การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล (Projectile motion)
การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทลจะมีลักษณะที่สําคัญ 2 ประการ คือ ประการแรกความเร็วในแนวดิ่งของวัตถุ
ไมคงที่ ประการที่สองความเร็วในแนวราบของวัตถุคงที่
v
P
Q R
จากรูป เปนการปาวัตถุออกไปในแนวระดับดวยความเร็ว v จากตําแหนง P แลววัตถุเคลื่อนที่เปนวิถีโคง
พาราโบลาตกที่ตําแหนง R ซึ่งระยะ QR จะขึ้นกับความเร็ว v กลาวคือถาความเร็ว v ที่ปาออกไปมีคามากก็จะไป
ตกไกล ถาความเร็ว v มีคานอยก็จะตกใกล โดยที่เวลาของการเคลื่อนที่ไมขึ้นกับความเร็ว ที่ปาแตจะขึ้นกับระยะ
ความสูง PQ ถาระยะ PQ มีคามากเวลาในการเคลื่อนที่จะมีคามากดวย จะไดความสัมพันธวาเวลาในการเคลื่อนที่
จาก P ไป R จะเทากับเวลาที่วัตถุตกจาก P ถึง Q
บนที่สูงจากพื้นเทาเดิม ถายิงวัตถุออกไปในแนวราบดวยความเร็วตนมากกวาเดิม ระยะตกไกลสุด
ในแนวราบจะมากขึ้น
บนที่สูงเดียวกันเมื่อยิงวัตถุอันหนึ่งออกไปในแนวราบ ขณะเดียวกันวัตถุอีกกอนหนึ่งถูกปลอยใหตก
ใน แนวดิ่งพรอมกัน วัตถุทั้งสองกอนจะตกถึงพื้นพรอมกัน
B วิถีโคงพาราโบลา
u
A C
จากรูป เปนการยิงวัตถุออกจากตําแหนง A ดวยความเร็วตน u ในแนวทิศเอียงทํามุมกับแนวระดับ วัตถุ
จะเคลื่อนที่ขึ้นแตเนื่องจากแรงดึงดูดของโลกทําใหวัตถุเคลื่อนที่เปนวิถีโคงแทนที่จะเคลื่อนที่เปนเสนตรง และเมื่อ
วัตถุเคลื่อนที่ถึงตําแหนงสูงสุดที่จุด B ที่ตําแหนงนี้วัตถุจะมีความเร็วเฉพาะแนวราบเทานั้น (ความเร็วในแนวดิ่ง
เปนศูนย) หลังจากนั้นวัตถุจะเคลื่อนที่โคงลงตกที่ตําแหนง C โดยไดความสัมพันธวาเวลาที่ใชในการเคลื่อนที่จาก
A ไป B จะเทากับเวลาที่เคลื่อนที่จาก B ไป C จะใหตกไกลสุดตามแนวราบตองยิงดวยมุม 45° และถามุมที่ยิง
สองมุมรวมกันได 90° วัตถุจะตกที่จุด
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 __________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (7)
8.
การเคลื่อนที่เปนวงกลม (Circular motion)
เมื่อวัตถุมีการเคลื่อนที่เปนวงกลมดวยขนาดของความเร็วคงที่หรือไมคงที่ก็ตาม ทิศของความเร็วยอม
เปลี่ยนไปตลอดเวลาแนๆ นั่นก็คือ การเคลื่อนที่มีความเร็วไมคงที่แสดงวาตองมีแรงกระทํา เชน นําวัตถุผูกเชือก
แลวแกวงเปนวงกลมดังรูป เชือกจะดึงใหวัตถุเคลื่อนที่เปนวงกลมแรงดึง
ของเชือกจะมีทิศเขาหาจุดศูนยกลาง นั่นคือจะมีแรงกระทําตอวัตถุในแนว
เขาสูศูนยกลางของการเคลื่อนที่และเรียกแรงนี้วา แรงสูศูนยกลาง
(Centripetal Force)
พิจารณาการเคลื่อนที่ของวัตถุเปนวงกลมรัศมี r ดวยอัตราเร็วคงที่ v เวลาที่ใชในการเคลื่อนที่ครบรอบ T
เรียกวา คาบ (period) และจํานวนรอบที่เคลื่อนที่ในหนึ่งหนวยเวลาเรียกวา ความถี่ (frequency)
1
f = T
การแกวงของลูกตุมนาฬิกา (The Simple pendulum motion)
อนุภาคมวล m ผูกปลายเชือกเบายาว L อีกปลายหนึ่งของเชือกผูกกับเพดาน ดังรูป อนุภาคเคลื่อนที่ใน
ระนาบดิ่งดวยแรงโนมถวงของโลก โดยเชือกจะเอียงทํามุมเล็กๆ กับแนวดิ่ง (หนวยเรเดียน)
mg sin θ = ma
เนื่องจาก θ เปนมุมเล็กๆ sin θ ∼ θ
gθ = a θ
L
a = -g L X
จะได ω2 = L T
m
x
T = 2π L g mg sin θ
mg cos θ
mg
การเคลื่อนที่ของมวลติดสปริงเบา
-kx = ma
m k a = -m km
ω2 = m k
k
T = 2π m
วิทยาศาสตร ฟสิกส (8)__________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
9.
ตัวอยางขอสอบ
1. รถยนตคันหนึ่งวิ่งดวยอัตราความเร็วคงตัว 20เมตรตอวินาที นานเทาใดจึงจะเคลื่อนที่ไดระยะทาง 500 เมตร
1) 10 s 2) 15 s
3) 20 s *4) 25 s
2. เด็กคนหนึ่งออกกําลังกายดวยการวิ่งดวยอัตราเร็ว 6 เมตรตอวินาที เปนเวลา 1 นาที วิ่งดวยอัตราเร็ว
5 เมตรตอวินาทีอีก 1 นาที แลวเดินดวยอัตราเร็ว 1 เมตรตอวินาที อีก 1 นาที จงหาอัตราเร็วเฉลี่ยใน
ชวงเวลา 3 นาทีนี้
1) 3.0 m/s 2) 3.5 m/s
*3) 4.0 m/s 4) 4.5 m/s
3. คลองที่ตัดตรงจากเมือง A ไปเมือง B มีความยาว 65 กิโลเมตร ขณะที่ถนนจากเมือง A ไปเมือง B
มีระยะทาง 79 กิโลเมตร ถาชายคนหนึ่งขนสินคาจากเมือง A ไปเมือง B โดยรถยนต ถามวาสินคานั้นมี
ขนาดการกระจัดเทาใด
1) 14 km *2) 65 km
3) 72 km 4) 79 km
4. รถยนตคันหนึ่งวิ่งดวยอัตราเร็วเฉลี่ย 80 กิโลเมตรตอชั่วโมง จากเมือง A ไปเมือง B ที่อยูหางกัน 200
กิโลเมตร ถาออกเดินทางเวลา 06.00 นาฬิกา จะถึงปลายทางเวลาเทาใด
1) 07.50 นาฬิกา 2) 08.05 นาฬิกา
*3) 08.30 นาฬิกา 4) 08.50 นาฬิกา
5. ถาปลอยใหกอนหินตกลงจากยอดตึกสูพื้น การเคลื่อนที่ของกอนหินกอนจะกระทบพื้นจะเปนตามขอใด ถาไม
คิดแรงตานของอากาศ
1) ความเร็วคงที่ *2) ความเร็วเพิ่มขึ้นอยางสม่ําเสมอ
3) ความเร็วลดลงอยางสม่ําเสมอ 4) ความเร็วเพิ่มขึ้นแลวลดลง
6. โยนลูกบอลขึ้นไปในแนวดิ่งดวยความเร็วตน 4.9 เมตรตอวินาที นานเทาใดลูกบอลจึงจะเคลื่อนที่ไปถึงจุด
สูงสุด
*1) 0.5 s 2) 1.0 s
3) 1.5 s 4) 2.0 s
7. การเคลื่อนที่แบบโปรเจกไทล เมื่อวัตถุเคลื่อนที่ขึ้นไปถึงตําแหนงสูงสุด อัตราเร็วของวัตถุจะเปนอยางไร
1) มีคาเปนศูนย
2) มีอัตราเร็วแนวราบเปนศูนย
*3) มีคาเทากับอัตราเร็วแนวราบเมื่อเริ่มเคลื่อนที่
4) มีคาเทากับอัตราเร็วเมื่อเริ่มเคลื่อนที่
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 __________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (9)
10.
8. นอตขนาดเล็กผูกดวยสายเอ็นแขวนไวใหสายยาว lซึ่งสามารถเปลี่ยนใหมีคาตางๆ ได คาบการแกวง T
ของนอตจะขึ้นกับความยาว l อยางไร
*1) T2 เปนปฏิภาคโดยตรงกับ l 2) T เปนปฏิภาคโดยตรงกับ l
3) T 2 เปนปฏิภาคโดยตรงกับ l 2 4) T เปนปฏิภาคโดยตรงกับ l
9. รถไตถังเคลื่อนที่ดวยอัตราเร็วสม่ําเสมอและวิ่งครบรอบได 5 รอบในเวลา 2 วินาที หากคิดในแงความถี่ของ
การเคลื่อนที่ ความถี่จะเปนเทาใด
*1) 2.5 Hz 2) 1.5 Hz
3) 0.5 Hz 4) 0.4 Hz
10. รถยนตคันหนึ่งเคลื่อนที่จากหยุดนิ่งไปบนเสนทางตรง เวลาผานไป 4 วินาที มีความเร็วเปน 8 เมตร/วินาที
ถาอัตราเร็วเพิ่มขึ้นอยางสม่ําเสมอ รถยนตคันนี้มีความเรงเทาใด
*1) 2 m/s2 2) 4 m/s2
3) 12 m/s2 4) 14 m/s2
11. เด็กคนหนึ่งเดินไปทางทิศเหนือไดระยะทาง 300 เมตร จากนั้นเดินไปทางทิศตะวันออกไดระยะทาง 400
เมตรใชเวลาเดินทางทั้งหมด 500 วินาที เด็กคนนี้เดินดวยอัตราเร็วเฉลี่ยกี่เมตร/วินาที
1) 0.2 m/s *2) 1.0 m/s
3) 1.4 m/s 4) 2.0 m/s
12. ยิงวัตถุจากหนาผาออกไปในแนวระดับ ปริมาณใดของวัตถุมีคาคงตัว
1) อัตราเร็ว 2) ความเร็ว
3) ความเร็วในแนวดิ่ง *4) ความเร็วในแนวระดับ
13. เหวี่ยงจุกยางใหเคลื่อนที่เปนแนววงกลมในระนาบระดับศีรษะ 20 รอบ ใชเวลา 5 วินาที จุกยางเคลื่อนที่
ดวยความถี่เทาใด
1) 0.25 รอบ/วินาที *2) 4 รอบ/วินาที
3) 5 รอบ/วินาที 4) 10 รอบ/วินาที
วิทยาศาสตร ฟสิกส (10)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
11.
14. การเคลื่อนที่ใดที่แรงลัพธที่กระทําตอวัตถุมีทิศตั้งฉากกับทิศของการเคลื่อนที่ตลอดเวลา
1) การเคลื่อนที่ในแนวตรง *2) การเคลื่อนที่แบบวงกลมดวยอัตราเร็วคงตัว
3) การเคลื่อนที่แบบโปรเจคไทล 4) การเคลื่อนที่แบบฮารมอนิกอยางงาย
15. ในการเคลื่อนที่เปนเสนตรง กราฟขอใดแสดงวาวัตถุกําลังเคลื่อนที่ดวยความเร็วคงตัว
ความเรง ความเรง
1) 2)
0 เวลา 0 เวลา
ความเรง
ความเรง
3) เวลา 4)
0 เวลา
0
16. กราฟของความเร็ว v กับเวลา t ขอใดสอดคลองกับการเคลื่อนที่ของวัตถุที่ถูกโยนขึ้นไปในแนวดิ่ง
v v
1) 2)
t t
v v
*3) 4)
t t
17. รถยนต A เริ่มเคลื่อนที่จากหยุดนิ่ง โดยอัตราเร็วเพิ่มขึ้น 2 เมตร/วินาที ทุก 1 วินาที เมื่อสิ้นวินาทีที่ 5
รถยนตจะมีอัตราเร็วเทาใด
1) 5 m/s *2) 10 m/s
3) 15 m/s 4) 20 m/s
18. ถาปลอยใหวัตถุตกลงในแนวดิ่งอยางเสรี หากวัตถุนั้นตกกระทบพื้นดินในเวลา 5 วินาที ถามวาวัตถุกระทบ
ดินดวยความเร็วเทากับกี่เมตร/วินาที
1) 4.9 m/s 2) 9.8 m/s
3) 39 m/s *4) 49 m/s
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (11)
12.
19. การทดลองเรื่องการเคลื่อนที่แบบฮารมอนิกอยางงาย
ถาใหลูกตุมเคลื่อนที่จาก A ไป B ไป C แลวไป B
ดังรูป ใชเวลา 3 วินาที คาบของการเคลื่อนที่มีคา
A C เทาใด
B 1) 2 s 2) 3 s
*3) 4 s 4) 6 s
20. ขอความใดถูกตองเกี่ยวกับคาบของลูกตุมอยางงาย
1) ไมขึ้นกับความยาวเชือก
*2) ไมขึ้นกับมวลของลูกตุม
3) ไมขึ้นกับแรงโนมถวงของโลก
4) มีคาบเทาเดิมถาไปแกวงบนดวงจันทร
21.
จากรูป แสดงจุดหางสม่ําเสมอกันบนแถบกระดาษที่ผานเครื่องเคาะสัญญาณเวลา 50 ครั้ง/วินาที ขอความใด
ถูกตองสําหรับการเคลื่อนที่นี้
1) ความเร็วเพิ่มขึ้นสม่ําเสมอ 2) ความเรงเพิ่มขึ้นสม่ําเสมอ
3) ความเรงคงตัวและไมเปนศูนย *4) ระยะทางเพิ่มขึ้นสม่ําเสมอ
22. วัตถุที่เคลื่อนที่แบบโปรเจคไทลขณะที่วัตถุอยูที่จุดสูงสุด ขอใดตอไปนี้ถูกตอง
1) ความเร็วของวัตถุมีคาเปนศูนย
2) ความเรงของวัตถุมีคาเปนศูนย
*3) ความเร็วของวัตถุในแนวดิ่งมีคาเปนศูนย
4) ความเร็วของวัตถุในแนวราบมีคาเปนศูนย
23. เมื่ออยูบนดวงจันทรชั่งน้ําหนักของวัตถุที่มีมวล 10 กิโลกรัม ได 16 นิวตัน ถาปลอยใหวัตถุตกที่บนผิว
ดวงจันทร วัตถุมีความเรงเทาใด
*1) 1.6 m/s2 2) 3.2 m/s2
3) 6.4 m/s2 4) 9.6 m/s2
24. ชายคนหนึ่งเดินทางไปทางทิศเหนือ 100 เมตร ใชเวลา 60 วินาที แลวเดินตอไปทางตะวันออกอีก 100
เมตร ใชเวลา 40 วินาที เขาเดินทางดวยอัตราเร็วเฉลี่ยเทาใด
1) 1.0 m/s 2) 1.4 m/s
*3) 2.0 m/s 4) 2.8 m/s
วิทยาศาสตร ฟสิกส (12)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ไฟฟาสถิต
แรงไฟฟาที่กระทําตอประจุ
+ - + + - - - +
a b c d
วัตถุเล็กๆ สองกอนแขวนในแนวดิ่ง ซึ่งอิสระในการเคลื่อนที่ รูป (a) วัตถุมีประจุชนิดตรงขามจะเกิดแรง
ดูดกัน รูป (b) และ (c) วัตถุมีประจุชนิดเดียวกันจะเกิดแรงผลักกัน และรูป (d) วัตถุที่มีประจุไฟฟากับวัตถุที่เปน
กลางจะเกิดแรงดูดกัน
สนามไฟฟา (The Electric Field)
สนามไฟฟาที่ตําแหนงใดๆ คือ แรงไฟฟาตอประจุบวกทดสอบที่ตําแหนงนั้น โดยทิศของสนามไฟฟามีทิศ
ตามทิศของแรงไฟฟาที่กระทําตอประจุบวกทดสอบ
E ≡ qF
0
(a) (b)
E1
1 2
E2
3
E3
(c) (d)
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (15)
16.
สมบัติของเสนแรงไฟฟา
1. เสนแรงจะมีทิศพุงออกจากประจุบวก และมีทิศพุงเขาหาประจุลบเสมอ
2. เสนแรงไฟฟาจะมีระเบียบจะไมตัดกัน นั่นแสดงวา จุดๆ หนึ่งจะมีเสนแรงผานไดเพียงเสนเดียว
3. เสนแรงไฟฟาจะตั้งฉากกับผิวของวัตถุที่มีประจุไฟฟาเสมอ
4. เสนแรงไฟฟาจะสิ้นสุดที่ผิวตัวนําเทานั้น แสดงวา ภายในตัวนําจะไมมีเสนแรงไฟฟา นั่นคือ ภายในตัวนํา
สนามไฟฟามีคาเปนศูนย
5. สนามไฟฟา ณ ตําแหนงใดๆ จะมีทิศอยูในแนวเสนสัมผัสกับเสนแรง ณ ตําแหนงนั้น
6. ความหนาแนนของเสนแรงในบริเวณตางๆ จะบอกใหทราบถึงความเขมสนามไฟฟาบริเวณนั้นๆ นั่นคือ
บริเวณใดที่มีเสนแรงไฟฟาหนาแนนมาก แสดงวาความเขมสนามไฟฟามีคามาก
บริเวณใดที่มีเสนแรงไฟฟาหนาแนนนอย แสดงวาความเขมสนามไฟฟามีคานอย
บริเวณใดที่มีเสนแรงไฟฟาหนาแนนสม่ําเสมอ (เสนแรงไฟฟาขนานกัน) แสดงวา ความเขมสนามไฟฟา
ก็จะมีคาสม่ําเสมอ
แรงไฟฟากระทําตอประจุไฟฟาที่อยูในสนามไฟฟา
เมื่อมีจุดประจุไฟฟาวางอยูในสนามไฟฟาจะเกิดแรงไฟฟากระทําตอประจุไฟฟาซึ่งไดจากนิยามของ
สนามไฟฟาคือ E ≡ F เราสามารถเขียนสมการของแรงที่กระทําตอประจุไฟฟาไดเปน
q
F = qE
ทิศของแรงที่กระทําตอประจุบวกจะมีทิศเดียวกับสนามไฟฟา และทิศของแรงที่กระทําตอประจุลบจะมีทิศ
ตรงขามกับสนามไฟฟา นั่นคือ แรงจะมีทิศขนานกับสนามไฟฟาเสมอ ไมวาประจุจะเคลื่อนที่อยางไรในสนามไฟฟา
ความเร็วตนของจุดประจุขนานกับสนามไฟฟาสม่ําเสมอ
เมื่ออนุภาคที่มีประจุไฟฟาอยูในสนามไฟฟาจะเกิดแรงไฟฟา v
E
กระทําตอประจุ ทําใหอนุภาคเคลื่อนที่ดวยความเรง เมื่อความเร็ว
ตนขนานกับสนามไฟฟาจะมีลักษณะการเคลื่อนที่แบบการเคลื่อนที่ F = qE
แนวตรง F = qE v
E
(b)
(a)
วิทยาศาสตร ฟสิกส (16)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
17.
