เอกสารประกอบการเรี ยนการสอน วิชาภาษาไทย ท 33102 ชั้น ม.6 เรื่ อง ฉั นท์ หน้ าที่ 1

ใบความรู้ เรื่อง หลักการแต่ งคาประพันธ์ ประเภทฉันท์
หลักการแต่ งคาประพันธ์ ประเภทฉันท์
นักเรี ยนได้เรี ยนรู ้การแต่งคําประพันธ์กาพย์ กลอน โคลง และร่ ายมาแล้วในชั้นก่อนในชั้น
นี้นกเรี ยนจะได้เรี ยนรู ้การแต่งคําประพันธ์ประเภทฉันท์ซ่ ึ งเป็ นคําประพันธ์ที่แต่งยาก และอ่านยากกว่าคํา
ั
ประพนธ์ทุกชนิด เพราะฉันท์มีขอบังคับเรื่ องคําครุ ลหุ เพิ่มขึ้นและคําที่ใช้ในการแต่งฉันท์น้ นส่ วนใหญ่เป็ น
้
ั
คําที่มาจากภาษาบาลี สันสกฤต เพราะคําไทยหาคําลหุที่มีความหมายได้ยาก
การศึกษาให้เข้าใจรู ปแบบและลักษณะบังคับของฉันท์ จะช่วยให้ผอ่านเข้าใจคําประพันธ์ประเภท
ู้
ฉันท์ สามารถอ่านออกเสี ยงได้ถูกต้อง และเข้าใจความหมายได้ลึกซึ้ งยิงขึ้น ความรู ้เรื่ องฉันท์ที่จะกล่าวถึง
่
ต่อไปในบทนี้ มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู ้เกี่ยวกับลักษณะบังคับหรื อฉันท์ของฉันท์ที่กวีไทยนิยมแต่ง และ
่
ปรากฏอยูในวรรณคดีประเภทคําฉันท์ของไทย เพื่อให้นกเรี ยนใช้เป็ นความรู ้พ้ืนฐานในการแต่งฉันท์ และ
ั
ในการอ่านวรรณคดีไทยให้เข้าใจยิงขึ้น
่
ความหมายของฉันท์
ฉันท์ หมายถึง คําประพันธ์ชนิดหนึ่งของไทยที่มีขอบังคับ เรื่ อง ครุ ลหุ เพิ่มขึ้น
้
นอกเหนือจากเรื่ องคณะและสัมผัสซึ่งเป็ นข้อบังคับในคําประพันธ์ชนิดอื่น
คาครุ และคาลหุ
ครุ
คําเสี ยงหนัก มีลกษณะดังนี้
ั
- พยางค์ที่มีตวสะกด
ั
- พยางค์ที่ไม่มีตวสะกดประสมด้วนสระเสี ยงยาว
ั
- พยางค์ที่ประสมด้วยสระ อํา ไอ ใอ เอา
ลหุ
คําเสี ยงเบา มีลกษณะดังนี้
ั
- พยางค์ที่ไม่มีตวสะกดประสมด้วนสระเสี ยงสั้น
ั
ทีมาของฉันท์
่
่
ไทยรับแบบอย่างมาจากอินเดีย ตําราฉันทศาสตร์ วาด้วยการแต่งฉันท์ คือ คัมภีร์วุตโตทัย และคัมภีร์
สุ โพธาลังการ จากพระไตรปิ ฎก
คัมภีร์วุตโตทัย กล่าวว่าฉันท์มี 108 ชนิด แบ่งเป็ น 2 พวก คือ
1.ฉันท์วรรณพฤติ
2.ฉันท์มาตราพฤติ
ํ
ฉันท์วรรณพฤติกาหนดคณะของฉันท์ 8 คณะ
คณะของฉันท์ คณะ หมายถึง ลักษณะการเรี ยงของเสี ยงครุ และลหุ กลุ่มละ 3 เสี ยง เป็ น 1 คณะ
มี 8 คณะ คือ
เอกสารประกอบการเรี ยนการสอน วิชาภาษาไทย ท 33102 ชั้น ม.6 เรื่ อง ฉั นท์ หน้ าที่ 2

-

มะ
นะ
ภะ
ยะ

-

ชะ
ระ
สะ
ตะ

ประเภทของฉันท์
ฉันท์มากมายหลายชนิด การแบ่งชนิดของฉันท์ตามฉันทลักษณ์ให้สะดวกแก่การศึกษาอาจ
แบ่งเป็ น ๓ ประเภท ดังนี้
ประเภทที่ ๑ ฉันท์ ๑๑ ฉันท์ ๑๒ และฉันท์ ๑๔ ฉันท์ประเภทนี้แบ่งเป็ น ๒ บาท มีสัมผัสเหมือนกัน แต่
ลักษณะการอ่านแตกต่างกันตามตําแหน่งคําครุ ลหุ มีสัมผัสบังคับ คือ สัมผัสระหว่างบาทและระหว่างบท คือ คํา
สุ ดท้ายของบทเอก ( บาทที่หนึ่ง) ส่ งสัมผัสไปยังคําสุ ดท้ายในวรรคแรกของบาทโท ( บาทที่สอง) ถ้ามากกว่าหนึ่ง
บท ต้องมีสัมผัสระหว่างบท คือ คําสุ ดท้ายของบทแรกจะต้องส่ งสัมผัสไปยังคําสุ ดท้ายของบาทเอกในบทต่อไป
ส่ วนสัมผัสที่เป็ นเส้นประในแผนผัง เป็ นสัมผัสระหว่างวรรคแรกส่ งสัมผัสไปยังคําที่สามของวรรคที่สองในบาท
เดียวกัน เป็ นสัมผัสที่ไม่บงคับ บางบทจะมีสัมผัสดังกล่าว แต่บางบทก็ไม่มี
ั
ฉันท์ ๑๑ หมายถึง ฉันท์ที่มีจานวนคําครุ ลหุ บาทละ ๑๑ คํา เช่น อินทรวิเชียรฉันท์ อุเปนทรวิเชียร
ํ
ฉันท์ อุปชาติฉนท์ สาลินีฉนท์
ั
ั
๑ อินทรวิเชียรฉันท์ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้
ั

พวกราชมัลโดย
สุ ดหัตถแห่งเขา
บงเนื้อก็เนื้อเต้น
ทัวร่ างและทั้งตัว
่

พลโบยมิใช่เบา
ขณะหวดสิ พึงกลัว
พิศเส้นสรี ร์รัว
ก็ระริ กระริ วรัว
( สามัคคีเภทคําฉันท์)

ข้อสังเกต
อินทรวิเชียรฉันท์บทหนึ่งมีสองบทบาท บาทที่หนึ่งมีสองวรรค วรรคแรกมี ๕ คํา วรรคหลังมี ๖ คํา รวม
บทที่มี ๒๒ คํา
เอกสารประกอบการเรี ยนการสอน วิชาภาษาไทย ท 33102 ชั้น ม.6 เรื่ อง ฉั นท์ หน้ าที่ 3

๒. อุเปนทรวิเชียรฉันท์ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่างดังนี้
ั

พระราชบุตรลิจ
ณ กันและกันเหิ น
ทะนงชนกตน
ก็หาญกระเหิ มฮือ

ฉวิมิตรจิตเมิน
คณะห่างก็ต่างถือ
พลล้นเถลิงลือ
มนฮึก บ นึกขาม

ข้อสังเกต
อุเปนทรวิเชียรฉันท์ มีคณะเหมือนอินทรวิเชียรฉันท์ ต่างกันที่ตาแหน่งคําต้นบาทของอุเปนทรวิเชียรฉันท์
ํ
เป็ นคําลหุ แต่อินทรวิเชียรฉันท์เป็ นคําครุ
ั
๓. อุปชาติฉนท์ หมายถึง ฉันท์ที่แต่งประสมกันระหว่างอุเปนทรวิเชียรฉันท์กบอินทรวิเชียรฉันท์ ในการ
ั
แต่งจึงต้องอย่างน้อยสองบท เพราะกําหนดให้บาทที่หนึ่งของบทแรก กับบทที่สองเป็ นอุเปนทรวิเชียร และให้
บาทที่สองของบทแรกกับบทที่สองเป็ นอินทรวิเชียรฉันท์ ตามแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้

สดับประกาศิต
จึงราชสมภาร
เราคิดจะใคร่ ยก
ประชุมประชิดชัย

ระบุกิจวโรงการ
พจนารถประภาษไป
พยุห์พลสกลไกร
รณรัฐวัชชี

ข้อสังเกต
อุปชาติฉนท์มีคณะเหมือนอุเปนทรวิเชียรฉันท์ในบาทที่ ๑ และอินทรวิเชียรฉันท์ในบาทที่ ๔
ั
เอกสารประกอบการเรี ยนการสอน วิชาภาษาไทย ท 33102 ชั้น ม.6 เรื่ อง ฉั นท์ หน้ าที่ 4

