบียบงดงาม แตถามีความยาวมากเกินไปผูฟงอาจคลายความสนใจไดงาย รวมทั้ง ถาใจความที่กลาวไมเหมาะสมสอดคลองกับภาวะ เหตุการณ และสถานภาพของผูฟง การพูดแบบไมมีตนราง ผูกลาวไมมีโอกาสเลือกเฟน ขัดเกลา เนื้อหาสาระ ถอยคําสํานวนภาษาที่ใชอาจจะ ไมกะทัดรัด สละสลวย หรือพูดวกวนไปบาง แตสามารถเรียกรองความสนใจจากผูฟงไดนานกวา เนื่องจากเปนการพูด ตามธรรมชาติ เขากับเหตุการณ สถานการณแวดลอมจึงมีโอกาสที่จะใชอวัจนภาษาดึงดูดความสนใจจากผูฟงไดมากกวา วาทนิพนธ 4. การพิจารณาวาทะของบุคคล พิจารณาไดจาก 4.1 เนื้อหาความคิด พิจารณาวาจุดมุงหมาย ความคิดที่ปรากฏเปนขอความรู ขอคิดเห็น ขอสังเกต ฯลฯ เปนความคิดที่มีเหตุผลหรือไม มีหลักฐานนาเชื่อถือเพียงใด 4.2 การลําดับความคิด พิจารณาวากลวิธีในการเริ่มตน การคลี่คลาย และการลงสรุป มีความพอเหมาะพอดี หรือไม วิธีการใชภาษาชัดเจนเพียงใด 4.3 การใชภาษาแสดงความคิด พิจารณาวาภาษาที่ปรากฏในวาทะนั้นแจมแจง กระชับและมีชีวิตชีวาหรือไม การเขาประโยคและการเรียบเรียงประโยคกลมกลืนกันเปนอยางดีหรือไม 5. สาระสําคัญของพระบรมราโชวาท พระบรมราโชวาททั้ง 2 องค คัดมาจากหนังสือชุดประมวลพระราชดํารัสและพระบรมราโชวาทที่พระราชทาน ในโอกาสตางๆ ซึ่งสํานักราชเลขาธิการไดจัดพิมพเนื่องในโอกาสงานพระราชพิธีฉัตรมงคลทุกป 5.1 พระบรมราโชวาทองคที่ 1 พระราชทานแกคณะอาจารย ครู และนักเรียนโรงเรียนวังไกลกังวล ณ ศาลาเริง พระราชวังไกลกังวล เมื่อวันจันทรที่ 13 มิถุนายน 2520 ทรงแสดงความยินดีกับผูที่ไดรับรางวัลเรียนดี การไดรับรางวัลแสดงถึงความตั้งใจและความอุตสาหะพยายาม ที่จะเลาเรียนและหาความรูใสตัว วิธีที่จะหาความรูนั้น จะตองทําใจใหแนวแน เขมแข็ง พรอมดวยความหมั่นขยัน ที่จะเรียน เชื่อฟงและเคารพครู ในสวนครูก็มีหนาที่จะตองใหความรูแกเด็กๆ ดวยความเมตตาดวยความหวังดี ทรงแนะนํา ให ทั้งครูและนักเรียนทําหนาที่ของตนเองใหเต็มความสามารถ เพื่อใหไดชื่อวาชวยสวนรวมคือชาติใหมีความมั่นคง และ ทรงจบพระบรมราโชวาทดวยการพระราชทานพรแกครูและนักเรียนทุกคน 5.2 พระบรมราโชวาทองคที่ 2 พระราชทานแกคณะศูนยกลางนักเรียนอาชีวศึกษาแหงประเทศไทย ณ ศาลา- ดุสิดาลัย วันศุกรที่ 28 ธันวาคม 2516 BOBBYtutor Thai Note
  • 140.
    พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวทรงเริ่มตนโดยกลาวถึงคณะศูนยกลางนักเรียนอาชีวศึกษาแหงประเทศไทยเขาเฝาฯ เพื่อทูลเกลาฯ ถวายเงินและสิ่งของโดยเสด็จพระราชกุศลชวยเหลือผูประสบภัยธรรมชาติทางภาคใตซึ่งนับเปนการกระทําที่ดี เพราะนอกจากเปนการบําเพ็ญประโยชนชวยเหลือผูอื่นในยามเกิดทุกขภัยแลวยังกอใหเกิดความสามัคคี อันเปนกําลังสําคัญที่ ทําใหชาติมั่นคงอยูไดตอนทายของพระบรมราโชวาทมีพระราชดํารัสพระราชทานเงินทุนสําหรับใหศูนยใชเพื่อกิจการของศูนย และทรงจบพระบรมราโชวาทดวยการพระราชทานพรปใหมใหผูฟงไดรับความสุขและความดี โดยพลังของกุศลที่ไดทํา และใหประสบความสําเร็จทุกประการ ศิลาจารึกพอขุนรามคําแหง 1. ผูประพันธ พอขุนรามคําแหงมหาราช 2. ลักษณะคําประพันธ รอยแกว บางตอนมีสัมผัสคลองจอง 3. ลักษณะศิลาจารึก เปนแทงศิลารูปสี่เหลี่ยม มียอดแหลม สูง 1 เมตร 11 เซนติเมตร กวาง 35 เซนติเมตร จารึกขอความไวทั้ง 4 ดาน ดานที่ 1 กลาวถึง พระราชประวัติของพอขุนรามคําแหง ใชสรรพนามแทนพระองควา "กู" จึงสันนิษฐานวาอาจ ทรงจารึกเอง ดานที่ 2 กลาวถึง พระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจของพอขุนรามคําแหง ดานที่ 3 กลาวถึง เหตุการณสําคัญในรัชสมัยของพอขุนรามคําแหง เชน เรื่องการสรางพระแทนมนังคศิลาบาตร ในดงตาล ดานที่ 4 กลาวถึง เรื่องการประดิษฐอักษรไทย การสรางพระมหาธาตุเมืองศรีสัชนาลัย การสรรเสริญพระเกียรติ พอขุนรามคําแหงและอธิบายขอบเขตอํานาจอาณาจักรสุโขทัย ดานที่ 3 และดานที่ 4 นี้ สันนิษฐานวานักปราชญราชบัณฑิตเปนผูจารึก เพราะใชสรรพนามวา พอขุนรามคําแหง แทนสรรพนามวา "กู" 4. ความรูเกี่ยวกับตัวอักษรไทยและอักขรวิธีในสมัยพอขุนรามคําแหง พอขุนรามคําแหงทรงประดิษฐอักษรไทยขึ้นใชเองในป พ.ศ. 1826 โดยทรงดัดแปลงมาจากอักษรขอมหวัดและ มอญโบราณ มีลักษณะดังนี้ 4.1 สระและพยัญชนะอยูบนบรรทัดเดียวกัน สระสวนใหญอยูหนาพยัญชนะ 4.2 ตัดศกหรือหนามเตยออก (ศกหรือหนามเตย คือสวนที่อยูเหนือตัวอักษรของขอม) 4.3 ไมมีไมหันอากาศ ใชอักษรหันหรือการซอนตัวสะกดแทน เชน วนน = วัน หวว = หัว 4.4 ใช "ย" แทน "เอีย" ในกรณีที่เอียมีตัวสะกด เชน คยว = เคียว วยง = เวียง 4.5 ทรงประดิษฐวรรณยุกตขึ้นใช 2 รูป คือ  (ไมเอก)  (ไมโท) 4.6 ใช ° แทนตัว "ม" ที่เปนตัวสะกด เชน กลํ (กลม) สํ + (สม) 4.7 สระออ ไมตองใช อ เคียง เชน พ (พอ) ท (ทอ) BOBBYtutor Thai Note
  • 141.
    5. ประวัติความเปนมาของศิลาจารึก เมื่อ ปพ.ศ. 2376 พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว ขณะทรงผนวชอยูยังไมไดขึ้นครองราชสมบัติ ไดเสด็จไปธุดงคทางเหนือ ไดทรงพบหลักศิลาจารึก และพระแทนมนังคศิลาที่เปนปราสาทเกา เมืองสุโขทัย จึงโปรดให ชะลอมาไวที่กรุงเทพฯ ศิลาจารึกหลักนี้เปนที่รูจักกันตอมาวาเปนศิลาจารึกของพอขุนรามคําแหง โปรดใหจารึกไวประมาณ ป พ.ศ. 1826 เปนตน มาจนกระทั่งหลัง พ.ศ. 1835 จึงครบทั้ง 4 ดาน พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว ทรงพระราชอุตสาหะอาน ศึกษา และนําออกเผยแพรเปนพระองคแรก เมื่อศาสตราจารย ยอรช เซเดส ชาวฝรั่งเศส ผูเชี่ยวชาญภาษาตะวันออกเขามาเปนบรรณารักษใหญในหอพระสมุด วชิรญาณ ไดพยายามตรวจ แปลศิลาจารึกตางๆ ใหถูกตองบริบูรณ และไดแปลเปนภาษาฝรั่งเศสจนเปนที่รูจักแพรหลาย ในดานการแปลศิลาจารึกนั้นศาสตราจารยฉํ่า ทองคําวรรณ ไดอานและแปลประชุมศิลาจารึกหลักภาษาเขมร สันนิษฐาน เทียบการเขียนอักษรไทยกับอักษรขอมในสมัยพอขุนรามคําแหง 6. คุณคาสาระ 6.1 ศิลาจารึกสุโขทัยของพอขุนรามคําแหง นอกจากจะเปนหลักฐานในการศึกษาประวัติศาสตรและโบราณคดี แลวยังมีคุณคาในการศึกษาคนควาทางดานรัฐศาสตร นิติศาสตร เศรษฐศาสตร สังคมวิทยา อักษรศาสตร และวรรณคดี แสดงลักษณะชีวิตสภาพสังคมของชาวสุโขทัยไวอยางชัดเจน กอใหเกิดความภูมิใจในเกียรติภูมิของประเทศชาติ 6.2 แนวคิดสําคัญที่ไดรับจากศิลาจารึกหลักที่นํามาเรียนคือ พระจริยวัตรอันงดงามของพอขุนรามคําแหง ที่กอปรดวย ความกตัญูกตเวที ทรงเปนกษัตริยนักรบที่กลาหาญ 6.3 คานิยมที่ปรากฏในเรื่อง ไดแก คานิยมเรื่องความกตัญูกตเวทีตอบุพการี รวมทั้งผูนําประเทศตอง มีความกลาหาญ กลาตัดสินใจ พรอมที่จะปกปองคุมครองประเทศชาติ 7. ศัพทสํานวน กู = สรรพนามบุรุษที่ 1 เอกพจน พหูพจนใชวา "ตู" บานเมือง = ทําใหบานเมืองเบิกบาน เขา = ป (เขาปจจุบันเขียนเปนขาว ปหนึ่งปลูกขาว 1 ครั้ง จึงมีความหมายวาป) เชนเดียวกับ มีผูใช "ฝน" หรือ "พรรษา" เปนเครื่องบอกเวลา โสง = สอง เผือ = เรา (เปนพหูพจน) อาย = พี่ชายคนแรก ตรงขามกับ "เอื้อย" พี่สาวคนแรก เตียมแต = ตั้งแต เกลื่อนเขา = ขับไพรพลเขามา ไพรฟาหนาใส = ประชาชน ไพรพล หนีญญายพายจแจ = หลีกหนีไปอยางชุลมุน ท = ตี ตอดี รบพุง กวาดตอน เบกพล = เบิกพล, บุกพล (เบิก ในภาษาเขมร แปลวา ขับตอน) ตอนพลเขาไป ตอชาง = ชนชาง พุงชาง = ขับชางเขาตอสู แพ = ภาษาไทยเดิมมีความหมายวา ชนะ พาย หมายความวา "แพ" บําเรอ = ปรนนิบัติรับใช BOBBYtutor Thai Note
  • 142.
    หมากสมหมากหวาน = ผลไมที่มีรสเปรี้ยวรสหวาน ตีหนังวังชาง= คลองจับชางดวยเชือกหนัง ไดปวไดนาง = ไดเชลยชายเชลยหญิง ไดชางไดงวง = งวงเปนลักษณนามของชาง ไดเงือน = ไดเงิน เวน = นํามาให มอบให พรํ่า = บอยๆ เสมอ ทั้งกลม = ทั้งหมด แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ป พ.ศ. ใดที่รัฐบาลไทยจัดงานฉลอง 700 ป ลายสือไทย เพื่อรําลึกถึงพระราชกรณียกิจของพอขุนรามคําแหงมหาราช ที่ทรงประดิษฐอักษรไทยขึ้น 1) พ.ศ. 2525 2) พ.ศ. 2526 3) พ.ศ. 2529 4) พ.ศ. 2530 2. เมื่อพิจารณาศิลาจารึกหลักที่ 1 ในฐานะวรรณคดี ประโยชนที่สําคัญที่สุดของศิลาจารึกนี้ตรงกับขอใด 1) ใหความรูดานประวัติศาสตรและโบราณคดี 2) เปนตนแบบของการใชภาษาไทย 3) เปนหลักฐานทางสังคมวัฒนธรรม 4) แสดงใหเห็นความสัมพันธกับชนชาติตางๆ 3. คําจากศิลาจารึกขอใดเปนคําที่ไมมีใชแลวในภาษาไทยปจจุบัน 1) กูบหนี กูขี่ชางเบกพลกูขับเขากอนพอกู 2) พี่เผือผูอายตายจากเผือเตียมแตยังเล็ก 3) กูพรํ่าบําเรอแกพี่กูดั่งบําเรอแกพอกู 4) พี่กูตายจึงไดเมืองแกกูทั้งกลม 4. ขอใดเปนที่มาของพระนาม "พระรามคําแหง" 1) ไพรฟาหนาใส พอกูหนีญญายพายจแจ 2) ตนกูพุงชางขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ 3) ขุนสามชนเจาเมืองฉอดมาทเมืองตาก 4) กูขี่ชางเบกพลกูขับเขากอนพอกู 5. ขอความใดในศิลาจารึกขอใดมิใชกลุมคําที่มีเสียงสัมผัสกลางคํา 1) ไพรฟาหนาใส 2) หนีญญายพายจแจ 3) ตัวเนื้อตัวปลา 4) ตีหนังวังชาง เฉลย 1. 2) 2. 2) 3. 2) 4. 2) 5. 3) BOBBYtutor Thai Note
  • 143.
    เราคือลูกของแมพระธรณี 1. ผูประพันธ อิศราอมันตกุล 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) รอยแกว ประเภทเรื่องสั้น 3. ลักษณะของเรื่องสั้น เรื่องสั้นเปนรูปแบบของการประพันธที่ไดรับแบบอยางมาจากยุโรป เรื่องสั้นเปนศัพทเฉพาะ หมายถึง วรรณกรรม รอยแกว บันเทิงคดีประเภทหนึ่ง มีโครงเรื่อง ซึ่งประกอบดวยเหตุการณ ตัวละครในเรื่องมีนอย ขอขัดแยงหรือปญหา ชีวิตของตัวละครจึงนอย เนื้อเรื่องมักเกี่ยวของกับชีวิตของคนทั่วไป เรื่องสั้นตางกับนวนิยาย คือ นวนิยายกลาวถึงชีวิตคนหลายคน หลายดาน มีเหตุการณในเรื่องซับซอนหลายเหตุการณ 4. ประวัติผูแตง นายอิศรา อมันตกุล เริ่มทํางานหนังสือพิมพและเปนนักประพันธตั้งแต ป พ.ศ. 2483 เปนผูที่ไดรับการยกยองมาก ในวงการหนังสือพิมพของประเทศไทย ภายหลังถึงแกกรรมจึงไดมีผูตั้ง "มูลนิธิอิศรา อมันตกุล" ขึ้น เพื่อใหดอกผล สงเสริมวิชาชีพและการศึกษาวิชาการหนังสือพิมพ นายอิศรา อมันตกุล ใชนามแฝงในการเขียน เชน อโศก มะงุมมะงาหรา เจดียกลางแดด ทรงกลดกลางหาวและ แฟรงค ฟรีแมน ฯลฯ 5. การเสนอแนวคิด อันเปนแนวคิดสําคัญที่ผูแตงใชเปนแกนสําคัญในการสรางโครงเรื่อง ไดแก มนุษยอยูได ดวยความหวัง เกษตรกรทุกคนยอมรักและหวงแหนแผนดินของตน 6. เนื้อเรื่องยอ เนื้อเรื่องกลาวถึงการทํามาหากินของสามีภรรยาคูหนึ่ง ที่ทิ้งความเจริญรุงเรืองในกรุงเทพฯ มาพลิกแผนดินเพื่องาน ทางดานการเกษตร เอินและรมณียไดพยายามทุกวิถีทางที่จะตอสูกับอุปสรรคตางๆ ดวยความอดทน ทั้งสองตองพบกับ ความผิดหวังซํ้าแลวซํ้าเลาจนตองเสียลูกในครรภไปคนหนึ่ง รมณียหมดกําลังใจในการตอสู และตองการหนีใหพนจาก สภาพของผูสูญเสีย เมื่อใกลจะคลอดลูกคนที่สอง ในระหวางการหนี รมณียไดพบตนหญาเล็กๆ ชูใบอันเขียวขจีของมัน ทามกลางความเหี่ยวแหงของตนขาวซึ่งตายกรังไปนานแลว เธอเขาใจทันที ตนหญาเปนสัญลักษณของความหวังวา ถึงแม ผืนแผนดินที่อาศัยอยูจะเปนอยางไรก็ตาม แตก็ยังเปนที่รวมแหงความรักและความหวัง เปน "แมพระธรณี" ที่จะเลี้ยง คนไทยทุกคนในแผนดินนี้ตลอดไป ในที่สุดเธอจะตัดสินใจตอสูกับความยากลําบาก เคียงคูกับสามีดวยความรักและ ความเขาใจ 7. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 1. มนุษยอยูไดดวยความหวัง 2. หญิงผูที่เปนแมยอมมีความรักและความหวงใยในลูกของตนยิ่งกวาสิ่งใด 3. อาชีพกสิกรรมเปนอาชีพที่ตองอาศัยความอดทนในการตอสูทั้งเพื่อเอาชนะธรรมชาติ ไดแก ความแหงแลง กันดารและหางไกลความเจริญ เมื่อฝนไมตกตองตามฤดูกาล ก็จะเปนอุปสรรคสําคัญในการเพาะปลูก 4. ธรรมชาติอาจจะทําใหมนุษยเกิดขอคิดในการดําเนินชีวิตได เชน ตนหญาเขียวขจีในกอขาวแหงก็แสดง สัญลักษณของความหวังทามกลางความทุกขรอน BOBBYtutor Thai Note
  • 144.
    8. ความรูประกอบ องคประกอบของเรื่องสั้น ไดแก 1.กลวิธีในการเสนอเรื่อง 1.1 ใหตัวละครสําคัญเปนผูเลา โดยใชสรรพนามบุรุษที่ 1 เชน ผม ขาพเจา ดิฉัน 1.2 ใหตัวละครซึ่งไมใชตัวสําคัญเปนผูเลา โดยใชสรรพนามบุรุษที่ 1 เชนกัน 1.3 ผูแตงเลาเอง ในฐานะเปนผูรูเรื่องทุกอยาง วิธีนี้ผูแตงสามารถเลารายละเอียดและพฤติกรรมความรูสึกนึกคิด ของตัวละครไดอยางชัดเจน 2. โครงเรื่อง ตองเรียงลําดับตามเหตุการณในเรื่อง มีขอขัดแยง อันเปนสาเหตุสําคัญในการดําเนินเรื่องใหชวนติดตาม 3. ตัวละคร คือ ผูมีบทบาทในเรื่อง อาจจะเปนมนุษย สัตว หรือสิ่งของใดๆ ก็ได 4. ฉาก หมายถึง เวลาและสถานที่อันเกี่ยวของกับเหตุการณในเรื่อง และมีผลกระทบตอชีวิตและพฤติกรรมของตัว ละคร 5. สาระของเรื่อง เปนแนวคิดสําคัญที่ผูแตงใชเปนแกนของเรื่อง เชน ความรัก ความหวัง ความเมตตา ความผิดหวัง ฯลฯ 6. ตอนสุดขั้น คือจุดขัดแยงที่ผูแตงสรางขึ้น โดยผูกปมใหผูอานคิด และตองจบใหผูอานคิดตอไป ในเรื่องเราคือลูกของแมพระธรณี จัดเปนเรื่องสั้นที่เขาลักษณะของเรื่องสั้นที่ดี และจบลงอยางนาสนใจวา มนุษย ควรมีความอดทนตั้งใจจริง มีความหวังที่จะตอสูเพื่อเอาชนะอุปสรรคทั้งปวง ความอดทนจะทําใหไดรางวัลที่ลํ้าคา แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ขอความตอนสุดทายของเรื่อง เราคือลูกของแมพระธรณี ที่กลาววา "เราจะอยูที่นี่ตลอดไปตราบกระทั่งลูกหลานของเรา เพราะวา เราคือทายาท ของแมพระธรณี" ทานคิดวาตรงกับคํากลาวขอใด 1) เราเลือกที่เกิดไมได 2) ทุกคนควรรักมาตุภูมิ 3) ความอุตสาหะทําใหชีวิตสมหวัง 4) ชีวิตยังไมสิ้น จะตองดิ้นรนตอไป 2. ในเรื่อง "เราคือลูกของแมพระธรณี" ปมความขัดแยงที่เกิดขึ้นในเรื่องมีลักษณะตรงกับขอใด 1) ขัดแยงกับธรรมชาติ 2) ขัดแยงกับสังคม 3) ขัดแยงกับผูอื่น 4) ขัดแยงกับตัวเอง 3. เอินมีความปรารถนาในสิ่งใดจึงทําใหเขาผิดสัญญากับรมณีย 1) เอินตองการทุนรอนจากการเก็บเกี่ยวพืชผล 2) เอินตองการใหลูกเกิดบนที่ดินของเขาเอง 3) เอินตองการขุดลํากระโดงจากคลองสงนํ้ามาที่นา 4) เอินตองการทํานาแบบใหมเปนตัวอยางแกชาวนาคนอื่น BOBBYtutor Thai Note
  • 145.
