More Related Content
PPT
PPT
PDF
PPT
PDF
PPT
กาพย์เห่เรือ พระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร PDF
PDF
Similar to กระบวนเรือพยุหยาตราชลมารค
PDF
PDF
PPT
PDF
PDF
PPT
PDF
DOCX
PDF
PDF
PDF
PDF
เธเธงเธฒเธกเธชเธฑเธกเธเธฑ...Ppt กลุม 4 PDF
PDF
PDF
PDF
DOC
PDF
DOC
PDF
More from ห้องเรียน ภาษาไทยออนไลน์
PDF
ใบความรู้การใช้ประโยคเพื่อสื่อสาร PDF
PDF
PDF
DOC
PDF
PDF
PDF
ใบความรู้คติชาวบ้านและเพลงกล่อมเด็ก PDF
ใบความรู้ เรื่อง ภาษิตใต้ PDF
ใบความรู้ การแต่งคำประพันธ์ประเภทฉันท์ PDF
PDF
DOC
ใบความรู้วรรณกรรมท้องถิ่น PDF
PDF
PDF
ใบความรู้การสร้างคำในภาษาไทย DOC
ใบความรู้ลักษณะเฉพาะของภาษาไทยการสร้างคำ DOC
DOC
DOC
กระบวนเรือพยุหยาตราชลมารค
- 1.
กระบวนพยุหยาตราชลมารค
ประวัติความเป็นมา
เมื่อประมาณ 300 ปีล่วงมาแล้วพระเจ้าหลุยส์ที่ 14
ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ มองสิเออร์
ลาลู แบร์ เป็นราชทูตเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีกับ
กรุงสยาม ในแผ่นดิน สมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่ง
กรุงศรีอยุธยา คณะราชทูตคราวนั้นเดินทางมาถึงเมือง
ไทย พร้อมบาทหลวง ในคริสตศาสนาผู้หนึ่งในคณะ
บาทหลวงนั้น คือ บาทหลวงตาชาร์ด ได้บันทึก
เหตุการณ์ไว้ในหนังสือเรื่อง "จดหมายเหตุการเดินทาง
สู่ประเทศสยาม" เกี่ยวกับกระบวนเรือที่ไปรับพระราช
สาส์นพร้อมเครื่องราชบรรณาการว่า "มีเรือบัลลังก์
ขนาดใหญ่ 4 ลำา แต่ละลำามีฝีพายถึง 80 คน คนซึ่งเรา
ไม่เคยเห็น เช่นนั้นมาก่อน 2 ลำาแรก นั้นหัวเรือทำาเป็น
รูปเหมือนม้านำ้าปิดทองทั้งลำา เมื่อเห็นมาแต่ไกลใน
ลำานำ้าคล้ายกับมีชีวิตชีวา มีเจ้าหน้าที่กองทหารรักษา
พระองค์ 2 นาย มาในเรือทั้ง 2 ลำา เพื่อรับเครื่องราช
บรรณาการของสมเด็จพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ครั้นบรรทุก
เสร็จแล้วก็ถอยออกไปลอยลำาอยู่กลางแม่นำ้า เป็นการ
แสดงความเคารพ ต่อเรือบัลลังก์หลวงและเครื่องราช
บรรณาการที่บรรทุกอยู่นั้น" และบาทหลวงตาชาร์ด ยัง
เขียนถึงขบวนเรือที่แห่พระราชสาส์น และเครื่องราช
บรรณาการ ในวันที่เดินทางออกจาก กรุงศรีอยุธยาอีก
ว่า "ขบวนอันยืดยาวของเรือบัลลังก์หลวง ซึ่งเคลื่อนที่
ไปอย่างมีระเบียบ เรียบร้อยนี้มีจำานวนถึง 150 ลำา
ผนวกกับเรือลำาอื่น ๆ เข้าอีกก็แน่นแม่นำ้าแลไปได้สุด
สายตา อันเป็นทัศนียภาพที่งดงามหนักหนา เสียงแห่
แสดงความยินดีตามธรรมเนียมนิยม ของสยาม อัน
คล้ายจะรุกไล่ประกบข้าศึกนั้น ก้องไปทั้งสองฝั่งฟาก
แม่นำ้า ซึ่งมีประชาชน พลเมืองล้นหล้าฟ้ามืดมาคอยชม
ขบวนยาตราอันมโหฬารนี้อยู่ "
ภาพกระบวนเรืออันวิจิตรงดงามเช่นนี้ เห็นจะ
ไม่ใช่ของแปลกสำาหรับคนไทยเพราะดั้งเดิมแต่ไหนแต่
ไร มา ชนชาติไทยมักมีถิ่นฐานที่อยู่ตามริมแม่นำ้า
ลำาคลอง ยานพาหนะที่ใช้สัญจรไปมาได้สะดวกรวดเร็ว
และหาได้ง่ายก็คงได้แก่เรือชนิดต่าง ๆ ถึงฤดูนำ้าหลาก
แต่ละครั้ง ก็เป็นเวลาสนุกสนามรื่นเริงของ คนไทยโดย
- 2.
