ภาษิตชาวบ้ าน
ภาษิต หมายถึง ถ้ อยคาทีเ่ รียบเรียงขึนเพือใช้ ในการสื่ อสารซึ่งให้ แง่ คิด คติ หรือซ่ อนความหมาย
้ ่
ในเชิงติชมและเปรียบเทียบ
ภาษิตชาวบ้านอาจจัดแบ่งเป็ นประเภทได้ดงนี้
ั
๑.ภาษิตที่มีคติมุ่งสั่งสอนอบรม ภาษิตประเภทนี้ใช้คาสั้น ฟังเข้าใจได้ทนทีไม่เข้าใจผิดเป็ นอย่างอื่น แม้บางภาษิต
ํ
ั
ต้องคิดบ้างก็ไม่ยากนัก เพราะสิ่ งที่พดเทียบ ยกมาจากของจริ งที่แลเห็นได้สะดวก เช่น
ู
๑.๑ อย่าหนุกตามเพื่อน = อย่าสนุกตามเพื่อน
่
๑.๒ เข้าบ้านท่านต้องหางหดเข้าวาน = เมื่ออยูในบ้านเขาต้องยอมเขาไว้ก่อน
๑.๓ คนขี้คร้านทําการอกแตก = คนขี้เกียจมักทํางานหักโหมจนเกินกําลัง
๑.๔ ตามหลังนายหมาไม่ขบ = การทําอะไรตามผูใหญ่ มักไม่เสี ยหาย
้
๑.๕ ปากอี้ฆ่าคอ = ปลาหมอตายเพราะปาก
๑.๖ อย่านอนบ้านคนมี ตามหลังโหมหนี นอนหลับโรงปอ = อย่าไปนอนค้าง คืนบ้านคนมังมี อย่าตามหลังพวกโจร
่
อย่านอนในบ่อนการพนันเพราะมีแต่พลอยเสี ยหายด้วย
๑.๗ นอนสู งให้ควํ่า นอนตํ่าให้หงาย = เมื่อเป็ นผูใหญ่มีตาแหน่งสู งทําอะไรให้คิดถึงผูนอย ผูนอยก็ตองคิดถึงผูใหญ่
้
ํ
้ ้ ้ ้
้
้
่
๑.๘ เข้าเมืองตาเหล่ตองเหล่ตาตาม = อยูที่ใดต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่ งแวดล้อม
้
๑.๙ ช้างแล่นอย่ายุงหาง = นํ้าเชี่ยวอย่าขวางเรื อ
๑.๑๐ หวานเป็ นลม ขมเป็ นยา = คําหวานมักไร้ประโยชน์ คําติเป็ นยาแก้
๑.๑๑ แพ้ชนะอย่าแพ้โห่ = ถ้าจะล้มเลิกก็ขอให้เป็ นเพราะทําแล้วไม่อาจสําเร็ จได้ อย่าล้มเลิกเพราะคําวิจารณ์ของผูอื่น
้
๑.๑๒ ตื่นแต่ดึก สึ กแต่หนุ่ม = จะทําอะไรให้รีบทําเสี ย ยังมีโอกาสมาก
๑.๑๓ อย่าขนดินถมปลวก = อย่าเอาเนื้อหนูไปเจือเนื้ อช้าง
๑.๑๔ ทําไหร่ ให้ถามพระเสี ยหมัง = จะทําอะไรควรปรึ กษาผูรู้เสี ยบ้าง จะได้ไม่เสี ยหาย
้
่
่
๒.พวกสํานวนเปรี ยบเทียบ ภาษิตประเภทนี้มีความเปรี ยบอยูในตัว แต่ไม่ตรงทีเดียว บางทีเป็ นแบบคําพังเพย เช่น
๒.๑ ใหญ่พร้าวเฒ่าลอกอ = อายุมากเสี ยเปล่าไม่ได้มีลกษณะเป็ นผูใหญ่
ั
้
๒.๒ หางเตาค่ากับหางแลน = ขิงก็รา ข่าก็แรง
๒.๓ กินค่าเข้ารั้ว ทําค่าไม้โท้ = กินมากแต่ทาน้อย
ํ
๒.๔ พร้าวก้าออกโลกเป็ นพร้าว = เริ่ มเหตุไว้อย่างไร ผลที่ตามมาก็เป็ นตามเหตุ
๒.๕ ทํางานสงหมาพอพ้นซั้ง = ทํางานแบบขอไปที
๒.๖ หมาเห่าเรื อบิน = พูดจาเกินฐานะ หรื อทําอะไรไม่เจียมตัว
๒.๗ พูดค่าศอกออกไปค่าวา = นําเรื่ องไปเสริ มต่อเกินไปจากที่ได้ยนมา
ิ
๒.๘ วัวใครเข้าคอกคนนั้น = ใครทํากรรมดีชวย่อมได้รับกรรมตามที่ตนกระทํา
ั่
๒.๙ ตัวไหนตากตัวนั้นไข = กินปูนร้อนท้อง หรื อ วัวสันหลังหวะ
๒.๑๐ ไม่เต็มแล่ง = บ้าๆบอๆ
๒.๑๑ สามนํ้าไม่เปื่ อย = ทําเป็ นเฉื่ อยชาเกียจคร้าน แบบทองไม่รู้ร้อน
๒.๑๒ หมาหัวเน่า = กระโถนท้องพระโรง
๒.๑๓ ยิงช้างอย่าหมายช้าง = การทํางานใหญ่ ๆ อย่าหวังว่าจะได้รับผลตามที่คิด
่
๒.๑๔ เสาเร็ อนอยูบนหอพาย = คนจรจัด