    4. เรื่อง "เราคือลูกของแมพระธรณี"จะไมมีตอนจบดังในเรื่อง ถาไมมีเหตุการณใดเกิดขึ้น 1) ฝนตก 2) เอินควบมาตามหารมณีย 3) เอินสัญญาจะกลับกรุงเทพฯ พรอมรมณีย 4) รมณียเหลียวกลับไปดูตนขาวที่ถอนทิ้ง 5. "ดวงอาทิตยที่สาดแสงแรงกลา บนฟาเปลือย ดูเหมือนจะหยามเยาะในความสะเพราของหลอน" ขอความที่พิมพ ตัวหนา มีความเดนในดานใด 1) อุปลักษณ 2) บุคลาธิษฐาน 3) รอยแกวมีสัมผัส 4) ใชภาษาแหวกแนว 6. "หลอนเห็นตนหญาเล็กๆ สามสี่ตน ชูเรียวยาวอันเขียวขจีของมันขึ้นมาเปนเขียวขจีแหงชีวิต ซึ่งซอนตัวอยู ทามกลางความเหี่ยวแหง และแลงระแหงซุมอยูกับตนขาวที่ตายกรังไปนานแลว ความตื่นใจอันลํ้าลึกและความแจมใส วิ่งเขาสูดวงจิตของหลอนทันที" ขอความนี้ มีความหมายตรงกับขอใดมากที่สุด 1) ตนหญาเปนสัญลักษณแหงชีวิต 2) มนุษยนั้นอยูไดดวยความหวัง 3) สิ่งเล็กนอยที่ดูไรคาอาจกอใหเกิดความจรรโลงใจ 4) ตนหญาออนเปรียบไดกับชีวิตที่เริ่มตนใหม เฉลย 1. 2) 2. 4) 3. 4) 4. 4) 5. 2) 6. 2) BOBBYtutor Thai Note
  • 146.
    ดวงอาทิตยที่รัก 1. ผูประพันธ ศ.ดร.ยงยุทธยุทธวงศ 2. ลักษณะคําประพันธ เรื่องสั้นแนวสังคมอิงวิทยาศาสตร 3. ที่มาของเรื่อง นิตยสารโลกวิทยาศาสตร ผูประพันธไดเขียนเรื่องนี้จากจินตนาการที่ตั้งอยูบนฐานของขอเท็จจริงเชิงวิทยาศาสตร กําหนดใหฉากอยูที่จังหวัด พระนครศรีอยุธยาใน พ.ศ. 2613 อันเปนปที่นักดาราศาสตรไดคํานวณไววาจะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงขึ้นอีกในประเทศไทย ครอบครัวของชินสะทอนใหเห็นสภาพของผูคนที่อาศัยอยูภายใตแผนแดด ไมเคยเห็นแสงอาทิตย แสงจันทร สวนระรินเด็กสาวที่ยายมาอยูใหมเพราะบานถูกไลที่เพื่อสรางสถานีอวกาศแหงใหม ระรินเปนผูปลุกจิตสํานึกใหชินเห็นถึง ความสําคัญของดวงอาทิตย ความไมเทาเทียมกันของการใชพลังงานจากแสงอาทิตย ความมั่งมีและความยากจน การถูก ปดกั้นขาวสารจากรัฐบาล การถูกลิดรอนสิทธิในการรับขาวสาร การถูกเอารัดเอาเปรียบจากสังคม เรื่องจบลงดวยความรู สึกผิดของผูรักษากฎ เชน ชิน 4. ขอคิดที่ไดรับ 1. การใชทรัพยากรอยางฟุมเฟอยจะกอใหเกิดวิกฤตการณขาดแคลนพลังงานในอนาคต 2. ความแตกตางกันระหวางบุคคลทางดานฐานะ ทําใหเกิดความไมเทาเทียมกันในสังคม และคนยากจนจะ เปนฝายถูกเอาเปรียบตลอดมา BOBBYtutor Thai Note
  • 147.
    แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ขอใดมิไดกลาวถึงสิ่งประดิษฐที่ปรากฏในเรื่องดวงอาทิตยที่รัก 1) เธอใสรองเทาและถุงมือที่ชินจําไดวาเปนชุดแมเหล็ก 2)เขาเก็บไทมแมชชีนใสกลองใบสุดทาย 3) หลอนเอื้อมไปกดสวิตชเครื่องงวง 4) แผนแดดนี้สรางขึ้นมากอนชินเกิดตั้งหลายป 2. เพราะเหตุใดจึงตองสรางแผนแดดเพื่อเก็บแสงแดดไปเปลี่ยนเปนไฟฟา 1) เพราะพลังงานขาดแคลน 2) เพราะไมมีสารพิษตกคาง 3) เพราะมนุษยใชทรัพยากรอยางฟุมเฟอย จนทรัพยากรขาดแคลน 4) เพราะเขื่อนถูกทําลายหมดสิ้น 3. เรื่องดวงอาทิตยที่รักเปนเหตุการณในสมัยใด 1) พ.ศ. 2543 2) พ.ศ. 2603 3) พ.ศ. 2613 4) พ.ศ. 2643 4. ปญหาดานการสื่อสารในเรื่องดวงอาทิตยที่รักคืออะไร 1) ไมสามารถรับขาวสารได 2) รัฐบาลปดกั้นขาวสาร 3) กระดาษแพงจึงไมสื่อสารทางหนังสือพิมพ 4) ไมมีเครื่องมือในการสื่อสารอื่นนอกจากโทรทัศน 5. "แผนแดด" ในเรื่องดวงอาทิตยที่รักคือสิ่งใด 1) แบตเตอรี่ 2) แผงไฟฟา (โซลาเซลล) 3) เครื่องกําเนิดไฟฟา 4) เครื่องทําความรอน เฉลย 1. 4) 2. 3) 3. 3) 4. 2) 5. 2) BOBBYtutor Thai Note
  • 148.
    บทรอยกรอง บทรอยกรองทั้ง 5 เรื่องที่เลือกมาใหเรียนนี้เปนวรรณกรรมปจจุบัน วรรณกรรมปจจุบัน หมายถึง วรรณกรรมที่เริ่มตั้งแตตนสมัยรัชกาลที่ 5 มาจนถึงสมัยปจจุบัน ทั้งนี้เพราะสมัย รัชกาลที่ 5 เปนระยะเริ่มแรกที่วรรณกรรมของไทยแบบใหมๆ เกิดขึ้นมาก วรรณกรรมปจจุบันมีการพัฒนาทั้งรูปแบบ การประพันธและความนึกคิดของกวี บางชนิดก็เขียนตามแนวฉันทลักษณเดิม บางชนิดก็เปนรูปแบบที่คิดขึ้นใหมตาม ความพอใจของผูประพันธแฝงขอคิด คติธรรมหรือคานิยมที่สอดคลองกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม ควรแกสรรเสริญกราวคือชาวนา 1. ผูประพันธ แสงทอง ซึ่งเปนนามปากกาของหลวงบุณยมานพพาณิชย (อรุณ บุณยมานพ) ประวัติผูแตง หลวงบุณยมานพพาณิชย เริ่มเปนนักเขียนตั้งแต พ.ศ. 2454 มีผลงานการประพันธหลายประเภท ทั้งรอยแกวและรอยกรอง บทละคร นวนิยาย เรื่องสั้น เรื่องแปล บทรอยกรองที่มีชื่อเสียง คือ "นิราศรอบโลก" และ หนังสือรวมบทประพันธในชื่อ "อักษราวลี" 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) กลอนสุภาพ 3. สาระสําคัญของเรื่อง กวีไดกลาวยกยองวา ชาวนาเปนผูควรแกการสรรเสริญอยางยิ่ง เพราะนอกจากจะเปรียบเหมือนเปนกระดูกสันหลัง ของประเทศแลว ยังเปนศิลปนอีกดวย เพราะเปนผูสรางสรรคผืนนาใหมีความสวยงาม คําวา "กราว" มีความหมายถึง เสียงปรบมืออยางพรอมเพรียง 4. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 1. ชาวนาเปนผูมีบทบาทสําคัญในการผลิตขาวที่มีคุณภาพของไทย และสรางสรรคผืนนาใหอุดมสมบูรณ 2. ความงามและความอุดมสมบูรณของทองนาทําใหชาวนาสมควรไดรับการยกยองวาเปนกระดูกสันหลังของ ชาติรวมทั้งเปนศิลปนในการสรางทุงขาวใหงดงาม 3. ผูมีความมานะบากบั่นในการประกอบอาชีพอยางตั้งใจ สมควรไดรับการยกยอง นํ้าตา 1. ผูประพันธ นายกําชัย ทองหลอ ประวัติผูแตง นายกําชัย ทองหลอ ไดรับปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขาภาษา และวรรณคดี ไทยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร ผลงานประพันธมี ตําราหลักภาษาไทย อินทรียหก (ทางคดีโลก) นิทานสําหรับเด็ก นิราศ บทรอยกรองราชสดุดี บทละคร เรื่องสั้น และบทวิทยุหลายเรื่อง 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) กาพยยานี 11 3. สาระสําคัญของเรื่อง นํ้าตาเปรียบเหมือนเพื่อน ยามเรามีความสุข ดีใจ รักสมหวัง เศราหมอง ชิงชัง โกรธ เกลียด ยามตาย บวชเรียน แตงงาน พลาดรักอกหัก หรือพลัดพรากกัน ก็รองไหนํ้าตาเปรียบเหมือนเพื่อน ใหระลึกถึงทั้งยามเศรา สุข ความตาย ความรื่นเริง นํ้าตาเปนเครื่องระบายความในใจ และเห็นใจเราเสมอ 4. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 1. นํ้าตาเปนเพื่อนทั้งยามทุกขและยามสุข 2. มนุษยใชนํ้าตาเปนเครื่องระบายอารมณความรูสึกทุกๆ ดาน ไมวาจะเปนทุกขสุข เศรา ดีใจ BOBBYtutor Thai Note
  • 149.
    ชโย สยาม 1. ผูประพันธน.ม.ส. ซึ่งเปนพระนามแฝงของพระราชวงศเธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ (พระองคเจารัชนีแจมจรัส) 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) สยามมณีฉันท มีผังภูมิและฉันทลักษณดังนี้ -ั-ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ุ(บทที่ 1) (บทที่ 2) สัมผัสระหวางบท -ั-ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ุ -ั-ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ุ -ั-ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ุ -ั-ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ุ -ั-ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ุ สยามมณีฉันท มีลักษณะคลายกลอนแปด แตใชครุ ลหุสลับกันทั้งวรรค ทําใหเกิดจังหวะนาฟง น.ม.ส. ทรงริเริ่ม คิดคนฉันทแบบนี้เปนครั้งแรก นับเปนของใหมในสมัยภายหลัง เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 สวนคําวา "ชโย" ก็พึ่งมีใชเปนครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว 3. สาระสําคัญของเรื่อง ประเทศไทยกําลังพัฒนา เยาวชนไทยซึ่งกําลังเจริญวัย ยามเรียนก็ขยันศึกษาหาความรูดวยความเพลิดเพลิน ไมมีใครเสมอเหมือนเด็กไทย เด็กไทยยอมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริยไทยและพระราชวงศที่สราง ประเทศชาติบานเมือง เด็กไทยพยายามศึกษาหาความรูตามที่ตองการ ประเทศชาติจะมั่นคงไดเพราะวิชาความรูประเทศไทย จะเจริญรุงเรือง เพราะเยาวชนไทยมีการศึกษาอันจะพาใหประเทศชาติมั่นคงสืบไป 4. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 1. เยาวชนไทยควรภูมิใจที่ไดเกิดมาเปนคนไทย และควรจงรักภักดีตอพระมหากษัตริยและแผนดินไทย 2. ประเทศชาติรุงเรืองไดเพราะเยาวชนมีความรู ความสามารถในวิชาการและนําวิชาการเหลานั้นมาชวยพัฒนา ประเทศ 3. เด็กเปนกําลังสําคัญของประเทศ ณ ยามสายัณห 1. ผูประพันธ นายสุภร ผลชีวิน ประวัติผูแตง นายสุภร ผลชีวิน มีผลงานในดานดนตรี เปนผูแตงเพลงเชียรกีฬาใหจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย และไดรวมกับคุณหญิง สมโรจน สวัสดิกุล ณ อยุธยา เขียนคํารองสําหรับเพลงพระราชนิพนธ "มหาจุฬาลงกรณ" ดานงานประพันธไดเขียนบทรอยกรองทั้งขนาดสั้น และขนาดยาวหลายเรื่องใชนามจริงบาง นามแฝง "แสงกรานต" บาง บทประพันธเหลานี้ มีจุดมุงหมายในการสงเสริมศิลปกรรมและวัฒนธรรมของชาติไทย 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) เปษณนาทฉันท มีผังภูมิและฉันทลักษณดังนี้ (บทที่ 1) สัมผัสระหวางบท -ั -ั-ั -ุ -ั -ั-ั -ุ -ั -ั-ั -ุ -ั -ั-ั -ุ -ั -ั-ั -ุ -ั -ั-ั -ุ -ั -ั-ั -ุ -ั -ั-ั -ุ -ั -ั-ั -ุ -ั -ั-ั -ุ -ั -ั-ั -ุ -ั -ั-ั -ุ เปษณนาทฉันทนี้มีที่มาจากเสียงตําขาวของชาวนา มีลหุ และครุ ที่ทําใหเกิดจังหวะคลายเสียงครกกระเดื่อง ตําขาว นายสุภร ผลชีวิน เปนผูคิดประดิษฐขึ้น เมื่อ ป พ.ศ. 2489 BOBBYtutor Thai Note
  • 150.
    3. สาระสําคัญของเรื่อง เวลาใกลคํ่า ตะวันใกลจะตกดินชาวนาตางเรงมือตําขาว พวกผูหญิงก็รองเพลงคลอกับเสียงแคนสลับกับเสียง ครกกระเดื่องนาสนุกสนาน เสียงครกกระเดื่องสลับกับเสียงหัวเราะสรวลสันต หญิงตําขาว ชายรับขาวไปฝด ประเพณี ไทยเปนเชนนี้มานานและคงจะมีอยูสืบไปถาลูกหลานไทยชวยกันรักษาไว 4. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 1. ประเพณีเปนสมบัติทางวัฒนธรรมที่เราพึงรักษาไว 2. ความสนุกสนานรื่นเริง เปนบุคลิกของคนไทย ไมวาจะเหน็ดเหนื่อยก็หาความสุขใจได 3. การรวมแรงรวมใจกันทํางานดวยความพรอมเพรียง เปนความสุขใจอยางหนึ่ง 4. ลูกหลานไทยมีสวนชวยธํารงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมของไทยใหมั่นคงสืบไป พระจันทรกระจาง 1. ผูประพันธ นายสุภร ผลชีวิน 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) มุทิงคนาทฉันท มีผังภูมิและฉันทลักษณดังนี้ บทที่ 1 สัมผัสระหวางบท -ั -ั -ุ -ั-ั -ุ-ุ -ั -ั -ุ -ั-ั -ุ-ุ -ั -ั -ุ -ั-ั -ุ-ุ -ั -ั -ุ -ั-ั -ุ-ุ -ั -ั -ุ -ั-ั -ุ-ุ -ั -ั -ุ -ั-ั -ุ-ุ มุทิงคนาท แปลวา เสียงตะโพน การที่เรียกชื่อฉันทเชนนี้ก็เพราะมีเสียงจังหวะเหมือนจังหวะตะโพนที่เลนกัน ในสมัยกอน สวนการรําโทนนั้นเปนการรําที่ใชโทนเปนเครื่องเคาะจังหวะ ซึ่งเปนเครื่องดนตรีประเภทเดียวกัน การละเลน ชนิดนี้มีในทองถิ่นชนบทของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายสุภร ผลชีวิน เปนผูริเริ่มคิดขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2489 3. สาระสําคัญของเรื่อง ณ คืนวันเพ็ญ พระจันทรสองแสงสวาง ที่จังหวัดลพบุรีในฤดูหนาวคืนหนึ่ง หญิงและชายตางสนุกสนาน สงเสียงเกรียวกราวในการรําโทน เสียงโทนเปนจังหวะ หญิงชายรายรําตามทํานองอยางงดงาม เสียงฆองและกรับสลับกับ เสียงแคน รางกายคลายจากความออนเพลีย รูสึกสนุกสนานที่ไดฟงตะโพนแตกอนเกา กวีจึงคิดประดิษฐคําฉันทชื่อ "มุทิงคนาท" เสนอไวเปนกํานัลแดวงวรรณคดีของเมืองไทย 4. ขอคิดที่ไดรับจากเรื่อง 1. ดนตรีทําใหจิตใจแจมใส สมองคลายความเครงเครียด 2. เสียงดนตรี ลีลาฟอนรํา ตลอดจนจังหวะและลีลาของการรําโทนเปนแรงบันดาลใจใหกวีสรางสรรคงานดาน วรรณศิลปขึ้น 3. ศิลปะพื้นบานจัดเปนมรดกทางวัฒนธรรมที่สําคัญยิ่ง อันควรที่จะอนุรักษไวตลอดไป พรมงคล 1. ผูประพันธ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช 2. ลักษณะคําประพันธ กลอนหก 3. สาระสําคัญ พรสูงสุด คือ คิดดี พูดดี ทําดี อันเปนการกระทําของตน BOBBYtutor Thai Note
  • 151.
    ยามมืด 1. ผูประพันธ ไมปรากฏนามผูแตง 2.ลักษณะคําประพันธ โคลงสี่สุภาพ 5 บท 3. สาระสําคัญ มนุษยควรเขาใจสัจธรรมวา ทุกขสุขเปนของคูกัน เมื่อยังมีชีวิตก็ควรมีความหวัง ไมควรทอแท หมดกําลังใจ บทที่ 1 ยามมืดในเวลากลางคืน ถึงไมมีดวงจันทร ก็ยังมีดาวศุกรสองสวาง บทที่ 2 ยามหิว ก็ยังดื่มนํ้ากลั้วทองแทนไดบางขณะไมถึงกับอดตาย บทที่ 3 ถึงจากกันก็มีโอกาสไดพบ เมื่อมีทุกขก็จะตองสุขสักวันหนึ่ง บทที่ 4 เมื่อประสบเหตุราย ถาพิจารณาอยางมีสติก็จะพบกับความสุขได บทที่ 5 ขอใหมีความสุขกับเวลาในปจจุบัน ความสงบจะชวยใหเขมแข็ง รูจักใชปญญาในการพิจารณาหาเหตุผล เพื่อใหเกิดโลกทัศนกวางไกล 4. ขอคิดที่ไดรับ สิ่งรายยอมคลี่คลายไปได เมื่อใชสติปญญาพิจารณาดวยเหตุและผล คําขาน 1. ผูประพันธ ทานผูหญิงสมโรจน สวัสดิกุล ณ อยุธยา 2. ลักษณะคําประพันธ กลอนสุภาพ 3. ที่มาของเรื่อง ตัดตอนมาจากบทอาศิรวาทบรมมหาธรรมิกราชสดุดี ในหนังสือพรรณไมในสวนหลวง ร.9 พ.ศ. 2530 4. สาระสําคัญ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว และสมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินีนาถ ไดเสด็จพระราชดําเนิน ผานถิ่นทุรกันดาร ภูเขาลําเนาไพรทั่วทุกแหงในประเทศไทยเพื่อบําบัดทุกข บํารุงสุขใหแกราษฎร พระราชทานที่ทํากิน หาแหลงนํ้า ทําฝนหลวง พระราชทานแนะนําอาชีพ โปรดใหแพทยที่ตามเสด็จรักษาราษฎรที่ปวยไข 5. ขอคิดที่ไดรับ ประชาชนชาวไทยมีความสุขสงบไดดวยพระเมตตาบารมี ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว และพระนางเจาฯ พระบรมราชินีนาถ พรอมดวยพระบรมวงศศานุวงศ จึงสมควรที่จะระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณดวยความจงรักภักดี กาญจนกานท "กาญจนกานท" หมายถึง บทรอยกรองที่สูงคา ซึ่งไดรวบรวมบทรอยกรองของกวี 5 ทาน รวมทั้งสิ้น 9 บท ตั้งแต สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงปจจุบัน กวินทรปณิธาน 1. ผูประพันธ ไมปรากฏนามผูแตง สันนิษฐานวา ผูแตงเปนผูใกลชิดกับราชสํานัก ในสมัยสมเด็จพระบรม- ไตรโลกนาถ 2. ลักษณะคําประพันธ โคลงดั้น 3. สาระสําคัญ เนนบทกวียอพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ใชถอยคําไพเราะ แสดงถึงพระปรีชาสามารถ ของพระมหากษัตริยไทย 4. ที่มาของเรื่อง ลิลิตยวนพาย BOBBYtutor Thai Note
  • 152.
    นรชาติ 1. ผูประพันธ สมเด็จพระมหาสมณเจากรมพระปรมานุชิตชิโนรส 2.ลักษณะคําประพันธ อินทรวิเชียรฉันท 3. ที่มาของเรื่อง กฤษณาสอนนองคําฉันท 4. สาระสําคัญ วัว ควาย ชางเกิดมาเมื่อสิ้นชีวิตยังคงมีเขามีงาเหลืออยู มนุษยจะเหลือเพียงคุณงามความดี หรือ ความชั่วเทานั้นที่ปรากฏอยูในโลก 5. ขอคิดที่ไดรับ ควรทําความดีใหสมกับเกิดมาเปนมนุษย ความกรุณาปรานี 1. ผูประพันธ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว 2. ลักษณะคําประพันธ กลอนสุภาพ 3. สาระสําคัญ ความกรุณาปรานี เกิดขึ้นจากใจ มีประโยชนทั้งผูใหและผูรับ ไทยเอย 1. ผูประพันธ พระราชวรวงศเธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ 2. ลักษณะคําประพันธ โคลงสี่สุภาพ 3. สาระสําคัญ คนไทยควรมีความรักสามัคคี รูจักใชสติปญญา ไมควรกลั่นแกลง ขมเหงกันเอง ใหระลึกถึง บรรพบุรุษที่ยอมสละชีวิตเพื่อรักษาแผนดินไทยไว 4. ที่มาของเรื่อง ลิลิตสามกรุง บทนมัสการพระพุทธคุณ ผูแตง พระยาศรีสุนทรโวหาร (นอย อาจารยางกูร) ลักษณะคําประพันธ อินทรวิเชียรฉันท บทนมัสการพระธรรมคุณ ลักษณะคําประพันธ กาพยฉบัง บทนมัสการพระสังฆคุณ ลักษณะคําประพันธ กาพยฉบัง บทนมัสการมาตาปตุคุณ ลักษณะคําประพันธ อินทรวิเชียรฉันท บทนมัสการอาจริยคุณ ลักษณะคําประพันธ อินทรวิเชียรฉันท BOBBYtutor Thai Note
  • 153.
    แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. โสนริมนํ้าก็ซํ้ากลีบเฉา สะแกตนเกาก็แตกกิ่งกอ กระพือลมกราวจะหนาวแลวหนอวะวิ่วขลุยคลอประเลงเพลงรัก คําประพันธขางตนนี้ใชรูปแบบฉันทลักษณใดในการแตง 1) มุทิงคนาทฉันท 2) สยามมณีฉันท 3) เปษณาทฉันท 4) สยามรัตนฉันท 2. ขอใดใหความรูสึกฮึกเหิม 1) บุรุษระริกขยิกตอน นรีรํารอนระเริงรา เคาะฆองและกรับสลับนา ทะแคน ณ คราเสนอเพลง 2) บรูขยาดยอทัพ บรูขยับยอศึก คะคึกเขาตอแกลว คะแคลวเขาตอกลา 3) มอญพมาดาดื่น เดินดุจคลื่นคลาฟอง นองนานในอรรณเวศ 4) ทั้งพญาพาฬมฤคราชเสือโครงคระครางครึ้มกระฮึมเสียงสําเนียงกอง รองปะปบถีบทะยานยอง แยกเขี้ยวเคี้ยวฟน ตัวสั่นอยูริกๆ 3. ขอใดไมมีความหมายในทางเชิญชวน 1) ดนูสดับประทับใจ แนะนาจะไดประดิษฐฉันท "มุทิงคนาท" เสนอวรรณ- คดีกํานัลนครไทย 2) ชายใดไมเที่ยวเทียวไป ทุกแควนแดนไพร มิอาจประสบพบสุข 3) จงประชาราษฎรนอม คํานึง จารพระคุณพระตรึง ตรึกไว 4) ประเพณีไทยสมัยกอนเกา ก็คงมีเคาจะเนานานถา ดรุณลูกหลานสถานทองนา สมัครรักษาขนบธรรมเนียม 4. "ดรุณสยามมิครามอุสาห หทัยจะหาวิชาประสงค ประเทศจะงามสยามจะยง จะมั่นจะคงเพราะเหตุวิชา" คําประพันธมี ครุ และลหุ ตรงกับขอใด 1) -ุ -ั -ั -ุ -ั -ั -ุ -ั 2) -ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ุ -ุ 3) -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ั 4) -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ั BOBBYtutor Thai Note
  • 154.
    5. ขอใดดีเดนในดานศิลปะการใชคําที่มีทั้งแสง เสียงภาพ และอาการเคลื่อนไหวไดมากที่สุด 1) ปะโทนปะโทนปะโทนโทน บุรุษสิโอนสะเอวไหว อนงคนําเคลื่อนเขยื้อนไป สะบัดสไบวิไลตา 2) แจก แจก จะ แจะ จํ้า สรซํ้าสิสําเนียง นกรองขรมเพียง ชนพูดนะภาษา 3) พระพายฮืดกระพือหวน ประมวลลวนสมุทรเกลียว ระดมพัด ณ บัดเดี๋ยว ขยายแยกและแตกฉาน 4) มโหรีจากราวปามาเรื่อยรี่ ราชินีแหงนํ้าคางจะหางกัน ฝกตอยติ่งแตกจังหวะประชันกัน จักจั่นจี่เจื้อยรับเรื่อยรอง 6. คําประพันธที่ยกมานี้ ขอใดใกลเคียงกับ "หัวใจนักปราชญ" มากที่สุด 1) กาพยยานี 11 นํ้าตาเปรียบเหมือนเพื่อน คอยตักเตือนอนุสรณ เศราสุขทุกขมวยมรณ รื่นเริงใจใชนํ้าตา 2) สยามมณีฉันท ดรุณสยามมิครามอุสาห หทัยจะหาวิชาประสงค ประเทศจะงามสยามจะยง จะมั่นจะคงเพราะเหตุวิชา 3) กลอนสุภาพ สรุปแลวแกวธัญญพืชพันธุนี้ คุณภาพมีศรีปานอาหารสวรรค ในพรรษานาอุดมสมบูรณธัญญ ควรแกสรรเสริญกราวคือชาวนา 4) โคลงสี่สุภาพ วิธีพิทักษปอง ปกเมือง ยามวิบัติภัยเคือง ขุกใกล วิจัยวิจารณเนือง เนืองอยู หมั่นสอบเหตุเลิศให แจมแจงแหงการณ 7. จากเรื่อง "ยามมืด" ขอใดมิใชสาเหตุของความทุกขของมนุษย 1) ความหิว 2) ความพลัดพราก 3) ความรัก 4) การประสบภัยพิบัติ 8. "พรากหายใชพรากราง นิรันดรกาล มีพรากมีพบพาน เพื่อนพอง ชิงโศกพาผลาญ เผาจิต วันหนึ่งนั้นจักตอง กลับรายกลายดี" คําประพันธนี้ไมปรากฏลักษณะของภาษาในขอใด 1) การเลนคํา 2) การใชคําตายแทนคําเอก 3) สัญลักษณ 4) สัมผัสอักษร 9. "ฉันทชนิดนี้มีลักษณะคลายกลอนแปด แตใชลหุและครุสลับกันทั้งวรรค" "ฉันทชนิดนี้" หมายถึง ฉันทประเภทใด 1) สยามมณีฉันท 2) สยามรัตนฉันท 3) สยามวิเชียรฉันท 4) สยามอินทรวิเชียรฉันท BOBBYtutor Thai Note
  • 155.
    10. "พรสูงสุด" ที่สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชไดกลาวไวในเรื่องพรมงคลตรงกับขอใด 1) เมตตา กรุณา อุเบกขา 2) มุทิตา อุเบกขา ปญญา 3) คิดดี พูดดี ทําดี 4) ศีล สมาธิ ปญญา 11. สารสําคัญของเรื่องคําขานคือขอใด 1) การยกยองพระมหากษัตริยวาเปนสมมติเทพ 2) การแสดงถึงพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริยที่ทรงบําบัดทุกขบํารุงสุขแกราษฎร 3) บุญญาธิการของพระมหากษัตริยไทยรวมทั้งพระเมตตาบารมี 4) พระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริยไทยที่มีตอปวงชนชาวไทย 12. ขอใดคือประโยคที่สื่อความหมายสําคัญที่สุดของคําประพันธบทนี้ 1) ไมทรงเลือกชาติชั้นเผาพันธุไหน อยูปาเขาอยูเมืองไกลอยูฝงสินธุ 2) โปรดใหผูรูพืชและนํ้าดิน เสริมอาชีพไทยถิ่นใหรูทํา 3) เสด็จไหน ธ ทรงมีแพทยอาสา เยียวยาผูปวยชวยอุปถัมภ 4) ทุกพระองคบรมวงศทรงตรากตรํา เราไดยินแตคําถวายชัย 13. "เปนสิ่งดีสองชั้นพลันปลื้มใจ" "เปนสิ่งดีสองชั้น" หมายถึงอะไร 1) ความสุข ความสมหวัง 2) ความรัก ความเมตตา 3) ความซื่อสัตย ความยุติธรรม 4) ผูให และผูรับ 14. "กวินทรปณิธาน" หมายความวาอยางไร 1) ความปรารถนาของกวีผูยิ่งใหญ 2) ความสุขของมนุษย 3) ความมีศิลปะในการประพันธ 4) ความยิ่งใหญของกวี 15. เรื่อง "นรชาติ" นํามาจากเรื่องใด 1) เวนิชวานิช 2) กฤษณาสอนนองคําฉันท 3) ลิลิตยวนพาย 4) หัวใจนักรบ เฉลย 1. 1) 2. 2) 3. 1) 4. 3) 5. 1) 6. 2) 7. 3) 8. 3) 9. 1) 10. 3) 11. 2) 12. 4) 13. 4) 14. 1) 15. 2) !!!!!!!!!!!!!!!!!!!! BOBBYtutor Thai Note
  • 156.
    ธรรมชาติของภาษา ภาษาของมนุษยทั่วไปมีลักษณะรวมกันที่สําคัญมี 4 ประการดังนี้ 1. ใชเสียงสื่อความหมาย บางภาษามีตัวอักษรเปนเครื่องถายเสียง - เสียงสัมพันธกับความหมาย คําไทยบางคําอาศัยเลียนเสียงธรรมชาติและเสียงสัตว เชน โครม เพลง ปง กริ่ง หวูด ออด ตุกๆ กา แมว จิ้งจก อึ่งอาง ตุกแก - เสียงไมสัมพันธกับความหมาย คือ การตกลงกันของกลุมแตละกลุมวาจะใชคําใดตรงกับความหมายนั้นๆ ฉะนั้นแตละชาติจึงใชคําไมเหมือนกัน สวนมากเสียงกับความหมายไมสัมพันธกัน ถาเสียงกับความหมายสัมพันธกันทั้งหมดแลวคนตางชาติตางภาษา ก็จะใชคําตรงกัน 2. ภาษาประกอบกันจากหนวยเล็กเปนหนวยใหญ เชน เสียง (พยัญชนะ สระ วรรณยุกต) คํา ประโยค ขอความ เรื่องราว ภาษาแตละภาษามีคําจํานวนจํากัดแตสามารถประกอบกันขึ้นโดยไมจํากัดจํานวน เชน มีคําวา ใคร ใช ให ไป หา สามารถสรางเปนประโยคไดหลายประโยคและตอประโยคใหยาวออกไปไดเรื่อยๆ 3. ภาษามีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีสาเหตุดังนี้ - การพูดจาในชีวิตประจําวัน เสียงอาจกลายหรือกรอนไป - อิทธิพลของภาษาอื่น เชน ภาษาอังกฤษ มักมีคําที่ไมกะทัดรัด เชนคําวา ไดรับ ตอการ นํามาซึ่ง พรอมกับ สําหรับ มัน ในความคิด สั่งเขา สงออก ใชชีวิต ไมมีลักษณนาม ตัวอยาง เขาไดรับความพอใจ, ขอสอบนี้งายตอการคิด ฯลฯ - ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดลอม - การเรียนภาษาของเด็ก BOBBYtutor Thai Note
  • 157.
    4. ภาษาตางๆ มีลักษณะที่ตางและเหมือนกัน ที่ตางกันคือการใชคํา เสียง ลักษณนาม ไวยากรณ การเรียงคํา ที่เหมือนกันคือ - ใชเสียงสื่อความหมาย - มีวิธีสรางศัพทใหม - มีสํานวน - มีชนิดของคํา เชน คํานาม สรรพนาม กริยา วิเศษณ เปนตน - มีการขยายประโยคใหยาวออกไปไดเรื่อยๆ - มีประโยคบอกเจตนาคลายกัน เชน แจงใหทราบ ถามใหตอบ บอกใหทํา - มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ลักษณะที่ควรสังเกตในภาษาไทย อักษรไทย คือ เครื่องหมายที่ใชแทนเสียงในภาษาไทย ประกอบดวย 1. พยัญชนะ 2. สระ 3. วรรณยุกต 1. พยัญชนะมี 44 รูป 21 เสียง หนาที่ของพยัญชนะ คือ 1. เปนพยัญชนะตน มี 21 เสียง ดังนี้ 1. ก 12. บ 2. ค ข ฃ ฅ ฆ 13. ป 3. ง 14. พ ผ ภ 4. จ 15. ฟ ฝ 5. ช ฉ ฌ 16. ม 6. ซ ศ ษ ส 17. ร (ฤ) 7. ย ญ 18. ล ฬ 8. ด ฎ (ฑ) 19. ว 9. ต ฏ 20. อ 10. ท ฐ ฑ ฒ ถ ธ 21. ฮ ห 11. น ณ - พยัญชนะตนประสม คือ พยัญชนะควบกลํ้า เชน เกรง กลัว กวาง - พยัญชนะตนเดี่ยว คือ พยัญชนะไมควบกลํ้า เชน กอง แผน หมาย จริง สราง ทราบ BOBBYtutor Thai Note
  • 158.
    แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ตัวพยัญชนะในภาษาไทยที่ออกเสียงซํ้ากันมากที่สุดมีกี่ตัว 1) 3ตัว 2) 4 ตัว 3) 5 ตัว 4) 6 ตัว 2. ขอใดมีเสียงพยัญชนะตนแตกตางจากคําอื่น 1) ถํ้า เฒา แทน ฐาน โธ 2) แสรง ทราย ศรี ไซร สรร 3) ควร เขย เฆี่ยน ขันธ ควัน 4) เฉี่ยว ชาติ เชาวน ฉัน ฌาน 3. ขอใดใชเสียงพยัญชนะตนเปนเสียงเดียวกันทุกคํา 1) ลนลาน ลูกหลาน ลุฤกษ 2) พริ้งเพริศ พรพรหม พรักพรอม 3) ศึกษา สมศรี ทรุดโทรม 4) ขวักไขว เควงควาง ขางขวา 2. เปนพยัญชนะทาย (สะกด) มี 8 เสียง รวม 35 ตัว (สะกดไมได 9 ตัว ฃ ฅ ฉ ฌ ผ ฝ อ ห ฮ) 1. เสียงแมกก ไดแก ก ข ค ฆ 2. เสียงแมกง ไดแก ง 3. เสียงแมกด ไดแก ด จ ช ซ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ถ ต ท ธ ศ ษ ส 4. เสียงแมกบ ไดแก บ ป พ ฟ ภ 5. เสียงแมกน ไดแก น ณ ญ ร ล ฬ 6. เสียงแมกม ไดแก ม 7. เสียงแมเกย ไดแก ย 8. เสียงแมเกอว ไดแก ว - พยัญชนะบางตัวไมออกเสียง เชน องค สังข สามารถ ปรารถนา พรหม พุทธ สมุทร จริง สราง ทราย อยู หวาน - บางคํามีเสียงพยัญชนะแตไมมีรูปไดแกคําที่ประสมดวยสระอํา(อะม)ใอ ไอ (อะย) เอา (อะว) เชน จําใจไกลเขา 4. ขอใดมีพยัญชนะที่ไมออกเสียงมากที่สุด 1) ฝายสมณะชีพราหมณทั้งหลาย 2) ทศกัณฐรบกับพระรามพระลักษณ 3) พิจักขณปรารถนาจะสรางวัดจริง 4) นวลอนงคยังสวยอยูอยางไมสราง 5. ขอใดมีเสียงพยัญชนะทายนอยที่สุด 1) ยามคํ่าคืนฝนทนหนาว 2) มุงเรียนตองหมั่นอาน 3) จันทรสองหลาฟาสวางใส 4) มารรายรายรําลวง 6. คําในขอใดมีเสียงพยัญชนะตนกับพยัญชนะทายเปนเสียงเดียวกัน 1) เณร 2) ภาพ 3) ธาตุ 4) ศิษย 7. ขอใดมีเสียงพยัญชนะสะกดของพยางคตนตางจากเสียงพยัญชนะตนของพยางคถัดมา 1) ชัยภูมิ 2) นามรูป 3) กุลบุตร 4) คุณภาพ BOBBYtutor Thai Note
  • 159.
    2. สระ มี21 รูป 32 เสียง แบงเปนดังนี้ 1. สระแท (เดี่ยว) รัสสระ ทีฆสระ อะ อิ อึ อุ เอะ แอะ โอะ เอาะ เออะ อํา (อะม) ใอ (อะย) ไอ (อะย) เอา (อะว) ฤ ฦ อา อี อือ อู เอ แอ โอ ออ เออ ฤๅ ฦๅ 2. สระประสม (เลื่อน) อัวะ อัว เอียะ เอีย เอือะ เอือ 8. ขอใดประสมดวยสระแททุกคํา 1) เรือชัยไววองวิ่ง 2) รวดเร็วจริงยิ่งอยางลม 3) เสียงเสาเราระดม 4) หมทายเยิ่นเดินคูกัน 9. คําประพันธตอไปนี้ไมมีเสียงประเภทใด “โบราณทานวาชา ยอมจะไดสองพรา เพริศแททางภา ษิตเอย” 1) เสียงสระเดี่ยว 2) เสียงสระประสม 3) เสียงพยัญชนะเดี่ยว 4) เสียงพยัญชนะประสม สระในบางคํารูปไมเหมือนกัน - คําที่มาจากสระอะ เชน รัก (ระก) จํา (จะม) สรรค (สะน) ไป (ปะย) ใน (นะย) เรา (ระว) - คําที่มาจากสระเออ เชน เทอม เดิน เลย - คําที่มาจากสระอัว เชน บัว ชวน - คําที่มาจากสระออ เชน รอ กร บวร BOBBYtutor Thai Note
  • 160.
    สระในบางคําออกเสียงไมตรงรูป - สระเสียงสั้นแตออกเสียงยาว เชนเกา เทา เชา นํ้า ได - สระเสียงยาวแตออกเสียงสั้น เชน ทาน เงิน สอย นอง แหมม แวว เกง เลน - สระในบางคําไมออกเสียง เชน กษัตริย เหตุการณ ภูมิลําเนา จักรพรรดิ 10. ขอใดมีเสียงสระอะลวน 1) พนัน กรมธรรม หํ้าหั่น สะบัด 2) วัฒนธรรม กํายํา รัชสมัย วสันต 3) สัมพันธ วัชระ วรวรรณ จํากัด 4) หัตถกรรม ทรลักษณ จํ้าหมํ้า จรจัด 11. ขอใดใชรัสสระทุกคํา 2) จันอับ จริมจิต เจาพระเดช 2) เบ็ดเสร็จ บุรพทิศ บุษบง 3) กะรัด กิตติคุณ เกษตรกร 4) ประเคราะห ปฏิสนธิ์ เบิกพระเนตร 12. ขอใดทุกคําประสมดวยเสียงสระเดียวกัน 1) เตาเผา เหลาเกา เทาเปลา 2) แลงแปง แบงแยก แจกแจง 3) ยํ่าคํ่า นํ้าครํา ลํานํา 4) ไยไหม ใสไส ไขไก 13. คําในขอใดออกเสียงสระสั้นเหมือนกันหมด 1) แคน คั่ว ของ 2) สอย แลน หอง 3) รอง วาว เนิ่น 4) ยอง เกง ไข 14. คําในขอใดที่พยางคหนาออกเสียงสั้นหรือยาวไดโดยความหมายไมเปลี่ยน 1) ใตถุน นํ้าคํา ผูหญิง 2) ตะราง ปนใจ วังหิน 3) ขันรับ มิดี วันนี้ 4) ไขมัน ตักดิน มะพูด 15. ขอใดมีสระออกเสียงตางจากรูป 1) ภาคใตนํ้าตานองเพราะขาวของถูกนํ้าทวม 2) ภาคเหนืออากาศหนาวจัดกวาทุกปที่ผานมา 3) ภาคอีสานเดือดรอนใจเพราะปาใหญถูกทําลาย 4) ภาคกลางนั่งหมนหมองเพราะขาวเปลือกราคาไมดี 3. วรรณยุกต มี 4 รูป 5 เสียง การผันวรรณยุกต มีหลักสังเกตดังนี้ - อักษรกลาง ผันไดครบ 5 เสียง เชน กา กา กา กา กา - อักษรกลางและสูง รูปกับเสียงวรรณยุกตตรงกัน (ใสวรรณยุกตเอกก็เปนเสียงเอก เปนตน) เชน ไกแจ กระตาก - อักษรตํ่ารูปกับเสียงไมตรงกัน (ใสวรรณยุกตเอกเปนเสียงโท เปนตน) เชน พอ แม นอง รู - รูปวรรณยุกตตรีใชไดกับอักษรกลางเทานั้น 16. ขอใดใชรูปวรรณยุกตถูกตอง 1) โคด บุคตั๋ว 2) โละทิ้ง เฟยวฟาว 3) กิ๊บ ชิ๊ปปง 4) เจี๊ยวจาว วุยวาย 17. คําทุกคําที่รูปกับเสียงวรรณยุกตไมตรงกันคือขอใด 1) เสื้อ เชิ้ต เกา 2) ปบ ขาว ใหม 3) นั่ง หาง โตะ 4) ที่ ลุม ชื้น 18. ขอใดมีเสียงวรรณยุกตทั้งเอก โทและตรี 1) บูเช็กเทียน 2) ซิยิ่นกุย 3) ซิเตงชั่น 4) ฮั่นเถงมุย BOBBYtutor Thai Note
  • 161.
