แรง
        แรง (Force : F) คือ ปริมาณที่พยายามจะเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ของมวล เปนปริมาณเวกเตอรมี
หนวยเปนนิวตัน (Newton : N)
        กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
        1. กฎการเคลื่อนที่ขอที่หนึ่งของนิวตัน (Newton’s first law of motion)
            “วัตถุจะคงสภาพอยูนิ่ง หรือคงสภาพการเคลื่อนที่ดวยความเร็วคงที่ นอกจากจะมีแรงลัพธซึ่งมีคาไม
เปนศูนยมากระทําตอวัตถุนั้น”
            เมื่อแรงลัพธที่กระทําตอวัตถุมีคาเทากับศูนย วัตถุจะรักษาสภาพการเคลื่อนที่ กลาวคือ เดิมวัตถุอยู
สภาพเชนไร ตอไปก็จะคงอยูในสภาพเชนนั้น เชน เดิมวัตถุอยูนิ่งก็จะรักษาสภาพอยูนิ่งตอไป หรือเดิมวัตถุเคลื่อนที่
ดวยความเร็วเทาใดก็จะตองเคลื่อนที่ดวยความเร็วคงที่เทานั้น นั่นคือ คงที่ทั้งขนาดความเร็ว และทิศของความเร็ว
ตองไมเปลี่ยน ซึ่งเรียกวา วัตถุสมดุลตอการเคลื่อนที่
        2. กฎการเคลื่อนที่ขอที่สองของนิวตัน (Newton’s second law of motion)
            “เมื่อแรงลัพธซึ่งมีคาไมเปนศูนยมากระทําตอวัตถุจะทําใหวัตถุเคลื่อนที่ดวยความเรง โดยทิศของความเรง
จะมีทิศเดียวกับทิศของแรงลัพธที่มากระทําตอวัตถุ ขนาดของความเรงจะแปรผันตรงกับขนาดของแรงลัพธ เมื่อ
มวลคงที่ และขนาดความเรงจะแปรผกผันกับมวลของวัตถุ เมื่อแรงลัพธคงที่”
        3. กฎการเคลื่อนที่ขอที่สามของนิวตัน (Newton’s third law of motion)
            “ทุกแรงกิริยาจะตองมีแรงปฏิกิริยาที่มีขนาดเทากันและทิศตรงขามเสมอ”




วิทยาศาสตร ฟสิกส (2)__________________________               โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ขอควรรู
      1. แรงกิริยา-ปฏิกิริยา มีขนาดเทากันและทิศตรงขามเสมอ ไมวาวัตถุจะอยูนิ่ง หรือ เคลื่อนที่ก็ตาม
      2. แรงกิริยา-ปฏิกิริยา ไมสามารถนํามารวมกัน หรือหาแรงลัพธได เนื่องจากแรงทั้งสองกระทํา ตอวัตถุ
คนละกอน
      3. แรงกิริยา-ปฏิกิริยา เกิดขึ้นไดทั้งกรณีที่วัตถุสัมผัสกันหรือไมสัมผัสก็ได เชน แรงดึงดูดระหวางมวล,
แรงระหวางประจุไฟฟา, แรงระหวางขั้วแมเหล็ก เปนตน
      กฎการดึงดูดระหวางมวลของนิวตัน
      ในป พ.ศ. 2230 นิวตัน ไดสรางกฎเกี่ยวกับแรงโนมถวงขึ้นโดยกลาววา “วัตถุทั้งหลายในเอกภพจะออก
แรงดึงดูดซึ่งกันและกัน แรงดึงดูดของวัตถุคูหนึ่งๆ จะแปรผันตรงกับ ผลคูณระหวางมวลวัตถุทั้งสองและจะ
แปรผกผันกับกําลังสองของระยะทางระหวางวัตถุทั้งสอง”
                    F         F
          m1                             m2                 F =
                                                                   Gm 1m 2
                          R                                         R2

        G = คาคงตัวความโนมถวงสากล (Universal Gravitational Constant) = 6.673 × 10-11 Nm2/kg2
        ความเรงเนื่องจากแรงโนมถวงของโลก
        วัตถุใดๆ อยูบนโลกจะเกิดแรงที่โลกดูดตอวัตถุ ถาใหโลกมีมวล M และวัตถุมวล m และ RE เปนรัศมีของ
                                                            Gm 1m 2
โลกจากกฎการดึงดูดระหวางมวล                         F =
                                                               R2
        จะได                                       F = GMm
                                                             R2E
        จากสมการจะเห็นวา G, M และ RE เปนคาคงที่ ดังนั้น 2   GM จึงคงที่ใหเทากับ g นั่นคือ g = GM
                                                                RE                                  R2E
        โดยที่โลกมีมวล 5.98 × 10    24 kg รัศมีเฉลี่ยของโลก 6.38 × 106 m เมื่อแทนคา
                                                                        -11           24
                                                    g = 6.67 × 10 × 5.982× 10   6)
                                                                     (6.38 × 10
                                                        = 9.80 m/s2
        น้ําหนักของวัตถุ
        เนื่องจากวัตถุที่อยูบนโลกจะมีแรงที่โลกดูดวัตถุ เราจะใหน้ําหนักวัตถุ คือ แรงที่โลกดึงดูดวัตถุ ทิศของ
น้ําหนักจะมีทิศพุงเขาหาจุดศูนยกลางของโลก มีหนวยเปนนิวตัน
        จาก                                         F = GMm
                                                             R2E

       จะได                                         W = mg



                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   __________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (3)
แรงเสียดทาน (Frictional force)
        แรงเสียดทานเปนแรงที่พยายามตานการเคลื่อนที่ของวัตถุซึ่งจะเกิดบนผิวทั้งสองของวัตถุที่สัมผัสกัน ซึ่ง
คาของแรงเสียดทานจะขึ้นกับชนิดของผิวสัมผัสและแรงที่วัตถุกดทับลงบนพื้น เชน แรงเสียดทานระหวางผิวเหล็ก
กับเหล็กจะตางจากผิวเหล็กกับทองแดงหรือคูผิวสัมผัสเดียวกันแตวัตถุหนักไมเทากันก็จะเกิดแรงเสียดทานไม
เทากันโดยวัตถุที่หนักมากจะเกิดแรงเสียดทานมากกวา

              N = แรงที่วัตถุกดทับ               f = µN

                                                 f = แรงเสียดทาน (หนวยเปนนิวตัน)
          f                     F = แรงดึง
                                                 µ = สัมประสิทธิ์ความเสียดทาน (coefficient of friction)
                                                 N = แรงที่วัตถุกดในแนวตั้งฉากกับพื้น (หนวยเปนนิวตัน)
                 W = mg
      1. แรงเสียดทานสถิต (Static friction)
          แรงเสียดทานสถิตเปนแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นบนผิวทั้งสองของวัตถุที่สัมผัสกัน และผิววัตถุทั้งสองไมมี
การเคลื่อนที่หรือไมลื่นไถล เชน แรงเสียดทานที่ถนนกระทําตอพื้นรองเทาเวลาเดิน เปนตน
      2. แรงเสียดทานจลน (Kinetic friction)
          แรงเสียดทานจลนเปนแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นบนผิวทั้งสองของวัตถุที่สัมผัสกัน และผิววัตถุทั้งสองมี
การเคลื่อนที่หรือมีการไถล เชน แรงเสียดทานที่พื้นกระทําตอกนของเด็กขณะไถลลงมาตามไมกระดาน




วิทยาศาสตร ฟสิกส (4)__________________________          โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
การเคลื่อนที่
        1. ระยะทาง (Distance : S)
            ระยะทาง คือ ความยาวตามเสนทางการเคลื่อนที่เปนปริมาณสเกลารมีหนวยเปนเมตร (m) ดังรูป
วัตถุเคลื่อนที่จากจุด A ไปยังจุด B ตามแนวเสนประ ระยะทางของการเคลื่อนที่ก็คือระยะตามแนวเสนประนั่นเอง
                                                               •
                                                                B

                                                     v
                                                     S


                                          •
                                         A
                                          v
       2. การกระจัด (Displacement : S )
            การกระจัด คือ ระยะทางในแนวตรงจากตําแหนงเริ่มตนไปยังตําแหนงสุดทายของวัตถุ และมีทิศจาก
ตําแหนงเริ่มตนไปยังตําแหนงสุดทาย การกระจัดเปนปริมาณเวกเตอรมีหนวยเปนเมตร (m) การกระจัดของ
                                        v
การเคลื่อนที่จาก A ไป B จะเทากับระยะ S มีทิศจาก A ไป B หรือ AB
       3. อัตราเร็ว (Speed : v)
            อัตราเร็ว คือ อัตราสวนระหวางระยะทางที่ไดกับเวลาที่ใช มีหนวยเปนเมตรตอวินาที และ
อัตราเร็วเปนปริมาณสเกลาร
                                                          ระยะทางที่ได
                                         อัตราเร็ว ≡
                                                            เวลาที่ใช
       4. ความเร็ว (Velocity : v )  v
            ความเร็ว คือ อัตราสวนระหวางการกระจัดที่ไดกับเวลาที่ใช มีหนวยเปน เมตรตอวินาที (m/s) และ
ความเร็วเปนปริมาณเวกเตอร
                                                          การกระจัดที่ได
                                         ความเร็ว ≡
                                                             เวลาที่ใช




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   __________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (5)
5. ความเรง (Acceleration : v )
                                    a
         ความเรง คือ ความเร็วที่เปลี่ยนไปตอชวงเวลา มีหนวยเปนเมตรตอวินาที2 และความเรงเปนปริมาณ
เวกเตอร
                                                       ความเร็วที่เปลี่ยนไป
                                       ความเรง ≡
                                                             เวลาที่ใช
                                                      ความเร็วปลาย (v) - ความเร็วตน (u)
                                                  =
                                                                     เวลาที่ใช

        การเคลื่อนที่แบบตางๆ
        การตกอิสระ (free fall)
        การตกอิสระเปนการเคลื่อนที่ของวัตถุภายใตแรงโนมถวงของโลกเพียงอยางเดียวตลอดการเคลื่อนที่ โดย
ไมพิจารณาแรงตานอากาศ ความเรงในการตกอิสระของวัตถุ เรียกวา คาความโนมถวง (gravity) ใชสัญญลักษณ
เปน g ความเรงคานี้จะมีคาคงที่ (พิจารณาใกลๆ ผิวโลก) และมีทิศลงในแนวดิ่งเสมอ ซึ่งคาเฉลี่ยทั่วโลกที่ถือวา
เปนคามาตราฐาน คือ g = 9.8065 m/s2 เพื่อความสะดวกในการคํานวณใหใช g = 10 m/s2 หรือ g = 9.8
m/s2 ตามโจทยกําหนด
                                                     +v



                                                            -v




        ขอควรรู
        1. ในการตกอิสระอยางตอเนื่อง ที่ตําแหนงเดียวกัน (หางจากจุดตั้งตนเทากัน) จะมีขนาดของความเร็ว
เทากัน แตทิศตรงขาม
        2. ในการตกอิสระอยางตอเนื่อง ทั้งตอนขึ้นและตอนลงซึ่งเคลื่อนที่ ไดขนาดกระจัดเทากันตองใชเวลา
เทากัน




วิทยาศาสตร ฟสิกส (6)__________________________            โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล (Projectile motion)
         การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทลจะมีลักษณะที่สําคัญ 2 ประการ คือ ประการแรกความเร็วในแนวดิ่งของวัตถุ
ไมคงที่ ประการที่สองความเร็วในแนวราบของวัตถุคงที่
                                                       v
                                              P


                                                        Q           R
      จากรูป เปนการปาวัตถุออกไปในแนวระดับดวยความเร็ว v จากตําแหนง P แลววัตถุเคลื่อนที่เปนวิถีโคง
พาราโบลาตกที่ตําแหนง R ซึ่งระยะ QR จะขึ้นกับความเร็ว v กลาวคือถาความเร็ว v ที่ปาออกไปมีคามากก็จะไป
ตกไกล ถาความเร็ว v มีคานอยก็จะตกใกล โดยที่เวลาของการเคลื่อนที่ไมขึ้นกับความเร็ว ที่ปาแตจะขึ้นกับระยะ
ความสูง PQ ถาระยะ PQ มีคามากเวลาในการเคลื่อนที่จะมีคามากดวย จะไดความสัมพันธวาเวลาในการเคลื่อนที่
จาก P ไป R จะเทากับเวลาที่วัตถุตกจาก P ถึง Q
           บนที่สูงจากพื้นเทาเดิม ถายิงวัตถุออกไปในแนวราบดวยความเร็วตนมากกวาเดิม ระยะตกไกลสุด
           ในแนวราบจะมากขึ้น
           บนที่สูงเดียวกันเมื่อยิงวัตถุอันหนึ่งออกไปในแนวราบ ขณะเดียวกันวัตถุอีกกอนหนึ่งถูกปลอยใหตก
           ใน แนวดิ่งพรอมกัน วัตถุทั้งสองกอนจะตกถึงพื้นพรอมกัน
                                                  B วิถีโคงพาราโบลา

                                       u
                                        A                     C
        จากรูป เปนการยิงวัตถุออกจากตําแหนง A ดวยความเร็วตน u ในแนวทิศเอียงทํามุมกับแนวระดับ วัตถุ
จะเคลื่อนที่ขึ้นแตเนื่องจากแรงดึงดูดของโลกทําใหวัตถุเคลื่อนที่เปนวิถีโคงแทนที่จะเคลื่อนที่เปนเสนตรง และเมื่อ
วัตถุเคลื่อนที่ถึงตําแหนงสูงสุดที่จุด B ที่ตําแหนงนี้วัตถุจะมีความเร็วเฉพาะแนวราบเทานั้น (ความเร็วในแนวดิ่ง
เปนศูนย) หลังจากนั้นวัตถุจะเคลื่อนที่โคงลงตกที่ตําแหนง C โดยไดความสัมพันธวาเวลาที่ใชในการเคลื่อนที่จาก
A ไป B จะเทากับเวลาที่เคลื่อนที่จาก B ไป C จะใหตกไกลสุดตามแนวราบตองยิงดวยมุม 45° และถามุมที่ยิง
สองมุมรวมกันได 90° วัตถุจะตกที่จุด




                    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   __________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (7)
การเคลื่อนที่เปนวงกลม (Circular motion)
          เมื่อวัตถุมีการเคลื่อนที่เปนวงกลมดวยขนาดของความเร็วคงที่หรือไมคงที่ก็ตาม ทิศของความเร็วยอม
เปลี่ยนไปตลอดเวลาแนๆ นั่นก็คือ การเคลื่อนที่มีความเร็วไมคงที่แสดงวาตองมีแรงกระทํา เชน นําวัตถุผูกเชือก
แลวแกวงเปนวงกลมดังรูป เชือกจะดึงใหวัตถุเคลื่อนที่เปนวงกลมแรงดึง
ของเชือกจะมีทิศเขาหาจุดศูนยกลาง นั่นคือจะมีแรงกระทําตอวัตถุในแนว
เขาสูศูนยกลางของการเคลื่อนที่และเรียกแรงนี้วา       แรงสูศูนยกลาง
(Centripetal Force)

        พิจารณาการเคลื่อนที่ของวัตถุเปนวงกลมรัศมี r ดวยอัตราเร็วคงที่ v เวลาที่ใชในการเคลื่อนที่ครบรอบ T
เรียกวา คาบ (period) และจํานวนรอบที่เคลื่อนที่ในหนึ่งหนวยเวลาเรียกวา ความถี่ (frequency)

                                                     1
                                                 f = T

     การแกวงของลูกตุมนาฬิกา (The Simple pendulum motion)
     อนุภาคมวล m ผูกปลายเชือกเบายาว L อีกปลายหนึ่งของเชือกผูกกับเพดาน ดังรูป อนุภาคเคลื่อนที่ใน
ระนาบดิ่งดวยแรงโนมถวงของโลก โดยเชือกจะเอียงทํามุมเล็กๆ กับแนวดิ่ง (หนวยเรเดียน)
              mg sin θ = ma
     เนื่องจาก θ เปนมุมเล็กๆ sin θ ∼ θ
                     gθ = a                                              θ
                                                                              L
                       a = -g L   X
     จะได           ω2 = L                                                       T
                                                                                      m
                                                                            x
                       T = 2π L     g                                   mg sin θ
                                                                                        mg cos θ
                                                                                   mg
     การเคลื่อนที่ของมวลติดสปริงเบา
                                                  -kx = ma
                   m        k                        a = -m    km
                                                   ω2 = m     k

                                                              k
                                                       T = 2π m




วิทยาศาสตร ฟสิกส (8)__________________________          โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ตัวอยางขอสอบ
1. รถยนตคันหนึ่งวิ่งดวยอัตราความเร็วคงตัว 20 เมตรตอวินาที นานเทาใดจึงจะเคลื่อนที่ไดระยะทาง 500 เมตร
    1) 10 s                                              2) 15 s
    3) 20 s                                             *4) 25 s
2. เด็กคนหนึ่งออกกําลังกายดวยการวิ่งดวยอัตราเร็ว 6 เมตรตอวินาที เปนเวลา 1 นาที วิ่งดวยอัตราเร็ว
    5 เมตรตอวินาทีอีก 1 นาที แลวเดินดวยอัตราเร็ว 1 เมตรตอวินาที อีก 1 นาที จงหาอัตราเร็วเฉลี่ยใน
    ชวงเวลา 3 นาทีนี้
    1) 3.0 m/s                                           2) 3.5 m/s
   *3) 4.0 m/s                                           4) 4.5 m/s
3. คลองที่ตัดตรงจากเมือง A ไปเมือง B มีความยาว 65 กิโลเมตร ขณะที่ถนนจากเมือง A ไปเมือง B
    มีระยะทาง 79 กิโลเมตร ถาชายคนหนึ่งขนสินคาจากเมือง A ไปเมือง B โดยรถยนต ถามวาสินคานั้นมี
    ขนาดการกระจัดเทาใด
    1) 14 km                                            *2) 65 km
    3) 72 km                                             4) 79 km
4. รถยนตคันหนึ่งวิ่งดวยอัตราเร็วเฉลี่ย 80 กิโลเมตรตอชั่วโมง จากเมือง A ไปเมือง B ที่อยูหางกัน 200
    กิโลเมตร ถาออกเดินทางเวลา 06.00 นาฬิกา จะถึงปลายทางเวลาเทาใด
    1) 07.50 นาฬิกา                                      2) 08.05 นาฬิกา
   *3) 08.30 นาฬิกา                                      4) 08.50 นาฬิกา
5. ถาปลอยใหกอนหินตกลงจากยอดตึกสูพื้น การเคลื่อนที่ของกอนหินกอนจะกระทบพื้นจะเปนตามขอใด ถาไม
    คิดแรงตานของอากาศ
    1) ความเร็วคงที่                                    *2) ความเร็วเพิ่มขึ้นอยางสม่ําเสมอ
    3) ความเร็วลดลงอยางสม่ําเสมอ                        4) ความเร็วเพิ่มขึ้นแลวลดลง
6. โยนลูกบอลขึ้นไปในแนวดิ่งดวยความเร็วตน 4.9 เมตรตอวินาที นานเทาใดลูกบอลจึงจะเคลื่อนที่ไปถึงจุด
    สูงสุด
   *1) 0.5 s                                             2) 1.0 s
    3) 1.5 s                                             4) 2.0 s
7. การเคลื่อนที่แบบโปรเจกไทล เมื่อวัตถุเคลื่อนที่ขึ้นไปถึงตําแหนงสูงสุด อัตราเร็วของวัตถุจะเปนอยางไร
    1) มีคาเปนศูนย
    2) มีอัตราเร็วแนวราบเปนศูนย
   *3) มีคาเทากับอัตราเร็วแนวราบเมื่อเริ่มเคลื่อนที่
    4) มีคาเทากับอัตราเร็วเมื่อเริ่มเคลื่อนที่



                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   __________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (9)
8. นอตขนาดเล็กผูกดวยสายเอ็นแขวนไวใหสายยาว l ซึ่งสามารถเปลี่ยนใหมีคาตางๆ ได คาบการแกวง T
   ของนอตจะขึ้นกับความยาว l อยางไร




   *1) T2 เปนปฏิภาคโดยตรงกับ l                          2) T เปนปฏิภาคโดยตรงกับ l
    3) T  2 เปนปฏิภาคโดยตรงกับ l 2                      4) T เปนปฏิภาคโดยตรงกับ l
9. รถไตถังเคลื่อนที่ดวยอัตราเร็วสม่ําเสมอและวิ่งครบรอบได 5 รอบในเวลา 2 วินาที หากคิดในแงความถี่ของ
    การเคลื่อนที่ ความถี่จะเปนเทาใด
   *1) 2.5 Hz                                            2) 1.5 Hz
    3) 0.5 Hz                                            4) 0.4 Hz
10. รถยนตคันหนึ่งเคลื่อนที่จากหยุดนิ่งไปบนเสนทางตรง เวลาผานไป 4 วินาที มีความเร็วเปน 8 เมตร/วินาที
    ถาอัตราเร็วเพิ่มขึ้นอยางสม่ําเสมอ รถยนตคันนี้มีความเรงเทาใด
   *1) 2 m/s2                                            2) 4 m/s2
    3) 12 m/s2                                           4) 14 m/s2
11. เด็กคนหนึ่งเดินไปทางทิศเหนือไดระยะทาง 300 เมตร จากนั้นเดินไปทางทิศตะวันออกไดระยะทาง 400
    เมตรใชเวลาเดินทางทั้งหมด 500 วินาที เด็กคนนี้เดินดวยอัตราเร็วเฉลี่ยกี่เมตร/วินาที
    1) 0.2 m/s                                          *2) 1.0 m/s
    3) 1.4 m/s                                           4) 2.0 m/s
12. ยิงวัตถุจากหนาผาออกไปในแนวระดับ ปริมาณใดของวัตถุมีคาคงตัว




    1) อัตราเร็ว                                    2) ความเร็ว
    3) ความเร็วในแนวดิ่ง                           *4) ความเร็วในแนวระดับ
13. เหวี่ยงจุกยางใหเคลื่อนที่เปนแนววงกลมในระนาบระดับศีรษะ 20 รอบ ใชเวลา 5 วินาที จุกยางเคลื่อนที่
    ดวยความถี่เทาใด
    1) 0.25 รอบ/วินาที                             *2) 4 รอบ/วินาที
    3) 5 รอบ/วินาที                                 4) 10 รอบ/วินาที




วิทยาศาสตร ฟสิกส (10)_________________________        โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
14. การเคลื่อนที่ใดที่แรงลัพธที่กระทําตอวัตถุมีทิศตั้งฉากกับทิศของการเคลื่อนที่ตลอดเวลา
    1) การเคลื่อนที่ในแนวตรง                              *2) การเคลื่อนที่แบบวงกลมดวยอัตราเร็วคงตัว
    3) การเคลื่อนที่แบบโปรเจคไทล                          4) การเคลื่อนที่แบบฮารมอนิกอยางงาย
15. ในการเคลื่อนที่เปนเสนตรง กราฟขอใดแสดงวาวัตถุกําลังเคลื่อนที่ดวยความเร็วคงตัว
          ความเรง                                              ความเรง
     1)                                                    2)
                   0                           เวลา                    0                        เวลา

                                                                ความเรง
          ความเรง
     3)                                        เวลา        4)
                   0                                                                            เวลา
                                                                       0
16. กราฟของความเร็ว v กับเวลา t ขอใดสอดคลองกับการเคลื่อนที่ของวัตถุที่ถูกโยนขึ้นไปในแนวดิ่ง
        v                                            v

     1)                                                    2)
                          t                                                 t

          v                                                     v

    *3)                                                    4)
                         t                                                  t
17. รถยนต A เริ่มเคลื่อนที่จากหยุดนิ่ง โดยอัตราเร็วเพิ่มขึ้น 2 เมตร/วินาที ทุก 1 วินาที เมื่อสิ้นวินาทีที่ 5
    รถยนตจะมีอัตราเร็วเทาใด
    1) 5 m/s                                         *2) 10 m/s
    3) 15 m/s                                          4) 20 m/s
18. ถาปลอยใหวัตถุตกลงในแนวดิ่งอยางเสรี หากวัตถุนั้นตกกระทบพื้นดินในเวลา 5 วินาที ถามวาวัตถุกระทบ
    ดินดวยความเร็วเทากับกี่เมตร/วินาที
    1) 4.9 m/s                                         2) 9.8 m/s
    3) 39 m/s                                        *4) 49 m/s



                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (11)
19.                                                    การทดลองเรื่องการเคลื่อนที่แบบฮารมอนิกอยางงาย
                                                       ถาใหลูกตุมเคลื่อนที่จาก A ไป B ไป C แลวไป B
                                                       ดังรูป ใชเวลา 3 วินาที คาบของการเคลื่อนที่มีคา
               A                   C                   เทาใด
                         B                             1) 2 s                     2) 3 s
                                                      *3) 4 s                     4) 6 s
20. ขอความใดถูกตองเกี่ยวกับคาบของลูกตุมอยางงาย
     1) ไมขึ้นกับความยาวเชือก
    *2) ไมขึ้นกับมวลของลูกตุม
     3) ไมขึ้นกับแรงโนมถวงของโลก
     4) มีคาบเทาเดิมถาไปแกวงบนดวงจันทร
21.


    จากรูป แสดงจุดหางสม่ําเสมอกันบนแถบกระดาษที่ผานเครื่องเคาะสัญญาณเวลา 50 ครั้ง/วินาที ขอความใด
    ถูกตองสําหรับการเคลื่อนที่นี้
    1) ความเร็วเพิ่มขึ้นสม่ําเสมอ                           2) ความเรงเพิ่มขึ้นสม่ําเสมอ
    3) ความเรงคงตัวและไมเปนศูนย                        *4) ระยะทางเพิ่มขึ้นสม่ําเสมอ
22. วัตถุที่เคลื่อนที่แบบโปรเจคไทลขณะที่วัตถุอยูที่จุดสูงสุด ขอใดตอไปนี้ถูกตอง
    1) ความเร็วของวัตถุมีคาเปนศูนย
    2) ความเรงของวัตถุมีคาเปนศูนย
   *3) ความเร็วของวัตถุในแนวดิ่งมีคาเปนศูนย
    4) ความเร็วของวัตถุในแนวราบมีคาเปนศูนย
23. เมื่ออยูบนดวงจันทรชั่งน้ําหนักของวัตถุที่มีมวล 10 กิโลกรัม ได 16 นิวตัน ถาปลอยใหวัตถุตกที่บนผิว
    ดวงจันทร วัตถุมีความเรงเทาใด
   *1) 1.6 m/s2                                             2) 3.2 m/s2
    3) 6.4 m/s2                                             4) 9.6 m/s2
24. ชายคนหนึ่งเดินทางไปทางทิศเหนือ 100 เมตร ใชเวลา 60 วินาที แลวเดินตอไปทางตะวันออกอีก 100
    เมตร ใชเวลา 40 วินาที เขาเดินทางดวยอัตราเร็วเฉลี่ยเทาใด
    1) 1.0 m/s                                              2) 1.4 m/s
   *3) 2.0 m/s                                              4) 2.8 m/s




วิทยาศาสตร ฟสิกส (12)_________________________          โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
25. ขอใดตอไปนี้ไมไดทําใหการเคลื่อนที่ของวัตถุเปนการตกแบบเสรี
    กําหนดให การเคลื่อนที่ทุกขอไมคิดแรงตานอากาศ
    1) โยนกอนหินขึ้นไปในแนวดิ่ง
    2) ปลอยลูกกอลฟจากยอดตึกใหตกลงมาในแนวดิ่ง
    3) ยิงลูกปนจากยอดหนาผาออกไปในแนวระดับ
   *4) ผูกถุงทรายเขากับสปริงในแนวดิ่งซึ่งตรึงไวกับเพดาน ดันถุงทรายขึ้นแลวปลอย
26. วัตถุ A มีมวล 10 กิโลกรัม วางอยูนิ่งบนพื้น สวนวัตถุ B ซึ่งมีมวลเทากันกําลังตกลงสูพื้นโลก ถาไมคิดแรง-
    ตานอากาศ และกําหนดใหทั้ง A และ B อยูในบริเวณที่ขนาดสนามโนมถวงของโลกเทากับ 9.8 นิวตัน/
    กิโลกรัม ขอใดตอไปนีไมถูกตอง
                           ้
    1) วัตถุทั้งสองมีน้ําหนักเทากัน
   *2) วัตถุทั้งสองมีอัตราเรงในแนวดิ่งเทากัน คือ 9.8 เมตร/วินาที2
    3) แรงโนมถวงของโลกที่กระทําตอวัตถุ A มีขนาดเทากับ 98 นิวตัน
    4) แรงโนมถวงของโลกที่กระทําตอวัตถุ B มีขนาดเทากับ 98 นิวตัน
27. แรงในขอใดตอไปนี้เปนแรงประเภทเดียวกันกับแรงที่ทําใหลูกแอปเปลตกลงสูพื้นโลก
   *1) แรงที่ทําใหดวงจันทรอยูในวงโคจรรอบโลก
    2) แรงที่ทําใหอิเล็กตรอนอยูในอะตอมได
    3) แรงที่ทําใหโปรตอนหลายอนุภาคอยูรวมกันในนิวเคลียสได
    4) แรงที่ทําใหปายแมเหล็กติดอยูบนฝาตูเย็น
28. การเคลื่อนที่ในขอใดตอไปนี้ที่ความเรงของวัตถุเปนศูนย
    1) การเคลื่อนที่แบบวงกลมดวยอัตราเร็วคงตัว
    2) การตกลงตรงๆ ในแนวดิ่งโดยไมมีแรงตานอากาศ
   *3) การเคลื่อนที่เปนเสนตรงในแนวระดับดวยอัตราเร็วคงตัว
    4) การไถลลงเปนเสนตรงบนพื้นเอียงลื่นที่ไมมีแรงเสียดทาน
29. รถยนตคันหนึ่งแลนดวยอัตราเร็วคงตัว 20 กิโลเมตรตอชั่วโมง ระยะทางที่รถยนตคันนี้แลนไดในเวลา 6 นาที
    เปนไปตามขอใด
    1) 0.3 กิโลเมตร                                      *2) 2.0 กิโลเมตร
    3) 3.3 กิโลเมตร                                       4) 120 กิโลเมตร
30. เด็กคนหนึ่งวิ่งเปนเสนตรงไปทางขวา 20 เมตร ในเวลา 4 วินาที จากนั้นก็หันกลับแลววิ่งเปนเสนตรงไป
    ทางซายอีก 2 เมตร ในเวลา 1 วินาที ขนาดความเร็วเฉลี่ยของเด็กคนนี้เปนไปตามขอใด
    1) 3.5 เมตรตอวินาที                                 *2) 3.6 เมตรตอวินาที
    3) 6.0 เมตรตอวินาที                                  4) 7.0 เมตรตอวินาที




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (13)
31. ขอใดตอไปนี้ไมไดทําใหวัตถุมีการเคลื่อนที่แบบฮารมอนิกอยางงาย
   *1) แขวนลูกตุมดวยเชือกในแนวดิ่ง ผลักลูกตุมใหแกวงเปนวงกลม โดยเสนเชือกทํามุมคงตัวกับแนวดิ่ง
    2) แขวนลูกตุมดวยเชือกในแนวดิ่ง ดึงลูกตุมออกมาจนเชือกทํามุมกับแนวดิ่งเล็กนอยแลวปลอยมือ
    3) ผูกวัตถุกับปลายสปริงในแนวระดับ ตรึงอีกดานของสปริงไว ดึงวัตถุใหสปริงยืดออกเล็กนอย แลวปลอยมือ
    4) ผูกวัตถุกับปลายสปริงในแนวดิ่ง ตรึงอีกดานของสปริงไว ดึงวัตถุใหสปริงยืดออกเล็กนอย แลวปลอยมือ
32. ผูกวัตถุดวยเชือกแลวเหวี่ยงใหเคลื่อนที่เปนวงกลมในแนวระนาบดิ่ง ขณะที่วัตถุเคลื่อนที่มาถึงตําแหนงสูงสุด
    ของวงกลม ดังแสดงในรูป แรงชนิดใดในขอตอไปนี้ที่ทําหนาที่เปนแรงสูศูนยกลาง




    1) แรงดึงเชือก
    2) น้ําหนักของวัตถุ
   *3) แรงดึงเชือกบวกกับน้ําหนักของวัตถุ
    4) ที่ตําแหนงนั้น แรงสูศูนยกลางเปนศูนย
33. เตะลูกบอลออกไป ทําใหลูกบอลเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล ดังรูป และกําหนดใหทิศขึ้นเปนบวก



     กราฟในขอใดตอไปนี้บรรยายความเรงในแนวดิ่งของลูกบอลไดถูกตอง ถาไมคิดแรงตานอากาศ
        ความเรง                                      ความเรง

     1) 0                      เวลา                    *2) 0                       เวลา


         ความเรง                                           ความเรง

     3) 0                     เวลา                      4) 0                       เวลา




วิทยาศาสตร ฟสิกส (14)_________________________            โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ไฟฟาสถิต
       แรงไฟฟาที่กระทําตอประจุ



                        +         -            +       +       -       -      -         +
                             a                     b               c               d
       วัตถุเล็กๆ สองกอนแขวนในแนวดิ่ง ซึ่งอิสระในการเคลื่อนที่ รูป (a) วัตถุมีประจุชนิดตรงขามจะเกิดแรง
ดูดกัน รูป (b) และ (c) วัตถุมีประจุชนิดเดียวกันจะเกิดแรงผลักกัน และรูป (d) วัตถุที่มีประจุไฟฟากับวัตถุที่เปน
กลางจะเกิดแรงดูดกัน
       สนามไฟฟา (The Electric Field)
       สนามไฟฟาที่ตําแหนงใดๆ คือ แรงไฟฟาตอประจุบวกทดสอบที่ตําแหนงนั้น โดยทิศของสนามไฟฟามีทิศ
ตามทิศของแรงไฟฟาที่กระทําตอประจุบวกทดสอบ
                                                       E ≡ qF
                                                             0



     (a)                                                                                             (b)




                            E1
                    1                 2
                                          E2




                        3
                             E3

                            (c)                                                   (d)

                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010     _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (15)
สมบัติของเสนแรงไฟฟา
        1. เสนแรงจะมีทิศพุงออกจากประจุบวก และมีทิศพุงเขาหาประจุลบเสมอ
        2. เสนแรงไฟฟาจะมีระเบียบจะไมตัดกัน นั่นแสดงวา จุดๆ หนึ่งจะมีเสนแรงผานไดเพียงเสนเดียว
        3. เสนแรงไฟฟาจะตั้งฉากกับผิวของวัตถุที่มีประจุไฟฟาเสมอ
        4. เสนแรงไฟฟาจะสิ้นสุดที่ผิวตัวนําเทานั้น แสดงวา ภายในตัวนําจะไมมีเสนแรงไฟฟา นั่นคือ ภายในตัวนํา
สนามไฟฟามีคาเปนศูนย
        5. สนามไฟฟา ณ ตําแหนงใดๆ จะมีทิศอยูในแนวเสนสัมผัสกับเสนแรง ณ ตําแหนงนั้น
        6. ความหนาแนนของเสนแรงในบริเวณตางๆ จะบอกใหทราบถึงความเขมสนามไฟฟาบริเวณนั้นๆ นั่นคือ
             บริเวณใดที่มีเสนแรงไฟฟาหนาแนนมาก แสดงวาความเขมสนามไฟฟามีคามาก
             บริเวณใดที่มีเสนแรงไฟฟาหนาแนนนอย แสดงวาความเขมสนามไฟฟามีคานอย
             บริเวณใดที่มีเสนแรงไฟฟาหนาแนนสม่ําเสมอ (เสนแรงไฟฟาขนานกัน) แสดงวา ความเขมสนามไฟฟา
ก็จะมีคาสม่ําเสมอ
        แรงไฟฟากระทําตอประจุไฟฟาที่อยูในสนามไฟฟา
        เมื่อมีจุดประจุไฟฟาวางอยูในสนามไฟฟาจะเกิดแรงไฟฟากระทําตอประจุไฟฟาซึ่งไดจากนิยามของ
สนามไฟฟาคือ E ≡ F เราสามารถเขียนสมการของแรงที่กระทําตอประจุไฟฟาไดเปน
                        q
                                                  F = qE
      ทิศของแรงที่กระทําตอประจุบวกจะมีทิศเดียวกับสนามไฟฟา และทิศของแรงที่กระทําตอประจุลบจะมีทิศ
ตรงขามกับสนามไฟฟา นั่นคือ แรงจะมีทิศขนานกับสนามไฟฟาเสมอ ไมวาประจุจะเคลื่อนที่อยางไรในสนามไฟฟา
      ความเร็วตนของจุดประจุขนานกับสนามไฟฟาสม่ําเสมอ
      เมื่ออนุภาคที่มีประจุไฟฟาอยูในสนามไฟฟาจะเกิดแรงไฟฟา      v
                                                                   E
กระทําตอประจุ ทําใหอนุภาคเคลื่อนที่ดวยความเรง เมื่อความเร็ว
ตนขนานกับสนามไฟฟาจะมีลักษณะการเคลื่อนที่แบบการเคลื่อนที่        F = qE
แนวตรง                                                                         F = qE              v
                                                                                                   E

                                                                                                (b)
                                                                           (a)




วิทยาศาสตร ฟสิกส (16)_________________________             โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ความเร็วตนของจุดประจุทํามุมกับสนามไฟฟาสม่ําเสมอ
        เมื่ออนุภาคที่มีประจุไฟฟาเคลื่อนที่ทํามุมใดๆ กับสนามไฟฟา (ไมขนานกับสนามไฟฟา) จะเกิดความเรงใน
มิติเดียวกับสนามไฟฟา แตมีความเร็วในมิติขนานกับสนามไฟฟาและมิติตั้งฉากกับสนามไฟฟา ซึ่งลักษณะการ
เคลื่อนที่แบบนี้คือ โพรเจกไตล
                    v                                           v
                    E                   V                       E
                                                                             เคลื่อนที่โคงพาราโบลา



                                                                               เคลื่อนที่แนวตรง
                (a)                                            (b)
                                                                               V




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (17)
แมเหล็กไฟฟา
        แมเหล็ก เมื่อนําแทงแมเหล็กที่สามารถเคลื่อนที่ไดอยางอิสระในแนวระดับวางบนพื้น ดังรูป ปลายหนึ่ง
ของแทงแมเหล็กจะชี้ไปประมาณทิศเหนือจึงเรียกปลายนี้ของแมเหล็กวา ขั้วเหนือ (N) และปลายตรงขาม
เรียกวา ขั้วใต (S)
                 N                             N           N                           N                  S


                                           S       S                             S                  N

        เมื่อนําแทงแมเหล็กมาไวใกลๆ กันจะเกิดแรงกระทําตอกัน โดยที่ขั้วแมเหล็กชนิดเดียวกันจะเกิดแรงผลักกัน
และเมื่อเปนขั้วแมเหล็กชนิดตรงขามจะเกิดแรงดูดกัน
        สนามแมเหล็กโลก
        ขั้วโลกเหนือจะเปนขั้วใตสนามแมเหล็กและที่ขั้วโลกใตจะเปนขั้วเหนือสนามแมเหล็กโลก ดังรูป
                                                                       Earth’s
                                                                       magnetic pole

                                                                             Geographic
                                                                             North Pole




              Geographic
              South Pole
                            Earth’s axis               Earth’s
                                                       magnetic pole

        เสนแรงแมเหล็ก เนื่องจากทิศของสนามแมเหล็กที่จุดใดๆ คือ ทิศทางขั้วแมเหล็กขั้วเหนือ ที่เริ่มจะเคลื่อนที่
ไปเมื่อวางเรียงในตําแหนงนั้น ถาลากเชื่อมตอระหวางจุดตางๆ ที่ขั้วเหนือเคลื่อนที่ไป เรียกเสนทางนี้วา เสนแรง
แมเหล็ก (magnetic lines of force)
            เสนแรงแมเหล็ก หมายถึง เสนที่แสดงทิศของแรงลัพธที่แทงแมเหล็กกระทําตอเข็มทิศ
            เสนแรงแมเหล็กรอบๆ แทงแมเหล็กจะมีลักษณะโคง 3 มิติและพุงจากขั้วเหนือไปขั้วใตของแมเหล็ก
            เสนแรงแมเหล็กโลกบนพื้นที่เล็กๆ จะมีลักษณะเปนเสนขนาน ทิศพุงไปทางทิศเหนือภูมิศาสตร

วิทยาศาสตร ฟสิกส (18)_________________________                       โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
เสนแรงแมเหล็กไมตัดกัน
          บริเวณที่ไมมีเสนแรงแมเหล็กผาน บริเวณนั้นจะไมมีสนามแมเหล็กและเรียกจุดนั้นวา จุดสะเทิน
(neutral point)
       แรงที่กระทําตออนุภาคที่มีประจุ ซึ่งเคลื่อนที่ในบริเวณที่มีสนามแมเหล็ก
                                                                                v
       อนุภาคมวล m มีประจุไฟฟา q เคลื่อนที่ดวยความเร็ว v ในสนามแมเหล็ก B (ทิศความเร็วไมขนานกับ
                                                              v
สนามแมเหล็ก) จะมีแรงเนื่องจากสนามแมเหล็ก (แรงแมเหล็ก) กระทําตออนุภาคที่มีประจุ
                                                 v                 v
                                                 F = qv × B v              (Lorentz force)
      ขนาดของแรงที่กระทําตออนุภาคที่มีประจุ
                                                   F = qvB sin θ
      ทิศทางของแรงที่กระทําตออนุภาคที่มีประจุ ใช “Right hand rule”




                 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (19)
ตัวอยางขอสอบ
1. จุด A และ B อยูภายในเสนสนามไฟฟาที่มีทิศตามลูกศร ดังรูป ขอใดตอไปนี้ถูกตอง


                                          A                      B


    1) วางประจุลบลงที่ A ประจุลบจะเคลื่อนไปที่ B
    2) วางประจุบวกลงที่ B ประจุบวกจะเคลื่อนไปที่ A
    3) สนามไฟฟาที่ A สูงกวาสนามไฟฟาที่ B
   *4) สนามไฟฟาที่ A มีคาเทากับสนามไฟฟาที่ B
2. A, B และ C เปนแผนวัตถุ 3 ชนิดที่ทําใหเกิดประจุไฟฟาโดยการถู ซึ่งไดผลดังนี้ A และ B ผลักกัน สวน A
    และ C ดูดกัน ขอใดตอไปนีถูกตอง
                              ้
    1) A และ C มีประจุบวก แต B มีประจุลบ
    2) B และ C มีประจุลบ แต A มีประจุบวก
   *3) A และ B มีประจุบวก แต C มีประจุลบ
    4) A และ C มีประจุลบ แต B มีประจุบวก
3. โดยปกติเข็มทิศจะวางตัวตามแนวทิศเหนือ-ใต เมื่อนําเข็มทิศมาวางใกลๆ กับกึ่งกลางแทงแมเหล็กที่ตําแหนง
    ดังรูป เข็มทิศจะชี้ในลักษณะใด

                                              N              S
                                                  เข็มทิศ

            N                                                    S
     1)                                                 2)
            S                                                    N
     3) N         S                                   *4) S           N




วิทยาศาสตร ฟสิกส (20)_________________________            โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
4. จากแผนภาพแสดงลักษณะของเสนสนามแมเหล็กที่เกิดจากแทงแมเหล็กสองแทง

                                                  A            B

                                                  C            D


    ขอใดบอกถึงขั้วแมเหล็กที่ตําแหนง A, B, C และ D ไดถูกตอง
    1) A และ C เปนขั้วเหนือ B และ D เปนขั้วใต
    2) A และ D เปนขั้วเหนือ B และ C เปนขั้วใต
   *3) B และ C เปนขั้วเหนือ A และ D เปนขั้วใต
    4) B และ D เปนขั้วเหนือ A และ C เปนขั้วใต
5. บริเวณพื้นที่สี่เหลี่ยม ABCD เปนบริเวณที่มีสนามแมเหล็กสม่ําเสมอซึ่งมีทิศพุงออกตั้งฉากกับกระดาษ ดังรูป
                                           A                 B


                                              D                    C
    ขอใดตอไปนี้ที่จะทําใหอนุภาคโปรตอนเคลื่อนที่เบนเขาหาดาน AB ได
   *1) ยิงอนุภาคโปรตอนเขาไปในบริเวณ จากทางดาน AD ในทิศตั้งฉากกับเสน AD
    2) ยิงอนุภาคโปรตอนเขาไปในบริเวณ จากทางดาน BC ในทิศตั้งฉากกับเสน BC
    3) ยิงอนุภาคโปรตอนเขาไปในบริเวณ จากทางดาน AD ในแนวขนานกับเสน AC
    4) ยิงอนุภาคโปรตอนเขาไปในบริเวณ จากทางดาน DC ในแนวขนานกับเสน DB
6. วางอนุภาคอิเล็กตรอนลงในบริเวณซึ่งมีเฉพาะสนามไฟฟาที่มีทิศไปทางขวา ดังรูป อนุภาคอิเล็กตรอนจะมี
    การเคลื่อนที่เปนไปตามขอใด

                                                               สนามไฟฟา

     1)   เคลื่อนที่เปนเสนโคง เบนขึ้นขางบน
     2)   เคลื่อนที่เปนเสนโคง เบนลงขางลาง
     3)   เคลื่อนที่เปนเสนตรงขนานกับสนามไฟฟา ไปทางขวา
     4)   เคลื่อนที่เปนเสนตรงขนานกับสนามไฟฟา ไปทางซาย




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010    _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (21)
7. อนุภาคโปรตอน อิเล็กตรอน และนิวตรอน อนุภาคในขอใดที่เมื่อนําไปวางในสนามไฟฟาแลวจะมีแรงไฟฟา
   กระทํา
   1) นิวตรอน
   2) โปรตอนและนิวตรอน
   3) โปรตอนและอิเล็กตรอน
   4) โปรตอน อิเล็กตรอน และนิวตรอน
8. ลําอนุภาค P และ Q เมื่อเคลื่อนที่ผานสนามแมเหล็ก B ที่มีทิศพุงออกตั้งฉากกับกระดาษมีการเบี่ยงเบน
   ดังรูป ถานําอนุภาคทั้งสองไปวางไวในบริเวณที่มีสนามไฟฟาสม่ําเสมอ แนวการเคลื่อนที่จะเปนอยางไร
                                                                  B
                               P
                               Q


    1) เคลื่อนที่ไปทางเดียวกันในทิศทางตามเสนสนามไฟฟา
    2) เคลื่อนที่ไปทางเดียวกันในทิศทางตรงขามกับเสนสนามไฟฟา
   *3) เคลื่อนที่ในทิศตรงขามกันโดยอนุภาค P ไปทางเดียวกับสนามไฟฟา
    4) เคลื่อนที่ในทิศตรงขามกันโดยอนุภาค Q ไปทางเดียวกับสนามไฟฟา
9. วางลวดไวในสนามแมเหล็ก ดังรูป เมื่อใหกระแสไฟฟาเขาไปในเสนลวดตัวนําจะเกิดแรงเนื่องจากสนามแมเหล็ก
    กระทําตอลวดนี้ในทิศทางใด


                                       N            S
                                                                      I



    1) ไปทางซาย (เขาหา N)                        2) ไปทางขวา (เขาหา S)
    3) ลงขางลาง                                 *4) ขึ้นดานบน
10. อนุภาคโปรตอนเคลื่อนที่เขาไปในทิศขนานกับสนามแมเหล็กซึ่งมีทิศพุงเขากระดาษแนวการเคลื่อนที่ของ
    อนุภาคโปรตอนจะเปนอยางไร
   *1) วิ่งตอไปเปนเสนตรงดวยความเร็วคงตัว
    2) เบนไปทางขวา
    3) เบนไปทางซาย
    4) วิ่งตอไปเปนเสนตรงและถอยหลังกลับในที่สุด




วิทยาศาสตร ฟสิกส (22)_________________________        โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
11. ถามีอนุภาคมีประจุไฟฟา +q อยูในสนามไฟฟาระหวางแผนคูขนาน ดังรูป ถาเดิมอนุภาคอยูนิ่ง ตอมาอนุภาค
    จะเคลื่อนที่อยางไร
                                               + + + + + + + +
                           +Y
                                                          +q
                           O
                                    +X
                                               - - - - - - - - - -
    1) ทิศ +X ดวยความเรง                   2) ทิศ -X ดวยความเรง
    3) ทิศ +Y ดวยความเรง                  *4) ทิศ -Y ดวยความเรง
12. ขณะที่อนุภาคมีประจุไฟฟา +q มวล m เคลื่อนที่ในแนวระดับในสนามไฟฟาและสนามแมเหล็ก ดังรูป
    อนุภาคจะมีการเคลื่อนที่อยางไร
                  + + + + + + + +
                 ×     ×   ×    ×   × ×    ×    ×    ×                         1)   โคงขึ้น
                 ×                                                            *2)   โคงลง
                 ×
                      v×
                       ×
                           ×
                           ×
                                ×
                                ×
                                    ×+q×
                                    × ×
                                           ×
                                           ×
                                                ×
                                                ×
                                                     ×
                                                     ×                         3)   โคงออกมาจากกระดาษ
                 ×     ×   ×    ×   × ×    ×    ×    ×                         4)   โคงเขาไปในกระดาษ
                  - - - - - - - - - -
13. สนามแมเหล็กโลกมีลักษณะตามขอใด (ขางบนเปนขั้วเหนือภูมิศาสตร)

                  S                                                   S
    *1)                                                   2)
                      N                                                   N


                  N                                                  N
     3)                                                   4)
                      S                                                   S




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (23)
คลื่น
       คลื่นเปนปรากฏการณการแผกระจายพลังงานและโมเมนตัม ออกจากแหลงกําเนิด โดยอาศัยตัวกลาง
หรือไมอาศัยตัวกลางก็ได ซึ่งเราสามารถแบงคลื่นไดดังนี้
       1. จําแนกคลื่นตามลักษณะการเคลื่อนที่
            คลื่นตามขวาง (Transverse wave) เมื่อคลื่นเคลื่อนที่ผานตัวกลางอนุภาคของตัวกลางจะมีการสั่น
กลับไปมาในแนวตั้งฉากกับทิศการเคลื่อนที่ของคลื่น




          เชน คลื่นในเสนเชือก คลื่นที่ผิวน้ํา เปนตน
          คลื่นตามยาว (Longitudinal wave) เมื่อคลื่นเคลื่อนที่ผานตัวกลางอนุภาคของตัวกลางจะมีการสั่น
กลับไปกลับมาในแนวขนานกับทิศการเคลื่อนที่ของคลื่นเชน คลื่นในสปริง คลื่นเสียง เปนตน




       2. จําแนกคลื่นตามลักษณะการอาศัยตัวกลาง
              คลื่นกล (Mechanical wave) เปนคลื่นที่เคลื่อนที่โดยอาศัยตัวกลาง ซึ่งอาจเปนของแข็ง ของเหลว
หรือแกสก็ได ตัวอยางของคลื่น ไดแก คลื่นเสียง คลื่นผิวน้ํา คลื่นในเสนเชือก เปนตน
              คลื่นแมเหล็กไฟฟา (Electromagnetic wave) เปนคลื่นที่ประกอบดวยสนามแมเหล็กและ
สนามไฟฟาในแนวตั้งฉากกันในการเคลื่อนที่ใชหลักการเหนี่ยวนํากันไปจึงไมจําเปนตองอาศัยตัวกลาง (มีตัวกลางก็
เคลื่อนที่ได) และจะเคลื่อนที่ไดเร็วที่สุดในสุญญากาศ และจะชาลงเมื่อเคลื่อนที่ในตัวกลาง เมื่อจัดลําดับความถี่
ของคลื่นแมเหล็กไฟฟาจากความถี่คานอยไปยังคามากจะไดดังนี้ กระแสสลับ คลื่นวิทยุ (เอเอ็ม เอฟเอ็ม)
ไมโครเวฟ (เรดาร) รังสีอินฟราเรด แสง รังสีอัลตาไวโอเลต รังสีเอกซ และรังสีแกมมา

วิทยาศาสตร ฟสิกส (24)_________________________            โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
3. จําแนกคลื่นตามลักษณะการเกิดคลื่น
              คลื่นดล (Pulse wave) เปนคลื่นที่เกิดจากแหลงกําเนิดถูกรบกวนเพียงชวงสั้นๆ เชน สะบัดเชือกครั้ง
เดียว โยนกอนหินตกน้ํา
              คลื่นตอเนื่อง (Continuous wave) เปนคลื่นที่เกิดจากแหลงกําเนิดถูกรบกวนเปนจังหวะตอเนื่อง
เชน เคาะผิวน้ําเปนเวลานานๆ
         สวนประกอบของคลื่น
         สันคลื่น (Crest) เปนตําแหนงสูงสุดของคลื่นหรือเปนตําแหนงที่มีการกระจัดสูงสุดในทางบวก
         ทองคลื่น (Trough) เปนตําแหนงต่ําสุดของคลื่นหรือเปนตําแหนงที่มีการกระจัดมากสุด ในทางลบ
         แอมพลิจูด (Amplitude) เปนระยะจากแนวปกติไปยังสันคลื่นหรือทองคลื่นก็ได
         ความยาวคลื่น (Wavelength) เปนความยาวของคลื่นหนึ่งลูกมีคาเทากับระยะระหวางสันคลื่นหรือทอง
คลื่นที่อยูถัดกัน หรือถาเปนคลื่นตามยาวจะเปนระยะระหวางชวงอัดถึงชวงอัดถัดกันหรือขยายถึงขยายก็ได




      ความยาวคลื่นแทนดวยสัญลักษณ λ มีหนวยเชนเดียวกับหนวยของระยะทาง
      ความถี่ (Frequency) หมายถึง จํานวนลูกคลื่นที่ผานตําแหนงใดๆ ในหนึ่งหนวยเวลา แทนดวยสัญลักษณ
                 1
f มีหนวยเปน วินาที หรือเฮิรตซ (Hz)
        คาบ (Period) หมายถึง ชวงเวลาที่คลื่นเคลื่อนที่ผานตําแหนงใดๆ ครบหนึ่งลูกคลื่น แทนดวยสัญลักษณ
T มีหนวยเปนวินาที
        อัตราเร็วของคลื่น (wave speed) คือ อัตราสวนของระยะทางที่คลื่นเคลื่อนที่ไดตอเวลาที่ใชในเวลา
เดียวกัน
                                     อัตราเร็ว = ระยะทาง    เวลา
                                                     v = λ
                                                         T
                                                     v =     fλ




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (25)
สมบัติของคลื่น
       คลื่นจะตองมีสมบัติ 4 ประการ ดังตอไปนี้
       การสะทอน เมื่อคลื่นเคลื่อนที่ตกกระทบผิวสะทอนที่มีขนาดใหญกวาความยาวคลื่นจะเกิดการสะทอน
       การหักเห เมื่อคลื่นเคลื่อนที่เปลี่ยนตัวกลางแลวอัตราเร็วของคลื่นเปลี่ยนแปลง
       การเลี้ยวเบน เปนปรากฏการณที่คลื่นสามารถเคลื่อนที่ออมสิ่งกีดขวางได
       การแทรกสอด เมื่อคลื่นตั้งแตสองขบวนเคลื่อนที่มาพบกันจะเกิดการรวมกันของคลื่นเกิดคลื่นลัพธ
       อัตราเร็วของคลื่นน้ํา
       ทดลองวางแผนแกวแบนลงในถาดคลื่นทําใหบริเวณนั้นตื้นขึ้น กําเนิดคลื่นตรงวิ่งเขาหาขอบของแผนแกว
ในแนวตั้งฉาก สังเกตุแนวสวางบนโตะจะพบวาความยาวคลื่นในบริเวณน้ําตื้นสั้นกวาบริเวณน้ําลึก เนื่องจาก
ความถี่ที่บริเวณทั้งสองเทากัน เพราะเกิดจากแหลงกําเนิดเดียวกัน จะได
                                              λลึก > λตื้น
                                             fλลึก > fλตื้น
                                              vลึก > vตื้น
       อัตราเร็วคลื่นในน้ําลึกจะมากกวาอัตราเร็วคลื่นในน้ําตื้น ยกเวนบริเวณน้ําลึกมากๆ อัตราเร็วคลื่นจะไม
เปลี่ยนแปลงตามความลึก




วิทยาศาสตร ฟสิกส (26)_________________________          โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ตัวอยางขอสอบ
1. เมื่อคลื่นเดินทางจากน้ําลึกสูน้ําตื้น ขอใดตอไปนีถูก
                                                      ้
    1) อัตราเร็วคลื่นในน้ําลึกนอยกวาอัตราเร็วคลื่นในน้ําตื้น
   *2) ความยาวคลื่นในน้ําลึกมากกวาความยาวคลื่นในน้ําตื้น
    3) ความถี่คลื่นในน้ําลึกมากกวาความถี่คลื่นในน้ําตื้น
    4) ความถี่คลื่นในน้ําลึกนอยกวาความถี่คลื่นในน้ําตื้น
2. คลื่นใดตอไปนี้เปนคลื่นที่ตองอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่
        ก. คลื่นแสง
        ข. คลื่นเสียง
        ค. คลื่นผิวน้ํา
    ขอใดถูกตอง
    1) ทั้ง ก, ข. และ ค.                                  *2) ข. และ ค.
    3) ก. เทานั้น                                         4) ผิดทุกขอ
3. เมื่อคลื่นเคลื่อนจากตัวกลางที่หนึ่งไปตัวกลางที่สองโดยอัตราเร็วของคลื่นลดลง        ถามวาสําหรับคลื่นใน
    ตัวกลางที่สอง ขอความใดถูกตอง
    1) ความถี่เพิ่มขึ้น                                    2) ความถี่ลดลง
    3) ความยาวคลื่นมากขึ้น                                *4) ความยาวคลื่นนอยลง
4. ถากระทุมน้ําเปนจังหวะสม่ําเสมอ ลูกปงปองที่ลอยอยูหางออกไปจะเคลื่อนที่อยางไร
    1) ลูกปงปองเคลื่อนที่ออกหางไปมากขึ้น
    2) ลูกปงปองเคลื่อนที่เขามาหา
   *3) ลูกปงปองเคลื่อนที่ขึ้น-ลงอยูที่ตําแหนงเดิม
    4) ลูกปงปองเคลื่อนที่ไปดานขาง
5. คลื่นเคลื่อนที่จากตัวกลางหนึ่งไปยังอีกตัวกลางหนึ่ง ปริมาณใดตอไปนี้ไมเปลี่ยนแปลง
   *1) ความถี่
    2) ความยาวคลื่น
    3) อัตราเร็ว
    4) ทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่น




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (27)
6. เมื่อใหแสงสีแดงผานเขาไปในปริซึม แสงสีแดงในปริซึมจะมีความเร็วและความยาวคลื่นอยางไรเทียบกับแสง
    นั้นในอากาศ
    1) ความเร็วลดลง ความยาวคลื่นเพิ่มขึ้น
   *2) ความเร็วลดลง ความยาวคลื่นลดลง
    3) ความเร็วเพิ่มขึ้น ความยาวคลื่นเพิ่มขึ้น
    4) ความเร็วเพิ่มขึ้น ความยาวคลื่นลดลง
7. ขอใดตอไปนีถูกตองเกี่ยวกับคลื่นตามยาว
                ้
   *1) เปนคลื่นที่อนุภาคของตัวกลางมีการสั่นในแนวเดียวกับการเคลื่อนที่ของคลื่น
    2) เปนคลื่นที่เคลื่อนที่ไปตามแนวยาวของตัวกลาง
    3) เปนคลื่นที่ไมตองอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่
    4) เปนคลื่นที่อนุภาคของตัวกลางมีการสั่นไดหลายแนว




วิทยาศาสตร ฟสิกส (28)_________________________      โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
คลื่นเสียง
         คลื่นเสียง (Sound waves)
         เสียงเกิดจากการสั่นของวัตถุ พลังงานที่ทําใหวัตถุสั่นจะทําใหโมเลกุลของอากาศที่อยูรอบวัตถุสั่นตาม ซึ่ง
จะถายโอนพลังงานใหกับโมเลกุลของอากาศที่อยูถัดไป สงผลใหคลื่นเสียงเคลื่อนที่ออกจากแหลงกําเนิดเสียงมายัง
หูเรา การไดยินเสียงเปนการทํางานของระบบประสาท ทําใหรับรูและแยกแยะวิเคราะหเปนเรื่องราวตางๆ ได
หลังจากถายโอนพลังงานไปแลว โมเลกุลของอากาศจะสั่นกลับสูตําแหนงเดิม ในแนวเดียวกับการเคลื่อนที่ของ
คลื่นเสียง (เสียงเปนคลื่นตามยาว)                                           λ
         ความดันอากาศในบริเวณที่เสียงเคลื่อนที่
ผานเรียกวา ความดันเสียง ณ เวลาหนึ่งโมเลกุล
ของอากาศในบางบริเวณจะอยูใกลชิดกันมาก ทํา
ใหมีความหนาแนนและความดันสูงกวาปกติ
บริเวณนี้เรียกวา สวนอัด แตในบางบริเวณโมเลกุลของอากาศ อยูหางกันมากจึงมีความหนาแนนและความดันต่ํา
กวาปกติ บริเวณนี้ เรียกวา สวนขยาย
         อัตราเร็วเสียง
         ในการเคลื่อนที่ของเสียงจําเปนตองอาศัยตัวกลาง ถาไมมีตัวกลางเสียงจะเคลื่อนที่ไมได การหาอัตราเร็ว
ของเสียงก็หาเชนเดียวกับคลื่นโดยทั่วไป กลาวคือ อัตราเร็วเสียงเทากับระยะทางที่เสียงเคลื่อนที่ไดตอชวงเวลานั้น
                                         อัตราเร็วเสียง = ระยะทาง
                                                                เวลา
                                                      v = fλ
         อัตราเร็วของเสียงในตัวกลางจะไมขึ้นกับความถี่และความยาวคลื่น หมายความวา ความถี่ของเสียงจะเพิ่ม
หรือลดอัตราเร็วเสียงยังมีคาคงเดิม แตก็ยังมีองคประกอบที่ทําใหอัตราเร็วเสียงเปลี่ยนไดนั่นคือ
         ชนิดของตัวกลาง ในตัวกลางที่ตางกันอัตราเร็วของเสียงจะตางกัน โดยสวนใหญแลวเสียงเคลื่อนที่ใน
ตัวกลางมีความหนาแนนมากจะมีอัตราเร็วมากกวาเคลื่อนที่ในตัวกลางที่มีความหนาแนนนอย แตก็ไมจริงเสมอไป
เชน เสียงเคลื่อนที่ในปรอทจะมีอัตราเร็วนอยกวาอัตราเร็วเสียงในน้ํา เปนตน
         ความเร็วของตัวกลาง ในกรณีที่ตัวกลางมีการเคลื่อนที่ จะทําใหอัตราเร็วของเสียงเปลี่ยนไป เชน เสียง
ที่เคลื่อนที่ตามลมจะเร็วกวาเสียงที่เคลื่อนที่ทวนลม (ความถี่เสียงไมเปลี่ยน)
         V = อัตราเร็วเสียง                                        Vm
         VO = อัตราเร็วเสียงในอากาศนิ่ง
         Vm = อัตราเร็วลม                         Vตาม = VO + Vm                           Vทวน = VO - Vm




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (29)
อุณหภูมิ มีผลตออัตราเร็วของเสียงในอากาศ กลาวคือ อัตราเร็วเสียงในอากาศแปรผันตรงกับรากที่สอง
ของอุณหภูมิสัมบูรณ V α T โดย T เปนอุณหภูมิในหนวยเคลวิน
                                           V1          T1
      จะได                                V2   =      T2

       และได                                   V = 331 + 0.6 t           เมื่อ t เปนอุณหภูมิหนวยเซลเซียส

       การไดยิน
       การไดยินของมนุษยจะประกอบดวยแหลงกําเนิดเสียง ตัวกลาง ประสาทหูที่ปกติของมนุษย




                                            สวนประกอบของหู
         ระดับเสียง หรือระดับความสูงต่ําของเสียงซึ่งจะขึ้นกับความถี่ของเสียง โดยชวงความถี่เสียงที่มนุษยได
ยินอยูระหวาง 20-20000 เฮิรตซ โดยเสียงที่มีความถี่ต่ํากวา 20 เฮิรตซ เรียกวา อินฟราโซนิก (Infrasonic)
และเสียงที่มีความถี่สูงกวา 20000 เฮิรตซ เรียกวา อุลตราโซนิก (Ultrasonic)
           เสียงแหลม คือ เสียงที่มีระดับเสียงสูงหรือเสียงที่มีความถี่มาก
           เสียงทุม คือ เสียงที่มีระดับเสียงต่ําหรือเสียงทีมีความถี่นอย
         ความเขมของเสียง คือ อัตราพลังงานเสียงที่ตกลงบนพื้นที่ 1 ตารางเมตร มีหนวยเปนวัตตตอตารางเมตร
           ความเขมของเสียงนอยที่สุดที่พอจะไดยินได 10-12 วัตตตอตารางเมตร
           ความเขมของเสียงมากที่สุดที่ทนฟงได 1 วัตตตอตารางเมตร
        ระดับความเขมเสียง เปนคาที่บอกความดังของเสียง ซึ่งจะขึ้นกับแอมปลิจูดของคลื่น ถาคาแอมพลิจูด
มากเสียงจะดัง ชวงระดับความเขมเสียงที่มนุษยจะไดยินจะอยูในชวง 0-120 dB (เดซิเบล)




วิทยาศาสตร ฟสิกส (30)_________________________           โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
สมบัติของคลื่นเสียง
          เสียงเปนคลื่นจึงมีคุณสมบัติเหมือนคลื่นทั่วไป คือ การสะทอน การหักเห การเลี้ยวเบน และ
การแทรกสอด
          การสะทอนของเสียง
          เมื่อเสียงตกกระทบผิวสะทอนที่ขนาดใหญกวาความยาวคลื่นจะเกิดการสะทอน             และเปนไปตามกฎการ
สะทอน* เสียงจะสะทอนไดดีกับวัตถุผิวมัน ดังนั้นเพื่อปองกันการสะทอนเสียงภายในหองจึงตองใหผนังผิวขรุขระ
เชน ติดกรอบรูป ตกแตงดวยตนไมหรือติดมาน เปนตน
               เสียงกอง (Echo) คือ เสียงสะทอนที่ไดยินเปนครั้งที่สองหลังจากไดยินเสียงครั้งแรกไปแลว ซึ่งจะ
เกิดขึ้นไดตองใชเวลาหางกันไมนอยกวา 0.1 วินาที
          การหักเหของคลื่นเสียง
          เกิดจากการที่เสียงเปลี่ยนตัวกลางในการเคลื่อนที่แลวทําใหอัตราเร็วและความยาวคลื่นเสียงเปลี่ยนไปแต
ความถี่คงเดิม ปรากฏการณที่เกิดในชีวิต ประจําวันเนื่องจากการหักเหของเสียง เชน การเห็นฟาแลบแลวไมได
ยินเสียงฟารอง
          การแทรกสอดของเสียง
          เกิดจากการที่คลื่นเสียงอยางนอย 2 ขบวนเคลื่อนที่มาพบกันแลวเกิดการเสริมหรือหักลางกัน เชน ใน
เครื่องบินการปองกันเสียงในเครื่องบิน ทําโดยการผลิตเสียงที่มีความถี่เทากับเสียงที่เกิดจากเครื่องยนตไอพน แต
มีลักษณะตรงขามกันทําใหเสียงเกิดการหักลาง เสียงในหองโดยสารจึงเงียบสนิท
          บีตส (Beats)
          ปรากฏการณการแทรกสอดของคลื่นเสียงสองชุด ที่มีความถี่ตางกันเล็กนอย (slightly) เคลื่อนที่ในทิศทาง
เดียวกัน (Same direction) ผลจากหลักการรวมกันไดของคลื่นสองขบวนเปนคลื่นลัพธที่มีแอมพลิจูดไมคงที่
เปลี่ยนแปลงตามเวลา จุดที่คลื่นทั้งสองรวมกันแบบเสริม (Constructive) จะมีแอมพลิจูดมากเสียงที่ไดยินจะดัง
จุดที่คลื่นทั้งสองรวมกันแบบหักลาง (Destructive) จะมีแอมพลิจูดนอย เสียงที่ไดยินจะคอย
          เมื่อคลื่นเกิดการรวมกันแลวจะทําใหเกิดเสียงดังและคอยสลับกันเปนจังหวะคงที่ เรียกปรากฏการณนี้วา
การเกิดบีตสของเสียง (Beats of sound)
          ความถี่บีตส (Beat frequency) คือ จํานวนครั้งที่ไดยินเสียงดังในหนึ่งวินาที (จํานวนครั้งที่เกิดเสียงคอย
ในหนึ่งวินาที) ซึ่งความถี่บีตสจะหาไดจากผลตางระหวางความถี่ของแหลงกําเนิดทั้งสอง

           ความถี่บีตส = จํานวนครั้งเวลายินเสียงดัง
                                      ที่ได                            fb = |f2 - f1|

       ถาความถี่เสียงทั้งสองตางกันเล็กนอย เสียงบีตสที่ไดยินจะเปนจังหวะชาๆ ถาความถี่เสียงทั้งสองตางกัน
มาก เสียงบีตสที่ไดยินจะเปนจังหวะเร็วขึ้น โดยปกติมนุษยจะสามารถจําแนกเสียงบีตสที่ไดยินเปนจังหวะ เมื่อ
ความถี่บีตสไมเกิน 7 เฮิรตซ




                    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (31)
การเลี้ยวเบนของเสียง
        เกิดจากการที่คลื่นเสียงสามารถออมเลี้ยวผานสิ่งกีดขวางได เสียงที่มีความยาวคลื่นยาวจะเลี้ยวเบนผาน
ขอบของสิ่งกีดขวางไดดีกวาเสียงที่ความยาวคลื่นสั้น เชน รถวิ่งไปดานหนาตึกเปดแตรขึ้น คนที่อยูดานขางของตึก
จะไดยินเสียงได เพราะเสียงเลี้ยวเบนผานขอบของตึกไปได
        คุณภาพเสียง แหลงกําเนิดเสียงตางกัน อาจใหเสียงที่มีระดับเสียงเดียวกัน เชน ไวโอลิน และขลุยถาเลน
โนตเดียวกัน จะใหเสียงที่มีความถี่เดียวกัน แตเราสามารถแยกออกไดวา เสียงใดเปนเสียงไวโอลินและเสียงใดเปน
เสียงขลุย แสดงวานอกจากระดับเสียงแลว จะตองมีปจจัยอื่นอีกที่ทําใหเสียงที่ไดยินแตกตางกันจนเราสามารถ
แยกประเภทของแหลงกําเนิดเสียงนั้นได




      แหลงกําเนิดเสียงตางชนิดกัน ขณะสั่นจะใหเสียงซึ่งมีความถี่มูลฐานและฮารโมนิคตางๆ ออกมาพรอมกัน
เสมอ แตจํานวนฮารโมนิค และความเขมเสียงแตละฮารโมนิคจะแตกตางกัน จึงทําใหลักษณะคลื่นเสียงที่ออกมา
แตกตางกัน สําหรับแหลงกําเนิดที่ตางกันจะใหเสียงที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่เราเรียกวา คุณภาพเสียงตางกันนั้นเอง




วิทยาศาสตร ฟสิกส (32)_________________________            โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ตัวอยางขอสอบ
1. ถาดีดกีตารแลวพบวาเสียงที่ไดยินต่ํากวาปกติ จะมีวิธีปรับแกใหเสียงสูงขึ้นไดอยางไร
    1) เปลี่ยนใชสายเสนใหญขึ้น                            2) ปรับสายใหหยอนลง
    3) ปรับตําแหนงสายใหยาวขึ้น                            4) ปรับสายใหตึงขึ้น
2. เสียงผานหนาตางในแนวตั้งฉาก มีคาความเขมเสียงที่ผานหนาตางเฉลี่ย 1.0 × 10-4 วัตตตอตารางเมตร
    หนาตางกวาง 80 เซนติเมตร สูง 150 เซนติเมตร กําลังเสียงที่ผานหนาตางมีคาเทาใด
    1) 0.8 × 10-4 W                                      *2) 1.2 × 10-4 W
    3) 1.5 × 10-4 W                                         4) 8.0 × 10-4 W
3. ชาวประมงสงคลื่นโซนารไปยังฝูงปลา พบวาชวงเวลาที่คลื่นออกไปจากเครื่องสงจนกลับมาถึงเครื่องเปน 1.0
    วินาทีพอดี จงหาวาปลาอยูหางจากเรือเทาใด (กําหนดใหความเร็วของคลื่นในน้ําเปน 1540 เมตรตอวินาที)
    1) 260 m                                                2) 520 m
   *3) 770 m                                                4) 1540 m
4. ระดับเสียงและคุณภาพเสียงขึ้นอยูกับสมบัติใด ตามลําดับ
    1) ความถี่ รูปรางคลื่น                                 2) รูปรางคลื่น ความถี่
    3) แอมพลิจูด ความถี่                                    4) ความถี่ แอมพลิจูด
5. ขอใดตอไปนี้เปนวัตถุประสงคของการบุผนังของโรงภาพยนตรดวยวัสดุกลืนเสียง
    1) ลดความถี่ของเสียง                                    2) ลดความดังของเสียง
   *3) ลดการสะทอนของเสียง                                  4) ลดการหักเหของเสียง
6. ในการเทียบเสียงกีตารกับหลอดเทียบเสียงมาตรฐาน เมื่อดีดสายกีตารพรอมกับหลอดเทียบเสียงเกิดบีตสขึ้น
    ที่ความถี่หนึ่ง แตเมื่อขันใหสายตึงขึ้นเล็กนอยความถี่ของบีตสสูงขึ้น ความถี่ของเสียงกีตารเดิมเปนอยางไร
   *1) สูงกวาเสียงมาตรฐาน                                  2) ต่ํากวาเสียงมาตรฐาน
    3) เทากับเสียงมาตรฐาน                                  4) อาจจะมากกวาหรือนอยกวา
7. ขอใดตอไปนี้ที่มีผลทําใหอัตราเร็วของคลื่นเสียงในอากาศเปลี่ยนแปลงได
    1) ลดความถี่                                            2) เพิ่มความยาวคลื่น
    3) เพิ่มแอมพลิจูด                                    *4) ลดอุณหภูมิ
8. สมบัติตามขอใดของคลื่นเสียงที่เกี่ยวของกับการเกิดบีตส
    1) การสะทอน                                            2) การหักเห
    3) การเลี้ยวเบน                                      *4) การแทรกสอด




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (33)
9. ขอใดไมถูกตอง
   *1) คางคาวอาศัยคลื่นเสียงในยานอินฟราโซนิกในการบอกทิศทางและจับเหยื่อ
    2) สุนัขสามารถไดยินเสียงที่มีความถี่ในยานอัลตราโซนิกได
    3) เสียงที่มีความถี่ในยานอินฟราโซนิกจะมีความถี่ต่ํากวาความถี่ที่มนุษยสามารถไดยิน
    4) คลื่นเสียงในยานอัลตราโซนิกสามารถใชทําความสะอาดเครื่องมือแพทย
10. เครื่องโซนารในเรือประมงไดรับสัญญาณสะทอนจากทองทะเล หลังจากสงสัญญาณลงไปเปนเวลา 0.4 วินาที
    ถาอัตราเร็วเสียงในน้ําเปน 1500 เมตรตอวินาที ทะเลมีความลึกเทากับขอใด
    1) 150 เมตร                                        *2) 300 เมตร
    3) 600 เมตร                                         4) 900 เมตร




วิทยาศาสตร ฟสิกส (34)_________________________     โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
คลื่นแมเหล็กไฟฟา
       ทฤษฎีคลื่นแมเหล็กไฟฟาของแมกซเวลล นักฟสิกส และนักคณิตศาสตรชาวอังกฤษ
       แมกซเวลลไดรวบรวมกฏตางๆที่เกี่ยวกับคลื่นแมเหล็กไฟฟา          มาสรุปเปนทฤษฎีโดยนําเสนอในรูปของ
สมการคณิตศาสตร ซึ่งแมกเวลลใชทํานายวา สนามไฟฟาที่เปลี่ยนแปลงตามเวลาทําใหเกิดสนามแมเหล็ก
และในขณะเดียวกันสนามแมเหล็กที่เปลี่ยนแปลงตามเวลาก็ทําใหเกิดสนามไฟฟาดวย โดยทิศสนามแมเหล็ก
และสนามไฟฟาตางก็มีทิศตั้งฉากกัน และแมกเวลล
       ยังทํานายอีกวา คลื่นแมเหล็กที่เกิดขึ้นจากการเหนี่ยวนําอยางตอเนื่องระหวางสนามแมเหล็กและสนามไฟฟา
เคลื่อนที่ออกจากแหลงกําเนิดไปในสุญญากาศดวยอัตราเร็วเทากับอัตราเร็วแสง แมกซเวลลจึงเสนอความคิดวา
แสงเปนคลื่นแมเหล็กไฟฟา        คําทํานายนี้ไดรับการยืนยันวาเปนจริงโดยการทดลองของเฮิรตซ          ซึ่งเปน
นักวิทยาศาสตรชาวเยอรมัน




        สรุปสมบัติคลื่นแมเหล็กไฟฟา ไดดังนี้
                         v                       v
        1. สนามไฟฟา E และสนามแมเหล็ก B มีทิศตั้งฉากซึ่งกันและกันและตั้งฉากกับทิศการเคลื่อนที่ของ
คลื่นแมเหล็กไฟฟาเสมอ ดังนั้นคลื่นแมเหล็กไฟฟาจึงเปนคลื่นตามขวาง
                         v                      v
        2. สนามไฟฟา E และสนามแมเหล็ก B เปนฟงชันรูปไซน และสนามทั้งสองจะเปลี่ยนแปลงตามเวลา
ดวยความถี่เดียวกันและเฟสตรงกันถาสนามไฟฟาเปนศูนย สนามแมเหล็กก็เปนศูนยดวยมีคาสูงสุด และต่ําสุด
พรอมกัน
        3. ประจุไฟฟาเมื่อเคลื่อนที่ดวยความเรง จะปลดปลอยคลื่นแมเหล็กไฟฟาออกมารอบการเคลื่อนที่ของ
ประจุนั้น




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (35)
สเปกตรัมของคลื่นแมเหล็กไฟฟา
       คลื่นแมเหล็กไฟฟานี้แมมีแหลงกําเนิด และวิธีการตรวจวัดที่ไมเหมือนกัน แตคลื่นเหลานี้จะมีสมบัติรวมกัน
คือ จะเคลื่อนที่ไปไดดวยความเร็วในสุญญากาศที่เทากันหมด และเทากับความเร็วแสง พรอมๆ กับมีการสง
พลังงานไปพรอมกับคลื่น
       สเปกตรัมของคลื่นแมเหล็กไฟฟา




        1. คลื่นวิทยุ เปนคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่มีความถี่อยูในชวง 106-109 เฮิรตซ
           ระบบเอเอ็ม (Amplitude Modulation : A.M.) ความถี่อยูในชวง 530-1600 กิโลเฮิรตซ จะเปนการผสม
(Modulate) สัญญาณเสียงเขากับคลื่นวิทยุ (คลื่นพาหะ) โดยสัญญานเสียงจะบังคับใหคลื่นพาหะมีแอมพลิจูด
เปลี่ยนแปลงไปตามสัญญาณเสียง คลื่นวิทยุในชวงความถี่นี้จะสามารถสะทอนไดดีที่บรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟยร
ขอดี คือ ทําใหสามารถสื่อสารไดไกลเปนพันๆ กิโลเมตร (คลื่นฟา) ขอเสีย คือ จะถูกคลื่นแมเหล็กไฟฟาจากแหลง
อื่นๆ แทรกเขามารบกวนไดงาย




วิทยาศาสตร ฟสิกส (36)_________________________             โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ระบบเอฟเอ็ม (Frequency Modulation : F.M.) ความถี่อยูในชวง 80-108 เมกะเฮิรตซ เปนการผสม
(Modulate) สัญญาณเสียงเขากับคลื่นวิทยุ (คลื่นพาหะ) โดยสัญญานเสียงจะบังคับใหคลื่นพาหะมีความถี่
เปลี่ยนไปตามสัญญาณเสียง ขอดี คือ ทําใหคลื่นแมเหล็กไฟฟาจากแหลงอื่นรบกวนไดยาก ขอเสีย คือ สะทอน
บรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟยรไดนอยมาก ทําใหการสงกระจายเสียงตองใชสถานีถายทอดเปนระยะๆ (คลื่นดิน)




        2. คลื่นโทรทัศนและไมโครเวฟ มีความถี่ในชวง 108-1011 เฮิรตซ เปนคลื่นที่ไมสะทอนในชั้นไอโอโนสเฟยร
แตจะทะลุชั้นบรรยากาศออกไปนอกโลกเลย การสงสัญญาณตองมีสถานีถายทอดเปนระยะๆ หรือใชดาวเทียมใน
การถายทอด สวนคลื่นไมโครเวฟจะใชในอุปกรณสําหรับหาตําแหนงของสิ่งกีดขวาง ตรวจจับอัตราเร็วของรถยนต
และอากาศยานในทองฟา ซึ่งเปนอุปกรณสรางขึ้นเพื่อใชตรวจหาที่เรียกวา เรดาร (Radiation Detection And
Ranging : RADAR) เพราะคลื่นไมโครเวฟสามารถสะทอนผิวโลหะไดดี
        ทําใหอาหารสุกได         โดยโมเลกุลของน้ําที่อยูในอาหารสั่นสะเทือนประมาณ 2450 ลานครั้งตอวินาที
การสั่นนี้ทําใหอาหารดูดพลังงานและเกิดความรอนในอาหาร               โดยไมมีการสูญเสียพลังงานในการทําใหเตาหรือ
อากาศในเตารอนขึ้น อาหารจึงรอนและสุกอยางรวดเร็ว ภาชนะที่ทําดวยโลหะและไมไมควรใช เพราะโลหะ
สะทอนไมโครเวฟออกไป สวนเนื้อไมมีความชื้น เมื่อรอนจะทําใหไมแตกควรใชภาชนะประเภทกระเบื้อง และแกว
เพราะจะไมดูดความรอนจากสนามแมเหล็ก
        3. รังสีอินฟราเรด มีความถี่ในชวง 1011-1014 เฮิรตซ เกิดจากวัตถุที่มีอุณหภูมิสูงโดยมนุษยสามารถ
รับรังสีนี้ไดโดยประสาทสัมผัสทางผิวหนัง รังสีอินฟราเรดมีความสามารถทะลุผานเมฆหมอกที่หนาไดมากกวา
แสงธรรมดา จึงทําใหรังสีอินฟาเรดมาใชในการศึกษาสภาพแวดลอมและลักษณะพื้นผิวโลก โดยการถายภาพพื้น
โลกจากดาวเทียม สวนนักธรณีวิทยาก็อาศัยการถายภาพจากดาวเทียมดวยรังสีอินฟาเรดในการสํารวจหาแหลง
น้ํามัน แรธาตุ และชนิดตางๆ ของหินได
        นอกจากนีรังสีอินฟราเรดยังใชในรีโมท คอนโทรล (Remote control) ซึ่งเปนอุปกรณควบคุมระยะไกล
                   ้
ในกรณีนี้รังสีอินฟราเรดจะเปนตัวนําคําสั่งจากอุปกรณควบคุมไปยังเครื่องรับ และใชรังสีอินฟราเรดเปนพาหะนํา
สัญญาณในเสนใยนําแสง (Optical fiber) ปจจุบันทางการทหารไดนํารังสีอินฟราเรดนี้ มาใชในการควบคุมการ
เคลื่อนที่ของอาวุธนําวิถีใหเคลื่อนที่ไปยังเปาหมายไดอยางแมนยํา




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (37)
4. แสง มีความถี่ประมาณ 1014 เฮิรตซ มีความยาวคลื่น 400nm-700nm มนุษยสามารถรับรูแสงได
ดวยประสาทสัมผัสทางตา โดยจะเห็นเปนสีตางๆ เรียงจากความถี่มากไปนอย คือ มวง คราม น้ําเงิน เขียว
เหลือง แสด แดง สวนใหญแสงจะเกิดจากวัตถุที่มีอุณหภูมิสูงมากๆ ซึ่งจะสงออกมาพรอมๆ กันหลายความถี่ เมื่อ
มีอุณหภูมิยิ่งสูง ความถี่แสงที่เปลงออกมาก็ยิ่งมาก นักวิทยาศาสตรจึงใชสีแสงของดาวฤกษในการบอกวา ดาว
ฤกษดวงใดมีอุณหภูมิสูงกวากัน เชน ดาวฤกษสีน้ําเงินจะมีอุณหภูมิสูงกวาดาวฤกษสีเหลือง, เปลวไฟจากเตาแกส
ซึ่งมีอุณหภูมิสูงจะเกิดสีน้ําเงินหรือสีมวง แตไฟจากแสงเทียนซึ่งมีอุณภูมิต่ํากวาจะเกิดแสงสีแดงหรือสีแสด เปนตน
          5. รังสีอัลตราไวโอเลต มีความถี่ในชวง 1015 ถึง 1018 เฮิรตซ ในธรรมชาติสวนใหญมาจากดวงอาทิตย
รังสีนี้เปนตัวการทําใหบรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟยรแตกตัวเปนไอออนไดดี (เพราะรังสีอัลตราไวโอเลตมีพลังงานสูง
พอที่ทําใหอิเล็กตรอนหลุดจากโมเลกุลอากาศ พบวาในไอโอโนสเฟยรมีโมเลกุลหลายชนิด เชน โอโซนซึ่งสามารถ
กั้นรังสีอัลตราไวโอเลตไดดี)
              ประโยชนของรังสีอัลตราไวโอเลต คือ ใชตรวจสอบลายมือชื่อ, ใชรักษาโรคผิวหนัง, ใชฆาเชื้อโรค
บางชนิดได, ใชในสัญญาณกันขโมย แตรังสีอัลตราไวโอเลตถาไดรับในปริมาณที่สูงอาจทําใหเกิดอันตราย ตอ
เซลลผิวหนังเปนมะเร็งผิวหนัง และ เปนอันตรายตอนัยนตาของมนุษยได
          6. รังสีเอกซ มีความถี่ในชวง 1017 - 1021 เฮิรตซ มี 2 แบบ
              รังสีเอกซมีสมบัติในการทะลุสิ่งกีดขวางหนาๆ และตรวจรับไดดวยฟลม จึงใชประโยชนในการหารอย
ราวภายในชิ้นโลหะขนาดใหญ ใชในการตรวจสอบสัมภาระของผูโดยสาร ตรวจหาอาวุธปนหรือวัตถุระเบิด
และ ในทางการแพทยใชรังสีเอกซฉายผานรางกายมนุษยไปตกบนฟลม ในการตรวจหาความผิดปกติของ
อวัยวะภายใน และกระดูกของมนุษย
          7. รังสีแกมมา ใชเรียกคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่มีความถี่สูงมากกวารังสีเอกซ เกิดจากการสลายตัวของ
นิวเคลียสของธาตุกัมมันตรังสี หรือเปนรังสีพลังงานสูงจากนอกโลก เชน รังสีคอสมิกและบางชนิดมาจากการแผ
รังสีของประจุไฟฟาที่ถูกเรงในเครื่องเรงอนุภาค (Cyclotron) มีอันตรายตอมนุษยมากที่สุด เพราะสามารถ
ทําลายเซลลสิ่งมีชีวิตได แตสามารถใชประโยชนในการรักษาโรคมะเร็งๆ ได




วิทยาศาสตร ฟสิกส (38)_________________________             โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ตัวอยางขอสอบ
1. คลื่นวิทยุที่สงออกจากสถานีวิทยุสองแหง มีความถี่ 90 เมกะเฮิรตซ และ 100 เมกะเฮิรตซ ความยาวคลื่น
    ของคลื่นวิทยุทั้งสองนี้ตางกันเทาใด
    1) 3.33 m                                         2) 3.00 m
   *3) 0.33 m                                         4) 0.16 m
2. ขอใดเปนการเรียงลําดับคลื่นแมเหล็กไฟฟาจากความยาวคลื่นนอยไปมากที่ถูกตอง
   *1) รังสีเอกซ อินฟราเรด ไมโครเวฟ
    2) อินฟราเรด ไมโครเวฟ รังสีเอกซ
    3) รังสีเอกซ ไมโครเวฟ อินฟราเรด
    4) ไมโครเวฟ อินฟราเรด รังสีเอกซ
3. การฝากสัญญาณเสียงไปกับคลื่นในระบบวิทยุแบบ เอ เอ็ม คลื่นวิทยุที่ไดจะมีลักษณะอยางไร
   *1) คลื่นวิทยุจะเปลี่ยนแปลงแอมพลิจูดตามแอมพลิจูดของคลื่นเสียง
    2) คลื่นวิทยุจะเปลี่ยนแปลงแอมพลิจูดตามความถี่ของคลื่นเสียง
    3) คลื่นวิทยุจะเปลี่ยนแปลงความถี่ตามแอมพลิจูดของคลื่นเสียง
    4) คลื่นวิทยุจะเปลี่ยนแปลงความถี่ตามความถี่ของคลื่นเสียง
4. มนุษยอวกาศสองคนปฏิบัติภารกิจบนพื้นผิวดวงจันทร สื่อสารกันดวยวิธีใดสะดวกที่สุด
    1) คลื่นเสียงธรรมดา
    2) คลื่นเสียงอัลตราซาวด
   *3) คลื่นวิทยุ
    4) คลื่นโซนาร
5. คลื่นแมเหล็กไฟฟาที่นิยมใชในรีโมทควบคุมการทํางานของเครื่องโทรทัศนคือขอใด
    1) อินฟราเรด                                     *2) ไมโครเวฟ
    3) คลื่นวิทยุ                                     4) อัลตราไวโอเลต
6. คลื่นวิทยุ FM ความถี่ 88 เมกะเฮิรตซ มีความยาวคลื่นเทาใด กําหนดใหความเร็วของคลื่นวิทยุเทากับ
    3.0 × 108 เมตร/วินาที
    1) 3.0 m                                          2) 3.4 m
    3) 6.0 m                                          4) 6.8 m
7. คลื่นใดในขอตอไปนี้ที่มีความยาวคลื่นสั้นที่สุด
    1) คลื่นวิทยุ                                     2) คลื่นอินฟราเรด
    3) คลื่นไมโครเวฟ                                 *4) คลื่นแสงที่ตามองเห็น




                 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (39)
8. สนามแมเหล็กที่เปนสวนหนึ่งของคลื่นแสงนั้น มีทิศทางตามขอใด
    1) ขนานกับทิศทางการเคลื่อนที่ของแสง
    2) ขนานกับสนามไฟฟาแตตั้งฉากกับทิศการเคลื่อนที่ของแสง
   *3) ตั้งฉากกับทั้งสนามไฟฟาและทิศการเคลื่อนที่ของแสง
    4) ตั้งฉากกับสนามไฟฟาแตขนานกับทิศของการเคลื่อนที่ของแสง
9. อนุภาคแอลฟา อนุภาคบีตา รังสีแกมมา เมื่อเคลื่อนที่ในสนามแมเหล็ก ขอใดไมเกิดการเบน
    1) อนุภาคแอลฟา                                       2) อนุภาคบีตา
   *3) รังสีแกมมา                                        4) อนุภาคแอลฟาและบีตา
10. คลื่นแมเหล็กไฟฟาชนิดใดตอไปนี้ที่มีความยาวคลื่นสั้นที่สุด
    1) อินฟราเรด                                         2) ไมโครเวฟ
    3) คลื่นวิทยุ                                       *4) อัลตราไวโอเลต
11. รังสีในขอใดใชสําหรับฉายฆาเชื้อโรคในเครื่องมือทางการแพทย
    1) รังสีแกมมา                                        2) รังสีบีตา
    3) รังสีอินฟราเรด                                    4) รังสีแอลฟา