ความเร็วตนของจุดประจุทํามุมกับสนามไฟฟาสม่ําเสมอ
เมื่ออนุภาคที่มีประจุไฟฟาเคลื่อนที่ทํามุมใดๆ กับสนามไฟฟา (ไมขนานกับสนามไฟฟา) จะเกิดความเรงใน
มิติเดียวกับสนามไฟฟา แตมีความเร็วในมิติขนานกับสนามไฟฟาและมิติตั้งฉากกับสนามไฟฟา ซึ่งลักษณะการ
เคลื่อนที่แบบนี้คือ โพรเจกไตล
v v
E V E
เคลื่อนที่โคงพาราโบลา
เคลื่อนที่แนวตรง
(a) (b)
V
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (17)
18.
แมเหล็กไฟฟา
แมเหล็ก เมื่อนําแทงแมเหล็กที่สามารถเคลื่อนที่ไดอยางอิสระในแนวระดับวางบนพื้น ดังรูป ปลายหนึ่ง
ของแทงแมเหล็กจะชี้ไปประมาณทิศเหนือจึงเรียกปลายนี้ของแมเหล็กวา ขั้วเหนือ (N) และปลายตรงขาม
เรียกวา ขั้วใต (S)
N N N N S
S S S N
เมื่อนําแทงแมเหล็กมาไวใกลๆ กันจะเกิดแรงกระทําตอกัน โดยที่ขั้วแมเหล็กชนิดเดียวกันจะเกิดแรงผลักกัน
และเมื่อเปนขั้วแมเหล็กชนิดตรงขามจะเกิดแรงดูดกัน
สนามแมเหล็กโลก
ขั้วโลกเหนือจะเปนขั้วใตสนามแมเหล็กและที่ขั้วโลกใตจะเปนขั้วเหนือสนามแมเหล็กโลก ดังรูป
Earth’s
magnetic pole
Geographic
North Pole
Geographic
South Pole
Earth’s axis Earth’s
magnetic pole
เสนแรงแมเหล็ก เนื่องจากทิศของสนามแมเหล็กที่จุดใดๆ คือ ทิศทางขั้วแมเหล็กขั้วเหนือ ที่เริ่มจะเคลื่อนที่
ไปเมื่อวางเรียงในตําแหนงนั้น ถาลากเชื่อมตอระหวางจุดตางๆ ที่ขั้วเหนือเคลื่อนที่ไป เรียกเสนทางนี้วา เสนแรง
แมเหล็ก (magnetic lines of force)
เสนแรงแมเหล็ก หมายถึง เสนที่แสดงทิศของแรงลัพธที่แทงแมเหล็กกระทําตอเข็มทิศ
เสนแรงแมเหล็กรอบๆ แทงแมเหล็กจะมีลักษณะโคง 3 มิติและพุงจากขั้วเหนือไปขั้วใตของแมเหล็ก
เสนแรงแมเหล็กโลกบนพื้นที่เล็กๆ จะมีลักษณะเปนเสนขนาน ทิศพุงไปทางทิศเหนือภูมิศาสตร
วิทยาศาสตร ฟสิกส (18)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
19.
เสนแรงแมเหล็กไมตัดกัน
บริเวณที่ไมมีเสนแรงแมเหล็กผาน บริเวณนั้นจะไมมีสนามแมเหล็กและเรียกจุดนั้นวา จุดสะเทิน
(neutral point)
แรงที่กระทําตออนุภาคที่มีประจุ ซึ่งเคลื่อนที่ในบริเวณที่มีสนามแมเหล็ก
v
อนุภาคมวล m มีประจุไฟฟา q เคลื่อนที่ดวยความเร็ว v ในสนามแมเหล็ก B (ทิศความเร็วไมขนานกับ
v
สนามแมเหล็ก) จะมีแรงเนื่องจากสนามแมเหล็ก (แรงแมเหล็ก) กระทําตออนุภาคที่มีประจุ
v v
F = qv × B v (Lorentz force)
ขนาดของแรงที่กระทําตออนุภาคที่มีประจุ
F = qvB sin θ
ทิศทางของแรงที่กระทําตออนุภาคที่มีประจุ ใช “Right hand rule”
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (19)
20.
ตัวอยางขอสอบ
1. จุด Aและ B อยูภายในเสนสนามไฟฟาที่มีทิศตามลูกศร ดังรูป ขอใดตอไปนี้ถูกตอง
A B
1) วางประจุลบลงที่ A ประจุลบจะเคลื่อนไปที่ B
2) วางประจุบวกลงที่ B ประจุบวกจะเคลื่อนไปที่ A
3) สนามไฟฟาที่ A สูงกวาสนามไฟฟาที่ B
*4) สนามไฟฟาที่ A มีคาเทากับสนามไฟฟาที่ B
2. A, B และ C เปนแผนวัตถุ 3 ชนิดที่ทําใหเกิดประจุไฟฟาโดยการถู ซึ่งไดผลดังนี้ A และ B ผลักกัน สวน A
และ C ดูดกัน ขอใดตอไปนีถูกตอง
้
1) A และ C มีประจุบวก แต B มีประจุลบ
2) B และ C มีประจุลบ แต A มีประจุบวก
*3) A และ B มีประจุบวก แต C มีประจุลบ
4) A และ C มีประจุลบ แต B มีประจุบวก
3. โดยปกติเข็มทิศจะวางตัวตามแนวทิศเหนือ-ใต เมื่อนําเข็มทิศมาวางใกลๆ กับกึ่งกลางแทงแมเหล็กที่ตําแหนง
ดังรูป เข็มทิศจะชี้ในลักษณะใด
N S
เข็มทิศ
N S
1) 2)
S N
3) N S *4) S N
วิทยาศาสตร ฟสิกส (20)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
21.
4. จากแผนภาพแสดงลักษณะของเสนสนามแมเหล็กที่เกิดจากแทงแมเหล็กสองแทง
A B
C D
ขอใดบอกถึงขั้วแมเหล็กที่ตําแหนง A, B, C และ D ไดถูกตอง
1) A และ C เปนขั้วเหนือ B และ D เปนขั้วใต
2) A และ D เปนขั้วเหนือ B และ C เปนขั้วใต
*3) B และ C เปนขั้วเหนือ A และ D เปนขั้วใต
4) B และ D เปนขั้วเหนือ A และ C เปนขั้วใต
5. บริเวณพื้นที่สี่เหลี่ยม ABCD เปนบริเวณที่มีสนามแมเหล็กสม่ําเสมอซึ่งมีทิศพุงออกตั้งฉากกับกระดาษ ดังรูป
A B
D C
ขอใดตอไปนี้ที่จะทําใหอนุภาคโปรตอนเคลื่อนที่เบนเขาหาดาน AB ได
*1) ยิงอนุภาคโปรตอนเขาไปในบริเวณ จากทางดาน AD ในทิศตั้งฉากกับเสน AD
2) ยิงอนุภาคโปรตอนเขาไปในบริเวณ จากทางดาน BC ในทิศตั้งฉากกับเสน BC
3) ยิงอนุภาคโปรตอนเขาไปในบริเวณ จากทางดาน AD ในแนวขนานกับเสน AC
4) ยิงอนุภาคโปรตอนเขาไปในบริเวณ จากทางดาน DC ในแนวขนานกับเสน DB
6. วางอนุภาคอิเล็กตรอนลงในบริเวณซึ่งมีเฉพาะสนามไฟฟาที่มีทิศไปทางขวา ดังรูป อนุภาคอิเล็กตรอนจะมี
การเคลื่อนที่เปนไปตามขอใด
สนามไฟฟา
1) เคลื่อนที่เปนเสนโคง เบนขึ้นขางบน
2) เคลื่อนที่เปนเสนโคง เบนลงขางลาง
3) เคลื่อนที่เปนเสนตรงขนานกับสนามไฟฟา ไปทางขวา
4) เคลื่อนที่เปนเสนตรงขนานกับสนามไฟฟา ไปทางซาย
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (21)
22.
7. อนุภาคโปรตอน อิเล็กตรอนและนิวตรอน อนุภาคในขอใดที่เมื่อนําไปวางในสนามไฟฟาแลวจะมีแรงไฟฟา
กระทํา
1) นิวตรอน
2) โปรตอนและนิวตรอน
3) โปรตอนและอิเล็กตรอน
4) โปรตอน อิเล็กตรอน และนิวตรอน
8. ลําอนุภาค P และ Q เมื่อเคลื่อนที่ผานสนามแมเหล็ก B ที่มีทิศพุงออกตั้งฉากกับกระดาษมีการเบี่ยงเบน
ดังรูป ถานําอนุภาคทั้งสองไปวางไวในบริเวณที่มีสนามไฟฟาสม่ําเสมอ แนวการเคลื่อนที่จะเปนอยางไร
B
P
Q
1) เคลื่อนที่ไปทางเดียวกันในทิศทางตามเสนสนามไฟฟา
2) เคลื่อนที่ไปทางเดียวกันในทิศทางตรงขามกับเสนสนามไฟฟา
*3) เคลื่อนที่ในทิศตรงขามกันโดยอนุภาค P ไปทางเดียวกับสนามไฟฟา
4) เคลื่อนที่ในทิศตรงขามกันโดยอนุภาค Q ไปทางเดียวกับสนามไฟฟา
9. วางลวดไวในสนามแมเหล็ก ดังรูป เมื่อใหกระแสไฟฟาเขาไปในเสนลวดตัวนําจะเกิดแรงเนื่องจากสนามแมเหล็ก
กระทําตอลวดนี้ในทิศทางใด
N S
I
1) ไปทางซาย (เขาหา N) 2) ไปทางขวา (เขาหา S)
3) ลงขางลาง *4) ขึ้นดานบน
10. อนุภาคโปรตอนเคลื่อนที่เขาไปในทิศขนานกับสนามแมเหล็กซึ่งมีทิศพุงเขากระดาษแนวการเคลื่อนที่ของ
อนุภาคโปรตอนจะเปนอยางไร
*1) วิ่งตอไปเปนเสนตรงดวยความเร็วคงตัว
2) เบนไปทางขวา
3) เบนไปทางซาย
4) วิ่งตอไปเปนเสนตรงและถอยหลังกลับในที่สุด
วิทยาศาสตร ฟสิกส (22)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
2. สมบัติเชิงคลื่นของแสง
แสงมีสมบัติเชิงคลื่นเชนเดียวกับคลื่นอื่นๆ ไดแก มีสมบัติการสะทอน การหักเห การเลี้ยวเบน และการ
แทรกสอด
การสะทอนของแสง
เมื่อแสงเคลื่อนที่กระทบผิวราบ ก็จะสะทอนกลับในทิศตรงขาม โดยหลักการเดียวกับคลื่น คือ
“มุมตกกระทบ = มุมสะทอน”
p i
o p l
θ θ
θ
θ a
Mirror
ตําแหนงของภาพจะอยูหางจากกระจกเทากับตําแหนงของวัตถุภายในกระจก
(ระยะภาพเปนลบ) ขนาดของภาพเทากับขนาดของวัตถุ
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (63)
64.
ตัวอยางเรื่องการสะทอนที่ผิวราบ
1. รังสีขนานตกกระทบกระจกเงาราบสองแผนซึ่งทํามุม θกัน ถารังสีสะทอนทํามุม 30 องศา และ 40 องศา
กับแนวรังสีเดิม ดังรูป มุม θ เปนเทาใด
θ
40° 30°
1) 20 องศา 2) 25 องศา 3) 30 องศา *4) 35 องศา
2. แสงจากจุด S สะทอนจากผิวกระจกที่จุด A ไปตามแนว AR ถาเบนกระจกไปจากแนวเดิมเปนมุม θ แนว
แสงสะทอนใหมจะเบนจากเดิมเปนมุมเทาใด
N
S R
φ
A θ
*1) 2θ 2) 4θ 3) 6θ 3) 8θ
3. เด็กคนหนึ่งกําลังตัดผมอยูเขาไดพยายามมองภาพตางๆ ที่ติดบนผนังดานหลังโดยมองผานกระจกเงาราบที่
อยูดานหนา จงหาวาสวนของผนังที่เด็กเห็นในกระจกกวางเทาใด ถากระจกมีความกวาง 1 เมตร ผนัง
ดานหลังขนานกับระนาบกระจกและหางจากกระจกเงาเปนระยะ 5 เมตร ตําแหนงตรงที่นั่งหางจากกระจก
เปนระยะ 2 เมตร และเขามองเห็นตัวเขาอยูกลางกระจกพอดี (ใหตอบในหนวยเมตร)
ผนัง
กระจก
เด็ก
1m
2m
5m
1) 2.5 m *2) 3.5 m 3) 4.5 m 3) 5.5 m
วิทยาศาสตร ฟสิกส (64)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
65.
4. ถาชายคนหนึ่งสูง 170เซนติเมตร และตาของเขาอยูต่ํากวาสวนที่สูงที่สุดในรางกายเปนระยะ 10 เซนติเมตร
มีกระจกราบตั้งอยูบนพื้นในแนวดิ่ง ขอบบนของกระจกตองอยูสูงจากพื้นเทาใดจึงจะทําใหเขามองเห็นเอวที่
อยูสูงจากพื้น 100 เซนติเมตร
1) 100 cm *2) 130 cm 3) 160 cm 4) 170 cm
5. รังสีของแสงเบนออกจากกันจากจุด A โดยตางทํามุม 10 องศากับแนวราบ ตกกระทบกระจกเงาราบซึ่งทํา
มุม 10 องศากับแนวดิ่งดังรูป รังสีที่สะทอนจากกระจกจะทํามุมกันกี่องศา
B 10°
A 10°
10°
C
1) 10 *2) 20 3) 40 4) 70
การสะทอนที่ผิวโคง
การสะทอนที่ผิวโคงไดแกการสะทอนที่กระจกโคงเวา และกระจกโคงนูน โดยอาศัยหลักมุมตกเทากับมุม
สะทอน แสงขนานที่เขาสูกระจกโคงเวาจะสะทอนมาตัดรวมกันที่จุดหนึ่งเรียกวา จุดโฟกัส และแสงที่สะทอนจาก
จุดโคงนูนจะกระจายออกเสมือนวามาจากจุดจุดหนึ่งเชนกัน ถา R เปนรัศมีความโคงของกระจก และ F เปนระยะ
จากกระจกถึงจุดโฟกัส จากเรขาคณิตเราพบวา
f = R
2
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (65)
66.
การเกิดภาพจากกระจกเวา
การเกิดภาพจากกระจกเวาพบวามีความสัมพันธดังสมการ
1 1 1
U + V = f
เมื่อ U คือ ระยะวัตถุ
V คือ ระยะภาพ
F คือ ทางยาวโฟกัส (กระจกเวาทางยาวโฟกัสเปนบวก)
ทั้งนี้ขนาดของภาพและขนาดของวัตถุสัมพันธกันตามสมการ m = h′ = V
h U
เมื่อ h′ เปนขนาดของภาพ
h เปนขนาดของวัตถุ
m เปนกําลังขยาย
วิทยาศาสตร ฟสิกส (66)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
67.