เฉพาะอย่างยิ่งในเวลางานพระราชพิธี หรือเทศกาล
สำาคัญ ๆด้วยแล้วปริมาณผู้คน และจำานวนเรือที่เข้า
ร่วมในพิธี ดูจะมีจำานวนมากมายเกินคาดคิด ในแผ่น
ดินกรุงศรีอยุธยานั้น ฟาน เฟลียด ผู้จัดการบริษัทของ
ฮอลันดาที่ประจำาอยู่ในเมืองไทย กล่าวว่า เฉพาะเพียง
พระเจ้าแผ่นดิน พระองค์เดียว ยังต้องใช้คนงานต่อเรือ
เป็นจำานวน 10,000 ถึง 30,000 คนเป็นประจำา
นอกจากนี้พวกฝรั่งที่พำานักอยู่ในกรุงศรีอยุธยา
อีกหลายคนได้เขียนบันทึกเล่าไว้ว่าในงานพระราชพิธี
ชลมารค หรืองานพิธีต่าง ๆ เช่นพิธีต้อนรับทูต พิธีเรือ
แห่งานศพ ตลอดจนงานแข่งเรือแต่ละครั้ง ปรากฎว่ามี
เรือจำานวนมหาศาลจริง ๆ ที่เข้าร่วมพิธี มีฝรั่งคนหนึ่ง
บันทึกไว้ในพุทธศตวรรษที่ 23 ว่า กรุงศรีอยุธยามีเรือ
ทั้งสิ้นประมาณ 200,000 ลำา และปกติ เมื่อมีงานพิธีทาง
นำ้า เขานับจำานวนเรือได้ถึง 300 ลำา ถึง 400 ลำา หรือถ้า
นับคนจำานวนในเรือก็มีอยู่ราว 14,000 คน บาทหลวง
ฝรั่งเศสอีกผู้หนึ่ง ชื่อ บูเว่ เล่าว่าในงาน พิธีครั้งหนึ่ง
เขาได้เห็นและนับจำานวนฝีพาย ตลอดจนผู้คนที่อยู่ใน
ขบวนเรือได้ถึง 30,000 คน"ขบวนเรือหลวงมีเรือ 7 ถึง
8 ลำา มีฝีพายลำาละ 100 คน มีทหารประจำาเรือรวมกัน
ทั้งสิ้น 400 คน ตามมาด้วยข้าราชบริพารอีก 1,000 ถึง
1,200 คน ซึ่งนั่งมาในเรือแกะสลักเป็น ลวดลายลงรัก
ปิดทอง บางลำาก็เป็นเรือสำาหรับพวกปี่พาทย์โดย
เฉพาะ"อ่านดูข้อความที่ใครต่อใครบันทึกไว้ข้างต้น
แล้ว สำาหรับบางคนอาจจะฟังดูคล้ายกับเรื่องเหลือเชื่อ
ว่า กระบวนเรืออะไรจะมีปริมาณเรือและผู้คนมากมาย
ถึงเพียงนั้น อย่างไรก็ดีอาจหาพยานหลักฐาน ตรวจ
สอบดูได้แม้ในปัจจุบันเช่นทุกวันนี้ ในหอสมุดแห่งชาติ
เรายังมีสมุดข่อย เป็นภาพเขียนกระบวน พยุหยาตรา
ชลมารถสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราชยาวถึง 9
เมตร ในบทนำาของสมุดข่อย พรรณนาว่าเป็นขบวน
พยุหยาตราไปนมัสการพระพุทธบาทแขวงเมืองสระบุรี
มีรายชื่อและจำานวน เรือประเภทต่าง ๆ รวมกันทั้งสิ้น
324 ลำา อันเป็นขนาดของขบวนพยุหยาตราตามปกติที่
ใช้ในงาน พิธีในครั้งกระนั้น กระบวนพยุหยาตรา
ชลมารคที่เราพูดถึงนี้ในปัจจุบันหมายถึงกระบวนแห่
เสด็จ พระราชดำาเนินโดยชลวิถี ด้วยกระบวนเรือพระ
- 3.
ราชพิธีตาม เค้าของการยาตราทัพเรือแต่โบราณสมัย
หม่อมราชวงศ์ แสงสุรย์ลดาวัลย์ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับ
การพระราชพิธีในราชสำานักอธิบายมูลเหตุของ
กระบวนพยุหยาตราชลมารคไว้อย่างน่าฟังว่า "เรือ
พระราชพิธีที่ใช้ในกระบวนเสด็จพระราชดำาเนิน โดย
กระบวนพยุหยาตราชลมารคนี้ แท้จริงก็คือ เรือรบที่
โบราณท่านใช้รบในลำาแม่นำ้า " ทางกองทัพเรือได้
เขียนคำาอธิบายเกี่ยวกับเรื่องเรือรบสมัยโบราณของ
ไทยไว้ใน "ประวัติย่อ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์" มี
ความตอนหนึ่งว่า "เรือรบสมัยโบราณของไทยมี 2
ประเภท คือ เรือรบในแม่นำ้า กับเรือรบทางทะเลเรือ
เหล่านี้มีรูปร่างและขนาดต่าง ๆ กันเรือรบในลำาแม่นำ้ามี
มาก่อนเรือรบทางทะเลมีขึ้นภายหลัง เพราะศึกสงคราม
ทางทะเลมีน้อย ฉะนั้น เรือรบในลำาแม่นำ้า
จึงมีความสำาคัญ มากกว่าเรือรบทาง
ทะเลแต่ในสมัยปัจจุบันตรงกันข้าม
เรือรบทางทะเลเท่านั้น มีความสำาคัญ
อย่างยิ่ง ส่วนเรือรบในลำาแม่นำ้าพ้นสมัย
ใช้เป็นเรือรบ จึงกลายมาเป็นเรือสำาหรับ
ประกอบการพระราชพิธี"แต่โบราณสมัย
เมื่อยังใช้เรือรบในลำาแม่นำ้า เป็นกำาลัง
สำาคัญในการรบนั้น เมื่อพระมหากษัตริย์ จะเสด็จ
พระราชดำาเนินโดยชลวิถีไปในการ พระราชพิธีใด อัน
มุ่งหมายที่จะแสดงให้เห็น ถึงแสนยานุภาพภายใต้พระ
บารมี เช่นเสด็จพระราชดำาเนินเลียบพระนครในการ
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก หรือจะต้องเสด็จ
พระราชดำาเนิน รอนแรมไปทางไกล อันอาจจะมีไพรี
จู่โจมกลางทางได้ ก็จะจัดกระบวนเสด็จพระราชดำาเนิน
เป็นกระบวนพยุหยาตรา ในทำานองเสด็จกรีฑาทัพเรือ
แต่ภายหลังได้มีการจัดกระบวนพยุหยาตราในการ
เสด็จพระราชดำาเนิน ถวายผ้าพระกฐินด้วย
มูลเหตุที่จะเสด็จพระราชดำาเนินถวายผ้าพระกฐิน
โดยกระบวนพยุหยาตรานั้น ก็เนื่องมาแต่ในยาม ที่ว่าง
ศึกสงครามทางราชการก็จำาเป็นที่จะต้องกะเกณฑ์ผู้คน
มาฝึกการรบ ทางเรืออยู่เป็นประจำา เผื่อเกิดศึกเสือ
เหนือใต้จะได้ระดมผู้คนที่ฝึกแล้วมาใช้ในการรบได้ทัน
ท่วงที การฝึกพลสำาหรับเรือรบ ทางแม่นำ้านั้นมักกำาหนด
- 4.
