ประโยค คือ คำหรือกลุ่มคำที่นำมำเรียงกัน
มีควำมหมำยครบถ้วนสมบูรณ์ สำมำรถสื่อควำมได้ว่ำ
ใครทำอะไร คิดอย่ำงไร รู้สึกอย่ำงไร หรือมีสภำพอย่ำงไร
โครงสร้ำงประโยค โดยทั่วไปประกอบด้วยส่วนสำคัญ
2 ส่วน คือ ประธำน และภำคแสดง
ประธำน ประกอบด้วยคำนำม หรือคำสรรพนำม
ภำคแสดง ประกอบด้วยคำกริยำ 2 ชนิด ได้แก่
กริยำอกรรม หมำยควำมว่ำ เป็ นกริยำไม่ต้องมีกรรม และ
กริยำสกรรม เป็ นกริยำที่ต้องกำรกรรม
ประธำน ภำคแสดง
คำนำม คำสรรพนำม คำกริยำ
อกรรม
คำกริยำ
สกรรม
กรรม
แป้ งหอม - ยิ้มแย้ม - -
- เธอ ขยัน - -
แม่ - - เก็บ ดอกไม้
- เขำ - ดู ป้ ำยข้ำงทำง
กำรเรียบเรียงประโยค คือ กำรนำ
ประโยคมำเขียนเพื่อเรียบเรียงลำดับเนื้อเรื่อง
ให้ได้ใจควำมต่อเนื่องเป็ นเรื่องรำว หรือ
อำจจะเรียบเรียงประโยคให้ตรงกับภำพของ
เรื่องที่กำหนดให้
(ที่มำ : www.trueplookpanya.com)
ตัวอย่ำง กำรเรียบเรียงประโยค จำกนิทำนเรื่องกระต่ำยกับเต่ำ
 ระหว่ำงทำง กระต่ำยเผลอนอนหลับไป
 เช้ำวันหนึ่ง กระต่ำยพบเต่ำคลำนต้วมเตี้ยมอยู่ที่ริมบึง
 เต่ำรับคำท้ำ แล้วสัตว์ทั้งสองก็เริ่มวิ่งแข่งกัน
 กระต่ำยจึงท้ำเต่ำวิ่งแข่ง เพรำะคิดว่ำตนชนะแน่นอน
 เต่ำจึงชนะกำรวิ่งแข่ง
นำประโยคทั้ง 5 ประโยคมำเรียบเรียงได้ ดังนี้
เช้ำวันหนึ่ง กระต่ำยพบเต่ำคลำนต้วมเตี้ยมอยู่ที่ริมบึง
กระต่ำยจึงท้ำเต่ำวิ่งแข่ง เพรำะคิดว่ำตนชนะแน่นอน เต่ำรับคำท้ำ
แล้วสัตว์ทั้งสองก็เริ่มวิ่งแข่งกัน ระหว่ำงทำง กระต่ำยเผลอนอนหลับไป
เต่ำจึงชนะกำรวิ่งแข่ง
ในกำรเขียนเรียงควำมควรใช้สำนวนภำษำที่ถูกต้องเหมำะสม
กับเนื้อเรื่องที่เขียน เพื่อให้สำมำรถสื่อควำมหมำยได้ชัดเจนตรงกับ
จุดประสงค์ของกำรเขียน กำรเขียนเรียงควำมนั้นมีเรื่องที่เรำจะต้อง
พรรณนำ คือ ทำให้ผู้อ่ำนนึกเห็นภำพ มีตอนที่จะต้องอธิบำย คือ ทำ
ให้ผู้อ่ำนเข้ำใจ มีตอนที่เป็ นทำนองเทศนำ คือ ที่เรำต้องกำรให้ผู้อ่ำน
เห็นชอบตำมเรำและทำตำมเรำ เช่น เรำจะพูดถึงกำรสูบบุหรี่ ก็ต้อง
อธิบำยให้เห็นว่ำบุหรี่เป็ นอย่ำงไรจึงให้โทษ แล้วก็อธิบำยว่ำ มีคุณหรือ
มีโทษอย่ำงไร แล้วเทศนำให้เห็นส่วนดี เพื่อคนจะได้นึกเห็นจริง จะ