    ใหใชคําประพันธตอไปนี้ตอบคําถามขอ 19-21 "เห็นฝูงยูงรําฟอน คิดบังอรรอนรํากราย" 19.คําประพันธนี้มีเสียงพยัญชนะตนกี่เสียง 1) 7 เสียง 2) 8 เสียง 3) 9 เสียง 4) 10 เสียง 20. คําประพันธนี้มีเสียงวรรณยุกตกี่เสียง 1) 2 เสียง 2) 3 เสียง 3) 4 เสียง 4) 5 เสียง 21. คําประพันธนี้มีเสียงพยัญชนะทายกี่เสียง 1) 4 เสียง 2) 5 เสียง 3) 6 เสียง 4) 7 เสียง โครงสรางหรือองคประกอบของพยางค ไดแก 1. เสียงพยัญชนะตน ใหดูวาคํานั้นเปนพยัญชนะตนประสม (ควบแท) หรือพยัญชนะตนเดี่ยว (ไมควบแท) 2. เสียงสระ ใหดูวาคํานั้นมีสระออกเสียงสั้นหรือออกเสียงยาว (สระบางคํารูปกับเสียงสั้นยาวไมตรงกัน) 3. เสียงวรรณยุกต ใหดูวาเปนเสียงอะไร (สามัญ เอก โท ตรี หรือจัตวา) 4. เสียงพยัญชนะทาย (ตัวสะกด) ใหดูวาคํานั้นมีตัวสะกดหรือไมมี 22. เสียงของพยางคในขอใดมีโครงสรางตางจากพยางคอื่น 1) กริ้ว 2) ไขว 3) สรอย 4) ครั่ง 23. คําในขอใดมีลักษณะโครงสรางของพยางคเหมือนกันหมด 1) ดั่ง ไร นั่ง ชั่ว 2) ถอย ทอ ทั่ว ถา 3) ขา ปา หลา วา 4) พลาย ความ เกรง กลืน 24. คําในขอใดมีลักษณะโครงสรางพยางคเหมือนกันทุกคํา 1) ขวาน หวาน หยาม ผลาญ 2) เกี้ยว เชื่อม นวม หวง 3) พลัด ครุฑ ผลุบ พริบ 4) เปด ซูบ โขก ชอบ 25. คําในขอใดเหมือนกันเฉพาะเสียงสระกับเสียงวรรณยุกต 1) วรรค พักตร 2) ฤกษ เทอด 3) นํ้า ชํ้า 4) เนตร เพชร BOBBYtutor Thai Note
  • 162.
    ระดับภาษา ระดับภาษา คือ การแบงการใชภาษาออกเปนระดับตางๆใหเหมาะสมกับบุคคล โอกาสและสถานที่ มี 5 ระดับ คือ 1. ระดับพิธีการ ใชสื่อสารในที่ประชุมที่เปนพิธีการ 2. ระดับทางการ ใชบรรยายหรืออภิปรายอยางเปนทางการ หรือใชในการเขียนขอความใหปรากฏตอสาธารณชน 3. ระดับกึ่งทางการ ใชภาษาที่ลดความเปนการเปนงานลงบางเพื่อความใกลชิดกัน เชน การประชุมกลุมหรือ อภิปรายเปนกลุมเล็ก หรือบทความในหนังสือพิมพ 4. ระดับไมเปนทางการ ใชสนทนาของบุคคลหรือกลุมคน 4-5 คน หรือการเขียนจดหมายระหวางเพื่อน 5. ระดับกันเอง ใชสื่อสารกันในวงจํากัด เชน ในครอบครัว เพื่อนสนิทในสถานที่ที่เปนสวนตัว 26. “มีผูแจงวาไดพบใบอนุญาตขับรถยนตของทานแลว” ขอความนี้ควรเปนภาษาในระดับใด 1) ระดับกันเอง 2) ระดับไมเปนทางการ 3) ระดับทางการ 4) ระดับกึ่งทางการ 27. ขอใดใชภาษาระดับทางการ 1) ในระยะนี้จะมีเตามาวางไขที่ชายฝงทะเลวันละหลายตัว 2) พิธีรดนํ้าศพมักจะทําทันทีหลังจากบุคคลนั้นเสียชีวิต 3) ในหนาหนาวจะมีนักทองเที่ยวมาชมทัศนียภาพที่นี่เปนจํานวนมาก 4) เพื่อทําความสะดวกในการเบิกจาย อาจขออนุมัติถัวกันไปทุกรายก็ได 28. “เกิดพสุธาไหวที่จังหวัดกาญจนบุรี” ประโยคนี้ใชคําไมเหมาะสมเพราะเหตุใด 1) ใชภาษาเขียนในภาษาพูด 2) ใชคําไมเหมาะสมกับฐานะของบุคคล 3) ใชคําคะนองในขอความที่เปนทางการ 4) นําคําบางคําที่ควรจะใชในรอยกรองมาใชในสํานวนภาษาสามัญ 29. ขอใดใชภาษาไดเหมาะแกบุคคล 1) “นักเรียน กรุณานั่งเงียบๆ” 2) เขาจะเชิญพระ 5 รูป มาฉันเพลที่บาน 3) ประธานาธิบดีสหภาพโซเวียตถึงแกอนิจกรรมเสียแลว 4) สมเด็จพระสังฆราชเสด็จมาประทานพระโอวาทแกพระภิกษุใหมเมื่อวานนี้ 30. ขอใดใชภาษาระดับเดียวกันทั้งขอ 1) พอแมอยากใหฉันเปนหมอแตฉันอยากเปนครูบานนอก 2) แมอยากใหดิฉันคาขาย แตบิดาอยากใหดิฉันเปนแพทย 3) หนังสือเลมนี้มีหวังขายไดเกลี้ยงเพราะรวบรวมวาทะสําคัญๆ ของผูที่มีชื่อเสียงหลายคน 4) กระผมขอเรียนวากระผมไมไดเกงาน เมียกระผมออกลูกเมื่อวานนี้ กระผมเลยตองหยุดงาน 31. ขอใดใชภาษาเหมาะแกโอกาสและสัมพันธภาพระหวางบุคคล 1) เมื่ออยูบานเธอแลวลําบาก ก็มาอยูกับฉันอีกนะ (นายจางพูดกับลูกจาง) 2) ถาที่อื่นถูกกวาก็ไปดูซิคะ หรือจะแวะกลับมาอีกก็ได (แมคาพูดกับลูกคา) 3) ถาจะใหลูกไปเรียนกวดวิชาละกอ พอจายเงินใหลูกวันนี้นะ (ลูกพูดกับพอ) 4) ดิฉันเอาหนังสือไปวางไวบนโตะแลวนะคะ แตตอนนี้ไมรูวาอาจารยไปไหน (นักศึกษาพูดกับอาจารย) 32. ขอใดใชภาษาระดับทางการ 1) กรุณาติดแสตมปและทิ้งจดหมายใหดวย 2) เขาใหเจาหนาที่ประทับตราหนังสือแลว 3) เลขานุการไมมีสิทธิ์ออกความเห็นในที่ประชุม 4) หัวหนายังไมไดแทงเรื่องลงมาใหเจาหนาที่ธุรกิจ BOBBYtutor Thai Note
  • 163.
    ราชาศัพท ราชาศัพท แปลวา คําพูดสําหรับพระเจาแผนดินปจจุบันรวมถึงการใชกับบุคคลดังตอไปนี้ 1. พระเจาแผนดิน 2. พระบรมวงศานุวงศ 3. พระภิกษุ 4. ขาราชการ 5. สุภาพชน คําราชาศัพทที่ตกแตงขึ้นจากภาษาตางๆ ดังนี้ - คําไทยดั้งเดิม เชน พระเจาลูกยาเธอ พระยอด ทรงถาม ทรงชาง - คําบาลี เชน พระอัฐิ พระหัตถ พระอุทร - คําสันสกฤต เชน พระเนตร พระจักษุ ทรงพระอักษร - คําเขมร เชน พระขนง ตรัส เสวย โปรด บรรทม การใช "ทรง" 1. นําหนาคํานาม และคํากริยาสามัญ เชน ทรงมา ทรงชาง ทรงธรรม ทรงกีฬา ทรงฟง ทรงยินดี ทรงขอบใจ 2. นําหนาคํานามราชาศัพท เชน ทรงพระเมตตา ทรงพระประชวร ทรงพระดําริ ทรงพระสุบิน 3. หามนําหนาคําที่เปนกริยาราชาศัพทอยูแลว เชน ตรัส เสด็จ ประทับ พระราชทาน ทอดพระเนตร โปรด ฯลฯ การใช "คําเสด็จ" - ใชนําหนาคํากริยาบางคําใหเปนกริยาราชาศัพท เชน เสด็จไป เสด็จกลับ เสด็จขึ้น เสด็จลง - นําหนาคํานามใหเปนกริยาราชาศัพท เชน เสด็จพระราชดําเนิน เสด็จพระราชสมภพ การใช "คําพระบรม" ใชกับสิ่งสําคัญของพระมหากษัตริยเทานั้น เชน พระบรมเดชานุภาพ พระบรมราชสมภพ พระบรมราชโองการ พระ ปรมาภิไธย พระบรมมหาราชวัง พระบรมราชชนนี ฯลฯ การใช "คําอาคันตุกะ" (แขกผูมาเยือน) แขกของกษัตริยใหใช พระราชอาคันตุกะ ถาไมใชแขกของกษัตริยใหใช อาคันตุกะ เชน - ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเปนพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว - พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวทรงเปนอาคันตุกะของพระธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา การใช "คําทูลเกลา ฯลฯ" ใชกับของเบาและเล็ก เชน เงิน ดอกไม เสื้อผา ฯลฯ การใช "คํานอมเกลา ฯลฯ" ใชกับของใหญหรือหนัก เชน รถยนต อาคาร ที่ดิน ฯลฯ การที่ประชาชนไปรอตอนรับพระเจาแผนดิน ควรใชวา ประชาชนไปเฝาฯ รับเสด็จ หามใชวา ถวายการตอนรับ ประชาชนถวายความจงรักภักดี ก็ผิด ควรใชวา ประชาชนแสดงความจงรักภักดี หรือมีความจงรักภักดี BOBBYtutor Thai Note
  • 164.
    33. พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวใหปริญญาบัตรแกนิสิตผูจบการศึกษา 1) ประทาน2) ทรงประทาน 3) พระราชทาน 4) ทรงพระราชทาน 34. “เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวเสด็จพระราชดําเนินไปยังจังหวัดเชียงใหม ผูวาราชการจังหวัดไดจัดใหมี การแสดงละคร..........” 1) หนาพระที่นั่ง 2) หนาพระพักตร 3) เฉพาะพระพักตร 4) เบื้องหนาพระที่นั่ง 35. เขาจะ ........... สมเด็จพระวันรัตไป ........... ที่บานพรุงนี้ 1) ทูลเชิญ ฉันภัตตาหาร 2) นิมนต ฉันภัตตาหาร 3) นิมนต เสวยพระกระยาหาร 4) ทูลเชิญ เสวยพระกระยาหาร 36. คณะกรรมการมูลนิธิสายใจไทย..........ถวาย..........แดสมเด็จพระนางเจาพระบรมราชินีนาถ 1) ทูลเกลาทูลกระหมอม ผาเช็ดหนา 2) ทูลเกลาทูลกระหมอม ผาซับพระพักตร 3) นอมเกลานอมกระหมอม ผาเช็ดหนา 4) นอมเกลานอมกระหมอม ผาซับพระพักตร 37. ขอใดใชราชาศัพทถูกตอง 1) เมื่อพระเจาลือไทยผนวชเปนสามเณรแลวไดเสด็จออกไปอุปสมบทเปนพระภิกษุอยู ณ วัดปามะมวงในอรัญญิก 2) เมื่อเสด็จพิธีพระราชทานปริญญาบัตร พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวพระราชทานพระบรมราโชวาทแกบัณฑิตใหม 3) ประธานาธิบดีแหงสาธารณรัฐสังคมนิยมแหงสหภาพพมา เคยมาเยือนเมืองไทยในฐานะอาคันตุกะของพระบาท- สมเด็จพระเจาอยูหัว 4) คณะกรรมการจัดงานวัดพิทักษไทย ไดเขาเฝาพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวและสมเด็จพระนางเจาพระบรม- ราชินีนาถ เพื่อนอมเกลานอมกระหมอมถวายเงินจํานวน 200,000 บาท 38. ขอใดใชภาษาไดถูกตอง 1) นักศึกษาพยาบาลถวายการตอนรับสมเด็จพระบรมราชินีนาถ 2) สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงลงพระปรมาภิไธยในสมุดเยี่ยม 3) วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 เปนวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว 4) มีผูทูลเกลาฯ ถวายเสื้อผาแดพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวเพื่อพระราชทานแกนักเรียนยากจน การอธิบาย การบรรยายและการพรรณนา การอธิบาย คือ การทําใหผูอื่นเขาใจความจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มี 5 วิธี 1. อธิบายตามลําดับขั้น ใชอธิบายสิ่งที่เปนกระบวนการ หรือกรรมวิธี 2. ใชตัวอยาง ใชอธิบายในสิ่งที่เขาใจยาก 3. เปรียบเทียบความเหมือนและตางกัน ใชอธิบายในสิ่งที่แปลกใหมหรือสิ่งที่ยังไมคุนเคย 4. ชี้สาเหตุและผลลัพธที่สัมพันธกัน ใชอธิบายเพื่อบอกเหตุผลหรือสาเหตุ 5. นิยามหรือใหคําจํากัดความ ใชอธิบายความหมายของคําศัพทหรือขอความ การบรรยาย คือ การเลาเรื่องราวใหผูฟงหรือผูอานไดรูวาใคร ทําอะไร ที่ไหน เมื่อไร อยางไร เพื่ออะไร อาจเปนเรื่องจริง เชน ประวัติของบุคคล หรือเรื่องสมมุติก็ได เชน นิทาน นิยาย เปนตน BOBBYtutor Thai Note
  • 165.
    การพรรณนา คือ การใหรายละเอียดสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะมีชีวิตหรือไมก็ไดโดยมุงใหผูอานหรือผูฟงนึกเห็นภาพเกิด จินตนาการตามที่ผูสงสารตองการ มักใชคําอุปมาเปรียบเทียบ ทั้ง 3 อยางนี้อาจใชรวมกันได เชน ในบทความหรือนิทานเรื่องหนึ่งอาจมีทั้งการอธิบาย บรรยายและพรรณนาคละ กันได 39. ขอความตอไปนี้จัดอยูในกลวิธีของการอธิบายชนิดใด “นักเรียนคือผูที่อยูในวัยเรียน ตั้งแตอายุ 3 ขวบจนถึง 17 ป กอนที่จะถึงภาวะนักศึกษาในมหาวิทยาลัย” 1) อธิบายตามลําดับขั้นตอน 2) นิยามหรือใหคําจํากัดความ 3) การยกตัวอยางประกอบ 4) ชี้สาเหตุและผลลัพธที่สัมพันธกัน 40. “กาบหอหุมหนอไมสีเหลือง มันเผยออาเล็กนอยประดุจดอกไมแรกผลิแยมกลีบบานฉะนั้น” ขอความที่ยกมาเปนการเขียนประเภทใด 1) บรรยาย 2) อภิปราย 3) อธิบาย 4) พรรณนา 41. วัฒนธรรมที่เปนมรดกสืบทอดกันมา มีทั้งที่เปนวัฒนธรรมสรางสรรคอันดีงามที่ยกระดับจิตใจและพฤติกรรม ตลอดจนอุดมการณแหงชีวิตที่เปนประโยชนตอตัวเราและสังคม และมีทั้งวัฒนธรรมที่ไมสรางสรรคที่เปนตัวถวง ความเจริญของสังคม ทําใหชุมชนงมงายไมเปนตัวของตัวเอง ถูกชักจูงไดงาย มีทัศนคติที่เปนอันตรายตอตัวเรา และตอสังคม” กลวิธีในการอธิบายในขอความขางตนนี้ตรงกับขอใดมากที่สุด 1) การอธิบายตามลําดับขั้น 2) การเปรียบเทียบความตางกัน 3) การยกตัวอยาง 4) การชี้สาเหตุและผลลัพธที่สัมพันธกัน 42. “กระดาษที่ใชหอหรือใสอาหารโดยเฉพาะพวกกลวยทอด มันทอด กลวยปงนั้น ไมควรเปนกระดาษที่มีตัวหนังสือ ทั้งนี้เพราะหมึกพิมพนั้นจะมีพวกโลหะหนัก เชน ตะกั่ว โครเมี่ยม แคดเนี่ยมเปนสวนประกอบ ถาหมึกพิมพไป ถูกอาหารก็จะติดอาหารไป เรารับประทานเขาไปจะสะสมในรางกายทําใหเกิดโรคตางๆ ได” ขอความนี้เปนการเขียนลักษณะใด 1) การอธิบายโดยยกตัวอยาง 2) การบรรยายตามลําดับขั้นตอน 3) การอธิบายโดยชี้เหตุผล 4) การอธิบายโดยการเปรียบเทียบ 43. ขอความตอไปนี้มีกลวิธีในการอธิบายแบบใด “การตายเปนรางวัลชีวิตบั้นปลาย เปนการใหความยุติธรรมแกสัตวทุกหมูเหลาทั้งยังเปนโอกาสใหทําความดี อยางนอยก็ใหความสําราญใจแกผูชิงชังและกอใหเกิดความเสียดายอาลัยรักแกผูที่เคารพนับถือรักใครยิ่งกวานั้นยัง เปนทูตสวรรคบอกผูยังมีชีวิตอยูใหทราบวาตนก็จะตองตกอยูในสภาพอยางนี้เหมือนกัน อยาประมาทเรงทําความดีเถิด” 1) การนิยาม 2) การใชตัวอยาง 3) การใชเหตุและผล 4) การเปรียบเทียบ 44. ขอใดมีลักษณะเปนการเขียนแบบบรรยาย 1) ฝนฟากระหนํ่าพายุซํ้ากรรโชก 2) แสนวิปโยคอนิจจานํ้าตาเอย 3) ทุกสิ่งลวนไมเปนเหมือนเชนเคย 4) ตัวเราเอยแสนอาภัพอับปญญา 45. การพรรณนาภาพในขอใดไมแสดงความเคลื่อนไหว 1) กลิ่นหลานภาจรจะปน สุวคนธบําบวง 2) ดาวเดือนก็เลือนรชนิหาย ระพีจาทิวาแทน 3) นํ้าคางพระพรางโปรย ชลโชยชะดอกใบ 4) มืดตื้อกระพือพิรุณพรม และฤเราจะแยแส BOBBYtutor Thai Note
  • 166.
    หลักการพิจารณาคุณคาของงานประพันธ สวนประกอบของงานประพันธ ไดแก 1. เนื้อหาคือ ใจความสําคัญที่ผูประพันธถายทอดใหผูอานรับรู 2. รูปแบบ คือ ลักษณะรวมของงานประพันธอันเปนวิถีทางที่ผูประพันธเลือกใชในการนําเสนอเนื้อหาไปสู ผูอาน มี 2 ประเภท คือ - ประเภทรอยแกวมีรูปแบบเปนบันทึก บทความ จดหมายเหตุ สารคดี นิทาน เรื่องสั้น นวนิยาย - ประเภทรอยกรองมีรูปแบบเปนกาพย กลอน โคลง ฉันท ราย ลิลิต เพลงยาว นิราศ หากงานประพันธที่มีรูปแบบเหมาะสมกับเนื้อหากลมกลืนกันอยางมีศิลปะ ไดรับความนิยมชมชอบจาก ผูอานก็จัดไดวางานประพันธนั้นเปนวรรณคดี ถาไมถึงขั้นก็จะเรียกวา วรรณกรรม คุณคาของงานประพันธมี 2 ดาน ดังนี้ 1. ดานวรรณศิลป พิจารณาวารูปแบบเหมาะสมกับเนื้อหาเพียงใด มีกลวิธีเสนอเรื่องนาสนใจ ใหความรูและ ใชสํานวนภาษากะทัดรัดสละสลวยแคไหน 2. ดานสังคม พิจารณาวางานประพันธนั้นมีสวนเกี่ยวของกับสังคมอยางไร สะทอนใหเห็นสภาพของสังคมเพียงใด กาพยเหเรือ 1. ผูแตง เจาฟาธรรมธิเบศร หรือกรมขุนเสนาพิทักษ (เจาฟากุง) ซึ่งเปนพระโอรสในสมเด็จพระเจาอยูหัวบรมโกศ ทรงเปนกวีเอกในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย มีผลงาน คือ นันโทปนันทสูตรคําหลวง พระมาลัยคําหลวง กาพยเหเรือ กาพยหอโคลงประพาสธารทองแดง และกาพยหอโคลง นิราศพระบาท 2. จุดประสงค เพื่อใหฝพายขับเหเวลาตามเสด็จพระเจาอยูหัวบรมโกศ เสด็จพยุหยาตราทางชลมารคไปนมัสการ พระพุทธบาทสระบุรี 3. รูปแบบ เปนรอยกรองประเภทกาพยเหเรือ มีโคลงสี่สุภาพนํา 1 บท แลวขยายความดวยกาพยยานี 11 หลายบท 4. เนื้อหา พรรณนาเกี่ยวกับการเสด็จทางชลมารค มีการดําเนินเรื่องสัมพันธกับเวลา 1 วัน ดังนี้ เวลาเชา ชมกระบวนเรือพระที่นั่งและเรือตามเสด็จซึ่งมีรูปสัตวตางๆ เวลาสาย ชมปลาเปรียบเทียบกับหญิงผูเปนที่รัก เวลาบาย ชมไม แทรกดวยการรําพันถึงนางผูเปนที่รัก เวลาเย็น ชมนก แทรกดวยการรําพันถึงนางผูเปนที่รัก เวลาคํ่า ครํ่าครวญถึงนาง 5. คุณคา - ดานวรรณศิลป ใชคําไดไพเราะสละสลวยเห็นภาพไดชัดเจน - ดานสังคม การเดินทางใชทางนํ้าเปนสําคัญ ชี้ใหเห็นขนบธรรมเนียมประเพณีการเหเรือการและแตงกาย BOBBYtutor Thai Note
  • 167.