วิทยาศาสตร ฟสิกส (40)_________________________      โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
พลังงานนิวเคลียร กัมมันตภาพรังสี
        นักฟสิกสเรียกปรากฏการณที่ธาตุสามารถแผรังสีไดเองอยางตอเนื่องนี้วา กัมมันตภาพรังสี และเรียกธาตุ
ที่มีสมบัติสามารถแผรังสีออกมาไดเองนี้วาธาตุกัมมันตรังสี
        1. กัมมันตภาพรังสี
            รังสีแอลฟา (Alpha, สัญลักษณ 4 He ตัวยอ α) เปนนิวเคลียสของอะตอมของธาตุฮีเลียม มีมวล
                                              2
4u (1u = 1.66 × 10      -27 kg) ประจุ +2e พลังงานประกอบดวย 4-10 MeV เสียพลังงานงายอํานาจทะลุ
ทะลวงต่ํา ผานอากาศได 3 – 5 เซนติเมตร ทําใหเกิดการแตกตัวเปนไอออนในสารที่รังสีผานไดดีที่สุด
            รังสีเบตา (Beta, สัญลักษณ -0 e ตัวอยา β–) มีประจุ -1e มวล 9.1 × 10-31 กิโลกรัม มีพลังงาน
                                          1
ในชวง 0.025-3.5 MeV ผานอากาศได 1-3 เมตร อํานาจทะลุทะลวงสูงกวาแอลฟา แตทําใหเกิดการแตกตัวเปน
ไอออนในสารที่เคลื่อนที่ผานไดดีนอยกวาแอลฟา
            รังสีแกมมา (Gamma, สัญลักษณและตัวยอ γ) เปนคลื่นแมเหล็กไฟฟา สงพลังงานในรูปของโฟตอน
E = hf มีพลังงานประมาณ 0.04-3.2 MeV อํานาจทะลุทะลวงสูงสุด ทําใหเกิดการแตกตัวเปนอิออนไดนอยสุด
        2. การวิเคราะหชนิดของประจุของสารกัมมันตรังสีโดยใชสนามแมเหล็ก

                                                      ทิศการเบี่ยงเบนของอนุภาคแอลฟา        และอนุภาคเบตา
                                                      เปนไปตามทิศทางแรงจากสนามแมเหล็กที่กระทําตอประจุซึ่ง
                                                      เคลื่อนที่ในสนามแมเหล็ก




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (41)
สัญลักษณนิวเคลียสของธาตุ
                                                                บอกมวลของธาตุ

                                          A
                                          Z   X                 บอกประจุไฟฟา
      เชน
                238
                 92
                      U       มวล = …………………… kg                  ประจุ = …………………C

          เลขมวล (Mass number, A) คือ ผลรวมของจํานวนโปรตอนและนิวตรอนที่อยูภายในนิวเคลียส
          เลขอะตอน (Atomic number, Z) คือ จํานวนโปรตอนภายในนิวเคลียส
          จํานวน neutron ภายในนิวเคลียส = A-Z ตัว
          เลขมวลในทางฟสิกส คือ เลขจํานวนเต็มที่มีคาใกลเคียงกับมวลอะตอมของธาตุนั้นในหนวย u เชน 4 He
                                                                                                     2
มวล 1 อะตอมมีคาประมาณ 4u (มวลจริง 4.002603 u)
          การแตกตัวใหรังสีชนิดตางๆ
          1. การแตกตัวใหแอลฟา (Alpha decay, α decay) เกิดจากการที่นิวเคลียสเดิมสลายตัวใหนิวเคลียส
ใหมที่มีเลขอะตอมลดลง 2 เลขมวลลดลง 4 พรอมปลดปลอยแอลฟาออกมาตามสมการ
                                         A P → A- 4 D + 4 He
                                         Z          Z-2       2
          2. การแตกตัวใหเบตาลบ (Beta decay, β        - decay) เกิดจากการที่นิวตรอน 1 ตัวภายในนิวเคลียส
เดิม เปลี่ยนสภาพกลายไปเปนโปรตอน 1 ตัวในนิวเคลียสใหม ทําใหนิวเคลียสใหมมีเลขมวลเทาเดิมแตเลขอะตอม
เพิ่มขึ้นหนึ่ง พรอมปลดปลอยเบตาลบ ตามสมการ
                                         AP → 4D + 0e
                                          Z         Z +1      -1
                                         13 C → 13 N + 0 e
                                           6          7       -1
          3. อนุภาคเบตาบวก (Positron สัญลักษณ +1       0 e ตัวยอ β+) เปนอนุภาคที่มีประจุ +e และมีมวล
9.1 × 10-31 กิโลกรัม เปนอนุภาคที่เกิดยาก โดย -0 e + +0 e → 2γ
                                                  1         1
          4. การแตกตัวใหเบตาบวก เกิดจากการที่โปรตอน 1 ตัวในนิวเคลียสเดิมเปลี่ยนสภาพไปเปนนิวตรอน
1 ตัวในนิวเคลียสใหม ทําใหนิวเคลียสใหมมีเลขอะตอมลดลง 1 แตเลขมวลคงเดิม พรอมปลดปลอยเบตาบวก
ออกมา ตามสมการ
                                         AP → 4D + 0e
                                         Z          Z-1        +1




วิทยาศาสตร ฟสิกส (42)_________________________        โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
5. การแตกตัวใหแกมมา เปนผลพลอยไดจากการแตกตัวใหแอลฟาและเบตา คือ นิวเคลียสที่ไดจากการ
แตกตัวใหมๆ ยังอยูในภาวะที่ถูกกระตุน เมื่อนิวเคลียสเหลานี้กลับสูภาวะพื้นฐานจะคายพลังงานออกในรูปของ
รังสีแกมมา เชน
                             212 Bi → 208 Tl (excited nucleus) + 4 He
                               83        81                             2
                    208 Tl     (excited nucleus) → 208 Tl (ground state nucleus) + γ
                     81                                    81
        3. เวลาครึ่งชีวิต (Half life, T or T 2 ) 1
            เวลาครึ่งชีวิต คือ เวลาที่สารสลายตัวไปเหลือครึ่งหนึ่งของปริมาณสารเดิม เปนคาคงที่สําหรับสาร
ชนิดหนึ่ง
            ความสัมพันธระหวาง Nt, N0, t และ T
            สมมติที่เวลาเริ่มตนมีสารอยู = N0 เมื่อเวลาผานไป จะเหลือปริมาณสารอยู Nt ถา n = จํานวนครั้งที่
สลายตัว จะไดวา
                                                                          N
            สลายตัวครั้งที่ 1, n = 1 , t1 = 1T จะเหลือจํานวนนิวเคลียส = 20
                                                                          N
            สลายตัวครั้งที่ 2, n = 2 , t2 = 2T จะเหลือจํานวนนิวเคลียส = 40
                                                                          N
            สลายตัวครั้งที่ 3, n = 3 , t3 = 3T จะเหลือจํานวนนิวเคลียส = 80
                                                                          N0
            สลายตัวครั้งที่ n, n = n , tn = nT จะเหลือจํานวนนิวเคลียส = n
                                                                          2
                           N0             N             t/T
            t = nt, Nt = n จะไดวา N t =  1     2 
                                                    
                           2                0
        4. ไอโซโทป (Isotope) เปนธาตุที่มีจํานวนโปรตอนเทากันแตจํานวนนิวตรอนตางกัน ไอโซโทปของธาตุ
ชนิดเดียวกันจะมีคุณสมบัติทางเคมีเหมือนกัน เพราะมีจํานวนอิเล็กตรอนเทากัน แตมีคุณสมบัติทางฟสิกสตางกัน
เพราะแตละไอโอโทปมีมวลไมเทากัน เมื่อใหวิ่งผานสนามแมเหล็กเดียวกันจะมีรัศมีทางวิ่งไมเทากันเนื่องจาก
นิวเคลียสที่เปนไอโซโทปกัน เชน ไฮโดรเจน ( 1 H ), ดิวเทอเรียม ( 2 H ) และตริเตียม ( 3 H ) มีมวลแตกตางกัน
                                                1                 1                   1
แตจะมีสมบัติทางเคมีหรือปฏิกิริยาเคมีเหมือนกัน ดังนั้นจึงไมสามารถวิเคราะหแยกไอโซโทปไดดวยปฏิกิริยาเคมี
การจะวิเคราะหไอโซโทป (Isotope) ที่มีมวลแตกตางกัน จึงตองอาศัยสมบัติทางกายภาพที่โดยการวิเคราะหนี้จะใช
อุปกรณที่วัดมวลไดละเอียดมาก ซึ่งเรียกวา แมสสเปคโทรมิเตอร
        5. ปฏิกิริยาแบบฟชชัน (Fission)
            เกิดจากการที่นิวเคลียสขนาดใหญแตกออกเปนนิวเคลียสขนาดเล็กอันเนื่องมาจากการใชอนุภาคที่มี
พลังงานสูงวิ่งเขาชนนิวเคลียสแลวไดพลังงานถูกปลดปลอยออกมา
            รัทเธอรฟอรด (Rutherford) เปนคนแรกที่ทําใหเกิดฟชชันไดโดยการยิงอนุภาคแอลฟาเขาไปใน
นิวเคลียสของ 14 N แลวไดนิวเคลียสของ 17 O และอนุภาคโปรตอน พรอมกับปลดปลอยพลังงานออกมาตาม
                  7                             8
สมการ
                                     14 N + 4 He               17 O + 1 H
                                      7       2                 8      1



                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (43)
ในป พ.ศ. 2482 นักฟสิกสชาวเยอรมัน 2 คน คือ ฮาหน (otto Hahn) และ สตราสมานน (Fritz
Strassmann) ในนิวตรอนยิงเขาไปในนิวเคลียสของยูเรเนียมดวยความเร็วตางๆ กัน แลวทําใหนิวเคลียสของ
ยูเรเนียมแตกออกเปนนิวเคลียสใหม 2 นิวเคลียส มีอนุภาคนิวตรอนเกิดขึ้นใหม และใหพลังงานมากมาย โดย
นิวตรอนที่เกิดขึ้นจะชนกับนิวเคลียสของยูเรเนียมที่อยูขางเคียงตอเนื่องกันในเวลาอันรวดเร็ว เกิดปฏิกิริยาที่
ตอเนื่องกันเรียกวา ปฏิกิริยาแบบลูกโซ (Chain Reaction)
        เมื่อนิวตรอนเขาชนนิวเคลียสของยูเรเนียม นิวเคลียสจะแตกออกเปนนิวเคลียสของธาตุขนาดกลาง ได
มากกวา 40 คู โดยมีเลขมวลอยูระหวาง 75-158 และเลขอะตอมอยูระหวาง 30-63 พรอมทั้งปลดปลอย
นิวตรอนออกมา 2 หรือ 3 ตัว แลวใหพลังงานออกมา 200 MeV ตอปฏิกิริยา
        ในป พ.ศ. 2485 เฟอรมี (Enrico Fermi) นักฟสิกสชาวอิตาลีเปนคนแรกที่สามารถควบคุมปฏิกิริยาแบบ
ลูกโซใหสม่ําเสมอได โดยการควบคุมจํานวนนิวตรอนที่ทําใหเกิดพิชชัน




วิทยาศาสตร ฟสิกส (44)_________________________          โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ปฏิกิริยานิวเคลียรแบบฟชชันที่รูจักกันดี เชน
                       235 U + 1 n                141 Ba + 92 Kr + 3 1 n + 200 MeV
                         92      0                 56        36         0
       ขอควรจํา
       1. พลังงานที่ไดจากสมการ เรียกวา พลังงานตอปฏิกิริยา
                                   พลังงานตอปฏิกิริยา
       2. พลังงานตอมวล = เลขมวลของธาตุที่เปนเชื้อเพลิง
       3. ปฏิกิริยานิวเคลียรแบบฟชชันสามารถควบคุมปฏิกิริยาแบบลูกโซไดโดยใชเครื่องปฏิกรณนิวเคลียร
(Nuclear Reactor)
       6. ปฏิกิริยาแบบฟวชัน (Fusion)
       ปฏิกิริยานิวเคลียรแบบฟวชันเปนปฏิกิริยาที่เกิดจากการรวมตัวของนิวเคลียสของธาตุเบาเปนนิวเคลียส
ของธาตุที่หนักกวาแตมีมวลรวมหายไป และไดอนุภาคใหมเกิดขึ้นดวย เชน นิวตรอน โปรตอน และอนุภาคนิวตริโน
(Neutrino, v ซึ่งเปนอนุภาคที่มีมวลนอย ไมมีประจุและมีความเร็วเทาแสง) พรอมปลดปลอยพลังงานออกมา
       ตัวอยางของปฏิกิริยานิวเคลียรแบบฟวชัน เชน
       2H + 2H                     3 He + 1 n + 3.3 MeV
       1        1                  2         0
       2H + 2H                     3 He + 1 H + 4.0 MeV
       1        1                  1         1
       ฟวชันในดาวฤกษและดวงอาทิตย เชื่อวาเปนการหลอมตัวของ 1 H เปน 4 He ดวยเหตุผล คือ
                                                                          1       2
       1. พื้นผิวของดวงอาทิตยมีอุณหภูมิสูงมากถึง 10    7 เคลวิน ซึ่งอุณหภูมิสูงมากเชนนี้จะทําใหธาตุไฮโดรเจน
แตกตัวออกเปนโปรตอน
       2. เมื่อตรวจดูสเปกตรัมจากดวงอาทิตย พบวา เปนสเปกตรัมของไฮโดรเจน 80% และของฮีเลียม 20%
       3. ฟวชันในดวงอาทิตยเปนฟวชันในปฏิกิริยาแบบลูกโซของโปรตอน-โปรตอน (Proton-Proton chain)
เรียงตามลําดับ
           ขั้นที่ 1 1 H + 1 H
                       1      1
                                                     2H + 0e + v + Q
                                                     1      +1              1
           ขั้นที่ 2 1 2H + 1H                       3 He + γ + Q
                              1                      2            2
           ขั้นที่ 3 2 3 He + 3 He                   4 He + 2 1 H + Q
                                2                    2         1        3




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (45)
ตัวอยางขอสอบ
1. คารบอนเปนธาตุที่เปนสวนสําคัญของสิ่งมีชีวิต สัญลักษณนิวเคลียส 12 C แสดงวานิวเคลียสของคารบอนนี้
                                                                           6
    มีอนุภาคตามขอใด
    1) โปรตอน 12 ตัว นิวตรอน 6 ตัว
    2) โปรตอน 6 ตัว นิวตรอน 12 ตัว
   *3) โปรตอน 6 ตัว อิเล็กตรอน 6 ตัว
    4) โปรตอน 6 ตัว นิวตรอน 6 ตัว
2. ขอใดตอไปนี้เปนการกําจัดกากกัมมันตรังสีที่ดีที่สุด
    1) เรงใหเกิดการสลายตัวเร็วขึ้นโดยใชความดันสูงมากๆ
    2) เผาใหสลายตัวที่อุณหภูมิสูง
    3) ใชปฏิกิริยาเคมีเปลี่ยนใหเปนสารประกอบอื่น
   *4) ใชคอนกรีตตรึงใหแนนแลวฝงกลบใตภูเขา
3. ขอใดถูกตองสําหรับไอโซโทปของธาตุๆ หนึ่ง
    1) มีเลขมวลเทากัน แตเลขอะตอมตางกัน
   *2) มีจํานวนโปรตอนเทากัน แตจํานวนนิวตรอนตางกัน
    3) มีจํานวนนิวตรอนเทากัน แตจํานวนโปรตอนตางกัน
    4) มีผลรวมของจํานวนโปรตอนและนิวตรอนเทากัน
4. นักโบราณคดีตรวจพบเรือไมโบราณลําหนึ่งวามีอัตราสวนของปริมาณ C-14 ตอ C-12 เปน 25% ของ
    อัตราสวนสําหรับสิ่งที่ยังมีชีวิต สันนิษฐานไดวาซากเรือนี้มีอายุประมาณกี่ป
    กําหนดใหครึ่งชีวิตของ C-14 เปน 5730 ป
    1) 2865 ป                                            2) 5730 ป
   *3) 11460 ป                                           4) 22920 ป
5. รังสีในขอใดที่มีอํานาจในการทะลุทะลวงผานเนื้อสารไดนอยที่สุด
   *1) รังสีแอลฟา                                         2) รังสีบีตา
    3) รังสีแกมมา                                         4) รังสีเอกซ
6. กิจกรรมการศึกษาที่เปรียบการสลายกัมมันตรังสีกับการทอดลูกเตานั้น จํานวนลูกเตาที่ถูกคัดออกเทียบไดกับ
    ปริมาณใด
    1) เวลาครึ่งชีวิต                                    *2) จํานวนนิวเคลียสตั้งตน
    3) จํานวนนิวเคลียสที่เหลืออยู                        4) จํานวนนิวเคลียสที่สลาย




วิทยาศาสตร ฟสิกส (46)_________________________        โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
7. เครื่องหมายดังรูปแทนอะไร

                                                             มวง
                                                             เหลือง


    1)   เครื่องกําเนิดไฟฟาโดยกังหันลม
   *2)   การเตือนวามีอันตรายจากกัมมันตภาพรังสี
    3)   การเตือนวามีอันตรายจากสารเคมี
    4)   เครื่องกําเนิดไฟฟาโดยเซลลแสงอาทิตย
8. นิวเคลียสของเรเดียม-226 ( 226 Ra ) มีการสลายโดยการปลอยอนุภาคแอลฟา 1 ตัวและรังสีแกมมาออกมา
                              88
    จะทําให 226 Ra กลายเปนธาตุใด
              88
    1) 218 Po
        84                                               *2) 222 Rn
                                                              86
    3) 230 Th
        90                                                4) 234 U
                                                              92
9. อนุภาคใดในนิวเคลียส 236 U และ 234 Th ที่มีจํานวนเทากัน
                        92        90
    1) โปรตอน                                    2) อิเล็กตรอน
   *3) นิวตรอน                                    4) นิวคลีออน
10. ในธรรมชาติ ธาตุคารบอนมี 3 ไอโซโทป คือ 12 C 13 C และ 14 C ขอใดตอไปนีถูก
                                               6 6             6           ้
    1) แตละไอโซโทปมีจํานวนอิเล็กตรอนตางกัน
    2) แตละไอโซโทปมีจํานวนโปรตอนตางกัน
   *3) แตละไอโซโทปมีจํานวนนิวตรอนตางกัน
    4) แตละไอโซโทปมีจํานวนโปรตอนเทากับจํานวนนิวตรอน
11. รังสีใดที่นิยมใชในการอาบรังสีผลไม
    1) รังสีเอกซ                                   *2) รังสีแกมมา
    3) รังสีบีตา                                     4) รังสีแอลฟา
12. ไอโซโทปกัมมันตรังสีของธาตุไอโอดีน-128 มีครึ่งชีวิต 25 นาที ถามีไอโอดีน-128 ทั้งหมด 256 กรัม
    จะใชเวลาเทาไรจึงจะเหลือไอโอดีน-128 อยู 32 กรัม
   *1) 50 นาที                                       2) 1 ชั่วโมง 15 นาที
    3) 1 ชั่วโมง 40 นาที                             4) 3 ชั่วโมง 20 นาที




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (47)
13. นิวเคลียสของเรเดียม-226 มีการสลายดังสมการขางลาง x คืออะไร
                                        226 Ra → 222 Rn + x
                                          88               86
    1) รังสีแกมมา                                        2) อนุภาคบีตา
    3) อนุภาคนิวตรอน                                    *4) อนุภาคแอลฟา
14. ธาตุกัมมันตรังสีใดที่ใชในการคํานวณหาอายุของวัตถุโบราณ
    1) I-131                                             2) Co-60
   *3) C-14                                              4) P-32
15. ขอความใดตอไปนี้ถูกตองเกี่ยวกับรังสีแอลฟา รังสีบีตาและรังสีแกมมา
    1) รังสีแอลฟามีประจุ +4
    2) รังสีแอลฟามีมวลมากที่สุดและอํานาจทะลุทะลวงผานสูงที่สุด
    3) รังสีบีตามีมวลนอยที่สุดและอํานาจทะลุทะลวงผานต่ําที่สุด
   *4) รังสีแกมมามีอํานาจทะลุทะลวงสูงที่สุด
16. ขอใดถูกตองเกี่ยวกับปฏิกิริยานิวเคลียรฟวชัน (fusion)
    1) เกิดที่อุณหภูมิต่ํา
    2) ไมสามารถทําใหเกิดบนโลกได
   *3) เกิดจากนิวเคลียสของธาตุเบาหลอมรวมกันเปนธาตุหนัก
    4) เกิดจากการที่นิวเคลียสของธาตุหนักแตกตัวออกเปนธาตุเบา
17. ในการสลายตัวของ 14 C นิวเคลียสของคารบอน-14 ปลอยอิเล็กตรอนออกหนึ่งตัว นิวเคลียสใหมจะมี
                             6
    ประจุเปนกี่เทาของประจุโปรตอน
    1) 5                                                *2) 7
    3) 13                                                4) 15
18. อัตราการสลายตัวของกลุมนิวเคลียสกัมมันตรังสี A ขึ้นกับอะไร
    1) อุณหภูมิ                                          2) ความดัน
    3) ปริมาตร                                          *4) จํานวนนิวเคลียส A ที่มีอยู
19. ขอใดถูกตองเกี่ยวกับไอโซโทปสองไอโซโทปของธาตุชนิดเดียวกัน
    1) มีจํานวนนิวคลีออนเทากัน                          2) มีเลขมวลเทากัน
   *3) มีเลขอะตอมเทากัน                                 4) มีจํานวนนิวตรอนเทากัน
20. ธาตุหรือไอโซโทปในขอใดที่ไมมสวนเกี่ยวของในปฏิกิริยานิวเคลียรฟวชันที่เกิดขึ้นที่ดวงอาทิตย
                                    ี
    1) ไฮโดรเจน                                          2) ดิวเทอเรียม
   *3) ทริเทียม                                          4) ฮีเลียม




วิทยาศาสตร ฟสิกส (48)_________________________     โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
รูปแบบของขอสอบ PAT 2
       1. กรอบอยูในเนื้อหามัธยมศึกษาตอนปลาย
       2. เนนลักษณะของการทําความเขาใจในหลักการทางฟสิกส มากขึ้น คําถามเปนถูกผิด เลี่ยงการคํานวณ
แบบที่ใชขั้นตอนเดียว (ยกสูตร แทนคา)
       3. จํานวนขอคอนขางมากเมื่อเทียบกับเวลา (เวลารวม 3 ชั่วโมง ถาคิดเฉพาะขอสอบเนื้อหาเหลือ
ประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที ตอ 113 ขอ มีเวลาเฉลี่ย ขอละ 1 นาที 20 วินาที)
       4. เนนแผนภูมิ ตาราง


                                ขอสอบวัดศักยภาพ
      1.   มีลักษณะเปนขอสอบวัดศักยภาพทางวิทยาศาสตร ประกอบดวยประเด็น
      2.   ความเขาใจกระบวนการทางวิทยาศาสตร (ขอเท็จจริง สมมติฐาน การสรุปผล)
      3.   การประยุกตใชในกระบวนการวิทยาศาสตร (กระบวนการวัด การแปลความหมายขอมูล)
      4.   การวิเคราะหดวยกระบวนการทางวิทยาศาสตร (กราฟ เลขนัยสําคัญ)
      5.   การสรุปผลในกระบวนการทางวิทยาศาสตร (สรุปผลของสมมติฐาน)




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (49)
นําขอมูลที่ใหไปใชในสถานการณ
               ประเด็นหลักเปน                                                 อื่นไดหรือไม
       ขอมูลนําเสนอ      ความเขาใจ                                       การประยุกตใช
                       (Comprehension)                                     (Application)

                                                 ขอสอบศักยภาพ

                         การวิเคราะห                                       การประเมินผล
                          (Analysis)                                         (Evaluation)
                เหตุการณเกิดไดอยางไร ผลเปน                              เพราะเหตุใด
                  อะไรคือขอเท็จจริง อะไรคือ                            สมมติฐานจึง ถูกหรือผิด


                                                 แสง
1. เสากลมตนหนึ่งมีแผนสเตนเลสหุมอยู แผนสเตนเลสมีผิวเรียบมาก และสะทอนแสงไดดีเหมือนกระจกนูน ถา
    เรายืนหางจากเสาตนนี้มากกวาระยะสองเทาของความยาวโฟกัสของกระจกนูนนี้ เราจะเห็นภาพของตนเอง
    ในกระจกเปนอยางไร
   *1) ผอมลง และยืนหัวตั้ง
    2) อวนขึ้น และยืนหัวตั้ง
    3) ผอมลง และยืนกลับหัว
    4) อวนขึ้น และยืนกลับหัว
2. สมบัติขอใดของแสงเลเซอรที่ทําใหผลการเลี้ยวเบนดวยแผนเกรตติง ปรากฏภาพการเลี้ยวเบนไดชัดเจน
   *1) มีความถี่ใกลเคียงความถี่เดียว
    2) มีลําแสงที่แคบและไมบานออกเหมือนแสงทั่วไป
    3) มีความเขมขนสูง
    4) มีการเลี้ยวเบนไดดีกวาแสงประเภทอื่น
3. การพูดผานกรวยกระดาษไปยังผูฟงที่อยูไกลออกไปจะทําใหผูฟงไดยินเสียงที่ชัดขึ้น ลักษณะดังกลาวอธิบาย
    ไดดวยสมบัติขอใดของคลื่นเสียง
    1) การหักเห
   *2) การสะทอน
    3) การแทรกสอด
    4) การเลี้ยวเบน

วิทยาศาสตร ฟสิกส (50)_________________________         โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
4. กระจกเวาบานหนึ่งใหภาพหัวตั้งขนาดเปน 2 เทาของวัตถุ เมื่อระยะวัตถุเปน 30 เซนติเมตร ความยาวโฟกัส
    ของกระจกเวาบานนี้เทากับกี่เซนติเมตร
    1) +10
    2) +20
    3) -30
   *4) +60
5. กําหนดใหแสงโพราไรซมีแกนโพลาไรซอยูในแนวดิ่ง และทําการทดลอง 2 การทดลอง ตอไปนี้
        การทดลองที่ 1 ใหแสงโพลาไรซตกกระทบแผนโพลารอยดที่มีแกนโพลาไรซทํามุม 90° กับแนวดิ่ง
        การทดลองที่ 2 ใหแสงโพลาไรซตกกระทบแผนโพลารอยดแผนที่หนึ่งที่มีแกนโพลาไรซทํามุม 30° กับแนวดิ่ง
    จากนั้นผานไปยังแผนโพลารอยด แผนที่สองที่มีแกนโพลาไรซทํามุม 60° กับแกนโพลาไรซของแผนที่หนึ่ง
    ขอใดกลาวถูกตองเกี่ยวกับความเขมของแสงที่ผานออกมา
    1) ไมมีแสงผานออกมาในทั้งสองการทดลอง
    2) ความเขมของแสงในทั้งสองการทดลองมีคาเทากัน
    3) ความเขมของแสงในการทดลองที่ 1 มีคามากกวา
   *4) ความเขมของแสงในการทดลองที่ 2 มีคามากกวา
6. ถาทําการทดลองการเลี้ยวเบนของแสงผานสลิตเดี่ยวในน้ําเปรียบเทียบกับที่ทดลองในอากาศขอใดถูก
    1) ระยะหางระหวางแถบมืดบนฉากมีคามากขึ้น
    2) สีของแถบสวางบนฉากเปลี่ยนแปลงไป
   *3) แถบสวางกลางมีความกวางลดลง
    4) ผลที่ไดไมแตกตางกัน
7. สถานีวิทยุแหงหนึ่งสงคลื่น FM 100 MHz ดวยกําลังสง 1 kW สัญญาณเสียงของมนุษยที่พูดผาน
    ไมโครโฟนมีความถี่ประมาณ 100 ถึง 4,000 Hz การสงสัญญาณเสียงของมนุษยทําไดโดยการผสม
    สัญญาณเสียงเขากับสัญญาณของคลื่นพาหะที่มีความถี่ 100 MHz สัญญาณที่ถูกถายทอดไปตามบานเรือน
    จะมีลักษณะตามขอใด
    1) เปนคลื่นที่มีความถี่ 100 MHz คงที่
    2) เปนคลื่นที่มีแอมพลิจูดเปลี่ยนไป ตามความดังของเสียงมนุษย
   *3) เปนคลื่นที่มีความถี่เปลี่ยนไปเล็กนอย ตามความถี่ของเสียงพูด
    4) เปนคลื่นที่ประกอบดวยคลื่นพาหะและสัญญาณเสียงสลับกันไป




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (51)
8. เมื่อแสงแดดผานแผนเกรตติง ภาพที่ปรากฏบนฉากรับภาพจะเปนอยางไร

                                                  เกรตติง
                                         แสงแดด                         แนวกึ่งกลาง


                                                            ฉากรับภาพ

              แนวกึ่งกลาง
    1) มวง..........แดง..........มวง


             แนวกึ่งกลาง
    2) แดง..........มวง..........แดง


                                 แนวกึ่งกลาง
   *3) แดง..........มวง                          มวง..........แดง


                                 แนวกึ่งกลาง
    4) มวง..........แดง                          แดง..........มวง




วิทยาศาสตร ฟสิกส (52)_________________________                     โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
9. มองยอดตึกสูงที่อยูไกลออกไป 100 เมตรผานเลนสนูนความยาวโฟกัส 0.15 เมตร และใหเลนสอยูหางจากตา
   0.60 เมตร ถาภาพยอดตึกเมื่อมองดวยตาเปลาเปนดังนี้




    ภาพยอดตึกที่เห็นผานเลนสจะเปนดังขอใด

    1)                                                  *2)




    3)                                                   4)




                 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (53)
ไฟฟา
1. ภาพเสนแรงไฟฟาบางเสนระหวางประจุบวกและประจุลบใน 2 มิติ
                                        A
                                    +                 -

    ถานําอิเล็กตรอนตัวหนึ่งวางไวที่จุด A แลวปลอย ขอใดถูกตอง
    1) อิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่ไปตามเสนแรงไฟฟาที่ผานจุด A และเขาหาประจุลบ
   *2) อิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่ไปตามเสนแรงไฟฟาที่ผานจุด A และเขาหาประจุบวก
    3) ที่จุด A อิเล็กตรอนมีความเรงในทิศตั้งฉากกับเสนแรงไฟฟา
    4) อิเล็กตรอนไมจําเปนตองเคลื่อนที่ไปตามเสนแรงไฟฟา
2. นําเซลลไฟฟา 2 กอน มีแรงเคลื่อนไฟฟากอนละ 1.5 โวลต ไมมีความตานทานภายในมาตออนุกรมกัน และ
    ทั้งหมดตออนุกรมกับหลอดไฟฉายที่มีอักษรเขียนกํากับไววา 2V 1W ขณะที่หลอดไฟฉายยังไมขาด
    กระแสไฟฟาที่ไหลผานหลอดไฟเทากับกี่แอมแปร
    1) 0.5                                             *2) 0.75
    3) 1.0                                              4) 2.0
3. ถาเปรียบเทียบความรอนกับกระแสไฟฟา อุณหภูมิจะเทียบไดกับปริมาณใด
    1) ความตานทานไฟฟา                                *2) ศักยไฟฟา
    3) กําลังไฟฟา                                      4) พลังงานไฟฟา
4. ภาพวงจรไฟฟากระแสตรง
                                                     SW
                                          +                   มอเตอร
                                ถานไฟฉาย -

    เมื่อกดสวิตช SW (ปดวงจร) ขอใดถูกตอง
    1) มอเตอรจะยังไมเริ่มหมุนจนกวาอิเล็กตรอนตัวแรกที่ออกจากขั้วลบของถานไฟฉายจะไปถึงมอเตอร
    2) มอเตอรจะยังไมเริ่มหมุนจนกวาอิเล็กตรอนตัวแรกที่ออกจากขั้วลบของถานไฟฉายจะเคลื่อนที่ผานมอเตอร
   *3) มอเตอรจะเริ่มหมุนทันทีโดยไมขึ้นกับอิเล็กตรอนตัวแรกที่ออกจากขั้วลบของถานไฟฉาย
    4) มอเตอรจะเริ่มหมุนทันทีที่อิเล็กตรอนที่ออกจากขั้วลบไปรวมตัวกับกระแสไฟฟาที่ไหลออกจากขั้วบวก โดย
         ไปรวมกันที่มอเตอร




วิทยาศาสตร ฟสิกส (54)_________________________         โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
5. ภาพวงจรไฟฟา

                                                     C0 C2
                                                       V

    กําหนดให C2 = 2C0
    จงหาพลังงานในตัวเก็บประจุ C0 และ C2 ตามลําดับ
    1) 3 C0V2, 1 C0V2
         2        2                                    2) 1 C0V2, 2 C0V2
                                                           3       3
         2 C V2, 1 C V2
   *3) 9 0 9 0                                             1 C V2, C V2
                                                       4) 2 0       0
6. พัดลม A และพัดลม B มีลักษณะเหมือนกันทุกประการ แตพัดลม A มีแกนหมุนที่คอนขางฝด เพราะมีเศษ
    ฝุนเขาไปเกาะที่แกนหมุน เมื่อเสียบปลั๊กกับไฟบาน และเปดพัดลม พัดลม A จึงหมุนชากวาพัดลม B ขอใด
    ถูกตอง
    1) พัดลมทั้งสองมีกระแสไฟฟาไหลผานเทากัน
   *2) พัดลม A มีกระแสไฟฟาผานมากกวาพัดลม B
    3) พัดลม A มีกระแสไฟฟาผานนอยกวาพัดลม B
    4) พัดลม B มีความตานทานไฟฟามากกวาพัดลม B
7. ภาพวงจรไฟฟาในเครื่องซักผา
                                                        ตัวถัง
                                          L
                                                            มอเตอร
                                          N

                                                     (1) (2) (3)
   การตอสายดินตามหมายเลขใดถูกตอง
   1) ตอตามหมายเลข (1)                      2) ตอตามหมายเลข (2)
   3) ตอตามหมายเลข (3)                     *4) ตอตามหมายเลข (1) และ (3)
8. รูปวงจรไฟฟา 1 และ 2 เปนหลอดไฟที่เหมือนกันถากดสวิตชใหวงจรปดขอใดไมถูก
                     1                       1) ในทันทีที่กดสวิตช หลอดไฟทั้งสองจะสวางเทากัน
                                            *2) เมื่อเวลาผานไปนานๆ หลอดไฟทั้งสองจะสวางลดลง
                     2                       3) เมื่อเวลาผานไปนานๆ หลอดไฟ 1 จะดับ
                                             4) เมื่อเวลาผานไปนานๆ หลอดไฟ 2 จะสวางกวาเดิม




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (55)
9. เมื่อนําแทงพีวีซีถูกับผาสักหลาดแลวนําไปจอใกลๆ กระดาษชิ้นเล็กๆ ขอใดถูก

              --
             --                                                     ----
                                                                   ---
                                                                    -
                                                                      -
          ++++                                                    ++
                                                                 --+
            +++
             ++                                                  ---+
             ++
          ++++++                                                 ++-+
                                                                   ++
            ++
            +
       1) + +                                             *2)     ---
                                                                   +++
          +++++                                                   +
            ++                                                     --
                                                                   --
            ++
           +++++                                                  +++++
                                                                 +- -
           +++                                                      -
                                                                   -


                ----
               ---
                -
                  -                                                  ----
                                                                    ---
                                                                     -
                                                                       -
                ++
             +++++
              ++
                                                                    --
                                                                 ----
                                                                   ---
                +
              ++++
                +
              ++++
                                                                    -
                                                                 -----
                                                                 ----
       3)                                                  4)       +
                -
             -----                                                +++++
               ---                                                 +++
                --                                                   +
                                                                  ++++
             ---
               ---
                -
                -                                                +++++

10.
                                                          A

                                                          B
                                                          C
                                             +q                   +q
       จากรูป ขอใดถูก
       1) สนามไฟฟาที่จุด A B และ C มีคาเทากับศูนย
       2) เมื่อวางประจุ -q ที่จุด B ประจุจะเคลื่อนที่เขาหาจุด C ดวยความเรงเพิ่มขึ้น
      *3) เมื่อวางประจุ +q ที่จุด B ประจุจะเคลื่อนที่เขาหาจุด A ดวยความเรงเพิ่มขึ้น
       4) ศักยไฟฟาที่จุด C มีคานอยกวาที่จุด B




วิทยาศาสตร ฟสิกส (56)_________________________               โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
11. แผนโลหะบางขนาดใหญมาก 2 แผน (A และ B) วางขนานกัน หางกันเปนระยะ d ตอแผนโลหะทั้งสองเขา
    กับแหลงกําเนิดไฟฟาที่ใหแรงเคลื่อนไฟฟาขนาด V0 โวลต ดังรูป
                                                A      B


                                                        d

                                                       V0
     ขอใดถูกตอง
     1) แผน A มีศักยไฟฟาเทากับ +V0 โวลต แผน B มีศักยไฟฟาเทากับศูนย
     2) แผน A มีศักยไฟฟาเทากับ +V0 โวลต แผน B มีศักยไฟฟาเทากับ -V0 โวลต
    *3) แผน A มีศักยไฟฟาสูงกวาแผน B อยู V0 โวลต แตไมทราบศักยไฟฟาบนแผน A และ B อยางแนชัด
                                                        V
     4) แผน A และ B มีขนาดของศักยไฟฟาเทากัน คือ 20 โวลต
12. ตัวนําทรงกลมมีรัศมีเทากับ R และมีประจุเทากับ Q พลังงานสะสมในตัวเก็บประจุตัวนําทรงกลมเทากับ E0
    ถาประจุบนตัวนําเพิ่มขึ้นเปน 2Q พลังงานสะสมในตัวเก็บประจุนี้มีคาเทาใด
    1) 0.5E0                   2) 2E0               *3) 4E0                  4) 8E0
13. ในเสนลวดโลหะขนาดสม่ําเสมอเสนหนึ่ง ภายในเวลา t วินาที มีประจุ +Q1 คูลอมบ และ -Q2 คูลอมบ
    เคลื่อนที่สวนทางกันผานพื้นที่หนาตัดขนาด A ตารางเมตรของเสนลวด กระแสไฟฟาในเสนลวดโลหะนี้คือ
    ขอใด
         |+ Q 1| + |-Q 2|          |+ Q 1| + |-Q 2|      |+ Q 1|- |-Q 2|        |+ Q 1|- |-Q 2|
   *1)           t             2)         tA         3)          t           4)        tA
14. กัลวานอมิเตอรตัวหนึ่งมีความตานทาน 200 โอหม รับกระแสไดสูงสุด 10 มิลลิแอมแปร นํากัลวานอมิเตอร
    ดังกลาวมาดัดแปลงเปนโอหมมิเตอร ดังรูป
                                                            โอหมมิเตอร
                                              9 V R0
                                                              G


                                             X          Y
     กอนการใชงานตองนําปลาย X และ Y มาแตะกันและปรับคา R0 เปนกี่โอหม
     1) เทาใดก็ไดที่ทําใหเข็มกัลปวานอมิเตอรกระดิก
    *2) 700
     3) 900
     4) 1100


                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (57)
แมเหล็กไฟฟา
1. อนุภาค 3 ชนิด มีเสนทางการเคลื่อนที่ในสนามแมเหล็กดังรูป
                                           ×   ×   ×   ×   ×   ×   ×
                                                                       2
                                           ×   ×   ×   ×   ×   ×   ×
                                           ×   ×   ×   ×   ×   ×   ×   3
                                       1
                                           ×   ×   ×   ×   ×   ×   ×
                                           ×   ×   ×   ×   ×   ×   ×
    ขอใดถูก
    1) อนุภาค 1 มีประจุเปนลบ
    2) ถาอนุภาคทั้งสามมีมวลและประจุเทากัน อนุภาค 1 มีพลังงานจลนมากกวาอนุภาค 2
    3) ถาอนุภาค 2 และ 3 มีคาประจุตอมวลเทากัน อนุภาค 2 มีอัตราเร็วนอยกวาอนุภาค 3
   *4) ถาอนุภาคทั้งสามมีมวลเทากันและเคลื่อนที่ดวยอัตราเร็วเทากัน อนุภาค 2 มีจํานวนประจุนอยกวาอนุภาค 3
2. ขดลวดวางอยูบนโตะที่มีสนามแมเหล็กสม่ําเสมอพุงขึ้นในทิศตั้งฉากกับโตะ พิจารณากรณีตอไปนี้
        ก. วงขดลวดกําลังเล็กลง                          ข. วงขดลวดกําลังใหญขึ้น
        ค. สนามแมเหล็กกําลังลดลง                       ง. สนามแมเหล็กกําลังเพิ่มขึ้น
    กรณีใดที่ผสมกันแลวทําใหเกิดแรงเคลื่อนไฟฟามากที่สุดในทิศตามเข็มนาฬิกา (เมื่อมองโตะจากดานบน)
    1) ก. และ ค.             2) ก. และ ง.              *3) ข. และ ค.               4) ข. และ ง.

                                     ไฟฟากระแสสลับ
1. นําตัวเก็บประจุ ตัวตานทาน และแหลงกําเนิดไฟฟากระแสสลับชนิดที่ใหแรงเคลื่อนไฟฟายังผลคงที่ มาตอ
    อนุกรมกันทั้ง หมดตามลําดับ ถาความถี่ของแหลงกําเนิดไฟฟาเพิ่มขึ้น กระแสไฟฟายังผลในวงจรอนุกรม
    ดังกลาวจะเปนอยางไร
    1) เพิ่มขึ้น
    2) คงเดิม
   *3) ลดลง
    4) ไมสามารถระบุได ขึ้นกับคาของตัวเก็บประจุและตัวตานทาน




วิทยาศาสตร ฟสิกส (58)_________________________              โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
คลื่นแมเหล็กไฟฟา
1.   คลื่นแมเหล็กไฟฟากําลังเคลื่อนที่ไปในทิศ +z ที่ตําแหนงหนึ่งและเวลาหนึ่งคลื่นแมเหล็กไฟฟามีทิศของ
     สนามไฟฟาในทิศ -x ที่ตําแหนงและเวลาดังกลาวจะมีทิศของสนามแมเหล็กในทิศใด
     1) +x                     2) +y               *3) -y                    4) -z

                                          ฟสิกสยุคใหม
1. เมื่อฉายแสงความถี่ 5 × 1014 เฮิรตซ ลงบนโลหะชนิดหนึ่ง พบวาอิเล็กตรอนที่หลุดออกมามีพลังงานจลน
    สูงสุด 0.8 อิเล็กตรอนโวลต ถาฉายแสงที่มีความถี่ 1015 เฮิรตซ ลงบนโลหะเดิม อิเล็กตรอนที่หลุดออกมา
    จะมีพลังงานจลนสูงสุดกี่อิเล็กตรอนโวลต
    1) 1.3                                              2) 2.5
   *3) 2.9                                              4) 4.1
2. เงื่อนไขสําคัญที่สุดที่ทําใหเกิดกระแสโฟโตอิเล็กตรอนในปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริกไดคือขอใด
   *1) ความถี่ของแสงสูงกวาความถี่ขีดเริ่ม
    2) ความยาวคลื่นของแสงมีคาไมเกินความยาวคลื่นของอิเล็กตรอน
    3) ความเขมแสงมีคาไมนอยกวาคาคาหนึ่ง ขึ้นกับชนิดของโลหะที่เปนขั้วไฟฟา
    4) ความตางศักยไฟฟาระหวางขั้วไฟฟามีคาสูงและทําใหแกสแตกตัวเปนไอออน
3. รังสีเอกซที่ใหสเปกตรัมเสน เกิดจากกระบวนการในขอใด
    1) แกสเฉื่อยภายในหลอดสุญญากาศมีการเปลี่ยนระดับพลังงาน
   *2) การเปลี่ยนระดับพลังงานของอิเล็กตรอนชั้นในสุดของอะตอมที่เปนเปา
    3) การเปลี่ยนระดับพลังงานของอิเล็กตรอนชั้นนอกสุดของอะตอมที่เปนเปา
    4) อิเล็กตรอนที่พุงเขาชนเปาถูกหนวงหรือเรง
4. เมื่อฉายแสงความถี่ 5.48 × 1014 เฮิรตซลงบนโลหะชนิดหนึ่ง ทําใหอิเล็กตรอนหลุดออกมาดวยพลังงาน-
    จลนสูงสุด 0.79 อิเล็กตรอนโวลต เมื่อฉายแสงที่มีความถี่ 7.39 × 1014 เฮิรตซลงบนโลหะเดิม พบวา
    อิเล็กตรอนที่หลุดออกมามีพลังงานจลนสูงสุด 1.55 อิเล็กตรอนโวลต จากผลการทดลองนี้จะประมาณคาคง
    ตัวของพลังคไดเทาใด
    1) 3.98 × 10-34 จูล ⋅ วินาที                       *2) 6.37 × 10-34 จูล ⋅ วินาที
    3) 6.51 × 10-34 จูล ⋅ วินาที                        4) 6.63 × 10-34 จูล ⋅ วินาที




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (59)
นิวเคลียร
1. สารกัมมันตรังสีชนิดหนึ่งมีจํานวนนิวเคลียสเริ่มตนเทากับ N0 มีคาครึ่งชีวิตเทากับ T1/2 เมื่อเวลาผานไปนาน
                                 3N
    เทาใดสารนี้จึงจะสลายตัวไป 4 0
         T                                                  3T1/2
    1) 1/2 4                                            2) 4
                                                            T ln (3/4)
   *3) 2T1/2                                            4) 1/2 ln 2
2. จากปฏิกิริยานิวเคลียรฟวชัน 2 H + 3 H
                                  1      1                X+n
    กําหนดให มวลของ p               = 1.0078 u
                  มวลของ n           = 1.0087 u
                  มวลของ α = 4.0026 u
                  มวลของ 2 H = 2.0141 u
                              1
                  มวลของ 3 H = 3.0160 u
                              1
                  มวลของ 2    5 He = 5.0123 u
                  และ         1u = 930 MeV/c2
    จงพิจารณาวา X ในปฏิกิริยานี้คืออะไร และมีการปลดปลอยพลังงานจํานวนเทาใด
    1) α และ 1.94 × 10-16 MeV                          *2) α และ 17.5 MeV
    3) 2 5 He และ 1.02 × 10-14 MeV                      4) 5 He และ 922 MeV
                                                            2
3. ธาตุกัมมันตรังสีชนิดหนึ่งมีจํานวนนิวเคลียสเริ่มตนเทากับ N0 เมื่อเวลาผานไปครึ่งหนึ่งของครึ่งชีวิต จะมี
    จํานวนนิวเคลียสเหลืออยูเทาใด
         N                                                  N
    1) 40                                              *2) 0
                                                              2
         3N                                                 7N
    3) 4 0                                              4) 8 0
4. ถาตองการใหหลอดไฟขนาด 100 วัตต 1 ดวงสวางเปนเวลา 1 วัน โดยใชพลังงานจากปฏิกิริยาฟชชัน
    โดยที่การเกิดฟชชันแตละครั้งใหพลังงาน 200 เมกะอิเล็กตรอนโวลต และประสิทธิภาพในการเปลี่ยน
    พลังงานนิวเคลียรเปนพลังงานไฟฟาเทากับ 30% จะตองใชยูเรเนียม-235 กี่มิลลิกรัม
    1) 0.038                                            2) 0.096
    3) 0.11                                            *4) 0.35




วิทยาศาสตร ฟสิกส (60)_________________________            โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
สรุปเนื้อหาบางสวนเพื่อเตรียมการสอบ PAT 2
                                    แสงและการมองเห็น
      1. อัตราเร็วของแสงและความยาวคลื่นของแสงในตัวกลางตางๆ
                                                                                                r
          แสงเปนคลื่นแมเหล็กไฟฟา มีลักษณะเปนคลื่นตามขวางมีองคประกอบสองสวน คือ สนามไฟฟา ( E )
                      r
และสนามแมเหล็ก ( B ) ซึ่งเปนเวกเตอรที่มีทิศตั้งฉากกัน โดยขนาดของสนามไฟฟาและสนามแมเหล็กมี
ความสัมพันธกันตามสมการ
                                              E = cB
            เมื่อ E เปนขนาดของสนามไฟฟา และ B เปนขนาดของสนามแมเหล็ก และ c เปนอัตราเร็วของแสง
ในตัวกลาง
         ทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่นแมเหล็กไฟฟา สัมพันธกับทิศทางของสนามไฟฟาและสนามแมเหล็ก ตาม
กฎมือขวา (ตั้งมือตามทิศของสนามไฟฟาและกํามือเขาหาสนามแมเหล็ก นิ้วโปงจะชี้ทิศของคลื่นแมเหล็กไฟฟา)




          อัตราเร็วของแสงในสุญญากาศ มีคาคงที่เสมอ c = 3 × 108 m/s แตอัตราเร็วของแสงในตัวกลางอื่น
มีคาลดลงตามสมบัติของตัวกลาง โดยมีความสัมพันธ
                                            n = c    v
            โดย n เรียกวา ดัชนีหักเห (index of refraction) คาดัชนีหักเหของตัวกลางตางๆ มีคาไมเทากันตาม
ตาราง
                                               สาร          ดัชนีหักเห
                                            สุญญากาศ         1.00000
                                              อากาศ          1.00029
                                               น้ํา            4/3
                                               แกว          1.3-1.5

                    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (61)
โจทยเรื่องอัตราเร็วของแสง
1. สมมติวา ดวงอาทิตยอยูหางจากดาวพระเคราะห A เปนระยะ 20,000 ลานกิโลเมตร และหางจากดาว
    พระเคราะห B เปนระยะทาง 50,000 ลานกิโลเมตร จงหาวาหากพระอาทิตยสองแสงสวางถึงดาวพระ
    เคราะหนี้ใชเวลาตางกันเทาใด ถาความเร็วแสง c = 3 × 108 m/s
   *1) 1 × 105 วินาที          2) 1 × 106 วินาที      3) 1 × 107 วินาที 3) 1 × 108 วินาที




2. แสงความยาวคลื่นในสุญญากาศ 525 นาโนเมตร เมื่อเคลื่อนที่ผานไปในแกวที่มีดรรชนีหักเห 1.50 ความยาว
   คลื่นแสงในแกวจะเปนกี่นาโนเมตร
   1) 250 nm                2) 300 nm       *3) 350 nm                     3) 400 nm




3. แสงจากแหลงกําเนิดมีความถี่ 5 × 1014 เฮิรทซ เคลื่อนที่จากสุญญากาศเขาสูแกวที่มีดัชนีหักเห 1.5 ความ
   ยาวคลื่นของแสงในแกวจะมีคาเทาใด
   1) 350 nm             *2) 400 nm                3) 450 nm                 3) 500 nm




วิทยาศาสตร ฟสิกส (62)_________________________         โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
2. สมบัติเชิงคลื่นของแสง
          แสงมีสมบัติเชิงคลื่นเชนเดียวกับคลื่นอื่นๆ ไดแก มีสมบัติการสะทอน การหักเห การเลี้ยวเบน และการ
แทรกสอด
     การสะทอนของแสง
     เมื่อแสงเคลื่อนที่กระทบผิวราบ ก็จะสะทอนกลับในทิศตรงขาม โดยหลักการเดียวกับคลื่น คือ
                                     “มุมตกกระทบ = มุมสะทอน”

                                                                 p                i
                                                         o               p                l
                                                             θ                        θ


                                                                     θ
                                                                     θ   a
                                                                         Mirror




               ตําแหนงของภาพจะอยูหางจากกระจกเทากับตําแหนงของวัตถุภายในกระจก
                        (ระยะภาพเปนลบ) ขนาดของภาพเทากับขนาดของวัตถุ




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (63)
ตัวอยางเรื่องการสะทอนที่ผิวราบ
1. รังสีขนานตกกระทบกระจกเงาราบสองแผนซึ่งทํามุม θ กัน ถารังสีสะทอนทํามุม 30 องศา และ 40 องศา
     กับแนวรังสีเดิม ดังรูป มุม θ เปนเทาใด

                                                      θ



                                          40°              30°

   1) 20 องศา           2) 25 องศา            3) 30 องศา         *4) 35 องศา
2. แสงจากจุด S สะทอนจากผิวกระจกที่จุด A ไปตามแนว AR ถาเบนกระจกไปจากแนวเดิมเปนมุม θ แนว
   แสงสะทอนใหมจะเบนจากเดิมเปนมุมเทาใด
                                              N
                                  S                         R


                                                φ

                                              A              θ


   *1) 2θ                     2) 4θ                 3) 6θ                  3) 8θ
3. เด็กคนหนึ่งกําลังตัดผมอยูเขาไดพยายามมองภาพตางๆ ที่ติดบนผนังดานหลังโดยมองผานกระจกเงาราบที่
    อยูดานหนา จงหาวาสวนของผนังที่เด็กเห็นในกระจกกวางเทาใด ถากระจกมีความกวาง 1 เมตร ผนัง
    ดานหลังขนานกับระนาบกระจกและหางจากกระจกเงาเปนระยะ 5 เมตร ตําแหนงตรงที่นั่งหางจากกระจก
    เปนระยะ 2 เมตร และเขามองเห็นตัวเขาอยูกลางกระจกพอดี (ใหตอบในหนวยเมตร)
                                                                   ผนัง
                                 กระจก
                                                    เด็ก
                                1m
                                         2m

                                                  5m
    1) 2.5 m              *2) 3.5 m                   3) 4.5 m                   3) 5.5 m


วิทยาศาสตร ฟสิกส (64)_________________________          โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
4. ถาชายคนหนึ่งสูง 170 เซนติเมตร และตาของเขาอยูต่ํากวาสวนที่สูงที่สุดในรางกายเปนระยะ 10 เซนติเมตร
   มีกระจกราบตั้งอยูบนพื้นในแนวดิ่ง ขอบบนของกระจกตองอยูสูงจากพื้นเทาใดจึงจะทําใหเขามองเห็นเอวที่
   อยูสูงจากพื้น 100 เซนติเมตร
   1) 100 cm                *2) 130 cm              3) 160 cm                  4) 170 cm
5. รังสีของแสงเบนออกจากกันจากจุด A โดยตางทํามุม 10 องศากับแนวราบ ตกกระทบกระจกเงาราบซึ่งทํา
   มุม 10 องศากับแนวดิ่งดังรูป รังสีที่สะทอนจากกระจกจะทํามุมกันกี่องศา

                                                                    B   10°
                                    A                 10°
                                                      10°
                                                                        C


     1) 10                   *2) 20                         3) 40              4) 70

การสะทอนที่ผิวโคง
        การสะทอนที่ผิวโคงไดแกการสะทอนที่กระจกโคงเวา และกระจกโคงนูน โดยอาศัยหลักมุมตกเทากับมุม
สะทอน แสงขนานที่เขาสูกระจกโคงเวาจะสะทอนมาตัดรวมกันที่จุดหนึ่งเรียกวา จุดโฟกัส และแสงที่สะทอนจาก
จุดโคงนูนจะกระจายออกเสมือนวามาจากจุดจุดหนึ่งเชนกัน ถา R เปนรัศมีความโคงของกระจก และ F เปนระยะ
จากกระจกถึงจุดโฟกัส จากเรขาคณิตเราพบวา




                                                     f = R
                                                         2




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (65)
การเกิดภาพจากกระจกเวา




     การเกิดภาพจากกระจกเวาพบวามีความสัมพันธดังสมการ
                                     1 1            1
                                     U + V = f
     เมื่อ U คือ ระยะวัตถุ
              V คือ ระยะภาพ
              F คือ ทางยาวโฟกัส (กระจกเวาทางยาวโฟกัสเปนบวก)
     ทั้งนี้ขนาดของภาพและขนาดของวัตถุสัมพันธกันตามสมการ m = h′ = V
                                                              h U
     เมื่อ h′ เปนขนาดของภาพ
              h เปนขนาดของวัตถุ
              m เปนกําลังขยาย




วิทยาศาสตร ฟสิกส (66)_________________________   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
การเกิดภาพจากกระจกเวาในกรณีตางๆ
(I) เมื่อ U = ∞ วัตถุอยูไกลมาก
           ภาพอยูที่ตําแหนงโฟกัส (V = f) ขนาดของภาพขึ้นกับมุมรองรับวัตถุ
(II) เมื่อ R < U < ∞ (วัตถุอยูระหวางอนันต ถึง ศูนยกลางความโคง)
           ภาพอยูระหวางตําแหนงโฟกัส (f) กับ ศูนยกลางความโคง (R) หรือ f < V < R
           เนื่องจากระยะภาพนอยกวาระยะวัตถุเสมอ และมีคาเปนบวก (อยูดานเดียวกับวัตถุ) กําลังขยาย
           นอยกวา 1 (m < 1)
           ภาพเปนภาพจริงหัวกลับขนาดเล็กกวาวัตถุ
(III) เมื่อ U = R (วัตถุอยูที่ศูนยกลางความโคง)
           ภาพอยูที่ศูนยกลางความโคง V = R
           m=1
           ภาพเปนภาพจริงหัวกลับขนาดเทากับวัตถุ
(IV) เมื่อ R > U > f (วัตถุอยูระหวางศุนยกลางความโคงถึงตําแหนงโฟกัส
           ภาพอยูที่ระหวาง ศูนยกลางความโคงถึงอนันต หรือ R < V < ∞
           เนื่องจากระยะภาพมากกวาระยะวัตถุเสมอ m > 1
           ภาพเปนภาพจริงหัวกลับขนาดใหญกวาวัตถุ
(V) เมื่อ U = f (วัตถุอยูที่จุดโฟกัส)
           ระยะภาพเปนอนันต
           ขนาดภาพเปนอนันต
(VI) เมื่อ U < f (วัตถุอยูใกลกวาระยะโฟกัส)
           ระยะภาพมีคาเปนลบ (ภาพอยูในกระจก)
           |m| > 1
           ภาพเสมือนหัวตั้งขนาดใหญกวาวัตถุ
หมายเหตุ
           กระจกเวาใหภาพเสมือนในกรณีเดียว คือ เมื่อวัตถุอยูใกลกวาระยะโฟกัส
           ภาพเสมือนที่ไดมีขนาดใหญกวาวัตถุเสมอ




           โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (67)
การเกิดภาพจากกระจกนูน
         เนื่องจากแสงที่มาจากวัตถุจริงหนากระจกนูนจะกระจายออกเสมอ ดังนั้นไมวาวัตถุจะอยูที่ใดกระจกนูน
         จะใหภาพเสมือนหัวตั้งเสมอ
         ความยาวโฟกัสของกระจกนูนมีคาเปนลบ
         ระยะภาพของกระจกนูนเปนลบเสมอ (ภาพอยูในกระจก)
         ขนาดภาพของกระจกนูนจะเล็กกวาวัตถุเสมอ




โจทยการสะทอนที่ผิวโคง
1. รังสีๆ หนึ่งตกกระทบกระจกนูน โดยแนวรังสีขนานกับแกนมุขสําคัญ และอยูหางจากแกนมุขสําคัญเทากับ b
    ถารังสีสะทอนจากกระจกทํามุม 120° กับแนวรังสีเดิม ดังรูป รัศมีความโคงของกระจกเปนเทาใด
                                               กระจกนูน
                                         แกนมุขสําคัญ
                                     b

                                                          120°


    1) 3 b                                       *2)      2b
    3) 2 2 b                                      4)      2 3b
2. ทันตแพทยถือกระจกเวารัศมีความโคง 4.0 เซนติเมตร       หางจากฟนที่ตองการอุดเปนระยะ 1.0 เซนติเมตร
    ทันตแพทยจะเห็นฟนในกระจกขยายเปนกี่เทา
   *1) 2 เทา                                     2)      3 เทา
    3) 4เทา                                      4)      5เทา




วิทยาศาสตร ฟสิกส (68)_________________________          โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
3. วางวัตถุไวขางหนากระจกโคงซึ่งมีความยาวโฟกัส 20 เซนติเมตร ปรากฏวาไดภาพเสมือนโดยมีกําลังขยาย
    0.1 จงหาระยะวัตถุ
   *1) +220 เซนติเมตร                                   2) +180 เซนติเมตร
    3) -220 เซนติเมตร                                   4) -180 เซนติเมตร
4. นําวัตถุมาวางดานหนาของกระจกเวาที่มีความโคง 35.0 เซนติเมตร โดยวางหางจากกระจกเปนระยะที่ทําให
    เกิดภาพจริงขนาดใหญเปน 2.5 เทาของวัตถุ อยากทราบวาวัตถุหางจากกระจกเปนระยะกี่เซนติเมตร
    1) 10.5                                             2) 12.25
    3) 21.0                                             *4) 24.5
5. กระจกโคงทรงกลมอันหนึ่ง เมื่อวางวัตถุไวหางจากกระจก 60 เซนติเมตรปรากฏวาภาพที่เกิดขึ้นเปนภาพ
    หัวตั้งมีขนาดโต 1.5 เทาของวัตถุ ขอใดกลาวถึงกระจกอันนี้ไดถูกตอง
    1) เปนกระจกเวาความยาวโฟกัส 36 เซนติเมตร
    2) เปนกระจกนูนความยาวโฟกัส 72 เซนติเมตร
    3) เปนกระจกนูนความยาวโฟกัส 90 เซนติเมตร
   *4) เปนกระจกเวาความยาวโฟกัส 180 เซนติเมตร
6. เมื่อเอาวัตถุมาวางไวที่หนากระจกโคงอันหนึ่งที่ระยะหาง 10 เซนติเมตร พบวาเกิดภาพซึ่งเอาฉากรับไดที่
    ระยะ 10 เซนติเมตรขอความตอไปนี้ขอใดถูกตองที่สุด
    1) กระจกเปนกระจกนูนมีความยาวโฟกัส 20 เซนติเมตร
    2) กระจกเปนกระจกเวามีความยาวโฟกัส 20 เซนติเมตร
    3) กระจกเปนกระจกนูนมีความยาวโฟกัส 5 เซนติเมตร
   *4) กระจกเปนกระจกเวามีความยาวโฟกัส 5 เซนติเมตร
7. นักเรียนกลุมหนึ่งทําการทดลองหาความยาวโฟกัสของกระจกเวาอันหนึ่ง พบวาเมื่อวางวัตถุหางกระจกเปน
    ระยะทาง 20 เซนติเมตร จะไดภาพจริงมีความสูงเปน 3 เทาของวัตถุ อยากทราบวาถาวางวัตถุอยูหาง
    กระจก 10 เซนติเมตรภาพที่ไดจะเปนเชนไร
    1) ภาพจริงสูงเทาวัตถุ
    2) ภาพเสมือน สูงเทาวัตถุ
    3) ภาพจริงสูงเปนสามเทาของวัตถุ
   *4) ภาพเสมือน สูงเปนสามเทาของวัตถุ
8. ดินสอยาว 30 เซนติเมตรวางไวตามแนวแกนหนากระจก ซึ่งมีรัศมีความโคง 60 เซนติเมตร โดยใหปลายใกล
    อยูที่จุดศูนยกลางความโคงของกระจกภาพที่เกิดขึ้นจะมีความยาวเปนกี่เซนติเมตร
   *1) 15                                               2) 30
    3) 45                                               4) 60




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (69)
9. วัตถุสูง L วางอยุหนากระจกเวาซึ่งมีความยาวโฟกัส f ดวยระยะ s จากกระจก ภาพที่เกิดขึ้นจะมีขนาด
    เทาใด
              f 2
    1) L  s - f 
                                                   2) L  s - f 
                                                          f 
                                                                   2
                                                              

   *3) (s fL f)
            -                                       4) L(s f- f)
10. เมื่อจัดอุปกรณตามรูปพบวาภาพที่เกิดจากกระจกเงาราบกับกระจกนูนไมมีพาราแลกซ ความยาวโฟกัสของ
    กระจกนูนคือ (ในหนวยเซนติเมตร)
                 กระจกนูน คือ (หนวยเซนติเมตร)
                                 48 cm                   32 cm


                                                                            กระจกนูน
                  วัตถุ                  กระจกเงาระนาบ
   *1) 20                                         2) 24
    3) 96                                         4) 120




วิทยาศาสตร ฟสิกส (70)_________________________     โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
การหักเหของแสง
       แสงมีสมบัติเปนคลื่น คือ สะทอนได หักเหได แทรกสอดได และเลี้ยวเบนได ในสวนนี้จะกลาวถึงสมบัติการ
หักเหของแสงในตัวกลางตางๆ จากเรื่องคลื่น เมื่อคลื่นเคลื่อนที่จากตัวกลางที่มีความเร็ว v1 ไปยังตัวกลางที่มี
ความเร็ว v2 โดยทํามุมตกกระทบ θ1 คลื่นจะหักเหโดยมีมุมหักเห θ2 ความสัมพันธระหวางมุมทั้งสองและ
อัตราเร็วเปนไปดังสมการ
                                           sin θ1        v1
                                           sin θ = v        2             2
                                                                                                    ...(1)
     สําหรับแสงอัตราเร็วของแสงในตัวกลางใดๆ เทากับอัตราเร็วของแสงในสุญญากาศ หารดวยดัชนีหักเห
   c ดังนั้นสมการ (1) จะเปลี่ยนรูปเปน
v= n
                                      n1 sin θ1 = n2 sin θ2                            ...(2)
         ดั ง นั้ น ถ า แสงเดิ น ทางจากบริ เ วณที่ มี ดั ช นี หั ก เหน อ ย
(ความเร็วสูงกวา) ไปยังที่ที่มีดัชนีหักเหสูงกวา (ความเร็วต่ํากวา)
มุม ตกกระทบจะมากกว ามุ ม หั ก เห (หั ก เหเข า) ขณะที่ ถ า แสง
เคลื่อนที่จากที่ที่มี ดัชนีหักเหสูง (ความเร็วต่ํา) ไปยังที่ที่มีดัชนี
หัก เหสู ง (ความเร็ ว สู ง ) มุ ม หั ก เห ก็ จ ะมากกว ามุ มตกกระทบ
(หักเหออก) ดังแสดงในรูป
         ในกรณีที่ แสงเดินทางจากบริเวณที่มีดัชนีหักเหสูงไปยัง
บริเวณที่มีดัชนีหักเหต่ํากวา การหักเหจะมีมุมหักเหที่มากกวามุม
ตกกระทบ ที่มุมตกกระทบมุมหนึ่ง จะมีคามุมหักเหเทากับ 90
องศา เราเรียกมุมตกกระทบมุมนี้วามุมวิกฤต (critical angle)
ถามุมตกกระทบมีคามากกวามุมวิกฤตจะไมมีแสงหักเหเลยคงพบ
แตแสงสะทอนเพียงอยางเดียว ปรากฏการณ นี้เรียกวาการ
สะทอนกลับหมด (Total reflection)




ภาพแสดงการสะทอนกลับหมดที่ผิวรอยตอของแกวกับอากาศ
                                n1 sin θc = n2 sin (90)
                                               n
                                    sin θc = n2
                                                                          1


                       โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010      _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (71)
ตัวอยางเรื่องการหักเห และมุมวิกฤต
1. แสงเดินทางจากวัตถุ ก ที่มีดัชนีหักเห 1.2 ไปยังอากาศ ดวยมุมตกกระทบ 30 องศา ดังรูป มุม θ มีคาตาม
     ขอใด



                                             θ      อากาศ
                                                         วัตถุ ก
                                                   30°


   *1) sin-1 (0.8)                              2) sin-1 (0.6)
    3) sin-1 (1.0), -sin-1 (0.8)                4) sin-1 (1.0), -sin-1 (0.6)
2. ถารังสีของของแสงในอากาศ ตกกระทบผิวชองเหลว โดยที่หนาคลื่นทํามุม 60 องศากับผิวของของเหลว ถา
    อัตราเร็วของแสงในอากาศมีคา 3 × 108 m/s และในของเหลวมีคา 2.4 × 108 m/s มุมที่หนาคลื่นของ
    แสงหักเหในของเหลวกระทําตอผิวของเหลวมีคา
   *1) sin-1 0.693                              2) 90-sin-1 0.693
    3) sin-1 0.2                                4) 90-sin-1 0.2
3. จากการทดลองเรื่องการหักเหของแสงพบวา ถาใชมุมตกกระทบในอากาศเทากับ 60 องศา จะเกิดมุมหักเห
    ในของเหลวชนิดหนึ่ง 30 องศา ถาเปลี่ยนของเหลวเปนชนิดที่สอง และใชมุมตกกระทบในอากาศเทาเดิม
    พบวามุมหักเหใหมมีคา 45 องศา คาดัชนีหักเหของของเหลวชนิดที่หนึ่งเปนกี่เทาของดัชนีหักเหของ
    ของเหลวชนิดที่สอง
    1) 0.7                  *2) 1.4             3) 1.5                   4) 1.7
4.
                                             i     ของเหลว
                                                 r แกว

                                                           อากาศ
    จากรูป ดัชนีหักเหของของเหลวมีคาเทาใด
    1) sin i                                             1
                                                   *2) sin (i)
    3)    2 sin 2 i - cos 2 i                       4) sin ri
                                                       sin



วิทยาศาสตร ฟสิกส (72)_________________________         โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
5. ฉายแสงสีเขียวความยาวคลื่น 550 นาโนเมตร ใหตกกระทบตั้งฉากกับดานหนึ่งของปริซึมสามเหลี่ยมมุมฉาก
   ซึ่งวางอยูในอากาศ ดังรูป ถาลําแสงที่ออกจากปริซึมเบนออกจากแนวเดิม 30 องศา จงหาดัชนีหักเหของ
   ปริซึมนี้




                                                               30°
                                                              60°

   1) 1.3                     2) 1.5                 *3) 1.7                4) 1.9
6. ใหลําแสงตกกระทบดานขางของปริซึมมุมยอด 75 องศาโดยใหมุมตกกระทบเปน 45 องศา ใหคาดัชนีหักเห
   ของสารที่ใชทําปริซึมมีคา 1.4 คา sin ของมุมหักเหของลําแสงออกจากปริซึมมีคาเทาใด

                                            45°        75°



   *1) 0.99                 2) 0.88                3) 0.77                   4) 0.66
7. ABC เปนปริซึมทําดวยแกวมีมุม ABC = 90 องศา มุม BAC = 30 องศา และมุม ACB = 60 องศา ถาให
    รังสีของแสงสีเดียวตกกระทบตั้งฉากกับพื้นหนา BC เมื่อรังสีหักเหออกจากปริซึม จงคํานวณหามุมที่รังสี
    เบี่ยงเบนไปจากทิศทางเดิม (sin 49 = 0.75) และดัชนีหักเหของปริซึมมีคา 3/2
                                                         A

                                                             30°
                                                       C

                                             C 60°                 B
                                                      แสง
     1) 90 องศาออกทางดาน AC                             2) 49 องศาออกทางดาน AC
    *3) 41 องศาออกทางดาน AB                             4) 8 องศาออกทางดาน AB




                 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (73)
การหักเหที่ผิวราบ ความลึกจริงและความลึกปรากฏ




                                                                                    θ2
                                                                           x
                                                                      da
                                                                               θ1
                                                             d




                                 ภาพแสดงการหักเหของแสงจากน้ําสูอากาศ
        เมื่อแสงเคลื่อนที่จากที่ที่มีดัชนีหักเหมาก (น้ํา) มายังที่ที่มีดัชนีหักเหนอย เชน อากาศ การหักเหจะเปนการ
หักเหออก ดังนั้นเราจะเห็นวัตถุที่อยูในน้ําตื้นขึ้น ดังจะเห็นไดจากภาพของหลอดที่อยูในแกวน้ํา ที่จะเห็นวาหลอด
งอขึ้น และมีขนาดใหญขึ้น ดังรูป




                                           ภาพของหลอดในแกวน้ํา
       ถา d     เปนความลึกจริงของวัตถุ
           da    เปนความลึกปรากฏของวัตถุ
           n1    เปนดัชนีหักเหของของเหลวที่วัตถุอยู
           n2    เปนดัชนีหักเหของตัวกลางที่ผูสังเกตอยู (n1 > n2)



วิทยาศาสตร ฟสิกส (74)_________________________                โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
จากแผนภูมิพบวา
                                         tan θ1 = d   x
                                         tan θ2 = dx
                                                        a
                                              d       tan θ1
                                             d a = tan θ2
                                                      sin θ1       n
                                                 ≈
                                                      sin θ2 = n2
                                                                     1
                                             da       n2
                                              d = n1
       ถาเปนการหักเหออกสูอากาศ (n2 = 1) โดยมองลงเกือบในแนวดิ่ง (tan θ ≈ sin θ) เราประมาณไดวา
                                              da = d  n

ตัวอยางโจทยเรื่องลึกจริงลึกปรากฏ
1. วัตถุอยูที่พื้นสระน้ําซึ่งลึก 5 เมตร ถาดัชนีหักเหของน้ํามีคากับ 4/3 จะมองเห็นวัตถุอยูลึกจากน้ํากี่เมตร
    *1) 15/4 เมตร                  2) 3/4 เมตร              3) 4/3 เมตร              4) 5 เมตร
2. แทงแกวรูปลูกบาศกยาวดานละ 15 เซนติเมตร มีฟองอากาศเล็กๆ อยูภายใน เมื่อมองทางดานหนึ่งจะเห็น
     ฟองอากาศที่ระยะ 6 เซนติเมตร แตเมื่อมองดานตรงขามจะเห็นฟองอากาศที่ระยะ 4 เซนติเมตร จงหาวา
     จริงๆ แลวฟองอากาศอยูที่ใดจากผิวแรกที่มอง
     1) 4 เซนติเมตร                2) 6 เซนติเมตร        *3) 9 เซนติเมตร             4) 10 เซนติเมตร
3. ปลาเสือตัวหนึ่งอยูในน้ํากําลังมองแมลงปอที่บินอยูในอากาศในแนวตรง หางจากผิวน้ํา 30 เซนติเมตร จะ
     เห็นแมลงปอหางจากผิวน้ําตามขอใด กําหนดใหดัชนีหักเหของน้ําเทากับ 4/3
    *1) มากกวาความเปนจริง 10 เซนติเมตร                    2) มากกวาความเปนจริง 22.5 เซนติเมตร
     3) นอยกวาความเปนจริง 10 เซนติเมตร                   4) นอยกวาความเปนจริง 22.5 เซนติเมตร




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (75)
ไฟฟากระแสสลับและคลื่นแมเหล็กไฟฟา
      เครื่องกําเนิดไฟฟากระแสสลับ




      เครื่องกําเนิดไฟฟากระแสสลับทํางานโดยอาศัยหลักการเหนี่ยวนําแมเหล็กไฟฟาของฟาราเดย โดยอาศัย
การหมุนขดลวดในสนามแมเหล็ก ฟลักซแมเหล็กจะปลี่ยนแปลงเปนคาบโดยมีฟงกชั่นเปนรูป sine ดังรูป




      สามารถแทนสมการไดดังนี้
                                            E = E0 sin (ωt)
      และใชสัญลักษณ
                                                     ε




วิทยาศาสตร ฟสิกส (76)_________________________        โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
คายังผล
         คายังผล คือ คาเฉลี่ยของแรงเคลื่อนไฟฟากระแสสลับโดยพิจารณาวาเปนแรงเคลื่อนไฟฟากระแสตรงที่ให
กําลังเฉลี่ยเทากับกําลังเฉลี่ยของแรงเคลื่อนไฟฟากระแสสลับ คายังผลมีชื่อเรียกอีกอยางหนึ่งวา คารากที่สองของ
กําลังสองเฉลี่ย (Root Mean Square value) ความสัมพันธระหวางคายังผล กับคาสูงสุดเปนไปตามสมการ
                                                                 E0
                                                   Erms =              โวลต
                                                                   2
ตัวอยาง         ไฟฟาบานที่เราใชอยูในปจจุบัน มีคายังผล เทากับ 220 โวลต ที่ความถี่ 50 เฮิรทซ หมายความวา
ไฟฟาที่เราใชกันอยูมีคาสูงสุดเทากับ 200 2 โวลต

เฟเซอร


                                        E0
                                                e                                  e
                                        ωt




         เฟเซอรเปนเวกเตอรที่ใชแทนแรงเคลื่อนไฟฟากระแสสลับ หรือกระแสของไฟฟากระแสสลับ มีลักษณะ
เปนเวกเตอรที่มีขนาดเทากับแอมปลิจูดของไฟฟากระแสสลับ และหมุนรอบจุดกลางดวยคาบเทากับไฟฟากระแสสลับ
ขนาดของไฟฟากระแสสลับจะเทากับภาพฉายของเฟเซอรลงบนแกน ดังจะเห็นไดตามภาพ
         กฎของโอหมสําหรับไฟฟากระแสสลับ
         ถึงแมวาไฟฟากระแสสลับจะมีคาแรงเคลื่อนไฟฟาไมคงที่ แตยังคงเปนไปตามกฎของโอหมโดยเฉพาะอยาง
ยิ่งสําหรับความตานทาน สวนตัวเก็บประจุ และขดลวด เหนี่ยวนําก็เปนไปตามกฎของโอหมเชนกัน เพียงแตวา
ไมไดเปนความตานทานเชนเดียวกับตัวตานทาน แตเปนตัวแปรที่เรียกวาความตาน (Reactance) และ
กระแสไฟฟาที่ไหลในวงจรจะมีเฟสไมตรงกับแรงเคลื่อนไฟฟา แตจะมีเฟสตางกัน 90 องศา




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (77)
กฎของโอหมของความตานทาน
        เมื่อตอแรงเคลื่อนไฟฟากระแสสลับเขากับความตานทาน กระแส
ที่ไหลผานความตานทานจะเปลี่ยนแปลงไปพรอมๆ กับแรงเคลื่อนไฟฟา
โดยมีคาสูงสุดพรอมกันและต่ําสุดพรอมกัน เมื่อแทนดวยเฟเซอรจะเปน
เวกเตอร 2 อันที่ซอนกันและหมุนไปพรอมๆ กัน ดังรูป และมีคากระแส
เทียบกับความตางศักยดังนี้
                            vR = V0 sin (ωt)
                            vR = iR
                                     vR
                              i = R
                                     V
                              i = R0 sin (ωt)
                              i = I0 sin (ωt)
                                     V
                             I0 = R0




กฎของโอหมของตัวเก็บประจุ
       ในกรณีของตัวเก็บประจุ ความตางศักยจะประจุไฟเขาไปในตัว
เก็บประจุ กระแสที่ไหลในวงจร จะมีเฟสตางจากความตางศักยอยู 90
องศา (กระแสไฟฟามีคาสูงสุดนําหนาจากความตางศักย 90 องศา) ดัง
สมการ
                         vC = vC sin (ωt)
                          q = CvC
                          q = CvC sin (ωt)
                           i = dq  dt
                           i = (   ωC) VC cos (ωt)
                                   V
                           i = XC sin (ωt + π )   2
                                     C
                        X C = ωC    1
                        VC = ICXC
       คา XC = ωC 1 เรียกวาคาความตานเนื่องจากการจุ มีหนวยเปน
โอหม
       สําหรับตัวเก็บประจุ เฟเซอรของกระแสมีเฟสนําหนาความตางศักยอยู 90 องศา

วิทยาศาสตร ฟสิกส (78)_________________________        โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
กฎของโอหมของขดลวดเหนี่ยวนํา
       ขดลวดเหนี่ยวนําเมื่อมีกระแสที่ไมคงที่ไหลผานจะมีความตางศักย
ตานเกิดขึ้น ดังนั้นกระแสที่ไหลจะมีความเปลี่ยนแปลงโดยมีเฟสตามหลัง
ความตางศักยอยู 90 องศา
                           vL = VL sin (ωt)
                       E - vL = 0
                           vL = L dt  di
                         di L       VL
                          dt = L sin (ωt)
                                        V
                            iL = - ∫ LL sin (ωt)dt
                                     V
                            iL = ωL cos (ωt)
                                       L
                                     VL
                            iL = X cos (ωt)
                                       L
                        XL = ωL
                                  V
                         iL = XL sin (ωt - π )    2
                                    L
       คา XC = ωL เรียกวาคาความตานเนื่องจากการเหนี่ยวนํา มีหนวย
เปนโอหม
       สําหรับขดลวดเหนี่ยวนํา เฟเซอรของกระแสมีเฟสตามหลังความตางศักยอยู 90 องศา
       การตอวงจรแบบอนุกรม
       เมื่อนําอุปกรณทั้ง 3 ชนิดมาตอรวมกัน เราอาจตอได 3 แบบ คือ แบบ
อนุกรม แบบขนาน และแบบผสม หลักการการพิจารณาอาจแยกกันในที่นี้จะ
กลาวถึงการตอแบบอนุกรมเปนแบบแรก
       ในการตอวงจรแบบอนุกรม กระแสรวมในวงจรจะคงที่ แตความตางศักย
จะตางกัน โดย ความตางศักยครอมความตานทานจะมีคาสูงสุดเทากับ กระแส
คูณดวยความตานทาน (v = iR) สวนความตางศักยครอมความจุและขดลวดเหนี่ยวนําจะมีคาสูงสุด vC = iXC
และ vL = iXL ตามลําดับ แตความตางศักยทั้งสามจะมีเฟสไมตรงกัน (มีคาสูงสุดต่ําสุดไมตรงกัน) การจะหาคา
ความตางศักยรวม ตองอาศัยการบวกกันของเฟเซอร ดังรูป




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (79)
โดยคาความตางศักยสูงสุดรวมสามารถคํานวณไดจาก
                                                             2
                                                V2 = VR + (V - V)2
                                                V2 = (IR)2 + (IXL - IXC)2
                                                 V = I R 2 + (X L - X C ) 2
                                                 V = IZ
                                                 Z =         R 2 + (X L - X C ) 2
                                                           V -V
                                             tan φ = LV C
                                                                R
                                                           X L - XC
                                                      =        R
        ทั้งนี้คา Z คือ คาความขัด (impedance) ของอุปกรณทั้ง 3 สวน φ คือ ความตางเฟสระหวางความตาง
ศักยกับกระแสไฟฟา ถาคาเปนบวก คือ ความตางศักยมีเฟสนําหนากระแส และถาเปนลบ คือ ความตางศักยมีทิศ
ตามหลังกระแส
        การสั่นพองในวงจรไฟฟากระแสสลับ
        ในวงจรไฟฟาแบบอนุกรมขางตน จะเห็นไดวา ความตางศักยของขดลวดเหนี่ยวนําจะมีทิศตรงขามกับ
ความตางศักยของตัวเก็บประจุ ดังนั้นความตางศักยทั้งสองนี้จะหักลางกัน หากความตางศักยทั้งสองนี้มีคาเทากัน
พอดี คาศักยไฟฟาจะมีคาเฉพาะความตางศักยครอมความตานทาน และกระแสไฟฟาจะมีคาสูงสุด เรียกวาเกิด
ปรากฏการณสั่นพอง (Resonance) ความถี่ที่จะเกิดปรากฏการณสั่นพองนี้คํานวณไดจาก
                                                XL = XC
                                              ω0L = ω1 C
                                                             0
                                               ω02 = 1
                                                           LC
                                                ω0 =         1
                                                              LC
        คา ω0 เรียกวา ความถี่ธรรมชาติของวงจร




วิทยาศาสตร ฟสิกส (80)_________________________            โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
กําลังของไฟฟากระแสสลับ
        ในวิชาไฟฟากําลังของไฟฟากระแสตรงมีคาเทากับผลคูณระหวางกระแสกับความตางศักย ในไฟฟากระแสสลับ
เนื่องจากกระแสและความตางศักยมีความตางเฟสกันและไมคงที่ดังนั้นกําลังของไฟฟากระแสสลับก็ไมคงที่ดวย
เมื่อหาคาเฉลี่ยจะพบวากําลังของไฟฟากระแสสลับเฉลี่ย จะมีคาเทากับ
                                                          I V cos ( φ)
                                                  P = 0 02             วัตต
        เมื่อ I0 และ V0 คือ คาสูงสุดของกระแสไฟฟาและความตางศักยตามลําดับ
              มุม φ คือ มุมเฟสระหวาง กระแสไฟฟาละความตางศักย
              คา cos (φ) เรียกวาตัวประกอบกําลัง (Poer Factor)
        ในรูปของกระแสยังผลกําลังไฟฟาสามารถเขียนไดในรูป
                                                  P = IrmsVrms cos (φ) วัตต
        ขอสังเกต
        กําลังไฟฟาของวงจรที่ประกอบดวยตัวเก็บประจุ หรือขดลวดเหนี่ยวนําเพียงอยางเดียวจะมีคาเฉลี่ยเปนศูนย
เพราะมุมเฟสของตัวจุและขดลวดเหนี่นวนําจะเทากับ 90 องศา สําหรับความตานทานจะมีคาสูงสุดเพราะมีคาเทากับ
ศูนยองศา ในความเปนจริงอาจกลาวไดวาในวงจรไฟฟากระแสสลับ
                                                                                          V2
                                                  P = IrmsVrms cos (φ) = I 2 R = rms วัตต
                                                                               rms          R
ตัวอยางโจทยไฟฟากระแสสลับและคลื่นแมเหล็กไฟฟา
                                                             V
1. จากรูปแสดงวงจรไฟฟากระแสสลับ จงหาอัตราสวนของ V0 เมื่อแหลงจายกระแสสลับมีความถี่เชิงมุม ω
                                                                    i
                                      R1             L          C


                                                                           V0
                            V1                                                          R2

                      R2                                                      R2
     1)                                                    2)
                                 2                                                      2
            R 1 +  ω2 ωC - 1                                      R 1 +  ω2 ωL - 1 
              2       LC                                             2       LC
                                                                                      

                           R2                                                      R2
    *3)                                                    4)
                                           2                                                   2
            (R 1 + R 2 )2 +  ω2 ωC - 1                            (R 1 + R 2 )2 +  ω2 ωL - 1 
                                LC                                                     LC
                                                                                             




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (81)
2. ถาวงจรประกอบดวยตัวตานทานขนาด 20 โอหม ขดลวดเหนี่ยวนําที่มีคาความตานทานเชิงเหนี่ยวนํา 30 โอหม
   และตัวเก็บประจุที่มีคาความตานทานเชิงประจุ 15 โอหม ตอกันอยางอนุกรมและตอเขากับแหลงกําเนิด
   ไฟฟากระแสสลับ 220 โวลต ความถี่ 50 เฮิรทซ จงหากระแสในวงจร
   1) 2.2 A                                        2) 4.4 A
   3) 6.6 A                                       *4) 8.8 A
3. ในวงจรไฟฟากระแสสลับดังรูป ถาโวลตมิเตอร V อานคาความตางศักยได 200 โวลตจงหากระแสสูงสุดที่
   ผานความตานทาน R


                                  V                            R = 100 Ω


    1) 0.70 A                                      2) 1.41 A
   *3) 2.8 A                                       4) 4.8 A
4. ในวงจรไฟฟากระแสสลับความถี่ 50 เฮิรทซ ดังรูป ถา โวลตมิเตอร V อานคาความตางศักยได 200 โวลต
    แอมมิเตอร A จะอานคากระแสไดกี่แอมแปร
                                               A
                                                         XC = 40 Ω
                               V
                                                         R = 100 Ω

                                                                
             10                                             20 
    *1)                                             2)          
          
              29 
                  
                                                           
                                                               29 
                                                                   
                                                                
             30                                             40 
     3)                                             4)          
          
              29 
                  
                                                           
                                                               29 
                                                                   

5. ถาไฟฟาในบานมีความตางศักย 220 โวลต ความตางศักยสูงสุดมีคาเปนเทาใด
    1) 180 2                                        2) 200 2
   *3) 220 2                                        4) 240 2
6. จงพิจารณาขอความตอไปนี้ ขอความใดตอไปนี้ถูกตอง
    1) คากระแสและคาความตางศักยของไฟฟากระแสสลับที่เรียกวาคายังผลเปนคาเดียวกับคาที่มิเตอรอานได
    2) คากระแสสลับที่อานไดจากมิเตอรหมายถึงคารากที่สองของคาเฉลี่ยของกําลังสองของกระแสสลับ
    3) คายังผลของคาความตางศักยของไฟฟาในบาน คือ 220 โวลต
   *4) ถูกทุกขอ


วิทยาศาสตร ฟสิกส (82)_________________________          โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
7. เมื่อนําตัวตานทานและขดลวดเหนี่ยวนําตออนุกรมกับแหลงกําเนิดไฟฟากระแสสลับที่มีความตางศักยขณะใด
   ขณะหนึ่งเปน V = 100 sin (1000 t) โวลต เมื่อใชโวลตมิเตอรวัดความตางศักยครอมตัวตานทานอานได 70
   โวลต ถานําไปวัดครอมขดลวดเหนี่ยวนําจะอานไดกี่โวลต
   1) 70.3 V                                         *2) 71.4 V
   3) 72.5 V                                           4) 73.6 V
8. ขดลวดเหนี่วยนํา 0.2 เฮนรี่ และตัวเก็บประจุ 10 ไมโครฟารัด ตออนุกรมกับแหลงกําเนิดไฟฟา กระแสสลับ
   ที่ใหความตางศักยสูงสุด 100 โวลต และความถี่เชิงมุม ω = 1,000 เรเดียน/วินาที จงหากระแสที่อานไดจาก
   แอมมิเตอร
                                           L = 0.2 H C = 10 µF

                                         A


   *1) 1 Amp                                        2) 2 Amp
    3) 3 Amp                                        4) 4 Amp
9. ขดลวดเหนึ่ยวนํา 0.03 เฮนรี และตัวตานทาน 40 โอหม ตออนุกรมกับแหลงกําเนิดไฟฟากระแสสลับ
    กระแสของวงจร (i) เปลี่ยนแปลงตามเวลา (t) ดังสมการ i = 5 sin (1,000 t) แอมแปร จงหากําลังเฉลี่ย
    ของวงจร และความตางศักยสูงสุดของวงจรเปนดังขอใด
    1) 500 Watt, 500 Volt                           2) 250 Watt, 250 Volt
   *3) 500 Watt, 250 Volt                           4) 250 Watt, 500 Volt
10. สวนประกอบของวงจรไฟฟากระแสสลับตามรูป (ก) มีกระแสที่ผานและความตางศักยระหวางปลายทั้งสอง
    สัมพันธกัน ตามรูป (ข) จงวิเคราะหวาสวนประกอบของวงจรไฟฟานี้คืออะไร
                                                    i, v    i
                                   สวนประกอบ                     v
                                   ของวงจร
                                                                             t

                          (ก)                                             (ข)
     1) ตัวตานทาน                                       *2) ตัวเก็บประจุ
     3) ขดลวดเหนี่ยวนํา                                   4) โวลตมิเตอร




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (83)
คลื่นแมเหล็กไฟฟา
คลื่นแมเหล็กไฟฟา
      คลื่นแมเหล็กไฟฟาเปนคลื่นชนิดเดียวที่ไมตองอาศัยตัวกลางในการสงผานพลังงาน ดังนั้นจึงสามารถเดินทาง
ในสุญญากาศได คลื่นแมเหล็กไฟฟาจึงเปนตัวการหลักในการสงผานพลังงานจากดวงอาทิตยมายังโลกในรูปของแสง
โดยเฉลี่ยแลวแสงอาทิตยนําพลังงานมาถึงโลกในอัตรา 1370 วัตตตอตารางเมตร
      คลื่นแมเหล็กไฟฟาเคลื่อนที่ในสุญญากาศดวยอัตราเร็วคงที่ 3 × 108 เมตรตอวินาที อัตราเร็วนี้เปน
ปริมาณสมบูรณ นั่นคือ ไมวาผูสังเกตจะอยูนิ่งหรือเคลื่อนที่ก็จะวัดอัตราเร็วแสงไดเทากันเสมอ ในตัวกลางอื่น
นอกจากสุญญากาศ อัตราเร็วของคลื่นแมเหล็กไฟฟาจะชาลงโดยอัตราสวนระหวางอัตราเร็วแสงในสุญญากาศ
หารดวยอัตราเร็วแสงในตัวกลาง เรียกวา ดัชนีหักเห
                                                   n = c    v
องคประกอบของคลื่นแมเหล็กไฟฟา
       องคประกอบของคลื่นแมเหล็กไฟฟาประกอบดวยสนามแมเหล็ก และสนามไฟฟาในทิศทางที่ตั้งฉากกันที่
สําคัญอัตราสวนระหวางสนามแมเหล็กและสนามไฟฟาจะเทากับอัตราเร็วของแสงในตัวกลางนั้น
                                       electric
                                     electric
                                       ficld
                                       ficld
                             magnetic
                           magnetic
                             field
                           field
                                      p r opropagat
                                           p a g a ion
                                                  tio n
                                                  c =     E
                                                          B