๔. สาลินีฉนท์ เป็ นฉันท์ที่มีครุ มาก มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้
ั
ั

พราหมณ์ครู รู้สังเกต
ราชาวัชชีสรร
ยินดีบดนี้กิจ
ั
เริ่ มมาด้วยปรากรม

ตระหนักเหตุถนัดครัน
พจักสู่ พินาศสม
จะสัมฤทธิ์ มนารมณ์
และอุตสาหแห่งตน
( สามัคคีเภทฉันท์)

ข้อสังเกต
สาลินีฉนท์บทหนึ่งมีสองบาท บาทหนึ่งมีสองวรรค วรรคแรกมี ๕ คํา วรรคหลังมี ๖ คํา เหมือนกับอินทร
ั
วิเชียรฉันท์ ต่างกันเพียงตําแหน่งคําครุ ลหุ วรรคแรกเป็ นครุ ลวน
้
ฉันท์ ๑๒ หมายถึง ฉันท์ที่มีจานวนคําครุ ลหุบาทละ ๑๒ คํา
ํ
ขอให้นกเรี ยนสังเกตอินทรวงศ์ฉนท์ และวังสัฏฐฉันท์ ซึ่ งมีลกษณะคล้ายกับอินทรวิเชียรฉันท์ และอุเป
ั
ั
ั
นทรวิเชียร แต่บาทที่ ๒ และบาทที่ ๔ มีตาแหน่งคําครุ ลหุ ต่างกัน
ํ
๑. อินทรวงศ์ฉนท์ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่างดังนี้
ั
ั

่
โอ้วาอนาถใจ
แต่ไรก็ไม่มี
ไม่เคยจะเชื่อว่า
มาสู่ ณ ใจตน

ละไฉนนะเป็ นฉนี้
มะนะนึกระเหระหน
รติน้ นจะสัประดน
ั
และจะต้องระทมระทวย
( มัทนะพาธา)
เอกสารประกอบการเรี ยนการสอน วิชาภาษาไทย ท 33102 ชั้น ม.6 เรื่ อง ฉั นท์ หน้ าที่ 5

ข้อสังเกต
อินทรวงศ์ฉนท์ บทหนึ่งมี ๒๔ คํา แบ่งเป็ นสองบาท บาทหนึ่งมีสองวรรค วรรคแรกมี ๕ คํา วรรคหลังมี
ั
๗ คํา
๒. วังสัฏฐฉันท์ มีลกษณะบังคับตามแผนผัง และตัวอย่างต่อไปนี้
ั

ประชุมกษัตริ ยรา
์
คะเนณทุกข์รึง
ประกอบระกําพา
มิใช่จะแอบอิง

ชสภาสดับคะนึง
อุระอัดประหวัดประวิง
หิ รกายน่าจะจริ ง
กลอํากระทําอุบาย
(สามัคคีเภทคําฉันท์)

ข้อสังเกต
วัสัฏฐฉันท์ บทหนึ่งมีสองบาท บาทหนึ่งมีสองวรรค วรรคแรกมี ๕ คํา วรรคหลังมี ๗ คํา ตําแหน่งคําครุ
ลหุ และจํานวนคําของฉันท์น้ ี คล้ายกับอินทรวงศ์ฉนท์ ต่างกันตรงที่คาแรกในวรรคหน้าของอิรนทรฉันท์เป็ นครุ แต่
ั
ํ
วังสัฏฐฉันท์เป็ นคําลหุ
๓. กมลฉันท์ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้
ั

อิลโอนศิโรเพฐน์
ศิวะทรงพิโรธใน
บมิทรงประสาทโทษ
วรองค์อุมาอร

พจขอมาภัย
ธ กระทํากระลําพร
อิลโอดสําออยวอน
อนุกลกําลูนครัน
ู
( อิลราชาคําฉันท์)
เอกสารประกอบการเรี ยนการสอน วิชาภาษาไทย ท 33102 ชั้น ม.6 เรื่ อง ฉั นท์ หน้ าที่ 6

ข้อสังเกต
กมลฉันท์บทหนึ่งมี ๒๔ คํา แบ่งเป็ นสองบาท บาทหนึ่งมีสอง วรรคหนึ่งมี ๖ คํา การวางตําแหน่งครุ ลหุ
คล้ายอุเปนอินทรวิเชียรฉันท์ เพียงแต่เพิ่มคําลหุ หน้าวรรคแรกอีกหนึ่งคํา
๔. โตฎกฉันท์ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้
ั

ศิวะแปลงวรรู ป
พระอุมาพระก็มี
ดรุ สัตว์บริ เวณ
สละเพศพิศสม

วิยหญิงยุวดี
สุ มนัสนิยม
พะพระเวทอุดม
ศิวะเพศพระจําแลง
( อิลราชาคําฉันท์)

ข้อสังเกต
โตฎกฉันท์หนึ่งบทมี ๒๔ คํา แบ่งเป็ นสองบาท บาทหนึ่งมีสองวรรค วรรคละหกคําเหมือนกมลฉันท์
ต่างกันที่ตาแหน่ง ครุ ลหุ
ํ
๕. ภุชงคประยาตฉันท์ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่างดังนี้
ั

ชะโดดุกกระดี่โดด
กระเพื่อมนํ้าพะพรํ่าพรอย
กระสร้อยซ่าสวายชิว
ประมวลมัจฉะแปมปน

สลาดโลดยะหยอยหยอย
กระฉอกฉานกระฉ่ อนชล
ระรี่ ริ้วละวาดวน
ประหลาดเหลือจะรําพัน
( อิลราชาคําฉันท์)
เอกสารประกอบการเรี ยนการสอน วิชาภาษาไทย ท 33102 ชั้น ม.6 เรื่ อง ฉั นท์ หน้ าที่ 7

ข้อสังเกต ภุชงคประยาตฉันท์บทหนึ่งมี ๒๔คํา แบ่งเป็ นสองบาท บาทหนึ่งมีสองวรรค วรรคละหกคํา
ฉันท์ ๑๔ หมายถึง ฉันท์ที่มีจานวนคําครุ ลหุบาทละ ๑๔ คํา ฉันท์ ๑๔ ที่กวีไทยนิยมแต่ง คือ วสันตดิลก
ํ
ฉันท์ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้
ั

เรื องรองพระมนทิรพิจิตร
ก่องแก้วและกาญจนระคน
ช่อฟ้ าก็เฟื้ อยกลจะฟัด
บราลีพิไลพิศบวร

กลพิศพิมานบน
รุ จิเรขอลงกรณ์
ดลฟากทิฆมพร
ั
นภศูลสล้างลอย
( อิลราชาคําฉันท์)

ข้อสังเกต
วสันตดิลกฉันท์ บทหนึ่งมี ๒๘ คํา แบ่งเป็ นสองบาท บาทหนึ่งสองวรรค วรรคแรกมี ๘ คํา วรรคหลังมี
๖ คํา
ประเภทที่ ๒ ฉันท์ ๘ ฉันท์ประเภทนี้ บทหนึ่งมี ๔ บาท บาทหนึ่งมี ๘ คํา แบ่งเป็ น ๒ วรรค มีสัมผัส
บังคับแบบเดียวกัน คือ คําสุ ดท้ายของวรรคที่สองส่ งสัมผัสไปยังคําสุ ดท้ายของวรรคที่สาม คําสุ ดท้ายของวรรคที่
สี่ ส่ งสัมผัสไปยังคําสุ ดท้ายของวรรคที่หก คําสุ ดท้ายของวรรคที่หกส่ งสัมผัสไปยังคําสุ ดท้ายของวรรคที่เจ็ด ถ้า
แต่งมากกว่าหนึ่งบทจะต้องมีสัมผัสระหว่างบท คือ คําสุ ดท้ายของบทต้น ( คําสุ ดท้ายของวรรคที่แปด) จะต้องส่ ง
สัมผัสไปยังคําสุ ดท้ายของวรรคที่สี่ในบทถนัดไป
ตัวอย่างฉันท์ ๘ เช่น วิชชุมมาลาฉันท์ มาณวกฉันท์ จิตรปทาฉันท์
๑. วิชชุมมาลาฉันท์ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้
ั
แรกทางกลางเถื่อน
ห่างเพื่อนหาผู ้
หนึ่งใดนึกดู
เห็นใครไป่ มี
หลายวันถันล่วง
เมืองหลวงธานี
่
นามเวสาลี
ดุ่มเดาเข้าไป
ผูกไมตรี จิต
เชิงชิดชอบเชื่อง
กับหมู่ชาวเมือง
ฉันอัชฌาลัย
่
เล่าเรื่ องเคืองขุ่น
ว้าวุนวายใจ
จําเป็ นมาใน
ด้าวต่างแดนตน
( สามัคคีเภทคําฉันท์)
เอกสารประกอบการเรี ยนการสอน วิชาภาษาไทย ท 33102 ชั้น ม.6 เรื่ อง ฉั นท์ หน้ าที่ 8