การเกิดภาพจากกระจกเวาในกรณีตางๆ
(I) เมื่อ U= ∞ วัตถุอยูไกลมาก
ภาพอยูที่ตําแหนงโฟกัส (V = f) ขนาดของภาพขึ้นกับมุมรองรับวัตถุ
(II) เมื่อ R < U < ∞ (วัตถุอยูระหวางอนันต ถึง ศูนยกลางความโคง)
ภาพอยูระหวางตําแหนงโฟกัส (f) กับ ศูนยกลางความโคง (R) หรือ f < V < R
เนื่องจากระยะภาพนอยกวาระยะวัตถุเสมอ และมีคาเปนบวก (อยูดานเดียวกับวัตถุ) กําลังขยาย
นอยกวา 1 (m < 1)
ภาพเปนภาพจริงหัวกลับขนาดเล็กกวาวัตถุ
(III) เมื่อ U = R (วัตถุอยูที่ศูนยกลางความโคง)
ภาพอยูที่ศูนยกลางความโคง V = R
m=1
ภาพเปนภาพจริงหัวกลับขนาดเทากับวัตถุ
(IV) เมื่อ R > U > f (วัตถุอยูระหวางศุนยกลางความโคงถึงตําแหนงโฟกัส
ภาพอยูที่ระหวาง ศูนยกลางความโคงถึงอนันต หรือ R < V < ∞
เนื่องจากระยะภาพมากกวาระยะวัตถุเสมอ m > 1
ภาพเปนภาพจริงหัวกลับขนาดใหญกวาวัตถุ
(V) เมื่อ U = f (วัตถุอยูที่จุดโฟกัส)
ระยะภาพเปนอนันต
ขนาดภาพเปนอนันต
(VI) เมื่อ U < f (วัตถุอยูใกลกวาระยะโฟกัส)
ระยะภาพมีคาเปนลบ (ภาพอยูในกระจก)
|m| > 1
ภาพเสมือนหัวตั้งขนาดใหญกวาวัตถุ
หมายเหตุ
กระจกเวาใหภาพเสมือนในกรณีเดียว คือ เมื่อวัตถุอยูใกลกวาระยะโฟกัส
ภาพเสมือนที่ไดมีขนาดใหญกวาวัตถุเสมอ
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (67)
กฎของโอหมของความตานทาน
เมื่อตอแรงเคลื่อนไฟฟากระแสสลับเขากับความตานทาน กระแส
ที่ไหลผานความตานทานจะเปลี่ยนแปลงไปพรอมๆ กับแรงเคลื่อนไฟฟา
โดยมีคาสูงสุดพรอมกันและต่ําสุดพรอมกัน เมื่อแทนดวยเฟเซอรจะเปน
เวกเตอร 2 อันที่ซอนกันและหมุนไปพรอมๆ กัน ดังรูป และมีคากระแส
เทียบกับความตางศักยดังนี้
vR = V0 sin (ωt)
vR = iR
vR
i = R
V
i = R0 sin (ωt)
i = I0 sin (ωt)
V
I0 = R0
กฎของโอหมของตัวเก็บประจุ
ในกรณีของตัวเก็บประจุ ความตางศักยจะประจุไฟเขาไปในตัว
เก็บประจุ กระแสที่ไหลในวงจร จะมีเฟสตางจากความตางศักยอยู 90
องศา (กระแสไฟฟามีคาสูงสุดนําหนาจากความตางศักย 90 องศา) ดัง
สมการ
vC = vC sin (ωt)
q = CvC
q = CvC sin (ωt)
i = dq dt
i = ( ωC) VC cos (ωt)
V
i = XC sin (ωt + π ) 2
C
X C = ωC 1
VC = ICXC
คา XC = ωC 1 เรียกวาคาความตานเนื่องจากการจุ มีหนวยเปน
โอหม
สําหรับตัวเก็บประจุ เฟเซอรของกระแสมีเฟสนําหนาความตางศักยอยู 90 องศา
วิทยาศาสตร ฟสิกส (78)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
79.
กฎของโอหมของขดลวดเหนี่ยวนํา
ขดลวดเหนี่ยวนําเมื่อมีกระแสที่ไมคงที่ไหลผานจะมีความตางศักย
ตานเกิดขึ้น ดังนั้นกระแสที่ไหลจะมีความเปลี่ยนแปลงโดยมีเฟสตามหลัง
ความตางศักยอยู 90 องศา
vL = VL sin (ωt)
E - vL = 0
vL = L dt di
di L VL
dt = L sin (ωt)
V
iL = - ∫ LL sin (ωt)dt
V
iL = ωL cos (ωt)
L
VL
iL = X cos (ωt)
L
XL = ωL
V
iL = XL sin (ωt - π ) 2
L
คา XC = ωL เรียกวาคาความตานเนื่องจากการเหนี่ยวนํา มีหนวย
เปนโอหม
สําหรับขดลวดเหนี่ยวนํา เฟเซอรของกระแสมีเฟสตามหลังความตางศักยอยู 90 องศา
การตอวงจรแบบอนุกรม
เมื่อนําอุปกรณทั้ง 3 ชนิดมาตอรวมกัน เราอาจตอได 3 แบบ คือ แบบ
อนุกรม แบบขนาน และแบบผสม หลักการการพิจารณาอาจแยกกันในที่นี้จะ
กลาวถึงการตอแบบอนุกรมเปนแบบแรก
ในการตอวงจรแบบอนุกรม กระแสรวมในวงจรจะคงที่ แตความตางศักย
จะตางกัน โดย ความตางศักยครอมความตานทานจะมีคาสูงสุดเทากับ กระแส
คูณดวยความตานทาน (v = iR) สวนความตางศักยครอมความจุและขดลวดเหนี่ยวนําจะมีคาสูงสุด vC = iXC
และ vL = iXL ตามลําดับ แตความตางศักยทั้งสามจะมีเฟสไมตรงกัน (มีคาสูงสุดต่ําสุดไมตรงกัน) การจะหาคา
ความตางศักยรวม ตองอาศัยการบวกกันของเฟเซอร ดังรูป
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (79)
80.
โดยคาความตางศักยสูงสุดรวมสามารถคํานวณไดจาก
2
V2 = VR + (V - V)2
V2 = (IR)2 + (IXL - IXC)2
V = I R 2 + (X L - X C ) 2
V = IZ
Z = R 2 + (X L - X C ) 2
V -V
tan φ = LV C
R
X L - XC
= R
ทั้งนี้คา Z คือ คาความขัด (impedance) ของอุปกรณทั้ง 3 สวน φ คือ ความตางเฟสระหวางความตาง
ศักยกับกระแสไฟฟา ถาคาเปนบวก คือ ความตางศักยมีเฟสนําหนากระแส และถาเปนลบ คือ ความตางศักยมีทิศ
ตามหลังกระแส
การสั่นพองในวงจรไฟฟากระแสสลับ
ในวงจรไฟฟาแบบอนุกรมขางตน จะเห็นไดวา ความตางศักยของขดลวดเหนี่ยวนําจะมีทิศตรงขามกับ
ความตางศักยของตัวเก็บประจุ ดังนั้นความตางศักยทั้งสองนี้จะหักลางกัน หากความตางศักยทั้งสองนี้มีคาเทากัน
พอดี คาศักยไฟฟาจะมีคาเฉพาะความตางศักยครอมความตานทาน และกระแสไฟฟาจะมีคาสูงสุด เรียกวาเกิด
ปรากฏการณสั่นพอง (Resonance) ความถี่ที่จะเกิดปรากฏการณสั่นพองนี้คํานวณไดจาก
XL = XC
ω0L = ω1 C
0
ω02 = 1
LC
ω0 = 1
LC
คา ω0 เรียกวา ความถี่ธรรมชาติของวงจร
วิทยาศาสตร ฟสิกส (80)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
81.
กําลังของไฟฟากระแสสลับ
ในวิชาไฟฟากําลังของไฟฟากระแสตรงมีคาเทากับผลคูณระหวางกระแสกับความตางศักย ในไฟฟากระแสสลับ
เนื่องจากกระแสและความตางศักยมีความตางเฟสกันและไมคงที่ดังนั้นกําลังของไฟฟากระแสสลับก็ไมคงที่ดวย
เมื่อหาคาเฉลี่ยจะพบวากําลังของไฟฟากระแสสลับเฉลี่ย จะมีคาเทากับ
I V cos ( φ)
P = 0 02 วัตต
เมื่อ I0 และ V0 คือ คาสูงสุดของกระแสไฟฟาและความตางศักยตามลําดับ
มุม φ คือ มุมเฟสระหวาง กระแสไฟฟาละความตางศักย
คา cos (φ) เรียกวาตัวประกอบกําลัง (Poer Factor)
ในรูปของกระแสยังผลกําลังไฟฟาสามารถเขียนไดในรูป
P = IrmsVrms cos (φ) วัตต
ขอสังเกต
กําลังไฟฟาของวงจรที่ประกอบดวยตัวเก็บประจุ หรือขดลวดเหนี่ยวนําเพียงอยางเดียวจะมีคาเฉลี่ยเปนศูนย
เพราะมุมเฟสของตัวจุและขดลวดเหนี่นวนําจะเทากับ 90 องศา สําหรับความตานทานจะมีคาสูงสุดเพราะมีคาเทากับ
ศูนยองศา ในความเปนจริงอาจกลาวไดวาในวงจรไฟฟากระแสสลับ
V2
P = IrmsVrms cos (φ) = I 2 R = rms วัตต
rms R
ตัวอยางโจทยไฟฟากระแสสลับและคลื่นแมเหล็กไฟฟา
V
1. จากรูปแสดงวงจรไฟฟากระแสสลับ จงหาอัตราสวนของ V0 เมื่อแหลงจายกระแสสลับมีความถี่เชิงมุม ω
i
R1 L C
V0
V1 R2
R2 R2
1) 2)
2 2
R 1 + ω2 ωC - 1 R 1 + ω2 ωL - 1
2 LC 2 LC
R2 R2
*3) 4)
2 2
(R 1 + R 2 )2 + ω2 ωC - 1 (R 1 + R 2 )2 + ω2 ωL - 1
LC LC
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (81)
82.
2. ถาวงจรประกอบดวยตัวตานทานขนาด 20โอหม ขดลวดเหนี่ยวนําที่มีคาความตานทานเชิงเหนี่ยวนํา 30 โอหม
และตัวเก็บประจุที่มีคาความตานทานเชิงประจุ 15 โอหม ตอกันอยางอนุกรมและตอเขากับแหลงกําเนิด
ไฟฟากระแสสลับ 220 โวลต ความถี่ 50 เฮิรทซ จงหากระแสในวงจร
1) 2.2 A 2) 4.4 A
3) 6.6 A *4) 8.8 A
3. ในวงจรไฟฟากระแสสลับดังรูป ถาโวลตมิเตอร V อานคาความตางศักยได 200 โวลตจงหากระแสสูงสุดที่
ผานความตานทาน R
V R = 100 Ω
1) 0.70 A 2) 1.41 A
*3) 2.8 A 4) 4.8 A
4. ในวงจรไฟฟากระแสสลับความถี่ 50 เฮิรทซ ดังรูป ถา โวลตมิเตอร V อานคาความตางศักยได 200 โวลต
แอมมิเตอร A จะอานคากระแสไดกี่แอมแปร
A
XC = 40 Ω
V
R = 100 Ω
10 20
*1) 2)
29
29
30 40
3) 4)
29
29
5. ถาไฟฟาในบานมีความตางศักย 220 โวลต ความตางศักยสูงสุดมีคาเปนเทาใด
1) 180 2 2) 200 2
*3) 220 2 4) 240 2
6. จงพิจารณาขอความตอไปนี้ ขอความใดตอไปนี้ถูกตอง
1) คากระแสและคาความตางศักยของไฟฟากระแสสลับที่เรียกวาคายังผลเปนคาเดียวกับคาที่มิเตอรอานได
2) คากระแสสลับที่อานไดจากมิเตอรหมายถึงคารากที่สองของคาเฉลี่ยของกําลังสองของกระแสสลับ
3) คายังผลของคาความตางศักยของไฟฟาในบาน คือ 220 โวลต
*4) ถูกทุกขอ
วิทยาศาสตร ฟสิกส (82)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
83.
7. เมื่อนําตัวตานทานและขดลวดเหนี่ยวนําตออนุกรมกับแหลงกําเนิดไฟฟากระแสสลับที่มีความตางศักยขณะใด
ขณะหนึ่งเปน V = 100 sin (1000 t) โวลต เมื่อใชโวลตมิเตอรวัดความตางศักยครอมตัวตานทานอานได 70
โวลต ถานําไปวัดครอมขดลวดเหนี่ยวนําจะอานไดกี่โวลต
1) 70.3 V *2) 71.4 V
3) 72.5 V 4) 73.6 V
8. ขดลวดเหนี่วยนํา 0.2 เฮนรี่ และตัวเก็บประจุ 10 ไมโครฟารัด ตออนุกรมกับแหลงกําเนิดไฟฟา กระแสสลับ
ที่ใหความตางศักยสูงสุด 100 โวลต และความถี่เชิงมุม ω = 1,000 เรเดียน/วินาที จงหากระแสที่อานไดจาก
แอมมิเตอร
L = 0.2 H C = 10 µF
A
*1) 1 Amp 2) 2 Amp
3) 3 Amp 4) 4 Amp
9. ขดลวดเหนึ่ยวนํา 0.03 เฮนรี และตัวตานทาน 40 โอหม ตออนุกรมกับแหลงกําเนิดไฟฟากระแสสลับ
กระแสของวงจร (i) เปลี่ยนแปลงตามเวลา (t) ดังสมการ i = 5 sin (1,000 t) แอมแปร จงหากําลังเฉลี่ย
ของวงจร และความตางศักยสูงสุดของวงจรเปนดังขอใด
1) 500 Watt, 500 Volt 2) 250 Watt, 250 Volt
*3) 500 Watt, 250 Volt 4) 250 Watt, 500 Volt
10. สวนประกอบของวงจรไฟฟากระแสสลับตามรูป (ก) มีกระแสที่ผานและความตางศักยระหวางปลายทั้งสอง
สัมพันธกัน ตามรูป (ข) จงวิเคราะหวาสวนประกอบของวงจรไฟฟานี้คืออะไร
i, v i
สวนประกอบ v
ของวงจร
t
(ก) (ข)
1) ตัวตานทาน *2) ตัวเก็บประจุ
3) ขดลวดเหนี่ยวนํา 4) โวลตมิเตอร
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (83)
84.
คลื่นแมเหล็กไฟฟา
คลื่นแมเหล็กไฟฟา
คลื่นแมเหล็กไฟฟาเปนคลื่นชนิดเดียวที่ไมตองอาศัยตัวกลางในการสงผานพลังงาน ดังนั้นจึงสามารถเดินทาง
ในสุญญากาศได คลื่นแมเหล็กไฟฟาจึงเปนตัวการหลักในการสงผานพลังงานจากดวงอาทิตยมายังโลกในรูปของแสง
โดยเฉลี่ยแลวแสงอาทิตยนําพลังงานมาถึงโลกในอัตรา 1370 วัตตตอตารางเมตร
คลื่นแมเหล็กไฟฟาเคลื่อนที่ในสุญญากาศดวยอัตราเร็วคงที่ 3 × 108 เมตรตอวินาที อัตราเร็วนี้เปน
ปริมาณสมบูรณ นั่นคือ ไมวาผูสังเกตจะอยูนิ่งหรือเคลื่อนที่ก็จะวัดอัตราเร็วแสงไดเทากันเสมอ ในตัวกลางอื่น
นอกจากสุญญากาศ อัตราเร็วของคลื่นแมเหล็กไฟฟาจะชาลงโดยอัตราสวนระหวางอัตราเร็วแสงในสุญญากาศ
หารดวยอัตราเร็วแสงในตัวกลาง เรียกวา ดัชนีหักเห
n = c v
องคประกอบของคลื่นแมเหล็กไฟฟา
องคประกอบของคลื่นแมเหล็กไฟฟาประกอบดวยสนามแมเหล็ก และสนามไฟฟาในทิศทางที่ตั้งฉากกันที่
สําคัญอัตราสวนระหวางสนามแมเหล็กและสนามไฟฟาจะเทากับอัตราเร็วของแสงในตัวกลางนั้น
electric
electric
ficld
ficld
magnetic
magnetic
field
field
p r opropagat
p a g a ion
tio n
c = E
B
วิทยาศาสตร ฟสิกส (84)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
การเคลื่อนที่แนวตรง
นิยาม มีนิยามของปริมาณที่เกิดจากการเคลื่อนที่ ดังนี้
เวลา t ∆s
s สุดทาย v
v
v เวลา t2
v ∆s
เริ่มตน s เวลา t1 v
เวลา t = 0 a
ระยะทาง s = ความยาวเสนทางการเคลื่อนที่
r
การกระจัด s = เวกเตอรจากจุดเริ่มตนถึงจุดสุดทาย
อัตราเร็ว v = ระยะทางที่เคลื่อนที่ไดในหนึ่งหนวยเวลา
vเฉลี่ย = ∆s
∆t
vขณะใดๆ = v = ∆s เมื่อ ∆t → 0 = dS
∆t dt
r
ความเร็ว v = การกระจัดที่เคลื่อนที่ไดในหนึ่งหนวยเวลา
r r
vเฉลี่ย = ∆ s
∆t
r r ∆r r
s เมื่อ ∆t → 0 = d s
v ขณะใดๆ = v = ∆t dt
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (101)
102.
r
ความเร็ว a = ความเร็วที่เปลี่ยนไปหนึ่งหนวยเวลา
r r
aเฉลี่ย = ∆ v
∆t
r r ∆r r
a ขณะใดๆ = a = ∆v เมื่อ ∆t → 0 = d v
t dt
ขอสังเกต
1. ความเร็วเฉลี่ย มีทิศเดียวกับการกระจัดเสมอ
2. ความเร็วขณะใดๆ มีทิศสัมผัสกับเสนทางการเคลื่อนที่เสมอ
3. ที่ขณะใดๆ อัตราเร็ว = ขนาดของเความเร็ว
r
4. ความเรงเฉลี่ย มีทิศเดียวกับความเร็วที่เปลี่ยนไป ( ∆ v )
5. ถาเคลื่อนที่แนวโคง ความเรงมีทิศเขาสูดานในโคง
6. วัตถุอาจเกิดความเรงจากการเปลี่ยนขนาด และ/หรือทิศทางของความเร็ว
กราฟการเคลื่อนที่แนวตรง
r r r
การเคลื่อนที่แนวตรงจะใชเครื่องหมายบวก และลบ แสดงทิศทางตรงขามกันของ s , v และ a และ
r r r
สามารถใชกราฟ s - t, v - t และ a - t หาคาตางๆ ดังนี้
v v v v
a
s v v v
ัน =
ช =a
ม คม มชัน
ควา ควา
พื้นที่ = v
s พื้นที่ = ∆v
v
t t t
ขอสังเกต
1. เครื่องหมายบวกและลบของความชันและพื้นที่แสดงทิศทางของเวกเตอรที่มีทิศตรงขามกัน
2. เราสามารถเปลี่ยนกราฟโดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงของความชัน
วิทยาศาสตร ฟสิกส (102)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
103.