วิทยาศาสตร ฟสิกส (84)_________________________             โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
คลื่นแมเหล็กไฟฟาชนิดตางๆ
        คลื่นแมเหล็กไฟฟาแบงออกเปนประเภทยอยๆ ตามความยาวคลื่นดวยชื่อตางๆ กัน เมื่อเรียงตามความยาว
คลื่น ไดแก รังสีแกมมา รังสีเอกซ รังสีอัลตราไวโอเลต แสง คลื่นอินฟราเรด คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ โดยแตละ
กลุมมีการใชประโยชนที่แตกตางกันออกไป
     gamma                               ultraviolet      infrared
     rays              X-rays            rays             rays              radar    FM TV     shortwave   AM

  10-14      10-12        10-10         10-8       10-6              10-4     10-2   1       102      10 4
                                                                                         Wavelength (meters)
                                               Visible Light




    400                           500                     600                            700
                                         Wavelength (nanometers)
         รังสีแกมมา เปนคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่ปลอยออกมาจากสารกัมมันตรังสี รังสีแกมมามีพลังงานสูง ดังนั้น
ความยาวคลื่นจึงสั้นอยูในระดับ 0.001 นาโนเมตร หรือสั้นกวา เราใชรังสีแกมมาในทางการแพทยเพื่อใชฆาเชื้อ
หรือทําลายเซลลมะเร็ง
         รังสีเอกซ มีความยาวคลื่นมากกวารังสีแกมมาอยูในชวง 1 นาโนเมตร ถึง 0.001 นาโนเมตร รังสีเอกซ
เกิดจากการหนวงประจุไฟฟาอยางแรงทําใหประจุนั้นมีการแผรังสีออกมา เนื่องจากรังสีเอกซมีอํานาจทะลุทะลวง
สูงเราจึงนํามาใชประโยชนในการถายภาพอวัยวะภายในรางกายที่เรารูจักในชื่อเรียกวา ถายเอกซเรย
         รังสีอัลตราไวโอเลต หรือรังสีเหนือมวงมีความยาวคลื่นในชวง 1 ถึง 400 นาโนเมตร เปนรังสีที่มีอันตราย
ตอสิ่งมีชีวิต สามารถกระตุนใหเกิดมะเร็งที่ผิวหนัง รังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตยจะถูกดูดกลืนไปดวยบรรยากาศ
โดยเฉพาะอยางยิ่งดวยแกสโอโซน อยางไรก็ดีรังสีอัลตราไวโอเลตมีประโยชนในการฆาเชื้อโรค
         แสง แสงเปนคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่เรามองเห็น มีความยาวคลื่น 400-700 นาโนเมตร เปนคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่
สามารถรับไดดวยเซลลสีในตา (เรตินา) จึงมีบทบาทสําคัญในการเห็นแสงมีสีตางๆ ตั้งแตสีมวงที่ 400 นาโนเมตร
จนถึงสีแดงที่ 700 นาโนเมตร
         รังสีอินฟราเรด หรือรังสีความรอนมีความยาวคลื่นตั้งแต 700 นาโนเมตร (0.7 ไมครอน) ถึง 1000 ไมครอน
(1 ไมครอน คือ 1 ในลานเมตร) เราใชรังสีนี้ในการปรุงอาหาร และใชสงสัญญาณควบคุมอุปกรณจากระยะไกล
(รีโมตคอนโทรล)
         คลื่นไมโครเวฟ เปนคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่มีความยาวคลื่นในชวง 1 มิลลิเมตร ถึง 10 มิลลิเมตร เราใช
ประโยชนในการสื่อสาร (โทรศัพทมือถือ) และปรุงอาหาร (เตาไมโครเวฟ)
         คลื่นวิทยุ มีความยาวคลื่นตั้งแต 1 เซนติเมตร ไปจนถึงหลายเมตร เราใชคลื่นวิทยุในการสื่อสาร (โทรทัศน
วิทยุ)

                     โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (85)
ตัวอยาง คลื่นแมเหล็กไฟฟาชนิดใดตอไปนี้ที่มีความยาวคลื่นสั้นที่สุด
     1) อินฟราเรด                                     2) ไมโครเวฟ
     3) คลื่นวิทยุ                                   *4) อัลตราไวโอเลต
ตัวอยาง ขอใดเปนการเรียงลําดับคลื่นแมเหล็กไฟฟาจากความยาวคลื่นนอยไปมากไดถูกตอง
    *1) รังสีเอกซ อินฟราเรด ไมโครเวฟ
     2) อินฟราเรด ไมโครเวฟ รังสีเอกซ
     3) รังสีเอกซ ไมโครเวฟ อินฟราเรด
     4) ไมโครเวฟ อินฟราเรด รังสีเอกซ
ตัวอยาง คลื่นแมเหล็กไฟฟาที่นิยมใชในรีโมทควบคุมการทํางานของเครื่องโทรศัพทคือขอใด
    *1) อินฟราเรด                                     2) ไมโครเวฟ
     3) คลื่นวิทยุ                                    4) อัลตราไวโอเลต
ตัวอยาง สนามแมเหล็กที่เปนสวนหนึ่งของคลื่นแสงนั้น มีทิศทางตามขอใด
     1) ขนานกับทิศทางการเคลื่อนที่ของแสง
     2) ขนานกับสนามไฟฟา แตตั้งฉากกับทิศการเคลื่อนที่ของแสง
    *3) ตั้งฉากกับทั้งสนามไฟฟาและทิศการเคลื่อนที่ของแสง
     4) ตั้งฉากกับสนามไฟฟาแตขนานกับทิศการเคลื่อนที่ของแสง
การฝากสัญญาณเสียงไปกับคลื่นวิทยุ
       ในการสื่อสารนั้นตองสงสัญญาณเสียงจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง วิธีที่ทํากัน คือ การเปลี่ยนสัญญาณเสียง
เปนสัญญาณไฟฟาและฝากไปกับคลื่นวิทยุ ซึ่งวิธีการฝากสัญญาณเสียงนี้เรียกวา โมดูเลชัน (Modulation) ซึ่ง
สามารถ ทําได 2 วิธี คือ
       Frequency Modulation คือ การนําสัญญาณเสียงไปฝากกับคลื่นวิทยุที่มีความถี่สูงและเดินทางไปไดไกล
สัญญาณที่ผสมแลวจะมีคาอําพนเทากันตลอด แตความถี่จะเปลี่ยนไปเล็กนอยตามสัญญาณไฟฟาที่เขามา สัญญาณ
FM มีขอไดเปรียบที่ความคมชัดของสัญญาณ แตไมสามารถสงสัญญาณไปไดไกลเทาที่ควร
       Amplitude Modulation คือ การฝากสัญญาณเสียงโดยผสมสัญญาณไปกับคลื่นวิทยุโดยคลื่นจะมีความถี่
คงเดิมแตคาอําพนจะเปลี่ยนไปตามสัญญาณเสียงที่เขามา การฝากสัญญาณเสียงดวยวิธีนี้สามารถสงสัญญาณได
ไกลกวาระบบ FM
ตัวอยาง การฝากสัญญาณเสียงไปกับคลื่นในระบบวิทยุแบบ เอ เอ็ม คลื่นวิทยุที่ไดจะมีลักษณะอยางไร
    *1) คลื่นวิทยุจะเปลี่ยนแปลงแอมพลิจูดตามแอมพลิจูดของคลื่นเสียง
     2) คลื่นวิทยุจะเปลี่ยนแปลงแอมพลิจูดตามความถี่ของคลื่นเสียง
     3) คลื่นวิทยุจะเปลี่ยนแปลงความถี่ตามแอมพลิจูดของคลื่นเสียง
     4) คลื่นวิทยุจะเปลี่ยนแปลงความถี่ตามความถี่ของคลื่นเสียง




วิทยาศาสตร ฟสิกส (86)_________________________           โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
สเปกตรัมคลื่นแมเหล็กไฟฟาและการใชประโยชน




โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (87)
กัมมันตภาพรังสี แรงนิวเคลียรและพลังงานนิวเคลียร
        สารกัมมันตรังสีถูกคนพบครั้งแรก เมื่อป พ.ศ. 2439 เมื่อเบคเคอเรลพบวาสารบางชนิด เชน สินแร-
ยูเรเนียม สามารถสงทําใหฟลมถายรูปดําไดถึงแมวาจะอยูในที่มืด โดยสรุปวาสารเหลานั้นเปลงรังสีบางชนิดออกมา
ทําใหฟลมถายรูปดํา จากการทดลองโดยเบ็กเคอเรล มารี และปแอร คูรี รัทเทอรฟอรด และนักวิทยาศาสตรอีก
หลายคนพบวามีธาตุหลายๆ ชนิดที่มีความสามารถในการแผรังสี เชน เรเดียม ยูเรเนียม ซึ่งการคนพบเหลานี้ได
นําไปสูความรูใหมๆ ในทางวิทยาศาสตรเกี่ยวกับรังสีในเวลาตอมา
        อะตอมและนิวเคลียส
        สสารตางๆ เมื่อนํามาแยกยอยลงแลวพบวาประกอบขึ้นจากอะตอมของธาตุตางๆ เมื่อพิจารณาถึง
สวนประกอบของอะตอมแลวสามารถแยกสวนประกอบของอะตอมออกไดเปนอิเล็กตรอน ซึ่งเปนอนุภาคที่มีประจุ
ลบขนาด 1.6 × 10-19 คูลอมบ และมีมวล 9 × 10-31 กิโลกรัม และโคจรรอบนิวเคลียส ซึ่งเปนสวนประกอบที่
รวมมวลสารเกือบทั้งหมดของอะตอมเอาไว สวนนิวเคลียสซึ่งเปนศูนยกลางของอะตอมมีขนาดประมาณ 10-15
เมตรประกอบดวยอนุภาค 2 ชนิด คือ โปรตอนและนิวตรอน โปรตอนเปนอนุภาคที่มีประจุบวกขนาดเทากับ
อิเล็กตรอน และมีมวล 1.67 × 10-27 กิโลกรัม และมีจํานวนเทากับอิเล็กตรอน สวนนิวตรอนมีมวลเทาๆ กันกับ
โปรตอนแตไมมีประจุ เนื่องจากอิเล็กตรอนมีมวลนอยมากเมื่อเทียบกับโปรตอนและนิวตรอน จึงถือไดวามวลทั้งหมด
ของอะตอมอยูที่นิวเคลียส




      เลขมวลและเลขอะตอม
      ความแตกตางทางเคมีของธาตุตางๆ นั้นขึ้นอยูกับจํานวนของโปรตอนและอิเล็กตรอน (ซึ่งเทากัน) ใน
อะตอมของธาตุนั้นๆ เปนสําคัญ ดังนั้นเพื่อใหมีความเขาใจที่ตรงกันจึงมีการเขียนสัญลักษณแสดงธาตุขึ้นโดยเขียน
ในรูปของ ZXA
      เมื่อ X เปนสัญลักษณแสดงธาตุ เชน คารบอนจะใชสัญลักษณ C และ ยูเรเนียมจะใชสัญลักษณ U เปนตน
            Z เปนเลขอะตอม (Atomic number) ซึ่งบอกถึงจํานวนโปรตอนที่มีอยูในนิวเคลียส
            A เปนเลขมวล (Atomic mass) ซึ่งบอกถึงจํานวนโปรตอนและนิวตรอนที่มีอยูในนิวเคลียสรวมกัน


วิทยาศาสตร ฟสิกส (88)_________________________             โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ตัวอยาง คารบอนเปนธาตุที่เปนสวนสําคัญของสิ่งมีชีวิต สัญลักษณนิวเคลียส 12 C แสดงวานิวเคลียสของ
                                                                            6
คารบอนนี้มีอนุภาคตามขอใด
     1) โปรตอน 12 ตัว นิวตรอน 16 ตัว                 *2) โปรตอน 16 ตัว นิวตรอน 16 ตัว
     3) โปรตอน 16 ตัว อิเล็กตรอน 6 ตัว                4) โปรตอน 12 ตัว นิวตรอน 16 ตัว
      ไอโซโทป (Isotope)
      เมื่อมาพิจารณาธาตุตางๆ ที่มีอยูในธรรมชาติ พบวาธาตุหนึ่งๆ อาจจะมีมวลตางกันได เชน คารบอนมีเลข
อะตอมเหมือนกัน คือ 6 แตอาจมีเลขมวลตางๆ กันเปน 11, 12, 13, 14 เมื่อเขียนเปนสัญลักษณทางเคมีเขียนไดวา
   11 12 13 14
6C 6C 6C 6C ธาตุตางๆ เหลานี้ เรียกวา “ไอโซโทป” (Isotope) ธาตุหนึ่งๆ อาจมีไอโซโทปไดหลาย
ตัวแตจะมีเพียงตัวเดียวที่เปนธาตุเสถียร
ตัวอยาง ขอใดถูกตองสําหรับไอโซโทปของธาตุๆ หนึ่ง
      1) มีเลขมวลเทากัน แตเลขอะตอมตางกัน
      2) มีจํานวนโปรตอนเทากัน แตจํานวนนิวตรอนตางกัน
     *3) มีจํานวนนิวตรอนเทากัน แตจํานวนโปรตอนตางกัน
      4) มีผลรวมของจํานวนโปรตอนและนิวตรอนเทากัน
        ธาตุเสถียรและธาตุกัมมันตรังสี
        จากการคนพบของเบ็กเคอเรล และนักวิทยาศาสตรหลายคนในยุคแรกๆ ทําใหเราสามารถแยกธาตุออกได
เปนสองกลุม คือ ธาตุเสถียรและธาตุกัมมันตรังสี โดยมีหลักการอยูที่การแผรังสีของธาตุกัมมันตรังสีนั่นเอง ซึ่ง
ตอมาก็พบวาธาตุกัมมันตรังสีนั้นเมื่อเปลงรังสีแลวจะเปลี่ยนไปเปนธาตุอื่น และปริมาณรังสีที่แผออกมาก็จะลดลง
เรื่อยๆ ตามจํานวนของอะตอมธาตุกัมมันตรังสีที่มีอยูในขณะนั้น สําหรับธาตุที่ไมมีการแผรังสีและไมมีการเปลี่ยน-
แปลงจํานวนอะตอมของธาตุกับเวลา เราสามารถเรียกไดวา “ธาตุเสถียร”
       รังสีและการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี
       จากการทดลองของเบ็กเคอเรล รัทเทอรฟอรด และนักวิทยาศาสตรอีกหลายคน พบวารังสีที่ปลดปลอย
ออกมาจากสารกัมมันตรังสี สามารถจําแนกออกไดเปน 3 ชนิดใหญๆ และการแผรังสีมีผลกระทบตอจํานวนสาร
กัมมันตรังสีที่มีอยูดวย เนื่องจากในการปลดปลอยรังสี 1 ตัวเกิดขึ้นจากการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี 1 ตัว
เชนกัน ดังนั้นอัตราในการปลดปลอยรังสีจึงเทากันกับอัตราการลดลงของสารกัมมันตรังสี เมื่อพิจารณาถึงรังสีที่
ปลอยออกมาสามารถแยกรังสีออกไดเปน 3 ชนิด
                                                                            α   RAY
                                                       helium nucleus (2+ cgarge)

                                                       electron (-charge)   β   RAY

                                                                            γ   RAY
                                                         gamma photon



                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (89)
1. รังสีแอลฟา (Alpha Particle) รังสีแอลฟาเปนนิวเคลียสของธาตุฮีเลียม (2He4) ที่มีพลังงานสูงเปน
รังสีที่มีมวลมากที่สุด คือ 4 เทาของมวลเฉลี่ยของโปรตอนและนิวตรอน (มวลเฉลี่ยของโปรตอนและนิวตรอน
เรียกวา 1 u มีคาเทากับ 1.67 × 10-27 กิโลกรัม) เนื่องจากมีมวลมากจึงมีอํานาจทะลุทะลวงไดต่ํา สามารถกั้นได
ดวยแผนกระดาษบาง แตหากเรากินเอาสารที่แผรังสีอัลฟาเขาไปเนื่องจากรังสีมีมวลมากก็จะสามารถกอความ
เสียหายไดมาก เมื่อสารใดสลายตัวใหรังสีแอลฟา เลขอะตอมของสารนั้นจะลดลง 2 และเลขมวลจะลดลง 4
                                        A          A-4 + He4 + energy
                                     ZX → Z-2Y           2
          2. รังสีบีตา (Beta Particle) รังสีบีตาสามารถทะลุทะลวงไดดีกวารังสีอัลฟา เนื่องจากมวลนอยกวามาก
รังสีบีตาเปนอิเล็กตรอนพลังงานสูงที่ปลอยออกมาจากนิวเคลียส อํานาจทะลุทะลวงของรังสีบีตาจะมากกวารังสี
อัลฟา คือ สามารถทะลุแผนกระดาษหลายแผน หรือแมแตแผนอะลูมิเนียม ดั้งนั้นการกั้นรังสีบีตาใหหมดไปใชแผน
ตะกั่วบางวางกั้นได เมื่อสารสลายตัวใหรังสีบีตาเลขอะตอมจะเพิ่มขึ้นหนึ่ง ขณะที่เลขมวลไมเปลี่ยนแปลง
                                          A         A      0
                                      ZX → Z+1Y + -1e + energy
       3. รังสีแกมมา (Gamma Rays) ตางจากรังสีอื่นตรงที่เปนคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่มีพลังงานสูง สามารถ
เคลื่อนที่ไปในอากาศไดหลายเซนติเมตร ปริมาณรังสีที่เปลงออกมาจะลดลงตามความหนาของวัสดุที่กั้น วัสดุที่นิยม
นํามาใชเปนสารกั้นรังสี ไดแก ตะกั่วหนา การแผรังสีแกมมามักพบรวมกับการแผรังสีแอลฟาหรือบีตา เมื่อสาร
กัมมันตรังสีสลายตัวใหรังสีแอลฟาหรือบีตา ธาตุที่เหลือมักจะเปนธาตุที่มีพลังงานในนิวเคลียสสูง การลดระดับ
พลังงานทําไดโดยเปลงรังสีแกมมาออกมา
ตัวอยาง รังสีในขอใดที่มีอํานาจในการทะลุทะลวงผานเนื้อสารไดนอยที่สุด
    *1) รังสีแอลฟา            2) รังสีแกมมา        3) รังสีบีตา                       4) รังสีเอกซ

       การกําจัดสารกัมมันตรังสี
       สารกัมมันตรังสีเมื่อผานไปเวลาหนึ่งก็อาจจะมีความเขมขนของสารรังสีต่ําลงจนไมสามารถจะใชงานได
จะตองทําการกําจัด แตเนื่องจากความเปนสารกัมมันตรังสีนั้นเกิดขึ้นที่นิวเคลียส จึงไมสามารถทําลายได ตองรอ
ใหคอยๆ สลายตัวจนหมดไปเอง จึงนิยมนําสารกัมมันตภาพรังสีที่เหลือใชไปเก็บเอาไวในสถานที่ที่ปลอดภัยเชนใน
เหมืองเกลือที่อยูใตภูเขา เปนตน
ตัวอยาง ขอใดตอไปนี้เปนการกําจัดกากกัมมันตรังสีที่ดีที่สุด
     1) เรงใหเกิดการสลายตัวเร็วขึ้นโดยใชความดันสูงมากๆ
     2) เผาใหสลายตัวที่อุณหภูมิสูง
     3) ใชปฏิกิริยาเคมีเปลี่ยนใหเปนสารประกอบอื่น
    *4) ใชคอนกรีตตรึงใหแนนแลวฝงกลบใตภูเขา




วิทยาศาสตร ฟสิกส (90)_________________________               โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ขนาดของนิวเคลียส
        การวัดขนาดของนิวเคลียสอาจกลาวไดวาเริ่มตั้งแตการทดลองของรัทเธอรฟอรด เนื่องจากขนาดของ
นิวเคลียสเล็กมากและมีองคประกอบเปนเพียงโปรตอนและนิวตรอนที่อยูใกลชิดกันมาก ถาสมมติวาความหนาแนน
ของนิวเคลียสมีคาคงที่ไมวาจะมีมวลขนาดเทาใดก็ตามเราสามารถเขียนไดวา
                                             M             M
                                           4 3       = 4 proton3
                                           3 πr           3 πR proton

       เมื่อ M       คือ มวลของนิวเคลียสนั้น (M = AMproton)
             Mproton คือ มวลของนิวเคลียสของไฮโดรเจน
             r       คือ รัศมีของนิวเคลียสนั้น
             Rproton คือ รัศมีของโปรตอน
       แทนคาและแกสมการหาคา r จะไดวา

                                                     r = RprotonA1/3

       ทั้งนี้คารัศมีของโปรตอนมี่คาประมาณ 10-15 เมตร (คาไมแนนอนเพราะยังไมสามารถวัดไดละเอียดเพียงพอ)
       คาคงที่การสลายตัวของสารกัมมันตรังสีและครึ่งชีวิต
       ในการแผรังสีของสารกัมมันตรังสีนั้น รังสีหนึ่งตัวที่ปลดปลอยออกมาจะมาจากการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี
1 อะตอม ดังนั้นอัตราการแผรังสีในหนวย ตัวตอวินาที (count per seconds) ก็เทากับอัตราการสลายตัวของ
สารกัมมันตรังสีในหนวยอะตอมตอวินาที
       อัตราการแผรังสีนั้นขึ้นกับปจจัยที่สําคัญ 2 ประการ ประการแรก คือ จํานวนสารกัมมันตรังสีที่มีอยูใน
ขณะนั้น ซึ่งถามีปริมาณมากก็จะสามารถแผรังสีออกมาไดมาก ประการที่สอง คือ คาคงที่การสลายตัว (Decay
constant) ซึ่งมีหนวยเปน วินาที-1 ซึ่งหากคานี้มีคามากแสดงวาสารกัมมันตรังสีนั้นๆ มีโอการที่จะสลายตัวมาก
สมการแสดงอัตราการสลายตัวและตัวแปรทั้งสองเปนดังนี้
                                                    R = λN
       เมื่อ R คือ อัตราการสลายตัว ในหนวยอะตอมตอเวลา (เวลาอาจเปนวินาที นาที ฯลฯ)
             λ เปนคาคงที่การสลายตัวมีหนวยเปนเวลา-1
             N คือ จํานวนอะตอมของสารกัมมันตรังสีในขณะนั้น

       เนื่องจากอัตราการสลายตัว คือ อัตราการลดลงของสารรังสี ดังนั้นเราจึงสามารถเขียนเปนสมการเชิง
อนุพันธไดวา
                                         dN = -λN
                                          dt



                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (91)
เมื่อแกสมการพบวาจํานวนอะตอมของสารกัมมันตรังสีที่เวลาใดๆ จะลดลงแบบเอกซโปเนนเชียลกับเวลา
ดังสามารถเขียนไดตามสมการ
                                          N = N0e-λt
                                   Radioactive Decay Curve
                            120%
                            100%
                             80%                                      Parent lsotope
                             60%                                      Remaining
                             40%
                             20%
                              0%          2       4         6
                                          Half Lives
                 กราฟแสดงรอยละของสารกัมมันตรังสีกับเวลาเปนจํานวนเทาของครึ่งชีวิต

       ตัวแปรอีกตัวหนึ่งที่เปนที่รูจักกันดีในเรื่องการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี ไดแก คาครึ่งชีวิต (Half life)
ซึ่งหมายถึง เวลาที่สารกัมมันตภาพรังสีสลายตัวเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของปริมาณตั้งตนซึ่งคาครึ่งชีวิตนี้สามารถหา
ไดจาก
                                                       N = N0e-λt
                                                     N0           -λT
                                                      2 = N0e 1/2
                                                    λT1/2 = ln (2)
                                                     T1/2 = 0.693
                                                                λ
       นอกจากนี้ยังอาศัยการเปรียบเทียบเพื่อหาปริมาณของสารกัมมันตรังสี โดยรูคาครึ่งชีวิต ดังนั้น
       ถาเดิมมีสารอยู N อะตอม เมื่อเวลาผานไป 1 ครึ่งชีวิตจะเหลืออยู N2
       ถามีสารอยู N/2 เมื่อเวลาผานไปอีก 1 ครึ่งชีวิตจะเหลืออยู 1  N  = N
                                                                   2 2 4
                                                                      
                                                                                                           t
                                                                                         N  
       ทํานองเดียวกันทําใหสามารถสรุปความสัมพันธไดวาเมื่อ T1/2 คือ คาครึ่งชีวิต แลว N =  1  T1 / 2
                                                                                          0  2

หมายเหตุ คาครึ่งชีวิตเปนคาเวลาที่สารสลายตัวเหลือครึ่งหนึ่ง แตหากคําถามถามวาถามีสารรังสี 1 อะตอมจะ
         ใชเวลานานเทาใดจึงจะสลายตัว คําตอบ คือ ตอบไมได เพราะคาที่ไดเปนคาที่มาจากการประมาณ
         เชิงสถิติ




วิทยาศาสตร ฟสิกส (92)_________________________               โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ตัวอยาง      เครื่องหมายดังรูปแทนอะไร


                                                เหลือง



     1)    เครื่องกําเนิดไฟฟาโดยกังหันลม
    *2)    การเตือนวามีอันตรายจากกัมมันตภาพรังสี
     3)    การเตือนวามีอันตรายจากสารเคมี
     4)    เครื่องกําเนิดไฟฟาโดยเซลลแสงอาทิตย

ตัวอยาง กิจกรรมการศึกษาที่เปรียบการสลายกัมมันตรังสีกับการทอดลูกเตานั้น จํานวนลูกเตาที่ถูกคัดออก
เทียบไดกับปริมาณใด
     1) เวลาครึ่งชีวิต                          2) จํานวนนิวเคลียสตั้งตน
     3) จํานวนนิวเคลียสที่เหลืออยู            *4) จํานวนนิวเคลียสที่สลาย

ตัวอยาง นักโบราณคดีพบเรือไมโบราณลําหนึ่งมีอัตราสวนของปริมาณ C-14 ตอ C-12 เปน 25% ของ
อัตราสวนสําหรับสิ่งที่ยังมีชีวิต สันนิษฐานไดวาซากเรือนี้มีอายุประมาณกี่ป (กําหนดให ครึ่งชีวิตของ C-14 เปน
5730 ป)
     1) 2865 ป                                              2) 5730 ป
    *3) 11460 ป                                             4) 22920 ป

ตัวอยาง ไอโอดีน-128 มีคาครึ่งชีวิต 25 นาที ถาเริ่มตนมีไอโอดีน-128 อยู 400 มิลลิกรัม ไอโอดีน-128 จะ
ลดลงเหลือ 100 มิลลิกรัม เมื่อเวลาผานไปกี่นาที
     1) 35 นาที                                       2) 40 นาที
     3) 45 นาที                                      *4) 50 นาที

ตัวอยาง      นิวเคลียสของเรเดียม-226 ( 226 Ra ) มีการสลายโดยการปลอยอนุภาคแอลฟา 1 ตัว และรังสี
                                         88
แกมมาออกมา จะทําให 226 Ra กลายเปนธาตุใด
                     88
     1) 218 Po
         84                                                *2) 222 Rn
                                                                86
     3) 230 Th
         90                                                 4) 234 U
                                                                92




                    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (93)
ตัวอยาง อนุภาคใดในนิวเคลียส 236 U และ 234 Th ที่มีจํานวนเทากัน
                              92        90
     1) โปรตอน                                2) อิเล็กตรอน
    *3) นิวตรอน                               4) นิวคลีออน

ตัวอยาง ในธรรมชาติ ธาตุคารบอนมี 3 ไอโซโทป คือ 12 C , 13 C และ 14 C ขอใดตอไปนีถูกตอง
                                                   6    6        6               ้
     1) แตละไอโซโทปมีจํานวนอิเล็กตรอนตางกัน
     2) แตละไอโซโทปมีจํานวนโปรตอนตางกัน
    *3) แตละไอโซโทปมีจํานวนนิวตรอนตางกัน
     4) แตละไอโซโทปมีจํานวนโปรตอนเทากับจํานวนนิวตรอน

ตัวอยาง รังสีใดที่นิยมใชในการอาบรังสีผลไม
     1) รังสีเอกซ                                *2) รังสีแกมมา
     3) รังสีบีตา                                  4) รังสีแอลฟา

        กัมมันตภาพและหนวยของกัมมันตภาพ
        เนื่องจากในการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี 1 อะตอม จะปลดปลอยรังสีออกมา 1 ตัว ดังนั้นอัตราการ
แผรังสีของสารกัมมันตรังสีหรือที่เรียกวากัมมันตภาพ (Activity) จึงมีคาเทากับอัตราการสลายตัวของสาร
กัมมันตรังสี
                                                  A = R = λN
        ซึ่งสามารถเขียนไดเปน
                                                  A = λN
                                                  A = λN0e-λt
                                                  A = A0e-λt
        เมื่อ A0 = λN0 เปนกัมมันตภาพเริ่มตนของสารกัมมันตรังสี
        หนวยของกัมมันตภาพ แบงออกเปนหลายหนวย ไดแก
        เบคเคอเรล (Becquerel) เปนอัตราการแผรังสี 1 ตัวตอวินาที (count per sec)
        คูรี (Courie: Ci) เปนอัตราการแผรังสีเทียบเทากับการแผรังสีของธาตุเรเดียม
        1 Ci = 3.7 × 1010 Becquerel




วิทยาศาสตร ฟสิกส (94)_________________________      โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ปฏิกิริยานิวเคลียร
      เมื่อยิงอนุภาคที่มีพลังงานสูงบางชนิด (รังสีแอลฟา, โปรตอน, หรือนิวตรอน) ใหเขาชนนิวเคลียสของธาตุอื่น
อนุภาคทั้งสองอาจเขาทําปฎิกิริยากัน และเปลี่ยนไปเปนธาตุอื่นได กระบวนการนี้เรียกวาเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร
เชน
                                       6 Li + 2 H → 4 He + 4 He
                                       3       1          2       2
      บางครั้งสามารถเขียนเปนสัญลักษณในรูป
      นิวเคลียสตั้งตน (อนุภาคที่เขาชน, อนุภาคที่ปลดปลอย) นิวเคลียสสุดทาย
      เชน สมการขางตนสามารถเขียนได
                                             6 Li ( 2 H , α) 4 He
                                              3 1            2

      ทฤษฎีสัมพัทธภาพและพลังงานหยุดนิ่ง
      ในป ค.ศ. 1905 Albert Einstien เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ซึ่งในทฤษฎีดังกลาวเมื่อกลาวถึงพลังงานจลน
ของวัตถุที่เคลื่อนที่ดวยอัตราเร็ว V เมตรตอวินาที สามารถเขียนไดตามสมการ
                                                                              
                                                                              
                                                                              
                                                                              
                                                      Ek =         1          - 1 m0c2
                                                                               
                                                                            2 
                                                                     1 - v2   
                                                              
                                                                          c   
                                                                               
        ซึ่งแสดงใหเห็นวาแมวัตถุจะอยูนิ่งก็มีพลังงานจํานวนหนึ่งซึ่งขึ้นกับมวลของวัตถุนั้นๆ เรียกวาพลังงานหยุดนิ่ง
(Rest mass energy) ซึ่งมีคาดังสมการ
                                                       E = m0c2
        เมื่อ m0 คือ มวลหยุดนิ่งของวัตถุ และ c คือ อัตราเร็วแสง ซึ่งตอมาพบวาในนิวเคลียสของธาตุตางๆ จะ
มีมวลของนิวเคลียส นอยกวา มวลรวมของโปรตอนและนิวตรอนตามจํานวนที่มีอยูในนิวเคลียสนั้น แสดงวามีมวล
สารบางสวนเปลี่ยนไปเปนพลังงานที่ใชยึดเหนี่ยวโปรตอนนิวตรอนเขาไวดวยกัน ซึ่งเปนจุดเริ่มตนของความเขาใจ
ในเรื่องแรงยึดเหนี่ยวในนิวเคลียสตอมา
        เมื่อมาพิจารณาปฏิกิริยานิวเคลียรที่เกิดขึ้นพบวาแยกเปน 2 กลุม คือ ปฏิกิริยาคายพลังงาน และปฏิกิริยา
ดูดพลังงาน ซึ่งอธิบายไดวา ในปฏิกิริยาคายพลังงาน มวลรวมสารตั้งตนของปฏิกิริยามีคามากกวามวลสารรวม
ภายพลังปฏิกิริยา แสดงวามีมวลสารบางสวนเปลี่ยนไปเปนพลังงาน และถายเทออกมาในรูปของพลังงานจลนของ
อนุภาคภายหลังปฏิกิริยาที่มีคาเพิ่มขึ้น สวนปฏิกิริยาดูดพลังงานมีลักษณะกลับกัน คือ มวลสารหลังเกิดปฏิกิริยามี
คามากกวามวลสารกอนเกิดปฏิกิรยา ดังนั้นในการเกิดปฏิกิริยาไดตองใหพลังงานแกระบบในรูปของพลังงานจลน
ของอนุภาค คาพลังงานนี้เรียกวา Q factor ซึ่งเขียนไดตามสมการ
                                                       Q = [(Σm)before - (Σm)after]c2 = ∆mc2




                    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (95)
เมื่อ ∆m คือ ผลตางระหวางมวลรวมกอนปฏิกิริยาและหลังปฏิกิริยา
         เมื่อเทียบมวล พบวามวล 1 u (1.67 × 10-27 กิโลกรัม) ถาเปลี่ยนเปนพลังงานจะใหพลังงาน 931 MeV
ดังนี้
                                                 Q = ∆mc2
                                                 Q = (1.66054 × 10-27 kg)(2.99792 × 108 m/s)2
                                                 Q = 1.49242 × 10-10 J
                                                 Q = 931.49 MeV
         ดังนั้นถาหาคา ∆m ไดในหนวย u คูณดวย 931 ก็จะไดพลังงานในหนวย MeV

         ปฏิกิริยาฟชชั่นและฟวชั่น
             เมื่อพิจารณาแรงยึดเหนี่ยวตอนิวคลีออน ของนิวเคลียสตางๆ พบวาแรงยึดเหนี่ยวตอนิวคลีออนมีคาสูงสุด
ที่เหล็ก และต่ําทั้งในดานที่มวลต่ํากวาและสูงกวา ผลนี้ทําใหเกิดปรากฏการณสองอยาง คือ ถานําธาตุที่เบากวา
เหล็ก 2 ธาตุมารวมกันแลวไดธาตุที่ยังเบากวาเหล็กอยู มวลรวมกอนทําปฏิกิริยาจะมากกวาหลังการเกิดปฏิกิริยา
ดังนั้นจึงคายพลังงาน เรียกวาปฏิกิริยาฟวชั่น ขณะเดียวกันถาแตกธาตุมรามีมวลมากใหแยกยอยเปนธาตุเบา
ตั้งแตสองธาตุขึ้นไปก็จะคายพลังงานเชนกัน เรียกวาปฏิกิริยาฟชชั่น ดังมีรายละเอียดดังนี้
         ปฏิกิริยาฟชชั่น คือ ปฏิกิริยาที่ธาตุหนักแตกออกเปนธาตุเล็กสองธาตุขึ้นไป โดยอาจจะตองมีการชนจาก
อนุภาคอื่น แตพลังงานรวมที่ปลดปลอยหลังปฏิกิริยามากกวาพลังงานที่ใหมาก ตัวอยางเชน
                              235 U + 1 n → 236 U → 141 Ba + 92 Kr + energy
                                92       0          92        56         36
         ปฏิกิริยาฟชชั่นเปนปฏิกิริยาที่พบไดในเตาปฏิกรณนิวเคลียรและระเบิดนิวเคลียร : ซึ่งเปนปฏิกิริยาที่พบได
ในโรงไฟฟานิวเคลียรที่สามารถควบคุมอัตราการเกิดปฏิกิริยาได
         ปฏิกิริยาฟวชั่น คือ ปฏิกิริยาที่ธาตุเบารวมตัวกันเปนธาตุที่หนักขึ้น ตัวอยางเชน ปฏิกิริยานิวเคลียรที่พบใน
ดวงอาทิตยธาตุไฮโดรเจนรวมกันเปนธาตุฮีเลียมพรอมทั้งปลอยพลังงานออกมาตามสมการ
                                       4 1 H + 4 He + 2e+ + 2 v + energy
                                          1       1
         ปจจุบันปฏิกิริยาฟวชั่นไมสามารถสรางใหเกิดและควบคุมไดบนพื้นโลก จึงยังไมสามารถนํามาใชประโยชน
ไดเชนปฏิกิริยาฟชชั่น




วิทยาศาสตร ฟสิกส (96)_________________________                โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
โจทยเรื่องฟสิกสนิวเคลียร
1. ธาตุกัมมันตรังสี หมายถึงธาตุที่มีสมบัติในการแผรังสีไดเอง และรังสีที่แผออกมาจะตองเปนรังสีตอไปนี้เสมอ
    1) รังสีแอลฟา
    2) รังสีบีตา รังสีแกมมา
   *3) รังสีแอลฟา รังสีบีตา รังสีแกมมา
    4) เปนรังสีชนิดใดก็ได
2. จากการทดลองหากัมมันตภาพรังสีของสาร A โดยวิธีของเบคเคอเรล ปรากฏวาไมมีรอยดําบนฟลมเมื่อนํา
    ฟลมนั้นไปลาง แสดงวาสารA เปนสารอยางไร
   *1) เสถียร
    2) เสถียรหรือแผรังสีแอลฟา
    3) ไมเสถียรหรือแผรังสีบีตา
    4) แผรังสีแอลฟาและรังสีบีตา
3. สมบัติที่สําคัญประการหนึ่งของอนุภาคแอลฟาก็คือ
    1) มีอํานาจทะลุทะลวง
    2) มีพลังงานจลนสูงกวาอนุภาคตัวอื่น
   *3) ทําใหสารที่ผานแตกตัวเปนไอออน
    4) คลายกับรังสีเอกซ
4. รังสีแอลฟามีอํานาจในการทะลุผานนอยกวารังสีชนิดอื่นที่ออกมาจากธาตุกัมมันตรังสี เนื่องจาก
    1) รังสีแอลฟามีพลังงานนอยกวาชนิดอื่น
   *2) รังสีแอลฟามีสมบัติในการทําใหสารที่รังสีผานแตกตัวเปนไอออนไดดี
    3) รังสีแอลฟาไมมีประจุไฟฟา
    4) ถูกทั้งขอ 1) และขอ 2)
5. กระบวนการที่เกิดขึ้นในนิวเคลียส ซึ่งมีลักษณะคลายกับการปลอยแสงของอะตอมที่อยูในสถานะกระตุน คือ
    กระบวนการใด
   *1) การแผรังสีแกมมา
    2) การปลอยอนุภาคบีตา
    3) การปลอยอนุภาคแอลฟา
    4) การปลอยอนุภาคนิวตรอน
6. ถาใหรังสีแอลฟา บีตา และแกมมา เคลื่อนที่อยูในน้ํา และรังสีทั้งสามมีพลังงานเทากัน เราจะพบวารังสีบีตา
    จะเคลื่อนไดระยะทาง
    1) สั้นที่สุด
    2) ไกลที่สุด
    3) ไกลกวาแกมมาแตใกลกวาแอลฟา
   *4) ไกลกวาแอลฟาแตใกลกวาแกมมา


                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (97)
7. พิจารณาขอความตอไปนี้สําหรับรังสีแอลฟา บีตา และแกมมา
        i. มีความสามารถในการทําใหกาซแตกตัวเปนไอออนไดดีกวา
        ii. ตองใชวัสดุที่มีความหนามากในการกั้นรังสี
        iii. เมื่อเคลื่อนที่ผานบริเวณที่มีสนามแมเหล็ก แนวทางการเคลื่อนที่เปนแนวโคง
        iv. อัตราสวนระหวางประจุตอมวลมากที่สุด
    ขอความใดเปนสมบัติของรังสีบีตา
    1) ขอ i. และ iv.                                     2) ขอ i. และ iii.
    3) ขอ ii. และ iv.                                   *4) ขอ iii. และ iv.
8. ขอความตอไปนี้ขอใดถูก
    1) รังสีบีตามีอํานาจทะลุผาน สูงกวารังสีแกมมา แตนอยกวารังสีเอกซ
    2) รังสีบีตามีอํานาจทะลุผานสูงกวารังสีเอกซ แตนอยกวารังสีแอลฟา
   *3) รังสีบีตามีอํานาจการทะลุผานสูงกวารังสีแอลฟา แตนอยกวารังสีแกมมา
    4) รังวีบีตามีอํานาจทะลุผานสูงกวารังสีอื่นๆ ทุกชนิด
9. จํานวนนิวตรอนในนิวเคลียส 27 Al คือขอใด
                                      13
    1) 13                                                *2) 14
    3) 27                                                 4) 40
10. อะตอมของ 84    230 Po
    1) มีจํานวนนิวคลีออน = 210 จํานวนนิวตรอน = 84
   *2) มีจํานวนอิเลกตรอน = 84 จํานวนนิวตรอน = 146
    3) มีจํานวนอิเลกตรอน = 126 จํานวนโปรตอน = 84
    4) มีจํานวนนิวคลีออน = 210 จํานวนอิเลกตรอน = 146
11. ดีบุกมีเลขอะตอม = 50 และเลขมวล 120 จะมีจํานวนิวคลีออนเทาใด
    1) 20                                                 2) 70
   *3) 120                                                4) 170
12. อะตอมธาตุ 196 Pt และ 197 Au จะมีจํานวนอะไรเทากัน
                    78             79
    1) นิวคลีออน                                         *2) นิวตรอน
    3) โปรตอน                                             4) อิเลกตรอน
13. อนุภาคแอลฟาประกอบดวย
    1) 2 โปรตอน                                           2) 2 โปรตอน กับ 2 อิเลกตรอน
   *3) 2 โปรตอน กับ 2 นิวตรอน                             4) 4 โปรตอน




วิทยาศาสตร ฟสิกส (98)_________________________          โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
14.
                         กัมมันตภาพ (ตอวินาที)
                         120
                         100
                          80
                          60
                          40
                          20
                            0 2 4 8 12 16 20                            เวลา (ชั่วโมง)

      ในการทดลองวัดการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี ปรากฏวาไดกราฟแสดงความสัมพันธระหวางกัมมันตรังสีที่
      นับได (ตอวินาที) กับเวลาเปนชั่วโมง ดังรูป จงหาวาในตอนแรกมีจํานวนนิวเคลียสของสารกัมมันตรังสีอยู
      เทาใด
      1) 1.4 × 103                                      2) 8.3 × 104
      3) 3.5 × 106                                     *4) 5.0 × 106
15. ในปฏิกิริยา 7 Li (p, α) 4 He ถามวลของ 7 Li 4 He และ 1 H เปน 7.01600 u, 4.00260 u และ
                 3          2                  3      2             1
    1.00794 u ตามลําดับ พลังงานที่เกี่ยวของในปฏิกิริยานี้เปนตามขอใด
    1) ดูดพลังงาน 8.6 MeV
    2) คายพลังงาน 8.6 MeV
    3) ดูดพลังงาน 17.4 MeV
   *4) คายพลังงาน 17.4 MeV
16. ณ เวลาหนึ่ง ธาตุกัมมันตรังสี A มีกัมมันตภาพ A0 ในขณะที่ธาตุกัมมันตรังสี B มีกัมมันตภาพ B0 ถา
    คาคงที่การสลายตัวของธาตุ A เปน a และของธาตุ B เปน b เวลาผานไปอีกนานเทาใดกัมมันตภาพของ
    ธาตุทั้งสองจึงเทากัน
        A0 - B                                              A0 - B
    1) a - b 0                                        2) b - a 0
        lnA 0 - lnB0                                        lnA 0 - lnB0
   *3)       a-b                                      4)       b-a
17. สําหรับปฏิกิริยา 2 H + 2 H → 3 He + X + 3.3 MeV
                       1       1       2
    X แทนอนุภาคใด
    1) อิเล็กตรอน                                       2) โพสิตรอน
    3) โปรตอน                                          *4) นิวตรอน
18. สารกัมมันตรังสีชิ้นหนึ่งมีกัมมันตภาพ 6.4 × 1012 เบคเคอเรล 12 ชั่วโมงตอมา กัมมันตภาพลดลงเหลือ
    1.0 × 1011 เบคเคอเรล สารนี้มีเวลาครึ่งชีวิตกี่ชั่วโมง
    1) 1 ชั่วโมง                                       *2) 2 ชั่วโมง
    3) 3 ชั่วโมง                                        4) 4 ชั่วโมง


                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (99)
19. สารกัมมันตรังสีชนิดหนึ่งมีคากัมมันตภาพ 256 คูรี พบวาเมื่อเวลาผานไป 6 นาที กัมมันตภาพลดเหลือ 32
    คูรี จงหาครึ่งชีวิตและคากัมมันตภาพที่เหลืออยูหลังจากเวลาผานไปอีก 8 นาที
   *1) 2 นาที 2 คูรี                                    2) 2 นาที 30 คูรี
    3) 4 นาที 8 คูรี                                    4) 4 นาที 24 คูรี
20. รัสมีนิวเคลียสของ 238U มีคาประมาณเปนกี่เทาของรัศมีนิวเคลียสของ 4He
   *1) 4                                                2) 8
    3) 16                                               4) 60
21. จากปฏิกิริยานิวเคลียร 2 H + X
                             1
                                                   4 He + n
                                                   2
    X ควรเปนอนุภาคใด
    1) อิเล็กตรอน                                       2) โปรตอน
    3) ดิวเทอรอน                                       *4) ทริทอน
22. ในปฏิกิริยานิวเคลียร 7 Li(p, α ) 4 He จะคายหรือดูดกลืนพลังงานเปนจํานวนเทาใด (กําหนดให มวลของ
                           3          2
    ลิเธียม-7 เทากับ 7.0160 u มวลของโปรตอนเทากับ 1.0078 u มวลอนุภาคแอลฟาเทากับ 4.0026 u และ
    มวล 1 u เทียบ เทากับพลังงาน 930 MeV)
   *1) คาย 17 MeV                                       2) คาย 4 MeV
    3) ดูดกลืน 17 MeV                                   4) ดูดกลืน 4 MeV




วิทยาศาสตร ฟสิกส (100)________________________       โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
การเคลื่อนที่แนวตรง
      นิยาม มีนิยามของปริมาณที่เกิดจากการเคลื่อนที่ ดังนี้
                              เวลา t                         ∆s
            s                    สุดทาย                                                       v
                                                                                               v
                                                                 v   เวลา t2
             v                                                  ∆s
เริ่มตน     s                                        เวลา t1                                  v
  เวลา t = 0                                                                                   a
             ระยะทาง s = ความยาวเสนทางการเคลื่อนที่
                        r
             การกระจัด s = เวกเตอรจากจุดเริ่มตนถึงจุดสุดทาย
             อัตราเร็ว v = ระยะทางที่เคลื่อนที่ไดในหนึ่งหนวยเวลา

                                  vเฉลี่ย = ∆s
                                            ∆t
                           vขณะใดๆ = v = ∆s เมื่อ ∆t → 0 = dS
                                            ∆t             dt
                      r
             ความเร็ว v = การกระจัดที่เคลื่อนที่ไดในหนึ่งหนวยเวลา

                                    r          r
                                    vเฉลี่ย = ∆ s
                                              ∆t
                                 r            r ∆r                  r
                                                  s เมื่อ ∆t → 0 = d s
                                 v ขณะใดๆ = v = ∆t                 dt



                 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (101)
r
     ความเร็ว a = ความเร็วที่เปลี่ยนไปหนึ่งหนวยเวลา
                                           r          r
                                           aเฉลี่ย = ∆ v
                                                     ∆t
                                        r            r ∆r                 r
                                        a ขณะใดๆ = a = ∆v เมื่อ ∆t → 0 = d v
                                                         t               dt

     ขอสังเกต
     1. ความเร็วเฉลี่ย มีทิศเดียวกับการกระจัดเสมอ
     2. ความเร็วขณะใดๆ มีทิศสัมผัสกับเสนทางการเคลื่อนที่เสมอ
     3. ที่ขณะใดๆ อัตราเร็ว = ขนาดของเความเร็ว
                                                            r
     4. ความเรงเฉลี่ย มีทิศเดียวกับความเร็วที่เปลี่ยนไป ( ∆ v )
     5. ถาเคลื่อนที่แนวโคง ความเรงมีทิศเขาสูดานในโคง
     6. วัตถุอาจเกิดความเรงจากการเปลี่ยนขนาด และ/หรือทิศทางของความเร็ว

กราฟการเคลื่อนที่แนวตรง
                                                                          r r       r
     การเคลื่อนที่แนวตรงจะใชเครื่องหมายบวก และลบ แสดงทิศทางตรงขามกันของ s , v และ a และ
               r      r             r
สามารถใชกราฟ s - t, v - t และ a - t หาคาตางๆ ดังนี้
          v                    v                 v                                          v
                                                                                            a
          s                     v                v                 v
                           ัน =
                           ช                                      =a
                    ม คม                                   มชัน
              ควา                                    ควา
                                                            พื้นที่ = v
                                                                      s                              พื้นที่ = ∆v
                                                                                                                v
                                    t                                     t                                         t
     ขอสังเกต
     1. เครื่องหมายบวกและลบของความชันและพื้นที่แสดงทิศทางของเวกเตอรที่มีทิศตรงขามกัน
     2. เราสามารถเปลี่ยนกราฟโดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงของความชัน




วิทยาศาสตร ฟสิกส (102)________________________                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
สูตรการเคลื่อนที่แนวตรงดวยความเร็วคงที่
              r                               r                             r
     เมื่อให u = ความเร็วตน (ที่เวลา t = 0, v = ความเร็วปลาย (ที่เวลา t), s = การกระจัด และ
r
a = ความเรง ดังรูป
                              t=o v           v (เรง)
                                              a         t      v
                                        u     v (หนวง)
                                              a                v

                                                   v
                                                   S

           r                                            u + vt
     เมื่อ a คงที่ จะได                  s =          
                                                          2  
                                          v =          u + at
                                          s =          ut + 1 at2
                                                             2
                                         s =           vt - 1 at2
                                                             2
                                        v2 =           u2 + 2as


การกําหนดเครื่องหมาย
                                  r
     1. เพื่อคามสะดวกใหทิศของ u เปนบวกเสมอ
             r r r                    r
     2. ถา s , v , a มีทิศเดียวกับ u แทนคาเปนบวก
             r r r                      r
     3. ถา s , v , a มีทิศตรงขามกับ u แทนคาเปนลบ
     4. ความเรง (เร็วขึ้น) แทนคาเปนบวก
     5. ความหนวง (ชาลง) แทนคาเปนลบ
     ขอสังเกต
     1. s ในสูตรเปนการกระจัดไมใชระยะทาง ตองวัดตรงจากจุดเริ่มตนถึงจุดสุดทาย
               r
     2. กราฟ s - t เปนกราฟพาราโบลาหงาย หรือคว่ํา
               r
        กราฟ v - t เปนเสนตรง
               r
        กราฟ a - t เปนเสนตรงขนานกับแกน t
     3. s =  u + v  t = vเฉลี่ยt นั่นคือ vเฉลี่ย = u + v
                
                 2 
                         
                                                       2




                 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (103)
การตกอยางอิสระแนวดิ่ง
                                                                                      r r            r
      วัตถุใดๆ ที่เคลื่อนที่ขึ้นหรือลงอยางอิสระในแนวดิ่งใกลผิวโลก จะมีความเรงคงที่ a = g เสมอ โดย g
มีขนาด 9.8 m/s2 หรือประมาณ 10 m/s2 ทิศลงสูศูนยกลางโลก
                                                                  v
                                                                  v
                                   v (เรง)
                                   g                                    v (หนวง)
                                                                         g
                            v
                            v
                     วัตถุตก (เร็วขึ้น)                       วัตถุขึ้น (ชาลง)
      การเคลื่อนที่อยางอิสระ หมายถึง มีแรงโนมถวงหรือน้ําหนักกระทําเพียงแรงเดียว ไมคิดแรงตานของอากาศ
                       r       r
      สูตร (เปลี่ยน a เปน g )
                                               s =      
                                                        u + vt
                                                          2  
                                               v =     u + gt
                                               s =     ut + 1 gt2
                                                             2
                                               s =     vt - 1 gt2
                                                             2
                                              v2 =     u2 + 2gs

      ขอสังเกต
                     r
      1. ความเรง g ไมขึ้นกับมวลของวัตถุ
      2. มวลตางกัน ตกถึงพื้นพรอมกัน (จากความสูงเดียวกัน)
      3. เมื่อโยนวัตถุขึ้นพบวา เวลาขาขึ้น = เวลาขาลง
                      r           r r
      4. ที่จุดสูงสุด v = 0 แต a = g
      5. ระดับเดียวกันอัตราเร็วขาขึ้น = อัตราเร็วขาลง
      6. ถาโยนขึ้นจากพื้นดวยอัตราเร็ว u จะตกถึงพื้นดวยอัตราเร็ว v = u
      7. การปลอยจากหยุดนิ่ง แสดงวา u = 0 แตการปลอยจากบอลลูน แสดงวา u = ความเร็วบอลลูน
      8. กรณีโยนวัตถุขึ้นจากพื้นดวยอัตราเร็วตน u พบวา
                                        tขึ้น = u = tลง
                                                g
                                                  2
                              ระยะสูงสุด H = u  2g
      9. กรณีโยนวัตถุขึ้นแลวตกต่ํากวาจุดเริ่มตนตองใชการกระจัดเปนลบ
      10. แตละสูตรมี 4 ปริมาณ จึงตองรูขอมูล 3 ปริมาณ เพื่อหาอีก 1 ปริมาณ



วิทยาศาสตร ฟสิกส (104)________________________           โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
      มวล (m) หมายถึง ปริมาณที่แสดงการตอตานการเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ (เปลี่ยนความเร็วหรือเกิด
ความเรง)
             r
      แรง ( F ) หมายถึง ปริมาณที่ทําใหวัตถุเกิดความเรง
                 r                                       r    r
      น้ําหนัก ( W ) หมายถึง แรงที่โลกดึงดูดวัตถุ โดยที่ W = m g
      แรงโนมถวง หมายถึง แรงดึงดูดระหวางมวล โดยที่
                                             Gm1m 2
                                     F =
                                                 r2
                                          v                   r
      G = 6.67 × 10-11 N.m2/kg2 แรง F ทําใหเกิดความเรง g โดยที่

                                        g = GM = GM เมื่อ r = R (ที่ผิวโลก)
                                            r2   R2
                    r
      แรงแนวฉาก ( N ) หมายถึง แรงกดกันระหวางผิวสัมผัสซึ่งมีทิศตั้งฉากกับผิวสัมผัสเสมอ
                     r
      แรงเสียดทาน ( f ) หมายถึง แรงตานการเคลื่อนที่ของวัตถุ เกิดที่ผิวสัมผัสมีทิศตรงขามกับการเคลื่อนที่
หรือความพยายามที่จะเคลื่อนที่ของวัตถุ แบงเปนสองชนิด คือ
              แรงเสียดทานสถิต          fs ≤ µsN (ไมไถล)
                                  fs.max = µsN (เริ่มไถล)
              แรงเสียดทานจลน         fk = µkN (ไถล)
                      r                                                               r
       แรงตึงเชือก ( T ) หมายถึง แรงที่เกิดขึ้นในเสนเชือกที่มีความตึง ที่ปลายเชือก T จะดึงวัตถุที่ผูกไวเสมอ
เชือกเบาเสนเดียวกันความตึงเทากันตลอดเสน ถาเชือกมีมวลตองคิดเปนมวลกอนหนึ่ง
       กฎของนิวตัน เปนกฎที่แสดงความสัมพันธระหวางแรง มวล และสภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุ
       กฎขอ 1 เมื่อแรงลัพธที่กระทําตอวัตถุเปนศูนย วัตถุจะหยุดนิ่งหรือมีความเร็วคงที่ (ความเรงเปนศูนย)
       กฎขอ 2 เมื่อมีแรงลัพธกระทําไมเปนศูนย วัตถุจะเกิดความเรงในทิศทางเดียวกับแรงลัพธ โดยที่
                                      r          r
                                    ΣF = ma

       กฎขอ 3 ทุกแรงกิริยาตองมีแรงปฏิกิริยาที่มีขนาดเทากัน แตทิศตรงขาม
                          r                  r
                          FAB (action) = - FBA (reaction)




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (105)
หลักการประยุกตกฎของนิวตัน
       เราสามารถใชกฎของนิวตันขอที่สองเพื่อแกปญหาโจทยโดยใชขั้นตอนตอไปนี้
       ขั้นตอนที่ 1 ใสเวกเตอรแรงกระทําบนวัตถุที่เราสนใจใหครบและทิศทางถูกตอง
       ขั้นตอนที่ 2 แตกแรงตางๆ เขาสูแนวความเรง และแนวตั้งฉากกับความเรง โดยในกรณีเคลื่อนที่เปน
เสนตรง แนวความเรงจะอยูแนวเดียวกับการเคลื่อนที่
                          r       r
       ขั้นตอนที่ 3 ใช Σ F = m a ในแตละแนว โดยที่
                                                  r        r
                                  แนวความเรง Σ F = m a
                                                  r
                         แนวตั้งฉากกับความเรง Σ F = 0
      ขั้นตอนที่ 4 แกสมการในขั้นตอนที่ 3 เพื่อหาคําตอบที่โจทยตองการ
      ขอสังเกต
                                           r r r r            r
      1. แรงที่กระทําบนวัตถุที่พบเสมอ คือ m g , N , f , T และ F ที่เรากระทํา
      2. เราสามารถแตกแรง และความเรงเขาสูแนวตั้งฉาก x กับ y ใดๆ ก็ไดโดยที่
                           r          r
                         Σ Fx = m a x
                           r          r
                         Σ Fy = m ay

            แตสวนใหญพบวาการเลือกแตกแรงเขาสูแนวความเรงจะสะดวกกวา แตบางกรณีการแตกความเรง
เขาสูแนวแรงอาจสะดวกกวา
         3. ถาระบบมีมวลหลายกอน โดยแตละกอนมีความเรงขนาดเทากัน โดยทั่วไปเราสามารถคิดรวมเปนกอน
เดียวกันไดโดยไมคิดแรงภายในระบบ (เชน แรงดึงเชือก) โดยที่
                        ΣFนอกระบบ    = (Σm)ระบบ aระบบ
         กรณีที่ขนาดความเรงแตละกอนไมเทากันตองแยกคิดทีละกอน




วิทยาศาสตร ฟสิกส (106)________________________        โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
สภาพสมดุล
       สมดุล หมายถึง สภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุภายใตแรงลัพธ หรือโมเมนตลัพธบนวัตถุเปนศูนย
       สมดุลตอการเลื่อนตําแหนง หมายถึง สภาพที่วัตถุหยุดนิ่ง (สมดุลสถิต) หรือเคลื่อนที่ดวยความเร็วคงที่
(สมดุลจลน) ซึ่งเปนไปตามกฎขอที่ 1 ของนิวตัน ดังนั้นเงื่อนไขของสมดุลตอการเลื่อนตําแหนง คือ
                                         r
                                       ΣF = 0
                                   r                  r
                         หรือ Σ Fx = 0 และ Σ Fy = 0
        สมดุลตอการหมุน หมายถึง สภาพที่วัตถุไมหมุน (สมดุลสถิต) หรือหมุนดวยความเร็วเชิงมุมคงที่ (สมดุลจลน)
เงื่อนไขสมดุลตอการหมุน คือ
                                     r
                                   ΣM = 0
                        หรือ Mตามเข็ม = Mทวนเข็ม
      สมดุลสมบูรณ หมายถึง สภาพที่วัตถุสมดุลตอการเลื่อนตําแหนงและสมดุลตอการหมุน คือ สมดุลทั้งสองแถบ
ในขณะเดียวกันเงื่อนไขสมดุลสมบูรณ คือ
                                 v               r
                               Σ F = 0 และ ΣM = 0

          ขนาดโมเมนต (M) หมายถึง ผลคูณของขนาดของแรงกับระยะตั้งฉากจากจุดหมุน (จุดอางอิงใดๆ) ถึงแนวแรง
นั่นคือ
                                            M = Fr เมื่อ r เปนระยะตั้งฉาก
                                                        r                                      r
       หมายเหตุ โมเมนต เรียกอีกชื่อหนึ่งวา ทอรก ( τ ) จึงอาจกลาววาสมดุลตอการหมุน เมื่อ Σ τ = 0 ซึ่งทําให
                  r                                                         r
ความเร็วเชิงมุม ( ω ) เปนศูนย หรือคงที่ หรืออาจกลาววา ความเร็วเชิงมุม ( α ) เปนศูนย

หลักการทําโจทยสมดุล
       โจทยสมดุลจะมีขั้นตอนการทําคอนขางตายตัว โดยกรณีสมดุลสมบูรณ มีขั้นตอนดังนี้
       ขั้นตอนที่ 1 ใสแรงกระทําบนวัตถุที่เราสนใจใหครบ และทิศทางถูกตอง
       ขั้นตอนที่ 2 แตกแรงเขาสูสองแนวใดๆ ที่ตั้งฉากกัน (เรียก x กับ y) ซึ่งควรเลือกแนวที่แตกแรงนอย และ
หามุมไดงาย
                                              r
       ขั้นตอนที่ 3 ตั้งสมการสมดุลแรง คือ Σ F = 0 ในแตละแนว คือ
                                 r
                               Σ Fx = 0 หรือ ขนาดแรงทางขวา = ขนาดแรงทางซาย
                                 r
                               Σ Fy = 0 หรือ ขนาดแรงขึ้น             = ขนาดแรงลง


                    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (107)
ขั้นตอนที่ 4 “take moment” รอบจุดหมุนใดๆ โดยที่
                                    Mตามเข็ม = Mทวนเข็ม
                    จุดหมุนที่ดีควรเปนจุดที่แรงผานมาก และหาระยะตั้งฉากไดงาย
       ขั้นตอนที่ 5 แกสมการทั้งสามจากขั้นตอนที่ 3 และ 4 เพื่อหาสิ่งที่โจทยตองการ
       ขอสังเกต
       1. ถาวัตถุไมมีขนาดหรือไมสนใจขนาดจะไมสนใจการหมุน เราใชเงื่อนไขสมดุลตอการเลื่อนตําแหนงอยางเดียว
แตในกรณีคาน หรือกลองที่สนใจการหมุน เราตอง “take moment”
       2. ถา “take moment” บนวัตถุที่มีความเรง (สมดุลตอการหมุนอยางเดียว) ตองใชศูนยกลางมวล (cm.)
เปนจุดหมุน และการแตกแรงควรแตกเขาสูแนวความเรงและแนวตั้งฉากกับความเรง
       3. เวลาหาโมเมนตของแรงใด อาจใชแรงที่แตกแลว หรือยังไมแตกก็ได แลวแตความสะดวก
       4. โจทยบางขอเพียง “take moment” ก็อาจไดคําตอบ

หลักที่ชวยในการทําโจทยสมดุล
       1. ถาแรงลัพธไมเปนศูนย โมเมนตแรงลัพธเทากับผลรวมโมเมนตของแรงยอย
       2. วัตถุที่สมดุลสมบูรณดวยแรงสามแรงที่ไมขนานในระนาบเดียวกัน แนวแรงทั้งสามยอมผานจุดเดียกัน
       3. แรงสองแรงที่มีขนาดเทากันแตทิศทางตรงขามและกระทําบนวัตถุเดียวกัน เรียกวา “แรงคูควบ” พบวา
                   v           หมุน
                   F                                      r
                                                        Σ F ของแรงคูควบ = 0
                                                         r
               d                                       ΣM ของแรงคูควบ = คงที่ = Fd
                               v
                             -F

          นั่นคือ แรงคูควบทําใหวัตถุสมดุลตอการเลื่อนตําแหนง แตไมสมดุลตอการหมุน (ยกเวน d = 0)
       4. กฎของลามี กลาววา กรณีสมดุลของแรงสามแรงที่ไมขนาน และอยูในระนาบเดียวกัน จะได
                                       v
                                       F2
                                                         F1            F            F
                                                       sin θ1   = sin 2θ = sin 3θ
              v          θ3                                               2            3
              F1             θ1
                         θ2
                                    v
                                    F3
                                                   และกฎสามเหลี่ยมแทนแรง กลาววา
                  l2           l3                        F1       F           F
                                                         l1     = l2        = l3
                                                                    2          3
                       l1
                                                  เมื่อ l 1 //F1, l 2 //F2 และ l 3 //F2



วิทยาศาสตร ฟสิกส (108)________________________             โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
งานและพลังงาน
      งาน (W) เทากับ ผลคูณของขนาดของแรงกับขนาดของการกระจัดในแนวแรง
                                          r
                                    เมื่อ F คงที่ทั้งขนาดและทิศทาง จะได
                       v
                       F                        W = FS cos θ
                                         r              r
                θ v                 ถา r ทิศเดียวกับ S r ได W = FS
                                         F
                     S              ถา r ทิศตรงขามกับ S ได W = -FS
                                         F             r
                                    ถา F ตั้งฉากกับ S          ได W = 0
      กราฟ F - S กรณีขนาดของแรงไมคงที่ หางานจากพื้นที่ใตกราฟ ดังนี้
            F                                                                    r r
                         W                      W = พื้นที่ใตกราฟ F - S (ถา F // S )
                  + COS θ                       W = (พื้นที่) × cos θ
                              S                               r              r
                          -                              (ถา F ทํามุม θ กับ S )

      กําลัง (P) หมายถึง อัตราการทํางาน หรืองานที่เกิดขึ้นหนึ่งหนวยเวลา
                        กําลังเฉลี่ย    Pเฉลี่ย = ∆W = Fvเฉลี่ย cos θ
                                                      ∆t
                        กําลังขณะใดๆ         P = ∆t  ∆W เมื่อ ∆t → 0 = Fv cos θ
                            r               r                    r               r           r
      สังเกตุวา P = Fv ถา F ทิศเดียวกับ v และ P = -Fv ถา F ทิศตรงขามกับ v และ P = 0 ถา F ตั้ง
       r
ฉากกับ v
      พลังงานจลน หมายถึง พลังงานจากการเคลื่อนที่ของวัตถุโดย
                                            Ek = 1 mv2
                                                     2
      พลังงานศักย หมายถึง พลังงานของวัตถุ ซึ่งขึ้นกับตําแหนงของวัตถุ
                        พลังงานศักยโนมถวง Epg = mgh
                        พลังงานศักยยืดหยุน Eps = 1 kx2 = 1 Fx = 12Fk
                                                                                  2
                                                          2           2
      หมายเหตุ
      1. ระยะ h ตองวัดจากระดับอางอิง (Epg = 0) ถึง cm. ของวัตถุในการหาพลังงานศักยโนมถวง
      2. ระยะยืดหรือหด x ของสปริง วัดจากความยาวเดิมสปริงขณะที่ไมยืดหรือหด
      3. Epg = -mgh ถา h ต่ํากวาระดับอางอิง แต Eps มีคามากกวาหรือเทากับศูนยเสมอ
      4. สปริงมีแรงยืดหยุน F = kx ดังนั้นกราฟ F - x มีพื้นที่ = Eps และความชัน = k
      5. ขนาดของงานของแรงสปริง และงานของแรงที่ใชดึงสปริง = Fเฉลี่ยS =  F1 + F2  S
                                                                             
                                                                                2   



                 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (109)
r
         ทฤษฎีบทงานและพลังงาน งานลัพธ (ΣW หรือ W ของ Σ F ) จะทําใหวัตถุเปลี่ยนพลังงานจลน โดยที่
                                             ΣW     = ∆Ek = 1 mv2 - 1 mu2
                                                            2       2
         ΣW= งานรวมของทุกแรง (โดยคิดบวก-ลบ) ถา ΣW เปนบวกพลังงานจลนจะเพิ่มขึ้น แตถาเปนลบ
พลังงานจลนจะลดลง
      กฎการอนุรักษพลังงาน ถา Wext เปนงานรวมจากแรงภายนอก (ไมรวมงานของน้ําหนัก และงานของ
แรงสปริง) พบวา
                                           Wext     = ∆Ek + ∆Epg + ∆Eps
                              หรือ ΣE1 + Wext       = Σ E2
                            v             v         r
         กรณีที่ Wext = 0 ( Fext = 0 หรือ Fext ⊥    v ) จะไดกฎอนุรักษพลังงานกล (จลน + ศักย = คงที่)
                                             Σ E1   = Σ E2
         เชน กรณีวัตถุตกตามพื้นเอียงลื่น หรือเคลื่อนที่อิสระภายใตแรงโนมถวงหรือแรงสปริง
         ในที่นี้ ΣE = Ek + Epg + Eps

หลักการทําโจทยงานและพลังงาน
         การทําโจทยงาน และพลังงานไดรวดเร็วตองมีความเขาใจพื้นฐานอยางดี อยางไรก็ตามอาจมีขั้นตอนทั่วไป
ดังนี้
         ขั้นตอนที่ 1 พิจารณาจุดเริ่มตน (จุดที่ 1) และจุดสุดทาย (จุดที่ 2) โดยใหจุดต่ํากวาเปนระดับอางอิงของ
                      พลังงานศักยโนมถวง
         ขั้นตอนที่ 2 ใชสมการใดสมการหนึ่ง ตอไปนี้
                                                 Σ W = Ek
                      หรือ                      Wext = ∆Ek + ∆Epg + ∆Eps
                      หรือ            ∆E1 + Wext = ∆E2
                      สมการแรกตองคิดงานของน้ําหนักและงานสปริง แตสมการที่สองและสามไมตองคิดงาน
                      น้ําหนัก และงานสปริง และถา Wext = 0 จะได ΣE1 = ΣE2
         ขั้นตอนที่ 3 แกสมการหาสิ่งที่โจทยตองการ
         หมายเหตุ      การใชสมการของงานและพลังงานเราไมสนใจเวลาของการเคลื่อนที่ กรณีอนุรักษพลังงานกล
                       เราสนใจเฉพาะจุดเริ่มตนกับสุดทายเทานั้น แตถา Wext ≠ 0 ตองสนใจงานตลดเสนทาง
                       การเคลื่อนที่
         แนะนํา        วิธีที่เร็วที่สุดในการทําโจทย คือ มองการเปลี่ยนรูปของพลังงานชนิดหนึ่งไปเปนอีกชนิดหนึ่ง
                       หรือการเปลี่ยนรูปของงานและพลังงาน แลวตั้งสมการตามการเปลี่ยนแปลงนั้น


วิทยาศาสตร ฟสิกส (110)________________________               โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
โมเมนตัม และการชน
                    r                                        r           r
        โมเมนตัม ( p ) เทากับผลคูณของมวลและความเร็ว คือ p = m v โมเมนตัมเปนเวกเตอรทิศเดียวกับ
ความเร็ว ดังนั้น เวลาบวกหรือลบโมเมนตัม ตองคิดทิศทางดวย
                                          r        r
        แรงดลและการดล จากกฎขอที่สอง F = m a เราพบวา
                                r          r
                                         ∆p
                                F = ∆t = อัตราการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัม
                                r
                                F = แรงดล = แรงลัพธในชวงเวลาสั้นๆ
                               r         r
                              ∆ p = F ∆t = การดล = โมเมนตัมที่เปลี่ยนไป
                                           r        r
                                   = mv - mu
                                                      r                                    r
        กราฟ F - t สําหรับการเคลื่อนที่ใน 1 มิติ กราฟ F - t ใหพื้นที่ใตกราฟเทากับการลด ∆ p โดยตองคิด
เครื่องหมายบวก-ลบของพื้นที่ดวย
      ขอสังเกต
                r                     r
      1. แรงดล F มีทิศเดียวกับการดล ∆ p เสมอ
      2. เราสามารถแยกคิดสองแนวได คือ
                                      r       r       r
                           r        ∆px      m vx - m uy
                           Fx = ∆t =
                                      r       r ∆t r
                           r        ∆p       m vy - m uy
                           Fy = ∆ty =            ∆t
         โดยแตละแนวใชเครื่องหมายบวก-ลบ แทนทิศทาง
           r      r r                       r        r
      3. ∆ p หรือ p2 - p1 อาจหาไดจาก ∆ p x - ∆ p y หรือหาขนาดจาก
            r                                                        r      r
         | ∆ p | = p 1 + p 2 - 2p 1 p 2 cos θ เมื่อ θ เปนมุมระหวาง p1 กับ p2
                     2
                             2

      โมเมนตัมของระบบ ระบบที่ประกอบดวยมวลหลายกอน มีนิยามวา
                                      r             r           r
                    โมเมนตัมระบบ      p ระบบ = m 1 v1 + m 2 v2 + ...
                                                     r        r
                                             = Σm v = Σ p
                                      r                r
                    และ               p ระบบ = (Σm) vcm
      แรงลัพธจากภายนอกระบบ (ไมคิดแรงภายใน) จะทําใหระบบเปลี่ยนโมเมนตัม โดยที่
                         r            r
                                     ∆ p ระบบ          r
                         Fext =         ∆t
                                              = (Σm) acm



                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (111)
r
     กฎอนุรักษโมเมนตัม เมื่อแรงลัพธจากภายนอกระบบเปนศูนย พบวา โมเมนตัมของระบบคงที่ ( vcm คงที่
    r
และ acm = 0) ในที่นี้แรงภายในจะไมมีผลตอการเปลี่ยนโมเมนตัมของระบบ แตอาจมีผลตอการเปลี่ยนโมเมนตัม
ของมวลแตละกอนในระบบ เชน การชน หรือการระเบิด พบวา
                                         r               r
                                       Σ pกอนชน = Σ p หลังชน
                                      r                  r
                                    Σ pกอนระเบิด = Σ p หลังระเบิด
                                        r              r
                                        v cm กอน = v cm หลัง
      เราเรียกวา กฎการอนุรักษโมเมนตัม ซึ่งจะไดโมเมนตัมคงที่ทั้งแกน x และแกน y โดยคงที่ทั้งขนาดและ
ทิศทาง นั่นคือ
                                         r                r
                                       Σ p x กอน = Σ p x หลัง
                                         r                r
                                        Σ p y กอน = Σ p y หลัง
      การชนแบบยืดหยุน (สมบูรณ) หมายถึง การชนที่ไมมีการสูญเสียพลังงานจลนของระบบ นั่นคือ
                                   ΣEk กอนชน = ΣEk หลังชน
      การชนแบบไมยืดหยุน หมายถึง การชนที่มีการสูญเสียพลังงานจลนของระบบ นั่นคือ
                                   ΣEk กอนชน > ΣEk หลังชน
        พลังงานที่เสียไปหาไดจาก ผลตางพลังงานจลนกอนชน และหลังชน
        การชนแบบไมยืดหยุนสมบูรณ หมายถึง การชนแบบไมยืดหยุนที่มีการสูญเสียพลังงานจลนมาก ซึ่งเปน
การชนที่ภายหลังชนวัตถุติดไปดวยกัน
        หมายเหตุ การชนทุกแบบถาไมมีแรงลัพธภายนอก จะเปนไปตามกฎอนุรักษโมเมนตัมเสมอไมวาจะชนแบบ
ยืดหยุนหรือไม
                                                                              r       r
        การชนใน 1 มิติ และยืดหยุน ถามวล m1 และ m2 วิ่งเขาชนกันดวยความเร็ว u1 และ u2 ตามลําดับ
                                     r        r
และมวลทั้งสองมีความเร็วหลังชน คือ v1 และ v2 ถาเปนการชนกันตรงๆ (1 มิติ) และยืดหยุน จะได
                                       r        r           r       r
                                   m 1 u1 + m 2 u2 = m 1 v1 + m 2 v2                         ...(1)
                               1mu + mu = 1mv + mv
                                      2 1        2              2 1       2
                                                                                             ...(2)
                               2 1 1 2 2 2               2 1 1 2 2 1
      สมการ (1) ใชเครื่องหมาย บวก-ลบ แทนทิศทาง จาก (1) และ (2) จะไดวา
                                       u1 + v1 = u2 + v2                                       ...(3)
      ในทางปฏิบัติ ใชสมการ (1) และสมการ (3) ในการหาคาที่โจทยตองการ โดยสมการ (3) ตองใชบวก-ลบ
แทนทิศทางดวย ผลที่ไดกรณี m1 = m2 จะพบวาเกิดการสลับความเร็ว คือ
                                   r      r         r        r
                                   v1 = u2 และ v2 = u1




วิทยาศาสตร ฟสิกส (112)________________________       โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
การชนใน 2 มิติ และยืดหยุน ถาเปนการชนบนระนาบ xy ความเร็วกอนชน และหลังชน จะแยกเปน
สองแนว แลวใชหลักการอนุรักษโมเมนตัมในสองแนว โดยแตและแนวใชเครื่องหมายบวก-ลบ แทนทิศ นั่นคือ
                                      r                   r
                                    Σ p x กอนชน = Σ p x หลังชน
                                      r                   r
                                    Σ p y กอนชน = Σ p y หลังชน
     และถายืดหยุน จะได            ΣEk กอนชน = ΣEk หลังชน
     กรณีที่ m2 หยุดนิ่งกอนชน (u2 = 0) ดังรูป จะได
                                                  v1 sin θ1      v
                                                                 v1
                           y
                                         v                m1        v1 cos θ1
                                                              θ1
                                 x m1 u1
                                                          m2 θ2 v cos θ
                                                                     2      2
                                                                 v
                                                                 v2
                                                     v2 sin θ2
      แกน x                             m1u1 = m1v1 cos θ1 + n2v2 cos θ2
      แกน y                      m1v1 sin θ1 = m2v2 sin θ2
      ถาเปนการชนแบบยืดหยุนและมวลเทากัน (m1 = m2) พบวา
                                     θ1 + θ2 = 90°
                                            v1 = u1 cos θ1     r
                                            v2 = u1 cos θ2 แตก u1
       การชนแบไมยืดหยุนสมบูรณ หลังชน m1 และ m2 ติดกันไป จะได
                                     r           r               r
                                 m 1 u1 + m 2 u2 = (m1 + m2) v
       ถาเปน 1 มิติ ใชบวก-ลบ แทนทิศทาง ถาเปนสองมิติตองแตกความเร็วเขาสูแนว x และ y กรณี 1 มิติ
พบวาถากอนชน m2 หยุดนิ่ง จะได
                                      ΣE k หลังชน          m1
                                      ΣE k กอนชน = m 1 + m 2
                                       E k เสียไป          m
                                      ΣE k กอนชน  = m +2m
                                                         1     2

หลักการทําโจทยโมเมนตัม
                                                             r ∆r
       โจทยโมเมนตัมจะแยกเปนสองสวน คือ สวนที่ใชสมการ F = ∆p ซึ่งอาจเปนการคํานวณโดยตรง หรือ
                                                                     t
         r                                         r r           r
ใชกราฟ F - t โจทยลักษณะนี้ตองระวังทิศทางของ F , p และ ∆ p เสมอ
       โจทยอีกลักษณะหนึ่ง คือ โจทยเกี่ยวกับกฎอนุรักษโมเมนตัม คือ การชน และการระเบิด (รวมทั้งการยิงปน
และการเดินบนเรือ) ซึ่งตองตั้งสมการกฎการอนุรักษโมเมนตัมใหถูกตอง และตองใชบวก-ลบ แทนทิศทางในแต
ละแนว และมีโจทยบางประเภทที่ตองอาศัยความรูเรื่องงาน และพลังงานในการคํานวณภายหลังการชน


                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (113)
การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล
                                                                r
      โพรเจกไทล หมายถึง การเคลื่อนที่อิสระในแนวโคงในบริเวณที่ g สม่ําเสมอ ซึ่งเปนการเคลื่อนที่สองแนว
คือ แนวราบและแนวดิ่งพรอมกัน และมีเสนโคงเปนรูปพาราโบลาคว่ํา
      การเคลื่อนที่แนวราบ (x) ไมมีแรงกระทํา จึงมี ax = 0 และ vx คงที่เทากับ ux สูตรที่ใช คือ
                                               Sx = vxt = uxt
                                                r                r r          r
      การเคลื่อนที่แนวดิ่ง (y) มีแรงกระทํา คือ m g จึงมีความเรง a y = g และ v y ไมคงที่ สูตรที่ใช คือ
สูตรการเคลื่อนที่แนวดิ่งอิสระ
                                                                       u +v 
                                   vy       v              Sy =  y 2 y  t
                                                                     
                                                                           
                      v                              v
                      g                                             vy = uy + gt
                                                 vx = ux
                              v
                              u                                     Sy = uy t + 1 gt2
                                                                                 2
             uy                                     เสนทาง
          = u sin θ
                                  v
                                  S
                                            Sy
                                                 รูปพาราโบลา        Sy = vyt - 1 gt2
                                                                               2
                  วัตถุ
                          θ
                              S                                    v 2 = u 2 + 2aSy
                                                                     y     y
                 ux = u cos θ x
      โดยการคิดเครื่องหมายใชหลักของการเคลื่อนที่อิสระแนวดิ่งที่ผานมา (กําหนด uy เปนบวก)

เทคนิคการทําโจทยโพรเจกไทล
      หลักสําคัญในการทําโจทยโพรเจกไทล คือ การแยกคิดสองแนว ดังนี้
                                 r                 r
      ขั้นตอนที่ 1 แตกความเร็ว u เปนสองแนว ถา u ทํามุม θ กับแนวระดับ จะได ux = u cos θ และ
                   uy = u sin θ แตถา u อยูแนวระดับ จะได uy = 0 (คลายปลอยวัตถุตกแนวดิ่ง) และ
                   ux = u
      ขั้นตอนที่ 2 ตั้งสมการแนวราบ และแนวดิ่ง เชน
                                                           Sx = vxt
                                                           Sy = uyt + 1 gt2
                                                                      2
       โดย t เปนเวลาทั้งแนวราบและแนวดิ่ง แลวแกสมการหาสิ่งที่โจทยตองการ นอกจากนี้ยังสามารถหา vy
จากสูตรอื่นๆ ไดดวย เชน vy = uy + gt และ v 2 = u 2 + 2gSy สําหรับการกระจัดลัพธ และความเร็วลัพธ
                                             y     y
หาไดจากผลรวมเวกเตอรยอยในแนวตั้งฉาก คือ

                                      S =        S 2 + S 2 และ vy =
                                                   x     y                  v2 + v2
                                                                             x    y


วิทยาศาสตร ฟสิกส (114)________________________                 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
r     r
      ถา α และ β คือ มุมที่ S และ v ทํากับแนวระนาบ เราหาทิศทางจาก
                                                 S                 v
                                     α   = tan-1 S y และ β = tan-1 v y
                                                   x                 x
        หมายเหตุ สิ่งสําคัญในการทําโจทยโพรเจกไทล คือ ตองมองใหออกวาแนวดิ่งวัตถุเคลื่อนที่อยางไร และ
ตองใชเครื่องหมายบวกลบแทนทิศทางไดถูกตอง
        รูปแบบโพรเจกไทล
                          tH v = O                    v
                                                      u
                               y
                                                                              u cos θ
                                    v                        v
                                                             g                      θ v  u
                 v                  g              uy = O                                  v
         u sin θ u         H                 S        Y
                                                                        S u sin θ g
                                                                               Y
                θ   u cos θ              tR
                         R                                    Sx                     Sx
           แนวดิ่ง ⇒ โยนขึ้นดวย u sin θ              แนวดิ่ง ⇒ ปลอยตก   แนวดิ่ง ⇒ ขวางลงดวย u sin θ
      ในรูปแรกเราพบวา
                                    2
                H = u 2 sin 2 θ = u y                                 2
                                                           และ R = u sin 2 θ =
                                                                                  2u x u y
                         2g       2g                                    g            g
                                  u                                                      2u
               tH = u sin θ
                        g       = gy                       และ tR = 2tH = 2u sin θ = gy
                                                                             g
                          2
       สังเกตวา Rmax = ug เมื่อใช θ = 45° และถา u เทาๆ กัน R1 = R2 เมื่อ θ1 + θ2 = 90° นอกจากนี้
ยังพบวา
                                                       H
                                                       R     = 1 tan θ
                                                               4
       หมายเหตุ
                                                           r
       1. การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทลมีความเรงคงที่ = g
            และเปนไปตามกฎอนุรักษพลังงานกล คือ Ek + Ep = คงที่ ซึ่งนํามาชวยแกปญหาได
                                                                                           S
       2. กรณียิงขึ้น หรือลงบนพื้นเพียง ใหแยกระยะบนพื้นเอียง เปน Sx และ Sy โดยที่ S y = tan θ เมื่อ θ
                                                                                             x
เปนมุมพื้นเอียง
       3. กรณีขวางวัตถุเปนมุมเงยจากที่สูง เมื่อวัตถุตกต่ํากวาจุดเริ่มตนตองใชการกระจัดแนวดิ่งเปนลบ




                    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (115)
การเคลื่อนที่เปนวงกลม
       การเคลื่อนที่เปนวงกลม หมายถึง การเคลื่อนที่เปนเสนโคงรอบจุดศูนยกลางของวงกลม โดยความเรง
เกิดจากการเปลี่ยนทิศทางของความเร็ว โดยอาจมีการเปลี่ยนขนาดของความเร็วดวย
                                                                                                   r
       แรงและความเรงสูศูนยกลาง วัตถุจะเคลื่อนที่เปนวงกลมได จําเปนตองมีแรงเขาสูศูนยกลาง ( Fc ) ทําให
                               r        r
เกิดความเรงเขาสูศูนยกลาง ( ac ) โดย Fc เปนแรงที่ทําใหความเร็วเปลี่ยนเฉพาะทิศทางเทานั้น
                                            r
                                             ac จึงเปนความเรงที่เกิดจากการเปลี่ยนทิศทางของความเร็ว โดยที่

                               v                               ac =       v2     = ω2r
                                v                                          r
                                                                             2
                          v Fc
                              v                                Fc = mac = mv = mω2r
                                                                           r
                          ac r
                                                                v = ωr
                                    c
                                                               ω = ∆θ = อัตราเร็วเชิงมุม
                                                                     ∆t
                                                               ω = 2πf = 2T , f = T
                                                                           π       1
                                                                                                      r
        แรงและความเรงในแนวสัมผัส วัตถุที่เคลื่อนที่เปนวงกลมดวยอัตราเร็วไมคงที่ จะมีแรงแนวสัมพัส ( Ft )
                              r
ทําใหเกิดความเรงแนวสัมผัส ( at ) ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอัตราเร็ว (ขนาดความเร็ว) โดยที่
                            v v   v                            Ft = mat
                          v Ft
                                                               at = ∆v = αr
                          at v
                           v Fc
                           ac                                            ∆t
                                r                              ω = ∆t    ∆ω = อัตราเรงเชิงมุม
                                       c
                                               r        r                r              r       r
        แรงลัพธและความเรงลัพธ เมื่อรวม Fc และ Ft จะไดแรงลัพธ F และเมื่อรวม ac และ at จะได
           r
ความเรง a โดยที่

                                F =    Fc2 + Ft2 และ a = a 2 + a 2 c      t
                                    r       r                                          r r         r r
       กรณีอัตราเร็วคงที่ จะมีเฉพาะ Fc และ ac เทานั้น แตถาอัตราเร็วไมคงที่จะมีทั้ง Fc , ac และ Ft , at




วิทยาศาสตร ฟสิกส (116)________________________            โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
หลักการทําโจทยวงกลม
    โจทยวงกลมมีพื้นฐานจากกฎการเคลื่อนที่ขอที่สองของนิวตัน ซึ่งมีขั้นตอนการทํา ดังนี้
    ขั้นตอนที่ 1 ใสแรงกระทําบนวัตถุที่เราสนใจใหครบ และทิศทางถูกตอง
    ขั้นตอนที่ 2 แตกแรงเขาสูแนวรัศมีวงกลม (แนว r) และแนวสัมผัสวงกลม หรืออาจเปนแนวตั้งฉากกับ
                 ระนาบวงกลม
    ขั้นตอนที่ 3 เราไดวา
                                                                           2
                         แรงลัพธในแนวรัศมี = Fc = mac = mv = mω2r       r
                         แรงลัพธในแนวสัมผัส = Ft = mat
                         แรงลัพธในแนวตั้งฉากกับระนาบวงกลม = 0
    ขั้นตอนที่ 4 แกสมการสองสมการจากขั้นตอนที่ 3 เพื่อหาสิ่งที่โจทยตองการ

ตัวอยางการเคลื่อนที่เปนวงกลม
    การแกวงวัตถุบนพื้นระดับลื่น
                               N                                             2
                                                                      T = mv
                                                                           r
                           T
                                    v                                 N = mg
                               mg
    การแกวงแบบรูปกรวย
                                                                                 2
                                                               T sin θ = Fc = mv
                                                                               r
                   θ       l                                   T cos θ = mg
               h               θ                                           2   2    a
                       r
                           T       T cos θ                       tan θ = v = ωg r = gc
                                                                          rg
               T sin θ v                                             ω =
                                                                             g
                       mg                                                    h
    การเลี้ยวโคงบนถนนราบ
                  N v                                                                2
                                                                     fs = Fc = mv  r
                                                                              2
                                                                 fs max = mv max
                                                                            r
                                         fs   r                      N = mg
                                                  C
                   mg                                             vmax =    µ s rg


                                                      กรณีเปนมอเตอรไซด ตองเอียงรถทํามุม θ กับแนวดิ่ง โดยที่
                                                                  tan θ =       v2
                                                                                rg
                                                                  tan θ = µs เมื่อใช v = vmax

               โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010    ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (117)
การเลี้ยวโคงบนถนนเอียง
                                                    กรณีเลี้ยวไดพอดี (fs = 0)
                    N        N cos θ
                                                                                   2
                        θ                                      Fc = N sin θ = mv r
     N sin θ
                                                                    N sin θ = mg
                                                                                2
                θ           mg                                หรือ  tan θ = v  rg
                                                    เลี้ยวดวย vmax และ vmin (fs = fs max) ได
                                                                tan θ + µ s            v2
                                                                                        max
                                                               1 - µ s tan θ =          rg
                                                                tan θ - µ s            v2
                                                                                        min
                                                               1 + µ s tan θ =          rg

      การโคจร
                                     v
                                                                Fc = mg = GMm
                                                                               r2
                                 r       m                      ac = g = GM
                                     Fc = mg                                  r2
                                                                T2 α r3 (กฎ Kepler ขอที่ 3)
                    M
                                                                Ek = 1 GMm , Ep = - GMm
                                                                      2 r                    r
     วงกลมแนวดิ่ง สนใจการเคลื่อนที่ของลูกตุมในระนาบดิ่งน้ําหนัก m v มีผลใหวัตถุเปลี่ยนอัตราเร็ว โดย
                                                                    g
ระบบจะอนุรักษพลังงานกล (Ek + Ep = คงที่)
                                          ที่ตําแหนงใดๆ (θ = 0° ถึง 180°)

               v                                              Fc = T - mg cos θ
               g                                              Ft = mg sin θ
                        θ    T
                                                    ความตึงเชือกไมคงที่ โดยที่
                                 θ       mg cos θ
          mg sin θ           mg                                      Tลาง   =    Tmax
                                                                     Tบน     =    Tmix
                                                             Tลาง - Tบน     =    6 mg
                                                             Tลาง - Tขาง   =    3 mg




วิทยาศาสตร ฟสิกส (118)________________________                 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
อัตราเร็วไมคงที่ แตพลังงานคงที่ คือ

                                    mgh1 + 1 mv 1 = mgh2 + 1 mv 2
                                           2
                                                2
                                                           2 2
                              ที่จุดบนสุด v = vmin ที่จุดลางสุด v = vmax
                              ถาครบรอบไดพอดีจะมี Tบน = 0 และได
                                       vบน =        gr
                                      vขาง =       3gr
                                      vลาง =       5gr




โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (119)
การเคลื่อนที่แบบซิมเปลฮารมอนิก
      การเคลื่อนที่แบบ SHM หมายถึง การเคลื่อนที่กลับไปกลับมาภายใตแรงกระทํา F = -kx เมื่อ x เปน
การกระจัดจากตําแหนงสมดุล โดย F มีทิศตรงขามกับ x ซึ่งพบวาการสั่นจะมี แอมพลิจูด (A) คาบ (T) และ
พลังงาน (E) คงที่เสมอ โดยที่
                       สั่น                        T = 2π m = 1
                                                           k       f
             k
                                  m               ω = 2πf       = 2T = ความถี่เชิงมุม
                                                                     π

                              x                 vmax = ωA ที่ x = 0
  พื้นลื่น                                      vmax = ω2A ที่ x = ±A
             x = -A สมดุล         x=A
                    x=O                         vmin = 0    ที่ x = ±A
         กราฟและเฟส SHM จะมีการกระจัด x ความเร็ว v และความเรง a ที่เวลาใดๆ ดังสมการ
                 a v x                              x = A sin (ωt + ∅)
                                                    v = ωA sin (ωt + ∅ + π )
                                                                          2
                                        t, ωt
                                                      = ωA cos (ωt + ∅)
                                                    a = ω2A sin (ωt + ∅ + π)
                   T หรือ 2π
                                                      = -ω2A sin (ωt + ∅)

        เมื่อ ∅ เปนเฟสเริ่มตนของ x (อาจใช x เปนฟงกชัน cosine ก็ได) สังเกตวา a มีเฟสนํา v อยู π หรือ
                                                                                                      2
90° และ v มีเฟสนําหนา x อยู 90° นั่นคือ a มีเฟสนําหนา x อยู 180° (เฟสตรงขาม) ถาเลือก ∅ = 0 ไดกราฟ
ดังรูปขางบน
        ความเร็วและความเรงที่ตําแหนงใดๆ เราพบวาที่ตําแหนง x ใดๆ จะมีขนาดของความเร็วและความเรง
คือ
                                                 v = ω A2 - x 2
                                                 a = ω2x
        สังเกตวา amax = ω2A ที่ x = ±A และ vmax = ωA ที่ x = 0 สังเกตดวยวา v และ a จะ max กับ min
ที่ตําแหนงตางกัน




วิทยาศาสตร ฟสิกส (120)________________________           โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
พลังงานการสั่น พบวา Ek + Ep คงที่เสมอ โดยขณะที่พลังงานแบบหนึ่งมากสุด พลังงานอีกแบบหนึ่งจะ
นอยสุด นั่นคือ
                                            E = 1 mv 2 + 1 kx 2
                                                   2          2
                                                = Ep max = Ek max
                                                = 1 kA 2 = 1 mω2 A 2
                                                   2            2
      มวลติดสปริง และลูกตุม มวลติดสปริง และลูกตุมอยางงายเปนตนแบบในการศึกษา SHM.
                                     มวลติดสปริง

                k                                           T = 2π m ; k = คาคงที่สปริง
                                                                   k
                                              คาบจะไมขึ้นกับการวางตัวสปริง และไมขึ้นกับแอมพลิจูด กรณีแขวน
                       m        SHM           แนวดิ่งจะไดตําแหนงสมดุล คือ

                                                           x0 = mg (แขวนนิ่ง)
                                                                 k
                                              ลูกตุม แกวงแบบ SHM. เมื่อแกวงดวยมุมแคบๆ จะไดคาบ
                           l
                                                            T = 2π l
                                                                   g
                               m
                                              คาบไมขึ้นกับมวล m ของลูกตุม และไมขึ้นแอมพลิจูด (เล็กๆ)

หลักการทําโจทย SHM.
       ในเบื้องตนตองจดจําสมการพื้นฐานตางๆ ใหได โจทยสวนใหญเปนการแทนคาสูตร โดยเฉพาะสูตรคาบ
ความเร็ว และความเรง อยางไรก็ตามสําหรับระบบอื่นๆ นอกเหนือจากมวลติดสปริงและลูกตุมจะตองพิสูจนใหได
วา แรงลัพธ F = -kx โดย k เทียบไดกับคาคงที่สปริง




                    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (121)
การเคลื่อนที่แบบหมุน
      ปริมาณตางๆ ของการหมุนรอบแกนตรึง
             แกนหมุน                                                   r
                                     ระยะเชิงมุม = θ, การกระจัดเชิงมุม θ (มุมเล็กๆ)
                  v v                                                                r
                  ω, ∆θ                                   ∆θ , ความเร็วเชิงมุม ω = ∆θ
                                     อัตราเร็วเชิงมุม ω = ∆t
                                                                               r
                                                             r                      ∆t
           v
                                                      r   ∆ω
                                     ความเร็วเชิงมุม α = ∆t
          α     v
                α
       (เรง)
                (หนวง)                                             r   r r
                                  r                                         r    r   r
      การหมุนรอบแกนตรึงดวย α คงที่ เราสามารถเปรียบเทียบไดวา θ → S , ω → v และ α → a
    r                                                          r
ถา α คงที่ จะไดสูตรคลายการเคลื่อนที่แนวตรงดวยความเรงคงที่ a ดังนี้
                                                     ω0 +   ω
                                           θ    =   
                                                       2 t
                                           ω =      ω0 + αt
                                           θ =      ω0t + 1 αt2
                                                          2
                                           θ    =   ωt - 1 αt2
                                                         2
                                          ω2    =   ω2 + 2αθ
                                                      0
      ใชเครื่องหมายบวก-ลบแทนทิศทางโดยให ω0 เปนบวก ดังนั้นสําหรับ α กรณีความเรงใชบวก และกรณี
ความหนวงใชลบ
      โมเมนตความเฉลี่ย (I) หมายถึง ปริมาณที่แสดงความเฉื่อยของการหมุนของวัตถุเกร็งโดยขึ้นกับรูปราง
ของวัตถุและแกนหมุนคา I คลายกับมวล m โดยนิยามวา
                                             I = Σm i ri2 (สําหรับวัตถุเกร็ง)
                                            ri = ระยะหางของอนุภาคมวล mi กับแกนหมุน
      โมเมนตความเฉื่อยของวัตถุที่นาสนใจ คือ
                วงแหวน และทรงกระบอกกลวง I = mr2 (รอบแกนกลาง)
                                                         2
                                  ทรงกลมตัน I = 5 mr2 (รอบแกนผานศูนยกลาง)
                  แผนกลม และทรงกระบอกตัน I = 1 mr2 (รอบแกนผานศูนยกลาง)
                                                         2
      พลังงานจลนของการหมุน วัตถุที่กําลังหมุนจะมีพลังงานจลน โดยที่
                                            Ek = 1 Iω2 2


วิทยาศาสตร ฟสิกส (122)________________________        โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
r
      โมเมนตัมเชิงมุม วัตถุที่กําลังหมุนรอบแกนสมมาตรจะมีโมเมนตัมเชิงมุม L โดยที่
                                              r        r
                                              L = Iω
                 r                r
      สังเกตวา L ทิศเดียวกับ ω สําหรับอนุภาควิ่งเปนวงกลมพบวา L = mvr = mr2ω นิยามทั่วไปสําหรับ
โมเมนตัมเชิงมุมของอนุภาครอบจุด 0 ใดๆ คือ
                 O
                          v
                          r          v                       r   r    r
                                     v                       L = r × mv
                     r⊥
                                                        หรือ L = mvr⊥
                               m

         ทอรก เมื่อมีแรงกระทําตอวัตถุจะเกิดทอรก หรือโมเมนตรอบจุดอางอิง 0 ใดๆ โดยนิยามวา
                 O
                          v
                          r           v                        r      r r
                     r⊥               F                        τ    = r × F
                                m                       หรือ   τ    = Fr⊥

                                r
         กฎการหมุน พบวา Σ τ จากภายนอก ทําใหเกิดความเรงเชิงมุม และเกิดการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัมเชิงมุม
โดยที่
                                                                             r
                                                    r
                                                   Στ      =
                                                                    r
                                                                   lα   =   ∆L
                                                                            ∆t
                                               r
        การอนุรักษโมเมนตัมเชิงมุม เมื่อ Σ τ จากภายนอกรอบจุดหนึ่งเปนศูนย พบวาโมเมนตัมเชิมมุมของระบบ
จะคงที่รอบจุดนั้น กลาวคือไดกฎการอนุรักษโมเมนตัมเชิงมุม
                                                  r        r
                                                  L1 = L2
                                                  r           r
                                         หรือ I 1 ω1 = I 2 ω2
        การกลิ้ง เมื่อวัตถุกลิ้ง (เลื่อน + หมุน) พลังงานจลนรวมหาไดจาก
                                                   Ek = 1 mv 2 + 1 Iω2
                                                            2 cm 2
                   เมื่อ I และ ω เปนคาที่วัดรอบศูนยกลางมวล ถาเปนการกลิ้งโดยไมไถล พบวา
                                   Scm = 2πr (1 รอบ), Vcm = ωr และ acm = αr
                   และการกลิ้งที่ไมมีการไถลบนพื้นเอียง วัตถุจะอนุรักษณพลังงานกล คือ
                                             Ek + Ep = คงที่

หลักการทําโจทยการหมุน
        เนื่องจากการหมุนมีเนื้อหาที่เกี่ยวของหลายแงมุมจึงดูคอนขางยาก และไมมีขั้นตอนการทําโจทยที่ตายตัว
ขึ้นกับโจทยกําลังสนใจสิ่งใด อยางไรก็ตามเทคนิคที่จําเปน คือ การเปรียบเทียบกับสูตรการเลื่อนตําแหนง เพื่อให
จําสูตรไดและเห็นแนวทางในการทําโจทย


                     โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (123)
ขอสอบกลศาสตร PAT 2
ครั้งที่ 1 มีนาคม 2552
กําหนดใหคาตอไปนี้ใชสําหรับ ขอ 1-11
        g = 9.8 m/s2
        h = 6.6 × 10-34 J ⋅ s
        c = 3 × 108 m/s
        R = 8.31 J/mol ⋅ K
        kB = 1.38 × 10-23 J/K
        NA = 6.02 × 1023 อนุภาค
1. นักเรียนคนหนึ่งวัดเสนผานศูนยกลางของวงกลมวงหนึ่งได 5.27 เซนติเมตร เขาควรจะบันทึกรัศมีวงกลมวงนี้
   เปนกี่เซนติเมตร
   1) 3                      2) 2.6                   3) 2.64               4) 2.635
2. ชายคนหนึ่งขับรถบนทางตรงดวยอัตราเร็ว 40 กิโลเมตรตอชั่วโมงเปนระยะทาง 10 กิโลเมตร แลวขับตอ
   ดวยอัตราเร็ว 60 กิโลเมตรตอชั่วโมงเปนระยะทางอีก 10 กิโลเมตร และดวยอัตราเร็ว 80 กิโลเมตรตอ-
   ชั่วโมงเปนระยะทางอีก 10 กิโลเมตร อัตราเร็วเฉลี่ยของรถคันนี้เปนเทาใด
   1) 60 กิโลเมตรตอชั่วโมง                           2) มากกวา 60 กิโลเมตรตอชั่วโมง
   3) นอยกวา 60 กิโลเมตรตอชั่วโมง                  4) ขอมูลไมเพียงพอ
3. รถยนตคันหนึ่งเมื่อเคลื่อนที่ดวยความเร็ว v0 แลวเบรกโดยมีระยะเบรกเทากับ x0 ถารถคันนี้เคลื่อนที่ดวย
   ความเร็วเปน 2 เทาของความเร็วเดิม จะมีระยะเบรกเปนเทาใด (กําหนดใหเหยียบเบรกดวยแรงเทากันทั้ง
   สองครั้ง)
         x                          x
   1) 40                     2) 20                    3) 2x0                4) 4x0
4. ชายคนหนึ่งปลอยกอนหินจากหนาผาแหงหนึ่ง เมื่อกอนหินกอนแรกตกลงไปเปนระยะทาง 2 เมตร เขาก็
   ปลอยกอนหินอีกกอนหนึ่งที่มีมวลเทากันทันที ถาไมคิดแรงตานของอากาศ ขอใดถูกตอง
   1) กอนหินทั้งสองกอนอยูหางกัน 2 เมตรตลอดเวลาที่ตก
   2) กอนหินทั้งสองกอนอยูหางกันมากขึ้นเรื่อยๆ
   3) กอนหินกอนที่สองตกถึงพื้นหลังกอนแรก 0.4 วินาที
   4) กอนหินกอนแรกตกถึงพื้นดวยความเร็วที่มากกวากอนที่สอง




วิทยาศาสตร ฟสิกส (124)________________________         โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
r
5. ออกแรง F ขนานกับพื้นราบลื่นกระทํากับกลอง A และ B ที่วางติดกัน ดังรูป
                                              v
                                              F
                                                         A   B

      ขอใดถูกตอง
      1) ถา mA > mB แรงที่กลอง A กระทํากับกลอง B มีขนาดมากกวาแรงที่กลอง B กระทํากับกลอง A
      2) ถา mA > mB แรงที่กลอง A กระทํากับกลอง B มีขนาดนอยกวาแรงที่กลอง B กระทํากับกลอง A
      3) แรงที่กลอง A กระทํากับกลอง B มีขนาดเทากับแรงที่กลอง B กระทํากับกลอง A โดยไมขึ้นกับมวล
          ของกลองทั้งสอง
      4) แรงลัพธที่กระทํากับกลอง A มีขนาดเทากับแรงลัพธที่กระทํากับกลอง B
6.    วางกลองใบหนึ่งบนรถกระบะ สัมประสิทธิ์ความเสียดทานสถิตระหวางกลองกับพื้นกระบะเทากับ 0.45
      ความเรงสูงสุดของรถกระบะทีไมทําใหกลองไถลไปบนพื้นกระบะมีคาเทาใด
                                      ่
      1) 0.046 m/s     2         2) 0.45 m/s2                3) 4.4 m/s2            4) 44 m/s2
7.    ชายคนหนึ่งมีมวล 80 กิโลกรัม ขับรถไปตามถนนดวยอัตราเร็วคงที่ 15 เมตรตอวินาที ถาพื้นถนนมีหลุมที่มี
      รัศมีความโคงเทากับ 60 เมตร แรงที่เบาะนั่งกระทํากับชายคนนี้ ณ ตําแหนงต่ําสุดของหลุมเปนเทาใด
      1) 300 N                   2) 484 N                    3) 784 N               4) 1084 N
8.    ถางานที่ใชเรงวัตถุจากหยุดนิ่งใหมีอัตราเร็ว v เทากับ W งานที่ตองใชในการเรงวัตถุจากอัตราเร็ว v ไปสู
      อัตราเร็ว 2v เทากับเทาใด
      1) W                        2) 2W                      3) 3W                  4) 4W
9.    จงพิจารณาขอความตอไปนี้
          ก. งานที่เกิดจากแรงกระทําในทิศตั้งฉากกับความเร็วของวัตถุมีคาเปนศูนยเสมอ
          ข. เครื่องยนตที่ทํางานได 4 จูล ในเวลา 5 วินาที มีกําลังมากกวาเครื่องยนตที่ทํางานได 5 จูลในเวลา
              10 วินาที
          ค. เครื่องยนต A มีกําลังมากกวาเครื่องยนต B เปน 2 เทา แสดงวาเครื่องยนต A ทํางานไดเปน 2
              เทา ของเครื่องยนต B
      มีขอความทีถูกตองกี่ขอความ
                   ่
      1) 1 ขอความ               2) 2 ขอความ                3) 3 ขอความ           4) ไมมีขอความใดถูกตอง
10.   วัตถุกอนหนึ่งวางอยูบนพื้นราบ เมื่อแตกออกเปน 2 กอน โดยกอนหนึ่งมีพลังงานจลนเปน 2 เทาของอีก
      กอนหนึ่ง กอนที่มีพลังงานจลนมากกวามีมวลเปนกี่เทาของกอนที่มีพลังงานจลนนอยกวา
      1) 1 4                     2) 1   2                    3) 2                   4) 4
11. จงพิจารณาขอความตอไปนี้
        ก. ทรงกลมตันและทรงกลมกลวงที่มีมวลเทากัน มีรัศมีเทากัน กลิ้งโดยไมไถลดวยอัตราเร็วเทากัน ทรง-
           กลมตันจะมีพลังงานจลนมากกวาทรงกลมกลวง
        ข. เมื่อผูกเชือกแขวนคอนใหสมดุลในแนวระดับได แสดงวาตําแหนงที่ผูกเชือกนั้นเปนตําแหนงที่มวล
           ดานซายเทากับมวลดานขวา
        ค. ทุกตําแหนงบนวัตถุหมุนมีอัตราเร็วเชิงมุมเทากัน
    มีขอความทีถูกตองกี่ขอความ
                ่
    1) 1 ขอความ              2) 2 ขอความ             3) 3 ขอความ          4) ไมมีขอความใดถูกตอง

                    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (125)
ครั้งที่ 2 กรกฎาคม 2552
1. ผลลัพธของ 16.74 + 5.1 มีจํานวนเลขนัยสําคัญเทากับตัวเลขในขอใด
   1) -3.14                     2) 0.003                3) 99.99                 4) 270.00
2. มาตรวัดความเร็วบนหนาปดรถยนตชี้ที่เลข 60 km/hr หมายความวาอยางไร
   1) ขณะนั้นรถยนตมีความเร็วเฉลี่ยเทากับ 60 กิโลเมตรตอชั่วโมง
   2) ขณะนั้นรถยนตมีอัตราเร็วเฉลี่ยเทากับ 60 กิโลเมตรตอชั่วโมง
   3) ขณะนั้นรถยนตมีความเร็วขณะใดขณะหนึ่งเทากับ 60 กิโลเมตรตอชั่วโมง
   4) ขณะนั้นรถยนตมีอัตราเร็วขณะใดขณะหนึ่งเทากับ 60 กิโลเมตรตอชั่วโมง
3. เครื่องบินลําหนึ่งเคลื่อนที่จากหยุดนิ่งดวยความเรง a เพื่อทะยานขึ้นฟาดวยอัตราเร็ว v ถาเครื่องบินลํานี้
   ตองการทะยานขึ้นฟาดวยอัตราเร็ว 2v โดยใชระยะทางวิ่งเทาเดิม จะตองเคลื่อนที่ดวยความเรงเทาใด
   1) 2v2                       2) 4v2                  3) 2a                    4) 4a
4. กระสวยอวกาศลําหนึ่งพุงขึ้นฟาในแนวดิ่งดวยความเร็วคงที่คาหนึ่ง เมื่อเคลื่อนที่ขึ้นไปไดระยะหนึ่งก็ปลดถัง
   เชื้อเพลิงเปลาใบหนึ่งทิ้ง โดยกระสวยอวกาศยังคงพุงขึ้นตอไปดวยความเร็วคงเดิม กราฟความสัมพันธ
   ระหวางการกระจัดจากพื้นดินกับเวลาของกระสวยอวกาศ (เสนทึบ) และถังเชื้อเพลิงที่ถูกปลด (เสนประ)
   เปนเชนใด
          การกระจัด                                          การกระจัด

     1)                                                 2)
                               เวลา                                                 เวลา
          การกระจัด                                          การกระจัด

     3)                                                 4)
                               เวลา                                                 เวลา

5. กลอง A และกลอง B วางติดกันบนพื้นราบลื่น และมีแรงขนาด F กระทํากับกลอง A หรือกลอง B ดังรูป
   กําหนดให mA > mB
                                      F                                    F
                                           A B                  A B
                                          กรณีที่ 1            กรณีที่ 2
     ขอใดถูกตอง
     1) แรงปฏิกิริยาระหวางกลองในกรณีที่ 1 มากกวาแรงปฏิกิริยาระหวางกลองในกรณีที่ 2
     2) แรงปฏิกิริยาระหวางกลองในกรณีที่ 1 นอยกวาแรงปฏิกิริยาระหวางกลองในกรณีที่ 2
     3) แรงปฏิกิริยาระหวางกลองในกรณีที่ 1 เทากับแรงปฏิกิริยาระหวางกลองในกรณีที่ 2
     4) ทั้งสองกรณี แรงที่กลอง A กระทํากับกลอง B มีคาเทากับแรงที่กลอง B กระทํากับกลอง A และมี
         ขนาดเทากับ F

วิทยาศาสตร ฟสิกส (126)________________________            โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
6. วางกลองใบหนึ่งบนรถกระบะ สัมประสิทธิ์ความเสียดทานสถิตระหวางกลองกับพื้นกระบะเทากับ 0.5 ถา
    ตองการเรงความเร็วของรถกระบะจากหยุดนิ่งเปน 20 เมตรตอวินาที โดยใชเวลาใหนอยที่สุด และกลอง
    ไมไถลไปบนพื้นกระบะ จะตองใชเวลาเทาใด
    1) 2 วินาที                2) 4.1 วินาที            3) 9.8 วินาที              4) 40 วินาที
7. ขอใดกลาวถูกตองเกี่ยวกับวัตถุที่เคลื่อนที่เปนวงกลมระนาบอยางสม่ําเสมอ
    1) ความเร็วของวัตถุคงที่                            2) อัตราเร็วของวัตถุคงที่
    3) แรงที่กระทํากับวัตถุคงที่                        4) มีขอถูกมากกวา 1 ขอ
8. วัตถุมวล 1 กิโลกรัม เคลื่อนที่เปนวงกลมอยางสม่ําเสมอบนพื้นราบดวยขนาดของความเร็ว 2 เมตรตอวินาที
    โดยมีรัศมี 0.5 เมตร งานเนื่องจากแรงสูศูนยกลางเมื่อวัตถุเคลื่อนที่ไดครึ่งรอบเปนเทาใด
    1) 0 จูล                   2) 2π จูล                3) 4π จูล                  4) 8π จูล
9. รถยนตมวล 1 ตัน จะตองใชกําลังกี่วัตตเพื่อเรงความเร็วจาก 10 เมตรตอวินาที เปน 20 เมตรตอวินาที
    ภายในเวลา 2 วินาที
    1) 5 × 103 วัตต           2) 2.5 × 104 วัตต       3) 7.5 × 104 วัตต         4) 1.5 × 105 วัตต
10. วัตถุกอนหนึ่งวางอยูบนพื้นลื่น ตอมาแตกออกเปน 2 ชิ้น โดยที่แตละชิ้นมีมวลไมเทากัน จงพิจารณาขอความ
    ตอไปนี้
        ก. โมเมนตัมของวัตถุกอนแตกตัวมีคาเทากับผลรวมโมเมนตัมของวัตถุทั้งสองชิ้นหลังแตกตัว
        ข. หลังแตกตัว วัตถุแตละชิ้นมีโมเมนตัมเทากัน
        ค. หลังแตกตัว วัตถุแตละชิ้นมีพลังงานจลนเทากัน
    มีขอความที่ถูกตองกี่ขอความ
    1) 1 ขอความ               2) 2 ขอความ             3) 3 ขอความ               4) ไมมีขอความใดถูกตอง

ครั้งที่ 3 ตุลาคม 2552
กําหนดให
     1.   g = 9.8 m/s2
     2.   h = 6.6 × 10-34 m/s2
     3.   c = 3 × 108 m/s
     4.   R (คาคงที่ของแกส) = 8.314 ⋅ J/K ⋅ mol
     5.   kB = 1.38 × 10-23 J/K
     6.   NA = 6.02 × 1023 อนุภาค
1. กําหนดให T เปนแรงตึงในเสนเชือกมีหนวยเปนนิวตัน หรือกิโลกรัมเมตรตอวินาทียกกําลังสอง และ µ เปน
   มวลของเชือกตอหนวยความยาว มีหนวยเปนกิโลกรัมตอเมตร ปริมาณ T/µ มีหนวยเดียวกับปริมาณใด
   1) ความเร็ว             2) พลังงาน               3) ความเรง             4) รากที่สองของความเรง



                    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (127)
2. การขับรถดวยอัตราเร็ว 50 กิโลเมตรตอชั่วโมง ประสานงากับรถอีกคันหนึ่งที่แลนสวนมาดวยอัตราเร็ว
   30 กิโลเมตรตอชั่วโมง จะเกิดความรุนแรงใกลเคียงกับการตกตึกประมาณกี่ชั้น กําหนดใหตึก 1 ชั้นสูง 4 เมตร
   1) 4                     2) 6                     3) 10                   4) 15
3. มดตัวหนึ่งเดินไปบนกระดาษกราฟโดยเริ่มจากพิกัด (1, 4) เดินไปตามเสนโคงดังภาพ นักเรียนบันทึกตําแหนง
   ของมดทุกๆ 1 วินาที
                                                ทิศเหนือ
                                  7
                                  6             t=2s
                                  5
                                    t=0s
                       ทิศตะวันตก 4                             t = 3 s ทิศตะวันออก
                                  3
                                  2
                                  1
                                              t=1s
                                         1 2 3 4 5 6 7 8
                                               ทิศใต
   ทิศของความเร็วเฉลี่ยในชวงเวลา 0-3 วินาที ประมาณไดวาอยูในทิศใด
   1) เหนือ                 2) ใต                    3) ตะวันออก         4) ตะวันตก
4. ชายคนหนึ่งนําเชือกไปผูกกับลูกตุมแลวนํามาแกวงเหนือศีรษะเปนวงกลมระนาบขนานกับผิวโลก
                       มือจับปลายเชือกนี้
                                            (ก) แรงตึงเชือก
                       (ข) แรงสูศูนยกลาง                       (ค) แรงหนีศูนยกลาง


                                              (ง) น้ําหนัก
     จงเลือกแรงที่เพียงพอตอการพิจารณาสภาพการเคลื่อนที่ของลูกตุม
     1) ก., และ ข.           2) ก., ข., และ ง.     3) ก., ข., ค. และ ง.            4) ก. และ ง.




วิทยาศาสตร ฟสิกส (128)________________________            โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
5. การยิงวัตถุแบบโพรเจกไทลดวยความอัตราเร็วตนและมุมยิงเดียวกัน บนดวงจันทรที่มีแรงโนมถวงต่ํากวาบนโลก
   เมื่อเปรียบเทียบกับบนโลก จะเปนตามขอใด
        กําหนดให เสนประ          แทนแนวการเคลื่อนที่บนโลก
                   เสนทึบ         แทนแนวการเคลื่อนที่บนดวงจันทร
     1) ระยะแนวดิ่ง                                       2) ระยะแนวดิ่ง




                         ระยะแนวระดับ                                      ระยะแนวระดับ
     3) ระยะแนวดิ่ง                                       4) ระยะแนวดิ่ง




                         ระยะแนวระดับ                                      ระยะแนวระดับ
6. ดาวเทียมมวล m ที่โคจรรอบโลกที่มีมวล M จะเกิดแรงสูศูนยกลางซึ่งนําไปสูการหาอัตราเร็วของดาวเทียม
   ที่รัศมีโคจร r จากจุดศูนยกลางโลกดังนี้




        ถา (1) F            = GmM
                                   r2
              (2) mv = GmM
                        2
                      r            r2
              (3) v          = GM    r
     จากสมการ (3) จะเห็นไดวาอัตราเร็ววงโคจรที่เพิ่มขึ้นสัมพันธกับรัศมีวงโคจรที่ลดลง ขอใดถูก
     1) สมการ (3) ใชไมไดถามวลของดาวเทียมเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา
     2) ดาวเทียมที่กําลังโคจรเปนวงกลมรอบโลก งานเนื่องจากแรงดึงดูดระหวางมวลมีคาเปนศูนย
     3) จากสมการ (3) ถาตองการใหดาวเทียวลดรัศมีวงโคจร เราตองทําใหดาวเทียมจุดระเบิดเครื่องยนตเพื่อ
        ดันใหดาวเทียมโคจรเร็วขึ้น
     4) ในขณะที่ดาวเทียมกําลังโคจรเปนวงกลมรอบโลกดวยอัตราเร็วคงที่ จะมีความเรงเปนศูนย



                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (129)
7. จากรูป ดึงมวล m สองกอน ดวยแรง T1 และ T2 มวลทั้งสองกอนเริ่มเคลื่อนที่ขึ้นจากพื้นพรอมกัน และ
   เคลื่อนที่ขึ้นดวยอัตราเร็วคงตัวเดียวกัน
                            เพดาน               ขอใดถูก
                   T1          T2               ก. แรง T1 มีคามากกวาแรง T2
                                                ข. กําลังของแรง T1 นอยกวากําลังของแรง T2
                     รอกเบา                     ค. งานของแรง T1 เทากับงานของแรง T2
                                                ง. ถาวัตถุที่อยูบนพื้นดินมีพลังงานศักยโนมถวงเปน
                   m          m
                                                    ศูนย มวลแตละกอนตางก็มีการอนุรักษพลังงานกล
                       พื้น                     1) ก.                       2) ก. และ ข.
                                                3) ก. และ ค.                4) ก. และ ง.
8. มวลกอนหนึ่งถูกปลอยจากที่สูงตกลงมากระทบกับสปริงตัวหนึ่งซึ่งเบามาก และตั้งอยูบนพื้นแข็งแรง ผลของ
   การกระทบทําใหสปริงหดสั้นเปนระยะทาง h หลังจากนั้นมวลกอนนี้ก็ถูกสปริงดันขึ้นทําใหมวลเคลื่อนที่
   กลับมาที่ความสูงที่ปลอย
                                       m
                                            v          h m

                          มวล m มีอัตราเร็ว v    มวล m อยูที่ตําแหนงต่ําที่สุด
                         ขณะเริ่มสัมผัสปลายสปริง สปริงหดเปนระยะทาง h
   ขอใดถูก
   1) ขณะอยูที่ตําแหนงต่ําสุด มวลไมอยูภายใตสภาวะสมดุลแรง
   2) ระยะหดของสปริงสามารถคํานวณไดจากการอนุรักษของผลรวมระหวางพลังงานจลนและพลังงานศักย
       โนมถวง
   3) ขณะอยูที่ตําแหนงต่ําสุด พลังงานศักยยืดหยุนในสปริงมีคาเปนศูนย
   4) ขณะอยูที่ตําแหนงต่ําสุด มวลมีความเรงเปนศูนย
9. นายอวนและนายผอมยืนอยูบนพื้นน้ําแข็งลื่น นายอวนมีมวล 80 กิโลกรัม นายผอมมีมวล 40 กิโลกรัม ทั้ง
   สองคนออกแรงเลนชักเยอกัน ในจังหวะที่นายอวนออกแรงดึงเชือก จนตนเองมีอัตราเร็ว 0.2 เมตรตอวินาที
   นายผอมจะมีอัตราเร็วกี่เมตรตอวินาที
   1) 0.1                     2) 0.2                   3) 0.4             4) 0.6




วิทยาศาสตร ฟสิกส (130)________________________         โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
10. ดินน้ํามันกอนหนึ่งมวล M ถูกนํามาปนเปนทรงกลมหลายลูกและเสียบกับไมเสียบลูกชิ้น กําหนดใหแกนหมุน
    ผานกึ่งกลางไมเสียบลูกชิ้น และตั้งฉากกับแกนไม รูปในขอใดมีโมเมนตความเฉื่อยสูงสุด
                แกนหมุน                                           แกนหมุน
      1)                                                   2)
           M                 M                                  M M
           2                 2                                  2 2
                 แกนหมุน                                           แกนหมุน
      3)                                                   4)
           M M               M                                  M M         M M
           4 4               2                                  4 4         4 4
11.                                                        รถยนตคันหนึ่งมีมวล 1,000 กิโลกรัม ลอรถยนตรัศมี
                                                           20 เซนติเมตรแตละลอรับมวล 250 กิโลกรัม
                                                           จงคํานวณทอรกขั้นต่ําสุดที่ตองใหแกลอหนาแตละลอ
                                      20 เซนติเมตร         เพื่อใหปนฟุตบาทซึ่งสูง 10 เซนติเมตรได
       10 เซนติเมตร                                        1) 25g 3                   2) 25g
                                                           3) 25g 2                   4) 25g / 2




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (131)
แนวขอสอบ PAT 2 กลศาสตร
1. ขอใดตอไปนีถูกตองเกี่ยวกับอัตราเร็วเฉลี่ยและความเร็วเฉลี่ย
               ้
   1) อัตราเร็วเฉลี่ยเทากับขนาดของความเร็วเฉลี่ย
   2) อัตราเร็วเฉลี่ยมากกวาขนาดของความเร็วเฉลี่ย
   3) เมื่อความเร็วเฉลี่ยเปนศูนยอัตราเร็วเฉลี่ยจะเปนศูนย
   4) เมื่ออัตราเร็วเฉลี่ยเปนศูนยความเร็วเฉลี่ยจะเปนศูนย
2. ปลอยวัตถุ A ตกจากดาดฟาตึก หลังจากนั้น 2 s ก็ขวางวัตถุ B ตามลงมาจากจุดเดียวกัน ถาความสูงของ
   ตึกมีคามากพอ จะตองขวางวัตถุ B ดวยอัตราเร็วตนมากกวาคาใด จึงจะทําใหวัตถุ B ชนวัตถุ A ได
   (ใช g = 9.8 m/s2)
   1) 4.9 m/s                 2) 9.8 m/s                3) 19.6 m/s              4) 29.4 m/s
3.                                                      แขวนวัตถุกอนหนึ่งดวยเชือกเสนสั้น A และเสนยาว B
                                β                       ไวกับเพดานตางระดับ ดังรูป ถามุม β มากกวามุม ∝
                 α
                                                        โดยเชือกเบาและวัตถุหนัก ขอใดตอไปนี้สรุปไดถูกตอง
               A              B                         1) เชือก A มีความตึงเทากับเชือก B
                                                        2) เชือก A มีความตึงมากกวาเชือก B
                                                        3) เชือก B มีความตึงเปนสองเทาของเชือก A
                                                        4) เชือก B มีความตึงมากกวาเชือก A
4. รถยนตคันหนึ่งขณะกําลังแลนดวยอัตราเร็ว v0 บนถนนตรง คนขับเหยียบเบรกจนรถไถลไปไดระยะทาง S0
   กอนหยุด ถารถคันนี้บรรทุกจนมีมวลเพิ่มขึ้นเปน 3/2 เทาของมวลเดิม และแลนบนถนนเดิมดวยอัตราเร็ว
   v0/2 เมื่อรถถูกเบรกใหไถลจนหยุด ระยะเบรกครั้งใหมเปนเทาใด
                                                                                     S
   1) 4 S0
        3                     2) S0                     3) 2 S0
                                                              3                  4) 40
5. วัตถุมวล m วิ่งดวยอัตราเร็ว u บนพื้นราบลื่นเขาชนสปริงเบาที่มีคาคงตัวสปริง k ทําใหสปริงยุบตัวไดมาก
   ที่สุดคาหนึ่ง ถาเพิ่มอัตราเร็วของวัตถุเปนสองเทาจะตองใชสปริงตัวใหมที่มีคาคงตัวสปริงเทาใดจึงจะทําให
   ระยะยุบตัวมากสุดของสปริงมีคาเทาเดิม
                                                           k
                                               u
                                         m
                                             พื้นลื่น
     1) 8k                     2) 4k                    3) 2k                        4) k




วิทยาศาสตร ฟสิกส (132)________________________              โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
6. ปลอยวัตถุ A และ B ที่เหมือนกันจากยอดพื้นเอียงลื่น ซึ่งถูกตรึงไวกับพื้นราบ ถามุมเอียงดานซายมีคาเปน
   2θ และดานขวาเปน θ ขอความใดตอไปนีถูกตอง
                                       ้
                                       A         B

                                              2θ               θ


     1)   A และ B ถึงพื้นลางพรอมกัน ถามีมวลเทากัน
     2)   A ถึงพื้นลางกอน B ถา A และ B มีมวลเทากัน
     3)   A และ B ถึงพื้นลางดวยอัตราเร็วเทากันเสมอ
     4)   A ถึงพื้นลางดวยอัตราเร็วมากกวา B ถา A มีมวลมากกวา B
                                                                                       v
7. วัตถุมวล m วิ่งดวยความเร็ว v0 เขาชนวัตถุมวล 2m ที่วิ่งอยูดานหนาดวยความเร็ว 20 ในทิศทาง
    เดียวกัน ถาการชนเปนแบบไมยืดหยุนสมบูรณ และไมคํานึงถึงแรงเสียดทานใดๆ ระบบของวัตถุสองกอนนี้มี
    การสูญเสียพลังงานจลนจากการชนไปกี่เปอรเซ็นตของพลังงานจลนเดิม
    1) 100%                     2) 89%                 3) 75%                4) 11%
8. ขอใดตอไปนี้เปนจริงสําหรับการเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทลของวัตถุในอากาศใกลผิวโลก เมื่อไมคิดผลของ
    แรงตานอากาศ
    1) วัตถุเคลื่อนที่เปนเสนโคงพาราโบลาดวยความเรงไมคงตัว
    2) วัตถุเคลื่อนที่เปนเสนโคงไฮเปอรโบลาดวยความเรงคงตัว
    3) วัตถุมีความเร็วแนวดิ่งและแนวราบไมคงตัว
    4) มุมระหวางความเร็วและความเรงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
9. ถาขณะเกิดระบบสุริยะดวงอาทิตยมีมวลเปนสองเทาของที่เปนอยูขณะนี้ แตรัศมีวงโคจรของโลกรอบดวง
    อาทิตยเทากับขณะนี้ คาบการโคจรซึ่งประมาณวาเปนวงกลมของโลกรอบดวงอาทิตยจะเปนกี่เทาของปจจุบัน
    1) 2 เทา                   2) 2 เทา              3) 1 เทา             4) 1 เทา
                                                                                 2
                                                              2
10. รถยนตคันหนึ่งกําลังเคลื่อนที่บนพื้นราบไปทางทิศตะวันออก โดยมีความเร็วลดลงเรื่อยๆ ขอใดถูกตอง
    เกี่ยวกับการหมุนของลอรอบแกนหมุน
    1) มีความเร็วเชิงมุมทิศตะวันออกและความเรงเชิงมุมทิศตะวันตก
    2) มีโมเมนตัมเชิงมุมทิศเหนือ และความเรงเชิงมุมทิศใต
    3) มีทอรกลัพธกระทําทิศเหนือ และความเรงเชิงมุมทิศใต
    4) มีโมเมนตัมเชิงมุมและทอรกลัพธทิศเหนือ




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (133)
11. กราฟความเรงของวัตถุซึ่งกําลังเคลื่อนที่เปนเสนตรงในทิศ +x ในรูปใดที่แสดงวาวัตถุกําลังเคลื่อนที่ชาลง
                                              ความเรง                               ความเรง

         ความเรง
                                                                    เวลา                               เวลา

                             เวลา
                     ก.                                   ข.                                     ค.
    1) ข. และ ค.            2) ก. และ ข.               3) ก. และ ค.          4) ก., ข. และ ค.
12. ยิงวัตถุจากพื้นออกไปแบบโพรเจกไทล พบวาวัตถุอยูในอากาศไดนาน T และไดพิสัยการยิง R ถาเพิ่ม
    ความเร็วตนการยิงเปนสองเทาแตทิศเดิม จะไดเวลาในอากาศและพิสัยการยิงเปนไปตามขอใด
    1) 2T และ 2R ตามลําดับ                             2) 2T และ 4R ตามลําดับ
    3) 4T และ 2R ตามลําดับ                             4) 4T และ 4R ตามลําดับ
13. มวลกอนหนึ่งติดกับปลายสปริงและกําลังเคลื่อนที่แบบซิมเปลฮารมอนิกดวยแอมพลิจูด A ขณะมีขนาดการ
    กระจัดเปนเทาใด พลังงานจลนจึงมีคาเปนสองเทาของพลังงานศักยยืดหยุนขณะนั้น
    1) A 3                  2) A 2                     3) A                  4) A
                                                             3                      2
14. ปลอยลูกตุมเล็กๆ มวล m ใหเริ่มแกวงลงมาจากมุมที่เชือก ซึ่งยาว l ทํากับแนวดิ่งเทากับ θ0 ดังรูป
    ขนาดความเรงเชิงมุมของลูกตุมรอบจุด 0 ทันทีที่เริ่มปลอยเปนเทาใด

                                                 O
                                                     θo
                                             v            l
                                             g
                                                               m

                                                             g
     1) ศูนย                  2) g sin θ
                                     l                    3) l                       4) g cos θ
                                                                                           l




วิทยาศาสตร ฟสิกส (134)________________________              โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
15.                                                      คานสม่ําเสมอหนัก W ถูกยึดไวดวยบานพับ 0 และเชือก
                                                         ดังรูป แรงที่บานพับ 0 กระทําตอปลายคานอยูในทิศใด
                                                                  r
                           v vv                          1) ทิศ A
                           A BC                                   r
                                                         2) ทิศ B
                                       v                          r
                           O           D                 3) ทิศ C
                                                                  r
                                                         4) ทิศ D
16.   ปนใหญกระบอกหนึ่งมวล M (รวมกระสุน) วางนิ่งบนพื้นลื่น ถาปนกระบอกนี้ยิงกระสุนปนมวล m ออกไปใน
      แนวระดับดวยอัตราเร็ว v เทียบกับพื้น จงหาพลังงานจลนของปนใหญหลังจากยิงไปแลว
                                                                    2v2                     m2 2
      1) 1 (M - m)v2
           2                     2) 1 Mv2
                                       2                 3) 1 mM
                                                               2                   4) 1 (M -vm)
                                                                                       2
17.                                                      ทรงกลมตันสองใบ A และ B กําลังกลิ้งลงตามพื้นเอียง
                                      B                  โดยไมไถล ดังรูป ถา A มีมวลและรัศมีเปนสองเทา
                        A                                ของ B และ B มีความเรงของศูนยกลางมวลเทากับ
                                                         2 m/s2 ความเรงของ A มีคาเทาใด
                                                         1) 2 m/s2                 2) 4 m/s2
                                                         3) 6 m/s2                 4) 8 m/s2
18.   ในการเพิ่มอัตราเร็วของวัตถุกอนหนึ่งจาก 2 m/s เปน 4 m/s ตองทํางาน 30 J ถาตองการเพิ่มอัตราเร็ว
      ของวัตถุนี้จาก 4 m/s เปน 6 m/s ตองทํางานเทาใด
      1) 30 J                    2) 40 J                 3) 50 J                   4) 60 J
19.   กลองใบหนึ่งตั้งอยูบนพื้นรถ ซึ่งกําลังแลนบนถนนตรงดวยความเรง a สัมประสิทธิ์ความเสียดทานสถิต และ
      สัมประสิทธิ์ความเสียดทานจลนระหวางกลองกับพื้นรถเทากับ 0.4 และ 0.3 ตามลําดับ ความเรง a มากที่สุด
      เปนเทาใดที่กลองยังคงอยูนิ่งเทียบกับรถ
      1) 5 m/s2                  2) 4 m/s2               3) 3 m/s2                 4) 2 m/s2
20.                                                      วางบันไดหนัก W พาดกับผนังในลักษณะดังรูป
                                                         เงื่อนไขในขอใดที่ไมสามารถทําใหบันไดสมดุลอยูได
                                                         1) มุม θ มากเกินไป
                                                         2) พื้นและผนังฝด
                                θ                        3) พื้นฝดและผนังลื่น
                                                         4) พื้นลื่นและผนังฝด




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (135)
สมบัติเชิงกลของสาร
         ความยืดหยุน หมายถึง ความสามารถในการคืนกลับสภาพเดิมของรูปรางของวัตถุภายหลังหยุดแรงกระทํา
         แรงยืดหยุน ในกรณีวัตถุมีการเปลี่ยนแปลงความยาวไปขนาด ∆L เราพบวามีแรงยืดหยุนกระทํากลับ
โดยที่
                                   ขนาดแรงกระทํากลับ F = k∆l
         เรียกวา Hooke’s law โดย k เปนคาคงที่การแปรผันตรงที่ขึ้นกับชนิดของวัตถุ และรูปรางของวัตถุ
                                                                            r
         ความเคน (S) เทากับ อัตราสวนขนาดแรงเคนภายในวัตถุ (เชน แรงตึง T ) ตอพื้นที่หนาตัด นั่นคือ
                                                   F v
                                 ความเคน S = A ; F ⊥ A
         ความเครียด (∅) เทากับ อัตราสวนขนาดความยาวที่เปลี่ยนไปตอความยาวเดิม นั่นคือ
                                   ความเครียด ∅ = ∆l
                                                   l
        เมื่อ l เปนความยาวเดิมของวัตถุ
        มอดูลัสของยัง (Y) เทากับ อัตราสวนของความเคนตอความเครียด กลาวคือ
                                 Y = ∅ = AF∆l
                                            S       l

        คามอดูลัสของยังขึ้นกับชนิดของวัตถุ S และ Y มีหนวยเดียวกัน คือ N/m2 หรือพาสคาล แตความเครียด
ไมมีหนวย
        กราฟ F - l และ S - ∅ เราสามารถเขียนกราฟแสดงสมบัติยืดหยุน ดังนี้
                  ขีดจํากัดแปรผันตรง                                 ขีดจํากัดแปรผันตรง
                    F                                                  s
                                       ขีดจํากัด                                       ขีดจํากัด
                        k              ความยืดหยุน                        Y           ความยืดหยุน
                              W = งาน                                            W = งานตอปริมาตร
                                                                                 V
                                           ∆l                                               ∅

               ความชัน = k                                           ความชัน = Y
                   พื้นที่ = งาน = Ep                                   พื้นที่ = ปริงาน = 1 S∅
                                                                                      มาตร 2
                ยืดหยุน = 1 F∆l = 1 k( ∆l ) 2
                              2    2




วิทยาศาสตร ฟสิกส (136)________________________             โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ความดันของเหลว หมายถึง ขนาดของแรงดันของเหลวตอหนึ่งหนวยพื้นที่ตั้งฉาก
                                        F v
                             P = A ; F ⊥A

                   Pext      ที่ระดับลึก h จากผิวของเหลว พบวา
                                           ความดันเกจ         Pg = ρgh
                     h
                                           ความดันรอม          P = ρgh + Pext
                   ρ                       กรณี Pext = Pa      P = ρgh + Pa

          กฎของพาสคาล กลาววา ความดันจากภายนอกที่เพิ่มใหกับของเหลวจะไปเพิ่มที่ทุกๆ จุดในของเหลวนั้น
นั่นคือ
                           Pใหม = Pเดิม + Pเพิ่ม
      หลักการเทากันของความดัน พบวา ที่ระดับเดียวกันในของเหลวชนิดเดียวกัน และเชื่อมตอกันจะมีความ
ดันรวมกัน คือ
                           PA = PB เมื่อ A และ B อยูระดับเดียวกัน
          กาคํานวณแรงดัน ถาบนพื้นที่ A มีความดันคงที่ พบวา
                               ขนาดแรงดัน F = PA
          ในกรณีความดันของเหลวบนพื้นที่ไมคงที่ พบวา
                               F = PA = PcmA
          กรณีเขื่อนตรง ยาว l มีน้ําลึก H จะไดแรงดันเขื่อน
                                   F = 1 ρgH2L
                                            2               (การหาแรงดันเขื่อนไมนิยมคิด Pa)
          กรณีเขื่อนเอียงมุม θ กับพื้น พบวา
                                   Fx = F sin θ = 1 ρgH2L 2
                                   Fy = F cos θ = 1 ρgH2L cot θ
                                                          2
                                                  F = 1 ρgHAเอียง
                                                          2




                       โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (137)
เครื่องอัดไฮดรอลิกส จากกฎของพาสคาล หรือหลักการเทากันของความดัน เราได (ถาประสิทธิภาพ
100%)
                                       F                              F       W
                                                                      a    =  A
             W
                      H                              การไดเปรียบเชิงกล    = FW (ปฏิบัติ) = A (ทฤษฎี)
     A                         h           a                                                a
                                                                งาน Fh     = WH = ∆Ep
                      ของเหลว                                โดยที่ AH     = ah
                  r
        แรงลอยตัว B วัตถุที่จมในของเหลว (หรืออากาศ) จะมีแรงลอยตัว โดยที่
                     ขนาดแรงลายตัว B = ขนาดน้ําหนักของเหลวที่มีปริมาตรเทากับสวนที่จมของวัตถุ
                                 หรือ B = ρเหลว Vจม g
        แรงลอยตัวมีแนวผานจุดศูนยกลางของปริมาตรสวนจมเสมอ
        การชั่งวัตถุ พิจารณาการชั่งวัตถุ ดังรูป
                                             ตัวบนอานได
                                                            T = mg - B
                                   N           ตัวลางอานได
                          T
                              m
                                                            N = Mg + B
                  M
                               B                              = (M + m)g - T
                                   N



      ความตึงผิว ผิวของเหลวบริเวณแนวสัมผัส จะมีแรงตึงผิวกระทําตอแนวสัมผัสนั้นในทิศทางตั้งฉากกับ
แนวสัมผัส และขนานกับผิวของเหลว โดยที่
                            ขนาดแรงตึงผิว F = γl
      เมื่อ γ เปนความตึงผิว และ l เปนความยาวแนวสัมผัสรวม คา γ ขึ้นกับชนิดของเหลว, ความบริสุทธิ์
และอุณหภูมิ (T ต่ํา หรือบริสุทธิ์ γ จะมาก)
      ความหนืด เมื่อวัตถุเคลื่อนที่ในของเหลว (หรือแกส) จะเกิดแรงเสียดทานตาน เรียกวา แรงหนืด โดยที่
                                     ขนาดแรงหนืด f α v
                                           หรือ f = kv
        แรงหนืดมีทิศตรงขามกับความเร็ว เมื่อ k เปนคาคงที่ ซึ่งขึ้นกับชนิดของเหลว และรูปรางวัตถุ




วิทยาศาสตร ฟสิกส (138)________________________               โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
การไหลของของเหลว การไหลอุดมคติแทนดวยเสนกระแสการไหลที่เปนระเบียบ เราพบวาอัตราการไหล
(ปริมาตร/เวลา) หรือ Av มีคาคงที่ ดังนั้น
                                          A1v1 = A2v2

                            A2                       สังเกตวา คา ρAv เปนมวลตอเวลา และพบดวยวา
                             P2            v2
       A1
                                                                   P + 1 ρv2 + ρgh = คงที่
                                                                        2
                 ρ
            v1                    h2                 หรือ             1 ρv 2 + ρgh = P + 1 ρv 2 + ρgh
                                                                P1 + 2 1
  P1                                                                              1   2 2 2          2
        h1
        ระดับอางอิง Ep = O
                                                     เรียกวาสมการแบรนูลลี ในกรณีที่ h เทากัน เมื่อ v มากแลว P จะนอย

        ตัวอยางการไหล                               น้ํารั่วจากรูเล็กๆ พบวา
                  h                                                                 v =   2gh
       H                               v
                                                                Rmax    เมื่อ           H
                                                                                    h = 2
                                            โพรเจกไทล
                                                                R1 = R2 เมื่อ h1 + h2 = H
                                  R
                                                     ปกเครื่องบิน
            P1 v1> v2
                                                                  P2 - P1 = 1 ρ(v 1 - v 2 )
                                                                            2
                                                                                  2
                                                                                        2
       P2> P1         v2                                        แรงยก F = 1 ρA(v 1 - v 2 )
                                                                            2
                                                                                    2
                                                                                          2




                           โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010           ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (139)
สมบัติของแกส และทฤษฎีจลน
       ความรอน (Q) เปนพลังงานรูปหนึ่ง ซึ่งถายเทไดเนื่องจากผลตางของอุณหภูมิ โดยสามารถเปลี่ยนเปน
พลังงานหรืองานในรูปอื่น พลังงานกลสามารถเปลี่ยนเปนความรอนได เชน การพลิกกลับไปกลับมาของลูกเหล็กที่
บรรจุในทอ PVC จะได
                              Q = nmgh × e%
      เมื่อ e คือ เปอรเซ็นตการเปลี่ยนเปนความรอน และ n คือ จํานวนครั้งของการพลิกกลับ m คือ มวลรวม
ของลูกเหล็ก
      การเปลี่ยนอุณหภูมิ อุณหภูมิ (T) แสดงระดับความรอนไมไดแสดงปริมาณความรอน (คลายระดับน้ํากับ
ปริมาณน้ํา) ความรอนทําใหเกิดการเปลี่ยนอุณหภูมิได โดยที่
                                Q = mc∆T = C∆T
         เมื่อ c = ความจุความรอนจําเพาะ (J/kg.K) และ C = ความจุความรอน (J/K)
         การเปลี่ยนสถานะ ความรอนทําใหเกิดการเปลี่ยนสถานะที่อุณหภูมิคงที่คาหนึ่งซึ่งเปนจุดเปลี่ยนสถานะ
โดยที่
                                 Q = ml
       เมื่อ l = ความรอนแฝงจําเพาะของการเปลี่ยนสถานนะนั้น (J/kg)
       การถายเทความรอน ความรอนไหลจากวัตถุที่มีอุณหภูมิสูงไปยังวัตถุที่มีอุณหภูมิต่ําจนกระทั่งสมดุลความรอน
(T เทากัน) หลักการถายเทความรอน คือ
                                Qให = Qรับ
      ในการหาอุณหภูมิสุดทาย (ผสม) ของของแข็งหรือของเหลวจากหลักขางบนเมื่อไมมีการเปลี่ยนสถานะ
เราพบวา
                                  Tผสม = ΣmcT (K หรือ °C)
                                             Σmc
      ผลที่ได คือ อุณหภูมิเฉลี่ยแบบถวงน้ําหนักดวยคา mc
      กฎของแกส การทดลองหาความสัมพันธระหวางความดัน (P) ปริมาตร (V) อุณหภูมิ (T) และปริมาณ (n, N)
ของแกส พบวา
                                  PV = nRT = NkT




วิทยาศาสตร ฟสิกส (140)________________________            โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
เมื่อ n = จํานวนของโมล = มวล , N = จํานวนโมเลกุล = nNA, R = 8.31 J/mol.K, k = 1.38 × 10-23 J/K
                                  M
= NR
    A
        ขอสังเกต     ถา n, T คงที่ ได    P α V1           (กฎของบอยล)
                      ถา n, P คงที่ ได    V α T            (กฎของชารล)
                      ถา n, V คงที่ ได    P α T            (กฎของเกย-ลุสแชค)
             P                                  V      slope = nR                  P     slope = nR
                                                                P                                V
                       1
                    Pα V

                               V                                T(K)                                T(K)

        จากกฎของแกสเราพบวา
                                          P1 V1         P2 V2
                                          n1T1 = n 2 T2
                                           P1 V1        P2 V2
                                          N1T1 = N2T2
                                          P1V1          P2 V2
                                          m1T1 = m2T2
                                            P1           P2
                                          ρ 1 T1 = ρ2T2
        สองสมการสุดทายใชกับแกสชนิดเดียวกัน กฎของแกสจะเปนจริงสําหรับแกสอุดมคติเทานั้น สําหรับแกสจริง
จะใชไดดีถาอุณหภูมิสูงและความดันต่ํา
        แบบจําลองของแกส สําหรับแกสอุดมคติ เรามีแบบจําลองวา
        1. ปริมาตรของโมเลกุลนอยมากเมื่อเทียบกับปริมาตรภาชนะ
        2. ไมมีแรงยึดเหนี่ยวระหวางโมเลกุล
        3. โมเลกุลเคลื่อนที่แบบราวเนียนไรทิศทางที่แนนอนและเกิดการชนแบบยืดหยุน
        คาเฉลี่ย เนื่องจากโมเลกุลของแกสมีอัตราเร็วหลากหลาย จึงศึกษาการเคลื่อนที่ของโมเลกุลดวยคาเฉลี่ย ดังนี้
                                                           อัตราเร็ว v = ΣvN
                                                                                2
                                           อัตราเร็วกําลังสองเฉลี่ย v 2 = Σ (v)
                                                                            M
                                                                          ΣE k
                                                พลังงานจลนเฉลี่ย Ek = N
                                                                        = 1 m v2
                                                                          2
                 รากที่สองของคาเฉลี่ยของกําลังสองของอัตราเร็ว vrms =             v2


                    โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (141)
ทฤษฎีจลนของแกส เปนการศึกษาการเคลื่อนที่ของโมเลกุลสัมพันธกับปริมาณที่วัดไดจากการทดลอง
โดยพบความจริงตามสมการตอไปนี้

                           PV = 1 mN v 2 = 1 mNv 2 = 2 NEk
                                 3         3      rms   3
                                 3
                           Ek = 2 kT     = 1 mv rms
                                                2
                                           2
                          vrms =   3P    = 3RT        =   3kT
                                   ρ          M            m
                             U = ∑Ek     = N Ek         3
                                                      = 2 PV (PV = nRT = NkT)
       ในที่นี้ m = มวลของหนึ่งโมเลกุล, M = มวลของ 1 โมล (kg) และ U คือ พลังงานภายในหรือผลรวม
พลังงานจลนของโมเลกุล โดยในระดับนี้สนใจการเคลื่อนที่แบบเลื่อนตําแหนงของโมเลกุลเทานั้น ไมสนใจการหมุน
สังเกตวา Ek แปรโดยตรงกับอุณหภูมิ T เทานั้น ไมขึ้นกับชนิดของแกส
       ความจุความรอนจําเพาะของแกส แกสมีคาความจุความรอนได 2 แบบ คือ แบบปริมาตรคงที่ (cy) และ
แบบความดันคงที่ (cp) โดยพบวา
                                                 3R
                                           cy = 2M
                                                     R   5R
                                           cp = cy + M = 2M

      ในที่นี้เปนคา c ของแกสอะตอมเดี่ยว คือ แกสเฉื่อย
      การผสมแกส เมื่อนําแกสที่ P, V, T ตางกันมาผสมกัน โดยไมทําปฏิกิริยา ใชหลักวา
                                  ∑Uกอนผสม     = ∑Uหลังผสม

      และพบวา                          Pผสม = Σ (PV)
                                                Vผสม
                                                 (nT)
                                        Tผสม = ΣΣn

        ในที่นี้อุณหภูมิ T เปน K หรือ °C ก็ได
        งานที่แกสทํา เมื่อแกสมีการเปลี่ยนแปลงปริมาตรจะเกิดงานของแกสขึ้น โดยพบวา
                   P
                           W>O B                งานที่แกสทํา W = P∆V = P(V2 - V1) เมื่อ P คงที่
                     W<O                                      W = พื้นที่ใตกราฟ P - V
                    A        W
                                     V
        สังเกตวาถาปริมาตรเพิ่ม แกสทํางาน W เปนบวก แตถาปริมาตรลด แกสทํางาน W เปนลบ (เราทํางาน
ใหแกส) และถาปริมาตรคงที่ตลอดเวลาได W เปนศูนย


วิทยาศาสตร ฟสิกส (142)________________________          โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
กฎขอที่หนึ่งของเทอรโมไดนามิกส เมื่อใหความรอน ∆Q ตอระบบใดๆ ระบบจะใชความรอนสวนหนึ่ง
ในการทํางาน (∆W) และอีกสวนหนึ่งเพิ่มพลังงานภายใน (∆U) จากกฎอนุรักษพลังงานจะไดกฎขอที่หนึ่งของ
เทอรโมไดนามิกส ดังนี้
                                             ∆Q       = ∆U + ∆W
        โดยที่ ∆Q เปนบวกเมื่อระบบไดรับความรอน และเปนลบเมื่อระบบคายความรอน และ ∆U เปนบวกเมื่อ
U เพิ่ม และ ∆U เปนลบ เมื่อ U ลด สําหรับระบบแกสอะตอมเดี่ยว พบวา
                                             ∆U         3         3
                                                      = 2 ∆(PV) = 2 (P2V2 - P1V1)
                                                        3
                                                      = 2 nR∆T (เมื่อ n คงที่)

        ดังนั้น สําหรับระบบแกสที่โมลคงที่จะมี ∆U เปนบวก เมื่อ T เพิ่ม เปนลบ เมื่อ T ลด และเปนศูนยเมื่อ T
คงที่
        ขอสังเกต มีกรณีที่นาสนใจ ดังนี้
        1. ถา P คงที่ ได ∆Q = 2 P∆V + P∆V = 5 P∆V = 5 nR∆T
                                          3
                                                   2           2
                                            3      3
        2. ถา V คงที่ ได ∆Q = ∆U = 2 V∆P = 2 nR∆T (∆W = 0)
        3. ถา T คงที่ ได ∆Q = ∆W (∆U = 0) (ความรอนเปลี่ยนเปนงาน)
        4. ถา ∆Q = 0 ได ∆U = -∆W (เชน อัดแกสอยางรวดเร็วจะทําใหแกสรอนขึ้น)




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (143)
ปรากฎการณคลื่น
        การเคลื่อนที่แบบคลื่น การถายโอนพลังงานโดยการแผกระจายการรบกวนไปตามตัวกลาง โดยตัวกลางไม
เคลื่อนที่ไปพรอมกับคลื่น
        คลื่นกล คลื่นที่ตองอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ เชน คลื่นเชือก คลื่นน้ํา คลื่นเสียง
        คลื่นแมเหล็กไฟฟา คลื่นที่ไมอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ เชน คลื่นแสง คลื่นวิทยุ
        คลื่นตามขวาง คลื่นที่มีการสั่นของตัวกลางในแนวตั้งฉากกับการเคลื่อนที่ของคลื่น เชน คลื่นเชือก คลื่นน้ํา
คลื่นแมเหล็กไฟฟา ( E และ B สั่น)
        คลื่นตามยาว คลื่นที่มีการสั่นของตัวกลางขนานกับทิศทางของการเคลื่อนที่ของคลื่น เชน คลื่นเสียง
        คลื่นรูปชายน เกิดจากการสั่นของแหลงกําเนิด SHM. ทําใหตัวกลางสั่นแบบ SHM. และไดคลื่นรูปรางเปน
กราฟรูปซายน (หรือโคซายน)
                                 สันคลื่น                     λ
                                                                           อัตราเร็ว v
                           S                                                    x
                        แอมพลิจูด A         ทองคลื่น   การกระจัด y

       ปริมาณของคลื่น        การกระจัด y(x, t) = A sin (2πx/λ - 2πft)
                             ที่ตําแหนงใดๆ       y = A sin (ωt + ∅)
                             ความถี่               f = จํานวนรอบ/เวลา = จํานวนลูกคลื่น/เวลา
                             คาบ                  T = เวลา/รอบ = เวลา/ลูกคลื่น
                             ความถี่เชิงมุม      ω = 2πf = 2π/T
                             แอมพลิจูด            A = ขนาดของการกระจัดมากที่สุด
                             ความยาวคลื่น         λ = ระยะหางระหวางสันคลื่น หรือระหวางทองคลื่นติดกัน
                                                      = 1 ลูกคลื่น
                             หนาคลื่น คือ แนวที่ลากผานสันคลื่นเดียวกัน หรือทองคลื่นเดียวกัน
                             รังสี คือ ทิศทางแสดงการเคลื่อนที่ของคลื่น ซึ่งตั้งฉากกับหนาคลื่นเสมอ
                             อัตราเร็ว            v = S = λ = fλ
                                                           t       T
                             เฟสของคลื่น         ∅ = มุมที่กําหนดตําแหนงเพื่อบอกสภาวะสั่นของคลื่น โดย
                                                          กําหนดสอดคลองกับกราฟซายน หรือสอดคลองกับ
                                                          เฟสของ SHM.
                             พลังงานคลื่น         E α A2




วิทยาศาสตร ฟสิกส (144)________________________            โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ความตางเฟส                                 = 2λ ∆x (ระหวาง 2 ตําแหนงที่เวลาเดียวกัน)
                                                        π
                                                       ∆∅
                                             ∆∅ = 2 πf∆t (ระหวาง 2 เวลาที่ตําแหนงเดียวกัน)
                          เฟสตรงกัน          ∆∅ = (เลขคู)π และ ∆x = (จํานวนเต็ม)λ
                          เฟสตรงขาม         ∆∅ = (เลขคี่)π และ ∆x = (เลขคี่) λ2
                          เฟสตรงกันสั่นเหมือนกัน เฟสตรงขามกันสั่นตรงขามกัน
     สมบัติของคลื่น คลื่นมีสมบัติพื้นฐานสําคัญ คือ การสะทอน การหักเห การเลี้ยวเบน และการแทรกสอด
การสะทอน และการหักเหเปนสมบัติรวมระหวางอนุภาคและคลื่น
     การสะทอน คลื่นเกิดการสะทอนเมื่อกระทบสิ่งกีดขวาง หรือรอยตอระหวางสองตัวกลาง กฎการสะทอน
คือ
                        มุมตกกระทบ θ1 = มุมสะทอน θ2 เมื่อ θ1 และ θ2 อยูในระนาบเดียวกัน

                                                       เสนแนวฉาก
                                           รังสีตก                  รังสีสะทอน
                                                          θ1 θ2

                                                                      ผิวสะทอน

       θ1 และ θ2 เปนมุมที่รังสีทํากับเสนแนวฉาก        หรือหนาคลื่นกระทํากับผิวสะทอน
       กฎการสะทอนเปนจริงทุกผิวสะทอน คลื่นเชือกสะทอนปลายอิสระ โดยไมเปลี่ยนเฟสแตปลายตรึงจะ
สะทอนกลับเฟสไป 180° (กลับเปนเฟสตรงขาม)
       การหักเห การหักเหเกิดเมื่อคลื่นเคลื่อนที่ผานจากตัวกลางหนึ่งไปยังอีกตัวกลางหนึ่ง โดยมีมุมตกกระทบไม
เปนศูนย (หนาคลื่นไมขนานกับรอยตอ) การเปลี่ยนทิศทางของคลื่นเปนเพราะความแตกตางของอัตราเร็วคลื่น
เชน คลื่นน้ําพบวา vน้ําลึก > vน้ําตื้น จึงเกิดการหักเห ดังรูป
                         v1                                                       v1        รังสีตกกระทบ
                                         หนาคลื่นตก
                               θ1
                                            λ1                                                                    λ2
                                                                                            θ1
        น้ําตื้น                                                      น้ําลึก
                                            θ1                                                               θ1
                   θ2
                                                  รอยตอ
                                    θ2         v2 > v 1                    λ1          θ2
        น้ําลึก
                                             (เบนออก)                                            θ2      รังสีหักเห
                        λ2                                            น้ําตื้น
                                                                                                        v2 < v 1
            หนาคลื่นหักเห                                                                            (เบนเขา)




                        โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (145)
การหักเหเปนไปตามกฎของสแนลล คือ
                                             sin θ1          v1   λ1
                                             sin θ2    =     v2 = λ2
      เมื่อ θ1 และ θ2 เปนมุมตกกระทบและมุมหักเห ตามลําดับ (รังสีทํากับเสนแนวฉาก หรือหนาคลื่นทํากับ
รอยตอ) มีขอสรุปที่สําคัญ คือ
      ก) รังสีเบนออกจากเสนปกติ (θ2 > θ1) เมื่อ v2 > v1
           รังสีเบนเขาหาเสนปกติ (θ2 < θ1) เมื่อ v2 < v1
      ข) การหักเหไมเปลี่ยนความถี่ และเฟส ดังนั้น λน้ําลึก > λน้ําตื่น
      ค) กรณี θ1 = 0 คือ หนาคลื่นขนานกับรอยตอจะไมเกิดการหักเห เพราะทิศของคลื่นยังคงเดิม ถึงแม v
และ λ จะเปลี่ยนไป
      ง) กรณีคลื่นจากน้ําตื้นไปน้ําลึก จะมีมุม θ1 ที่ทําให θ2 = 90° เรียก θ1 นี้วา มุมวิกฤติ หรือ θc โดยที่
                                                             v1   λ1
                                             sin θc =        v2 = λ2


                                                             สะทอนกลับหมด
                                                θc
                                  น้ําตื้น
                                  น้ําลึก
                                                      θ2   = 90°

         ถา θ1 > θc จะเกิดการสะทอนกลับหมด ซึ่งจะเกิดขึ้นในกรณีคลื่นเคลื่อนที่จากน้ําตื้นไปน้ําลึกเทานั้น
         การเลี้ยวเบน คลื่นเกิดการเปลี่ยนทิศทางเลี้ยวเบนออมสิ่งกีดขวางหรือชองเปดได การเลี้ยวเบนเกิดขึ้น
อยางชัดเจนหรือเลี้ยวเบนดีเมื่อขนาดความยาวคลื่นมากกวาหรือเทากับขนาดชองเปด หรือสิ่งกีดขวาง การเลี้ยวเบน
ไมเปลี่ยนเฟส และไมเปลี่ยนอัตราเร็วคลื่น




            ขนาดชองใหญ > λ                     ขนาดชองเล็ก < λ                     ขนาดสิ่งกีดขวาง < λ

        การแทรกสอด เมื่อคลื่นเคลื่อนที่มาพบกันจะเกิดการรวมกันไดตามหลักการซอนทับ คือ การกระจัดลัพธ
เทากับผลรวมของการกระจัดยอย คือ y = ∑yi ซึ่งเปนจริง สําหรับคลื่นที่มีแอมพลิจูดนอยๆ การซอนทับของคลื่น
ที่มีความถี่เดียวกัน เรียกวา การแทรกสอด การซอนทับของคลื่นมีทั้งแบบเสริมกัน (เมื่อเฟสตรงกัน) และแบบ
หักลางกัน (เมื่อเฟสตรงขามกัน)

วิทยาศาสตร ฟสิกส (146)________________________              โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
คลื่นนิ่ง เมื่อคลื่นรูปซายน 2 ขบวนที่เหมือนกันทุกประการเคลื่อนที่สวนกันในตัวกลางหนึ่งจะเกิดการแทรก
สอดทําใหเกิดคลื่นนิ่ง ซึ่งประกอบดวยตําแหนงบัพ (node) และปฏิบัพ (antinode) สลับกันโดยบัพเปนจุดที่เกิด
จากการแทรกสอดแบบหักลางตลอดเวลา (ตัวกลางไมสั่น) และปฏิบัพเปนตําแหนงที่แทรกสอดเสริมกันตลอดเวลา
(ตัวกลางสั่นตลอดเวลา)
                                                               λ
                                  ปฏิบัพ                       2           t = o หรือ T


                                               บัพ    λ                      t= T
                                                                                2
                                                      2
        คลื่นนิ่งไมมีการเคลื่อนที่ (v = 0) แตมีการสั่นของปฏิบัพดวยคาบและความถี่เดียวกับคลื่นยอย และมี
แอมพลิจูดเทากับผลรวมของคลื่นยอย การเกิดคลื่นนิ่งมีความจริง ดังนี้
        ก) ปลายอิสระของเชือก และขอบถาดคลื่นน้ํา เปนตําแหนงปฏิบัพเสมอ
        ข) ปลายตรึงของเชือก และปลายเชือกที่ตอกับแหลงกําเนิดเปนบัพเสมอ
        ค) ที่จุดกําเนิดคลื่นน้ําอาจเปนบัพ หรือปฏิบัพก็ได
        การแทรกสอดของคลื่นน้ําอาพันธ คลื่นน้ําวงกลมจากจุดกําเนิด S1 และ S2 ที่มีการสั่นดวยความถี่
เทากัน และมีความตางเฟสคงที่ เรียกวา คลื่นอาพันธ เมื่อแทรกสอดกันจะทําใหเกิดริ้วการแทรกสอดเปนแนวบัพ
และปฏิบัพอยางเปนระเบียบในกรณีแหลงกําเนิดอาพันธเฟสตรงกันจะได ดังรูป
                                                A3    N3 A 2
                            (แนวสุดทาย)                           N2
                                           S1                       A1
                                                                    N1
                                           d                        A0 (แนวปฏิบัพกลาง)
                                        S2                          N1
                                           λ                        A1
                                                      N3 A 2       N2
                                                A3

       แนวปฏิบัพ An (n = 0, 1, 2, ...) หาไดจากเงื่อนไขของจุด P คือ
                                           path diff. = |S1P - S2P| = nλ
       แนวบัพ Nn (n = 1, 2, ...) หาไดจากเงื่อนไขของจุด P คือ
                                           path diff. = |S1P - S2P| =  n - 1  λ
                                                                      
                                                                           2

       ในกรณีแหลงกําเนิดอาพันธเฟสตรงขามกันแนวกลางจะเปน N0 และเงื่อนไขตองสลับกับกรณีเฟสตรงกัน
กรณีจุด P อยูไกล (r >> d)


                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010    ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (147)
S1                              P                ประมาณวา |S1P - S2P| = d sin θ จึงได
                       r
                                        x
       d          θ                     Ao              แนว An คือ d sin θ = nλ
                       l
                                                        แนว Nn คือ d sin θ =  n - 1  λ
                                                                             
                                                                                  2
       S2
       เมื่อ sin θ = x ≈ x ถา θ นอย อันดับ (n) ของแนวบัพ และปฏิบัพสุดทาย (ดานขาง S1 และ S2)
                      r    ι
หาไดจากเงื่อนไข |S1P - S2P| = d หรือใช sin θ = sin 90° = 1 โดยจํานวนแนวทั้งหมดตองคิดทั้ง 2 ขางของ
A0 สําหรับตําแหนงปฏิบัพที่อยูบนเสนตรง S1S2 จะเปนคลื่นนิ่งสอดคลองกับหลักการทั่วไปที่กลาวมาแลว
นอกจากนี้เรายังสราง S1 และ S2 ไดจากการใหคลื่นหนาตรงเลี้ยวเบนผานชองเปดแคบๆ 2 ชองก็ได (การแทรก
สอดของชองคู)
       การเลี้ยเบนผานชองเดี่ยว คลื่นน้ําหนาคลื่นตรงเมื่อเลี้ยวบนผานชองแคบเดี่ยวที่มีความกวาง d > λ
จะเกิดริ้วการแทรกสอดบัพและปฏิบัพ ดังรูป
                       N2    A1
                                   N1            โดยตําแหนง Nn ที่อยูไกล สอดคลองกับเงื่อนไข
             d                              Ao                d sin θ = nλ
   λ
                                       N1        และตําแหนงปฏิบัพ An ที่อยูไกล ตั้งแต A1, A2, ... ประมาณวา
                              A1
                                                 สอดคลองกับเงื่อนไข
                       N2
                                   P                          d sin θ =        
                                                                               
                                                                               
                                                                                   n + 1  λ ; n = 1, 2, ...
                                                                                       2
                       r
                                       x
   λ    d         θ                    Ao
                                                 โดยที่ sin θ = x เมื่อ r >> d และ sin θ = x ถา θ นอยๆ
                                                                r                          ι
                       l


        การเลี้ยวเบนอธิบายดวยหลักของฮอยเกนสที่กลาววาทุกจุดบนหนาคลื่นเสมือนเปนแหลงกําเนิดคลื่นผลิต
หนาคลื่นถัดไป




วิทยาศาสตร ฟสิกส (148)________________________             โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
คลื่นเสียง
     เสียง เสียงเปนคลื่นกลตามยาว เกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ ทําใหเกิดสวนอัดและสวนขยายเคลื่อนที่
ไปตามตัวกลางคลายคลื่นตามยาวในสปริง
                                     อัด                    อัด            อัด


                                     อัด     ขยาย           อัด    ขยาย    อัด

                                                                                     เสียง
                       ลําโพง                ขยาย                  ขยาย   คลื่นความดันของเสียง
      สวนอัดจะมีความดันสูง (P > Pa) ขยายจะมีความดันต่ํา (P < Pa) กรณีลําโพงสั่นแบบ SHM จะไดคลื่น
ความดันรูปซายนเคลื่อนที่ไปดวยอัตราเร็วคาหนึ่ง แตคลื่นเสียงอาจแทนดวยคลื่นการกระจัดการสั่นของโมเลกุล
โดยพบวาตําแหนงกลางสวนอัดและสวนขยายจะมีการกระจัดเปนศูนย และคลื่นความดันจะมีเฟสตางกับคลื่นการ
กระจัดอยู 90° ดังรูป
                                           คลื่นความดันของเสียง                       v


                             คลื่นกระจัดกระจายของเสียง
                                                                  λ/4

          แอมพลิจูดคลื่นความดันจะแปรผันตรงกับแอมพลิจูดคลื่นการกระจัดสวนปริมาณอื่นๆ เชน f, λ, v มีคา
เทากัน
      อัตราเร็วเสียง อัตราเร็วเสียงขึ้นกับสถานะและชนิดของตัวกลาง โดยทั่วไปอัตราเร็วเสียงในของแข็ง
มากกวาในของเหลว และในของเหลวมากกวาในแกส สําหรับแกสชนิดหนึ่งพบวา อัตราเร็ว v เสียงขึ้นกับอุณหภูมิ
T (เคลวิน) โดยที่ v α T ดังนั้น
                                               v1                 T1
                                               v2       =         T2
       สําหรับในอากาศ v α           T เชนเดียวกัน โดยที่ถาอุณหภูมิไมสูงหรือต่ํากวาปกติมากนักจะไดคาประมาณ
อัตราเร็วเสียงในอากาศ คือ
                                                  v = 331 + 0.6 t
          เมื่อ t = อุณหภูมิหนวย °C และ 331 m/s เปนอัตราเร็วเสียงในอากาศอุณหภูมิ 0°C หรือ 273 K


                     โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (149)
การสะทอนของเสียง เสียงเกิดการสะทอนภายใตกฎการสะทอน (มุมตก = มุมสะทอน) เชนเดียวกับคลื่นน้ํา
การสะทอนทําใหเกิดเสียงกอง และสามารถนําไปหาระยะหางของสิ่งตางๆ ได (จากสมการ S = vt) คลื่นเสียงที่
เดินจากอากาศกระทบผิวสะทอน จะเกิดการสะทอนแบบไมเปลี่ยนเฟสสําหรับคลื่นความดัน แตจะสะทอนแบบ
กลับเฟส 180° สําหรับคลื่นการกระจัด การหักเหเปนไปตามกฎของสเนลล
                                    sin θ1        v        λ
                                    sin θ2    = v1 = λ1
                                                    2        2
       สําหรับอากาศที่อุณหภูมิตางกันจะไดอัตราสวนอัตราเร็ว คือ
                                           v1            T1   331 + 0.6 t1
                                           v2    =       T2 = 331 + 0.6 t 2
       สังเกตวา เสียงเดินทางจากบริเวณอากาศเย็นไปสูอากาศรอน รังสีจะเบนออกจากเสนแนวฉาก และจะเบน
เขาหาเสนแนวฉากเมื่อเดินทางจากอากาศรอนไปสูอากาศเย็น สําหรับกรณีจากเย็นไปสูรอนอาจเกิดการสะทอนกลับ
หมดได ถามุมตกกระทบโตกวามุมวิกฤติ θc โดยที่ θc หาไดจาก
                              v     λ                  T1   331 + 0.6 t1
                     sin θc = v 1 = λ 1 =              T2 = 331 + 0.6 t 2 เมื่อ T2 > T1
                                2     2

       การแทรกสอด เราอธิบายการแทรกสอดของเสียงดวยคลื่นความดัน สําหรับการแทรกสอดของคลื่น
อาพันธของเสียงทําใหเกิดคลื่นนิ่ง เราพบวา
                            ปฏิบัพของความดัน = บัพของการกระจัด = เสียงดัง
                            บัพของความดัน = ปฏิบัพของการกระจัด = เสียงคอย
     สําหรับที่ผิวสะทอนจะเปนบัพของการกระจัดหรือปฏิบัพของความดันเสมอ
     ในกรณีการแทรกสอดของคลื่นอาพันธเฟสตรงกันจากลําโพงสองตัว จะไดแนวกลางเปนปฏิบัพของความดัน
และแนวตางๆ ดานหนาลําโพงสอดคลองกับสมการที่กลาวมาในบทที่แลว คือ
                            แนวปฏิบัพความดันที่ n      |S1P - S2P| = nλ (ดัง)
                            แนวบัพความดันที่ n         |S1P - S2P| =  n - 1  λ (คอย)
                                                                     
                                                                          2


         นอกจากนี้เรายังประมาณ |S1P - S2P| ≈ d sin θ ได เมื่อ P เปนจุดที่อยูไกล และ sin θ ≈ x ไดถา
                                                                                                    ι
มุม θ นอย สําหรับการหาแนวบัพและปฏิบัพทั้งหมดหาไดโดยใชเงื่อนไขและวิธีการเดียวกับคลื่นน้ํา คือ ให θ = 90°
(ดูบทเรื่องคลื่น)
         การเลี้ยวเบน เสียงเลี้ยวเบนไดเชนเดียวกับคลื่นทั่วไปและเลี้ยวเบนไดดี เพราะเสียงมีความยาวคลื่นมาก
และมีขนาดพอๆ กับวัตถุหรือชองเปด สําหรับการเลี้ยวเบนและแทรกสอดของเสียงผานชองคูและชองเดียว
เกิดไดเชนเดียวกับคลื่นน้ําแตมักไมถูกสนใจ เพราะทําการทดลองไดยาก


วิทยาศาสตร ฟสิกส (150)________________________           โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
การเกิดบีตส บีตสเกิดจากการแทรกสอดของคลื่นเสียงที่มีความถี่ตางกันเล็กนอย (ไมเกิน 10 Hz) ทําให
ไดยินเสียงดัง-คอยสลับกันไป คลื่นบีตสมีแอมพลิจูดไมสม่ําเสมอ ดังรูป
                                         ดัง                   ดัง   v
                                                    คอย

                                                                     ผูฟง

       ความถี่บีตส หาไดจาก                     fb = |∆f| = fมาก - fนอย
                                                           f +f
        สําหรับคลื่นลัพธจะมีความถี่เฉลี่ย        f = 1 2 2 Hz
        การสั่นพอง เมื่อกระตุนระบบใดๆ ดวยความถี่ของการกระตุนเทากับความถี่ธรรมชาติของระบบ ระบบจะ
สั่นรุนแรงดวยความถี่ธรรมชาตินั้นๆ เรียกวา เกิดการสั่นพอง (resonance) สําหรับระบบที่เกิดคลื่น การสั่นพอง
จะเกิดคลื่นนิ่งแอมพลิจูดสูงจากผลการแทรกสอดของคลื่นที่สะทอนกลับไปกลับมาในระดับนี้มี 3 ระบบ ดังรูป
        1. ลวดปลายตรึง 2 ดาน
                          l
          n=1
           f1                                              ι  = n2 ; v = fλ
                                                                 λ


          n=2
                                                            f = nv = 2ι µ
                                                                2ι
                                                                            n T
           f2
                                                           n = 1, 2, 3, ...
          n=3                                              µ = มวล/ความยาว = m/ι, T = ความตึง
           f3


          สังเกตวา f1 = 2vι , f2 = 2f1, f3 = 3f1, ...
          เรียก f1 วาความถี่มูลฐาน หรือฮารมอนิกที่ 1 และเรียก f2 และ f3 วาฮารมอนิกที่ 2 และ 3
ตามลําดับ (อาจเรียกความถี่ถัดจากมูลฐานวา โอเวอรโทนที่ 1, 2, ... ก็ได)
      2. หลอดเรโซแนนซปลายเปด 2 ดาน
                              l

                                                             = n2 ; v = fλ
                                                                 λ
          n=1
           f1                                              ι

          n=2                                              f = nv ; v = 331 + 0.6 t
                                                                2ι
           f2
                                                           n = 1, 2, 3, ...
          n=3
           f3

          สังเกตวา f1 = 2vι , f2 = 2f1, f3 = 3f1, ... โดยความถี่ตางๆ มีชื่อเรียกเหมือนลวดปลายตรึง



                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (151)
3. หลอดปลายปด 1 ดาน
                                                               = (2n - 1) λ ; v = fλ
                            l
                                                             ι              4
           n=1
            f1
                                                             f =  (2n - 1) v ; v = 331 + 0.6 t
                                                                      4ι
           n=2                                               n = 1, 2, 3, ...
            f2


           n=3
            f3

          สังเกตวา f1 = 4vι , f2 = 3f1, f3 = 5f1, ... เรียก f1 วาความถี่หลักมูลหรืออารมอนิกที่ 1 และเรียก f2
และ f3 วาฮารมอนิกที่ 3 และ 5 ตามลําดับ (มีอันดับฮารมอนิกเลขคี่เทานั้น)
       เราสามารถใชความถี่คงที่กระตุนระบบแลวปรับความยาวลวด หรือหลอดเรโซแนนซ เพื่อใหมีความยาว
พอเหมาะที่จะเกิดการสั่นพองได ดังรูป
                                                 l min = λ                          l min = λ
         l min = λ                                       2                                  4
                 2

                       ∆l = λ                                    ∆l = λ                            ∆l = λ
                                                                                                        2
                            2                                         2




      ในแงการทดลอง เราหาความยาวคลื่นเสียงจาก ∆ι = λ ของหลอดเรโซแนนซ การใชคา lmin จะมี
                                                           2
ความคลาดเคลื่อน เนื่องจากที่ปลายเปดไมใชตําแหนงปฏิบัพพอดี (end correction) แตจะอยูเลยปลายเปด
ออกไปเล็กนอย
      ความเขมเสียง เสียงมีพลังงานทําใหเกิดการไดยิน ความทุมแหลมของเสียงขึ้นกับความถี่ (20-20000 Hz)
ถาความถี่มากจะเปนเสียงแหลม แตความดังของเสียงขึ้นกับแอมพลิจูดของเสียง บนพื้นที่ A ถามีเสียงตกกระทบ
ในแนวตั้งฉากดวยพลังงาน E ในชวงเวลา t จะมีนิยามปริมาณตางๆ ดังนี้
                                กําลังของเสียง        P = Et                     วัตต
                                ความเขมเสียง              P
                                                       I = A                     วัตต/ตารางเมตร
                                ระดับความเขมเสียง    β = 10 log II              เดซิเบล
                                                                  o
       ความเขมเสียงที่คนฟงไดอยูในชวง 10-12 ถึง 1 W/m2 โดยคา 10-12 เรียกวา Io ตามระดับ
       ความเขมเสียงที่คนฟงไดอยูในชวง 0 ถึง 120 dB



วิทยาศาสตร ฟสิกส (152)________________________                โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ในกรณีจุดกําเนิดเสียง ซึ่งกําลัง P กระจายเสียงรอบทิศสม่ําเสมอ จะไดความเขมเสียงที่ระยะหาง r จาก
แหลงกําเนิด คือ
                                                         I =       P
                                                                 4 πr 2
       ในการเปรียบเทียบผลตางของระดับความเขมเสียง β1 และ β2 ของเสียงที่มีความเขม I1 และ I2 จะได
                                                            I
                                     β1 - β2 = 100 log I 1
                                                              2
       ที่จุดหนึ่ง ถามีเสียงจากแหลงกําเนิดหลายแหลง จะได
                                                   Iรวม = ∑I
                                                                      I
                                                  βรวม      = 100 log รวม
                                                                        I0
       สังเกตวา βรวม ไมเทากับ ∑β
       ปรากฏการณคอปเพลอร ในกรณีแหลงกําเนิดเสียง (S) และผูฟงเสียง (O) อยูนิ่งความถี่เสียงที่ผูฟงไดยิน
(fo) จะเทากับความถี่เสียงปกติจากแหลงกําเนิด (fs) แตเมื่อมีการเคลื่อนที่สัมพัทธกันระหวางแหลงกําเนิดกับผูฟง
จะทําให fo ไมเทากับ fs เรียกวาเกิด Doppler Effect
                 vo        vo                                                         vo    vo
                                                                   vs
                                                            S
                                                            fs
                                λหลัง                                         λหนา

       ถา v = อัตราเร็วเสียล, vs = อัตราเร็วแหลงกําเนิด และ vo = อัตราเร็วผูฟง จะไดวา
                                                           v - vs
                                              λหนา =        fs < λปกติ
                                                           v + vs
                                              λหลัง =        fs > λปกติ

                                                        fo = fs  v ± v o 
                                                                         
                                                                v ± v 
                                                                       s

       สังเกตวากรณี vo เขาหา S หรือ vs เขาหา O จะมีแนวโนมที่ fo > fs แตกรณีที่ vo ออกจาก S หรือ vs
ออกจาก O จะมีแนวโนมที่ fo < fs จึงสรุปวาใช +vo เมื่อผูฟงวิ่งเขา ใช -vo เมื่อผูฟงวิ่งออก ใช +vs เมื่อ
แหลงกําเนิดวิ่งออก และใช -vs เมื่อแหลงกําเนิดวิ่งเขา
       ในกรณีที่ vo และ vs อยูในแนวตั้งฉากกับความเร็วเสียงที่กําลังรับฟงจะไมเกิด Doppler Effect และการ
เคลื่อนที่ของอากาศ (ลมพัด) อยางเดียว โดยที่ S และ O อยูนิ่งไมทําใหเกิด Doppler Effect


                      โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (153)
คลื่นกระแทก เมื่อแหลงกําเนิด S เคลื่อนที่ดวยอัตราเร็วมากกวาอัตราเร็วเสียง คลื่นเสียงจะแทรกสอด
กันเกิดกรวยของคลื่นกระแทกที่มีมุมกรวย 2θ ดังรูป


                                t=o             vs t         θ           vs > v
                                O                            θ    เครื่องบิน
                                          vt
                                                          หนาคลื่นกระแทก
                                                 คลื่นเสียงจาก O

                                                             v    1       vs
      จากรูป จะได                             sin θ =      v s = m , m = v = เลขมัค
      คลื่นน้ําสามารถเกิดคลื่นกระแทกได




วิทยาศาสตร ฟสิกส (154)________________________             โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
ขอสอบสมบัติของสสาร แกส คลื่น และเสียง
ครั้งที่ 1 มีนาคม 2552
1.                                                        ถังใสน้ํามีทอขนาดเล็ก ตอกับวาลวที่ปดไวดังรูป
                                                          ถาไมคิดถึงความหนืดของน้ํา เมื่อเปดวาลว ความดัน
                        ผิวน้ํา                           สัมบูรณที่จุด A จะเปนดังขอใด
                                                          1) เพิ่มขึ้น
                                                          2) คงเดิม โดยมีคามากกวาความดันบรรยากาศ
                                A                         3) คงเดิม โดยมีคาเทากับความดันบรรยากาศ
                                                          4) ลดลง
2.   ขอใดคือพลังงานจลนของแกสฮีเลียมในถังปดปริมาตร 10 ลูกบาศกเมตรที่อุณหภูมิ 300 เคลวิน เมื่อแกสมี
     ความดันเกจเทากับ 3 × 105 ปาสกาล กําหนดใหความดัน 1 บรรยากาศเทากับ 105 ปาสกาล
     1) 3.0 × 106 จูล             2) 4.0 × 106 จูล        3) 4.5 × 106 จูล           4) 6.0 × 106 จูล
3.   ถาเปรียบเทียบความรอนกับกระแสไฟฟา อุณหภูมิจะเทียบไดกับปริมาณใด
     1) ความตานทานไฟฟา 2) ศักยไฟฟา                    3) กําลังไฟฟา             4) พลังงานไฟฟา
4.   การแทรกสอดของคลื่นบนผิวน้ําจากแหลงกําเนิดอาพันธ 2 แหลง ทําใหเกิดคลื่นนิ่ง พิจารณากรณีตอไปนี้
          ก. สันคลื่นซอนทับสันคลื่น
          ข. สันคลื่นซอนทับทองคลื่น
          ค. ทองคลื่นซอนทับทองคลื่น
     การซอนทับกันกรณีใดทําใหเกิดจุดบัพ
     1) ก. และ ค.                 2) ข.                   3) ข. และ ค.               4) ค.
5.   เมื่อเสียงเดินทางจากแหลงกําเนิดเสียงที่หยุดนิ่งผานตัวกลางหนึ่งเขาไปในอีกตัวกลางหนึ่ง ปริมาณใดของ
     เสียงทีไมเปลี่ยนแปลง
             ่
     1) ความถี่                                           2) ความยาวคลื่น
     3) อัตราเร็วคลื่น                                    4) ไมมีปริมาณใดที่ไมเปลี่ยนแปลง