ข้อสังเกต
วิชชุมมาลาฉันท์บทหนึ่งมีสี่บาท รวมแปดวรรค บาทหนึ่งมีสองวรรค วรรคละ ๔ คําแต่ละวรรคใช้คาครุ
ํ
ล้วน
ั
หากเปรี ยบเทียบระหว่างวิชชุ มมาลาฉันท์กบกาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ จะพบว่ามีลกษณะบังคับที่คล้ายคลึง
ั
กันมาก ทั้งในเรื่ องจํานวนคําในแต่ละวรรคซึ่ งมีสี่คาเท่ากัน และในเรื่ องสัมผัสบังคับ ต่างกันเพียงวิชชุมมาลาฉันท์
ํ
่
มีจานวนคํามากกว่ากาพย์สุรางคนางค์อยูหนึ่งวรรค และทุกคําในวิชชุมมาลาฉันท์ เป็ นคําครุ ลวน แต่กาพย์
ํ
้
สุ รางคนางค์ไม่บงคับครุ ลหุ
ั
๒. มาณวกฉันท์ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้
ั

อย่าติและหลู่
เธอน่ะเสวย
ในทินนี่
พอหฤทัย
ราช ธ ก็เล่า
ตนบริ โภค
วาทประเทือง
อาคมยัง

ครู จะเฉลย
ภัตกะอะไร
ดีฤไฉน
ยิงละกระมัง
่
เค้า ณ ประโยค
แล้วขณะหลัง
เรื่ องสิ ประทัง
สิ กขสภา
( สามัมคีเภทคําฉันท์)

ข้อสังเกต
มาณวกฉันท์มีจานวนคําในแต่ละบท แต่ละบาท และแต่ละวรรคเหมือนคณะของวิชชุ มมาลาฉันท์ ต่างกัน
ํ
ํ
่
แต่มาณวกฉันท์กาหนดคําลหุ อยูกลางสองคํา จึงทําให้มีจงหวะเร็ วกว่าวิชชุมมาลาฉันท์
ั
๓. จิตรปทาฉันท์ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้
ั
เอกสารประกอบการเรี ยนการสอน วิชาภาษาไทย ท 33102 ชั้น ม.6 เรื่ อง ฉั นท์ หน้ าที่ 9

นาครธา
เห็นริ ปุมี
ข้ามดิรชล
มุ่งจะทลาย
ต่างก็ตระหนก
ตื่นบมิเว้น
ทัวบุรคา
่
เสี ยงอลวน

อลเวงไป
พลมากมาย
ก็ลุพนหมาย
้
พระนครตน
มนอกเต้น
ตะละผูคน
้
มจลาจล
อลเวงไม
(สามัคคีเภทคําฉันท์)

ข้อสังเกต
ํ
่
จิตรปทาฉันท์ต่างจากมาณวกฉันท์ตรงที่กาหนดตําแหน่งคําลหุ ในวรรคหลังให้อยูหน้าทั้งสองคํา แล้วตาม
ด้วยคําครุ สองคํา
ประเภทที่ ๓ ฉันท์ประเภท ๓ วรรค ฉันท์ประเภทนี้บทหนึ่ง แบ่งเป็ น ๓ วรรค ใช้สัมผัสแบบเดียวกัน
คือ คําสุ ดท้ายของวรรคแรก ส่ งสัมผัสไปยังคําสุ ดท้ายของวรรคที่สอง คําสุ ดท้ายของวรรคที่สาม (คําสุ ดท้ายของ
บท) ส่ งสัมผัสไปยังคําสุ ดท้ายของวรรคในบทต่อไป ลักษณะสัมผัสคล้ายกาพย์ฉบัง ๑๖
ตัวอย่างฉันท์ประเภทนี้ เช่น มาลินีฉนท์ ๑๕ ลัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙ อีทิสังฉันท์ ๒๐
ั
๑. มาลินีฉนท์ ๑๕ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่างดังนี้
ั
ั

มธุรพจนรําพัน

พื้นพิเศษสรรพ์

สถาพร
เอกสารประกอบการเรี ยนการสอน วิชาภาษาไทย ท 33102 ชั้น ม.6 เรื่ อง ฉั นท์ หน้ าที่ 10

มธุรพจนสารสอน

เชิญวิมลสมร

บํารุ งองค์

ข้อสังเกต
มาลินีฉนท์บทหนึ่ง มี ๑๕ คํา วรรคที่หนึ่งมี ๘ คํา วรรคที่สองมี ๔ คํา วรรคที่สามมี ๓ คํา
ั
๒. สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้
ั

ไหว้คุณองค์พระสุ คตอนาวรณญาณ
ยอดศาสตาจารย์
อีกคุณสุ นทรธรรมคัมภีรวิธี
พุทธพจน์ประชุมตรี

มุนี
ปิ ฏก
(สามัคคีเภทคําฉันท์)

ข้อสังเกต
ลัททุลวิกกีฬิตฉันท์บทหนี่งมี ๑๙ คํา วรรคแรกมี ๑๒ คํา วรรคที่สองมี ๕ คํา วรรคที่สามมี ๒ คํา
๓. อีทิสังฉันท์ ๒๐ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้
ั

เอออุเหม่นะมึงซิ ช่างกระไร
ทุทาสสถุลฉะนี้ไฉน
ศึก บ ถึงและมึงก็ยงมิเห็น
ั
จะน้อยจะมากจะยากจะเย็น
ข้อสังเกต

ก็มาเป็ น
ประการใด
(สามัคคีเภทคําฉันท์)
เอกสารประกอบการเรี ยนการสอน วิชาภาษาไทย ท 33102 ชั้น ม.6 เรื่ อง ฉั นท์ หน้ าที่ 11

อีทิสังฉันท์บทหนึ่งมี ๒๐ คํา วรรคแรกมี ๙ คํา วรรคที่สองมี ๘ คํา และวรรคที่สามมี ๓ คํา
นอกจากนี้ ยังมีฉนท์ที่ไม่สามารถจัดเข้าประเภทดังกล่าวได้ เช่น
ั
๔.สัทธราฉันท์ ๒๑ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้
ั

ฟั่นเฟื อนเลือนลืมเพราะอารมณ์
เดือดบได้สม
อย่างทรงเศร้าโศกพิโยคมี
สํ่าสุ เมธี

วิปริ ตกระอุกรม
ประฤาดี
ทุมนสบมิดี
ติเตียนนัก
(อิลราชคําฉันท์)

ข้อสังเกต
สัทธราฉันท์บทหนึ่ง มี ๒๑ คํา แบ่งเป็ นสี่ วรรค วรรคแรกและวรรคที่สองมีวรรคละ ๗ คํา
วรรคที่สามมี ๔ คํา วรรคที่สี่มี ๓ คํา คําสุ ดท้ายของวรรคแรกส่ งสัมผัสไปยังคําสุ ดท้ายของวรรคที่สอง และคํา
สุ ดท้ายของวรรคที่สองส่ งสัมผัสไปยังคําสุ ดท้ายของวรรคที่สาม คําสุ ดท้ายของวรรคที่สี่ในบทแรก ส่ งสัมผัสไปยัง
คําสุ ดท้ายของวรรคแรกในบทถัดไป
การเลือกใช้ ฉันท์ให้ เหมาะสมกับเนือความ
้
เนื่องจากฉันท์แต่ละชนิดมีลีลาไม่เหมือนกัน กวีจึงนิยมเลือกฉันท์ให้เหมาะสมกับเนื้ อความที่
ต้องการแต่ง ดังนี้
๑. บทไว้ครู บทนมัสการสิ่ งศักดิ์สิทธิ์ บทสรรเสริ ญพระเกียรติ ที่ตองการให้มีความขลัง
้
นิยมใช้ลททุลวิกกีฬิตฉันท์
ั
๒. บทพรรณนา บทชม หรื อบทครํ่าครวญ เช่น พรรณนาความงามธรรมชาติ พรรณนาความงามของ
บ้านเมือง ชมความงามของผูหญิง พรรณนาความรักและความเศร้าโศก เป็ นต้น นิยมใช้วสันตดิลกฉันท์ หรื อ
้
อินทรวิเชียรฉันท์
เอกสารประกอบการเรี ยนการสอน วิชาภาษาไทย ท 33102 ชั้น ม.6 เรื่ อง ฉั นท์ หน้ าที่ 12