    พระราชวิจารณ เรื่องจดหมายเหตุความทรงจําของกรมหลวงนรินทรเทวี ผูแตง กรมหลวงนรินทรเทวี(พระองคเจากุ)พระนองนางเธอในรัชกาลที่1มีพระตําหนักอยูในวัดพระเชตุพนฯ หรือวัดโพธิ์ จึงไดรับสมญานามวา“เจาครอกวัดโพธิ์” รูปแบบ เปนรอยแกวประเภทจดหมายเหตุแบบเกา บันทึกเหตุการณสําคัญๆ ของบานเมืองเทาที่จําได เนื้อหา กลาวถึงเหตุการณตั้งแตกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย กรุงธนบุรีจนถึงกรุงรัตนโกสินทรสมัยรัชกาลที่ 3 มีทั้งหมด 256 ขอ พระราชวิจารณในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ผูแตง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวรัชกาลที่ 5 รูปแบบ เปนรอยแกวประเภทสารคดีใหความรูดานโบราณคดีและประเพณีไทย เปนตัวอยางการวิจารณที่มีหลักฐานประกอบ เนื้อหา ทรงพิจารณาหาตัวผูเขียนจดหมายความทรงจําเนื่องจากไมปรากฏผูแตง ทรงสืบสาวจากขุนนางผูใหญที่มีอายุ จึงทราบวากรมหลวงนรินทรเทวีเปนผูเขียน ทรงปรารภเหตุที่ทรงวิจารณวาเพื่อเปนประโยชนแกนักโบราณคดีรุนหลังได คนควาตอไป ทรงวิจารณประกอบเหตุการณที่ปรากฏอยูในจดหมายความทรงจําเพื่อชวยใหผูอานเขาใจเรื่องราวยิ่งขึ้น และทรงนําขอความจดหมายความทรงจํามาไวทั้งหมดโดยแบงเปนขอๆ ตามลําดับเหตุการณและวิจารณกํากับไว เนื้อหาที่เปนบทเรียน ทรงวิจารณจดหมายเหตุขอ 190 กลาวถึงสมัยรัชกาลที่ 1 ทรงบูรณะปฏิสังขรณวัดพระเชตุพน ซึ่งเดิมมีชื่อวา วัดโพธาราม พระพุทธรูปที่โปรดเกลาใหอัญเชิญจากจังหวัดตางๆ มาประดิษฐานไวที่วัดพระเชตุพน มีดังนี้ 1. พระประธานชื่อ พระพุทธเทวปฏิมากร ปางสมาธิ อัญเชิญมาแตวัดศาลาสี่หนาหรือวัดคูหาสวรรค ธนบุรี มาประดิษฐานอยู ณ พระอุโบสถ 2. พระโลกนาถศาสดาจารย ปางหาม พระแกนจันทนอัญเชิญมาแตวัดศรีสรรเพชฌ กรุงศรีอยุธยา มาประดิษฐานอยู ณ วิหารทิศตะวันออกมุขหลัง 3. พระนาควัดเขาอินทร ปางมารวิชัย อัญเชิญมาแตวัดเขาอินทร สวรรคโลก สุโขทัย มาประดิษฐานอยู ณ วิหาร ทิศตะวันออกมุขหนา 4. พระโปรดปญจวัคคีย ปางเทศนาธรรมจักร อัญเชิญมาแตกรุงศรีอยุธยา มาประดิษฐานอยู ณ วิหารทิศใต 5. พระนาคปรก อัญเชิญมาแตลพบุรี มาประดิษฐาน ณ วิหารทิศใต 6. พระปาเลไลย เปนพระพุทธรูปหลอใหมในสมัยรัชกาลที่ 1 ประดิษฐาน ณ วิหารทิศเหนือ จุดประสงค การปฏิสังขรณวัดพระเชตุพนในสมัยรัชกาลที่ 1 เพื่ออนุรักษของเกา ในสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อใหเปนแหลง วิทยาทาน ประชาชนทุกชั้นเขาศึกษาคนควาวิทยาการตางๆ ได BOBBYtutor Thai Note
  • 168.
    นิราศลอนดอน ผูแตง หมอมราโชทัย (ม.ร.ว.กระตาย อิศรางกูร) แตงเมื่อ พ. ศ. 2400 ขณะเดินทางในฐานะเปนลามคณะทูตไทยไป ประเทศอังกฤษ ตอมาไดเปนอธิบดีผูพิพากษาศาลตางประเทศคนแรกของไทย จุดประสงค เพื่อพรรณนาเหตุการณตามลําดับเวลาและสถานที่ซึ่งไดพบเห็นขณะเดินทาง รูปแบบ เปนกลอนนิราศ เนื้อหา คณะทูตไทยไดเชิญพระราชสารและเครื่องบรรณาการแดพระราชินีวิคตอเรีย ณ พระราชวังวินเชอร ซึ่งเปนวัง ประจําฤดูหนาว ไดมีการเปลี่ยนแปลงสัญญาใหมไดประโยชนเพิ่มขึ้น คณะราชทูตไทยไดรับพระราชทานเลี้ยงอาหารคํ่า และนํ้าชา ไดพักที่พระราชวังวินเชอร 1 คืน ตอมาคณะทูตไดไปเยี่ยมชมโรงพยาบาล โรงทําเหรียญกษาปณ ปอมเก็บ ศาสตราวุธ และมงกุฎกษัตริยอังกฤษ ซึ่งมีเพชรโกอินัวใหญเทาไขนกพิราบประดับอยู วันตอมาไดเขาชมพระราชวังบัคกิงแฮม พระราชวังประจําฤดูรอน มงคลสูตรคําฉันท มงคล หมายถึง เหตุแหงความเจริญกาวหนา ผูแตง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงพระนิพนธเมื่อ พ.ศ. 2466 ที่มา จากพระไตรปฎก สวนพระสุตันตปฎกหมวด ขุททกนิกาย ซึ่งวาดวยพระธรรมเทศนาเบ็ดเตล็ดรวมถึงภาษิต ของสาวกและประวัติตางๆ รูปแบบ เปนรอยกรอง ประเภทอินทรวิเชียรฉันทและกาพยฉบัง 16 เนื้อหา มนุษยและเทวดาไดพยายามคนหาความเปนมงคลถึง 12 ป ก็ยังไมพบพระอานนท ผูเปนพุทธอุปฏฐากไดเลาวา ขณะที่พระพุทธเจาประทับอยู ณ เชตวันมหาวิหารซึ่งอนาถบิณฑิกเศรษฐีเปนผูสรางถวายมีเทพองคหนึ่งเขาไปเฝาและ ทูลถามความเปนมงคล พระพุทธเจาจึงแสดงมงคล 38 ประการ ดังนี้ 1. ไมคบคนพาล 14. ทํางานไมคั่งคาง 27. มีขันติ 2. คบบัณฑิต 15. บําเพ็ญทาน 28. อดทนและเปนผูวางาย 3. บูชาคนที่ควรบูชา 16. ประพฤติธรรม 29. เห็นสมณะ 4. อยูในถิ่นที่เหมาะสม 17. สงเคราะหญาติ 30. สนทนาธรรม 5. มีบุญวาสนามากอน 18. ทําการงานไมมีโทษ 31. บําเพ็ญตะบะ (เพียร) 6. ตั้งตนไวชอบ 19. งดเวนจากบาปกรรม 32. ประพฤติพรหมจรรย 7. เปนพหูสูต 20. สํารวมจากการดื่มนํ้าเมา 33. เห็นอริยสัจ 8. มีศิลปะ 21. ไมประมาทในธรรม 34. ทําใหแจงพระนิพพาน 9. มีวินัย 22. รูจักสัมมาคารวะ 35. จิตไมหวั่นไหว 10. มีวาจาสุภาษิต 23. ออนนอมถอมตน 36. จิตไมโศก 11. บํารุงบิดามารดา 24. มีความสันโดษ 37. จิตหมดธุลี 12. เลี้ยงดูบุตร 25. รูคุณทาน 38. จิตเกษม 13. สงเคราะหภรรยา 26. ฟงธรรมตามกาล แนวคิด 1. ผูปฏิบัติตามธรรมอยางถูกตองดวยตนเอง จะประสบความเจริญรุงเรืองในชีวิต 2. คําสอนของพระพุทธเจายึดหลักของเหตุผล สามารถพิสูจนไดดวยการปฏิบัติ คานิยม การปฏิบัติตามมงคล 38 ประการ นําความเจริญกาวหนามาใหแกบุคคลและสังคม BOBBYtutor Thai Note
  • 169.
    อัวรานางสิงห ผูแปล จากภาษาอังกฤษเปนภาษาไทย คือดอกไมสด (ม.ล. บุปผา นิมมานเหมินทร) ตีพิมพครั้งแรกในหนังสือ สายปญญานุสรณ ป 2480 รูปแบบ เปนรอยแกวประเภทเรื่องสั้นซึ่งประกอบดวยแกนเรื่อง โครงเรื่อง ตัวละคร ฉากและกลวิธีในการแตง เรื่องยอ นักธุรกิจชาวฝรั่งเศสไดซื้ออัวรานางสิงหจากทวีปอาฟริกาตั้งแตอายุได 3 เดือนและฝกใหเลนเกมตางๆ มีครั้งหนึ่ง ขณะที่อัวราเลนกับแมวอยูนั้นเกิดกระโดดพลาดตกไปพื้นลางทําใหเชือกรัดคอมันเอง แตนายไดชวยชีวิตไวดวยการตัดเชือกให มันหลุดลงไปพื้นลาง อัวราจึงจงรักภักดีผูกพันอยูกับนายตลอด 2 ปผานไป นายมีธุระตองไปตางประเทศจึงยกอัวราให เพื่อนและเพื่อนก็ยกใหคนอื่นตอ จนสุดทายอัวราตกไปอยูในสวนสัตวของรัฐบาลฝรั่งเศส มีที่อยูคับแคบ สกปรก อาหาร ก็นอย อัวราอยากใหผูคนไดหยอกเลนกับมันเหมือนกับอยูอาฟริกาแตก็ผิดหวัง อัวราจึงเฝารอคอยแตนายเทานั้น ตอ มาวันหนึ่งนายไดมาเที่ยวสวนสัตวและจําอัวราไดมันดีใจมากตองการอยูกับนายอีก นายไดตอสูเพื่ออัวราโดยเรียกรองให รัฐบาลฝรั่งเศสปรับปรุงการเปนอยูของอัวราใหดีขึ้นหรือไมก็ขอซื้อคืน แตไมสําเร็จหนังสือพิมพชวยเปนปากเสียงใหแตก็ ไมไดรับความสนใจ เมื่อนายตองมีธุระตางประเทศอีกทําใหอัวราผิดหวังเศราเสียใจ จนลมเจ็บและก็ตรอมใจตายในที่สุด รัชสดุดี ผูแตง พระธรรมนิเทศทวยหาญ (อยู อุดมศิลป) แหงกองทัพบก รูปแบบ เปนรอยกรองประเภทกาพยฉบัง 16 ที่มาของเรื่อง เปนบทรองเพลงสดุดีกษัตริยในการชุมนุมทหารทุกเหลา ลูกเสือและนักเรียน เพื่อฉลองกรุงเทพมหานคร ครบ 150 ป (เมื่อ พ.ศ. 2475) เนื้อหา สดุดีกษัตริยวงศจักรีที่ทรงปราบยุคเข็ญและสรางกรุงเทพมหานครใหเจริญรุงเรือง ประชาชนจึงพรอมใจ ถวายพระพรชัย คําสัญญาของลูกนอย ผูแตง ฐ. ณ ถลาง (นางฐะปะนีย นาครทรรพ) รูปแบบ เปนรอยกรอง ประเภทกาพยฉบัง 16 เนื้อหา ผูแตงไดจินตนาการของแมที่ระลึกถึงลูกนอยที่สูญเสียไป ความรักและอาลัยทําใหแมไดยินเสียงลูกมากระซิบ อยูใกลๆ ลูกมากับแสงจันทร สายนํ้า และสายลม เพื่อมาเปนเพื่อนแมคอยปลอบประโลมแมใหแมคลายทุกข 46. ขอใดเปนขอกําหนดคุณคาทางวรรณศิลปของบทประพันธ 1) การใชหลักเกณฑการแตงอยางถูกตอง 2) การเลือกใชรูปแบบคําประพันธที่หลากหลาย 3) การสื่ออารมณและความคิดสรางสรรคที่ประสานกัน 4) การปรับใชหรือการสรางสรรคขนบการประพันธใหมๆ BOBBYtutor Thai Note
  • 170.
    47. ขอความตอไปนี้ถาจัดวรรคใหถูกตองจะไดคําประพันธตามขอใด "ขนมหวานขาวและกับจัดสําหรับถวายพระอยาหยิบกินนะคะประเดี๋ยวจะตกนรก" 1) โคลงสาม2) กลอนหก 3) กาพยยานี 4) อินทรวิเชียรฉันท 48. ขอความตอไปนี้ถาจัดวรรคใหถูกตองจะไดคําประพันธตามขอใด "พิเศษสารเสกสรางรังสรรคสารประจงจารฉันทภาคพริ้งพรายฉายเฉกเพชรพรรณเพราเฉิดเลิศแลลายระยับสาย สะอิ้งสองสรอยกรองทรวง" 1) โคลงสี่สุภาพ และกลอนสุภาพ 2) กาพยยานี 11 และโคลงสี่สุภาพ 3) กาพยฉบัง 16 และกลอนสุภาพ 4) กาพยยานี 11 และกาพยฉบัง 16 49. กาพยเหเรือสะทอนภาพชีวิตคนไทยตรงกับขอใด 1) รักความสนุกสนาน 2) มีกองทัพเรือที่เขมแข็ง 3) มีประเพณีเกี่ยวกับทางนํ้ามาก 4) การคมนาคมใชทางนํ้าเปนสําคัญ 50. ตอนไหนในกาพยเหเรือของเจาฟาธรรมธิเบศรที่ผูแตงไมไดแทรกอารมณรักและอาลัยไว 1) เหชมเรือกระบวน 2) เหชมปลา 3) เหชมไม 4) เหชมนก 51. ความในขอใดแสดงใหเห็นความเคลื่อนไหวที่มีพลังไดอยางชัดเจนที่สุด 1) เรือครุฑยุดนาคหิ้ว ลิ่วลอยมาพาผันผยอง 2) เรือชัยไววองวิ่ง รวดเร็วจริงยิ่งอยางลม 3) เรือมาหนามุงนํ้า แลนเฉื่อยฉํ่าลําระหง 4) เรือสิงหวิ่งเผนโผน โจนตามคลื่นฝนฝาฟอง 52. ขอใดไมแสดงความเคลื่อนไหว 1) มานกรองทองรจนา หลังคาแดงแยงมังกร 2) สรมุขมุขสี่ดาน เพียงพิมานผานเมฆา 3) สุวรรณหงสทรงพูหอย งามชดชอยลอยหลังสินธุ 4) เรือริ้วทิวธงสลอน สาครลั่นครั่นครื้นฟอง 53. ขอใดไมมีชื่อปลา 1) แตนางหางเหินพี่ เห็นปลาเคลาเศราใจจร 2) หางไกวายแหวกวาย หางไกคลายไมมีหงอน 3) แมลงภูคูเคียงวาย เห็นคลายคลายนาเชยชม 4) ชะเเวงแฝงฝงแนบ ชะวาดแอบแปบปนปลอม 54. ความในขอใดแสดงความรูสึกลึกซึ้งของกวีไวมากที่สุด 1) แกมชํ้าชํ้าใครตอง อันแกมนองชํ้าเพราะชม 2) รวยรินกลิ่นรําเพย คิดพี่เคยเชยกลิ่นปราง 3) เรียมคะนึงถึงเอวบาง เคยแนบขางรางแรมนาน 4) เนื้อออนออนแตชื่อ เนื้อนองหรือออนทั้งกาย 55. ขอใดใชโวหารภาพพจนแตกตางจากขออื่นๆ 1) แกวพี่นี้สุดนวล ดั่งนางฟาหนาใยยอง 2) ตัวเดียวมาพลัดคู เหมือนพี่อยูผูเดียวดาย 3) นํ้าเงินคือเงินยวง ขาวพรายชวงสีสําอาง 4) ไพเราะเพราะกังวาน ปานเสียงนองรองสั่งชาย 56. ขอใดเสนอคุณคาทางดานสังคม 1) หางไกวายแหวกวาย หางไกคลายไมมีหงอน 2) คิดอนงคองคเอวอร ผมประบาอาเอี่ยมไร 3) ชะแวงแฝงฝงแนบ ชะวาดแอบแปบปนปลอม 4) เหมือนพี่แอบแนบถนอม จอมสวาทนาฎบังอร 57. จากขอความในนิราศลอนดอน ขอใดแสดงถึงวัฒนธรรมไทยอยางแนแท 1) เขาจัดแจงมโหรีมีใหฟง 2) มงกุฎทรงองคสุดาวิลาวัลย 3) เลื่อมสลับปกแมงทับติดเชิงชาย 4) ชมสถานไพชยนตพระมณเฑียร BOBBYtutor Thai Note
  • 171.
    58. การใชคํา “โฮเต็ล”“โรงหมอ” ในนิราศลอนดอน สะทอนใหเห็นสิ่งใดในขอตอไปนี้ 1) คนไทยสมัยนั้นยังไมรูจักการบัญญัติศัพท 2) คนไทยสมัยนั้นนิยมการทับศัพทภาษาตางประเทศ 3) คนไทยสมัยรัชกาลที่ 4 นิยมใหศัพทบัญญัติเปนคําประสม 4) ในสมัยรัชกาลที่ 4 ยังไมมีโรงแรมและโรงพยาบาลในประเทศไทย 59. ขอใดคือเนื้อหาของจดหมายความทรงจํา 1) ประวัติศาสตร ศาสนา โบราณคดีและประเพณีไทย 2) การบูรณะปฏิสังขรณและสมโภชวัดพระเชตุพนฯ ในรัชกาลที่ 9 3) การบูรณะปฏิสังขรณและสมโภชวัดพระเชตุพนฯ ในรัชกาลที่ 3 4) ประวัติศาสตรไทยตั้งแตปลายกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรีถึงตนกรุงรัตนโกสินทร 60. ผูไดรับสมญานามวา “เจาครอกวัดโพธิ์” คือใคร 1) กรมหลวงนรินทรเทวี 2) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาฯ 3) พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาฯ 4) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาฯ 61. “จดหมายความทรงจําของกรมหลวงนรินทรเทวี” เปนเรื่องที่กลาวถึงเรื่องอะไร 1) การฉลองสมโภชกรุงรัตนโกสินทร 2) การฉลองวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม 3) การเฉลิมฉลองวัดพระศรีสรรเพชรดาญาณ 4) การฉลองพระบรมราชวัง และวัดพระแกว 62. ขอใดที่ไมใชความสําคัญของวัดพระเชตุพนฯ 1) เปนเสมือนมหาวิทยาลัยของประเทศ 2) เปนเสมือนหองสมุดประชาชนของประเทศ 3) เปนที่ประทับของสมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส 4) เปนพระอารามใหญยิ่งกวาวัดอื่นมาแตรัชกาลที่ 1 63. รัชกาลที่ 3 ทรงบูรณะปฏิสังขรณวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามโดยมีพระราชประสงคอยางไร 1) เพื่อใหสวยงาม 2) เพราะวัดชํารุดมาก 3) ตองการใหเปนวัดคูกับวัง 4) เพื่อใหเปนมหาวิทยาลัยในสมัยนั้น 64. ขอใดสะทอนคานิยมที่ตางไปจากขออื่นๆ 1) บํารุงบิดามา- ตุรดวยหทัยปรีย 2) ใหทาน ณ กาลควร และประพฤติสุธรรมศรี 3) อีกสงเคราะหญาติที่ ปฏิบัติบําเรอตน 4) อีกรูคุณาของ นรผูประคองตน 65. ขอใดนับเปนมงคลอยางหนึ่ง 1) ความเปนผูมีวาจาไพเราะ 2) ความเปนนักฟง 3) ความเปนผูมีจิตใจรื่นเริง 4) ความเปนผูมีความริเริ่ม BOBBYtutor Thai Note
  • 172.
    66. ขอใดมิใชธรรมะที่ปรากฏในมงคล 38ประการ 1) กตัญูรูคุณ เคยทําบุญไวแตปางกอน 2) มีวาจาเปนสุภาษิต จิตเกษมปลอดโปรง 3) ไมเบียดเบียนผูอื่น เปนผูตื่นเมื่อฟงธรรม 4) ยินดีดวยของตน ใหทานคนเมื่อมีโอกาส 67. ขอใดเปนมงคลที่ปรากฏในมงคลสูตร 1) แลวสอนวาอยาไวใจมนุษย มันแสนสุดลึกลํ้าเหลือกําหนด 2) เมื่อพอแมแกเฒาชรากาล จงเลี้ยงทานอยาใหอดระทดใจ 3) ใหกําหนดจดจําแตคําชอบ ผิดระบอบแบบกระบวนอยาควรถือ 4) เกิดเปนหญิงใหเห็นวาเปนหญิง อยาทอดทิ้งกิริยาอัชฌาสัย 68. ขอใดมีใจความแสดงถึงมงคลในพระพุทธศาสนา 1) อยาเกียจเกลียดหนายรักเรียนตอ 2) ความอยูประเทศซึ่งเหมาะและควรจะสุขี 3) เปนเจาความเอ็นดูแกหมูสัตวและนองถัดมุทิตามีคาลํ้า 4) ความหมั่นทํามาหากินโดยทางที่ชอบธรรมเขาไมเรียกวาโลภ 69. เรื่องสั้นเรื่อง “มอม” และ “อัวรานางสิงห” มีความแตกตางกันในแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องใด 1) สัญชาตญาณของสัตว 2) ความเฉลียวฉลาดของสัตว 3) ความผูกพันระหวางคนกับสัตว 4) ความจงรักภักดีของสัตวที่มีตอนาย 70. จุดสุดขั้นของเรื่อง “อัวรานางสิงห” คือเหตุการณตอนใด 1) ตอนที่อัวราตายอยูในกรงขัง 2) ตอนที่นายชวยชีวิตอัวราไว 3) ตอนที่นายกับอัวราตองพลัดพรากจากกัน 4) ตอนที่อัวราจํานายไดเมื่อนายพบมันอยูในกรงขัง 71. เรื่อง “อัวรานางสิงห” ไดสะทอนสภาพสังคมที่มีปญหาทางดานใดเดนชัดที่สุด 1) การฝกหัดสัตวปาใหอยูในวินัยของมนุษย 2) ความปาเถื่อนไรอารยธรรมของชนเผาโบโบ 3) สื่อมวลชนขาดความรับผิดชอบในหนาที่อันพึงกระทําของตน 4) การกักขังและทรมานสัตวโดยขาดความรูสึกวาสัตวจะมีความรูสึกอยางไร 72. ขอใดไมอาจอนุมานไดจากคําประพันธตอไปนี้ "เพื่อใหแมสุขลูกนํา จิตเขาไปทํา ใหแมบังเกิดความฝน วาลูกอยูในสรวงสวรรค เปนสุขชั่วนิรันดร ทุกขรอน หอนไดแผวพาน" 1) ความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณ 2) ความกตัญูของลูกที่มีตอแม 3) ความรักและความผูกพันระหวางแมกับลูก 4) ความจริงคือลูกอยูบนสวรรคอยางเปนสุข BOBBYtutor Thai Note
  • 173.