                  โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (155)
ครั้งที่ 2 กรกฎคม 2552
1. ออกแรงดึงเสนลวดเสนหนึ่งดวยแรงคงที่ ถาใชแรงเทาเดิมในการดึงเสนลวดชนิดเดียวกันนี้ แตมีความยาว
   และเสนผานศูนยกลางลดลงครึ่งหนึ่ง ความยาวที่เปลี่ยนไปของเสนลวดเสนนี้เปนอยางไรเมื่อเทียบกับเสน
   ลวดเสนแรก
   1) เปนครึ่งหนึ่งของความยาวที่เปลี่ยนไปของเสนแรก
   2) เทากับความยาวที่เปลี่ยนไปของเสนแรก
   3) เปน 2 เทา ของความยาวที่เปลี่ยนไปของเสนแรก
   4) เปน 4 เทาของความยาวที่เปลี่ยนไปของเสนแรก
2. ลูกบอลลูนทําดวยวัสดุที่มีมวล 2M มีปริมาตร V ภายในบอลลูนบรรจุอากาศรอนที่มีความหนาแนน ρ
   อากาศภายนอกบอลลูนมีความหนาแนน ρair ถาลูกบอลลูนลอยไดพอดี อากาศรอนตองมีความหนาแนน
   เทาใด (ทุกปริมาณใชหนวย SI)
                                 ρ air
   1) 2ρair - M V             2) 2 + M    V        3) ρair - 2MV           4) ρair - M  V
3. ลูกปงปองกําลังลอยขึ้นจากกนสระน้ํา ในขณะที่ลูกปงปองมีอัตราเร็วไมคงที่ ผลของความหนืดของน้ําจะทํา
   ใหอัตราเร็วและอัตราเรงของลูกปงปองมีการเปลี่ยนแปลงอยางไร
   1) อัตราเร็วกําลังเพิ่ม อัตราเรงกําลังเพิ่ม     2) อัตราเร็วกําลังเพิ่ม อัตราเรงกําลังลด
   3) อัตราเร็วกําลังลด อัตราเรงกําลังเพิ่ม        4) อัตราเร็วกําลังลด อัตราเรงกําลังลด
4. แกสอุดมคติชนิดอะตอมเดี่ยวกําลังขยายตัวอยางชาๆ ในกระบอกสูบ โดยมีความดันคงที่ P ปริมาตรเปลี่ยน
   จาก V1 เปน V2 และอุณหภูมิเปลี่ยนจาก T1 เปน T2 แกสอุดมคตินี้ไดรับพลังงานความรอนเทาใด
        3
   1) 2 P(V2 - V1)            2) 5 P(V2 - V1)          3
                                                    3) 2 R(T2 - T1)            4) 5 R(T2 - T1)
                                  2                                                2
5. คลื่นในเสนเชือกที่เวลาตางกัน 0.2 วินาที เปนดังภาพ
                                              1m
                                                                         ปลายตรึง
                            เสนเชือก
                                                                         ปลายตรึง

     จงพิจารณาขอความตอไปนี้
         ก. แหลงกําเนิดคลื่นมีความถี่เทากับ 2.5 เฮิรตซ
         ข. แหลงกําเนิดคลื่นอาจมีความถี่นอยกวา 2.5 เฮิรตซ
         ค. แหลงกําเนิดคลื่นอาจมีความถี่มากกวา 2.5 เฮิรตซ
     มีขอความทีถูกตองกี่ขอความ
                ่
     1) 1 ขอความ              2) 2 ขอความ               3) 3 ขอความ              4) ไมมีขอความใดถูกตอง


วิทยาศาสตร ฟสิกส (156)________________________           โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
6. การพูดผานกรวยกระดาษไปยังผูฟงที่อยูไกลออกไปจะทําใหผูฟงไดยินเสียงที่ชัดขึ้น ลักษณะดังกลาวอธิบาย
   ไดดวยสมบัติขอใดของคลื่นเสียง
   1) การหักเห              2) การสะทอน           3) การแทรกสอด                 4) การเลี้ยวเบน

ครั้งที่ 3 ตุลาคม 2552
1. วัตถุกอนหนึ่งมีความหนาแนน ρ0 เมื่อนําไปหยอนลงในของเหลว 4 ชนิด และวัตถุหยุดนิ่ง ไดผลดังรูป
                                                                                  เชือกตึง



                         ของเหลว A        ของเหลว B       ของเหลว C        ของเหลว D
     แรงลอยตัวในของเหลวขอใดมีคาเทากัน
     1) A และ B                  2) B และ C                    3) A และ D                  4) A B และ D
2.   แกสอุดมคติชนิดหนึ่งบรรจุอยูในภาชนะที่มีปริมาตรคงตัว               ถาลดจํานวนโมเลกุลของแกสลงครึ่งหนึ่งโดย
     รักษาความดันใหมีคาคงเดิม ขอใดไมถูก
     1) อุณหภูมิของแกสมีคาเทาเดิม
     2) พลังงานภายในของแกสมีคาเทาเดิม
     3) vrms ตอนหลังมีคามากกวา vrms ตอนแรก
     4) พลังงานจลนเฉลี่ยของแกสตอนหลังเปน 2 เทาของตอนแรก
3.   แกสในกระบอกสูบไดรับความรอน 300 จูล ทําใหปริมาตรเปลี่ยนแปลงไป 5 × 10-3 ลูกบาศกเมตร ถาใน
     กระบวนการนี้ระบบมีความดันคงตัว 2 × 105 พาสคัล เครื่องหมายของ ∆U และ ∆W เปนอยางไร
     ตามลําดับ
     1) บวก, บวก                 2) บวก, ลบ                    3) ลบ, บวก                  4) ลบ, ลบ
4.   ถาระดับความเขมเสียงจากแหลงกําเนิดเสียงหนึ่งเปลี่ยนจาก 20 เดซิเบลเปน 40 เดซิเบล ความเขมเสียง
     เพิ่มขึ้นกี่เทา
     1) 2                        2) 10                         3) 20                       4) 100
5.   หลอดเรโซแนนซปลายปดดานหนึ่ง มีความยาว 2 เมตร ความยาวคลื่นของฮารมอนิกที่สาม เทากับกี่เมตร
     1) 1.33                     2) 1.6                        3) 2.67                     4) 4
6.   ถังบรรจุน้ําใบหนึ่งมีรูเล็กๆ 2 รู อยูที่ขางถัง โดยรูลางต่ํากวาระดับน้ําเปน 2 เทาของรูบน อัตราเร็ว (v) ของ
     น้ําที่ไหลออกจากรูทั้งสองสัมพันธกันตามขอใด
     1) vลาง = vบน/2            2) vลาง = 2 vบน 3) vลาง = 2vบน                          4) vลาง = 4vบน




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (157)
แนวขอสอบ PAT 2 สมบัติของสสาร แกสคลื่น และเสียง
1. ความดันเกจที่ระดับความลึก d ในทะเลสาบเทากับ P ความดันสัมบูรณที่ระดับความลึก 2d เปนไปตามขอใด
   1) เทากับ 2P           2) เทากับ P            3) มากกวา 2P           4) นอยกวา 2P
2. เมื่อเพิ่มความดันและอุณหภูมิของแกสอุดมคติเปนสองเทา     จะทําใหพลังงานจลนเฉลี่ยของโมเลกุลแกส
   เพิ่มขึ้นเปนกี่เทา
         3
   1) 2 เทา               2) 2 เทา               3) 5 เทา
                                                        2                  4) 4 เทา
3. หลอดเรโซแนนซปลายปดดานหนึ่ง เปดอีกดานหนึ่ง มีการสั่นใหเสียงความถี่มูลฐาน 1000 Hz เมื่อเปด
   ปลายที่ปดอยูจะทําใหความถี่มูลฐานของหลอดเปนเทาใด
   1) 2000 Hz                    2) 1000 Hz              3) 500 Hz                     4) 250 Hz
4.                           รังสีตก                     คลื่นผิวน้ําเคลื่อนที่จากบริเวณ P ไปสูบริเวณ Q ผาน
                                     B                   รอยตอ AB ระหวางน้ําตื้นกับน้ําลึก ดังรูป ขอใด
                                                         ถูกตอง
                   P
                                                         1) คลื่นบริเวณ P มีความถี่นอยกวาบริเวณ Q
                              Q                          2) คลื่นบริเวณ P มีอัตราเร็วมากกวาคลื่นบริเวณ Q
          A                                              3) P เปนบริเวณน้ําลึก Q เปนบริเวณน้ําตื้น
                    รังสีหักเห                           4) มุมหักเหมากกวามุมตกกระทบ
5.                                                       แกสอุดมคติมีการเปลี่ยนแปลงความดัน P และปริมาตร
                    P
                                                         V ตามกฎของบอยล ดังกราฟ ขอใดสรุปไมถูกตอง
                                                         1) แกสมีอุณหภูมิคงตัว
                                                         2) แกสมีการคายความรอน
                                                         3) พลังงานภายในของแกสมีคาคงตัว
                                       V
                                                         4) ผลคูณความดันและปริมาตรมีคาคงตัว
6. ในการทําใหลวดเสนหนึ่งเกิดความเคน S ตองใชงาน W ในการดึง จงหาวาถาตองการเพิ่มความเคนอีก S
   ตองทํางานเพิ่มอีกเทาใด
   1) 1 W                        2) 2 W                  3) 3 W                        4) 4 W
7. ถังรูปสี่เหลี่ยมใบหนึ่ง ภายในบรรจุน้ําไวนอยกวาครึ่งหนึ่งของความสูง ถาให F1 และ F2 เปนขนาดของ
   แรงดันจากความดันเกจของน้ําที่กระทําตอกนถังและขางถังดานหนึ่ง                เมื่อเพิ่มระดับน้ําขึ้นเปนสองเทา
   แรงดังกลาวจะเปลี่ยนไปเปนตามขอใด
   1) 2F1 และ 4F2 ตามลําดับ                              2) 2F1 และ 2F2 ตามลําดับ
   3) 4F1 และ 4F2 ตามลําดับ                              4) 4F1 และ 2F2 ตามลําดับ




วิทยาศาสตร ฟสิกส (158)________________________                โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
8. แหลงกําเนิดเสียงอาพันธเฟสตรงกัน S1 และ S2 วางหางกัน 2 m ทั้งคูใหเสียงที่มีความถี่ 692 Hz โดย
    ขณะนั้นอากาศมีอุณหภูมิ 25°C จุด P เปนตําแหนงใดๆ ดานหนาแหลงกําเนิด โดยมีระยะหางจาก S1 และ
    S2 เปน r1 และ r2 ตามลําดับ คา r1 และ r2 ในขอใดที่ทําใหจุด P เปนตําแหนงที่เสียงดังมากที่สุด
    1) r1 = 2.5 m และ r2 = 2.5 m                       2) r1 = 2.5 m และ r2 = 2.25 m
    3) r1 = 1.5 m และ r2 = 1.25 m                      4) r1 = 1.5 m และ r2 = 2.5 m
9. อัตราเร็วเฉลี่ยแบบ rms ของแกสอุดมคติในถึงใบหนึ่งมีคาเทากับ v ถาเพิ่มปริมาณ (จํานวนโมล) ของแกส
    และอุณหภูมิของแกสเปนสองเทาจะไดอัตราเร็วเฉลี่ยแบบ rms ของโมเลกุลเปนเทาใด
    1) 2 v                   2) 2 v                    3) 2 2 v                    4) 4 v
10. ถาใชลวดที่มีความยาว l แขวนมวล M ไวกับเพดาน จะทําใหลวดเกิดความเคน S และความเครียด ∅
    จงหาวาถาใชลวดแบบเดียวกัน แตมีความยาว 2 l แขวนมวลกอนเดิมไวกับเพดานจะทําใหลวดเกิดความเคน
    และความเครียดเทาใด
    1) S และ ∅ ตามลําดับ                               2) 2S และ ∅ ตามลําดับ
    3) S และ 2∅ ตามลําดับ                              4) 2S และ 4∅ ตามลําดับ
11. ที่ระยะหาง r จากแหลงกําเนิดเสียงตัวหนึ่ง วัดระดับความเขมเสียงได 80 dB ที่ระยะหาง 10r จะวัดระดับ
    ความเขมเสียงไดเทาใด
    1) 70 dB                 2) 60 dB                  3) 50 dB                    4) 40 dB
12.                                                    จากรูป ถาลูกสูบ (ลื่น) และภาชนะเปนฉนวนความรอนที่
                                                       สมบูรณ เมื่อวางตุมน้ําหนักกอนหนึ่งบนลูกสูบเพื่ออัดแกส
                                                       ขอใดตอไปนีเปนจริง
                                                                    ้
                         แกส                          1) แกสมีอุณหภูมิคงตัว เพราะภาชนะเปนฉนวน
                                                       2) แกสมีอุณหภูมิสูงขึ้น เพราะความดันแกสเพิ่มขึ้น
                                                       3) แกสมีอุณหภูมิคงตัว เพราะความดันเพิ่มแตปริมาตรลด
                                                       4) แกสมีอุณหภูมิสูงขึ้น เพราะมีการทํางานใหกับแกส
13. ขณะที่อากาศนิ่งอากาศมีความดัน P0 ถามีลมพัดทําใหอากาศเคลื่อนที่ดวยอัตราเร็ว v อากาศจะมีความดัน
    เทาใด กําหนดใหอากาศมีความหนาแนน ρ คงตัว
    1) P0 - 1 ρv2
               2             2) P0 + 1 ρv2
                                       2               3) 1 ρv2
                                                           2                       4) ρv2
14. ขณะที่แหลงกําเนิดเสียงกําลังเคลื่อนที่ วัดความยาวคลื่นเสียงดานหนาและดานหลังแหลงกําเนิดไดเทากับ
    a และ b ตามลําดับ ถาเสียงมีอัตราเร็ว v จงหาอัตราเร็วของแหลงกําเนิดเสียง
                                                                2
    1) (b - a)v
        a+b                   2) (ab+-b)v
                                        a            3) (b2- a) 2v            4) (b - a)v
                                                                                    b
                                                          a +b




                   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010   ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (159)
15. จากรูป แสดงหนาคลื่นตรงของคลื่นผิวน้ําที่เคลื่อนที่ผานรอยตอระหวางน้ําตื้นและน้ําลึก ถาจะทําใหเกิดการ
    สะทอนกลับหมดจะตองมีมุมตกกระทบเทาใด และคลื่นเคลื่อนที่อยางไร

                                      A                45°
                                      B                 60°



     1) มากกวา arc sin   2     และเคลื่อนที่จาก B ไป A
                          3
     2) มากกวา arc sin 2 3     และเคลื่อนที่จาก A ไป B
     3) นอยกวา arc sin 23      และเคลื่อนที่จาก A ไป B
     4) นอยกวา arc sin 1       และเคลื่อนที่จาก B ไป A
                          2




วิทยาศาสตร ฟสิกส (160)________________________             โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010