กระทำากันในฤดูนำ้า เพราะนอกจากจะเป็นการสะดวก
แก่การฝึกทางเรือแล้ว ยังตรงกับฤดูที่ราษฎรว่างจาก
การทำาไร่ไถนาการระดมผู้คนมาฝึกในระยะนี้ จึงไม่
ทำาให้กระทบ กระเทือนอาชีพราษฎรมากนัก ในระยะ
เวลาที่มีการเกณฑ์ฝึกในฤดูนำ้านี้ ก็ประจวบกับเทศกาล
ทอดกฐิน พอดี ดังนั้นเพื่อมิให้การฝึกซ้อมไพร่พลเสีย
เวลาไปเปล่า ๆ พระมหากษัตริย์จึงได้พระราชดำาริที่จะ
เสด็จพระราชดำาเนินถวายผ้าพระกฐิน ตามพระอาราม
หลวงริมนำ้า โดยกระบวนเรือรบลำานำ้า ตั้งกระบวน เป็น
กระบวนพยุหยาตราทำานองเสด็จกรีฑาทัพเรือ ครั้นเมื่อ
ได้กระทำาไปแล้วก็เป็นที่ สบอัธยาศัยของชุมชนส่วน
ใหญ่ที่ถือว่าการทอดกฐินเป็นกิจสำาคัญในทางพระ
ศาสนาส่วนบรรดาไพร่ พลที่ถูกเกณฑ์มาฝึกเตรียมรบ
เมื่อได้มีโอกาสเข้ากระบวนเสด็จพระราชดำาเนินถวาย
ผ้าพระกฐิน ก็ยินดีปรีดาสนุกสนานบันเทิง เพราะได้
ร่วมงานพระราชกุศล ดังนั้นการเสด็จพระราชดำาเนิน
ถวายผ้า พระกฐินโดยกระบวนเรือรบในแม่นำ้านี้จึง
กลายเป็นที่นิยมและกระทำาต่อเนื่องกันเรื่อยมาแม้จะ
หมดสมัย ที่จะใช้เรือเหล่านั้นเป็นเรือรบแล้วก็ยังหาได้
เลิกกระบวนเสด็จพระราชดำาเนินถวายผ้าพระกฐินโดย
เรือรบ ในลำาแม่นำ้าของโบราณไม่
นักโบราณคดีหรือนักประวัติศาสตร์บางท่าน
สันนิษฐานว่า ประเพณีที่พระเจ้าแผ่นดินเมืองไทยจะ
เสด็จพระราชดำาเนินไปตามท้องนำ้า ด้วยกระบวน
พยุหยาตราชลมารคเห็นจะเกิดมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัย
เป็นราชธานี คือเมื่อประมาณ 700 ปีล่วงมาแล้วแต่
อย่างน้อยที่สุดหลักฐานชิ้นแรกที่เรามีหลงเหลือ อยู่ใน
ปัจจุบันเกี่ยวกับกระบวนเรือพระราชพิธีในอดีต ก็คือ
หลักฐานในชั้นต้นกรุงศรีอยุธยา คือเมื่อ ประมาณปี
พุทธศักราช 1900 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าโปรด กระหม่อมให้ตรากฎ
มณเฑียรบาลใช้ สำาหรับเป็นธรรมเนียมราชตระกูลและ
ราชสำานักในบท พระอัยการหลายมาตรา ได้กล่าวถึง
กระบวนเรือพระราชพิธีไว้อย่างชัดเจน เป็นต้นว่า ใน
เดือน 11 มีการพระราชพิธี "อาสยุชพิธี" คือ การแข่ง
เรือเสี่ยงทาย ระหว่างเรือพระที่นั้งสมรรถไชย อันเป็น
เรือพระที่นั่งทรง กับเรือพระที่นั่งไกรสรมุขของสมเด็จ
- 5.
พระอรรคมเหสี มีธรรมเนียมถือสืบ กันมาว่าถ้าเรือ
พระที่นั่งสมรรถไชยแพ้ปีนั้นข้าวจะเหลือเกลือจะอิ่ม
ปวงประชาจะสุขเกษมกันทั่วหน้า แต่ตรงกันข้าม ถ้า
เรือพระที่นั่งสมรรถไชยชนะ ปีนั้นจะเกิดยุคเข็ญ ด้วย
เหตุนี้เวลาแข่งเรือเสี่ยงทาย ฝีพายเรือพระที่นั่งสมรรถ
ไชยก็มักจะออมฝีมือ ยอมให้เรือพระที่นั้งไกรสรมุขขึ้น
หน้าหรืออีกตัวอย่าง หนึ่งเช่น ในมาตรา 164 ของกฎ
มณเฑียรบาล ได้บัญญัติถึงการพระราชพิธีจองเปรียง
ในเดือน 12 อันตรงกับคืนเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง และ
ท่านำ้าเอิบอาบไปทั้งมณฑลสีมา
ครั้นล่วงมาอีกประมาณ 100 ปีเศษ ในพระราช
พงศาวดารแผ่นดิน สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระ
ผู้ทรงเป็นวีรกษัตริย์กอบกู้เอกราชของชาติไทย ให้
รอดพ้นจากเงื้อมมือพม่า ได้พบบันทึกว่า เมื่อคราว
เสด็จไปตีเมืองเมาะตะมะนั้น เสด็จพระราชดำาเนินจาก
กรุงศรีอยุธยาทางชลมารค พอได้เวลาพระฤกษ์พระ
โหราราชครู อธิบดีศรีทิชาจารย์ก็ลั่นฆ้องชัยให้พาย
เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ อันทรงพระพุทธปฏิมากร
ทองนพคุณ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ถวายพระนาม
สมญา "พระชัย" นั้นไปก่อน แล้วเรือกระบวนหน้าทั้ง
ปวงไปโดยลำาดับและอีกครั้งหนึ่งเมื่อคราวพระมหาบุรุษ
พระองค์ นั้น จะทรงยกทัพไปรับทัพพระมหาอุปราช
ฝ่ายพม่า ทรงกรีฑาทัพไปทางชลมารคและโปรดให้เรือ
พระที่นั่งสุพรรณหงส์ อัญเชิญพระชัยนำากระบวนกันไป
เป็นสวัสดิมงคลตามขนบนิยม สมเด็จกรม พระปรมานุ
ชิตชิโนรส ทรงพระนิพนธ์พรรณนาความงามสง่าของ
กระบวนเรือตอนนี้ไว้ในหนังสือ ลิลิตตะเลงพ่าย
ถัดมาในแผ่นดิน สมเด็จพระนารายณมหาราช นั้น
เราจะสามารถจินตนาการความโอฬารเกรียงไกร ของ
กระบวนพยุหยาตราชลมารคได้ จากบันทึกของชาว
ต่างประเทศจำานวนมากที่เดินทางเข้ามาเป็น อาคันตุกะ
ในครั้งกระนั้น ดังที่ได้เล่ามาให้ฟังแล้วในตอนต้นเรื่อง
บ้าง หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง อาทิเช่น นิโคลาส แชร์แวส์
บุคคลในคณะทูตฝรั่งเศสผู้หนึ่ง ซึ่งเดินทางเข้ามาใน
ประเทศไทยสมัยนั้น ได้บรรยายไว้ในหนังสือ ชื่อ
"ประวัติศาสตร์แห่งราชอาณาจักรสยาม" ถึงกระบวน
พยุหยาตรา ชลมารคของสมเด็จพระนารายณมหาราช
- 6.