    ความสําคัญของภาษา ภาษา คือ เครื่องสื่อความเขาใจของมนุษยที่มนุษยสรางขึ้นและพัฒนาไปพรอมกับมนุษย 1.ประโยชนของภาษาที่มีตอมนุษย คือ - ชวยธํารงสังคม เชน คําทักทายปราศรัยแสดงไมตรีตอกัน - ชวยแสดงปจเจกบุคคล คือ แสดงลักษณะเฉพาะของแตละบุคคล - ชวยพัฒนามนุษย เชน สามารถถายทอดความรู ความคิดใหแกกันได - ชวยกําหนดอนาคต เชน คําสั่ง การวางแผน สัญญา คําพิพากษา คําพยากรณ การนัดหมาย - ชวยใหจรรโลงใจ เชน คําขวัญ คําคม คําผวน สํานวน ภาษิต เพลง เปนตน 2. อิทธิพลของภาษาที่มีตอมนุษย คือ มนุษยไมไดใชภาษาเปนสัญลักษณอยางเดียว แตยังถือวาภาษาบางคํา เปนสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเปนมงคลดวย เชน คาถา ชื่อตนไมที่แฝงความหมายตางๆ ไวดวย เชน ขนุน มะยม ยอ ระกํา ลั่นทม มะไฟ เปนตน 73. ในปจจุบันนี้ นักภาษาศาสตรสวนใหญมีความเชื่อเกี่ยวกับกําเนิดของภาษาวาอยางไร 1) ภาษาเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไมมีผูใดสรางขึ้น 2) ภาษาเกิดจากมนุษยสรางขึ้นและพัฒนาไปพรอมกับมนุษย 3) ภาษาเกิดขึ้นจากการที่มนุษยเปลงเสียงเมื่อเกิดความรูสึกตางๆ 4) ภาษาเกิดจากบรรพบุรุษของแตละชาติสรางขึ้นและถายทอดใหลูกหลาน 74. ขอใดไมใชเปนการใชภาษาเพื่อกําหนดอนาคต 1) คําวิจารณ 2) คําพยากรณ 3) คํามั่นสัญญา 4) คําตัดสินคดี 75. เหตุใดภาษาจึงกอใหเกิดความชื่นบานได 1) เพราะภาษามีแบบสราง 2) เพราะภาษามีความหมาย 3) เพราะภาษาเปนเสียงและมีความหมาย 4) เพราะภาษาเปนระบบสัญลักษณที่ใชแทนสิ่งตางๆ 76. เหตุใดจึงกลาววา “ภาษาชวยพัฒนามนุษย” 1) เพราะมนุษยใชภาษาในการติดตอสื่อสารกัน 2) เพราะมนุษยใชภาษาในการพูดจาปราศรัยกัน 3) เพราะมนุษยใชภาษาในการธํารงสังคมและวัฒนธรรม 4) เพราะมนุษยใชภาษาในการถายทอดความรู ความคิดและประสบการณ BOBBYtutor Thai Note
  • 174.
    ความงามในภาษา ความงามในภาษา คือ การใชถอยคําไพเราะสละสลวยและมีความหมายดีมีเนื้อหาที่ประทับใจ ประกอบดวยดังนี้ 1. การสรรคํา คือ การเลือกใชถอยคํา ดังนี้ 1. ใหถูกตองตรงตามความหมายที่ตองการ 2. ใหเหมาะแกเนื้อเรื่องและฐานะของบุคคล 3. ใหเหมาะกับลักษณะของคําประพันธ 4. ใหคํานึงถึงเสียงดังนี้ - เสียงธรรมชาติ (สัทพจน) - เลนเสียงวรรณยุกต - เสียงสัมผัส - เสียงหนักเบา - คําพองเสียงและคําซํ้า 2. การเรียบเรียงคํา มีกลวิธีดังนี้ 1. เรียงสารสําคัญไวทายสุด 2. เรียงขอความที่สําคัญเทากันเคียงขนานกันไป 3. เรียงเนื้อหาที่เขมขนขึ้นไปตามลําดับ 4. เรียงเนื้อหาเขมขนขึ้นไปและคลายลงในชวงสุดทาย 5. เรียงถอยคําใหเปนประโยคคําถามเชิงวาทศิลป 3. การใชโวหาร 1. อุปมา คือ การเปรียบสิ่งหนึ่งเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง มักมีคําวา ดุจ ดัง ดั่ง ปาน ปูน ประหนึ่ง เพียง เพี้ยง พาง เฉก เชน เสมอ เหมือน กล เลห ฯลฯ 2. อุปลักษณ คือ การเปรียบสิ่งหนึ่งเปนอีกสิ่งหนึ่ง มักมีคําวา เปน คือ 3. บุคคลวัต บุคคลสมมุติ บุคลาธิษฐาน คือ การสมมุติสิ่งที่ไมใชมนุษยใหมีกิริยาอาการเหมือนมนุษย 4. อติพจน อธิพจน อวพจน คือ การกลาวไมตรงกับความจริง 5. นามนัย คือ การใชสวนประกอบที่เดนของสิ่งหนึ่งแทนสิ่งนั้นๆ ทั้งหมด เชน ฉัตรแทนกษัตริย 6. สัญลักษณ คือ การใชสิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่งหนึ่ง เชน สีขาวแทนความบริสุทธิ์ 7. อุปมานิทัศน คือ การยกเรื่องราวหรือนิทานมาประกอบใหผูฟงเขาใจยิ่งขึ้น 77. ขอใดมีการเลนสัมผัสพยัญชนะมากที่สุด 1) พี่เล็งแลดูกระแสสายสมุทร 2) ละลิ่วสุดสายตาเห็นฟาขวาง 3) เปนฟองฟุงรุงเรืองอยูรางราง 4) กระเด็นพรางพรายพราวราวกับพลอย 78. ขอใดมีสัมผัสสระ 1) ฉันอยูเพื่อคนหาสัจจะ 2) ฉันอยูเพื่อเยื่อใยในมนุษย 3) ฉันอยูเพื่อบุคคลที่ฉันรัก 4) ระเรื่อยรี่จักจั่นกังวานไพร BOBBYtutor Thai Note
  • 175.
    79. คําประพันธขอใดที่มีสัมผัสอักษรมากที่สุด 1) บุรุษระริกขยิกตอนนรีรํารอนระเริงรา 2) คณาเนื้อนวลก็ครวญคลอขับ ระริกแคนรับสลับเสียงใส 3) กลาแดดจากลาพายุกลาตน กลาตานทนรอนลมระดมกลา 4) ณ ยามสายัณหตะวันยิ่งยอย แนะเรงเทาหนอยทยอยเหยียบหนา 80. ขอใดมีการใชสัมผัสวรรณยุกต 1) ก็เรื้อรกรั้งรางเปนทางปา 2) ระฆังหงั่งหงั่งหงาลงครามครึม 3) พี่คลื่นไสไสชางใหยางยก 4) เสียงโกงกางกองกึงไปถึงดิน 81. ขอใดเปนคําไวพจนทุกคํา 1) กนก มาศ รัชดา 2) วนิดา ปทมา มารศรี 3) นภาลัย คัคนานต ธาษตรี 4) กําธร นาท อุโฆษ 82. ขอใดใหจินตภาพตางจากขออื่น 1) แสงทองระรองรุง รวีปรุงชโลมสรรพ 2) ดาวเดือนจะเลือนลับ แสงทองพยับโพยมหน 3) พอพระสุริยงเธอเยื้องรถบทจร เย็นยอแสงสั่งทวีป 4) พื้นนภางคเผือดดาว แสงเงินขาวจับฟา แสงทองจาจับเมฆ 83. “โอเวลาปานฉะนี้ก็สายัณห คนทั้งหลายเขาเรียกกันกินอาหาร บางก็เลาโลมลูกหลานใหอาบนํ้าแลวหลับนอน แตสองบังอรของพอนี้ใครเขาจะปรานีใหนมนํ้า ก็จะตรากตรําลําบากใจ” ขอความนี้แสดงลักษณะดีเดนทางวรรณศิลปดวยลีลาอะไรและรสอะไร 1) ลีลาเสาวรจนี และกรุณารส 2) ลีลาเสาวรจนี และศฤงคารรส 3) ลีลาสัลลาปงคพิสัย และกรุณารส 4) ลีลาสัลลาปงคพิสัย และศฤงคารรส 84. ขอใดใชภาษาสัญลักษณ 1) ไททุกเขตทุกดาว นาวมกุฎมานบ นอมพิภพมานอบ 2) ธระเมียรหมูดัสกร มอญพมาดาดื่น เดินดุจคลื่นคลาฟองฃ 3) เร็วเรงฮือเขาหอม ลอมกรุงเทพวารัติ ชิงเอาฉัตรตัดเข็ญ 4) นาดกรกรายทายธนู ดูสองเจาจอมสยาม เฉกลักษณรามรอนราพณ 85. ขอใดใชภาษาอติพจน 1) เรียมรํ่านํ้าเนตรถวม ถึงพรหม 2) เย็นพระยศปูนเดือน เดนฟา 3) นํ้าเซาะหินรินรินหลากไหล ไมหลับเลยชั่วฟาดินหาย 4) พระพายพัดซัดมาเชยชื่น หอมระรื่นรอบในไพรระหง 86. “ขึ้นทรงรถทรงผองพรรณ งามงอนออนฉัน เฉกนาคราชกําแหง” ขอใดที่ไมปรากฏในคําประพันธขางบนนี้ 1) ใชคําที่มีสัมผัสพยัญชนะ 2) ใชอุปมาอุปไมย 3) ใชสัญลักษณ 4) ใหภาพชัดเจน BOBBYtutor Thai Note
  • 176.
    87. ขอใดใชภาพพจนตางชนิดจากขออื่น 1) หวังเปนเกือกทองรองบาทาพระผูวงศเทวาอันปรากฏ 2) ตายระดับทับกันดังฟอนฟาง เลือดนองทองชางเหลวไหล 3) เจางามเนตรประหนึ่งนัยนาทราย เจางามขนงกงละมายคันศรทรง 4) ขึ้นทรงรถทองผองพรรณ งามงอนออนฉันเฉกนาคราชกําแหง เหตุผลกับภาษา 1. โครงสรางของเหตุผล 1. เหตุผล (ขอสนับสนุน) 2. ขอสรุป 2. ภาษาที่ใชแสดงเหตุผล 1. ถากลาวถึงเหตุผลกอนขอสรุป จะใชคําวา จึง ดังนั้นจึง ก็เลย ก็ยอม ทําให เชน ขยันเรียนจึงสอบไดคะแนนดี 2. ถากลาวถึงขอสรุปกอนเหตุผล จะใชคําวา เพราะ เนื่องจาก ดวย เชน เขาสอบไดคะแนนดีเพราะเขาขยันเรียน 3. การอนุมาน (การสรุป) คือ กระบวนการคิดหาขอสรุปจากเหตุผลที่มีอยู มี 2 วิธี คือ 1. วิธีนิรนัย คือ การแสดงเหตุผลจากสวนรวมไปหาสวนยอย วิธีนี้เปนไปไดอยางแนนอน เชน คนไทยทุกคนตองการขาวเปนอาหาร เขาเปนคนไทยเขาจึงตองการขาวเปนอาหารดวย 2. วิธีอุปนัย คือ การแสดงเหตุผลจากสวนยอยไปหาสวนรวม วีธีนี้อาจไมแนนอน เชน ฉันฟงเพลงลูกทุงแลวเห็นวาไพเราะมาก เมื่อทุกคนในหองฟงแลวก็นาจจะบอกวาไพเราะดวย 4. การอนุมานจากเหตุและผลที่สัมพันธกัน ซึ่งจัดเปนการอนุมานแบบอุปนัย เพราะไมแนนอนเสมอไป 1. การอนุมานจากเหตุไปหาผล 2. การอนุมานจากผลไปหาเหตุ 3. การอนุมานจากผลไปหาผล 88. ขอใดเปนสํานวนที่มีการใชภาษาเปนเหตุเปนผลกัน 1) ชีวิตคือการตอสู ศัตรูคือยากําลัง 2) ชีวิตไมสิ้นก็ดิ้นไป ชีวิตไมดิ้นก็สิ้นใจ 3) ความรักเหมือนโรคา บันดาลตาใหมืดมน 4) กลวยไมออกดอกชาฉันใด การศึกษายอมเปนไปฉันนั้น 89. ขอใดไมไดบอกเหตุและผล 1) นํ้าทวมบานเรือนเสียหาย 2) กอยกลัวผีจนหัวโกรน 3) โฉมเฉลาเศราใจที่ไฟเสีย 4) จอมสวยจึงตองเช็ดนํ้าตา BOBBYtutor Thai Note
  • 177.
    90. ขอใดเปนการอนุมานดวยวิธีนิรนัย 1) นิลขยันเรียนที่สุดในชั้นจึงสอบไดที่หนึ่งเสมอในภาคเรียน 2) คุณแมของนิลเปนนางงามมากอน นิลจึงเปนนักเรียนที่สวยที่สุดในชั้น 3) เมื่อปที่แลวนิลเปนหัวหนาชั้นที่รับผิดชอบงาน ปนี้จึงไดเปนหัวหนาอีก 4) ใครใครก็ตามที่รูจักนิลจะตองชอบเธอ ถาคุณรูจักเธอคุณก็จะชอบเธอเชนกัน 91. ขอใดใชวิธีการอนุมานแบบอุปนัย 1) ดอกคูนคงจะบานในฤดูรอนนี้ เหมือนทุกปที่ผานมา 2) หมอบอกวาคนที่เปนหวัดอยางเธอ ไมควรอาบนํ้าตอนดึก 3) เธอจะตองถูกทําโทษตามกฎของโรงเรียน หากเธอลอกขอสอบเพื่อน 4) ถาเธออยากเปนคนรอบรู ควรอานหนังสือใหมากๆ เพราะการอานหนังสือจะทําใหความรูกวางขวาง 92. ขอใดเปนสาระสําคัญของคําประพันธตอไปนี้ "อันอํานาจใดใดในโลกนี้ ไมเห็นมีเปรียบปานการศึกษา สรางคนหาคามิไดในโลกา ขึ้นจากผูที่หาคาไมมี" 1) อํานาจของคนเกิดจากการศึกษา 2) การศึกษามีคุณคายิ่งกวาสิ่งใดในโลก 3) คุณคาของการศึกษาคือการสรางคน 4) อํานาจของการศึกษาเกิดจากคุณคาของคน 93. ประโยคในขอใดที่ไมใชโครงสรางทางภาษาแบบเหตุผล 1) นี่ดีวาเราจองบัตรลวงหนา จึงไดที่นั่งในรม 2) เขาไมคบเพื่อนเพราะไมชอบเกี่ยวของกับใคร 3) หลอนตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนมิไยพอแมจะทัดทาน 4) เมื่อวานเขาซอมกีฬาเหนื่อยมาก พอกลับถึงบานก็เลยหลับเปนตาย 94. “เขาถูกเจานายเพงเล็ง เพราะมาสายเสมอ มีหวังถูกตัดเงินเดือน” การอนุมานเชนนี้ตรงกับขอใด 1) การอนุมานจากสาเหตุไปหาสาเหตุ 2) การอนุมานจากผลลัพธไปหาผลลัพธ 3) การอนุมานจากผลลัพธไปหาสาเหตุ 4) การอนุมานจากสาเหตุไปหาผลลัพธ 95. “เด็กคนนี้ดูไมมีความสุข การเรียนก็แยพอแมคงไมมีเวลาใหลูก” การอนุมานเชนนี้ตรงกับขอใด 1) การอนุมานจากสาเหตุไปหาสาเหตุ 2) การอนุมานจากผลลัพธไปหาผลลัพธ 3) การอนุมานจากผลลัพธไปหาสาเหตุ 4) การอนุมานจากสาเหตุไปหาผลลัพธ 96. ขอใดมีวิธีใหเหตุผลแตกตางจากขออื่น 1) เมื่อยามรักนํ้าตมผักขมชมวาหวาน 2) ไมมีอาชีพใดสบายแมแตการเปนนักรอง 3) เมฆมีมากมายในวันนี้ ชวยเตรียมรมใหทีนะทูนหัว 4) งานใดทําดวยใจรัก หินวาหนักยังเบาดุจปุยนุน 97. ขอใดมีวิธีการใหเหตุผลตางจากขออื่น 1) ความขยันหมั่นเพียร มีมานะและมุงมั่น ยอมนําทางไปสูความสําเร็จ 2) ทุกคนตองการความกาวหนาในชีวิต จึงพากันเรงหาทรัพยสินเงินทอง 3) ความสงบทางใจมิใชเกิดขึ้นเองได หากไดมาดวยการปฏิบัติธรรมอยูเปนนิจ 4) ประเทศไทยพัฒนากาวไกลเพราะมีเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง และสังคมที่ดี BOBBYtutor Thai Note
  • 178.
    98. ขอใดไมใชการอนุมานจากผลไปหาเหตุ 1) คนที่ทํางานไปเรียนไป คิดไปจะไมเปนคนตายดาน 2) โดยมากคนที่ทํางานไมกาวหนามักเปนผูที่ไมมีแผนการจะทําใหตนกาวหนา 3) ประชาชนไทยอยูกันอยางรมเย็นเปนสุขแตครั้งอดีตกาลดวยพระบารมีของพระมหากษัตริย 4) หมอดูเปนสวนคอนขางจําเปนสําหรับสังคมยุคนี้ ยุคแหงความผันแปรและยุงยากกับการคาดคะเนดานเศรษฐกิจ และการเมือง การแสดงทรรศนะ ทรรศนะ คือ ความคิดเห็นที่ประกอบดวยเหตุผล 1. โครงสรางของการแสดงทรรศนะมี 3 อยาง คือ 1. ที่มา 2. สนับสนุน 3. ขอสรุป 2. ทรรศนะของแตละคนแตกตางกันดวยเหตุดังนี้ 1. คุณสมบัติทางธรรมชาติ เชน ไหวพริบ เชาวน ความถนัด 2. อิทธิพลของสิ่งแวดลอม เชน สถานที่ อากาศ บานเมือง ชุมชน ระบบการศึกษา สื่อมวลชน ฯลฯ 3. ทรรศนะแบงเปน 3 ประเภท ดังนี้ 1. ทรรศนะเกี่ยวกับขอเท็จจริง กลาวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเปนอยางไร 2. ทรรศนะเกี่ยวกับคุณคาหรือคานิยม คือ การประเมินวาสิ่งนั้นถูกหรือผิด ดีหรือดอย ฯลฯ 3. ทรรศนะเกี่ยวกับนโยบาย คือ การเสนอแนะใหทําสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 4. วิธีใชภาษาในการแสดงทรรศนะ คือ 1. ใชบุรุษสรรพนามที่ 1 เชน ขาพเจาคิดวา เห็นวา เขาใจวา 2. ใชคํา หรือกลุมคํา เชน นาจะ ควร คง อาจ คง มัก พึง 5. ปจจัยที่สงเสริมการแสดงทรรศนะ มี 2 ปจจัย คือ 1. ปจจัยภายนอก เชน สื่อ ผูรับสาร บุคคลอื่น สถานที่ บรรยากาศ เวลา 2. ปจจัยภายใน เชน ความเชื่อมั่น ความสามารถในการใชภาษา สติปญญา ความพรอมทางกาย 6. การประเมินคาทรรศนะควรคํานึงถึงสิ่งตอไปนี้เปนแนวทาง 1. ประโยชนและลักษณะสรางสรรค 2. ความสมเหตุสมผล 3. ความเหมาะสมกับผูรับสารและกาลเทศะ 4. การใชภาษาที่ชัดเจนเหมาะสม BOBBYtutor Thai Note
  • 179.
    99. ขอใดเปนการใชภาษาที่แสดงวาเปนการเสนอทรรศนะ 1) การศึกษางานสรางสรรคชวยสรางความแข็งแกรงทางวัฒนธรรม 2)หากเก็บเวลาไวในขวดได ทุกคนก็อยากเก็บเวลาอันเต็มไปดวยฝนไว 3) รัฐนาจะกระจายอํานาจลงสูระดับตําบลไดโดยการสงเจาหนาที่ไปดูแล 4) มนุษยกลัวความแกเพราะไมใชแคมีอายุมากขึ้น แตความแกเปนโรคอยางหนึ่ง 100. ขอใดไมแสดงทรรศนะ 1) ครูเปนปูชนียบุคคล 2) มุมตกเทากับมุมสะทอน 3) ชายขาวเปลือกหญิงขาวสาร 4) กลิ้งไวกอนพอสอนไว 101. ขอใดแสดงทรรศนะเกี่ยวกับคานิยม 1) วิถีทางเดียวที่โลกจะเพิ่มพูนความสุขคือการแบงปนความสุข 2) การสอบแขงขันเขามหาวิทยาลัย เปนทางหนึ่งที่ทําใหเด็กเกิดความเครียด 3) กรุงเทพมหานครควรหาวิธีกําจัดขยะใหถูกวิธี ปญหามลพิษจะไดหมดไป 4) การปองกันมิใหเกิดอุบัติภัยบนทองถนนคือ ทุกคนปฏิบัติตามกฎจราจร 102. "มหาวิทยาลัยเปนเพียงปจจัยหนึ่งในบรรดาปจจัยทั้งหลายของความเจริญ หากปจจัยอื่นๆ ไมพรอมที่จะใหมหาวิทยาลัย เขาไปชวยสนับสนุน การมีมหาวิยาลัยก็จะเปนสิ่งที่มีราคาแพงเกินไปสําหรับประเทศยากจนอยางประเทศไทย" ขอความนี้เปนสารแสดงความคิดเห็นแบบใด 1) วินิจฉัย 2) สันนิษฐาน 3) ประเมินคา 4) เสนอแนะ การโตแยง การโตแยง คือ การแสดงทรรศนะที่แตกตางกันระหวางบุคคล 2 ฝาย โดยแตละฝายพยายามอางขอมูล สถิติ หลักฐาน เหตุผลตางๆ มาสนับสนุนทรรศนะของตนและคัดคานทรรศนะของอีกฝายหนึ่ง ถาทั้ง 2 ฝาย ใสอารมณโกรธเพียงเพื่อ จะเอาชนะกันโดยไมยอมรับทรรศนะของแตละฝายถือวาเปนการโตเถียง โครงสรางของการโตแยง ประกอบดวย 1. ขอสรุป 2. เหตุผล กระบวนการโตแยงมี 4 ขั้น ดังนี้ 1. ตั้งประเด็นในการโตแยง มี 3 ประเภท 1. เกี่ยวกับขอเสนอเพื่อใหการเปลี่ยนแปลงสภาพเดิม 2. เกี่ยวกับขอเท็จจริง 3. เกี่ยวกับคุณคา BOBBYtutor Thai Note
  • 180.