Brands physics

  • 2.
    แรง แรง (Force : F) คือ ปริมาณที่พยายามจะเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ของมวล เปนปริมาณเวกเตอรมี หนวยเปนนิวตัน (Newton : N) กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 1. กฎการเคลื่อนที่ขอที่หนึ่งของนิวตัน (Newton’s first law of motion) “วัตถุจะคงสภาพอยูนิ่ง หรือคงสภาพการเคลื่อนที่ดวยความเร็วคงที่ นอกจากจะมีแรงลัพธซึ่งมีคาไม เปนศูนยมากระทําตอวัตถุนั้น” เมื่อแรงลัพธที่กระทําตอวัตถุมีคาเทากับศูนย วัตถุจะรักษาสภาพการเคลื่อนที่ กลาวคือ เดิมวัตถุอยู สภาพเชนไร ตอไปก็จะคงอยูในสภาพเชนนั้น เชน เดิมวัตถุอยูนิ่งก็จะรักษาสภาพอยูนิ่งตอไป หรือเดิมวัตถุเคลื่อนที่ ดวยความเร็วเทาใดก็จะตองเคลื่อนที่ดวยความเร็วคงที่เทานั้น นั่นคือ คงที่ทั้งขนาดความเร็ว และทิศของความเร็ว ตองไมเปลี่ยน ซึ่งเรียกวา วัตถุสมดุลตอการเคลื่อนที่ 2. กฎการเคลื่อนที่ขอที่สองของนิวตัน (Newton’s second law of motion) “เมื่อแรงลัพธซึ่งมีคาไมเปนศูนยมากระทําตอวัตถุจะทําใหวัตถุเคลื่อนที่ดวยความเรง โดยทิศของความเรง จะมีทิศเดียวกับทิศของแรงลัพธที่มากระทําตอวัตถุ ขนาดของความเรงจะแปรผันตรงกับขนาดของแรงลัพธ เมื่อ มวลคงที่ และขนาดความเรงจะแปรผกผันกับมวลของวัตถุ เมื่อแรงลัพธคงที่” 3. กฎการเคลื่อนที่ขอที่สามของนิวตัน (Newton’s third law of motion) “ทุกแรงกิริยาจะตองมีแรงปฏิกิริยาที่มีขนาดเทากันและทิศตรงขามเสมอ” วิทยาศาสตร ฟสิกส (2)__________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 3.
    ขอควรรู 1. แรงกิริยา-ปฏิกิริยา มีขนาดเทากันและทิศตรงขามเสมอ ไมวาวัตถุจะอยูนิ่ง หรือ เคลื่อนที่ก็ตาม 2. แรงกิริยา-ปฏิกิริยา ไมสามารถนํามารวมกัน หรือหาแรงลัพธได เนื่องจากแรงทั้งสองกระทํา ตอวัตถุ คนละกอน 3. แรงกิริยา-ปฏิกิริยา เกิดขึ้นไดทั้งกรณีที่วัตถุสัมผัสกันหรือไมสัมผัสก็ได เชน แรงดึงดูดระหวางมวล, แรงระหวางประจุไฟฟา, แรงระหวางขั้วแมเหล็ก เปนตน กฎการดึงดูดระหวางมวลของนิวตัน ในป พ.ศ. 2230 นิวตัน ไดสรางกฎเกี่ยวกับแรงโนมถวงขึ้นโดยกลาววา “วัตถุทั้งหลายในเอกภพจะออก แรงดึงดูดซึ่งกันและกัน แรงดึงดูดของวัตถุคูหนึ่งๆ จะแปรผันตรงกับ ผลคูณระหวางมวลวัตถุทั้งสองและจะ แปรผกผันกับกําลังสองของระยะทางระหวางวัตถุทั้งสอง” F F m1 m2 F = Gm 1m 2 R R2 G = คาคงตัวความโนมถวงสากล (Universal Gravitational Constant) = 6.673 × 10-11 Nm2/kg2 ความเรงเนื่องจากแรงโนมถวงของโลก วัตถุใดๆ อยูบนโลกจะเกิดแรงที่โลกดูดตอวัตถุ ถาใหโลกมีมวล M และวัตถุมวล m และ RE เปนรัศมีของ Gm 1m 2 โลกจากกฎการดึงดูดระหวางมวล F = R2 จะได F = GMm R2E จากสมการจะเห็นวา G, M และ RE เปนคาคงที่ ดังนั้น 2 GM จึงคงที่ใหเทากับ g นั่นคือ g = GM RE R2E โดยที่โลกมีมวล 5.98 × 10 24 kg รัศมีเฉลี่ยของโลก 6.38 × 106 m เมื่อแทนคา -11 24 g = 6.67 × 10 × 5.982× 10 6) (6.38 × 10 = 9.80 m/s2 น้ําหนักของวัตถุ เนื่องจากวัตถุที่อยูบนโลกจะมีแรงที่โลกดูดวัตถุ เราจะใหน้ําหนักวัตถุ คือ แรงที่โลกดึงดูดวัตถุ ทิศของ น้ําหนักจะมีทิศพุงเขาหาจุดศูนยกลางของโลก มีหนวยเปนนิวตัน จาก F = GMm R2E จะได W = mg โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 __________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (3)
  • 4.
    แรงเสียดทาน (Frictional force) แรงเสียดทานเปนแรงที่พยายามตานการเคลื่อนที่ของวัตถุซึ่งจะเกิดบนผิวทั้งสองของวัตถุที่สัมผัสกัน ซึ่ง คาของแรงเสียดทานจะขึ้นกับชนิดของผิวสัมผัสและแรงที่วัตถุกดทับลงบนพื้น เชน แรงเสียดทานระหวางผิวเหล็ก กับเหล็กจะตางจากผิวเหล็กกับทองแดงหรือคูผิวสัมผัสเดียวกันแตวัตถุหนักไมเทากันก็จะเกิดแรงเสียดทานไม เทากันโดยวัตถุที่หนักมากจะเกิดแรงเสียดทานมากกวา N = แรงที่วัตถุกดทับ f = µN f = แรงเสียดทาน (หนวยเปนนิวตัน) f F = แรงดึง µ = สัมประสิทธิ์ความเสียดทาน (coefficient of friction) N = แรงที่วัตถุกดในแนวตั้งฉากกับพื้น (หนวยเปนนิวตัน) W = mg 1. แรงเสียดทานสถิต (Static friction) แรงเสียดทานสถิตเปนแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นบนผิวทั้งสองของวัตถุที่สัมผัสกัน และผิววัตถุทั้งสองไมมี การเคลื่อนที่หรือไมลื่นไถล เชน แรงเสียดทานที่ถนนกระทําตอพื้นรองเทาเวลาเดิน เปนตน 2. แรงเสียดทานจลน (Kinetic friction) แรงเสียดทานจลนเปนแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นบนผิวทั้งสองของวัตถุที่สัมผัสกัน และผิววัตถุทั้งสองมี การเคลื่อนที่หรือมีการไถล เชน แรงเสียดทานที่พื้นกระทําตอกนของเด็กขณะไถลลงมาตามไมกระดาน วิทยาศาสตร ฟสิกส (4)__________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 5.
    การเคลื่อนที่ 1. ระยะทาง (Distance : S) ระยะทาง คือ ความยาวตามเสนทางการเคลื่อนที่เปนปริมาณสเกลารมีหนวยเปนเมตร (m) ดังรูป วัตถุเคลื่อนที่จากจุด A ไปยังจุด B ตามแนวเสนประ ระยะทางของการเคลื่อนที่ก็คือระยะตามแนวเสนประนั่นเอง • B v S • A v 2. การกระจัด (Displacement : S ) การกระจัด คือ ระยะทางในแนวตรงจากตําแหนงเริ่มตนไปยังตําแหนงสุดทายของวัตถุ และมีทิศจาก ตําแหนงเริ่มตนไปยังตําแหนงสุดทาย การกระจัดเปนปริมาณเวกเตอรมีหนวยเปนเมตร (m) การกระจัดของ v การเคลื่อนที่จาก A ไป B จะเทากับระยะ S มีทิศจาก A ไป B หรือ AB 3. อัตราเร็ว (Speed : v) อัตราเร็ว คือ อัตราสวนระหวางระยะทางที่ไดกับเวลาที่ใช มีหนวยเปนเมตรตอวินาที และ อัตราเร็วเปนปริมาณสเกลาร ระยะทางที่ได อัตราเร็ว ≡ เวลาที่ใช 4. ความเร็ว (Velocity : v ) v ความเร็ว คือ อัตราสวนระหวางการกระจัดที่ไดกับเวลาที่ใช มีหนวยเปน เมตรตอวินาที (m/s) และ ความเร็วเปนปริมาณเวกเตอร การกระจัดที่ได ความเร็ว ≡ เวลาที่ใช โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 __________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (5)
  • 6.
    5. ความเรง (Acceleration: v ) a ความเรง คือ ความเร็วที่เปลี่ยนไปตอชวงเวลา มีหนวยเปนเมตรตอวินาที2 และความเรงเปนปริมาณ เวกเตอร ความเร็วที่เปลี่ยนไป ความเรง ≡ เวลาที่ใช ความเร็วปลาย (v) - ความเร็วตน (u) = เวลาที่ใช การเคลื่อนที่แบบตางๆ การตกอิสระ (free fall) การตกอิสระเปนการเคลื่อนที่ของวัตถุภายใตแรงโนมถวงของโลกเพียงอยางเดียวตลอดการเคลื่อนที่ โดย ไมพิจารณาแรงตานอากาศ ความเรงในการตกอิสระของวัตถุ เรียกวา คาความโนมถวง (gravity) ใชสัญญลักษณ เปน g ความเรงคานี้จะมีคาคงที่ (พิจารณาใกลๆ ผิวโลก) และมีทิศลงในแนวดิ่งเสมอ ซึ่งคาเฉลี่ยทั่วโลกที่ถือวา เปนคามาตราฐาน คือ g = 9.8065 m/s2 เพื่อความสะดวกในการคํานวณใหใช g = 10 m/s2 หรือ g = 9.8 m/s2 ตามโจทยกําหนด +v -v ขอควรรู 1. ในการตกอิสระอยางตอเนื่อง ที่ตําแหนงเดียวกัน (หางจากจุดตั้งตนเทากัน) จะมีขนาดของความเร็ว เทากัน แตทิศตรงขาม 2. ในการตกอิสระอยางตอเนื่อง ทั้งตอนขึ้นและตอนลงซึ่งเคลื่อนที่ ไดขนาดกระจัดเทากันตองใชเวลา เทากัน วิทยาศาสตร ฟสิกส (6)__________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 7.
    การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล (Projectile motion) การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทลจะมีลักษณะที่สําคัญ 2 ประการ คือ ประการแรกความเร็วในแนวดิ่งของวัตถุ ไมคงที่ ประการที่สองความเร็วในแนวราบของวัตถุคงที่ v P Q R จากรูป เปนการปาวัตถุออกไปในแนวระดับดวยความเร็ว v จากตําแหนง P แลววัตถุเคลื่อนที่เปนวิถีโคง พาราโบลาตกที่ตําแหนง R ซึ่งระยะ QR จะขึ้นกับความเร็ว v กลาวคือถาความเร็ว v ที่ปาออกไปมีคามากก็จะไป ตกไกล ถาความเร็ว v มีคานอยก็จะตกใกล โดยที่เวลาของการเคลื่อนที่ไมขึ้นกับความเร็ว ที่ปาแตจะขึ้นกับระยะ ความสูง PQ ถาระยะ PQ มีคามากเวลาในการเคลื่อนที่จะมีคามากดวย จะไดความสัมพันธวาเวลาในการเคลื่อนที่ จาก P ไป R จะเทากับเวลาที่วัตถุตกจาก P ถึง Q บนที่สูงจากพื้นเทาเดิม ถายิงวัตถุออกไปในแนวราบดวยความเร็วตนมากกวาเดิม ระยะตกไกลสุด ในแนวราบจะมากขึ้น บนที่สูงเดียวกันเมื่อยิงวัตถุอันหนึ่งออกไปในแนวราบ ขณะเดียวกันวัตถุอีกกอนหนึ่งถูกปลอยใหตก ใน แนวดิ่งพรอมกัน วัตถุทั้งสองกอนจะตกถึงพื้นพรอมกัน B วิถีโคงพาราโบลา u A C จากรูป เปนการยิงวัตถุออกจากตําแหนง A ดวยความเร็วตน u ในแนวทิศเอียงทํามุมกับแนวระดับ วัตถุ จะเคลื่อนที่ขึ้นแตเนื่องจากแรงดึงดูดของโลกทําใหวัตถุเคลื่อนที่เปนวิถีโคงแทนที่จะเคลื่อนที่เปนเสนตรง และเมื่อ วัตถุเคลื่อนที่ถึงตําแหนงสูงสุดที่จุด B ที่ตําแหนงนี้วัตถุจะมีความเร็วเฉพาะแนวราบเทานั้น (ความเร็วในแนวดิ่ง เปนศูนย) หลังจากนั้นวัตถุจะเคลื่อนที่โคงลงตกที่ตําแหนง C โดยไดความสัมพันธวาเวลาที่ใชในการเคลื่อนที่จาก A ไป B จะเทากับเวลาที่เคลื่อนที่จาก B ไป C จะใหตกไกลสุดตามแนวราบตองยิงดวยมุม 45° และถามุมที่ยิง สองมุมรวมกันได 90° วัตถุจะตกที่จุด โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 __________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (7)
  • 8.
    การเคลื่อนที่เปนวงกลม (Circular motion) เมื่อวัตถุมีการเคลื่อนที่เปนวงกลมดวยขนาดของความเร็วคงที่หรือไมคงที่ก็ตาม ทิศของความเร็วยอม เปลี่ยนไปตลอดเวลาแนๆ นั่นก็คือ การเคลื่อนที่มีความเร็วไมคงที่แสดงวาตองมีแรงกระทํา เชน นําวัตถุผูกเชือก แลวแกวงเปนวงกลมดังรูป เชือกจะดึงใหวัตถุเคลื่อนที่เปนวงกลมแรงดึง ของเชือกจะมีทิศเขาหาจุดศูนยกลาง นั่นคือจะมีแรงกระทําตอวัตถุในแนว เขาสูศูนยกลางของการเคลื่อนที่และเรียกแรงนี้วา แรงสูศูนยกลาง (Centripetal Force) พิจารณาการเคลื่อนที่ของวัตถุเปนวงกลมรัศมี r ดวยอัตราเร็วคงที่ v เวลาที่ใชในการเคลื่อนที่ครบรอบ T เรียกวา คาบ (period) และจํานวนรอบที่เคลื่อนที่ในหนึ่งหนวยเวลาเรียกวา ความถี่ (frequency) 1 f = T การแกวงของลูกตุมนาฬิกา (The Simple pendulum motion) อนุภาคมวล m ผูกปลายเชือกเบายาว L อีกปลายหนึ่งของเชือกผูกกับเพดาน ดังรูป อนุภาคเคลื่อนที่ใน ระนาบดิ่งดวยแรงโนมถวงของโลก โดยเชือกจะเอียงทํามุมเล็กๆ กับแนวดิ่ง (หนวยเรเดียน) mg sin θ = ma เนื่องจาก θ เปนมุมเล็กๆ sin θ ∼ θ gθ = a θ L a = -g L X จะได ω2 = L T m x T = 2π L g mg sin θ mg cos θ mg การเคลื่อนที่ของมวลติดสปริงเบา -kx = ma m k a = -m km ω2 = m k k T = 2π m วิทยาศาสตร ฟสิกส (8)__________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 9.
    ตัวอยางขอสอบ 1. รถยนตคันหนึ่งวิ่งดวยอัตราความเร็วคงตัว 20เมตรตอวินาที นานเทาใดจึงจะเคลื่อนที่ไดระยะทาง 500 เมตร 1) 10 s 2) 15 s 3) 20 s *4) 25 s 2. เด็กคนหนึ่งออกกําลังกายดวยการวิ่งดวยอัตราเร็ว 6 เมตรตอวินาที เปนเวลา 1 นาที วิ่งดวยอัตราเร็ว 5 เมตรตอวินาทีอีก 1 นาที แลวเดินดวยอัตราเร็ว 1 เมตรตอวินาที อีก 1 นาที จงหาอัตราเร็วเฉลี่ยใน ชวงเวลา 3 นาทีนี้ 1) 3.0 m/s 2) 3.5 m/s *3) 4.0 m/s 4) 4.5 m/s 3. คลองที่ตัดตรงจากเมือง A ไปเมือง B มีความยาว 65 กิโลเมตร ขณะที่ถนนจากเมือง A ไปเมือง B มีระยะทาง 79 กิโลเมตร ถาชายคนหนึ่งขนสินคาจากเมือง A ไปเมือง B โดยรถยนต ถามวาสินคานั้นมี ขนาดการกระจัดเทาใด 1) 14 km *2) 65 km 3) 72 km 4) 79 km 4. รถยนตคันหนึ่งวิ่งดวยอัตราเร็วเฉลี่ย 80 กิโลเมตรตอชั่วโมง จากเมือง A ไปเมือง B ที่อยูหางกัน 200 กิโลเมตร ถาออกเดินทางเวลา 06.00 นาฬิกา จะถึงปลายทางเวลาเทาใด 1) 07.50 นาฬิกา 2) 08.05 นาฬิกา *3) 08.30 นาฬิกา 4) 08.50 นาฬิกา 5. ถาปลอยใหกอนหินตกลงจากยอดตึกสูพื้น การเคลื่อนที่ของกอนหินกอนจะกระทบพื้นจะเปนตามขอใด ถาไม คิดแรงตานของอากาศ 1) ความเร็วคงที่ *2) ความเร็วเพิ่มขึ้นอยางสม่ําเสมอ 3) ความเร็วลดลงอยางสม่ําเสมอ 4) ความเร็วเพิ่มขึ้นแลวลดลง 6. โยนลูกบอลขึ้นไปในแนวดิ่งดวยความเร็วตน 4.9 เมตรตอวินาที นานเทาใดลูกบอลจึงจะเคลื่อนที่ไปถึงจุด สูงสุด *1) 0.5 s 2) 1.0 s 3) 1.5 s 4) 2.0 s 7. การเคลื่อนที่แบบโปรเจกไทล เมื่อวัตถุเคลื่อนที่ขึ้นไปถึงตําแหนงสูงสุด อัตราเร็วของวัตถุจะเปนอยางไร 1) มีคาเปนศูนย 2) มีอัตราเร็วแนวราบเปนศูนย *3) มีคาเทากับอัตราเร็วแนวราบเมื่อเริ่มเคลื่อนที่ 4) มีคาเทากับอัตราเร็วเมื่อเริ่มเคลื่อนที่ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 __________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (9)
  • 10.
    8. นอตขนาดเล็กผูกดวยสายเอ็นแขวนไวใหสายยาว lซึ่งสามารถเปลี่ยนใหมีคาตางๆ ได คาบการแกวง T ของนอตจะขึ้นกับความยาว l อยางไร *1) T2 เปนปฏิภาคโดยตรงกับ l 2) T เปนปฏิภาคโดยตรงกับ l 3) T 2 เปนปฏิภาคโดยตรงกับ l 2 4) T เปนปฏิภาคโดยตรงกับ l 9. รถไตถังเคลื่อนที่ดวยอัตราเร็วสม่ําเสมอและวิ่งครบรอบได 5 รอบในเวลา 2 วินาที หากคิดในแงความถี่ของ การเคลื่อนที่ ความถี่จะเปนเทาใด *1) 2.5 Hz 2) 1.5 Hz 3) 0.5 Hz 4) 0.4 Hz 10. รถยนตคันหนึ่งเคลื่อนที่จากหยุดนิ่งไปบนเสนทางตรง เวลาผานไป 4 วินาที มีความเร็วเปน 8 เมตร/วินาที ถาอัตราเร็วเพิ่มขึ้นอยางสม่ําเสมอ รถยนตคันนี้มีความเรงเทาใด *1) 2 m/s2 2) 4 m/s2 3) 12 m/s2 4) 14 m/s2 11. เด็กคนหนึ่งเดินไปทางทิศเหนือไดระยะทาง 300 เมตร จากนั้นเดินไปทางทิศตะวันออกไดระยะทาง 400 เมตรใชเวลาเดินทางทั้งหมด 500 วินาที เด็กคนนี้เดินดวยอัตราเร็วเฉลี่ยกี่เมตร/วินาที 1) 0.2 m/s *2) 1.0 m/s 3) 1.4 m/s 4) 2.0 m/s 12. ยิงวัตถุจากหนาผาออกไปในแนวระดับ ปริมาณใดของวัตถุมีคาคงตัว 1) อัตราเร็ว 2) ความเร็ว 3) ความเร็วในแนวดิ่ง *4) ความเร็วในแนวระดับ 13. เหวี่ยงจุกยางใหเคลื่อนที่เปนแนววงกลมในระนาบระดับศีรษะ 20 รอบ ใชเวลา 5 วินาที จุกยางเคลื่อนที่ ดวยความถี่เทาใด 1) 0.25 รอบ/วินาที *2) 4 รอบ/วินาที 3) 5 รอบ/วินาที 4) 10 รอบ/วินาที วิทยาศาสตร ฟสิกส (10)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 11.
    14. การเคลื่อนที่ใดที่แรงลัพธที่กระทําตอวัตถุมีทิศตั้งฉากกับทิศของการเคลื่อนที่ตลอดเวลา 1) การเคลื่อนที่ในแนวตรง *2) การเคลื่อนที่แบบวงกลมดวยอัตราเร็วคงตัว 3) การเคลื่อนที่แบบโปรเจคไทล 4) การเคลื่อนที่แบบฮารมอนิกอยางงาย 15. ในการเคลื่อนที่เปนเสนตรง กราฟขอใดแสดงวาวัตถุกําลังเคลื่อนที่ดวยความเร็วคงตัว ความเรง ความเรง 1) 2) 0 เวลา 0 เวลา ความเรง ความเรง 3) เวลา 4) 0 เวลา 0 16. กราฟของความเร็ว v กับเวลา t ขอใดสอดคลองกับการเคลื่อนที่ของวัตถุที่ถูกโยนขึ้นไปในแนวดิ่ง v v 1) 2) t t v v *3) 4) t t 17. รถยนต A เริ่มเคลื่อนที่จากหยุดนิ่ง โดยอัตราเร็วเพิ่มขึ้น 2 เมตร/วินาที ทุก 1 วินาที เมื่อสิ้นวินาทีที่ 5 รถยนตจะมีอัตราเร็วเทาใด 1) 5 m/s *2) 10 m/s 3) 15 m/s 4) 20 m/s 18. ถาปลอยใหวัตถุตกลงในแนวดิ่งอยางเสรี หากวัตถุนั้นตกกระทบพื้นดินในเวลา 5 วินาที ถามวาวัตถุกระทบ ดินดวยความเร็วเทากับกี่เมตร/วินาที 1) 4.9 m/s 2) 9.8 m/s 3) 39 m/s *4) 49 m/s โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (11)
  • 12.
    19. การทดลองเรื่องการเคลื่อนที่แบบฮารมอนิกอยางงาย ถาใหลูกตุมเคลื่อนที่จาก A ไป B ไป C แลวไป B ดังรูป ใชเวลา 3 วินาที คาบของการเคลื่อนที่มีคา A C เทาใด B 1) 2 s 2) 3 s *3) 4 s 4) 6 s 20. ขอความใดถูกตองเกี่ยวกับคาบของลูกตุมอยางงาย 1) ไมขึ้นกับความยาวเชือก *2) ไมขึ้นกับมวลของลูกตุม 3) ไมขึ้นกับแรงโนมถวงของโลก 4) มีคาบเทาเดิมถาไปแกวงบนดวงจันทร 21. จากรูป แสดงจุดหางสม่ําเสมอกันบนแถบกระดาษที่ผานเครื่องเคาะสัญญาณเวลา 50 ครั้ง/วินาที ขอความใด ถูกตองสําหรับการเคลื่อนที่นี้ 1) ความเร็วเพิ่มขึ้นสม่ําเสมอ 2) ความเรงเพิ่มขึ้นสม่ําเสมอ 3) ความเรงคงตัวและไมเปนศูนย *4) ระยะทางเพิ่มขึ้นสม่ําเสมอ 22. วัตถุที่เคลื่อนที่แบบโปรเจคไทลขณะที่วัตถุอยูที่จุดสูงสุด ขอใดตอไปนี้ถูกตอง 1) ความเร็วของวัตถุมีคาเปนศูนย 2) ความเรงของวัตถุมีคาเปนศูนย *3) ความเร็วของวัตถุในแนวดิ่งมีคาเปนศูนย 4) ความเร็วของวัตถุในแนวราบมีคาเปนศูนย 23. เมื่ออยูบนดวงจันทรชั่งน้ําหนักของวัตถุที่มีมวล 10 กิโลกรัม ได 16 นิวตัน ถาปลอยใหวัตถุตกที่บนผิว ดวงจันทร วัตถุมีความเรงเทาใด *1) 1.6 m/s2 2) 3.2 m/s2 3) 6.4 m/s2 4) 9.6 m/s2 24. ชายคนหนึ่งเดินทางไปทางทิศเหนือ 100 เมตร ใชเวลา 60 วินาที แลวเดินตอไปทางตะวันออกอีก 100 เมตร ใชเวลา 40 วินาที เขาเดินทางดวยอัตราเร็วเฉลี่ยเทาใด 1) 1.0 m/s 2) 1.4 m/s *3) 2.0 m/s 4) 2.8 m/s วิทยาศาสตร ฟสิกส (12)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 13.
    25. ขอใดตอไปนี้ไมไดทําใหการเคลื่อนที่ของวัตถุเปนการตกแบบเสรี กําหนดให การเคลื่อนที่ทุกขอไมคิดแรงตานอากาศ 1) โยนกอนหินขึ้นไปในแนวดิ่ง 2) ปลอยลูกกอลฟจากยอดตึกใหตกลงมาในแนวดิ่ง 3) ยิงลูกปนจากยอดหนาผาออกไปในแนวระดับ *4) ผูกถุงทรายเขากับสปริงในแนวดิ่งซึ่งตรึงไวกับเพดาน ดันถุงทรายขึ้นแลวปลอย 26. วัตถุ A มีมวล 10 กิโลกรัม วางอยูนิ่งบนพื้น สวนวัตถุ B ซึ่งมีมวลเทากันกําลังตกลงสูพื้นโลก ถาไมคิดแรง- ตานอากาศ และกําหนดใหทั้ง A และ B อยูในบริเวณที่ขนาดสนามโนมถวงของโลกเทากับ 9.8 นิวตัน/ กิโลกรัม ขอใดตอไปนีไมถูกตอง ้ 1) วัตถุทั้งสองมีน้ําหนักเทากัน *2) วัตถุทั้งสองมีอัตราเรงในแนวดิ่งเทากัน คือ 9.8 เมตร/วินาที2 3) แรงโนมถวงของโลกที่กระทําตอวัตถุ A มีขนาดเทากับ 98 นิวตัน 4) แรงโนมถวงของโลกที่กระทําตอวัตถุ B มีขนาดเทากับ 98 นิวตัน 27. แรงในขอใดตอไปนี้เปนแรงประเภทเดียวกันกับแรงที่ทําใหลูกแอปเปลตกลงสูพื้นโลก *1) แรงที่ทําใหดวงจันทรอยูในวงโคจรรอบโลก 2) แรงที่ทําใหอิเล็กตรอนอยูในอะตอมได 3) แรงที่ทําใหโปรตอนหลายอนุภาคอยูรวมกันในนิวเคลียสได 4) แรงที่ทําใหปายแมเหล็กติดอยูบนฝาตูเย็น 28. การเคลื่อนที่ในขอใดตอไปนี้ที่ความเรงของวัตถุเปนศูนย 1) การเคลื่อนที่แบบวงกลมดวยอัตราเร็วคงตัว 2) การตกลงตรงๆ ในแนวดิ่งโดยไมมีแรงตานอากาศ *3) การเคลื่อนที่เปนเสนตรงในแนวระดับดวยอัตราเร็วคงตัว 4) การไถลลงเปนเสนตรงบนพื้นเอียงลื่นที่ไมมีแรงเสียดทาน 29. รถยนตคันหนึ่งแลนดวยอัตราเร็วคงตัว 20 กิโลเมตรตอชั่วโมง ระยะทางที่รถยนตคันนี้แลนไดในเวลา 6 นาที เปนไปตามขอใด 1) 0.3 กิโลเมตร *2) 2.0 กิโลเมตร 3) 3.3 กิโลเมตร 4) 120 กิโลเมตร 30. เด็กคนหนึ่งวิ่งเปนเสนตรงไปทางขวา 20 เมตร ในเวลา 4 วินาที จากนั้นก็หันกลับแลววิ่งเปนเสนตรงไป ทางซายอีก 2 เมตร ในเวลา 1 วินาที ขนาดความเร็วเฉลี่ยของเด็กคนนี้เปนไปตามขอใด 1) 3.5 เมตรตอวินาที *2) 3.6 เมตรตอวินาที 3) 6.0 เมตรตอวินาที 4) 7.0 เมตรตอวินาที โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (13)
  • 14.
    31. ขอใดตอไปนี้ไมไดทําใหวัตถุมีการเคลื่อนที่แบบฮารมอนิกอยางงาย *1) แขวนลูกตุมดวยเชือกในแนวดิ่ง ผลักลูกตุมใหแกวงเปนวงกลม โดยเสนเชือกทํามุมคงตัวกับแนวดิ่ง 2) แขวนลูกตุมดวยเชือกในแนวดิ่ง ดึงลูกตุมออกมาจนเชือกทํามุมกับแนวดิ่งเล็กนอยแลวปลอยมือ 3) ผูกวัตถุกับปลายสปริงในแนวระดับ ตรึงอีกดานของสปริงไว ดึงวัตถุใหสปริงยืดออกเล็กนอย แลวปลอยมือ 4) ผูกวัตถุกับปลายสปริงในแนวดิ่ง ตรึงอีกดานของสปริงไว ดึงวัตถุใหสปริงยืดออกเล็กนอย แลวปลอยมือ 32. ผูกวัตถุดวยเชือกแลวเหวี่ยงใหเคลื่อนที่เปนวงกลมในแนวระนาบดิ่ง ขณะที่วัตถุเคลื่อนที่มาถึงตําแหนงสูงสุด ของวงกลม ดังแสดงในรูป แรงชนิดใดในขอตอไปนี้ที่ทําหนาที่เปนแรงสูศูนยกลาง 1) แรงดึงเชือก 2) น้ําหนักของวัตถุ *3) แรงดึงเชือกบวกกับน้ําหนักของวัตถุ 4) ที่ตําแหนงนั้น แรงสูศูนยกลางเปนศูนย 33. เตะลูกบอลออกไป ทําใหลูกบอลเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล ดังรูป และกําหนดใหทิศขึ้นเปนบวก กราฟในขอใดตอไปนี้บรรยายความเรงในแนวดิ่งของลูกบอลไดถูกตอง ถาไมคิดแรงตานอากาศ ความเรง ความเรง 1) 0 เวลา *2) 0 เวลา ความเรง ความเรง 3) 0 เวลา 4) 0 เวลา วิทยาศาสตร ฟสิกส (14)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 15.
    ไฟฟาสถิต แรงไฟฟาที่กระทําตอประจุ + - + + - - - + a b c d วัตถุเล็กๆ สองกอนแขวนในแนวดิ่ง ซึ่งอิสระในการเคลื่อนที่ รูป (a) วัตถุมีประจุชนิดตรงขามจะเกิดแรง ดูดกัน รูป (b) และ (c) วัตถุมีประจุชนิดเดียวกันจะเกิดแรงผลักกัน และรูป (d) วัตถุที่มีประจุไฟฟากับวัตถุที่เปน กลางจะเกิดแรงดูดกัน สนามไฟฟา (The Electric Field) สนามไฟฟาที่ตําแหนงใดๆ คือ แรงไฟฟาตอประจุบวกทดสอบที่ตําแหนงนั้น โดยทิศของสนามไฟฟามีทิศ ตามทิศของแรงไฟฟาที่กระทําตอประจุบวกทดสอบ E ≡ qF 0 (a) (b) E1 1 2 E2 3 E3 (c) (d) โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (15)
  • 16.
    สมบัติของเสนแรงไฟฟา 1. เสนแรงจะมีทิศพุงออกจากประจุบวก และมีทิศพุงเขาหาประจุลบเสมอ 2. เสนแรงไฟฟาจะมีระเบียบจะไมตัดกัน นั่นแสดงวา จุดๆ หนึ่งจะมีเสนแรงผานไดเพียงเสนเดียว 3. เสนแรงไฟฟาจะตั้งฉากกับผิวของวัตถุที่มีประจุไฟฟาเสมอ 4. เสนแรงไฟฟาจะสิ้นสุดที่ผิวตัวนําเทานั้น แสดงวา ภายในตัวนําจะไมมีเสนแรงไฟฟา นั่นคือ ภายในตัวนํา สนามไฟฟามีคาเปนศูนย 5. สนามไฟฟา ณ ตําแหนงใดๆ จะมีทิศอยูในแนวเสนสัมผัสกับเสนแรง ณ ตําแหนงนั้น 6. ความหนาแนนของเสนแรงในบริเวณตางๆ จะบอกใหทราบถึงความเขมสนามไฟฟาบริเวณนั้นๆ นั่นคือ บริเวณใดที่มีเสนแรงไฟฟาหนาแนนมาก แสดงวาความเขมสนามไฟฟามีคามาก บริเวณใดที่มีเสนแรงไฟฟาหนาแนนนอย แสดงวาความเขมสนามไฟฟามีคานอย บริเวณใดที่มีเสนแรงไฟฟาหนาแนนสม่ําเสมอ (เสนแรงไฟฟาขนานกัน) แสดงวา ความเขมสนามไฟฟา ก็จะมีคาสม่ําเสมอ แรงไฟฟากระทําตอประจุไฟฟาที่อยูในสนามไฟฟา เมื่อมีจุดประจุไฟฟาวางอยูในสนามไฟฟาจะเกิดแรงไฟฟากระทําตอประจุไฟฟาซึ่งไดจากนิยามของ สนามไฟฟาคือ E ≡ F เราสามารถเขียนสมการของแรงที่กระทําตอประจุไฟฟาไดเปน q F = qE ทิศของแรงที่กระทําตอประจุบวกจะมีทิศเดียวกับสนามไฟฟา และทิศของแรงที่กระทําตอประจุลบจะมีทิศ ตรงขามกับสนามไฟฟา นั่นคือ แรงจะมีทิศขนานกับสนามไฟฟาเสมอ ไมวาประจุจะเคลื่อนที่อยางไรในสนามไฟฟา ความเร็วตนของจุดประจุขนานกับสนามไฟฟาสม่ําเสมอ เมื่ออนุภาคที่มีประจุไฟฟาอยูในสนามไฟฟาจะเกิดแรงไฟฟา v E กระทําตอประจุ ทําใหอนุภาคเคลื่อนที่ดวยความเรง เมื่อความเร็ว ตนขนานกับสนามไฟฟาจะมีลักษณะการเคลื่อนที่แบบการเคลื่อนที่ F = qE แนวตรง F = qE v E (b) (a) วิทยาศาสตร ฟสิกส (16)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 17.
    ความเร็วตนของจุดประจุทํามุมกับสนามไฟฟาสม่ําเสมอ เมื่ออนุภาคที่มีประจุไฟฟาเคลื่อนที่ทํามุมใดๆ กับสนามไฟฟา (ไมขนานกับสนามไฟฟา) จะเกิดความเรงใน มิติเดียวกับสนามไฟฟา แตมีความเร็วในมิติขนานกับสนามไฟฟาและมิติตั้งฉากกับสนามไฟฟา ซึ่งลักษณะการ เคลื่อนที่แบบนี้คือ โพรเจกไตล v v E V E เคลื่อนที่โคงพาราโบลา เคลื่อนที่แนวตรง (a) (b) V โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (17)
  • 18.
    แมเหล็กไฟฟา แมเหล็ก เมื่อนําแทงแมเหล็กที่สามารถเคลื่อนที่ไดอยางอิสระในแนวระดับวางบนพื้น ดังรูป ปลายหนึ่ง ของแทงแมเหล็กจะชี้ไปประมาณทิศเหนือจึงเรียกปลายนี้ของแมเหล็กวา ขั้วเหนือ (N) และปลายตรงขาม เรียกวา ขั้วใต (S) N N N N S S S S N เมื่อนําแทงแมเหล็กมาไวใกลๆ กันจะเกิดแรงกระทําตอกัน โดยที่ขั้วแมเหล็กชนิดเดียวกันจะเกิดแรงผลักกัน และเมื่อเปนขั้วแมเหล็กชนิดตรงขามจะเกิดแรงดูดกัน สนามแมเหล็กโลก ขั้วโลกเหนือจะเปนขั้วใตสนามแมเหล็กและที่ขั้วโลกใตจะเปนขั้วเหนือสนามแมเหล็กโลก ดังรูป Earth’s magnetic pole Geographic North Pole Geographic South Pole Earth’s axis Earth’s magnetic pole เสนแรงแมเหล็ก เนื่องจากทิศของสนามแมเหล็กที่จุดใดๆ คือ ทิศทางขั้วแมเหล็กขั้วเหนือ ที่เริ่มจะเคลื่อนที่ ไปเมื่อวางเรียงในตําแหนงนั้น ถาลากเชื่อมตอระหวางจุดตางๆ ที่ขั้วเหนือเคลื่อนที่ไป เรียกเสนทางนี้วา เสนแรง แมเหล็ก (magnetic lines of force) เสนแรงแมเหล็ก หมายถึง เสนที่แสดงทิศของแรงลัพธที่แทงแมเหล็กกระทําตอเข็มทิศ เสนแรงแมเหล็กรอบๆ แทงแมเหล็กจะมีลักษณะโคง 3 มิติและพุงจากขั้วเหนือไปขั้วใตของแมเหล็ก เสนแรงแมเหล็กโลกบนพื้นที่เล็กๆ จะมีลักษณะเปนเสนขนาน ทิศพุงไปทางทิศเหนือภูมิศาสตร วิทยาศาสตร ฟสิกส (18)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 19.
    เสนแรงแมเหล็กไมตัดกัน บริเวณที่ไมมีเสนแรงแมเหล็กผาน บริเวณนั้นจะไมมีสนามแมเหล็กและเรียกจุดนั้นวา จุดสะเทิน (neutral point) แรงที่กระทําตออนุภาคที่มีประจุ ซึ่งเคลื่อนที่ในบริเวณที่มีสนามแมเหล็ก v อนุภาคมวล m มีประจุไฟฟา q เคลื่อนที่ดวยความเร็ว v ในสนามแมเหล็ก B (ทิศความเร็วไมขนานกับ v สนามแมเหล็ก) จะมีแรงเนื่องจากสนามแมเหล็ก (แรงแมเหล็ก) กระทําตออนุภาคที่มีประจุ v v F = qv × B v (Lorentz force) ขนาดของแรงที่กระทําตออนุภาคที่มีประจุ F = qvB sin θ ทิศทางของแรงที่กระทําตออนุภาคที่มีประจุ ใช “Right hand rule” โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (19)
  • 20.
    ตัวอยางขอสอบ 1. จุด Aและ B อยูภายในเสนสนามไฟฟาที่มีทิศตามลูกศร ดังรูป ขอใดตอไปนี้ถูกตอง A B 1) วางประจุลบลงที่ A ประจุลบจะเคลื่อนไปที่ B 2) วางประจุบวกลงที่ B ประจุบวกจะเคลื่อนไปที่ A 3) สนามไฟฟาที่ A สูงกวาสนามไฟฟาที่ B *4) สนามไฟฟาที่ A มีคาเทากับสนามไฟฟาที่ B 2. A, B และ C เปนแผนวัตถุ 3 ชนิดที่ทําใหเกิดประจุไฟฟาโดยการถู ซึ่งไดผลดังนี้ A และ B ผลักกัน สวน A และ C ดูดกัน ขอใดตอไปนีถูกตอง ้ 1) A และ C มีประจุบวก แต B มีประจุลบ 2) B และ C มีประจุลบ แต A มีประจุบวก *3) A และ B มีประจุบวก แต C มีประจุลบ 4) A และ C มีประจุลบ แต B มีประจุบวก 3. โดยปกติเข็มทิศจะวางตัวตามแนวทิศเหนือ-ใต เมื่อนําเข็มทิศมาวางใกลๆ กับกึ่งกลางแทงแมเหล็กที่ตําแหนง ดังรูป เข็มทิศจะชี้ในลักษณะใด N S เข็มทิศ N S 1) 2) S N 3) N S *4) S N วิทยาศาสตร ฟสิกส (20)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 21.
    4. จากแผนภาพแสดงลักษณะของเสนสนามแมเหล็กที่เกิดจากแทงแมเหล็กสองแทง A B C D ขอใดบอกถึงขั้วแมเหล็กที่ตําแหนง A, B, C และ D ไดถูกตอง 1) A และ C เปนขั้วเหนือ B และ D เปนขั้วใต 2) A และ D เปนขั้วเหนือ B และ C เปนขั้วใต *3) B และ C เปนขั้วเหนือ A และ D เปนขั้วใต 4) B และ D เปนขั้วเหนือ A และ C เปนขั้วใต 5. บริเวณพื้นที่สี่เหลี่ยม ABCD เปนบริเวณที่มีสนามแมเหล็กสม่ําเสมอซึ่งมีทิศพุงออกตั้งฉากกับกระดาษ ดังรูป A B D C ขอใดตอไปนี้ที่จะทําใหอนุภาคโปรตอนเคลื่อนที่เบนเขาหาดาน AB ได *1) ยิงอนุภาคโปรตอนเขาไปในบริเวณ จากทางดาน AD ในทิศตั้งฉากกับเสน AD 2) ยิงอนุภาคโปรตอนเขาไปในบริเวณ จากทางดาน BC ในทิศตั้งฉากกับเสน BC 3) ยิงอนุภาคโปรตอนเขาไปในบริเวณ จากทางดาน AD ในแนวขนานกับเสน AC 4) ยิงอนุภาคโปรตอนเขาไปในบริเวณ จากทางดาน DC ในแนวขนานกับเสน DB 6. วางอนุภาคอิเล็กตรอนลงในบริเวณซึ่งมีเฉพาะสนามไฟฟาที่มีทิศไปทางขวา ดังรูป อนุภาคอิเล็กตรอนจะมี การเคลื่อนที่เปนไปตามขอใด สนามไฟฟา 1) เคลื่อนที่เปนเสนโคง เบนขึ้นขางบน 2) เคลื่อนที่เปนเสนโคง เบนลงขางลาง 3) เคลื่อนที่เปนเสนตรงขนานกับสนามไฟฟา ไปทางขวา 4) เคลื่อนที่เปนเสนตรงขนานกับสนามไฟฟา ไปทางซาย โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (21)
  • 22.
    7. อนุภาคโปรตอน อิเล็กตรอนและนิวตรอน อนุภาคในขอใดที่เมื่อนําไปวางในสนามไฟฟาแลวจะมีแรงไฟฟา กระทํา 1) นิวตรอน 2) โปรตอนและนิวตรอน 3) โปรตอนและอิเล็กตรอน 4) โปรตอน อิเล็กตรอน และนิวตรอน 8. ลําอนุภาค P และ Q เมื่อเคลื่อนที่ผานสนามแมเหล็ก B ที่มีทิศพุงออกตั้งฉากกับกระดาษมีการเบี่ยงเบน ดังรูป ถานําอนุภาคทั้งสองไปวางไวในบริเวณที่มีสนามไฟฟาสม่ําเสมอ แนวการเคลื่อนที่จะเปนอยางไร B P Q 1) เคลื่อนที่ไปทางเดียวกันในทิศทางตามเสนสนามไฟฟา 2) เคลื่อนที่ไปทางเดียวกันในทิศทางตรงขามกับเสนสนามไฟฟา *3) เคลื่อนที่ในทิศตรงขามกันโดยอนุภาค P ไปทางเดียวกับสนามไฟฟา 4) เคลื่อนที่ในทิศตรงขามกันโดยอนุภาค Q ไปทางเดียวกับสนามไฟฟา 9. วางลวดไวในสนามแมเหล็ก ดังรูป เมื่อใหกระแสไฟฟาเขาไปในเสนลวดตัวนําจะเกิดแรงเนื่องจากสนามแมเหล็ก กระทําตอลวดนี้ในทิศทางใด N S I 1) ไปทางซาย (เขาหา N) 2) ไปทางขวา (เขาหา S) 3) ลงขางลาง *4) ขึ้นดานบน 10. อนุภาคโปรตอนเคลื่อนที่เขาไปในทิศขนานกับสนามแมเหล็กซึ่งมีทิศพุงเขากระดาษแนวการเคลื่อนที่ของ อนุภาคโปรตอนจะเปนอยางไร *1) วิ่งตอไปเปนเสนตรงดวยความเร็วคงตัว 2) เบนไปทางขวา 3) เบนไปทางซาย 4) วิ่งตอไปเปนเสนตรงและถอยหลังกลับในที่สุด วิทยาศาสตร ฟสิกส (22)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 23.
    11. ถามีอนุภาคมีประจุไฟฟา +qอยูในสนามไฟฟาระหวางแผนคูขนาน ดังรูป ถาเดิมอนุภาคอยูนิ่ง ตอมาอนุภาค จะเคลื่อนที่อยางไร + + + + + + + + +Y +q O +X - - - - - - - - - - 1) ทิศ +X ดวยความเรง 2) ทิศ -X ดวยความเรง 3) ทิศ +Y ดวยความเรง *4) ทิศ -Y ดวยความเรง 12. ขณะที่อนุภาคมีประจุไฟฟา +q มวล m เคลื่อนที่ในแนวระดับในสนามไฟฟาและสนามแมเหล็ก ดังรูป อนุภาคจะมีการเคลื่อนที่อยางไร + + + + + + + + × × × × × × × × × 1) โคงขึ้น × *2) โคงลง × v× × × × × × ×+q× × × × × × × × × 3) โคงออกมาจากกระดาษ × × × × × × × × × 4) โคงเขาไปในกระดาษ - - - - - - - - - - 13. สนามแมเหล็กโลกมีลักษณะตามขอใด (ขางบนเปนขั้วเหนือภูมิศาสตร) S S *1) 2) N N N N 3) 4) S S โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (23)
  • 24.
    คลื่น คลื่นเปนปรากฏการณการแผกระจายพลังงานและโมเมนตัม ออกจากแหลงกําเนิด โดยอาศัยตัวกลาง หรือไมอาศัยตัวกลางก็ได ซึ่งเราสามารถแบงคลื่นไดดังนี้ 1. จําแนกคลื่นตามลักษณะการเคลื่อนที่ คลื่นตามขวาง (Transverse wave) เมื่อคลื่นเคลื่อนที่ผานตัวกลางอนุภาคของตัวกลางจะมีการสั่น กลับไปมาในแนวตั้งฉากกับทิศการเคลื่อนที่ของคลื่น เชน คลื่นในเสนเชือก คลื่นที่ผิวน้ํา เปนตน คลื่นตามยาว (Longitudinal wave) เมื่อคลื่นเคลื่อนที่ผานตัวกลางอนุภาคของตัวกลางจะมีการสั่น กลับไปกลับมาในแนวขนานกับทิศการเคลื่อนที่ของคลื่นเชน คลื่นในสปริง คลื่นเสียง เปนตน 2. จําแนกคลื่นตามลักษณะการอาศัยตัวกลาง คลื่นกล (Mechanical wave) เปนคลื่นที่เคลื่อนที่โดยอาศัยตัวกลาง ซึ่งอาจเปนของแข็ง ของเหลว หรือแกสก็ได ตัวอยางของคลื่น ไดแก คลื่นเสียง คลื่นผิวน้ํา คลื่นในเสนเชือก เปนตน คลื่นแมเหล็กไฟฟา (Electromagnetic wave) เปนคลื่นที่ประกอบดวยสนามแมเหล็กและ สนามไฟฟาในแนวตั้งฉากกันในการเคลื่อนที่ใชหลักการเหนี่ยวนํากันไปจึงไมจําเปนตองอาศัยตัวกลาง (มีตัวกลางก็ เคลื่อนที่ได) และจะเคลื่อนที่ไดเร็วที่สุดในสุญญากาศ และจะชาลงเมื่อเคลื่อนที่ในตัวกลาง เมื่อจัดลําดับความถี่ ของคลื่นแมเหล็กไฟฟาจากความถี่คานอยไปยังคามากจะไดดังนี้ กระแสสลับ คลื่นวิทยุ (เอเอ็ม เอฟเอ็ม) ไมโครเวฟ (เรดาร) รังสีอินฟราเรด แสง รังสีอัลตาไวโอเลต รังสีเอกซ และรังสีแกมมา วิทยาศาสตร ฟสิกส (24)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 25.
    3. จําแนกคลื่นตามลักษณะการเกิดคลื่น คลื่นดล (Pulse wave) เปนคลื่นที่เกิดจากแหลงกําเนิดถูกรบกวนเพียงชวงสั้นๆ เชน สะบัดเชือกครั้ง เดียว โยนกอนหินตกน้ํา คลื่นตอเนื่อง (Continuous wave) เปนคลื่นที่เกิดจากแหลงกําเนิดถูกรบกวนเปนจังหวะตอเนื่อง เชน เคาะผิวน้ําเปนเวลานานๆ สวนประกอบของคลื่น สันคลื่น (Crest) เปนตําแหนงสูงสุดของคลื่นหรือเปนตําแหนงที่มีการกระจัดสูงสุดในทางบวก ทองคลื่น (Trough) เปนตําแหนงต่ําสุดของคลื่นหรือเปนตําแหนงที่มีการกระจัดมากสุด ในทางลบ แอมพลิจูด (Amplitude) เปนระยะจากแนวปกติไปยังสันคลื่นหรือทองคลื่นก็ได ความยาวคลื่น (Wavelength) เปนความยาวของคลื่นหนึ่งลูกมีคาเทากับระยะระหวางสันคลื่นหรือทอง คลื่นที่อยูถัดกัน หรือถาเปนคลื่นตามยาวจะเปนระยะระหวางชวงอัดถึงชวงอัดถัดกันหรือขยายถึงขยายก็ได ความยาวคลื่นแทนดวยสัญลักษณ λ มีหนวยเชนเดียวกับหนวยของระยะทาง ความถี่ (Frequency) หมายถึง จํานวนลูกคลื่นที่ผานตําแหนงใดๆ ในหนึ่งหนวยเวลา แทนดวยสัญลักษณ 1 f มีหนวยเปน วินาที หรือเฮิรตซ (Hz) คาบ (Period) หมายถึง ชวงเวลาที่คลื่นเคลื่อนที่ผานตําแหนงใดๆ ครบหนึ่งลูกคลื่น แทนดวยสัญลักษณ T มีหนวยเปนวินาที อัตราเร็วของคลื่น (wave speed) คือ อัตราสวนของระยะทางที่คลื่นเคลื่อนที่ไดตอเวลาที่ใชในเวลา เดียวกัน อัตราเร็ว = ระยะทาง เวลา v = λ T v = fλ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (25)
  • 26.
    สมบัติของคลื่น คลื่นจะตองมีสมบัติ 4 ประการ ดังตอไปนี้ การสะทอน เมื่อคลื่นเคลื่อนที่ตกกระทบผิวสะทอนที่มีขนาดใหญกวาความยาวคลื่นจะเกิดการสะทอน การหักเห เมื่อคลื่นเคลื่อนที่เปลี่ยนตัวกลางแลวอัตราเร็วของคลื่นเปลี่ยนแปลง การเลี้ยวเบน เปนปรากฏการณที่คลื่นสามารถเคลื่อนที่ออมสิ่งกีดขวางได การแทรกสอด เมื่อคลื่นตั้งแตสองขบวนเคลื่อนที่มาพบกันจะเกิดการรวมกันของคลื่นเกิดคลื่นลัพธ อัตราเร็วของคลื่นน้ํา ทดลองวางแผนแกวแบนลงในถาดคลื่นทําใหบริเวณนั้นตื้นขึ้น กําเนิดคลื่นตรงวิ่งเขาหาขอบของแผนแกว ในแนวตั้งฉาก สังเกตุแนวสวางบนโตะจะพบวาความยาวคลื่นในบริเวณน้ําตื้นสั้นกวาบริเวณน้ําลึก เนื่องจาก ความถี่ที่บริเวณทั้งสองเทากัน เพราะเกิดจากแหลงกําเนิดเดียวกัน จะได λลึก > λตื้น fλลึก > fλตื้น vลึก > vตื้น อัตราเร็วคลื่นในน้ําลึกจะมากกวาอัตราเร็วคลื่นในน้ําตื้น ยกเวนบริเวณน้ําลึกมากๆ อัตราเร็วคลื่นจะไม เปลี่ยนแปลงตามความลึก วิทยาศาสตร ฟสิกส (26)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 27.
    ตัวอยางขอสอบ 1. เมื่อคลื่นเดินทางจากน้ําลึกสูน้ําตื้น ขอใดตอไปนีถูก ้ 1) อัตราเร็วคลื่นในน้ําลึกนอยกวาอัตราเร็วคลื่นในน้ําตื้น *2) ความยาวคลื่นในน้ําลึกมากกวาความยาวคลื่นในน้ําตื้น 3) ความถี่คลื่นในน้ําลึกมากกวาความถี่คลื่นในน้ําตื้น 4) ความถี่คลื่นในน้ําลึกนอยกวาความถี่คลื่นในน้ําตื้น 2. คลื่นใดตอไปนี้เปนคลื่นที่ตองอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ ก. คลื่นแสง ข. คลื่นเสียง ค. คลื่นผิวน้ํา ขอใดถูกตอง 1) ทั้ง ก, ข. และ ค. *2) ข. และ ค. 3) ก. เทานั้น 4) ผิดทุกขอ 3. เมื่อคลื่นเคลื่อนจากตัวกลางที่หนึ่งไปตัวกลางที่สองโดยอัตราเร็วของคลื่นลดลง ถามวาสําหรับคลื่นใน ตัวกลางที่สอง ขอความใดถูกตอง 1) ความถี่เพิ่มขึ้น 2) ความถี่ลดลง 3) ความยาวคลื่นมากขึ้น *4) ความยาวคลื่นนอยลง 4. ถากระทุมน้ําเปนจังหวะสม่ําเสมอ ลูกปงปองที่ลอยอยูหางออกไปจะเคลื่อนที่อยางไร 1) ลูกปงปองเคลื่อนที่ออกหางไปมากขึ้น 2) ลูกปงปองเคลื่อนที่เขามาหา *3) ลูกปงปองเคลื่อนที่ขึ้น-ลงอยูที่ตําแหนงเดิม 4) ลูกปงปองเคลื่อนที่ไปดานขาง 5. คลื่นเคลื่อนที่จากตัวกลางหนึ่งไปยังอีกตัวกลางหนึ่ง ปริมาณใดตอไปนี้ไมเปลี่ยนแปลง *1) ความถี่ 2) ความยาวคลื่น 3) อัตราเร็ว 4) ทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่น โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (27)
  • 28.
    6. เมื่อใหแสงสีแดงผานเขาไปในปริซึม แสงสีแดงในปริซึมจะมีความเร็วและความยาวคลื่นอยางไรเทียบกับแสง นั้นในอากาศ 1) ความเร็วลดลง ความยาวคลื่นเพิ่มขึ้น *2) ความเร็วลดลง ความยาวคลื่นลดลง 3) ความเร็วเพิ่มขึ้น ความยาวคลื่นเพิ่มขึ้น 4) ความเร็วเพิ่มขึ้น ความยาวคลื่นลดลง 7. ขอใดตอไปนีถูกตองเกี่ยวกับคลื่นตามยาว ้ *1) เปนคลื่นที่อนุภาคของตัวกลางมีการสั่นในแนวเดียวกับการเคลื่อนที่ของคลื่น 2) เปนคลื่นที่เคลื่อนที่ไปตามแนวยาวของตัวกลาง 3) เปนคลื่นที่ไมตองอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ 4) เปนคลื่นที่อนุภาคของตัวกลางมีการสั่นไดหลายแนว วิทยาศาสตร ฟสิกส (28)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 29.
    คลื่นเสียง คลื่นเสียง (Sound waves) เสียงเกิดจากการสั่นของวัตถุ พลังงานที่ทําใหวัตถุสั่นจะทําใหโมเลกุลของอากาศที่อยูรอบวัตถุสั่นตาม ซึ่ง จะถายโอนพลังงานใหกับโมเลกุลของอากาศที่อยูถัดไป สงผลใหคลื่นเสียงเคลื่อนที่ออกจากแหลงกําเนิดเสียงมายัง หูเรา การไดยินเสียงเปนการทํางานของระบบประสาท ทําใหรับรูและแยกแยะวิเคราะหเปนเรื่องราวตางๆ ได หลังจากถายโอนพลังงานไปแลว โมเลกุลของอากาศจะสั่นกลับสูตําแหนงเดิม ในแนวเดียวกับการเคลื่อนที่ของ คลื่นเสียง (เสียงเปนคลื่นตามยาว) λ ความดันอากาศในบริเวณที่เสียงเคลื่อนที่ ผานเรียกวา ความดันเสียง ณ เวลาหนึ่งโมเลกุล ของอากาศในบางบริเวณจะอยูใกลชิดกันมาก ทํา ใหมีความหนาแนนและความดันสูงกวาปกติ บริเวณนี้เรียกวา สวนอัด แตในบางบริเวณโมเลกุลของอากาศ อยูหางกันมากจึงมีความหนาแนนและความดันต่ํา กวาปกติ บริเวณนี้ เรียกวา สวนขยาย อัตราเร็วเสียง ในการเคลื่อนที่ของเสียงจําเปนตองอาศัยตัวกลาง ถาไมมีตัวกลางเสียงจะเคลื่อนที่ไมได การหาอัตราเร็ว ของเสียงก็หาเชนเดียวกับคลื่นโดยทั่วไป กลาวคือ อัตราเร็วเสียงเทากับระยะทางที่เสียงเคลื่อนที่ไดตอชวงเวลานั้น อัตราเร็วเสียง = ระยะทาง เวลา v = fλ อัตราเร็วของเสียงในตัวกลางจะไมขึ้นกับความถี่และความยาวคลื่น หมายความวา ความถี่ของเสียงจะเพิ่ม หรือลดอัตราเร็วเสียงยังมีคาคงเดิม แตก็ยังมีองคประกอบที่ทําใหอัตราเร็วเสียงเปลี่ยนไดนั่นคือ ชนิดของตัวกลาง ในตัวกลางที่ตางกันอัตราเร็วของเสียงจะตางกัน โดยสวนใหญแลวเสียงเคลื่อนที่ใน ตัวกลางมีความหนาแนนมากจะมีอัตราเร็วมากกวาเคลื่อนที่ในตัวกลางที่มีความหนาแนนนอย แตก็ไมจริงเสมอไป เชน เสียงเคลื่อนที่ในปรอทจะมีอัตราเร็วนอยกวาอัตราเร็วเสียงในน้ํา เปนตน ความเร็วของตัวกลาง ในกรณีที่ตัวกลางมีการเคลื่อนที่ จะทําใหอัตราเร็วของเสียงเปลี่ยนไป เชน เสียง ที่เคลื่อนที่ตามลมจะเร็วกวาเสียงที่เคลื่อนที่ทวนลม (ความถี่เสียงไมเปลี่ยน) V = อัตราเร็วเสียง Vm VO = อัตราเร็วเสียงในอากาศนิ่ง Vm = อัตราเร็วลม Vตาม = VO + Vm Vทวน = VO - Vm โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (29)
  • 30.
    อุณหภูมิ มีผลตออัตราเร็วของเสียงในอากาศ กลาวคืออัตราเร็วเสียงในอากาศแปรผันตรงกับรากที่สอง ของอุณหภูมิสัมบูรณ V α T โดย T เปนอุณหภูมิในหนวยเคลวิน V1 T1 จะได V2 = T2 และได V = 331 + 0.6 t เมื่อ t เปนอุณหภูมิหนวยเซลเซียส การไดยิน การไดยินของมนุษยจะประกอบดวยแหลงกําเนิดเสียง ตัวกลาง ประสาทหูที่ปกติของมนุษย สวนประกอบของหู ระดับเสียง หรือระดับความสูงต่ําของเสียงซึ่งจะขึ้นกับความถี่ของเสียง โดยชวงความถี่เสียงที่มนุษยได ยินอยูระหวาง 20-20000 เฮิรตซ โดยเสียงที่มีความถี่ต่ํากวา 20 เฮิรตซ เรียกวา อินฟราโซนิก (Infrasonic) และเสียงที่มีความถี่สูงกวา 20000 เฮิรตซ เรียกวา อุลตราโซนิก (Ultrasonic) เสียงแหลม คือ เสียงที่มีระดับเสียงสูงหรือเสียงที่มีความถี่มาก เสียงทุม คือ เสียงที่มีระดับเสียงต่ําหรือเสียงทีมีความถี่นอย ความเขมของเสียง คือ อัตราพลังงานเสียงที่ตกลงบนพื้นที่ 1 ตารางเมตร มีหนวยเปนวัตตตอตารางเมตร ความเขมของเสียงนอยที่สุดที่พอจะไดยินได 10-12 วัตตตอตารางเมตร ความเขมของเสียงมากที่สุดที่ทนฟงได 1 วัตตตอตารางเมตร ระดับความเขมเสียง เปนคาที่บอกความดังของเสียง ซึ่งจะขึ้นกับแอมปลิจูดของคลื่น ถาคาแอมพลิจูด มากเสียงจะดัง ชวงระดับความเขมเสียงที่มนุษยจะไดยินจะอยูในชวง 0-120 dB (เดซิเบล) วิทยาศาสตร ฟสิกส (30)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 31.
    สมบัติของคลื่นเสียง เสียงเปนคลื่นจึงมีคุณสมบัติเหมือนคลื่นทั่วไป คือ การสะทอน การหักเห การเลี้ยวเบน และ การแทรกสอด การสะทอนของเสียง เมื่อเสียงตกกระทบผิวสะทอนที่ขนาดใหญกวาความยาวคลื่นจะเกิดการสะทอน และเปนไปตามกฎการ สะทอน* เสียงจะสะทอนไดดีกับวัตถุผิวมัน ดังนั้นเพื่อปองกันการสะทอนเสียงภายในหองจึงตองใหผนังผิวขรุขระ เชน ติดกรอบรูป ตกแตงดวยตนไมหรือติดมาน เปนตน เสียงกอง (Echo) คือ เสียงสะทอนที่ไดยินเปนครั้งที่สองหลังจากไดยินเสียงครั้งแรกไปแลว ซึ่งจะ เกิดขึ้นไดตองใชเวลาหางกันไมนอยกวา 0.1 วินาที การหักเหของคลื่นเสียง เกิดจากการที่เสียงเปลี่ยนตัวกลางในการเคลื่อนที่แลวทําใหอัตราเร็วและความยาวคลื่นเสียงเปลี่ยนไปแต ความถี่คงเดิม ปรากฏการณที่เกิดในชีวิต ประจําวันเนื่องจากการหักเหของเสียง เชน การเห็นฟาแลบแลวไมได ยินเสียงฟารอง การแทรกสอดของเสียง เกิดจากการที่คลื่นเสียงอยางนอย 2 ขบวนเคลื่อนที่มาพบกันแลวเกิดการเสริมหรือหักลางกัน เชน ใน เครื่องบินการปองกันเสียงในเครื่องบิน ทําโดยการผลิตเสียงที่มีความถี่เทากับเสียงที่เกิดจากเครื่องยนตไอพน แต มีลักษณะตรงขามกันทําใหเสียงเกิดการหักลาง เสียงในหองโดยสารจึงเงียบสนิท บีตส (Beats) ปรากฏการณการแทรกสอดของคลื่นเสียงสองชุด ที่มีความถี่ตางกันเล็กนอย (slightly) เคลื่อนที่ในทิศทาง เดียวกัน (Same direction) ผลจากหลักการรวมกันไดของคลื่นสองขบวนเปนคลื่นลัพธที่มีแอมพลิจูดไมคงที่ เปลี่ยนแปลงตามเวลา จุดที่คลื่นทั้งสองรวมกันแบบเสริม (Constructive) จะมีแอมพลิจูดมากเสียงที่ไดยินจะดัง จุดที่คลื่นทั้งสองรวมกันแบบหักลาง (Destructive) จะมีแอมพลิจูดนอย เสียงที่ไดยินจะคอย เมื่อคลื่นเกิดการรวมกันแลวจะทําใหเกิดเสียงดังและคอยสลับกันเปนจังหวะคงที่ เรียกปรากฏการณนี้วา การเกิดบีตสของเสียง (Beats of sound) ความถี่บีตส (Beat frequency) คือ จํานวนครั้งที่ไดยินเสียงดังในหนึ่งวินาที (จํานวนครั้งที่เกิดเสียงคอย ในหนึ่งวินาที) ซึ่งความถี่บีตสจะหาไดจากผลตางระหวางความถี่ของแหลงกําเนิดทั้งสอง ความถี่บีตส = จํานวนครั้งเวลายินเสียงดัง ที่ได fb = |f2 - f1| ถาความถี่เสียงทั้งสองตางกันเล็กนอย เสียงบีตสที่ไดยินจะเปนจังหวะชาๆ ถาความถี่เสียงทั้งสองตางกัน มาก เสียงบีตสที่ไดยินจะเปนจังหวะเร็วขึ้น โดยปกติมนุษยจะสามารถจําแนกเสียงบีตสที่ไดยินเปนจังหวะ เมื่อ ความถี่บีตสไมเกิน 7 เฮิรตซ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (31)
  • 32.
    การเลี้ยวเบนของเสียง เกิดจากการที่คลื่นเสียงสามารถออมเลี้ยวผานสิ่งกีดขวางได เสียงที่มีความยาวคลื่นยาวจะเลี้ยวเบนผาน ขอบของสิ่งกีดขวางไดดีกวาเสียงที่ความยาวคลื่นสั้น เชน รถวิ่งไปดานหนาตึกเปดแตรขึ้น คนที่อยูดานขางของตึก จะไดยินเสียงได เพราะเสียงเลี้ยวเบนผานขอบของตึกไปได คุณภาพเสียง แหลงกําเนิดเสียงตางกัน อาจใหเสียงที่มีระดับเสียงเดียวกัน เชน ไวโอลิน และขลุยถาเลน โนตเดียวกัน จะใหเสียงที่มีความถี่เดียวกัน แตเราสามารถแยกออกไดวา เสียงใดเปนเสียงไวโอลินและเสียงใดเปน เสียงขลุย แสดงวานอกจากระดับเสียงแลว จะตองมีปจจัยอื่นอีกที่ทําใหเสียงที่ไดยินแตกตางกันจนเราสามารถ แยกประเภทของแหลงกําเนิดเสียงนั้นได แหลงกําเนิดเสียงตางชนิดกัน ขณะสั่นจะใหเสียงซึ่งมีความถี่มูลฐานและฮารโมนิคตางๆ ออกมาพรอมกัน เสมอ แตจํานวนฮารโมนิค และความเขมเสียงแตละฮารโมนิคจะแตกตางกัน จึงทําใหลักษณะคลื่นเสียงที่ออกมา แตกตางกัน สําหรับแหลงกําเนิดที่ตางกันจะใหเสียงที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่เราเรียกวา คุณภาพเสียงตางกันนั้นเอง วิทยาศาสตร ฟสิกส (32)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 33.
    ตัวอยางขอสอบ 1. ถาดีดกีตารแลวพบวาเสียงที่ไดยินต่ํากวาปกติ จะมีวิธีปรับแกใหเสียงสูงขึ้นไดอยางไร 1) เปลี่ยนใชสายเสนใหญขึ้น 2) ปรับสายใหหยอนลง 3) ปรับตําแหนงสายใหยาวขึ้น 4) ปรับสายใหตึงขึ้น 2. เสียงผานหนาตางในแนวตั้งฉาก มีคาความเขมเสียงที่ผานหนาตางเฉลี่ย 1.0 × 10-4 วัตตตอตารางเมตร หนาตางกวาง 80 เซนติเมตร สูง 150 เซนติเมตร กําลังเสียงที่ผานหนาตางมีคาเทาใด 1) 0.8 × 10-4 W *2) 1.2 × 10-4 W 3) 1.5 × 10-4 W 4) 8.0 × 10-4 W 3. ชาวประมงสงคลื่นโซนารไปยังฝูงปลา พบวาชวงเวลาที่คลื่นออกไปจากเครื่องสงจนกลับมาถึงเครื่องเปน 1.0 วินาทีพอดี จงหาวาปลาอยูหางจากเรือเทาใด (กําหนดใหความเร็วของคลื่นในน้ําเปน 1540 เมตรตอวินาที) 1) 260 m 2) 520 m *3) 770 m 4) 1540 m 4. ระดับเสียงและคุณภาพเสียงขึ้นอยูกับสมบัติใด ตามลําดับ 1) ความถี่ รูปรางคลื่น 2) รูปรางคลื่น ความถี่ 3) แอมพลิจูด ความถี่ 4) ความถี่ แอมพลิจูด 5. ขอใดตอไปนี้เปนวัตถุประสงคของการบุผนังของโรงภาพยนตรดวยวัสดุกลืนเสียง 1) ลดความถี่ของเสียง 2) ลดความดังของเสียง *3) ลดการสะทอนของเสียง 4) ลดการหักเหของเสียง 6. ในการเทียบเสียงกีตารกับหลอดเทียบเสียงมาตรฐาน เมื่อดีดสายกีตารพรอมกับหลอดเทียบเสียงเกิดบีตสขึ้น ที่ความถี่หนึ่ง แตเมื่อขันใหสายตึงขึ้นเล็กนอยความถี่ของบีตสสูงขึ้น ความถี่ของเสียงกีตารเดิมเปนอยางไร *1) สูงกวาเสียงมาตรฐาน 2) ต่ํากวาเสียงมาตรฐาน 3) เทากับเสียงมาตรฐาน 4) อาจจะมากกวาหรือนอยกวา 7. ขอใดตอไปนี้ที่มีผลทําใหอัตราเร็วของคลื่นเสียงในอากาศเปลี่ยนแปลงได 1) ลดความถี่ 2) เพิ่มความยาวคลื่น 3) เพิ่มแอมพลิจูด *4) ลดอุณหภูมิ 8. สมบัติตามขอใดของคลื่นเสียงที่เกี่ยวของกับการเกิดบีตส 1) การสะทอน 2) การหักเห 3) การเลี้ยวเบน *4) การแทรกสอด โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (33)
  • 34.
    9. ขอใดไมถูกตอง *1) คางคาวอาศัยคลื่นเสียงในยานอินฟราโซนิกในการบอกทิศทางและจับเหยื่อ 2) สุนัขสามารถไดยินเสียงที่มีความถี่ในยานอัลตราโซนิกได 3) เสียงที่มีความถี่ในยานอินฟราโซนิกจะมีความถี่ต่ํากวาความถี่ที่มนุษยสามารถไดยิน 4) คลื่นเสียงในยานอัลตราโซนิกสามารถใชทําความสะอาดเครื่องมือแพทย 10. เครื่องโซนารในเรือประมงไดรับสัญญาณสะทอนจากทองทะเล หลังจากสงสัญญาณลงไปเปนเวลา 0.4 วินาที ถาอัตราเร็วเสียงในน้ําเปน 1500 เมตรตอวินาที ทะเลมีความลึกเทากับขอใด 1) 150 เมตร *2) 300 เมตร 3) 600 เมตร 4) 900 เมตร วิทยาศาสตร ฟสิกส (34)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 35.
    คลื่นแมเหล็กไฟฟา ทฤษฎีคลื่นแมเหล็กไฟฟาของแมกซเวลล นักฟสิกส และนักคณิตศาสตรชาวอังกฤษ แมกซเวลลไดรวบรวมกฏตางๆที่เกี่ยวกับคลื่นแมเหล็กไฟฟา มาสรุปเปนทฤษฎีโดยนําเสนอในรูปของ สมการคณิตศาสตร ซึ่งแมกเวลลใชทํานายวา สนามไฟฟาที่เปลี่ยนแปลงตามเวลาทําใหเกิดสนามแมเหล็ก และในขณะเดียวกันสนามแมเหล็กที่เปลี่ยนแปลงตามเวลาก็ทําใหเกิดสนามไฟฟาดวย โดยทิศสนามแมเหล็ก และสนามไฟฟาตางก็มีทิศตั้งฉากกัน และแมกเวลล ยังทํานายอีกวา คลื่นแมเหล็กที่เกิดขึ้นจากการเหนี่ยวนําอยางตอเนื่องระหวางสนามแมเหล็กและสนามไฟฟา เคลื่อนที่ออกจากแหลงกําเนิดไปในสุญญากาศดวยอัตราเร็วเทากับอัตราเร็วแสง แมกซเวลลจึงเสนอความคิดวา แสงเปนคลื่นแมเหล็กไฟฟา คําทํานายนี้ไดรับการยืนยันวาเปนจริงโดยการทดลองของเฮิรตซ ซึ่งเปน นักวิทยาศาสตรชาวเยอรมัน สรุปสมบัติคลื่นแมเหล็กไฟฟา ไดดังนี้ v v 1. สนามไฟฟา E และสนามแมเหล็ก B มีทิศตั้งฉากซึ่งกันและกันและตั้งฉากกับทิศการเคลื่อนที่ของ คลื่นแมเหล็กไฟฟาเสมอ ดังนั้นคลื่นแมเหล็กไฟฟาจึงเปนคลื่นตามขวาง v v 2. สนามไฟฟา E และสนามแมเหล็ก B เปนฟงชันรูปไซน และสนามทั้งสองจะเปลี่ยนแปลงตามเวลา ดวยความถี่เดียวกันและเฟสตรงกันถาสนามไฟฟาเปนศูนย สนามแมเหล็กก็เปนศูนยดวยมีคาสูงสุด และต่ําสุด พรอมกัน 3. ประจุไฟฟาเมื่อเคลื่อนที่ดวยความเรง จะปลดปลอยคลื่นแมเหล็กไฟฟาออกมารอบการเคลื่อนที่ของ ประจุนั้น โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (35)
  • 36.
    สเปกตรัมของคลื่นแมเหล็กไฟฟา คลื่นแมเหล็กไฟฟานี้แมมีแหลงกําเนิด และวิธีการตรวจวัดที่ไมเหมือนกัน แตคลื่นเหลานี้จะมีสมบัติรวมกัน คือ จะเคลื่อนที่ไปไดดวยความเร็วในสุญญากาศที่เทากันหมด และเทากับความเร็วแสง พรอมๆ กับมีการสง พลังงานไปพรอมกับคลื่น สเปกตรัมของคลื่นแมเหล็กไฟฟา 1. คลื่นวิทยุ เปนคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่มีความถี่อยูในชวง 106-109 เฮิรตซ ระบบเอเอ็ม (Amplitude Modulation : A.M.) ความถี่อยูในชวง 530-1600 กิโลเฮิรตซ จะเปนการผสม (Modulate) สัญญาณเสียงเขากับคลื่นวิทยุ (คลื่นพาหะ) โดยสัญญานเสียงจะบังคับใหคลื่นพาหะมีแอมพลิจูด เปลี่ยนแปลงไปตามสัญญาณเสียง คลื่นวิทยุในชวงความถี่นี้จะสามารถสะทอนไดดีที่บรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟยร ขอดี คือ ทําใหสามารถสื่อสารไดไกลเปนพันๆ กิโลเมตร (คลื่นฟา) ขอเสีย คือ จะถูกคลื่นแมเหล็กไฟฟาจากแหลง อื่นๆ แทรกเขามารบกวนไดงาย วิทยาศาสตร ฟสิกส (36)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 37.
    ระบบเอฟเอ็ม (Frequency Modulation: F.M.) ความถี่อยูในชวง 80-108 เมกะเฮิรตซ เปนการผสม (Modulate) สัญญาณเสียงเขากับคลื่นวิทยุ (คลื่นพาหะ) โดยสัญญานเสียงจะบังคับใหคลื่นพาหะมีความถี่ เปลี่ยนไปตามสัญญาณเสียง ขอดี คือ ทําใหคลื่นแมเหล็กไฟฟาจากแหลงอื่นรบกวนไดยาก ขอเสีย คือ สะทอน บรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟยรไดนอยมาก ทําใหการสงกระจายเสียงตองใชสถานีถายทอดเปนระยะๆ (คลื่นดิน) 2. คลื่นโทรทัศนและไมโครเวฟ มีความถี่ในชวง 108-1011 เฮิรตซ เปนคลื่นที่ไมสะทอนในชั้นไอโอโนสเฟยร แตจะทะลุชั้นบรรยากาศออกไปนอกโลกเลย การสงสัญญาณตองมีสถานีถายทอดเปนระยะๆ หรือใชดาวเทียมใน การถายทอด สวนคลื่นไมโครเวฟจะใชในอุปกรณสําหรับหาตําแหนงของสิ่งกีดขวาง ตรวจจับอัตราเร็วของรถยนต และอากาศยานในทองฟา ซึ่งเปนอุปกรณสรางขึ้นเพื่อใชตรวจหาที่เรียกวา เรดาร (Radiation Detection And Ranging : RADAR) เพราะคลื่นไมโครเวฟสามารถสะทอนผิวโลหะไดดี ทําใหอาหารสุกได โดยโมเลกุลของน้ําที่อยูในอาหารสั่นสะเทือนประมาณ 2450 ลานครั้งตอวินาที การสั่นนี้ทําใหอาหารดูดพลังงานและเกิดความรอนในอาหาร โดยไมมีการสูญเสียพลังงานในการทําใหเตาหรือ อากาศในเตารอนขึ้น อาหารจึงรอนและสุกอยางรวดเร็ว ภาชนะที่ทําดวยโลหะและไมไมควรใช เพราะโลหะ สะทอนไมโครเวฟออกไป สวนเนื้อไมมีความชื้น เมื่อรอนจะทําใหไมแตกควรใชภาชนะประเภทกระเบื้อง และแกว เพราะจะไมดูดความรอนจากสนามแมเหล็ก 3. รังสีอินฟราเรด มีความถี่ในชวง 1011-1014 เฮิรตซ เกิดจากวัตถุที่มีอุณหภูมิสูงโดยมนุษยสามารถ รับรังสีนี้ไดโดยประสาทสัมผัสทางผิวหนัง รังสีอินฟราเรดมีความสามารถทะลุผานเมฆหมอกที่หนาไดมากกวา แสงธรรมดา จึงทําใหรังสีอินฟาเรดมาใชในการศึกษาสภาพแวดลอมและลักษณะพื้นผิวโลก โดยการถายภาพพื้น โลกจากดาวเทียม สวนนักธรณีวิทยาก็อาศัยการถายภาพจากดาวเทียมดวยรังสีอินฟาเรดในการสํารวจหาแหลง น้ํามัน แรธาตุ และชนิดตางๆ ของหินได นอกจากนีรังสีอินฟราเรดยังใชในรีโมท คอนโทรล (Remote control) ซึ่งเปนอุปกรณควบคุมระยะไกล ้ ในกรณีนี้รังสีอินฟราเรดจะเปนตัวนําคําสั่งจากอุปกรณควบคุมไปยังเครื่องรับ และใชรังสีอินฟราเรดเปนพาหะนํา สัญญาณในเสนใยนําแสง (Optical fiber) ปจจุบันทางการทหารไดนํารังสีอินฟราเรดนี้ มาใชในการควบคุมการ เคลื่อนที่ของอาวุธนําวิถีใหเคลื่อนที่ไปยังเปาหมายไดอยางแมนยํา โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (37)
  • 38.
    4. แสง มีความถี่ประมาณ1014 เฮิรตซ มีความยาวคลื่น 400nm-700nm มนุษยสามารถรับรูแสงได ดวยประสาทสัมผัสทางตา โดยจะเห็นเปนสีตางๆ เรียงจากความถี่มากไปนอย คือ มวง คราม น้ําเงิน เขียว เหลือง แสด แดง สวนใหญแสงจะเกิดจากวัตถุที่มีอุณหภูมิสูงมากๆ ซึ่งจะสงออกมาพรอมๆ กันหลายความถี่ เมื่อ มีอุณหภูมิยิ่งสูง ความถี่แสงที่เปลงออกมาก็ยิ่งมาก นักวิทยาศาสตรจึงใชสีแสงของดาวฤกษในการบอกวา ดาว ฤกษดวงใดมีอุณหภูมิสูงกวากัน เชน ดาวฤกษสีน้ําเงินจะมีอุณหภูมิสูงกวาดาวฤกษสีเหลือง, เปลวไฟจากเตาแกส ซึ่งมีอุณหภูมิสูงจะเกิดสีน้ําเงินหรือสีมวง แตไฟจากแสงเทียนซึ่งมีอุณภูมิต่ํากวาจะเกิดแสงสีแดงหรือสีแสด เปนตน 5. รังสีอัลตราไวโอเลต มีความถี่ในชวง 1015 ถึง 1018 เฮิรตซ ในธรรมชาติสวนใหญมาจากดวงอาทิตย รังสีนี้เปนตัวการทําใหบรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟยรแตกตัวเปนไอออนไดดี (เพราะรังสีอัลตราไวโอเลตมีพลังงานสูง พอที่ทําใหอิเล็กตรอนหลุดจากโมเลกุลอากาศ พบวาในไอโอโนสเฟยรมีโมเลกุลหลายชนิด เชน โอโซนซึ่งสามารถ กั้นรังสีอัลตราไวโอเลตไดดี) ประโยชนของรังสีอัลตราไวโอเลต คือ ใชตรวจสอบลายมือชื่อ, ใชรักษาโรคผิวหนัง, ใชฆาเชื้อโรค บางชนิดได, ใชในสัญญาณกันขโมย แตรังสีอัลตราไวโอเลตถาไดรับในปริมาณที่สูงอาจทําใหเกิดอันตราย ตอ เซลลผิวหนังเปนมะเร็งผิวหนัง และ เปนอันตรายตอนัยนตาของมนุษยได 6. รังสีเอกซ มีความถี่ในชวง 1017 - 1021 เฮิรตซ มี 2 แบบ รังสีเอกซมีสมบัติในการทะลุสิ่งกีดขวางหนาๆ และตรวจรับไดดวยฟลม จึงใชประโยชนในการหารอย ราวภายในชิ้นโลหะขนาดใหญ ใชในการตรวจสอบสัมภาระของผูโดยสาร ตรวจหาอาวุธปนหรือวัตถุระเบิด และ ในทางการแพทยใชรังสีเอกซฉายผานรางกายมนุษยไปตกบนฟลม ในการตรวจหาความผิดปกติของ อวัยวะภายใน และกระดูกของมนุษย 7. รังสีแกมมา ใชเรียกคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่มีความถี่สูงมากกวารังสีเอกซ เกิดจากการสลายตัวของ นิวเคลียสของธาตุกัมมันตรังสี หรือเปนรังสีพลังงานสูงจากนอกโลก เชน รังสีคอสมิกและบางชนิดมาจากการแผ รังสีของประจุไฟฟาที่ถูกเรงในเครื่องเรงอนุภาค (Cyclotron) มีอันตรายตอมนุษยมากที่สุด เพราะสามารถ ทําลายเซลลสิ่งมีชีวิตได แตสามารถใชประโยชนในการรักษาโรคมะเร็งๆ ได วิทยาศาสตร ฟสิกส (38)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 39.
    ตัวอยางขอสอบ 1. คลื่นวิทยุที่สงออกจากสถานีวิทยุสองแหง มีความถี่90 เมกะเฮิรตซ และ 100 เมกะเฮิรตซ ความยาวคลื่น ของคลื่นวิทยุทั้งสองนี้ตางกันเทาใด 1) 3.33 m 2) 3.00 m *3) 0.33 m 4) 0.16 m 2. ขอใดเปนการเรียงลําดับคลื่นแมเหล็กไฟฟาจากความยาวคลื่นนอยไปมากที่ถูกตอง *1) รังสีเอกซ อินฟราเรด ไมโครเวฟ 2) อินฟราเรด ไมโครเวฟ รังสีเอกซ 3) รังสีเอกซ ไมโครเวฟ อินฟราเรด 4) ไมโครเวฟ อินฟราเรด รังสีเอกซ 3. การฝากสัญญาณเสียงไปกับคลื่นในระบบวิทยุแบบ เอ เอ็ม คลื่นวิทยุที่ไดจะมีลักษณะอยางไร *1) คลื่นวิทยุจะเปลี่ยนแปลงแอมพลิจูดตามแอมพลิจูดของคลื่นเสียง 2) คลื่นวิทยุจะเปลี่ยนแปลงแอมพลิจูดตามความถี่ของคลื่นเสียง 3) คลื่นวิทยุจะเปลี่ยนแปลงความถี่ตามแอมพลิจูดของคลื่นเสียง 4) คลื่นวิทยุจะเปลี่ยนแปลงความถี่ตามความถี่ของคลื่นเสียง 4. มนุษยอวกาศสองคนปฏิบัติภารกิจบนพื้นผิวดวงจันทร สื่อสารกันดวยวิธีใดสะดวกที่สุด 1) คลื่นเสียงธรรมดา 2) คลื่นเสียงอัลตราซาวด *3) คลื่นวิทยุ 4) คลื่นโซนาร 5. คลื่นแมเหล็กไฟฟาที่นิยมใชในรีโมทควบคุมการทํางานของเครื่องโทรทัศนคือขอใด 1) อินฟราเรด *2) ไมโครเวฟ 3) คลื่นวิทยุ 4) อัลตราไวโอเลต 6. คลื่นวิทยุ FM ความถี่ 88 เมกะเฮิรตซ มีความยาวคลื่นเทาใด กําหนดใหความเร็วของคลื่นวิทยุเทากับ 3.0 × 108 เมตร/วินาที 1) 3.0 m 2) 3.4 m 3) 6.0 m 4) 6.8 m 7. คลื่นใดในขอตอไปนี้ที่มีความยาวคลื่นสั้นที่สุด 1) คลื่นวิทยุ 2) คลื่นอินฟราเรด 3) คลื่นไมโครเวฟ *4) คลื่นแสงที่ตามองเห็น โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (39)
  • 40.
    8. สนามแมเหล็กที่เปนสวนหนึ่งของคลื่นแสงนั้น มีทิศทางตามขอใด 1) ขนานกับทิศทางการเคลื่อนที่ของแสง 2) ขนานกับสนามไฟฟาแตตั้งฉากกับทิศการเคลื่อนที่ของแสง *3) ตั้งฉากกับทั้งสนามไฟฟาและทิศการเคลื่อนที่ของแสง 4) ตั้งฉากกับสนามไฟฟาแตขนานกับทิศของการเคลื่อนที่ของแสง 9. อนุภาคแอลฟา อนุภาคบีตา รังสีแกมมา เมื่อเคลื่อนที่ในสนามแมเหล็ก ขอใดไมเกิดการเบน 1) อนุภาคแอลฟา 2) อนุภาคบีตา *3) รังสีแกมมา 4) อนุภาคแอลฟาและบีตา 10. คลื่นแมเหล็กไฟฟาชนิดใดตอไปนี้ที่มีความยาวคลื่นสั้นที่สุด 1) อินฟราเรด 2) ไมโครเวฟ 3) คลื่นวิทยุ *4) อัลตราไวโอเลต 11. รังสีในขอใดใชสําหรับฉายฆาเชื้อโรคในเครื่องมือทางการแพทย 1) รังสีแกมมา 2) รังสีบีตา 3) รังสีอินฟราเรด 4) รังสีแอลฟา วิทยาศาสตร ฟสิกส (40)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 41.
    พลังงานนิวเคลียร กัมมันตภาพรังสี นักฟสิกสเรียกปรากฏการณที่ธาตุสามารถแผรังสีไดเองอยางตอเนื่องนี้วา กัมมันตภาพรังสี และเรียกธาตุ ที่มีสมบัติสามารถแผรังสีออกมาไดเองนี้วาธาตุกัมมันตรังสี 1. กัมมันตภาพรังสี รังสีแอลฟา (Alpha, สัญลักษณ 4 He ตัวยอ α) เปนนิวเคลียสของอะตอมของธาตุฮีเลียม มีมวล 2 4u (1u = 1.66 × 10 -27 kg) ประจุ +2e พลังงานประกอบดวย 4-10 MeV เสียพลังงานงายอํานาจทะลุ ทะลวงต่ํา ผานอากาศได 3 – 5 เซนติเมตร ทําใหเกิดการแตกตัวเปนไอออนในสารที่รังสีผานไดดีที่สุด รังสีเบตา (Beta, สัญลักษณ -0 e ตัวอยา β–) มีประจุ -1e มวล 9.1 × 10-31 กิโลกรัม มีพลังงาน 1 ในชวง 0.025-3.5 MeV ผานอากาศได 1-3 เมตร อํานาจทะลุทะลวงสูงกวาแอลฟา แตทําใหเกิดการแตกตัวเปน ไอออนในสารที่เคลื่อนที่ผานไดดีนอยกวาแอลฟา รังสีแกมมา (Gamma, สัญลักษณและตัวยอ γ) เปนคลื่นแมเหล็กไฟฟา สงพลังงานในรูปของโฟตอน E = hf มีพลังงานประมาณ 0.04-3.2 MeV อํานาจทะลุทะลวงสูงสุด ทําใหเกิดการแตกตัวเปนอิออนไดนอยสุด 2. การวิเคราะหชนิดของประจุของสารกัมมันตรังสีโดยใชสนามแมเหล็ก ทิศการเบี่ยงเบนของอนุภาคแอลฟา และอนุภาคเบตา เปนไปตามทิศทางแรงจากสนามแมเหล็กที่กระทําตอประจุซึ่ง เคลื่อนที่ในสนามแมเหล็ก โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (41)
  • 42.
    สัญลักษณนิวเคลียสของธาตุ บอกมวลของธาตุ A Z X บอกประจุไฟฟา เชน 238 92 U มวล = …………………… kg ประจุ = …………………C เลขมวล (Mass number, A) คือ ผลรวมของจํานวนโปรตอนและนิวตรอนที่อยูภายในนิวเคลียส เลขอะตอน (Atomic number, Z) คือ จํานวนโปรตอนภายในนิวเคลียส จํานวน neutron ภายในนิวเคลียส = A-Z ตัว เลขมวลในทางฟสิกส คือ เลขจํานวนเต็มที่มีคาใกลเคียงกับมวลอะตอมของธาตุนั้นในหนวย u เชน 4 He 2 มวล 1 อะตอมมีคาประมาณ 4u (มวลจริง 4.002603 u) การแตกตัวใหรังสีชนิดตางๆ 1. การแตกตัวใหแอลฟา (Alpha decay, α decay) เกิดจากการที่นิวเคลียสเดิมสลายตัวใหนิวเคลียส ใหมที่มีเลขอะตอมลดลง 2 เลขมวลลดลง 4 พรอมปลดปลอยแอลฟาออกมาตามสมการ A P → A- 4 D + 4 He Z Z-2 2 2. การแตกตัวใหเบตาลบ (Beta decay, β - decay) เกิดจากการที่นิวตรอน 1 ตัวภายในนิวเคลียส เดิม เปลี่ยนสภาพกลายไปเปนโปรตอน 1 ตัวในนิวเคลียสใหม ทําใหนิวเคลียสใหมมีเลขมวลเทาเดิมแตเลขอะตอม เพิ่มขึ้นหนึ่ง พรอมปลดปลอยเบตาลบ ตามสมการ AP → 4D + 0e Z Z +1 -1 13 C → 13 N + 0 e 6 7 -1 3. อนุภาคเบตาบวก (Positron สัญลักษณ +1 0 e ตัวยอ β+) เปนอนุภาคที่มีประจุ +e และมีมวล 9.1 × 10-31 กิโลกรัม เปนอนุภาคที่เกิดยาก โดย -0 e + +0 e → 2γ 1 1 4. การแตกตัวใหเบตาบวก เกิดจากการที่โปรตอน 1 ตัวในนิวเคลียสเดิมเปลี่ยนสภาพไปเปนนิวตรอน 1 ตัวในนิวเคลียสใหม ทําใหนิวเคลียสใหมมีเลขอะตอมลดลง 1 แตเลขมวลคงเดิม พรอมปลดปลอยเบตาบวก ออกมา ตามสมการ AP → 4D + 0e Z Z-1 +1 วิทยาศาสตร ฟสิกส (42)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 43.
    5. การแตกตัวใหแกมมา เปนผลพลอยไดจากการแตกตัวใหแอลฟาและเบตาคือ นิวเคลียสที่ไดจากการ แตกตัวใหมๆ ยังอยูในภาวะที่ถูกกระตุน เมื่อนิวเคลียสเหลานี้กลับสูภาวะพื้นฐานจะคายพลังงานออกในรูปของ รังสีแกมมา เชน 212 Bi → 208 Tl (excited nucleus) + 4 He 83 81 2 208 Tl (excited nucleus) → 208 Tl (ground state nucleus) + γ 81 81 3. เวลาครึ่งชีวิต (Half life, T or T 2 ) 1 เวลาครึ่งชีวิต คือ เวลาที่สารสลายตัวไปเหลือครึ่งหนึ่งของปริมาณสารเดิม เปนคาคงที่สําหรับสาร ชนิดหนึ่ง ความสัมพันธระหวาง Nt, N0, t และ T สมมติที่เวลาเริ่มตนมีสารอยู = N0 เมื่อเวลาผานไป จะเหลือปริมาณสารอยู Nt ถา n = จํานวนครั้งที่ สลายตัว จะไดวา N สลายตัวครั้งที่ 1, n = 1 , t1 = 1T จะเหลือจํานวนนิวเคลียส = 20 N สลายตัวครั้งที่ 2, n = 2 , t2 = 2T จะเหลือจํานวนนิวเคลียส = 40 N สลายตัวครั้งที่ 3, n = 3 , t3 = 3T จะเหลือจํานวนนิวเคลียส = 80 N0 สลายตัวครั้งที่ n, n = n , tn = nT จะเหลือจํานวนนิวเคลียส = n 2 N0 N t/T t = nt, Nt = n จะไดวา N t =  1  2    2 0 4. ไอโซโทป (Isotope) เปนธาตุที่มีจํานวนโปรตอนเทากันแตจํานวนนิวตรอนตางกัน ไอโซโทปของธาตุ ชนิดเดียวกันจะมีคุณสมบัติทางเคมีเหมือนกัน เพราะมีจํานวนอิเล็กตรอนเทากัน แตมีคุณสมบัติทางฟสิกสตางกัน เพราะแตละไอโอโทปมีมวลไมเทากัน เมื่อใหวิ่งผานสนามแมเหล็กเดียวกันจะมีรัศมีทางวิ่งไมเทากันเนื่องจาก นิวเคลียสที่เปนไอโซโทปกัน เชน ไฮโดรเจน ( 1 H ), ดิวเทอเรียม ( 2 H ) และตริเตียม ( 3 H ) มีมวลแตกตางกัน 1 1 1 แตจะมีสมบัติทางเคมีหรือปฏิกิริยาเคมีเหมือนกัน ดังนั้นจึงไมสามารถวิเคราะหแยกไอโซโทปไดดวยปฏิกิริยาเคมี การจะวิเคราะหไอโซโทป (Isotope) ที่มีมวลแตกตางกัน จึงตองอาศัยสมบัติทางกายภาพที่โดยการวิเคราะหนี้จะใช อุปกรณที่วัดมวลไดละเอียดมาก ซึ่งเรียกวา แมสสเปคโทรมิเตอร 5. ปฏิกิริยาแบบฟชชัน (Fission) เกิดจากการที่นิวเคลียสขนาดใหญแตกออกเปนนิวเคลียสขนาดเล็กอันเนื่องมาจากการใชอนุภาคที่มี พลังงานสูงวิ่งเขาชนนิวเคลียสแลวไดพลังงานถูกปลดปลอยออกมา รัทเธอรฟอรด (Rutherford) เปนคนแรกที่ทําใหเกิดฟชชันไดโดยการยิงอนุภาคแอลฟาเขาไปใน นิวเคลียสของ 14 N แลวไดนิวเคลียสของ 17 O และอนุภาคโปรตอน พรอมกับปลดปลอยพลังงานออกมาตาม 7 8 สมการ 14 N + 4 He 17 O + 1 H 7 2 8 1 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (43)
  • 44.
    ในป พ.ศ. 2482นักฟสิกสชาวเยอรมัน 2 คน คือ ฮาหน (otto Hahn) และ สตราสมานน (Fritz Strassmann) ในนิวตรอนยิงเขาไปในนิวเคลียสของยูเรเนียมดวยความเร็วตางๆ กัน แลวทําใหนิวเคลียสของ ยูเรเนียมแตกออกเปนนิวเคลียสใหม 2 นิวเคลียส มีอนุภาคนิวตรอนเกิดขึ้นใหม และใหพลังงานมากมาย โดย นิวตรอนที่เกิดขึ้นจะชนกับนิวเคลียสของยูเรเนียมที่อยูขางเคียงตอเนื่องกันในเวลาอันรวดเร็ว เกิดปฏิกิริยาที่ ตอเนื่องกันเรียกวา ปฏิกิริยาแบบลูกโซ (Chain Reaction) เมื่อนิวตรอนเขาชนนิวเคลียสของยูเรเนียม นิวเคลียสจะแตกออกเปนนิวเคลียสของธาตุขนาดกลาง ได มากกวา 40 คู โดยมีเลขมวลอยูระหวาง 75-158 และเลขอะตอมอยูระหวาง 30-63 พรอมทั้งปลดปลอย นิวตรอนออกมา 2 หรือ 3 ตัว แลวใหพลังงานออกมา 200 MeV ตอปฏิกิริยา ในป พ.ศ. 2485 เฟอรมี (Enrico Fermi) นักฟสิกสชาวอิตาลีเปนคนแรกที่สามารถควบคุมปฏิกิริยาแบบ ลูกโซใหสม่ําเสมอได โดยการควบคุมจํานวนนิวตรอนที่ทําใหเกิดพิชชัน วิทยาศาสตร ฟสิกส (44)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 45.
    ปฏิกิริยานิวเคลียรแบบฟชชันที่รูจักกันดี เชน 235 U + 1 n 141 Ba + 92 Kr + 3 1 n + 200 MeV 92 0 56 36 0 ขอควรจํา 1. พลังงานที่ไดจากสมการ เรียกวา พลังงานตอปฏิกิริยา พลังงานตอปฏิกิริยา 2. พลังงานตอมวล = เลขมวลของธาตุที่เปนเชื้อเพลิง 3. ปฏิกิริยานิวเคลียรแบบฟชชันสามารถควบคุมปฏิกิริยาแบบลูกโซไดโดยใชเครื่องปฏิกรณนิวเคลียร (Nuclear Reactor) 6. ปฏิกิริยาแบบฟวชัน (Fusion) ปฏิกิริยานิวเคลียรแบบฟวชันเปนปฏิกิริยาที่เกิดจากการรวมตัวของนิวเคลียสของธาตุเบาเปนนิวเคลียส ของธาตุที่หนักกวาแตมีมวลรวมหายไป และไดอนุภาคใหมเกิดขึ้นดวย เชน นิวตรอน โปรตอน และอนุภาคนิวตริโน (Neutrino, v ซึ่งเปนอนุภาคที่มีมวลนอย ไมมีประจุและมีความเร็วเทาแสง) พรอมปลดปลอยพลังงานออกมา ตัวอยางของปฏิกิริยานิวเคลียรแบบฟวชัน เชน 2H + 2H 3 He + 1 n + 3.3 MeV 1 1 2 0 2H + 2H 3 He + 1 H + 4.0 MeV 1 1 1 1 ฟวชันในดาวฤกษและดวงอาทิตย เชื่อวาเปนการหลอมตัวของ 1 H เปน 4 He ดวยเหตุผล คือ 1 2 1. พื้นผิวของดวงอาทิตยมีอุณหภูมิสูงมากถึง 10 7 เคลวิน ซึ่งอุณหภูมิสูงมากเชนนี้จะทําใหธาตุไฮโดรเจน แตกตัวออกเปนโปรตอน 2. เมื่อตรวจดูสเปกตรัมจากดวงอาทิตย พบวา เปนสเปกตรัมของไฮโดรเจน 80% และของฮีเลียม 20% 3. ฟวชันในดวงอาทิตยเปนฟวชันในปฏิกิริยาแบบลูกโซของโปรตอน-โปรตอน (Proton-Proton chain) เรียงตามลําดับ ขั้นที่ 1 1 H + 1 H 1 1 2H + 0e + v + Q 1 +1 1 ขั้นที่ 2 1 2H + 1H 3 He + γ + Q 1 2 2 ขั้นที่ 3 2 3 He + 3 He 4 He + 2 1 H + Q 2 2 1 3 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (45)
  • 46.
    ตัวอยางขอสอบ 1. คารบอนเปนธาตุที่เปนสวนสําคัญของสิ่งมีชีวิต สัญลักษณนิวเคลียส12 C แสดงวานิวเคลียสของคารบอนนี้ 6 มีอนุภาคตามขอใด 1) โปรตอน 12 ตัว นิวตรอน 6 ตัว 2) โปรตอน 6 ตัว นิวตรอน 12 ตัว *3) โปรตอน 6 ตัว อิเล็กตรอน 6 ตัว 4) โปรตอน 6 ตัว นิวตรอน 6 ตัว 2. ขอใดตอไปนี้เปนการกําจัดกากกัมมันตรังสีที่ดีที่สุด 1) เรงใหเกิดการสลายตัวเร็วขึ้นโดยใชความดันสูงมากๆ 2) เผาใหสลายตัวที่อุณหภูมิสูง 3) ใชปฏิกิริยาเคมีเปลี่ยนใหเปนสารประกอบอื่น *4) ใชคอนกรีตตรึงใหแนนแลวฝงกลบใตภูเขา 3. ขอใดถูกตองสําหรับไอโซโทปของธาตุๆ หนึ่ง 1) มีเลขมวลเทากัน แตเลขอะตอมตางกัน *2) มีจํานวนโปรตอนเทากัน แตจํานวนนิวตรอนตางกัน 3) มีจํานวนนิวตรอนเทากัน แตจํานวนโปรตอนตางกัน 4) มีผลรวมของจํานวนโปรตอนและนิวตรอนเทากัน 4. นักโบราณคดีตรวจพบเรือไมโบราณลําหนึ่งวามีอัตราสวนของปริมาณ C-14 ตอ C-12 เปน 25% ของ อัตราสวนสําหรับสิ่งที่ยังมีชีวิต สันนิษฐานไดวาซากเรือนี้มีอายุประมาณกี่ป กําหนดใหครึ่งชีวิตของ C-14 เปน 5730 ป 1) 2865 ป 2) 5730 ป *3) 11460 ป 4) 22920 ป 5. รังสีในขอใดที่มีอํานาจในการทะลุทะลวงผานเนื้อสารไดนอยที่สุด *1) รังสีแอลฟา 2) รังสีบีตา 3) รังสีแกมมา 4) รังสีเอกซ 6. กิจกรรมการศึกษาที่เปรียบการสลายกัมมันตรังสีกับการทอดลูกเตานั้น จํานวนลูกเตาที่ถูกคัดออกเทียบไดกับ ปริมาณใด 1) เวลาครึ่งชีวิต *2) จํานวนนิวเคลียสตั้งตน 3) จํานวนนิวเคลียสที่เหลืออยู 4) จํานวนนิวเคลียสที่สลาย วิทยาศาสตร ฟสิกส (46)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 47.
    7. เครื่องหมายดังรูปแทนอะไร มวง เหลือง 1) เครื่องกําเนิดไฟฟาโดยกังหันลม *2) การเตือนวามีอันตรายจากกัมมันตภาพรังสี 3) การเตือนวามีอันตรายจากสารเคมี 4) เครื่องกําเนิดไฟฟาโดยเซลลแสงอาทิตย 8. นิวเคลียสของเรเดียม-226 ( 226 Ra ) มีการสลายโดยการปลอยอนุภาคแอลฟา 1 ตัวและรังสีแกมมาออกมา 88 จะทําให 226 Ra กลายเปนธาตุใด 88 1) 218 Po 84 *2) 222 Rn 86 3) 230 Th 90 4) 234 U 92 9. อนุภาคใดในนิวเคลียส 236 U และ 234 Th ที่มีจํานวนเทากัน 92 90 1) โปรตอน 2) อิเล็กตรอน *3) นิวตรอน 4) นิวคลีออน 10. ในธรรมชาติ ธาตุคารบอนมี 3 ไอโซโทป คือ 12 C 13 C และ 14 C ขอใดตอไปนีถูก 6 6 6 ้ 1) แตละไอโซโทปมีจํานวนอิเล็กตรอนตางกัน 2) แตละไอโซโทปมีจํานวนโปรตอนตางกัน *3) แตละไอโซโทปมีจํานวนนิวตรอนตางกัน 4) แตละไอโซโทปมีจํานวนโปรตอนเทากับจํานวนนิวตรอน 11. รังสีใดที่นิยมใชในการอาบรังสีผลไม 1) รังสีเอกซ *2) รังสีแกมมา 3) รังสีบีตา 4) รังสีแอลฟา 12. ไอโซโทปกัมมันตรังสีของธาตุไอโอดีน-128 มีครึ่งชีวิต 25 นาที ถามีไอโอดีน-128 ทั้งหมด 256 กรัม จะใชเวลาเทาไรจึงจะเหลือไอโอดีน-128 อยู 32 กรัม *1) 50 นาที 2) 1 ชั่วโมง 15 นาที 3) 1 ชั่วโมง 40 นาที 4) 3 ชั่วโมง 20 นาที โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (47)
  • 48.
    13. นิวเคลียสของเรเดียม-226 มีการสลายดังสมการขางลางx คืออะไร 226 Ra → 222 Rn + x 88 86 1) รังสีแกมมา 2) อนุภาคบีตา 3) อนุภาคนิวตรอน *4) อนุภาคแอลฟา 14. ธาตุกัมมันตรังสีใดที่ใชในการคํานวณหาอายุของวัตถุโบราณ 1) I-131 2) Co-60 *3) C-14 4) P-32 15. ขอความใดตอไปนี้ถูกตองเกี่ยวกับรังสีแอลฟา รังสีบีตาและรังสีแกมมา 1) รังสีแอลฟามีประจุ +4 2) รังสีแอลฟามีมวลมากที่สุดและอํานาจทะลุทะลวงผานสูงที่สุด 3) รังสีบีตามีมวลนอยที่สุดและอํานาจทะลุทะลวงผานต่ําที่สุด *4) รังสีแกมมามีอํานาจทะลุทะลวงสูงที่สุด 16. ขอใดถูกตองเกี่ยวกับปฏิกิริยานิวเคลียรฟวชัน (fusion) 1) เกิดที่อุณหภูมิต่ํา 2) ไมสามารถทําใหเกิดบนโลกได *3) เกิดจากนิวเคลียสของธาตุเบาหลอมรวมกันเปนธาตุหนัก 4) เกิดจากการที่นิวเคลียสของธาตุหนักแตกตัวออกเปนธาตุเบา 17. ในการสลายตัวของ 14 C นิวเคลียสของคารบอน-14 ปลอยอิเล็กตรอนออกหนึ่งตัว นิวเคลียสใหมจะมี 6 ประจุเปนกี่เทาของประจุโปรตอน 1) 5 *2) 7 3) 13 4) 15 18. อัตราการสลายตัวของกลุมนิวเคลียสกัมมันตรังสี A ขึ้นกับอะไร 1) อุณหภูมิ 2) ความดัน 3) ปริมาตร *4) จํานวนนิวเคลียส A ที่มีอยู 19. ขอใดถูกตองเกี่ยวกับไอโซโทปสองไอโซโทปของธาตุชนิดเดียวกัน 1) มีจํานวนนิวคลีออนเทากัน 2) มีเลขมวลเทากัน *3) มีเลขอะตอมเทากัน 4) มีจํานวนนิวตรอนเทากัน 20. ธาตุหรือไอโซโทปในขอใดที่ไมมสวนเกี่ยวของในปฏิกิริยานิวเคลียรฟวชันที่เกิดขึ้นที่ดวงอาทิตย ี 1) ไฮโดรเจน 2) ดิวเทอเรียม *3) ทริเทียม 4) ฮีเลียม วิทยาศาสตร ฟสิกส (48)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 49.
    รูปแบบของขอสอบ PAT 2 1. กรอบอยูในเนื้อหามัธยมศึกษาตอนปลาย 2. เนนลักษณะของการทําความเขาใจในหลักการทางฟสิกส มากขึ้น คําถามเปนถูกผิด เลี่ยงการคํานวณ แบบที่ใชขั้นตอนเดียว (ยกสูตร แทนคา) 3. จํานวนขอคอนขางมากเมื่อเทียบกับเวลา (เวลารวม 3 ชั่วโมง ถาคิดเฉพาะขอสอบเนื้อหาเหลือ ประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที ตอ 113 ขอ มีเวลาเฉลี่ย ขอละ 1 นาที 20 วินาที) 4. เนนแผนภูมิ ตาราง ขอสอบวัดศักยภาพ 1. มีลักษณะเปนขอสอบวัดศักยภาพทางวิทยาศาสตร ประกอบดวยประเด็น 2. ความเขาใจกระบวนการทางวิทยาศาสตร (ขอเท็จจริง สมมติฐาน การสรุปผล) 3. การประยุกตใชในกระบวนการวิทยาศาสตร (กระบวนการวัด การแปลความหมายขอมูล) 4. การวิเคราะหดวยกระบวนการทางวิทยาศาสตร (กราฟ เลขนัยสําคัญ) 5. การสรุปผลในกระบวนการทางวิทยาศาสตร (สรุปผลของสมมติฐาน) โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (49)
  • 50.
    นําขอมูลที่ใหไปใชในสถานการณ ประเด็นหลักเปน อื่นไดหรือไม ขอมูลนําเสนอ ความเขาใจ การประยุกตใช (Comprehension) (Application) ขอสอบศักยภาพ การวิเคราะห การประเมินผล (Analysis) (Evaluation) เหตุการณเกิดไดอยางไร ผลเปน เพราะเหตุใด อะไรคือขอเท็จจริง อะไรคือ สมมติฐานจึง ถูกหรือผิด แสง 1. เสากลมตนหนึ่งมีแผนสเตนเลสหุมอยู แผนสเตนเลสมีผิวเรียบมาก และสะทอนแสงไดดีเหมือนกระจกนูน ถา เรายืนหางจากเสาตนนี้มากกวาระยะสองเทาของความยาวโฟกัสของกระจกนูนนี้ เราจะเห็นภาพของตนเอง ในกระจกเปนอยางไร *1) ผอมลง และยืนหัวตั้ง 2) อวนขึ้น และยืนหัวตั้ง 3) ผอมลง และยืนกลับหัว 4) อวนขึ้น และยืนกลับหัว 2. สมบัติขอใดของแสงเลเซอรที่ทําใหผลการเลี้ยวเบนดวยแผนเกรตติง ปรากฏภาพการเลี้ยวเบนไดชัดเจน *1) มีความถี่ใกลเคียงความถี่เดียว 2) มีลําแสงที่แคบและไมบานออกเหมือนแสงทั่วไป 3) มีความเขมขนสูง 4) มีการเลี้ยวเบนไดดีกวาแสงประเภทอื่น 3. การพูดผานกรวยกระดาษไปยังผูฟงที่อยูไกลออกไปจะทําใหผูฟงไดยินเสียงที่ชัดขึ้น ลักษณะดังกลาวอธิบาย ไดดวยสมบัติขอใดของคลื่นเสียง 1) การหักเห *2) การสะทอน 3) การแทรกสอด 4) การเลี้ยวเบน วิทยาศาสตร ฟสิกส (50)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 51.
    4. กระจกเวาบานหนึ่งใหภาพหัวตั้งขนาดเปน 2เทาของวัตถุ เมื่อระยะวัตถุเปน 30 เซนติเมตร ความยาวโฟกัส ของกระจกเวาบานนี้เทากับกี่เซนติเมตร 1) +10 2) +20 3) -30 *4) +60 5. กําหนดใหแสงโพราไรซมีแกนโพลาไรซอยูในแนวดิ่ง และทําการทดลอง 2 การทดลอง ตอไปนี้ การทดลองที่ 1 ใหแสงโพลาไรซตกกระทบแผนโพลารอยดที่มีแกนโพลาไรซทํามุม 90° กับแนวดิ่ง การทดลองที่ 2 ใหแสงโพลาไรซตกกระทบแผนโพลารอยดแผนที่หนึ่งที่มีแกนโพลาไรซทํามุม 30° กับแนวดิ่ง จากนั้นผานไปยังแผนโพลารอยด แผนที่สองที่มีแกนโพลาไรซทํามุม 60° กับแกนโพลาไรซของแผนที่หนึ่ง ขอใดกลาวถูกตองเกี่ยวกับความเขมของแสงที่ผานออกมา 1) ไมมีแสงผานออกมาในทั้งสองการทดลอง 2) ความเขมของแสงในทั้งสองการทดลองมีคาเทากัน 3) ความเขมของแสงในการทดลองที่ 1 มีคามากกวา *4) ความเขมของแสงในการทดลองที่ 2 มีคามากกวา 6. ถาทําการทดลองการเลี้ยวเบนของแสงผานสลิตเดี่ยวในน้ําเปรียบเทียบกับที่ทดลองในอากาศขอใดถูก 1) ระยะหางระหวางแถบมืดบนฉากมีคามากขึ้น 2) สีของแถบสวางบนฉากเปลี่ยนแปลงไป *3) แถบสวางกลางมีความกวางลดลง 4) ผลที่ไดไมแตกตางกัน 7. สถานีวิทยุแหงหนึ่งสงคลื่น FM 100 MHz ดวยกําลังสง 1 kW สัญญาณเสียงของมนุษยที่พูดผาน ไมโครโฟนมีความถี่ประมาณ 100 ถึง 4,000 Hz การสงสัญญาณเสียงของมนุษยทําไดโดยการผสม สัญญาณเสียงเขากับสัญญาณของคลื่นพาหะที่มีความถี่ 100 MHz สัญญาณที่ถูกถายทอดไปตามบานเรือน จะมีลักษณะตามขอใด 1) เปนคลื่นที่มีความถี่ 100 MHz คงที่ 2) เปนคลื่นที่มีแอมพลิจูดเปลี่ยนไป ตามความดังของเสียงมนุษย *3) เปนคลื่นที่มีความถี่เปลี่ยนไปเล็กนอย ตามความถี่ของเสียงพูด 4) เปนคลื่นที่ประกอบดวยคลื่นพาหะและสัญญาณเสียงสลับกันไป โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (51)
  • 52.
    8. เมื่อแสงแดดผานแผนเกรตติง ภาพที่ปรากฏบนฉากรับภาพจะเปนอยางไร เกรตติง แสงแดด แนวกึ่งกลาง ฉากรับภาพ แนวกึ่งกลาง 1) มวง..........แดง..........มวง แนวกึ่งกลาง 2) แดง..........มวง..........แดง แนวกึ่งกลาง *3) แดง..........มวง มวง..........แดง แนวกึ่งกลาง 4) มวง..........แดง แดง..........มวง วิทยาศาสตร ฟสิกส (52)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 53.
    9. มองยอดตึกสูงที่อยูไกลออกไป 100เมตรผานเลนสนูนความยาวโฟกัส 0.15 เมตร และใหเลนสอยูหางจากตา 0.60 เมตร ถาภาพยอดตึกเมื่อมองดวยตาเปลาเปนดังนี้ ภาพยอดตึกที่เห็นผานเลนสจะเปนดังขอใด 1) *2) 3) 4) โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (53)
  • 54.
    ไฟฟา 1. ภาพเสนแรงไฟฟาบางเสนระหวางประจุบวกและประจุลบใน 2มิติ A + - ถานําอิเล็กตรอนตัวหนึ่งวางไวที่จุด A แลวปลอย ขอใดถูกตอง 1) อิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่ไปตามเสนแรงไฟฟาที่ผานจุด A และเขาหาประจุลบ *2) อิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่ไปตามเสนแรงไฟฟาที่ผานจุด A และเขาหาประจุบวก 3) ที่จุด A อิเล็กตรอนมีความเรงในทิศตั้งฉากกับเสนแรงไฟฟา 4) อิเล็กตรอนไมจําเปนตองเคลื่อนที่ไปตามเสนแรงไฟฟา 2. นําเซลลไฟฟา 2 กอน มีแรงเคลื่อนไฟฟากอนละ 1.5 โวลต ไมมีความตานทานภายในมาตออนุกรมกัน และ ทั้งหมดตออนุกรมกับหลอดไฟฉายที่มีอักษรเขียนกํากับไววา 2V 1W ขณะที่หลอดไฟฉายยังไมขาด กระแสไฟฟาที่ไหลผานหลอดไฟเทากับกี่แอมแปร 1) 0.5 *2) 0.75 3) 1.0 4) 2.0 3. ถาเปรียบเทียบความรอนกับกระแสไฟฟา อุณหภูมิจะเทียบไดกับปริมาณใด 1) ความตานทานไฟฟา *2) ศักยไฟฟา 3) กําลังไฟฟา 4) พลังงานไฟฟา 4. ภาพวงจรไฟฟากระแสตรง SW + มอเตอร ถานไฟฉาย - เมื่อกดสวิตช SW (ปดวงจร) ขอใดถูกตอง 1) มอเตอรจะยังไมเริ่มหมุนจนกวาอิเล็กตรอนตัวแรกที่ออกจากขั้วลบของถานไฟฉายจะไปถึงมอเตอร 2) มอเตอรจะยังไมเริ่มหมุนจนกวาอิเล็กตรอนตัวแรกที่ออกจากขั้วลบของถานไฟฉายจะเคลื่อนที่ผานมอเตอร *3) มอเตอรจะเริ่มหมุนทันทีโดยไมขึ้นกับอิเล็กตรอนตัวแรกที่ออกจากขั้วลบของถานไฟฉาย 4) มอเตอรจะเริ่มหมุนทันทีที่อิเล็กตรอนที่ออกจากขั้วลบไปรวมตัวกับกระแสไฟฟาที่ไหลออกจากขั้วบวก โดย ไปรวมกันที่มอเตอร วิทยาศาสตร ฟสิกส (54)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 55.