๓. บทแสดงอารมณ์รุนแรง เช่น โกรธ ตื่นเต้น และวิตกกังวล เป็ นต้น หรื อบรรยายเกี่ยวกับความรักที่
เน้นอารมณ์สะเทือนใจ นิยมใช้อีทิสังฉันท์ เพราะฉันท์น้ ี มีเสี ยงหนักเบาสลับกันทําให้แสดงอารมณ์ได้ดี
๔. บทพรรณนา หรื อบรรยายความที่น่าตื่นเต้นประทับใจ แสดงความร่ าเริ ง สนุกสนานรวดเร็ ว นิยมใช้
ภุชงคประยาตฉันท์ โตฎกฉันท์ หรื อมาณวกฉันท์
๕. บทบรรยายความที่เป็ นไปอย่างเรี ยบ ๆ นิยมใช้อุเปนทรวิเชียรฉันท์ อินทวงค์ฉนท์
ั
วังลัฏฐฉันท์
อุปชาติฉนท์
ั
๖. บทบรรยายเรื่ องที่มีลกษณะสับสนต่อเนื่ องกัน นิยมใช้มาลีนีฉนท์ ซึ่งมีลหุในวรรคแรกถึงหกพยางค์
ั
ั
ั
มีลีลาจังหวะเร็ วและช้าลงในตอนท้าย แต่ฉนท์น้ ีแต่งยาก จึงใช้กบบทบรรยายที่ไม่ยาวนัก
ั
ความนิยมในการเลือกใช้ฉนท์แต่งให้เหมาะสมกับเนื้ อความที่กล่าวมานี้ มิได้เป็ นข้อกําหนดตายตัวเป็ น
ั
เพียงข้อสังเกต สําหรับใช้เป็ นแนวทางในการพิจารณาเลือกใช้ฉนท์ให้เหมาะกับเนื้อความเท่านั้น
ั
การอ่านฉันท์
เนื่องจากฉันท์เป็ นคําประพันธ์ที่บงคับครุ ลหุ การอ่านฉันท์จึงต้องอ่านให้ถูกต้องตามตําแหน่งคํา
ั
ครุ ลหุ และลีลาจังหวะของฉันท์แต่ละชนิด คําบางคําที่ปกติอ่านออกเสี ยงเป็ นครุ เช่น คําว่า สุ ข (สุ ก) อาจจะ
่
ออกเสี ยบงเป็ นลหุ สองพยางค์วา สุ -ขะ หรื อออกเสี ยงว่า สุ ก-ขะ เมื่อบังคับให้อ่านเป็ นครุ เรี ยงกัน ดังตัวอย่าง
วสันตดิลกฉันท์ ๑๔ ในสามัคคีเภทคําฉันท์ต่อไปนี้
แว่นแคว้นมคธนครรา
ชคฤห์ฐานบุรี
สื บราชวัตรวิธทวี
ทศธรรมจรรยา

การอ่านวสันตดิลกฉันท์บทนี้ตองออกเสี ยงอ่านตามตําแหน่งครุ ลหุ ดังนี้
้
แว่น แคว้น / มะ คด / ทะ นะ คะ รา
ชะ ครึ ถา / นะ บู รี
สื บ ราด / ชะ / วัด / วิ ทะ ทะวี
ทะ สะ ทัน / มะ จัน ยา
ในการอ่านฉันท์น้ น นอกจากต้องออกเสี ยงครุ ลหุ ให้ถูกต้องตามแผนผังคับของฉันท์แต่ละประเภทแล้ว
ั
ต้องเว้นจังหวะตอนในการอ่านให้ถูกต้องด้วย โดยมีช่วงหยุดเล็กน้อยข้างหลังคําที่ลงจังหวะ และจะต้องลงจังหวะ
ที่คาครุ เสมอไป การแบ่งจังหวะในการอ่านฉันท์ประเภทต่าง ๆ ขอให้นกเรี ยนศึกษาจากแผนผังของฉันท์แต่ละ
ํ
ั
ชนิด ซึ่ งได้แสดงไว้แล้วอย่างชัดเจน
่
ถ้านักเรี ยนได้อ่านออกเสี ยงฉันท์แต่ละชนิดหลาย ๆ ครั้ง แล้วฟังจังหวะด้วยตนเอง ก็จะทราบได้วาฉันท์
แต่ละชนิดมีจงหวะอย่างไร ควรจะเน้นเสี ยง ทอดเสี ยงในการอ่านอย่างไร จึงจะฟังไพเราะ แม้จะไม่ได้อ่านเป็ น
ั
ทํานองเสนาะก็ตาม ผูอ่านก็จะจําลักษณะบังคับครุ ลหุ ให้ได้จึงจะอ่านได้ถูกต้องตามลักษณะบังคับของฉันท์แต่ละ
้
ชนิด
เอกสารประกอบการเรี ยนการสอน วิชาภาษาไทย ท 33102 ชั้น ม.6 เรื่ อง ฉั นท์ หน้ าที่ 13

การฝึ กแต่ งคาประพันธ์ ประเภทฉันท์
่
แม้วาฉันท์จะเป็ นคําประพันธ์ที่แต่งยาก แต่หากนักเรี ยนได้ฝึกแต่ง นักเรี ยนจะพบว่าการแต่งฉันท์
นั้นไม่ยากอย่างที่คิด ทั้งยังเกิดความสนุกสนานในการเลือกสรรถ้วยคํามาให้ตรงตําแหน่งครุ ลหุ ของฉันท์ ในการ
ฝึ กแต่งฉันท์นกเรี ยนควรปฏิบติดงนี้
ั
ั ั
๑. ศึกษาฉันท์ลกษณ์ของฉันท์ชนิดที่นกเรี ยนต้องการแต่งให้เข้าใจ
ั
ั
๒. ในขั้นฝึ กหัดควรเลือกฉันท์ที่แต่งได้ง่าย ไม่มีครุ ลหุ ซบซ้อน เช่น วิชชุมมาลาฉันท์ ซึ่งมี
ั
ลักษณะคล้ายกาพย์สุรางคนางค์ อินทรวิเชียรฉันท์ ซึงลักษณะคล้ายกาพย์ยานี เพราะกาพย์ท้ งสองชนิดนี้นกเรี ยน
ั
ั
เคยเรี ยนรู ้มาแล้วในช่วงชั้นที่ ๓ เมื่อมีความชํานาญจึงเลือกแต่งฉันท์ที่ยากขึ้น
๓. เลือกหัวข้อง่าย ๆ ที่นกเรี ยนมีประสบการณ์ อาจจะเป็ นเรื่ องในชีวิตประจําวันของนักเรี ยน
ั
เช่น การศึกษา การสนทนา การท่องเที่ยว เป็ นต้น
๔. ไม่ควรใช้คาที่ยาก หรื อเป็ นคําศัพท์ระดับสู ง ควรเลือกใช้ถอยคําง่าย ๆ มาเรี ยงร้อยให้ถูกต้อง
ํ
้
ตามฉันทลักษณ์ดงตัวอย่างต่อไปนี้
ั
ภุชงคประยาดฉันท์ ๑๒
จะเหลียวซ้ายก็งามตา
จะเหลือบขวาก็เพลินใจ
จะดูเบื้องพบูไป
ตลอดล้วนจะชวนแล
ผิพิศสู งลิแสงโสม
อร่ ามโคมโพยมแข
ตะลึงหลงพะวงแด
ฤดีงงเพราะความงาม
ณ ชายหาดสะอาดทราย
และกรวดทรายประกายวาม
วะวาบวับระยับยาม
ผสานแสงพระจันทร์เพ็ญ
ทะเลแลกระแสหลัง
อุทกพสังถะถังเห็น
่
่
่
ผสมสี ขจีเป็ น
ประหนึ่งแก้วตระการเขียว
พระพายฮือกระพือหวน
ประมวลม้วนสมุทรเกลียว
ระดมพัด ณ บัดเดี๋ยว
ขยายแยกและแตกฉาน
(ข้าพเจ้านังอยูชายทะเล – ชิต บุรทัด)
่ ่
่
่
จะเห็นได้วาฉันท์บทนี้มีศพท์ยากอยูไม่กี่คา เช่น พบู โพยม เป็ นต้น นอกจากนั้นเป็ นคําศัพท์ที่นกเรี ยน
ั
ํ
ั
่
เข้าใจความหมายนับได้วากวีเป็ น “นายแห่งถ้อยคํา” อย่างแท้จริ ง เพราะสามารถเรี ยงร้อยถ้อยคําสามัญให้เป็ นคํา
ฉันท์ได้อย่างไพเราะ และถูกต้องตามฉันทลักษณ์