    2. นิยามคําสําคัญที่อยูในประเด็นของการโตแยง 3. คนหาและเรียบเรียงขอสนับสนุนทรรศนะของตน 4.ชี้ใหเห็นจุดออนของทรรศนะฝายตรงขาม มี 3 ประการดังนี้ 1. ชี้จุดออนของการนิยาม 2. ชี้จุดออนในดานปริมาณความถูกตองของขอมูล 3. ชี้จุดออนของสมมุติฐานและวิธีการอนุมาน การวินิจฉัยเพื่อการตัดสินขอโตแยงมี 2 แบบ คือ 1. วินิจฉัยเฉพาะเนื้อหาสาระที่แตละฝายนํามาโตแยงกัน 2. วินิจฉัยโดยใชดุลพินิจของตนประกอบ ขอควรระวังในการโตแยง คือ 1. ควรหลีกเลี่ยงการใชอารมณ 2. ควรมีมารยาทในการใชภาษาวัจนภาษาและอวัจนภาษา 3. ควรเลือกประเด็นที่มีแนวทางสรางสรรค 103. ขั้นตอนของการโตแยงในขอใดควรเปนขั้นตอนขอแรก 1) การตั้งประเด็นปญหาในการโตแยง 2) การคนหาขอสนับสนุนในทรรศนะของตน 3) การนิยามคําสําคัญในประเด็นการโตแยง 4) การชี้ใหเห็นขอผิดพลาดในทรรศนะของตน จงอานขอความตอไปนี้แลวตอบคําถามขอ 104-106 อุดมการณของอุดมศึกษา คือ การสอน การวิจัย การบริหารสังคมและการทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรมดังที่กลาวไว แตมหาวิทยาลัยก็ควรคํานึงถึงการปลูกฝงคุณธรรมใหแกนักศึกษาดวย หาไมแลวมหาวิทยาลัยยอมมีคาเปนเพียงโรงงาน ผลิตเครื่องมือใหแกสังคมหรือเปนโรงฝกอบรมนักวิชาชีพชั้นสูงเทานั้น มิใชแหลงสรางคนดีที่มีความเกง 104. ขอใดเปนประเด็นของการโตแยง 1) ควรแกไขเพิ่มเติมอุดมการณของการศึกษาหรือไม 2) มหาวิทยาลัยเปนแหลงสรางคนดีที่มีความเกงจริงหรือ 3) คุณธรรมเปนสิ่งจําเปนในการเรียนระดับอุดมศึกษาหรือไม 4) มหาวิทยาลัยควรหลีกเลี่ยงจากการเปนโรงงานผลิตเครื่องมือใหแกสังคมหรือไม 105. ขอใดเปนจุดออนของฝายตรงขามที่ผูพูดมองเห็น 1) มองขามบางสิ่งบางอยางที่สําคัญ 2) กลาวถึงอุดมการณที่สูงสงเกินไป 3) มุงมั่นสรางคนเกงมากเกินไป 4) ไมเห็นความสําคัญของคนดี 106. ขอความคูใดมีความสัมพันธกันตรงตามจุดประสงคของผูพูด 1) การใหการศึกษา - การกลอมเกลาจิตใจ 2) การสอนการวิจัย - การฝกอบรมนักวิชาชีพ 3) การทํานุบํารุงวัฒนธรรม - การปลูกฝงคุณธรรม 4) การบริการสังคม - การผลิตเครื่องมือใหแกสังคม BOBBYtutor Thai Note
  • 181.
    การโนมนาวใจ การโนมนาวใจ คือ การใชความพยายามที่จะเปลี่ยนความเชื่อทัศนคติ คานิยม และการกระทําของบุคคลอื่น ดวยกลวิธีที่เหมาะสมใหมีผลกระทบใจบุคคลนั้น จนเกิดการยอมรับและยอมเปลี่ยนตามที่ผูโนมนาวใจตองการ กลวิธีการโนมนาวใจมี 6 วิธี คือ 1. แสดงใหประจักษถึงความนาเชื่อถือของบุคคลผูโนมนาวใจ คือ ตองมีความรูจริง มีคุณธรรมและปรารถนาดีตอผูอื่น 2. แสดงใหเห็นความหนักแนนของเหตุผล 3. แสดงใหประจักษถึงความรูสึกหรืออารมณรวมกัน 4. แสดงใหเห็นทางเลือกทั้งดานดีและดานเสีย 5. สรางความหรรษาแกผูรับสาร 6. เราใหเกิดอารมณอยางเเรงกลา ลักษณะนํ้าเสียงของภาษาที่โนมนาวใจ เปนลักษณะเชิงเสนอแนะ ขอรอง วิงวอน และเราใจ การพิจารณาสารโนมนาวใจในลักษณะตางๆ ซึ่งพบในโอกาสและสถานที่ตางๆ 1. คําเชิญชวน มักมีจุดประสงคเดนชัด ชี้ใหเห็นประโยชนและวิธีปฏิบัติ 2. โฆษณาสินคาหรือโฆษณาบริการ มักมีลักษณะดังนี้ - มีสวนนําที่สะดุดหู สะดุดตา ใชถอยคําที่แปลกใหม - ถอยคําหรือประโยคสั้น ๆ ครอบคลุมเนื้อหาครบถวน - กลาวถึงความดีเดนของสินคาจนเกินความจริง และไมกลาวถึงความดอยของสินคา - เนนความสําคัญของความตองการขั้นพื้นฐานของมนุษย - มักขาดเหตุผลที่รัดกุม และไมถูกตองทางวิชาการ - ปรากฏอยูในสื่อตางๆ ตอเนื่องกันเพื่อใหจําได 3. โฆษณาชวนเชื่อ คือ ความพยายามโดยจงใจที่จะเปลี่ยนความเชื่อของบุคคลหรือกลุมชน โดยไมคํานึงถึง ความถูกตองตามเหตุผลและขอเท็จจริง มี 2 ประเภท คือ 1. การโฆษณาชวนเชื่อทางการคา 2. การโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง กลวิธีการโฆษณาชวนเชื่อมีดังนี้ 1. ตราชื่อ โดยใชคํากลาวถึงฝายตรงขาม เพื่อใหคนเสื่อมศรัทธา เชน พวกหัวโบราณ พวกขวาจัด พวกปลาไหล 2. ใชถอยคําหรูหรา เพื่อใหฟงดูนาเลื่อมใสศรัทธา 3. อางบุคคลหรือสถาบันที่เคารพนับถือ เพื่อใหผูฟงมีทัศนคติที่ดีตอผูโฆษณาและเกิดความเลื่อมใส 4. ทําตนเหมือนชาวบานธรรมดาหรือเปนพวกเดียวกับผูรับสาร เพื่อใหเกิดความไววางใจ 5. อางแตประโยชนตน ไมกลาวในสวนที่เสีย 6. อางคนสวนใหญยอมรับหลักการ ถาใครไมเห็นดวยก็จะถือวาผิดปกติ เปนตน 107. ขอใดเปนภาษาที่มีลักษณะโนมนาวใจเดนชัดที่สุด 1) ขับชาๆ อันตราย 2) เทอยางมีทาไมพึ่งพาบุหรี่ 3) ไมมีทานเราอดไมมีรถทานเดิน 4) ไกงามเพราะขนคนงามเพราะแตง BOBBYtutor Thai Note
  • 182.
    108. ขอใดแฝงเจตนาเชนเดียวกับคําขวัญนี้ “ทิ้งขยะไมเปนที่หมดราศีไปทั้งเมือง” 1)นํ้ามันมีนอย ใชสอยจงประหยัด 2) ตัดไมทําลายปานํ้าทาจะขาดแคลน 3) ประหยัดไฟวันละนิดชวยเศรษฐกิจเปนลาน 4) หนึ่งเสียงของทาน สรางสรรคประชาธิปไตย 109. คําขวัญขอใดที่ใชกลวิธีโนมนาวใจใหเห็นทางเลือกทั้งดานดีและดานเสีย 1) รักชาติตองพัฒนา รักปาตองอนุรักษ 2) ปาไมบํารุงชาติ ปาพินาศชาติวอดวาย 3) ดุลธรรมชาติจะสิ้นไปหากวันใดไทยสิ้นปา 4) ฝนตกทั่วฟาเพราะปาชวยไวไรสิ้นอุทกภัยเมืองไทยรมเย็น 110. ขอใดเปนคําขวัญที่ถูกตามลักษณะภาษาและความสมจริง 1) มีลูกสองสนองนโยบายรัฐ 2) ออกกําลังกายวันละนิด ชีวิตจะยืนยาว 3) บานเมืองจะสะอาดถาปราศจากคนมักงาย 4) เมื่อเสียชีวิตอุทิศนัยนตาชวยชีวาเพื่อนมนุษย 111. การหาความรูใสตัวนั้นเปนสิ่งสําคัญอยางยิ่งสําหรับทุกคน เพราะวาตอไปในชีวิตถาขาดความรูความสามารถจะ ไมอาจเลี้ยงตัวใหรอดได” ขอความขางตนนี้เปนการอนุมานดวยวิธีใด 1) จากเหตุไปหาเหตุ 2) จากเหตุไปหาผลลัพธ 3) จากผลลัพธไปหาเหตุ 4) จากผลลัพธไปหาผลลัพธ 112. จุดมุงหมายสําคัญของผูกลาวขอความขอ 106 นี้คืออะไร 1) โนมนาวใหคนแสวงหาความรู 2) แสดงใหเห็นความสําคัญของความรู 3) แสดงใหเห็นความลมเหลวของคนที่ขาดความรู 4) ยืนยันวาคนที่มีความรูสามารถเลี้ยงตัวเองได ราชาภิสดุดี ราชาภิสดุดี เปนคําสมาสชนิดเปลี่ยนเสียงจาก คําราช-อภิสดุดี คือ สนธินั่นเอง ที่มาของเรื่อง นายภาวาส บุนนาค รองเลขาธิการไดอานเฉพาะพระพักตรพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ในพระราชพิธี บวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจา เนื่องในโอกาสงานฉลองกรุงรัตนโกสินทรครบรอบศตวรรษ (200 ป) ณ บริเวณพิธีมณฑลทองสนามหลวง เมื่อวันจันทรที่ 5 เมษายน 2525 รูปแบบ เปนคําประกาศที่เปนรอยแกวเรียบเรียงเปนภาษาระดับพิธีการอยางไพเราะสละสลวย และมีสัมผัสตอเนื่อง กันทุกวรรคคลายรายยาว เนื้อหา ในโอกาสที่กรุงรัตนโกสินทรมีอายุครบ 200 ป เมื่อ พ.ศ. 2525 ไดมีการจัดงานสมโภชขึ้นทั่วราชอาณาจักร เพื่อปลูกฝงความจงรักภักดีและภาคภูมิใจในประเทศชาติที่มีเอกราชมาชานาน เพราะพระบูรพมหากษัตริยองคกอนๆ เชน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาฯ ไดทะนุบํารุงทั้งทางดานพุทธจักรและอาณาจักรดังนี้ - โปรดใหสังคายนาพระไตรปฎกและตรากฎหมายจัดระเบียบสงฆ - ทรงสรางราชธานีขึ้นใหม มีปอมปราการแข็งแรงและกําลังไพรพลเขมแข็ง - โปรดใหประมวลและชําระกฎหมาย - ทรงสงเสริมและฟนฟูศิลปะ วรรณคดี ขนบธรรมเนียม ราชประเพณี พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว (ร. 9) จึงโปรดเกลาฯ ใหมีราชพิธีบวงสรวงขึ้นทามกลางที่ประชุมแหงพระราชวงศ ขาราชการ พอคาและประชาชน ในตอนทายขอพระบรมเดชานุภาพแหงบูรพมหากษัตริยไดคุมครองประเทศไทยและคนไทยปราศจากภัยพิบัติตางๆ มีความสามัคคีรวมกันทํางานเพื่อใหประเทศเจริญกาวหนาตอไป BOBBYtutor Thai Note
  • 183.
    แนวคิด 1. พระมหากษัตริยแหงพระบรมราชจักรีวงศทุกพระองคลวนทรงบําเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชนสุขของ ประชาชนและประเทศชาติตลอดมา 2. ผูนําที่ฉลาดและเขมแข็ง เสียสละเพื่อประโยชนสุขของสวนรวมเทานั้น ที่สามารถนําประเทศที่กําลังระสํ่า- ระสายใหผานพนภัยตางๆ ได คานิยม 1. ความมั่นคงและความเจริญรุงเรืองของประเทศชาติสําคัญเหนือสิ่งอื่นใด 2. การพัฒนาบานเมืองนั้นตองทะนุบํารุงทั้งพุทธจักรและอาณาจักร การแสดงความกตัญูกตเวทีเปนสิ่งดีงาม ขัตติยพันธกรณี ผูแตง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวและสมเด็จพระเจาบรมวงเธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ รูปแบบ เปนรอยกรองประเภทโคลงสี่สุภาพและอินทรวิเชียรฉันท จุดประสงค เพื่ออําลาพระเจานองยาเธอกรมพระยาดํารงราชานุภาพเพราะทรงทุกขโทมนัส เนื่องจากฝรั่งเศสเขามาคุกคาม อธิปไตย กรมพระยาดํารงราชานุภาพทรงพระนิพนธตอบทันที เนื้อหา พระบามสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงระบายความทุกขโทมนัส ทรงเปรียบเหมือนเปนฝที่เจ็บปวดและ ถูกตาปูตอกที่พระบาทจนไมประสงคจะดํารงพระชนมชีพตอไป เมื่อกรมพระยาดํารงราชานุภาพทรงนิพนธบทประพันธถวาย ตอบทําใหพระองคมีพลังพระราชหฤทัยขึ้น แนวคิด 1. อานุภาพแหงบทกวีอาจพลิกผันเหตุการณรายใหกลายเปนดีได 2. ผูไมไดเปนกวีเมื่อเกิดอารมณสะเทือนใจก็อาจแตงคําประพันอันมีคาขึ้นมาได คานิยม 1. พันธกรณีที่มีตอชาตินั้นสําคัญยิ่งกวาชีวิต 2. ผูที่อยูในฐานะที่สูงกวาก็ไมควรสรางความทุกขใจใหแกผูที่ตํ่ากวา 3. ผูที่อยูในตําแหนงที่สูงเพียงใดก็ตองการกําลังใจจากผูอื่น วรรณนากาลามสูตร ผูแตง สมเด็จพระมหาสมณเจากรมพระยาวชิรญาณวโรรส จุดมุงหมาย เพื่อใหผูที่ไมมีโอกาสศึกษาภาษาบาลีไดเขาใจพระสูตรตางๆ ยิ่งขึ้น รูปแบบ เปนรอยแกวในรูปคําถามคําตอบ หรือปุจฉา วิสัชนา ความหมายของชื่อเรื่อง วรรณนา (พรรณนา) หมายถึง การอธิบายใหเปนที่เขาใจอยางแจมแจง กาลาม หมายถึง ชนชาติชาวกาลามะในแควนโกศล สูตร คือ ชื่อสูตรหนึ่งในพระไตรปฎกในสวนที่เรียกวา พระสุตันตปฎกหมวดขุททกนิกายชาดก ซึ่งวาดวยธรรมเทศนา เบ็ดเตล็ด รวมทั้งภาษิตและประวัติสาวกตาง ๆ ดวย เนื้อหา เมื่อพระพุทธเจาเสด็จถึงเกสปุตตนิคม ชาวกาละมะไดกราบทูลถามวา ผูที่นับถือลัทธิศาสนาตางๆ ตางก็ยกยอง ลัทธิของตนและดูหมิ่นลัทธิอื่นๆ เชนนี้จะเชื่อใครดี พระพุทธเจาจึงตรัสเทศนากาลามสูตรวาอยาถือโดยอาการ 10 ประการ ตอไปนี้ คือ BOBBYtutor Thai Note
  • 184.
    1. โดยฟงตามกันมา 2.โดยลําดับสืบๆ กันมา 3. โดยตื่นวาไดยินมาอยางนั้น 4. โดยอางตํารา 5. โดยเหตุนึกเดาเอา 6. โดยนับถือคาดคะเน 7. โดยตรึกตามอาการ 8. โดยชอบใจเพราะตองกับลัทธิของตน 9. โดยเชื่อวาผูพูดควรจะเชื่อถือได 10. โดยนับถือวาผูนั้นเปนครูของเรา เเตใหเชื่อถือไดโดยใชสติปญญาพิจารณาไตรตรองเหตุผลกอน และพระองคไดทรงแสดงใหเห็นโทษของความโลภ โกรธ หลง และคุณของความไมโลภ ไมโกรธ ไมหลง เชน การอบรมเด็กใหฝกสอนเด็กไดรูดีและชั่วดวยตัวของเด็กเอง ไมควรลงโทษดวยการเฆี่ยนตี เด็กอาจเปนคนหนาไหวหลังหลอกได ถาเด็กไมมีสติปญญาจะสอนตามหลักพระพุทธ ศาสนาไมไดและการลงโทษใหเข็ดหลาบไมใหทําความชั่วอีกนับวาเปนประโยชน แตการลงโทษดวยโทสะเปนโทษ การประกอบ สัมมาชีพไมใชความโลภ แนวคิด ควรใชสติปญญาพิจารณาไตรตรองเหตุผลกอนเสมอ คานิยม - ความเชื่อเมื่อใชสติปญญาไตรตรองกอนแลวยอมไมแปรปรวน - ไมควรลงโทษดวยความโกรธ - การบูชาพระพุทธเจาที่ถูกตอง คือ ปฏิบัติตามคําสอนของพระองค มหาเวสสันดรชาดกกัณฑมหาราช ผูแตง สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระปรมานุชิตชิโนรส รูปแบบ เปนรายยาว มีคาถาบาลีนําสลับกับภาษาไทยเปนตอนๆ ตอนแหลจัดพล จังหวะของรายเร็วเลนสัมผัสสระและ อักษร บางตอนเปนกลบทยติภังคคือแยกคําระหวางวรรคผูเทศนกัณฑนี้ตองมีเสียงใหญกองกังวาน เนื้อหา ชูชกพาสองกุมารหลงเขาไปในกรุงเชตุดร พระเจากรุงสญชัยทรงจําไดจึงกราบทูลวา พระรับสั่งใหอํามาตย นําเขาเฝาแลวตรัสถามความเปนมา ชูชกจึงกราบทูลวาพระเวสสันดรพระราชทานให พวกอํามาตยก็พากันตําหนินินทา พระเวสสันดรวาบริจาคลูกใหเปนทาน พระชาลีไดกลาวแกวาพระบิดาอยูในปาไมมีทรัพยอื่นใดบริจาคนอกจากลูก พระเจาสญชัยไดทรงไถตัวพระชาลีดวยทองพันตําลึง พระกัณหาดวยสวิญญาณทรัพย คือ ทรัพยมีชีวิต ไดแก ชาง มา โคนม ทาสหญิง ทาสชาย อยางละรอยพรอมกับทองรอยตําลึง และเตรียมจัดกองทัพไปรับพระเวสสันดรและพระนางมัท รีกลับ ฝายชูชกไดบริโภคอาหารจนธาตุไฟยอยไมทันถึงแกความตาย พระเจาสญชัยจึงโปรดใหจัดฌาปณกิจศพและปาว ประกาศใหญาติมารับสมบัติ แตไมมีผูใดมารับจึงนําทรัพยเหลานั้นเขาทองพระคลังตามเดิม แนวคิด 1. ธรรมยอมคุมครองผูประพฤติธรรม 2. ผูมีปญญาและคุณธรรม ปฏิบัติตนถูกกาลเทศะแมเปนเด็กก็ไดรับยกยองจากผูใหญ คานิยม 1. แนวโลกียะ คือ แนวที่ยังเกี่ยวของกับทางโลก - ผูนําประเทศยอมเห็นแกประโยชนสวนรวมเหนือสิ่งอื่นใด - การอยูในวัง (อยางพระเจาสญชัย) ยอมสบายกวาอยูในปา( อยางพระมัทรี) 2. แนวโลกุตระ คือ แนวที่ไมเกี่ยวของกับทางโลก - เมื่อทําอะไรผิดพลาดก็ไมมีอัสมิมานิ (การถือเขาถือเรา) ควรรูจักขออภัยแมจะเปนเด็กก็ตาม - บุตรที่ดีควรมีความกตัญูตอบิดามารดา BOBBYtutor Thai Note
  • 185.