    5. ภาพวงจรไฟฟา C0 C2 V กําหนดให C2 = 2C0 จงหาพลังงานในตัวเก็บประจุ C0 และ C2 ตามลําดับ 1) 3 C0V2, 1 C0V2 2 2 2) 1 C0V2, 2 C0V2 3 3 2 C V2, 1 C V2 *3) 9 0 9 0 1 C V2, C V2 4) 2 0 0 6. พัดลม A และพัดลม B มีลักษณะเหมือนกันทุกประการ แตพัดลม A มีแกนหมุนที่คอนขางฝด เพราะมีเศษ ฝุนเขาไปเกาะที่แกนหมุน เมื่อเสียบปลั๊กกับไฟบาน และเปดพัดลม พัดลม A จึงหมุนชากวาพัดลม B ขอใด ถูกตอง 1) พัดลมทั้งสองมีกระแสไฟฟาไหลผานเทากัน *2) พัดลม A มีกระแสไฟฟาผานมากกวาพัดลม B 3) พัดลม A มีกระแสไฟฟาผานนอยกวาพัดลม B 4) พัดลม B มีความตานทานไฟฟามากกวาพัดลม B 7. ภาพวงจรไฟฟาในเครื่องซักผา ตัวถัง L มอเตอร N (1) (2) (3) การตอสายดินตามหมายเลขใดถูกตอง 1) ตอตามหมายเลข (1) 2) ตอตามหมายเลข (2) 3) ตอตามหมายเลข (3) *4) ตอตามหมายเลข (1) และ (3) 8. รูปวงจรไฟฟา 1 และ 2 เปนหลอดไฟที่เหมือนกันถากดสวิตชใหวงจรปดขอใดไมถูก 1 1) ในทันทีที่กดสวิตช หลอดไฟทั้งสองจะสวางเทากัน *2) เมื่อเวลาผานไปนานๆ หลอดไฟทั้งสองจะสวางลดลง 2 3) เมื่อเวลาผานไปนานๆ หลอดไฟ 1 จะดับ 4) เมื่อเวลาผานไปนานๆ หลอดไฟ 2 จะสวางกวาเดิม โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (55)
  • 56.
    9. เมื่อนําแทงพีวีซีถูกับผาสักหลาดแลวนําไปจอใกลๆ กระดาษชิ้นเล็กๆขอใดถูก -- -- ---- --- - - ++++ ++ --+ +++ ++ ---+ ++ ++++++ ++-+ ++ ++ + 1) + + *2) --- +++ +++++ + ++ -- -- ++ +++++ +++++ +- - +++ - - ---- --- - - ---- --- - - ++ +++++ ++ -- ---- --- + ++++ + ++++ - ----- ---- 3) 4) + - ----- +++++ --- +++ -- + ++++ --- --- - - +++++ 10. A B C +q +q จากรูป ขอใดถูก 1) สนามไฟฟาที่จุด A B และ C มีคาเทากับศูนย 2) เมื่อวางประจุ -q ที่จุด B ประจุจะเคลื่อนที่เขาหาจุด C ดวยความเรงเพิ่มขึ้น *3) เมื่อวางประจุ +q ที่จุด B ประจุจะเคลื่อนที่เขาหาจุด A ดวยความเรงเพิ่มขึ้น 4) ศักยไฟฟาที่จุด C มีคานอยกวาที่จุด B วิทยาศาสตร ฟสิกส (56)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 57.
    11. แผนโลหะบางขนาดใหญมาก 2แผน (A และ B) วางขนานกัน หางกันเปนระยะ d ตอแผนโลหะทั้งสองเขา กับแหลงกําเนิดไฟฟาที่ใหแรงเคลื่อนไฟฟาขนาด V0 โวลต ดังรูป A B d V0 ขอใดถูกตอง 1) แผน A มีศักยไฟฟาเทากับ +V0 โวลต แผน B มีศักยไฟฟาเทากับศูนย 2) แผน A มีศักยไฟฟาเทากับ +V0 โวลต แผน B มีศักยไฟฟาเทากับ -V0 โวลต *3) แผน A มีศักยไฟฟาสูงกวาแผน B อยู V0 โวลต แตไมทราบศักยไฟฟาบนแผน A และ B อยางแนชัด V 4) แผน A และ B มีขนาดของศักยไฟฟาเทากัน คือ 20 โวลต 12. ตัวนําทรงกลมมีรัศมีเทากับ R และมีประจุเทากับ Q พลังงานสะสมในตัวเก็บประจุตัวนําทรงกลมเทากับ E0 ถาประจุบนตัวนําเพิ่มขึ้นเปน 2Q พลังงานสะสมในตัวเก็บประจุนี้มีคาเทาใด 1) 0.5E0 2) 2E0 *3) 4E0 4) 8E0 13. ในเสนลวดโลหะขนาดสม่ําเสมอเสนหนึ่ง ภายในเวลา t วินาที มีประจุ +Q1 คูลอมบ และ -Q2 คูลอมบ เคลื่อนที่สวนทางกันผานพื้นที่หนาตัดขนาด A ตารางเมตรของเสนลวด กระแสไฟฟาในเสนลวดโลหะนี้คือ ขอใด |+ Q 1| + |-Q 2| |+ Q 1| + |-Q 2| |+ Q 1|- |-Q 2| |+ Q 1|- |-Q 2| *1) t 2) tA 3) t 4) tA 14. กัลวานอมิเตอรตัวหนึ่งมีความตานทาน 200 โอหม รับกระแสไดสูงสุด 10 มิลลิแอมแปร นํากัลวานอมิเตอร ดังกลาวมาดัดแปลงเปนโอหมมิเตอร ดังรูป โอหมมิเตอร 9 V R0 G X Y กอนการใชงานตองนําปลาย X และ Y มาแตะกันและปรับคา R0 เปนกี่โอหม 1) เทาใดก็ไดที่ทําใหเข็มกัลปวานอมิเตอรกระดิก *2) 700 3) 900 4) 1100 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (57)
  • 58.
    แมเหล็กไฟฟา 1. อนุภาค 3ชนิด มีเสนทางการเคลื่อนที่ในสนามแมเหล็กดังรูป × × × × × × × 2 × × × × × × × × × × × × × × 3 1 × × × × × × × × × × × × × × ขอใดถูก 1) อนุภาค 1 มีประจุเปนลบ 2) ถาอนุภาคทั้งสามมีมวลและประจุเทากัน อนุภาค 1 มีพลังงานจลนมากกวาอนุภาค 2 3) ถาอนุภาค 2 และ 3 มีคาประจุตอมวลเทากัน อนุภาค 2 มีอัตราเร็วนอยกวาอนุภาค 3 *4) ถาอนุภาคทั้งสามมีมวลเทากันและเคลื่อนที่ดวยอัตราเร็วเทากัน อนุภาค 2 มีจํานวนประจุนอยกวาอนุภาค 3 2. ขดลวดวางอยูบนโตะที่มีสนามแมเหล็กสม่ําเสมอพุงขึ้นในทิศตั้งฉากกับโตะ พิจารณากรณีตอไปนี้ ก. วงขดลวดกําลังเล็กลง ข. วงขดลวดกําลังใหญขึ้น ค. สนามแมเหล็กกําลังลดลง ง. สนามแมเหล็กกําลังเพิ่มขึ้น กรณีใดที่ผสมกันแลวทําใหเกิดแรงเคลื่อนไฟฟามากที่สุดในทิศตามเข็มนาฬิกา (เมื่อมองโตะจากดานบน) 1) ก. และ ค. 2) ก. และ ง. *3) ข. และ ค. 4) ข. และ ง. ไฟฟากระแสสลับ 1. นําตัวเก็บประจุ ตัวตานทาน และแหลงกําเนิดไฟฟากระแสสลับชนิดที่ใหแรงเคลื่อนไฟฟายังผลคงที่ มาตอ อนุกรมกันทั้ง หมดตามลําดับ ถาความถี่ของแหลงกําเนิดไฟฟาเพิ่มขึ้น กระแสไฟฟายังผลในวงจรอนุกรม ดังกลาวจะเปนอยางไร 1) เพิ่มขึ้น 2) คงเดิม *3) ลดลง 4) ไมสามารถระบุได ขึ้นกับคาของตัวเก็บประจุและตัวตานทาน วิทยาศาสตร ฟสิกส (58)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 59.
    คลื่นแมเหล็กไฟฟา 1. คลื่นแมเหล็กไฟฟากําลังเคลื่อนที่ไปในทิศ +z ที่ตําแหนงหนึ่งและเวลาหนึ่งคลื่นแมเหล็กไฟฟามีทิศของ สนามไฟฟาในทิศ -x ที่ตําแหนงและเวลาดังกลาวจะมีทิศของสนามแมเหล็กในทิศใด 1) +x 2) +y *3) -y 4) -z ฟสิกสยุคใหม 1. เมื่อฉายแสงความถี่ 5 × 1014 เฮิรตซ ลงบนโลหะชนิดหนึ่ง พบวาอิเล็กตรอนที่หลุดออกมามีพลังงานจลน สูงสุด 0.8 อิเล็กตรอนโวลต ถาฉายแสงที่มีความถี่ 1015 เฮิรตซ ลงบนโลหะเดิม อิเล็กตรอนที่หลุดออกมา จะมีพลังงานจลนสูงสุดกี่อิเล็กตรอนโวลต 1) 1.3 2) 2.5 *3) 2.9 4) 4.1 2. เงื่อนไขสําคัญที่สุดที่ทําใหเกิดกระแสโฟโตอิเล็กตรอนในปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริกไดคือขอใด *1) ความถี่ของแสงสูงกวาความถี่ขีดเริ่ม 2) ความยาวคลื่นของแสงมีคาไมเกินความยาวคลื่นของอิเล็กตรอน 3) ความเขมแสงมีคาไมนอยกวาคาคาหนึ่ง ขึ้นกับชนิดของโลหะที่เปนขั้วไฟฟา 4) ความตางศักยไฟฟาระหวางขั้วไฟฟามีคาสูงและทําใหแกสแตกตัวเปนไอออน 3. รังสีเอกซที่ใหสเปกตรัมเสน เกิดจากกระบวนการในขอใด 1) แกสเฉื่อยภายในหลอดสุญญากาศมีการเปลี่ยนระดับพลังงาน *2) การเปลี่ยนระดับพลังงานของอิเล็กตรอนชั้นในสุดของอะตอมที่เปนเปา 3) การเปลี่ยนระดับพลังงานของอิเล็กตรอนชั้นนอกสุดของอะตอมที่เปนเปา 4) อิเล็กตรอนที่พุงเขาชนเปาถูกหนวงหรือเรง 4. เมื่อฉายแสงความถี่ 5.48 × 1014 เฮิรตซลงบนโลหะชนิดหนึ่ง ทําใหอิเล็กตรอนหลุดออกมาดวยพลังงาน- จลนสูงสุด 0.79 อิเล็กตรอนโวลต เมื่อฉายแสงที่มีความถี่ 7.39 × 1014 เฮิรตซลงบนโลหะเดิม พบวา อิเล็กตรอนที่หลุดออกมามีพลังงานจลนสูงสุด 1.55 อิเล็กตรอนโวลต จากผลการทดลองนี้จะประมาณคาคง ตัวของพลังคไดเทาใด 1) 3.98 × 10-34 จูล ⋅ วินาที *2) 6.37 × 10-34 จูล ⋅ วินาที 3) 6.51 × 10-34 จูล ⋅ วินาที 4) 6.63 × 10-34 จูล ⋅ วินาที โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (59)
  • 60.
    นิวเคลียร 1. สารกัมมันตรังสีชนิดหนึ่งมีจํานวนนิวเคลียสเริ่มตนเทากับ N0มีคาครึ่งชีวิตเทากับ T1/2 เมื่อเวลาผานไปนาน 3N เทาใดสารนี้จึงจะสลายตัวไป 4 0 T 3T1/2 1) 1/2 4 2) 4 T ln (3/4) *3) 2T1/2 4) 1/2 ln 2 2. จากปฏิกิริยานิวเคลียรฟวชัน 2 H + 3 H 1 1 X+n กําหนดให มวลของ p = 1.0078 u มวลของ n = 1.0087 u มวลของ α = 4.0026 u มวลของ 2 H = 2.0141 u 1 มวลของ 3 H = 3.0160 u 1 มวลของ 2 5 He = 5.0123 u และ 1u = 930 MeV/c2 จงพิจารณาวา X ในปฏิกิริยานี้คืออะไร และมีการปลดปลอยพลังงานจํานวนเทาใด 1) α และ 1.94 × 10-16 MeV *2) α และ 17.5 MeV 3) 2 5 He และ 1.02 × 10-14 MeV 4) 5 He และ 922 MeV 2 3. ธาตุกัมมันตรังสีชนิดหนึ่งมีจํานวนนิวเคลียสเริ่มตนเทากับ N0 เมื่อเวลาผานไปครึ่งหนึ่งของครึ่งชีวิต จะมี จํานวนนิวเคลียสเหลืออยูเทาใด N N 1) 40 *2) 0 2 3N 7N 3) 4 0 4) 8 0 4. ถาตองการใหหลอดไฟขนาด 100 วัตต 1 ดวงสวางเปนเวลา 1 วัน โดยใชพลังงานจากปฏิกิริยาฟชชัน โดยที่การเกิดฟชชันแตละครั้งใหพลังงาน 200 เมกะอิเล็กตรอนโวลต และประสิทธิภาพในการเปลี่ยน พลังงานนิวเคลียรเปนพลังงานไฟฟาเทากับ 30% จะตองใชยูเรเนียม-235 กี่มิลลิกรัม 1) 0.038 2) 0.096 3) 0.11 *4) 0.35 วิทยาศาสตร ฟสิกส (60)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 61.
    สรุปเนื้อหาบางสวนเพื่อเตรียมการสอบ PAT 2 แสงและการมองเห็น 1. อัตราเร็วของแสงและความยาวคลื่นของแสงในตัวกลางตางๆ r แสงเปนคลื่นแมเหล็กไฟฟา มีลักษณะเปนคลื่นตามขวางมีองคประกอบสองสวน คือ สนามไฟฟา ( E ) r และสนามแมเหล็ก ( B ) ซึ่งเปนเวกเตอรที่มีทิศตั้งฉากกัน โดยขนาดของสนามไฟฟาและสนามแมเหล็กมี ความสัมพันธกันตามสมการ E = cB เมื่อ E เปนขนาดของสนามไฟฟา และ B เปนขนาดของสนามแมเหล็ก และ c เปนอัตราเร็วของแสง ในตัวกลาง ทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่นแมเหล็กไฟฟา สัมพันธกับทิศทางของสนามไฟฟาและสนามแมเหล็ก ตาม กฎมือขวา (ตั้งมือตามทิศของสนามไฟฟาและกํามือเขาหาสนามแมเหล็ก นิ้วโปงจะชี้ทิศของคลื่นแมเหล็กไฟฟา) อัตราเร็วของแสงในสุญญากาศ มีคาคงที่เสมอ c = 3 × 108 m/s แตอัตราเร็วของแสงในตัวกลางอื่น มีคาลดลงตามสมบัติของตัวกลาง โดยมีความสัมพันธ n = c v โดย n เรียกวา ดัชนีหักเห (index of refraction) คาดัชนีหักเหของตัวกลางตางๆ มีคาไมเทากันตาม ตาราง สาร ดัชนีหักเห สุญญากาศ 1.00000 อากาศ 1.00029 น้ํา 4/3 แกว 1.3-1.5 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (61)
  • 62.
    โจทยเรื่องอัตราเร็วของแสง 1. สมมติวา ดวงอาทิตยอยูหางจากดาวพระเคราะหA เปนระยะ 20,000 ลานกิโลเมตร และหางจากดาว พระเคราะห B เปนระยะทาง 50,000 ลานกิโลเมตร จงหาวาหากพระอาทิตยสองแสงสวางถึงดาวพระ เคราะหนี้ใชเวลาตางกันเทาใด ถาความเร็วแสง c = 3 × 108 m/s *1) 1 × 105 วินาที 2) 1 × 106 วินาที 3) 1 × 107 วินาที 3) 1 × 108 วินาที 2. แสงความยาวคลื่นในสุญญากาศ 525 นาโนเมตร เมื่อเคลื่อนที่ผานไปในแกวที่มีดรรชนีหักเห 1.50 ความยาว คลื่นแสงในแกวจะเปนกี่นาโนเมตร 1) 250 nm 2) 300 nm *3) 350 nm 3) 400 nm 3. แสงจากแหลงกําเนิดมีความถี่ 5 × 1014 เฮิรทซ เคลื่อนที่จากสุญญากาศเขาสูแกวที่มีดัชนีหักเห 1.5 ความ ยาวคลื่นของแสงในแกวจะมีคาเทาใด 1) 350 nm *2) 400 nm 3) 450 nm 3) 500 nm วิทยาศาสตร ฟสิกส (62)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 63.
    2. สมบัติเชิงคลื่นของแสง แสงมีสมบัติเชิงคลื่นเชนเดียวกับคลื่นอื่นๆ ไดแก มีสมบัติการสะทอน การหักเห การเลี้ยวเบน และการ แทรกสอด การสะทอนของแสง เมื่อแสงเคลื่อนที่กระทบผิวราบ ก็จะสะทอนกลับในทิศตรงขาม โดยหลักการเดียวกับคลื่น คือ “มุมตกกระทบ = มุมสะทอน” p i o p l θ θ θ θ a Mirror ตําแหนงของภาพจะอยูหางจากกระจกเทากับตําแหนงของวัตถุภายในกระจก (ระยะภาพเปนลบ) ขนาดของภาพเทากับขนาดของวัตถุ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (63)
  • 64.
    ตัวอยางเรื่องการสะทอนที่ผิวราบ 1. รังสีขนานตกกระทบกระจกเงาราบสองแผนซึ่งทํามุม θกัน ถารังสีสะทอนทํามุม 30 องศา และ 40 องศา กับแนวรังสีเดิม ดังรูป มุม θ เปนเทาใด θ 40° 30° 1) 20 องศา 2) 25 องศา 3) 30 องศา *4) 35 องศา 2. แสงจากจุด S สะทอนจากผิวกระจกที่จุด A ไปตามแนว AR ถาเบนกระจกไปจากแนวเดิมเปนมุม θ แนว แสงสะทอนใหมจะเบนจากเดิมเปนมุมเทาใด N S R φ A θ *1) 2θ 2) 4θ 3) 6θ 3) 8θ 3. เด็กคนหนึ่งกําลังตัดผมอยูเขาไดพยายามมองภาพตางๆ ที่ติดบนผนังดานหลังโดยมองผานกระจกเงาราบที่ อยูดานหนา จงหาวาสวนของผนังที่เด็กเห็นในกระจกกวางเทาใด ถากระจกมีความกวาง 1 เมตร ผนัง ดานหลังขนานกับระนาบกระจกและหางจากกระจกเงาเปนระยะ 5 เมตร ตําแหนงตรงที่นั่งหางจากกระจก เปนระยะ 2 เมตร และเขามองเห็นตัวเขาอยูกลางกระจกพอดี (ใหตอบในหนวยเมตร) ผนัง กระจก เด็ก 1m 2m 5m 1) 2.5 m *2) 3.5 m 3) 4.5 m 3) 5.5 m วิทยาศาสตร ฟสิกส (64)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 65.
    4. ถาชายคนหนึ่งสูง 170เซนติเมตร และตาของเขาอยูต่ํากวาสวนที่สูงที่สุดในรางกายเปนระยะ 10 เซนติเมตร มีกระจกราบตั้งอยูบนพื้นในแนวดิ่ง ขอบบนของกระจกตองอยูสูงจากพื้นเทาใดจึงจะทําใหเขามองเห็นเอวที่ อยูสูงจากพื้น 100 เซนติเมตร 1) 100 cm *2) 130 cm 3) 160 cm 4) 170 cm 5. รังสีของแสงเบนออกจากกันจากจุด A โดยตางทํามุม 10 องศากับแนวราบ ตกกระทบกระจกเงาราบซึ่งทํา มุม 10 องศากับแนวดิ่งดังรูป รังสีที่สะทอนจากกระจกจะทํามุมกันกี่องศา B 10° A 10° 10° C 1) 10 *2) 20 3) 40 4) 70 การสะทอนที่ผิวโคง การสะทอนที่ผิวโคงไดแกการสะทอนที่กระจกโคงเวา และกระจกโคงนูน โดยอาศัยหลักมุมตกเทากับมุม สะทอน แสงขนานที่เขาสูกระจกโคงเวาจะสะทอนมาตัดรวมกันที่จุดหนึ่งเรียกวา จุดโฟกัส และแสงที่สะทอนจาก จุดโคงนูนจะกระจายออกเสมือนวามาจากจุดจุดหนึ่งเชนกัน ถา R เปนรัศมีความโคงของกระจก และ F เปนระยะ จากกระจกถึงจุดโฟกัส จากเรขาคณิตเราพบวา f = R 2 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (65)
  • 66.
    การเกิดภาพจากกระจกเวา การเกิดภาพจากกระจกเวาพบวามีความสัมพันธดังสมการ 1 1 1 U + V = f เมื่อ U คือ ระยะวัตถุ V คือ ระยะภาพ F คือ ทางยาวโฟกัส (กระจกเวาทางยาวโฟกัสเปนบวก) ทั้งนี้ขนาดของภาพและขนาดของวัตถุสัมพันธกันตามสมการ m = h′ = V h U เมื่อ h′ เปนขนาดของภาพ h เปนขนาดของวัตถุ m เปนกําลังขยาย วิทยาศาสตร ฟสิกส (66)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 67.
    การเกิดภาพจากกระจกเวาในกรณีตางๆ (I) เมื่อ U= ∞ วัตถุอยูไกลมาก ภาพอยูที่ตําแหนงโฟกัส (V = f) ขนาดของภาพขึ้นกับมุมรองรับวัตถุ (II) เมื่อ R < U < ∞ (วัตถุอยูระหวางอนันต ถึง ศูนยกลางความโคง) ภาพอยูระหวางตําแหนงโฟกัส (f) กับ ศูนยกลางความโคง (R) หรือ f < V < R เนื่องจากระยะภาพนอยกวาระยะวัตถุเสมอ และมีคาเปนบวก (อยูดานเดียวกับวัตถุ) กําลังขยาย นอยกวา 1 (m < 1) ภาพเปนภาพจริงหัวกลับขนาดเล็กกวาวัตถุ (III) เมื่อ U = R (วัตถุอยูที่ศูนยกลางความโคง) ภาพอยูที่ศูนยกลางความโคง V = R m=1 ภาพเปนภาพจริงหัวกลับขนาดเทากับวัตถุ (IV) เมื่อ R > U > f (วัตถุอยูระหวางศุนยกลางความโคงถึงตําแหนงโฟกัส ภาพอยูที่ระหวาง ศูนยกลางความโคงถึงอนันต หรือ R < V < ∞ เนื่องจากระยะภาพมากกวาระยะวัตถุเสมอ m > 1 ภาพเปนภาพจริงหัวกลับขนาดใหญกวาวัตถุ (V) เมื่อ U = f (วัตถุอยูที่จุดโฟกัส) ระยะภาพเปนอนันต ขนาดภาพเปนอนันต (VI) เมื่อ U < f (วัตถุอยูใกลกวาระยะโฟกัส) ระยะภาพมีคาเปนลบ (ภาพอยูในกระจก) |m| > 1 ภาพเสมือนหัวตั้งขนาดใหญกวาวัตถุ หมายเหตุ กระจกเวาใหภาพเสมือนในกรณีเดียว คือ เมื่อวัตถุอยูใกลกวาระยะโฟกัส ภาพเสมือนที่ไดมีขนาดใหญกวาวัตถุเสมอ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (67)
  • 68.
    การเกิดภาพจากกระจกนูน เนื่องจากแสงที่มาจากวัตถุจริงหนากระจกนูนจะกระจายออกเสมอ ดังนั้นไมวาวัตถุจะอยูที่ใดกระจกนูน จะใหภาพเสมือนหัวตั้งเสมอ ความยาวโฟกัสของกระจกนูนมีคาเปนลบ ระยะภาพของกระจกนูนเปนลบเสมอ (ภาพอยูในกระจก) ขนาดภาพของกระจกนูนจะเล็กกวาวัตถุเสมอ โจทยการสะทอนที่ผิวโคง 1. รังสีๆ หนึ่งตกกระทบกระจกนูน โดยแนวรังสีขนานกับแกนมุขสําคัญ และอยูหางจากแกนมุขสําคัญเทากับ b ถารังสีสะทอนจากกระจกทํามุม 120° กับแนวรังสีเดิม ดังรูป รัศมีความโคงของกระจกเปนเทาใด กระจกนูน แกนมุขสําคัญ b 120° 1) 3 b *2) 2b 3) 2 2 b 4) 2 3b 2. ทันตแพทยถือกระจกเวารัศมีความโคง 4.0 เซนติเมตร หางจากฟนที่ตองการอุดเปนระยะ 1.0 เซนติเมตร ทันตแพทยจะเห็นฟนในกระจกขยายเปนกี่เทา *1) 2 เทา 2) 3 เทา 3) 4เทา 4) 5เทา วิทยาศาสตร ฟสิกส (68)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 69.
    3. วางวัตถุไวขางหนากระจกโคงซึ่งมีความยาวโฟกัส 20เซนติเมตร ปรากฏวาไดภาพเสมือนโดยมีกําลังขยาย 0.1 จงหาระยะวัตถุ *1) +220 เซนติเมตร 2) +180 เซนติเมตร 3) -220 เซนติเมตร 4) -180 เซนติเมตร 4. นําวัตถุมาวางดานหนาของกระจกเวาที่มีความโคง 35.0 เซนติเมตร โดยวางหางจากกระจกเปนระยะที่ทําให เกิดภาพจริงขนาดใหญเปน 2.5 เทาของวัตถุ อยากทราบวาวัตถุหางจากกระจกเปนระยะกี่เซนติเมตร 1) 10.5 2) 12.25 3) 21.0 *4) 24.5 5. กระจกโคงทรงกลมอันหนึ่ง เมื่อวางวัตถุไวหางจากกระจก 60 เซนติเมตรปรากฏวาภาพที่เกิดขึ้นเปนภาพ หัวตั้งมีขนาดโต 1.5 เทาของวัตถุ ขอใดกลาวถึงกระจกอันนี้ไดถูกตอง 1) เปนกระจกเวาความยาวโฟกัส 36 เซนติเมตร 2) เปนกระจกนูนความยาวโฟกัส 72 เซนติเมตร 3) เปนกระจกนูนความยาวโฟกัส 90 เซนติเมตร *4) เปนกระจกเวาความยาวโฟกัส 180 เซนติเมตร 6. เมื่อเอาวัตถุมาวางไวที่หนากระจกโคงอันหนึ่งที่ระยะหาง 10 เซนติเมตร พบวาเกิดภาพซึ่งเอาฉากรับไดที่ ระยะ 10 เซนติเมตรขอความตอไปนี้ขอใดถูกตองที่สุด 1) กระจกเปนกระจกนูนมีความยาวโฟกัส 20 เซนติเมตร 2) กระจกเปนกระจกเวามีความยาวโฟกัส 20 เซนติเมตร 3) กระจกเปนกระจกนูนมีความยาวโฟกัส 5 เซนติเมตร *4) กระจกเปนกระจกเวามีความยาวโฟกัส 5 เซนติเมตร 7. นักเรียนกลุมหนึ่งทําการทดลองหาความยาวโฟกัสของกระจกเวาอันหนึ่ง พบวาเมื่อวางวัตถุหางกระจกเปน ระยะทาง 20 เซนติเมตร จะไดภาพจริงมีความสูงเปน 3 เทาของวัตถุ อยากทราบวาถาวางวัตถุอยูหาง กระจก 10 เซนติเมตรภาพที่ไดจะเปนเชนไร 1) ภาพจริงสูงเทาวัตถุ 2) ภาพเสมือน สูงเทาวัตถุ 3) ภาพจริงสูงเปนสามเทาของวัตถุ *4) ภาพเสมือน สูงเปนสามเทาของวัตถุ 8. ดินสอยาว 30 เซนติเมตรวางไวตามแนวแกนหนากระจก ซึ่งมีรัศมีความโคง 60 เซนติเมตร โดยใหปลายใกล อยูที่จุดศูนยกลางความโคงของกระจกภาพที่เกิดขึ้นจะมีความยาวเปนกี่เซนติเมตร *1) 15 2) 30 3) 45 4) 60 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (69)
  • 70.
    9. วัตถุสูง Lวางอยุหนากระจกเวาซึ่งมีความยาวโฟกัส f ดวยระยะ s จากกระจก ภาพที่เกิดขึ้นจะมีขนาด เทาใด f 2 1) L  s - f   2) L  s - f   f  2     *3) (s fL f) - 4) L(s f- f) 10. เมื่อจัดอุปกรณตามรูปพบวาภาพที่เกิดจากกระจกเงาราบกับกระจกนูนไมมีพาราแลกซ ความยาวโฟกัสของ กระจกนูนคือ (ในหนวยเซนติเมตร) กระจกนูน คือ (หนวยเซนติเมตร) 48 cm 32 cm กระจกนูน วัตถุ กระจกเงาระนาบ *1) 20 2) 24 3) 96 4) 120 วิทยาศาสตร ฟสิกส (70)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 71.
    การหักเหของแสง แสงมีสมบัติเปนคลื่น คือ สะทอนได หักเหได แทรกสอดได และเลี้ยวเบนได ในสวนนี้จะกลาวถึงสมบัติการ หักเหของแสงในตัวกลางตางๆ จากเรื่องคลื่น เมื่อคลื่นเคลื่อนที่จากตัวกลางที่มีความเร็ว v1 ไปยังตัวกลางที่มี ความเร็ว v2 โดยทํามุมตกกระทบ θ1 คลื่นจะหักเหโดยมีมุมหักเห θ2 ความสัมพันธระหวางมุมทั้งสองและ อัตราเร็วเปนไปดังสมการ sin θ1 v1 sin θ = v 2 2 ...(1) สําหรับแสงอัตราเร็วของแสงในตัวกลางใดๆ เทากับอัตราเร็วของแสงในสุญญากาศ หารดวยดัชนีหักเห c ดังนั้นสมการ (1) จะเปลี่ยนรูปเปน v= n n1 sin θ1 = n2 sin θ2 ...(2) ดั ง นั้ น ถ า แสงเดิ น ทางจากบริ เ วณที่ มี ดั ช นี หั ก เหน อ ย (ความเร็วสูงกวา) ไปยังที่ที่มีดัชนีหักเหสูงกวา (ความเร็วต่ํากวา) มุม ตกกระทบจะมากกว ามุ ม หั ก เห (หั ก เหเข า) ขณะที่ ถ า แสง เคลื่อนที่จากที่ที่มี ดัชนีหักเหสูง (ความเร็วต่ํา) ไปยังที่ที่มีดัชนี หัก เหสู ง (ความเร็ ว สู ง ) มุ ม หั ก เห ก็ จ ะมากกว ามุ มตกกระทบ (หักเหออก) ดังแสดงในรูป ในกรณีที่ แสงเดินทางจากบริเวณที่มีดัชนีหักเหสูงไปยัง บริเวณที่มีดัชนีหักเหต่ํากวา การหักเหจะมีมุมหักเหที่มากกวามุม ตกกระทบ ที่มุมตกกระทบมุมหนึ่ง จะมีคามุมหักเหเทากับ 90 องศา เราเรียกมุมตกกระทบมุมนี้วามุมวิกฤต (critical angle) ถามุมตกกระทบมีคามากกวามุมวิกฤตจะไมมีแสงหักเหเลยคงพบ แตแสงสะทอนเพียงอยางเดียว ปรากฏการณ นี้เรียกวาการ สะทอนกลับหมด (Total reflection) ภาพแสดงการสะทอนกลับหมดที่ผิวรอยตอของแกวกับอากาศ n1 sin θc = n2 sin (90) n sin θc = n2 1 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (71)
  • 72.
    ตัวอยางเรื่องการหักเห และมุมวิกฤต 1. แสงเดินทางจากวัตถุก ที่มีดัชนีหักเห 1.2 ไปยังอากาศ ดวยมุมตกกระทบ 30 องศา ดังรูป มุม θ มีคาตาม ขอใด θ อากาศ วัตถุ ก 30° *1) sin-1 (0.8) 2) sin-1 (0.6) 3) sin-1 (1.0), -sin-1 (0.8) 4) sin-1 (1.0), -sin-1 (0.6) 2. ถารังสีของของแสงในอากาศ ตกกระทบผิวชองเหลว โดยที่หนาคลื่นทํามุม 60 องศากับผิวของของเหลว ถา อัตราเร็วของแสงในอากาศมีคา 3 × 108 m/s และในของเหลวมีคา 2.4 × 108 m/s มุมที่หนาคลื่นของ แสงหักเหในของเหลวกระทําตอผิวของเหลวมีคา *1) sin-1 0.693 2) 90-sin-1 0.693 3) sin-1 0.2 4) 90-sin-1 0.2 3. จากการทดลองเรื่องการหักเหของแสงพบวา ถาใชมุมตกกระทบในอากาศเทากับ 60 องศา จะเกิดมุมหักเห ในของเหลวชนิดหนึ่ง 30 องศา ถาเปลี่ยนของเหลวเปนชนิดที่สอง และใชมุมตกกระทบในอากาศเทาเดิม พบวามุมหักเหใหมมีคา 45 องศา คาดัชนีหักเหของของเหลวชนิดที่หนึ่งเปนกี่เทาของดัชนีหักเหของ ของเหลวชนิดที่สอง 1) 0.7 *2) 1.4 3) 1.5 4) 1.7 4. i ของเหลว r แกว อากาศ จากรูป ดัชนีหักเหของของเหลวมีคาเทาใด 1) sin i 1 *2) sin (i) 3) 2 sin 2 i - cos 2 i 4) sin ri sin วิทยาศาสตร ฟสิกส (72)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 73.
    5. ฉายแสงสีเขียวความยาวคลื่น 550นาโนเมตร ใหตกกระทบตั้งฉากกับดานหนึ่งของปริซึมสามเหลี่ยมมุมฉาก ซึ่งวางอยูในอากาศ ดังรูป ถาลําแสงที่ออกจากปริซึมเบนออกจากแนวเดิม 30 องศา จงหาดัชนีหักเหของ ปริซึมนี้ 30° 60° 1) 1.3 2) 1.5 *3) 1.7 4) 1.9 6. ใหลําแสงตกกระทบดานขางของปริซึมมุมยอด 75 องศาโดยใหมุมตกกระทบเปน 45 องศา ใหคาดัชนีหักเห ของสารที่ใชทําปริซึมมีคา 1.4 คา sin ของมุมหักเหของลําแสงออกจากปริซึมมีคาเทาใด 45° 75° *1) 0.99 2) 0.88 3) 0.77 4) 0.66 7. ABC เปนปริซึมทําดวยแกวมีมุม ABC = 90 องศา มุม BAC = 30 องศา และมุม ACB = 60 องศา ถาให รังสีของแสงสีเดียวตกกระทบตั้งฉากกับพื้นหนา BC เมื่อรังสีหักเหออกจากปริซึม จงคํานวณหามุมที่รังสี เบี่ยงเบนไปจากทิศทางเดิม (sin 49 = 0.75) และดัชนีหักเหของปริซึมมีคา 3/2 A 30° C C 60° B แสง 1) 90 องศาออกทางดาน AC 2) 49 องศาออกทางดาน AC *3) 41 องศาออกทางดาน AB 4) 8 องศาออกทางดาน AB โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (73)
  • 74.
    การหักเหที่ผิวราบ ความลึกจริงและความลึกปรากฏ θ2 x da θ1 d ภาพแสดงการหักเหของแสงจากน้ําสูอากาศ เมื่อแสงเคลื่อนที่จากที่ที่มีดัชนีหักเหมาก (น้ํา) มายังที่ที่มีดัชนีหักเหนอย เชน อากาศ การหักเหจะเปนการ หักเหออก ดังนั้นเราจะเห็นวัตถุที่อยูในน้ําตื้นขึ้น ดังจะเห็นไดจากภาพของหลอดที่อยูในแกวน้ํา ที่จะเห็นวาหลอด งอขึ้น และมีขนาดใหญขึ้น ดังรูป ภาพของหลอดในแกวน้ํา ถา d เปนความลึกจริงของวัตถุ da เปนความลึกปรากฏของวัตถุ n1 เปนดัชนีหักเหของของเหลวที่วัตถุอยู n2 เปนดัชนีหักเหของตัวกลางที่ผูสังเกตอยู (n1 > n2) วิทยาศาสตร ฟสิกส (74)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 75.
    จากแผนภูมิพบวา tan θ1 = d x tan θ2 = dx a d tan θ1 d a = tan θ2 sin θ1 n ≈ sin θ2 = n2 1 da n2 d = n1 ถาเปนการหักเหออกสูอากาศ (n2 = 1) โดยมองลงเกือบในแนวดิ่ง (tan θ ≈ sin θ) เราประมาณไดวา da = d n ตัวอยางโจทยเรื่องลึกจริงลึกปรากฏ 1. วัตถุอยูที่พื้นสระน้ําซึ่งลึก 5 เมตร ถาดัชนีหักเหของน้ํามีคากับ 4/3 จะมองเห็นวัตถุอยูลึกจากน้ํากี่เมตร *1) 15/4 เมตร 2) 3/4 เมตร 3) 4/3 เมตร 4) 5 เมตร 2. แทงแกวรูปลูกบาศกยาวดานละ 15 เซนติเมตร มีฟองอากาศเล็กๆ อยูภายใน เมื่อมองทางดานหนึ่งจะเห็น ฟองอากาศที่ระยะ 6 เซนติเมตร แตเมื่อมองดานตรงขามจะเห็นฟองอากาศที่ระยะ 4 เซนติเมตร จงหาวา จริงๆ แลวฟองอากาศอยูที่ใดจากผิวแรกที่มอง 1) 4 เซนติเมตร 2) 6 เซนติเมตร *3) 9 เซนติเมตร 4) 10 เซนติเมตร 3. ปลาเสือตัวหนึ่งอยูในน้ํากําลังมองแมลงปอที่บินอยูในอากาศในแนวตรง หางจากผิวน้ํา 30 เซนติเมตร จะ เห็นแมลงปอหางจากผิวน้ําตามขอใด กําหนดใหดัชนีหักเหของน้ําเทากับ 4/3 *1) มากกวาความเปนจริง 10 เซนติเมตร 2) มากกวาความเปนจริง 22.5 เซนติเมตร 3) นอยกวาความเปนจริง 10 เซนติเมตร 4) นอยกวาความเปนจริง 22.5 เซนติเมตร โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (75)
  • 76.
    ไฟฟากระแสสลับและคลื่นแมเหล็กไฟฟา เครื่องกําเนิดไฟฟากระแสสลับ เครื่องกําเนิดไฟฟากระแสสลับทํางานโดยอาศัยหลักการเหนี่ยวนําแมเหล็กไฟฟาของฟาราเดย โดยอาศัย การหมุนขดลวดในสนามแมเหล็ก ฟลักซแมเหล็กจะปลี่ยนแปลงเปนคาบโดยมีฟงกชั่นเปนรูป sine ดังรูป สามารถแทนสมการไดดังนี้ E = E0 sin (ωt) และใชสัญลักษณ ε วิทยาศาสตร ฟสิกส (76)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 77.
    คายังผล คายังผล คือ คาเฉลี่ยของแรงเคลื่อนไฟฟากระแสสลับโดยพิจารณาวาเปนแรงเคลื่อนไฟฟากระแสตรงที่ให กําลังเฉลี่ยเทากับกําลังเฉลี่ยของแรงเคลื่อนไฟฟากระแสสลับ คายังผลมีชื่อเรียกอีกอยางหนึ่งวา คารากที่สองของ กําลังสองเฉลี่ย (Root Mean Square value) ความสัมพันธระหวางคายังผล กับคาสูงสุดเปนไปตามสมการ E0 Erms = โวลต 2 ตัวอยาง ไฟฟาบานที่เราใชอยูในปจจุบัน มีคายังผล เทากับ 220 โวลต ที่ความถี่ 50 เฮิรทซ หมายความวา ไฟฟาที่เราใชกันอยูมีคาสูงสุดเทากับ 200 2 โวลต เฟเซอร E0 e e ωt เฟเซอรเปนเวกเตอรที่ใชแทนแรงเคลื่อนไฟฟากระแสสลับ หรือกระแสของไฟฟากระแสสลับ มีลักษณะ เปนเวกเตอรที่มีขนาดเทากับแอมปลิจูดของไฟฟากระแสสลับ และหมุนรอบจุดกลางดวยคาบเทากับไฟฟากระแสสลับ ขนาดของไฟฟากระแสสลับจะเทากับภาพฉายของเฟเซอรลงบนแกน ดังจะเห็นไดตามภาพ กฎของโอหมสําหรับไฟฟากระแสสลับ ถึงแมวาไฟฟากระแสสลับจะมีคาแรงเคลื่อนไฟฟาไมคงที่ แตยังคงเปนไปตามกฎของโอหมโดยเฉพาะอยาง ยิ่งสําหรับความตานทาน สวนตัวเก็บประจุ และขดลวด เหนี่ยวนําก็เปนไปตามกฎของโอหมเชนกัน เพียงแตวา ไมไดเปนความตานทานเชนเดียวกับตัวตานทาน แตเปนตัวแปรที่เรียกวาความตาน (Reactance) และ กระแสไฟฟาที่ไหลในวงจรจะมีเฟสไมตรงกับแรงเคลื่อนไฟฟา แตจะมีเฟสตางกัน 90 องศา โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (77)
  • 78.
    กฎของโอหมของความตานทาน เมื่อตอแรงเคลื่อนไฟฟากระแสสลับเขากับความตานทาน กระแส ที่ไหลผานความตานทานจะเปลี่ยนแปลงไปพรอมๆ กับแรงเคลื่อนไฟฟา โดยมีคาสูงสุดพรอมกันและต่ําสุดพรอมกัน เมื่อแทนดวยเฟเซอรจะเปน เวกเตอร 2 อันที่ซอนกันและหมุนไปพรอมๆ กัน ดังรูป และมีคากระแส เทียบกับความตางศักยดังนี้ vR = V0 sin (ωt) vR = iR vR i = R V i = R0 sin (ωt) i = I0 sin (ωt) V I0 = R0 กฎของโอหมของตัวเก็บประจุ ในกรณีของตัวเก็บประจุ ความตางศักยจะประจุไฟเขาไปในตัว เก็บประจุ กระแสที่ไหลในวงจร จะมีเฟสตางจากความตางศักยอยู 90 องศา (กระแสไฟฟามีคาสูงสุดนําหนาจากความตางศักย 90 องศา) ดัง สมการ vC = vC sin (ωt) q = CvC q = CvC sin (ωt) i = dq dt i = ( ωC) VC cos (ωt) V i = XC sin (ωt + π ) 2 C X C = ωC 1 VC = ICXC คา XC = ωC 1 เรียกวาคาความตานเนื่องจากการจุ มีหนวยเปน โอหม สําหรับตัวเก็บประจุ เฟเซอรของกระแสมีเฟสนําหนาความตางศักยอยู 90 องศา วิทยาศาสตร ฟสิกส (78)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 79.
    กฎของโอหมของขดลวดเหนี่ยวนํา ขดลวดเหนี่ยวนําเมื่อมีกระแสที่ไมคงที่ไหลผานจะมีความตางศักย ตานเกิดขึ้น ดังนั้นกระแสที่ไหลจะมีความเปลี่ยนแปลงโดยมีเฟสตามหลัง ความตางศักยอยู 90 องศา vL = VL sin (ωt) E - vL = 0 vL = L dt di di L VL dt = L sin (ωt) V iL = - ∫ LL sin (ωt)dt V iL = ωL cos (ωt) L VL iL = X cos (ωt) L XL = ωL V iL = XL sin (ωt - π ) 2 L คา XC = ωL เรียกวาคาความตานเนื่องจากการเหนี่ยวนํา มีหนวย เปนโอหม สําหรับขดลวดเหนี่ยวนํา เฟเซอรของกระแสมีเฟสตามหลังความตางศักยอยู 90 องศา การตอวงจรแบบอนุกรม เมื่อนําอุปกรณทั้ง 3 ชนิดมาตอรวมกัน เราอาจตอได 3 แบบ คือ แบบ อนุกรม แบบขนาน และแบบผสม หลักการการพิจารณาอาจแยกกันในที่นี้จะ กลาวถึงการตอแบบอนุกรมเปนแบบแรก ในการตอวงจรแบบอนุกรม กระแสรวมในวงจรจะคงที่ แตความตางศักย จะตางกัน โดย ความตางศักยครอมความตานทานจะมีคาสูงสุดเทากับ กระแส คูณดวยความตานทาน (v = iR) สวนความตางศักยครอมความจุและขดลวดเหนี่ยวนําจะมีคาสูงสุด vC = iXC และ vL = iXL ตามลําดับ แตความตางศักยทั้งสามจะมีเฟสไมตรงกัน (มีคาสูงสุดต่ําสุดไมตรงกัน) การจะหาคา ความตางศักยรวม ตองอาศัยการบวกกันของเฟเซอร ดังรูป โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (79)
  • 80.
    โดยคาความตางศักยสูงสุดรวมสามารถคํานวณไดจาก 2 V2 = VR + (V - V)2 V2 = (IR)2 + (IXL - IXC)2 V = I R 2 + (X L - X C ) 2 V = IZ Z = R 2 + (X L - X C ) 2 V -V tan φ = LV C R X L - XC = R ทั้งนี้คา Z คือ คาความขัด (impedance) ของอุปกรณทั้ง 3 สวน φ คือ ความตางเฟสระหวางความตาง ศักยกับกระแสไฟฟา ถาคาเปนบวก คือ ความตางศักยมีเฟสนําหนากระแส และถาเปนลบ คือ ความตางศักยมีทิศ ตามหลังกระแส การสั่นพองในวงจรไฟฟากระแสสลับ ในวงจรไฟฟาแบบอนุกรมขางตน จะเห็นไดวา ความตางศักยของขดลวดเหนี่ยวนําจะมีทิศตรงขามกับ ความตางศักยของตัวเก็บประจุ ดังนั้นความตางศักยทั้งสองนี้จะหักลางกัน หากความตางศักยทั้งสองนี้มีคาเทากัน พอดี คาศักยไฟฟาจะมีคาเฉพาะความตางศักยครอมความตานทาน และกระแสไฟฟาจะมีคาสูงสุด เรียกวาเกิด ปรากฏการณสั่นพอง (Resonance) ความถี่ที่จะเกิดปรากฏการณสั่นพองนี้คํานวณไดจาก XL = XC ω0L = ω1 C 0 ω02 = 1 LC ω0 = 1 LC คา ω0 เรียกวา ความถี่ธรรมชาติของวงจร วิทยาศาสตร ฟสิกส (80)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 81.
    กําลังของไฟฟากระแสสลับ ในวิชาไฟฟากําลังของไฟฟากระแสตรงมีคาเทากับผลคูณระหวางกระแสกับความตางศักย ในไฟฟากระแสสลับ เนื่องจากกระแสและความตางศักยมีความตางเฟสกันและไมคงที่ดังนั้นกําลังของไฟฟากระแสสลับก็ไมคงที่ดวย เมื่อหาคาเฉลี่ยจะพบวากําลังของไฟฟากระแสสลับเฉลี่ย จะมีคาเทากับ I V cos ( φ) P = 0 02 วัตต เมื่อ I0 และ V0 คือ คาสูงสุดของกระแสไฟฟาและความตางศักยตามลําดับ มุม φ คือ มุมเฟสระหวาง กระแสไฟฟาละความตางศักย คา cos (φ) เรียกวาตัวประกอบกําลัง (Poer Factor) ในรูปของกระแสยังผลกําลังไฟฟาสามารถเขียนไดในรูป P = IrmsVrms cos (φ) วัตต ขอสังเกต กําลังไฟฟาของวงจรที่ประกอบดวยตัวเก็บประจุ หรือขดลวดเหนี่ยวนําเพียงอยางเดียวจะมีคาเฉลี่ยเปนศูนย เพราะมุมเฟสของตัวจุและขดลวดเหนี่นวนําจะเทากับ 90 องศา สําหรับความตานทานจะมีคาสูงสุดเพราะมีคาเทากับ ศูนยองศา ในความเปนจริงอาจกลาวไดวาในวงจรไฟฟากระแสสลับ V2 P = IrmsVrms cos (φ) = I 2 R = rms วัตต rms R ตัวอยางโจทยไฟฟากระแสสลับและคลื่นแมเหล็กไฟฟา V 1. จากรูปแสดงวงจรไฟฟากระแสสลับ จงหาอัตราสวนของ V0 เมื่อแหลงจายกระแสสลับมีความถี่เชิงมุม ω i R1 L C V0 V1 R2 R2 R2 1) 2) 2 2 R 1 +  ω2 ωC - 1  R 1 +  ω2 ωL - 1  2  LC 2  LC     R2 R2 *3) 4) 2 2 (R 1 + R 2 )2 +  ω2 ωC - 1  (R 1 + R 2 )2 +  ω2 ωL - 1   LC  LC     โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (81)
  • 82.
    2. ถาวงจรประกอบดวยตัวตานทานขนาด 20โอหม ขดลวดเหนี่ยวนําที่มีคาความตานทานเชิงเหนี่ยวนํา 30 โอหม และตัวเก็บประจุที่มีคาความตานทานเชิงประจุ 15 โอหม ตอกันอยางอนุกรมและตอเขากับแหลงกําเนิด ไฟฟากระแสสลับ 220 โวลต ความถี่ 50 เฮิรทซ จงหากระแสในวงจร 1) 2.2 A 2) 4.4 A 3) 6.6 A *4) 8.8 A 3. ในวงจรไฟฟากระแสสลับดังรูป ถาโวลตมิเตอร V อานคาความตางศักยได 200 โวลตจงหากระแสสูงสุดที่ ผานความตานทาน R V R = 100 Ω 1) 0.70 A 2) 1.41 A *3) 2.8 A 4) 4.8 A 4. ในวงจรไฟฟากระแสสลับความถี่ 50 เฮิรทซ ดังรูป ถา โวลตมิเตอร V อานคาความตางศักยได 200 โวลต แอมมิเตอร A จะอานคากระแสไดกี่แอมแปร A XC = 40 Ω V R = 100 Ω      10   20  *1)   2)     29     29        30   40  3)   4)     29     29   5. ถาไฟฟาในบานมีความตางศักย 220 โวลต ความตางศักยสูงสุดมีคาเปนเทาใด 1) 180 2 2) 200 2 *3) 220 2 4) 240 2 6. จงพิจารณาขอความตอไปนี้ ขอความใดตอไปนี้ถูกตอง 1) คากระแสและคาความตางศักยของไฟฟากระแสสลับที่เรียกวาคายังผลเปนคาเดียวกับคาที่มิเตอรอานได 2) คากระแสสลับที่อานไดจากมิเตอรหมายถึงคารากที่สองของคาเฉลี่ยของกําลังสองของกระแสสลับ 3) คายังผลของคาความตางศักยของไฟฟาในบาน คือ 220 โวลต *4) ถูกทุกขอ วิทยาศาสตร ฟสิกส (82)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 83.
    7. เมื่อนําตัวตานทานและขดลวดเหนี่ยวนําตออนุกรมกับแหลงกําเนิดไฟฟากระแสสลับที่มีความตางศักยขณะใด ขณะหนึ่งเปน V = 100 sin (1000 t) โวลต เมื่อใชโวลตมิเตอรวัดความตางศักยครอมตัวตานทานอานได 70 โวลต ถานําไปวัดครอมขดลวดเหนี่ยวนําจะอานไดกี่โวลต 1) 70.3 V *2) 71.4 V 3) 72.5 V 4) 73.6 V 8. ขดลวดเหนี่วยนํา 0.2 เฮนรี่ และตัวเก็บประจุ 10 ไมโครฟารัด ตออนุกรมกับแหลงกําเนิดไฟฟา กระแสสลับ ที่ใหความตางศักยสูงสุด 100 โวลต และความถี่เชิงมุม ω = 1,000 เรเดียน/วินาที จงหากระแสที่อานไดจาก แอมมิเตอร L = 0.2 H C = 10 µF A *1) 1 Amp 2) 2 Amp 3) 3 Amp 4) 4 Amp 9. ขดลวดเหนึ่ยวนํา 0.03 เฮนรี และตัวตานทาน 40 โอหม ตออนุกรมกับแหลงกําเนิดไฟฟากระแสสลับ กระแสของวงจร (i) เปลี่ยนแปลงตามเวลา (t) ดังสมการ i = 5 sin (1,000 t) แอมแปร จงหากําลังเฉลี่ย ของวงจร และความตางศักยสูงสุดของวงจรเปนดังขอใด 1) 500 Watt, 500 Volt 2) 250 Watt, 250 Volt *3) 500 Watt, 250 Volt 4) 250 Watt, 500 Volt 10. สวนประกอบของวงจรไฟฟากระแสสลับตามรูป (ก) มีกระแสที่ผานและความตางศักยระหวางปลายทั้งสอง สัมพันธกัน ตามรูป (ข) จงวิเคราะหวาสวนประกอบของวงจรไฟฟานี้คืออะไร i, v i สวนประกอบ v ของวงจร t (ก) (ข) 1) ตัวตานทาน *2) ตัวเก็บประจุ 3) ขดลวดเหนี่ยวนํา 4) โวลตมิเตอร โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (83)
  • 84.
    คลื่นแมเหล็กไฟฟา คลื่นแมเหล็กไฟฟา คลื่นแมเหล็กไฟฟาเปนคลื่นชนิดเดียวที่ไมตองอาศัยตัวกลางในการสงผานพลังงาน ดังนั้นจึงสามารถเดินทาง ในสุญญากาศได คลื่นแมเหล็กไฟฟาจึงเปนตัวการหลักในการสงผานพลังงานจากดวงอาทิตยมายังโลกในรูปของแสง โดยเฉลี่ยแลวแสงอาทิตยนําพลังงานมาถึงโลกในอัตรา 1370 วัตตตอตารางเมตร คลื่นแมเหล็กไฟฟาเคลื่อนที่ในสุญญากาศดวยอัตราเร็วคงที่ 3 × 108 เมตรตอวินาที อัตราเร็วนี้เปน ปริมาณสมบูรณ นั่นคือ ไมวาผูสังเกตจะอยูนิ่งหรือเคลื่อนที่ก็จะวัดอัตราเร็วแสงไดเทากันเสมอ ในตัวกลางอื่น นอกจากสุญญากาศ อัตราเร็วของคลื่นแมเหล็กไฟฟาจะชาลงโดยอัตราสวนระหวางอัตราเร็วแสงในสุญญากาศ หารดวยอัตราเร็วแสงในตัวกลาง เรียกวา ดัชนีหักเห n = c v องคประกอบของคลื่นแมเหล็กไฟฟา องคประกอบของคลื่นแมเหล็กไฟฟาประกอบดวยสนามแมเหล็ก และสนามไฟฟาในทิศทางที่ตั้งฉากกันที่ สําคัญอัตราสวนระหวางสนามแมเหล็กและสนามไฟฟาจะเทากับอัตราเร็วของแสงในตัวกลางนั้น electric electric ficld ficld magnetic magnetic field field p r opropagat p a g a ion tio n c = E B วิทยาศาสตร ฟสิกส (84)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 85.
    คลื่นแมเหล็กไฟฟาชนิดตางๆ คลื่นแมเหล็กไฟฟาแบงออกเปนประเภทยอยๆ ตามความยาวคลื่นดวยชื่อตางๆ กัน เมื่อเรียงตามความยาว คลื่น ไดแก รังสีแกมมา รังสีเอกซ รังสีอัลตราไวโอเลต แสง คลื่นอินฟราเรด คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ โดยแตละ กลุมมีการใชประโยชนที่แตกตางกันออกไป gamma ultraviolet infrared rays X-rays rays rays radar FM TV shortwave AM 10-14 10-12 10-10 10-8 10-6 10-4 10-2 1 102 10 4 Wavelength (meters) Visible Light 400 500 600 700 Wavelength (nanometers) รังสีแกมมา เปนคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่ปลอยออกมาจากสารกัมมันตรังสี รังสีแกมมามีพลังงานสูง ดังนั้น ความยาวคลื่นจึงสั้นอยูในระดับ 0.001 นาโนเมตร หรือสั้นกวา เราใชรังสีแกมมาในทางการแพทยเพื่อใชฆาเชื้อ หรือทําลายเซลลมะเร็ง รังสีเอกซ มีความยาวคลื่นมากกวารังสีแกมมาอยูในชวง 1 นาโนเมตร ถึง 0.001 นาโนเมตร รังสีเอกซ เกิดจากการหนวงประจุไฟฟาอยางแรงทําใหประจุนั้นมีการแผรังสีออกมา เนื่องจากรังสีเอกซมีอํานาจทะลุทะลวง สูงเราจึงนํามาใชประโยชนในการถายภาพอวัยวะภายในรางกายที่เรารูจักในชื่อเรียกวา ถายเอกซเรย รังสีอัลตราไวโอเลต หรือรังสีเหนือมวงมีความยาวคลื่นในชวง 1 ถึง 400 นาโนเมตร เปนรังสีที่มีอันตราย ตอสิ่งมีชีวิต สามารถกระตุนใหเกิดมะเร็งที่ผิวหนัง รังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตยจะถูกดูดกลืนไปดวยบรรยากาศ โดยเฉพาะอยางยิ่งดวยแกสโอโซน อยางไรก็ดีรังสีอัลตราไวโอเลตมีประโยชนในการฆาเชื้อโรค แสง แสงเปนคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่เรามองเห็น มีความยาวคลื่น 400-700 นาโนเมตร เปนคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่ สามารถรับไดดวยเซลลสีในตา (เรตินา) จึงมีบทบาทสําคัญในการเห็นแสงมีสีตางๆ ตั้งแตสีมวงที่ 400 นาโนเมตร จนถึงสีแดงที่ 700 นาโนเมตร รังสีอินฟราเรด หรือรังสีความรอนมีความยาวคลื่นตั้งแต 700 นาโนเมตร (0.7 ไมครอน) ถึง 1000 ไมครอน (1 ไมครอน คือ 1 ในลานเมตร) เราใชรังสีนี้ในการปรุงอาหาร และใชสงสัญญาณควบคุมอุปกรณจากระยะไกล (รีโมตคอนโทรล) คลื่นไมโครเวฟ เปนคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่มีความยาวคลื่นในชวง 1 มิลลิเมตร ถึง 10 มิลลิเมตร เราใช ประโยชนในการสื่อสาร (โทรศัพทมือถือ) และปรุงอาหาร (เตาไมโครเวฟ) คลื่นวิทยุ มีความยาวคลื่นตั้งแต 1 เซนติเมตร ไปจนถึงหลายเมตร เราใชคลื่นวิทยุในการสื่อสาร (โทรทัศน วิทยุ) โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (85)
  • 86.
    ตัวอยาง คลื่นแมเหล็กไฟฟาชนิดใดตอไปนี้ที่มีความยาวคลื่นสั้นที่สุด 1) อินฟราเรด 2) ไมโครเวฟ 3) คลื่นวิทยุ *4) อัลตราไวโอเลต ตัวอยาง ขอใดเปนการเรียงลําดับคลื่นแมเหล็กไฟฟาจากความยาวคลื่นนอยไปมากไดถูกตอง *1) รังสีเอกซ อินฟราเรด ไมโครเวฟ 2) อินฟราเรด ไมโครเวฟ รังสีเอกซ 3) รังสีเอกซ ไมโครเวฟ อินฟราเรด 4) ไมโครเวฟ อินฟราเรด รังสีเอกซ ตัวอยาง คลื่นแมเหล็กไฟฟาที่นิยมใชในรีโมทควบคุมการทํางานของเครื่องโทรศัพทคือขอใด *1) อินฟราเรด 2) ไมโครเวฟ 3) คลื่นวิทยุ 4) อัลตราไวโอเลต ตัวอยาง สนามแมเหล็กที่เปนสวนหนึ่งของคลื่นแสงนั้น มีทิศทางตามขอใด 1) ขนานกับทิศทางการเคลื่อนที่ของแสง 2) ขนานกับสนามไฟฟา แตตั้งฉากกับทิศการเคลื่อนที่ของแสง *3) ตั้งฉากกับทั้งสนามไฟฟาและทิศการเคลื่อนที่ของแสง 4) ตั้งฉากกับสนามไฟฟาแตขนานกับทิศการเคลื่อนที่ของแสง การฝากสัญญาณเสียงไปกับคลื่นวิทยุ ในการสื่อสารนั้นตองสงสัญญาณเสียงจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง วิธีที่ทํากัน คือ การเปลี่ยนสัญญาณเสียง เปนสัญญาณไฟฟาและฝากไปกับคลื่นวิทยุ ซึ่งวิธีการฝากสัญญาณเสียงนี้เรียกวา โมดูเลชัน (Modulation) ซึ่ง สามารถ ทําได 2 วิธี คือ Frequency Modulation คือ การนําสัญญาณเสียงไปฝากกับคลื่นวิทยุที่มีความถี่สูงและเดินทางไปไดไกล สัญญาณที่ผสมแลวจะมีคาอําพนเทากันตลอด แตความถี่จะเปลี่ยนไปเล็กนอยตามสัญญาณไฟฟาที่เขามา สัญญาณ FM มีขอไดเปรียบที่ความคมชัดของสัญญาณ แตไมสามารถสงสัญญาณไปไดไกลเทาที่ควร Amplitude Modulation คือ การฝากสัญญาณเสียงโดยผสมสัญญาณไปกับคลื่นวิทยุโดยคลื่นจะมีความถี่ คงเดิมแตคาอําพนจะเปลี่ยนไปตามสัญญาณเสียงที่เขามา การฝากสัญญาณเสียงดวยวิธีนี้สามารถสงสัญญาณได ไกลกวาระบบ FM ตัวอยาง การฝากสัญญาณเสียงไปกับคลื่นในระบบวิทยุแบบ เอ เอ็ม คลื่นวิทยุที่ไดจะมีลักษณะอยางไร *1) คลื่นวิทยุจะเปลี่ยนแปลงแอมพลิจูดตามแอมพลิจูดของคลื่นเสียง 2) คลื่นวิทยุจะเปลี่ยนแปลงแอมพลิจูดตามความถี่ของคลื่นเสียง 3) คลื่นวิทยุจะเปลี่ยนแปลงความถี่ตามแอมพลิจูดของคลื่นเสียง 4) คลื่นวิทยุจะเปลี่ยนแปลงความถี่ตามความถี่ของคลื่นเสียง วิทยาศาสตร ฟสิกส (86)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 87.
  • 88.
    กัมมันตภาพรังสี แรงนิวเคลียรและพลังงานนิวเคลียร สารกัมมันตรังสีถูกคนพบครั้งแรก เมื่อป พ.ศ. 2439 เมื่อเบคเคอเรลพบวาสารบางชนิด เชน สินแร- ยูเรเนียม สามารถสงทําใหฟลมถายรูปดําไดถึงแมวาจะอยูในที่มืด โดยสรุปวาสารเหลานั้นเปลงรังสีบางชนิดออกมา ทําใหฟลมถายรูปดํา จากการทดลองโดยเบ็กเคอเรล มารี และปแอร คูรี รัทเทอรฟอรด และนักวิทยาศาสตรอีก หลายคนพบวามีธาตุหลายๆ ชนิดที่มีความสามารถในการแผรังสี เชน เรเดียม ยูเรเนียม ซึ่งการคนพบเหลานี้ได นําไปสูความรูใหมๆ ในทางวิทยาศาสตรเกี่ยวกับรังสีในเวลาตอมา อะตอมและนิวเคลียส สสารตางๆ เมื่อนํามาแยกยอยลงแลวพบวาประกอบขึ้นจากอะตอมของธาตุตางๆ เมื่อพิจารณาถึง สวนประกอบของอะตอมแลวสามารถแยกสวนประกอบของอะตอมออกไดเปนอิเล็กตรอน ซึ่งเปนอนุภาคที่มีประจุ ลบขนาด 1.6 × 10-19 คูลอมบ และมีมวล 9 × 10-31 กิโลกรัม และโคจรรอบนิวเคลียส ซึ่งเปนสวนประกอบที่ รวมมวลสารเกือบทั้งหมดของอะตอมเอาไว สวนนิวเคลียสซึ่งเปนศูนยกลางของอะตอมมีขนาดประมาณ 10-15 เมตรประกอบดวยอนุภาค 2 ชนิด คือ โปรตอนและนิวตรอน โปรตอนเปนอนุภาคที่มีประจุบวกขนาดเทากับ อิเล็กตรอน และมีมวล 1.67 × 10-27 กิโลกรัม และมีจํานวนเทากับอิเล็กตรอน สวนนิวตรอนมีมวลเทาๆ กันกับ โปรตอนแตไมมีประจุ เนื่องจากอิเล็กตรอนมีมวลนอยมากเมื่อเทียบกับโปรตอนและนิวตรอน จึงถือไดวามวลทั้งหมด ของอะตอมอยูที่นิวเคลียส เลขมวลและเลขอะตอม ความแตกตางทางเคมีของธาตุตางๆ นั้นขึ้นอยูกับจํานวนของโปรตอนและอิเล็กตรอน (ซึ่งเทากัน) ใน อะตอมของธาตุนั้นๆ เปนสําคัญ ดังนั้นเพื่อใหมีความเขาใจที่ตรงกันจึงมีการเขียนสัญลักษณแสดงธาตุขึ้นโดยเขียน ในรูปของ ZXA เมื่อ X เปนสัญลักษณแสดงธาตุ เชน คารบอนจะใชสัญลักษณ C และ ยูเรเนียมจะใชสัญลักษณ U เปนตน Z เปนเลขอะตอม (Atomic number) ซึ่งบอกถึงจํานวนโปรตอนที่มีอยูในนิวเคลียส A เปนเลขมวล (Atomic mass) ซึ่งบอกถึงจํานวนโปรตอนและนิวตรอนที่มีอยูในนิวเคลียสรวมกัน วิทยาศาสตร ฟสิกส (88)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 89.
    ตัวอยาง คารบอนเปนธาตุที่เปนสวนสําคัญของสิ่งมีชีวิต สัญลักษณนิวเคลียส12 C แสดงวานิวเคลียสของ 6 คารบอนนี้มีอนุภาคตามขอใด 1) โปรตอน 12 ตัว นิวตรอน 16 ตัว *2) โปรตอน 16 ตัว นิวตรอน 16 ตัว 3) โปรตอน 16 ตัว อิเล็กตรอน 6 ตัว 4) โปรตอน 12 ตัว นิวตรอน 16 ตัว ไอโซโทป (Isotope) เมื่อมาพิจารณาธาตุตางๆ ที่มีอยูในธรรมชาติ พบวาธาตุหนึ่งๆ อาจจะมีมวลตางกันได เชน คารบอนมีเลข อะตอมเหมือนกัน คือ 6 แตอาจมีเลขมวลตางๆ กันเปน 11, 12, 13, 14 เมื่อเขียนเปนสัญลักษณทางเคมีเขียนไดวา 11 12 13 14 6C 6C 6C 6C ธาตุตางๆ เหลานี้ เรียกวา “ไอโซโทป” (Isotope) ธาตุหนึ่งๆ อาจมีไอโซโทปไดหลาย ตัวแตจะมีเพียงตัวเดียวที่เปนธาตุเสถียร ตัวอยาง ขอใดถูกตองสําหรับไอโซโทปของธาตุๆ หนึ่ง 1) มีเลขมวลเทากัน แตเลขอะตอมตางกัน 2) มีจํานวนโปรตอนเทากัน แตจํานวนนิวตรอนตางกัน *3) มีจํานวนนิวตรอนเทากัน แตจํานวนโปรตอนตางกัน 4) มีผลรวมของจํานวนโปรตอนและนิวตรอนเทากัน ธาตุเสถียรและธาตุกัมมันตรังสี จากการคนพบของเบ็กเคอเรล และนักวิทยาศาสตรหลายคนในยุคแรกๆ ทําใหเราสามารถแยกธาตุออกได เปนสองกลุม คือ ธาตุเสถียรและธาตุกัมมันตรังสี โดยมีหลักการอยูที่การแผรังสีของธาตุกัมมันตรังสีนั่นเอง ซึ่ง ตอมาก็พบวาธาตุกัมมันตรังสีนั้นเมื่อเปลงรังสีแลวจะเปลี่ยนไปเปนธาตุอื่น และปริมาณรังสีที่แผออกมาก็จะลดลง เรื่อยๆ ตามจํานวนของอะตอมธาตุกัมมันตรังสีที่มีอยูในขณะนั้น สําหรับธาตุที่ไมมีการแผรังสีและไมมีการเปลี่ยน- แปลงจํานวนอะตอมของธาตุกับเวลา เราสามารถเรียกไดวา “ธาตุเสถียร” รังสีและการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี จากการทดลองของเบ็กเคอเรล รัทเทอรฟอรด และนักวิทยาศาสตรอีกหลายคน พบวารังสีที่ปลดปลอย ออกมาจากสารกัมมันตรังสี สามารถจําแนกออกไดเปน 3 ชนิดใหญๆ และการแผรังสีมีผลกระทบตอจํานวนสาร กัมมันตรังสีที่มีอยูดวย เนื่องจากในการปลดปลอยรังสี 1 ตัวเกิดขึ้นจากการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี 1 ตัว เชนกัน ดังนั้นอัตราในการปลดปลอยรังสีจึงเทากันกับอัตราการลดลงของสารกัมมันตรังสี เมื่อพิจารณาถึงรังสีที่ ปลอยออกมาสามารถแยกรังสีออกไดเปน 3 ชนิด α RAY helium nucleus (2+ cgarge) electron (-charge) β RAY γ RAY gamma photon โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (89)
  • 90.
    1. รังสีแอลฟา (AlphaParticle) รังสีแอลฟาเปนนิวเคลียสของธาตุฮีเลียม (2He4) ที่มีพลังงานสูงเปน รังสีที่มีมวลมากที่สุด คือ 4 เทาของมวลเฉลี่ยของโปรตอนและนิวตรอน (มวลเฉลี่ยของโปรตอนและนิวตรอน เรียกวา 1 u มีคาเทากับ 1.67 × 10-27 กิโลกรัม) เนื่องจากมีมวลมากจึงมีอํานาจทะลุทะลวงไดต่ํา สามารถกั้นได ดวยแผนกระดาษบาง แตหากเรากินเอาสารที่แผรังสีอัลฟาเขาไปเนื่องจากรังสีมีมวลมากก็จะสามารถกอความ เสียหายไดมาก เมื่อสารใดสลายตัวใหรังสีแอลฟา เลขอะตอมของสารนั้นจะลดลง 2 และเลขมวลจะลดลง 4 A A-4 + He4 + energy ZX → Z-2Y 2 2. รังสีบีตา (Beta Particle) รังสีบีตาสามารถทะลุทะลวงไดดีกวารังสีอัลฟา เนื่องจากมวลนอยกวามาก รังสีบีตาเปนอิเล็กตรอนพลังงานสูงที่ปลอยออกมาจากนิวเคลียส อํานาจทะลุทะลวงของรังสีบีตาจะมากกวารังสี อัลฟา คือ สามารถทะลุแผนกระดาษหลายแผน หรือแมแตแผนอะลูมิเนียม ดั้งนั้นการกั้นรังสีบีตาใหหมดไปใชแผน ตะกั่วบางวางกั้นได เมื่อสารสลายตัวใหรังสีบีตาเลขอะตอมจะเพิ่มขึ้นหนึ่ง ขณะที่เลขมวลไมเปลี่ยนแปลง A A 0 ZX → Z+1Y + -1e + energy 3. รังสีแกมมา (Gamma Rays) ตางจากรังสีอื่นตรงที่เปนคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่มีพลังงานสูง สามารถ เคลื่อนที่ไปในอากาศไดหลายเซนติเมตร ปริมาณรังสีที่เปลงออกมาจะลดลงตามความหนาของวัสดุที่กั้น วัสดุที่นิยม นํามาใชเปนสารกั้นรังสี ไดแก ตะกั่วหนา การแผรังสีแกมมามักพบรวมกับการแผรังสีแอลฟาหรือบีตา เมื่อสาร กัมมันตรังสีสลายตัวใหรังสีแอลฟาหรือบีตา ธาตุที่เหลือมักจะเปนธาตุที่มีพลังงานในนิวเคลียสสูง การลดระดับ พลังงานทําไดโดยเปลงรังสีแกมมาออกมา ตัวอยาง รังสีในขอใดที่มีอํานาจในการทะลุทะลวงผานเนื้อสารไดนอยที่สุด *1) รังสีแอลฟา 2) รังสีแกมมา 3) รังสีบีตา 4) รังสีเอกซ การกําจัดสารกัมมันตรังสี สารกัมมันตรังสีเมื่อผานไปเวลาหนึ่งก็อาจจะมีความเขมขนของสารรังสีต่ําลงจนไมสามารถจะใชงานได จะตองทําการกําจัด แตเนื่องจากความเปนสารกัมมันตรังสีนั้นเกิดขึ้นที่นิวเคลียส จึงไมสามารถทําลายได ตองรอ ใหคอยๆ สลายตัวจนหมดไปเอง จึงนิยมนําสารกัมมันตภาพรังสีที่เหลือใชไปเก็บเอาไวในสถานที่ที่ปลอดภัยเชนใน เหมืองเกลือที่อยูใตภูเขา เปนตน ตัวอยาง ขอใดตอไปนี้เปนการกําจัดกากกัมมันตรังสีที่ดีที่สุด 1) เรงใหเกิดการสลายตัวเร็วขึ้นโดยใชความดันสูงมากๆ 2) เผาใหสลายตัวที่อุณหภูมิสูง 3) ใชปฏิกิริยาเคมีเปลี่ยนใหเปนสารประกอบอื่น *4) ใชคอนกรีตตรึงใหแนนแลวฝงกลบใตภูเขา วิทยาศาสตร ฟสิกส (90)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 91.
    ขนาดของนิวเคลียส การวัดขนาดของนิวเคลียสอาจกลาวไดวาเริ่มตั้งแตการทดลองของรัทเธอรฟอรด เนื่องจากขนาดของ นิวเคลียสเล็กมากและมีองคประกอบเปนเพียงโปรตอนและนิวตรอนที่อยูใกลชิดกันมาก ถาสมมติวาความหนาแนน ของนิวเคลียสมีคาคงที่ไมวาจะมีมวลขนาดเทาใดก็ตามเราสามารถเขียนไดวา M M 4 3 = 4 proton3 3 πr 3 πR proton เมื่อ M คือ มวลของนิวเคลียสนั้น (M = AMproton) Mproton คือ มวลของนิวเคลียสของไฮโดรเจน r คือ รัศมีของนิวเคลียสนั้น Rproton คือ รัศมีของโปรตอน แทนคาและแกสมการหาคา r จะไดวา r = RprotonA1/3 ทั้งนี้คารัศมีของโปรตอนมี่คาประมาณ 10-15 เมตร (คาไมแนนอนเพราะยังไมสามารถวัดไดละเอียดเพียงพอ) คาคงที่การสลายตัวของสารกัมมันตรังสีและครึ่งชีวิต ในการแผรังสีของสารกัมมันตรังสีนั้น รังสีหนึ่งตัวที่ปลดปลอยออกมาจะมาจากการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี 1 อะตอม ดังนั้นอัตราการแผรังสีในหนวย ตัวตอวินาที (count per seconds) ก็เทากับอัตราการสลายตัวของ สารกัมมันตรังสีในหนวยอะตอมตอวินาที อัตราการแผรังสีนั้นขึ้นกับปจจัยที่สําคัญ 2 ประการ ประการแรก คือ จํานวนสารกัมมันตรังสีที่มีอยูใน ขณะนั้น ซึ่งถามีปริมาณมากก็จะสามารถแผรังสีออกมาไดมาก ประการที่สอง คือ คาคงที่การสลายตัว (Decay constant) ซึ่งมีหนวยเปน วินาที-1 ซึ่งหากคานี้มีคามากแสดงวาสารกัมมันตรังสีนั้นๆ มีโอการที่จะสลายตัวมาก สมการแสดงอัตราการสลายตัวและตัวแปรทั้งสองเปนดังนี้ R = λN เมื่อ R คือ อัตราการสลายตัว ในหนวยอะตอมตอเวลา (เวลาอาจเปนวินาที นาที ฯลฯ) λ เปนคาคงที่การสลายตัวมีหนวยเปนเวลา-1 N คือ จํานวนอะตอมของสารกัมมันตรังสีในขณะนั้น เนื่องจากอัตราการสลายตัว คือ อัตราการลดลงของสารรังสี ดังนั้นเราจึงสามารถเขียนเปนสมการเชิง อนุพันธไดวา dN = -λN dt โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (91)
  • 92.
    เมื่อแกสมการพบวาจํานวนอะตอมของสารกัมมันตรังสีที่เวลาใดๆ จะลดลงแบบเอกซโปเนนเชียลกับเวลา ดังสามารถเขียนไดตามสมการ N = N0e-λt Radioactive Decay Curve 120% 100% 80% Parent lsotope 60% Remaining 40% 20% 0% 2 4 6 Half Lives กราฟแสดงรอยละของสารกัมมันตรังสีกับเวลาเปนจํานวนเทาของครึ่งชีวิต ตัวแปรอีกตัวหนึ่งที่เปนที่รูจักกันดีในเรื่องการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี ไดแก คาครึ่งชีวิต (Half life) ซึ่งหมายถึง เวลาที่สารกัมมันตภาพรังสีสลายตัวเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของปริมาณตั้งตนซึ่งคาครึ่งชีวิตนี้สามารถหา ไดจาก N = N0e-λt N0 -λT 2 = N0e 1/2 λT1/2 = ln (2) T1/2 = 0.693 λ นอกจากนี้ยังอาศัยการเปรียบเทียบเพื่อหาปริมาณของสารกัมมันตรังสี โดยรูคาครึ่งชีวิต ดังนั้น ถาเดิมมีสารอยู N อะตอม เมื่อเวลาผานไป 1 ครึ่งชีวิตจะเหลืออยู N2 ถามีสารอยู N/2 เมื่อเวลาผานไปอีก 1 ครึ่งชีวิตจะเหลืออยู 1  N  = N 2 2 4   t N   ทํานองเดียวกันทําใหสามารถสรุปความสัมพันธไดวาเมื่อ T1/2 คือ คาครึ่งชีวิต แลว N =  1  T1 / 2 0 2 หมายเหตุ คาครึ่งชีวิตเปนคาเวลาที่สารสลายตัวเหลือครึ่งหนึ่ง แตหากคําถามถามวาถามีสารรังสี 1 อะตอมจะ ใชเวลานานเทาใดจึงจะสลายตัว คําตอบ คือ ตอบไมได เพราะคาที่ไดเปนคาที่มาจากการประมาณ เชิงสถิติ วิทยาศาสตร ฟสิกส (92)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 93.
    ตัวอยาง เครื่องหมายดังรูปแทนอะไร เหลือง 1) เครื่องกําเนิดไฟฟาโดยกังหันลม *2) การเตือนวามีอันตรายจากกัมมันตภาพรังสี 3) การเตือนวามีอันตรายจากสารเคมี 4) เครื่องกําเนิดไฟฟาโดยเซลลแสงอาทิตย ตัวอยาง กิจกรรมการศึกษาที่เปรียบการสลายกัมมันตรังสีกับการทอดลูกเตานั้น จํานวนลูกเตาที่ถูกคัดออก เทียบไดกับปริมาณใด 1) เวลาครึ่งชีวิต 2) จํานวนนิวเคลียสตั้งตน 3) จํานวนนิวเคลียสที่เหลืออยู *4) จํานวนนิวเคลียสที่สลาย ตัวอยาง นักโบราณคดีพบเรือไมโบราณลําหนึ่งมีอัตราสวนของปริมาณ C-14 ตอ C-12 เปน 25% ของ อัตราสวนสําหรับสิ่งที่ยังมีชีวิต สันนิษฐานไดวาซากเรือนี้มีอายุประมาณกี่ป (กําหนดให ครึ่งชีวิตของ C-14 เปน 5730 ป) 1) 2865 ป 2) 5730 ป *3) 11460 ป 4) 22920 ป ตัวอยาง ไอโอดีน-128 มีคาครึ่งชีวิต 25 นาที ถาเริ่มตนมีไอโอดีน-128 อยู 400 มิลลิกรัม ไอโอดีน-128 จะ ลดลงเหลือ 100 มิลลิกรัม เมื่อเวลาผานไปกี่นาที 1) 35 นาที 2) 40 นาที 3) 45 นาที *4) 50 นาที ตัวอยาง นิวเคลียสของเรเดียม-226 ( 226 Ra ) มีการสลายโดยการปลอยอนุภาคแอลฟา 1 ตัว และรังสี 88 แกมมาออกมา จะทําให 226 Ra กลายเปนธาตุใด 88 1) 218 Po 84 *2) 222 Rn 86 3) 230 Th 90 4) 234 U 92 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (93)
  • 94.
    ตัวอยาง อนุภาคใดในนิวเคลียส 236U และ 234 Th ที่มีจํานวนเทากัน 92 90 1) โปรตอน 2) อิเล็กตรอน *3) นิวตรอน 4) นิวคลีออน ตัวอยาง ในธรรมชาติ ธาตุคารบอนมี 3 ไอโซโทป คือ 12 C , 13 C และ 14 C ขอใดตอไปนีถูกตอง 6 6 6 ้ 1) แตละไอโซโทปมีจํานวนอิเล็กตรอนตางกัน 2) แตละไอโซโทปมีจํานวนโปรตอนตางกัน *3) แตละไอโซโทปมีจํานวนนิวตรอนตางกัน 4) แตละไอโซโทปมีจํานวนโปรตอนเทากับจํานวนนิวตรอน ตัวอยาง รังสีใดที่นิยมใชในการอาบรังสีผลไม 1) รังสีเอกซ *2) รังสีแกมมา 3) รังสีบีตา 4) รังสีแอลฟา กัมมันตภาพและหนวยของกัมมันตภาพ เนื่องจากในการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี 1 อะตอม จะปลดปลอยรังสีออกมา 1 ตัว ดังนั้นอัตราการ แผรังสีของสารกัมมันตรังสีหรือที่เรียกวากัมมันตภาพ (Activity) จึงมีคาเทากับอัตราการสลายตัวของสาร กัมมันตรังสี A = R = λN ซึ่งสามารถเขียนไดเปน A = λN A = λN0e-λt A = A0e-λt เมื่อ A0 = λN0 เปนกัมมันตภาพเริ่มตนของสารกัมมันตรังสี หนวยของกัมมันตภาพ แบงออกเปนหลายหนวย ไดแก เบคเคอเรล (Becquerel) เปนอัตราการแผรังสี 1 ตัวตอวินาที (count per sec) คูรี (Courie: Ci) เปนอัตราการแผรังสีเทียบเทากับการแผรังสีของธาตุเรเดียม 1 Ci = 3.7 × 1010 Becquerel วิทยาศาสตร ฟสิกส (94)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 95.
    ปฏิกิริยานิวเคลียร เมื่อยิงอนุภาคที่มีพลังงานสูงบางชนิด (รังสีแอลฟา, โปรตอน, หรือนิวตรอน) ใหเขาชนนิวเคลียสของธาตุอื่น อนุภาคทั้งสองอาจเขาทําปฎิกิริยากัน และเปลี่ยนไปเปนธาตุอื่นได กระบวนการนี้เรียกวาเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร เชน 6 Li + 2 H → 4 He + 4 He 3 1 2 2 บางครั้งสามารถเขียนเปนสัญลักษณในรูป นิวเคลียสตั้งตน (อนุภาคที่เขาชน, อนุภาคที่ปลดปลอย) นิวเคลียสสุดทาย เชน สมการขางตนสามารถเขียนได 6 Li ( 2 H , α) 4 He 3 1 2 ทฤษฎีสัมพัทธภาพและพลังงานหยุดนิ่ง ในป ค.ศ. 1905 Albert Einstien เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ซึ่งในทฤษฎีดังกลาวเมื่อกลาวถึงพลังงานจลน ของวัตถุที่เคลื่อนที่ดวยอัตราเร็ว V เมตรตอวินาที สามารถเขียนไดตามสมการ         Ek =  1 - 1 m0c2   2   1 - v2    c   ซึ่งแสดงใหเห็นวาแมวัตถุจะอยูนิ่งก็มีพลังงานจํานวนหนึ่งซึ่งขึ้นกับมวลของวัตถุนั้นๆ เรียกวาพลังงานหยุดนิ่ง (Rest mass energy) ซึ่งมีคาดังสมการ E = m0c2 เมื่อ m0 คือ มวลหยุดนิ่งของวัตถุ และ c คือ อัตราเร็วแสง ซึ่งตอมาพบวาในนิวเคลียสของธาตุตางๆ จะ มีมวลของนิวเคลียส นอยกวา มวลรวมของโปรตอนและนิวตรอนตามจํานวนที่มีอยูในนิวเคลียสนั้น แสดงวามีมวล สารบางสวนเปลี่ยนไปเปนพลังงานที่ใชยึดเหนี่ยวโปรตอนนิวตรอนเขาไวดวยกัน ซึ่งเปนจุดเริ่มตนของความเขาใจ ในเรื่องแรงยึดเหนี่ยวในนิวเคลียสตอมา เมื่อมาพิจารณาปฏิกิริยานิวเคลียรที่เกิดขึ้นพบวาแยกเปน 2 กลุม คือ ปฏิกิริยาคายพลังงาน และปฏิกิริยา ดูดพลังงาน ซึ่งอธิบายไดวา ในปฏิกิริยาคายพลังงาน มวลรวมสารตั้งตนของปฏิกิริยามีคามากกวามวลสารรวม ภายพลังปฏิกิริยา แสดงวามีมวลสารบางสวนเปลี่ยนไปเปนพลังงาน และถายเทออกมาในรูปของพลังงานจลนของ อนุภาคภายหลังปฏิกิริยาที่มีคาเพิ่มขึ้น สวนปฏิกิริยาดูดพลังงานมีลักษณะกลับกัน คือ มวลสารหลังเกิดปฏิกิริยามี คามากกวามวลสารกอนเกิดปฏิกิรยา ดังนั้นในการเกิดปฏิกิริยาไดตองใหพลังงานแกระบบในรูปของพลังงานจลน ของอนุภาค คาพลังงานนี้เรียกวา Q factor ซึ่งเขียนไดตามสมการ Q = [(Σm)before - (Σm)after]c2 = ∆mc2 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (95)
  • 96.
    เมื่อ ∆m คือผลตางระหวางมวลรวมกอนปฏิกิริยาและหลังปฏิกิริยา เมื่อเทียบมวล พบวามวล 1 u (1.67 × 10-27 กิโลกรัม) ถาเปลี่ยนเปนพลังงานจะใหพลังงาน 931 MeV ดังนี้ Q = ∆mc2 Q = (1.66054 × 10-27 kg)(2.99792 × 108 m/s)2 Q = 1.49242 × 10-10 J Q = 931.49 MeV ดังนั้นถาหาคา ∆m ไดในหนวย u คูณดวย 931 ก็จะไดพลังงานในหนวย MeV ปฏิกิริยาฟชชั่นและฟวชั่น เมื่อพิจารณาแรงยึดเหนี่ยวตอนิวคลีออน ของนิวเคลียสตางๆ พบวาแรงยึดเหนี่ยวตอนิวคลีออนมีคาสูงสุด ที่เหล็ก และต่ําทั้งในดานที่มวลต่ํากวาและสูงกวา ผลนี้ทําใหเกิดปรากฏการณสองอยาง คือ ถานําธาตุที่เบากวา เหล็ก 2 ธาตุมารวมกันแลวไดธาตุที่ยังเบากวาเหล็กอยู มวลรวมกอนทําปฏิกิริยาจะมากกวาหลังการเกิดปฏิกิริยา ดังนั้นจึงคายพลังงาน เรียกวาปฏิกิริยาฟวชั่น ขณะเดียวกันถาแตกธาตุมรามีมวลมากใหแยกยอยเปนธาตุเบา ตั้งแตสองธาตุขึ้นไปก็จะคายพลังงานเชนกัน เรียกวาปฏิกิริยาฟชชั่น ดังมีรายละเอียดดังนี้ ปฏิกิริยาฟชชั่น คือ ปฏิกิริยาที่ธาตุหนักแตกออกเปนธาตุเล็กสองธาตุขึ้นไป โดยอาจจะตองมีการชนจาก อนุภาคอื่น แตพลังงานรวมที่ปลดปลอยหลังปฏิกิริยามากกวาพลังงานที่ใหมาก ตัวอยางเชน 235 U + 1 n → 236 U → 141 Ba + 92 Kr + energy 92 0 92 56 36 ปฏิกิริยาฟชชั่นเปนปฏิกิริยาที่พบไดในเตาปฏิกรณนิวเคลียรและระเบิดนิวเคลียร : ซึ่งเปนปฏิกิริยาที่พบได ในโรงไฟฟานิวเคลียรที่สามารถควบคุมอัตราการเกิดปฏิกิริยาได ปฏิกิริยาฟวชั่น คือ ปฏิกิริยาที่ธาตุเบารวมตัวกันเปนธาตุที่หนักขึ้น ตัวอยางเชน ปฏิกิริยานิวเคลียรที่พบใน ดวงอาทิตยธาตุไฮโดรเจนรวมกันเปนธาตุฮีเลียมพรอมทั้งปลอยพลังงานออกมาตามสมการ 4 1 H + 4 He + 2e+ + 2 v + energy 1 1 ปจจุบันปฏิกิริยาฟวชั่นไมสามารถสรางใหเกิดและควบคุมไดบนพื้นโลก จึงยังไมสามารถนํามาใชประโยชน ไดเชนปฏิกิริยาฟชชั่น วิทยาศาสตร ฟสิกส (96)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 97.
    โจทยเรื่องฟสิกสนิวเคลียร 1. ธาตุกัมมันตรังสี หมายถึงธาตุที่มีสมบัติในการแผรังสีไดเองและรังสีที่แผออกมาจะตองเปนรังสีตอไปนี้เสมอ 1) รังสีแอลฟา 2) รังสีบีตา รังสีแกมมา *3) รังสีแอลฟา รังสีบีตา รังสีแกมมา 4) เปนรังสีชนิดใดก็ได 2. จากการทดลองหากัมมันตภาพรังสีของสาร A โดยวิธีของเบคเคอเรล ปรากฏวาไมมีรอยดําบนฟลมเมื่อนํา ฟลมนั้นไปลาง แสดงวาสารA เปนสารอยางไร *1) เสถียร 2) เสถียรหรือแผรังสีแอลฟา 3) ไมเสถียรหรือแผรังสีบีตา 4) แผรังสีแอลฟาและรังสีบีตา 3. สมบัติที่สําคัญประการหนึ่งของอนุภาคแอลฟาก็คือ 1) มีอํานาจทะลุทะลวง 2) มีพลังงานจลนสูงกวาอนุภาคตัวอื่น *3) ทําใหสารที่ผานแตกตัวเปนไอออน 4) คลายกับรังสีเอกซ 4. รังสีแอลฟามีอํานาจในการทะลุผานนอยกวารังสีชนิดอื่นที่ออกมาจากธาตุกัมมันตรังสี เนื่องจาก 1) รังสีแอลฟามีพลังงานนอยกวาชนิดอื่น *2) รังสีแอลฟามีสมบัติในการทําใหสารที่รังสีผานแตกตัวเปนไอออนไดดี 3) รังสีแอลฟาไมมีประจุไฟฟา 4) ถูกทั้งขอ 1) และขอ 2) 5. กระบวนการที่เกิดขึ้นในนิวเคลียส ซึ่งมีลักษณะคลายกับการปลอยแสงของอะตอมที่อยูในสถานะกระตุน คือ กระบวนการใด *1) การแผรังสีแกมมา 2) การปลอยอนุภาคบีตา 3) การปลอยอนุภาคแอลฟา 4) การปลอยอนุภาคนิวตรอน 6. ถาใหรังสีแอลฟา บีตา และแกมมา เคลื่อนที่อยูในน้ํา และรังสีทั้งสามมีพลังงานเทากัน เราจะพบวารังสีบีตา จะเคลื่อนไดระยะทาง 1) สั้นที่สุด 2) ไกลที่สุด 3) ไกลกวาแกมมาแตใกลกวาแอลฟา *4) ไกลกวาแอลฟาแตใกลกวาแกมมา โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (97)
  • 98.
    7. พิจารณาขอความตอไปนี้สําหรับรังสีแอลฟา บีตาและแกมมา i. มีความสามารถในการทําใหกาซแตกตัวเปนไอออนไดดีกวา ii. ตองใชวัสดุที่มีความหนามากในการกั้นรังสี iii. เมื่อเคลื่อนที่ผานบริเวณที่มีสนามแมเหล็ก แนวทางการเคลื่อนที่เปนแนวโคง iv. อัตราสวนระหวางประจุตอมวลมากที่สุด ขอความใดเปนสมบัติของรังสีบีตา 1) ขอ i. และ iv. 2) ขอ i. และ iii. 3) ขอ ii. และ iv. *4) ขอ iii. และ iv. 8. ขอความตอไปนี้ขอใดถูก 1) รังสีบีตามีอํานาจทะลุผาน สูงกวารังสีแกมมา แตนอยกวารังสีเอกซ 2) รังสีบีตามีอํานาจทะลุผานสูงกวารังสีเอกซ แตนอยกวารังสีแอลฟา *3) รังสีบีตามีอํานาจการทะลุผานสูงกวารังสีแอลฟา แตนอยกวารังสีแกมมา 4) รังวีบีตามีอํานาจทะลุผานสูงกวารังสีอื่นๆ ทุกชนิด 9. จํานวนนิวตรอนในนิวเคลียส 27 Al คือขอใด 13 1) 13 *2) 14 3) 27 4) 40 10. อะตอมของ 84 230 Po 1) มีจํานวนนิวคลีออน = 210 จํานวนนิวตรอน = 84 *2) มีจํานวนอิเลกตรอน = 84 จํานวนนิวตรอน = 146 3) มีจํานวนอิเลกตรอน = 126 จํานวนโปรตอน = 84 4) มีจํานวนนิวคลีออน = 210 จํานวนอิเลกตรอน = 146 11. ดีบุกมีเลขอะตอม = 50 และเลขมวล 120 จะมีจํานวนิวคลีออนเทาใด 1) 20 2) 70 *3) 120 4) 170 12. อะตอมธาตุ 196 Pt และ 197 Au จะมีจํานวนอะไรเทากัน 78 79 1) นิวคลีออน *2) นิวตรอน 3) โปรตอน 4) อิเลกตรอน 13. อนุภาคแอลฟาประกอบดวย 1) 2 โปรตอน 2) 2 โปรตอน กับ 2 อิเลกตรอน *3) 2 โปรตอน กับ 2 นิวตรอน 4) 4 โปรตอน วิทยาศาสตร ฟสิกส (98)_________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 99.
    14. กัมมันตภาพ (ตอวินาที) 120 100 80 60 40 20 0 2 4 8 12 16 20 เวลา (ชั่วโมง) ในการทดลองวัดการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี ปรากฏวาไดกราฟแสดงความสัมพันธระหวางกัมมันตรังสีที่ นับได (ตอวินาที) กับเวลาเปนชั่วโมง ดังรูป จงหาวาในตอนแรกมีจํานวนนิวเคลียสของสารกัมมันตรังสีอยู เทาใด 1) 1.4 × 103 2) 8.3 × 104 3) 3.5 × 106 *4) 5.0 × 106 15. ในปฏิกิริยา 7 Li (p, α) 4 He ถามวลของ 7 Li 4 He และ 1 H เปน 7.01600 u, 4.00260 u และ 3 2 3 2 1 1.00794 u ตามลําดับ พลังงานที่เกี่ยวของในปฏิกิริยานี้เปนตามขอใด 1) ดูดพลังงาน 8.6 MeV 2) คายพลังงาน 8.6 MeV 3) ดูดพลังงาน 17.4 MeV *4) คายพลังงาน 17.4 MeV 16. ณ เวลาหนึ่ง ธาตุกัมมันตรังสี A มีกัมมันตภาพ A0 ในขณะที่ธาตุกัมมันตรังสี B มีกัมมันตภาพ B0 ถา คาคงที่การสลายตัวของธาตุ A เปน a และของธาตุ B เปน b เวลาผานไปอีกนานเทาใดกัมมันตภาพของ ธาตุทั้งสองจึงเทากัน A0 - B A0 - B 1) a - b 0 2) b - a 0 lnA 0 - lnB0 lnA 0 - lnB0 *3) a-b 4) b-a 17. สําหรับปฏิกิริยา 2 H + 2 H → 3 He + X + 3.3 MeV 1 1 2 X แทนอนุภาคใด 1) อิเล็กตรอน 2) โพสิตรอน 3) โปรตอน *4) นิวตรอน 18. สารกัมมันตรังสีชิ้นหนึ่งมีกัมมันตภาพ 6.4 × 1012 เบคเคอเรล 12 ชั่วโมงตอมา กัมมันตภาพลดลงเหลือ 1.0 × 1011 เบคเคอเรล สารนี้มีเวลาครึ่งชีวิตกี่ชั่วโมง 1) 1 ชั่วโมง *2) 2 ชั่วโมง 3) 3 ชั่วโมง 4) 4 ชั่วโมง โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (99)
  • 100.
    19. สารกัมมันตรังสีชนิดหนึ่งมีคากัมมันตภาพ 256คูรี พบวาเมื่อเวลาผานไป 6 นาที กัมมันตภาพลดเหลือ 32 คูรี จงหาครึ่งชีวิตและคากัมมันตภาพที่เหลืออยูหลังจากเวลาผานไปอีก 8 นาที *1) 2 นาที 2 คูรี 2) 2 นาที 30 คูรี 3) 4 นาที 8 คูรี 4) 4 นาที 24 คูรี 20. รัสมีนิวเคลียสของ 238U มีคาประมาณเปนกี่เทาของรัศมีนิวเคลียสของ 4He *1) 4 2) 8 3) 16 4) 60 21. จากปฏิกิริยานิวเคลียร 2 H + X 1 4 He + n 2 X ควรเปนอนุภาคใด 1) อิเล็กตรอน 2) โปรตอน 3) ดิวเทอรอน *4) ทริทอน 22. ในปฏิกิริยานิวเคลียร 7 Li(p, α ) 4 He จะคายหรือดูดกลืนพลังงานเปนจํานวนเทาใด (กําหนดให มวลของ 3 2 ลิเธียม-7 เทากับ 7.0160 u มวลของโปรตอนเทากับ 1.0078 u มวลอนุภาคแอลฟาเทากับ 4.0026 u และ มวล 1 u เทียบ เทากับพลังงาน 930 MeV) *1) คาย 17 MeV 2) คาย 4 MeV 3) ดูดกลืน 17 MeV 4) ดูดกลืน 4 MeV วิทยาศาสตร ฟสิกส (100)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 101.
    การเคลื่อนที่แนวตรง นิยาม มีนิยามของปริมาณที่เกิดจากการเคลื่อนที่ ดังนี้ เวลา t ∆s s สุดทาย v v v เวลา t2 v ∆s เริ่มตน s เวลา t1 v เวลา t = 0 a ระยะทาง s = ความยาวเสนทางการเคลื่อนที่ r การกระจัด s = เวกเตอรจากจุดเริ่มตนถึงจุดสุดทาย อัตราเร็ว v = ระยะทางที่เคลื่อนที่ไดในหนึ่งหนวยเวลา vเฉลี่ย = ∆s ∆t vขณะใดๆ = v = ∆s เมื่อ ∆t → 0 = dS ∆t dt r ความเร็ว v = การกระจัดที่เคลื่อนที่ไดในหนึ่งหนวยเวลา r r vเฉลี่ย = ∆ s ∆t r r ∆r r s เมื่อ ∆t → 0 = d s v ขณะใดๆ = v = ∆t dt โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (101)
  • 102.
    r ความเร็ว a = ความเร็วที่เปลี่ยนไปหนึ่งหนวยเวลา r r aเฉลี่ย = ∆ v ∆t r r ∆r r a ขณะใดๆ = a = ∆v เมื่อ ∆t → 0 = d v t dt ขอสังเกต 1. ความเร็วเฉลี่ย มีทิศเดียวกับการกระจัดเสมอ 2. ความเร็วขณะใดๆ มีทิศสัมผัสกับเสนทางการเคลื่อนที่เสมอ 3. ที่ขณะใดๆ อัตราเร็ว = ขนาดของเความเร็ว r 4. ความเรงเฉลี่ย มีทิศเดียวกับความเร็วที่เปลี่ยนไป ( ∆ v ) 5. ถาเคลื่อนที่แนวโคง ความเรงมีทิศเขาสูดานในโคง 6. วัตถุอาจเกิดความเรงจากการเปลี่ยนขนาด และ/หรือทิศทางของความเร็ว กราฟการเคลื่อนที่แนวตรง r r r การเคลื่อนที่แนวตรงจะใชเครื่องหมายบวก และลบ แสดงทิศทางตรงขามกันของ s , v และ a และ r r r สามารถใชกราฟ s - t, v - t และ a - t หาคาตางๆ ดังนี้ v v v v a s v v v ัน = ช =a ม คม มชัน ควา ควา พื้นที่ = v s พื้นที่ = ∆v v t t t ขอสังเกต 1. เครื่องหมายบวกและลบของความชันและพื้นที่แสดงทิศทางของเวกเตอรที่มีทิศตรงขามกัน 2. เราสามารถเปลี่ยนกราฟโดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงของความชัน วิทยาศาสตร ฟสิกส (102)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 103.
    สูตรการเคลื่อนที่แนวตรงดวยความเร็วคงที่ r r r เมื่อให u = ความเร็วตน (ที่เวลา t = 0, v = ความเร็วปลาย (ที่เวลา t), s = การกระจัด และ r a = ความเรง ดังรูป t=o v v (เรง) a t v u v (หนวง) a v v S r  u + vt เมื่อ a คงที่ จะได s =   2   v = u + at s = ut + 1 at2 2 s = vt - 1 at2 2 v2 = u2 + 2as การกําหนดเครื่องหมาย r 1. เพื่อคามสะดวกใหทิศของ u เปนบวกเสมอ r r r r 2. ถา s , v , a มีทิศเดียวกับ u แทนคาเปนบวก r r r r 3. ถา s , v , a มีทิศตรงขามกับ u แทนคาเปนลบ 4. ความเรง (เร็วขึ้น) แทนคาเปนบวก 5. ความหนวง (ชาลง) แทนคาเปนลบ ขอสังเกต 1. s ในสูตรเปนการกระจัดไมใชระยะทาง ตองวัดตรงจากจุดเริ่มตนถึงจุดสุดทาย r 2. กราฟ s - t เปนกราฟพาราโบลาหงาย หรือคว่ํา r กราฟ v - t เปนเสนตรง r กราฟ a - t เปนเสนตรงขนานกับแกน t 3. s =  u + v  t = vเฉลี่ยt นั่นคือ vเฉลี่ย = u + v   2   2 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (103)
  • 104.
    การตกอยางอิสระแนวดิ่ง r r r วัตถุใดๆ ที่เคลื่อนที่ขึ้นหรือลงอยางอิสระในแนวดิ่งใกลผิวโลก จะมีความเรงคงที่ a = g เสมอ โดย g มีขนาด 9.8 m/s2 หรือประมาณ 10 m/s2 ทิศลงสูศูนยกลางโลก v v v (เรง) g v (หนวง) g v v วัตถุตก (เร็วขึ้น) วัตถุขึ้น (ชาลง) การเคลื่อนที่อยางอิสระ หมายถึง มีแรงโนมถวงหรือน้ําหนักกระทําเพียงแรงเดียว ไมคิดแรงตานของอากาศ r r สูตร (เปลี่ยน a เปน g ) s =  u + vt  2   v = u + gt s = ut + 1 gt2 2 s = vt - 1 gt2 2 v2 = u2 + 2gs ขอสังเกต r 1. ความเรง g ไมขึ้นกับมวลของวัตถุ 2. มวลตางกัน ตกถึงพื้นพรอมกัน (จากความสูงเดียวกัน) 3. เมื่อโยนวัตถุขึ้นพบวา เวลาขาขึ้น = เวลาขาลง r r r 4. ที่จุดสูงสุด v = 0 แต a = g 5. ระดับเดียวกันอัตราเร็วขาขึ้น = อัตราเร็วขาลง 6. ถาโยนขึ้นจากพื้นดวยอัตราเร็ว u จะตกถึงพื้นดวยอัตราเร็ว v = u 7. การปลอยจากหยุดนิ่ง แสดงวา u = 0 แตการปลอยจากบอลลูน แสดงวา u = ความเร็วบอลลูน 8. กรณีโยนวัตถุขึ้นจากพื้นดวยอัตราเร็วตน u พบวา tขึ้น = u = tลง g 2 ระยะสูงสุด H = u 2g 9. กรณีโยนวัตถุขึ้นแลวตกต่ํากวาจุดเริ่มตนตองใชการกระจัดเปนลบ 10. แตละสูตรมี 4 ปริมาณ จึงตองรูขอมูล 3 ปริมาณ เพื่อหาอีก 1 ปริมาณ วิทยาศาสตร ฟสิกส (104)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 105.
    กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน มวล (m) หมายถึง ปริมาณที่แสดงการตอตานการเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ (เปลี่ยนความเร็วหรือเกิด ความเรง) r แรง ( F ) หมายถึง ปริมาณที่ทําใหวัตถุเกิดความเรง r r r น้ําหนัก ( W ) หมายถึง แรงที่โลกดึงดูดวัตถุ โดยที่ W = m g แรงโนมถวง หมายถึง แรงดึงดูดระหวางมวล โดยที่ Gm1m 2 F = r2 v r G = 6.67 × 10-11 N.m2/kg2 แรง F ทําใหเกิดความเรง g โดยที่ g = GM = GM เมื่อ r = R (ที่ผิวโลก) r2 R2 r แรงแนวฉาก ( N ) หมายถึง แรงกดกันระหวางผิวสัมผัสซึ่งมีทิศตั้งฉากกับผิวสัมผัสเสมอ r แรงเสียดทาน ( f ) หมายถึง แรงตานการเคลื่อนที่ของวัตถุ เกิดที่ผิวสัมผัสมีทิศตรงขามกับการเคลื่อนที่ หรือความพยายามที่จะเคลื่อนที่ของวัตถุ แบงเปนสองชนิด คือ แรงเสียดทานสถิต fs ≤ µsN (ไมไถล) fs.max = µsN (เริ่มไถล) แรงเสียดทานจลน fk = µkN (ไถล) r r แรงตึงเชือก ( T ) หมายถึง แรงที่เกิดขึ้นในเสนเชือกที่มีความตึง ที่ปลายเชือก T จะดึงวัตถุที่ผูกไวเสมอ เชือกเบาเสนเดียวกันความตึงเทากันตลอดเสน ถาเชือกมีมวลตองคิดเปนมวลกอนหนึ่ง กฎของนิวตัน เปนกฎที่แสดงความสัมพันธระหวางแรง มวล และสภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุ กฎขอ 1 เมื่อแรงลัพธที่กระทําตอวัตถุเปนศูนย วัตถุจะหยุดนิ่งหรือมีความเร็วคงที่ (ความเรงเปนศูนย) กฎขอ 2 เมื่อมีแรงลัพธกระทําไมเปนศูนย วัตถุจะเกิดความเรงในทิศทางเดียวกับแรงลัพธ โดยที่ r r ΣF = ma กฎขอ 3 ทุกแรงกิริยาตองมีแรงปฏิกิริยาที่มีขนาดเทากัน แตทิศตรงขาม r r FAB (action) = - FBA (reaction) โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (105)
  • 106.
    หลักการประยุกตกฎของนิวตัน เราสามารถใชกฎของนิวตันขอที่สองเพื่อแกปญหาโจทยโดยใชขั้นตอนตอไปนี้ ขั้นตอนที่ 1 ใสเวกเตอรแรงกระทําบนวัตถุที่เราสนใจใหครบและทิศทางถูกตอง ขั้นตอนที่ 2 แตกแรงตางๆ เขาสูแนวความเรง และแนวตั้งฉากกับความเรง โดยในกรณีเคลื่อนที่เปน เสนตรง แนวความเรงจะอยูแนวเดียวกับการเคลื่อนที่ r r ขั้นตอนที่ 3 ใช Σ F = m a ในแตละแนว โดยที่ r r แนวความเรง Σ F = m a r แนวตั้งฉากกับความเรง Σ F = 0 ขั้นตอนที่ 4 แกสมการในขั้นตอนที่ 3 เพื่อหาคําตอบที่โจทยตองการ ขอสังเกต r r r r r 1. แรงที่กระทําบนวัตถุที่พบเสมอ คือ m g , N , f , T และ F ที่เรากระทํา 2. เราสามารถแตกแรง และความเรงเขาสูแนวตั้งฉาก x กับ y ใดๆ ก็ไดโดยที่ r r Σ Fx = m a x r r Σ Fy = m ay แตสวนใหญพบวาการเลือกแตกแรงเขาสูแนวความเรงจะสะดวกกวา แตบางกรณีการแตกความเรง เขาสูแนวแรงอาจสะดวกกวา 3. ถาระบบมีมวลหลายกอน โดยแตละกอนมีความเรงขนาดเทากัน โดยทั่วไปเราสามารถคิดรวมเปนกอน เดียวกันไดโดยไมคิดแรงภายในระบบ (เชน แรงดึงเชือก) โดยที่ ΣFนอกระบบ = (Σm)ระบบ aระบบ กรณีที่ขนาดความเรงแตละกอนไมเทากันตองแยกคิดทีละกอน วิทยาศาสตร ฟสิกส (106)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 107.
    สภาพสมดุล สมดุล หมายถึง สภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุภายใตแรงลัพธ หรือโมเมนตลัพธบนวัตถุเปนศูนย สมดุลตอการเลื่อนตําแหนง หมายถึง สภาพที่วัตถุหยุดนิ่ง (สมดุลสถิต) หรือเคลื่อนที่ดวยความเร็วคงที่ (สมดุลจลน) ซึ่งเปนไปตามกฎขอที่ 1 ของนิวตัน ดังนั้นเงื่อนไขของสมดุลตอการเลื่อนตําแหนง คือ r ΣF = 0 r r หรือ Σ Fx = 0 และ Σ Fy = 0 สมดุลตอการหมุน หมายถึง สภาพที่วัตถุไมหมุน (สมดุลสถิต) หรือหมุนดวยความเร็วเชิงมุมคงที่ (สมดุลจลน) เงื่อนไขสมดุลตอการหมุน คือ r ΣM = 0 หรือ Mตามเข็ม = Mทวนเข็ม สมดุลสมบูรณ หมายถึง สภาพที่วัตถุสมดุลตอการเลื่อนตําแหนงและสมดุลตอการหมุน คือ สมดุลทั้งสองแถบ ในขณะเดียวกันเงื่อนไขสมดุลสมบูรณ คือ v r Σ F = 0 และ ΣM = 0 ขนาดโมเมนต (M) หมายถึง ผลคูณของขนาดของแรงกับระยะตั้งฉากจากจุดหมุน (จุดอางอิงใดๆ) ถึงแนวแรง นั่นคือ M = Fr เมื่อ r เปนระยะตั้งฉาก r r หมายเหตุ โมเมนต เรียกอีกชื่อหนึ่งวา ทอรก ( τ ) จึงอาจกลาววาสมดุลตอการหมุน เมื่อ Σ τ = 0 ซึ่งทําให r r ความเร็วเชิงมุม ( ω ) เปนศูนย หรือคงที่ หรืออาจกลาววา ความเร็วเชิงมุม ( α ) เปนศูนย หลักการทําโจทยสมดุล โจทยสมดุลจะมีขั้นตอนการทําคอนขางตายตัว โดยกรณีสมดุลสมบูรณ มีขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ใสแรงกระทําบนวัตถุที่เราสนใจใหครบ และทิศทางถูกตอง ขั้นตอนที่ 2 แตกแรงเขาสูสองแนวใดๆ ที่ตั้งฉากกัน (เรียก x กับ y) ซึ่งควรเลือกแนวที่แตกแรงนอย และ หามุมไดงาย r ขั้นตอนที่ 3 ตั้งสมการสมดุลแรง คือ Σ F = 0 ในแตละแนว คือ r Σ Fx = 0 หรือ ขนาดแรงทางขวา = ขนาดแรงทางซาย r Σ Fy = 0 หรือ ขนาดแรงขึ้น = ขนาดแรงลง โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (107)
  • 108.
    ขั้นตอนที่ 4 “takemoment” รอบจุดหมุนใดๆ โดยที่ Mตามเข็ม = Mทวนเข็ม จุดหมุนที่ดีควรเปนจุดที่แรงผานมาก และหาระยะตั้งฉากไดงาย ขั้นตอนที่ 5 แกสมการทั้งสามจากขั้นตอนที่ 3 และ 4 เพื่อหาสิ่งที่โจทยตองการ ขอสังเกต 1. ถาวัตถุไมมีขนาดหรือไมสนใจขนาดจะไมสนใจการหมุน เราใชเงื่อนไขสมดุลตอการเลื่อนตําแหนงอยางเดียว แตในกรณีคาน หรือกลองที่สนใจการหมุน เราตอง “take moment” 2. ถา “take moment” บนวัตถุที่มีความเรง (สมดุลตอการหมุนอยางเดียว) ตองใชศูนยกลางมวล (cm.) เปนจุดหมุน และการแตกแรงควรแตกเขาสูแนวความเรงและแนวตั้งฉากกับความเรง 3. เวลาหาโมเมนตของแรงใด อาจใชแรงที่แตกแลว หรือยังไมแตกก็ได แลวแตความสะดวก 4. โจทยบางขอเพียง “take moment” ก็อาจไดคําตอบ หลักที่ชวยในการทําโจทยสมดุล 1. ถาแรงลัพธไมเปนศูนย โมเมนตแรงลัพธเทากับผลรวมโมเมนตของแรงยอย 2. วัตถุที่สมดุลสมบูรณดวยแรงสามแรงที่ไมขนานในระนาบเดียวกัน แนวแรงทั้งสามยอมผานจุดเดียกัน 3. แรงสองแรงที่มีขนาดเทากันแตทิศทางตรงขามและกระทําบนวัตถุเดียวกัน เรียกวา “แรงคูควบ” พบวา v หมุน F r Σ F ของแรงคูควบ = 0 r d ΣM ของแรงคูควบ = คงที่ = Fd v -F นั่นคือ แรงคูควบทําใหวัตถุสมดุลตอการเลื่อนตําแหนง แตไมสมดุลตอการหมุน (ยกเวน d = 0) 4. กฎของลามี กลาววา กรณีสมดุลของแรงสามแรงที่ไมขนาน และอยูในระนาบเดียวกัน จะได v F2 F1 F F sin θ1 = sin 2θ = sin 3θ v θ3 2 3 F1 θ1 θ2 v F3 และกฎสามเหลี่ยมแทนแรง กลาววา l2 l3 F1 F F l1 = l2 = l3 2 3 l1 เมื่อ l 1 //F1, l 2 //F2 และ l 3 //F2 วิทยาศาสตร ฟสิกส (108)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 109.
    งานและพลังงาน งาน (W) เทากับ ผลคูณของขนาดของแรงกับขนาดของการกระจัดในแนวแรง r เมื่อ F คงที่ทั้งขนาดและทิศทาง จะได v F W = FS cos θ r r θ v ถา r ทิศเดียวกับ S r ได W = FS F S ถา r ทิศตรงขามกับ S ได W = -FS F r ถา F ตั้งฉากกับ S ได W = 0 กราฟ F - S กรณีขนาดของแรงไมคงที่ หางานจากพื้นที่ใตกราฟ ดังนี้ F r r W W = พื้นที่ใตกราฟ F - S (ถา F // S ) + COS θ W = (พื้นที่) × cos θ S r r - (ถา F ทํามุม θ กับ S ) กําลัง (P) หมายถึง อัตราการทํางาน หรืองานที่เกิดขึ้นหนึ่งหนวยเวลา กําลังเฉลี่ย Pเฉลี่ย = ∆W = Fvเฉลี่ย cos θ ∆t กําลังขณะใดๆ P = ∆t ∆W เมื่อ ∆t → 0 = Fv cos θ r r r r r สังเกตุวา P = Fv ถา F ทิศเดียวกับ v และ P = -Fv ถา F ทิศตรงขามกับ v และ P = 0 ถา F ตั้ง r ฉากกับ v พลังงานจลน หมายถึง พลังงานจากการเคลื่อนที่ของวัตถุโดย Ek = 1 mv2 2 พลังงานศักย หมายถึง พลังงานของวัตถุ ซึ่งขึ้นกับตําแหนงของวัตถุ พลังงานศักยโนมถวง Epg = mgh พลังงานศักยยืดหยุน Eps = 1 kx2 = 1 Fx = 12Fk 2 2 2 หมายเหตุ 1. ระยะ h ตองวัดจากระดับอางอิง (Epg = 0) ถึง cm. ของวัตถุในการหาพลังงานศักยโนมถวง 2. ระยะยืดหรือหด x ของสปริง วัดจากความยาวเดิมสปริงขณะที่ไมยืดหรือหด 3. Epg = -mgh ถา h ต่ํากวาระดับอางอิง แต Eps มีคามากกวาหรือเทากับศูนยเสมอ 4. สปริงมีแรงยืดหยุน F = kx ดังนั้นกราฟ F - x มีพื้นที่ = Eps และความชัน = k 5. ขนาดของงานของแรงสปริง และงานของแรงที่ใชดึงสปริง = Fเฉลี่ยS =  F1 + F2  S   2   โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (109)