๒.๑๕ ฝัดด้งเปล่า = ความหวังเหลวเป็ นนํ้าต้องเสี ยแรงเปล่า
๒.๑๖ นังในด้งยกตัวเอง = คนที่ยกยอตนเองย่อมยกไม่ข้ ึนกลับแสดงความโง่ให้เขาหัวเราะเยาะ
่
๒.๑๗ เย็บจากมุงท็อง = เกี่ยวแฝกมุงป่ า
้
๒.๑๘ อย่าฝากกล้วยไว้เด็ก อย่าฝากเหล็กไว้ช่าง = อย่าฝากอะไรที่ผรับจะได้ประโยชน์โดยตรง เขามักเบียดบัง
ู้
เอาผลประโยชน์
๒.๑๙ ทําไม่สอกไม่เคลื่อน = ทําเป็ นทองไม่รู้ร้อน
๒.๒๐ ทุกหนักจะจม = โลภนักมักลาภหาย ทําเกินกําลังมักเสี ยหาย
๒.๒๑ ควายโม่ชนนาน = คนที่ไม่ใช้ความคิดมักทําอะไรสําเร็ จช้า
๒.๒๒ ตีเมียอย่าดูหน้า ฟั่นพร้าอย่าดูคม = เมื่อต้องใช้ความเด็ดขาด อย่าได้อาลัยอาวรณ์ กับสิ่ งเล็กๆน้อยๆ เดี๋ยวใจ
อ่อนเสี ยก่อน
๒.๒๓ เจ็กไม่ตาย ผ้าลายโข = ตราบใดที่ยงมีผผลิตอย่าวิตกว่าจะไม่มีของใช้
ั ู้
๒.๒๔ หมาเห่าใบตองแห้ง = อวดโม้แต่ปากอย่าได้กลัว หรื อ พูดปาวๆ ไม่มีมูล
๒.๒๕ ไม่มีสักสิ งลิ่งไม่พง = เมื่อมีเรื่ องเสี ยหาย ย่อมมีผก่อเหตุเสมอ
ั
ู้
๒.๒๖ ลอยช้อนตามเปี ยก = ชอบเออออ ห่ อหมก กับเขาเสมอไป
3.ภาษิตที่เป็ นแบบอุปมาอุปไมย ภาษิตที่เป็ นแบบอุปมาอุปไมย เป็ นภาษิตที่นาสิ่ งต่าง ๆ มาอ้างเปรี ยบ เช่น
ํ
๓.๑ ทํางานเหมือนหมาเลียนํ้าร้อน = ทํางานไม่เรี ยบร้อย ไว้ใจไม่ได้
่
ั
่
๓.๒ ยุงเหมือนยุงตีกน = ยุงเหยิงสับสนสิ้ นดี
๓.๓ หกเหมือนขี้ไอ้สี = โกหกเสมอ, พูดจาไม่เคยเชื่ อได้
๓.๔ เบ่เหมือนจีนเรื อแตก = เสี ยงดังลันไม่ได้ศพท์
ั
่
่
๓.๕ ร่ านเหมือนจับปูใสด้ง = ซุ กซนมาก ไม่เป็ นอันอยูนิ่งได้
่
่
๓.๖ ยุงเหมือนหมวดข้าวยํา = ยุงเหยิงสิ้ นดี
๓.๗ จืดเหมือนหืดยักษ์ = รสจืดซีด, ไม่มีรสชาติเสี ยเลย
้
๓.๘ จนเหมือนยนไม่ดน = ยากจนเต็มทน เหมือนตะบันหมากไม่มีกน
ั
ั
๓.๙ คดเหมือนดอโจร = คดมากวกไปวนมา (ใช้กบสิ่ งที่มีรูปปรากฏ)
๓.๑๐ เกลี้ยงแผวเหมือนแมวเลีย = หมดสิ้ นไม่เหลือแม้แต่นอย
้
๓.๑๑ ดีเหมือนเหล้าเครี ยะ = เล่ห์เหลี่ยมหรื อชั้นเชิงสู ง (เหมือนเหล้าชาวตะเครี ยะ)
๓.๑๒ ดุงดิ้งเหมือนลิงได้ตุง =สะดีดสะดิ้ง เหมือนกิ้งก่าได้ทอง
้
้
๓.๑๓ เปี ยกเหมือนเ…ดแมว = เปี ยกจนเหลวแฉะ
๓.๑๔ ดุกดิกเหมือนพริ กไม่คาง = ลุกลี้ลุกลน หรื อนังไม่นิ่ง (เหมือนต้นพริ กไม่มีร้าน)
้
่
่
๓.๑๕ ปั ดปั ดเหมือนแม่ไก่รังทัง = เที่ยววุนวายให้คนอื่นรําคาญ (เหมือนแม่ไก่ตว ที่ไข่ไม่เป็ นที่)
ั
๓.๑๖ ช่วยกันเหมือนช่วยจันทร์ = ช่วยเหลือกันทั้งบ้านทั้งเมือง
๓.๑๗ เอือดเหมือนสอบเกลือ = ทําตนเป็ นคนเอือดสิ้ นดี หรื อ เอือดแฉะมาก
๓.๑๘ ขี้คร้านเหมือนเรื อด = ขี้เกียจมาก คอยแต่จะนอนกิน
๓.๑๙ หกเพรื่ อเหมือนเรื ออวน = ทําให้ไหลบ่าไปทัว ทําแบบคนมักง่าย
่
๓.๒๐ เปรี้ ยวเหมือนเยียวแรด = เปรี้ ยวมากจนทานไม่ไหว
่
๓.๒๑ ทําหน้าเหมือนโนราโรงแพ้ = ตีสีหน้าเป็ นคนผิดหวังอย่างยิง
่
๓.๒๒ หน้าแดงเหมือนวานลิงเสน = หน้าแดงมาก
๓.๒๓ เหงียบเหมือนโนราโรงแพ้ = เงียบเหมือนเป่ าสาก