**************************

ใบความรู้ การแต่งคำประพันธ์ประเภทฉันท์

  • 1.
    เอกสารประกอบการเรี ยนการสอน วิชาภาษาไทยท 33102 ชั้น ม.6 เรื่ อง ฉั นท์ หน้ าที่ 1 ใบความรู้ เรื่อง หลักการแต่ งคาประพันธ์ ประเภทฉันท์ หลักการแต่ งคาประพันธ์ ประเภทฉันท์ นักเรี ยนได้เรี ยนรู ้การแต่งคําประพันธ์กาพย์ กลอน โคลง และร่ ายมาแล้วในชั้นก่อนในชั้น นี้นกเรี ยนจะได้เรี ยนรู ้การแต่งคําประพันธ์ประเภทฉันท์ซ่ ึ งเป็ นคําประพันธ์ที่แต่งยาก และอ่านยากกว่าคํา ั ประพนธ์ทุกชนิด เพราะฉันท์มีขอบังคับเรื่ องคําครุ ลหุ เพิ่มขึ้นและคําที่ใช้ในการแต่งฉันท์น้ นส่ วนใหญ่เป็ น ้ ั คําที่มาจากภาษาบาลี สันสกฤต เพราะคําไทยหาคําลหุที่มีความหมายได้ยาก การศึกษาให้เข้าใจรู ปแบบและลักษณะบังคับของฉันท์ จะช่วยให้ผอ่านเข้าใจคําประพันธ์ประเภท ู้ ฉันท์ สามารถอ่านออกเสี ยงได้ถูกต้อง และเข้าใจความหมายได้ลึกซึ้ งยิงขึ้น ความรู ้เรื่ องฉันท์ที่จะกล่าวถึง ่ ต่อไปในบทนี้ มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู ้เกี่ยวกับลักษณะบังคับหรื อฉันท์ของฉันท์ที่กวีไทยนิยมแต่ง และ ่ ปรากฏอยูในวรรณคดีประเภทคําฉันท์ของไทย เพื่อให้นกเรี ยนใช้เป็ นความรู ้พ้ืนฐานในการแต่งฉันท์ และ ั ในการอ่านวรรณคดีไทยให้เข้าใจยิงขึ้น ่ ความหมายของฉันท์ ฉันท์ หมายถึง คําประพันธ์ชนิดหนึ่งของไทยที่มีขอบังคับ เรื่ อง ครุ ลหุ เพิ่มขึ้น ้ นอกเหนือจากเรื่ องคณะและสัมผัสซึ่งเป็ นข้อบังคับในคําประพันธ์ชนิดอื่น คาครุ และคาลหุ ครุ คําเสี ยงหนัก มีลกษณะดังนี้ ั - พยางค์ที่มีตวสะกด ั - พยางค์ที่ไม่มีตวสะกดประสมด้วนสระเสี ยงยาว ั - พยางค์ที่ประสมด้วยสระ อํา ไอ ใอ เอา ลหุ คําเสี ยงเบา มีลกษณะดังนี้ ั - พยางค์ที่ไม่มีตวสะกดประสมด้วนสระเสี ยงสั้น ั ทีมาของฉันท์ ่ ่ ไทยรับแบบอย่างมาจากอินเดีย ตําราฉันทศาสตร์ วาด้วยการแต่งฉันท์ คือ คัมภีร์วุตโตทัย และคัมภีร์ สุ โพธาลังการ จากพระไตรปิ ฎก คัมภีร์วุตโตทัย กล่าวว่าฉันท์มี 108 ชนิด แบ่งเป็ น 2 พวก คือ 1.ฉันท์วรรณพฤติ 2.ฉันท์มาตราพฤติ ํ ฉันท์วรรณพฤติกาหนดคณะของฉันท์ 8 คณะ คณะของฉันท์ คณะ หมายถึง ลักษณะการเรี ยงของเสี ยงครุ และลหุ กลุ่มละ 3 เสี ยง เป็ น 1 คณะ มี 8 คณะ คือ
  • 2.
    เอกสารประกอบการเรี ยนการสอน วิชาภาษาไทยท 33102 ชั้น ม.6 เรื่ อง ฉั นท์ หน้ าที่ 2 - มะ นะ ภะ ยะ - ชะ ระ สะ ตะ ประเภทของฉันท์ ฉันท์มากมายหลายชนิด การแบ่งชนิดของฉันท์ตามฉันทลักษณ์ให้สะดวกแก่การศึกษาอาจ แบ่งเป็ น ๓ ประเภท ดังนี้ ประเภทที่ ๑ ฉันท์ ๑๑ ฉันท์ ๑๒ และฉันท์ ๑๔ ฉันท์ประเภทนี้แบ่งเป็ น ๒ บาท มีสัมผัสเหมือนกัน แต่ ลักษณะการอ่านแตกต่างกันตามตําแหน่งคําครุ ลหุ มีสัมผัสบังคับ คือ สัมผัสระหว่างบาทและระหว่างบท คือ คํา สุ ดท้ายของบทเอก ( บาทที่หนึ่ง) ส่ งสัมผัสไปยังคําสุ ดท้ายในวรรคแรกของบาทโท ( บาทที่สอง) ถ้ามากกว่าหนึ่ง บท ต้องมีสัมผัสระหว่างบท คือ คําสุ ดท้ายของบทแรกจะต้องส่ งสัมผัสไปยังคําสุ ดท้ายของบาทเอกในบทต่อไป ส่ วนสัมผัสที่เป็ นเส้นประในแผนผัง เป็ นสัมผัสระหว่างวรรคแรกส่ งสัมผัสไปยังคําที่สามของวรรคที่สองในบาท เดียวกัน เป็ นสัมผัสที่ไม่บงคับ บางบทจะมีสัมผัสดังกล่าว แต่บางบทก็ไม่มี ั ฉันท์ ๑๑ หมายถึง ฉันท์ที่มีจานวนคําครุ ลหุ บาทละ ๑๑ คํา เช่น อินทรวิเชียรฉันท์ อุเปนทรวิเชียร ํ ฉันท์ อุปชาติฉนท์ สาลินีฉนท์ ั ั ๑ อินทรวิเชียรฉันท์ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้ ั พวกราชมัลโดย สุ ดหัตถแห่งเขา บงเนื้อก็เนื้อเต้น ทัวร่ างและทั้งตัว ่ พลโบยมิใช่เบา ขณะหวดสิ พึงกลัว พิศเส้นสรี ร์รัว ก็ระริ กระริ วรัว ( สามัคคีเภทคําฉันท์) ข้อสังเกต อินทรวิเชียรฉันท์บทหนึ่งมีสองบทบาท บาทที่หนึ่งมีสองวรรค วรรคแรกมี ๕ คํา วรรคหลังมี ๖ คํา รวม บทที่มี ๒๒ คํา
  • 3.
    เอกสารประกอบการเรี ยนการสอน วิชาภาษาไทยท 33102 ชั้น ม.6 เรื่ อง ฉั นท์ หน้ าที่ 3 ๒. อุเปนทรวิเชียรฉันท์ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่างดังนี้ ั พระราชบุตรลิจ ณ กันและกันเหิ น ทะนงชนกตน ก็หาญกระเหิ มฮือ ฉวิมิตรจิตเมิน คณะห่างก็ต่างถือ พลล้นเถลิงลือ มนฮึก บ นึกขาม ข้อสังเกต อุเปนทรวิเชียรฉันท์ มีคณะเหมือนอินทรวิเชียรฉันท์ ต่างกันที่ตาแหน่งคําต้นบาทของอุเปนทรวิเชียรฉันท์ ํ เป็ นคําลหุ แต่อินทรวิเชียรฉันท์เป็ นคําครุ ั ๓. อุปชาติฉนท์ หมายถึง ฉันท์ที่แต่งประสมกันระหว่างอุเปนทรวิเชียรฉันท์กบอินทรวิเชียรฉันท์ ในการ ั แต่งจึงต้องอย่างน้อยสองบท เพราะกําหนดให้บาทที่หนึ่งของบทแรก กับบทที่สองเป็ นอุเปนทรวิเชียร และให้ บาทที่สองของบทแรกกับบทที่สองเป็ นอินทรวิเชียรฉันท์ ตามแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้ สดับประกาศิต จึงราชสมภาร เราคิดจะใคร่ ยก ประชุมประชิดชัย ระบุกิจวโรงการ พจนารถประภาษไป พยุห์พลสกลไกร รณรัฐวัชชี ข้อสังเกต อุปชาติฉนท์มีคณะเหมือนอุเปนทรวิเชียรฉันท์ในบาทที่ ๑ และอินทรวิเชียรฉันท์ในบาทที่ ๔ ั