สูตรการเคลื่อนที่แนวตรงดวยความเร็วคงที่
r r r
เมื่อให u = ความเร็วตน (ที่เวลา t = 0, v = ความเร็วปลาย (ที่เวลา t), s = การกระจัด และ
r
a = ความเรง ดังรูป
t=o v v (เรง)
a t v
u v (หนวง)
a v
v
S
r u + vt
เมื่อ a คงที่ จะได s =
2
v = u + at
s = ut + 1 at2
2
s = vt - 1 at2
2
v2 = u2 + 2as
การกําหนดเครื่องหมาย
r
1. เพื่อคามสะดวกใหทิศของ u เปนบวกเสมอ
r r r r
2. ถา s , v , a มีทิศเดียวกับ u แทนคาเปนบวก
r r r r
3. ถา s , v , a มีทิศตรงขามกับ u แทนคาเปนลบ
4. ความเรง (เร็วขึ้น) แทนคาเปนบวก
5. ความหนวง (ชาลง) แทนคาเปนลบ
ขอสังเกต
1. s ในสูตรเปนการกระจัดไมใชระยะทาง ตองวัดตรงจากจุดเริ่มตนถึงจุดสุดทาย
r
2. กราฟ s - t เปนกราฟพาราโบลาหงาย หรือคว่ํา
r
กราฟ v - t เปนเสนตรง
r
กราฟ a - t เปนเสนตรงขนานกับแกน t
3. s = u + v t = vเฉลี่ยt นั่นคือ vเฉลี่ย = u + v
2
2
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (103)
104.
การตกอยางอิสระแนวดิ่ง
r r r
วัตถุใดๆ ที่เคลื่อนที่ขึ้นหรือลงอยางอิสระในแนวดิ่งใกลผิวโลก จะมีความเรงคงที่ a = g เสมอ โดย g
มีขนาด 9.8 m/s2 หรือประมาณ 10 m/s2 ทิศลงสูศูนยกลางโลก
v
v
v (เรง)
g v (หนวง)
g
v
v
วัตถุตก (เร็วขึ้น) วัตถุขึ้น (ชาลง)
การเคลื่อนที่อยางอิสระ หมายถึง มีแรงโนมถวงหรือน้ําหนักกระทําเพียงแรงเดียว ไมคิดแรงตานของอากาศ
r r
สูตร (เปลี่ยน a เปน g )
s =
u + vt
2
v = u + gt
s = ut + 1 gt2
2
s = vt - 1 gt2
2
v2 = u2 + 2gs
ขอสังเกต
r
1. ความเรง g ไมขึ้นกับมวลของวัตถุ
2. มวลตางกัน ตกถึงพื้นพรอมกัน (จากความสูงเดียวกัน)
3. เมื่อโยนวัตถุขึ้นพบวา เวลาขาขึ้น = เวลาขาลง
r r r
4. ที่จุดสูงสุด v = 0 แต a = g
5. ระดับเดียวกันอัตราเร็วขาขึ้น = อัตราเร็วขาลง
6. ถาโยนขึ้นจากพื้นดวยอัตราเร็ว u จะตกถึงพื้นดวยอัตราเร็ว v = u
7. การปลอยจากหยุดนิ่ง แสดงวา u = 0 แตการปลอยจากบอลลูน แสดงวา u = ความเร็วบอลลูน
8. กรณีโยนวัตถุขึ้นจากพื้นดวยอัตราเร็วตน u พบวา
tขึ้น = u = tลง
g
2
ระยะสูงสุด H = u 2g
9. กรณีโยนวัตถุขึ้นแลวตกต่ํากวาจุดเริ่มตนตองใชการกระจัดเปนลบ
10. แตละสูตรมี 4 ปริมาณ จึงตองรูขอมูล 3 ปริมาณ เพื่อหาอีก 1 ปริมาณ
วิทยาศาสตร ฟสิกส (104)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
105.
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
มวล (m) หมายถึง ปริมาณที่แสดงการตอตานการเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ (เปลี่ยนความเร็วหรือเกิด
ความเรง)
r
แรง ( F ) หมายถึง ปริมาณที่ทําใหวัตถุเกิดความเรง
r r r
น้ําหนัก ( W ) หมายถึง แรงที่โลกดึงดูดวัตถุ โดยที่ W = m g
แรงโนมถวง หมายถึง แรงดึงดูดระหวางมวล โดยที่
Gm1m 2
F =
r2
v r
G = 6.67 × 10-11 N.m2/kg2 แรง F ทําใหเกิดความเรง g โดยที่
g = GM = GM เมื่อ r = R (ที่ผิวโลก)
r2 R2
r
แรงแนวฉาก ( N ) หมายถึง แรงกดกันระหวางผิวสัมผัสซึ่งมีทิศตั้งฉากกับผิวสัมผัสเสมอ
r
แรงเสียดทาน ( f ) หมายถึง แรงตานการเคลื่อนที่ของวัตถุ เกิดที่ผิวสัมผัสมีทิศตรงขามกับการเคลื่อนที่
หรือความพยายามที่จะเคลื่อนที่ของวัตถุ แบงเปนสองชนิด คือ
แรงเสียดทานสถิต fs ≤ µsN (ไมไถล)
fs.max = µsN (เริ่มไถล)
แรงเสียดทานจลน fk = µkN (ไถล)
r r
แรงตึงเชือก ( T ) หมายถึง แรงที่เกิดขึ้นในเสนเชือกที่มีความตึง ที่ปลายเชือก T จะดึงวัตถุที่ผูกไวเสมอ
เชือกเบาเสนเดียวกันความตึงเทากันตลอดเสน ถาเชือกมีมวลตองคิดเปนมวลกอนหนึ่ง
กฎของนิวตัน เปนกฎที่แสดงความสัมพันธระหวางแรง มวล และสภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุ
กฎขอ 1 เมื่อแรงลัพธที่กระทําตอวัตถุเปนศูนย วัตถุจะหยุดนิ่งหรือมีความเร็วคงที่ (ความเรงเปนศูนย)
กฎขอ 2 เมื่อมีแรงลัพธกระทําไมเปนศูนย วัตถุจะเกิดความเรงในทิศทางเดียวกับแรงลัพธ โดยที่
r r
ΣF = ma
กฎขอ 3 ทุกแรงกิริยาตองมีแรงปฏิกิริยาที่มีขนาดเทากัน แตทิศตรงขาม
r r
FAB (action) = - FBA (reaction)
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (105)
106.
หลักการประยุกตกฎของนิวตัน
เราสามารถใชกฎของนิวตันขอที่สองเพื่อแกปญหาโจทยโดยใชขั้นตอนตอไปนี้
ขั้นตอนที่ 1 ใสเวกเตอรแรงกระทําบนวัตถุที่เราสนใจใหครบและทิศทางถูกตอง
ขั้นตอนที่ 2 แตกแรงตางๆ เขาสูแนวความเรง และแนวตั้งฉากกับความเรง โดยในกรณีเคลื่อนที่เปน
เสนตรง แนวความเรงจะอยูแนวเดียวกับการเคลื่อนที่
r r
ขั้นตอนที่ 3 ใช Σ F = m a ในแตละแนว โดยที่
r r
แนวความเรง Σ F = m a
r
แนวตั้งฉากกับความเรง Σ F = 0
ขั้นตอนที่ 4 แกสมการในขั้นตอนที่ 3 เพื่อหาคําตอบที่โจทยตองการ
ขอสังเกต
r r r r r
1. แรงที่กระทําบนวัตถุที่พบเสมอ คือ m g , N , f , T และ F ที่เรากระทํา
2. เราสามารถแตกแรง และความเรงเขาสูแนวตั้งฉาก x กับ y ใดๆ ก็ไดโดยที่
r r
Σ Fx = m a x
r r
Σ Fy = m ay
แตสวนใหญพบวาการเลือกแตกแรงเขาสูแนวความเรงจะสะดวกกวา แตบางกรณีการแตกความเรง
เขาสูแนวแรงอาจสะดวกกวา
3. ถาระบบมีมวลหลายกอน โดยแตละกอนมีความเรงขนาดเทากัน โดยทั่วไปเราสามารถคิดรวมเปนกอน
เดียวกันไดโดยไมคิดแรงภายในระบบ (เชน แรงดึงเชือก) โดยที่
ΣFนอกระบบ = (Σm)ระบบ aระบบ
กรณีที่ขนาดความเรงแตละกอนไมเทากันตองแยกคิดทีละกอน
วิทยาศาสตร ฟสิกส (106)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
107.
สภาพสมดุล
สมดุล หมายถึง สภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุภายใตแรงลัพธ หรือโมเมนตลัพธบนวัตถุเปนศูนย
สมดุลตอการเลื่อนตําแหนง หมายถึง สภาพที่วัตถุหยุดนิ่ง (สมดุลสถิต) หรือเคลื่อนที่ดวยความเร็วคงที่
(สมดุลจลน) ซึ่งเปนไปตามกฎขอที่ 1 ของนิวตัน ดังนั้นเงื่อนไขของสมดุลตอการเลื่อนตําแหนง คือ
r
ΣF = 0
r r
หรือ Σ Fx = 0 และ Σ Fy = 0
สมดุลตอการหมุน หมายถึง สภาพที่วัตถุไมหมุน (สมดุลสถิต) หรือหมุนดวยความเร็วเชิงมุมคงที่ (สมดุลจลน)
เงื่อนไขสมดุลตอการหมุน คือ
r
ΣM = 0
หรือ Mตามเข็ม = Mทวนเข็ม
สมดุลสมบูรณ หมายถึง สภาพที่วัตถุสมดุลตอการเลื่อนตําแหนงและสมดุลตอการหมุน คือ สมดุลทั้งสองแถบ
ในขณะเดียวกันเงื่อนไขสมดุลสมบูรณ คือ
v r
Σ F = 0 และ ΣM = 0
ขนาดโมเมนต (M) หมายถึง ผลคูณของขนาดของแรงกับระยะตั้งฉากจากจุดหมุน (จุดอางอิงใดๆ) ถึงแนวแรง
นั่นคือ
M = Fr เมื่อ r เปนระยะตั้งฉาก
r r
หมายเหตุ โมเมนต เรียกอีกชื่อหนึ่งวา ทอรก ( τ ) จึงอาจกลาววาสมดุลตอการหมุน เมื่อ Σ τ = 0 ซึ่งทําให
r r
ความเร็วเชิงมุม ( ω ) เปนศูนย หรือคงที่ หรืออาจกลาววา ความเร็วเชิงมุม ( α ) เปนศูนย
หลักการทําโจทยสมดุล
โจทยสมดุลจะมีขั้นตอนการทําคอนขางตายตัว โดยกรณีสมดุลสมบูรณ มีขั้นตอนดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ใสแรงกระทําบนวัตถุที่เราสนใจใหครบ และทิศทางถูกตอง
ขั้นตอนที่ 2 แตกแรงเขาสูสองแนวใดๆ ที่ตั้งฉากกัน (เรียก x กับ y) ซึ่งควรเลือกแนวที่แตกแรงนอย และ
หามุมไดงาย
r
ขั้นตอนที่ 3 ตั้งสมการสมดุลแรง คือ Σ F = 0 ในแตละแนว คือ
r
Σ Fx = 0 หรือ ขนาดแรงทางขวา = ขนาดแรงทางซาย
r
Σ Fy = 0 หรือ ขนาดแรงขึ้น = ขนาดแรงลง
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (107)
108.
ขั้นตอนที่ 4 “takemoment” รอบจุดหมุนใดๆ โดยที่
Mตามเข็ม = Mทวนเข็ม
จุดหมุนที่ดีควรเปนจุดที่แรงผานมาก และหาระยะตั้งฉากไดงาย
ขั้นตอนที่ 5 แกสมการทั้งสามจากขั้นตอนที่ 3 และ 4 เพื่อหาสิ่งที่โจทยตองการ
ขอสังเกต
1. ถาวัตถุไมมีขนาดหรือไมสนใจขนาดจะไมสนใจการหมุน เราใชเงื่อนไขสมดุลตอการเลื่อนตําแหนงอยางเดียว
แตในกรณีคาน หรือกลองที่สนใจการหมุน เราตอง “take moment”
2. ถา “take moment” บนวัตถุที่มีความเรง (สมดุลตอการหมุนอยางเดียว) ตองใชศูนยกลางมวล (cm.)
เปนจุดหมุน และการแตกแรงควรแตกเขาสูแนวความเรงและแนวตั้งฉากกับความเรง
3. เวลาหาโมเมนตของแรงใด อาจใชแรงที่แตกแลว หรือยังไมแตกก็ได แลวแตความสะดวก
4. โจทยบางขอเพียง “take moment” ก็อาจไดคําตอบ
หลักที่ชวยในการทําโจทยสมดุล
1. ถาแรงลัพธไมเปนศูนย โมเมนตแรงลัพธเทากับผลรวมโมเมนตของแรงยอย
2. วัตถุที่สมดุลสมบูรณดวยแรงสามแรงที่ไมขนานในระนาบเดียวกัน แนวแรงทั้งสามยอมผานจุดเดียกัน
3. แรงสองแรงที่มีขนาดเทากันแตทิศทางตรงขามและกระทําบนวัตถุเดียวกัน เรียกวา “แรงคูควบ” พบวา
v หมุน
F r
Σ F ของแรงคูควบ = 0
r
d ΣM ของแรงคูควบ = คงที่ = Fd
v
-F
นั่นคือ แรงคูควบทําใหวัตถุสมดุลตอการเลื่อนตําแหนง แตไมสมดุลตอการหมุน (ยกเวน d = 0)
4. กฎของลามี กลาววา กรณีสมดุลของแรงสามแรงที่ไมขนาน และอยูในระนาบเดียวกัน จะได
v
F2
F1 F F
sin θ1 = sin 2θ = sin 3θ
v θ3 2 3
F1 θ1
θ2
v
F3
และกฎสามเหลี่ยมแทนแรง กลาววา
l2 l3 F1 F F
l1 = l2 = l3
2 3
l1
เมื่อ l 1 //F1, l 2 //F2 และ l 3 //F2
วิทยาศาสตร ฟสิกส (108)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
109.
งานและพลังงาน
งาน (W) เทากับ ผลคูณของขนาดของแรงกับขนาดของการกระจัดในแนวแรง
r
เมื่อ F คงที่ทั้งขนาดและทิศทาง จะได
v
F W = FS cos θ
r r
θ v ถา r ทิศเดียวกับ S r ได W = FS
F
S ถา r ทิศตรงขามกับ S ได W = -FS
F r
ถา F ตั้งฉากกับ S ได W = 0
กราฟ F - S กรณีขนาดของแรงไมคงที่ หางานจากพื้นที่ใตกราฟ ดังนี้
F r r
W W = พื้นที่ใตกราฟ F - S (ถา F // S )
+ COS θ W = (พื้นที่) × cos θ
S r r
- (ถา F ทํามุม θ กับ S )
กําลัง (P) หมายถึง อัตราการทํางาน หรืองานที่เกิดขึ้นหนึ่งหนวยเวลา
กําลังเฉลี่ย Pเฉลี่ย = ∆W = Fvเฉลี่ย cos θ
∆t
กําลังขณะใดๆ P = ∆t ∆W เมื่อ ∆t → 0 = Fv cos θ
r r r r r
สังเกตุวา P = Fv ถา F ทิศเดียวกับ v และ P = -Fv ถา F ทิศตรงขามกับ v และ P = 0 ถา F ตั้ง
r
ฉากกับ v
พลังงานจลน หมายถึง พลังงานจากการเคลื่อนที่ของวัตถุโดย
Ek = 1 mv2
2
พลังงานศักย หมายถึง พลังงานของวัตถุ ซึ่งขึ้นกับตําแหนงของวัตถุ
พลังงานศักยโนมถวง Epg = mgh
พลังงานศักยยืดหยุน Eps = 1 kx2 = 1 Fx = 12Fk
2
2 2
หมายเหตุ
1. ระยะ h ตองวัดจากระดับอางอิง (Epg = 0) ถึง cm. ของวัตถุในการหาพลังงานศักยโนมถวง
2. ระยะยืดหรือหด x ของสปริง วัดจากความยาวเดิมสปริงขณะที่ไมยืดหรือหด
3. Epg = -mgh ถา h ต่ํากวาระดับอางอิง แต Eps มีคามากกวาหรือเทากับศูนยเสมอ
4. สปริงมีแรงยืดหยุน F = kx ดังนั้นกราฟ F - x มีพื้นที่ = Eps และความชัน = k
5. ขนาดของงานของแรงสปริง และงานของแรงที่ใชดึงสปริง = Fเฉลี่ยS = F1 + F2 S
2
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (109)
โมเมนตัม และการชน
r r r
โมเมนตัม ( p ) เทากับผลคูณของมวลและความเร็ว คือ p = m v โมเมนตัมเปนเวกเตอรทิศเดียวกับ
ความเร็ว ดังนั้น เวลาบวกหรือลบโมเมนตัม ตองคิดทิศทางดวย
r r
แรงดลและการดล จากกฎขอที่สอง F = m a เราพบวา
r r
∆p
F = ∆t = อัตราการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัม
r
F = แรงดล = แรงลัพธในชวงเวลาสั้นๆ
r r
∆ p = F ∆t = การดล = โมเมนตัมที่เปลี่ยนไป
r r
= mv - mu
r r
กราฟ F - t สําหรับการเคลื่อนที่ใน 1 มิติ กราฟ F - t ใหพื้นที่ใตกราฟเทากับการลด ∆ p โดยตองคิด
เครื่องหมายบวก-ลบของพื้นที่ดวย
ขอสังเกต
r r
1. แรงดล F มีทิศเดียวกับการดล ∆ p เสมอ
2. เราสามารถแยกคิดสองแนวได คือ
r r r
r ∆px m vx - m uy
Fx = ∆t =
r r ∆t r
r ∆p m vy - m uy
Fy = ∆ty = ∆t
โดยแตละแนวใชเครื่องหมายบวก-ลบ แทนทิศทาง
r r r r r
3. ∆ p หรือ p2 - p1 อาจหาไดจาก ∆ p x - ∆ p y หรือหาขนาดจาก
r r r
| ∆ p | = p 1 + p 2 - 2p 1 p 2 cos θ เมื่อ θ เปนมุมระหวาง p1 กับ p2
2
2
โมเมนตัมของระบบ ระบบที่ประกอบดวยมวลหลายกอน มีนิยามวา
r r r
โมเมนตัมระบบ p ระบบ = m 1 v1 + m 2 v2 + ...