๓.๒๔ พาโล(เสื อก)เหมือนวัวตาจก = ดื้อรั้นมาก
๓.๒๕ รึ งรังเหมือนหนังโคกทราย = รุ งรึ งมาก (เหมือนหนังตลุงมาจากบ้านโคกทราย)
่
่
๓.๒๖ เขรอะเหมือนขี้ไอ้สี = ชอบยุมย่าม ชอบไปยุงเกี่ยวกับเรื่ องคนอื่นเขา
๓.๒๗ ร้อนเหมือนไฟเดือนห้า = ร้อน อบอ้าวแห้งแล้วจัดหรื อร้อนใจมาก
๓.๒๘ ร้ายเหมือนฟ้ าเดือนหก = ดุร้ายน่ากลัวมาก
๔.ภาษิตประเภทคําอ้างอิง
ภาษาประเภทนี้ นาเอาความจริ งมาเปรี ยบเทียบ เช่น ของภาคกลางว่า นํ้ามากปลาไม่ตาย ของภาคใต้เช่น
ํ
๔.๑ ยิงหยุดยิงไกล ยิงไปยิงแค่ = ยิงทํายิงใกล้ผลสําเร็ จ ยิงทิงไว้ก็ยงเสร็ จช้า
ิ่
่
่
่ ่
่ ่
่ ้
๔.๒ คนผิดเสี ยหน้า คนบ้าเสี ยจริ ต = คนที่มีอะไรบกพร่ องย่อมมีรอยพิรุธ
๔.๓ อย่าเอาถ้วยรากับพลก อย่าเอาปากระกับหนามเตย =อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ และอย่าแกว่งเท้าหาเสี้ ยน
รู ปของภาษิตชาวบ้ าน,คุณค่ าของภาษิตชาวบ้ านปักษ์ ใต้
รู ปของภาษิตชาวบ้าน ภาษิตชาวบ้าน ถ้าจะแบ่งตามรู ป หรื อโครงสร้างของภาษิตตามหลักวิชาคติชาวบ้านแบ่งไว้เป็ น
5 ประเภท
1.พวกมีสัมผัสคล้องจ้อง ได้แก่พวกที่มีสัมผัสสระ เช่น
1.1 อยากมีอย่าคร้าน อยากทํางานอย่าเตินสาย
1.2 รักเมียเสี ยนาย รักควายเสี ยสวน
1.3 ใหญ่พร้าวเฒ่ากอลอ
1.4 พูดค่าศอกออกค่าวา
2.พวกมีสัมผัสพยัญชนะ เช่น
2.1 ขิงก็ราข่าก็แรง (ภาษิตภาคกลาง)
2.2 ยุให้รําตําให้รั่ว (ภาษิตภาคกลาง)
3.พวกบุคคลาธิ ษฐานคือผูกเป็ นรู ปขึ้นมา
3.1 ไอ้ยอดทองบ้านาย = คนที่ชอบให้เขาหลอกใช้(ยอดทองคือตัวตลกของหนังตลุ ง)
3.2 แพะรับบาป (ภาษิตภาคกลาง และเป็ นภาษิตใหม่)
3.3 ชักแม่น้ าทั้งห้า (จากวรรณคดีไทยเรื่ องมหาเวสสันดรชาดก)
ํ
3.4 วัดรอยตีน(จากวรรณคดีไทยเรื่ องรามเกียรติ์)
4.พวกสัมผัสเล่นคํา เช่น
4.1 ยามสบายก็ใช้ ยามไข้ก็รักษา
4.2 ทํางานเผือไข้ ตัดไม้เผือสี น = ทําอะไร คิดอะไรต้องเผื่อขาดเผื่อเหลือ
4.3 ถ่อดี ถ่อปั ก ถ่อหัก ถ่อลอย = การทํางานสิ่ งใดถ้าส่ วนช่วยดีก็ดี
4.4 ขวัญข้าวเท่าหัวเรื อ ขวัญเกลือเท่าหัวช้าง = ควรรู ้คุณสิ่ งที่มีคุณ
4.5สุ กก่อนห่าม งามก่อนแต่ง = การทําอะไรข้ามขั้นนั้นไม่ดี
คุณค่ าของภาษิตชาวบ้ านปักษ์ ใต้
ภาษิตชาวบ้านปั กษ์ใต้ นอกจากจะมีคุณค่าในการสั่งสอนอบรม หรื อเตือนสติดงกล่าวมาแล้ว บางบทยังมีคุณค่า
ั
พิเศษออกไปในบางแง่ เช่น
1.ภาษิตที่ช่วยบอกภาวะภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ เช่น
1.1 นครพุงปลา สงขลาผักบุง พัทลุงลอกอ
้
ภาษิตบทนี้สะท้อนให้เห็นว่าจังหวัดทั้งสามนี้ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอะไร และยังสะท้อนต่อไปว่าภูมิประเทศ
ของจังหวัดนั้นๆต่างกันอย่างไร คือว่านครศรี ธรรมราชนั้น มีไตปลามาก จนมีภาษิตติดปากว่า"นครพุงปลา" เพราะ
ชาวปากพนังส่ วนใหญ่ทาการประมง ส่ งปลาและไตปลาไปขายยังจังหวัดใกล้เคียง ส่ วนสงขลานั้น มีการปลูกผักบุง