ไว้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจว่า "จะไม่สามารถเทียบความ
งามกับขบวนเรือที่มโหฬาร มีเรือตั้ง200 ลำา โดยมีเรือ
พระที่นั่งพายเป็นคู่ ๆ ไป ข้างหน้าเรือพระที่นั่งนั้นใช้
ฝีพายของพวกแขนแดง ที่ได้รับการฝึกพายมาจน
ชำานาญทุกคนสวมหมวก เสื้อ ปลอกเข่า ปลอกแขน มี
ทองคำาประกอบเวลาพายจะพาย พร้อมกันเป็นจังหวะ
จะโคน พายนั้นก็เป็นทองเหมือนกัน เสียงพายกระทบ
นำ้าเป็นเสียงประสานไปกับทำานองเพลงยอพระเกียรติ
ของพระเจ้าแผ่นดิน" "ทำานองเพลงยอพระเกียรติของ
พระเจ้าแผ่นดิน" ที่ชาวต่างประเทศกล่าวถึงนั้นเป็นที่
รู้จักกัน ดีในหมู่ชาวไทยว่าในเวลายาตรากระบวน
พยุหยาตราชลมารถไปตามท้องนำ้านั้น เพื่อเป็น
สัญญาณ ในการให้จังหวะประการหนึ่ง และเพื่อเป็น
เครื่องสำาราญอารมณ์ของผู้ที่อยู่ในกระบวนตลอดจน
ฝีพาย ที่ต้องเดินทางเป็นหนทางไกล และใช้เวลานาน
อีกประการหนึ่งจึงเกิดประเพณี "เห่เรือ" ขึ้นกล่าวคือ
นักปราชญ์ราชกวีทั้งหลาย จะเรียบเรียงบทร้อยกรอง
ขึ้นสำาหรับขับเป็นจังหวะประสานกับเสียง ดุริยางค์
ประโคมต่าง ๆ ซึ่งโดยมากแล้วบทร้อยกรองเหล่านั้น ก็
จะมีเนื้อความพรรณนาถึงความงดงาม และลักษณะ
ของเรือในกระบวนพยุหยาตรา ตลอดจนธรรมชาติ
หรือทิวทัศน์สองฟากฝั่งนำ้าที่กระบวน เรือผ่านไป แม้วัน
คืนจะล่วงผ่านไปหลายร้อยปีแล้วก็ตาม แต่ความหลัง
ยังไม่รู้ลืมถึงความงดงามของ "กาพย์เห่เรือ" พระ
นิพนธ์ในเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ หรือเจ้าฟ้ากุ้งในแผ่นดิน
สมเด็จพระเจ้าบรมโกศ เมื่อตอนปลายแผ่นดิน
ศรีอยุธยา ยังหวานแว่วจับใจอยู่ไม่มีวันที่จะจางสูญ
แต่แล้วในที่สุด ความไม่เที่ยงแท้แน่นอนอันเป็น
สัจธรรมในพระพุทธศาสนาที่คนไทยเรานับถือสืบเนื่อง
มาช้านานก็ปรากฎชัดเมื่อ "กรุงศรีอยุธยา" เมืองที่จะ
ไม่พ่ายแพ้แก่ผู้ใดต้องสูญเสียแก่พม่าข้าศึกใน
พุทธศักราช 2310 เสียกรุงคราวนั้นเป็นการสูญเสีย
ครั้งยิ่งใหญ่ หนหนึ่งของคนชาติไทยกระบวน เรือพระ
ราชพิธี มิรู้ว่ากี่ร้อยลำาสูญสลายกลายเป็นเถ้าถ่านไปใน
กองเพลิงท้องนำ้าเจ้าพระยาที่เคย แน่นขนัดด้วยผู้คน
มากหน้าหลายตามีใบหน้าแช่มชื่มอิ่มเอิบด้วยการบุญ
สนทาน มาบัดนี้ก็กลายเป็น ท้องนำ้าที่ว่างเปล่า เวลาที่
- 7.