ได้เลิกสูบหรือพยำยำมเลิก หรือสูบน้อยลง(เปลื้อง ณ นคร, 2515: 13)
ซึ่งสำนวนภำษำที่นิยมใช้มี 5 ลักษณะ คือ
(ดวงใจ ไทยอุบุญ, 2543: 210-221)
บรรยำยโวหำร หมำยถึง กำรเขียนอธิบำยหรือบรรยำย
เหตุกำรณ์ที่เป็ นข้อเท็จจริงตำมลำดับเหตุกำรณ์ เป็ นกำรเขียน
ตรงไปตรงมำ ไม่เยิ่นเย้อ มุ่งควำมชัดเจนเพื่อให้ผู้อ่ำนได้รับ
ควำมรู้ ควำมเข้ำใจ ผู้เขียนควรใช้ภำษำที่กะทัดรัด เขียน
ให้ตรงเป้ ำหมำย อ่ำนเข้ำใจง่ำย ในกำรเขียนทั่วๆ ไป มักใช้
บรรยำยโวหำร เช่น กำรเขียนเล่ำเรื่อง เล่ำเหตุกำรณ์ เล่ำ
ประสบกำรณ์ที่เกิดขึ้น กำรเขียนรำยงำน เขียนตำรำ หรือ
เขียนบทควำม
ตัวอย่ำงบรรยำยโวหำร
“หล่อนนึกถึงบ้ำนริมสวนในวัยเด็กที่มักจะชวน
เพื่อนๆ มุดรั้วลวดหนำมเข้ำไปเล่นในสวนเล็ก ๆ แห่งนั้น
เก็บชมพู่ มะปรำง หรือละมุดสีดำที่ติดกิ่งเรี่ย ๆ กินกัน
เพลิดเพลิน บำงทีก็ลุยลงไปจับปลำเข็มหำงแดงหรือปลำ
หัวตะกั่วในท้องร่องสวน หรือไม่เช่นนั้นก็นั่งทอดหุ่ยกันที่
ริมคลอง คอยดูเรือกำแฟบีบแตรลมปู๊ นแป๊ นที่มีขนมแห้งๆ
อย่ำงถั่วตัดหรือตุ๊บตั๊บ ไม่ก็ขนมขี้แมวสีม่วงแดง สีชมพูอยู่
ในขวดโหล”
(ไฟ: ประภัสสร เสวิกุล)
พรรณนำโวหำร หมำยถึง กำรเขียนที่
สอดแทรกอำรมณ์ควำมรู้สึกของผู้เขียนเพื่อให้ผู้อ่ำน
เกิดควำมซำบซึ้ง ประทับใจ มีควำมรู้สึกคล้อยตำมไป
กับผู้เขียน เช่น กำรเขียนพรรณนำอำรมณ์ควำมรู้สึก
รัก หลง โกรธ เกลียด เศร้ำ เป็ นต้น โดยเลือกใช้
ถ้อยคำที่ไพเรำะเห็นภำพพจน์ได้ง่ำย เพื่อโน้มน้ำว
อำรมณ์ผู้อ่ำนให้คล้อยตำมและเกิดควำมประทับใจ
ตัวอย่ำงพรรณนำโวหำร
“อำกำศยำมเช้ำในสวนของคฤหำสน์บดินทรำช
... ดูสดใส ผีเสื้อแสนสวย กรีดปี กระยับในสำยแดด
อ่อนยำมเช้ำจำกดอกหนึ่งไปที่ดอกไม้นำนำพันธุ์อีก
หลำย ๆ ดอก สีของกุหลำบปักกิ่ง ... แดงสดสว่ำง
จ้ำตัดกับสีเขียวสดของสนำมหญ้ำ ประกำยของน้ำค้ำง
ต้องแดดวำววับรำวกับอัญมณีเรี่ยรำยอยู่บนพื้นสนำม”
(ซอยเดียวกัน: วำณิช จรุงกิจอนันต์)
เทศนำโวหำร หมำยถึง กำรเขียน
อธิบำย ชี้แจงให้ผู้อ่ำนเข้ำใจ ชี้ให้เห็นประโยชน์
หรือโทษของเรื่องที่กล่ำวถึง เป็ นกำรชักจูงให้