ํ
้
กันมาก ต่างกับพัทลุงซึ่ งอุดมสมบูรณ์ดวยผลไม้จึงว่าพัทลุงลอกอ คือมะละกอมาก เป็ นต้น
้
1.2 สะตอวัดประดู่ พลูคลองยัน ทุเรี ยนหวานมันคลองพระแสง ย่านดินแดงของป่ า เคียนซาถ่านหิ น พุนพินมีท่าข้าม
ลํานํ้าตาปี ไม้แต้วดีเขาประสงค์ กระแดะดงลางสาด สิ่ งประหลาดกิ่งพะนม เงาะอุดมบ้านส้อง จากและคลองในบาง
ท่าฉางต้นตาล บ้านนาสารแร่ ท่าอุเทวัดเก่า อ่าวบ้านดอนปลา ไชยามีขาว มะพร้าวเกาะสมุย
้
ภาษิตชุดนี้ เป็ นภาษิตแสดงถึงสิ นอันมีค่าในท้องที่ต่างๆของจังหวัดสุ ราษฎร์ ธานี สถานที่ต่างๆที่กล่าวถึงคือที่
่ ํ
่ ํ
่ ํ
กล่าวคือ คลองยัน อยูอาเภอท่าขนอน คลองพระแสง อยูอาเภอพระแสง ย่านดินแดง เป็ นตําบลอยูอาเภอพระแสง
่ ํ
่ ํ
เคียนซาเป็ นตําบลอยูอาเภอนาสาร พุนพินเป็ นชื่ ออําเภอเรี ยกกันว่าท่าข้ามเขาประสงค์ อยูอาเภอท่าชนะ มีไม้แต้วซึ่ง
เป็ นไม้เนื้ อแข็งที่เขานิยมใช้เผาถ่านมาก กะแดะ เป็ นตลาดในอําเภอกาญจนดิษฐ พนม เป็ นกิ่งอําเภอ บ้านส้องเป็ น
่
ตําบล อยูในอําเภอเวียงสระ ในบางเป็ นหมู่บานในอําเภอเมือง ท่าอุแทเป็ นตําบล ในอําเภอกาญจนดิษฐ
้
1.3 พัทลุงมีดอน นครมีท่า ตรังมีนา สงขลามีบ่อ
ภาษิตนี้พดเป็ นคําติดปากกัน แสดงว่า ในจังหวัดพัทลุงนั้นมีบานที่ชื่อขึ้นต้นด้วยคําว่าดอนมาก เพราะพื้นที่เป็ น
ู
้
ดอนเป็ นเนิน และที่เรี ยกนําว่าควนก็มาก ส่ วนจังหวัดนครมีบานที่ชื่อนําด้วยท่ามากเช่น ท่าศาลา ท่าขนอม ฯลฯ ต่าง
้
กับจังหวัดสงขลามีบานนําด้วยคําว่าบ่อ เช่น บ่อยาง บ่อตรุ ฯลฯ เพราะพื้นที่สงขลามักเป็ นที่ราบตํา ชื่ อบ้านจึงมัก
้
เกี่ยวกับคําว่า นํา เช่น มาบเตย มาบหวาย ปากวะ ปากพูน ปากพน ล้วนแต่แปลว่า นํา ทั้งสิ น ส่ วนจังหวัดตรังชื่ อมัก
เกี่ยวกับนา เช่น นาโยง เป็ นต้น
2.ภาษิตชาวบ้านย่อมเป็ นสิ่ งให้ความรู ้ดานสํานวนภาษา เช่น
้
2.1 สงขลาหอน นครหมา
ภาษิตนี้แสดงให้เห็นว่าชาวสงขลานิยมพูด คําว่า หอน ในความหมายว่า เคย เช่น
ไม่หอนไป = ไม่เคยไป หอนเห็น = เคยเห็น ส่ วนนั้นนิยมพูดคําว่า หมา แทนคําว่า ไม่ เช่นหมากิน = ไม่กิน หมานอน
= ไม่นอน หมารัก = ไม่รัก
่
2.2 ลอยช้อนตามเปี ยก จากภาษิตบทนี้ ได้รู้วาชาวใต้เรี ยกข้าวต้มว่า ข้าวเปี ยก
่
2.3 ปัดปัดเหมือนแม่ไกรังทัง จากภาษิตบทนี้ได้ทราบสํานวนปั กษ์ใต้วา รังทัง หมายถึง ลักษณะที่แม่ไก่ไข่ไม่
เป็ นที่และชวนให้รําคาญใจ
่
3.ภาษิตบางบทสะท้อนให้เห็นชีวตความเป็ นอยูของชาวบ้านในแง่ต่างๆ ซึ่งอาจจะนําไปเป็ นข้อมูลในการ
ิ
ศึกษาศาสตร์ แขนงอื่นๆได้ เช่น
่
3.1 ทําหน้าเหมือนโนราโรงแพ้ บอกให้รู้วาการเล่นมโนรานั้นมีการประชันโรงกันด้วย และโรงใดแพ้ถือว่า เสี ย
ชื่ออย่างยิง จึงวางหน้ายากเพราะอายเขา
่
่
3.2 ร้อนเหมือนไฟเดือนห้า ร้ายเหมือนฟ้ าเดือนหก
ภาษิตบทนี้บอกให้ทราบถึงฤดูกาลของภาคใต้วาเดือนห้า
เป็ นหน้าแล้งส่ วนเดือนหกเป็ นหน้าฝน

ใบความรู้ เรื่อง ภาษิตใต้

  • 1.