เสียกรุงครั้งนั้นเป็นฤดูแล้ง นำ้าในแม่นำ้าขุ่นข้นด้วยสาย
เลือดและสายนำ้าตา ของคนไทยที่ไหลรินมิรู้จักหยุด
หย่อนหัวใจของคนไทยยามนั้นแห้งผากเหมือนไม่เคย
โดนฝนโดนฟ้า มาเลยชั่วชีวิต แต่ถึงทุกข์แสนทุกข์ยาก
แสนยาก บรรพบุรุษไทยก็กัดฟันหยัดยืนขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
อย่างทรนง ในชั่วระยะเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งปี
กรุงธนบุรี พระนครหลวงแห่งใหม่ของไทยก็สถาปนา
ขึ้นบนฝั่งตะวันตกของแม่นำ้าเจ้าพระยา ในตำาบลที่เคย
เป็นชุมชนมาแต่ครั้งรัชสมัย สมเด็จพระ นารายณ
มหาราช ซึ่งระยะเวลาอันสั้นเพียง 15 ปี ของกรุงธนบุรี
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงเร่งให้สร้างเรือ
พระราชพิธีขึ้นสำาหรับใช้ในราชการศึกสงคราม จนพอ
แก่ความพยายาม ที่จะรื้อฟื้น กาลสมัยอันเป็นยุค "บ้าน
เมืองดี" ของไทยให้กลับคืนมาโดยเร็วนั้น จะเห็นได้
จากหมาย รับสั่งครั้งกรุงธนบุรี ในการพระราชพิธี
สมโภชรับพระพุทธปฏิมากรแก้วมรกต ซึ่งอัญเชิญ มา
จากเมืองเวียงจันทน์ และแห่มาพักไว้ที่ กรุงเก่า คือ พื้น
ภูมิที่เป็นพระนครศรีอยุธยามาแต่เดิม มีข้อความใน
หมายรับสั่งพรรณนากระบวนเรือที่แห่มาจากต้นทางว่า
รวมเรือแห่ทั้งปวง 115 ลำา และสมเด็จพระเจ้า
กรุงธนบุรี เสด็จพระราชดำาเนินขึ้นไปสมทบที่พระ
ตำาหนักบางธรณีกรุงเก่า ความว่า มีเรือเห่มารวมกัน
เป็นจำานวนรวม 246 ลำา ความสนุกสนานครึกครื้นของ
กระบวนเรือ ที่แห่ไปรับพระพุทธปฏิมากรแก้วมรกตครั้ง
นั้น เห็นจะไม่น้อยหน้าความสนุกสนานแต่หนหลังของ
ไทย เป็นแน่ที่เดียว
- 8.
ส่วนเรื่องของกระบวนพยุหยาตราชลมารคในชั้น
กรุงรัตนโกสินทร์ คือชั่วระยะเวลาประมาณ สองร้อยปี
เศษนับตั้งแต่พุทธศักราช 2325 อันเป็นที่ พระบาท
สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช พระปฐม
กษัตริย์แห่งพระมหาจักรีบรมราชวงศ์ ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ย้ายพระนครหลวงจาก
กรุงธนบุรีมาอยู่ฝั่งกรุงเทพมหานคร หรือทางฝั่งทิศ
ตะวันออกของแม่นำ้า เจ้าพระยา อันเป็นชัยภูมิสถาน
สำาหรับการรบพุ่งที่ดีกว่า สืบมาจนถึงปัจจุบันนี้ หม่อม
ราชวงศ์ แสงสูรย์ ลดาวัลย์ ได้ให้อรรถาธิบายไว้ใน
หนังสือเรื่อง "กระบวนพยุหยาตรา" ว่า
"สมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้ก็ได้มีกฐิน
พยุหยาตราชลมารคมาแต่ รัชกาล
ที่ 1 แม้ว่าเรือใช้รบในแม่น้าของ
ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา จะได้ถูก
พม่าเผาเสียหมด เมื่อคราเสียกรุง
ครั้งสุดท้ายแต่เมื่อมา ถึงสมัย
กรุงธนบุรีก็ได้สร้างขึ้นมาใหม่เพื่อ
ให้เพียงพอแก่การที่ จะใช้ในการรบ และเมื่อว่างการ
รบก็จะจัดเป็นขบวนเสด็จ พระราชดำาเนินในการพระ
ราชพิธีต่าง ๆ กฐินพยุหยาตราชลมารค ในสมัยรัชกาล
ที่ 1 นั้น นอกจากจะมีกระบวนหลวงซึ่งจัดเป็น กระบวน
พยุหยาตรากรีธาทัพเรืออย่างโบราณแล้ว พระบรมศา
นุวงศ์ข้าทูลละอองธุลีพระบาท และอาณาประชา
ราษฎรที่มีฐานะยังได้ตกแต่งเรือด้วยลักษณะต่าง ๆ
เช่น ทำาเป็น จรเข้ เป็นหอย เป็นปลา และเป็นสัตว์ต่าง
ๆ มาสมทบเข้ากับขบวนเป็นกระบวนนำาและกระบวน
ตาม กระบวนหลวง เรือบางลำาก็มีวงปี่พาทย์และการละ
เล่นต่าง ๆ ไปในเรือด้วยต่อมาในรัชกาลที่ 2 ก็ได้ทรง
โปรดเกล้า ฯ ให้แต่งเรือพระกระบวนพยุหยาตราอย่าง
ยิ่งใหญ่เสด็จไปถวายผ้าพระกฐิน มีเรือพระบรมศานุ
วงศ์ และข้าทูลละอองธุลีพระบาทแต่งเป็นรูปต่าง ๆ เข้า
กับขบวนเช่นในรัชกาลก่อน ในรัชกาลต่อมา ก็ได้มี
การจัดขบวนพยุหยาตราอย่างใหญ่บ้าง อย่างน้อยบ้าง
ไปถวายผ้ากฐินสืบต่อกันเรื่อยมา แม้ต่อมาจะพ้นยุคพ้น
สมัยที่จะใช้เรือรบทางแม่น้าในการรบแล้ว ก็ยังคง
รักษาเรือเหล่านี้ไว้ สำาหรับการพระราชพิธี เช่น เสด็จ
- 9.