  • 4.
    เอกสารประกอบการเรี ยนการสอน วิชาภาษาไทยท 33102 ชั้น ม.6 เรื่ อง ฉั นท์ หน้ าที่ 4 ๔. สาลินีฉนท์ เป็ นฉันท์ที่มีครุ มาก มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้ ั ั พราหมณ์ครู รู้สังเกต ราชาวัชชีสรร ยินดีบดนี้กิจ ั เริ่ มมาด้วยปรากรม ตระหนักเหตุถนัดครัน พจักสู่ พินาศสม จะสัมฤทธิ์ มนารมณ์ และอุตสาหแห่งตน ( สามัคคีเภทฉันท์) ข้อสังเกต สาลินีฉนท์บทหนึ่งมีสองบาท บาทหนึ่งมีสองวรรค วรรคแรกมี ๕ คํา วรรคหลังมี ๖ คํา เหมือนกับอินทร ั วิเชียรฉันท์ ต่างกันเพียงตําแหน่งคําครุ ลหุ วรรคแรกเป็ นครุ ลวน ้ ฉันท์ ๑๒ หมายถึง ฉันท์ที่มีจานวนคําครุ ลหุบาทละ ๑๒ คํา ํ ขอให้นกเรี ยนสังเกตอินทรวงศ์ฉนท์ และวังสัฏฐฉันท์ ซึ่ งมีลกษณะคล้ายกับอินทรวิเชียรฉันท์ และอุเป ั ั ั นทรวิเชียร แต่บาทที่ ๒ และบาทที่ ๔ มีตาแหน่งคําครุ ลหุ ต่างกัน ํ ๑. อินทรวงศ์ฉนท์ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่างดังนี้ ั ั ่ โอ้วาอนาถใจ แต่ไรก็ไม่มี ไม่เคยจะเชื่อว่า มาสู่ ณ ใจตน ละไฉนนะเป็ นฉนี้ มะนะนึกระเหระหน รติน้ นจะสัประดน ั และจะต้องระทมระทวย ( มัทนะพาธา)
  • 5.
    เอกสารประกอบการเรี ยนการสอน วิชาภาษาไทยท 33102 ชั้น ม.6 เรื่ อง ฉั นท์ หน้ าที่ 5 ข้อสังเกต อินทรวงศ์ฉนท์ บทหนึ่งมี ๒๔ คํา แบ่งเป็ นสองบาท บาทหนึ่งมีสองวรรค วรรคแรกมี ๕ คํา วรรคหลังมี ั ๗ คํา ๒. วังสัฏฐฉันท์ มีลกษณะบังคับตามแผนผัง และตัวอย่างต่อไปนี้ ั ประชุมกษัตริ ยรา ์ คะเนณทุกข์รึง ประกอบระกําพา มิใช่จะแอบอิง ชสภาสดับคะนึง อุระอัดประหวัดประวิง หิ รกายน่าจะจริ ง กลอํากระทําอุบาย (สามัคคีเภทคําฉันท์) ข้อสังเกต วัสัฏฐฉันท์ บทหนึ่งมีสองบาท บาทหนึ่งมีสองวรรค วรรคแรกมี ๕ คํา วรรคหลังมี ๗ คํา ตําแหน่งคําครุ ลหุ และจํานวนคําของฉันท์น้ ี คล้ายกับอินทรวงศ์ฉนท์ ต่างกันตรงที่คาแรกในวรรคหน้าของอิรนทรฉันท์เป็ นครุ แต่ ั ํ วังสัฏฐฉันท์เป็ นคําลหุ ๓. กมลฉันท์ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้ ั อิลโอนศิโรเพฐน์ ศิวะทรงพิโรธใน บมิทรงประสาทโทษ วรองค์อุมาอร พจขอมาภัย ธ กระทํากระลําพร อิลโอดสําออยวอน อนุกลกําลูนครัน ู ( อิลราชาคําฉันท์)
  • 6.
    เอกสารประกอบการเรี ยนการสอน วิชาภาษาไทยท 33102 ชั้น ม.6 เรื่ อง ฉั นท์ หน้ าที่ 6 ข้อสังเกต กมลฉันท์บทหนึ่งมี ๒๔ คํา แบ่งเป็ นสองบาท บาทหนึ่งมีสอง วรรคหนึ่งมี ๖ คํา การวางตําแหน่งครุ ลหุ คล้ายอุเปนอินทรวิเชียรฉันท์ เพียงแต่เพิ่มคําลหุ หน้าวรรคแรกอีกหนึ่งคํา ๔. โตฎกฉันท์ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้ ั ศิวะแปลงวรรู ป พระอุมาพระก็มี ดรุ สัตว์บริ เวณ สละเพศพิศสม วิยหญิงยุวดี สุ มนัสนิยม พะพระเวทอุดม ศิวะเพศพระจําแลง ( อิลราชาคําฉันท์) ข้อสังเกต โตฎกฉันท์หนึ่งบทมี ๒๔ คํา แบ่งเป็ นสองบาท บาทหนึ่งมีสองวรรค วรรคละหกคําเหมือนกมลฉันท์ ต่างกันที่ตาแหน่ง ครุ ลหุ ํ ๕. ภุชงคประยาตฉันท์ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่างดังนี้ ั ชะโดดุกกระดี่โดด กระเพื่อมนํ้าพะพรํ่าพรอย กระสร้อยซ่าสวายชิว ประมวลมัจฉะแปมปน สลาดโลดยะหยอยหยอย กระฉอกฉานกระฉ่ อนชล ระรี่ ริ้วละวาดวน ประหลาดเหลือจะรําพัน ( อิลราชาคําฉันท์)
  • 7.
    เอกสารประกอบการเรี ยนการสอน วิชาภาษาไทยท 33102 ชั้น ม.6 เรื่ อง ฉั นท์ หน้ าที่ 7 ข้อสังเกต ภุชงคประยาตฉันท์บทหนึ่งมี ๒๔คํา แบ่งเป็ นสองบาท บาทหนึ่งมีสองวรรค วรรคละหกคํา ฉันท์ ๑๔ หมายถึง ฉันท์ที่มีจานวนคําครุ ลหุบาทละ ๑๔ คํา ฉันท์ ๑๔ ที่กวีไทยนิยมแต่ง คือ วสันตดิลก ํ ฉันท์ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้ ั เรื องรองพระมนทิรพิจิตร ก่องแก้วและกาญจนระคน ช่อฟ้ าก็เฟื้ อยกลจะฟัด บราลีพิไลพิศบวร กลพิศพิมานบน รุ จิเรขอลงกรณ์ ดลฟากทิฆมพร ั นภศูลสล้างลอย ( อิลราชาคําฉันท์) ข้อสังเกต วสันตดิลกฉันท์ บทหนึ่งมี ๒๘ คํา แบ่งเป็ นสองบาท บาทหนึ่งสองวรรค วรรคแรกมี ๘ คํา วรรคหลังมี ๖ คํา ประเภทที่ ๒ ฉันท์ ๘ ฉันท์ประเภทนี้ บทหนึ่งมี ๔ บาท บาทหนึ่งมี ๘ คํา แบ่งเป็ น ๒ วรรค มีสัมผัส บังคับแบบเดียวกัน คือ คําสุ ดท้ายของวรรคที่สองส่ งสัมผัสไปยังคําสุ ดท้ายของวรรคที่สาม คําสุ ดท้ายของวรรคที่ สี่ ส่ งสัมผัสไปยังคําสุ ดท้ายของวรรคที่หก คําสุ ดท้ายของวรรคที่หกส่ งสัมผัสไปยังคําสุ ดท้ายของวรรคที่เจ็ด ถ้า แต่งมากกว่าหนึ่งบทจะต้องมีสัมผัสระหว่างบท คือ คําสุ ดท้ายของบทต้น ( คําสุ ดท้ายของวรรคที่แปด) จะต้องส่ ง สัมผัสไปยังคําสุ ดท้ายของวรรคที่สี่ในบทถนัดไป ตัวอย่างฉันท์ ๘ เช่น วิชชุมมาลาฉันท์ มาณวกฉันท์ จิตรปทาฉันท์ ๑. วิชชุมมาลาฉันท์ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้ ั แรกทางกลางเถื่อน ห่างเพื่อนหาผู ้ หนึ่งใดนึกดู เห็นใครไป่ มี หลายวันถันล่วง เมืองหลวงธานี ่ นามเวสาลี ดุ่มเดาเข้าไป ผูกไมตรี จิต เชิงชิดชอบเชื่อง กับหมู่ชาวเมือง ฉันอัชฌาลัย ่ เล่าเรื่ องเคืองขุ่น ว้าวุนวายใจ จําเป็ นมาใน ด้าวต่างแดนตน ( สามัคคีเภทคําฉันท์)