    ภาษิตชาวบ้ าน ภาษิต หมายถึงถ้ อยคาทีเ่ รียบเรียงขึนเพือใช้ ในการสื่ อสารซึ่งให้ แง่ คิด คติ หรือซ่ อนความหมาย ้ ่ ในเชิงติชมและเปรียบเทียบ ภาษิตชาวบ้านอาจจัดแบ่งเป็ นประเภทได้ดงนี้ ั ๑.ภาษิตที่มีคติมุ่งสั่งสอนอบรม ภาษิตประเภทนี้ใช้คาสั้น ฟังเข้าใจได้ทนทีไม่เข้าใจผิดเป็ นอย่างอื่น แม้บางภาษิต ํ ั ต้องคิดบ้างก็ไม่ยากนัก เพราะสิ่ งที่พดเทียบ ยกมาจากของจริ งที่แลเห็นได้สะดวก เช่น ู ๑.๑ อย่าหนุกตามเพื่อน = อย่าสนุกตามเพื่อน ่ ๑.๒ เข้าบ้านท่านต้องหางหดเข้าวาน = เมื่ออยูในบ้านเขาต้องยอมเขาไว้ก่อน ๑.๓ คนขี้คร้านทําการอกแตก = คนขี้เกียจมักทํางานหักโหมจนเกินกําลัง ๑.๔ ตามหลังนายหมาไม่ขบ = การทําอะไรตามผูใหญ่ มักไม่เสี ยหาย ้ ๑.๕ ปากอี้ฆ่าคอ = ปลาหมอตายเพราะปาก ๑.๖ อย่านอนบ้านคนมี ตามหลังโหมหนี นอนหลับโรงปอ = อย่าไปนอนค้าง คืนบ้านคนมังมี อย่าตามหลังพวกโจร ่ อย่านอนในบ่อนการพนันเพราะมีแต่พลอยเสี ยหายด้วย ๑.๗ นอนสู งให้ควํ่า นอนตํ่าให้หงาย = เมื่อเป็ นผูใหญ่มีตาแหน่งสู งทําอะไรให้คิดถึงผูนอย ผูนอยก็ตองคิดถึงผูใหญ่ ้ ํ ้ ้ ้ ้ ้ ้ ่ ๑.๘ เข้าเมืองตาเหล่ตองเหล่ตาตาม = อยูที่ใดต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่ งแวดล้อม ้ ๑.๙ ช้างแล่นอย่ายุงหาง = นํ้าเชี่ยวอย่าขวางเรื อ ๑.๑๐ หวานเป็ นลม ขมเป็ นยา = คําหวานมักไร้ประโยชน์ คําติเป็ นยาแก้ ๑.๑๑ แพ้ชนะอย่าแพ้โห่ = ถ้าจะล้มเลิกก็ขอให้เป็ นเพราะทําแล้วไม่อาจสําเร็ จได้ อย่าล้มเลิกเพราะคําวิจารณ์ของผูอื่น ้ ๑.๑๒ ตื่นแต่ดึก สึ กแต่หนุ่ม = จะทําอะไรให้รีบทําเสี ย ยังมีโอกาสมาก ๑.๑๓ อย่าขนดินถมปลวก = อย่าเอาเนื้อหนูไปเจือเนื้ อช้าง ๑.๑๔ ทําไหร่ ให้ถามพระเสี ยหมัง = จะทําอะไรควรปรึ กษาผูรู้เสี ยบ้าง จะได้ไม่เสี ยหาย ้ ่ ่ ๒.พวกสํานวนเปรี ยบเทียบ ภาษิตประเภทนี้มีความเปรี ยบอยูในตัว แต่ไม่ตรงทีเดียว บางทีเป็ นแบบคําพังเพย เช่น ๒.๑ ใหญ่พร้าวเฒ่าลอกอ = อายุมากเสี ยเปล่าไม่ได้มีลกษณะเป็ นผูใหญ่ ั ้ ๒.๒ หางเตาค่ากับหางแลน = ขิงก็รา ข่าก็แรง ๒.๓ กินค่าเข้ารั้ว ทําค่าไม้โท้ = กินมากแต่ทาน้อย ํ ๒.๔ พร้าวก้าออกโลกเป็ นพร้าว = เริ่ มเหตุไว้อย่างไร ผลที่ตามมาก็เป็ นตามเหตุ ๒.๕ ทํางานสงหมาพอพ้นซั้ง = ทํางานแบบขอไปที ๒.๖ หมาเห่าเรื อบิน = พูดจาเกินฐานะ หรื อทําอะไรไม่เจียมตัว ๒.๗ พูดค่าศอกออกไปค่าวา = นําเรื่ องไปเสริ มต่อเกินไปจากที่ได้ยนมา ิ ๒.๘ วัวใครเข้าคอกคนนั้น = ใครทํากรรมดีชวย่อมได้รับกรรมตามที่ตนกระทํา ั่ ๒.๙ ตัวไหนตากตัวนั้นไข = กินปูนร้อนท้อง หรื อ วัวสันหลังหวะ
  • 2.