เลียบพระนครและเสด็จถวายผ้าพระกฐินโดยชลวิถีสิบ
ต่อมา เป็นการรักษาซึ่งจารีตประเพณีอันดีงามของ
ชาติไทยไว้มิให้เสื่อมสูญ"
ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองเมื่อ
พ.ศ.2475 สถานการณ์บ้านเมืองได้เปลี่ยนแปลงไป
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิได้เสด็จประทับอยู่พระ
ราชอาณาจักร การถวายผ้ากฐินโดย กระบวน
พยุหยาตรา จึงมีอันต้องระงับไปเป็นเวลากว่า 30 ปี แต่
ก็เป็นบุญเหลือเกินที่จารีตประเพณี อันดีงามนี้ไม่ถึงกับ
ต้องสูญสลาย เพราะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รัชกาลปัจจุบันได้ทรง พระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ฟื้นฟู
จารีตประเพณีการเสด็จพระราชดำาเนินถวายผ้ากระ
กฐิน โดย กระบวนพยุหยาตราชลมารคขึ้นใหม่เริ่มแต่ปี
พ.ศ.2502 เป็นต้นมา อะไรเป็นเหตุผลดลพระราช
หฤทัย และทรงมุ่งหมายอย่างไรในการฟื้นฟูจารีต
ประเพณีที่กล่าวนี้ พลตรี หม่อมทวีวงศ์ถวัลยศักดิ์ สมัย
ดำารงตำาแหน่งเลขาธิการพระราชวัง ได้บรรยายให้
ข้าราชการกระทรวงต่างประเทศฟังเมื่อ 25 สิงหาคม
2509 ว่า "เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาล
ปัจจุบันได้เสด็จพระราชดำาเนิน ไปที่โรงเก็บเรือพระ
ราชพิธีในคลองบางกอกน้อยทอดพระเนตรเห็นเรืออยู่
ในสภาพชำารุด ทรุดโทรม จึงทรงพระราชดำาริว่าถ้าจะ
โปรดให้มีการฟื้นฟูประเพณีการเสด็จพระราชดำาเนิน
ถวายผ้าพระกฐิน โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคขึ้น
ก็ดูจะไม่เป็นการสิ้นเปลืองอะไรนัก เพราะคนก็ใช้กำาลัง
ทหารเรือ เสื้อผ้า เครื่องแต่งกายทำาขึ้นครั้งเดียวก็ใช้
ไปได้นานปีส่วนประโยชน์ที่จะพึงได้รับนั้นมีอยู่
มากมายและ หลายทางด้วยกัน เช่น เรือพระราชพิธี
ต่าง ๆ อันสวยงาม และทรงคุณค่าในทางศิลปะอย่างยิ่ง
นั้น ก็จะได้รับการดูแลรักษา และบูรณะซ่อมแซมให้ดี
อยู่เสมอ เป็นการรักษาสมบัติอันมีค่าของชาติให้มี อายุ
ยืนยาวออกไป ทั้งจะได้เป็นการฟื้นฟูขนบประเพณีอัน
ดีที่บรรพชนของเราได้กระทำามาแล้วแต่ ปางก่อนให้
ดำารงคงอยู่ เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาติเป็นการบำารุง
ขวัญ และก่อให้เกิดความภาคภูมิใจ ของคนไทยทั้งยัง
เป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมของชาติไทยที่มีมาแต่
- 10.
โบราณกาลให้เป็นที่ประจักษ์แก่ สายตา
ของชาวต่างประเทศอยู่ตลอดกาลด้วย"
เมื่อกล่าวถึงกระบวนพยุหยาตรามามากมาย
เช่นนี้แล้วสมควร กล่าวสืบไปด้วยว่า
กระบวนพยุหยาตราชลมารคนี้มีวิธีจัด
กระบวนเป็นสองกระบวนเรียกว่ากระบวน
พยุหยาตรา (ใหญ่) ชลมารค อย่างหนึ่งและ
กระบวนพยุหยาตรา (น้อย) ชลมารค อย่างหนึ่ง แต่
แรกความแตกต่างระหว่างกระบวนสองชนิดนี้เป็นที่
สับสนกันมาก ในที่สุดเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน
พุทธศักราช 2470 คือ เมื่อ 60 ปีล่วงมาแล้ว จอมพล
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า ฯ กรมพระนคร
สวรรควรพินิต รักษาราชการเสนาบดีกระทรวงทหาร
เรือในรัชกาลพระบาท สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้ทรงนำาหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทาน
พระบรมราชานุญาต จัดวางระเบียบริ้วกระบวนเรือพระ
ราชพิธีเสียใหม่ โดยจัดรูปกระบวนเรือเข้าหาจำานวน
เรือที่มีอยู่ เป็นสำาคัญ ยึดหลักอนุโลมตามโบราณราช
ประเพณีมีความตอนหนึ่งว่า "ก็แหละการจัดขบวนเสด็จ
พระราชดำาเนินอันกระทรวงทหารเรือปฏิบัติกันมานั้น
อาศัยหลักความรู้และความทรงจำา แบบแผนโบราณ
ราชประเพณีจะมีลายลักษณ์อักษรที่จะสอบค้นเป็นหลัก
ฐานได้แต่ก็น้อย และความทรงจำานั้นย่อมมีทางคลาด
เคลื่อนโต้แย้งกันอยู่เป็นประการต่าง ๆ ทั้งจำานวนเรือ
คงมีอยู่ก็ไม่เปิดช่องให้จัดเต็มรูปแบบอย่างราช
ประเพณีทีเดียวได้ ย่อมได้สับเปลี่ยนลดหย่อน อนุโลม
กันมาแล้วโดยลำาดับ ข้าพเจ้าเห็นว่าบัดนี้ควรจะวาง
ระเบียบริ้วกระบวนเรือพระราชพิธี ลงเสียให้แน่นอน
อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้เป็นที่ปราศจากสงสัยแก่ผู้ซึ่ง
มีหน้าที่ฉลอง พระเดชพระคุณในการนี้สืบไป และรูป
กระบวนนั้นควรจัดเข้าหาจำานวนเรือที่คงมีอยู่เป็น
ประมาณ ยึดหลักโบราณราชประเพณีแต่โดยอนุโลม
ทั้งควรคำานึงถึงการที่จะให้ได้นำาเรือ ที่มีอยู่ มา
หมุนเวียนใช้โดยโอกาสทั่วถึงกันยิ่งขึ้น เพราะเรือเก่า
เก็บเป็นทางแก่ความชำารุด ยิ่งกว่าเรือใช้ ข้าพเจ้าจึงได้
ลองกะขบวนต่าง ๆ ขึ้นโดยนัยดังกล่าวแล้ว ดังได้แนบ
มานี้ เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทาน
- 11.