  • 8.
    เอกสารประกอบการเรี ยนการสอน วิชาภาษาไทยท 33102 ชั้น ม.6 เรื่ อง ฉั นท์ หน้ าที่ 8 ข้อสังเกต วิชชุมมาลาฉันท์บทหนึ่งมีสี่บาท รวมแปดวรรค บาทหนึ่งมีสองวรรค วรรคละ ๔ คําแต่ละวรรคใช้คาครุ ํ ล้วน ั หากเปรี ยบเทียบระหว่างวิชชุ มมาลาฉันท์กบกาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ จะพบว่ามีลกษณะบังคับที่คล้ายคลึง ั กันมาก ทั้งในเรื่ องจํานวนคําในแต่ละวรรคซึ่ งมีสี่คาเท่ากัน และในเรื่ องสัมผัสบังคับ ต่างกันเพียงวิชชุมมาลาฉันท์ ํ ่ มีจานวนคํามากกว่ากาพย์สุรางคนางค์อยูหนึ่งวรรค และทุกคําในวิชชุมมาลาฉันท์ เป็ นคําครุ ลวน แต่กาพย์ ํ ้ สุ รางคนางค์ไม่บงคับครุ ลหุ ั ๒. มาณวกฉันท์ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้ ั อย่าติและหลู่ เธอน่ะเสวย ในทินนี่ พอหฤทัย ราช ธ ก็เล่า ตนบริ โภค วาทประเทือง อาคมยัง ครู จะเฉลย ภัตกะอะไร ดีฤไฉน ยิงละกระมัง ่ เค้า ณ ประโยค แล้วขณะหลัง เรื่ องสิ ประทัง สิ กขสภา ( สามัมคีเภทคําฉันท์) ข้อสังเกต มาณวกฉันท์มีจานวนคําในแต่ละบท แต่ละบาท และแต่ละวรรคเหมือนคณะของวิชชุ มมาลาฉันท์ ต่างกัน ํ ํ ่ แต่มาณวกฉันท์กาหนดคําลหุ อยูกลางสองคํา จึงทําให้มีจงหวะเร็ วกว่าวิชชุมมาลาฉันท์ ั ๓. จิตรปทาฉันท์ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้ ั
  • 9.
    เอกสารประกอบการเรี ยนการสอน วิชาภาษาไทยท 33102 ชั้น ม.6 เรื่ อง ฉั นท์ หน้ าที่ 9 นาครธา เห็นริ ปุมี ข้ามดิรชล มุ่งจะทลาย ต่างก็ตระหนก ตื่นบมิเว้น ทัวบุรคา ่ เสี ยงอลวน อลเวงไป พลมากมาย ก็ลุพนหมาย ้ พระนครตน มนอกเต้น ตะละผูคน ้ มจลาจล อลเวงไม (สามัคคีเภทคําฉันท์) ข้อสังเกต ํ ่ จิตรปทาฉันท์ต่างจากมาณวกฉันท์ตรงที่กาหนดตําแหน่งคําลหุ ในวรรคหลังให้อยูหน้าทั้งสองคํา แล้วตาม ด้วยคําครุ สองคํา ประเภทที่ ๓ ฉันท์ประเภท ๓ วรรค ฉันท์ประเภทนี้บทหนึ่ง แบ่งเป็ น ๓ วรรค ใช้สัมผัสแบบเดียวกัน คือ คําสุ ดท้ายของวรรคแรก ส่ งสัมผัสไปยังคําสุ ดท้ายของวรรคที่สอง คําสุ ดท้ายของวรรคที่สาม (คําสุ ดท้ายของ บท) ส่ งสัมผัสไปยังคําสุ ดท้ายของวรรคในบทต่อไป ลักษณะสัมผัสคล้ายกาพย์ฉบัง ๑๖ ตัวอย่างฉันท์ประเภทนี้ เช่น มาลินีฉนท์ ๑๕ ลัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙ อีทิสังฉันท์ ๒๐ ั ๑. มาลินีฉนท์ ๑๕ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่างดังนี้ ั ั มธุรพจนรําพัน พื้นพิเศษสรรพ์ สถาพร
  • 10.
    เอกสารประกอบการเรี ยนการสอน วิชาภาษาไทยท 33102 ชั้น ม.6 เรื่ อง ฉั นท์ หน้ าที่ 10 มธุรพจนสารสอน เชิญวิมลสมร บํารุ งองค์ ข้อสังเกต มาลินีฉนท์บทหนึ่ง มี ๑๕ คํา วรรคที่หนึ่งมี ๘ คํา วรรคที่สองมี ๔ คํา วรรคที่สามมี ๓ คํา ั ๒. สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้ ั ไหว้คุณองค์พระสุ คตอนาวรณญาณ ยอดศาสตาจารย์ อีกคุณสุ นทรธรรมคัมภีรวิธี พุทธพจน์ประชุมตรี มุนี ปิ ฏก (สามัคคีเภทคําฉันท์) ข้อสังเกต ลัททุลวิกกีฬิตฉันท์บทหนี่งมี ๑๙ คํา วรรคแรกมี ๑๒ คํา วรรคที่สองมี ๕ คํา วรรคที่สามมี ๒ คํา ๓. อีทิสังฉันท์ ๒๐ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้ ั เอออุเหม่นะมึงซิ ช่างกระไร ทุทาสสถุลฉะนี้ไฉน ศึก บ ถึงและมึงก็ยงมิเห็น ั จะน้อยจะมากจะยากจะเย็น ข้อสังเกต ก็มาเป็ น ประการใด (สามัคคีเภทคําฉันท์)
  • 11.
    เอกสารประกอบการเรี ยนการสอน วิชาภาษาไทยท 33102 ชั้น ม.6 เรื่ อง ฉั นท์ หน้ าที่ 11 อีทิสังฉันท์บทหนึ่งมี ๒๐ คํา วรรคแรกมี ๙ คํา วรรคที่สองมี ๘ คํา และวรรคที่สามมี ๓ คํา นอกจากนี้ ยังมีฉนท์ที่ไม่สามารถจัดเข้าประเภทดังกล่าวได้ เช่น ั ๔.สัทธราฉันท์ ๒๑ มีลกษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้ ั ฟั่นเฟื อนเลือนลืมเพราะอารมณ์ เดือดบได้สม อย่างทรงเศร้าโศกพิโยคมี สํ่าสุ เมธี วิปริ ตกระอุกรม ประฤาดี ทุมนสบมิดี ติเตียนนัก (อิลราชคําฉันท์) ข้อสังเกต สัทธราฉันท์บทหนึ่ง มี ๒๑ คํา แบ่งเป็ นสี่ วรรค วรรคแรกและวรรคที่สองมีวรรคละ ๗ คํา วรรคที่สามมี ๔ คํา วรรคที่สี่มี ๓ คํา คําสุ ดท้ายของวรรคแรกส่ งสัมผัสไปยังคําสุ ดท้ายของวรรคที่สอง และคํา สุ ดท้ายของวรรคที่สองส่ งสัมผัสไปยังคําสุ ดท้ายของวรรคที่สาม คําสุ ดท้ายของวรรคที่สี่ในบทแรก ส่ งสัมผัสไปยัง คําสุ ดท้ายของวรรคแรกในบทถัดไป การเลือกใช้ ฉันท์ให้ เหมาะสมกับเนือความ ้ เนื่องจากฉันท์แต่ละชนิดมีลีลาไม่เหมือนกัน กวีจึงนิยมเลือกฉันท์ให้เหมาะสมกับเนื้ อความที่ ต้องการแต่ง ดังนี้ ๑. บทไว้ครู บทนมัสการสิ่ งศักดิ์สิทธิ์ บทสรรเสริ ญพระเกียรติ ที่ตองการให้มีความขลัง ้ นิยมใช้ลททุลวิกกีฬิตฉันท์ ั ๒. บทพรรณนา บทชม หรื อบทครํ่าครวญ เช่น พรรณนาความงามธรรมชาติ พรรณนาความงามของ บ้านเมือง ชมความงามของผูหญิง พรรณนาความรักและความเศร้าโศก เป็ นต้น นิยมใช้วสันตดิลกฉันท์ หรื อ ้ อินทรวิเชียรฉันท์