    ๒.๑๐ ไม่เต็มแล่ง =บ้าๆบอๆ ๒.๑๑ สามนํ้าไม่เปื่ อย = ทําเป็ นเฉื่ อยชาเกียจคร้าน แบบทองไม่รู้ร้อน ๒.๑๒ หมาหัวเน่า = กระโถนท้องพระโรง ๒.๑๓ ยิงช้างอย่าหมายช้าง = การทํางานใหญ่ ๆ อย่าหวังว่าจะได้รับผลตามที่คิด ่ ๒.๑๔ เสาเร็ อนอยูบนหอพาย = คนจรจัด ๒.๑๕ ฝัดด้งเปล่า = ความหวังเหลวเป็ นนํ้าต้องเสี ยแรงเปล่า ๒.๑๖ นังในด้งยกตัวเอง = คนที่ยกยอตนเองย่อมยกไม่ข้ ึนกลับแสดงความโง่ให้เขาหัวเราะเยาะ ่ ๒.๑๗ เย็บจากมุงท็อง = เกี่ยวแฝกมุงป่ า ้ ๒.๑๘ อย่าฝากกล้วยไว้เด็ก อย่าฝากเหล็กไว้ช่าง = อย่าฝากอะไรที่ผรับจะได้ประโยชน์โดยตรง เขามักเบียดบัง ู้ เอาผลประโยชน์ ๒.๑๙ ทําไม่สอกไม่เคลื่อน = ทําเป็ นทองไม่รู้ร้อน ๒.๒๐ ทุกหนักจะจม = โลภนักมักลาภหาย ทําเกินกําลังมักเสี ยหาย ๒.๒๑ ควายโม่ชนนาน = คนที่ไม่ใช้ความคิดมักทําอะไรสําเร็ จช้า ๒.๒๒ ตีเมียอย่าดูหน้า ฟั่นพร้าอย่าดูคม = เมื่อต้องใช้ความเด็ดขาด อย่าได้อาลัยอาวรณ์ กับสิ่ งเล็กๆน้อยๆ เดี๋ยวใจ อ่อนเสี ยก่อน ๒.๒๓ เจ็กไม่ตาย ผ้าลายโข = ตราบใดที่ยงมีผผลิตอย่าวิตกว่าจะไม่มีของใช้ ั ู้ ๒.๒๔ หมาเห่าใบตองแห้ง = อวดโม้แต่ปากอย่าได้กลัว หรื อ พูดปาวๆ ไม่มีมูล ๒.๒๕ ไม่มีสักสิ งลิ่งไม่พง = เมื่อมีเรื่ องเสี ยหาย ย่อมมีผก่อเหตุเสมอ ั ู้ ๒.๒๖ ลอยช้อนตามเปี ยก = ชอบเออออ ห่ อหมก กับเขาเสมอไป 3.ภาษิตที่เป็ นแบบอุปมาอุปไมย ภาษิตที่เป็ นแบบอุปมาอุปไมย เป็ นภาษิตที่นาสิ่ งต่าง ๆ มาอ้างเปรี ยบ เช่น ํ ๓.๑ ทํางานเหมือนหมาเลียนํ้าร้อน = ทํางานไม่เรี ยบร้อย ไว้ใจไม่ได้ ่ ั ่ ๓.๒ ยุงเหมือนยุงตีกน = ยุงเหยิงสับสนสิ้ นดี ๓.๓ หกเหมือนขี้ไอ้สี = โกหกเสมอ, พูดจาไม่เคยเชื่ อได้ ๓.๔ เบ่เหมือนจีนเรื อแตก = เสี ยงดังลันไม่ได้ศพท์ ั ่ ่ ๓.๕ ร่ านเหมือนจับปูใสด้ง = ซุ กซนมาก ไม่เป็ นอันอยูนิ่งได้ ่ ่ ๓.๖ ยุงเหมือนหมวดข้าวยํา = ยุงเหยิงสิ้ นดี ๓.๗ จืดเหมือนหืดยักษ์ = รสจืดซีด, ไม่มีรสชาติเสี ยเลย ้ ๓.๘ จนเหมือนยนไม่ดน = ยากจนเต็มทน เหมือนตะบันหมากไม่มีกน ั ั ๓.๙ คดเหมือนดอโจร = คดมากวกไปวนมา (ใช้กบสิ่ งที่มีรูปปรากฏ) ๓.๑๐ เกลี้ยงแผวเหมือนแมวเลีย = หมดสิ้ นไม่เหลือแม้แต่นอย ้ ๓.๑๑ ดีเหมือนเหล้าเครี ยะ = เล่ห์เหลี่ยมหรื อชั้นเชิงสู ง (เหมือนเหล้าชาวตะเครี ยะ)
  • 3.