r r
= Σm v = Σ p
r r
และ p ระบบ = (Σm) vcm
แรงลัพธจากภายนอกระบบ (ไมคิดแรงภายใน) จะทําใหระบบเปลี่ยนโมเมนตัม โดยที่
r r
∆ p ระบบ r
Fext = ∆t
= (Σm) acm
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (111)
112.
r
กฎอนุรักษโมเมนตัม เมื่อแรงลัพธจากภายนอกระบบเปนศูนย พบวา โมเมนตัมของระบบคงที่ ( vcm คงที่
r
และ acm = 0) ในที่นี้แรงภายในจะไมมีผลตอการเปลี่ยนโมเมนตัมของระบบ แตอาจมีผลตอการเปลี่ยนโมเมนตัม
ของมวลแตละกอนในระบบ เชน การชน หรือการระเบิด พบวา
r r
Σ pกอนชน = Σ p หลังชน
r r
Σ pกอนระเบิด = Σ p หลังระเบิด
r r
v cm กอน = v cm หลัง
เราเรียกวา กฎการอนุรักษโมเมนตัม ซึ่งจะไดโมเมนตัมคงที่ทั้งแกน x และแกน y โดยคงที่ทั้งขนาดและ
ทิศทาง นั่นคือ
r r
Σ p x กอน = Σ p x หลัง
r r
Σ p y กอน = Σ p y หลัง
การชนแบบยืดหยุน (สมบูรณ) หมายถึง การชนที่ไมมีการสูญเสียพลังงานจลนของระบบ นั่นคือ
ΣEk กอนชน = ΣEk หลังชน
การชนแบบไมยืดหยุน หมายถึง การชนที่มีการสูญเสียพลังงานจลนของระบบ นั่นคือ
ΣEk กอนชน > ΣEk หลังชน
พลังงานที่เสียไปหาไดจาก ผลตางพลังงานจลนกอนชน และหลังชน
การชนแบบไมยืดหยุนสมบูรณ หมายถึง การชนแบบไมยืดหยุนที่มีการสูญเสียพลังงานจลนมาก ซึ่งเปน
การชนที่ภายหลังชนวัตถุติดไปดวยกัน
หมายเหตุ การชนทุกแบบถาไมมีแรงลัพธภายนอก จะเปนไปตามกฎอนุรักษโมเมนตัมเสมอไมวาจะชนแบบ
ยืดหยุนหรือไม
r r
การชนใน 1 มิติ และยืดหยุน ถามวล m1 และ m2 วิ่งเขาชนกันดวยความเร็ว u1 และ u2 ตามลําดับ
r r
และมวลทั้งสองมีความเร็วหลังชน คือ v1 และ v2 ถาเปนการชนกันตรงๆ (1 มิติ) และยืดหยุน จะได
r r r r
m 1 u1 + m 2 u2 = m 1 v1 + m 2 v2 ...(1)
1mu + mu = 1mv + mv
2 1 2 2 1 2
...(2)
2 1 1 2 2 2 2 1 1 2 2 1
สมการ (1) ใชเครื่องหมาย บวก-ลบ แทนทิศทาง จาก (1) และ (2) จะไดวา
u1 + v1 = u2 + v2 ...(3)
ในทางปฏิบัติ ใชสมการ (1) และสมการ (3) ในการหาคาที่โจทยตองการ โดยสมการ (3) ตองใชบวก-ลบ
แทนทิศทางดวย ผลที่ไดกรณี m1 = m2 จะพบวาเกิดการสลับความเร็ว คือ
r r r r
v1 = u2 และ v2 = u1
วิทยาศาสตร ฟสิกส (112)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
113.
การชนใน 2 มิติและยืดหยุน ถาเปนการชนบนระนาบ xy ความเร็วกอนชน และหลังชน จะแยกเปน
สองแนว แลวใชหลักการอนุรักษโมเมนตัมในสองแนว โดยแตและแนวใชเครื่องหมายบวก-ลบ แทนทิศ นั่นคือ
r r
Σ p x กอนชน = Σ p x หลังชน
r r
Σ p y กอนชน = Σ p y หลังชน
และถายืดหยุน จะได ΣEk กอนชน = ΣEk หลังชน
กรณีที่ m2 หยุดนิ่งกอนชน (u2 = 0) ดังรูป จะได
v1 sin θ1 v
v1
y
v m1 v1 cos θ1
θ1
x m1 u1
m2 θ2 v cos θ
2 2
v
v2
v2 sin θ2
แกน x m1u1 = m1v1 cos θ1 + n2v2 cos θ2
แกน y m1v1 sin θ1 = m2v2 sin θ2
ถาเปนการชนแบบยืดหยุนและมวลเทากัน (m1 = m2) พบวา
θ1 + θ2 = 90°
v1 = u1 cos θ1 r
v2 = u1 cos θ2 แตก u1
การชนแบไมยืดหยุนสมบูรณ หลังชน m1 และ m2 ติดกันไป จะได
r r r
m 1 u1 + m 2 u2 = (m1 + m2) v
ถาเปน 1 มิติ ใชบวก-ลบ แทนทิศทาง ถาเปนสองมิติตองแตกความเร็วเขาสูแนว x และ y กรณี 1 มิติ
พบวาถากอนชน m2 หยุดนิ่ง จะได
ΣE k หลังชน m1
ΣE k กอนชน = m 1 + m 2
E k เสียไป m
ΣE k กอนชน = m +2m
1 2
หลักการทําโจทยโมเมนตัม
r ∆r
โจทยโมเมนตัมจะแยกเปนสองสวน คือ สวนที่ใชสมการ F = ∆p ซึ่งอาจเปนการคํานวณโดยตรง หรือ
t
r r r r
ใชกราฟ F - t โจทยลักษณะนี้ตองระวังทิศทางของ F , p และ ∆ p เสมอ
โจทยอีกลักษณะหนึ่ง คือ โจทยเกี่ยวกับกฎอนุรักษโมเมนตัม คือ การชน และการระเบิด (รวมทั้งการยิงปน
และการเดินบนเรือ) ซึ่งตองตั้งสมการกฎการอนุรักษโมเมนตัมใหถูกตอง และตองใชบวก-ลบ แทนทิศทางในแต
ละแนว และมีโจทยบางประเภทที่ตองอาศัยความรูเรื่องงาน และพลังงานในการคํานวณภายหลังการชน
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (113)
114.
การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล
r
โพรเจกไทล หมายถึง การเคลื่อนที่อิสระในแนวโคงในบริเวณที่ g สม่ําเสมอ ซึ่งเปนการเคลื่อนที่สองแนว
คือ แนวราบและแนวดิ่งพรอมกัน และมีเสนโคงเปนรูปพาราโบลาคว่ํา
การเคลื่อนที่แนวราบ (x) ไมมีแรงกระทํา จึงมี ax = 0 และ vx คงที่เทากับ ux สูตรที่ใช คือ
Sx = vxt = uxt
r r r r
การเคลื่อนที่แนวดิ่ง (y) มีแรงกระทํา คือ m g จึงมีความเรง a y = g และ v y ไมคงที่ สูตรที่ใช คือ
สูตรการเคลื่อนที่แนวดิ่งอิสระ
u +v
vy v Sy = y 2 y t
v v
g vy = uy + gt
vx = ux
v
u Sy = uy t + 1 gt2
2
uy เสนทาง
= u sin θ
v
S
Sy
รูปพาราโบลา Sy = vyt - 1 gt2
2
วัตถุ
θ
S v 2 = u 2 + 2aSy
y y
ux = u cos θ x
โดยการคิดเครื่องหมายใชหลักของการเคลื่อนที่อิสระแนวดิ่งที่ผานมา (กําหนด uy เปนบวก)
เทคนิคการทําโจทยโพรเจกไทล
หลักสําคัญในการทําโจทยโพรเจกไทล คือ การแยกคิดสองแนว ดังนี้
r r
ขั้นตอนที่ 1 แตกความเร็ว u เปนสองแนว ถา u ทํามุม θ กับแนวระดับ จะได ux = u cos θ และ
uy = u sin θ แตถา u อยูแนวระดับ จะได uy = 0 (คลายปลอยวัตถุตกแนวดิ่ง) และ
ux = u
ขั้นตอนที่ 2 ตั้งสมการแนวราบ และแนวดิ่ง เชน
Sx = vxt
Sy = uyt + 1 gt2
2
โดย t เปนเวลาทั้งแนวราบและแนวดิ่ง แลวแกสมการหาสิ่งที่โจทยตองการ นอกจากนี้ยังสามารถหา vy
จากสูตรอื่นๆ ไดดวย เชน vy = uy + gt และ v 2 = u 2 + 2gSy สําหรับการกระจัดลัพธ และความเร็วลัพธ
y y
หาไดจากผลรวมเวกเตอรยอยในแนวตั้งฉาก คือ
S = S 2 + S 2 และ vy =
x y v2 + v2
x y
วิทยาศาสตร ฟสิกส (114)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
115.
r r
ถา α และ β คือ มุมที่ S และ v ทํากับแนวระนาบ เราหาทิศทางจาก
S v
α = tan-1 S y และ β = tan-1 v y
x x
หมายเหตุ สิ่งสําคัญในการทําโจทยโพรเจกไทล คือ ตองมองใหออกวาแนวดิ่งวัตถุเคลื่อนที่อยางไร และ
ตองใชเครื่องหมายบวกลบแทนทิศทางไดถูกตอง
รูปแบบโพรเจกไทล
tH v = O v
u
y
u cos θ
v v
g θ v u
v g uy = O v
u sin θ u H S Y
S u sin θ g
Y
θ u cos θ tR
R Sx Sx
แนวดิ่ง ⇒ โยนขึ้นดวย u sin θ แนวดิ่ง ⇒ ปลอยตก แนวดิ่ง ⇒ ขวางลงดวย u sin θ
ในรูปแรกเราพบวา
2
H = u 2 sin 2 θ = u y 2
และ R = u sin 2 θ =
2u x u y
2g 2g g g
u 2u
tH = u sin θ
g = gy และ tR = 2tH = 2u sin θ = gy
g
2
สังเกตวา Rmax = ug เมื่อใช θ = 45° และถา u เทาๆ กัน R1 = R2 เมื่อ θ1 + θ2 = 90° นอกจากนี้
ยังพบวา
H
R = 1 tan θ
4
หมายเหตุ
r
1. การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทลมีความเรงคงที่ = g
และเปนไปตามกฎอนุรักษพลังงานกล คือ Ek + Ep = คงที่ ซึ่งนํามาชวยแกปญหาได
S
2. กรณียิงขึ้น หรือลงบนพื้นเพียง ใหแยกระยะบนพื้นเอียง เปน Sx และ Sy โดยที่ S y = tan θ เมื่อ θ
x
เปนมุมพื้นเอียง
3. กรณีขวางวัตถุเปนมุมเงยจากที่สูง เมื่อวัตถุตกต่ํากวาจุดเริ่มตนตองใชการกระจัดแนวดิ่งเปนลบ
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (115)
116.
การเคลื่อนที่เปนวงกลม
การเคลื่อนที่เปนวงกลม หมายถึง การเคลื่อนที่เปนเสนโคงรอบจุดศูนยกลางของวงกลม โดยความเรง
เกิดจากการเปลี่ยนทิศทางของความเร็ว โดยอาจมีการเปลี่ยนขนาดของความเร็วดวย
r
แรงและความเรงสูศูนยกลาง วัตถุจะเคลื่อนที่เปนวงกลมได จําเปนตองมีแรงเขาสูศูนยกลาง ( Fc ) ทําให
r r
เกิดความเรงเขาสูศูนยกลาง ( ac ) โดย Fc เปนแรงที่ทําใหความเร็วเปลี่ยนเฉพาะทิศทางเทานั้น
r
ac จึงเปนความเรงที่เกิดจากการเปลี่ยนทิศทางของความเร็ว โดยที่
v ac = v2 = ω2r
v r
2
v Fc
v Fc = mac = mv = mω2r
r
ac r
v = ωr
c
ω = ∆θ = อัตราเร็วเชิงมุม
∆t
ω = 2πf = 2T , f = T
π 1
r
แรงและความเรงในแนวสัมผัส วัตถุที่เคลื่อนที่เปนวงกลมดวยอัตราเร็วไมคงที่ จะมีแรงแนวสัมพัส ( Ft )
r
ทําใหเกิดความเรงแนวสัมผัส ( at ) ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอัตราเร็ว (ขนาดความเร็ว) โดยที่
v v v Ft = mat
v Ft
at = ∆v = αr
at v
v Fc
ac ∆t
r ω = ∆t ∆ω = อัตราเรงเชิงมุม
c
r r r r r
แรงลัพธและความเรงลัพธ เมื่อรวม Fc และ Ft จะไดแรงลัพธ F และเมื่อรวม ac และ at จะได
r
ความเรง a โดยที่
F = Fc2 + Ft2 และ a = a 2 + a 2 c t
r r r r r r
กรณีอัตราเร็วคงที่ จะมีเฉพาะ Fc และ ac เทานั้น แตถาอัตราเร็วไมคงที่จะมีทั้ง Fc , ac และ Ft , at
วิทยาศาสตร ฟสิกส (116)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
117.
หลักการทําโจทยวงกลม
โจทยวงกลมมีพื้นฐานจากกฎการเคลื่อนที่ขอที่สองของนิวตัน ซึ่งมีขั้นตอนการทํา ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ใสแรงกระทําบนวัตถุที่เราสนใจใหครบ และทิศทางถูกตอง
ขั้นตอนที่ 2 แตกแรงเขาสูแนวรัศมีวงกลม (แนว r) และแนวสัมผัสวงกลม หรืออาจเปนแนวตั้งฉากกับ
ระนาบวงกลม
ขั้นตอนที่ 3 เราไดวา
2
แรงลัพธในแนวรัศมี = Fc = mac = mv = mω2r r
แรงลัพธในแนวสัมผัส = Ft = mat
แรงลัพธในแนวตั้งฉากกับระนาบวงกลม = 0
ขั้นตอนที่ 4 แกสมการสองสมการจากขั้นตอนที่ 3 เพื่อหาสิ่งที่โจทยตองการ
ตัวอยางการเคลื่อนที่เปนวงกลม
การแกวงวัตถุบนพื้นระดับลื่น
N 2
T = mv
r
T
v N = mg
mg
การแกวงแบบรูปกรวย
2
T sin θ = Fc = mv
r
θ l T cos θ = mg
h θ 2 2 a
r
T T cos θ tan θ = v = ωg r = gc
rg
T sin θ v ω =
g
mg h
การเลี้ยวโคงบนถนนราบ
N v 2
fs = Fc = mv r
2
fs max = mv max
r
fs r N = mg
C
mg vmax = µ s rg
กรณีเปนมอเตอรไซด ตองเอียงรถทํามุม θ กับแนวดิ่ง โดยที่
tan θ = v2
rg
tan θ = µs เมื่อใช v = vmax
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (117)
118.
การเลี้ยวโคงบนถนนเอียง
กรณีเลี้ยวไดพอดี (fs = 0)
N N cos θ
2
θ Fc = N sin θ = mv r
N sin θ
N sin θ = mg
2
θ mg หรือ tan θ = v rg
เลี้ยวดวย vmax และ vmin (fs = fs max) ได
tan θ + µ s v2
max
1 - µ s tan θ = rg
tan θ - µ s v2
min
1 + µ s tan θ = rg
การโคจร
v
Fc = mg = GMm
r2
r m ac = g = GM
Fc = mg r2
T2 α r3 (กฎ Kepler ขอที่ 3)
M
Ek = 1 GMm , Ep = - GMm
2 r r
วงกลมแนวดิ่ง สนใจการเคลื่อนที่ของลูกตุมในระนาบดิ่งน้ําหนัก m v มีผลใหวัตถุเปลี่ยนอัตราเร็ว โดย
g
ระบบจะอนุรักษพลังงานกล (Ek + Ep = คงที่)
ที่ตําแหนงใดๆ (θ = 0° ถึง 180°)
v Fc = T - mg cos θ
g Ft = mg sin θ
θ T
ความตึงเชือกไมคงที่ โดยที่
θ mg cos θ
mg sin θ mg Tลาง = Tmax
Tบน = Tmix
Tลาง - Tบน = 6 mg
Tลาง - Tขาง = 3 mg
วิทยาศาสตร ฟสิกส (118)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
การเคลื่อนที่แบบซิมเปลฮารมอนิก
การเคลื่อนที่แบบ SHM หมายถึง การเคลื่อนที่กลับไปกลับมาภายใตแรงกระทํา F = -kx เมื่อ x เปน
การกระจัดจากตําแหนงสมดุล โดย F มีทิศตรงขามกับ x ซึ่งพบวาการสั่นจะมี แอมพลิจูด (A) คาบ (T) และ
พลังงาน (E) คงที่เสมอ โดยที่
สั่น T = 2π m = 1
k f
k
m ω = 2πf = 2T = ความถี่เชิงมุม
π
x vmax = ωA ที่ x = 0
พื้นลื่น vmax = ω2A ที่ x = ±A
x = -A สมดุล x=A
x=O vmin = 0 ที่ x = ±A
กราฟและเฟส SHM จะมีการกระจัด x ความเร็ว v และความเรง a ที่เวลาใดๆ ดังสมการ
a v x x = A sin (ωt + ∅)
v = ωA sin (ωt + ∅ + π )
2
t, ωt
= ωA cos (ωt + ∅)
a = ω2A sin (ωt + ∅ + π)
T หรือ 2π
= -ω2A sin (ωt + ∅)
เมื่อ ∅ เปนเฟสเริ่มตนของ x (อาจใช x เปนฟงกชัน cosine ก็ได) สังเกตวา a มีเฟสนํา v อยู π หรือ
2
90° และ v มีเฟสนําหนา x อยู 90° นั่นคือ a มีเฟสนําหนา x อยู 180° (เฟสตรงขาม) ถาเลือก ∅ = 0 ไดกราฟ
ดังรูปขางบน
ความเร็วและความเรงที่ตําแหนงใดๆ เราพบวาที่ตําแหนง x ใดๆ จะมีขนาดของความเร็วและความเรง
คือ
v = ω A2 - x 2
a = ω2x
สังเกตวา amax = ω2A ที่ x = ±A และ vmax = ωA ที่ x = 0 สังเกตดวยวา v และ a จะ max กับ min
ที่ตําแหนงตางกัน
วิทยาศาสตร ฟสิกส (120)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
121.