  • 12.
    เอกสารประกอบการเรี ยนการสอน วิชาภาษาไทยท 33102 ชั้น ม.6 เรื่ อง ฉั นท์ หน้ าที่ 12 ๓. บทแสดงอารมณ์รุนแรง เช่น โกรธ ตื่นเต้น และวิตกกังวล เป็ นต้น หรื อบรรยายเกี่ยวกับความรักที่ เน้นอารมณ์สะเทือนใจ นิยมใช้อีทิสังฉันท์ เพราะฉันท์น้ ี มีเสี ยงหนักเบาสลับกันทําให้แสดงอารมณ์ได้ดี ๔. บทพรรณนา หรื อบรรยายความที่น่าตื่นเต้นประทับใจ แสดงความร่ าเริ ง สนุกสนานรวดเร็ ว นิยมใช้ ภุชงคประยาตฉันท์ โตฎกฉันท์ หรื อมาณวกฉันท์ ๕. บทบรรยายความที่เป็ นไปอย่างเรี ยบ ๆ นิยมใช้อุเปนทรวิเชียรฉันท์ อินทวงค์ฉนท์ ั วังลัฏฐฉันท์ อุปชาติฉนท์ ั ๖. บทบรรยายเรื่ องที่มีลกษณะสับสนต่อเนื่ องกัน นิยมใช้มาลีนีฉนท์ ซึ่งมีลหุในวรรคแรกถึงหกพยางค์ ั ั ั มีลีลาจังหวะเร็ วและช้าลงในตอนท้าย แต่ฉนท์น้ ีแต่งยาก จึงใช้กบบทบรรยายที่ไม่ยาวนัก ั ความนิยมในการเลือกใช้ฉนท์แต่งให้เหมาะสมกับเนื้ อความที่กล่าวมานี้ มิได้เป็ นข้อกําหนดตายตัวเป็ น ั เพียงข้อสังเกต สําหรับใช้เป็ นแนวทางในการพิจารณาเลือกใช้ฉนท์ให้เหมาะกับเนื้อความเท่านั้น ั การอ่านฉันท์ เนื่องจากฉันท์เป็ นคําประพันธ์ที่บงคับครุ ลหุ การอ่านฉันท์จึงต้องอ่านให้ถูกต้องตามตําแหน่งคํา ั ครุ ลหุ และลีลาจังหวะของฉันท์แต่ละชนิด คําบางคําที่ปกติอ่านออกเสี ยงเป็ นครุ เช่น คําว่า สุ ข (สุ ก) อาจจะ ่ ออกเสี ยบงเป็ นลหุ สองพยางค์วา สุ -ขะ หรื อออกเสี ยงว่า สุ ก-ขะ เมื่อบังคับให้อ่านเป็ นครุ เรี ยงกัน ดังตัวอย่าง วสันตดิลกฉันท์ ๑๔ ในสามัคคีเภทคําฉันท์ต่อไปนี้ แว่นแคว้นมคธนครรา ชคฤห์ฐานบุรี สื บราชวัตรวิธทวี ทศธรรมจรรยา การอ่านวสันตดิลกฉันท์บทนี้ตองออกเสี ยงอ่านตามตําแหน่งครุ ลหุ ดังนี้ ้ แว่น แคว้น / มะ คด / ทะ นะ คะ รา ชะ ครึ ถา / นะ บู รี สื บ ราด / ชะ / วัด / วิ ทะ ทะวี ทะ สะ ทัน / มะ จัน ยา ในการอ่านฉันท์น้ น นอกจากต้องออกเสี ยงครุ ลหุ ให้ถูกต้องตามแผนผังคับของฉันท์แต่ละประเภทแล้ว ั ต้องเว้นจังหวะตอนในการอ่านให้ถูกต้องด้วย โดยมีช่วงหยุดเล็กน้อยข้างหลังคําที่ลงจังหวะ และจะต้องลงจังหวะ ที่คาครุ เสมอไป การแบ่งจังหวะในการอ่านฉันท์ประเภทต่าง ๆ ขอให้นกเรี ยนศึกษาจากแผนผังของฉันท์แต่ละ ํ ั ชนิด ซึ่ งได้แสดงไว้แล้วอย่างชัดเจน ่ ถ้านักเรี ยนได้อ่านออกเสี ยงฉันท์แต่ละชนิดหลาย ๆ ครั้ง แล้วฟังจังหวะด้วยตนเอง ก็จะทราบได้วาฉันท์ แต่ละชนิดมีจงหวะอย่างไร ควรจะเน้นเสี ยง ทอดเสี ยงในการอ่านอย่างไร จึงจะฟังไพเราะ แม้จะไม่ได้อ่านเป็ น ั ทํานองเสนาะก็ตาม ผูอ่านก็จะจําลักษณะบังคับครุ ลหุ ให้ได้จึงจะอ่านได้ถูกต้องตามลักษณะบังคับของฉันท์แต่ละ ้ ชนิด
  • 13.
    เอกสารประกอบการเรี ยนการสอน วิชาภาษาไทยท 33102 ชั้น ม.6 เรื่ อง ฉั นท์ หน้ าที่ 13 การฝึ กแต่ งคาประพันธ์ ประเภทฉันท์ ่ แม้วาฉันท์จะเป็ นคําประพันธ์ที่แต่งยาก แต่หากนักเรี ยนได้ฝึกแต่ง นักเรี ยนจะพบว่าการแต่งฉันท์ นั้นไม่ยากอย่างที่คิด ทั้งยังเกิดความสนุกสนานในการเลือกสรรถ้วยคํามาให้ตรงตําแหน่งครุ ลหุ ของฉันท์ ในการ ฝึ กแต่งฉันท์นกเรี ยนควรปฏิบติดงนี้ ั ั ั ๑. ศึกษาฉันท์ลกษณ์ของฉันท์ชนิดที่นกเรี ยนต้องการแต่งให้เข้าใจ ั ั ๒. ในขั้นฝึ กหัดควรเลือกฉันท์ที่แต่งได้ง่าย ไม่มีครุ ลหุ ซบซ้อน เช่น วิชชุมมาลาฉันท์ ซึ่งมี ั ลักษณะคล้ายกาพย์สุรางคนางค์ อินทรวิเชียรฉันท์ ซึงลักษณะคล้ายกาพย์ยานี เพราะกาพย์ท้ งสองชนิดนี้นกเรี ยน ั ั เคยเรี ยนรู ้มาแล้วในช่วงชั้นที่ ๓ เมื่อมีความชํานาญจึงเลือกแต่งฉันท์ที่ยากขึ้น ๓. เลือกหัวข้อง่าย ๆ ที่นกเรี ยนมีประสบการณ์ อาจจะเป็ นเรื่ องในชีวิตประจําวันของนักเรี ยน ั เช่น การศึกษา การสนทนา การท่องเที่ยว เป็ นต้น ๔. ไม่ควรใช้คาที่ยาก หรื อเป็ นคําศัพท์ระดับสู ง ควรเลือกใช้ถอยคําง่าย ๆ มาเรี ยงร้อยให้ถูกต้อง ํ ้ ตามฉันทลักษณ์ดงตัวอย่างต่อไปนี้ ั ภุชงคประยาดฉันท์ ๑๒ จะเหลียวซ้ายก็งามตา จะเหลือบขวาก็เพลินใจ จะดูเบื้องพบูไป ตลอดล้วนจะชวนแล ผิพิศสู งลิแสงโสม อร่ ามโคมโพยมแข ตะลึงหลงพะวงแด ฤดีงงเพราะความงาม ณ ชายหาดสะอาดทราย และกรวดทรายประกายวาม วะวาบวับระยับยาม ผสานแสงพระจันทร์เพ็ญ ทะเลแลกระแสหลัง อุทกพสังถะถังเห็น ่ ่ ่ ผสมสี ขจีเป็ น ประหนึ่งแก้วตระการเขียว พระพายฮือกระพือหวน ประมวลม้วนสมุทรเกลียว ระดมพัด ณ บัดเดี๋ยว ขยายแยกและแตกฉาน (ข้าพเจ้านังอยูชายทะเล – ชิต บุรทัด) ่ ่ ่ ่ จะเห็นได้วาฉันท์บทนี้มีศพท์ยากอยูไม่กี่คา เช่น พบู โพยม เป็ นต้น นอกจากนั้นเป็ นคําศัพท์ที่นกเรี ยน ั ํ ั ่ เข้าใจความหมายนับได้วากวีเป็ น “นายแห่งถ้อยคํา” อย่างแท้จริ ง เพราะสามารถเรี ยงร้อยถ้อยคําสามัญให้เป็ นคํา ฉันท์ได้อย่างไพเราะ และถูกต้องตามฉันทลักษณ์ **************************