  • 110.
    r ทฤษฎีบทงานและพลังงาน งานลัพธ (ΣW หรือ W ของ Σ F ) จะทําใหวัตถุเปลี่ยนพลังงานจลน โดยที่ ΣW = ∆Ek = 1 mv2 - 1 mu2 2 2 ΣW= งานรวมของทุกแรง (โดยคิดบวก-ลบ) ถา ΣW เปนบวกพลังงานจลนจะเพิ่มขึ้น แตถาเปนลบ พลังงานจลนจะลดลง กฎการอนุรักษพลังงาน ถา Wext เปนงานรวมจากแรงภายนอก (ไมรวมงานของน้ําหนัก และงานของ แรงสปริง) พบวา Wext = ∆Ek + ∆Epg + ∆Eps หรือ ΣE1 + Wext = Σ E2 v v r กรณีที่ Wext = 0 ( Fext = 0 หรือ Fext ⊥ v ) จะไดกฎอนุรักษพลังงานกล (จลน + ศักย = คงที่) Σ E1 = Σ E2 เชน กรณีวัตถุตกตามพื้นเอียงลื่น หรือเคลื่อนที่อิสระภายใตแรงโนมถวงหรือแรงสปริง ในที่นี้ ΣE = Ek + Epg + Eps หลักการทําโจทยงานและพลังงาน การทําโจทยงาน และพลังงานไดรวดเร็วตองมีความเขาใจพื้นฐานอยางดี อยางไรก็ตามอาจมีขั้นตอนทั่วไป ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 พิจารณาจุดเริ่มตน (จุดที่ 1) และจุดสุดทาย (จุดที่ 2) โดยใหจุดต่ํากวาเปนระดับอางอิงของ พลังงานศักยโนมถวง ขั้นตอนที่ 2 ใชสมการใดสมการหนึ่ง ตอไปนี้ Σ W = Ek หรือ Wext = ∆Ek + ∆Epg + ∆Eps หรือ ∆E1 + Wext = ∆E2 สมการแรกตองคิดงานของน้ําหนักและงานสปริง แตสมการที่สองและสามไมตองคิดงาน น้ําหนัก และงานสปริง และถา Wext = 0 จะได ΣE1 = ΣE2 ขั้นตอนที่ 3 แกสมการหาสิ่งที่โจทยตองการ หมายเหตุ การใชสมการของงานและพลังงานเราไมสนใจเวลาของการเคลื่อนที่ กรณีอนุรักษพลังงานกล เราสนใจเฉพาะจุดเริ่มตนกับสุดทายเทานั้น แตถา Wext ≠ 0 ตองสนใจงานตลดเสนทาง การเคลื่อนที่ แนะนํา วิธีที่เร็วที่สุดในการทําโจทย คือ มองการเปลี่ยนรูปของพลังงานชนิดหนึ่งไปเปนอีกชนิดหนึ่ง หรือการเปลี่ยนรูปของงานและพลังงาน แลวตั้งสมการตามการเปลี่ยนแปลงนั้น วิทยาศาสตร ฟสิกส (110)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 111.
    โมเมนตัม และการชน r r r โมเมนตัม ( p ) เทากับผลคูณของมวลและความเร็ว คือ p = m v โมเมนตัมเปนเวกเตอรทิศเดียวกับ ความเร็ว ดังนั้น เวลาบวกหรือลบโมเมนตัม ตองคิดทิศทางดวย r r แรงดลและการดล จากกฎขอที่สอง F = m a เราพบวา r r ∆p F = ∆t = อัตราการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัม r F = แรงดล = แรงลัพธในชวงเวลาสั้นๆ r r ∆ p = F ∆t = การดล = โมเมนตัมที่เปลี่ยนไป r r = mv - mu r r กราฟ F - t สําหรับการเคลื่อนที่ใน 1 มิติ กราฟ F - t ใหพื้นที่ใตกราฟเทากับการลด ∆ p โดยตองคิด เครื่องหมายบวก-ลบของพื้นที่ดวย ขอสังเกต r r 1. แรงดล F มีทิศเดียวกับการดล ∆ p เสมอ 2. เราสามารถแยกคิดสองแนวได คือ r r r r ∆px m vx - m uy Fx = ∆t = r r ∆t r r ∆p m vy - m uy Fy = ∆ty = ∆t โดยแตละแนวใชเครื่องหมายบวก-ลบ แทนทิศทาง r r r r r 3. ∆ p หรือ p2 - p1 อาจหาไดจาก ∆ p x - ∆ p y หรือหาขนาดจาก r r r | ∆ p | = p 1 + p 2 - 2p 1 p 2 cos θ เมื่อ θ เปนมุมระหวาง p1 กับ p2 2 2 โมเมนตัมของระบบ ระบบที่ประกอบดวยมวลหลายกอน มีนิยามวา r r r โมเมนตัมระบบ p ระบบ = m 1 v1 + m 2 v2 + ... r r = Σm v = Σ p r r และ p ระบบ = (Σm) vcm แรงลัพธจากภายนอกระบบ (ไมคิดแรงภายใน) จะทําใหระบบเปลี่ยนโมเมนตัม โดยที่ r r ∆ p ระบบ r Fext = ∆t = (Σm) acm โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (111)
  • 112.
    r กฎอนุรักษโมเมนตัม เมื่อแรงลัพธจากภายนอกระบบเปนศูนย พบวา โมเมนตัมของระบบคงที่ ( vcm คงที่ r และ acm = 0) ในที่นี้แรงภายในจะไมมีผลตอการเปลี่ยนโมเมนตัมของระบบ แตอาจมีผลตอการเปลี่ยนโมเมนตัม ของมวลแตละกอนในระบบ เชน การชน หรือการระเบิด พบวา r r Σ pกอนชน = Σ p หลังชน r r Σ pกอนระเบิด = Σ p หลังระเบิด r r v cm กอน = v cm หลัง เราเรียกวา กฎการอนุรักษโมเมนตัม ซึ่งจะไดโมเมนตัมคงที่ทั้งแกน x และแกน y โดยคงที่ทั้งขนาดและ ทิศทาง นั่นคือ r r Σ p x กอน = Σ p x หลัง r r Σ p y กอน = Σ p y หลัง การชนแบบยืดหยุน (สมบูรณ) หมายถึง การชนที่ไมมีการสูญเสียพลังงานจลนของระบบ นั่นคือ ΣEk กอนชน = ΣEk หลังชน การชนแบบไมยืดหยุน หมายถึง การชนที่มีการสูญเสียพลังงานจลนของระบบ นั่นคือ ΣEk กอนชน > ΣEk หลังชน พลังงานที่เสียไปหาไดจาก ผลตางพลังงานจลนกอนชน และหลังชน การชนแบบไมยืดหยุนสมบูรณ หมายถึง การชนแบบไมยืดหยุนที่มีการสูญเสียพลังงานจลนมาก ซึ่งเปน การชนที่ภายหลังชนวัตถุติดไปดวยกัน หมายเหตุ การชนทุกแบบถาไมมีแรงลัพธภายนอก จะเปนไปตามกฎอนุรักษโมเมนตัมเสมอไมวาจะชนแบบ ยืดหยุนหรือไม r r การชนใน 1 มิติ และยืดหยุน ถามวล m1 และ m2 วิ่งเขาชนกันดวยความเร็ว u1 และ u2 ตามลําดับ r r และมวลทั้งสองมีความเร็วหลังชน คือ v1 และ v2 ถาเปนการชนกันตรงๆ (1 มิติ) และยืดหยุน จะได r r r r m 1 u1 + m 2 u2 = m 1 v1 + m 2 v2 ...(1) 1mu + mu = 1mv + mv 2 1 2 2 1 2 ...(2) 2 1 1 2 2 2 2 1 1 2 2 1 สมการ (1) ใชเครื่องหมาย บวก-ลบ แทนทิศทาง จาก (1) และ (2) จะไดวา u1 + v1 = u2 + v2 ...(3) ในทางปฏิบัติ ใชสมการ (1) และสมการ (3) ในการหาคาที่โจทยตองการ โดยสมการ (3) ตองใชบวก-ลบ แทนทิศทางดวย ผลที่ไดกรณี m1 = m2 จะพบวาเกิดการสลับความเร็ว คือ r r r r v1 = u2 และ v2 = u1 วิทยาศาสตร ฟสิกส (112)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 113.
    การชนใน 2 มิติและยืดหยุน ถาเปนการชนบนระนาบ xy ความเร็วกอนชน และหลังชน จะแยกเปน สองแนว แลวใชหลักการอนุรักษโมเมนตัมในสองแนว โดยแตและแนวใชเครื่องหมายบวก-ลบ แทนทิศ นั่นคือ r r Σ p x กอนชน = Σ p x หลังชน r r Σ p y กอนชน = Σ p y หลังชน และถายืดหยุน จะได ΣEk กอนชน = ΣEk หลังชน กรณีที่ m2 หยุดนิ่งกอนชน (u2 = 0) ดังรูป จะได v1 sin θ1 v v1 y v m1 v1 cos θ1 θ1 x m1 u1 m2 θ2 v cos θ 2 2 v v2 v2 sin θ2 แกน x m1u1 = m1v1 cos θ1 + n2v2 cos θ2 แกน y m1v1 sin θ1 = m2v2 sin θ2 ถาเปนการชนแบบยืดหยุนและมวลเทากัน (m1 = m2) พบวา θ1 + θ2 = 90° v1 = u1 cos θ1 r v2 = u1 cos θ2 แตก u1 การชนแบไมยืดหยุนสมบูรณ หลังชน m1 และ m2 ติดกันไป จะได r r r m 1 u1 + m 2 u2 = (m1 + m2) v ถาเปน 1 มิติ ใชบวก-ลบ แทนทิศทาง ถาเปนสองมิติตองแตกความเร็วเขาสูแนว x และ y กรณี 1 มิติ พบวาถากอนชน m2 หยุดนิ่ง จะได ΣE k หลังชน m1 ΣE k กอนชน = m 1 + m 2 E k เสียไป m ΣE k กอนชน = m +2m 1 2 หลักการทําโจทยโมเมนตัม r ∆r โจทยโมเมนตัมจะแยกเปนสองสวน คือ สวนที่ใชสมการ F = ∆p ซึ่งอาจเปนการคํานวณโดยตรง หรือ t r r r r ใชกราฟ F - t โจทยลักษณะนี้ตองระวังทิศทางของ F , p และ ∆ p เสมอ โจทยอีกลักษณะหนึ่ง คือ โจทยเกี่ยวกับกฎอนุรักษโมเมนตัม คือ การชน และการระเบิด (รวมทั้งการยิงปน และการเดินบนเรือ) ซึ่งตองตั้งสมการกฎการอนุรักษโมเมนตัมใหถูกตอง และตองใชบวก-ลบ แทนทิศทางในแต ละแนว และมีโจทยบางประเภทที่ตองอาศัยความรูเรื่องงาน และพลังงานในการคํานวณภายหลังการชน โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (113)
  • 114.
    การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล r โพรเจกไทล หมายถึง การเคลื่อนที่อิสระในแนวโคงในบริเวณที่ g สม่ําเสมอ ซึ่งเปนการเคลื่อนที่สองแนว คือ แนวราบและแนวดิ่งพรอมกัน และมีเสนโคงเปนรูปพาราโบลาคว่ํา การเคลื่อนที่แนวราบ (x) ไมมีแรงกระทํา จึงมี ax = 0 และ vx คงที่เทากับ ux สูตรที่ใช คือ Sx = vxt = uxt r r r r การเคลื่อนที่แนวดิ่ง (y) มีแรงกระทํา คือ m g จึงมีความเรง a y = g และ v y ไมคงที่ สูตรที่ใช คือ สูตรการเคลื่อนที่แนวดิ่งอิสระ u +v  vy v Sy =  y 2 y  t    v v g vy = uy + gt vx = ux v u Sy = uy t + 1 gt2 2 uy เสนทาง = u sin θ v S Sy รูปพาราโบลา Sy = vyt - 1 gt2 2 วัตถุ θ S v 2 = u 2 + 2aSy y y ux = u cos θ x โดยการคิดเครื่องหมายใชหลักของการเคลื่อนที่อิสระแนวดิ่งที่ผานมา (กําหนด uy เปนบวก) เทคนิคการทําโจทยโพรเจกไทล หลักสําคัญในการทําโจทยโพรเจกไทล คือ การแยกคิดสองแนว ดังนี้ r r ขั้นตอนที่ 1 แตกความเร็ว u เปนสองแนว ถา u ทํามุม θ กับแนวระดับ จะได ux = u cos θ และ uy = u sin θ แตถา u อยูแนวระดับ จะได uy = 0 (คลายปลอยวัตถุตกแนวดิ่ง) และ ux = u ขั้นตอนที่ 2 ตั้งสมการแนวราบ และแนวดิ่ง เชน Sx = vxt Sy = uyt + 1 gt2 2 โดย t เปนเวลาทั้งแนวราบและแนวดิ่ง แลวแกสมการหาสิ่งที่โจทยตองการ นอกจากนี้ยังสามารถหา vy จากสูตรอื่นๆ ไดดวย เชน vy = uy + gt และ v 2 = u 2 + 2gSy สําหรับการกระจัดลัพธ และความเร็วลัพธ y y หาไดจากผลรวมเวกเตอรยอยในแนวตั้งฉาก คือ S = S 2 + S 2 และ vy = x y v2 + v2 x y วิทยาศาสตร ฟสิกส (114)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 115.
    r r ถา α และ β คือ มุมที่ S และ v ทํากับแนวระนาบ เราหาทิศทางจาก S v α = tan-1 S y และ β = tan-1 v y x x หมายเหตุ สิ่งสําคัญในการทําโจทยโพรเจกไทล คือ ตองมองใหออกวาแนวดิ่งวัตถุเคลื่อนที่อยางไร และ ตองใชเครื่องหมายบวกลบแทนทิศทางไดถูกตอง รูปแบบโพรเจกไทล tH v = O v u y u cos θ v v g θ v u v g uy = O v u sin θ u H S Y S u sin θ g Y θ u cos θ tR R Sx Sx แนวดิ่ง ⇒ โยนขึ้นดวย u sin θ แนวดิ่ง ⇒ ปลอยตก แนวดิ่ง ⇒ ขวางลงดวย u sin θ ในรูปแรกเราพบวา 2 H = u 2 sin 2 θ = u y 2 และ R = u sin 2 θ = 2u x u y 2g 2g g g u 2u tH = u sin θ g = gy และ tR = 2tH = 2u sin θ = gy g 2 สังเกตวา Rmax = ug เมื่อใช θ = 45° และถา u เทาๆ กัน R1 = R2 เมื่อ θ1 + θ2 = 90° นอกจากนี้ ยังพบวา H R = 1 tan θ 4 หมายเหตุ r 1. การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทลมีความเรงคงที่ = g และเปนไปตามกฎอนุรักษพลังงานกล คือ Ek + Ep = คงที่ ซึ่งนํามาชวยแกปญหาได S 2. กรณียิงขึ้น หรือลงบนพื้นเพียง ใหแยกระยะบนพื้นเอียง เปน Sx และ Sy โดยที่ S y = tan θ เมื่อ θ x เปนมุมพื้นเอียง 3. กรณีขวางวัตถุเปนมุมเงยจากที่สูง เมื่อวัตถุตกต่ํากวาจุดเริ่มตนตองใชการกระจัดแนวดิ่งเปนลบ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (115)
  • 116.
    การเคลื่อนที่เปนวงกลม การเคลื่อนที่เปนวงกลม หมายถึง การเคลื่อนที่เปนเสนโคงรอบจุดศูนยกลางของวงกลม โดยความเรง เกิดจากการเปลี่ยนทิศทางของความเร็ว โดยอาจมีการเปลี่ยนขนาดของความเร็วดวย r แรงและความเรงสูศูนยกลาง วัตถุจะเคลื่อนที่เปนวงกลมได จําเปนตองมีแรงเขาสูศูนยกลาง ( Fc ) ทําให r r เกิดความเรงเขาสูศูนยกลาง ( ac ) โดย Fc เปนแรงที่ทําใหความเร็วเปลี่ยนเฉพาะทิศทางเทานั้น r ac จึงเปนความเรงที่เกิดจากการเปลี่ยนทิศทางของความเร็ว โดยที่ v ac = v2 = ω2r v r 2 v Fc v Fc = mac = mv = mω2r r ac r v = ωr c ω = ∆θ = อัตราเร็วเชิงมุม ∆t ω = 2πf = 2T , f = T π 1 r แรงและความเรงในแนวสัมผัส วัตถุที่เคลื่อนที่เปนวงกลมดวยอัตราเร็วไมคงที่ จะมีแรงแนวสัมพัส ( Ft ) r ทําใหเกิดความเรงแนวสัมผัส ( at ) ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอัตราเร็ว (ขนาดความเร็ว) โดยที่ v v v Ft = mat v Ft at = ∆v = αr at v v Fc ac ∆t r ω = ∆t ∆ω = อัตราเรงเชิงมุม c r r r r r แรงลัพธและความเรงลัพธ เมื่อรวม Fc และ Ft จะไดแรงลัพธ F และเมื่อรวม ac และ at จะได r ความเรง a โดยที่ F = Fc2 + Ft2 และ a = a 2 + a 2 c t r r r r r r กรณีอัตราเร็วคงที่ จะมีเฉพาะ Fc และ ac เทานั้น แตถาอัตราเร็วไมคงที่จะมีทั้ง Fc , ac และ Ft , at วิทยาศาสตร ฟสิกส (116)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 117.
    หลักการทําโจทยวงกลม โจทยวงกลมมีพื้นฐานจากกฎการเคลื่อนที่ขอที่สองของนิวตัน ซึ่งมีขั้นตอนการทํา ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ใสแรงกระทําบนวัตถุที่เราสนใจใหครบ และทิศทางถูกตอง ขั้นตอนที่ 2 แตกแรงเขาสูแนวรัศมีวงกลม (แนว r) และแนวสัมผัสวงกลม หรืออาจเปนแนวตั้งฉากกับ ระนาบวงกลม ขั้นตอนที่ 3 เราไดวา 2 แรงลัพธในแนวรัศมี = Fc = mac = mv = mω2r r แรงลัพธในแนวสัมผัส = Ft = mat แรงลัพธในแนวตั้งฉากกับระนาบวงกลม = 0 ขั้นตอนที่ 4 แกสมการสองสมการจากขั้นตอนที่ 3 เพื่อหาสิ่งที่โจทยตองการ ตัวอยางการเคลื่อนที่เปนวงกลม การแกวงวัตถุบนพื้นระดับลื่น N 2 T = mv r T v N = mg mg การแกวงแบบรูปกรวย 2 T sin θ = Fc = mv r θ l T cos θ = mg h θ 2 2 a r T T cos θ tan θ = v = ωg r = gc rg T sin θ v ω = g mg h การเลี้ยวโคงบนถนนราบ N v 2 fs = Fc = mv r 2 fs max = mv max r fs r N = mg C mg vmax = µ s rg กรณีเปนมอเตอรไซด ตองเอียงรถทํามุม θ กับแนวดิ่ง โดยที่ tan θ = v2 rg tan θ = µs เมื่อใช v = vmax โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (117)
  • 118.
    การเลี้ยวโคงบนถนนเอียง กรณีเลี้ยวไดพอดี (fs = 0) N N cos θ 2 θ Fc = N sin θ = mv r N sin θ N sin θ = mg 2 θ mg หรือ tan θ = v rg เลี้ยวดวย vmax และ vmin (fs = fs max) ได tan θ + µ s v2 max 1 - µ s tan θ = rg tan θ - µ s v2 min 1 + µ s tan θ = rg การโคจร v Fc = mg = GMm r2 r m ac = g = GM Fc = mg r2 T2 α r3 (กฎ Kepler ขอที่ 3) M Ek = 1 GMm , Ep = - GMm 2 r r วงกลมแนวดิ่ง สนใจการเคลื่อนที่ของลูกตุมในระนาบดิ่งน้ําหนัก m v มีผลใหวัตถุเปลี่ยนอัตราเร็ว โดย g ระบบจะอนุรักษพลังงานกล (Ek + Ep = คงที่) ที่ตําแหนงใดๆ (θ = 0° ถึง 180°) v Fc = T - mg cos θ g Ft = mg sin θ θ T ความตึงเชือกไมคงที่ โดยที่ θ mg cos θ mg sin θ mg Tลาง = Tmax Tบน = Tmix Tลาง - Tบน = 6 mg Tลาง - Tขาง = 3 mg วิทยาศาสตร ฟสิกส (118)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 119.
    อัตราเร็วไมคงที่ แตพลังงานคงที่ คือ mgh1 + 1 mv 1 = mgh2 + 1 mv 2 2 2 2 2 ที่จุดบนสุด v = vmin ที่จุดลางสุด v = vmax ถาครบรอบไดพอดีจะมี Tบน = 0 และได vบน = gr vขาง = 3gr vลาง = 5gr โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (119)
  • 120.
    การเคลื่อนที่แบบซิมเปลฮารมอนิก การเคลื่อนที่แบบ SHM หมายถึง การเคลื่อนที่กลับไปกลับมาภายใตแรงกระทํา F = -kx เมื่อ x เปน การกระจัดจากตําแหนงสมดุล โดย F มีทิศตรงขามกับ x ซึ่งพบวาการสั่นจะมี แอมพลิจูด (A) คาบ (T) และ พลังงาน (E) คงที่เสมอ โดยที่ สั่น T = 2π m = 1 k f k m ω = 2πf = 2T = ความถี่เชิงมุม π x vmax = ωA ที่ x = 0 พื้นลื่น vmax = ω2A ที่ x = ±A x = -A สมดุล x=A x=O vmin = 0 ที่ x = ±A กราฟและเฟส SHM จะมีการกระจัด x ความเร็ว v และความเรง a ที่เวลาใดๆ ดังสมการ a v x x = A sin (ωt + ∅) v = ωA sin (ωt + ∅ + π ) 2 t, ωt = ωA cos (ωt + ∅) a = ω2A sin (ωt + ∅ + π) T หรือ 2π = -ω2A sin (ωt + ∅) เมื่อ ∅ เปนเฟสเริ่มตนของ x (อาจใช x เปนฟงกชัน cosine ก็ได) สังเกตวา a มีเฟสนํา v อยู π หรือ 2 90° และ v มีเฟสนําหนา x อยู 90° นั่นคือ a มีเฟสนําหนา x อยู 180° (เฟสตรงขาม) ถาเลือก ∅ = 0 ไดกราฟ ดังรูปขางบน ความเร็วและความเรงที่ตําแหนงใดๆ เราพบวาที่ตําแหนง x ใดๆ จะมีขนาดของความเร็วและความเรง คือ v = ω A2 - x 2 a = ω2x สังเกตวา amax = ω2A ที่ x = ±A และ vmax = ωA ที่ x = 0 สังเกตดวยวา v และ a จะ max กับ min ที่ตําแหนงตางกัน วิทยาศาสตร ฟสิกส (120)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 121.
    พลังงานการสั่น พบวา Ek+ Ep คงที่เสมอ โดยขณะที่พลังงานแบบหนึ่งมากสุด พลังงานอีกแบบหนึ่งจะ นอยสุด นั่นคือ E = 1 mv 2 + 1 kx 2 2 2 = Ep max = Ek max = 1 kA 2 = 1 mω2 A 2 2 2 มวลติดสปริง และลูกตุม มวลติดสปริง และลูกตุมอยางงายเปนตนแบบในการศึกษา SHM. มวลติดสปริง k T = 2π m ; k = คาคงที่สปริง k คาบจะไมขึ้นกับการวางตัวสปริง และไมขึ้นกับแอมพลิจูด กรณีแขวน m SHM แนวดิ่งจะไดตําแหนงสมดุล คือ x0 = mg (แขวนนิ่ง) k ลูกตุม แกวงแบบ SHM. เมื่อแกวงดวยมุมแคบๆ จะไดคาบ l T = 2π l g m คาบไมขึ้นกับมวล m ของลูกตุม และไมขึ้นแอมพลิจูด (เล็กๆ) หลักการทําโจทย SHM. ในเบื้องตนตองจดจําสมการพื้นฐานตางๆ ใหได โจทยสวนใหญเปนการแทนคาสูตร โดยเฉพาะสูตรคาบ ความเร็ว และความเรง อยางไรก็ตามสําหรับระบบอื่นๆ นอกเหนือจากมวลติดสปริงและลูกตุมจะตองพิสูจนใหได วา แรงลัพธ F = -kx โดย k เทียบไดกับคาคงที่สปริง โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (121)
  • 122.
    การเคลื่อนที่แบบหมุน ปริมาณตางๆ ของการหมุนรอบแกนตรึง แกนหมุน r ระยะเชิงมุม = θ, การกระจัดเชิงมุม θ (มุมเล็กๆ) v v r ω, ∆θ ∆θ , ความเร็วเชิงมุม ω = ∆θ อัตราเร็วเชิงมุม ω = ∆t r r ∆t v r ∆ω ความเร็วเชิงมุม α = ∆t α v α (เรง) (หนวง) r r r r r r r การหมุนรอบแกนตรึงดวย α คงที่ เราสามารถเปรียบเทียบไดวา θ → S , ω → v และ α → a r r ถา α คงที่ จะไดสูตรคลายการเคลื่อนที่แนวตรงดวยความเรงคงที่ a ดังนี้  ω0 + ω θ =   2 t ω = ω0 + αt θ = ω0t + 1 αt2 2 θ = ωt - 1 αt2 2 ω2 = ω2 + 2αθ 0 ใชเครื่องหมายบวก-ลบแทนทิศทางโดยให ω0 เปนบวก ดังนั้นสําหรับ α กรณีความเรงใชบวก และกรณี ความหนวงใชลบ โมเมนตความเฉลี่ย (I) หมายถึง ปริมาณที่แสดงความเฉื่อยของการหมุนของวัตถุเกร็งโดยขึ้นกับรูปราง ของวัตถุและแกนหมุนคา I คลายกับมวล m โดยนิยามวา I = Σm i ri2 (สําหรับวัตถุเกร็ง) ri = ระยะหางของอนุภาคมวล mi กับแกนหมุน โมเมนตความเฉื่อยของวัตถุที่นาสนใจ คือ วงแหวน และทรงกระบอกกลวง I = mr2 (รอบแกนกลาง) 2 ทรงกลมตัน I = 5 mr2 (รอบแกนผานศูนยกลาง) แผนกลม และทรงกระบอกตัน I = 1 mr2 (รอบแกนผานศูนยกลาง) 2 พลังงานจลนของการหมุน วัตถุที่กําลังหมุนจะมีพลังงานจลน โดยที่ Ek = 1 Iω2 2 วิทยาศาสตร ฟสิกส (122)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 123.
    r โมเมนตัมเชิงมุม วัตถุที่กําลังหมุนรอบแกนสมมาตรจะมีโมเมนตัมเชิงมุม L โดยที่ r r L = Iω r r สังเกตวา L ทิศเดียวกับ ω สําหรับอนุภาควิ่งเปนวงกลมพบวา L = mvr = mr2ω นิยามทั่วไปสําหรับ โมเมนตัมเชิงมุมของอนุภาครอบจุด 0 ใดๆ คือ O v r v r r r v L = r × mv r⊥ หรือ L = mvr⊥ m ทอรก เมื่อมีแรงกระทําตอวัตถุจะเกิดทอรก หรือโมเมนตรอบจุดอางอิง 0 ใดๆ โดยนิยามวา O v r v r r r r⊥ F τ = r × F m หรือ τ = Fr⊥ r กฎการหมุน พบวา Σ τ จากภายนอก ทําใหเกิดความเรงเชิงมุม และเกิดการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัมเชิงมุม โดยที่ r r Στ = r lα = ∆L ∆t r การอนุรักษโมเมนตัมเชิงมุม เมื่อ Σ τ จากภายนอกรอบจุดหนึ่งเปนศูนย พบวาโมเมนตัมเชิมมุมของระบบ จะคงที่รอบจุดนั้น กลาวคือไดกฎการอนุรักษโมเมนตัมเชิงมุม r r L1 = L2 r r หรือ I 1 ω1 = I 2 ω2 การกลิ้ง เมื่อวัตถุกลิ้ง (เลื่อน + หมุน) พลังงานจลนรวมหาไดจาก Ek = 1 mv 2 + 1 Iω2 2 cm 2 เมื่อ I และ ω เปนคาที่วัดรอบศูนยกลางมวล ถาเปนการกลิ้งโดยไมไถล พบวา Scm = 2πr (1 รอบ), Vcm = ωr และ acm = αr และการกลิ้งที่ไมมีการไถลบนพื้นเอียง วัตถุจะอนุรักษณพลังงานกล คือ Ek + Ep = คงที่ หลักการทําโจทยการหมุน เนื่องจากการหมุนมีเนื้อหาที่เกี่ยวของหลายแงมุมจึงดูคอนขางยาก และไมมีขั้นตอนการทําโจทยที่ตายตัว ขึ้นกับโจทยกําลังสนใจสิ่งใด อยางไรก็ตามเทคนิคที่จําเปน คือ การเปรียบเทียบกับสูตรการเลื่อนตําแหนง เพื่อให จําสูตรไดและเห็นแนวทางในการทําโจทย โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (123)
  • 124.
    ขอสอบกลศาสตร PAT 2 ครั้งที่1 มีนาคม 2552 กําหนดใหคาตอไปนี้ใชสําหรับ ขอ 1-11 g = 9.8 m/s2 h = 6.6 × 10-34 J ⋅ s c = 3 × 108 m/s R = 8.31 J/mol ⋅ K kB = 1.38 × 10-23 J/K NA = 6.02 × 1023 อนุภาค 1. นักเรียนคนหนึ่งวัดเสนผานศูนยกลางของวงกลมวงหนึ่งได 5.27 เซนติเมตร เขาควรจะบันทึกรัศมีวงกลมวงนี้ เปนกี่เซนติเมตร 1) 3 2) 2.6 3) 2.64 4) 2.635 2. ชายคนหนึ่งขับรถบนทางตรงดวยอัตราเร็ว 40 กิโลเมตรตอชั่วโมงเปนระยะทาง 10 กิโลเมตร แลวขับตอ ดวยอัตราเร็ว 60 กิโลเมตรตอชั่วโมงเปนระยะทางอีก 10 กิโลเมตร และดวยอัตราเร็ว 80 กิโลเมตรตอ- ชั่วโมงเปนระยะทางอีก 10 กิโลเมตร อัตราเร็วเฉลี่ยของรถคันนี้เปนเทาใด 1) 60 กิโลเมตรตอชั่วโมง 2) มากกวา 60 กิโลเมตรตอชั่วโมง 3) นอยกวา 60 กิโลเมตรตอชั่วโมง 4) ขอมูลไมเพียงพอ 3. รถยนตคันหนึ่งเมื่อเคลื่อนที่ดวยความเร็ว v0 แลวเบรกโดยมีระยะเบรกเทากับ x0 ถารถคันนี้เคลื่อนที่ดวย ความเร็วเปน 2 เทาของความเร็วเดิม จะมีระยะเบรกเปนเทาใด (กําหนดใหเหยียบเบรกดวยแรงเทากันทั้ง สองครั้ง) x x 1) 40 2) 20 3) 2x0 4) 4x0 4. ชายคนหนึ่งปลอยกอนหินจากหนาผาแหงหนึ่ง เมื่อกอนหินกอนแรกตกลงไปเปนระยะทาง 2 เมตร เขาก็ ปลอยกอนหินอีกกอนหนึ่งที่มีมวลเทากันทันที ถาไมคิดแรงตานของอากาศ ขอใดถูกตอง 1) กอนหินทั้งสองกอนอยูหางกัน 2 เมตรตลอดเวลาที่ตก 2) กอนหินทั้งสองกอนอยูหางกันมากขึ้นเรื่อยๆ 3) กอนหินกอนที่สองตกถึงพื้นหลังกอนแรก 0.4 วินาที 4) กอนหินกอนแรกตกถึงพื้นดวยความเร็วที่มากกวากอนที่สอง วิทยาศาสตร ฟสิกส (124)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 125.
    r 5. ออกแรง Fขนานกับพื้นราบลื่นกระทํากับกลอง A และ B ที่วางติดกัน ดังรูป v F A B ขอใดถูกตอง 1) ถา mA > mB แรงที่กลอง A กระทํากับกลอง B มีขนาดมากกวาแรงที่กลอง B กระทํากับกลอง A 2) ถา mA > mB แรงที่กลอง A กระทํากับกลอง B มีขนาดนอยกวาแรงที่กลอง B กระทํากับกลอง A 3) แรงที่กลอง A กระทํากับกลอง B มีขนาดเทากับแรงที่กลอง B กระทํากับกลอง A โดยไมขึ้นกับมวล ของกลองทั้งสอง 4) แรงลัพธที่กระทํากับกลอง A มีขนาดเทากับแรงลัพธที่กระทํากับกลอง B 6. วางกลองใบหนึ่งบนรถกระบะ สัมประสิทธิ์ความเสียดทานสถิตระหวางกลองกับพื้นกระบะเทากับ 0.45 ความเรงสูงสุดของรถกระบะทีไมทําใหกลองไถลไปบนพื้นกระบะมีคาเทาใด ่ 1) 0.046 m/s 2 2) 0.45 m/s2 3) 4.4 m/s2 4) 44 m/s2 7. ชายคนหนึ่งมีมวล 80 กิโลกรัม ขับรถไปตามถนนดวยอัตราเร็วคงที่ 15 เมตรตอวินาที ถาพื้นถนนมีหลุมที่มี รัศมีความโคงเทากับ 60 เมตร แรงที่เบาะนั่งกระทํากับชายคนนี้ ณ ตําแหนงต่ําสุดของหลุมเปนเทาใด 1) 300 N 2) 484 N 3) 784 N 4) 1084 N 8. ถางานที่ใชเรงวัตถุจากหยุดนิ่งใหมีอัตราเร็ว v เทากับ W งานที่ตองใชในการเรงวัตถุจากอัตราเร็ว v ไปสู อัตราเร็ว 2v เทากับเทาใด 1) W 2) 2W 3) 3W 4) 4W 9. จงพิจารณาขอความตอไปนี้ ก. งานที่เกิดจากแรงกระทําในทิศตั้งฉากกับความเร็วของวัตถุมีคาเปนศูนยเสมอ ข. เครื่องยนตที่ทํางานได 4 จูล ในเวลา 5 วินาที มีกําลังมากกวาเครื่องยนตที่ทํางานได 5 จูลในเวลา 10 วินาที ค. เครื่องยนต A มีกําลังมากกวาเครื่องยนต B เปน 2 เทา แสดงวาเครื่องยนต A ทํางานไดเปน 2 เทา ของเครื่องยนต B มีขอความทีถูกตองกี่ขอความ ่ 1) 1 ขอความ 2) 2 ขอความ 3) 3 ขอความ 4) ไมมีขอความใดถูกตอง 10. วัตถุกอนหนึ่งวางอยูบนพื้นราบ เมื่อแตกออกเปน 2 กอน โดยกอนหนึ่งมีพลังงานจลนเปน 2 เทาของอีก กอนหนึ่ง กอนที่มีพลังงานจลนมากกวามีมวลเปนกี่เทาของกอนที่มีพลังงานจลนนอยกวา 1) 1 4 2) 1 2 3) 2 4) 4 11. จงพิจารณาขอความตอไปนี้ ก. ทรงกลมตันและทรงกลมกลวงที่มีมวลเทากัน มีรัศมีเทากัน กลิ้งโดยไมไถลดวยอัตราเร็วเทากัน ทรง- กลมตันจะมีพลังงานจลนมากกวาทรงกลมกลวง ข. เมื่อผูกเชือกแขวนคอนใหสมดุลในแนวระดับได แสดงวาตําแหนงที่ผูกเชือกนั้นเปนตําแหนงที่มวล ดานซายเทากับมวลดานขวา ค. ทุกตําแหนงบนวัตถุหมุนมีอัตราเร็วเชิงมุมเทากัน มีขอความทีถูกตองกี่ขอความ ่ 1) 1 ขอความ 2) 2 ขอความ 3) 3 ขอความ 4) ไมมีขอความใดถูกตอง โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (125)
  • 126.
    ครั้งที่ 2 กรกฎาคม2552 1. ผลลัพธของ 16.74 + 5.1 มีจํานวนเลขนัยสําคัญเทากับตัวเลขในขอใด 1) -3.14 2) 0.003 3) 99.99 4) 270.00 2. มาตรวัดความเร็วบนหนาปดรถยนตชี้ที่เลข 60 km/hr หมายความวาอยางไร 1) ขณะนั้นรถยนตมีความเร็วเฉลี่ยเทากับ 60 กิโลเมตรตอชั่วโมง 2) ขณะนั้นรถยนตมีอัตราเร็วเฉลี่ยเทากับ 60 กิโลเมตรตอชั่วโมง 3) ขณะนั้นรถยนตมีความเร็วขณะใดขณะหนึ่งเทากับ 60 กิโลเมตรตอชั่วโมง 4) ขณะนั้นรถยนตมีอัตราเร็วขณะใดขณะหนึ่งเทากับ 60 กิโลเมตรตอชั่วโมง 3. เครื่องบินลําหนึ่งเคลื่อนที่จากหยุดนิ่งดวยความเรง a เพื่อทะยานขึ้นฟาดวยอัตราเร็ว v ถาเครื่องบินลํานี้ ตองการทะยานขึ้นฟาดวยอัตราเร็ว 2v โดยใชระยะทางวิ่งเทาเดิม จะตองเคลื่อนที่ดวยความเรงเทาใด 1) 2v2 2) 4v2 3) 2a 4) 4a 4. กระสวยอวกาศลําหนึ่งพุงขึ้นฟาในแนวดิ่งดวยความเร็วคงที่คาหนึ่ง เมื่อเคลื่อนที่ขึ้นไปไดระยะหนึ่งก็ปลดถัง เชื้อเพลิงเปลาใบหนึ่งทิ้ง โดยกระสวยอวกาศยังคงพุงขึ้นตอไปดวยความเร็วคงเดิม กราฟความสัมพันธ ระหวางการกระจัดจากพื้นดินกับเวลาของกระสวยอวกาศ (เสนทึบ) และถังเชื้อเพลิงที่ถูกปลด (เสนประ) เปนเชนใด การกระจัด การกระจัด 1) 2) เวลา เวลา การกระจัด การกระจัด 3) 4) เวลา เวลา 5. กลอง A และกลอง B วางติดกันบนพื้นราบลื่น และมีแรงขนาด F กระทํากับกลอง A หรือกลอง B ดังรูป กําหนดให mA > mB F F A B A B กรณีที่ 1 กรณีที่ 2 ขอใดถูกตอง 1) แรงปฏิกิริยาระหวางกลองในกรณีที่ 1 มากกวาแรงปฏิกิริยาระหวางกลองในกรณีที่ 2 2) แรงปฏิกิริยาระหวางกลองในกรณีที่ 1 นอยกวาแรงปฏิกิริยาระหวางกลองในกรณีที่ 2 3) แรงปฏิกิริยาระหวางกลองในกรณีที่ 1 เทากับแรงปฏิกิริยาระหวางกลองในกรณีที่ 2 4) ทั้งสองกรณี แรงที่กลอง A กระทํากับกลอง B มีคาเทากับแรงที่กลอง B กระทํากับกลอง A และมี ขนาดเทากับ F วิทยาศาสตร ฟสิกส (126)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 127.
    6. วางกลองใบหนึ่งบนรถกระบะ สัมประสิทธิ์ความเสียดทานสถิตระหวางกลองกับพื้นกระบะเทากับ0.5 ถา ตองการเรงความเร็วของรถกระบะจากหยุดนิ่งเปน 20 เมตรตอวินาที โดยใชเวลาใหนอยที่สุด และกลอง ไมไถลไปบนพื้นกระบะ จะตองใชเวลาเทาใด 1) 2 วินาที 2) 4.1 วินาที 3) 9.8 วินาที 4) 40 วินาที 7. ขอใดกลาวถูกตองเกี่ยวกับวัตถุที่เคลื่อนที่เปนวงกลมระนาบอยางสม่ําเสมอ 1) ความเร็วของวัตถุคงที่ 2) อัตราเร็วของวัตถุคงที่ 3) แรงที่กระทํากับวัตถุคงที่ 4) มีขอถูกมากกวา 1 ขอ 8. วัตถุมวล 1 กิโลกรัม เคลื่อนที่เปนวงกลมอยางสม่ําเสมอบนพื้นราบดวยขนาดของความเร็ว 2 เมตรตอวินาที โดยมีรัศมี 0.5 เมตร งานเนื่องจากแรงสูศูนยกลางเมื่อวัตถุเคลื่อนที่ไดครึ่งรอบเปนเทาใด 1) 0 จูล 2) 2π จูล 3) 4π จูล 4) 8π จูล 9. รถยนตมวล 1 ตัน จะตองใชกําลังกี่วัตตเพื่อเรงความเร็วจาก 10 เมตรตอวินาที เปน 20 เมตรตอวินาที ภายในเวลา 2 วินาที 1) 5 × 103 วัตต 2) 2.5 × 104 วัตต 3) 7.5 × 104 วัตต 4) 1.5 × 105 วัตต 10. วัตถุกอนหนึ่งวางอยูบนพื้นลื่น ตอมาแตกออกเปน 2 ชิ้น โดยที่แตละชิ้นมีมวลไมเทากัน จงพิจารณาขอความ ตอไปนี้ ก. โมเมนตัมของวัตถุกอนแตกตัวมีคาเทากับผลรวมโมเมนตัมของวัตถุทั้งสองชิ้นหลังแตกตัว ข. หลังแตกตัว วัตถุแตละชิ้นมีโมเมนตัมเทากัน ค. หลังแตกตัว วัตถุแตละชิ้นมีพลังงานจลนเทากัน มีขอความที่ถูกตองกี่ขอความ 1) 1 ขอความ 2) 2 ขอความ 3) 3 ขอความ 4) ไมมีขอความใดถูกตอง ครั้งที่ 3 ตุลาคม 2552 กําหนดให 1. g = 9.8 m/s2 2. h = 6.6 × 10-34 m/s2 3. c = 3 × 108 m/s 4. R (คาคงที่ของแกส) = 8.314 ⋅ J/K ⋅ mol 5. kB = 1.38 × 10-23 J/K 6. NA = 6.02 × 1023 อนุภาค 1. กําหนดให T เปนแรงตึงในเสนเชือกมีหนวยเปนนิวตัน หรือกิโลกรัมเมตรตอวินาทียกกําลังสอง และ µ เปน มวลของเชือกตอหนวยความยาว มีหนวยเปนกิโลกรัมตอเมตร ปริมาณ T/µ มีหนวยเดียวกับปริมาณใด 1) ความเร็ว 2) พลังงาน 3) ความเรง 4) รากที่สองของความเรง โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (127)
  • 128.
    2. การขับรถดวยอัตราเร็ว 50กิโลเมตรตอชั่วโมง ประสานงากับรถอีกคันหนึ่งที่แลนสวนมาดวยอัตราเร็ว 30 กิโลเมตรตอชั่วโมง จะเกิดความรุนแรงใกลเคียงกับการตกตึกประมาณกี่ชั้น กําหนดใหตึก 1 ชั้นสูง 4 เมตร 1) 4 2) 6 3) 10 4) 15 3. มดตัวหนึ่งเดินไปบนกระดาษกราฟโดยเริ่มจากพิกัด (1, 4) เดินไปตามเสนโคงดังภาพ นักเรียนบันทึกตําแหนง ของมดทุกๆ 1 วินาที ทิศเหนือ 7 6 t=2s 5 t=0s ทิศตะวันตก 4 t = 3 s ทิศตะวันออก 3 2 1 t=1s 1 2 3 4 5 6 7 8 ทิศใต ทิศของความเร็วเฉลี่ยในชวงเวลา 0-3 วินาที ประมาณไดวาอยูในทิศใด 1) เหนือ 2) ใต 3) ตะวันออก 4) ตะวันตก 4. ชายคนหนึ่งนําเชือกไปผูกกับลูกตุมแลวนํามาแกวงเหนือศีรษะเปนวงกลมระนาบขนานกับผิวโลก มือจับปลายเชือกนี้ (ก) แรงตึงเชือก (ข) แรงสูศูนยกลาง (ค) แรงหนีศูนยกลาง (ง) น้ําหนัก จงเลือกแรงที่เพียงพอตอการพิจารณาสภาพการเคลื่อนที่ของลูกตุม 1) ก., และ ข. 2) ก., ข., และ ง. 3) ก., ข., ค. และ ง. 4) ก. และ ง. วิทยาศาสตร ฟสิกส (128)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 129.
    5. การยิงวัตถุแบบโพรเจกไทลดวยความอัตราเร็วตนและมุมยิงเดียวกัน บนดวงจันทรที่มีแรงโนมถวงต่ํากวาบนโลก เมื่อเปรียบเทียบกับบนโลก จะเปนตามขอใด กําหนดให เสนประ แทนแนวการเคลื่อนที่บนโลก เสนทึบ แทนแนวการเคลื่อนที่บนดวงจันทร 1) ระยะแนวดิ่ง 2) ระยะแนวดิ่ง ระยะแนวระดับ ระยะแนวระดับ 3) ระยะแนวดิ่ง 4) ระยะแนวดิ่ง ระยะแนวระดับ ระยะแนวระดับ 6. ดาวเทียมมวล m ที่โคจรรอบโลกที่มีมวล M จะเกิดแรงสูศูนยกลางซึ่งนําไปสูการหาอัตราเร็วของดาวเทียม ที่รัศมีโคจร r จากจุดศูนยกลางโลกดังนี้ ถา (1) F = GmM r2 (2) mv = GmM 2 r r2 (3) v = GM r จากสมการ (3) จะเห็นไดวาอัตราเร็ววงโคจรที่เพิ่มขึ้นสัมพันธกับรัศมีวงโคจรที่ลดลง ขอใดถูก 1) สมการ (3) ใชไมไดถามวลของดาวเทียมเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา 2) ดาวเทียมที่กําลังโคจรเปนวงกลมรอบโลก งานเนื่องจากแรงดึงดูดระหวางมวลมีคาเปนศูนย 3) จากสมการ (3) ถาตองการใหดาวเทียวลดรัศมีวงโคจร เราตองทําใหดาวเทียมจุดระเบิดเครื่องยนตเพื่อ ดันใหดาวเทียมโคจรเร็วขึ้น 4) ในขณะที่ดาวเทียมกําลังโคจรเปนวงกลมรอบโลกดวยอัตราเร็วคงที่ จะมีความเรงเปนศูนย โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (129)
  • 130.
    7. จากรูป ดึงมวลm สองกอน ดวยแรง T1 และ T2 มวลทั้งสองกอนเริ่มเคลื่อนที่ขึ้นจากพื้นพรอมกัน และ เคลื่อนที่ขึ้นดวยอัตราเร็วคงตัวเดียวกัน เพดาน ขอใดถูก T1 T2 ก. แรง T1 มีคามากกวาแรง T2 ข. กําลังของแรง T1 นอยกวากําลังของแรง T2 รอกเบา ค. งานของแรง T1 เทากับงานของแรง T2 ง. ถาวัตถุที่อยูบนพื้นดินมีพลังงานศักยโนมถวงเปน m m ศูนย มวลแตละกอนตางก็มีการอนุรักษพลังงานกล พื้น 1) ก. 2) ก. และ ข. 3) ก. และ ค. 4) ก. และ ง. 8. มวลกอนหนึ่งถูกปลอยจากที่สูงตกลงมากระทบกับสปริงตัวหนึ่งซึ่งเบามาก และตั้งอยูบนพื้นแข็งแรง ผลของ การกระทบทําใหสปริงหดสั้นเปนระยะทาง h หลังจากนั้นมวลกอนนี้ก็ถูกสปริงดันขึ้นทําใหมวลเคลื่อนที่ กลับมาที่ความสูงที่ปลอย m v h m มวล m มีอัตราเร็ว v มวล m อยูที่ตําแหนงต่ําที่สุด ขณะเริ่มสัมผัสปลายสปริง สปริงหดเปนระยะทาง h ขอใดถูก 1) ขณะอยูที่ตําแหนงต่ําสุด มวลไมอยูภายใตสภาวะสมดุลแรง 2) ระยะหดของสปริงสามารถคํานวณไดจากการอนุรักษของผลรวมระหวางพลังงานจลนและพลังงานศักย โนมถวง 3) ขณะอยูที่ตําแหนงต่ําสุด พลังงานศักยยืดหยุนในสปริงมีคาเปนศูนย 4) ขณะอยูที่ตําแหนงต่ําสุด มวลมีความเรงเปนศูนย 9. นายอวนและนายผอมยืนอยูบนพื้นน้ําแข็งลื่น นายอวนมีมวล 80 กิโลกรัม นายผอมมีมวล 40 กิโลกรัม ทั้ง สองคนออกแรงเลนชักเยอกัน ในจังหวะที่นายอวนออกแรงดึงเชือก จนตนเองมีอัตราเร็ว 0.2 เมตรตอวินาที นายผอมจะมีอัตราเร็วกี่เมตรตอวินาที 1) 0.1 2) 0.2 3) 0.4 4) 0.6 วิทยาศาสตร ฟสิกส (130)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 131.
    10. ดินน้ํามันกอนหนึ่งมวล Mถูกนํามาปนเปนทรงกลมหลายลูกและเสียบกับไมเสียบลูกชิ้น กําหนดใหแกนหมุน ผานกึ่งกลางไมเสียบลูกชิ้น และตั้งฉากกับแกนไม รูปในขอใดมีโมเมนตความเฉื่อยสูงสุด แกนหมุน แกนหมุน 1) 2) M M M M 2 2 2 2 แกนหมุน แกนหมุน 3) 4) M M M M M M M 4 4 2 4 4 4 4 11. รถยนตคันหนึ่งมีมวล 1,000 กิโลกรัม ลอรถยนตรัศมี 20 เซนติเมตรแตละลอรับมวล 250 กิโลกรัม จงคํานวณทอรกขั้นต่ําสุดที่ตองใหแกลอหนาแตละลอ 20 เซนติเมตร เพื่อใหปนฟุตบาทซึ่งสูง 10 เซนติเมตรได 10 เซนติเมตร 1) 25g 3 2) 25g 3) 25g 2 4) 25g / 2 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (131)
  • 132.
    แนวขอสอบ PAT 2กลศาสตร 1. ขอใดตอไปนีถูกตองเกี่ยวกับอัตราเร็วเฉลี่ยและความเร็วเฉลี่ย ้ 1) อัตราเร็วเฉลี่ยเทากับขนาดของความเร็วเฉลี่ย 2) อัตราเร็วเฉลี่ยมากกวาขนาดของความเร็วเฉลี่ย 3) เมื่อความเร็วเฉลี่ยเปนศูนยอัตราเร็วเฉลี่ยจะเปนศูนย 4) เมื่ออัตราเร็วเฉลี่ยเปนศูนยความเร็วเฉลี่ยจะเปนศูนย 2. ปลอยวัตถุ A ตกจากดาดฟาตึก หลังจากนั้น 2 s ก็ขวางวัตถุ B ตามลงมาจากจุดเดียวกัน ถาความสูงของ ตึกมีคามากพอ จะตองขวางวัตถุ B ดวยอัตราเร็วตนมากกวาคาใด จึงจะทําใหวัตถุ B ชนวัตถุ A ได (ใช g = 9.8 m/s2) 1) 4.9 m/s 2) 9.8 m/s 3) 19.6 m/s 4) 29.4 m/s 3. แขวนวัตถุกอนหนึ่งดวยเชือกเสนสั้น A และเสนยาว B β ไวกับเพดานตางระดับ ดังรูป ถามุม β มากกวามุม ∝ α โดยเชือกเบาและวัตถุหนัก ขอใดตอไปนี้สรุปไดถูกตอง A B 1) เชือก A มีความตึงเทากับเชือก B 2) เชือก A มีความตึงมากกวาเชือก B 3) เชือก B มีความตึงเปนสองเทาของเชือก A 4) เชือก B มีความตึงมากกวาเชือก A 4. รถยนตคันหนึ่งขณะกําลังแลนดวยอัตราเร็ว v0 บนถนนตรง คนขับเหยียบเบรกจนรถไถลไปไดระยะทาง S0 กอนหยุด ถารถคันนี้บรรทุกจนมีมวลเพิ่มขึ้นเปน 3/2 เทาของมวลเดิม และแลนบนถนนเดิมดวยอัตราเร็ว v0/2 เมื่อรถถูกเบรกใหไถลจนหยุด ระยะเบรกครั้งใหมเปนเทาใด S 1) 4 S0 3 2) S0 3) 2 S0 3 4) 40 5. วัตถุมวล m วิ่งดวยอัตราเร็ว u บนพื้นราบลื่นเขาชนสปริงเบาที่มีคาคงตัวสปริง k ทําใหสปริงยุบตัวไดมาก ที่สุดคาหนึ่ง ถาเพิ่มอัตราเร็วของวัตถุเปนสองเทาจะตองใชสปริงตัวใหมที่มีคาคงตัวสปริงเทาใดจึงจะทําให ระยะยุบตัวมากสุดของสปริงมีคาเทาเดิม k u m พื้นลื่น 1) 8k 2) 4k 3) 2k 4) k วิทยาศาสตร ฟสิกส (132)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 133.
    6. ปลอยวัตถุ Aและ B ที่เหมือนกันจากยอดพื้นเอียงลื่น ซึ่งถูกตรึงไวกับพื้นราบ ถามุมเอียงดานซายมีคาเปน 2θ และดานขวาเปน θ ขอความใดตอไปนีถูกตอง ้ A B 2θ θ 1) A และ B ถึงพื้นลางพรอมกัน ถามีมวลเทากัน 2) A ถึงพื้นลางกอน B ถา A และ B มีมวลเทากัน 3) A และ B ถึงพื้นลางดวยอัตราเร็วเทากันเสมอ 4) A ถึงพื้นลางดวยอัตราเร็วมากกวา B ถา A มีมวลมากกวา B v 7. วัตถุมวล m วิ่งดวยความเร็ว v0 เขาชนวัตถุมวล 2m ที่วิ่งอยูดานหนาดวยความเร็ว 20 ในทิศทาง เดียวกัน ถาการชนเปนแบบไมยืดหยุนสมบูรณ และไมคํานึงถึงแรงเสียดทานใดๆ ระบบของวัตถุสองกอนนี้มี การสูญเสียพลังงานจลนจากการชนไปกี่เปอรเซ็นตของพลังงานจลนเดิม 1) 100% 2) 89% 3) 75% 4) 11% 8. ขอใดตอไปนี้เปนจริงสําหรับการเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทลของวัตถุในอากาศใกลผิวโลก เมื่อไมคิดผลของ แรงตานอากาศ 1) วัตถุเคลื่อนที่เปนเสนโคงพาราโบลาดวยความเรงไมคงตัว 2) วัตถุเคลื่อนที่เปนเสนโคงไฮเปอรโบลาดวยความเรงคงตัว 3) วัตถุมีความเร็วแนวดิ่งและแนวราบไมคงตัว 4) มุมระหวางความเร็วและความเรงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 9. ถาขณะเกิดระบบสุริยะดวงอาทิตยมีมวลเปนสองเทาของที่เปนอยูขณะนี้ แตรัศมีวงโคจรของโลกรอบดวง อาทิตยเทากับขณะนี้ คาบการโคจรซึ่งประมาณวาเปนวงกลมของโลกรอบดวงอาทิตยจะเปนกี่เทาของปจจุบัน 1) 2 เทา 2) 2 เทา 3) 1 เทา 4) 1 เทา 2 2 10. รถยนตคันหนึ่งกําลังเคลื่อนที่บนพื้นราบไปทางทิศตะวันออก โดยมีความเร็วลดลงเรื่อยๆ ขอใดถูกตอง เกี่ยวกับการหมุนของลอรอบแกนหมุน 1) มีความเร็วเชิงมุมทิศตะวันออกและความเรงเชิงมุมทิศตะวันตก 2) มีโมเมนตัมเชิงมุมทิศเหนือ และความเรงเชิงมุมทิศใต 3) มีทอรกลัพธกระทําทิศเหนือ และความเรงเชิงมุมทิศใต 4) มีโมเมนตัมเชิงมุมและทอรกลัพธทิศเหนือ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (133)
  • 134.
    11. กราฟความเรงของวัตถุซึ่งกําลังเคลื่อนที่เปนเสนตรงในทิศ +xในรูปใดที่แสดงวาวัตถุกําลังเคลื่อนที่ชาลง ความเรง ความเรง ความเรง เวลา เวลา เวลา ก. ข. ค. 1) ข. และ ค. 2) ก. และ ข. 3) ก. และ ค. 4) ก., ข. และ ค. 12. ยิงวัตถุจากพื้นออกไปแบบโพรเจกไทล พบวาวัตถุอยูในอากาศไดนาน T และไดพิสัยการยิง R ถาเพิ่ม ความเร็วตนการยิงเปนสองเทาแตทิศเดิม จะไดเวลาในอากาศและพิสัยการยิงเปนไปตามขอใด 1) 2T และ 2R ตามลําดับ 2) 2T และ 4R ตามลําดับ 3) 4T และ 2R ตามลําดับ 4) 4T และ 4R ตามลําดับ 13. มวลกอนหนึ่งติดกับปลายสปริงและกําลังเคลื่อนที่แบบซิมเปลฮารมอนิกดวยแอมพลิจูด A ขณะมีขนาดการ กระจัดเปนเทาใด พลังงานจลนจึงมีคาเปนสองเทาของพลังงานศักยยืดหยุนขณะนั้น 1) A 3 2) A 2 3) A 4) A 3 2 14. ปลอยลูกตุมเล็กๆ มวล m ใหเริ่มแกวงลงมาจากมุมที่เชือก ซึ่งยาว l ทํากับแนวดิ่งเทากับ θ0 ดังรูป ขนาดความเรงเชิงมุมของลูกตุมรอบจุด 0 ทันทีที่เริ่มปลอยเปนเทาใด O θo v l g m g 1) ศูนย 2) g sin θ l 3) l 4) g cos θ l วิทยาศาสตร ฟสิกส (134)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 135.
    15. คานสม่ําเสมอหนัก W ถูกยึดไวดวยบานพับ 0 และเชือก ดังรูป แรงที่บานพับ 0 กระทําตอปลายคานอยูในทิศใด r v vv 1) ทิศ A A BC r 2) ทิศ B v r O D 3) ทิศ C r 4) ทิศ D 16. ปนใหญกระบอกหนึ่งมวล M (รวมกระสุน) วางนิ่งบนพื้นลื่น ถาปนกระบอกนี้ยิงกระสุนปนมวล m ออกไปใน แนวระดับดวยอัตราเร็ว v เทียบกับพื้น จงหาพลังงานจลนของปนใหญหลังจากยิงไปแลว 2v2 m2 2 1) 1 (M - m)v2 2 2) 1 Mv2 2 3) 1 mM 2 4) 1 (M -vm) 2 17. ทรงกลมตันสองใบ A และ B กําลังกลิ้งลงตามพื้นเอียง B โดยไมไถล ดังรูป ถา A มีมวลและรัศมีเปนสองเทา A ของ B และ B มีความเรงของศูนยกลางมวลเทากับ 2 m/s2 ความเรงของ A มีคาเทาใด 1) 2 m/s2 2) 4 m/s2 3) 6 m/s2 4) 8 m/s2 18. ในการเพิ่มอัตราเร็วของวัตถุกอนหนึ่งจาก 2 m/s เปน 4 m/s ตองทํางาน 30 J ถาตองการเพิ่มอัตราเร็ว ของวัตถุนี้จาก 4 m/s เปน 6 m/s ตองทํางานเทาใด 1) 30 J 2) 40 J 3) 50 J 4) 60 J 19. กลองใบหนึ่งตั้งอยูบนพื้นรถ ซึ่งกําลังแลนบนถนนตรงดวยความเรง a สัมประสิทธิ์ความเสียดทานสถิต และ สัมประสิทธิ์ความเสียดทานจลนระหวางกลองกับพื้นรถเทากับ 0.4 และ 0.3 ตามลําดับ ความเรง a มากที่สุด เปนเทาใดที่กลองยังคงอยูนิ่งเทียบกับรถ 1) 5 m/s2 2) 4 m/s2 3) 3 m/s2 4) 2 m/s2 20. วางบันไดหนัก W พาดกับผนังในลักษณะดังรูป เงื่อนไขในขอใดที่ไมสามารถทําใหบันไดสมดุลอยูได 1) มุม θ มากเกินไป 2) พื้นและผนังฝด θ 3) พื้นฝดและผนังลื่น 4) พื้นลื่นและผนังฝด โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (135)
  • 136.
    สมบัติเชิงกลของสาร ความยืดหยุน หมายถึง ความสามารถในการคืนกลับสภาพเดิมของรูปรางของวัตถุภายหลังหยุดแรงกระทํา แรงยืดหยุน ในกรณีวัตถุมีการเปลี่ยนแปลงความยาวไปขนาด ∆L เราพบวามีแรงยืดหยุนกระทํากลับ โดยที่ ขนาดแรงกระทํากลับ F = k∆l เรียกวา Hooke’s law โดย k เปนคาคงที่การแปรผันตรงที่ขึ้นกับชนิดของวัตถุ และรูปรางของวัตถุ r ความเคน (S) เทากับ อัตราสวนขนาดแรงเคนภายในวัตถุ (เชน แรงตึง T ) ตอพื้นที่หนาตัด นั่นคือ F v ความเคน S = A ; F ⊥ A ความเครียด (∅) เทากับ อัตราสวนขนาดความยาวที่เปลี่ยนไปตอความยาวเดิม นั่นคือ ความเครียด ∅ = ∆l l เมื่อ l เปนความยาวเดิมของวัตถุ มอดูลัสของยัง (Y) เทากับ อัตราสวนของความเคนตอความเครียด กลาวคือ Y = ∅ = AF∆l S l คามอดูลัสของยังขึ้นกับชนิดของวัตถุ S และ Y มีหนวยเดียวกัน คือ N/m2 หรือพาสคาล แตความเครียด ไมมีหนวย กราฟ F - l และ S - ∅ เราสามารถเขียนกราฟแสดงสมบัติยืดหยุน ดังนี้ ขีดจํากัดแปรผันตรง ขีดจํากัดแปรผันตรง F s ขีดจํากัด ขีดจํากัด k ความยืดหยุน Y ความยืดหยุน W = งาน W = งานตอปริมาตร V ∆l ∅ ความชัน = k ความชัน = Y พื้นที่ = งาน = Ep พื้นที่ = ปริงาน = 1 S∅ มาตร 2 ยืดหยุน = 1 F∆l = 1 k( ∆l ) 2 2 2 วิทยาศาสตร ฟสิกส (136)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 137.
    ความดันของเหลว หมายถึง ขนาดของแรงดันของเหลวตอหนึ่งหนวยพื้นที่ตั้งฉาก F v P = A ; F ⊥A Pext ที่ระดับลึก h จากผิวของเหลว พบวา ความดันเกจ Pg = ρgh h ความดันรอม P = ρgh + Pext ρ กรณี Pext = Pa P = ρgh + Pa กฎของพาสคาล กลาววา ความดันจากภายนอกที่เพิ่มใหกับของเหลวจะไปเพิ่มที่ทุกๆ จุดในของเหลวนั้น นั่นคือ Pใหม = Pเดิม + Pเพิ่ม หลักการเทากันของความดัน พบวา ที่ระดับเดียวกันในของเหลวชนิดเดียวกัน และเชื่อมตอกันจะมีความ ดันรวมกัน คือ PA = PB เมื่อ A และ B อยูระดับเดียวกัน กาคํานวณแรงดัน ถาบนพื้นที่ A มีความดันคงที่ พบวา ขนาดแรงดัน F = PA ในกรณีความดันของเหลวบนพื้นที่ไมคงที่ พบวา F = PA = PcmA กรณีเขื่อนตรง ยาว l มีน้ําลึก H จะไดแรงดันเขื่อน F = 1 ρgH2L 2 (การหาแรงดันเขื่อนไมนิยมคิด Pa) กรณีเขื่อนเอียงมุม θ กับพื้น พบวา Fx = F sin θ = 1 ρgH2L 2 Fy = F cos θ = 1 ρgH2L cot θ 2 F = 1 ρgHAเอียง 2 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (137)
  • 138.
    เครื่องอัดไฮดรอลิกส จากกฎของพาสคาล หรือหลักการเทากันของความดันเราได (ถาประสิทธิภาพ 100%) F F W a = A W H การไดเปรียบเชิงกล = FW (ปฏิบัติ) = A (ทฤษฎี) A h a a งาน Fh = WH = ∆Ep ของเหลว โดยที่ AH = ah r แรงลอยตัว B วัตถุที่จมในของเหลว (หรืออากาศ) จะมีแรงลอยตัว โดยที่ ขนาดแรงลายตัว B = ขนาดน้ําหนักของเหลวที่มีปริมาตรเทากับสวนที่จมของวัตถุ หรือ B = ρเหลว Vจม g แรงลอยตัวมีแนวผานจุดศูนยกลางของปริมาตรสวนจมเสมอ การชั่งวัตถุ พิจารณาการชั่งวัตถุ ดังรูป ตัวบนอานได T = mg - B N ตัวลางอานได T m N = Mg + B M B = (M + m)g - T N ความตึงผิว ผิวของเหลวบริเวณแนวสัมผัส จะมีแรงตึงผิวกระทําตอแนวสัมผัสนั้นในทิศทางตั้งฉากกับ แนวสัมผัส และขนานกับผิวของเหลว โดยที่ ขนาดแรงตึงผิว F = γl เมื่อ γ เปนความตึงผิว และ l เปนความยาวแนวสัมผัสรวม คา γ ขึ้นกับชนิดของเหลว, ความบริสุทธิ์ และอุณหภูมิ (T ต่ํา หรือบริสุทธิ์ γ จะมาก) ความหนืด เมื่อวัตถุเคลื่อนที่ในของเหลว (หรือแกส) จะเกิดแรงเสียดทานตาน เรียกวา แรงหนืด โดยที่ ขนาดแรงหนืด f α v หรือ f = kv แรงหนืดมีทิศตรงขามกับความเร็ว เมื่อ k เปนคาคงที่ ซึ่งขึ้นกับชนิดของเหลว และรูปรางวัตถุ วิทยาศาสตร ฟสิกส (138)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 139.
    การไหลของของเหลว การไหลอุดมคติแทนดวยเสนกระแสการไหลที่เปนระเบียบ เราพบวาอัตราการไหล (ปริมาตร/เวลา)หรือ Av มีคาคงที่ ดังนั้น A1v1 = A2v2 A2 สังเกตวา คา ρAv เปนมวลตอเวลา และพบดวยวา P2 v2 A1 P + 1 ρv2 + ρgh = คงที่ 2 ρ v1 h2 หรือ 1 ρv 2 + ρgh = P + 1 ρv 2 + ρgh P1 + 2 1 P1 1 2 2 2 2 h1 ระดับอางอิง Ep = O เรียกวาสมการแบรนูลลี ในกรณีที่ h เทากัน เมื่อ v มากแลว P จะนอย ตัวอยางการไหล น้ํารั่วจากรูเล็กๆ พบวา h v = 2gh H v Rmax เมื่อ H h = 2 โพรเจกไทล R1 = R2 เมื่อ h1 + h2 = H R ปกเครื่องบิน P1 v1> v2 P2 - P1 = 1 ρ(v 1 - v 2 ) 2 2 2 P2> P1 v2 แรงยก F = 1 ρA(v 1 - v 2 ) 2 2 2 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (139)
  • 140.
    สมบัติของแกส และทฤษฎีจลน ความรอน (Q) เปนพลังงานรูปหนึ่ง ซึ่งถายเทไดเนื่องจากผลตางของอุณหภูมิ โดยสามารถเปลี่ยนเปน พลังงานหรืองานในรูปอื่น พลังงานกลสามารถเปลี่ยนเปนความรอนได เชน การพลิกกลับไปกลับมาของลูกเหล็กที่ บรรจุในทอ PVC จะได Q = nmgh × e% เมื่อ e คือ เปอรเซ็นตการเปลี่ยนเปนความรอน และ n คือ จํานวนครั้งของการพลิกกลับ m คือ มวลรวม ของลูกเหล็ก การเปลี่ยนอุณหภูมิ อุณหภูมิ (T) แสดงระดับความรอนไมไดแสดงปริมาณความรอน (คลายระดับน้ํากับ ปริมาณน้ํา) ความรอนทําใหเกิดการเปลี่ยนอุณหภูมิได โดยที่ Q = mc∆T = C∆T เมื่อ c = ความจุความรอนจําเพาะ (J/kg.K) และ C = ความจุความรอน (J/K) การเปลี่ยนสถานะ ความรอนทําใหเกิดการเปลี่ยนสถานะที่อุณหภูมิคงที่คาหนึ่งซึ่งเปนจุดเปลี่ยนสถานะ โดยที่ Q = ml เมื่อ l = ความรอนแฝงจําเพาะของการเปลี่ยนสถานนะนั้น (J/kg) การถายเทความรอน ความรอนไหลจากวัตถุที่มีอุณหภูมิสูงไปยังวัตถุที่มีอุณหภูมิต่ําจนกระทั่งสมดุลความรอน (T เทากัน) หลักการถายเทความรอน คือ Qให = Qรับ ในการหาอุณหภูมิสุดทาย (ผสม) ของของแข็งหรือของเหลวจากหลักขางบนเมื่อไมมีการเปลี่ยนสถานะ เราพบวา Tผสม = ΣmcT (K หรือ °C) Σmc ผลที่ได คือ อุณหภูมิเฉลี่ยแบบถวงน้ําหนักดวยคา mc กฎของแกส การทดลองหาความสัมพันธระหวางความดัน (P) ปริมาตร (V) อุณหภูมิ (T) และปริมาณ (n, N) ของแกส พบวา PV = nRT = NkT วิทยาศาสตร ฟสิกส (140)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 141.
    เมื่อ n =จํานวนของโมล = มวล , N = จํานวนโมเลกุล = nNA, R = 8.31 J/mol.K, k = 1.38 × 10-23 J/K M = NR A ขอสังเกต ถา n, T คงที่ ได P α V1 (กฎของบอยล) ถา n, P คงที่ ได V α T (กฎของชารล) ถา n, V คงที่ ได P α T (กฎของเกย-ลุสแชค) P V slope = nR P slope = nR P V 1 Pα V V T(K) T(K) จากกฎของแกสเราพบวา P1 V1 P2 V2 n1T1 = n 2 T2 P1 V1 P2 V2 N1T1 = N2T2 P1V1 P2 V2 m1T1 = m2T2 P1 P2 ρ 1 T1 = ρ2T2 สองสมการสุดทายใชกับแกสชนิดเดียวกัน กฎของแกสจะเปนจริงสําหรับแกสอุดมคติเทานั้น สําหรับแกสจริง จะใชไดดีถาอุณหภูมิสูงและความดันต่ํา แบบจําลองของแกส สําหรับแกสอุดมคติ เรามีแบบจําลองวา 1. ปริมาตรของโมเลกุลนอยมากเมื่อเทียบกับปริมาตรภาชนะ 2. ไมมีแรงยึดเหนี่ยวระหวางโมเลกุล 3. โมเลกุลเคลื่อนที่แบบราวเนียนไรทิศทางที่แนนอนและเกิดการชนแบบยืดหยุน คาเฉลี่ย เนื่องจากโมเลกุลของแกสมีอัตราเร็วหลากหลาย จึงศึกษาการเคลื่อนที่ของโมเลกุลดวยคาเฉลี่ย ดังนี้ อัตราเร็ว v = ΣvN 2 อัตราเร็วกําลังสองเฉลี่ย v 2 = Σ (v) M ΣE k พลังงานจลนเฉลี่ย Ek = N = 1 m v2 2 รากที่สองของคาเฉลี่ยของกําลังสองของอัตราเร็ว vrms = v2 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (141)
  • 142.
    ทฤษฎีจลนของแกส เปนการศึกษาการเคลื่อนที่ของโมเลกุลสัมพันธกับปริมาณที่วัดไดจากการทดลอง โดยพบความจริงตามสมการตอไปนี้ PV = 1 mN v 2 = 1 mNv 2 = 2 NEk 3 3 rms 3 3 Ek = 2 kT = 1 mv rms 2 2 vrms = 3P = 3RT = 3kT ρ M m U = ∑Ek = N Ek 3 = 2 PV (PV = nRT = NkT) ในที่นี้ m = มวลของหนึ่งโมเลกุล, M = มวลของ 1 โมล (kg) และ U คือ พลังงานภายในหรือผลรวม พลังงานจลนของโมเลกุล โดยในระดับนี้สนใจการเคลื่อนที่แบบเลื่อนตําแหนงของโมเลกุลเทานั้น ไมสนใจการหมุน สังเกตวา Ek แปรโดยตรงกับอุณหภูมิ T เทานั้น ไมขึ้นกับชนิดของแกส ความจุความรอนจําเพาะของแกส แกสมีคาความจุความรอนได 2 แบบ คือ แบบปริมาตรคงที่ (cy) และ แบบความดันคงที่ (cp) โดยพบวา 3R cy = 2M R 5R cp = cy + M = 2M ในที่นี้เปนคา c ของแกสอะตอมเดี่ยว คือ แกสเฉื่อย การผสมแกส เมื่อนําแกสที่ P, V, T ตางกันมาผสมกัน โดยไมทําปฏิกิริยา ใชหลักวา ∑Uกอนผสม = ∑Uหลังผสม และพบวา Pผสม = Σ (PV) Vผสม (nT) Tผสม = ΣΣn ในที่นี้อุณหภูมิ T เปน K หรือ °C ก็ได งานที่แกสทํา เมื่อแกสมีการเปลี่ยนแปลงปริมาตรจะเกิดงานของแกสขึ้น โดยพบวา P W>O B งานที่แกสทํา W = P∆V = P(V2 - V1) เมื่อ P คงที่ W<O W = พื้นที่ใตกราฟ P - V A W V สังเกตวาถาปริมาตรเพิ่ม แกสทํางาน W เปนบวก แตถาปริมาตรลด แกสทํางาน W เปนลบ (เราทํางาน ใหแกส) และถาปริมาตรคงที่ตลอดเวลาได W เปนศูนย วิทยาศาสตร ฟสิกส (142)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 143.
    กฎขอที่หนึ่งของเทอรโมไดนามิกส เมื่อใหความรอน ∆Qตอระบบใดๆ ระบบจะใชความรอนสวนหนึ่ง ในการทํางาน (∆W) และอีกสวนหนึ่งเพิ่มพลังงานภายใน (∆U) จากกฎอนุรักษพลังงานจะไดกฎขอที่หนึ่งของ เทอรโมไดนามิกส ดังนี้ ∆Q = ∆U + ∆W โดยที่ ∆Q เปนบวกเมื่อระบบไดรับความรอน และเปนลบเมื่อระบบคายความรอน และ ∆U เปนบวกเมื่อ U เพิ่ม และ ∆U เปนลบ เมื่อ U ลด สําหรับระบบแกสอะตอมเดี่ยว พบวา ∆U 3 3 = 2 ∆(PV) = 2 (P2V2 - P1V1) 3 = 2 nR∆T (เมื่อ n คงที่) ดังนั้น สําหรับระบบแกสที่โมลคงที่จะมี ∆U เปนบวก เมื่อ T เพิ่ม เปนลบ เมื่อ T ลด และเปนศูนยเมื่อ T คงที่ ขอสังเกต มีกรณีที่นาสนใจ ดังนี้ 1. ถา P คงที่ ได ∆Q = 2 P∆V + P∆V = 5 P∆V = 5 nR∆T 3 2 2 3 3 2. ถา V คงที่ ได ∆Q = ∆U = 2 V∆P = 2 nR∆T (∆W = 0) 3. ถา T คงที่ ได ∆Q = ∆W (∆U = 0) (ความรอนเปลี่ยนเปนงาน) 4. ถา ∆Q = 0 ได ∆U = -∆W (เชน อัดแกสอยางรวดเร็วจะทําใหแกสรอนขึ้น) โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (143)
  • 144.
    ปรากฎการณคลื่น การเคลื่อนที่แบบคลื่น การถายโอนพลังงานโดยการแผกระจายการรบกวนไปตามตัวกลาง โดยตัวกลางไม เคลื่อนที่ไปพรอมกับคลื่น คลื่นกล คลื่นที่ตองอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ เชน คลื่นเชือก คลื่นน้ํา คลื่นเสียง คลื่นแมเหล็กไฟฟา คลื่นที่ไมอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ เชน คลื่นแสง คลื่นวิทยุ คลื่นตามขวาง คลื่นที่มีการสั่นของตัวกลางในแนวตั้งฉากกับการเคลื่อนที่ของคลื่น เชน คลื่นเชือก คลื่นน้ํา คลื่นแมเหล็กไฟฟา ( E และ B สั่น) คลื่นตามยาว คลื่นที่มีการสั่นของตัวกลางขนานกับทิศทางของการเคลื่อนที่ของคลื่น เชน คลื่นเสียง คลื่นรูปชายน เกิดจากการสั่นของแหลงกําเนิด SHM. ทําใหตัวกลางสั่นแบบ SHM. และไดคลื่นรูปรางเปน กราฟรูปซายน (หรือโคซายน) สันคลื่น λ อัตราเร็ว v S x แอมพลิจูด A ทองคลื่น การกระจัด y ปริมาณของคลื่น การกระจัด y(x, t) = A sin (2πx/λ - 2πft) ที่ตําแหนงใดๆ y = A sin (ωt + ∅) ความถี่ f = จํานวนรอบ/เวลา = จํานวนลูกคลื่น/เวลา คาบ T = เวลา/รอบ = เวลา/ลูกคลื่น ความถี่เชิงมุม ω = 2πf = 2π/T แอมพลิจูด A = ขนาดของการกระจัดมากที่สุด ความยาวคลื่น λ = ระยะหางระหวางสันคลื่น หรือระหวางทองคลื่นติดกัน = 1 ลูกคลื่น หนาคลื่น คือ แนวที่ลากผานสันคลื่นเดียวกัน หรือทองคลื่นเดียวกัน รังสี คือ ทิศทางแสดงการเคลื่อนที่ของคลื่น ซึ่งตั้งฉากกับหนาคลื่นเสมอ อัตราเร็ว v = S = λ = fλ t T เฟสของคลื่น ∅ = มุมที่กําหนดตําแหนงเพื่อบอกสภาวะสั่นของคลื่น โดย กําหนดสอดคลองกับกราฟซายน หรือสอดคลองกับ เฟสของ SHM. พลังงานคลื่น E α A2 วิทยาศาสตร ฟสิกส (144)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 145.
    ความตางเฟส = 2λ ∆x (ระหวาง 2 ตําแหนงที่เวลาเดียวกัน) π ∆∅ ∆∅ = 2 πf∆t (ระหวาง 2 เวลาที่ตําแหนงเดียวกัน) เฟสตรงกัน ∆∅ = (เลขคู)π และ ∆x = (จํานวนเต็ม)λ เฟสตรงขาม ∆∅ = (เลขคี่)π และ ∆x = (เลขคี่) λ2 เฟสตรงกันสั่นเหมือนกัน เฟสตรงขามกันสั่นตรงขามกัน สมบัติของคลื่น คลื่นมีสมบัติพื้นฐานสําคัญ คือ การสะทอน การหักเห การเลี้ยวเบน และการแทรกสอด การสะทอน และการหักเหเปนสมบัติรวมระหวางอนุภาคและคลื่น การสะทอน คลื่นเกิดการสะทอนเมื่อกระทบสิ่งกีดขวาง หรือรอยตอระหวางสองตัวกลาง กฎการสะทอน คือ มุมตกกระทบ θ1 = มุมสะทอน θ2 เมื่อ θ1 และ θ2 อยูในระนาบเดียวกัน เสนแนวฉาก รังสีตก รังสีสะทอน θ1 θ2 ผิวสะทอน θ1 และ θ2 เปนมุมที่รังสีทํากับเสนแนวฉาก หรือหนาคลื่นกระทํากับผิวสะทอน กฎการสะทอนเปนจริงทุกผิวสะทอน คลื่นเชือกสะทอนปลายอิสระ โดยไมเปลี่ยนเฟสแตปลายตรึงจะ สะทอนกลับเฟสไป 180° (กลับเปนเฟสตรงขาม) การหักเห การหักเหเกิดเมื่อคลื่นเคลื่อนที่ผานจากตัวกลางหนึ่งไปยังอีกตัวกลางหนึ่ง โดยมีมุมตกกระทบไม เปนศูนย (หนาคลื่นไมขนานกับรอยตอ) การเปลี่ยนทิศทางของคลื่นเปนเพราะความแตกตางของอัตราเร็วคลื่น เชน คลื่นน้ําพบวา vน้ําลึก > vน้ําตื้น จึงเกิดการหักเห ดังรูป v1 v1 รังสีตกกระทบ หนาคลื่นตก θ1 λ1 λ2 θ1 น้ําตื้น น้ําลึก θ1 θ1 θ2 รอยตอ θ2 v2 > v 1 λ1 θ2 น้ําลึก (เบนออก) θ2 รังสีหักเห λ2 น้ําตื้น v2 < v 1 หนาคลื่นหักเห (เบนเขา) โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (145)
  • 146.
    การหักเหเปนไปตามกฎของสแนลล คือ sin θ1 v1 λ1 sin θ2 = v2 = λ2 เมื่อ θ1 และ θ2 เปนมุมตกกระทบและมุมหักเห ตามลําดับ (รังสีทํากับเสนแนวฉาก หรือหนาคลื่นทํากับ รอยตอ) มีขอสรุปที่สําคัญ คือ ก) รังสีเบนออกจากเสนปกติ (θ2 > θ1) เมื่อ v2 > v1 รังสีเบนเขาหาเสนปกติ (θ2 < θ1) เมื่อ v2 < v1 ข) การหักเหไมเปลี่ยนความถี่ และเฟส ดังนั้น λน้ําลึก > λน้ําตื่น ค) กรณี θ1 = 0 คือ หนาคลื่นขนานกับรอยตอจะไมเกิดการหักเห เพราะทิศของคลื่นยังคงเดิม ถึงแม v และ λ จะเปลี่ยนไป ง) กรณีคลื่นจากน้ําตื้นไปน้ําลึก จะมีมุม θ1 ที่ทําให θ2 = 90° เรียก θ1 นี้วา มุมวิกฤติ หรือ θc โดยที่ v1 λ1 sin θc = v2 = λ2 สะทอนกลับหมด θc น้ําตื้น น้ําลึก θ2 = 90° ถา θ1 > θc จะเกิดการสะทอนกลับหมด ซึ่งจะเกิดขึ้นในกรณีคลื่นเคลื่อนที่จากน้ําตื้นไปน้ําลึกเทานั้น การเลี้ยวเบน คลื่นเกิดการเปลี่ยนทิศทางเลี้ยวเบนออมสิ่งกีดขวางหรือชองเปดได การเลี้ยวเบนเกิดขึ้น อยางชัดเจนหรือเลี้ยวเบนดีเมื่อขนาดความยาวคลื่นมากกวาหรือเทากับขนาดชองเปด หรือสิ่งกีดขวาง การเลี้ยวเบน ไมเปลี่ยนเฟส และไมเปลี่ยนอัตราเร็วคลื่น ขนาดชองใหญ > λ ขนาดชองเล็ก < λ ขนาดสิ่งกีดขวาง < λ การแทรกสอด เมื่อคลื่นเคลื่อนที่มาพบกันจะเกิดการรวมกันไดตามหลักการซอนทับ คือ การกระจัดลัพธ เทากับผลรวมของการกระจัดยอย คือ y = ∑yi ซึ่งเปนจริง สําหรับคลื่นที่มีแอมพลิจูดนอยๆ การซอนทับของคลื่น ที่มีความถี่เดียวกัน เรียกวา การแทรกสอด การซอนทับของคลื่นมีทั้งแบบเสริมกัน (เมื่อเฟสตรงกัน) และแบบ หักลางกัน (เมื่อเฟสตรงขามกัน) วิทยาศาสตร ฟสิกส (146)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 147.
    คลื่นนิ่ง เมื่อคลื่นรูปซายน 2ขบวนที่เหมือนกันทุกประการเคลื่อนที่สวนกันในตัวกลางหนึ่งจะเกิดการแทรก สอดทําใหเกิดคลื่นนิ่ง ซึ่งประกอบดวยตําแหนงบัพ (node) และปฏิบัพ (antinode) สลับกันโดยบัพเปนจุดที่เกิด จากการแทรกสอดแบบหักลางตลอดเวลา (ตัวกลางไมสั่น) และปฏิบัพเปนตําแหนงที่แทรกสอดเสริมกันตลอดเวลา (ตัวกลางสั่นตลอดเวลา) λ ปฏิบัพ 2 t = o หรือ T บัพ λ t= T 2 2 คลื่นนิ่งไมมีการเคลื่อนที่ (v = 0) แตมีการสั่นของปฏิบัพดวยคาบและความถี่เดียวกับคลื่นยอย และมี แอมพลิจูดเทากับผลรวมของคลื่นยอย การเกิดคลื่นนิ่งมีความจริง ดังนี้ ก) ปลายอิสระของเชือก และขอบถาดคลื่นน้ํา เปนตําแหนงปฏิบัพเสมอ ข) ปลายตรึงของเชือก และปลายเชือกที่ตอกับแหลงกําเนิดเปนบัพเสมอ ค) ที่จุดกําเนิดคลื่นน้ําอาจเปนบัพ หรือปฏิบัพก็ได การแทรกสอดของคลื่นน้ําอาพันธ คลื่นน้ําวงกลมจากจุดกําเนิด S1 และ S2 ที่มีการสั่นดวยความถี่ เทากัน และมีความตางเฟสคงที่ เรียกวา คลื่นอาพันธ เมื่อแทรกสอดกันจะทําใหเกิดริ้วการแทรกสอดเปนแนวบัพ และปฏิบัพอยางเปนระเบียบในกรณีแหลงกําเนิดอาพันธเฟสตรงกันจะได ดังรูป A3 N3 A 2 (แนวสุดทาย) N2 S1 A1 N1 d A0 (แนวปฏิบัพกลาง) S2 N1 λ A1 N3 A 2 N2 A3 แนวปฏิบัพ An (n = 0, 1, 2, ...) หาไดจากเงื่อนไขของจุด P คือ path diff. = |S1P - S2P| = nλ แนวบัพ Nn (n = 1, 2, ...) หาไดจากเงื่อนไขของจุด P คือ path diff. = |S1P - S2P| =  n - 1  λ   2 ในกรณีแหลงกําเนิดอาพันธเฟสตรงขามกันแนวกลางจะเปน N0 และเงื่อนไขตองสลับกับกรณีเฟสตรงกัน กรณีจุด P อยูไกล (r >> d) โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (147)
  • 148.
    S1 P ประมาณวา |S1P - S2P| = d sin θ จึงได r x d θ Ao แนว An คือ d sin θ = nλ l แนว Nn คือ d sin θ =  n - 1  λ   2 S2 เมื่อ sin θ = x ≈ x ถา θ นอย อันดับ (n) ของแนวบัพ และปฏิบัพสุดทาย (ดานขาง S1 และ S2) r ι หาไดจากเงื่อนไข |S1P - S2P| = d หรือใช sin θ = sin 90° = 1 โดยจํานวนแนวทั้งหมดตองคิดทั้ง 2 ขางของ A0 สําหรับตําแหนงปฏิบัพที่อยูบนเสนตรง S1S2 จะเปนคลื่นนิ่งสอดคลองกับหลักการทั่วไปที่กลาวมาแลว นอกจากนี้เรายังสราง S1 และ S2 ไดจากการใหคลื่นหนาตรงเลี้ยวเบนผานชองเปดแคบๆ 2 ชองก็ได (การแทรก สอดของชองคู) การเลี้ยเบนผานชองเดี่ยว คลื่นน้ําหนาคลื่นตรงเมื่อเลี้ยวบนผานชองแคบเดี่ยวที่มีความกวาง d > λ จะเกิดริ้วการแทรกสอดบัพและปฏิบัพ ดังรูป N2 A1 N1 โดยตําแหนง Nn ที่อยูไกล สอดคลองกับเงื่อนไข d Ao d sin θ = nλ λ N1 และตําแหนงปฏิบัพ An ที่อยูไกล ตั้งแต A1, A2, ... ประมาณวา A1 สอดคลองกับเงื่อนไข N2 P d sin θ =    n + 1  λ ; n = 1, 2, ... 2 r x λ d θ Ao โดยที่ sin θ = x เมื่อ r >> d และ sin θ = x ถา θ นอยๆ r ι l การเลี้ยวเบนอธิบายดวยหลักของฮอยเกนสที่กลาววาทุกจุดบนหนาคลื่นเสมือนเปนแหลงกําเนิดคลื่นผลิต หนาคลื่นถัดไป วิทยาศาสตร ฟสิกส (148)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 149.
    คลื่นเสียง เสียง เสียงเปนคลื่นกลตามยาว เกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ ทําใหเกิดสวนอัดและสวนขยายเคลื่อนที่ ไปตามตัวกลางคลายคลื่นตามยาวในสปริง อัด อัด อัด อัด ขยาย อัด ขยาย อัด เสียง ลําโพง ขยาย ขยาย คลื่นความดันของเสียง สวนอัดจะมีความดันสูง (P > Pa) ขยายจะมีความดันต่ํา (P < Pa) กรณีลําโพงสั่นแบบ SHM จะไดคลื่น ความดันรูปซายนเคลื่อนที่ไปดวยอัตราเร็วคาหนึ่ง แตคลื่นเสียงอาจแทนดวยคลื่นการกระจัดการสั่นของโมเลกุล โดยพบวาตําแหนงกลางสวนอัดและสวนขยายจะมีการกระจัดเปนศูนย และคลื่นความดันจะมีเฟสตางกับคลื่นการ กระจัดอยู 90° ดังรูป คลื่นความดันของเสียง v คลื่นกระจัดกระจายของเสียง λ/4 แอมพลิจูดคลื่นความดันจะแปรผันตรงกับแอมพลิจูดคลื่นการกระจัดสวนปริมาณอื่นๆ เชน f, λ, v มีคา เทากัน อัตราเร็วเสียง อัตราเร็วเสียงขึ้นกับสถานะและชนิดของตัวกลาง โดยทั่วไปอัตราเร็วเสียงในของแข็ง มากกวาในของเหลว และในของเหลวมากกวาในแกส สําหรับแกสชนิดหนึ่งพบวา อัตราเร็ว v เสียงขึ้นกับอุณหภูมิ T (เคลวิน) โดยที่ v α T ดังนั้น v1 T1 v2 = T2 สําหรับในอากาศ v α T เชนเดียวกัน โดยที่ถาอุณหภูมิไมสูงหรือต่ํากวาปกติมากนักจะไดคาประมาณ อัตราเร็วเสียงในอากาศ คือ v = 331 + 0.6 t เมื่อ t = อุณหภูมิหนวย °C และ 331 m/s เปนอัตราเร็วเสียงในอากาศอุณหภูมิ 0°C หรือ 273 K โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (149)
  • 150.
    การสะทอนของเสียง เสียงเกิดการสะทอนภายใตกฎการสะทอน (มุมตก= มุมสะทอน) เชนเดียวกับคลื่นน้ํา การสะทอนทําใหเกิดเสียงกอง และสามารถนําไปหาระยะหางของสิ่งตางๆ ได (จากสมการ S = vt) คลื่นเสียงที่ เดินจากอากาศกระทบผิวสะทอน จะเกิดการสะทอนแบบไมเปลี่ยนเฟสสําหรับคลื่นความดัน แตจะสะทอนแบบ กลับเฟส 180° สําหรับคลื่นการกระจัด การหักเหเปนไปตามกฎของสเนลล sin θ1 v λ sin θ2 = v1 = λ1 2 2 สําหรับอากาศที่อุณหภูมิตางกันจะไดอัตราสวนอัตราเร็ว คือ v1 T1 331 + 0.6 t1 v2 = T2 = 331 + 0.6 t 2 สังเกตวา เสียงเดินทางจากบริเวณอากาศเย็นไปสูอากาศรอน รังสีจะเบนออกจากเสนแนวฉาก และจะเบน เขาหาเสนแนวฉากเมื่อเดินทางจากอากาศรอนไปสูอากาศเย็น สําหรับกรณีจากเย็นไปสูรอนอาจเกิดการสะทอนกลับ หมดได ถามุมตกกระทบโตกวามุมวิกฤติ θc โดยที่ θc หาไดจาก v λ T1 331 + 0.6 t1 sin θc = v 1 = λ 1 = T2 = 331 + 0.6 t 2 เมื่อ T2 > T1 2 2 การแทรกสอด เราอธิบายการแทรกสอดของเสียงดวยคลื่นความดัน สําหรับการแทรกสอดของคลื่น อาพันธของเสียงทําใหเกิดคลื่นนิ่ง เราพบวา ปฏิบัพของความดัน = บัพของการกระจัด = เสียงดัง บัพของความดัน = ปฏิบัพของการกระจัด = เสียงคอย สําหรับที่ผิวสะทอนจะเปนบัพของการกระจัดหรือปฏิบัพของความดันเสมอ ในกรณีการแทรกสอดของคลื่นอาพันธเฟสตรงกันจากลําโพงสองตัว จะไดแนวกลางเปนปฏิบัพของความดัน และแนวตางๆ ดานหนาลําโพงสอดคลองกับสมการที่กลาวมาในบทที่แลว คือ แนวปฏิบัพความดันที่ n |S1P - S2P| = nλ (ดัง) แนวบัพความดันที่ n |S1P - S2P| =  n - 1  λ (คอย)   2 นอกจากนี้เรายังประมาณ |S1P - S2P| ≈ d sin θ ได เมื่อ P เปนจุดที่อยูไกล และ sin θ ≈ x ไดถา ι มุม θ นอย สําหรับการหาแนวบัพและปฏิบัพทั้งหมดหาไดโดยใชเงื่อนไขและวิธีการเดียวกับคลื่นน้ํา คือ ให θ = 90° (ดูบทเรื่องคลื่น) การเลี้ยวเบน เสียงเลี้ยวเบนไดเชนเดียวกับคลื่นทั่วไปและเลี้ยวเบนไดดี เพราะเสียงมีความยาวคลื่นมาก และมีขนาดพอๆ กับวัตถุหรือชองเปด สําหรับการเลี้ยวเบนและแทรกสอดของเสียงผานชองคูและชองเดียว เกิดไดเชนเดียวกับคลื่นน้ําแตมักไมถูกสนใจ เพราะทําการทดลองไดยาก วิทยาศาสตร ฟสิกส (150)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 151.
    การเกิดบีตส บีตสเกิดจากการแทรกสอดของคลื่นเสียงที่มีความถี่ตางกันเล็กนอย (ไมเกิน10 Hz) ทําให ไดยินเสียงดัง-คอยสลับกันไป คลื่นบีตสมีแอมพลิจูดไมสม่ําเสมอ ดังรูป ดัง ดัง v คอย ผูฟง ความถี่บีตส หาไดจาก fb = |∆f| = fมาก - fนอย f +f สําหรับคลื่นลัพธจะมีความถี่เฉลี่ย f = 1 2 2 Hz การสั่นพอง เมื่อกระตุนระบบใดๆ ดวยความถี่ของการกระตุนเทากับความถี่ธรรมชาติของระบบ ระบบจะ สั่นรุนแรงดวยความถี่ธรรมชาตินั้นๆ เรียกวา เกิดการสั่นพอง (resonance) สําหรับระบบที่เกิดคลื่น การสั่นพอง จะเกิดคลื่นนิ่งแอมพลิจูดสูงจากผลการแทรกสอดของคลื่นที่สะทอนกลับไปกลับมาในระดับนี้มี 3 ระบบ ดังรูป 1. ลวดปลายตรึง 2 ดาน l n=1 f1 ι = n2 ; v = fλ λ n=2 f = nv = 2ι µ 2ι n T f2 n = 1, 2, 3, ... n=3 µ = มวล/ความยาว = m/ι, T = ความตึง f3 สังเกตวา f1 = 2vι , f2 = 2f1, f3 = 3f1, ... เรียก f1 วาความถี่มูลฐาน หรือฮารมอนิกที่ 1 และเรียก f2 และ f3 วาฮารมอนิกที่ 2 และ 3 ตามลําดับ (อาจเรียกความถี่ถัดจากมูลฐานวา โอเวอรโทนที่ 1, 2, ... ก็ได) 2. หลอดเรโซแนนซปลายเปด 2 ดาน l = n2 ; v = fλ λ n=1 f1 ι n=2 f = nv ; v = 331 + 0.6 t 2ι f2 n = 1, 2, 3, ... n=3 f3 สังเกตวา f1 = 2vι , f2 = 2f1, f3 = 3f1, ... โดยความถี่ตางๆ มีชื่อเรียกเหมือนลวดปลายตรึง โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (151)
  • 152.
    3. หลอดปลายปด 1ดาน = (2n - 1) λ ; v = fλ l ι 4 n=1 f1 f = (2n - 1) v ; v = 331 + 0.6 t 4ι n=2 n = 1, 2, 3, ... f2 n=3 f3 สังเกตวา f1 = 4vι , f2 = 3f1, f3 = 5f1, ... เรียก f1 วาความถี่หลักมูลหรืออารมอนิกที่ 1 และเรียก f2 และ f3 วาฮารมอนิกที่ 3 และ 5 ตามลําดับ (มีอันดับฮารมอนิกเลขคี่เทานั้น) เราสามารถใชความถี่คงที่กระตุนระบบแลวปรับความยาวลวด หรือหลอดเรโซแนนซ เพื่อใหมีความยาว พอเหมาะที่จะเกิดการสั่นพองได ดังรูป l min = λ l min = λ l min = λ 2 4 2 ∆l = λ ∆l = λ ∆l = λ 2 2 2 ในแงการทดลอง เราหาความยาวคลื่นเสียงจาก ∆ι = λ ของหลอดเรโซแนนซ การใชคา lmin จะมี 2 ความคลาดเคลื่อน เนื่องจากที่ปลายเปดไมใชตําแหนงปฏิบัพพอดี (end correction) แตจะอยูเลยปลายเปด ออกไปเล็กนอย ความเขมเสียง เสียงมีพลังงานทําใหเกิดการไดยิน ความทุมแหลมของเสียงขึ้นกับความถี่ (20-20000 Hz) ถาความถี่มากจะเปนเสียงแหลม แตความดังของเสียงขึ้นกับแอมพลิจูดของเสียง บนพื้นที่ A ถามีเสียงตกกระทบ ในแนวตั้งฉากดวยพลังงาน E ในชวงเวลา t จะมีนิยามปริมาณตางๆ ดังนี้ กําลังของเสียง P = Et วัตต ความเขมเสียง P I = A วัตต/ตารางเมตร ระดับความเขมเสียง β = 10 log II เดซิเบล o ความเขมเสียงที่คนฟงไดอยูในชวง 10-12 ถึง 1 W/m2 โดยคา 10-12 เรียกวา Io ตามระดับ ความเขมเสียงที่คนฟงไดอยูในชวง 0 ถึง 120 dB วิทยาศาสตร ฟสิกส (152)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 153.
    ในกรณีจุดกําเนิดเสียง ซึ่งกําลัง Pกระจายเสียงรอบทิศสม่ําเสมอ จะไดความเขมเสียงที่ระยะหาง r จาก แหลงกําเนิด คือ I = P 4 πr 2 ในการเปรียบเทียบผลตางของระดับความเขมเสียง β1 และ β2 ของเสียงที่มีความเขม I1 และ I2 จะได I β1 - β2 = 100 log I 1 2 ที่จุดหนึ่ง ถามีเสียงจากแหลงกําเนิดหลายแหลง จะได Iรวม = ∑I I βรวม = 100 log รวม I0 สังเกตวา βรวม ไมเทากับ ∑β ปรากฏการณคอปเพลอร ในกรณีแหลงกําเนิดเสียง (S) และผูฟงเสียง (O) อยูนิ่งความถี่เสียงที่ผูฟงไดยิน (fo) จะเทากับความถี่เสียงปกติจากแหลงกําเนิด (fs) แตเมื่อมีการเคลื่อนที่สัมพัทธกันระหวางแหลงกําเนิดกับผูฟง จะทําให fo ไมเทากับ fs เรียกวาเกิด Doppler Effect vo vo vo vo vs S fs λหลัง λหนา ถา v = อัตราเร็วเสียล, vs = อัตราเร็วแหลงกําเนิด และ vo = อัตราเร็วผูฟง จะไดวา v - vs λหนา = fs < λปกติ v + vs λหลัง = fs > λปกติ fo = fs  v ± v o    v ± v   s สังเกตวากรณี vo เขาหา S หรือ vs เขาหา O จะมีแนวโนมที่ fo > fs แตกรณีที่ vo ออกจาก S หรือ vs ออกจาก O จะมีแนวโนมที่ fo < fs จึงสรุปวาใช +vo เมื่อผูฟงวิ่งเขา ใช -vo เมื่อผูฟงวิ่งออก ใช +vs เมื่อ แหลงกําเนิดวิ่งออก และใช -vs เมื่อแหลงกําเนิดวิ่งเขา ในกรณีที่ vo และ vs อยูในแนวตั้งฉากกับความเร็วเสียงที่กําลังรับฟงจะไมเกิด Doppler Effect และการ เคลื่อนที่ของอากาศ (ลมพัด) อยางเดียว โดยที่ S และ O อยูนิ่งไมทําใหเกิด Doppler Effect โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (153)
  • 154.
    คลื่นกระแทก เมื่อแหลงกําเนิด Sเคลื่อนที่ดวยอัตราเร็วมากกวาอัตราเร็วเสียง คลื่นเสียงจะแทรกสอด กันเกิดกรวยของคลื่นกระแทกที่มีมุมกรวย 2θ ดังรูป t=o vs t θ vs > v O θ เครื่องบิน vt หนาคลื่นกระแทก คลื่นเสียงจาก O v 1 vs จากรูป จะได sin θ = v s = m , m = v = เลขมัค คลื่นน้ําสามารถเกิดคลื่นกระแทกได วิทยาศาสตร ฟสิกส (154)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 155.
    ขอสอบสมบัติของสสาร แกส คลื่นและเสียง ครั้งที่ 1 มีนาคม 2552 1. ถังใสน้ํามีทอขนาดเล็ก ตอกับวาลวที่ปดไวดังรูป ถาไมคิดถึงความหนืดของน้ํา เมื่อเปดวาลว ความดัน ผิวน้ํา สัมบูรณที่จุด A จะเปนดังขอใด 1) เพิ่มขึ้น 2) คงเดิม โดยมีคามากกวาความดันบรรยากาศ A 3) คงเดิม โดยมีคาเทากับความดันบรรยากาศ 4) ลดลง 2. ขอใดคือพลังงานจลนของแกสฮีเลียมในถังปดปริมาตร 10 ลูกบาศกเมตรที่อุณหภูมิ 300 เคลวิน เมื่อแกสมี ความดันเกจเทากับ 3 × 105 ปาสกาล กําหนดใหความดัน 1 บรรยากาศเทากับ 105 ปาสกาล 1) 3.0 × 106 จูล 2) 4.0 × 106 จูล 3) 4.5 × 106 จูล 4) 6.0 × 106 จูล 3. ถาเปรียบเทียบความรอนกับกระแสไฟฟา อุณหภูมิจะเทียบไดกับปริมาณใด 1) ความตานทานไฟฟา 2) ศักยไฟฟา 3) กําลังไฟฟา 4) พลังงานไฟฟา 4. การแทรกสอดของคลื่นบนผิวน้ําจากแหลงกําเนิดอาพันธ 2 แหลง ทําใหเกิดคลื่นนิ่ง พิจารณากรณีตอไปนี้ ก. สันคลื่นซอนทับสันคลื่น ข. สันคลื่นซอนทับทองคลื่น ค. ทองคลื่นซอนทับทองคลื่น การซอนทับกันกรณีใดทําใหเกิดจุดบัพ 1) ก. และ ค. 2) ข. 3) ข. และ ค. 4) ค. 5. เมื่อเสียงเดินทางจากแหลงกําเนิดเสียงที่หยุดนิ่งผานตัวกลางหนึ่งเขาไปในอีกตัวกลางหนึ่ง ปริมาณใดของ เสียงทีไมเปลี่ยนแปลง ่ 1) ความถี่ 2) ความยาวคลื่น 3) อัตราเร็วคลื่น 4) ไมมีปริมาณใดที่ไมเปลี่ยนแปลง โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (155)
  • 156.
    ครั้งที่ 2 กรกฎคม2552 1. ออกแรงดึงเสนลวดเสนหนึ่งดวยแรงคงที่ ถาใชแรงเทาเดิมในการดึงเสนลวดชนิดเดียวกันนี้ แตมีความยาว และเสนผานศูนยกลางลดลงครึ่งหนึ่ง ความยาวที่เปลี่ยนไปของเสนลวดเสนนี้เปนอยางไรเมื่อเทียบกับเสน ลวดเสนแรก 1) เปนครึ่งหนึ่งของความยาวที่เปลี่ยนไปของเสนแรก 2) เทากับความยาวที่เปลี่ยนไปของเสนแรก 3) เปน 2 เทา ของความยาวที่เปลี่ยนไปของเสนแรก 4) เปน 4 เทาของความยาวที่เปลี่ยนไปของเสนแรก 2. ลูกบอลลูนทําดวยวัสดุที่มีมวล 2M มีปริมาตร V ภายในบอลลูนบรรจุอากาศรอนที่มีความหนาแนน ρ อากาศภายนอกบอลลูนมีความหนาแนน ρair ถาลูกบอลลูนลอยไดพอดี อากาศรอนตองมีความหนาแนน เทาใด (ทุกปริมาณใชหนวย SI) ρ air 1) 2ρair - M V 2) 2 + M V 3) ρair - 2MV 4) ρair - M V 3. ลูกปงปองกําลังลอยขึ้นจากกนสระน้ํา ในขณะที่ลูกปงปองมีอัตราเร็วไมคงที่ ผลของความหนืดของน้ําจะทํา ใหอัตราเร็วและอัตราเรงของลูกปงปองมีการเปลี่ยนแปลงอยางไร 1) อัตราเร็วกําลังเพิ่ม อัตราเรงกําลังเพิ่ม 2) อัตราเร็วกําลังเพิ่ม อัตราเรงกําลังลด 3) อัตราเร็วกําลังลด อัตราเรงกําลังเพิ่ม 4) อัตราเร็วกําลังลด อัตราเรงกําลังลด 4. แกสอุดมคติชนิดอะตอมเดี่ยวกําลังขยายตัวอยางชาๆ ในกระบอกสูบ โดยมีความดันคงที่ P ปริมาตรเปลี่ยน จาก V1 เปน V2 และอุณหภูมิเปลี่ยนจาก T1 เปน T2 แกสอุดมคตินี้ไดรับพลังงานความรอนเทาใด 3 1) 2 P(V2 - V1) 2) 5 P(V2 - V1) 3 3) 2 R(T2 - T1) 4) 5 R(T2 - T1) 2 2 5. คลื่นในเสนเชือกที่เวลาตางกัน 0.2 วินาที เปนดังภาพ 1m ปลายตรึง เสนเชือก ปลายตรึง จงพิจารณาขอความตอไปนี้ ก. แหลงกําเนิดคลื่นมีความถี่เทากับ 2.5 เฮิรตซ ข. แหลงกําเนิดคลื่นอาจมีความถี่นอยกวา 2.5 เฮิรตซ ค. แหลงกําเนิดคลื่นอาจมีความถี่มากกวา 2.5 เฮิรตซ มีขอความทีถูกตองกี่ขอความ ่ 1) 1 ขอความ 2) 2 ขอความ 3) 3 ขอความ 4) ไมมีขอความใดถูกตอง วิทยาศาสตร ฟสิกส (156)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 157.
    6. การพูดผานกรวยกระดาษไปยังผูฟงที่อยูไกลออกไปจะทําใหผูฟงไดยินเสียงที่ชัดขึ้น ลักษณะดังกลาวอธิบาย ไดดวยสมบัติขอใดของคลื่นเสียง 1) การหักเห 2) การสะทอน 3) การแทรกสอด 4) การเลี้ยวเบน ครั้งที่ 3 ตุลาคม 2552 1. วัตถุกอนหนึ่งมีความหนาแนน ρ0 เมื่อนําไปหยอนลงในของเหลว 4 ชนิด และวัตถุหยุดนิ่ง ไดผลดังรูป เชือกตึง ของเหลว A ของเหลว B ของเหลว C ของเหลว D แรงลอยตัวในของเหลวขอใดมีคาเทากัน 1) A และ B 2) B และ C 3) A และ D 4) A B และ D 2. แกสอุดมคติชนิดหนึ่งบรรจุอยูในภาชนะที่มีปริมาตรคงตัว ถาลดจํานวนโมเลกุลของแกสลงครึ่งหนึ่งโดย รักษาความดันใหมีคาคงเดิม ขอใดไมถูก 1) อุณหภูมิของแกสมีคาเทาเดิม 2) พลังงานภายในของแกสมีคาเทาเดิม 3) vrms ตอนหลังมีคามากกวา vrms ตอนแรก 4) พลังงานจลนเฉลี่ยของแกสตอนหลังเปน 2 เทาของตอนแรก 3. แกสในกระบอกสูบไดรับความรอน 300 จูล ทําใหปริมาตรเปลี่ยนแปลงไป 5 × 10-3 ลูกบาศกเมตร ถาใน กระบวนการนี้ระบบมีความดันคงตัว 2 × 105 พาสคัล เครื่องหมายของ ∆U และ ∆W เปนอยางไร ตามลําดับ 1) บวก, บวก 2) บวก, ลบ 3) ลบ, บวก 4) ลบ, ลบ 4. ถาระดับความเขมเสียงจากแหลงกําเนิดเสียงหนึ่งเปลี่ยนจาก 20 เดซิเบลเปน 40 เดซิเบล ความเขมเสียง เพิ่มขึ้นกี่เทา 1) 2 2) 10 3) 20 4) 100 5. หลอดเรโซแนนซปลายปดดานหนึ่ง มีความยาว 2 เมตร ความยาวคลื่นของฮารมอนิกที่สาม เทากับกี่เมตร 1) 1.33 2) 1.6 3) 2.67 4) 4 6. ถังบรรจุน้ําใบหนึ่งมีรูเล็กๆ 2 รู อยูที่ขางถัง โดยรูลางต่ํากวาระดับน้ําเปน 2 เทาของรูบน อัตราเร็ว (v) ของ น้ําที่ไหลออกจากรูทั้งสองสัมพันธกันตามขอใด 1) vลาง = vบน/2 2) vลาง = 2 vบน 3) vลาง = 2vบน 4) vลาง = 4vบน โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (157)
  • 158.
    แนวขอสอบ PAT 2สมบัติของสสาร แกสคลื่น และเสียง 1. ความดันเกจที่ระดับความลึก d ในทะเลสาบเทากับ P ความดันสัมบูรณที่ระดับความลึก 2d เปนไปตามขอใด 1) เทากับ 2P 2) เทากับ P 3) มากกวา 2P 4) นอยกวา 2P 2. เมื่อเพิ่มความดันและอุณหภูมิของแกสอุดมคติเปนสองเทา จะทําใหพลังงานจลนเฉลี่ยของโมเลกุลแกส เพิ่มขึ้นเปนกี่เทา 3 1) 2 เทา 2) 2 เทา 3) 5 เทา 2 4) 4 เทา 3. หลอดเรโซแนนซปลายปดดานหนึ่ง เปดอีกดานหนึ่ง มีการสั่นใหเสียงความถี่มูลฐาน 1000 Hz เมื่อเปด ปลายที่ปดอยูจะทําใหความถี่มูลฐานของหลอดเปนเทาใด 1) 2000 Hz 2) 1000 Hz 3) 500 Hz 4) 250 Hz 4. รังสีตก คลื่นผิวน้ําเคลื่อนที่จากบริเวณ P ไปสูบริเวณ Q ผาน B รอยตอ AB ระหวางน้ําตื้นกับน้ําลึก ดังรูป ขอใด ถูกตอง P 1) คลื่นบริเวณ P มีความถี่นอยกวาบริเวณ Q Q 2) คลื่นบริเวณ P มีอัตราเร็วมากกวาคลื่นบริเวณ Q A 3) P เปนบริเวณน้ําลึก Q เปนบริเวณน้ําตื้น รังสีหักเห 4) มุมหักเหมากกวามุมตกกระทบ 5. แกสอุดมคติมีการเปลี่ยนแปลงความดัน P และปริมาตร P V ตามกฎของบอยล ดังกราฟ ขอใดสรุปไมถูกตอง 1) แกสมีอุณหภูมิคงตัว 2) แกสมีการคายความรอน 3) พลังงานภายในของแกสมีคาคงตัว V 4) ผลคูณความดันและปริมาตรมีคาคงตัว 6. ในการทําใหลวดเสนหนึ่งเกิดความเคน S ตองใชงาน W ในการดึง จงหาวาถาตองการเพิ่มความเคนอีก S ตองทํางานเพิ่มอีกเทาใด 1) 1 W 2) 2 W 3) 3 W 4) 4 W 7. ถังรูปสี่เหลี่ยมใบหนึ่ง ภายในบรรจุน้ําไวนอยกวาครึ่งหนึ่งของความสูง ถาให F1 และ F2 เปนขนาดของ แรงดันจากความดันเกจของน้ําที่กระทําตอกนถังและขางถังดานหนึ่ง เมื่อเพิ่มระดับน้ําขึ้นเปนสองเทา แรงดังกลาวจะเปลี่ยนไปเปนตามขอใด 1) 2F1 และ 4F2 ตามลําดับ 2) 2F1 และ 2F2 ตามลําดับ 3) 4F1 และ 4F2 ตามลําดับ 4) 4F1 และ 2F2 ตามลําดับ วิทยาศาสตร ฟสิกส (158)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 159.
    8. แหลงกําเนิดเสียงอาพันธเฟสตรงกัน S1และ S2 วางหางกัน 2 m ทั้งคูใหเสียงที่มีความถี่ 692 Hz โดย ขณะนั้นอากาศมีอุณหภูมิ 25°C จุด P เปนตําแหนงใดๆ ดานหนาแหลงกําเนิด โดยมีระยะหางจาก S1 และ S2 เปน r1 และ r2 ตามลําดับ คา r1 และ r2 ในขอใดที่ทําใหจุด P เปนตําแหนงที่เสียงดังมากที่สุด 1) r1 = 2.5 m และ r2 = 2.5 m 2) r1 = 2.5 m และ r2 = 2.25 m 3) r1 = 1.5 m และ r2 = 1.25 m 4) r1 = 1.5 m และ r2 = 2.5 m 9. อัตราเร็วเฉลี่ยแบบ rms ของแกสอุดมคติในถึงใบหนึ่งมีคาเทากับ v ถาเพิ่มปริมาณ (จํานวนโมล) ของแกส และอุณหภูมิของแกสเปนสองเทาจะไดอัตราเร็วเฉลี่ยแบบ rms ของโมเลกุลเปนเทาใด 1) 2 v 2) 2 v 3) 2 2 v 4) 4 v 10. ถาใชลวดที่มีความยาว l แขวนมวล M ไวกับเพดาน จะทําใหลวดเกิดความเคน S และความเครียด ∅ จงหาวาถาใชลวดแบบเดียวกัน แตมีความยาว 2 l แขวนมวลกอนเดิมไวกับเพดานจะทําใหลวดเกิดความเคน และความเครียดเทาใด 1) S และ ∅ ตามลําดับ 2) 2S และ ∅ ตามลําดับ 3) S และ 2∅ ตามลําดับ 4) 2S และ 4∅ ตามลําดับ 11. ที่ระยะหาง r จากแหลงกําเนิดเสียงตัวหนึ่ง วัดระดับความเขมเสียงได 80 dB ที่ระยะหาง 10r จะวัดระดับ ความเขมเสียงไดเทาใด 1) 70 dB 2) 60 dB 3) 50 dB 4) 40 dB 12. จากรูป ถาลูกสูบ (ลื่น) และภาชนะเปนฉนวนความรอนที่ สมบูรณ เมื่อวางตุมน้ําหนักกอนหนึ่งบนลูกสูบเพื่ออัดแกส ขอใดตอไปนีเปนจริง ้ แกส 1) แกสมีอุณหภูมิคงตัว เพราะภาชนะเปนฉนวน 2) แกสมีอุณหภูมิสูงขึ้น เพราะความดันแกสเพิ่มขึ้น 3) แกสมีอุณหภูมิคงตัว เพราะความดันเพิ่มแตปริมาตรลด 4) แกสมีอุณหภูมิสูงขึ้น เพราะมีการทํางานใหกับแกส 13. ขณะที่อากาศนิ่งอากาศมีความดัน P0 ถามีลมพัดทําใหอากาศเคลื่อนที่ดวยอัตราเร็ว v อากาศจะมีความดัน เทาใด กําหนดใหอากาศมีความหนาแนน ρ คงตัว 1) P0 - 1 ρv2 2 2) P0 + 1 ρv2 2 3) 1 ρv2 2 4) ρv2 14. ขณะที่แหลงกําเนิดเสียงกําลังเคลื่อนที่ วัดความยาวคลื่นเสียงดานหนาและดานหลังแหลงกําเนิดไดเทากับ a และ b ตามลําดับ ถาเสียงมีอัตราเร็ว v จงหาอัตราเร็วของแหลงกําเนิดเสียง 2 1) (b - a)v a+b 2) (ab+-b)v a 3) (b2- a) 2v 4) (b - a)v b a +b โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ฟสิกส (159)
  • 160.
    15. จากรูป แสดงหนาคลื่นตรงของคลื่นผิวน้ําที่เคลื่อนที่ผานรอยตอระหวางน้ําตื้นและน้ําลึกถาจะทําใหเกิดการ สะทอนกลับหมดจะตองมีมุมตกกระทบเทาใด และคลื่นเคลื่อนที่อยางไร A 45° B 60° 1) มากกวา arc sin 2 และเคลื่อนที่จาก B ไป A 3 2) มากกวา arc sin 2 3 และเคลื่อนที่จาก A ไป B 3) นอยกวา arc sin 23 และเคลื่อนที่จาก A ไป B 4) นอยกวา arc sin 1 และเคลื่อนที่จาก B ไป A 2 วิทยาศาสตร ฟสิกส (160)________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010