พระบรมราชานุมัติเป็นประการใดแล้ว ก็จะให้ยึดเป็น
หลักปฏิบัติราชการสืบไป" ริ้วกระบวนเรือซึ่ง จอมพล
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า ฯ กรมพระนคร
สวรรควรพินิต ทูลเกล้า ฯ ถวายพร้อมกับหนังสือที่
กล่าวข้างต้นมีดังต่อไปนี้
[ ครุฑ ]
[ พาลี(ขุน
กระบี่) ]
[ หนุมาน(พ
ญาวานร) ]
[ อสูร ]
• ขบวนพยุหยาตราใหญ่ จัดเป็น 4 สาย มีเรือตาม
ลำาดับในกระบวนดังนี้ คือ
1. เรือประตูหน้าคือ เรือนำาริ้วกระบวน มี
ข้าราชการผู้ใหญ่ปลัดทูลฉลองนั่งในกัญญา
1 คู่
2. เรือพิฆาต คือ เรือรบอย่างไทยโบราณ ตั้งปืน
จ่ารงที่หัวเรือ มีคฤห์สำาหรับอำามาตย์ฝ่าย
ทหารนั่ง 1 คู่
3. สายนอก เรือดั้ง คือ เรือไม้ทานำ้ามัน ไม่มี
ลวดลาย 11 คู่
4. สายใน เรือรูปสัตว์ คือ เรือที่แกะสลักหัวเรือ
เป็นรูปครุฑ ขุนกระบี่ พญาวานร และอสูร 4
คู่ ถือลำาดับแต่หลังไปหน้า คือ เรือครุฑ เรือ
กระบี่ เรือพญาวานร เรืออสุร กลองชนะลง
เรือครุฑ
5. เรือกลองนอก 1 กลองใน 1 คือ เรือกราบมีปี่
ชวาและกลองแขกลงบรรเลงในเรือลำาละ 6
นาย
6. เรือตำารวจนำานอก 1 ใน 1 คือ เรือกราบ
สำาหรับกรมพระตำารวจหลวงลง
- 12.
7. เรือเอกชัยทอดบุษบก ทรงผ้าไตรหรือ
พระพุทธรูปหรือ พุ่ม แล้วแต่งาน มีเครื่องสูง
ธงสามชาย แตร สังข์
8. เรือคู่ชัก คือ เรือนำาหน้าเรือพระที่นั่ง ซ้าย
และขวา ให้เรือเอกชัยเหิรหาว และเรือ
เอกชัยหลาวทอง มีแตร สังข์ มโหรทึก ลง
9. เรือพระที่นั่งทรง ใช้เรือพระที่นั่งกิ่ง ทอด
พระที่นั่งบุษบก มีเครื่องสูงธงสามชาย
10. เรือพลับพลา คือ เรือสำาหรับทรงเปลื้อง
เครื่องใช้เรือพระที่นั่งศรีทรงบัลลังก์กัญญา
11. เรือพระที่นั่งรอง ใช้เรือพระที่นั่งศรี ทรง
บัลลังก์กัญญา
12. เรือตำารวจตาม 1 คู่
13. เรือทหารแซง 2 คู่
14. เรือประตูหลัง 1 คู่
• ขบวนพยุหยาตราน้อย จัดเป็น 2 สาย มีเรือ คือ
1. เรือประตูหน้า 1 คู่
2. เรือพิฆาต 1 คู่
3. เรือดั้ง 7 คู่
4. เรือรูปสัตว์ 4 คู่ ถือลำาดับแต่หลังไปหน้า คือ
เรือครุฑ เรือกระบี่ เรือพญาวานรเรืออสูร
กลองชนะลงเรือครุฑ
5. เรือกลองนอก 1 กลองใน 1
6. เรือตำารวจนำานอก 1 ใน 1
7. เรือเอกชัยทอดบุษบก ทรงผ้าไตร เรือ
พระพุทธรูป หรือพุ่ม แล้วแต่งาน มีเครื่องสูง
ธงสามชาย แตร สังข์
8. เรือคู่ชัก ใช้เรือเอกชัยเหิรหาว เอกชัยหลาว
ทอง มีแตร สังข์ มโหรทึก กลอง
9. เรือพระที่นั่งทรง ใช้เรือศรี หรือเรือกิ่ง ทรง
บัลลังก์กัญญา มีเครื่องสูง ธงสามชาย ถ้าเป็น
เรือศรี งดธง คงมีแต่เครื่องสูง
10. เรือพระที่นั่งรอง ใช้เรือศรีทอดบัลลังก์
กัญญา
11. เรือตำารวจหลวงตาม 1 คู่
12. เรือทหารแซง 2 คู่
13. เรือประตูหลัง 1 คู่
- 13.