ผู้อ่ำนคล้อยตำม เห็นด้วยหรือเพื่อแนะนำสั่งสอน
ปลุกใจหรือเพื่อให้รู้ถึงข้อเท็จจริง กำรเขียนแบบ
เทศนำโวหำรต้องอำศัยกลวิธีกำรชักจูงใจ
ตัวอย่ำงเทศนำโวหำร
“เรำคิดว่ำทุกคนที่เกิดมำอย่ำงไม่มีอะไรติดตัวมำเลย แม้แต่
ผ้ำนุ่งผ้ำห่มสักผืนหนึ่งเวลำจำกไปก็นำเอำไปไม่ได้ จะเป็ นทรัพย์
สมบัติแท้ ๆ ที่ใกล้ชิดที่สุดก็ต้องฝังหรือเผำเปลี่ยนสภำพไป เมื่อฐำนะ
ที่แท้จริงของมนุษย์คือกำรไม่อำจถือกรรมสิทธิ์ในอะไรเลย ไม่ว่ำจะเป็ น
ทรัพย์สินหรือชีวิตเลือดเนื้อของตนเช่นนี้ กำรที่เรำจะมำนั่งเศร้ำโศกกับ
สิ่งที่เรำไม่สำมำรถจะมีสิทธิ์ครอบครองได้จริงจังนั้น จะต่ำงอะไรกับคน
ที่เวียนดีใจเมื่ออำทิตย์ขึ้น และเสียใจเมื่ออำทิตย์ตก ซ้ำแล้วซ้ำเล่ำอยู่
ทุกเมื่อเชื่อวัน”
(เชิงผำหิมพำนต์: สุชีพ ปุญญำนุภำพ)
อุปมำโวหำร หมำยถึง กำรเขียนเป็ น
สำนวนเปรียบเทียบที่มีควำมคล้ำยคลึงกันเพื่อทำ
ให้ผู้อ่ำนเกิดควำมเข้ำใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยกำร
เปรียบเทียบสิ่งของที่เหมือนกันเปรียบเทียบโดย
โยงควำมคิดไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง หรือเปรียบเทียบ
ข้อควำมตรงกันข้ำมหรือข้อควำมที่ขัดแย้งกัน
ตัวอย่ำงอุปมำโวหำร
“อันว่ำแก้วกระจกรวมอยู่กับสุวรรณ ย่อม
ได้แสงจับเป็ นเลื่อมพรำยคล้ำยมรกต ผู้ที่โง่เขลำ
แม้ได้อยู่ใกล้นักปรำชญ์ ก็อำจเป็ นคนเฉลียว
ฉลำดได้ฉันเดียวกัน”
(หิโตปเทศ: เสฐียรโกเศศ และนำคะประทีป)
สำธกโวหำร หมำยถึง กำรที่ผู้เขียน
หยิบยกตัวอย่ำงมำอ้ำงอิงประกอบกำรอธิบำย
เพื่อสนับสนุนข้อควำมที่เขียนไว้ให้ผู้อ่ำน
เข้ำใจ และเกิดควำมเชื่อถือ
ตัวอย่ำงสำธกโวหำร
“คนเรำต้องเอำอย่ำงมดอย่ำไปเอำอย่ำงหนอน เพรำะ
มดนั้นถึงมันจะตัวเล็กนิดเดียวแต่ก็ขยันขันแข็ง สำมำรถ
ลำกเหยื่อชิ้นใหญ่ ๆ ได้สบำย แต่ถึงกระนั้นมันก็กลับกิน
อำหำรแต่น้อยจนเอวคอดกิ่ว ผิดกันกับหนอน ซึ่งเกียจ
คร้ำน เอำแต่กินทั้งวันโดยไม่ทำงำนทำกำรอะไรจนตัวอ้วน
อุ้ยอ้ำย ผลสุดท้ำยก็กลำยเป็ นเหยื่ออันโอชะของนกของปลำ”
(ลอดลำยมังกร: ประภัสสร เสวิกุล)

หน่วยที่ 2