    ขุนชางขุนแผน ตอนขุนแผนลุแกโทษ ผูแตง ไมปรากฏหลักฐานวาใครเปนผูแตง ที่มาเปนตํานานที่เลาตอๆ กันมาในจังหวัดสุพรรณบุรีและกาญจนบุรี มีเคามาจากเรื่องจริงปรากฏอยูในหนังสือคําใหการ ของชาวกรุงเกา รูปแบบ เปนกลอนเสภาซึ่งมักขึ้นตนวา จะกลาวถึง ครานั้น การขับเสภามีที่มาจากการเลานิทาน มีกรับเปนเครื่องเคาะจังหวะ นิยมขับเรื่องขุนชางขุนแผนเทานั้น ความหมายลุแกโทษ หมายถึง ยอมรับผิด ขอเขามอบตัวเพื่อรับโทษ เนื้อหา ขุนแผนไดชิงนางวันทองจากขุนชางมา และพาไปหลบอยูในปาจนนางวันทองทองได 7 เดือน ขุนแผนสงสาร นางวันทองที่ทองแกถาคลอดลูกในปาจะลําบากจึงพานางไปพึ่งพระพิจิตร ตอมาขุนแผนเกรงวาพระพิจิตรจะเดือดรอน จึงขอมอบตัวเพื่อรับโทษโดยใหพระพิจิตรสงตัวลงเรือไปอยุธยาใหจมื่นศรีจองจําเพื่อเขาเฝาสมเด็จพระพันวษา เเนวคิด 1. รักแทยอมไมหวั่นไหวตออุปสรรคใดๆ 2. การปฏิบัติตามหนาที่อยางถูกตองยอมไดรับผลดีตอบแทน คานิยม 1. กฎหมายยอมศักดิ์สิทธิ์เหนือสิ่งอื่นใด 2. ลูกยอมมีความสําคัญกวาใครๆ 3. ความกตัญูเปนคุณธรรมที่ควรปฏิบัติ คําศัพทเกี่ยวกับหนังสือราชการสมัยกอน ทองตรา คือ หนังสือพระเจาแผนดินจากเมืองหลวงไปถึงหัวเมือง ศุภอักษร คือ หนังสือพระเจาแผนดินจากเมืองหลวงไปถึงประเทศราช ตรา คือ หนังสือราชการของขุนนางเสนาบดีไปถึงหัวเมือง หนังสือ คือ หนังสือราชการของขุนนางตํ่ากวาเสนาบดี ใบบอก คือ หนังสือจากประเทศราชหรือหัวเมืองไปถึงเมืองหลวง วารีดุริยางค ดุริยางค แปลวา ดนตรีแหงสายนํ้า ผูแตง นายเนาวรัตน พงษไพบูลย ซึ่งมีความสามารถเขียนกลอนและโคลงจนไดรับรางวัลตางๆ ดังนี้ เรื่องอาทิตย ถึงจันทร, ชักมาชมเมือง, เพียงความคลื่อนไหว และนกขมิ้น รูปแบบ เปนกลอนสุภาพ 100 บท แตนํามาเรียนเพียง 24 บท เนื้อหา สิ่งที่เปนธรรมชาติมีความงดงามและสงบ มนุษยไมควรทําใจใหเหมือนควันในเวลากลางคืนและเหมือนไฟใน เวลากลางวัน ควรหยุดดิ้นรนเหมือนธรรมชาติ โดยทํากายเหมือนตนไมใหความรมเย็นและใจเหมือนสายนํ้าไหลไปอยางอิสระ ในที่ตางๆ หรือเหมือนกรวดทรายที่ไมไยดีตอทุกขโศกทั้งปวง แนวคิด การมีชีวิตที่สงบทั้งกายและใจยอมเปนประโยชนตอผูอื่นเหมือนธรรมชาติ คานิยม 1. ความงามของธรรมชาติยอมสวยงาม และมีคากวาความงามที่มนุษยสรางขึ้น 2. ใจสําคัญกวากาย เมื่อใจเปนสุขกายก็สุขดวย 3. ควรทําประโยชนใหแกผูอื่นมากกวาทําประโยชนใหแกตนอยางเดียว BOBBYtutor Thai Note
  • 186.
    113. ขอใดเปนคุณคาเชิงสารประโยชนประการสําคัญที่ไดจากคําประกาศราชาภิสดุดี 1) กอใหเกิดศรัทธาในการฟนฟูประเทศ 2)ชวยใหทราบถึงอายุของกรุงเทพมหานคร 3) ชวยใหทราบถึงอุปสรรคและภัยตางๆ ที่มีมาถึงประเทศชาติ 4) กอใหเกิดความรูสึกภูมิใจในความมั่นคงและความเจริญของประเทศชาติ 114. “ประชาชนทั้งหลายตางมีความปราโมทยบันเทิงใจที่สามารถตั้งบานเมืองเปนอิสระสถาวรสืบมาไดอีกถึงสองศตวรรษ” ขอความนี้แฝงคานิยมขอใดไว 1) กตัญูกตเวที 2) ความสามัคคี 3) ความมีเอกราช 4) ความปราโมทยบันเทิงใจ 115. “..........พระราชกรณียกิจในแตละแผนดิน” ขอความที่พิมพตัวหนาหมายถึงแผนดินสมัยใด 1) สุโขทัย 2) อยุธยา 3) ธนบุรี 4) รัตนโกสินทร 116. ขอใดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกฯ โปรดเกลาใหจัดทําขึ้นเพื่อความเจริญมั่นคงทางดานพุทธจักร 1) ฟนฟูศิลปะวรรณคดี 2) ชําระกฎหมายตราสามดวง 3) ฟนฟูขนบธรรมเนียมราชประเพณี 4) จัดทําอรรถกถาอนุฎีกา 117. “บรรดาการที่ทรงกระทําใหแกชาตินั้นลวนลําบากยากยิ่ง แตละเรื่องแตละสิ่งตองปฏิบัติบําเพ็ญอยางอุกฤษฏดวย พระปรีชาชาญอันลึกซึ้งกวางไกล” ขอความนี้กลาวถึงเรื่องใด 1) เทิดทูนพระบุญญาบารมี 2) เทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณ 3) เทิดทูนพระราชกรณียกิจ 4) เทิดทูนพระปรีชาญาณอันลึกซึ้ง 118. ในเรื่องขัตติยพันธกรณี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวและสทเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพทรง กลาวถึงคุณธรรมในขอใดตรงกัน 1) ความกตัญูกตเวที 2) ความรักชาติรักแผนดิน 3) ความรักเกียรติรักศักดิ์ศรี 4) ความสํานึกในหนาที่รับผิดชอบ ใหใชคําประพันธตอไปนี้ตอบคําถามขอ 119-120 "ตะปูดอกใหญตรึ้ง บาทา อยูเฮย จึงบอาจลีลา คลองได เชิญผูที่เมตตา แกสัตว ปวงเฮย ชักตะปูนี้ให สงขาอัญขยม" 119. ตะปูดอกใหญในที่นี้ตรงกับขอใด 1) อุปสรรค 2) ภาระหนาที่ 3) ความทุกขกาย 4) ความทุกขใจ 120. ตะปูดอกใหญเปนภาพพจนประเภทใด 1) อุปมา 2) อุปลักษณ 3) สัญลักษณ 4) อติพจน BOBBYtutor Thai Note
  • 187.
    121. มหาราชเปนกัณฑที่อยูระหวางกัณฑอะไร 1) กุมารมัทรี 2) สักบรรพ ฉกษัตริย 3) จุลพน มหาพน 4) ฉกษัตริย นครกัณฑ 122. เสียงผูเทศนกัณฑมหาราชจะมีลักกษณะอยางไร 1) เสียงหาวกังวาน 2) เสียงทุมนุมนวล 3) เสียงกังวานหวานใส 4) เสียงใหญกองกังวาน 123. เมื่อเทศนกัณฑมหาราชจบลงแลวปพาทยจะบรรเลงเพลงอะไร 1) กลม 2) สาธุการ 3) กราวนอก 4) โอดเชิดฉิ่ง 124. ผูที่มีบทบาทสําคัญในกัณฑมหาราชคือใคร 1) ชาลี 2) กัณหา 3) พระนางผุสดี 4) พระเขากรุงสญชัย 125. ผูแตงกัณฑมหาราชไมแตงมหาชาติกัณฑใด 1) ทศพร หิมพานต 2) ทานกัณฑ จุลพน 3) มหาพน มัทรี 4) สักบรรพ ฉกษัตริย 126. “สวนวาเฒารางรายชูชกทลิททกทารุณชาติ ครั้นรุงเชาก็พาสองเจาพระกุมารกุมารีราชมาถึงทางสองแพรง” ทางสองแพรงที่กลาวถึงในคําประพันธที่ยกมานี้เปนทางไปสูเมืองใด 1) กรุงเชตุดร กับกรุงสาวัตถี 2) ทุนวิฐ กับกลึงราษฎร 3) กลึงราษฎร กับสีวีราษฎร 4) กรุงกบิลพัสดุ กับกรุงเชตุดร 127. “หมายจะปองปดขจัดขอครหาแหงหมูอํามาตย ดุจขุนเขาสิเนรุราชอันลมประลัยโลกพัดพานบันดาลใหเอนเอียง มีมหิทธิเทพเขาเอาพระกรประคองเคียงใหคืนคงตั้งตรงดังเกา” ขอความขางตนนี้ใชโวหารอะไร 1) อุปมา 2) สาธก 3) บรรยาย 4) พรรณนา 128. จากขอ 127 เปรียบขอครหาแหงหมูอํามาตยตรงกับขอใด 1) พระกร 2) มหิทธิเทพ 3) ลมประลัยโลก 4) ขุนเขาสิเนรุราช 129. จากตัวเลือกขอ 128 ขอใดหมายถึงชาลี 1) ขอ 1) 2) ขอ 2) 3) ขอ 3) 4) ขอ 4) 130. ขอใดกลาวถึงบุคคลที่ตางไปจากขออื่นๆ 1) ดอกหนึ่งพึ่งจะขยายคลายคลี่ ผกากุสุมมาลีละอวลอบหอมตรลบสุคนกําจร ดอกหนึ่งตูมหุมหอเกสรบเบงบาน 2) สองพะงางามตามกันลีลาศ เลหดุจดรุณสิงหราชตามกันยาตรา ออกจากวิจิตรคูหาหองเหมสถานกาญจนะแกว ผลึกเลิศ 3) ทั้งสองพระองคก็ไตเตาตามลําเนาพนัสพนาวาส เลหประหนึ่งวาสมเด็จพระชนกนาถราชมารดาเที่ยวสืบเสาะแสวง ทุกแหงหามาพานพบ 4) ทั้งสององคทรงสุนทรลักษณอันประเสริฐสิ้นทุกสิ่งสรรพสุดจะพรรณนา เสมอเหมือนรูปทองทั้งแทงอันบุคคลแกลง เหลาหลอพึงพอเนตร BOBBYtutor Thai Note
  • 188.
    131. เหตุใดอํามาตยทั้งหลายจึงกลาววาพระเวสสันดรทรงกระทําผิดขัตติยนิติจรรยา 1) เพราะพระเวสสันดรทรงบําเพ็ญบุตรทาน 2)เพราะพระเวสสันดรผนวชเปนฤษีอยูในปา 3) เพราะชูชกกลาวหาวาพระเวสสันดรพระราชทานสองกุมารแกตน 4) เพราะชูชกหลอกลวงวาพระเวสสันดรพระราชทานสองกุมารแกตน 132. ขอใดเปนคําสอนในกาลามสูตร 1) อยาเชื่อใจชางสารและงูเหา 2) อยาเชื่อใจขาเกาอาจตักษัย 3) อยาเชื่อคําเมียรักผูรวมใจ 4) อยาเชื่อใครแมครูบาอาจารยเรา 133. เมื่อชูชกกราบทูลถึงสาเหตุที่ไดสองกุมารมาจากพระเวสสันดร เหลาอํามาตยไดฟงตางพากันตําหนิพระเวสสันดร พฤติกรรมดังกลาวแสดงวามิไดยึดตามคําสอนขอใดในกาลามสูตร 1) อยาถือโดยเหตุนึกเดาเอา 2) อยาถือโดยนัยคือคาดคะเน 3) อยาถือวาผูพูดควรจะเชื่อถือได 4) อยาถือโดยความตื่นวาไดยินอยางนั้นอยางนี้ 134. เหตุใดนางวันทองจึงครํ่าครวญวา “มาซํ้าทองสองทุกขเขาระทม ยิ่งทุกขแลวยิ่งถมมาทับทรวง” 1) เพราะนางวันทองตั้งครรภขณะขุนแผนไปทัพ 2) เพราะนางวันทองตั้งครรภขณะหนีราชภัยอยูในปา 3) เพราะนางวันทองตั้งครรภกับขุนชางขณะหนีมากับขุนแผนในปา 4) เพราะนางวันทองตั้งครรภเปนทองแรกจึงมีความกังวลมากเปนพิเศษ 135. “เจามาเกิดเหมือนหนึ่งจะแกลงฆา มันไมนายินดีแตสักนิด” จากคําประพันธนางวันทองกลาวเชนนี้เพราะเหตุผลใด 1) อนิจจาทุกขยากลําบากตัว เกลือกกลั้วปฐพีธุลีลม 2) สารพัดขัดสนจนยาก แสนลําบากยวดยิ่งทุกสิ่งสม 3) มาซํ้าทองสองทุกขเขาระทม ยิ่งทุกขแลวยิ่งถมมาทับทรวง 4) มีลูกเหมือนหนึ่งมีมณีดวง นี่มีมาใหเปนหวงเมื่อสิ้นคิด 136. "ถึงแมนอยูเรือนเหยาลูกเตามี จะยินดีเหลือแสนเฝาแหนหวง มีลูกเหมือนหนึ่งมีมณีดวง นี่มีมาใหเปนหวงเมื่อสิ้นคิด” แนวคิดสําคัญจากคําประพันธนี้คือขอใด 1) ลูกเปนสมบัติที่มีคาที่สุดของพอแม 2) พอแมควรมีลูกเมื่อพรอมจะเลี้ยงดูได 3) พอแมจะตองเลี้ยงลูกใหดีที่สุดเทาที่จะทําได 4) ลูกทําใหพอแมมีชีวิตที่ยากลําบากมากขึ้น 137. สถานการณใดทําใหขุนแผนอัดอั้นตันใจมากที่สุด ระหวางที่เดินทางในปา 1) สารพัดขัดสนจนยาก แสนลําบากยอดยิ่งทุกสิ่งสม 2) พระทรงฤทธิ์จะคิดเคืองระคาย เห็นไมวายสงครามตามมารบ 3) อลักเอลื่อเหลือสมเพชเวทนา จะคลอดลูกหยูกยาไมหางาย 4) อนิจจาทุกขยากลําบากตัว เกลือกกลั้วปถพีธุลีลม BOBBYtutor Thai Note
  • 189.
    138. ขอใดเปนแรงจูงใจสําคัญที่ทําใหขุนแผนเขามอบตัวตอพระพิจิตร 1) รูวาเจาคุณเอ็นดูสัตวจึงดั้นดัดลัดดงตรงมาหา 2) เราก็เปนคนดีมีวิชา พี่คิดวาหาเปนกระไรไม 3) เมื่อจะเอาโทษทัณฑฉันใด ก็ตามใจดวยเรานี้เปนขา 4) วันทองทองแกนาสงสาร กลัวจะเกิดเหตุการณขึ้นกลางเถื่อน 139. ในเรื่องวารีดุริยางคใหแนวคิดที่เปนประโยชนอยางไร 1) การอยูตามลําพังยอมเกิดปญญา 2) การไดกลิ่นดอกไมปายอมมีความสุข 3) การไดอยูทามกลางธรรมชาติยอมเปนกําไร 4) การพักผอนระงับจิตใจยอมไดประโยชนอยางยิ่ง 140. วารีดุริยางคกลาวถึงมนุษยและธรรมชาติอยางไร 1) ความวาวุนในใจ-ความสงบสุข 2) ความเห็นแกตัว-ความสวยงาม 3) ความเครงเครียด-ความชุมชื่น 4) ความรื่นรมย-ความมั่นคงแข็งแรง 141. สภาพของ “ใจ” ในขอใดตางกับขออื่น 1) สงสารใจใจเจาเอยไมเคยนิ่ง วนและวิ่งคืนและวันหวั่นและไหว 2) และใจเจาจักเปนเชนสายนํ้า ใสเย็นฉํ่าชื่นแลวไหลแผวผาน 3) ทุกวิถีที่ใจไดเที่ยวทอง ลวนขึ้นลองอยูระหวางกลางปลายตน 4) ใจจึงหนายจึงเหนื่อยจึงเมื่อยลา วุนผวาวอนไหวไลตอน 142. “รูจักเพียงพอดีที่จะรับ ความเกิดดับธรรมดาอุทาหรณ พรอมรูสึกตามวิสัยไปทุกตอน เหมือนทุกกอนกรวดทรายยอมคลายกัน” ขอใดเปนแนวคิดสําคัญของบทประพันธขางตนนี้ 1) ความสุขเกิดจากความพอดี 2) ความสุขเกิดจากความดับสูญ 3) ความสุขเกิดจากความเขาใจชีวิต 4) ความสุขเกิดจากความเสมอภาค 143. แนวคิดจากวารีดุริยางคที่วา “รูจักเพียงพอดีที่จะรับ ความเกิดดับธรรมดาอุทาหรณ” ตรงกับขอใดในพรหมวิหาร 4 1) เมตตา 2) กรุณา 3) มุทิตา 4) อุเบกขา 144. ความที่วา “เกิดแลวกอลอแลวเรนเย็นแลวรอน” ผูเขียนใชกลวิธีการเขียนเสนอภาพพจนตางจากขอใด 1) จักรวาลวุนวายไรสําเนียง 2) อยูหางไกลแตก็ใกลในคุณธรรม 3) วนและวิ่งคืนและวันหวั่นและไหว 4) เสียงนํ้าซึ่งกระซิบสาดปราศจากเสียง ใหใชคําประพันธตอไปนี้ตอบคําถามขอ 145-147 "มาซิอุปสรรค มาประจักษมาประจัน เติมเขมใหเต็มครัน ความเปนคนใหขนคน สองตีนจะติดดิน สองมือชินเสมอชน ฝนหาจะฝาหน โหมพลังเขาถั่งโถม" 145. ผูอานเกิดอารมณสะเทือนใจเชนไร 1) คึกคัก 2) บุกบั่น 3) มุมานะ 4) หาวหาญ BOBBYtutor Thai Note
  • 190.
    146. ผูเขียนมีศิลปะของการประพันธเปนการเลนคําในลักษณะใดเดนชัดที่สุด 1) เลนคําซํ้า2) เลนเสียงและจังหวะคํา 3) เลนคํามีความหมายเหมือน 4) เลนซํ้าเสียงพยัญชนะแบบอัพภาส 147. ขอใดแสดงการเลนคําโดยสับเสียงสระและพยัญชนะ 1) เติมเข็มใหเต็มครัน 2) ความเปนคนใหขนคน 3) สองมือชินเสมอชน 4) ฝนหาจะฝาหน ขอ 148-150 ขอใดที่เมื่อนํามาเติมในชองวางที่เวนไวจะทําใหเห็นวาคําประพันธที่กําหนดใหมีลักษณะพิเศษ 148. “เมื่อไมรักอยารักอยารักฉัน ไมมีวันสักวัน.........หวั่นไหว เมื่อไมรักอยารักรักทําไม รักใหใจหมองใจใจระทม” 1) ที่ 2) จะ 3) ฉัน 4) วัน 149. “หวานที่ใหไยอาบฉาบยาพิษ พิษชําแรกแทรกฤทธิ์เกินรักษา สาแกใจที่พะวงหลงรักมา ..........รูวาพิษรายก็สายเกิน” 1) กวา 2) มา 3) เมื่อ 4) พอ 150. “ยามยากคนคนความมาหยามเยย เยยหยามเปรยเปรียบยํ้าคําทับถม ถมทับใหไหวหวามยามระทม ..........ขื่นขมจนตรมใจ” 1) รักระทม 2) ยามระทม 3) ระทมยาม 4) ตรมสะอื้น BOBBYtutor Thai Note
  • 191.
    เฉลย 1. 4) 2.3) 3. 3) 4. 3) 5. 2) 6. 1) 7. 3) 8. 4) 9. 2) 10. 2) 11. 2) 12. 4) 13. 2) 14. 1) 15. 1) 16. 4) 17. 4) 18. 4) 19. 2) 20. 3) 21. 2) 22. 3) 23. 4) 24. 2) 25. 2) 26. 3) 27. 1) 28. 4) 29. 4) 30. 1) 31. 1) 32. 2) 33. 3) 34. 3) 35. 4) 36. 1) 37. 2) 38. 4) 39. 2) 40. 4) 41. 2) 42. 3) 43. 1) 44. 3) 45. 1) 46. 3) 47. 2) 48. 1) 49. 4) 50. 1) 51. 4) 52. 1) 53. 1) 54. 4) 55. 3) 56. 2) 57. 3) 58. 4) 59. 4) 60. 1) 61. 2) 62. 3) 63. 4) 64. 2) 65. 1) 66. 3) 67. 2) 68. 2) 69. 1) 70. 1) 71. 4) 72. 4) 73. 2) 74. 1) 75. 3) 76. 4) 77. 4) 78. 2) 79. 1) 80. 3) 81. 4) 82. 3) 83. 3) 84. 3) 85. 1) 86. 3) 87. 1) 88. 2) 89. 4) 90. 4) 91. 1) 92. 2) 93. 3) 94. 2) 95. 3) 96. 2) 97. 4) 98. 1) 99. 3) 100. 2) 101. 1) 102. 3) 103. 1) 104. 3) 105. 1) 106. 1) 107. 4) 108. 2) 109. 2) 110. 3) 111. 4) 112. 1) 113. 4) 114. 3) 115. 4) 116. 4) 117. 3) 118. 4) 119. 4) 120. 2) 121. 2) 122. 4) 123. 3) 124. 4) 125. 3) 126. 3) 127. 1) 128. 3) 129. 2) 130. 3) 131. 1) 132. 4) 133. 1) 134. 2) 135. 3) 136. 3) 137. 3) 138. 4) 139. 4) 140. 1) 141. 2) 142. 3) 143. 4) 144. 3) 145. 2) 146. 2) 147. 4) 148. 4) 149. 2) 150. 3) !!!!!!!!!!!!!!!!!!!! BOBBYtutor Thai Note