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระ
ราชดำาริเห็นชอบ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถือเป็นระเบียบ
ปฏิบัติได้ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2570 เป็นต้น
มา กล่าวโดยย่อแล้ว กระบวนพยุหยาตรา (ใหญ่)
ชลมารค จะจัดกระบวนเรือเป็น 4 สาย ถ้านับสายเรือ
พระที่นั่งตรงกลางรวมด้วย ก็จะเป็น 5 สาย ส่วน
กระบวนพยุหยาตรา (น้อย) ชลมารค จะจัดกระบวน
เรือเป็น 2 สาย หรือถ้านับเรือพระที่นั่งตรงกลางรวม
ด้วย ก็จะเป็น 3 สายเท่านั้น ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ อาจ
ดัดแปลงได้ตามความเหมาะสมของ เรือพระราชพิธีที่มี
อยู่ในราชการใน ขณะนั้น
ภายหลังจากที่ได้มีกระบวนพยุหยาตราชลมารค
เมื่อคราว ฉลองพระนครครบรอง 150 ปี เมื่อพ.ศ.2475
แล้ว จากนั้นก็ได้ว่างเว้นไปนาน จนกระทั่งปี พ.ศ.2500
ทางราชการ ได้จัดงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษขึ้น ใน
งานนี้ได้มีการจัดกระบวนเรือพระราชพิธี อัญเชิญ
พระพุทธรูป พระไตรปิฎก และพระสงฆ์ แห่ไปตาม
ลำานำ้าเจ้าพระยา เป็นการเฉลิมฉลองและระลึกในพระ
ไตร รัตนาธิคุณ กระบวนครั้งนั้นเรียกกันว่ากระบวน
พุทธพยุหยาตรา การจัดรูปกระบวนเรือก็คล้ายรูป
กระบวน พยุหยาตราน้อยแต่ไม่ครบถ้วนทั้งนี้เนื่องจาก
เรือ พระราชพิธีได้ชำารุดเสียหายไปตามสภาพบ้าง และ
ชำารุดเพราะถูกระเบิดจากเครื่องบินครั้งสงคราม มหา
เอเซียบูรพาบ้าง ไม่มีเรือพอจัดให้เต็มรูป ริ้วกระบวน
ตามแบบฉบับที่มีมาแต่โบราณหรือที่กำาหนด ไว้ใน
ปีพ.ศ.2470 ได้ต่อมาเมื่อปีพ.ศ.2502 พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัด
กระบวนพยุหยาตราชลมารค สำาหรับเสด็จ
พระราชดำาเนินถวายผ้ากระกฐิน ณ วัดอรุณ
ราชวราราม ตามราชประเพณีที่เคยมีมา แต่เก่าก่อน ก็
ไม่อาจจัดกระบวนให้ครบถ้วนเป็นกระบวนพยุหยาตรา
ใหญ่หรือพยุหยาตราน้อย ได้เช่นกัน ครั้งนั้นมีเรือดั้ง
เหลือเพียง 9 คู่ เรือรูปสัตว์เหลือเพียง 2 คู่ คือ เรือพาลี
รั้งทวีป เรือสุครีพครองเมืองคู่หนึ่ง และเรือสุรวายุภักษ์
อสุรปักษาอีกคู่หนึ่ง เรือกระบี่และเรือครุฑไม่มี เรือคู่ชัก
ก็ไม่มี เลยเอาเรืออสุรมาเป็นเรือคู่ชัก เอาเรือดั้งทอง
- 14.
และเรือพญาวานรเสริมริ้วเรือตั้งให้ครบ 11 คู่อย่างไร
ก็ตามทางราชการก็ได้เห็น คล้อยตามกระแสพระ
ราชดำาริว่าควรฟื้นฟูประเพณีการเสด็จพระราชดำาเนิน
ถวายผ้าพระกฐิน โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคขึ้น
เพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรมของบรรพบุรุษให้ดำารง
คงอยู่ เป็นสัญญลักษณ์ของชาติ และ เป็นศรีแก่ประเทศ
สืบไป ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องอันมีกองทัพเรือ และ
กรมศิลปากร จึงได้ดำาเนินการต่อเรือพระราชพิธีเพิ่ม
ขึ้น ทั้งประเภทเรือดั้ง เรือทองว่านฟ้า เรือทองบ้าบิ่น
เรือครุฑ เรือกระบี่ และเรือเอกชัยบางลำาก็ต่อใหม่ทั้งลำา
บางลำาก็ต่อแต่ลำาเรือใช้หัวเรือ เดิมที่เก็บรักษาไว้ใน
พิพิธภัณฑ์มาซ่อม แล้วสวมใส่เข้ากับที่ต่อใหม่จนกลาย
เป็นเรือที่สมบูรณ์ และครบถ้วนพร้อมที่จะจัดเป็นกระ
บวนพยุหยาตราชลมารคทั้งใหญ่และน้อยตามโบราณ
ราชประเพณี ดังนั้น เมื่อรัฐบาลได้ดำาริที่จะมีการ
สมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ในเดือนเมษายน
2525 จึงได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทาน
ให้เสด็จพระราชดำาเนินไปทางบวงสรวงสมเด็จพระ
บุรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า โดยกระบวนพยุหยาตรา
ใหญ่ชลมารค ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชม พระ
บารมีและมีความภาคภูมิใจกับมรดกทางวัฒนธรรมที่
บรรพบุรุษท่านได้สร้างสมและรักษาไว้ เป็นทอด ๆ จน
กระทั่งตกมาเป็นสมบัติอันหาค่ามิได้ของไทยมาใน
ปัจจุบันนี้ นับเป็นการรื้อฟื้นกระบวน พยุหยาตราใหญ่
ชลมารคที่เลิกร้างไปเป็นเวลาหลายปีให้กลับคืนมาสู่
สายตาพี่น้องชาวไทยอีกครั้งหนึ่ง
ในปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ
พุทธศักราช 2530 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมให้
กำาหนดการพระราชพิธี ถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณ
ราชวรารามโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคขึ้นอีก
วาระหนึ่ง ณ วันที่ 16 ตุลาคม 2530 กระบวน
พยุหยาตราชลมารคเช่นนี้ เป็นวัฒนธรรมที่แสดงออก
ถึงความเป็นชาติอย่างหนึ่งของคนไทย ใครได้พบใคร
ได้เห็นเข้าครั้งใด ก็อดที่จะปลาบปลื้มอิ่มเอิบใจ ที่ได้
เกิดมามีส่วนร่วมเป็นเจ้าของในมรดกไทยชิ้นนี้เสียมิได้
มรดกทางวัฒนธรรมเช่นนั้น ไม่ใช้ของที่แลกซื้อได้ด้วย
- 15.
เงินตรา เพราะวิญญาณแห่งความเป็นชาตินั้นซื้อขาย
กันไม่ได้ ลูกหลานไทยในวันข้างหน้าอีกกี่ร้อยปีก็ตาม
ย่อมมีสิทธิ์ที่จะได้ชื่นชมกับความงาม ของกระบวน
พยุหยาตราชลมารคอย่างเดียวกับที่เราใช้สิทธิ์นั้นอยู่
ใน ปัจจุบัน เสียงเห่เรือดังก้องท้องนำ้ามาแต่ไกล
ขานรับกันเป็นจังหวะไม่สิ้นสุด เหมือนกับสายธารแห่ง
ชีวิตไทย ที่จะรินไหลสืบเนื่อง ไม่สิ้นสูญเช่นเดียวกัน