พลังงานการสั่น พบวา Ek+ Ep คงที่เสมอ โดยขณะที่พลังงานแบบหนึ่งมากสุด พลังงานอีกแบบหนึ่งจะ
นอยสุด นั่นคือ
E = 1 mv 2 + 1 kx 2
2 2
= Ep max = Ek max
= 1 kA 2 = 1 mω2 A 2
2 2
มวลติดสปริง และลูกตุม มวลติดสปริง และลูกตุมอยางงายเปนตนแบบในการศึกษา SHM.
มวลติดสปริง
k T = 2π m ; k = คาคงที่สปริง
k
คาบจะไมขึ้นกับการวางตัวสปริง และไมขึ้นกับแอมพลิจูด กรณีแขวน
m SHM แนวดิ่งจะไดตําแหนงสมดุล คือ
x0 = mg (แขวนนิ่ง)
k
ลูกตุม แกวงแบบ SHM. เมื่อแกวงดวยมุมแคบๆ จะไดคาบ
l
T = 2π l
g
m
คาบไมขึ้นกับมวล m ของลูกตุม และไมขึ้นแอมพลิจูด (เล็กๆ)
หลักการทําโจทย SHM.
ในเบื้องตนตองจดจําสมการพื้นฐานตางๆ ใหได โจทยสวนใหญเปนการแทนคาสูตร โดยเฉพาะสูตรคาบ
ความเร็ว และความเรง อยางไรก็ตามสําหรับระบบอื่นๆ นอกเหนือจากมวลติดสปริงและลูกตุมจะตองพิสูจนใหได
วา แรงลัพธ F = -kx โดย k เทียบไดกับคาคงที่สปริง
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (121)
122.
การเคลื่อนที่แบบหมุน
ปริมาณตางๆ ของการหมุนรอบแกนตรึง
แกนหมุน r
ระยะเชิงมุม = θ, การกระจัดเชิงมุม θ (มุมเล็กๆ)
v v r
ω, ∆θ ∆θ , ความเร็วเชิงมุม ω = ∆θ
อัตราเร็วเชิงมุม ω = ∆t
r
r ∆t
v
r ∆ω
ความเร็วเชิงมุม α = ∆t
α v
α
(เรง)
(หนวง) r r r
r r r r
การหมุนรอบแกนตรึงดวย α คงที่ เราสามารถเปรียบเทียบไดวา θ → S , ω → v และ α → a
r r
ถา α คงที่ จะไดสูตรคลายการเคลื่อนที่แนวตรงดวยความเรงคงที่ a ดังนี้
ω0 + ω
θ =
2 t
ω = ω0 + αt
θ = ω0t + 1 αt2
2
θ = ωt - 1 αt2
2
ω2 = ω2 + 2αθ
0
ใชเครื่องหมายบวก-ลบแทนทิศทางโดยให ω0 เปนบวก ดังนั้นสําหรับ α กรณีความเรงใชบวก และกรณี
ความหนวงใชลบ
โมเมนตความเฉลี่ย (I) หมายถึง ปริมาณที่แสดงความเฉื่อยของการหมุนของวัตถุเกร็งโดยขึ้นกับรูปราง
ของวัตถุและแกนหมุนคา I คลายกับมวล m โดยนิยามวา
I = Σm i ri2 (สําหรับวัตถุเกร็ง)
ri = ระยะหางของอนุภาคมวล mi กับแกนหมุน
โมเมนตความเฉื่อยของวัตถุที่นาสนใจ คือ
วงแหวน และทรงกระบอกกลวง I = mr2 (รอบแกนกลาง)
2
ทรงกลมตัน I = 5 mr2 (รอบแกนผานศูนยกลาง)
แผนกลม และทรงกระบอกตัน I = 1 mr2 (รอบแกนผานศูนยกลาง)
2
พลังงานจลนของการหมุน วัตถุที่กําลังหมุนจะมีพลังงานจลน โดยที่
Ek = 1 Iω2 2
วิทยาศาสตร ฟสิกส (122)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
123.
r
โมเมนตัมเชิงมุม วัตถุที่กําลังหมุนรอบแกนสมมาตรจะมีโมเมนตัมเชิงมุม L โดยที่
r r
L = Iω
r r
สังเกตวา L ทิศเดียวกับ ω สําหรับอนุภาควิ่งเปนวงกลมพบวา L = mvr = mr2ω นิยามทั่วไปสําหรับ
โมเมนตัมเชิงมุมของอนุภาครอบจุด 0 ใดๆ คือ
O
v
r v r r r
v L = r × mv
r⊥
หรือ L = mvr⊥
m
ทอรก เมื่อมีแรงกระทําตอวัตถุจะเกิดทอรก หรือโมเมนตรอบจุดอางอิง 0 ใดๆ โดยนิยามวา
O
v
r v r r r
r⊥ F τ = r × F
m หรือ τ = Fr⊥
r
กฎการหมุน พบวา Σ τ จากภายนอก ทําใหเกิดความเรงเชิงมุม และเกิดการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัมเชิงมุม
โดยที่
r
r
Στ =
r
lα = ∆L
∆t
r
การอนุรักษโมเมนตัมเชิงมุม เมื่อ Σ τ จากภายนอกรอบจุดหนึ่งเปนศูนย พบวาโมเมนตัมเชิมมุมของระบบ
จะคงที่รอบจุดนั้น กลาวคือไดกฎการอนุรักษโมเมนตัมเชิงมุม
r r
L1 = L2
r r
หรือ I 1 ω1 = I 2 ω2
การกลิ้ง เมื่อวัตถุกลิ้ง (เลื่อน + หมุน) พลังงานจลนรวมหาไดจาก
Ek = 1 mv 2 + 1 Iω2
2 cm 2
เมื่อ I และ ω เปนคาที่วัดรอบศูนยกลางมวล ถาเปนการกลิ้งโดยไมไถล พบวา
Scm = 2πr (1 รอบ), Vcm = ωr และ acm = αr
และการกลิ้งที่ไมมีการไถลบนพื้นเอียง วัตถุจะอนุรักษณพลังงานกล คือ
Ek + Ep = คงที่
หลักการทําโจทยการหมุน
เนื่องจากการหมุนมีเนื้อหาที่เกี่ยวของหลายแงมุมจึงดูคอนขางยาก และไมมีขั้นตอนการทําโจทยที่ตายตัว
ขึ้นกับโจทยกําลังสนใจสิ่งใด อยางไรก็ตามเทคนิคที่จําเปน คือ การเปรียบเทียบกับสูตรการเลื่อนตําแหนง เพื่อให
จําสูตรไดและเห็นแนวทางในการทําโจทย
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (123)
10. ดินน้ํามันกอนหนึ่งมวล Mถูกนํามาปนเปนทรงกลมหลายลูกและเสียบกับไมเสียบลูกชิ้น กําหนดใหแกนหมุน
ผานกึ่งกลางไมเสียบลูกชิ้น และตั้งฉากกับแกนไม รูปในขอใดมีโมเมนตความเฉื่อยสูงสุด
แกนหมุน แกนหมุน
1) 2)
M M M M
2 2 2 2
แกนหมุน แกนหมุน
3) 4)
M M M M M M M
4 4 2 4 4 4 4
11. รถยนตคันหนึ่งมีมวล 1,000 กิโลกรัม ลอรถยนตรัศมี
20 เซนติเมตรแตละลอรับมวล 250 กิโลกรัม
จงคํานวณทอรกขั้นต่ําสุดที่ตองใหแกลอหนาแตละลอ
20 เซนติเมตร เพื่อใหปนฟุตบาทซึ่งสูง 10 เซนติเมตรได
10 เซนติเมตร 1) 25g 3 2) 25g
3) 25g 2 4) 25g / 2
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (131)
132.
แนวขอสอบ PAT 2กลศาสตร
1. ขอใดตอไปนีถูกตองเกี่ยวกับอัตราเร็วเฉลี่ยและความเร็วเฉลี่ย
้
1) อัตราเร็วเฉลี่ยเทากับขนาดของความเร็วเฉลี่ย
2) อัตราเร็วเฉลี่ยมากกวาขนาดของความเร็วเฉลี่ย
3) เมื่อความเร็วเฉลี่ยเปนศูนยอัตราเร็วเฉลี่ยจะเปนศูนย
4) เมื่ออัตราเร็วเฉลี่ยเปนศูนยความเร็วเฉลี่ยจะเปนศูนย
2. ปลอยวัตถุ A ตกจากดาดฟาตึก หลังจากนั้น 2 s ก็ขวางวัตถุ B ตามลงมาจากจุดเดียวกัน ถาความสูงของ
ตึกมีคามากพอ จะตองขวางวัตถุ B ดวยอัตราเร็วตนมากกวาคาใด จึงจะทําใหวัตถุ B ชนวัตถุ A ได
(ใช g = 9.8 m/s2)
1) 4.9 m/s 2) 9.8 m/s 3) 19.6 m/s 4) 29.4 m/s
3. แขวนวัตถุกอนหนึ่งดวยเชือกเสนสั้น A และเสนยาว B
β ไวกับเพดานตางระดับ ดังรูป ถามุม β มากกวามุม ∝
α
โดยเชือกเบาและวัตถุหนัก ขอใดตอไปนี้สรุปไดถูกตอง
A B 1) เชือก A มีความตึงเทากับเชือก B
2) เชือก A มีความตึงมากกวาเชือก B
3) เชือก B มีความตึงเปนสองเทาของเชือก A
4) เชือก B มีความตึงมากกวาเชือก A
4. รถยนตคันหนึ่งขณะกําลังแลนดวยอัตราเร็ว v0 บนถนนตรง คนขับเหยียบเบรกจนรถไถลไปไดระยะทาง S0
กอนหยุด ถารถคันนี้บรรทุกจนมีมวลเพิ่มขึ้นเปน 3/2 เทาของมวลเดิม และแลนบนถนนเดิมดวยอัตราเร็ว
v0/2 เมื่อรถถูกเบรกใหไถลจนหยุด ระยะเบรกครั้งใหมเปนเทาใด
S
1) 4 S0
3 2) S0 3) 2 S0
3 4) 40
5. วัตถุมวล m วิ่งดวยอัตราเร็ว u บนพื้นราบลื่นเขาชนสปริงเบาที่มีคาคงตัวสปริง k ทําใหสปริงยุบตัวไดมาก
ที่สุดคาหนึ่ง ถาเพิ่มอัตราเร็วของวัตถุเปนสองเทาจะตองใชสปริงตัวใหมที่มีคาคงตัวสปริงเทาใดจึงจะทําให
ระยะยุบตัวมากสุดของสปริงมีคาเทาเดิม
k
u
m
พื้นลื่น
1) 8k 2) 4k 3) 2k 4) k
วิทยาศาสตร ฟสิกส (132)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
133.
6. ปลอยวัตถุ Aและ B ที่เหมือนกันจากยอดพื้นเอียงลื่น ซึ่งถูกตรึงไวกับพื้นราบ ถามุมเอียงดานซายมีคาเปน
2θ และดานขวาเปน θ ขอความใดตอไปนีถูกตอง
้
A B
2θ θ
1) A และ B ถึงพื้นลางพรอมกัน ถามีมวลเทากัน
2) A ถึงพื้นลางกอน B ถา A และ B มีมวลเทากัน
3) A และ B ถึงพื้นลางดวยอัตราเร็วเทากันเสมอ
4) A ถึงพื้นลางดวยอัตราเร็วมากกวา B ถา A มีมวลมากกวา B
v
7. วัตถุมวล m วิ่งดวยความเร็ว v0 เขาชนวัตถุมวล 2m ที่วิ่งอยูดานหนาดวยความเร็ว 20 ในทิศทาง
เดียวกัน ถาการชนเปนแบบไมยืดหยุนสมบูรณ และไมคํานึงถึงแรงเสียดทานใดๆ ระบบของวัตถุสองกอนนี้มี
การสูญเสียพลังงานจลนจากการชนไปกี่เปอรเซ็นตของพลังงานจลนเดิม
1) 100% 2) 89% 3) 75% 4) 11%
8. ขอใดตอไปนี้เปนจริงสําหรับการเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทลของวัตถุในอากาศใกลผิวโลก เมื่อไมคิดผลของ
แรงตานอากาศ
1) วัตถุเคลื่อนที่เปนเสนโคงพาราโบลาดวยความเรงไมคงตัว
2) วัตถุเคลื่อนที่เปนเสนโคงไฮเปอรโบลาดวยความเรงคงตัว
3) วัตถุมีความเร็วแนวดิ่งและแนวราบไมคงตัว
4) มุมระหวางความเร็วและความเรงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
9. ถาขณะเกิดระบบสุริยะดวงอาทิตยมีมวลเปนสองเทาของที่เปนอยูขณะนี้ แตรัศมีวงโคจรของโลกรอบดวง
อาทิตยเทากับขณะนี้ คาบการโคจรซึ่งประมาณวาเปนวงกลมของโลกรอบดวงอาทิตยจะเปนกี่เทาของปจจุบัน
1) 2 เทา 2) 2 เทา 3) 1 เทา 4) 1 เทา
2
2
10. รถยนตคันหนึ่งกําลังเคลื่อนที่บนพื้นราบไปทางทิศตะวันออก โดยมีความเร็วลดลงเรื่อยๆ ขอใดถูกตอง
เกี่ยวกับการหมุนของลอรอบแกนหมุน
1) มีความเร็วเชิงมุมทิศตะวันออกและความเรงเชิงมุมทิศตะวันตก
2) มีโมเมนตัมเชิงมุมทิศเหนือ และความเรงเชิงมุมทิศใต
3) มีทอรกลัพธกระทําทิศเหนือ และความเรงเชิงมุมทิศใต
4) มีโมเมนตัมเชิงมุมและทอรกลัพธทิศเหนือ
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (133)
134.
11. กราฟความเรงของวัตถุซึ่งกําลังเคลื่อนที่เปนเสนตรงในทิศ +xในรูปใดที่แสดงวาวัตถุกําลังเคลื่อนที่ชาลง
ความเรง ความเรง
ความเรง
เวลา เวลา
เวลา
ก. ข. ค.
1) ข. และ ค. 2) ก. และ ข. 3) ก. และ ค. 4) ก., ข. และ ค.
12. ยิงวัตถุจากพื้นออกไปแบบโพรเจกไทล พบวาวัตถุอยูในอากาศไดนาน T และไดพิสัยการยิง R ถาเพิ่ม
ความเร็วตนการยิงเปนสองเทาแตทิศเดิม จะไดเวลาในอากาศและพิสัยการยิงเปนไปตามขอใด
1) 2T และ 2R ตามลําดับ 2) 2T และ 4R ตามลําดับ
3) 4T และ 2R ตามลําดับ 4) 4T และ 4R ตามลําดับ
13. มวลกอนหนึ่งติดกับปลายสปริงและกําลังเคลื่อนที่แบบซิมเปลฮารมอนิกดวยแอมพลิจูด A ขณะมีขนาดการ
กระจัดเปนเทาใด พลังงานจลนจึงมีคาเปนสองเทาของพลังงานศักยยืดหยุนขณะนั้น
1) A 3 2) A 2 3) A 4) A
3 2
14. ปลอยลูกตุมเล็กๆ มวล m ใหเริ่มแกวงลงมาจากมุมที่เชือก ซึ่งยาว l ทํากับแนวดิ่งเทากับ θ0 ดังรูป
ขนาดความเรงเชิงมุมของลูกตุมรอบจุด 0 ทันทีที่เริ่มปลอยเปนเทาใด
O
θo
v l
g
m
g
1) ศูนย 2) g sin θ
l 3) l 4) g cos θ
l
วิทยาศาสตร ฟสิกส (134)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
135.