    ๓.๑๒ ดุงดิ้งเหมือนลิงได้ตุง =สะดีดสะดิ้งเหมือนกิ้งก่าได้ทอง ้ ้ ๓.๑๓ เปี ยกเหมือนเ…ดแมว = เปี ยกจนเหลวแฉะ ๓.๑๔ ดุกดิกเหมือนพริ กไม่คาง = ลุกลี้ลุกลน หรื อนังไม่นิ่ง (เหมือนต้นพริ กไม่มีร้าน) ้ ่ ่ ๓.๑๕ ปั ดปั ดเหมือนแม่ไก่รังทัง = เที่ยววุนวายให้คนอื่นรําคาญ (เหมือนแม่ไก่ตว ที่ไข่ไม่เป็ นที่) ั ๓.๑๖ ช่วยกันเหมือนช่วยจันทร์ = ช่วยเหลือกันทั้งบ้านทั้งเมือง ๓.๑๗ เอือดเหมือนสอบเกลือ = ทําตนเป็ นคนเอือดสิ้ นดี หรื อ เอือดแฉะมาก ๓.๑๘ ขี้คร้านเหมือนเรื อด = ขี้เกียจมาก คอยแต่จะนอนกิน ๓.๑๙ หกเพรื่ อเหมือนเรื ออวน = ทําให้ไหลบ่าไปทัว ทําแบบคนมักง่าย ่ ๓.๒๐ เปรี้ ยวเหมือนเยียวแรด = เปรี้ ยวมากจนทานไม่ไหว ่ ๓.๒๑ ทําหน้าเหมือนโนราโรงแพ้ = ตีสีหน้าเป็ นคนผิดหวังอย่างยิง ่ ๓.๒๒ หน้าแดงเหมือนวานลิงเสน = หน้าแดงมาก ๓.๒๓ เหงียบเหมือนโนราโรงแพ้ = เงียบเหมือนเป่ าสาก ๓.๒๔ พาโล(เสื อก)เหมือนวัวตาจก = ดื้อรั้นมาก ๓.๒๕ รึ งรังเหมือนหนังโคกทราย = รุ งรึ งมาก (เหมือนหนังตลุงมาจากบ้านโคกทราย) ่ ่ ๓.๒๖ เขรอะเหมือนขี้ไอ้สี = ชอบยุมย่าม ชอบไปยุงเกี่ยวกับเรื่ องคนอื่นเขา ๓.๒๗ ร้อนเหมือนไฟเดือนห้า = ร้อน อบอ้าวแห้งแล้วจัดหรื อร้อนใจมาก ๓.๒๘ ร้ายเหมือนฟ้ าเดือนหก = ดุร้ายน่ากลัวมาก ๔.ภาษิตประเภทคําอ้างอิง ภาษาประเภทนี้ นาเอาความจริ งมาเปรี ยบเทียบ เช่น ของภาคกลางว่า นํ้ามากปลาไม่ตาย ของภาคใต้เช่น ํ ๔.๑ ยิงหยุดยิงไกล ยิงไปยิงแค่ = ยิงทํายิงใกล้ผลสําเร็ จ ยิงทิงไว้ก็ยงเสร็ จช้า ิ่ ่ ่ ่ ่ ่ ่ ่ ้ ๔.๒ คนผิดเสี ยหน้า คนบ้าเสี ยจริ ต = คนที่มีอะไรบกพร่ องย่อมมีรอยพิรุธ ๔.๓ อย่าเอาถ้วยรากับพลก อย่าเอาปากระกับหนามเตย =อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ และอย่าแกว่งเท้าหาเสี้ ยน รู ปของภาษิตชาวบ้ าน,คุณค่ าของภาษิตชาวบ้ านปักษ์ ใต้ รู ปของภาษิตชาวบ้าน ภาษิตชาวบ้าน ถ้าจะแบ่งตามรู ป หรื อโครงสร้างของภาษิตตามหลักวิชาคติชาวบ้านแบ่งไว้เป็ น 5 ประเภท 1.พวกมีสัมผัสคล้องจ้อง ได้แก่พวกที่มีสัมผัสสระ เช่น 1.1 อยากมีอย่าคร้าน อยากทํางานอย่าเตินสาย 1.2 รักเมียเสี ยนาย รักควายเสี ยสวน 1.3 ใหญ่พร้าวเฒ่ากอลอ 1.4 พูดค่าศอกออกค่าวา
  • 4.
    2.พวกมีสัมผัสพยัญชนะ เช่น 2.1 ขิงก็ราข่าก็แรง(ภาษิตภาคกลาง) 2.2 ยุให้รําตําให้รั่ว (ภาษิตภาคกลาง) 3.พวกบุคคลาธิ ษฐานคือผูกเป็ นรู ปขึ้นมา 3.1 ไอ้ยอดทองบ้านาย = คนที่ชอบให้เขาหลอกใช้(ยอดทองคือตัวตลกของหนังตลุ ง) 3.2 แพะรับบาป (ภาษิตภาคกลาง และเป็ นภาษิตใหม่) 3.3 ชักแม่น้ าทั้งห้า (จากวรรณคดีไทยเรื่ องมหาเวสสันดรชาดก) ํ 3.4 วัดรอยตีน(จากวรรณคดีไทยเรื่ องรามเกียรติ์) 4.พวกสัมผัสเล่นคํา เช่น 4.1 ยามสบายก็ใช้ ยามไข้ก็รักษา 4.2 ทํางานเผือไข้ ตัดไม้เผือสี น = ทําอะไร คิดอะไรต้องเผื่อขาดเผื่อเหลือ 4.3 ถ่อดี ถ่อปั ก ถ่อหัก ถ่อลอย = การทํางานสิ่ งใดถ้าส่ วนช่วยดีก็ดี 4.4 ขวัญข้าวเท่าหัวเรื อ ขวัญเกลือเท่าหัวช้าง = ควรรู ้คุณสิ่ งที่มีคุณ 4.5สุ กก่อนห่าม งามก่อนแต่ง = การทําอะไรข้ามขั้นนั้นไม่ดี คุณค่ าของภาษิตชาวบ้ านปักษ์ ใต้ ภาษิตชาวบ้านปั กษ์ใต้ นอกจากจะมีคุณค่าในการสั่งสอนอบรม หรื อเตือนสติดงกล่าวมาแล้ว บางบทยังมีคุณค่า ั พิเศษออกไปในบางแง่ เช่น 1.