15. คานสม่ําเสมอหนัก W ถูกยึดไวดวยบานพับ 0 และเชือก
ดังรูป แรงที่บานพับ 0 กระทําตอปลายคานอยูในทิศใด
r
v vv 1) ทิศ A
A BC r
2) ทิศ B
v r
O D 3) ทิศ C
r
4) ทิศ D
16. ปนใหญกระบอกหนึ่งมวล M (รวมกระสุน) วางนิ่งบนพื้นลื่น ถาปนกระบอกนี้ยิงกระสุนปนมวล m ออกไปใน
แนวระดับดวยอัตราเร็ว v เทียบกับพื้น จงหาพลังงานจลนของปนใหญหลังจากยิงไปแลว
2v2 m2 2
1) 1 (M - m)v2
2 2) 1 Mv2
2 3) 1 mM
2 4) 1 (M -vm)
2
17. ทรงกลมตันสองใบ A และ B กําลังกลิ้งลงตามพื้นเอียง
B โดยไมไถล ดังรูป ถา A มีมวลและรัศมีเปนสองเทา
A ของ B และ B มีความเรงของศูนยกลางมวลเทากับ
2 m/s2 ความเรงของ A มีคาเทาใด
1) 2 m/s2 2) 4 m/s2
3) 6 m/s2 4) 8 m/s2
18. ในการเพิ่มอัตราเร็วของวัตถุกอนหนึ่งจาก 2 m/s เปน 4 m/s ตองทํางาน 30 J ถาตองการเพิ่มอัตราเร็ว
ของวัตถุนี้จาก 4 m/s เปน 6 m/s ตองทํางานเทาใด
1) 30 J 2) 40 J 3) 50 J 4) 60 J
19. กลองใบหนึ่งตั้งอยูบนพื้นรถ ซึ่งกําลังแลนบนถนนตรงดวยความเรง a สัมประสิทธิ์ความเสียดทานสถิต และ
สัมประสิทธิ์ความเสียดทานจลนระหวางกลองกับพื้นรถเทากับ 0.4 และ 0.3 ตามลําดับ ความเรง a มากที่สุด
เปนเทาใดที่กลองยังคงอยูนิ่งเทียบกับรถ
1) 5 m/s2 2) 4 m/s2 3) 3 m/s2 4) 2 m/s2
20. วางบันไดหนัก W พาดกับผนังในลักษณะดังรูป
เงื่อนไขในขอใดที่ไมสามารถทําใหบันไดสมดุลอยูได
1) มุม θ มากเกินไป
2) พื้นและผนังฝด
θ 3) พื้นฝดและผนังลื่น
4) พื้นลื่นและผนังฝด
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (135)
136.
สมบัติเชิงกลของสาร
ความยืดหยุน หมายถึง ความสามารถในการคืนกลับสภาพเดิมของรูปรางของวัตถุภายหลังหยุดแรงกระทํา
แรงยืดหยุน ในกรณีวัตถุมีการเปลี่ยนแปลงความยาวไปขนาด ∆L เราพบวามีแรงยืดหยุนกระทํากลับ
โดยที่
ขนาดแรงกระทํากลับ F = k∆l
เรียกวา Hooke’s law โดย k เปนคาคงที่การแปรผันตรงที่ขึ้นกับชนิดของวัตถุ และรูปรางของวัตถุ
r
ความเคน (S) เทากับ อัตราสวนขนาดแรงเคนภายในวัตถุ (เชน แรงตึง T ) ตอพื้นที่หนาตัด นั่นคือ
F v
ความเคน S = A ; F ⊥ A
ความเครียด (∅) เทากับ อัตราสวนขนาดความยาวที่เปลี่ยนไปตอความยาวเดิม นั่นคือ
ความเครียด ∅ = ∆l
l
เมื่อ l เปนความยาวเดิมของวัตถุ
มอดูลัสของยัง (Y) เทากับ อัตราสวนของความเคนตอความเครียด กลาวคือ
Y = ∅ = AF∆l
S l
คามอดูลัสของยังขึ้นกับชนิดของวัตถุ S และ Y มีหนวยเดียวกัน คือ N/m2 หรือพาสคาล แตความเครียด
ไมมีหนวย
กราฟ F - l และ S - ∅ เราสามารถเขียนกราฟแสดงสมบัติยืดหยุน ดังนี้
ขีดจํากัดแปรผันตรง ขีดจํากัดแปรผันตรง
F s
ขีดจํากัด ขีดจํากัด
k ความยืดหยุน Y ความยืดหยุน
W = งาน W = งานตอปริมาตร
V
∆l ∅
ความชัน = k ความชัน = Y
พื้นที่ = งาน = Ep พื้นที่ = ปริงาน = 1 S∅
มาตร 2
ยืดหยุน = 1 F∆l = 1 k( ∆l ) 2
2 2
วิทยาศาสตร ฟสิกส (136)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
137.
ความดันของเหลว หมายถึง ขนาดของแรงดันของเหลวตอหนึ่งหนวยพื้นที่ตั้งฉาก
F v
P = A ; F ⊥A
Pext ที่ระดับลึก h จากผิวของเหลว พบวา
ความดันเกจ Pg = ρgh
h
ความดันรอม P = ρgh + Pext
ρ กรณี Pext = Pa P = ρgh + Pa
กฎของพาสคาล กลาววา ความดันจากภายนอกที่เพิ่มใหกับของเหลวจะไปเพิ่มที่ทุกๆ จุดในของเหลวนั้น
นั่นคือ
Pใหม = Pเดิม + Pเพิ่ม
หลักการเทากันของความดัน พบวา ที่ระดับเดียวกันในของเหลวชนิดเดียวกัน และเชื่อมตอกันจะมีความ
ดันรวมกัน คือ
PA = PB เมื่อ A และ B อยูระดับเดียวกัน
กาคํานวณแรงดัน ถาบนพื้นที่ A มีความดันคงที่ พบวา
ขนาดแรงดัน F = PA
ในกรณีความดันของเหลวบนพื้นที่ไมคงที่ พบวา
F = PA = PcmA
กรณีเขื่อนตรง ยาว l มีน้ําลึก H จะไดแรงดันเขื่อน
F = 1 ρgH2L
2 (การหาแรงดันเขื่อนไมนิยมคิด Pa)
กรณีเขื่อนเอียงมุม θ กับพื้น พบวา
Fx = F sin θ = 1 ρgH2L 2
Fy = F cos θ = 1 ρgH2L cot θ
2
F = 1 ρgHAเอียง
2
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (137)
138.
เครื่องอัดไฮดรอลิกส จากกฎของพาสคาล หรือหลักการเทากันของความดันเราได (ถาประสิทธิภาพ
100%)
F F W
a = A
W
H การไดเปรียบเชิงกล = FW (ปฏิบัติ) = A (ทฤษฎี)
A h a a
งาน Fh = WH = ∆Ep
ของเหลว โดยที่ AH = ah
r
แรงลอยตัว B วัตถุที่จมในของเหลว (หรืออากาศ) จะมีแรงลอยตัว โดยที่
ขนาดแรงลายตัว B = ขนาดน้ําหนักของเหลวที่มีปริมาตรเทากับสวนที่จมของวัตถุ
หรือ B = ρเหลว Vจม g
แรงลอยตัวมีแนวผานจุดศูนยกลางของปริมาตรสวนจมเสมอ
การชั่งวัตถุ พิจารณาการชั่งวัตถุ ดังรูป
ตัวบนอานได
T = mg - B
N ตัวลางอานได
T
m
N = Mg + B
M
B = (M + m)g - T
N
ความตึงผิว ผิวของเหลวบริเวณแนวสัมผัส จะมีแรงตึงผิวกระทําตอแนวสัมผัสนั้นในทิศทางตั้งฉากกับ
แนวสัมผัส และขนานกับผิวของเหลว โดยที่
ขนาดแรงตึงผิว F = γl
เมื่อ γ เปนความตึงผิว และ l เปนความยาวแนวสัมผัสรวม คา γ ขึ้นกับชนิดของเหลว, ความบริสุทธิ์
และอุณหภูมิ (T ต่ํา หรือบริสุทธิ์ γ จะมาก)
ความหนืด เมื่อวัตถุเคลื่อนที่ในของเหลว (หรือแกส) จะเกิดแรงเสียดทานตาน เรียกวา แรงหนืด โดยที่
ขนาดแรงหนืด f α v
หรือ f = kv
แรงหนืดมีทิศตรงขามกับความเร็ว เมื่อ k เปนคาคงที่ ซึ่งขึ้นกับชนิดของเหลว และรูปรางวัตถุ
วิทยาศาสตร ฟสิกส (138)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
139.
การไหลของของเหลว การไหลอุดมคติแทนดวยเสนกระแสการไหลที่เปนระเบียบ เราพบวาอัตราการไหล
(ปริมาตร/เวลา)หรือ Av มีคาคงที่ ดังนั้น
A1v1 = A2v2
A2 สังเกตวา คา ρAv เปนมวลตอเวลา และพบดวยวา
P2 v2
A1
P + 1 ρv2 + ρgh = คงที่
2
ρ
v1 h2 หรือ 1 ρv 2 + ρgh = P + 1 ρv 2 + ρgh
P1 + 2 1
P1 1 2 2 2 2
h1
ระดับอางอิง Ep = O
เรียกวาสมการแบรนูลลี ในกรณีที่ h เทากัน เมื่อ v มากแลว P จะนอย
ตัวอยางการไหล น้ํารั่วจากรูเล็กๆ พบวา
h v = 2gh
H v
Rmax เมื่อ H
h = 2
โพรเจกไทล
R1 = R2 เมื่อ h1 + h2 = H
R
ปกเครื่องบิน
P1 v1> v2
P2 - P1 = 1 ρ(v 1 - v 2 )
2
2
2
P2> P1 v2 แรงยก F = 1 ρA(v 1 - v 2 )
2
2
2
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (139)
เมื่อ n =จํานวนของโมล = มวล , N = จํานวนโมเลกุล = nNA, R = 8.31 J/mol.K, k = 1.38 × 10-23 J/K
M
= NR
A
ขอสังเกต ถา n, T คงที่ ได P α V1 (กฎของบอยล)
ถา n, P คงที่ ได V α T (กฎของชารล)
ถา n, V คงที่ ได P α T (กฎของเกย-ลุสแชค)
P V slope = nR P slope = nR
P V
1
Pα V
V T(K) T(K)
จากกฎของแกสเราพบวา
P1 V1 P2 V2
n1T1 = n 2 T2
P1 V1 P2 V2
N1T1 = N2T2
P1V1 P2 V2
m1T1 = m2T2
P1 P2
ρ 1 T1 = ρ2T2
สองสมการสุดทายใชกับแกสชนิดเดียวกัน กฎของแกสจะเปนจริงสําหรับแกสอุดมคติเทานั้น สําหรับแกสจริง
จะใชไดดีถาอุณหภูมิสูงและความดันต่ํา
แบบจําลองของแกส สําหรับแกสอุดมคติ เรามีแบบจําลองวา
1. ปริมาตรของโมเลกุลนอยมากเมื่อเทียบกับปริมาตรภาชนะ
2. ไมมีแรงยึดเหนี่ยวระหวางโมเลกุล
3. โมเลกุลเคลื่อนที่แบบราวเนียนไรทิศทางที่แนนอนและเกิดการชนแบบยืดหยุน
คาเฉลี่ย เนื่องจากโมเลกุลของแกสมีอัตราเร็วหลากหลาย จึงศึกษาการเคลื่อนที่ของโมเลกุลดวยคาเฉลี่ย ดังนี้
อัตราเร็ว v = ΣvN
2
อัตราเร็วกําลังสองเฉลี่ย v 2 = Σ (v)
M
ΣE k
พลังงานจลนเฉลี่ย Ek = N
= 1 m v2
2
รากที่สองของคาเฉลี่ยของกําลังสองของอัตราเร็ว vrms = v2
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (141)
142.
ทฤษฎีจลนของแกส เปนการศึกษาการเคลื่อนที่ของโมเลกุลสัมพันธกับปริมาณที่วัดไดจากการทดลอง
โดยพบความจริงตามสมการตอไปนี้
PV = 1 mN v 2 = 1 mNv 2 = 2 NEk
3 3 rms 3
3
Ek = 2 kT = 1 mv rms
2
2
vrms = 3P = 3RT = 3kT
ρ M m
U = ∑Ek = N Ek 3
= 2 PV (PV = nRT = NkT)
ในที่นี้ m = มวลของหนึ่งโมเลกุล, M = มวลของ 1 โมล (kg) และ U คือ พลังงานภายในหรือผลรวม
พลังงานจลนของโมเลกุล โดยในระดับนี้สนใจการเคลื่อนที่แบบเลื่อนตําแหนงของโมเลกุลเทานั้น ไมสนใจการหมุน
สังเกตวา Ek แปรโดยตรงกับอุณหภูมิ T เทานั้น ไมขึ้นกับชนิดของแกส
ความจุความรอนจําเพาะของแกส แกสมีคาความจุความรอนได 2 แบบ คือ แบบปริมาตรคงที่ (cy) และ
แบบความดันคงที่ (cp) โดยพบวา
3R
cy = 2M
R 5R
cp = cy + M = 2M
ในที่นี้เปนคา c ของแกสอะตอมเดี่ยว คือ แกสเฉื่อย
การผสมแกส เมื่อนําแกสที่ P, V, T ตางกันมาผสมกัน โดยไมทําปฏิกิริยา ใชหลักวา
∑Uกอนผสม = ∑Uหลังผสม
และพบวา Pผสม = Σ (PV)
Vผสม
(nT)
Tผสม = ΣΣn
ในที่นี้อุณหภูมิ T เปน K หรือ °C ก็ได
งานที่แกสทํา เมื่อแกสมีการเปลี่ยนแปลงปริมาตรจะเกิดงานของแกสขึ้น โดยพบวา
P
W>O B งานที่แกสทํา W = P∆V = P(V2 - V1) เมื่อ P คงที่
W<O W = พื้นที่ใตกราฟ P - V
A W
V
สังเกตวาถาปริมาตรเพิ่ม แกสทํางาน W เปนบวก แตถาปริมาตรลด แกสทํางาน W เปนลบ (เราทํางาน
ใหแกส) และถาปริมาตรคงที่ตลอดเวลาได W เปนศูนย
วิทยาศาสตร ฟสิกส (142)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
คลื่นนิ่ง เมื่อคลื่นรูปซายน 2ขบวนที่เหมือนกันทุกประการเคลื่อนที่สวนกันในตัวกลางหนึ่งจะเกิดการแทรก
สอดทําใหเกิดคลื่นนิ่ง ซึ่งประกอบดวยตําแหนงบัพ (node) และปฏิบัพ (antinode) สลับกันโดยบัพเปนจุดที่เกิด
จากการแทรกสอดแบบหักลางตลอดเวลา (ตัวกลางไมสั่น) และปฏิบัพเปนตําแหนงที่แทรกสอดเสริมกันตลอดเวลา
(ตัวกลางสั่นตลอดเวลา)
λ
ปฏิบัพ 2 t = o หรือ T
บัพ λ t= T
2
2
คลื่นนิ่งไมมีการเคลื่อนที่ (v = 0) แตมีการสั่นของปฏิบัพดวยคาบและความถี่เดียวกับคลื่นยอย และมี
แอมพลิจูดเทากับผลรวมของคลื่นยอย การเกิดคลื่นนิ่งมีความจริง ดังนี้
ก) ปลายอิสระของเชือก และขอบถาดคลื่นน้ํา เปนตําแหนงปฏิบัพเสมอ
ข) ปลายตรึงของเชือก และปลายเชือกที่ตอกับแหลงกําเนิดเปนบัพเสมอ
ค) ที่จุดกําเนิดคลื่นน้ําอาจเปนบัพ หรือปฏิบัพก็ได
การแทรกสอดของคลื่นน้ําอาพันธ คลื่นน้ําวงกลมจากจุดกําเนิด S1 และ S2 ที่มีการสั่นดวยความถี่
เทากัน และมีความตางเฟสคงที่ เรียกวา คลื่นอาพันธ เมื่อแทรกสอดกันจะทําใหเกิดริ้วการแทรกสอดเปนแนวบัพ
และปฏิบัพอยางเปนระเบียบในกรณีแหลงกําเนิดอาพันธเฟสตรงกันจะได ดังรูป
A3 N3 A 2
(แนวสุดทาย) N2
S1 A1
N1
d A0 (แนวปฏิบัพกลาง)
S2 N1
λ A1
N3 A 2 N2
A3
แนวปฏิบัพ An (n = 0, 1, 2, ...) หาไดจากเงื่อนไขของจุด P คือ
path diff. = |S1P - S2P| = nλ
แนวบัพ Nn (n = 1, 2, ...) หาไดจากเงื่อนไขของจุด P คือ
path diff. = |S1P - S2P| = n - 1 λ
2
ในกรณีแหลงกําเนิดอาพันธเฟสตรงขามกันแนวกลางจะเปน N0 และเงื่อนไขตองสลับกับกรณีเฟสตรงกัน
กรณีจุด P อยูไกล (r >> d)
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (147)
148.
S1 P ประมาณวา |S1P - S2P| = d sin θ จึงได
r
x
d θ Ao แนว An คือ d sin θ = nλ
l
แนว Nn คือ d sin θ = n - 1 λ
2
S2
เมื่อ sin θ = x ≈ x ถา θ นอย อันดับ (n) ของแนวบัพ และปฏิบัพสุดทาย (ดานขาง S1 และ S2)
r ι
หาไดจากเงื่อนไข |S1P - S2P| = d หรือใช sin θ = sin 90° = 1 โดยจํานวนแนวทั้งหมดตองคิดทั้ง 2 ขางของ
A0 สําหรับตําแหนงปฏิบัพที่อยูบนเสนตรง S1S2 จะเปนคลื่นนิ่งสอดคลองกับหลักการทั่วไปที่กลาวมาแลว
นอกจากนี้เรายังสราง S1 และ S2 ไดจากการใหคลื่นหนาตรงเลี้ยวเบนผานชองเปดแคบๆ 2 ชองก็ได (การแทรก
สอดของชองคู)
การเลี้ยเบนผานชองเดี่ยว คลื่นน้ําหนาคลื่นตรงเมื่อเลี้ยวบนผานชองแคบเดี่ยวที่มีความกวาง d > λ
จะเกิดริ้วการแทรกสอดบัพและปฏิบัพ ดังรูป
N2 A1
N1 โดยตําแหนง Nn ที่อยูไกล สอดคลองกับเงื่อนไข
d Ao d sin θ = nλ
λ
N1 และตําแหนงปฏิบัพ An ที่อยูไกล ตั้งแต A1, A2, ... ประมาณวา
A1
สอดคลองกับเงื่อนไข
N2
P d sin θ =
n + 1 λ ; n = 1, 2, ...
2
r
x
λ d θ Ao
โดยที่ sin θ = x เมื่อ r >> d และ sin θ = x ถา θ นอยๆ
r ι
l
การเลี้ยวเบนอธิบายดวยหลักของฮอยเกนสที่กลาววาทุกจุดบนหนาคลื่นเสมือนเปนแหลงกําเนิดคลื่นผลิต
หนาคลื่นถัดไป
วิทยาศาสตร ฟสิกส (148)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
149.