ภาษิตที่ช่วยบอกภาวะภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ เช่น 1.1 นครพุงปลา สงขลาผักบุง พัทลุงลอกอ ้ ภาษิตบทนี้สะท้อนให้เห็นว่าจังหวัดทั้งสามนี้ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอะไร และยังสะท้อนต่อไปว่าภูมิประเทศ ของจังหวัดนั้นๆต่างกันอย่างไร คือว่านครศรี ธรรมราชนั้น มีไตปลามาก จนมีภาษิตติดปากว่า"นครพุงปลา" เพราะ ชาวปากพนังส่ วนใหญ่ทาการประมง ส่ งปลาและไตปลาไปขายยังจังหวัดใกล้เคียง ส่ วนสงขลานั้น มีการปลูกผักบุง ํ ้ กันมาก ต่างกับพัทลุงซึ่ งอุดมสมบูรณ์ดวยผลไม้จึงว่าพัทลุงลอกอ คือมะละกอมาก เป็ นต้น ้ 1.2 สะตอวัดประดู่ พลูคลองยัน ทุเรี ยนหวานมันคลองพระแสง ย่านดินแดงของป่ า เคียนซาถ่านหิ น พุนพินมีท่าข้าม ลํานํ้าตาปี ไม้แต้วดีเขาประสงค์ กระแดะดงลางสาด สิ่ งประหลาดกิ่งพะนม เงาะอุดมบ้านส้อง จากและคลองในบาง ท่าฉางต้นตาล บ้านนาสารแร่ ท่าอุเทวัดเก่า อ่าวบ้านดอนปลา ไชยามีขาว มะพร้าวเกาะสมุย ้ ภาษิตชุดนี้ เป็ นภาษิตแสดงถึงสิ นอันมีค่าในท้องที่ต่างๆของจังหวัดสุ ราษฎร์ ธานี สถานที่ต่างๆที่กล่าวถึงคือที่ ่ ํ ่ ํ ่ ํ กล่าวคือ คลองยัน อยูอาเภอท่าขนอน คลองพระแสง อยูอาเภอพระแสง ย่านดินแดง เป็ นตําบลอยูอาเภอพระแสง ่ ํ ่ ํ เคียนซาเป็ นตําบลอยูอาเภอนาสาร พุนพินเป็ นชื่ ออําเภอเรี ยกกันว่าท่าข้ามเขาประสงค์ อยูอาเภอท่าชนะ มีไม้แต้วซึ่ง
  • 5.
    เป็ นไม้เนื้ อแข็งที่เขานิยมใช้เผาถ่านมากกะแดะ เป็ นตลาดในอําเภอกาญจนดิษฐ พนม เป็ นกิ่งอําเภอ บ้านส้องเป็ น ่ ตําบล อยูในอําเภอเวียงสระ ในบางเป็ นหมู่บานในอําเภอเมือง ท่าอุแทเป็ นตําบล ในอําเภอกาญจนดิษฐ ้ 1.3 พัทลุงมีดอน นครมีท่า ตรังมีนา สงขลามีบ่อ ภาษิตนี้พดเป็ นคําติดปากกัน แสดงว่า ในจังหวัดพัทลุงนั้นมีบานที่ชื่อขึ้นต้นด้วยคําว่าดอนมาก เพราะพื้นที่เป็ น ู ้ ดอนเป็ นเนิน และที่เรี ยกนําว่าควนก็มาก ส่ วนจังหวัดนครมีบานที่ชื่อนําด้วยท่ามากเช่น ท่าศาลา ท่าขนอม ฯลฯ ต่าง ้ กับจังหวัดสงขลามีบานนําด้วยคําว่าบ่อ เช่น บ่อยาง บ่อตรุ ฯลฯ เพราะพื้นที่สงขลามักเป็ นที่ราบตํา ชื่ อบ้านจึงมัก ้ เกี่ยวกับคําว่า นํา เช่น มาบเตย มาบหวาย ปากวะ ปากพูน ปากพน ล้วนแต่แปลว่า นํา ทั้งสิ น ส่ วนจังหวัดตรังชื่ อมัก เกี่ยวกับนา เช่น นาโยง เป็ นต้น 2.ภาษิตชาวบ้านย่อมเป็ นสิ่ งให้ความรู ้ดานสํานวนภาษา เช่น ้ 2.1 สงขลาหอน นครหมา ภาษิตนี้แสดงให้เห็นว่าชาวสงขลานิยมพูด คําว่า หอน ในความหมายว่า เคย เช่น ไม่หอนไป = ไม่เคยไป หอนเห็น = เคยเห็น ส่ วนนั้นนิยมพูดคําว่า หมา แทนคําว่า ไม่ เช่นหมากิน = ไม่กิน หมานอน = ไม่นอน หมารัก = ไม่รัก ่ 2.2 ลอยช้อนตามเปี ยก จากภาษิตบทนี้ ได้รู้วาชาวใต้เรี ยกข้าวต้มว่า ข้าวเปี ยก ่ 2.3 ปัดปัดเหมือนแม่ไกรังทัง จากภาษิตบทนี้ได้ทราบสํานวนปั กษ์ใต้วา รังทัง หมายถึง ลักษณะที่แม่ไก่ไข่ไม่ เป็ นที่และชวนให้รําคาญใจ ่ 3.ภาษิตบางบทสะท้อนให้เห็นชีวตความเป็ นอยูของชาวบ้านในแง่ต่างๆ ซึ่งอาจจะนําไปเป็ นข้อมูลในการ ิ ศึกษาศาสตร์ แขนงอื่นๆได้ เช่น ่ 3.1 ทําหน้าเหมือนโนราโรงแพ้ บอกให้รู้วาการเล่นมโนรานั้นมีการประชันโรงกันด้วย และโรงใดแพ้ถือว่า เสี ย ชื่ออย่างยิง จึงวางหน้ายากเพราะอายเขา ่ ่ 3.2 ร้อนเหมือนไฟเดือนห้า ร้ายเหมือนฟ้ าเดือนหก ภาษิตบทนี้บอกให้ทราบถึงฤดูกาลของภาคใต้วาเดือนห้า เป็ นหน้าแล้งส่ วนเดือนหกเป็ นหน้าฝน