คลื่นเสียง
เสียง เสียงเปนคลื่นกลตามยาว เกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ ทําใหเกิดสวนอัดและสวนขยายเคลื่อนที่
ไปตามตัวกลางคลายคลื่นตามยาวในสปริง
อัด อัด อัด
อัด ขยาย อัด ขยาย อัด
เสียง
ลําโพง ขยาย ขยาย คลื่นความดันของเสียง
สวนอัดจะมีความดันสูง (P > Pa) ขยายจะมีความดันต่ํา (P < Pa) กรณีลําโพงสั่นแบบ SHM จะไดคลื่น
ความดันรูปซายนเคลื่อนที่ไปดวยอัตราเร็วคาหนึ่ง แตคลื่นเสียงอาจแทนดวยคลื่นการกระจัดการสั่นของโมเลกุล
โดยพบวาตําแหนงกลางสวนอัดและสวนขยายจะมีการกระจัดเปนศูนย และคลื่นความดันจะมีเฟสตางกับคลื่นการ
กระจัดอยู 90° ดังรูป
คลื่นความดันของเสียง v
คลื่นกระจัดกระจายของเสียง
λ/4
แอมพลิจูดคลื่นความดันจะแปรผันตรงกับแอมพลิจูดคลื่นการกระจัดสวนปริมาณอื่นๆ เชน f, λ, v มีคา
เทากัน
อัตราเร็วเสียง อัตราเร็วเสียงขึ้นกับสถานะและชนิดของตัวกลาง โดยทั่วไปอัตราเร็วเสียงในของแข็ง
มากกวาในของเหลว และในของเหลวมากกวาในแกส สําหรับแกสชนิดหนึ่งพบวา อัตราเร็ว v เสียงขึ้นกับอุณหภูมิ
T (เคลวิน) โดยที่ v α T ดังนั้น
v1 T1
v2 = T2
สําหรับในอากาศ v α T เชนเดียวกัน โดยที่ถาอุณหภูมิไมสูงหรือต่ํากวาปกติมากนักจะไดคาประมาณ
อัตราเร็วเสียงในอากาศ คือ
v = 331 + 0.6 t
เมื่อ t = อุณหภูมิหนวย °C และ 331 m/s เปนอัตราเร็วเสียงในอากาศอุณหภูมิ 0°C หรือ 273 K
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (149)
การเกิดบีตส บีตสเกิดจากการแทรกสอดของคลื่นเสียงที่มีความถี่ตางกันเล็กนอย (ไมเกิน10 Hz) ทําให
ไดยินเสียงดัง-คอยสลับกันไป คลื่นบีตสมีแอมพลิจูดไมสม่ําเสมอ ดังรูป
ดัง ดัง v
คอย
ผูฟง
ความถี่บีตส หาไดจาก fb = |∆f| = fมาก - fนอย
f +f
สําหรับคลื่นลัพธจะมีความถี่เฉลี่ย f = 1 2 2 Hz
การสั่นพอง เมื่อกระตุนระบบใดๆ ดวยความถี่ของการกระตุนเทากับความถี่ธรรมชาติของระบบ ระบบจะ
สั่นรุนแรงดวยความถี่ธรรมชาตินั้นๆ เรียกวา เกิดการสั่นพอง (resonance) สําหรับระบบที่เกิดคลื่น การสั่นพอง
จะเกิดคลื่นนิ่งแอมพลิจูดสูงจากผลการแทรกสอดของคลื่นที่สะทอนกลับไปกลับมาในระดับนี้มี 3 ระบบ ดังรูป
1. ลวดปลายตรึง 2 ดาน
l
n=1
f1 ι = n2 ; v = fλ
λ
n=2
f = nv = 2ι µ
2ι
n T
f2
n = 1, 2, 3, ...
n=3 µ = มวล/ความยาว = m/ι, T = ความตึง
f3
สังเกตวา f1 = 2vι , f2 = 2f1, f3 = 3f1, ...
เรียก f1 วาความถี่มูลฐาน หรือฮารมอนิกที่ 1 และเรียก f2 และ f3 วาฮารมอนิกที่ 2 และ 3
ตามลําดับ (อาจเรียกความถี่ถัดจากมูลฐานวา โอเวอรโทนที่ 1, 2, ... ก็ได)
2. หลอดเรโซแนนซปลายเปด 2 ดาน
l
= n2 ; v = fλ
λ
n=1
f1 ι
n=2 f = nv ; v = 331 + 0.6 t
2ι
f2
n = 1, 2, 3, ...
n=3
f3
สังเกตวา f1 = 2vι , f2 = 2f1, f3 = 3f1, ... โดยความถี่ตางๆ มีชื่อเรียกเหมือนลวดปลายตรึง
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (151)
152.
3. หลอดปลายปด 1ดาน
= (2n - 1) λ ; v = fλ
l
ι 4
n=1
f1
f = (2n - 1) v ; v = 331 + 0.6 t
4ι
n=2 n = 1, 2, 3, ...
f2
n=3
f3
สังเกตวา f1 = 4vι , f2 = 3f1, f3 = 5f1, ... เรียก f1 วาความถี่หลักมูลหรืออารมอนิกที่ 1 และเรียก f2
และ f3 วาฮารมอนิกที่ 3 และ 5 ตามลําดับ (มีอันดับฮารมอนิกเลขคี่เทานั้น)
เราสามารถใชความถี่คงที่กระตุนระบบแลวปรับความยาวลวด หรือหลอดเรโซแนนซ เพื่อใหมีความยาว
พอเหมาะที่จะเกิดการสั่นพองได ดังรูป
l min = λ l min = λ
l min = λ 2 4
2
∆l = λ ∆l = λ ∆l = λ
2
2 2
ในแงการทดลอง เราหาความยาวคลื่นเสียงจาก ∆ι = λ ของหลอดเรโซแนนซ การใชคา lmin จะมี
2
ความคลาดเคลื่อน เนื่องจากที่ปลายเปดไมใชตําแหนงปฏิบัพพอดี (end correction) แตจะอยูเลยปลายเปด
ออกไปเล็กนอย
ความเขมเสียง เสียงมีพลังงานทําใหเกิดการไดยิน ความทุมแหลมของเสียงขึ้นกับความถี่ (20-20000 Hz)
ถาความถี่มากจะเปนเสียงแหลม แตความดังของเสียงขึ้นกับแอมพลิจูดของเสียง บนพื้นที่ A ถามีเสียงตกกระทบ
ในแนวตั้งฉากดวยพลังงาน E ในชวงเวลา t จะมีนิยามปริมาณตางๆ ดังนี้
กําลังของเสียง P = Et วัตต
ความเขมเสียง P
I = A วัตต/ตารางเมตร
ระดับความเขมเสียง β = 10 log II เดซิเบล
o
ความเขมเสียงที่คนฟงไดอยูในชวง 10-12 ถึง 1 W/m2 โดยคา 10-12 เรียกวา Io ตามระดับ
ความเขมเสียงที่คนฟงไดอยูในชวง 0 ถึง 120 dB
วิทยาศาสตร ฟสิกส (152)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
153.
ในกรณีจุดกําเนิดเสียง ซึ่งกําลัง Pกระจายเสียงรอบทิศสม่ําเสมอ จะไดความเขมเสียงที่ระยะหาง r จาก
แหลงกําเนิด คือ
I = P
4 πr 2
ในการเปรียบเทียบผลตางของระดับความเขมเสียง β1 และ β2 ของเสียงที่มีความเขม I1 และ I2 จะได
I
β1 - β2 = 100 log I 1
2
ที่จุดหนึ่ง ถามีเสียงจากแหลงกําเนิดหลายแหลง จะได
Iรวม = ∑I
I
βรวม = 100 log รวม
I0
สังเกตวา βรวม ไมเทากับ ∑β
ปรากฏการณคอปเพลอร ในกรณีแหลงกําเนิดเสียง (S) และผูฟงเสียง (O) อยูนิ่งความถี่เสียงที่ผูฟงไดยิน
(fo) จะเทากับความถี่เสียงปกติจากแหลงกําเนิด (fs) แตเมื่อมีการเคลื่อนที่สัมพัทธกันระหวางแหลงกําเนิดกับผูฟง
จะทําให fo ไมเทากับ fs เรียกวาเกิด Doppler Effect
vo vo vo vo
vs
S
fs
λหลัง λหนา
ถา v = อัตราเร็วเสียล, vs = อัตราเร็วแหลงกําเนิด และ vo = อัตราเร็วผูฟง จะไดวา
v - vs
λหนา = fs < λปกติ
v + vs
λหลัง = fs > λปกติ
fo = fs v ± v o
v ± v
s
สังเกตวากรณี vo เขาหา S หรือ vs เขาหา O จะมีแนวโนมที่ fo > fs แตกรณีที่ vo ออกจาก S หรือ vs
ออกจาก O จะมีแนวโนมที่ fo < fs จึงสรุปวาใช +vo เมื่อผูฟงวิ่งเขา ใช -vo เมื่อผูฟงวิ่งออก ใช +vs เมื่อ
แหลงกําเนิดวิ่งออก และใช -vs เมื่อแหลงกําเนิดวิ่งเขา
ในกรณีที่ vo และ vs อยูในแนวตั้งฉากกับความเร็วเสียงที่กําลังรับฟงจะไมเกิด Doppler Effect และการ
เคลื่อนที่ของอากาศ (ลมพัด) อยางเดียว โดยที่ S และ O อยูนิ่งไมทําใหเกิด Doppler Effect
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (153)
154.
คลื่นกระแทก เมื่อแหลงกําเนิด Sเคลื่อนที่ดวยอัตราเร็วมากกวาอัตราเร็วเสียง คลื่นเสียงจะแทรกสอด
กันเกิดกรวยของคลื่นกระแทกที่มีมุมกรวย 2θ ดังรูป
t=o vs t θ vs > v
O θ เครื่องบิน
vt
หนาคลื่นกระแทก
คลื่นเสียงจาก O
v 1 vs
จากรูป จะได sin θ = v s = m , m = v = เลขมัค
คลื่นน้ําสามารถเกิดคลื่นกระแทกได
วิทยาศาสตร ฟสิกส (154)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
แนวขอสอบ PAT 2สมบัติของสสาร แกสคลื่น และเสียง
1. ความดันเกจที่ระดับความลึก d ในทะเลสาบเทากับ P ความดันสัมบูรณที่ระดับความลึก 2d เปนไปตามขอใด
1) เทากับ 2P 2) เทากับ P 3) มากกวา 2P 4) นอยกวา 2P
2. เมื่อเพิ่มความดันและอุณหภูมิของแกสอุดมคติเปนสองเทา จะทําใหพลังงานจลนเฉลี่ยของโมเลกุลแกส
เพิ่มขึ้นเปนกี่เทา
3
1) 2 เทา 2) 2 เทา 3) 5 เทา
2 4) 4 เทา
3. หลอดเรโซแนนซปลายปดดานหนึ่ง เปดอีกดานหนึ่ง มีการสั่นใหเสียงความถี่มูลฐาน 1000 Hz เมื่อเปด
ปลายที่ปดอยูจะทําใหความถี่มูลฐานของหลอดเปนเทาใด
1) 2000 Hz 2) 1000 Hz 3) 500 Hz 4) 250 Hz
4. รังสีตก คลื่นผิวน้ําเคลื่อนที่จากบริเวณ P ไปสูบริเวณ Q ผาน
B รอยตอ AB ระหวางน้ําตื้นกับน้ําลึก ดังรูป ขอใด
ถูกตอง
P
1) คลื่นบริเวณ P มีความถี่นอยกวาบริเวณ Q
Q 2) คลื่นบริเวณ P มีอัตราเร็วมากกวาคลื่นบริเวณ Q
A 3) P เปนบริเวณน้ําลึก Q เปนบริเวณน้ําตื้น
รังสีหักเห 4) มุมหักเหมากกวามุมตกกระทบ
5. แกสอุดมคติมีการเปลี่ยนแปลงความดัน P และปริมาตร
P
V ตามกฎของบอยล ดังกราฟ ขอใดสรุปไมถูกตอง
1) แกสมีอุณหภูมิคงตัว
2) แกสมีการคายความรอน
3) พลังงานภายในของแกสมีคาคงตัว
V
4) ผลคูณความดันและปริมาตรมีคาคงตัว
6. ในการทําใหลวดเสนหนึ่งเกิดความเคน S ตองใชงาน W ในการดึง จงหาวาถาตองการเพิ่มความเคนอีก S
ตองทํางานเพิ่มอีกเทาใด
1) 1 W 2) 2 W 3) 3 W 4) 4 W
7. ถังรูปสี่เหลี่ยมใบหนึ่ง ภายในบรรจุน้ําไวนอยกวาครึ่งหนึ่งของความสูง ถาให F1 และ F2 เปนขนาดของ
แรงดันจากความดันเกจของน้ําที่กระทําตอกนถังและขางถังดานหนึ่ง เมื่อเพิ่มระดับน้ําขึ้นเปนสองเทา
แรงดังกลาวจะเปลี่ยนไปเปนตามขอใด
1) 2F1 และ 4F2 ตามลําดับ 2) 2F1 และ 2F2 ตามลําดับ
3) 4F1 และ 4F2 ตามลําดับ 4) 4F1 และ 2F2 ตามลําดับ
วิทยาศาสตร ฟสิกส (158)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
159.
8. แหลงกําเนิดเสียงอาพันธเฟสตรงกัน S1และ S2 วางหางกัน 2 m ทั้งคูใหเสียงที่มีความถี่ 692 Hz โดย
ขณะนั้นอากาศมีอุณหภูมิ 25°C จุด P เปนตําแหนงใดๆ ดานหนาแหลงกําเนิด โดยมีระยะหางจาก S1 และ
S2 เปน r1 และ r2 ตามลําดับ คา r1 และ r2 ในขอใดที่ทําใหจุด P เปนตําแหนงที่เสียงดังมากที่สุด
1) r1 = 2.5 m และ r2 = 2.5 m 2) r1 = 2.5 m และ r2 = 2.25 m
3) r1 = 1.5 m และ r2 = 1.25 m 4) r1 = 1.5 m และ r2 = 2.5 m
9. อัตราเร็วเฉลี่ยแบบ rms ของแกสอุดมคติในถึงใบหนึ่งมีคาเทากับ v ถาเพิ่มปริมาณ (จํานวนโมล) ของแกส
และอุณหภูมิของแกสเปนสองเทาจะไดอัตราเร็วเฉลี่ยแบบ rms ของโมเลกุลเปนเทาใด
1) 2 v 2) 2 v 3) 2 2 v 4) 4 v
10. ถาใชลวดที่มีความยาว l แขวนมวล M ไวกับเพดาน จะทําใหลวดเกิดความเคน S และความเครียด ∅
จงหาวาถาใชลวดแบบเดียวกัน แตมีความยาว 2 l แขวนมวลกอนเดิมไวกับเพดานจะทําใหลวดเกิดความเคน
และความเครียดเทาใด
1) S และ ∅ ตามลําดับ 2) 2S และ ∅ ตามลําดับ
3) S และ 2∅ ตามลําดับ 4) 2S และ 4∅ ตามลําดับ
11. ที่ระยะหาง r จากแหลงกําเนิดเสียงตัวหนึ่ง วัดระดับความเขมเสียงได 80 dB ที่ระยะหาง 10r จะวัดระดับ
ความเขมเสียงไดเทาใด
1) 70 dB 2) 60 dB 3) 50 dB 4) 40 dB
12. จากรูป ถาลูกสูบ (ลื่น) และภาชนะเปนฉนวนความรอนที่
สมบูรณ เมื่อวางตุมน้ําหนักกอนหนึ่งบนลูกสูบเพื่ออัดแกส
ขอใดตอไปนีเปนจริง
้
แกส 1) แกสมีอุณหภูมิคงตัว เพราะภาชนะเปนฉนวน
2) แกสมีอุณหภูมิสูงขึ้น เพราะความดันแกสเพิ่มขึ้น
3) แกสมีอุณหภูมิคงตัว เพราะความดันเพิ่มแตปริมาตรลด
4) แกสมีอุณหภูมิสูงขึ้น เพราะมีการทํางานใหกับแกส
13. ขณะที่อากาศนิ่งอากาศมีความดัน P0 ถามีลมพัดทําใหอากาศเคลื่อนที่ดวยอัตราเร็ว v อากาศจะมีความดัน
เทาใด กําหนดใหอากาศมีความหนาแนน ρ คงตัว
1) P0 - 1 ρv2
2 2) P0 + 1 ρv2
2 3) 1 ρv2
2 4) ρv2
14. ขณะที่แหลงกําเนิดเสียงกําลังเคลื่อนที่ วัดความยาวคลื่นเสียงดานหนาและดานหลังแหลงกําเนิดไดเทากับ
a และ b ตามลําดับ ถาเสียงมีอัตราเร็ว v จงหาอัตราเร็วของแหลงกําเนิดเสียง
2
1) (b - a)v
a+b 2) (ab+-b)v
a 3) (b2- a) 2v 4) (b - a)v
b
a +b
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (159)
160.
15. จากรูป แสดงหนาคลื่นตรงของคลื่นผิวน้ําที่เคลื่อนที่ผานรอยตอระหวางน้ําตื้นและน้ําลึกถาจะทําใหเกิดการ
สะทอนกลับหมดจะตองมีมุมตกกระทบเทาใด และคลื่นเคลื่อนที่อยางไร
A 45°
B 60°
1) มากกวา arc sin 2 และเคลื่อนที่จาก B ไป A
3
2) มากกวา arc sin 2 3 และเคลื่อนที่จาก A ไป B
3) นอยกวา arc sin 23 และเคลื่อนที่จาก A ไป B
4) นอยกวา arc sin 1 และเคลื่อนที่จาก B ไป A
2
วิทยาศาสตร ฟสิกส (160)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010